Forum: ห้องสังคม
Topic: ***การพัฒนาตนเองกับชีวิตประจำวัน***
started by: แมวเหมียว

Posted by แมวเหมียว on 03 Oct. 2005,16:00
อ้างถึง (pilgrim @ 29 กย. 2005,19:22-คุยกันท้ายครัว)
ขอบคุณธรรมะจากคุณ KiLin ค่ะ อยากถามเหมือนกันว่า ถ้ามีข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องธรรมะกับชีวิตประจำวันควรจะไปถามตรงไหนคะ คือพิลอยากจะถามเกี่ยวกับเรื่องอัตตา หน่อยน่ะค่ะ ask.gif


  xmas.gif คุณพิลกริมถามคำถามนี้ไว้ที่กระทู้คุยกันท้ายครัวหลายวันแล้ว คาดว่าคุณคิลินคงไม่เห็นจึงไม่ได้ตอบคุณพิลกริม ..
แมวเหมียวจึงขอยกคำถามของคุณพิลกริมมาไว้ที่นี่นะคะ จะได้เห็นกันชัดๆ 

    couchplus.gif คุณคิลินเคยบอกแมวเหมียวว่า คุยเรื่องธรรมะคุยที่ไหนก็ได้ จึงขอปูเสื่อตั้งวงไว้ที่มุมห้องครัว เพื่อว่าหลังจากสมาชิกอิ่มหนำสำราญจากท้ายครัวกันแล้ว  จะได้แวะมานั่งสนทนาธรรมกับคุณคิลินได้สะดวก..

  (หรือคุณคิลินจะยกไปไว้ที่ไหนก็แล้วแต่ความเหมาะสมค่ะ)

   fone01.gif ขอเชิญคุณคิลิน คุณพิลกริม และสมาชิกทุกท่าน มาตั้งวงสนทนาธรรมกันได้เลยค่ะ thumbsup.gif


k122.gif k119.gif k122.gif
Posted by KiLiN on 04 Oct. 2005,02:18
สวัสดีครับ ไม่เห็นจริงแหล่ะ น่ากลัวจะแก่(เกือบ whisper.gif )ได้ที่ อิอิ tongue.gif ยังไม่ได้ที่
ได้ที่แล้วยังไงเหรอ ถ้าได้ที่ก็ถึงคิวน่ะสิ ถามได้ laugh1.gif

จริงๆ ผมตั้งใจ จะเปิดกระทู้ทำนองนี้ ตั้งนานแล้ว
ยิ่งตอนที่คุณคชาไพร เขียนกลอนพูดถึงคำขวัญของบ้านนี้
" ฉลาด สะอาด สว่าง สงบ "
ก็ให้นึกถึงว่า ของใคร ? ของสมาชิกหรือ ? มีตรงไหนที่บ่งบอกหรือใกล้เคียงบ้าง

ห้องแสงธรรม แม้จะมีสาระธรรม ที่มากพอสมควร แต่นั่นก็คือ ธรรมะของผู้อื่น ท่านอื่น ที่ผมและสมาชิกนำมาโพสต์ อาจมีบ้างที่มีการแลกเปลี่ยน ในเรื่องนั้นๆ แต่ก็ยังจำกัดอยู่แค่เฉพาะคน เฉพาะเรื่อง บางเรื่อง ก็ยังห่างไกลกับเรื่องราวในชีวิตจริงๆ

ในเวบทั่วๆไป เวบเกี่ยวกับธรรมะก็มีไม่น้อย แต่เท่าที่เห็นส่วนมาก ก็จะเป็นการถกกันในข้อธรรมตามตัวบทตัวหนังสือซะมาก กลายเป็นสนทนาเพื่อรู้เพื่ออยากจะรู้ ไม่ได้สนทนาเพื่อที่จะนำกลับไปทำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็จะได้รับประโยชน์น้อย ธรรมะก็เลยไม่มีชีวิตชีวา เป็นแค่ตัวหนังสือ

วันนี้ก็เลยถือโอกาส เปิดกระทู้นี้ แต่ขอเปลี่ยนชื่อกระทู้และคำอธิบายของคุณแมวเหมียวหน่อยครับ เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่อยากจะให้เป็นก็คือ  อยากให้เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจระหว่างสมาชิกด้วยกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีข้อสรุปใดๆ เน้นการพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดปัญญา มากกว่าที่จะสรุปหาคำตอบ ไม่ส่งเสริมการหักล้างกันด้วยเหตุผลหรือจากข้อกำหนดข้อธรรมใดๆ

ธรรมะที่แท้ ไม่ได้อยู่ในตัวหนังสือ แต่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราต่างหาก
Posted by KiLiN on 04 Oct. 2005,02:53
ผมเปลี่ยนชื่อกระทู้เสียใหม่ เพื่อให้ใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น
อย่าเพิ่ง งง คิดว่าผิดกระทู้ หรือไม่เกี่ยวกัน

แต่จริงๆ เกี่ยวมาก และเกี่ยวโดยตรง
ถ้าพูดถึงการพัฒนาตนเอง ใครๆก็ต้องการพัฒนาตนเอง
แต่หลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ที่สุดของพุทธธรรม ก็คือ การพัฒนาตนเองนั่นเอง

ผมทิ้งประเด็นไว้แค่นี้ก่อน ให้ลองพูดคุยกันดู
แล้วไม่แน่...เพื่อนๆอาจจะได้นับถือศาสนาพุทธอย่างแท้จริง  มากกว่าที่จะนับถือแค่ตามทะเบียนบ้าน ซึ่งผมเคยเป็นมาแล้ว yin-yang.gif smile.gif
Posted by คชาไพร on 04 Oct. 2005,09:52
สวัสดีครับคุณคิลิน แมวเหมียวและทุกท่าน

        เมื่อไม่กี่วันมานี้มีเพื่อนร่วมงานรุ่นหลังมาพบผมที่ห้องทำงาน แล้วเอ่ยปากขอพระ(ทั้งที่เป็นเหรียญและพระพิมพ์) เพราะเขารู้ว่าผมมีอยู่และจะให้กับทุกคนที่ขอ แต่ให้เลือกเอาไปองค์เดียว ไม่เคยขัดว่าเขาจะเอาเลือกองค์ไหน

         สาเหตุที่ผมมีพระเยอะเพราะมีคนเอามาให้บ่อยครั้งหรือไปทำบุญก็ได้มา ผมจะเก็บใส่กล่องรวมๆเป็นกล่องเดียวกันไว้ในลิ้นชัก บางคนบอกว่าพระของผมมีราคาแพง ทำไมให้คนที่ของ่ายๆ

         บางคนก็กล่าวหาว่าผมไร้ศาสนาเพราะไม่เอาพระที่มีอยู่มาบูชาให้ถูกที่ถูกทาง เขาบอกว่าพระเป็นของสูงต้องตั้งไว้บนหิ้ง

          ผมก็รับฟังแล้วก็ยิ้มๆ แถมบางคนยังอ้างประวัติผมเสียอีกว่าเป็นพวกทหารเกณฑ์เดือนตุลา พวกนี้ไม่มีศาสนา ผมก็ได้แต่ยิ้ม

         ผมมานั่งนึกๆดูผู้ที่ได้พระจากผมไป บางคนก็เอาไปเลี่ยมทองแขวนคอถืออำนาจพระพุทธคุณไว้คุ้มครอง บางคนเอาไปขึ้นหิ้งบูชาที่บ้าน  บางคนเอาไปโอ้อวดกันต่อ แล้วบางคนมาขอซ้ำแต่ผมไม่ให้

          ผมบอกคนที่ได้พระจากผมไปว่า ขณะที่พระพุทธเจ้าจะทรงปรินิพพานนั้นพระองค์ทรงตรัสกับพระอานนท์ในทำนองว่าแม้พระองค์จะดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว แต่พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ก็ยังดำรงอยู่

          ดังนั้นจึงเป็นเรื่องแปลกที่ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธจำนวนหนึ่ง ไม่ยึดพระธรรมเทศนาเป็นหลัก กับไปยึดติดกับวัตถุมงคลที่อ้างว่ามีพระพุทธคุณกำกับอยู่

          ผมเขียนเรื่องนี้ต่อยอดจากคุณคิลิน น่าจะดีนะครับถ้าพวกเราช่วยกันออกความเห็น หรือเอาเรื่องที่ประสบมาแลกเปลี่ยนกันตามความตั้งใจของคุณคิลิน เพื่อประเทืองปัญญาของพวกเรารวมทั้งตัวผมเองด้วยครับ

         

Posted by pilgrim on 04 Oct. 2005,11:51
ขอบคุณพี่แมวเหมียวมากค่ะ ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมา พิลก็รออยู่เหมือนกัน แต่นึกว่าคุณ KiLin คงไม่เห็น ก็เลยไม่อยากเซ้าซี้มาก

ก่อนอื่น พิลขอออกตัวก่อนนะคะว่า ตอนนี้ พิลกลายเป็นคริสต์ไปแล้ว
เรื่องมันก็ยาวค่ะ เล่ามากเดี๋ยวจะเล่าเรื่องตัวเองมากไป เอาเป็นว่า พิลเคยปฏิบัติธรรมมาบ้าง แต่ก็เหมือนไม่ค่อยพัฒนาเท่าไหร่ เพราะทำๆหยุดๆ

การที่พิลเปลี่ยนเป็นคริสต์ เป็นเพราะคำสอนของเขา (นิกายมอร์มอนหรือสิทธิชนยุคสุดท้ายค่ะ) ไม่มีอะไรขัดแย้งกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ออกจะเหมือนๆกันด้วยซ้ำ ที่พิลเข้าร่วมกับเขา เพราะเห็นว่าเขาเน้นแนวปฏิบัติ คือ มีการประยุกต์นำคำสอนของพระเจ้าและพระเยซูมาใช้ในชีวิตประจำวัน และทุกคนก็มีจิตใจคล้อยตาม อยากจะเป็นคนดีเพราะมีความศรัทธา คือ เขาทำเหมือนเครือข่ายช่วยกันดูแล เหมือนก้าวไปด้วยกันค่ะ ตรงนี้เองที่พิลตัดสินใจเข้าร่วม เพราะมันถือเป็นการพัฒนาตนเองขั้นหนึ่ง แต่ถ้าพูดถึงความล้ำลึกแล้ว พุทธธรรมถือว่าล้ำลึกที่สุด เพราะก้าวไปถึงการหลุดพ้น (ตามความเข้าใจของพิลนะคะ)

ทุกวันนี้ พิลก็ไม่ได้ทิ้งศาสนาพุทธนะคะ ทางมอร์มอนก็ไม่ได้หวงห้ามอะไร ในพระคัมภีร์กล่าวแต่เพียงว่า ให้นับถือในพระเจ้าองค์เดียว พิลก็คิดว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นบุคคล ไม่ใช่พระเจ้า ท่านเปรียบเสมือนบรมครูของโลก เพราะฉะนั้น ถ้าพิลจะยังศึกษาคำสอนของท่านอยู่ และปฏิบัติธรรมอยู่ มันก็น่าจะดีแก่ตัวเราเองและมันก็เป็นสิ่งที่เราชอบด้วย เพียงแต่พิลคิดว่า พิลอยู่ในพุทธศาสนามาตั้งแต่เกิด แต่ไม่เคยได้ทำอะไรที่เป็นการทะนุบำรุงศาสนาอย่างเต็มที่เลย ไม่ค่อยมีช่องว่างให้ผู้หญิงเข้าไปทำอะไรมากค่ะ พิลอาจจะคิดผิด ยังไงช่วยติติงได้นะคะ

เอาเป็นว่า พิลขอเกริ่นนำเท่านี้ก่อน ขอเรียนด้วยค่ะว่า พิลไม่ได้คิดจะเอาศาสนาคริสต์มาเผยแพร่ที่นี่นะคะ ไม่ต้องกลัวพิลนะคะ ที่อยากตั้งปัญหาเพราะอยากเรียนรู้ศาสนาพุทธเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันและเพื่อให้เป็นประโยชน์กับคนอื่นจริงๆค่ะ พิลจะดีใจมากถ้าได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แล้วชาวพุทธทุกคนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นสิ่งที่อยู่ในใจและอยากทำมานานมากแล้วค่ะ แต่ลองเข้าไปในหลายๆเว็บ ก็เจอแบบที่คุณคิลินว่า คือ เขาใช้ภาษายากๆมาอธิบาย เหมือนพระเรียนปริยัติ มันยากเกินไปสำหรับชาวบ้านอย่างพิลค่ะ
ขอบคุณพี่แมวเหมียว คุณคิลินและคุณช้างมากๆนะคะ ที่ช่วยจุดประกาย

Posted by sweet lemon on 04 Oct. 2005,14:13
อ้างถึง (pilgrim @ 03 ตค. 2005,23:51)
พิลอยู่ในพุทธศาสนามาตั้งแต่เกิด แต่ไม่เคยได้ทำอะไรที่เป็นการทะนุบำรุงศาสนาอย่างเต็มที่เลย ไม่ค่อยมีช่องว่างให้ผู้หญิงเข้าไปทำอะไรมากค่ะ พิลอาจจะคิดผิด ยังไงช่วยติติงได้นะคะ


ขอจิดนึงนะค่ะ.. ความคิดของตนเองค่ะ  whisper.gif
หากมองกันจริงๆๆ วัดส่วนใหญ่ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย หนูหมายความว่า คนไปทำบุญ ถือศีล ภาวนาค่ะ อยากออกความเห็นต่อ แต่ขี้เกียจพิมพ์ค่ะ  tongue.gif
Posted by แมวเหมียว on 04 Oct. 2005,22:58
สวัสดีค่ะ

ขอโทษค่ะ แวะมาเก็บเสื่อกลับครัวก่อนนะคะ ฮิ ฮิ tongue.gif

มาคุยที่ห้องสังคมก็ดีค่ะ นั่งเก้าอี้ (โซฟา)สบายกว่านั่งเสื่อ นั่งเสื่อแล้วเมื่อยนะคะ อิ อิ sofaroll.gif

นึกแล้วเชียวว่า คำว่า "สนทนาธรรมกับคุณคิลิน" ต้องโดนเซ็นเซอร์ ic-14.gif 

คุณคิลินคิดจะเปิดกระทู้ทำนองนี้ตั้งน้านนานแล้ว แต่ไม่ยอมเปิดซะที
นี่ก็เห็นชัดๆแล้วนะคะว่าแก่(เกือบ)ได้ที่แล้วหรือยัง อิ อิ couch.gif

อ้าว..ชวนคุยนอกเรื่องอีกแล้วแมวเหมียว  hehe.gif
 

greet.gif
Posted by แมวเหมียว on 04 Oct. 2005,23:56
สมัยเด็กๆแม่เคยพาไปวัด เดินไปวัดต้องผ่านทั้งป่าและทุ่งนา
จำได้ว่าเวลาพระฉันเสร็จเป็นเวลาที่มีความสุข ได้นั่งกินอาหารกันกลางลาน กำลังหิวได้ที่ ใครมีอาหารอะไรก็แบ่งๆกันกิน อาหารที่ทุกคนเอาไปถวายพระเป็นอาหารอย่างดี และอร่อยๆทั้งนั้นเลย  คนที่ไปวัดไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติกัน มีความสุขและจำได้ถึงความสงบเมื่อพระสวดเสียงดังกังวาน..

  วัดอยู่ไกลบ้าน แม่ไม่ได้ไปทุกวัน นานๆไปที และนานๆทีอีกเหมือนกันที่ได้ตื่นเต้นเมื่อไปเที่ยวงานวัด..

  พอโตเข้ามหาลัย เด็กมหาลัยกลุ่มหนึ่งที่คิดว่าตัวเองหัวก้าวหน้ามองเพื่อนๆที่อยู่ชมรมพุทธว่ามีความคิดคร่ำครึ ตัวเองก็อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าตัวเองก้าวหน้าด้วย ..

  ครั้นพอโต จนเริ่มจะแก่ เริ่มกลัวตาย ห่วงนั่น ห่วงนี่ จึงหาที่ยึดเหนี่ยวทางใจ จึงเริ่มอ่านหนังสือธรรมะ จึงเริ่มเห็นว่าที่ผ่านมาตัวเองไม่รู้จักศาสนาพุทธเลย ที่เรียนมาและรู้จักมา เรารู้จักแต่เปลือกจึงได้คิดว่าเป็นเรื่องคร่ำครึเหมือนที่คนอีกมากมายยังคิดอยู่..

เคยมีคนมาแนะนำเรื่องศาสนาคริสต์เหมือนกันค่ะคุณพิล แต่ตอนนั้นพี่คงพบธรรมะแล้วมั้งคะ
แม้ไม่ทั้งหมดแต่รู้สึกว่าพบบางส่วน ก็เห็นว่าเรามีสิ่งที่ดีอยู่แล้ว จึงบอกเค้าว่า เรากำลังศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าอยู่ แต่ก็ไม่รังเกียจที่จะคบหากัน 

นี่ก็ผ่านมาหลายปีมาแล้ว ครอบครัวเค้ายังแวะมาเยี่ยมทุกปี มีหนังสือที่เค้าเห็นว่าดีๆมาฝาก มาพูดคุยหลักธรรมของพระเจ้าให้ฟัง ..ก็เห็นว่าหลักๆแล้วเหมือนกันกับศาสนาพุทธ และเค้าก็เป็นคนดี อ่อนน้อมถ่อมตน ใช้ชีวิตเรียบง่าย มาด้วยความเป็นมิตร พี่ก็ยินดีต้อนรับเสมอ..

และจะบอกว่า ไม่กลัวคนน่ารักๆอย่างคุณพิลกริมหรอกค่ะ อิ อิ flo_1.gif

 k122.gif k119.gif k122.gif
Posted by pilgrim on 05 Oct. 2005,06:22
ขอบคุณนะคะพี่แมวเหมียว ที่เข้าใจในเจตนาและเห็นว่าพิลน่ารัก อิๆๆๆๆ เดี๋ยวเห็นตัวจริงเสียงจริงแล้วจะบอกว่า เฮ้อ ฉันคิดผิด ขอคิดใหม่ดีกว่า หุๆๆๆๆ ohman.gif

พูดถึงบรรยากาศการไปวัด พิลก็ไปกับแม่ทุกครั้งที่กลับไปบ้านค่ะ เห็นแม่สบายใจ พิลก็สบายใจ พิลชอบฟังพระเทศน์ แต่ฟังแล้ว บางครั้งพิลรู้สึกว่า อยากให้ท่านเทศน์ได้โดนใจคนมากกว่านี้ หรืิอจะเป็นเพราะวัดแถวบ้านแม่ ไม่มีพระเทศน์้้เก่งๆเลย

จำได้ว่า ทุกปีวันสงกรานต์ ท่านก็เทศน์แต่ประวัตินางสงกรานต์ ไม่เคยเปลี่ยนเรื่องเลยค่ะ ทำให้พิลเสียดายมากๆ เพราะชาวบ้านก็ไม่ได้ตั้งใจฟัง เนื่องจากรู้ๆกันอยู่แล้ว นี่แหละค่ะ ที่พิลอยากให้วัดและพระเปลี่ยนแปลงเพื่อให้คำสอนของพระพุทธองค์เฟื่องฟูำไปไกล และเป็นประโยชน์ต่อคนที่ไปวัดจริงๆ เพื่อโน้มนำเขาให้มีศรัทธาและมุ่งสู่การปฏิบัติธรรมค่ะ

พิลยังชอบคำที่อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปกกล่าวไว้ เนื่องด้วยมีชาวพุทธหลายคนอ้างว่า ไม่ศรัทธาการทำบุญไปวัด เพราะไม่ศรัทธาพระสงฆ์ อาจารย์บอกว่า (อาจจะไม่แม่นเสียทีเดียวนะคะ จับใจความมา) การเป็นพระสงฆ์ ก็เป็นกระบวนการหล่อหลอมอย่างหนึ่ง คนที่ได้ชื่อว่าพระ ล้วนเป็นคนดีทุกคน แต่เมื่อเป็นพระแล้วทำไม่ดี ก็เท่ากับว่านั่นไม่ใช่พระแล้ว แต่กลับกลายไปเป็นคนธรรมดา เพราะฉะนั้น ก็ไม่สมควรแก่การกราบไหว้ เวลามีเพื่อนๆบ่นอย่างนี้ พิลก็จะบอกเขาไปอย่างนั้นทุกคน ว่าอย่าเพิ่งสิ้นศรัทธาในพระพุืืทธศาสนา ยังมีพระที่สมควรแก่การกราบไหว้ และสืบทอดศาสนาอย่างแท้จริง อีกอย่าง หัวใจของศาสนาพุทธก็ไม่ได้อยู่ที่พระสงฆ์อย่างเดียว แต่ยังมีพระพุทธ และพระธรรมอันล้ำเลิศด้วย จริงๆนะคะ
rose.gif
Posted by KiLiN on 05 Oct. 2005,08:54
สวัสดีครับ

ประเด็นของคุณพิล เรื่องอัตตา ก็ยังค้างอยู่นะครับ ถ้าคุณพิลอยากหยิบยกมาแลกเปลี่ยนกันก็ยินดีนะครับ หรือจะค้างไว้ก่อน ก็แล้วแต่ครับ smile.gif

ประเด็นของคุณคชาไพร ว่าด้วยพระเครื่อง 
     ที่สุดของศาสนานี้คือ มุ่งสู่คำว่า " ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน " เพราะเมื่อตนพึ่งตนเองได้ ก็จะทำให้ตนเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ด้วย  แต่สำหรับคนที่ยังพึ่งตนเองไม่ได้ รวมทั้งผู้ที่ไม่คิดว่าจะหาทางยกระดับตนเองเพื่อเป็นที่พึ่งของตนเอง เขาเหล่านั้นก็จำต้องพึ่งคนอื่น ครูอาจารย์ หรือแม้แต่สิ่งของ พระเครื่อง yin-yang.gif



กลับมาที่คุณพิล ประเด็นเรื่องความต่างทางศาสนานะครับ
    มีเพลงเพื่อชีวิตอยู่เพลงนึง ให้ความหมายที่ดี เนื้อร้องของเพลงท่อนนึงมีว่า

" บ้านเมืองมีความเป็นมา สังคมตีตราแบ่งชั้น
ให้คนจนรวยสูงต่ำ ขาวดำก่ำเหลืองน้ำตาล 
เลือดคนมีสีแดงสีเดียว หัวใจจงมาประสาน
ร่วมรักกันนานนาน ขับขานเสียงเพลงสันติ "


นี่คือสะท้อนในแง่ขอบเขตทางสังคม

ในแง่ขอบเขตทางศาสนา ก็จะมีว่า
" ทุกสรรพชีวิตที่เกิดมาในโลกนี้ล้วน เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้นจึงควรระอยู่กันอย่างพึ่งพิงอิงแอบอาศัยกัน " นั่นคือทั้งคนและสัตว์ต่างตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ผู้ที่แข็งแรงกว่าก็ควรจะช่วยคนที่อ่อนแอกว่าถ้าช่วยได้ ไม่ใช่ฉวยโอกาสเอาเปรียบ เพราะที่สุดทั้งชีวิตที่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบก็หนีกฎเกณฑ์นี้ไม่พ้น ไม่ยกเว้นแม้ความต่างทางศาสนา

ในแง่บำรุงศาสนา จริงๆ โดยตัวศาสนาเองไม่ได้ต้องการการทำนุบำรุง เพราะสมบูรณ์ในตัวของมันเองอยู่แล้ว  แต่ที่ต้องบำรุงกลับคือตัวเราเอง กับบุคคลหรือสังคมรอบข้างมากกว่า 

ส่วนที่ว่าไม่ค่อยมีช่องว่างให้ผู้หญิงเข้าไปทำอะไรได้มากนั้น ประเด็นก็คือ ช่องเท่าที่เรารับรู้อยู่เราได้ทำกับมันอย่างจริงจังหรือยัง จึงค่อยถามหาช่องที่มากขึ้น  ความเป็นจริงของชีวิตในหลายเรื่องก็คือ เมื่อเราอยู่ในสถานะหนึ่งเราจะเห็นได้ในระดับหนึ่ง ต่อเมื่อเราขยับก้าวขึ้นไปเราก็จะเห็นได้มากขึ้น
rose.gif

ว่าของคุณแมวเหมียวๆมั่ง
      สมัยเด็กๆ คุณแม่เราพาเราเข้าวัด นั่นคือ ท่านได้สร้างริ้วรอยเรื่องราวที่ดีๆนี้ไว้ให้เรา เมื่อยามแก่แม้ว่าก่อนหน้านี้เราเองก็จะหันหลังให้ไปแล้ว  ก็ยังได้ย้อนกลับมาอีกครั้งในที่สุด (กระซิบบอก ผมก็อยู่ในฐานะทำนองนี้ครับ whisper.gif ) ประเด็นก็คือ แล้วเราได้สร้างริ้วรอยทำนองเดียวกันนี้ให้กับลูกของเราแค่ไหน xmas.gif


กลับมาคุณพิลอีกรอบ ครับ
   เรื่องความเห็นกรณีพระเทศน์  มีเรื่องทำนองคล้ายๆแบบนี้ในชีวิตประจำวันอยู่เยอะเลยครับ  ที่เรามักจะมองเห็นข้อด้อยข้ออ่อนของผู้อื่น ก็หวังดีมีเจตนาดี คิดได้ว่าถ้าเขาปรับปรุงอย่างนั้นๆ แล้วจะดีอย่างนั้นอย่างนี้  ซึ่งจริงๆอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจเข้าถึงเงื่อนไขของเขาได้มากได้ลึกแค่ไหน แต่ส่วนมากก็ไม่ได้ลึกอะไร 

ประเด็นก็คือว่า ทุกๆคนก็ย่อมจะมีข้อด้อยข้ออ่อนบ้าง ไม่มีใครสมบูรณ์โดยตัวเอง แต่ก็น้อยมากที่จะมีความเห็นย้อนมองกลับมาที่ตัวเราเอง ทั้งๆที่ ข้อเท็จจริงและเงื่อนไขของเรา ไม่มีใครเข้าถึงหรือรู้ลึกเท่าตัวเราเอง พระรูปนั้นท่านก็อาจคงมีความเห็นต่อคนอื่น คล้ายๆที่คุณพิลมีความเห็นต่อท่าน ก็เลยมองข้ามเรื่องของตนเองไป

ในเรื่องของพระสงฆ์ คำว่า พระสงฆ์ ท่านหมายถึง บุคคลที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนลุถึงคำว่า " พระ " แล้ว บุคคลที่เริ่มบวช ก็อยู่ระหว่างความพยายามที่จะปฏิบัติให้ถึงคำว่า พระ ก็ย่อมจะเป็นธรรมดาที่มีทั้งผู้ปฏิบัติแล้วได้ดีและยังไม่ดี พระพุทธเจ้าจึงเรียกบุคคลที่อยู่ระหว่างความพยายามเหล่านี้ว่า ภิกษุ ว่านักบวช ว่าสมณะ ยังไม่ถึงคำว่า พระ  เพราะพระต้องประเสริฐ ต้องดีเลิศ ต้องงามพร้อม
 wave.gif
Posted by คชาไพร on 05 Oct. 2005,10:12
สวัสดีครับทุกท่าน

        คุณพิลกริมครับ พระอาจารย์พุทธทาสแห่งสวนโมกขพลารามเคยกล่าวถึงศาสนาคริสต์ไว้น่าฟังว่า ไม้กางเขนนั้น เส้นที่ตั้งเป็นแนวดิ่งคือตัว I (ไอ-ภาษาอังกฤษ) แปลเป็นไทยว่า ตัวฉัน ขีดเส้นตรงที่ตัดขวางเป็นรูปไม้กางเขนนั้นพระเยซูท่านต้องการให้ตัด I คือตัดตัวฉัน ของฉันทิ้ง พระเยซูท่านจึงทรงดำรงชีวิตเพื่อผู้อื่นตลอดมา

         Stephen R. Coveyผู้เขียนหนังสือ " The 7 Habits of Highly Effective People "ซึ่งมีผู้อ่านทั่วโลกก็นับถือนิกายมอร์มอนครับ แกเอาหลักธรรมบางส่วนมาเขียนเป็นหนังสือเล่มนี้ แล้วสิ่งที่แกเขียนก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับทางพุทธศาสนา สามารถเอามาประสานกันได้ดีอีกด้วย ปีที่แล้วแกมาเมืองไทย บรรยายที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตแล้วก็ได้พบปะกับนายกรัฐมนตรีประเทศไทยด้วย

         ผมว่าทุกศาสนาสอนให้ปฏิบัติชอบทั้งนั้นนะครับ คุณพิลกริมช่วยเอาการปฏิบัติบางด้านมาแลกเปลี่ยนเป็นความรู้กันก็ดีนะครับ สำหรับเรื่องทางศาสนาพุทธนั้นสบายมากที่คุณคิลินช่วยอธิบาย เพราะคุณคิลินเป็นผู้รู้จริงท่านหนึ่ง

         ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ดูเหมือนว่าศาสนากับชาติพันธุ์จะถูกตีตราแบ่งแยกเอาไว้เช่นศาสนาพุทธคู่กับคนไทย ศาสนาอิสลามคู่กับคนมลายู(คนทาง3จังหวัดภาคใต้บวกมาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย) ศาสนาคริสต์คู่กับคนฟิลิปปินส์ ฯลฯ แล้วก็เลยถูกคนกลุ่มหนึ่งใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการแบ่งแยกกันและกันซึ่งเป็นการทำลายไม่ใช่การสร้างสรรค์

           ช่วงนี้ในเมืองไทยอยู่ในเทศกาลกินเจ แถวที่ผมอยู่กว่า80%ของประชาชนจะกินเจกันหมดครับ การกินเจนี่จะถือเป็นารปฏิบัติธรรมหรือไม่ครับ แล้วผู้ปฏิบัติจะได้บุญไหมครับ
Posted by แมวเหมียว on 05 Oct. 2005,16:53
อ้างถึง (KiLiN @ 04 ตค. 2005,20:54)
ว่าของคุณแมวเหมียวๆมั่ง
      สมัยเด็กๆ คุณแม่เราพาเราเข้าวัด นั่นคือ ท่านได้สร้างริ้วรอยเรื่องราวที่ดีๆนี้ไว้ให้เรา เมื่อยามแก่แม้ว่าก่อนหน้านี้เราเองก็จะหันหลังให้ไปแล้ว  ก็ยังได้ย้อนกลับมาอีกครั้งในที่สุด (กระซิบบอก ผมก็อยู่ในฐานะทำนองนี้ครับ whisper.gif ) ประเด็นก็คือ แล้วเราได้สร้างริ้วรอยทำนองเดียวกันนี้ให้กับลูกของเราแค่ไหน xmas.gif

รู้สึกว่าคุณคิลินจะพูดไม่ค่อยจะถูกนะคะ คำว่า"เมื่อยามแก่"ต้องแก้คำผิดค่ะ tongue.gif

ไม่อยากจะคุยแต่ก็คุยว่าเมื่อวานซืนเพิ่งชวนลูกไปวัดมาค่ะ ไม่คิดว่าลูกๆจะยอมไป เพราะปิดเทอมแล้ว เค้าอยากจะนอนตื่นสายกันก็ไม่คิดว่าจะยอมตื่นเช้าเพื่อไปวัด ..

เห็นพี่น้องนั่งกราบพระคู่กันด้วยความนอบน้อมแล้วอดปลื้มไม่ได้ค่ะ xmas.gif

สวัสดีค่ะ พี่ช้าง คุณพิลกริม คุยกับคุณคิลินกันต่อนะคะ

รู้สึกว่าแมวเหมียวจะโดนเรียกตัวกลับสวนแล้วค่ะ hehe.gif

greet.gif
Posted by pilgrim on 06 Oct. 2005,15:25
อ้างถึง (KiLiN @ 04 ตค. 2005,20:54)
กลับมาคุณพิลอีกรอบ ครับ
   เรื่องความเห็นกรณีพระเทศน์  มีเรื่องทำนองคล้ายๆแบบนี้ในชีวิตประจำวันอยู่เยอะเลยครับ  ที่เรามักจะมองเห็นข้อด้อยข้ออ่อนของผู้อื่น ก็หวังดีมีเจตนาดี คิดได้ว่าถ้าเขาปรับปรุงอย่างนั้นๆ แล้วจะดีอย่างนั้นอย่างนี้  ซึ่งจริงๆอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจเข้าถึงเงื่อนไขของเขาได้มากได้ลึกแค่ไหน แต่ส่วนมากก็ไม่ได้ลึกอะไร 

ประเด็นก็คือว่า ทุกๆคนก็ย่อมจะมีข้อด้อยข้ออ่อนบ้าง ไม่มีใครสมบูรณ์โดยตัวเอง แต่ก็น้อยมากที่จะมีความเห็นย้อนมองกลับมาที่ตัวเราเอง ทั้งๆที่ ข้อเท็จจริงและเงื่อนไขของเรา ไม่มีใครเข้าถึงหรือรู้ลึกเท่าตัวเราเอง พระรูปนั้นท่านก็อาจคงมีความเห็นต่อคนอื่น คล้ายๆที่คุณพิลมีความเห็นต่อท่าน ก็เลยมองข้ามเรื่องของตนเองไป

คุณคิลินคะ เจอประโยคนี้ หดหมดเลยค่ะ ไม่กล้ามีความเห็นต่ออะไรแล้วค่ะ เพราะพิลก็ไม่ได้รู้ลึกในเรื่องอะไรสักเรื่อง wave.gif
Posted by แมวเหมียว on 06 Oct. 2005,16:45
อ้างถึง (sweet lemon @ 04 ตค. 2005,02:13)

ขอจิดนึงนะค่ะ.. ความคิดของตนเองค่ะ whisper.gif
หากมองกันจริงๆๆ วัดส่วนใหญ่ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย หนูหมายความว่า คนไปทำบุญ ถือศีล ภาวนาค่ะ อยากออกความเห็นต่อ แต่ขี้เกียจพิมพ์ค่ะ tongue.gif

icon_donot.gif ขอโทษค่ะ มีคุณยายมะนาวหวาน เอ๊ย คุณน้องมะนาวหวานอีกคนนึงค่ะ นั่งแอบอยู่ข้างเสา ทุกคนเลยมองไม่เห็น laugh1.gif 

มานั่งหน้านี้นะคะน้อง จะได้คุยกันได้ทั่วถึง sofaroll.gif
Posted by add on 06 Oct. 2005,19:17
โอ้โฮ  พี่ๆ น้องนุ่งทั้งหลายรู้สึกว่าจะเขียนเรื่องธรรมะกันเก่งๆจังเลยนะ  ว้า... ทำไมพี่ไม่เห็นจะค่อยเข้าหัวเลยอ้ะ แถมเขียนไม่ออกอีกต่างหากทั้งๆที่ไปวัดออกจะบ่อย ฮ่าๆ

          พี่ชอบไปวัดกับแม่และพี่สาว  เวลาเห็นอะไรไม่เข้าตากรรมการ  เราก็จะหันมาสบตากันแล้วอมยิ้ม  และถ้าวัดไหนเราไปแล้วอมยิ้มกันบ่อย  เราก็จะไปวัดนั้นน้อยลงหรือไม่ก็ไม่ไปอีกจ้ะ  อิอิ  เรียกว่าไปวัดอย่างอารมณ์ดีนะเนี่ยะ   laugh1.gif

         ปาเก้ก็คงเหมือนกันละมั้ง  เห็นไปไหว้พระเกือบ 9 วัด  มาเขียนเล่าให้เราฟังอย่างสนุกสนาน แซวหน่อยนะน้อง   hehe.gif

         ไม่ค่อยเข้าเรื่องเลย ไปดีก่า   tongue.gif
Posted by KiLiN on 06 Oct. 2005,20:37
อ้างถึง (pilgrim @ 06 ตค. 2005,03:25)
คุณคิลินคะ เจอประโยคนี้ หดหมดเลยค่ะ ไม่กล้ามีความเห็นต่ออะไรแล้วค่ะ เพราะพิลก็ไม่ได้รู้ลึกในเรื่องอะไรสักเรื่อง wave.gif

โอ้ยโย๋..... ohman.gif ถึงขั้นหดหมดเลยเหรอครับ

  แล้วดึงให้ยืดได้อีกมั้ย laugh1.gif

ต้องขอโทษนะครับ bowsdown.gif
ถ้าผมพูดอะไรไปแล้ว ทำให้รู้สึกไม่ดี
ไม่ได้มีเจตนาทำให้หด  smile.gif

จริงๆ มันก็เป็นเรื่องปกติ นะครับ ที่คนเราจะมีความเห็นต่อเรื่องที่พบเห็น
แล้วก็ไม่จำเป็นที่เราต้องไปรู้ลึกในเรื่องนั้นๆอีกด้วย

ทีนี้วันๆ เราก็เจอเรื่องราวภายนอกมากมาย หมดจากเรื่องหนึ่งก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง จนกว่าจะนอน บางทียังไม่ยกเว้นแม้แต่นอนเลย ยังฝันอีก ก็เลยเกิดคำถามแบบง่ายๆ ว่า " เอ๊ะ!! เรามีความรู้คิดเห็นดีๆต่อภายนอกต่อสิ่งที่พบเห็นมากมาย แล้วเราก็ยังมีความรู้สึกดีๆ มีความเห็นดีๆ ที่อยากจะปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ทำไมเราไม่มีความรู้สึกความคิดเห็นหรือมีน้อยต่อตัวเรานะ ถ้ามันมีอย่างนี้ต่อตัวเราด้วย น่าจะดีไม่น้อย มันคงจะยิ่งทำให้สิ่งที่เราคิดเห็นนั้น เป็นจริงได้ง่ายขึ้นอีกด้วย เพราะเราคิดเองปฏิบัติได้โดยตัวเราเองอีกต่างหาก เรามีความคิดเห็นดีๆต่อผู้อื่นก็ไม่แน่ว่าเขาจะเห็นด้วยกับเรา เห็นด้วยแล้วจะยอมทำยอมแก้หรือเปล่าก็ไม่รุ้อีก แต่ถ้าต่อตนเองน่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า"
Posted by pilgrim on 07 Oct. 2005,14:36
อ้างถึง (KiLiN @ 06 ตค. 2005,08:37)
  แล้วดึงให้ยืดได้อีกมั้ย laugh1.gif

ต้องขอโทษนะครับ bowsdown.gif
ถ้าผมพูดอะไรไปแล้ว ทำให้รู้สึกไม่ดี
ไม่ได้มีเจตนาทำให้หด  smile.gif

จริงๆ มันก็เป็นเรื่องปกติ นะครับ ที่คนเราจะมีความเห็นต่อเรื่องที่พบเห็น
แล้วก็ไม่จำเป็นที่เราต้องไปรู้ลึกในเรื่องนั้นๆอีกด้วย

ทีนี้วันๆ เราก็เจอเรื่องราวภายนอกมากมาย หมดจากเรื่องหนึ่งก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง จนกว่าจะนอน บางทียังไม่ยกเว้นแม้แต่นอนเลย ยังฝันอีก ก็เลยเกิดคำถามแบบง่ายๆ ว่า " เอ๊ะ!! เรามีความรู้คิดเห็นดีๆต่อภายนอกต่อสิ่งที่พบเห็นมากมาย แล้วเราก็ยังมีความรู้สึกดีๆ มีความเห็นดีๆ ที่อยากจะปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ทำไมเราไม่มีความรู้สึกความคิดเห็นหรือมีน้อยต่อตัวเรานะ ถ้ามันมีอย่างนี้ต่อตัวเราด้วย น่าจะดีไม่น้อย มันคงจะยิ่งทำให้สิ่งที่เราคิดเห็นนั้น เป็นจริงได้ง่ายขึ้นอีกด้วย เพราะเราคิดเองปฏิบัติได้โดยตัวเราเองอีกต่างหาก เรามีความคิดเห็นดีๆต่อผู้อื่นก็ไม่แน่ว่าเขาจะเห็นด้วยกับเรา เห็นด้วยแล้วจะยอมทำยอมแก้หรือเปล่าก็ไม่รุ้อีก แต่ถ้าต่อตนเองน่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า"

หดได้ก็ยืดได้ค่ะ คุณ KiLin smile.gif

พิลก็เห็นด้วยค่ะ ว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเราเองนั้นง่ายที่สุด เพราะเรารู้ตัวของเราเองอยู่ว่าอยากจะเปลี่ยนหรือไม่ ซึ่งอันนี้ก็คงต้องขึ้นอยู่กับว่าจะมีความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแค่ไหน

กับตัวเอง พิลก็คิดอยู่ตลอดเวลาแหละค่ะ ที่อยากจะเปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่ จนบางทีหาความสุขไม่ค่อยได้ค่ะ เพราะมันเหมือนไม่พอใจในตัวเองอยู่เรื่อย 

บางทีก็ยังงงๆ ค่ะ ว่าถ้าคิดถึงแต่เรื่องของตัวเองมันจะกลายเป็นว่า เรามีอัตตามากเกินไปหรือเปล่า
เราจะหาความสมดุลในชีวิตได้อย่างไรคะ

คือ บางครั้งรู้สึกว่า ในวงสังคมหนึ่งๆ ยกตัวอย่าง เช่น ในที่ทำงาน เวลาไม่มีใครมองเห็นคุณค่าของเรา เราก็จะรู้สึกต้องการเป็นที่ยอมรับบ้าง มันเหมือนตัวเองหายไป (แต่ความจริงมันก็ไม่หายหรอกค่ะ แต่มันไม่มีความสุขกับปัจจุบันขณะนั้น)
ตรงนี้จะมีวิธีคิดอย่างไรคะ คือ ในกรณีที่เราต้องทนอยู่อย่างนั้นเป็นแรมเดือน แรมปีน่ะค่ะ

ที่ถามมานี่เขาแก๊บหรือเปล่าก็ไม่รู้ เดี๋ยวได้หดอีกแน่เลย hum.gif


ขอบคุณคุณช้าง พี่แอ๊ด พี่แมวเหมียวนะคะที่มาให้กำลังใจ
เรามาพัฒนาตัวเองไปด้วยกันแล้วกันค่ะ rose.gif
Posted by แมวเหมียว on 07 Oct. 2005,17:31
เป็นกำลังใจให้คุณพิลค่ะ อิ อิ ให้ตัวเองด้วย xmas.gif
whisper.gif แมวเหมียวเองก็เคยรู้สึกเหมือนคุณพิล เมื่อครั้งที่เคยสนทนาธรรมกับคุณคิลินใหม่ๆ แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้ว ฮิ ฮิ
คือรู้ว่าคุณคิลินไม่ได้ตั้งใจจะว่าเรา เพียงแต่พูดความจริง แล้วเรารับไม่ค่อยได้.. tongue.gif

แบบว่าเหมือนโดน smash.gif แสกหน้า  พักนี้เลยไม่ค่อยคุยด้วยแล้ว nope.gif  

พูดเล่นนะคะ sit01.gif sit01.gif
Posted by KiLiN on 08 Oct. 2005,07:13
ค่อยยังชั่วหน่อยครับ ถ้าหดแล้วไม่ยืดแย่แน่เลย tongue.gif

จริงๆก็เป็นด้วยกันทุกคน ผมก็เป็นครับ พวกเดียวกัน มากบ้างน้อยบ้าง
ต่างกันตรงที่จะปล่อยให้สะสมเพิ่ม หรือจะควบคุมให้มันลดลง
เพราะที่สุดมันคือเครื่องขวางกั้นความเจริญของเรา
ประเภทแตะนิดแตะหน่อยแล้วสะดุ้ง (พูดตรงอีกแล้ว smash.gif ) แล้วมันจะเคาะสนิมได้ไง 

และนี่แหล่ะครับ คือ " อัตตา " ความถือตัวถือตน 

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องการ การยอมรับ การนับหน้าถือตา ต้องการให้คนอื่นเห็นคุณค่าของเรา 

คุณค่าที่แท้จริงของตัวเรา ต้องมาจากภายในตัวเราเอง ไม่ได้อยู่ที่ผู้อื่นว่าจะเห็นมันหรือไม่ เราจะเชื่อได้อย่างไร ถ้าเป็นเพียงแค่ผู้อื่นเห็น ว่านั่นไม่ใช่เพียงแค่เอาใจ ยกยอปอปั้น หรือแสดงออกไปตามมารยาท ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกที่แท้จริงของเขา 

ในทางตรงข้าม ถ้าเราดีจากภายในตัวเราเอง ถึงผู้อื่นจะยังไม่เห็นแต่แน่ๆเราเห็นก่อน  ขอให้เป็นเรื่องดีจริงเหอะ  การจะทำให้ผู้อื่นยอมรับเราได้ เห็นคุณค่าของเราได้ เราต้องเห็นและยอมรับเราได้ก่อน เมื่อเราเองก็ยอมรับตนเองได้ เห็นคุณค่าของตนเอง ความสุขความภูมิใจความมั่นใจต่อตนเองก็เกิด จะเห็นว่าเราสามารถสร้างได้โดยตัวเราเอง ไม่ต้องรอให้คนอื่นมามอบให้

ในระดับถัดมา เมื่อเรารู้สึกดีกับมัน เราก็จะเกิดศรัทธาทำมันมากขึ้นๆ ถึงที่สุดก็ต้องมีคนเห็น มีคนยอมรับ มีคนเห็นคุณค่า เพราะคนทุกคนก็ล้วนใฝ่หาสิ่งนี้เหมือนกับเรา ถึงเวลานั้น คงไม่ต้องบอก ว่าเราจะรู้สึกอย่างไร xmas.gif
Posted by sweet lemon on 08 Oct. 2005,14:19
อ้างถึง (KiLiN @ 07 ตค. 2005,19:13)
ค่อยยังชั่วหน่อยครับ ถ้าหดแล้วไม่ยืดแย่แน่เลย tongue.gif

จริงๆก็เป็นด้วยกันทุกคน ผมก็เป็นครับ พวกเดียวกัน มากบ้างน้อยบ้าง
ต่างกันตรงที่จะปล่อยให้สะสมเพิ่ม หรือจะควบคุมให้มันลดลง
เพราะที่สุดมันคือเครื่องขวางกั้นความเจริญของเรา
ประเภทแตะนิดแตะหน่อยแล้วสะดุ้ง (พูดตรงอีกแล้ว smash.gif ) แล้วมันจะเคาะสนิมได้ไง 

และนี่แหล่ะครับ คือ " อัตตา " ความถือตัวถือตน 

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องการ การยอมรับ การนับหน้าถือตา ต้องการให้คนอื่นเห็นคุณค่าของเรา 

คุณค่าที่แท้จริงของตัวเรา ต้องมาจากภายในตัวเราเอง ไม่ได้อยู่ที่ผู้อื่นว่าจะเห็นมันหรือไม่ เราจะเชื่อได้อย่างไร ถ้าเป็นเพียงแค่ผู้อื่นเห็น ว่านั่นไม่ใช่เพียงแค่เอาใจ ยกยอปอปั้น หรือแสดงออกไปตามมารยาท ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกที่แท้จริงของเขา 

ในทางตรงข้าม ถ้าเราดีจากภายในตัวเราเอง ถึงผู้อื่นจะยังไม่เห็นแต่แน่ๆเราเห็นก่อน  ขอให้เป็นเรื่องดีจริงเหอะ การจะทำให้ผู้อื่นยอมรับเราได้ เห็นคุณค่าของเราได้ เราต้องเห็นและยอมรับเราได้ก่อน เมื่อเราเองก็ยอมรับตนเองได้ เห็นคุณค่าของตนเอง ความสุขความภูมิใจความมั่นใจต่อตนเองก็เกิด จะเห็นว่าเราสามารถสร้างได้โดยตัวเราเอง ไม่ต้องรอให้คนอื่นมามอบให้

ในระดับถัดมา เมื่อเรารู้สึกดีกับมัน เราก็จะเกิดศรัทธาทำมันมากขึ้นๆ ถึงที่สุดก็ต้องมีคนเห็น มีคนยอมรับ มีคนเห็นคุณค่า เพราะคนทุกคนก็ล้วนใฝ่หาสิ่งนี้เหมือนกับเรา ถึงเวลานั้น คงไม่ต้องบอก ว่าเราจะรู้สึกอย่างไร xmas.gif

bowsdown.gif bowsdown.gif bowsdown.gif
Posted by แมวเหมียว on 08 Oct. 2005,16:56
ตอนแรกก็สงสัยว่า"การพัฒนา"ที่คุณคิลินกับคุณพิลกำลังจะพูดถึง หมายถึงอะไร . ic-14.gif  

ตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วค่ะ bowsdown.gif

หมายถึงการเคาะสนิม smash.gif ทุบอัตตา นั่นเองใช่มั้ยคะ smile.gif

hum.gif "เคาะ" "ทุบ" แล้วต้องทำไงต่อคะ..

ask.gif "ทาสีใหม่"ใหม่หรือเปล่าคะคุณคิลิน couch.gif 

bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 09 Oct. 2005,10:32
คุณแมวเหมียวถามได้ตรงจุด กับที่ผมเปลี่ยนชื่อหัวกระทู้นี้

เรามาลองดูกันว่า หัวใจหรือแก่นของการพัฒนาตนเองนั้นอยู่ที่ไหน ?

ผมจะขอเปรียบเทียบง่ายๆ 
มีแจกันที่ใส่ดอกไม้อยู่แจกันหนึ่ง อย่างที่เห็น





เรามาดู วิธีการของคนสองคน ทำงานเกี่ยวกับแจกันดอกไม้นี้



วิธีการของคนที่ ๑. ต้องการดอกไม้สวย ก็ไปหาดอกไม้ที่สวยที่ชอบมาใส่ 
คนที่ ๒. ใช้วิธีการทำความสะอาดแจกัน และคัดเอาของที่เสียออก จัดเรียงเสียใหม่ สิ่งที่เหลือก็คือของดี

ตัวอย่างนี้ ดูเป็นเรื่องง่ายๆ ธรรมดา  แต่มันคือความต่างอย่างเป็นสาระที่สำคัญ ของข้อเท็จจริงในการคิด ในการตัดสินใจทำอะไรในหลายๆเรื่องในชีวิตประจำวัน

แจกันก็เปรียบได้ดังตัวเรา ดอกไม้ก็เปรียบได้ดังความสุข ความยอมรับ คุณค่า สิ่งอะไรๆที่เราอยากได้ เมื่อคนเรารู้สึกขาดเหลืออะไร ไม่พอ หรือต้องการอะไร วิธีคิดโดยทั่วไป ก็จะไปไขว่คว้าหามา วิธีคิดนี้มันดูง่าย ได้สิ่งที่ตนต้องการโดยไม่ต้องคิดมากปรับปรุงอะไรกับสิ่งที่มีอยู่เดิม  แต่ลืมไปว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่มีดีแล้วไม่มีเสีย สิ่งที่เรารับเข้ามาถ้าไม่แยกแยะให้ดี ก็รับของเสียไว้เยอะ ของที่ดูดีวันนี้มันก็อาจกลายเป็นของเสียวันหน้า ดอกไม้มันสวยในวันนี้เพราะมันยังสด แต่พอมันเหี่ยวเฉา มันก็คือซาก คิดดูว่าชั่วชีวิตของคนเรารับอะไรๆเข้ามามากมาย ถ้าไม่มีการแยกแยะ ไม่มีการหมั่นทำความสะอาด ขัดเกลา จัดเรียงจัดระเบียบ มันคงไม่แตกต่างกับแจกันแรกสักเท่าไร

ซากดอกไม้ที่ค้างหมักหมมอยู่ในแจกัน ก็คือนิสัย ก็คือความเห็น ก็คืออัตตา ก็คืออารมณ์ที่สะสมกันมา จนเป็นมลภาวะที่เกาะกุมในจิตใจของคนเรา จึงไม่แปลกที่ผู้ใหญ่จะมีความทุกข์มากกว่าเด็ก เพราะเด็กสะสมของเสียน้อยกว่า

และที่ดูง่ายๆตรงนี้แหล่ะ คือ หัวใจคำสอนของพุทธศาสนา คือแก่นของการพัฒนาตนเอง ซึ่งเขียนเป็นบทโศลกได้ว่า

รื้อขยะเก่า
ไม่เพิ่มขยะใหม่
ทำของดีที่มีอยู่แล้วให้ผ่องใส

Posted by แมวเหมียว on 09 Oct. 2005,22:44
คุณคิลินอธิบายมีภาพประกอบเข้าใจง่ายดีค่ะ bowsdown.gif

thankssign.gif
Posted by แมวเหมียว on 10 Oct. 2005,17:40
คุณพิลยังไม่มา แมวเหมียวชวนคุณคิลินคุยต่อนะคะ laugh1.gif

 เคยได้ยินคำว่า"จิตเดิมแท้เป็นประภัสสร (บริสุทธิ์ ดีงาม) "

แล้วที่ว่า"จิตของคนเราเหมือนน้ำ ธรรมชาติของน้ำคือไหลลงสู่ที่ต่ำ"( อิ อิ คติพจน์จากคุณน้องมะนาวหวานค่ะ ic-14.gif )

 ดังนั้นของเสียๆที่เรารับมาก็เกิดจากการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม สังคมรอบๆตัวเราใช่มั้ยคะ

    ถ้าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี จิตใจเราก็ดีด้วย

  ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีจิตใจเราก็แย่ตาม ซึ่งไปตามธรรมชาติของจิตที่เหมือนน้ำที่จะคอยไหลลงสู่ที่ต่ำ..

  ดังนั้นเราดูแลรักษาจิตใจ โดยไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม(สังคม)ก็เป็นการยากที่จะคงความเป็นประภัสสรไว้ได้

แล้วสิ่งที่ไม่ดีไม่งามในสังคมดูเหมือนมีแต่เพิ่มขึ้น ไม่ลดลงบ้างเลย..

  นี่ไม่ได้มีความเห็นแย้งกับการพัฒนาตนเองนะคะ แต่เป็นคำปรารภ

hum.gif เป็นคำถามหรือเปล่าไม่ทราบค่ะ หาเรื่องให้คุณคิลินคุย ic-14.gif

k122.gif k119.gif k122.gif

Posted by KiLiN on 11 Oct. 2005,07:08
ก็เป็นเรื่องที่ตรงประเด็นอีกเช่นกัน

ธรรมชาติของน้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ แต่จิตของคนเราไม่ได้เหมือนน้ำ เหมือนสำลีมากกว่า คือ ไม่ใช่ว่าลงต่ำเสมอ มันพร้อมจะขึ้นสูงหรือลงต่ำ อยู่ที่เราไปกำกับควบคุมแยกแยะให้มัน ดุจดังสำลี ซึมซับไปทุกเรื่อง ดำ ขาว ใส สกปรก จุ่มแบบไหนก็เลอะแบบนั้น 

นี่จึงเป็นคำตรงกับ บทโศลก ตอนที่สองว่า ไม่เพิ่มขยะใหม่ไงครับ

คือ ต้องรู้จักเลือกที่จะรับ ว่าอะไรควรรับ อะไรไม่ควรรับ ไม่ใช่รับไปทุกเรื่อง ไม่ใช่รับไปตามกระแส 
ต้องรู้ว่า อะไรรับแล้วให้คุณ อะไรรับแล้วจะให้โทษ

คำพูดที่ว่า สิ่งแวดล้อมกำหนดจิต กำหนดตัวเรา นั้นจริง
แต่จริง สำหรับคนทั่วไป จริงสำหรับคนที่ยังไม่รู้ จริงสำหรับคนที่ปล่อยไปตามน้ำตามสถานการณ์ตามสังคมกำหนด

จะไม่จริง สำหรับคนที่พยายามพัฒนาตนเองขึ้นมา ไม่ปล่อยไปตามกระแส แต่พยายามพัฒนาตนเองให้ตนเองกำหนดชะตากรรมของตนเองได้ ซึ่งก็คือ คุณสมบัติที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์ ที่เลือกได้กำหนดชะตากรรมของตนเองได้ อันมีภพภูมิเดียวใน ๗ (พรหม เทวดา มนุษย์ เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน สัตว์นรก < [คลิกดูรายละเอียดเพิ่ม] >)

ประเด็น ก็คือ คนเราส่วนใหญ่ไม่ได้รู้ไม่ได้ใช้คุณสมบัติของความเป็นมนุษย์ ผลก็คือ บางครั้งเราก็กำหนดตนเองได้ บางครั้งเราก็ถูกสิ่งแวดล้อมกำหนด

เกิดเป็นคนจึงต้อง ฝึกหัดปฏิบัติพัฒนาตนเอง อย่างไม่หยุดยั้ง

" ลูกปลาน้อยมันต้องหมั่นว่ายทวนกระแสน้ำ เพื่อไปยังต้นน้ำยังทีหมายที่ต้องการ เมื่อไรก็ตามที่มันหยุดว่าย มันก็ไม่ต่างอะไรกับเศษสวะ ที่จะต้องลอยไปตามน้ำนั้น สุดแต่กระแสน้ำจะพัดพาไป "
Posted by pilgrim on 11 Oct. 2005,12:02
ที่คุณ KiLin พูดมานั้น นับเป็นเรื่องที่ชวนอ่าน ชวนคิดเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ

การที่คนเราอยู่กับคนรอบข้าง อยู่กับสังคม ที่มีความแตกต่างทางความคิดและทัศนคติกันมากนั้น พิลมองว่า มันยากมากๆที่จะปกป้อง หรือป้องกันตัวเองหรือความคิดของเราให้ปลอดจากสิ่งแวดล้อมที่ทำให้จิตใจขุ่นมัว เศร้าหมอง
ตรงนี้ เราจะมีวิธีเบื้องต้นอย่างไรคะ  ในการมองแล้วคิด แล้วโน้มนำใจของเราให้ก้าวพ้นจากสิ่งเร้าภายนอกนั้นๆ
Posted by แมวเหมียว on 11 Oct. 2005,16:56
อ้างถึง
ระลึกรู้ความจริงคือความเศร้า....
ปราชญ์ผู้รู้ไม่พึงอยู่ใน 3 โลก



ตามไปอ่านเรื่องภพภูมิมาแล้วค่ะคุณคิลิน

จากบทโศลกนี้ คำว่า"ปราชญ์ผู้รู้ไม่พึงอยู่ใน 3 โลก "หมายความว่าอย่างไรคะ
Posted by KiLiN on 11 Oct. 2005,20:21
เพราะสิ่งแวดล้อมมีความหลากหลาย และจิตของเราก็แยกแยะไม่ได้ซึมซับไปทุกเรื่อง สิ่งที่จะมาแยกแยะว่ารับได้หรือไม่ได้ ก็คือ "สติ" 

      ทุกคนมีสติอยู่แล้ว แต่มันไม่ได้รับการฝึกให้มีอยู่ตลอดเวลา มีๆหายๆ อาการหลงลืม ได้โน่นลืมนี่ กำลังทำอะไรสักอย่างแต่ใจไปที่อื่นไม่ได้อยู่กับสิ่งที่ทำ ชอบคิดไปในเรื่องของอดีตหรืออนาคต เหล่านี้คืออาการของการขาดสติ 

      สติทำหน้าที่เหมือนวาล์วปิดเปิด เหมือนประตูหน้าต่าง ที่จะเปิดหรือปิดเพื่อที่จะรับหรือไม่รับ เรื่องราวต่างๆที่จะเข้ามา ช่วงที่เราเผลอไผล ขาดสติ การทำหน้าที่ตรงนี้ก็ไม่มี เรื่องราวที่ทั้งพึงประสงค์และไม่ประสงค์ก็จะเข้ามา 

      การรับรู้สิ่งภายนอกของคนเรามีทั้งหมด ๖ ทาง เรียกว่าประสาทสัมผัสทั้ง ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ประสาททั้ง ๖ นี้มันเป็นเพียงอวัยวะชิ้นส่วนของร่างกาย เปรียบได้ดังเครื่องจักร ต้องมีผู้คุมเครื่อง สติคือผู้คุมเครื่องทั้ง ๖ นี้ ถ้าผู้คุมเผลอหลับ เครื่องจักรมันก็ทำงานของมันแบบไม่มีผู้กำกับ ก็สุดแท้แต่สัมผัสอะไร ก็รับลูกเดียว เพราะหน้าที่ของมันก็บอกแล้วว่ารับรู้

      ก็คิดดูว่า เครื่องจักรมี ๖ เครื่อง แล้วมันก็ทำหน้าที่รับรู้ทั้งวันทั้งคืนของมันถี่ยิบ ฉะนั้นสติมันต้องทำหน้าที่ของมันขนาดไหน ถึงจะควบคุมดูแลทัน ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ฝึกสติ

      สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ซึ่งไม่มีผู้ใดค้นพบมาก่อน และเป็นวิชาที่เป็นหัวใจในพุทธศาสนาคือ วิชาที่ว่าด้วย "สติ" ถ้าพูดถึงพุทธศาสนาต้องพูดถึงสติ วิถีพุทธคือ วิถีของการฝึกสติ 

      ฝึกสติ เพื่อพัฒนาตนเองในชีวิตประจำวัน
Posted by KiLiN on 11 Oct. 2005,21:34
ปราชญ์ผู้รู้ไม่พึงอยู่ใน 3 โลก

       คำว่า ๓ โลก หมายถึง สวรรค์ มนุษย์ นรก เป็นการพูดรวมๆย่อๆจาก ภพภูมิทั้งหมด คือ พรหม เทวดา ก็เปรียบได้ดังสวรรค์ มนุษย์เป็นภพภูมิระหว่างกลาง เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรกก็พูดรวมเป็นนรก

       ทั้ง ๓ โลกนี้ อยู่ในอำนาจของกรรม ต้องเวียนเกิดเวียนตาย หมุนเวียนไปไม่รู้จบ เป็นวัฏฏสงสาร 

       พรหม เทวดา แม้ว่าจะเป็นสุขคติภพ ก็ไม่ยั่งยืน ไม่แน่นอน เมื่อหมดบุญก็จะเหลือแต่บาป ก็ต้องไปเกิดในทุขคติภพ เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน หรือสัตว์นรก ต้องใช้หนี้จนหมดหนี้ จึงจะเวียนได้กลับมาเป็นมนุษย์อีก เริ่มสั่งสมกรรมกันใหม่ จนตายแล้วก็ไปรับกรรมดีหรือกรรมชั่วกันต่อ 

       จากโลกมนุษย์ โอกาสที่จะได้ไปเกิดเป็นพรหม เทวดา นั้นก็ยาก เพราะไม่เชื่อ หลง คิดว่าตายแล้วสูญ มีชีวิตแล้วก็ใช้ชีวิตให้คุ้ม ไม่คิดจะสั่งสมบุญหรือคุณงามความดีใดๆ ทำเพียงแค่ผลของชาติปัจจุบันเท่านั้น แต่ไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก นั้นกลับง่าย เพราะความมัวเมา หลง กอบโกย คิดว่าตายแล้วๆกัน ไม่ต้องใช้หนี้

       ยามที่ไปเกิดเป็นพรหม เทวดา ก็ไม่สามารถสั่งสมบุญเพิ่มใดๆเพิ่ม เหมือนเศรษฐีอยู่แต่ในความสุข ไม่เห็นความทุกข์ไม่รู้จักทุกข์ ก็ประมาท ได้แต่กินบุญเก่า หมดบุญเมื่อไรก็ตกสวรรค์ ยามเมิ่อไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก ก็ทุกข์เสียจนไม่รู้ว่าความสุขยังมีหรือเปล่า ก็จ่อมจมกับความทุกข์นั้น จนกว่าจะหมดบาป จนกว่าระลึกรู้ได้

       สภาพทั้ง ๓ โลกที่เวียนเกิดเวียนตายเป็นอย่างนี้ ท่านจึงว่า ปราชญ์ผู้รู้ไม่พึงอยู่ใน 3 โลก นั่นคือ แสวงทางหลุดพ้นจาก ๓ โลกนี้ คือ นิพพาน
Posted by pilgrim on 13 Oct. 2005,04:56
สวัสดีค่ะ วันนี้มีปัญหามาถามเพื่อแลกเปลี่ยนอีกแล้วค่ะ

ได้มีโอกาสคุยกับน้องนักเรียนไทยด้วยกัน เขาบอกว่า ชอบมีคนต่างชาติมาถามว่า ศาสนาพุทธคืออะไร มีคำสอนที่แท้จริงอย่างไร
น้องคนนั้นบอกว่า เขาก็เหมือนคนไทยโดยทั่วไป คือ เป็นพุทธมาแต่เกิด ตามครอบครัว แต่ไม่เคยรู้เลยค่ะ ว่าหัวใจของศาสนาพุทธคืออะไร  hum.gif

พิลเอง ก็รู้สึกคล้ายๆอย่างนั้นเหมือนกัน เคยมีคนมาถาม ก็ตอบเขาไปว่า หัวใจของศาสนาพุทธก็คือ หลักของการสู่ปรินิพพาน (enlightenment) และกฎแห่งกรรม (law of action or Kharma)

คุณ KiLin คุณช้าง พี่แอ๊ด และพี่แมวเหมียว รวมทั้งท่านอื่นๆ ไม่ทราบมีความเห็นอย่างไรคะ

พิลคิดว่า ตรงนี้เป็นจุดสำคัญเหมือนกัน ที่จะแนะนำให้คนที่ไม่รู้จักศาสนาพุทธเลย ได้สามารถทำความเข้าใจ ในขั้นพื้นฐาน ซึ่งควรเป็นการอธิบายแบบง่ายๆ แต่ได้ใจความ อาจเป็นบทเริ่มต้นของชาวพุทธอย่างเราๆ ก่อนที่จะนำไปสู่การปฏิบัติด้วยค่ะ หรืออาจไว้ให้คุณครูสอนนักเรียน ให้คุณพ่อ คุณแม่นำไปสอนลูกๆค่ะ เพื่อปูพื้นฐาน และเป็นการปลูกฝังค่ะ
 rose.gif
Posted by KiLiN on 14 Oct. 2005,05:48
หัวใจของศาสนาพุทธ ก็คือ ข้อความในบทโศลกที่ว่านั่นแหล่ะครับ

รื้อขยะเก่า
ไม่เพิ่มขยะใหม่
ทำของดีที่มีอยู่แล้วให้ผ่องใส


เขียนอีกทีได้ว่า

อย่าทำชั่ว
จงทำดี
ทำใจให้ผ่องใส


ถ้าถามว่า เป้าหมายของศาสนานี้คืออะไร
คำตอบคือ สอนให้ฉลาด สอนให้เกิดปัญญา เพื่อที่ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนได้ และสุดท้ายเป็นที่พึ่งผู้อื่นได้ด้วย
Posted by pilgrim on 15 Oct. 2005,12:30
อ้างถึง (KiLiN @ 13 ตค. 2005,17:48)
อย่าทำชั่ว
จงทำดี
ทำใจให้ผ่องใส

เคยคุยกับเพื่อนบางคน เขาบอกว่า ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เขาเห็นด้วย แต่เขาบอกว่า เขาก็คงไม่ทำอะไรมากไปกว่านี้ (คือเหมือนคนไทยทั่วๆไป ที่เป็นพุทธตามทะเบียนบ้าน)

เขาบอกว่า ที่เขาอยู่ทุกวันนี้ เขาก็ถือว่าทำดีที่สุดแล้ว ไม่ได้เบียดเบียนใคร แล้วเขาก็ไม่ได้มีความทุกข์อะไรมากมาย ดังนั้น จึงไม่ต้องไปหาศาสนามาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ บางทีเขายังมองพิลที่ชอบศึกษาเรื่องศาสนาว่า เหมือนคนที่ต้องหาเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ไม่เข้มแข็ง(เหมือนเขา)ค่ะ ask.gif
แต่บางที บางอย่างที่เขาทำ พิลก็สงสัยว่า ที่ว่าเขาทำดีที่สุดแล้วนั้น จริงหรือ ใครจะตัดสิน นอกจากตัวเขาเองที่คิดว่า เขาดีที่สุด

ตรงนี้ ไม่ทราบคุณ Kilin มีความเห็นอย่างไรคะ พิลเจอคนคิดอย่างนี้หลายคนเลยค่ะ เขามองว่า ศาสนามีไว้สำหรับคนที่มีความทุกข์ แล้วก็เลยต้องหันเข้าหาวัด เพื่อ สร้างความสบายใจ เช่น ไปทำบุญ ไปถวายสังฆทาน

Posted by KiLiN on 16 Oct. 2005,11:10
คนทั่วไปก็มองว่าศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ นั่นคือ เปลือก
แต่แก่น ของศาสนาคือ หลักในการประพฤติปฏิบัติ หลักในการใช้ชีวิตเพื่อให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ความเป็นจริงทางธรรมชาติ

ศาสนาที่แท้จริง ไม่ได้สอนให้มายึดติด
ในทางตรงกันข้าม ศาสนาสอนให้เข้าใจความเป็นจริงทางธรรมชาติ  แล้วนำความรู้ความเข้าใจอันนั้นมาประพฤติปฏิบัติ  เพื่อยังประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

ศาสนาจึง ประกอบด้วย ๒ ภาคคือภาคของความรู้ที่เป็นจริงทางธรรมชาติ เรียกว่า " พุทธธรรม "
และภาคที่นำความรู้นั้นมาใช้มาปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ในชีวิต เรียกว่า " จริยธรรม "

ฉะนั้น จึงไม่ได้ให้มายึดติด แต่กลับตรงกันข้าม
สั่งสอนให้รู้เรื่องจริง แล้วนำไปปฏิบัติได้จริงเห็นผลได้เอง
จะได้ไม่ต้องมายึดเหนี่ยว สิ่งเคารพ รูปเคารพใดๆ แต่มุ่งให้พึ่งตนเองได้ต่างหาก

ส่วนคนที่คิดว่าตนเองทำดีที่สุดแล้วนั้น ไม่ต้องพึ่งใคร ไม่ต้องพึ่งเครื่องยึดเหนี่ยว ไม่ต้องพึ่งศาสนา ก็ขอให้จริงเถอะ กลัวจะไม่จริงละก็มากกว่า เมื่อก่อนผมก็พูดอย่างนี้แหล่ะ  yes.gif

วันนี้เราพูดอย่างนี้ เพราะเรายังรู้สึกเข้มแข็งเป็นหลักให้กับตนเองได้ วันใดที่หลักนั้นคลอนแคลน ถึงตรงนั้นก็จะเริ่มรู้ว่า ตนเองก็ยังเป็นหลักหรือเป็นที่พึ่งให้กับตนเองยังไม่ได้จริง เสียดายแต่ว่า วันนั้นที่รู้ตัวเวลาก็จะเหลือน้อยใกล้ตายแล้วนะสิ แล้วโอกาสที่จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีก ก็ยากเสียด้วย ก็คงไม่เป็นไรมั้ง ทุคติภพเปิดอ้ากว้างๆรอเราอยู่

พอพูดอย่างนี้ คิดว่าดีแล้ว ก็ไม่ต้องขวนขวายเพิ่ม นั่นก็คือ ไม่คิดสร้างบุญใหม่ ได้แต่อยู่ไปโดยอาศัยกินบุญเก่า  พอบุญเก่าหมด ทีนี้ก็จะเหลือบาปล่ะ ถึงวันนั้น ก็คงอย่างที่ว่าข้างบนเลย

จะดูว่า ตนเองเป็นหลักให้ตนเองได้จริงมั้ย ก็ดูไม่ยากอีก
ก็ให้ดูว่า ยังกลัวตายมั้ย
หรือถ้าตราบใดที่เห็นคนเกิดแล้วดีใจหัวเราะ แต่เห็นคนตายแล้วร้องไห้ฟูมฟาย ก็คงไม่เหลือ
Posted by pilgrim on 17 Oct. 2005,18:10
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับคำตอบ
ถ้าพิลยังมีข้อสงสัย ถามมาได้เรื่อยๆหรือเปล่าคะ เดี๋ยวจะว่า ยายคนนี้ สงสัยอะไรไม่เข้าเรื่อง ไอ้เรื่องที่ไม่ควรสงสัยก็สงสัย

ต้องถามก่อนค่ะ เพราะเกรงจะเป็นการรบกวนมากเกินไป
ไม่เห็นท่านอื่นๆมาร่วมแจมเลยค่ะ
มีแต่พิลลุยถามอยู่คนเดียว

Posted by KiLiN on 17 Oct. 2005,21:22
ก็อย่าคิดว่าเป็นการถามสิครับ  คิดว่าเป็นการแลกเปลี่ยน
สิ่งที่ตอบก็อย่าคิดว่ามันจะใช่ซะทั้งหมด
เพียงอยากให้ได้เก็บไปคิดไปทบทวนเปรียบเทียบกับสิ่งที่เคยทำเคยคิด  จนรู้เห็นเข้าใจได้ด้วยตนเอง  แล้วค่อยเชื่อ
ด้วยสิ่งที่พูดไป  เป็นเรื่องเป็นราวที่ผมเคยผ่านมาแล้วเคยคิดแบบเดียวกับคำที่ถาม  ก็เลยอยากจะมาบอกๆกัน  ให้รู้ว่า คิดอย่างไรจะได้ดีกว่า

การตั้งคำถามของคุณพิล  ก็ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนพูดคุย
ก็ทำให้ได้ประโยชน์สำหรับคนอื่นๆด้วย  ที่ได้เข้ามาอ่าน
คนถาม ได้ประโยชน์ทำให้ได้คิด ในเรื่องตรงประเด็นกลับที่ตนสนใจ
ตนตอบ ได้ประโยชน์ทำให้ต้องคิดต้องเรียบเรียงที่จะตอบ ก็เป็นการจัดระบบกับสิ่งที่ตนตอบให้ชัดขึ้น
คนอ่านอย่างเดียว ก็ได้ประโยชน์แม้จะน้อยกว่าคนถามคนตอบ

รวมๆแล้ว ได้ประโยชน์ทุกฝ่ายครับ   xmas.gif
Posted by วันดี on 17 Oct. 2005,23:54
พี่ก็เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้ค่ะคุณพิลกริม  ครั้งหนึ่งพี่ก็คิดเหมือนคนอื่น ๆ คือ  ไม่ศรัทธาในศาสนา  คิดเพียงว่าเราทำดี  ไม่ทำชั่ว  ไม่เบียดเบียนใครก็พอแล้ว  นั่นเป็นเวลาที่เราพึงพอใจกับชีวิตของตัวเองในช่วงนั้น ๆ

แต่ชีวิตไม่ได้เรียบและง่ายอย่างนั้น  วันหนึ่งกิเลสที่ไม่ได้รับการขัดเกลาก็นำเราไปสู่ปัญหาความยุ่งยากจนได้  และในวันนั้นเราจึงเห็นว่าเรารู้น้อยไป  หลักยึดของเราไม่มี  จำเป็นที่เราจะต้องรู้มาก ๆ และต้องมีศรัทธา  จิตใจจึงจะได้รับการขัดและเกลาให้สวยงามเข้มแข็ง  สามารถผ่านเรื่องต่าง ๆ ได้

Posted by มะเหมี่ยว on 18 Oct. 2005,10:35
อ้างถึง (KiLiN @ 17 ตค. 2005,09:22 )
คนอ่านอย่างเดียว ก็ได้ประโยชน์แม้จะน้อยกว่าคนถามคนตอบ

รวมๆแล้ว ได้ประโยชน์ทุกฝ่ายครับ  xmas.gif
 
ค่ะ...พี่พิล yes.gif มะเหมี่ยวก็ติดตามอ่านตลอดค่ะ ได้ความรู้ค่ะ bowsdown.gif
Posted by pilgrim on 19 Oct. 2005,12:03
อ้างถึง (วันดี @ 17 ตค. 2005,11:54)
แต่ชีวิตไม่ได้เรียบและง่ายอย่างนั้น 

ใช่เลยค่ะพี่วันดี ชอบตรงนี้มากค่ะ
คนเรามักมีความทะนงตัวและดื้อรั้นในแบบแปลกๆ ประมาณว่า ถ้าฟังคนอื่นมากไปก็จะไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่บางทีก็ไม่ได้หยุดมองค่ะ ว่าตัวของตัวเองนั้น เป็นอย่างไร
ชีวิตเป็นเรื่องยากจริงๆนะคะ ยากจนบางทีท้อใจค่ะ

Posted by วันดี on 20 Oct. 2005,01:34
ชีวิตพี่ต้องท้อนับครั้งไม่ถ้วน  พี่ใช้วิธีถามกลับกับตัวเองว่าท้อเพราะอะไร  ส่วนใหญ่เป็นเรื่องไม่ได้ดังใจ  และเมื่อถามต่อไปอีกก็พบว่า  เราเองคิดไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง  อย่างที่คุณKiLinว่าไว้  เรามองไม่เห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็นอยู่จริง  จึงมักไปกะเกณฑ์  หรือตั้งความหวังเกินจริงไปบ้าง  และพอไม่ได้ดังหวัง  ก็ท้อ  หมดกำลังใจ  พาลจะเลิกเสียดื้อ ๆ
Posted by KiLiN on 20 Oct. 2005,09:29
สวัสดีครับ มี ๒ ประเด็น ที่จะแลกเปลี่ยนความเห็น คือ
    ๑.ชีวิตไม่ได้เรียบและง่ายอย่างนั้น หรือ ชีวิตเป็นเรื่องยากจริงๆ กับ
    ๒.ท้อเพราะความคาดหวัง

ประเด็นแรก ชีวิตไม่ได้เรียบและง่ายอย่างนั้น หรือ ชีวิตเป็นเรื่องยากจริงๆ นั้น ผมอยากจะพูดในอีกมุมให้ชัดและตรงความจริงมากขึ้นว่า จริงๆแล้ว เป็นเพราะชีวิตของคนเราทุกวันนี้มันซับซ้อนมากเกินไปต่างหาก จนยากจะเข้าใจเรื่องธรรมดาสามัญ

คนสมัยก่อนไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเหมือนคนปัจจุบัน ไม่มีสิ่งฉาบทาปรุงแต่งสำหรับกินและใช้สอยเหมือนคนปัจจุบัน ชีวิตคนสมัยก่อนจะเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่มีเรื่องราวให้คบคิดให้ต้องเลือกสรรมากมายเหมือนคนสมัยนี้ จิตใจจะสงบและมีสันติสุขมากกว่า แน่นอนคนสมัยนี้มีความสะดวกสบายมากกว่าคนสมัยก่อน แต่อย่าลืมว่าความสะดวกมันก็มาพร้อมกับภาระ คนสมัยนี้จึงดูมีภาระมากมาย เวลาไม่พอเวลาน้อย ทั้งๆที่เวลาทุกคนก็มีเท่าเดิม แต่เราเพิ่มภาระให้กับตนเองต่างหาก จึงดูว่าเวลาน้อยลง

เมื่อเราบริโภคมาก ก็ต้องดิ้นรนหามากขึ้น หาเพื่อมาปรุงแต่งให้มีความวิลิศมาหราสะดวกสะบายมากขึ้นไปอีก แล้วสังคมของการบริโภคต่างก็รังสรรสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบสนองเชิญชวนมากขึ้น ทุกคนต่างไขว่คว้าหามา เป็นหนี้เป็นสิน เอาเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน ตรงกันข้ามกับคนโบราณเก็บออมเงินปัจจุบันไว้ใช้ในอนาคต นั่นก็คือ เราต้องตกเป็นทาสของการบริโภค คนโบราณถ้าไม่ได้ทำงานหยุดทำงานก็ยังมีเงินเก็บ แต่คนปัจจุบันถ้าหยุดงานก็ไม่มีเงินใช้หนี้  เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วจะให้เกิดสันติสุขภายในได้อย่างไร

เราลืมไปว่า หาให้มากมายอย่างไร ก็แค่กินอิ่มนอนหลับ คนในสังคมทุกวันนี้จะแยกไม่ออก ว่าอะไรคือความจำเป็นอะไรคือความต้องการ

ชีวิตที่เป็นชีวิตที่แท้จริงที่ดีนั้น เราต้องเป็นฝ่ายกำหนดได้ ชีวิตของเรา เราต้องเป็นฝ่ายกำหนด ไม่ใช่ถูกกำหนดโดยใครๆหรือโดยสังคม ที่ฉุดกระชากลากถูเรา จนตกเป็นทาสของสังคมบริโภค

ชีวิตที่เรียบๆง่ายๆ จึงจะเข้าใจเข้าถึงธรรมชาติ เข้าถึงกฎเกณฑ์ของธรรมชาติได้ ดังประโยคที่ว่า " วิถีพุทธ หิวก็กิน ง่วงก็นอน ร้อนก็อาบน้ำ "
Posted by pilgrim on 20 Oct. 2005,14:45
คุณ KiLin พี่วันดีคะ

อีกสิ่งหนึ่งที่พิลเห็นว่า ชีวิตเป็นเรื่องยาก คือ การประคับประคองความสัมพันธ์กับคนรอบข้างค่ะ สำหรับพิล บางทีท้อใจมากๆ เพราะแต่ละคนก็แต่ละแบบ และความคาดหวังกับคนรอบข้าง หรือคนใกล้ตัว ก็มักนำมาซึ่งความผิดหวังเสมอ ทั้งๆที่บอกตัวเองซ้ำๆอยู่เรื่อยๆว่า "อย่าคาดหวัง อย่าคาดหวัง" (เขาเองก็คงผิดหวังเราเหมือนกัน)

เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า คนสองคนอยู่ด้วยกัน จะต้องมีอีกคนหนึ่งเป็นฝ่ายยอมเสมอ เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนรักคนหนึ่งของพิล เขาพูดอย่างนี้ เพราะเขาบอกว่า เขาต้องยอมพิลอยู่เรื่อย แฮ่ แต่พิลก็ไม่ได้บอกไปหรอกค่ะ ว่า บางทีฉันก็ต้องยอมแกเหมือนกัน อิๆๆๆๆ แต่ฉันไม่บ่นเหมือนที่แกกำลังบ่นฉันอยู่นี่แหละ

ว่าแล้วก็คิดถึงจัง เป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่ทำงานเองค่ะ พี่เขาเป็นสาวโสด แสนงอน ขี้ใจน้อย พิลทำให้พี่เขางอนบ่อยๆ แต่พี่เขาก็ยังรักพิลเหมือนเพื่อนเหมือนน้องคนหนึ่ง

Posted by KiLiN on 22 Oct. 2005,04:56
ความคาดหวัง

มีบทโศลกที่ว่าด้วยเรื่องนี้ ลองอ่านนะครับ

ลูกรัก.….
ไร้อดีต สิ้นอนาคต
ปรากฏแต่ปัจจุบัน

(< อ่านความหมายของบทโศลกเพิ่มเติม >)

ลูกรัก.….
ผู้คนทั้งหลายที่มีชีวิตวันนี้
ก็เพื่อจะรอให้ถึงวันพรุ่งนี้
เพื่อให้ได้ในสิ่งที่คาดหวัง
แต่สำหรับพ่อมีชีวิตอยู่วันนี้
มิใช่เพื่อรอให้ถึงวันพรุ่งนี้
(เหมือนกับเศร้า แต่มิใช่เศร้า)
ชั่วชีวิตของพ่อ ไม่เคยมีวันข้างหน้าเลย

(< อ่านความหมายของบทโศลกเพิ่มเติม >)

ในเรื่องนี้สิ่งที่จะขยายเพิ่มเติมก็คือว่า

ปัจจุบัน เป็นผลจาก อดีต ก็คือ อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล
เรื่องราว สิ่งที่เป็นผลต่อเราในวันนี้ ล้วนมาจากการกระทำการสั่งสมของเราเองใน อดีต

อนาคต เป็นผลมาจาก อดีตที่ทำสั่งสมไว้แล้ว และปัจจุบันที่กำลังจะทำ

ความคาดหวัง เป็นเรื่องของอนาคต
ซึ่งขึ้นกับอดีตส่วนหนึ่ง และขึ้นกับปัจจุบันอีกส่วน ส่วนใดจะมากกว่ากันก็ขึ้นกับ เรื่องในอดีตแรงกว่า หรือ ปัจจุบันแรงกว่า

ด้วยองค์ประกอบตรงนี้ จึงเข้าใจได้ไม่ยากว่า
ความคาดหวัง มักลงเอยที่ความผิดหวัง มากกว่าความสมหวัง

การเอา ความคาดหวังเป็นที่ตั้ง ก็คือ การเอาผลเป็นที่ตั้ง
ผลที่ดีๆ ย่อมต้องมาจากเหตุที่ดีๆ
ฉะนั้น แทนที่จะคาดหวัง ผลที่ดี

พระพุทธเจ้า ท่านจึงสอนให้เริ่มต้นจากความเป็นจริงที่มีอยู่ เป็นอยู่
แล้วทำเหตุที่ดีๆเสียแต่วันนี้
(นี่คือความหมายของคำว่า อยู่กับปัจจุบัน
มีความคาดหวังมาก ก็คือยังอยู่กับอนาคตมาก) 
ทำเหตุที่ดีๆในปัจจุบัน อย่างอดทน อย่างสม่ำเสมอ
จนกระทั่งเหตุดีๆนี้มันแรงกว่า อนาคตที่ไม่ดีที่เคยทำไว้
แล้วผลที่ดีจะส่งผลตามมาเอง

Posted by KiLiN on 22 Oct. 2005,05:37
มีความคิดอีกอย่างที่เป็นปัญหา

คนมักจะคิดว่า เมื่อมีชีวิตก็ต้องมีความหวัง ถ้าไม่มีความหวังแล้วจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม

ชีวิตที่ขับเคลื่อนไปด้วยแรงความคาดหวัง สิ่งที่ตามมา ก็คือ
ความผิดหวัง นำมาซึ่งความท้อแท้ หมดกำลังใจ
ถ้าบังเอิญสมหวัง ซึ่งอาจมาจากเหตุอื่นที่ไม่ได้เกิดจากการลงแรงอะไรของเรามากมาย ก็จะเกิดความประมาท คิดว่าตนไม่ต้องลงแรงอะไรมากก็สมหวังแล้ว 
ชีวิตแบบนี้ จะไม่ได้ยืนอยู่บนความเป็นจริง จิตใจจะเปราะบาง
เพราะเมื่อหวนย้อนคิดกลับไปในอดีตที่ผ่านมา จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผิดหวัง ท้อใจ นับครั้งไม่ถ้วน 

ชีวิตควรจะขับเคลื่อนไปด้วย แรงศรัทธาและมีความเชื่อที่ถูกตรงถูกต้อง
ศรัทธา ต่อสิ่งที่ดีงาม
เชื่อว่า ทำดีย่อมได้ดี
เมื่อมีความเชื่อความศรัทธา เช่นนี้ ก็จะมุ่งมั่น มั่นใจในสิ่งที่ตนเองทำอยู่ ก็จะทำตามความเชื่อมั่นอย่างไม่ลดลง ไม่ย่อท้อ อดทน จนที่สุด เหตุที่ดีที่สั่งสมในปัจจุบันมีมากกว่าเหตุที่ไม่ดีที่อดีตเคยทำไว้ แล้วเมื่อนั้น ผลที่ดีก็จะแสดงออกมา ถึงตอนนั้นก็คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องท้อ หรือ ผิดหวังอีกต่อไป เราคงจะไม่รู้จักมันอีกด้วย xmas.gif
Posted by วันดี on 22 Oct. 2005,17:34
คุณพิลกริมคะ  พี่เคยได้ยินมาจากที่ไหนไม่ทราบ  จำไม่ได้แล้ว  แต่เป็นคำพูดที่ดีมาก  เขาบอกว่า  คนเราจะอยู่ร่วมกันแล้วมีความสุข  จะต้องมีศีลและธรรมเสมอกัน  และต่อด้วยคำว่า  ธรรมะจัดสรร

พี่ตีความว่า  ท่านหมายถึงการมีเพื่อนที่คิดเหมือน ๆ กัน  ปฏิบัติตัวเหมือน ๆ กัน  มีเป้าหมายในชีวิตเหมือน ๆ กัน  คือความสุข  และเพื่อนดี ๆ  แบบนี้  เราจะได้มาก็เพราะกรรมชักนำมา

Posted by pilgrim on 22 Oct. 2005,18:35
คงจะจริงของพี่วันดีค่ะ พิลเคยสังเกตจากตัวเองเหมือนกัน คนที่มีอะไรคล้ายๆกัน มักจะมีอะไรบางอย่าง ดึงดูดเข้าหากัน และคบหา พูดคุยกันได้อย่างสบายใจ ด้วยพื้นฐานของความเป็นมิตรที่หวังดีต่อกัน

แต่คนบางคน แม้จะได้เข้าใกล้ แต่ท้ายสุด อะไรบางอย่างก็ชักนำให้ห่างไกล หายพ้นไปจากกัน เรียกว่า คงไม่มีวาสนาต่อกัน เหมือนรอยแยกที่ไม่มีวันต่อติด

อะไรบางอย่างนี่ก็คือ กรรม ใช่ไหมคะ

คุณ KiLin คะ พิลก็เชื่อและมีความศรัทธาในชีวิตค่ะ เพราะชีวิตไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆเหมือนกัน เรียกว่า กว่าจะได้อะไร ก็มักจะมาล่า มาสายกว่าคนอื่นเขาเสมอ จนบางที ก็คิดเหมือนกันว่า ทำไมชีวิตคนอื่น เขาช่างแสนสบาย อยากได้อะไรก็ได้ดั่งใจเขา
แต่พิลก็ไม่ได้ดิ้นรนอะไรมากหรอกนะคะ ก็พยายามทำชีวิตให้ดีที่สุด แล้วในที่สุดมันก็ได้มาเอง แบบพลิกความคาดหมาย คือ เรียกว่า ถ้าหวัง ก็คงสิ้นหวังไปนานแล้วค่ะ
แต่ที่ท้อใจ เพราะบางครั้ง คงเป็นอย่างที่พี่วันดีว่า คือ ในสังคมหนึ่งๆที่เหมือนโลกแคบๆที่เราอยู่ เราหาเพื่อนอย่างที่คิด รู้สึก หรือน้อมนำไปในทางเดียวกันไม่ค่อยได้ เพราะในสถานการณ์หนึ่งๆ คนเราก็อดจะแสดงธาตุแท้ออกมาไม่ได้ แล้วมันก็เกิดกระทบกระทั่งกันขึ้นกับธาตุแท้ของเรา เหอๆๆๆๆ
มันก็เลยชวนให้เหนื่อยน่ะค่ะ นี่คือเรื่องของอัตตาอีกแล้วใช่ไหมคะ ohman.gif
Posted by KiLiN on 22 Oct. 2005,20:36
ความมีศีลและธรรมเสมอกัน

สิ่งที่แบ่งแยกความแตกต่างของชีวิต ไม่ใช่ความแตกต่างทางชนชั้น
แต่เป็นความแตกต่างทางศีลและธรรม ธรรมะจัดสรรก็คือกรรม
กรรมจะชักนำให้ชีวิตไปเกิดในภพภูมิต่างๆ ตามแต่กรรมดีกรรมชั่วที่ประกอบกันมา

ความแตกต่างทางชนชั้นแบ่งแยกเพียงความมีความจน แบ่งแยกเพียงฐานะที่ดำรงอยู่ทางสังคม  ซึ่งก็เพียงแค่ชาติปัจจุบัน ไม่มีผลต่อชาติต่อไป  คนที่มีในชาตินี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะมีในชาติต่อไป ถ้าทำกรรมชั่วอย่าว่าแต่จะมีจะจนเลย ยังไม่รู้ว่าจะไปเกิดในทุคติภูมิในระดับไหน

แล้วความมีจน ฐานะทางสังคมก็ไม่ใช่เครื่องบ่งบอกว่าใครมีความสุขกว่ากัน ถ้าจะมีก็เป็นแค่แบ่งแยกความสะดวกที่มากน้อยกว่ากันเพียงแค่ระดับทางกายภาพ แต่ไม่ใช่แบ่งแยกในระดับจิตใจได้ คนที่มีความสุขทางจิตใจมีในทุกระดับของฐานะทางสังคม

ชีวิตคู่จะอยู่กันยืดยาวหรือไม่ ก็ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีฐานะทางสังคมเสมอกันแล้วจะอยู่ยืด มองไปทางไหนก็มีมากมายไปที่มีปัญหาที่ต้องหย่าร้างหรือมีบุคคลที่สามเข้ามาแทรก  ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับอดีตก็จะยิ่งเห็นได้ชัดว่ามีมากกว่ากันมากๆ และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ รุ่นเราขนาดนี้ รุ่นลูกรุ่นหลานจะอีกขนาดไหน  สมัยพ่อสมัยแม่เรายังให้เห็นความภูมิใจในชีวิตครอบครัว สมัยนี้ขุดหายากเต็มที

ความมีศีล บ่งบอกถึงระดับความประพฤติการกระทำของบุคคลที่แสดงออกมา
ความมีธรรม บ่งบอกถึงคุณภาพของจิตใจ บ่งบอกถึงทัศนคติและวิธีคิด
ความมีศีลและธรรม  จึงเป็นเครื่องวัดแบ่งแยกความเป็นไปของชีวิตทั้งทางกายภาพ(ศีล)และทางจิตใจ(ธรรม)


ฉะนั้น ถ้าจะเลือกคู่ครองแล้วให้อยู่กันยืด ก็ต้องเลือกที่ระดับความมีศีลและธรรมที่เสมอกัน ไม่ใช่คนนึงชอบตกปลา อีกคนชอบไปวัด ถ้าอย่างนี้ก็ไม่เหลือ

สิ่งที่มนุษย์เราต่อสู้ จึงไม่น่าจะใช่การต่อสู้ให้มีความเสมอภาคทางชนชั้น ไม่ใช่ต่อสู้เพียงแค่ระดับเศรษฐกิจเพื่อปากเพื่อท้อง ไม่ใช่แค่ความมีสิทธิ์มีเสียง เพราะทั้งหมดนี้มันเพียงแค่ระดับทางกายภาพ ซึ่งก็ไม่มีผลต่อเนื่องในชาติต่อไปอีกด้วย ชาตินี้เราต่อสู้กับคนหนึ่งซึ่งอยู่ในฐานะที่กดขี่ แต่เพราะเขากดขี่ชาติต่อไปเขาเลยจนถูกกดขี่บ้าง ส่วนคนที่เคยถูกกดขี่ก็ทำดี เลยเกิดมาอยู่ในฐานะดีลืมตัวก็กลับมากดขี่คนอื่น  งั้นเราก็คงต้องต่อสู้ซ้ำซากละ มิตรกลายเป็นศัตรู ศัตรูกลับเป็นมิคร

ความเข้าใจต่อความเป็นจริงทางธรรมชาติอย่างองค์รวม จึงเป็นเรื่องจำเป็น การมองและวิเคราะห์เพียงแค่สิ่งที่เห็นแค่ชาติปัจจุบัน ดูจะแคบไป ชีวิตไม่ได้มีเพียงแค่นี้ มันซับซ้อนยาวนานมากกว่าที่เราคิดเราเห็นอีกเยอะ ชาติปัจจุบันที่เราเห็นเราวิเคราะห์ถ้าเทียบกับทั้งหมด ถือว่าเป็นส่วนเล็กน้อยมาก
Posted by KiLiN on 23 Oct. 2005,20:02
ยอมรับ กับ ยอมจำนน

สาเหตุความทุกข์ในใจ สาเหตุใหญ่เกิดมาจากความไม่ยอมรับ
ไม่ยอมรับสภาวะแวดล้อมที่เป็นอยู่ 
ไม่ยอมรับคำพูด การกระทำ ของคนอื่น
คือไม่ยอมรับสิ่งภายนอกรอบตัวทั้งสถานที่ วัตถุสิ่งของ คนรอบข้าง ที่เป็นอยู่ ก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิด โกรธ ไม่พอใจ ถ้าเป็นสิ่งของสภาวะแวดล้อม ก็มักจะคิดต่อไป ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ ใครทำให้เป็นแบบนี้ หาจำเลย ถ้าเป็นคน ก็จะนึกตำหนิว่าเขาไม่น่าทำแบบนี้ พูดแบบนี้ 

วิธีคิดแบบนี้หล่ะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความทุกข์ในหลายเรื่องๆที่ตามมา วิธีคิดแบบนี้แหล่ะที่ว่าไม่ได้เริ่มต้นจากความเป็นจริง 

การยอมรับไม่ได้หมายถึงว่า เรายอมรับแบบทองไม่รู้ร้อน ไม่สนใจใยดี ไม่เอาอ่าวไม่เอาประเทศ เพราะนั่นคือยอมจำนน
แต่การยอมรับ หมายถึงยอมรับว่า สิ่งที่เป็นอยู่สิ่งที่เห็น คนที่เป็นอยู่คนที่เห็น เป็นผลิตผลมาจากสาเหตุ การที่ผลออกมาไม่ดีเช่นนี้ก็แสดงว่าต้องมาจากสาเหตุมาจากปัจจัยที่ไม่ดี ผลที่เราเห็นเป็นเรื่องปัจจุบัน ที่เราสัมผัสได้รับรู้ได้ โดยมีสาเหตุจากอดีตที่ผ่านไปแล้ว ซึ่งเราแก้ไม่ได้

การที่เราหงุดหงิด โกรธ นั่นก็คือเราไม่ยอมรับ ว่าผลมาจากเหตุ นี่ก็คือ เราไม่ได้คิดสอดคล้องกับความเป็นจริง มันเป็นความเป็นจริงที่เกิดไปแล้ว จะไม่ยอมรับไม่ได้

เมื่อเรารู้เช่นนี้ ว่าทุกเรื่องราวที่เห็นที่เจอที่ได้ยิน มันเป็นปรากฎการณ์ของผลลัพธ์  ดีหรือไม่ดี จะชอบหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น เราต้องยอมรับความจริงอันนี้ก่อน ถ้าเราคิดหรือเข้าใจได้เช่นนี้ อารมณ์หงุดหงิด อารมณ์โกรธก็จะไม่เกิด

ตรงนี้เป็นกุญแจสำคัญ จะทุกข์หรือไม่ อยู่ที่ตรงนี้
Posted by แมวเหมียว on 24 Oct. 2005,18:38
ยังเข้ามาอ่านค่ะแต่ไม่ได้คุยด้วยเพราะบางวันมาอย่างรีบๆเร่งๆ ไม่ค่อยได้คิดพิจารณาเลยคุยไม่ออกค่ะคุณพิล

คุณคิลินคะที่พูดมาทั้งหมดดูเหมือนเป็นการปรับทัศนคติใช่มั้ยคะ..

   การมาอยู่บ้านฅนธรรมดาโดยเฉพาะถ้าเข้าห้องแสงธรรมจะเห็นว่าข้อธรรมะเยอะแยะไปหมด  
ถ้าเทียบกับโลกภายนอกก็เหมือนกับทุกวันนี้คนเรากำลังสำลักข้อมูลข่าวสารอยู่ (คุณคิลินก็คงบอกว่าเราก็ต้องคัดสรรว่าเราควรจะรับข้อมูลแบบไหน..ใช่มั้ยคะ)
 
    แมวเหมียวหมายความว่ามาอยู่บ้านฅนธรรมดานี่ ถ้าขยันอ่านล่ะก็ได้ข้อมูลทางธรรมะเยอะแยะ แต่การปฏิบัติสำหรับคนแรกเริ่มล่ะคะ จะเริ่มยังไงดีคะ  ic-14.gif withstupid.gif

bowsdown.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 24 Oct. 2005,21:46
yes.gif พี่แมวเหมียวถามตรงใจหนูที่หนูอยากจะถามเลยค่ะ แต่หนูเรียบเรียงคำถามออกมาไม่เป็น smile.gif

bowsdown.gif หนูก็รอติดตามคำแนะนำอยู่ด้วยนะคะคุณ KiLiN  yin-yang.gif
Posted by KiLiN on 25 Oct. 2005,01:30
มี ๒ ประเด็นที่จะมาพูดกัน คือ การรับข่าวสาร กับ การปฏิบัติ

ก็จะชวนมาดูรูป ที่ผมโพสต์ไว้แล้ว อีกรอบชัดๆ


สามรูปนี้ บ่งบอกอะไรหลายๆอย่าง จะว่าเป็นหัวใจของการพัฒนาการปฏิบัติก็ว่าได้
จากรูปที่ ๑ แจกันดอกไม้เดิม ถ้าถามว่าถ้าให้เลือกระหว่างทางเลือกของคนที่ ๑ นำของดีเข้า กับคนที่ ๒ นำของเสียออก โดยภาพที่ออกทุกคนก็คงเลือกแบบคนที่ ๒ แต่ในชีวิตจริงสิ่งที่คนปฏิบัติกลับเป็นแบบคนที่ ๑

ถ้าเปรียบแจกันเป็นคน ดอกไม้ใบไม้ก็เปรียบได้ดังข่าวสาร เรื่องราวต่างๆในชีวิตประจำวันที่ประสบพบเจอ ทุกวันนี้เรื่องราวข่าวสารมากมายก่ายกอง รับเข้ามาจนสำลักอย่างที่แมวเหมียวว่า จนไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีเวลาสะสางของเก่าที่เสียเน่าอยู่ จนแจกันเขรอะ ดอกไม้ใบไม้ก็แห้งเหี่ยวเฉาหมักหมมอยู่ภายใน

ความเป็นจริงก็คือ ข่าวสารเรื่องราวมีมากมายไม่รู้จบ เราไม่มีทางไปรู้ได้ทุกเรื่อง หลายๆเรื่องไม่ใช่เวลาที่เราจะไปรับรู้ หลายๆเรื่องรับรู้ไปแล้วก็ไม่ฟิตกับสิ่งที่เรามีอยู่เดิม ซ้ำร้ายกว่านั้น เรื่องที่กระจายพาดหัวข่าวใหญ่ ก็มักจะเป็นข่าวที่ไม่ดี

ทางเลือกแบบคนที่ ๒ ก็คือ ต้องปิดรับเรื่องราวจากภายนอก ไม่ใช่รับไว้ก่อน แต่เปลี่ยนเป็นปิดรับไว้ก่อน จะรับเมื่อเราจงใจคัดสรรเลือกที่จะรับแล้ว

ทำไมประเทศจีนเขาต้องปิดประเทศ ก็เพื่อสะสางภายในแล้วค่อยเปิด
ทำไมนั่งสมาธิจึงต้องนั่งหลับตา ลืมตาไม่ได้เหรอ ก็เพื่อปิดการรับรู้จากสิ่งที่ตาเห็น จะได้ไม่จดจ่อกับเรื่องภายนอก หันมาจดจ่อภายใน
ทำไมพระต้องเข้าธุดงค์ในป่า ธุดงค์ในเมืองไม่ได้หรือ ก็เพื่อหนีออกจากสิ่งปรุงแต่งที่ไม่เป็นธรรมชาติ

เหล่านี้คือการหันมาสำรวจตนเอง สะสางทำความสะอาดแจกัน คัดดอกไม้ใบไม้ที่แห้งเหี่ยวเฉาออกไป แล้วจัดระบบระเบียบตกแต่งเสียใหม่ กุมสภาพที่เป็นอยู่ในภายในให้ได้ เพราะการกุมสภาพภายในได้ ก็คือเราจะรู้ว่า เรายังมีที่ว่างตรงไหนบ้างที่พอจะเอาดอกไม้ดอกใหม่มาเสียบได้เสียบแล้วดูดี

ชีวิตคนเรามีความจำเป็นที่จะต้องจัดระบบระเบียบกับตนเองให้ได้เสียก่อน ถ้าตราบใดยังมีเรื่องราวเข้ามามากเกินความจำเป็น ก็จะยิ่งจัดระบบระเบียบยากขึ้นเท่านั้น การจัดระบบระเบียบกับชีวิตประจำวันของตนเอง มันจะนำมาซึ่งความคิดที่เป็นระบบตามมา

การจัดระบบระเบียบในชีวิตประจำวัน ก็เช่น อะไรควรทำก่อน อะไรควรทำหลัง ทำแล้วไม่ต้องย้อนกลับมาทำซ้ำ ไม่ทำหลายๆเรื่องในเวลาเดียวกัน เมื่อทำเรื่องใดใจก็ต้องจดจ่ออยู่กับเรื่องนั้น
Posted by แมวเหมียว on 25 Oct. 2005,17:55
การนอนหลับเป็นการปิดเครื่องรับชั่วคราวใช่มั้ยคะคุณคิลิน  ตื่นเช้ามาสดชื่นความคิดเป็นระบบขึ้น xmas.gif

รอติดตามตอนต่อไปอยู่ค่ะ bowsdown.gif
Posted by fong on 10 Nov. 2005,04:43
tinyrose.gif สวัสดีค่ะทุกๆท่าน ชอบและสนใจกระทู้นี้ค่ะ ติดตามอ่านอยู่เรื่อยๆ ได้แง่คิดดีดีไปเยอะเลยค่ะ ขอบคุณทุกๆท่านนะคะ
พอดีมีโอกาสได้ฟังไฟล์เสียงการบรรยายให้ผู้ปฏิบัติธรรมฟัง
มีวิธีการบริหารชีวิตที่ดีดี ฟังง่ายๆ น่าสนใจเลยเอามาให้ลองฟังกันดูค่ะ winkthumb.gif

< เข็มทิศชีวิต >
Posted by KiLiN on 11 Nov. 2005,08:21
การนอนหลับเป็นการปิดเครื่องรับชั่วคราว ส่วนหนึ่งใช่
แต่...ไม่ได้ทำให้ความคิดเป็นระบบขึ้น
ที่สดชื่น เพราะร่างกายได้พักผ่อน จึงสดชื่น
ส่วนความคิดจะเป็นระบบได้ ต้องมีการบริหารจัดการจัดระเบียบให้กับตนเอง ให้ชีวิตประจำวันเป็นระบบระเบียบ

ประเด็นเรื่องการปิดหูปิดตา การรับข่าวสาร ฟังดูก็เหมือนจะไม่แน่ใจ เป็นคำถามว่า จะดีจริงหรือ มิเป็นการทำให้ตนเองล้าหลัง ไม่รู้ข่าวสาร ทำให้ตามคนอื่นไม่ทันหรือเปล่า

เมื่อก่อน เราก็คิดว่า การติดตามข่าวสารการบ้านการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ ต้องติดตาม ต้องสนใจ คนไม่สนใจ เราก็ไปปลุกระดมให้เขามาสนใจ

ชีวิตประจำวัน วันๆหนึ่ง การติดตามอ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวีทั้งสาระและบันเทิง ถ้าไม่เปิดทีวี หูก็ต้องฟังเพลง หูและตาต้องบริโภคภาพและเสียงตลอดเวลา เป็นการบริโภคอย่างไม่มีทิศทาง บริโภคตามที่กระแสของสังคมพาไป ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร ข่าวใหญ่ข่าวดัง ที่พาดหัวหนังสือพิมพ์ หรือการวิจารณ์คุ้ยแคะแกะเกา ประเภทวิเคราะห์ข่าวเด็ด คือเด็ดจริงๆ เด็ดหัวคนที่ถูกนำมาขึ้นเขียงวิเคราะห์ เป็นอยู่อย่างนี้ เป็นสิบๆปี 

หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตกเมื่อกลางปี ๒๕๔๐ เกิดคำถามคำใหญ่ๆขึ้นมาในใจว่า 
เกิดอะไรขึ้น ทำไมคนเกือบทั้งโลกไม่รู้ตัว

คำถามนี้นำไปสู่วิกฤติความเชื่อความศรัทธาที่มีอยู่
สิ่งใหม่ย่อมดีกว่าสิ่งเก่าจริงหรือ??
สิ่งที่เรียกว่าวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี่สมัยใหม่ Globolization โลกไร้พรมแดน โลกข่าวสาร อะไรก็แล้วแต่ ความคิดที่ว่าใครกุมข่าวสารได้มากกว่ากุมข้อมูลมากกว่า จะเหนือกว่าดีกว่าก้าวหน้ากว่า จริงหรือ ??

มีคำกล่าวว่า "ถ้าอยากรู้ชัด เห็นความต่างที่ชัด ให้ทำในสิ่งตรงข้าม"
เราจมอยุ่ในความท้อแท้ของวิกฤตินี้เป็นเวลากว่า ๒ ปี ในที่สุดผมเลือกทำสิ่งตรงข้าม คือปฏิเสธการรับรู้ข่าวสาร สาระ ความบันเทิงทั้งหมดทั้งสื่อทีวี หนังสือพิมพ์ รวมทั้งเสียงเพลงที่เคยชื่นชอบ
หันไปฟังเทศฟังธรรม หันไปค้นหาเรื่องที่เราเคยปฏิเสธ หันมาหัดเข้าเนต แม้ว่าจะใหม่กับตนเองมาก แต่อย่างน้อยเราก็เลือกได้มากกว่า
เราไม่รู้หรอกว่าที่เราทำแบบนี้ มันคือการรื้อขยะที่อยู่กับตนเองครั้งใหญ่

สวัสดีครับ คุณฟอง หายไปนานเลยนะครับ สบายดีนะครับ smile.gif
Posted by add on 12 Nov. 2005,06:35
เข็มทิศชีวิต  ที่ฟองลิงค์มาให้ฟัง  ดีมากเลยจ้ะ  ขอเชิญพี่ๆน้องๆ เพื่อนๆลองฟังดูค่ะ  ฟังง่าย เข้าใจได้ดีจ้ะ

           thankssign.gif  flo_1.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 12 Nov. 2005,07:29
thumbsup.gif หนูตามไปฟังมาแล้วค่ะ เสียงคุณฐิตินาถ ฟังแล้วเย็นค่ะ ( tv_happy123.gif เคยชมตอนออกในรายการเจาะใจครั้งนึง ดีมากๆ เลยค่ะ)

thankssign.gif คุณฟองนะคะ winkthumb.gif bowsdown.gif
Posted by แมวเหมียว on 12 Nov. 2005,16:25
สวัสดีค่ะคุณฟอง  tinyrose.gif ขอบคุณค่ะที่แนะนำสิ่งดีๆมาฝาก  flo_1.gif

สวัสดีค่ะมะเหมี่ยว+หม่ามี้ อิ อิ  inlove.gif


คุณคิลินคะ  การ"หันไปฟังเทศฟังธรรม"พอจะเข้าใจได้ว่าเป็นการรื้อขยะ

 แต่การ"หันมาหัดเข้าเนต" เป็นการรื้อขยะยังไงคะ ask.gif
Posted by pilgrim on 16 Nov. 2005,16:46
คุณ KiLin ไปไหนคะ ทำไมไม่มาตอบล่ะ พิลจะได้ถามเรื่องอื่นต่อค่ะ

ถ้าอ่านจากที่คุณ KiLin ตอบพิลรู้สึกเหมือนว่า การรับข่าวสารจากอินเทอร์เน็ต เหมือนเป็นช่องทางหรือ สื่อ ที่เราพอจะเลือกได้ด้วยตัวเองใช่ไหมคะ ไม่ใช่รับจากสื่อทั่วๆไป ซึ่งมีมากมายจนเฝือไปหมด จนบางครั้งมันกระหน่ำใส่เราจนเหลือทน เหมือนกับตกลงไปในขยะกองใหญ่

ใช่เปล่าเอ่ย
hum.gif
Posted by KiLiN on 17 Nov. 2005,08:42
ต้องขออภัยครับ  bowsdown.gif

    จริงๆไม่ได้หายไปไหนครับ แต่เวลามันน้อยลง คือมันมีเรื่องที่ต้องให้ทำมากขึ้นนะครับ ประกอบกับเนตช้าจังช่วงหลัง ก็เลยไม่ได้ตอบสักที ทั้งๆที่จริงๆ มีหลายเรื่องที่อยากจะให้โพสต์ แต่มันก็ต้องใช้เวลาในการเรียบเรียงมาก เรียงเรียงทัศนความคิดที่จะตอบ ไม่ได้ค้นจากตำรานะครับ แต่พยายามที่จะตอบในเชิงที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงในปัจจุบัน เพราะหวังให้คนอ่านได้เห็นภาพ และสามารถนำไปปรับใช้กับตนเองได้มากที่สุด หรืออย่างน้อยก็เป็นประโยชน์ ประเทืองปัญญาสะสมให้วันข้างหน้าได้คิดถึงเมื่อมีเงื่อนไขที่เหมาะสม

    แต่อย่างไรก็ตามก็โพสต์ๆถามแลกเปลี่ยนกันมาได้เรื่อยๆนะครับ ไม่ต้องห่วงเรื่องเวลาน้อยของผม แล้วผมค่อยจัดสรรเวลามาตอบให้ครับ แม้อาจช้าในบางช่วง

    กลับมาประเด็นคำถามของคุณแมวเหมียวนะครับ
    "การหันมาหัดเข้าเนต" ไม่ได้เป็นการรื้อขยะโดยตรงหรอกครับ แต่มันเป็นการทดแทนสิ่งเก่าที่เราละเลิกไป ก็คือ ทดแทนทีวีและหนังสือพิมพ์

    เมื่อเราละเลิกเรื่องการกระทำเรื่องใด  เวลาที่เราทำสิ่งนั้นจะว่างลง กับสิ่งที่เราได้จากการกระทำสิ่งนั้นก็จะขาดไป  ประเด็นเรื่องเวลา คำถามก็คือว่า แล้วเรามีเรื่องอื่นทำหรือไม่ ต้องไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยไม่ได้ทำอะไร กลายเป็นขี้เกียจสันหลังยาว ส่วนเรื่องที่ขาด เราต้องการให้ขาดหายไปทั้งหมดหรือเปล่า หรือบางส่วนก็ยังต้องมี ถ้ายังต้องมีเราจะมีทางออกทางอื่นมาทดแทนหรือไม่

    ในเรื่องระหว่างทีวี-หนังสือพิมพ์กับเนต ผมมีข้อคิดแบบนี้ครับ
     กรณีทีวี มีรายการที่เป็นสาระเชิงสร้างสรรน้อย รายการส่วนใหญ่ออกไปทางสนับสนุนเชิงพาณิชย์เป็นหลัก ความบันเทิงก็ออกไปทางมอมเมา นอกจากไม่ได้ประโยชน์แล้วยังให้โทษทางจิตใจ รายการที่เกี่ยวกับสังคมการเมือง ก็ออกไปทางคุดคุ้ยปัญหามากจนเกินไป รายการที่พอจะมีประโยชน์บ้างก็หลบไปอยู่ในเวลาที่คนไม่ค่อยได้ดู เช่นเช้ามืด หรือดึกมากๆ
     กรณีหนังสือพิมพ์ ข่าวร้ายๆจะอยู่หน้าหนึ่งพาดหัวตัวโตๆ ข่าวดีๆ ต้องหาหน่อยว่ามีมั้ย ไปหลบอยู่มุมไหน  ที่ร้ายกว่านั้นข่าวที่ออกขาดการกลั่นกรองที่ดีพอ ว่าตรงตามข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด เน้นความทันด่วนมากกว่าเน้นความตรงกับข้อเท็จจริง ที่สุดก็คือเน้นที่จะขายข่าว ไม่ใช่เน้นที่จะสื่อความจริง

     สื่อทั้งสองสื่อมีทางเลือกให้เราน้อย สาระที่เป็นประโยชน์กับการพัฒนาชีวิตพัฒนาจิตวิญญาณหาได้ยาก  ถ้าเรายังเลือกที่จะบริโภคเขา เราก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงที่จะรับมลภาวะขยะ เข้ามาสู่จิตใจเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่จิตใจเราเองยังไม่เข้มแข็งที่แยกแยะสิ่งเหล่านั้น ปิดกั้นสิ่งเหล่านั้น

     เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็มองหาทางใหม่ ทางใหม่ที่เราเป็นผู้กำหนดได้ ว่าเราจะเลือกบริโภคในเรื่องที่เราอยากจะบริโภคได้มากกว่า เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตและจิตวิญญาณของเราได้มากกว่า  และเลือกที่จะบริโภคได้ตามเวลาที่เรากำหนดได้มากกว่า  ที่สำคัญมันเป็นการเปลี่ยนความเคยชินของเดิมใหม่ทั้งหมด ตรงนี้ก็อาจพอนับได้บ้างว่ารื้อขยะ

     ประการสุดท้าย จากการที่เริ่มจากศูนย์ในภาวะที่เราย่ำแย่ตกต่ำ ภาวะการงานไม่เร่งรีบ เราจึงมีเวลาเหลือเฟือ ทำให้เราได้เรียนรู้เจาะลึก จนนำไปสู่การสร้างสังคมสร้างบ้านหลังนี้ สร้างโลกในจินตนาการ โลกในฝัน ซึ่งเรากำหนดได้เองมากกว่าในชีวิตจริง

     เห็นยังว่า ทำไมผมจึงตอบช้า เพราะตอบแต่ละครั้งมันยาว ต้องการให้ชัดแจ้ง ชัดเจน ครับผม greet.gif
Posted by pilgrim on 17 Nov. 2005,10:49
คุณ KiLin มาตอบแล้ว ถ้างั้นพิลขอย้อนกลับมาคุยเรื่อง การยอมรับและการยอมจำนน หน่อยนะคะ

คือ โดยทั่วไป ก็ทราบแหละค่ะว่า เราควรจะคิดอย่างไรไม่ให้ใจเป็นทุกข์ แต่ บางที กับเรื่องบางเรื่อง บางเหตุการณ์ที่พบเจอ เราก็พอจะรู้ต้นสายปลายเหตุอยู่ และรู้ว่ามันเป็นปัญหา หรือ เป็นสิ่งที่ทำให้ใจเราขุ่นมัว จะเลี่ยงไม่คิดก็ไม่ได้ เพราะมันเกิดขึ้นบ่อยๆ ซ้ำๆซากๆ แทบจะทุกวัน เราต้องอยู่อย่างนั้น เหมือนหาทางแก้ปัญหาไม่ได้

ขอยกตัวอย่างให้เห็นนะคะ อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ อันนี้มาจากประสบการณ์ของตัวเองและคนอื่นๆด้วย เช่น

อยู่ร่วมบ้านกับคนขี้เกียจ ดูดาย
วันๆแทบไม่หยิบจับอะไรเลย ไม่ทำความสะอาดบ้าน กินข้าวแล้ว ไม่ล้าง เก็บไว้ให้คนอื่นล้าง งานบ้านที่เป็นส่วนรวม ก็เกี่ยง รอให้คนอื่นทำก่อน รังเกียจที่จะทำงานที่ยากลำบาก ผลักภาระให้คนอื่นทำ

การแก้ปัญหาที่พอจะทำได้ คือ
1. เราก็เฉยเสีย ไม่คิด ไม่ใส่ใจ เพราะเขามีนิสัยแบบนั้น เราก็ก้มหน้าก้มตาทำไปแล้วกัน (แต่ในใจมันสงบไม่ได้ตลอดหรอกค่ะ เพราะเราทำมากๆ อยู่คนเดียวก็เหนื่อยเหมือนกัน)
2. พูดขอให้เขาช่วยทำ แต่พอพูดเข้า เขาก็ไม่พอใจ เพราะเหมือนเราไปตำหนิว่าเขาบกพร่อง (ทั้งๆที่ผู้พูด พูดในทำนองขอร้อง ขอความร่วมมือให้ช่วยกันทำ) เขาบอกว่า เขายังไม่เห็นว่ามันสกปรก เขาก็เลยไม่ทำ แต่ในหลักการของการทำความสะอาด ถ้าปล่อยให้มันสกปรก งานมันก็จะยิ่งยาก ยิ่งเหนื่อย ก็ยิ่งไม่มีใครอยากจะทำอีก และที่สำคัญ เขาเองก็รังเกียจการทำงานสกปรกทุกอย่าง k122.gif

อย่างนี้ เราจะปรับวิธีคิดแบบยอมรับ-ยอมจำนน มาใช้ได้อย่างไรคะ
นี่คือ ปัญหาที่เจอกับการเช่าบ้านร่วมกับเพื่อนๆบางคนนะคะ แต่ไม่เคยถามเขาเหมือนกันค่ะ ว่าเขาเห็นเราเป็นคนยังไงบ้าง อิๆๆๆๆ อาจจะนึกว่า ยายนี่ จุกจิก จู้จี้ ขี้บ่น ชอบมาบังคับหัวใจคนก็ได้

แต่มีงานบ้านแล้วไม่ช่วยทำ กับกินข้าวแล้วไม่ล้างหม้อ ล้างจาน นี่มันก็สุดจะยอมรับ-ยอมจำนน จริงๆค่ะ เพราะไม่ใช่คนที่เป็นครอบครัวเดียวกัน แต่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเดียวกัน k119.gif
Posted by KiLiN on 19 Nov. 2005,00:11
มีคำประโยคหนึ่ง "เปลี่ยนคนอื่นนั้นเปลี่ยนยาก แต่เปลี่ยนตนเองนั้นไม่ลำบาก "

         การที่คนๆหนึ่ง มีนิสัยอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ลองคิดดูว่า เขาสะสมมานานแค่ไหน  แล้วเพียงแค่คำพูดการแสดงออกของเราไม่กี่คำไม่กี่ประโยค แล้วหวังจะไปเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเขานั้น  จะเป็นไปได้หรือ  ขนาดตัวเราเองจะเปลี่ยนตัวเรายังยากเลย  แล้วจะไปเปลี่ยนคนอื่นจะเป็นไปได้อย่างไร  แล้วนิสัยคนเราก็ไม่ค่อยยอมสยบให้กับใครง่ายๆ กะตนเองยังไม่ยอมเลยอย่าว่าแต่คนอื่น

         ใครทำอย่างใดก็ได้อย่างนั้น  เขาทำตัวแบบนั้นเขาก็จะยิ่งสะสมแบบนั้นพอกพูนมากขึ้นๆ แล้วเราจะเอาอย่างเขาหรือจะทำในสิ่งที่คิดว่าดีหละ  ถ้าเราคิดว่าเราทำเพื่อสร้างนิสัยที่ดีๆกับตัวเราเอง เราไม่ได้ทำเพื่อเขา เราทำเพื่อให้ใจเราเป็นสุข  ลองคิดดูว่าเมื่อเขานิ่งดูดาย ซึ่งเราก็รู้ว่าไม่ดี  แล้วถ้าเราก็จะทำเป็นนิ่งดูดายบ้าง แล้วมันจะมีอะไรดีขึ้น มันไม่ดีขึ้น หนำซ้ำก็จะยิ่งแย่ลง ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสบาย  คนที่อยู่สบายกว่าไม่ได้หมายถึงว่าเขาจะมีความสุขมากกว่าคนที่เหนื่อย  แต่ความสุขขึ้นกับความพอใจ ขึ้นกับความภูมิใจ ขึ้นกับความสุขใจ เมื่อเราทำแม้ว่าเราจะเหนื่อยบ้าง แต่เราก็จะภูมิใจในตัวเราเอง ว่าเราไม่ได้สร้างภาระให้ใคร เราสุขใจเจริญตาเจริญใจ  เมื่อเห็นบ้านเป็นบ้านไม่รก ถ้าเรายอมรับมัน พอใจมัน ความขัดเคืองก็จะหายไป แต่ที่เราขัดเคือง เพราะเราไม่ยอมรับ เราคิดจะแก้ไขคนอื่น  ซึ่งไม่ง่ายอย่างที่คิด

        ทางเลือกจึงมีสองทาง เปลี่ยนทุกข์หรือแก้ทุกข์ คนทั่วไปมักจะเลือกเปลี่ยนทุกข์  คืออยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็แยกจากกันไป ด้วยเพราะคิดอย่างนี้ การหย่าร้างจึงมีมาก โดยไม่ได้คิดว่าแยกจากคนหนึ่งแล้วไปอยู่กับคนอื่น แล้วจะแน่ใจได้หรือว่าจะไม่มีปัญหาทำนองนี้อีก  เราเองก็มีสิทธิ์ที่โดนคนอื่นคิดกับเราอีกเหมือนกัน  ไม่มีความพอดีถ้าตราบใดใจยังหาความพอใจความยอมรับไม่ได้ ทางเลือกที่สองคือแก้ทุกข์เป็นวิถีของพุทธ เผชิญหน้ากับมัน อยู่กับมัน เรียนรู้มัน ทำความเข้าใจในมัน เมื่อรู้และเข้าใจก็จะเกิดการยอมรับ ยอมรับอย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่ยอมรับแบบเก็บกดไว้  แล้วเราจะเป็นคนที่อยู่ที่ไหนกับใครเมื่อไรก็ได้ทั้งนั้น  เราจะเป็นเอกบุรุษเอกสตรี อยู่ที่ใดๆก็ทำให้ที่นั่นเจริญ ไปด้วย

        วิธีคิดที่ถูกจึงต้องคิดว่า ปัญหาที่เราเผชิญมันคือบทเรียนบททดสอบ ที่รอเราไปทำความเข้าใจ ตีบทแตก จนสามารถข้ามผ่านพ้นไปได้  เราก็จะเติบโตกล้าแกร่งขึ้นอีกขั้นหนึ่ง  แต่จะเป็นไปได้ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับความจรืงที่เป็นอยู่ และทุกครั้งที่คิดว่าจะแก้คนอื่น  ให้ย้อนกลับมาแก้ไขที่ตนเองก่อน ใช้การกระทำของเราบอกเขาดีกว่าคำพูดไปบอกเขา smile.gif
Posted by pilgrim on 19 Nov. 2005,07:13
ทำยากจริงๆค่ะ  cry2.gif
Posted by วันดี on 19 Nov. 2005,17:16
พิลลองไม่โกรธดูสิคะ  แล้วนั่งคิดต่อไปอีกหน่อยว่า  เวลาเราโกรธหรือมองเห็นข้อเสียของเขานั้น  เรารู้สึกอย่างไร  ถ้ารู้สึกอึดอัด  ไม่สบายใจ  ก็ลองถามต่อไปว่า  ใครไม่สบายใจ  เราใช่ไหม  แล้วทำไมเราต้องไม่สบายใจด้วยล่ะ  เราไม่ใช่คนทำเรื่องไม่ดีสักหน่อย  คนอื่นทำเรื่องไม่ดี  หรือไม่ทำเรื่องดี  แล้วเราเก็บมาไม่สบายใจทุกข์ร้อนทำไม  ก็เราทำเรื่องดีอยู่แล้ว  เราควรจะสบายใจสิ

อย่าโกรธนะคะ

Posted by pilgrim on 19 Nov. 2005,19:01
บางทีก็ไม่ได้โกรธหรอกนะคะ พี่วันดี แต่ภายในใจมันไม่สงบ เหมือนเราเห็นความไม่เป็นธรรมที่มันเกิดขึ้น หรือเห็นการเอารัดเอาเปรียบกัน แล้วเราก็ทนไม่ได้ ก็ทราบค่ะ ว่าเราจะไปตามแก้ทุกอย่างมันคงเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งไหนที่มันมีผลกระทบกับเรา มันก็ทำให้ใจของเราขุ่นมัว เศร้าหมอง
เพราะเท่าที่เห็นในชีวิตประจำวัน พิลรู้สึกว่า คนเราบางคน พร้อมที่จะเอาเปรียบคนอื่นอย่างไม่มีความละอายใจ พอเห็นอย่างนั้น เราก็อึดอัด อยากจะตอบโต้กลับให้เขารู้เสียบ้าง

ไม่ใช่ว่าไม่ยอมเสียเปรียบใครนะคะ กับคนที่เขาดีๆ พิลก็ยอมได้ทุกอย่าง ให้เขาได้อย่างไม่คิดอะไร

เรื่องตอบโต้ พิลทำไปเยอะแล้วค่ะ ประเภทเธออย่าแหลมมานะ ฉันจะฝนให้ทู่กลับไป  เพราะเท่าที่ผ่านมา ไม่ค่อยแคร์กับความสัมพันธ์กับผู้คนนัก เรียกว่า ถ้าระหว่างเธอกับฉันมันไม่ชอบมาพากล ก็ทางใครทางมัน ฉันขอไปที่ชอบๆ ของฉันดีกว่า  ที่พูดอย่างนี้ ไม่ใช่อวดดีว่าตัวเองแน่กว่าใครนะคะ เพียงแต่พิลก็ทำไปตามจริตของตัวเอง คือ เป็นคนตรงไปตรงมาอยู่แล้ว

บางทีก็พูดตรงๆ แบบฉะกันเลย จนไม่อยากจะมองหน้ากันก็มี (แต่ไม่ถึงกับทะเลาะด่าทอกันนะคะ เหอๆ อย่างนั้นมันก็เกินไป ทำไม่เป็นเหมือนกันค่ะ)

ที่พิลทำแบบนั้น เพราะบางครั้งรู้สึกเหมือน ทำไมเราต้องทน โดยเฉพาะกับคนที่เขาไม่นึกถึงใจคนอื่น
ก็พูดมันตรงๆไปเลย รับได้ก็รับ รับไม่ได้ก็ไม่ต้องรับ แล้วก็แยกย้ายกันไป
จะว่าไปแล้ว มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอกค่ะ นอกจากสะใจตัวเอง แต่มันไม่ดีจริงๆค่ะ เพราะบางครั้ง หลังจากสะใจแล้ว มันก็ตามมาซึ่งความไม่สบายใจ ขุ่นมัว ขึ้งเครียด เหมือนเราก้าวเดินสะดุด เซไปจนเสียศูนย์

มาอยู่ที่นี่ได้ฝึกตัวเองเยอะค่ะ เพราะเจอคนในหลายรูปแบบ ถึงไม่ชอบจะหนีไปที่ชอบๆ ก็ไม่ได้ เพราะสังคมมันแคบๆ จะยังไงก็ยังต้องเจอกันหรือทู่ซี้อยู่กันไปอย่างนั้น  พิลว่าพิลยังเย็นขึ้นเยอะแล้วนา แต่ก่อนนี้แรงเป็นไฟเลยละค่ะ ใครมายังไง ก็สวนกลับไปเลย

ที่ว่าตัวเองดีขึ้น เพราะก่อนจะทำอะไร ใคร่ครวญมากขึ้น ถ้าเป็นแต่ก่อนก็ อ๋อ เหรอ ต้องการอย่างนี้ใช่ไหม ได้เลย

คงต้องฝึกตัวเองค่ะ แต่รู้สึกเหมือนมันทำยากมากๆค่ะ เพราะเราก็เป็นอย่างนี้มานานแล้วเหมือนกัน
แต่ก็ต้องทำใช่ไหมคะ
Posted by แมวเหมียว on 20 Nov. 2005,17:52
น้องสาวของแมวเหมียวเป็นคนโสดเหมือนกัน  เจอปัญหาเหมือนคุณพิลเหมือนกันค่ะ แต่น้องพี่เขาเป็นคนเงียบๆ เขาจะก้มหน้าก้มตาทำ เขาบอกว่าเขาไม่บ่นใครและมักได้ยินใครๆว่าเขาเป็นใบ้ค่ะ อิ อิ

  เคยถามเหมือนกันว่าเขาคิดยังไง เขาบอกว่าใครทนสกปรกได้ก็ทนไปแต่ที่ๆเราอยู่ด้วย ถ้าเราทนไม่ได้เราก็ทำ  น้องสาวเขาเป็นคนเฉยๆไม่ค่อยโกรธอย่างพี่วันดีบอกจริงๆค่ะ

ส่วนแมวเหมียวไม่เหมือนน้องสาวชอบโวยและ เป็นคนหนีทุกข์อย่างคุณคิลินบอก แต่มักโชคดีที่บังเอิญเจอคนสะอาดและดีกว่าเรา เขาเลยต้องทนเรา couch.gif  laugh1.gif

ที่คุณพิลพูดมาพี่ก็เคยเป็นค่ะ แต่ไม่ฉะตรงๆมักฉะแบบอ้อมๆ ถ้าไม่ได้ตอบโต้จะกลับมาครุ่นคิดเจ็บใจ แม้ได้ตอบโต้แล้วก็กลับมาคิดไม่สบายใจ อิ อิ  สาเหตุคงเป็นเพราะเราคิดว่าเราเก่งเรามีดี(อะไรสักอย่าง)กว่าคนอื่น จึงทำให้เรามีอัตตาสูง ใช่มั้ยคะพี่วันดี คุณคิลิน

 hum.gif ที่ว่าเคยเป็น..แต่จริงๆตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ค่ะ ตั้งแต่มาอยู่บ้านฅนธรรมดาดูเหมือนทำให้อัตตาลดน้อยลง  หรือเป็นเพราะแก่ลงด้วยมั้งคะ ฮิ ฮิ  laugh1.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 20 Nov. 2005,21:01
flo_1.gif สวัสดีค่ะสมาชิกทุกๆ ท่าน

      bowsdown.gif หนูเองก็มีปัญหาคล้ายๆ พี่พิลนะคะ แต่เป็นปัญหาที่มาจากเพื่อนบ้านที่เพิ่งมาอยู่ใหม่ได้ไม่นาน เขาสร้างความรำคาญและความลำบากใจให้ที่บ้านหนูมากๆ หม่ามี้เคยบอกกับหนูไว้แบบนี้ค่ะ

อ้างถึง
หม่ามี้ : ปัญหาที่เราไม่ชอบใคร แล้วต้องเจอทุกวันนี่ ลำบากใจนะ การเก็บกดอารมณ์เวลาอยู่ต่อหน้าเขาไม่ช่วยอะไร ช่วยให้รู้สึกว่าเรามีมารยาทดีกว่าเขา ฮ่า แต่ในใจเราก็ยังคุกรุ่น ไม่พอใจอยู่ ทางที่ถูกต้องและดีที่สุดแต่ทำได้ยากมากๆ คือ เราต้องเข้าใจในตัวเขา เข้าใจภูมิหลังความเป็นมาของเขา จึงจะเข้าใจว่าทำไมเขาจึงแสดงกิริยาแบบนี้ ทำไมเขาไม่มีมารยาท อย่างเช่น เขาอาจไม่ได้รับการอบรมบ่มเพาะมาตั้งแต่เล็กๆ ไม่มีพ่อแม่ ฯลฯ ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราก็จะยอมรับเขาได้ และเมื่อมีโอกาสก็จะบอกกับเขาได้ว่า ที่คุณทำแบบนี้ไม่ดีนะ ไม่ควรนะ นี่หม่ามี้พูดแบบหลักการที่เป็นนามธรรมนะ ถ้าเจอจริงๆการปฎิบัติก็จะยากหน่อย หม่ามี้เองก็ทำได้ยากเหมือนกัน บางทีแค่ลูกน้องบางคนท่าทีไม่ดี หม่ามี้ยังไม่ชอบใจเลย บางคนเตือนแล้วก็ยังไม่แก้ไขอีกด้วย บางทีก็ต้องมีไม้แข็งบ้างจ้ะ  แต่หม่ามี้มักไม่เอาเรื่องไม่พอใจมากังวลจ้ะ หม่ามี้จะคิดให้ตกแล้วแก้ไขไปเลย ถ้าแก้ไขไม่ได้ ก็ต้องคิดใคร่ครวญทำให้ตัวเองเข้าใจและยอมรับจ้ะ


      bowsdown.gif หนูก็พยายามทำใจตามที่หม่ามี้บอก ปากก็บอกหม่ามี้ว่าทำได้...สบาย เรื่องแค่นี้เองค่ะ แต่จนถึงตอนนี้หนูยังทำไม่ได้เลยนะคะ ยากจังค่ะ ทั้งทุกข์ทั้งทรมานใจ เพราะหนูยังไม่เคยฝึกและขัดเกลาจิตใจตัวเองเรื่องความอดทนในเรื่องแบบนี้มาก่อนไงคะ พอเกิดปัญหาเข้ามาก็ตั้งตัวไม่ทัน รู้แต่ว่า เธอเสียงดังมาฉันก็เสียงดังไป เธอปิดประตูเหล็กกระแทกแรงๆ ฉันก็ปิดแรงๆ กลับไป

      hehe.gif ผลที่ได้ เรื่องกลับแรงขึ้น ไม่จบ จนหนูเองต้องเป็นฝ่ายล่าถอยลงมา

     หยุด! การโต้ตอบทุกอย่าง แต่เขาก็ยังไม่หยุดกระทำจนบัดนี้นะคะ

     หนูเขียนแปะประตูบ้านตัวเองไว้ เพราะกลัวตัวเองจะไปโต้ตอบเขาอีก หนูเขียนแบบนี้ค่ะ

     " ไม่ต้องโต้ตอบ เพราะเขาได้รับการอบรมมาเยี่ยงนั้น จงเอาเวลาไปทำบุญแผ่เมตตา ชำระจิตใจตัวเอง เพื่อให้เขาได้รู้จัก "ความเกรงใจ" โดยเร็ววันเถิด...สาธุ "

     "รากสันดานของเขาเสียมานานแค่ไหน เราก็ไม่รู้...แล้วจะให้เขามีรากสันดานที่ดีได้ เพียงเพราะคำพูด คำขอร้องของเราแค่ไม่กี่คำนั้น เป็นไปได้ยาก...น่าเวทนาสงสารยิ่ง"

     ข้อความเหล่านี้หนูเขียนไว้เตือนใจตัวเองค่ะ หนูรู้สึกดีขึ้นนะคะ แต่ยังมีความลังเลว่าตัวเองทำถูกต้องไหมคะ

     หนูไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเขียนว่า

     "ถ้ามีคนมาบ้านเรา แล้วเรานำอาหารมาเลี้ยงดูเขา แต่เขาไม่กิน อาหารนั้นจะเป็นของใคร ?

     คำตอบ...ก็ตกเป็นของเราผู้เป็นเจ้าของบ้านนั่นแหละ เปรียบเสมือนหนึ่งว่าเขาทำไม่ดีมา ถ้าเราไม่รับ สิ่งเหล่านั้นก็จะตกเป็นของเขาเองค่ะ bowsdown.gif

     แต่ความรู้สึกนึกเกลียด นึกแค้นยังคงมีอยู่เท่าเดิมนะคะ แค่รู้สึกดีว่า ฉันเหนือว่าแกที่ฉันเริ่มจะคิดได้และกำลังจะทำในสิ่งที่ดีกว่านี้...คือเวลาเขาไม่ทำหนูจะเย็นและคิดได้ แต่ไม่ทันไรพอเขาทำอีกหนูก็จะโมโห โกรธ ลืมในสิ่งดีๆ ที่ตนคิดไว้หมดเลยค่ะ เลยต้องเขียนปิดประตูบ้านตัวเองไว้แบบนั้นค่ะ จะได้ไม่ลืม laugh1.gif

smile.gifอย่างนี้ หนูมาถูกทางแล้วยังคะ
Posted by แมวเหมียว on 21 Nov. 2005,22:38
น่าสงสารหนูมะเหมี่ยวจัง เจอเรื่องแบบนี้อยู่ทุกวันก็คงจะแย่เหมือนกันนะคะ(มิน่าล่ะถึงเขียนโคลงกลอนไม่ออก อิ อิ kissing.gif )

 พี่คิดตามประสาคนที่ไม่ได้เจอปัญหากับตัวเองนะคะ คงต้องคิดว่าถ้าเขายังไม่หยุดการกระทำตอบโต้รุนแรง แสดงว่าเขายังมีความโกรธแค้นไม่หาย เวลามีความโกรธหรือเกลียดชัง จะมีความรุ่มร้อนแค่ไหนเรารู้ดีเขาเองคงมีความทุกข์ใจรุ่มร้อนมากกว่าเราแน่..

 ไม่แน่นะ เขาอาจอิจฉาที่เราสวยและดีกว่าเขา ..ฮิ ฮิ คิดแบบนี้พอไหวมั้ยจ๊ะมะเหมี่ยวจ๋า  hehe.gif

 พี่คิดว่าปกติมะเหมี่ยวจะเป็นคนที่สงสารคนง่าย พอเรารู้และเข้าใจว่าเขาคงทุกข์กว่าเราจริงๆ   พอเข้าใจจริงๆ เราก็จะรู้สึกสงสาร เราก็จะมีความเมตตา ก็จะมองเห็นว่าเขา.หรือคนทุกคนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์เช่นเดียวกับเรา ความโกรธก็จะลดน้อยลงจนกระทั่งวางเฉยๆได้ พอเราเฉยได้แล้ว ไม่นานเขาก็คงจะเลิกราไปเอง
เป็นการแผ่เมตตาให้เขาด้วยน่ะค่ะ

(หรือถ้าไม่เลิกราก็ย้ายบ้านหนีไปหาคู่ชกคนใหม่ laugh1.gif )

 whisper.gif ฮิ ฮิพี่แมวเหมียวมาคุยยั่วให้คุณคิลินออกมาเร็วๆ couch.gif

sit01.gif
Posted by KiLiN on 21 Nov. 2005,23:52
ลูกรัก....
พ่ออยากจะบอกต่อเจ้าว่า
ตอนที่เจ้าเป็นเด็กตัวเล็ก ๆที่กำลังหัดเดินและหกล้ม
พร้อมกับได้รับความเจ็บปวด
ถ้าเจ้าไม่พยายามและเริ่มต้นเดินใหม่
เจ้าก็จะเดินไม่ได้ จนถึงปัจจุบันนี้เป็นแน่


' บทโศลกแห่งพุทธะอิสระ '


อ้างถึง (pilgrim @ 19 พย. 2005,07:01)
คงต้องฝึกตัวเองค่ะ   แต่รู้สึกเหมือนมันทำยากมากๆค่ะ เพราะเราก็เป็นอย่างนี้มานานแล้วเหมือนกัน
     ด้วยประโยคนี้เหมือนกัน ก็เป็นคำตอบในตัวสำหรับคนที่เรารู้สึกว่าเป็นปัญหาต่อเรา เขาเองก็ตกในที่นั่งที่ไม่ต่างจากเรามากนักหรอก เพียงแต่ต่างเรื่องต่างเนื้อหา คือ อาจยังไม่รู้ตัวแต่จิตใจก็หมองไม่สบายใจในสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่ เหมือนกับเราที่เคยเป็นมาแล้ว หรือรู้ตัวบ้างแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร หรือไม่มีกำลังพอที่จะเอาชนะตนเองได้ เพราะมันติดเนื่องฝังแน่นมานาน

ถ้าเราคิดได้ทำนองนี้ เราก็จะรู้สึกเห็นใจ ให้อภัยเขาได้ จิตใจเราก็จะปล่อยวาง ผ่อนคลายลง เราต้องเชื่อว่า คนทุกคนในโลกนี้ล้วนอยากดีด้วยกันทั้งนั้น แต่ที่เขาไม่ดีเพราะเขายังไม่รู้ ยังสำคัญผิด คิดผิด ทำให้พูดผิด ทำผิด สิ่งที่เขาทำเขาพูด ถ้าเราเอาตัวเราเองออกจากคู่ขัดแย้ง แล้วมองอย่างคนไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย เราก็จะรู้สึกอีกอย่าง แต่ที่เรารู้สึกหงุดหงิดหรือโกรธ ก็เพราะมันมากระทบส่วนได้ส่วนเสียของเราโดยตรงต่างหาก  เพียงแค่เราปรับความรู้สึกปรับความคิดเสียใหม่ มองทุกสิ่งอย่างเป็นกลาง ไม่ใช่ของใครของเขาหรือของเรา  มองเหมือนกับที่เรานั่งมองดูทีวีดูหนังดูละคร ซึ่งบางครั้งก็มีตัวเราเองเป็นหนึ่งในตัวละครเหล่านั้น เราจะเห็นความเป็นจริงมากขึ้น มากกว่าเอาความรู้สึกส่วนตัวไปวัด 

อ้างถึง (pilgrim @ 19 พย. 2005,07:01)
คงต้องฝึกตัวเองค่ะ ....
....แต่ก็ต้องทำใช่ไหมคะ
    ครับ.. แม้ว่ามันจะยาก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะง่าย เพราะมันติดอยู่กับเรามานานแล้ว แต่อย่างน้อยการที่เราเริ่มรุ้ตัว ยอมรับในความเป็นจริงที่เป็นอยู่ (ขณะที่ในหลายๆคนเพียงแค่นี้ก็ยากแล้ว หน้าบาง ยอมรับไม่ได้) ก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญของการเริ่ม 


ลูกรัก....
น้ำไม่มีใครตักหยดเดียวแล้วเต็มตุ่ม
ทุกสิ่งต้องใช้การสะสมโดยตัวมันเอง
การฝึกปรือจิตวิญญาณจึงต้องใช้เวลา


' บทโศลกแห่งพุทธะอิสระ '

Posted by pilgrim on 23 Nov. 2005,17:52
น่าเห็นใจน้องมะเหมี่ยวจังค่ะ ปัญหาที่เกิดจากคน เป็นปัญหาที่ยุ่งและยากที่สุด ทำให้เราปวดหัวและวุ่นวายใจได้สุดๆ เพราะ ...จิตมนุษย์นี่ไซร้ ยากแท้ หยั่งถึง....

ยิ่งถ้าเป็นจิตที่เต็มไปด้วยขยะสกปรกแล้ว บางทีอย่างเราๆไม่รู้หรอกค่ะ ว่าจิตใจของคนๆนั้น มันช่างเต็มไปด้วยขยะที่ฝังลึกแน่นเพียงไหน เพราะเจ้าของไม่เคยจะขุดคุ้ยมันออก และไม่คิดจะทำด้วย เพราะเขาไม่รู้ว่าเขามีขยะอยู่ในใจ
ความโลภ โกรธ หลง ก็ทำให้คนบางคนเห็นว่า ขยะเป็นของหอม เป็นสิ่งที่มีรูปสวย ชวนมองชวนเก็บอนุรักษ์ไว้
นั่นคือกิเลสของคนเราค่ะ
(ไม่ได้กะมาเทศน์ประชันกับหลงพี่ KiLin นะคะ แต่เป็นสิ่งที่ตัวเองเข้าใจอยู่)

เดี๋ยวนี้ เวลาพี่พิลเจอคนแบบนี้ พี่พิลก็พยายามข่มใจตัวเองก่อนค่ะ
อย่างที่ห้องทำงานของพี่ที่มหาวิทยาลัยเหมือนกัน มีนักเรียนหลายคนนั่งทำงานอยู่ แต่ละคนก็ร้อยพ่อพันแม่ หลากหลายเชื้อชาติมา

ครั้งหนึ่งมีนักเรียนสาวเข้ามาใหม่ เธอมาจากกรีซ หน้าตาเธอสวยค่ะ แต่หน้าเธอบึ้งงอสุดๆ
พี่พิลเป็นผู้อำนวยความสะดวกช่วยเหลือนักเรียนใหม่อยู่( ตามที่ประธานนักเรียนเขามอบหมายให้พี่พิลทำ) ก็เข้าไปคุย คอยช่วยเหลือเธอ เวลาทำอะไรให้ แม่สาวคนนี้ ไม่ค่อยจะเอ่ยคำขอบคุณหรอกค่ะ เธอก็ทำเชิดๆหยิ่งๆของเธอไป
เดินเข้ามาในห้องก็ไม่เคยเอ่ยทักใคร ไม่ยิ้มให้ใคร
ทำให้พี่พิลขุ่นใจเป็นกำลัง เพราะคนอังกฤษที่เขาว่าหยิ่งๆ เขาก็ยังไม่ถึงขนาดนี้ (อย่างน้อยเขาก็อาจแกล้งทักพอเป็นมารยาทบ้าง อิๆๆๆ)
ตอนแรกพี่พิลก็ไม่สนเธอบ้างค่ะ หยิ่งนัก ฉันก็ไม่เห็นจะแคร์ เราก็เลยเหมือนคนโกรธกัน ไม่พูดกัน ไม่มองหน้ากัน

แต่ตอนหลังก็มาคิดได้ว่า ในเมื่อสิ่งที่เขาทำมันไม่ดี ทำไมเราจะต้องไปทำสิ่งที่ไม่ดีเหมือนเขา
พี่ก็เลยข่มใจตัวเอง หันไปทัก ไปคุยกับเขาบ้าง บรรยากาศมันก็เลยดีขึ้นหน่อย
ตอนนี้ แม่สาวคนนี้แกขอสมัครเป็นประธานนักเรียนเองค่ะ เพราะคนเก่าที่พี่พิลช่วยเขาอยู่ เขาจบไป
พี่พิลก็เลยถอนตัว ไม่รับหน้าที่ใดๆ ขอมาเป็นนักเรียนอย่างเดียว
เธอก็ยังหน้าหงิกหน้างอ เดินเชิดๆหยิ่งๆตามเดิมค่ะ แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนกัน เวลามีอะไรเกี่ยวกับกิจกรรมนักเรียน แกก็ยังมาปรึกษาบ้าง
ใจพี่พิลก็สงบขึ้น ไม่เก็บมาคิดเป็นอารมณ์ให้ขุ่นมัวอีก

บางครั้ง กับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เราต้องตอบโต้ด้วยการแผ่เมตตาค่ะ คิดเสียว่า เขาเป็นเพื่อนร่วมโลก อะไรที่มันไม่หนักหนา เราพอทำได้ ก็ยอมๆมันไป
กับปัญหาเพื่อนบ้าน พี่พิลก็เคยเจอค่ะ พี่เองใช้ชีวิตอยู่หอพัก อยู่บ้านเช่ามาเกือบตลอดชีวิต เจอคนมาเยอะมาก ในรูปแบบต่างๆ เวลาเจอใครแปลกๆ แรงๆ มา ก็ได้แต่พยายามสงบจิตใจ ไม่ตอบโต้ แล้วก็สวดมนต์ค่ะ ขอให้เขาผู้นั้นได้มีจิตใจที่อ่อนโยนลง พอจะมองเห็นและสำนึกถึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีขึ้นมาบ้าง ขอให้เขาเลิกทำในสิ่งที่เบียดเบียนคนอื่น แล้วก็ขอให้ตัวเองสามารถผ่านปัญหานี้ไปได้อย่างราบรื่น ขออย่าให้เราเกิดความรู้สึกรุนแรง คุกรุ่น

ก็ค่อนข้างจะได้ผลนะคะ น้องมะเหมี่ยว แต่เราต้องอดทนและใช้เวลาค่ะ นั่นคือ เวลาที่เราให้กับการฝึกตัวเองไปด้วย พี่พิลรู้สึกค่ะว่า ตัวเรา เหมือนมีรังสีแผ่ออกมา ถ้าเราโกรธ คุกรุ่น รังสีอำมหิตมันก็แผ่ซ่านออกมาค่ะ (เหมือนนิยายกำลังภายใน) คนรอบตัวก็รู้สึกได้
แต่ถ้าเราเริ่มจากความเมตตา ความรัก คนรอบข้างเขาก็ย่อมรู้สึกได้เหมือนกันค่ะ

โอ้โฮ เขียนอะไรมาเนี่ย ยาวไปหน่อยแล้ว ไปก่อนดีกว่าค่ะ ขอเอาใจช่วยน้องมะเหมี่ยว ให้ผ่านพ้นปัญหาไปได้เร็วๆนะคะ
wavey.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 23 Nov. 2005,23:17
winkthumb.gif ตอนนี้หนูถอยทัพ กลับมาตั้งสติแล้วค่ะ เวลาที่เราโมโหนี่เราเหมือนคนบ้าจริงๆ นะคะ รังสีรังสีอำมหิตแผ่กระจายไปทั่วจริงด้วยค่ะพี่พิล จะทำงาน อ่านหนังสือก็ไม่รู้เรื่องซะงั้นค่ะ(กินข้าวก็ไม่อร่อย hungry.gif )

...โกรธเขา แต่เรากลับมัวหมอง ไม่มีความสุข เขาทำให้เราทุกข์แล้วเรายังซ้ำเติมตัวเองให้ทุกข์อีก...

สู้เอาเวลามารื้อขยะ ทำความสะอาดสมอง เพื่อเตรียมรับสิ่งดีๆ ดีกว่านะคะ yin-yang.gif

แต่อย่างว่าค่ะ...เมื่อวานเขาแพ้ภัยตนเอง พวกเขาทะเลาะกันเอง วันนี้ปิดบ้านเงียบเชียวค่ะ

thumbsup.gif คุณคิลินคะ ถ้าหนูสะใจและสมน้ำหน้าเขา คงไม่ดีแน่ๆ ใช่ไหมคะ  yin-yang.gif

bowsdown.gif ขอบพระคุณ โยคะท่าแบบนอนตายที่หม่ามี้แนะนำนะคะ ผ่อนคลายกว่าท่านั่งนะคะ (ติดพุง laugh1.gif )

อ้างถึง
พี่แมวเหมียว : พอเราเฉยได้แล้ว ไม่นานเขาก็คงจะเลิกราไปเอง

ค่ะ...เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ใช่ไหมคะ ไปโต้ตอบกับเขาหนูยังไม่เห็นว่าหนูได้อะไรกลับมาเลยนะคะ...นอกจากความโกรธ และ ใบหน้าหงิกๆ ค่ะ wave.gif
Posted by pilgrim on 27 Nov. 2005,19:21
น้องมะหมี่ยวคะ เขาอยู่บ้านเดียวกันแล้วทะเลาะกันเอง คงจะเสียงดังมากเลยนะคะ ขนาดเราอยู่ข้างบ้านยังรู้เลย

ต่อไปนี้ คือเรื่องอีกเรื่องหนึ่งค่ะ ที่พิลกริมเจอะเจอมากับตัวเอง แล้วก็เลยเอามาบันทึกไว้ เพื่อเก็บไว้เตือนใจตัวเอง เลยอยากเอามาให้พี่ๆน้องๆช่วยดูหน่อยค่ะ


ประคองใจ

เช้าวันหนึ่ง ตื่นขึ้นมาหลังจากนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ตอนก้าวเท้าออกจากบ้าน จิ้งจกก็ไม่ได้ทัก ตาก็ไม่ได้เขม่น แต่ก้าวขาขวาหรือขาซ้ายออกก่อนก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะจำไม่ได้ และไม่เคยคิดจะจำ แต่ปรากฏว่า เช้าวันนั้น เป็นวันที่ไม่ดีเอาเสียเลย

เดินผ่านบ้านเพื่อนที่เรียนอยู่ภาควิชาเดียวกัน เพื่อนคนนี้มาจากมาเลเซีย เห็นบ้านเธอคนคึกคัก กำลังขนของกัน เพราะเธอกำลังจะย้ายบ้าน ฉันจึงปรี่เข้าไปจะทักทาย เพราะเป็นเพื่อนทั้งร่วมเรียน และเป็นเพื่อนบ้านกัน  แต่เธอก็ดูวุ่น ยุ่งอยู่กับการขนย้ายเสียจนไม่มีเวลาทักทายฉัน เธอเดินผ่านฉันไปโดยไม่ทักทายสักคำ ได้แต่หันมายิ้มอย่างเหนื่อยๆ มีเพื่อนผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งมาจากมาเลเซียด้วยกัน กำลังช่วยกันจัดของ ฉันจะเอ่ยปากช่วยหรือก็ไม่มีเวลา เพราะกำลังจะเดินไปมหาวิทยาลัย ในที่สุด ฉันจึงเดินออกมาเงียบๆ ด้วยเสียความรู้สึกเล็กๆ ที่เธอไม่แม้แต่จะเอ่ยปากทักทายตอบฉัน เมื่อฉันทักเธอ

เมื่อฉันเดินออกมา เพื่อนคนที่ไม่ใช่เจ้าของบ้าน ก็วิ่งตามมาตะโกนเรียก แล้วบอก ขอโทษ ฉันก็เลยตอบไปว่า ไม่เป็นไรหรอก ฉันรู้ว่าพวกเขากำลังยุ่ง

แต่ใจฉันก็ฝ่อเหมือนกัน เพราะเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมานาน ฉันยังคิดว่า ก่อนจากกัน เราน่าจะเอ่ยคำล่ำลากันสักหน่อย แต่ดูเธอเหมือนไม่แม้แต่จะอยากเอ่ยคำลากับฉัน จะทำอย่างไรได้ ฉันก็ต้องตามใจเธอ... ไม่ลาก็ไม่ลา

พยายามนึกปลอบใจตัวเองว่า เธอยุ่งและวุ่นวายใจในชีวิต คงไม่มีอารมณ์จะมาสังสรรค์ เจ๊าะแจ๊ะกับฉัน จำได้ว่าเพื่อนคนนี้ มาเรียนพร้อมกับการบ่น ทุกครั้งที่เจอหน้าฉัน เธอจะบ่นเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เสมอ เรียกว่า เธอไม่มีความสุขกับชีวิตและสภาพแวดล้อม

เธอบ่นคนอังกฤษว่าแล้งน้ำใจ ตัวใครตัวมัน ใจแคบ
เธอบ่นอากาศที่อังกฤษว่าหนาวเข้ากระดูก โดยเฉพาะหน้าหนาว และเธอต้องอยู่ในบ้านที่ฮีทเตอร์เสีย กว่าเจ้าของบ้านเช่าจะส่งช่างมาซ่อม เธอก็ต้องอยู่ในความหนาวหลายวัน 
เธอบ่นสามีของเธอที่ตามมาอยู่ด้วยว่า วันๆไม่ทำอะไร ไปทำงานกะดึก แล้วกลับมาก็เอาแต่นอน เธอจึงต้องทั้งเรียนและทำงานบ้าน ดูแลครอบครัวไปด้วย สามีของเธอมีลูกชายติดคนหนึ่ง ซึ่งติดตามมาอังกฤษด้วย วันๆ ไม่ยอมทำอะไร นอกจากเล่นอินเตอร์เน็ต แช็ททั้งวัน

เธอเคยร้องไห้กับฉัน เพราะความคับแค้นใจในสภาพชีวิตตัวเอง แล้วบอกว่าเคยร้องไห้ ไปปรึกษาอาจารย์ Supervisor อาจารย์ก็นั่งทำตาปริบๆ บอกแต่เพียงว่า ให้เธอไประบายให้แผนก Counselling ซึ่งรับบำบัดปัญหาสุขภาพจิตฟัง
เธอบอกว่า เธออยากไล่สามีและลูกชายกลับมาเลเซียไป เพราะอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ มานั่งใช้เงินของเธอเปล่าๆ แล้ววันหนึ่ง ฉันก็ได้ข่าวว่า เธอจัดการให้สามีเธอกลับมาเลเซียไปพร้อมกับลูกชายของเขาได้

ฉันได้แต่รับฟังด้วยความเห็นใจเธอ และหวังว่า เธอจะมีความสุขขึ้นมาสักวันหนึ่ง และสามารถแก้ปัญหาในชีวิตเหล่านั้นได้
แล้วเธอก็หายหน้าไปจากห้องทำงานของพวกเรา ฉันไม่ได้ข่าวอะไรจากเธอ จนกระทั่งเธอย้ายบ้านมาอยู่ใกล้บ้านฉัน

ฉันก็ไปเยี่ยมเธอ เธอก็ยังคุยด้วยดี แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อฉันแวะไป เธอดูท่าทางเหมือนไม่อยากต้อนรับ ฉันก็เลยต้องรีบเผ่นออกมา เพราะเธอไม่อยากคุย อยากบ่นเหมือนเคย
นับจากนั้นมา ฉันไม่เคยไปเหยียบบ้านเธออีกเลย

จนมาครั้งหลังสุด ฉันเจอเธอในห้องสมุด จึงเข้าไปทักเธอ เพราะสถานการณ์เลี่ยงไม่ได้ แต่คราวนี้ เธอพูดกับฉันเป็นอย่างดี พร้อมกับบอกว่า สามีเธอป่วย และเสียชีวิตไปแล้ว มันเกิดขึ้นในช่วงตอนที่ฉันไปบ้านเธอ แล้วเธอไม่อยากพูดกับฉันนั่นแหละ

เธอบอกว่า ตอนที่เขาอยู่ก็รำคาญเขา ไล่เขากลับไป พอเขาไม่อยู่ก็นึกถึงเขา ยิ่งเขามาเสียชีวิตอย่างนี้ เธอยิ่งรู้สึกเหมือนไม่เหลือใครเลย
ฉันจึงถึง “บางอ้อ” ในทันใด ว่าเธอมีความทุกข์สาหัสในเวลานั้น เธอจึงไม่มีอารมณ์อยากจะคุยกับฉันเหมือนเคย
เรื่องนี้สอนสัจธรรมให้ฉันหลายอย่าง 

ไม่โกรธเธอหรอก ที่เธอเมินเฉย อย่างน้อยเธอก็ซื่อสัตย์กับตัวเอง เมื่อไม่อยู่ในอารมณ์ที่อยากจะพูดคุย เธอก็ไม่พูด โดยไม่ต้องฝืนใจมาพูด แบบมากด้วยมารยาท มันเป็นสิทธิ์ของเธอ ฉันเข้าใจ เพราะบางทีฉันก็อยากทำอย่างนั้นเหมือนกัน

เธอคงจะมีความทุกข์ในใจมากมาย จนไม่อยากจะฝืนใจทำอะไรต่ออะไรเพียงเพราะมารยาทอีก คนเราเวลามีความทุกข์ หดหู่ใจ หรือโกรธแค้นโลก ก็คงไม่มีอารมณ์อยากพูดอยากคุยกับใคร เรื่องอะไรก็ดูขุ่นข้อง เศร้าหมองขัดเคืองใจไปเสียหมด

เมื่อนึกได้อย่างนี้ ฉันก็โกรธเธอไม่ลง ได้แต่บอกตัวเองว่า ขอให้จำเพื่อนคนนี้ไว้เป็นบทเรียน ก่อนโกรธใครที่เขาไม่ใส่ใจเรา ก็พยายามหาเหตุผลสักนิด ว่าเขาเองก็มีเรื่องยุ่งของเขามากมายแล้ว จะไปหวังให้เขามาใส่ใจเราคงไม่ได้ เพราะเขาไม่มีความสุขในใจ จะหวังให้เขามาทำให้เรามีความสุขนั้นคงยาก

ดังนั้น เรา ต้องสร้างความสุขขึ้นมาในใจของเราทุกวัน อย่าให้ใครมาทำให้ขุ่นมัว เศร้าหมอง ปล่อยวางและให้อภัยคนอื่นไป แล้วเราจะพบกับความสุขแบบง่ายๆ ที่เราหาได้ด้วยตัวเอง

มันลำบากนะ กับการที่ต้องประคองใจในแต่ละวัน แต่ก็ต้องทำ บางทีมันก็ท้าทายและสนุกดีเหมือนกัน


Posted by KiLiN on 27 Nov. 2005,21:04
สติกับการอยู่กับปัจจุบัน

       ปัญหาของความเครียด ความไม่สบายใจ ความกังวล ถ้าไล่เลียงกันไป จะพบว่า ณ เวลานั้น เราจะขาดสติ ขาดสติเพราะเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน เราไปคิดถึงอดีต เรื่องราวมันได้ผ่านเลยไปแล้ว แต่เรายังไม่ยอมผ่าน ยังเก็บมาคิด มาเจ็บใจอยู่อีก ตอนที่เกิดเหตุคนอื่นทำร้ายเรา แต่หลังจากผ่านไปแล้ว กลายเป็นว่าเราทำร้ายตัวเองละที่นี้

อ้างถึง (แมวเหมียว @ 20 พย. 2005,05:52)
ที่คุณพิลพูดมาพี่ก็เคยเป็นค่ะ แต่ไม่ฉะตรงๆมักฉะแบบอ้อมๆ ถ้าไม่ได้ตอบโต้จะกลับมาครุ่นคิดเจ็บใจ แม้ได้ตอบโต้แล้วก็กลับมาคิดไม่สบายใจ อิ อิ สาเหตุคงเป็นเพราะเราคิดว่าเราเก่งเรามีดี(อะไรสักอย่าง)กว่าคนอื่น จึงทำให้เรามีอัตตาสูง ใช่มั้ยคะพี่วันดี คุณคิลิน
สาเหคุ ขาดสติไม่อยู่กับปัจจุบัน

ถ้ารู้สาเหตุซะแล้ว วิธีแก้ก็ง่าย ก็คือ ให้อภัยเขาซะ แล้วกลับมาอยู่กับปัจจุบัน อย่างน้อยเราจะได้ไม่ทำร้ายตัวเราเอง

อ้างถึง (มะเหมี่ยว @ 23 พย. 2005,11:17)
thumbsup.gif คุณคิลินคะ ถ้าหนูสะใจและสมน้ำหน้าเขา คงไม่ดีแน่ๆ ใช่ไหมคะ yin-yang.gif
แน่นอน เคยได้ยินคำว่า "ชัยชนะของคนแพ้" "เหมือนจะแพ้แต่ไม่แพ้" ไหมครับ เพราะสุดท้ายใครจะชนะหรือใครจะแพ้ไม่สำคัญเท่าว่า จิตใจหลังจากนั้นใครเป็นสุขใครเป็นทุกข์มากกว่ากัน ช่วงเวลาที่เกิดเหตุมันสั้น แต่ช่วงเวลาที่เหลือยังอีกยาวไกล

ลูกรัก.....
ผู้อื่นฆ่าเรา ก็ยังไม่เท่ากับ เราฆ่าตัวเอง
ผู้อื่นทำร้ายเรา ก็ยังไม่เท่ากับ เราทำร้ายตัวเอง


ลูกรัก.....
คนฆ่าเราร้อยครั้ง ยังมีวันจบยังมีวันเลิก
แต่ถ้าเราฆ่าตัวเราเอง เมื่อไรเราถึงจะจบถึงจะเลิก


                   บทโศลกแห่งพุทธะอิสระ


อ้างถึง (pilgrim @ 27 พย. 2005,07:21)
มันลำบากนะ กับการที่ต้องประคองใจในแต่ละวัน แต่ก็ต้องทำ บางทีมันก็ท้าทายและสนุกดีเหมือนกัน
นี่ละครับ คือการฝึกสติ ฝึกให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบันในทุกลมหายใจเข้าออก อย่าล่องลอยกลับไปสู่อดีต และอย่าเพ้อไปหาอนาคต 

ลูกรัก.....
จิตที่สิ้นอดีต ไร้อนาคต จิตก็จะปรากฏแต่ปัจจุบัน
สิ่งที่ปรากฏคือ ไร้รูป ไร้ลักษณ์ ไร้ร่องรอย ไร้อารมณ์
คงไว้แต่สันติสุขสงบเท่านั้น


                        บทโศลกแห่งพุทธะอิสระ

Posted by แมวเหมียว on 27 Nov. 2005,21:34
coffee.gif  coffee.gif  coffee.gif  bowsdown.gif

k122.gif  k119.gif  k122.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 28 Nov. 2005,23:02
   "ชัยชนะของคนแพ้" "เหมือนจะแพ้แต่ไม่แพ้" หนูอ่านทวนประโยคนี้ของคุณคิลิน ตั้งหลายรอบเลยค่ะ

   ตอนนี้หนูเดินผ่านหน้าบ้านเขา เขาจะมองหนูแล้วทำหน้าเชิดๆ ประหนึ่งว่าจะท้าทายอะไรบางอย่าง หนูกัดฟันยิ้มให้เขา แต่ในใจหนูยังคิดว่า "คนอะไรหนอ...เราว่าจิตเราบกพร่องมากแล้ว ยังมีคนที่บกพร่องมากกว่าเราอีกหรือนี่"

   ที่บ้านหนูมีเด็กๆ เข้ามาเล่นกันหลายคน หลานของเขาประมาณสัก 2 ขวบ วิ่งเข้ามาเล่นด้วยเฉยเลยค่ะ หนูก็หาขนมนมเนย ต้อนรับอย่างดี เขาเองก็ไม่กล้ามาตามหลานเขา ตลกดีนะคะ...หนูว่าหนูจะเอาชนะใจเขาให้ได้ค่ะ

   bowsdown.gif ขอบพระคุณ คุณคิลินค่ะ bowsdown.gif 


winkthumb.gif บันทึกเรื่อง ประคองใจ ของพี่พิลดีจังเลยค่ะ...อ่านแล้วก็ย้อนคิดว่าตัวหนูก็เป็นนะคะ เวลาเพื่อนเงียบๆ ไปก็ชอบไปเค้นให้เขาพูด ว่าเขาเป็นอะไรนะ ห้ามเงียบเธอต้องเล่าให้ฉันฟัง ฉันจะได้ช่วยแก้ laugh1.gif ลืมนึกไปว่าขณะนั้นเขายังไม่พร้อม เขาอาจต้องการเวลาในการเรียบเรียงเรื่องราว ความรู้สึกของเขา...ตรงนี้หนูมองข้ามไปค่ะ.....ขอบพระคุณพี่พิลค่ะ bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 07 Dec. 2005,03:27
ร่างกายคนเรามีกระบวนการทำงานอยู่ ๒ ภาค ภาคที่เป็นรูปธรรม ซึ่งก็ได้แก่ หู ตา คอ จมูก ปาก รวมทั้งอวัยวะภายในต่างๆ เราก็มอบหมายให้แพทย์เป็นผู้เรียนรู้แทนเรา
        ในอีกภาคหนึ่งเป็นนามธรรม เป็นกระบวนการทำงานของจิต เราก็ยกให้นักจิตศาสตร์เป็นผู้เรียนรู้แทนเรา

        รวมความแล้วเรื่องของตัวเราเอง เรากลับไม่ค่อยรู้ให้คนอื่นมารู้แทน แต่เรากลับไปเรียนรู้อะไรก็ไม่รู้ที่ไกลตัวออกไป แล้วจะไม่ให้ตัวเราเองมีปัญหาได้อย่างไร
        เรื่องน่าเศร้า เรื่องกระบวนการทำงานของจิตซึ่งอยู่เหนือกระบวนการทำงานของกาย และเราก็อยู่กับแหล่งความรู้ที่ดีที่สุด แต่กลับไม่มีการบรรจุการเรียนการสอนในวิชาใดๆตลอดระยะเวลาการเรียนจนจบปริญญา

สติกับสัญญา

        ความจำ ในแง่ของกระบวนการทางกาย เรารับรู้มาว่า สมองทำหน้าที่
        ในแง่กระบวนการทางจิต มี ๒ ตัวที่ต้องทำความรู้จักและเข้าใจมัน คือ สติ กับ สัญญา

        สัญญา - ความจำได้ หมายรู้ มันทำหน้าที่เก็บความจำ เหมือน memory มันเก็บอย่างเดียว เก็บดะ ไม่แยกแยะการเก็บ ดีก็เก็บ เฮงๆซวยๆก็เก็บ เมื่อมันเก็บไว้แล้ว พอมาเจออีกครั้ง มันก็ทำหน้าที่เอามาเปรียบเทียบว่าครั้งหนึ่งเคยเจอมาแล้ว ทีนี้ก็เข้าล็อก เดินตามทางที่เคยเป็นมาแล้วในอดีต  ซึ่งก็คือความเคยชิน ทำหรือปล่อยให้เป็นไปตามความเคยชิน ผลก็คือ ความซ้ำซาก จำเจ เป็นแล้วเป็นอีก ไม่พัฒนา 

        สติ- ความรู้เนื้อรู้ตัว ความระลึกได้ ความสามารถคุมจิตอยู่กับสิ่งที่พึงเกี่ยวข้อง หรือกิจที่ต้องทำ  สติจะทำหน้าที่คู่กับสัมปชัญญะหรือปัญญา อย่างที่เรามักเรียกกันติดปากว่า สติสัมปชัญญะ สติปัญญา สติมันจะทำหน้าที่กลั่นกรองว่าเรื่องใดควรเก็บเรื่องใดไม่ควรเก็บ  เรื่องใดควรเกี่ยวข้องเรื่องใดไม่ควรเกี่ยวข้อง 

        กระบวนการรับรู้ คิด ใคร่ครวญ ของสติสัมปชัญญะ ทำให้เรื่องที่ต้องจดจำจะน้อยลง ทำให้ประสิทธิภาพของการจำจึงดีขึ้น ทำให้เรื่องฝังใจน้อยลงจนไม่มี เรื่องฝังใจนี่แหล่ะ ตัวแสบในหลายๆเรื่อง มันลบยาก แล้วคนเราก็มักจะมีความฝังใจที่ไม่ดีเสียด้วยสิ 

        การกลัวในสิ่งที่ไม่น่ากลัว  เป็นการทำงานของสัญญาอย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่เจอสิ่งนั้น สัญญาก็จะทำหน้าที่ของมัน คือเอามาเทียบแล้วหมายรู้ ว่าเคยเจอมาแล้ว กระบวนการของจิตก็จะทำหน้าที่ของมันอย่างที่เคยทำมาแล้ว 
       วิธีแก้ ก็ต้องฝึกสติ การฝึกสติคือการไม่ยอมเดินไปตามความเคยชินเดิมๆ ทำให้เกิดการรับรู้ใหม่ ใคร่ครวญตรวจสอบใหม่ กระบวนการของจิตที่ตามมาก็ถูกเปลี่ยนแปลง จะเกิดการบันทึกเก็บไว้ใหม่ memory เดิมถูกเปลี่ยนแปลง ครั้งต่อไปถ้ามาเจออีก ถ้าจะมีการดึงความจำมาใช้มาเปรียบเทียบ ก็จะเป็นความจำอันใหม่ และถ้ากระบวนการของสติยังทำงานดี ความจำอันนี้ก็จะถูกพัฒนาขึ้นไปอีก มันจะวนเวียนพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนที่สุดจะเหลือแต่การรับรู้ที่เป็นแก่นเป็นความจริง

       สติ จึงเป็นหัวใจของการพัฒนาตนเอง ให้รู้เถอะถ้าเรื่องใดยังเป็นไปตามความเคยชิน เรื่องนั้นกำลังเป็นไปโดยขาดสติ ก็ไม่พัฒนา
Posted by มะเหมี่ยว on 07 Dec. 2005,06:39
"สติ จึงเป็นหัวใจของการพัฒนาตนเอง ให้รู้เถอะถ้าเรื่องใดยังเป็นไปตามความเคยชิน เรื่องนั้นกำลังเป็นไปโดยขาดสติ ก็ไม่พัฒนา"
ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้...คุณคิลิน กล่าวอย่างนี้
หนูจะตอบทันทีทันควันเลยว่า " ยากจังค่ะ "

แต่ ณ ขณะนี้ หนูไม่ตอบแบบนั้นแล้วนะคะ...
หนูจะไม่ตอบว่า...ยาก...ทั้งๆ ที่ยังไม่ลองปฏิบัติอย่างจริงจังค่ะ

"การกลัวในสิ่งที่ไม่น่ากลัว" นั้น นอกจากตัวเราเองเป็นต้นเหตุเองแล้ว
หลายๆ กรณีก็เป็นความกลัวที่เกิดมาจาก คำบอกกล่าวของบุคคลรอบด้าน เราเลยเก็บมาจินตนาการ แต่งเติมเสริมต่อไปอีก...

ความจริงอีกอย่าง ใจหนูบอกแต่ว่า "ฉันกลัว" "กลัวมันมากๆ"
บอกอย่างนั้นทุกครั้งทุกคราวไปค่ะ

ไม่เคยมีสักครั้งเลยนะคะ ที่จะบอกกับตัวเองว่า "สู้...เอาชนะมันให้ได้"
คือ ไม่เคยตั้งต้นที่จะคิดเอาชนะมันค่ะ

ฉันกลัวก็คือกลัว คำสั่งจากสมองสั่งว่าต้อง "วิ่ง" ต้อง"ร้องโวยวาย" ซิ

thankssign.gif ขอบพระคุณคำแนะนำดีๆ จากคุณคิลินค่ะ

whisper.gif สุดท้ายนี้หนูอยากจะบอกคุณคิลินว่า.....

" ที่พูดมาทั้งหมดนั้นหนูทำไม่ได้หรอกค่ะ "

ถ้า...หนูไม่ตั้งสติ ไม่ตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ใช่ไหมคะ bowsdown.gif
Posted by pilgrim on 07 Dec. 2005,17:15
ขอบคุณคุณ KiLin ค่ะ สำหรับคำอธิบายที่มีประโยชน์ ให้ความรู้ และให้ข้อเตือนใจเป็นอย่างดี

ขอบคุณสำหรับความหวังดีของทุกๆท่านค่ะ smile.gif
Posted by pilgrim on 09 Dec. 2005,00:30
สวัสดีค่ะ  วันนี้อยากเพียงมาบอกว่า อุบายที่คุณ KiLin ให้ไว้ในการรู้เท่าทัน และรักษาสติให้อยู่กับตัวนั้น ได้ผลมากๆค่ะ ให้อยู่กับปัจจุบัน อะไรที่ผ่านไปแล้ว ก็ต้องถือว่ามันจบไปแล้ว

เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกไว้ด้วยข้อความกินใจว่า "ทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็น"ค่ะ
คุณ KiLin คะ แต่พิลยังมีข้อสงสัยว่า ถ้าเราฝึกอย่างนี้ไปมากๆ มันจะทำให้เรา(ไม่มากก็น้อย) เฉื่อยเนือย ดูดาย ไม่ค่อยกระตือรือร้นกับเรื่องต่างๆรอบกายหรือเปล่าคะ
มันเป็นconcept เดียวกับ อะไรจะเกิดก็เกิด หรือ ช่างมัน หรือเปล่าคะ แม้แต่ในบางกรณี มันจะกลายเป็นว่าเรา ลอยตัวเหนือความขัดแย้ง หรือ ยืนอยู่บนภูดูหมากัดกัน หรือเปล่าคะ

คือไม่ได้บอกว่าแนวคิดนี้ไม่ดีนะคะ เพราะการอยู่เฉยๆ บางทีมันก็ดีเหมือนกัน smile.gif
Posted by KiLiN on 09 Dec. 2005,04:27
อ้างถึง (pilgrim @ 08 ธค. 2005,12:30)
คุณ KiLin คะ แต่พิลยังมีข้อสงสัยว่า ถ้าเราฝึกอย่างนี้ไปมากๆ มันจะทำให้เรา(ไม่มากก็น้อย) เฉื่อยเนือย ดูดาย ไม่ค่อยกระตือรือร้นกับเรื่องต่างๆรอบกายหรือเปล่าคะ
มันเป็นconcept เดียวกับ อะไรจะเกิดก็เกิด หรือ ช่างมัน หรือเปล่าคะ แม้แต่ในบางกรณี มันจะกลายเป็นว่าเรา ลอยตัวเหนือความขัดแย้ง หรือ ยืนอยู่บนภูดูหมากัดกัน หรือเปล่าคะ

คือไม่ได้บอกว่าแนวคิดนี้ไม่ดีนะคะ เพราะการอยู่เฉยๆ บางทีมันก็ดีเหมือนกัน smile.gif

การวางเฉย มี ๒ นัยครับ

     อย่างแรก วางเฉย เพราะเบื่อหน่าย ไม่อยากยุ่ง อันนี้ผลที่ตามมาคือความเฉื่อยเนือย ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับใคร ชีวิตจะจืดชืด ที่สุดจะกลายเป็นคนไม่ค่อยรู้อะไร โง่

     อย่างที่สอง วางเฉยเพราะรู้เท่าทันความเป็นจริง เพราะรู้เท่าทันตามความเป็นจริง ไม่หลงเข้าใจผิด จึงรู้ตามมาอีกว่า ตนเองควรจะ หรือสามารถไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ได้มากน้อยเพียงใด รู้ว่าเรื่องใดตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องแล้วก่อให้เกิดประโยชน์จึงเข้าไปเกี่ยวข้อง รู้ว่าเรื่องใดตนเข้าไปเกี่ยวข้องแล้วไม่ได้ประโยชน์ ไร้ผล ก็จะวางเฉย การวางเฉยอันนี้แหละที่เรียกว่า อุเบกขา

     อย่างที่สอง ผลของมันจะตรงข้ามกับอย่างแรก ชีวิตจะสดใส สดชื่น ตามความหมายของ"พุทธ"ที่ว่า "รู้ตื่นและเบิกบาน"

     รู้ตื่น คือ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่หลง ตื่นจากความหลง
     เบิกบาน เพราะรู้ตื่นแล้ว จิตใจก็เบิกบาน เบิกบานในสิ่งที่ตนได้รู้ คนรู้ตื่นและเบิกบาน จะเฉือยเนือยได้อย่างไร ตรงกันข้ามกลับจะเป็นคนกระตือรือร้น กระตือรือร้นเพราะตนได้รู้ในสิ่งที่ตนเมื่อก่อนก็ไม่รุ้ เมื่อรู้จริงแล้วก็จะกำหนดบทบาทของตนเองได้อย่างสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ไม่ฝืนความเป็นจริง เรื่องใดที่คนประเภทนี้กำหนดว่าเขาจะเข้าไปเกี่ยวข้องเข้าไปทำไปช่วย เขาจะทำได้ดีกว่าคนทั่วไป เพราะความที่เขากุมสภาพความเป็นจริงได้ดีกว่า ในทางกลับกันถ้าเขาประเมินแล้วว่ามันฝืนความเป็นจริง เขาก็จะวางเฉย smile.gif

     ข้อสังเกต  วางเฉยอย่างแรกไม่ผ่านกระบวนการของสติ+ปัญญา  ขณะที่กระบวนการอย่างที่สองต้องผ่าน กระบวนการของสติ+ปัญญา
Posted by มะเหมี่ยว on 10 Dec. 2005,08:53
bowsdown.gif ได้ข้อคิดมากมายเลยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 15 Dec. 2005,21:29
ละเอียด กับ จู้จี้จุกจิก

       ในชีวิตเราจะเจอคำซึ่งเป็นตัวแทนของเหตุการณ์ของเรื่อง ที่ดูมันคล้ายๆกัน จนเราเข้าใจว่าเหมือนกัน  อย่างเช่นถ้าถามว่า คนละเอียด กับ คนจู้จี้จุกจิก เหมือนและแตกต่างกันอย่างไร
       คำตอบที่ได้ ก็จะมีว่า ที่เหมือนก็คือหมายถึงเป็นคนละเอียดทั้งคู่ ส่วนที่ต่างคนละเอียดจะออกไปทางบวกจะใช้เมื่อพูดถึงในทางที่ดี คนจู้จี้จุกจิกจะออกไปทางลบ ตามมาด้วยภาพทางด้านลบของอารมณ์ เช่น จู้จี้จุกจิก ขี้บ่น เป็นต้น

       แต่จริงๆแล้วผิด ที่ถูกคือ ถ้าเป็นคนละเอียดจริงจะไม่จู้จี้จุกจิก คนที่จู้จี้จุกจิกต่างหากที่ไม่ละเอียด สิ่งที่ต่างอย่างเป็นนัยยะสำคัญก็คือ คนจู้จี้จุกจิกนั้นมุ่งหรือมองไปที่ผล เมื่อผลไม่ได้ ไม่เป็นไปอย่างที่เขาคิดเขาคาดหวัง เขาก็จะจู้จี้จุกจิก เมื่อเหตุการณ์เกิดซ้ำๆ เขาก็ยังคงจู้จี้จุกจิกอยู่ซ้ำๆ จนดูน่าเบื่อหน่าย กลายเป็นขี้บ่น เสียอารมณ์ทั้งคนพูดคนฟัง
       ในเหตุการณ์เดียวกัน ถ้าเป็นคนละเอียด เขาจะไม่หงุดหงิดแต่จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเขารู้ว่านั่นคือผลซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วเขาจะคิดต่อไปว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดผลที่ไม่ดีเช่นนั้น เพื่อจะได้หาทางแก้ไขที่สาเหตุอันนั้น ผลที่ไม่ดีจะได้ไม่เกิดซ้ำ  ต่อมาถ้าได้กระทำหรือใคร่ครวญแล้ว ก็ยังพบว่าไม่สามารถแก้ได้ เขาก็คงต้องปล่อยวาง รอคอยโอกาสที่สุกงอมมากกว่านี้

       ทุกครั้งที่เจอเรื่องราวใด ให้รู้เถอะว่า นั่นเป็นเพียงผลิตผลจากเหตุที่ทำไว้ในอดีต ผลที่เกิดขึ้นในวันนี้ เรามีแต่ต้องยอมรับมันแล้วค้นหาเหตุที่ทำให้เกิดผลอันนั้น เพื่อจะได้แก้ไขไม่ให้เกิดซ้ำ ขณะเดี่ยวกันผลที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ยังจะเป็นสาเหตุ อันนำไปเป็นผลในอนาคตอีกเช่นกัน  smile.gif
Posted by pilgrim on 16 Dec. 2005,04:27
คิดไปคิดมาก็จริงเลยค่ะ

ดูๆไปแล้ว คนที่จู้จี้ขี้บ่น ก็คือคนที่ไม่ค่อยไตรตรองสถานการณ์ตรงนั้น ตอนนั้นนะคะ (ดูจากตัวเองและคนรอบข้าง) เรียกว่า เจออะไรที่ไม่ได้อย่างใจ ก็พลัวะออกมาเลย พอเจอซ้ำๆบ่อยๆ มันก็เลยกลายเป็นจุกจิก จู้จี้ขี้บ่น พูดกันปากเปียก ปากแฉะ

แต่ยังสงสัยตรงที่สถานการณ์สุกงอมน่ะค่ะ คุณ KiLin  เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสถานการณ์มันสุกงอมหรือยัง เพราะเรื่องบางเรื่อง เราปล่อยมันไปเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่ง มันจะกลายเป็น สายเกินแก้ หรือเปล่าคะ
Posted by KiLiN on 16 Dec. 2005,21:46
ที่ว่ารอคอยโอกาสให้สุกงอมกว่านี้ หมายถึงตัวบุคคลไม่ใช่สิ่งของ สิ่งที่แก้ยากคือตัวบุคคล  นิสัยคน ความเห็นของคน ซึ่งคนอื่นไม่สามารถไปแก้เขาได้นอกจากตัวเขาเอง  เราหรือคนอื่นๆช่วยได้แค่เสนอแนะ สร้างเงื่อนไข สร้างโอกาส แต่ที่สุดแล้วก็ต้องอยู่ที่เขาจะเดินไปหรือไม่ ถ้าไม่ก็ต้องรอจนกว่าเขาจะคิดได้ สำนึกได้ smile.gif
Posted by pilgrim on 21 Dec. 2005,08:43
คุณ KiLin คะ ใกล้เทศกาลปีใหม่แล้ว พิลกริมขอถามว่า เราจะเตรียมรับปีใหม่อย่างมีสติได้อย่างไรคะ

เห็นหลายๆคน มักตั้งปณิธานกับตัวเองว่า ปีใหม่แล้ว ฉันจะทำนั่น ฉันจะทำนี่
หรือ ปีใหม่แล้ว ฉันจะไม่ทำนั่น ฉันจะไม่ทำนี่

ไม่ทราบว่าคุณ KiLin  มีคำแนะนำอย่างไรบ้างค่ะ greet.gif
Posted by KiLiN on 22 Dec. 2005,09:39
อ้างถึง
เราจะเตรียมรับปีใหม่อย่างมีสติได้อย่างไรคะ

คุณพิลตั้งคำถามได้ดีนะครับ อย่างมีสติ
ส่วนใหญ่แล้ว มักจะไม่ถามกันอย่างนี้

     สมัยก่อนถึงปีใหม่ที ผมก็จะมีโปรแกรมไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปมันเรื่อย ไปกับครอบครัว ค่อยๆไล่ไป เที่ยวให้ทั่วประเทศไทย ขับรถไป ถนนเส้นไหนที่ยังไม่เคยไป ก็ไปซะ มีแผนที่ทางหลวงอยู่หนึ่งเล่ม ไปทั่วเลย ไม่ได้คิดอะไรยาวไกล 

     เดี๋ยวนี้ ถึงปีใหม่ที ก็รู้สึกอีกแบบ รู้สึกว่าระยะทางระยะเวลาที่จะเดินไปข้างหน้ามันสั้นลง  เมื่อเทียบระหว่างระยะทางระยะเวลาที่เดินผ่านมากับที่จะเดินต่อไป ที่ผ่านมามันยาวกว่าที่จะเดินต่อไป เมื่อก่อนที่ยังวัยรุ่นยังหนุ่มแน่น เรารู้สึกว่า ชีวิตยังอีกยาวไกล จะมีสะดุดบ้างเวลามีเพื่อนรุ่นเดียวตายไป แต่เดี๋ยวนี้เริ่มสัมผัสรู้สึกได้ ว่าเวลามันสั้นลง เหลือเวลาน้อยลง 

     พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับสาวกพระองค์ว่า "ภิกษุท่านกำลังทำอะไรอยู่" ฟังดูเหมือนกับคำถาม จริงๆ ไม่ใช่ แต่เป็นคำเตือนต่างหาก  ท่านกล่าวเตือนเรียกสติของสาวกให้รู้ตัว ให้ฉุกคิดได้ว่า เออ..จริงสินะ เรากำลังทำอะไรอยู่เนี่ย เรื่องที่ทำเป็นเรื่องที่ควรทำ เป็นเรื่องที่ยังประโยชน์ให้กับชีวิตและจิตวิญญาณของตนอย่างแท้จริง หรือเปล่า หรือไม่ใช่
     ก่อนท่านปรินิพพาน ปัจฉิมโอวาทของท่านความว่า " สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด "

     กลับมาในเรื่องของเหตุและผล ถ้าเราเชื่อในเรื่องของเหตุและผล ผลจะเป็นเช่นไรย่อมขึ้นกับเหตุนั้นๆ  เมื่อมีการเกิดซึ่งเป็นเหตุก็ต้องมีผลที่ตามมาอย่างแน่นอนนั่นคือการตาย ณ วันนี้เราเกิดขึ้นมาแล้ว ทุกเวลานาทีที่ผ่านไป นั่นคือการเดินใกล้เข้าไปหาความตายอยู่ตลอดเวลา ผ่านไปหนึ่งปี นัยยะของมันก็บอกเราว่าเราใกล้ความตายเข้ามาอีก ๑ ปี

     ว่าในเรื่องของอดีต ปัจจุบัน อนาคต  การเกิดเป็นอดีตไปแล้ว ไม่ว่าจะเกิดมาในตระกูลยากดีมีจนอย่างไร การตายเป็นเรื่องของอนาคต อดีตผ่านไปแล้วย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ อนาคตเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ผลของอนาคตจะเป็นเช่นไรส่วนหนึ่งขึ้นกับเหตุที่เราทำไว้แล้วในอดีตที่ผ่านไปแล้วซึ่งเราย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ แต่อีกส่วนยังขึ้นกับการกระทำของปัจจุบันวันนี้  ปัจจุบันวันนี้ที่เราทำจะเป็นเหตุอันใหม่ให้ต้องเกิดผลในอนาคต

     เหตุอันใหม่ที่กำลังจะทำสดๆร้อนๆ นี่แหล่ะที่พระพุทธเจ้าท่านเตือนและพร่ำสอนแม้จนวินาทีสุดท้ายของชีวิตท่าน 

     การเกิดในอดีตเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการตายในอนาคต ปัจจุบันที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งอยู่ระหว่างการเกิดและการตาย ได้ก่อกระทำอะไรมากมาย ซึ่งมันจะเป็นเหตุก่อให้เกิดผลในอนาคต รวมทั้งก่อให้เกิดการเกิดขึ้นครั้งใหม่ของชีวิตใหม่ด้วย ชีวิตใหม่จะดีเลวอย่างไรจึงอยู่ที่การกระทำของปัจจุบัน พูดให้ชัด ชีวิตใหม่จะเป็นเช่นไรเรากำหนดได้โดยตัวเราเอง ณ ปัจจุบันวันนี้นั่นเอง

     สำหรับคนที่รู้แล้ว ชีวิตใหม่ก็จะถูกกำหนดให้ดีได้โดยตัวของเขาเอง  แต่สำหรับคนที่ไม่รู้คือยังหลงยังเข้าใจผิดอยู่ ปล่อยให้ชีวิตผ่านไปเพียงวันหนึ่งๆ ชีวิตใหม่ก็จะเหมือนถูกกระทำ(แต่จริงๆก็คือตนกระทำไปเองนั่นแหล่ะ แต่ไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง) ชีวิตใหม่อันนี้ก็คงเลวและยากลำบากแล้วหล่ะ  คนและสัตว์ที่มีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ พูดอย่างถึงที่สุดแล้วก็คือผลที่เกิดจากเหตุที่ล้วนมาจากตนเองกระทำมาเองทั้งสิ้น ต่างกันตรงที่ กระทำโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง

     จะเห็นว่าผลจะดีหรือเลว  ต่างกันตรงที่เหตุที่ทำไปโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญ จึงต้องฝึก "สติ" ฝึกสติให้มาก จนสติที่ฝึกดีแล้วเป็นผลให้เกิดปัญญา แล้วปัญญาจะบอกเราเอง ว่าอะไรคือใช่ อะไรคือไม่ใช่ อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรคือความไม่ประมาทที่พระพุทธเจ้าปัจฉิมโอวาทไว้
Posted by pilgrim on 04 Jan. 2006,09:36
วันนี้ไม่มีปัญหามาถามค่ะ แต่มาอวยพรปีใหม่ให้คุณ KiLin ค่ะ และขอขอบคุณมากๆสำหรับข้อคิดดีๆในปีที่ผ่านไป มาอวยพรให้คุณ KiLin ช้าไปหน่อย เพราะไม่ทราบว่า คุณ KiLin จะเข้าห้องไหนบ้าง เลยนึกขึ้นได้ว่า มาห้องนี้แน่นอนกว่า

ขอให้คุณ KiLin มีความสุขและความเจริญตลอดปีใหม่นี้และตลอดไปนะคะ ขอบคุณสำหรับกำลังแรงที่สร้างสรรค์เว็บให้พวกเราได้มีสังคมที่ดีงามไร้พิษภัย ขอให้กุศลผลบุญนี้ น้อมนำให้คุณ KiLin เจริญก้าวหน้าในทางธรรมตลอดไปค่ะ


Posted by KiLiN on 04 Jan. 2006,10:18
ขอบคุณมากครับคุณพิล bowsdown.gif ขอให้คำอวยพรนั้นจงสำเร็จเป็นของคุณพิลด้วยเช่นกัน เป็นร้อยเท่าพันทวี tinyrose.gif
Posted by KiLiN on 05 Jan. 2006,04:08
.      ช่วงปีใหม่นี้ ผมเดินสำรวจสมาชิกของเราที่แวะเวียนมาเล่าบรรยากาศช่วงปีใหม่ของแต่ละคนว่าทำอะไรกันบ้าง ก็มีหลากมุมแตกต่างกันไปนะครับ 

       ตั้งแต่มะเหมี่ยวก็ทำการ์ดอวยพรสมาชิกบ้านเราโดยเฉพาะ ต้องใช้ความพยายามและตั้งใจ ดูน่ารักจริงๆครับ

       คุณปาเก้ ก็มาสาธยายรำลึกความหลังในรอบปีที่ผ่านมา มีทั้งสิ่งที่อยากลืมและอยากจำ

       คุณแมวเหมียวก็ต้องไปงานศพพี่ชาย

       ส่วนของผมหรือครับ วันที่ ๑ ไปวัดตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ฟังธรรม รับแจกของที่ระลึก จับฉลากแลกเปลี่ยนของขวัญระหว่างญาติธรรมด้วยกัน วันที่ ๒ ก็ไปงานแต่งงาน วันที่ ๓ ไปเรื่องสังขารของตนเอง วันที่ ๔ คือวันนี้ค่ำๆไปงานศพ สรุปมีทั้ง ๒ ภาคทั้งภาคสุขและทุกข์เสร็จสรรพ ภาคที่เป็นบุญก็ขอแบ่งบุญให้คนอ่านด้วย  ส่วนภาคทุกข์ขอเก็บรับไว้เองครับ

       ทุกข์สุขมันไม่เลือกเลยนะครับ ว่าจะเป็นวันใหม่หรือวันเก่า ปีใหม่สำหรับบางปีของบางคนก็เป็นวันสุข แต่สำหรับบางคนก็เป็นวันทุกข์ หรือมีทั้งสุขทั้งทุกข์ปนๆกันไป

       หลังจากอ่านกิจกรรมช่วงปีใหม่ของบางคน ผมก็มีคำถามกับตนเอง และอยากจะนำมากล่าวในที่นี้ ที่ไม่กล่าวในกระทู้โดยตรง เพราะมันจะทำให้ไปขัดกับอารมณ์ที่กำลังเป็นไปในกระทู้นั้นๆ คือมันเป็นอีกความรู้สึกหนึ่ง รักกันจริงก็ต้องกล้าที่จะกระซิบบอก whisper.gif ไม่กลัวว่าจะโกรธ ขอเพียงสักวันหนึ่งได้สะกิดใจและคิดได้ ก็พอเพียงแล้ว แม้ว่าจะถูกโกรธ

       เรื่องที่จะพูดถึงก็แต่นแต้นนน...ของคุณปาเก้ครับ แฮ่ะๆ bowsdown.gif โทษฐานไม่โผล่มาเลยที่นี่ เลยต้องหยิบมานินทาซะหน่อย (พูดเล่นครับอย่าเพิ่งตาเขียว) tongue.gif

       คุณปาเก้มาสาธยายระลึกอดีต บอกว่ามีสิ่งที่ทั้งอยากลืมและอยากจำ ที่อยากลืมก็คงหมายถึงเรื่องที่ไม่ดี ที่อยากจำก็คงหมายถึงความทรงจำที่ดีๆ  ดูเหมือนว่าการระลึกอดีตที่มีความทรงจำที่ดีๆแล้วจะมีความสุข คำถามคือจริงหรือไม่ ผมถามกับตนเอง

       การมีความทรงจำทีดีๆไว้มากๆ เป็นสิ่งที่ดีแน่นอน  แต่คนละประเด็นกับการย้อนระลึกถึงมัน

       การมีความทรงจำที่ดีไว้ได้มากๆ ก็แสดงว่าที่ผ่านมาเราได้ทำดีไว้มาก จึงได้ผลที่ดีกลับมาได้มาก (ผลดีมีมากได้ต้องมาจากเหตุที่ทำไว้ดีต้องมีมากด้วย)

       ส่วนการระลึกถึงอดีตแม้ว่าจะเป็นความทรงจำที่ดีก็ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดี  เพราะอดีตที่ไม่ดีแน่นอนระลึกถึงแล้วก็เศร้าก็โศกก็ทุกข์อันนี้ชัดเจน ส่วนอดีตที่ดีเมื่อนึกถึงแม้ว่าเป็นความทรงจำที่ดี แต่ก็เกิดความอาลัยอาวรณ์อยากให้ได้พบอีกเจออีก อยากเรียกร้องให้มันย้อนกลับมา  อยากทำอะไรๆคล้ายๆความทรงจำในอดีตที่ดีๆนั้นอีก แล้วช่วงชีวิตของคนเรามีเรื่องอดีตที่มากมาย ที่ระลึกกันได้ไม่รู้จบ อดีตไม่ว่าดีหรือเลวถึงอย่างไรมันก็เป็นแค่ผลลัพธ์ที่ผ่านไปแล้ว มันไม่สามารถเป็นเหตุที่จะก่อผลในอนาคตใดๆได้อีก  ยิ่งระลึกมันมาก เราก็ยิ่งไกลจากความเป็นจริงของปัจจุบันไปมากเท่านั้น ผลในอดีตมันก่อเกิดสอดคล้องไปตามเหตุตามปัจจัยและเงื่อนไข ณ เวลานั้นๆ  แต่วันนี้มันได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว เงื่อนไขวันนี้ก็ต้องการเหตุและปัจจัยที่สอดคล้องกับวันนี้ ไม่สามารถใช้ปัจจัยเดิมเหตุเดิมได้อีกต่อไป 

       การระลึกถึงอดีตทีมีประโยชน์มี ๒ แบบ คือหนึ่งเมื่อเรื่องปัจจุบันที่กำลังทำ พูด คิด เกี่ยวโยงถึงโดยตรง และสองวินาทีที่ตายมีเรื่องดีๆให้เลือกระลึกถึง

       แบบแรกระลึกถึงเพื่อทำเหตุของปัจจุบันที่ไม่ดีให้ดี ที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น จึงระลึกถึง 
       แบบที่สองระลึกถึงเพื่อไปสู่สุขคติ ในวินาทีที่กำลังจะตาย


       การระลึกถึงอดีตที่ทำให้เศร้าสร้อย อาลัยอาวรณ์ จึงไม่เกิดผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำให้จิตอ่อนแอ เมื่อจิตอ่อนแอก็จะเปราะบางรับแรงกระทบทางอารมณ์ไม่ค่อยจะได้ บ่อน้ำตาจะตื้นทำนบคอยจะพัง จิตใจจะอ่อนไหวง่าย ควบคุมอารมณ์จะไม่ค่อยได้ ซึ่งจะยิ่งน่าเป็นห่วงในวินาทีที่ตาย

       แล้วถ้าอายุมากขึ้น อดีตก็จะมีมากตามมา มีเรื่องให้ระลึกได้มากไปใหญ่ ไปๆมาๆ อาจหมดเวลา จมไปกับอดีตเสียมาก เวลาที่จะอยู่กับปัจจุบันก็จะน้อยลง แล้วไหนเลยจะมีเวลาได้ทำปัจจุบันใหม่ให้ดีเพื่อผลของอนาคตที่ดีได้เพิ่มอีก มิเฝ้าแต่กินบุญเก่าหรอกหรือ

      ฮี่ๆ พูดตรงไปป่าว couch.gif อย่างไรก็แล้วแต่นี่คือความเป็นจริงที่จะเป็นไป ทุกคนก็มีความเคยชินหรือหลงลืมไม่ได้นึกไม่ได้แยกแยะ คิดจริงๆจังๆกับมันนัก ผมก็เป็น(เคยเป็นมากเสียด้วย) มากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่ละคน แต่ถ้าเราพยายามเจริญสติ หมั่นระมัดระวังเตือนตนเอง นึกได้ก็เปลี่ยน นึกไม่ได้ก็แล้วกันไป  แล้วตั้งหลักใหม่ ไม่ท้อ สักวันเราคงตั้งหลักได้สักวัน อย่าปล่อยเลยตามเลยโดยไม่คิดตั้งหลักใหม่ก็แล้วกัน 

       ปีใหม่แล้ว  เราจะไม่ทบทวนทำอะไรใหม่ๆ  เรื่องใหม่ๆ  ที่ไม่ใช่ใหม่แต่เรื่อง  แต่ยังหมายถึงทิศทางใหม่ๆ  หนทางใหม่ๆ ที่ไตร่ตรองแล้ว  เป็นหนทางที่สว่างกว่า  นำชีวิตที่ดีกว่าละหรือ
       จบครับ  tinyrose.gif bowsdown.gif greet.gif
Posted by แมวเหมียว on 06 Jan. 2006,00:02


 







สวัสดีปีใหม่ค่ะคุณคิลิน คุณพิล คุณปาเก้ น้องมะเหมี่ยว พี่แอ๊ด พี่ช้าง และทุกๆท่านค่ะ

วันขึ้นปีใหม่ (หลังเสร็จงานศพพี่ชาย) แมวเหมียวมีโอกาสไปตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งที่กระบี่ค่ะ ..

 เทศบาลเมืองกระบี่จัดงานตักบาตรปีใหม่ที่ริมทะเล บรรยากาศดีมาก จนอดเก็บภาพไม่ได้
เอาแต่เก็บภาพเลยไม่แน่ใจว่าจะเก็บบุญได้แค่ไหนค่ะ couch.gif

แต่จะได้บุญมามากหรือน้อยก็ขอแบ่งให้ทุกๆคน และขอเอาภาพมาฝากไว้ที่นี่นะคะ flo_1.gif


Posted by pilgrim on 07 Jan. 2006,02:46
มาขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ คุณ KiLin พี่แมวเหมียว (รูปถ่ายแสงสียามพระอาทิตย์ขึ้นสวยมากค่ะ)

ในคำเตือนของคุณKiLin อ่านแล้วก็ยังงงๆ อยู่หน่อยนะคะ ตรงนี้ค่ะ
อ้างถึง (KiLiN @ 04 มค. 2006,16:08)
      ส่วนการระลึกถึงอดีตแม้ว่าจะเป็นความทรงจำที่ดีก็ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดี  เพราะอดีตที่ไม่ดีแน่นอนระลึกถึงแล้วก็เศร้าก็โศกก็ทุกข์อันนี้ชัดเจน ส่วนอดีตที่ดีเมื่อนึกถึงแม้ว่าเป็นความทรงจำที่ดี แต่ก็เกิดความอาลัยอาวรณ์อยากให้ได้พบอีกเจออีก อยากเรียกร้องให้มันย้อนกลับมา  อยากทำอะไรๆคล้ายๆความทรงจำในอดีตที่ดีๆนั้นอีก แล้วช่วงชีวิตของคนเรามีเรื่องอดีตที่มากมาย ที่ระลึกกันได้ไม่รู้จบ อดีตไม่ว่าดีหรือเลวถึงอย่างไรมันก็เป็นแค่ผลลัพธ์ที่ผ่านไปแล้ว มันไม่สามารถเป็นเหตุที่จะก่อผลในอนาคตใดๆได้อีก  ยิ่งระลึกมันมาก เราก็ยิ่งไกลจากความเป็นจริงของปัจจุบันไปมากเท่านั้น ผลในอดีตมันก่อเกิดสอดคล้องไปตามเหตุตามปัจจัยและเงื่อนไข ณ เวลานั้นๆ  แต่วันนี้มันได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว เงื่อนไขวันนี้ก็ต้องการเหตุและปัจจัยที่สอดคล้องกับวันนี้ ไม่สามารถใช้ปัจจัยเดิมเหตุเดิมได้อีกต่อไป 

      



พิลยังสงสัยกับความแตกต่างของคำว่า อดีต อย่างที่คุณ KiLin อธิบายมากับคำว่า "กรรม" น่ะค่ะ ถ้ากรรมคือ สิ่งที่เรากระทำล่วงมาแล้ว ดังนั้น กรรมก็สามารถส่งผลต่ออนาคตได้ด้วย ใช่ไหมคะ อย่างที่เรียกว่า ใครทำกรรมนั้นไว้ ก็ต้องรับผลตอบแทนเช่นเดียวกัน

ถ้าเป็นอย่างนี้ อดีตกับกรรม จะเหมือนกันหรือต่างกันไหมคะ ในเมื่อกรรมยังตามติดตัวเราไปได้ ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติหน้า ทั้งที่เป็นการกระทำของเราตั้งแต่ในอดีต และยังส่งผลลัพธ์ในกาลข้างหน้าของเราด้วย ask.gif
Posted by pakae on 07 Jan. 2006,05:36
ฮ่าๆๆๆๆๆ  ไม่เคยมาห้องนี้เลย  แต่ไม่รู้ว่ามาถูกได้ไงสงสัยมาตามกลิ่นธูปควันธรรม  tongue.gif

     "สาธุ"จ้าอนุโมทนาบุญเจ้าค่ะหลงพี่  ไม่ตาเขียวหรอกน่า  อ่านแล้วขำๆยิ้มๆเอง   เอาเป็นว่าในเมื่อหลงพี่กระซิบบอกแล้ว whisper.gif   แต่ไม่ค่อยเหมือนกระซิบเลยนะเนี่ย   เขารู้กันทั้งบางแล้วละหลงพี่ fone01.gif   ยังไงก็ขอบคุณนะค่ะที่กระซิบออกมาดังๆให้ได้รู้   

      ยังไงก็ขอบคุณนะค่ะ  ที่ทั้งหยิกทั้งหยอกจนเขียวไปทั้งตัวฮ่าๆๆ  ไม่หรอกจ้าแค่น่วมๆเอง sofaroll.gif  แล้วจะไม่แอบมาอ่านอีกนะค่ะหลงพี่ greet.gif
Posted by pilgrim on 07 Jan. 2006,09:12
ไม่แอบมาอ่านนี่ คือจะมาอย่างเปิดเผยใช่ไหมคะ พี่ปาเก้  sit01.gif
Posted by KiLiN on 07 Jan. 2006,21:22
ครับ... smile.gif

     กรรมเป็นคำกริยาหมายถึงการกระทำ และเป็นคำกลางๆ นั่นคืออาจหมายถึงทั้งทำกรรมดี(กระทำดี) หรือทำกรรมชั่ว(กระทำชั่ว) ก็ได้
     การทำกรรม ก็คือการสร้างเหตุ เมื่อมีเหตุก็ต้องมีผล ถ้าทำกรรมดีเรียกว่าสร้างเหตุไว้ดีก็จะก่อให้เกิดผลดีในวันข้างหน้า ในทางกลับกันถ้าทำกรรมชั่วก็เรียกว่าสร้างเหตุไว้ไม่ดีก็ต้องได้รับผลที่ไม่ดีในวันข้างหน้าเช่นกัน จึงเป็นที่มาของประโยคที่ว่า "ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว"

     อดีตที่ผ่านมา ย่อมมีทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว และก็มีทั้งกรรมที่ส่งผลไปแล้วกับที่ยังรอส่งผลในปัจจุบันหรืออนาคตอยู่ กรรมที่ส่งผลไปแล้วในอดีตก็เป็นอันว่ากรรมนั้นเป็นอันจบไป ที่ยังไม่ส่งผลก็รอจะส่งผลต่อไป 
     สรุปอดีตมีทั้งกรรมที่ยังไม่ส่งผล(เป็นเหตุรอส่งผลอยู่)  กับผลกรรมที่เป็นผลซึ่งได้ส่งผลไปแล้วก็จะไม่ส่งผลอีก

     การระลึกถึงผลกรรมที่จบไปแล้ว จึงไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ส่วนกรรมที่แม้ยังรอส่งผลอยู่ก็จริง แต่เราก็ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขเหตุนั้นๆได้อีก  พระท่านจึงเน้นให้เราอยู่กับปัจจุบัน อย่าจมอยู่กับอดีต และก็อย่าคาดหวังในอนาคต เพื่อที่การทำปัจจุบันจะได้ดีที่สุด การทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ก็คือการสร้างกรรมดีในปัจจุบันซึ่งจะเป็นเหตุ ก่อให้เกิดผลกรรมที่ดีในอนาคต ถ้าเราสร้างกรรมดีไว้มากๆ ก็คือเหตุที่ดีๆไว้มากๆ แล้วมีหรือจะไม่ได้รับผลดีในอนาคต yin-yang.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 11 Jan. 2006,22:26
yin-yang.gif สวัสดีค่ะ คุณคิลิน หม่ามี้ น้าป้าแก่ พี่แมวเหมียว พี่พิลกริม และทุกๆ ท่านนะคะ

     วันนี้หนูตื่นเช้ามาทำบุญตักบาตรด้วยใจที่ผ่องใสมากกว่าทุกๆ วัน หนูเลยอยากจะเล่าให้ทุกๆ ท่านฟังว่าเป็นเพราะอะไร.......

     หนูเป็นคนหนึ่ง ที่พบเห็นอะไรไม่ถูกต้องตรงใจ ก็จะบ่นๆๆๆ ไม่เว้นแม้พระแม้เจ้า อย่างเวลาไปวัดเห็นพระสงฆ์นั่ง ยืน เดิน ไม่สำรวมก็ทั้งบ่นทั้งติ ว่าไม่น่าเลื่อมใส เวลาตักบาตรก็ยังติอีกว่าพระรูปนี้ให้ศีลให้พรสั้นไป ครั้นพอไปตลาดเห็นพระนั่งบิณฑบาตอยู่หน้าร้านขายกับข้าวก็อดที่จะวิจารณ์ไม่ได้

     หม่ามี้(แอ๊ด) เคยแนะนำว่า "อย่าเก็บมาคิด เราต้องยิ้มสิลูก"

     เป็นอันตกลงว่า ยิ้มก็ยิ้มค่ะ ไม่เก็บมาคิดเหมือนเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้หนูไม่ติ ไม่บ่นแล้วค่ะ แต่ในใจก็ยังคงมีข้อกังขาอยู่บ้างนะคะ จนกระทั่งเมื่อวานหนูได้ฟังบทความด้านล่างนี้จากเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง มีใจความดังนี้ค่ะ


     
     ........ในสมัยพระพุทธกาล มีกษัตริย์พระองค์หนึ่ง เมื่อได้ขึ้นครองราชย์ก็มีพระประสงค์ที่จะทำบุญโดยการตักบาตร จึงให้เสนาบดีไปนิมนต์พระสงฆ์มา 500 รูป เพื่อมารับบาตรในวันรุ่งขึ้น

     แต่ปรากฎว่า ทั้งเมืองมีพระอยู่แค่ 499 รูป ขาดไป 1 รูป ฝ่ายเสนาบดีก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ไม่กล้าไปกราบบังคมทูล จึงไปปรึกษาช่างปั้นหม้อดินซึ่งเป็นเพื่อนสนิท และตกลงกันว่าจะให้ช่างปั้นหม้อดินปลอมตัวเป็นพระภิกษุรูปที่ 500 เพื่อไปรับบาตรจากกษัตริย์

     และในเช้าวันรุ่งขึ้น ช่างปั้นหม้อในชุดของพระสงฆ์ได้ยื่นรอท่าอยู่ที่ประตูเมือง เมื่อพระสงฆ์ 499 รูป เดินผ่าน ก็รีบเข้าไปต่อแถวเป็นองค์ที่ 500 ทันที

     ด้วยความกลัวว่าจะถูกจับพิรุธได้ พระปลอมรูปที่ 500 จึงเดินด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ สงบเสงี่ยมอย่างมาก สำรวมอย่างมาก

     พระราชาซึ่งประทับอยู่ในที่สูง มองลงมาเห็นพระสงฆ์รูปสุดท้ายมีกิริยาท่าทางงามเหลือเกิน จึงเข้าใจว่าเป็นพระอรหันต์แน่นอน จิตเกิดมีความปิติ และได้ใส่บาตรพระองค์สุดท้ายเป็นจำนวนมาก คืนนั้นกษัตริย์จึงนอนหลับและได้สวรรคตไป ด้วยจิตใจที่ผ่องใสได้ไปประสูติบนสวรรค์

     ต่อมา เมื่อไม่มีผู้ครองนคร ประชาชนจึงลงคะแนนเสียงให้ท่านเสนาบดี เป็นผู้ขึ้นครองราชย์ เป็นกษัตริย์องค์ต่อมา เนื่องจากประชาชนมีความเลื่อมใสในตัวท่านเสนาบดีมาก

     เป็นประเพณี ท่านเสนาบดีซึ่งตอนนี้ได้ขึ้นครองราชย์แล้ว ก็ได้ให้คนสนิทไปนิมนต์พระมา 500 รูป เพื่อมารับบาตรเช่นกัน และในครั้งนี้คนสนิทได้นิมนต์พระมาได้ครบ 500 รูป ครบพอดีตามที่พระราชาสั่ง

     พอถึงรุ่งเช้า พระทั้ง 500 รูปก็มารับบาตรจากพระราชา แต่พระราชามีแต่ความหวาดระแวงอยู่ในใจ ในขณะที่ใส่บาตรก็คิดว่า องค์นี้พระปลอมหรือเปล่านา แล้วองค์นั้นล่ะ จริงหรือปลอมกันแน่..............

     พระราชาใจไม่เป็นสุขเลย จิตไม่ผ่องใส อันเนื่องมาจากตนเองได้เคยให้ช่างปั้นหม้อดิน ปลอมเป็นพระมารับบาตรจากกษัตริย์องค์ก่อน

     แม้ว่ากษัตริย์องค์นี้ จะได้ตักบาตรกับพระอรหันต์แท้ๆ ถึง 500 รูป แต่ด้วยจิตที่ไม่ผ่องใส ไม่บริสุทธิ์ เมื่อพระองค์สวรรคตไปก็มิได้ไปเกิดบนสวรรค์เหมือนเช่นกษัตริย์พระองค์ก่อน.......
yin-yang.gif

     วันนี้หนูเลยคิดได้ ไปใส่บาตรด้วยจิตใจแจ่มใสกว่าทุกวันค่ะ
Posted by pakae on 10 Feb. 2006,00:46
ไม่มาเล่าเรื่องต่างๆกันต่อแล้วหรือค่ะ   again.gif    เคยโดนหลงพี่ว่าโทษฐานที่ไม่เคยมาห้องนี้   tongue.gif     วันนี้ก็เลยนั่งอ่านตั้งแต่หน้าแรกมาเลย      แต่ขอเป็นฝ่ายอ่านแล้วกันนิ     ให้หลงพี่และท่านผู้รู้อธิบายธรรมต่อแล้ว กัน thankssign.gif

      จะตามมาอ่านอย่างสงบเสงี่ยมนะเจ้าค่ะหลงพี่.....สาธุ yin-yang.gif
Posted by KiLiN on 10 Feb. 2006,06:57
อ้างถึง (pakae @ 09 กพ. 2006,12:46)
เคยโดนหลงพี่ว่าโทษฐานที่ไม่เคยมาห้องนี้  tongue.gif

เคยโดนว่ามาแล้ว แต่..แม้ได้เข้ามาแล้วก็ยังจะต้องโดนว่าต่ออีก...

ธรรมะหน่ะ เขามีไว้ให้ทำจ้ะ ไม่ได้มีไว้ให้อ่าน
ชื่อก็บอกแล้ว ธรรม(ทำ)  smile.gif

ประโยชน์ของมันอยู่ที่ได้ทำ ไม่ใช่ได้อ่าน
อ่าน ๑๐๐ ยังสู้ทำแค่ ๑ ไม่ได้ yin-yang.gif
Posted by pakae on 12 Feb. 2006,02:04
อ้าวๆๆๆๆ หลงพี่ก็เราก็ต้องอ่านให้เข้าใจก่อนดิ  ใช่ไหม ask.gif ยังไม่อ่านแล้วจะทำได้ไง  จริงเปล่า  tongue.gif

     ยังหาทางไปห้องแสงธรรมไม่เจอ  ic-14.gif  เจอแต่ห้องแสงสี  อ่ะจ๊าก  ป่านนี้หลงพี่ค้อนจนฝุนตลบแล้ว laugh1.gif laugh1.gif
Posted by add on 12 Feb. 2006,05:44
อ้างถึง (pakae @ 11 กพ. 2006,14:04)
   อ้าวๆๆๆๆ หลงพี่ก็เราก็ต้องอ่านให้เข้าใจก่อนดิ  ใช่ไหม ask.gif ยังไม่อ่านแล้วจะทำได้ไง  จริงเปล่า  tongue.gif


        ฮ่า เราน่าจะไปซื้อหวยแฮะ เพราะเราคิดว่าปาเก้ต้องตอบคุณคิลินแบบนี้แน่ๆ เอิ๊กๆ  laugh1.gif  แล้วก็จริงๆด้วย คิกๆ

        อิอิ ดีจ้ะมะเหมี่ยว ค่อยๆฝึกไป  น่าจะทำให้เรามองคนมองโลกในแง่ดีขึ้นนะ หม่ามี้เองก็พูดได้ แต่เวลาปฏิบัติจริงบางทีก็ยังมีติดบ้างจ้ะ แต่พออ่านของมะเหมี่ยวแล้วก็ดีใจด้วยจ้ะ  flo_1.gif
Posted by pilgrim on 24 Feb. 2006,16:18
อ้างถึง (KiLiN @ 23 กพ. 2006,09:51)
.              "....หลังจากที่ผ่านเรื่องเลวร้ายมาแล้ว รู้สึกจิตใจมนุษย์ยากจะหยั่งนัก ตอนนี้ยึดถือในรสพระธรรม อยากจะขอปฏิบัติในดอยต้าเซียนที่สงบนี้ ให้บรรลุมรรคผล และจะได้เผยแพร่ธรรมะให้แก่ชนรุ่นหลัง เพื่อให้มวลมนุษย์ได้หลุดพ้นจากบ่วงกรรม"



คุณคิลินคะ จากกระทู้อุดมการณ์พระโพธิสัตว์ รู้สึกประทับใจเรื่องราวต่างๆ และบทภาพยนตร์ที่กินใจ

พิลมีข้อสงสัยอีกแล้วค่ะ ตรงที่ว่า เรารู้สึกว่าจิตใจมนุษย์ยากจะหยั่งนัก ทำให้บางครั้ง เราอยากอยู่เงียบๆ ไม่อยากยุ่งกับใครเลย เพื่อไม่ให้การกระทำของเราไปกระทบใคร หรือของใครมากระทบเรา
แต่มันก็ทำยากใช่ไหมคะ อีกอย่าง อยู่คนเดียวมากๆ บางทีก็ไม่ดีอีก รู้สึกมันหาความพอดีไม่ได้เลยค่ะ

ตรงนี้เราจะมีวิธีคิดอย่างไรคะ
Posted by KiLiN on 25 Feb. 2006,03:17
.      มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ยังไงเสียก็ต้องมีการสื่อสารปฏิสัมพันธ์
      
       เมื่อคนเราประสบปัญหา ความไม่พึงใจ มีทางเลือกอยู่ ๒ ทาง หนีหรือเผชิญกับปัญหา ถ้าเลือกหนีก็คงต้องหนีไม่สิ้นสุด การหลบไปเก็บตัวเงียบก็เป็นหนึ่งในวิธีหนีปัญหา

       การแสดงออกของเมี่ยวซ่าน คือการเลือกเผชิญกับปัญหา โดยไม่โต้ตอบใดๆ เพราะถ้าโต้ตอบตนเองก็จะถูกดึงเข้าไปสู่วังวนในปัญหานั้นๆด้วย  เมื่อไม่โต้ตอบจิตใจภายในของตนจะไม่เร่าร้อน มีตบะ มีความตั้งมั่นอยู่ภายใน ฝ่ายตรงข้ามเสียอีกจะเป็นฝ่ายเร่าร้อน รู้สึกเป็นเดือดเป็นแค้นที่อีกฝ่ายไม่รู้สาด้วย ตบมือข้างเดียวไม่ดังฉันใด เวรย่อมระงับเมื่อไม่จองเวรฉันนั้น

       คนมีตบะ คนที่ตั้งมั่นย่อมได้เปรียบ ดูเหมือนแพ้ในภายนอก แต่ภายในนั้นชนะ แต่คนทั่วไปไม่เข้าใจและมักไม่เลือกวิธีนี้ คนทั่วไปถ้าเลือกเผชิญก็เผชิญแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน แลกกันให้รู้ดำรู้แดงไปกันข้างหนึ่ง คิดแต่เพียงว่า จะปล่อยให้ถูกรังแกอยู่ข้างเดียวได้อย่างไร  แต่เขาไม่รู้ว่า เขาได้แพ้อีกแล้ว แพ้ใจตนเอง แพ้อารมณ์ แพ้ความโกรธที่เขาควบคุมมันไม่ได้ แล้วจริงๆใครชนะกันแน่
Posted by KiLiN on 27 Feb. 2006,22:31
อ้างถึง (pilgrim @ 27 กพ. 2006,00:10 ; กระทู้:มาชวนไปเที่ยวจ้ะ ;ห้องสังคม)
สวัสดีค่ะพี่วันดี พี่แอ๊ด พูดถึงสถานีรถไฟใต้ดินแล้ว พิลเห็นด้วยค่ะว่ามันน่ากลัว เพราะมันลึกล้ำลงไปใต้ดินมากเลยค่ะ บางสถานี มีหลายชั้นเลยนะคะ แต่การออกแบบของเขา ทำให้เราไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ แต่ตอนหลัง พิลก็เสียวๆระเบิดค่ะ นึกว่าถ้ามีระเบิดในรถไฟใต้ดิน คงเคลื่อนย้ายคนออกยากมากเลย เสียวทุกครั้งที่ไปค่ะ

ในสถานีรถไฟก็อย่างที่เล่าค่ะ บางทีก็ต้องคอยระวังพวกล้วงกระเป๋าเวลาคนแน่นๆ หรือคอยจี้ (ตอนเปลี่ยวๆค่ะ) พิลเคยเดินที่สถานี South Kensington เป็นอุโมงค์ยาวมาก แค่สามสี่ทุ่มก็ไม่ค่อยมีคนแล้ว เดินไปกลัวไป นึกถึงว่า เราหนอ ขาก็สั้น มีอะไรก็วิ่งไม่เร็ว แต่เอาวะ มันจำเป็นต้องเดิน อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด แต่มันก็ไม่มีอะไรเกิดค่ะ แฮ่ รอดมาได้

       เหตุการณ์ทำนองนี้ ในชีวิตจริงมีอยู่มากมาย ถ้าจะยกมาพูดก็คงจาระไนกันไม่หวาดไม่ไหว แล้วจะทำยังไงกันดีล่ะ มิต้องวิตกกังวลกันไป ต่างๆนาๆ มากมายดอกหรือ ไม่เพียงแต่ตัวเราเอง ยังลูกๆหลานๆ คนใกล้ชิด ถ้าเราไม่มีวิธีคิดที่เป็นหลักได้พอ เราคงต้องเป็นโรคประสาทเพราะความวิตกเป็นแน่

       อันดับแรก ความน่ากลัวไม่ได้อยู่ที่สถานที่ แต่อยู่ที่ใจเราคิดปรุงแต่งให้กลัว ถ้าเป็นเด็กไร้เดียงสา เขาไม่ได้คิดปรุงแต่งอะไรกลับจะไม่กลัว และยังไม่ทันไร เราก็กลัวเสียแล้ว เมื่อกลัวใจก็ฝ่อ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ จะเอาสติที่ไหนมาตั้งรับได้

       อันดับที่สอง "เชื่อกรรม" ให้คิดเสียว่า ถ้าเราไม่เคยทำร้ายใคร ก็จักไม่มีใครมาทำร้ายเรา 
       การคิดอย่างนี้ ทำให้ใจของเราปล่อยวางมากขึ้น ไม่ต้องวิตกจนเกินเหตุ  โดยเฉพาะคนที่เป็นพ่อเป็นแม่  แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายถึงการปล่อยปละละเลย ไม่หลีกเลี่ยงหรือระแวดระวังอะไรเอาเสียเลย กล่าวคือ ถ้าเราได้ทำอย่างดีที่สุดแล้วก็ต้องถือว่าได้แค่นั้น แต่ถ้ายังจะเกิดอีก ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องของหนี้ เรื่องของกรรมแล้วหล่ะ
Posted by แมวเหมียว on 03 Mar. 2006,16:13
ขออนุญาตยกเรื่องนี้มาจากท้ายสวน(กระทู้ก่อนจะโบกโบยบิน)ที่แมวเหมียวคุยกับคุณคิลินมาไว้ที่นี่นะคะ..

อ้างถึง (KiLiN @ 01 มีค. 2006,10:44)
พระท่านจึงสอนมากว่า ให้รู้จักให้อภัย  การให้อภัยจึงได้บุญมากกว่าการให้ทานด้วยสิ่งของ

ด้วยสัตว์โลกต่างมีหนี้ซึ่งกันและกัน  หลายซับหลายซ้อน  ทั้งหนี้ที่เป็นบาปและไม่เป็นบาปต่อกัน  smile.gif


   คุณคิลินคะ พูดถึง"สัตว์โลกต่างมีหนี้ซึ่งกันและกัน  หลายซับหลายซ้อน"

   เมื่อเทียบกับเรื่องราวทางการเมืองที่ร้อนระอุตอนนี้ หมายความว่าคนไทยทั้งประเทศเคยเป็นหนี้นายกทักษิณมาแต่ชาติก่อนๆใช่มั้ยคะ  

   ถ้าเราใช้หลักธรรมะในการแก้ปัญหา ก็ต้องปล่อยไปตามกรรม.

.เราก็ต้องไม่ทำ  ไม่เรียกร้องอะไรเลย เพื่อชดใช้หนี้กรรมถูกมั้ยคะ  ic-14.gif

   แต่ทำไม แม้แต่นักบวชและผู้ปฏิบัติธรรมก็ยังออกไปเรียกร้องต่อต้านล่ะคะ?

bowsdown.gif
Posted by แมวเหมียว on 03 Mar. 2006,16:23
smile.gif คุณคิลินตอบแล้ว..ยกมาด้วยเลย..เชิญเพื่อนๆร่วมพูดคุยค่ะ.. thumbsup.gif

อ้างถึง (แมวเหมียว:ถ้าเราใช้หลักธรรมะในการแก้ปัญหา ก็ต้องปล่อยไปตามกรรม.

.เราก็ต้องไม่ทำ ไม่เรียกร้องอะไรเลย เพื่อชดใช้หนี้กรรมถูกมั้ยคะ )


[quote=KiLiN @ 02 มีค. 2006,12:23)


   ใครบอก นั่นคนไม่เอาถ่าน ไม่เอาประเทศ มีชีวิตแค่หายใจทิ้ง มีร่างกายแต่ซากหามีจิตวิญาณไม่

  ตรงกันข้าม การใช้หลักธรรมะในการแก้ปัญหา กลับต้องรู้จักทำวันนี้ให้ดีที่สุด ที่แล้วมาทำไม่ดีไปสร้างหนี้ไว้ ก็ยอมรับชดใช้กันไป 

   แต่เรื่องใหม่ของวันนี้ คิดใหม่ทำใหม่เสีย อย่าปล่อยให้ชีวิตผ่านไปเพียงวันๆ โดยไม่ได้ทำอะไรที่เป็นสาระประโยชน์แก่ตนเอง ปล่อยให้ตนเองลื่นไหลไปตามกระแสของสังคม โดยที่ตนเองไม่มีวิจารณะญาณในการแยกแยะที่เป็นของตนเอง ว่าอะไร ตนเองควรคิด ควรพูด หรือควรทำ อย่างไร เมื่อไร

ต้องรู้จักถามตนเองอยู่บ่อยๆว่า วันนี้เราดีกว่าเมื่อวานหรือไม่ ถ้ายังไม่ มันเพราะอะไร เรายังทำอะไรไม่ดี ขาดตกบกพร่อง ตรงไหน ก็ต้องหาทางปรับปรุงแก้ไข ให้วันนี้ของตนดีกว่าวันวานที่ผ่านไปแล้ว

   การที่ตนเองจะพัฒนาดีขึ้นกว่าวันวาน ก็จะไม่ได้มาจากการเรียกร้อง ร้องขอ วอนฟ้ามาโปรด และก็ไม่ใช่มองหาจำเลยว่าใครทำไม่ดี ถ้ามัวแต่คิดมองหาผิดแต่คนอื่น แล้วเมื่อไรจะเห็นผิดของตนเอง เมื่อไม่เห็นสิ่งผิดของตนเอง ตนเองก็จะไม่มีการแก้ไขใดๆ แล้วชีวิตตนเองจะพัฒนาดีขึ้นอย่างไร

   การพัฒนาชีวิตที่ดีขึ้น ต้องเริ่มต้นจากตนเอง ทำตนเองให้ดี ทำตนเองให้เป็นแบบอย่างของคนรอบข้าง เมื่อตนเองดี ก็จะมีผลต่อคนรอบๆข้าง 

   การมองเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เป็นสิ่งที่ดี แต่มันจะเป็นจริงได้อย่างไร ถ้าตราบใด แต่ละอณูของสังคมก็ยังมองข้ามการพัฒนาแก้ไขที่ตนเอง  ยังคิดแต่ให้คนอื่นแก้ ยังคิดแต่ตรวจสอบจับผิดคนอื่น แต่ไม่ย้อนกลับมามองมาแก้ไขตนเอง

  เปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองเสียใหม่ แทนที่จะหาผิดของคนอื่น ให้หาดีของคนอื่นเพื่อมาปรับใช้กับตัวเรา และหาผิดในตัวเราเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น เรื่องใดที่ทำดีอยู่แล้วก็ต้องรักษาหรือให้ดียิ่งขึ้น



Posted by แมวเหมียว on 26 Mar. 2006,18:44
xmas.gif ยกมาจากกระทู้ก่อนจะโบกโบยบินค่ะ.

อ้างถึง (KiLiN @ 25 มีค. 2006,21:46)
วีเฟอร์ก็ตรงข้ามกับฟีเวอร์น่ะสิ

วีเฟอร์อาการเป็นอย่างไรเหรอ   ก็ตอนนี้เขาเป็นกันทั้งเมืองอยู่เนี่ย

จำได้ว่า  ก่อนที่ทักษิณจะได้เป็นนายก การเลือกตั้งสมัยแรกคะแนนถล่มทลาย  นั่นคือทักษิณฟีเวอร์  ผ่านมาหลายปี  ตอนนี้อาการตรงกันข้าม  จากนิยมมาเป็นเกลียดชังถึงกับขับไล่  นี่แหล่ะทักษิณวีเฟอร์ ฮ่า  

รักษายังไงเหรอ ไม่เห็นยาก 
เหตุมายังไง ก็รักษาที่เหตุนั้น wave.gif

..อันนี้ยังไม่เข้าใจค่ะ..ดวงตายังไม่เห็นธรรม.. ic-14.gif

 
อ้างถึง (KiLiN:กระทู้เพลงนี้คือสื่อความหมาย @ 25 มีค. 2006,21:36)
จริงๆ ผมก็ไม่ได้มีเจตนาจะไปว่าใครหรอกครับ  แต่ที่แหย่ๆไป ก็เห็นว่าน่าจะได้อะไรไปมากสักหน่อย โดยเฉพาะหยิบยกจากเรื่องจริงที่เห็นๆนี่แหล่ะ ตรงดี แต่มันก็อย่างว่า บางทีก็ไปสะกิดแผล บางคนก็จะรับไม่ได้ (ก็อยู่ที่ว่าจะยอมรับเรื่องจริงหรือหลอกตัวเองให้ผ่านไปแค่วันๆ ) อย่างคุณพิล คุณแมวเหมียว ดูๆน่าจะพอมีดวงตาเห็นธรรมกับเขา ก็เลยแหย่ๆไป คิกๆ  smile.gif

อ้าว..ปากจัดแต่ถ้ารับได้ก็จะได้ ถ้ารับไม่ได้ก็เผ่นหายไปเลย ฮ่า tongue.gif

อิ อิ มีคนบอกว่าอ่านสำนวนการเขียนคุณคิลินแล้ว เคยคิดว่าตัวจริงคงแก่มากๆแล้ว..ไม่น่าเชื่อว่ายังไม่หกสิบ(ฮา)..

นี่แมวเหมียวไม่ได้พูดเองแต่งเอง นะคะ มีสมาชิกบ้านพูดจริงๆ .. laugh1.gif

แต่อันนี้แมวเหมียวพูดเอง.เขาคงสรุปมาจากประสบการณ์ที่ว่าคนปากจัดมักเป็นคนแก่(ฮิ ฮิ) couch.gif

  คุณคิลินบอกว่าแมวเหมียว(และคุณพิล)พอจะมีดวงตาเห็นธรรม..คุณคิลินคงมองด้วยตาที่สาม

  เฮ้อ จริงๆแล้วแมวเหมียวคงยังไม่เข้าข่ายหรอกค่ะ คิดจะเผ่นตั้งหลายทีแล้วแต่ยังเผ่นไม่ไหว..ไม่รู้อะไรดึงขาอยู่.. tongue.gif
 


   เรื่อง"โรคทักษิณวีเฟอร์"ของคุณคิลินนี่ ความจริงก็ยังไม่เข้าใจหรอกค่ะ..


  หากเรายอมรับว่าเราทุกคนเป็นสัตว์สังคม..

หากเรายอมรับว่าสังคมยังมีปัญหาการแบ่งทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม

หากเรายอมรับว่าทุกคนยังมีกิเลส โลภ โกรธ หลง..คนที่เข้มแข็งกว่ายังเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่า และใช่ว่าทุกคนกำลังพยายามลดละกิเลส
และไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีดวงตาเห็นธรรม ...


  จริงๆแล้ว  แมวเหมียวเป็นคนที่รักสงบแต่ถึงรบก็ขลาด( ไม่ใช่ไม่ขลาด) คือเป็นคนรักตัวกลัวตายไม่ชอบต่อสู้กับใคร

  แต่ในกรณีนี้การอยู่เฉยๆ มันเหมือนมีปีศาจคอยหลอกหลอน
(คุณคิลินคงตอบว่าจิตใจไม่มั่นคงล่ะซี!) ให้คอยคิดว่าถ้าหากในอนาคตเมื่อเราตายไปแล้ว ..ประเทศชาติล่มสลาย ลูกหลานต้องลำบากเพราะผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศโกงกินและขายทรัพยากรของชาติให้ต่างชาติไปหมดแล้ว..

  .เหมือนประเทศอาร์เจนตินา ที่เดิมเคยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์แต่มีรัฐบาลดำเนินนโยบายเหมือนทักษิณและกอบโกยทรัพยากรให้ตัวเองและพวกพ้อง มาหลายยุคหลายสมัย ประชาชนก็ไม่ได้คัดค้านตรวจสอบทัดทาน จนล่วงเลยมาถึงปัจจุบันนี้ ทรัพยากรของชาติหมดแล้ว ประชาชนต้องอดอยาก แร้นแค้น แม้แต่หมอยังตกงานมานั่งตรวจคนไข้อยู่ข้างถนน..(ดูจากวีซีดีที่เขาถ่ายทำมาเผยแพร่ให้ดู ไม่ได้ไปรู้ไปเห็นมาเองหรอกค่ะ..) เห็นแล้วเศร้าใจและเป็นสิ่งที่อดคิดไม่ได้ว่า หากประเทสไทยเป็นอย่างนั้นในอนาคต ลูกหลานคงจะถามว่าแล้วพ่อแม่ ปู่ย่าตายายของเราซึ่งรู้แล้ว เคยทำอะไรไว้เพื่อพวกเขาบ้าง..

   หากเราอยู่กับปัจจุบันก็คงไม่ลำบากเท่าไหร่ แต่หากคิดถึงอนาคตของลูกหลานก็น่าเป็นห่วง ซึ่งคงไม่ถูกหลักที่ว่าก็ให้อยู่กับปัจจุบัน แล้วคุณดันไปกังวลถึงอนาคตทำไม... นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รู้สึกสับสนระหว่างแนวคิดทางโลกกับทางธรรม .. 

 


  การที่เรามานั่งพิจารณาฝึกฝนเพื่อพัฒนาจิตใจของตัวเองอย่างเดียวในขณะที่คนอื่นๆกำลังตะโกนบอกต่อๆกันว่าประเทศชาติกำลังมีปัญหาให้ทุกคนต้องช่วยกันแก้ไข...ก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าเหมือนเราเป็นคนไม่มีน้ำใจ..

  เรื่องทักษิณวีเฟอร์(ของคุณคิลิน)นี้ มีคนเปรียบเทียบว่าเหมือนกรณีคนไข้เกิดอุบัติเหตุเลือดไหลไม่หยุดต้องการการรักษาโดนการผ่าตัดด่วน เพื่อเข้าไปหยุดยั้งห้ามเลือด ..
แต่หมอกลับรักษาโดยใช้ธรรมชาติบำบัด ซึ่งคงจะไม่สามารถหยุดยั้งการเสียเลือดอย่างหนักได้ และในที่สุดผู้ป่วยอาจช้อคตายได้..

  ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ยังมีสิ่งที่ค้างคาใจสงสัยอยากถามคุณคิลินอยู่ว่า..

ในกรณีนี้ ทำไมแม้แต่หลวงปู่พุทธอิสระ(ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน)ซึ่งมีดวงตาเห็นธรรมและเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนบรรลุธรรมแล้ว ทำไมท่านยังออกมาร่วมคัดค้านวิพากษ์วิจารณ์..แม้ท่านจะไม่ออกมาถือธงโบกสะบัด แต่เนื้อหาก็แปลได้ไม่ต่างกัน..

 หรือเพราะท่านบรรลุธรรมแล้วจึงทำได้ ก็ ปล่อยให้ท่านทำไป เรายังไม่บรรลุธรรมต้องปฏิบัติธรรมให้บรรลุก่อนอย่างนั้นเหรอคะ .เฮ้อ ลงอย่างนี้มีหวังโดนอีกแน่. laugh1.gif 

bowsdown.gif

Posted by KiLiN on 27 Mar. 2006,06:50
ก่อนอื่นคงต้องมาถามกันก่อนว่า 
เราเชื่อมั้ยว่า ที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้มาจากผลการกระทำของเราเอง
เราเชื่อมั้ยว่า ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว
เราเชื่อมั้ยว่า ถ้าปลูกต้นมะม่วงลูกที่ออกต้องเป็นลูกมะม่วงไม่ใช่ลูกอย่างอื่น

เพราะเราไม่เชื่อว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เราเห็นคนอื่นทำชั่วกลัวว่าเขาจะได้ดี เราเลยทำตัวเป็นโจทย์เป็นผู้พิพากษาไปตัดสินเขา สุดท้ายเรานั่นแหล่ะเลยชั่วด้วย

แล้วเราต่างคนต่างก็จะคอยจ้องจับผิดของคนอื่น เพื่อพิพากษาเขา แต่ก็ละเลยความผิดความบกพร่องของตนเอง คิดแต่จะแก้ไขผู้อื่น แต่ไม่คิดแก้ไขตนเอง ขอถามหน่อยคนที่กำลังพิพากษาว่าร้ายคนอื่นนั้น แล้วตนเองดีแล้วหรือยัง ซึ่งก็ยัง ทุกคนมีความไม่ดีอยู่มากมาย เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็ขุดคุ้ยกันมา แคะกันไป ฝ่ายนี้ก็บอกฝ่ายโน้นไม่ดีอย่างนี้ ฝ่ายโน้นก็บอกฝ่ายนี้ไม่ดีอย่างดี  ตกลงก็ไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น ต่างฝ่ายต่างก็โวยวายให้อีกฝ่ายต้องปรับต้องแก้อย่างนั้นอย่างนี้ ที่สุดก็เป็นการเอาชนะกัน ไม่ได้ว่ากันด้วยเหตุด้วยผล เหลือแต่ความก้าวร้าวด่าทอ ออกจอทีวี บรรยากาศของสังคมก็มีแต่ความตึงเครียด เกิดการแบ่งพรรคแบ่งฝ่าย สังคมหันหน้าเข้าชน พร้อมที่จะหักหาญกัน กลายเป็นว่าอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้เสียแล้ว แล้วนี่หรือที่ว่าห่วงใยลูกหลาน

ความเป็นจริงก็คือ เพราะทุกคนยังเป็นปุถุชน ยังมีทั้งทำถูกทำผิดคละเคล้ากันไป มีทั้งคนทำผิดมากทำผิดน้อย ผู้ที่มีตำแหน่งในสังคมเมื่อทำอะไรผิดก็ส่งผลสะเทือนอย่างกว้างขวาง แต่ไม่ว่าอย่างไรคนที่ทำผิดเขาก็ต้องได้รับผิดในที่สุด  ยิ่งคนที่ทำผิดแล้วส่งผลสะเทือนอย่างกว้างขวางเขาก็ยิ่งต้องรับผิดนั้นอย่างสาสมอยู่ดี

ถ้าเราเชื่อซะอย่างนี้ แทนที่เราจะทำตัวเป็นผู้ลงโทษเขาเอง เราก็จะรับรู้เป็นอุทาหรณ์ว่าเราอย่าทำอย่างเขาก็แล้วกัน  ในอีกด้านเรากลับมาตรวจสอบตัวเราให้มากยิ่งขึ้น แล้วปรับปรุงสิ่งที่ยังไม่ดีในตัวเราให้ดียิ่งขึ้น ถ้าคนหนึ่งทำอย่างนี้ คนรอบข้างก็ย่อมได้รับผลดีจากที่เขาทำ คนอื่นก็ทำตามบ้าง จากหนึ่งขยับเป็นสอง จากสองเป็นสี่เป็นแปดเป็นสิบหก สังคมของคนดีของกลุ่มชนก็ขยับขยายขึ้น  แทนที่จะจับผิดคนอื่นแล้วบอกให้ผู้อื่นแก้ ก็เปลี่ยนเป็นจับผิดตนเองแก้ไขตนเอง (ไม่มีใครชอบให้คนอื่นมาจับผิดตนเองหรอก) เปลี่ยนจากสังคมที่สื่อสารขุดคุ้ยเรื่องไม่ดีของชาวบ้านมาเป็นสังคมที่ประชาสัมพันธ์ว่ามีใครที่ทำดีอยู่ที่ไหนบ้าง

เมื่อวานนี้เราร่วมกับนาย ข.ขับไล่นาย ก. ผ่านไปอีกหลายปีเรากลับต้องมาร่วมกับคนอื่นขับไล่ นาย ข.อีก และก็ไม่แน่สักวันหนึ่งตัวเราซึ่งขับไล่คนอื่นมามากมาย เราก็อาจต้องถูกขับไล่บ้าง ถ้าตราบใดยังเดินแนวทางอยู่อย่างนี้ เพราะความเป็นจริงคนเราทุกคนไม่สมบูรณ์ คนทุกคนจึงต้องพัฒนา(ไม่มียกเว้นตราบใดไม่ใช่พระอรหันต์) ถ้าไม่พัฒนาพูดง่ายๆ ความชั่วก็ไม่หมดไปจากตนเอง รูปธรรมมีให้เห็นมากมาย เมื่อเดือนตุลาคนเหล่านี้มิใช่หรือที่ขับไล่คนอื่น มาวันนี้คนเหล่านี้ก็กำลังมาถูกเพื่อนตนเองขับไล่อีกเช่นกัน

ก็เลือกเอาว่าอยากได้สังคมแบบไหน

ส่วนเรื่องหลวงปู่พุทธอิสระที่เข้าไปในที่ชุมนุมอยู่ครั้งหนึ่งนั้น ท่านเข้าไปเพื่อหวังเอาน้ำเย็นเข้าไป หวังเข้าไปเตือนให้มีสติ มีเหตุมีผล อย่าใช้อารมณ์ ท่านเข้าไปเพราะท่านได้ข่าวที่ไม่ค่อยดีจะนองเลือด ท่านจึงเข้าไป เช้าขึ้นมาก็มาออกบิณฑบาตร นำทำวัตรเช้าสวดมนต์ ท่านไม่ได้เข้าไปเพื่อโหมกระพือไฟ แต่เข้าไปเพื่อดับไฟที่เร่าร้อนให้คลายลง เข้าไปเพื่อหวังเอาผ้าเหลืองไปให้เห็นเพื่อไม่ให้มีเหตุไปสู่การนองเลือด แล้วหลังจากวันนั้นท่านก็ไม่ได้ไปอีกเลย
Posted by แมวเหมียว on 27 Mar. 2006,22:50
อ้างถึง (KiLiN @ 26 มีค. 2006,17:50)
เราเชื่อมั้ยว่า ถ้าปลูกต้นมะม่วงลูกที่ออกต้องเป็นลูกมะม่วงไม่ใช่ลูกอย่างอื่น

ไม่เสมอไปหรอกค่ะ ..บางครั้งปลูกมะม่วงแต่ออกลูกเป็นลูกนก..ลูกมดแดง ลูกกาฝากก็มี couch.gif laugh1.gif
Posted by แมวเหมียว on 27 Mar. 2006,23:20
อ้างถึง (KiLiN @ 26 มีค. 2006,17:50)
เพราะเราไม่เชื่อว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เราเห็นคนอื่นทำชั่วกลัวว่าเขาจะได้ดี เราเลยทำตัวเป็นโจทย์เป็นผู้พิพากษาไปตัดสินเขา สุดท้ายเรานั่นแหล่ะเลยชั่วด้วย

แล้วเราต่างคนต่างก็จะคอยจ้องจับผิดของคนอื่น เพื่อพิพากษาเขา แต่ก็ละเลยความผิดความบกพร่องของตนเอง คิดแต่จะแก้ไขผู้อื่น แต่ไม่คิดแก้ไขตนเอง ขอถามหน่อยคนที่กำลังพิพากษาว่าร้ายคนอื่นนั้น แล้วตนเองดีแล้วหรือยัง ซึ่งก็ยัง ทุกคนมีความไม่ดีอยู่มากมาย เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็ขุดคุ้ยกันมา แคะกันไป ฝ่ายนี้ก็บอกฝ่ายโน้นไม่ดีอย่างนี้ ฝ่ายโน้นก็บอกฝ่ายนี้ไม่ดีอย่างดี  ตกลงก็ไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น ต่างฝ่ายต่างก็โวยวายให้อีกฝ่ายต้องปรับต้องแก้อย่างนั้นอย่างนี้ ที่สุดก็เป็นการเอาชนะกัน ไม่ได้ว่ากันด้วยเหตุด้วยผล เหลือแต่ความก้าวร้าวด่าทอ ออกจอทีวี บรรยากาศของสังคมก็มีแต่ความตึงเครียด เกิดการแบ่งพรรคแบ่งฝ่าย สังคมหันหน้าเข้าชน พร้อมที่จะหักหาญกัน กลายเป็นว่าอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้เสียแล้ว แล้วนี่หรือที่ว่าห่วงใยลูกหลาน

ความเป็นจริงก็คือ เพราะทุกคนยังเป็นปุถุชน ยังมีทั้งทำถูกทำผิดคละเคล้ากันไป มีทั้งคนทำผิดมากทำผิดน้อย ผู้ที่มีตำแหน่งในสังคมเมื่อทำอะไรผิดก็ส่งผลสะเทือนอย่างกว้างขวาง แต่ไม่ว่าอย่างไรคนที่ทำผิดเขาก็ต้องได้รับผิดในที่สุด  ยิ่งคนที่ทำผิดแล้วส่งผลสะเทือนอย่างกว้างขวางเขาก็ยิ่งต้องรับผิดนั้นอย่างสาสมอยู่ดี

ถ้าเราเชื่อซะอย่างนี้ แทนที่เราจะทำตัวเป็นผู้ลงโทษเขาเอง เราก็จะรับรู้เป็นอุทาหรณ์ว่าเราอย่าทำอย่างเขาก็แล้วกัน 


  ที่คุณคิลินพูดมานี้ฟังดูเป็นเชิงอุดมคติ
แต่ในความเป็นจริง เรื่องราวในสังคมมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น คนทำไม่ดี คนเอาเปรียบคนอื่นก็สามารถปกปิดความไม่ดีไว้ได้นาน  อาจได้รับผลตอบแทนในชาติหน้าตอนบ่ายๆก็ได้ถ้าไม่มีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ คัดค้าน หรือที่คุณคิลินเรียกว่าพิพากษาหรือจับผิดกัน แล้วเราจะรับรู้เป็นอุทาหรณ์ว่า"เราอย่าทำอย่างเขาก็แล้วกัน"ได้อย่างไรคะ ??     



อ้างถึง
เพราะเราไม่เชื่อว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เราเห็นคนอื่นทำชั่วกลัวว่าเขาจะได้ดี เราเลยทำตัวเป็นโจทย์เป็นผู้พิพากษาไปตัดสินเขา สุดท้ายเรานั่นแหล่ะเลยชั่วด้วย


  สมมุติว่า เราเจอผู้ชายคนหนึ่งกำลังลวนลามผู้หญิง..เราเชื่อว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว สักวันหนึ่งเขาคนนั้นก็คงได้รับผลกรรมเอง และเราไม่มีสิทธิจะไปพิพากษาใคร ตัวเราเองไม่ทำแบบนั้นก็แล้วกัน..คิดดังนั้นแล้วเราก็ทำเฉยเสีย กลับบ้านไปสบายใจเฉิบ ทำอย่างนี้อย่างนี้ถูกต้องหรือเปล่าคะ smile.gif  

bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 28 Mar. 2006,01:09
อ้างถึง (แมวเหมียว @ 27 มีค. 2006,10:20)
  ที่คุณคิลินพูดมานี้ฟังดูเป็นเชิงอุดมคติ
แต่ในความเป็นจริง เรื่องราวในสังคมมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น คนทำไม่ดี คนเอาเปรียบคนอื่นก็สามารถปกปิดความไม่ดีไว้ได้นาน อาจได้รับผลตอบแทนในชาติหน้าตอนบ่ายๆก็ได้ถ้าไม่มีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ คัดค้าน หรือที่คุณคิลินเรียกว่าพิพากษาหรือจับผิดกัน แล้วเราจะรับรู้เป็นอุทาหรณ์ว่า"เราอย่าทำอย่างเขาก็แล้วกัน"ได้อย่างไรคะ ??   



  สมมุติว่า เราเจอผู้ชายคนหนึ่งกำลังลวนลามผู้หญิง..เราเชื่อว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว สักวันหนึ่งเขาคนนั้นก็คงได้รับผลกรรมเอง และเราไม่มีสิทธิจะไปพิพากษาใคร ตัวเราเองไม่ทำแบบนั้นก็แล้วกัน..คิดดังนั้นแล้วเราก็ทำเฉยเสีย กลับบ้านไปสบายใจเฉิบ ทำอย่างนี้อย่างนี้ถูกต้องหรือเปล่าคะ smile.gif 

bowsdown.gif

ก็เพราะเราไม่เชื่อกฎของกรรม เราจึงว่าเป็นเชิงอุดมคติ
ก็เพราะเราไม่เชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จึงคิดว่าทำผิดแล้วปกปิดไว้ ก็จะไม่ต้องรับผิด
การรับผิด อาจรับในชาติปัจจุบันหรือชาติต่อๆไปก็ได้ ขึ้นกับบุญเก่าที่เขาสั่งสมมายังส่งผลอยู่ได้นานแค่ไหน เมื่อหมดบุญเก่าเมื่อนั้นบาปที่ทำไว้ก็จะส่งผล
คนทุกคนมีสิทธิ์จะพูด จะคิด จะทำ จะเชื่อ เมื่อเชื่ออย่างไร ก็จะกำหนดวิธีคิดไปตามความเชื่อของตน อันจะส่งผลให้ตนพูด และทำ ไปตามความเชื่อนั้นๆ  บุคคลจะเป็นเช่นไรจึงขึ้นกับอันดับแรก ความเห็น ด้วยเหตุนี้แหละ มรรคมีองค์ ๘ ข้อแรกจึงได้แก่ สัมมาทิฐิ ทำความเห็นของตนให้ตรงและถูกต้อง

อ้างถึง (แมวเหมียว @ 27 มีค. 2006,10:20)
 แล้วเราจะรับรู้เป็นอุทาหรณ์ว่า"เราอย่าทำอย่างเขาก็แล้วกัน"ได้อย่างไรคะ ??  

เราไม่ต้องไปรับรู้ความไม่ดีของเขาหรอก  เอาหัวเอาสมองไปรับในเรื่องที่ดีๆไม่ดีกว่าหรือ ตลอดเวลามีเรื่องทั้งที่ดีและไม่ดีคละเคล้ากันอยู่ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกรับในสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ก็เลือกเอา 
ส่วนที่ว่ารับเป็นอุทาหรณ์ก็หมายความว่า ถ้ามีเหตุให้เราไปรู้มาแล้ว เราก็รับรู้แค่เป็นอุทาหรณ์ ไม่เสียเวลาหรือติดอยู่กับเรื่องเหล่านี้ให้เนิ่นนาน

อ้างถึง (แมวเหมียว @ 27 มีค. 2006,10:20)
  สมมุติว่า เราเจอผู้ชายคนหนึ่งกำลังลวนลามผู้หญิง..เราเชื่อว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว สักวันหนึ่งเขาคนนั้นก็คงได้รับผลกรรมเอง และเราไม่มีสิทธิจะไปพิพากษาใคร ตัวเราเองไม่ทำแบบนั้นก็แล้วกัน..คิดดังนั้นแล้วเราก็ทำเฉยเสีย กลับบ้านไปสบายใจเฉิบ ทำอย่างนี้อย่างนี้ถูกต้องหรือเปล่าคะ smile.gif 

ความเห็นทำนองนี้ ผมเคยโพสต์ไว้แล้ว เปรียบเทียบระหว่างคำว่าวางเฉยกับเฉื่อยเนือย ดูดาย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน => < คลิก > ก็คือช่วยได้ก็ต้องช่วย ช่วยไม่ได้ถึงจะวางเฉย
Posted by sweet lemon on 28 Mar. 2006,08:35
อืมๆๆ น่าสนใจแท้น้อ.. คุยหยังกันน้อ... ลาว งง แหะๆๆ
ย้อเย่นเด้อ ... เข้ามาอ่านค่ะ เพื่อความฉลาดของสมอง..กลวงๆๆ...

thankssign.gif
Posted by แมวเหมียว on 28 Mar. 2006,19:12
พี่แมวเหมียวก็สมองกลวงอยู่เหมือนกันค่ะน้องมะนาวหวาน smile.gif



อ้างถึง (KiLiN @ 27 มีค. 2006,12:09)
ก็เพราะเราไม่เชื่อกฎของกรรม เราจึงว่าเป็นเชิงอุดมคติ
ก็เพราะเราไม่เชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จึงคิดว่าทำผิดแล้วปกปิดไว้ ก็จะไม่ต้องรับผิด
การรับผิด อาจรับในชาติปัจจุบันหรือชาติต่อๆไปก็ได้ ขึ้นกับบุญเก่าที่เขาสั่งสมมายังส่งผลอยู่ได้นานแค่ไหน เมื่อหมดบุญเก่าเมื่อนั้นบาปที่ทำไว้ก็จะส่งผล
คนทุกคนมีสิทธิ์จะพูด จะคิด จะทำ จะเชื่อ เมื่อเชื่ออย่างไร ก็จะกำหนดวิธีคิดไปตามความเชื่อของตน อันจะส่งผลให้ตนพูด และทำ ไปตามความเชื่อนั้นๆ  บุคคลจะเป็นเช่นไรจึงขึ้นกับอันดับแรก ความเห็น ด้วยเหตุนี้แหละ มรรคมีองค์ ๘ ข้อแรกจึงได้แก่ สัมมาทิฐิ ทำความเห็นของตนให้ตรงและถูกต้อง


ทำไมคุณคิลินรู้ทันไปหมด..  tongue.gif

 มรรค 8 มีอะไรบ้างแมวเหมียวก็จำไม่ได้..แฮ่ะๆ couch.gif

เรื่องภพเรื่องชาติอ่านกี่ครั้งก็ไม่เข้าหัวเข้าสมอง ก็ยังไม่ค่อยเชื่อว่าชาติหน้ามีจริง

คุณคิลินบอกว่าธรรมเป็นเรื่องของการปฏิบัติหรือการทำ ไม่ใช่การอ่านหรือท่องจำ ใช่มั้ยคะ

ทีนี้ความเชื่อเรื่องชาติหน้าจะต้องลองตายดูก่อนหรือลองเชื่อดูก่อน.. ic-14.gif

คือมันจินตนาการไปไม่ถึงน่ะค่ะ หรือไม่กล้ายอมรับเพราะกลัวก็ไม่รู้

bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 28 Mar. 2006,22:56
ความเชื่อเรื่องภพชาติ เป็นหัวใจของการเข้าใจเรื่องราวของชีวิต
ถ้าไม่เชื่อเรื่องภพชาติ ก็ยากที่จะเชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชัวได้ชั่ว
เมื่อไม่เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชัวได้ชั่ว ก็อย่าหวังว่าจะมีความเห็นที่ตรงและถูกต้องได้


เมื่อก่อนผมเป็นคนหัวฟัดหัวเหวี่ยงไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ ถ้าได้ยินใครพูดเรื่องเหล่านี้ก็จะหนีไม่คุยไม่ฟังด้วย เพราะเห็นเป็นเรื่องเหลวไหล แต่พอคิดแบบนี้ หลายๆเรื่องเราจะอธิบายไม่ได้  เราจะสับสนกันเอง ความคิดมันตีกัน ไม่ลงตัว คิดแล้วไม่ครบ loop

การจะเชื่อเรื่องภพชาติได้ ก็คงมาจากการคิดใคร่ครวญ หาคำตอบ ที่สำคัญเป็นเรื่องของการไล่หาเหตุหาผล ถ้าเราเชื่อเรื่องของเหตุผล ถ้าเราเชื่อว่าไม่มีเหตุใดๆที่ไร้ผล คนทำความชั่วหรือทำความดีแล้วตายไปก่อนที่จะรับผล เขาก็ต้องเกิดมารับผลจากการกระทำของเขา  ในทำนองเดียวกัน ถ้าเราเชื่อว่าไม่มีผลใดๆที่ไร้เหตุ คนเกิดมาแล้วรับผลกรรมในชาตินี้ไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่ว เมื่อสืบสาวไปแล้ว ชาตินี้เขาก็ไม่ได้ทำเหตุแห่งกรรมนั้น แสดงว่าเขาก็ต้องกระทำเหตุแห่งกรรมนั้น ในชาติก่อนๆเอาไว้

หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งให้ชัดก็ได้ว่า  คนไม่เชื่อเรื่องภพชาติก็คือคนไม่เชื่อเรื่องของเหตุผลอย่างถึงที่สุดนั่นเอง
Posted by แมวเหมียว on 29 Mar. 2006,08:28
รู้สึกเหมือนจะต้องรีบเชื่อเพราะกลัวว่าจะเป็นคนไม่มีเหตุผล tongue.gif

  คุณคิลินช่วยยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆสักเรื่องได้มั้ยคะ ว่าทำไมคุณคิลินซึ่งเคยคนหัวฟัดหัวเหวี่ยงไม่เชื่อเรื่องนี้ถึงกับเดินหนี

แต่กลับมีดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาได้ในภายหลัง แล้วต้องใช้เวลาคิดนานแค่ไหนคะถึงจะเห็นสัจจธรรมได้ ic-14.gif
Posted by KiLiN on 29 Mar. 2006,10:28
ได้ จะเล่าเรื่องจริงที่ประสพกับตนเองให้ฟัง

เดิมทีผมเชื่อวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์เป็นเหตุเป็นผลมากที่สุดแล้ว  และมองว่าวิธีคิดนี้สมัยใหม่ทันสมัย มีความเชื่อมั่นและมั่นใจในสิ่งที่ตนเชื่อตนคิดมาก  แม้ว่าจะมีหลายครั้งเมื่อคิดถึงเรื่องราวทางไสยศาตร์  หรือเรื่องเกี่ยวกับภพชาติเรื่องผีๆสางๆ แล้วจะอธิบายไม่ได้  แต่ก็บอกตนเองว่า นั่นมันโบราณ เหลวไหล อุปทานคิดกันไปเอง เดี๋ยวนี้โลกมันไปไกลแล้ว ยุคโกลบอลไลเซชั่นแล้ว เรื่องแบบนั้นนับวันก็หมดจะหายไป 

ในอีกด้านหนึ่ง ในด้านที่เกี่ยวกับสังคม ก็เชื่อมั่นวิธีคิดแบบวัตถุนิยม วิภาษวิธี และเชื่อว่าการพัฒนาทางสังคมเป็นไปแบบที่คาร์ลมาร์คพูดถึง  แม้ว่าในระยะหลังๆ ความเชื่อมั่นนี้จะโอนเอนไปมาก  แต่ก็ยังมีความหวัง มองว่าเป็นอุปสรรค เป็นระยะผ่านของสังคม เฝ้ารอคอยโอกาสผ่านไปเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี

ผ่านไป ๒๐ ปีก็แล้ว ๒๕ ปีก็แล้ว นับวันยิ่งลางเลือน คำว่าอุดมการณ์ อาจไม่มีอยู่จริง เพราะไปๆมาๆ เห็นมีแต่อุดมกูทั้งนั้น

แล้วในที่สุดสายป่านแห่งความเชื่อเดิมๆก็ขาดสะบั้น วันนั้นก็คือวันที่ทั้งประเทศ รวมทั้งอีกหลายๆประเทศประสบวิกฤตทางเศรษฐกิจ คำถามเกิดขึ้นมาในใจอย่างดังๆว่า "นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมๆๆ คนทั้งประเทศ คนทั้งโลก ถึงไม่รู้ตัว ว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้ แล้วคนเก่งๆ ที่ว่าแน่ ก็ไม่แน่จริงนะสิ ทำไมความทันสมัย ความสมัยใหม่มันถึงฮ่วยแตกแบบนี้" สภาพของผมกลายเป็นความล้มเหลว ล้มเหลวในทุกๆด้าน ทั้งการงาน ทั้งเศรษฐกิจ  ทั้งครอบครัว ทั้งส่วนตัวก็ล้มเหลวในวิธีคิด จากเชื่อมั่นตนเองว่ามีวิธีคิดที่ดี ก็กลายเป็นรู้สึกไร้หลักคิดหลักยึด ทางอารมณ์จากคนสุขุมใจเย็น ก็กลายเป็นความเร่าร้อน หงุดหงิด ก้าวร้าว   มีสภาพล้มเหลวอยู่อย่างนี้เป็นปี

ในที่สุดแม้ตนเองก็รับตนเองไม่ได้ ไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเชื่ออีกต่อไป ความเชื่อเดิมๆทั้งหมดต้องถูกตรวจสอบใหม่หมด  มาถึงตรงนี้สิ่งที่บอกก็คือ วิธีคิดวิธีเชื่อแบบเดิมๆนั้นใช้ไม่ได้เสียแล้ว มันพึ่งไม่ได้ ก็แม้ตนเองยังพึ่งไม่ได้แทบเอาตัวไม่รอด จะไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่แล้ว  ขืนเป็นอยู่อย่างนี้ต่อไป มันศพเดินได้ชัดๆ  (พักยกก่อนครับ wave.gif )
Posted by sweet lemon on 29 Mar. 2006,13:00
อ้างถึง (KiLiN @ 28 มีค. 2006,21:28)
(พักยกก่อนครับ wave.gif )



ท่าจะเหนื่อยเนาะ... เชิญดื่มน้ำผลไม้ และแตงโมค่ะ fruit_01.gif fruit_02.gif

อ๊อกๆๆๆๆๆๆ
Posted by pilgrim on 29 Mar. 2006,18:26
พักยกหายเหนื่อยแล้ว ก็รีบมาชกต่อนะคะคุณคิลิน (นี่กำลังชกกับพี่แมวเหมียวอยู่เหรอเปล่าคะ อิๆๆๆๆ) คนดูมาเชียร์กันเยอะแล้วค่ะ ทั้งฝ่ายแดง ฝ่ายน้ำเงิน  มีน้องมะนาวหวานคอยส่งข้าว ส่งน้ำนะ น่ารักจริงๆ tongue.gif  

สิ่งที่คุณคิลินสอนเป็นเรื่องดี และมีประโยชน์นำไปใช้ประโยชน์กับโลกและชีวิตได้จริงๆค่ะ พิลเองเพิ่งนำหลักธรรมบางอย่างไปถ่ายทอดให้น้องรักคนหนึ่งที่เมืองไทยฟัง เพราะเขามีปัญหาเรื่องเจ้านายด่า กลับมาซึมเศร้า โกรธเกลียดแค้นคนทั้งโลก พอเขียนจดหมายตอบไป เขาตอบกลับมาว่า เขาสงบลงไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ขอยกความดีนี้ให้คุณคิลิน และเว็บบ้านคนธรรมดานะคะ flo_1.gif

แต่เรื่องเหตุบ้านการเมือง ขอยอมรับว่า ยังคิดแยกแยะไม่ได้จริงๆค่ะ แต่ถ้าจะคิดให้สบายใจจริงๆแล้ว การแก้ปัญหาทุกอย่างน่าจะแก้แบบใช้ปัญญา และไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนนะคะ

ที่โบสถ์ของพิลเขาจะเชื่อเรื่อง โลกใหม่ ซึ่งเป็นสวรรค์ อาจจะต่างจากทางพุทธ แต่หลักความคิดบางอย่างคล้ายๆพุทธอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้เราไม่รู้สึกแปลกเปลี่ยนมากในเรื่องของหลักคำสอนและศาสนา และมีความสุขอยู่ในศาสนจักร

เรื่องเวียนว่ายตายเกิด พิลยังไม่แจ้ง แต่ตัวเองก็มีรากฐานทางพุทธค่อนข้างเหนียวแน่น ที่แน่ๆ คือ พิลเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมอย่างมาก เพราะเคยได้กับตัวเองมาหลายหน แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ยิ่งสมัยนี้เวรกรรมติดจรวดค่ะ

การประจักษ์ถึงการเวียนว่ายตายเกิด และภพชาติ คิดว่ามีอีกวิธีหนึ่งนะคะ คือการปฏิบัติธรรม เคยทราบมาว่า เมื่อปฏิบัติถึงขั้นๆหนึ่งแล้ว จะนำพาเราไปสู่ภพชาติอื่นๆได้ค่ะ คงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเล่าสู่กันฟังให้เชื่อได้ เพราะพระพุทธเจ้าถือว่าเป็นการอวดอุตริมนุสธรรม นอกจากจะลองปฏิบัติด้วยตนเองค่ะ

ขอบคุณพี่แมวเหมียวและคุณคิลินมากๆเลย ที่นำความคิดมาถกกันเพื่อสร้างเสริมสติปัญญาค่ะ again.gif

Posted by แมวเหมียว on 29 Mar. 2006,23:42
อ้างถึง (pilgrim @ 29 มีค. 2006,05:26)
พักยกหายเหนื่อยแล้ว ก็รีบมาชกต่อนะคะคุณคิลิน (นี่กำลังชกกับพี่แมวเหมียวอยู่เหรอเปล่าคะ อิๆๆๆๆ) คนดูมาเชียร์กันเยอะแล้วค่ะ ทั้งฝ่ายแดง ฝ่ายน้ำเงิน มีน้องมะนาวหวานคอยส่งข้าว ส่งน้ำนะ น่ารักจริงๆ tongue.gif 


ไม่ได้ชกค่ะคุณพิล..ถกและถามต่างหากคะ  xmas.gif

มารอฟังต่อค่ะคุณคิลิน bowsdown.gif
Posted by วันดี on 29 Mar. 2006,23:56
แมวเหมียวช่างต่อปากต่อคำ  ทำให้เราได้รับความรู้ที่ลึกซึ้งขึ้น

หลายอย่างฉันเห็นเหมือนคุณKiLin  หลายอย่างก็ยังอยากเถียงบ้าง แต่ยังเถียงไม่ขึ้น  ขอฟังไปก่อนนะคะ อย่าหาว่าเอาเปรียบกันล่ะ

และอยากเชิญชวนคนบ้านธรรมดามาคุยเรื่องนี้กันด้วย

Posted by KiLiN on 30 Mar. 2006,11:06
.      จุดเปลี่ยนของชีวิตเริ่มต้นที่เช้าวันอาทิตย์วันหนึ่ง ผมขับรถจะออกจากบ้าน จะไปไหนก็จำไม่ได้แล้ว อารมณ์เช้าวันนั้นก็ไม่สดใสเหมือนทุกวัน ปรากฎว่าผมออกรถแล้วล้อรถไปเหยียบเอาลูกหมาที่บ้านหัวเละตายคาที่ ลูกสาวและแม่ของลูกร้องห่มร้องไห้กันระงม แม่หมาเองวิ่งมาดมๆ แล้วมันก็วิ่งพล่านไปๆมาๆ สภาพตอนนั้นน่าอนาถจัง ผมรู้สึกเสียใจมาก cry2.gif ที่เราประมาทเกินไป ทุกทีเราจะออกรถเราต้องจับมันไปขังไว้ก่อน แต่นี่ชะล่าใจ คิดว่ามันโตแล้วคงไม่เป็นไร เรื่องน่าเศร้าจึงเกิดขึ้น เหมือนทุกข์ซ้ำกรรมซัด

       วันนั้นเลยเปลี่ยนโปรแกรมเป็นจะพาครอบครัวไปทำสังฆทานอุทิศส่วนกุศลให้ลูกหมา  แต่ไหนแต่ไรมา ผมก็แทบจะไม่ได้เข้าวัด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเริ่มจากผมเป็นคนชวน ครั้งนี้จึงออกพิเศษกว่าที่เคย

        วัดที่ไปก็วัดอ้อน้อย หลวงปู่พุทธอิสระ จริงๆแล้วผมก็ได้ยินมาแล้วเกือบปี แต่ไม่สนใจเอง  ครั้งนี้พอจะเอ่ยปากชวนก็ไม่รู้จะไปวัดไหน ก็นึกถึงวัดนี้ วันนั้นเป็นวันที่หลวงปู่แสดงธรรมพอดี  ก็ได้นั่งฟังธรรมและถวายสังฆทานรวม ความรู้สึกก็ยังไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไร อาจเพราะใจยังจดจ่อกับการมาทำบุญ ไม่ได้มาตั้งใจฟังอะไร เพียงแต่ก็รู้สึกทึ่งและแปลกใจบ้าง ที่ท่านเทศน์ไม่เหมือนภาพที่เราคิดไว้ และก็ทึ่งที่ว่าหลวงปู่ทำไมยังหนุ่ม ทำไมคนจึงเรียกท่านว่าหลวงปู่  ก็เป็นจุดคำถามในใจเราอยู่บ้าง

       สิ่งที่จุดประกายผมเป็นเรื่องเทปธรรมะ  ก่อนกลับวันนั้นผมซื้อเทปมา ๓-๔ ม้วน ก็เปิดฟังในรถขากลับ เป็นเพลงสวดธิเบต มหากรุณาธารณีสูตร ฟังแล้วก็รู้สึกเพราะดี ชอบ

       วันรุ่งขึ้นมาทำงาน เทปธรรมะยังทิ้งอยู่ในรถก็หยิบมาม้วนหนึ่งเปิดฟังในรถ ขณะขับมาทำงาน เทปม้วนนี้นี่แหล่ะที่จุดประกายผม ผมรู้สึกปิ๊งขึ้นมาอย่างมาก มันเหมือนเรามีปมอะไรบางอย่างที่เราไม่เข้าใจ แล้วเนื้อหาในเทปนั้น มันมาแก้ปมที่เราติดอยู่ให้คลายออก เทปม้วนนั้นชื่อ พลังบุญ-พลังจิต

       นับจากวันนั้น ผมเปลี่ยนจากปกติเป็นคนชอบฟังเพลง อยู่กับเสียงเพลง เปลี่ยนมาฟังเทปธรรมะ ตลอดระยะเวลาประมาณ ๑ ปีกว่าผมฟังเทปธรรมะไปสี่ร้อยกว่าม้วน หลายม้วนฟังมากกว่าหนึ่งเที่ยว ช่วงแรกๆ ก็ไม่เข้าใจอะไรมาก เพียงแต่เนื้อหาหลายๆอย่างมันโดนใจ  ผ่านไป ๒-๓ เดือนแรก ดูจะเข้าใจอะไรไม่เดินหน้าเท่าไร  เหมือนยังติดๆ  ผมก็ตัดสินใจเข้มกับมันให้มากขึ้น ลงทุนไปบวชชีพราหมณ์ เลิกบุหรี่ และเลิกเหล้าในเดือนๆถัดๆมา  จากจุดนี้เอง ทำให้เหมือนคลายปม ปมที่สอง ความรู้ความเข้าใจจึงขยับขึ้นไปได้

       นับจากวันนั้นถึงวันนี้ก็เป็นเวลา ๗ ปีกว่าแล้ว  ถ้าจะถามว่าผ่านมากี่ปีถึงพอจะนับได้ว่าพอจะเข้าใจได้ดี  ก็เพิ่งเมื่อ ๒ ปีหลังนี้เอง  จริงๆมันก็เป็นเรื่องต้องสั่งสม และเอาจริงเอาจังกับมันพอสมควร และที่สำคัญ ธรรมะจะไม่ได้จากการอ่านหรือการฟังอย่างเดียว รู้แล้วต้องทำ ถึงจะเข้าใจอะไรมากขึ้น ถ้าไม่ทำเอาแต่ฟังกับอ่าน ก็จะไม่ไปไหนสักเท่าไร  และก็แปลก ทั่วไปเราจะคิดว่าการอ่านได้มากกว่าการฟัง แต่จากประสพการณ์ของผม ธรรมะไม่ใช่ การฟังจะได้มากกว่าการอ่าน แต่นั่นหมายถึงว่าต้องตั้งใจฟังแล้วรู้จักคิดด้วยนะ

       ว่าไปแล้วบ้านฅนธรรมดา ก็เปรียบเสมือนเวทีที่ผมใช้ฝึกตนเองด้วย ผมพยายามทำให้ธรรมะกับชีวิตจริงเป็นเรื่องเดียวกัน ทุกๆเรื่องในชีวิตจริง ผมจะหยิบมาเทียบเคียงแล้วใช้วิธีคิดทางธรรมไปมอง ไปแก้ปัญหา ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน รวมทั้งบ้านฅนธรรมดาหลังนี้

       ย้อนกลับมาเรื่องหลักคิด จากที่เคยใช้วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ แบบวัตถุนิยมวิภาษวิธี  เปรียบเทียบกับหลักคิดทางธรรมะ อยากจะบอกว่า เหมือนมวยคนละรุ่น เทียบชั้นกันไม่ได้เลย วิธีคิดทางวิทยาศาสตร์เข้าไม่ถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม เข้าไม่ถึงความรู้สึก อารมณ์ และจิตใจ ชีวิตไม่ใช่หุ่นยนต์ที่จะมาโปรแกรมกันได้ วิทยาศาสคร์คิดได้แบบกลไก ไร้วิญญาณ วิทยาศาสตร์บอกได้ว่า 1+1 เป็น 2 วิทยาศาตร์ไม่มีวันเข้าใจว่า 1+1 ก็เป็น 3 ได้ วิทยาศาสตร์คิดได้แต่ในกรอบ คิดนอกกรอบไม่ได้ วิทยาศาตร์เชื่อเรื่องของเหตุผลก็จริง แต่ต้องเป็นเหตุผลที่พิสูจน์ได้จับต้องได้ วิทยาศาตร์จึงไม่มีวันเข้าใจเรื่องของชาติภพ  ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคำว่านิพพาน วิทยาศาสตร์ไม่มีวันรู้จัก วิทยาศาสตร์รู้จักแต่ชาตินี้ ไม่รู้เรื่องชาติในอดีต หรือชาติในอนาคต

       ระหว่างคนเชื่อเรื่องชาติภพกับไม่เชื่อ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ก็ได้ว่า ถ้าเปรียบวันนี้เป็นชาตินี้ วันพรุ่งนี้ มะรืนนี้เป็นชาติหน้า  เราก็คงพอจะนึกภาพออกว่า ระหว่างคนที่คิดว่ามีแต่วันนี้เท่านั้นไม่คิดว่าจะมีพรุ่งนี้มะรืนนี้อีก ทัศน มุมมอง ความคิดเห็น และการกระทำจะคนละเรื่องเลย 

       คนที่ไม่เชื่อเรื่องชาติภพ ก็เปรียบได้กับคนที่คิดว่ามีแต่วันนี้  ทำอะไรๆก็เพียงเพื่อวันนี้เท่านั้น  พระอริยเจ้าก็เปรียบได้กับรู้ว่าไม่เพียงมีพรุ่งนี้ มะรืนนี้ แต่ยังมีเดือนหน้าอีกด้วย พระพุทธเจ้าเปรียบได้กับรู้ไปถึงว่ามีปีหน้าอีกด้วย  แล้ววิทยาศาสตร์อธิบายแค่วันนี้จะไปเทียบชั้นกับธรรมะที่พูดเรื่องปีหน้าได้อย่างไร smile.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 30 Mar. 2006,22:51
bowsdown.gif กราบเรียนท่านสมาชิกที่กำลังติดตามกระทู้นี้ทุกๆ ท่าน

หนูขออนุญาตขั้นรายการอีกสักครั้งนะคะ  toy19.gif  coffee.gif

จึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ bowsdown.gif

-----------------------------------------------------------------

กราบเรียน คุณคิลินที่เคารพค่ะ bowsdown.gif

         หนูได้เขียนจดหมายกลับไปหาคุณคิลิน 2 ฉบับ แต่ไม่ทราบว่าคุณคิลินได้รับหรือไม่คะ เพราะไม่มีข้อความแจ้งเตือนเลย หนูจึงขอโพสต์ไว้ที่นี่เลยนะคะ

         ก่อนอื่น หนูต้องกราบขออภัยคุณคิลิน ที่หนูคิดวู่วาม ใจร้อน ไม่เข้าท่า bowsdown.gif

         หนูคงจะดูข่าวการเมือง การประท้วงมากเกินไป (ฮ่า..โยนไปให้สิ่งแวดล้อมอีกแย้ว icon_donot.gif )

         อืมม์....เขิลลลลล์  couch.gif เขียนอะไรไม่ออกแล้วค่ะ เอาเป็นว่า

         "หนูรักบ้านฅนธรรมดาที่สุดในโลก" เลยค่ะ love.gif
Posted by แมวเหมียว on 31 Mar. 2006,00:05




- ๓๒ -

ลูกรัก......

จงใช้สมมุติ

ยอมรับสมมุติ

เคารพสมมุติ

ให้เกียรติในสมมุติ

ให้ประโยชน์กับสมมุติ

รับประโยชน์จากสมมุติ

สุดท้ายจงอย่ายึดติดในสิ่งที่เป็นสมมุติ

นี่คือวิมุติธรรม


พุทธะอิสระ   




อะไรคือสมมุติ?

      สมัยเป็นเด็กหลายคนเคยเล่นหม้อข้าวหม้อแกง หรือเล่นเป็นครอบครัว โดยสมมุติให้บางคนเป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูก เป็นพี่เป็นน้อง  เด็กก็จะเล่นกันอย่างสนุกสนาน มีการหุงข้าวทำมาหากิน จับจ่ายใช้สอย ล้อกับชีวิตจริง บางครั้งก็เกิดโต้เถียงคัดง้าง ว่าอีกคนแสดงบทบาทไม่ถูก ทำอย่างโน้นอย่างนี้ไม่ถูก จนทะเลาะกัน หมดสนุกไปก็มี จนแม่ตัวจริงมา จัดการให้ไปอาบน้ำอาบท่ากินข้าว  เข้าสู่ชีวิตจริง ชีวิตสมมุติของวัยเด็กของครั้งนั้นก็จะจบลง

      โตขึ้นเรานั่งดูละคร ละครแต่ละฉากๆ ที่ผ่านไป มีลีลาหลากหลาย  หลากรส ทั้งหัวเราะ ซาบซึ้ง โศรกเศร้า ทั้งคนดูและคนเล่น ต่างอินไปกับบทที่แสดงนั้นๆ  แต่ที่สุดละครก็ต้องจบลง ทั้งคนดูคนเล่นต่างต้องเข้าเผชิญกับชีวิตจริงต่อไป

      ในชีวิตจริง ก็ไม่ได้ต่างกับเรื่องสมมุติในวัยเด็ก หรือเรื่องราวในโรงละครมากนัก  เราเกิดมาก็สมมุติให้คนที่เราอยู่ด้วยเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นพี่เป็นน้อง มีกฎมีกติกาของครอบครัว ของชุมชน ของประเทศ ของโลก  มีสมมุติเงินตราเพื่อประโยชน์แลกเปลี่ยนใช้สอย ทรัพยากรของธรรมชาติ  แต่ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อยังประโยชน์ร่วมกัน พึ่งพิงอิงแอบอาศัยซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อความเจริญตาเจริญใจ  ไม่ใช่มาทะเลาะวิวาทขัดแย้งดังเรื่องสมมุติในวัยเด็ก  เพราะถึงที่สุดโรงละครชีวิตจริงนี้ ก็ต้องสิ้นสุดลงเหลือไว้แต่ความว่างเปล่าดังโรงละครที่เราดูอยู่ดี

  (จากกระทู้...บทโศลก กลบท ปริศนาธรรมที่คุณคิลินเคยโพสต์ไว้ที่ห้องแสงธรรม..)

  ถ้าทุกอย่างเป็นสมมุติ..ความจริงคือความว่างเปล่า..

ทำไมชาติภพไม่ใช่สิ่งสมมุติคะ ในเมื่อท่านว่าศาสนาเกิดขึ้นได้เพราะความกลัวของคน  คนต้องการหาที่พึ่งและเพื่อขจัดหรือลดความกลัวนั้น..

 ดังนั้นทำไมเรื่องชาติภพ ตายแล้วไปไหนจึงไม่ใช่เรื่องที่ท่านแต่งขึ้นเพื่อให้คนกลัวความชั่ว  แล้วหันมาทำความดีคะ ic-14.gif

bowsdown.gif

Posted by KiLiN on 31 Mar. 2006,10:02
อ้างถึง (มะเหมี่ยว @ 30 มีค. 2006,09:51)
หนูได้เขียนจดหมายกลับไปหาคุณคิลิน 2 ฉบับ แต่ไม่ทราบว่าคุณคิลินได้รับหรือไม่คะ

ได้รับครับ แต่ได้รับฉบับเดียวครับ ผมจะตอบกลับไป ก็ตอบไม่ได้ เพราะกล่องจดหมายน้อยของมะเหมี่ยวเต็มครับ yes.gif

คำว่าสมมุติหรือสมมติ มีความหมายพอจะอธิบายให้ชัดขึ้นได้ดังนี้ครับ

      ๑. เพราะว่าชีวิตไม่ได้มีเพียงชาตินี้เท่านั้น แต่เราเกิดๆตายๆมาแล้วนับไม่ถ้วน ชาตินี้เมื่อเทียบกับชาติภพทั้งหมดที่เราเกิดๆตายๆ มาแล้วถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก แล้วเกิดแต่และชาติเราก็ไม่ได้เกิดเป็นคนอย่างเดียว  เกิดเป็นสัตว์บ้างหมูหมากาไก่ คนบ้าง เปรตบ้าง หรือแม้แต่เกิดเป็นเทวดาบ้าง แล้วแต่บุญกรรมแต่ละช่วงที่ทำ แม้เกิดเป็นคนเอง ก็ยังมีหลายแบบ รวยจน สูงดำ ต่ำขาว โง่ฉลาด มากมาย  คือไม่ได้คงที่แน่นอน ต้องเปลี่ยนแปลงไปอยู่เรื่อยๆ  สวมบทบาทไปต่างๆนาๆ เป็นช่วงเวลาเพียงสั้นๆ  ไม่จีรังยั่งยืน ชาตินี้เป็นมิตรกับนาย ก. ชาติหน้าก็อาจเป็นศัตรูกันก็ได้ ที่ทางพระเรียก อนิจจัง(ความไม่เที่ยง) ทุกขัง(ความเป็นทุกข์) อนัตตา(ความไม่มีตัวตน) ท่านจึงเปรียบได้กับ สมมุติ

       ๒. หลายอย่างในชีวิต เป็นสิ่งที่สังคมมนุษย์กำหนด ตั้งกติกากันเอง ไม่ใช่กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น นี่บ้านของเรา นี่ที่ดินของเรา สัตว์โลกอย่างอื่นเขาไม่ได้รับรู้ด้วย ถ้าเราไปยึดไปถือว่าเป็นของเราอย่างจริงๆจังๆ เราก็จะหลงผิด ทำให้คิดผิด ทำผิด  มด ปลวก แมลงสาบ ขึ้นบ้านเรา เราก็ว่าเขารุกราน ก็คิดจะกำจัดเขา แต่จริงๆแล้วทางธรรมชาติ ไม่ใช่ สัตว์เหล่านั้นไม่ได้ร่วมกำหนดกติกากับมนุษย์สักกะหน่อย ทุกอย่างยังเป็นของธรรมชาติเหมือนเดิมต่างหาก
Posted by มะเหมี่ยว on 31 Mar. 2006,11:26
bowsdown.gif  flo_1.gif  yin-yang.gif  grouphug.gif
Posted by แมวเหมียว on 31 Mar. 2006,20:08
ขอบคุณคุณคิลินมากค่ะที่เล่าประสบการณ์ชีวิตให้ฟัง ให้ได้เป็นบทเรียน

คุณคิลินบรรลุธรรมได้มาจากการฟังมาก คิดมาก เขียนมาก( ถามมากด้วยหรือเปล่าไม่ทราบนะคะ)

ทำให้นึกถึงหัวใจนักปราชญ์..

สุ -- ฟัง
จิ  -- คิด
ปุ -- ถาม
ลิ -- เขียน

ว่าแล้วก็มีข้อสงสัยว่าทำไมหัวใจนักปราชญ์ถึงไม่มีการอ่านอยู่ด้วย มีใครทราบมั้ยคะ คงต้องถามพี่แอ๊ดใช่มั้ยคะ inlove.gif

bowsdown.gif
Posted by add on 31 Mar. 2006,23:36
สุ จิ ปุ ลิ

              สุ มาจาก สุตะ คือ ฟัง รวมถึงการอ่าน
              จิ มาจาก จินตะ คือ คิด พินิจพิจารณา วิจารณญาณ
              ปุ มาจาก ปุจฉา คือ ถาม เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้ง
              ลิ มาจาก ลิขิต คือ เขียน หรือสามารถสรุปความรู้ได้              
              < http://hospital.moph.go.th/somdetp/history_b48_13.html >

              พี่ไม่ค่อยรู้เรื่องหลักธรรมะนักหรอก  ความเข้าใจก็ยังน้อย  เขียนบรรยายอะไรก็ไม่ถูกเพราะรู้น้อย  ยึดแต่ความสบายใจเป็นหลักและทำอะไรไม่มุ่งร้ายและเป็นผลร้ายแก่ผู้อื่น

              สิ่งที่ผ่านมาจากอดีต  การวิจารณ์และวิจารณ์ตนเอง ประกอบเข้ากับความรู้ทางธรรมะ  ทำให้เราคอยมองตัวเองในปัจจุบัน  สำรวจความคิดตัวเองในปัจจุบันตลอดเวลา  ทำให้เรารู้ว่าตอนนี้เรากำลังคิดดีหรือคิดร้าย

              และรู้แต่ว่า  ในยามที่จิตใจเราเบิกบานไปด้วยความปิติที่เราทำดีแก่คนอื่น  หรือได้รับสิ่งดีๆจากคนอื่น  มันเป็นสิ่งสุดยอด  คิดว่าไม่มีสิ่งใดดีกว่านี้อีกแล้ว  flo_1.gif

               จริงไหม มะเหมี่ยว?  whisper.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 31 Mar. 2006,23:48
yes.gif  bowsdown.gif  inlove.gif
Posted by KiLiN on 01 Apr. 2006,07:29
อ้างถึง (แมวเหมียว @ 31 มีค. 2006,07:08)
คุณคิลินบรรลุธรรมได้มาจากการฟังมาก คิดมาก เขียนมาก( ถามมากด้วยหรือเปล่าไม่ทราบนะคะ)

ยังไม่บรรลุครับ icon_donot.gif แค่พอรู้บ้าง

ส่วนถามนั้น ไม่เคยถามเลยครับ (อิอิ ผมไม่ค่อยชอบถาม สงสัยไม่ได้มีปากไว้ถาม ไว้กัดกับไว้กิน คิกๆ tongue.gif )
เขียนก็มีบ้าง แต่ไม่มากครับ
Posted by แมวเหมียว on 01 Apr. 2006,19:02
ขอบคุณพี่แอดมากค่ะ bowsdown.gif


ที่แท้การอ่านรวมอยู่ในการฟังนี่เอง..

  แมวเหมียวก็ไม่มีความรู้เรื่องหลักธรรมหรอกค่ะพี่แอ๊ด แถมยังเป็นสีกาห่างวัดอีกต่างหาก.

   เริ่มอ่านหนังสือธรรมะของท่านพุทธทาสจากความอยากรู้ว่าทำไมนักคิดนักเขียนผู้มีชื่อเสียงที่เป็นที่เคารพของผู้คนในสังคม
เวลานำเสนอความคิดความเห็นมักอ้างอิงถึงธรรมะของท่านพุทธทาสกันบ่อยๆ

ก็เลยหามาอ่านดูบ้าง แล้วต่อมาก็ได้มาเจอคุณคิลินผู้มีชื่อเสียงที่บ้านฅนธรรมดา ฮิ ฮิ (ตามคำแนะนำของพี่แอ๊ด)

 ชอบเข้ามาต่อปากต่อคำกับคุณคิลิน(อย่างพี่วันดีว่า  ) เพื่อให้คุณคิลินได้แสดงธรรมน่ะค่ะ couch.gif หลบก่อนเดี๋ยวโดน laugh1.gif
ฮิ ฮิ หลบบ้างโดนบ้างก็ได้ความรู้ไปพอสมควรค่ะ

ขอบคุณพี่แอ๊ดที่จูงมือมาบ้านนี้และขอบคุณคุณคิลินที่ช่วยชี้ทางสว่างค่ะ bowsdown.gif

whisper.gif แต่จริงๆแม้เห็นทางแล้วแต่ไม่ค่อยชอบเดินหรอกค่ะ ชอบออกนอกลู่นอกทาง tongue.gif

 ขอส่งไม้ให้พี่วันดีหรือคุณพิลมาคุยต่อนะคะ laugh1.gif

k122.gif k119.gif k122.gif
Posted by pilgrim on 01 Apr. 2006,19:49
อ๊ะๆๆ พี่แมวเหมียว จะโยนเผือกร้อนมาให้หนูเหรอ อิๆๆๆ ย้อเย่นค่า  bowsdown.gif คุณคิลิน เผือกร้อนก็ดี ต้มใหม่ๆ กินอร่อยดี (นั่น อะไรก็กลายเป็นเรื่องกินไปหมด) icon_donot.gif

ไหนๆพี่แมวเหมียวก็โยนมาแล้ว พิลก็ขอกระโจนรับไว้ด้วยความเต็มใจค่ะ (เขาเรียกหมูไม่กลัวน้ำร้อน ยัง...ยังไม่รู้จักเข็ด) tongue.gif

พอดีมีเรื่องสงสัยที่คุณคิลินไปโพสต์ไว้ที่กระทู้ มาชวนไปเที่ยวจ้ะ

เรื่องเหตุและผลค่ะ

จากที่พิลเขียน แล้วคุณคิลินบอกว่า



อ้างถึง (pilgrim @ 22 มีค. 2006,09:00)
ตอนนี้ก็พยายามรักษาสุขภาพ(จิต)อยู่ค่ะ ...

หนูฟังแล้วเซ็ง ห่อเหี่ยวจริงๆเลย ยิ่งเราอยากจบไวไว มันก็มีเหตุให้ไม่เป็นอย่างที่หวังนะ แถมยังมีเงื่อนไขบางอย่าง ที่ฟังแล้วมึนๆ เดินออกมาจากห้องอาจารย์ แล้วเหมือนเพิ่งถูกทุบหัวออกมา มันตื้อๆพิกล ทั้งอยากจะร้องไห้และหัวเราะในเวลาเดียวกัน นี่เราจะเป็นบ้าไหมเนี่ย บ้าก็บ้าวะ อุ้ยขอประทานโทษ พูดคำว่าวะไปเสียแล้วว่ะ


อ้างถึง (kiLin @ 23 มีค. 2006,08:39)
ถ้าเรามุ่งที่ผล ก็คงได้เซ็งกันอีกเรื่อยๆ icon_donot.gif
เราไม่ใช่ไป เพื่อสร้างเหตุดอกหรือ เหตุแห่งผู้รู้ เหตุแห่งด๊อกเตอร์อะไรนั่นหน่ะ smile.gif


อย่างนี้เราจะมีวิธีดูเหตุและผลได้อย่างไรคะ

เพราะเหตุของพิลก็คือ การอยากเรียนแล้วได้มีโอกาสเรียน แล้วผลของการเรียน ไม่ใช่การเรียนจบหรอกหรือคะ

เพราะพิลรู้สึกว่า การเรียนก็คือการสร้างผลให้เป็นผู้รู้  แล้วก็เรียนจบ ไปตามครรลองของการเรียน

คุณคิลิน ใช้คำว่า สร้างเหตุ
ก็เลยสงสัยอีกค่ะ ว่าทำไมเราต้องสร้างเหตุ คืองงค่ะ ว่าที่กำลังเรียนอยู่นี่ พิลกำลังสร้างเหตุหรือสร้างผลกันแน่
Posted by KiLiN on 01 Apr. 2006,21:43
อ้างถึง (แมวเหมียว @ 01 เมย. 2006,06:02)
แล้วต่อมาก็ได้มาเจอคุณคิลินผู้มีชื่อเสียงที่บ้านฅนธรรมดา ฮิ ฮิ (ตามคำแนะนำของพี่แอ๊ด)

เวอร์ๆๆ perturbed.gif น้อยๆหน่อย

เพราะผมยึดหลักยิ่งให้ก็จะยิ่งได้ เราอยากได้ความสว่างก็ต้องให้ความสว่างกับผู้อื่น smile.gif

มาเรื่องเหตุและผล

     การมองมุ่งที่เหตุ กับการมองมุ่งที่ผล มีความแตกต่างมาก ราวฟ้ากับดิน เป็นเรื่องของวิธีคิด พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ได้เพราะท่านมุ่งที่เหตุ ถ้ามุ่งที่ผลจะไม่มีวันตรัสรู้

     ผลเป็นนาม แต่เหตุเป็นได้ทั้งกิริยาหรือนาม

     ผลเป็นเพียงผลลัพธ์ ถ้าเป็นอดีตผลที่ไม่ดีก็แก้ไขอะไรไม่ได้ มีแต่ต้องยอมรับ ถ้าเป็นอดีตผลที่ดีก็อาจทำให้เหลิงให้ประมาท ไม่ปรับปรุงพัฒนาอะไรเพิ่มเติม เพราะเห็นว่าดีแล้ว ถ้าคาดหวังอนาคตผลที่ดี แล้วคิดจมอยู่กับมันมากไป ก็จะเกิดความคาดหวังที่เกินจริง ท้ายที่สุดก็ผิดหวัง  แต่ถ้ามองอนาคตผลมีแต่เลวร้าย ชีวิตวันนี้ก็กลายเป็นห่อเหี่ยว หมดเรี่ยวหมดแรง หมดกำลังใจ การคิดที่มุ่งที่ผลจะทำให้ความคิดหยุดนิ่งไม่พัฒนา หรือพัฒนาก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง คนส่วนใหญ่มักจะคิดด้วยวิธีคิดแบบนี้ จึงเป็นปัญหามาก เป็นวิธีคิดที่ไม่อยู่กับปัจจุบัน คนที่คิดแบบนี้มากๆ เดี๋ยวก็แกว่งไปอดีตเดี๋ยวก็แกว่งมาอนาคต เป็นโรคจมอยู่กับอดีตหรือวิตก กังวลกับอนาคต จนเกินเหตุ
     
     เหตุเป็นเรื่องเป็นราว เป็นอะไรๆที่จะก่อให้เกิดผลในวันข้างหน้า โดยเฉพาะเหตุที่กำลังเป็นปัจจุบันสำคัญมาก เป็นการคิดที่อยู่กับปัจจุบัน อนาคตจะเป็นเช่นไรขึ้นกับปัจจุบันที่กำลังทำ การคิดอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับเหตุที่กำลังทำ จะทำให้การรับรู้ รับรู้ได้ดีได้มาก ประสิทธิภาพการรับรู้จะดี เมื่อการรับรู้ดี ก็ทำให้กุมสภาพความเป็นจริงในเรื่องที่กำลังทำกำลังเกี่ยวข้องได้ดี นั่นคือได้อยู่กับความเป็นจริงได้มาก และการที่อยู่กับปัจจุบันอยู่กับเหตุที่กำลังทำ ก็จะมีเรื่องมาให้รกสมองได้น้อยลง โอกาสที่จะคิดจะใคร่ครวญอะไรๆ ได้ดีก็จะมีมากขึ้น เมื่อคิดได้ดี การกระทำก็จะดีได้ด้วย เมื่อการกระทำดีนั่นก็คือผลก็ย่อมออกมาดีอย่างแน่นอน จึงสรุปได้ว่า ผลที่ดีไม่ได้มาจากการคิดการคำนึงถึงมันมากๆ แต่ได้มาจากการคิดการคำนึงที่เหตุมากๆ มากกว่า  วิธีคิดแบบนี้เป็นวิธีคิดแบบวิถีพุทธ คิดให้เป็นปัจจุบันมองที่เหตุอย่ามองที่ผล  วิธีคิดแบบนี้แหล่ะที่ก่อให้เกิดปัญญา ปัญญาซึ่งเป็นความมุ่งหวังสูงสุดของศาสนาพุทธ

     กรณีคุณพิล การสร้างเหตุก็หมายถึงการหาความรู้ใส่ตัว ความรู้ที่ได้จะเป็นเหตุที่ทำให้เราคิดอ่านทำอะไรได้ดีในอนาคต ปริญญาเป็นเพียงผลเป็นเพียงกระดาษที่จะแสดงว่าเรามีความรู้นั้นๆเท่านั้น โดยตัวมันเองไม่ใช่ความรู้ จึงแท้ที่จริงไม่ใช่สิ่งที่เราอยากได้  เราอยากได้ความรู้ไม่ใช่อยากได้ปริญญา  คนมีปริญญาอาจมีความรู้หรือไม่มีจริงก็ได้  เมื่อเราอยากได้ความรู้(ถามตัวเองชัดๆก่อนว่าจริงมั้ย) แล้วเราจะเกี่ยงทำไมว่าต้องเรียนช้าหรือเรียนเร็ว  ขอเพียงเรียนแล้วได้ความรู้เถิดเราก็น่าจะยินดีที่จะเรียน จริงป่าว หรือไม่จริง smile.gif
Posted by แมวเหมียว on 01 Apr. 2006,22:52
อ้างถึง
แมวเหมียว @ 01 เมย. 2006,06:02 ;แล้วต่อมาก็ได้มาเจอคุณคิลินผู้มีชื่อเสียงที่บ้านฅนธรรมดา ฮิ ฮิ (ตามคำแนะนำของพี่แอ๊ด)

อ้างถึง (KiLiN @ 01 เมย. 2006,08:43)
เวอร์ๆๆ perturbed.gif น้อยๆหน่อย

นึกแล้วเชียว couch.gif laugh1.gif

อิ อิ คุณคิลินเป็นเจ้าของบ้านฅนธรรมดาที่ใหญ่โตมโหฬารหลังนี้

ใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องรู้จัก แล้วจะไม่มีชื่อเสียงได้ไงคะ ask.gif

 hum.gif เอ หรือคุณคิลินจะบอกว่าที่อื่นๆผมก็มีชื่อเสียงเหมือนกันแหละ xmas.gif

greet.gif
Posted by pakae on 03 Apr. 2006,02:20
ก่อนอื่นขอคาราวะหลงพี่ bowsdown.gif  และทักทายแมวเหมียวที่มาต่อปากต่อคำและถ่ายทอดความรู้ความนึกคิดให้พวกเราได้อ่านและคิดตามกัน   winkthumb.gif

     จริงๆแล้วรู้สึกเหมือนว่าหลงพี่เนี่ยเป็นคนปากจัด   แต่ก็ชอบที่หลงพี่เป็นคนยอมรับคำโต้แย้ง   ไม่เป็น "อุดมกู"อย่างเดียวทำให้ชอบบรรยากาศของที่นี่   เพราะถ้าผู้นำหรือผู้เป็นใหญ่ของบ้าน(ในที่นี้ คือบ้านคนธรรมดา)   เช่นหลงพี่เป็นต้น (จริงๆแล้วก็ต้องยกให้หลงพี่เป็นผู้นำของบ้านนี้  เพราะเป็นเจ้าของบ้านนี่เนอะ)   เมื่อหลงพี่วิจารณ์หรือว่าคนอื่นๆได้   ก็ต้องยอมให้คนอื่นว่าหรือวิจารณ์ตนเองได้เช่นกัน   อย่างนี้ถึงเรียกว่ามีความเป็นประชาธิปไตย  winkthumb.gif

     จากที่อ่านและเคยโดนมากับตนเอง  tongue.gif   ทำให้เข้าใจได้ว่าหลงพี่ไม่ใช่คนประเภทแตะต้องไม่ได้  อิอิ   เมื่อตอนเข้ามาบ้านนี้ใหม่ๆรู้สึกเกร็งๆว่าเจ้าของบ้านจะเป็นไงนะ   จะเป็นประเภทว่านี่คือของตู  บ้านของตู  ทุกคนต้องใช้กติกาตูอย่างเดียว  ห้ามคิดเป็นอย่างอื่นหรือเปล่า  ask.gif  แต่ตอนนี้พอจะเข้าใจแล้วแม้จะยังไม่ถึงขั้นดวงตาเห็นธรรม  อย่างพิลกริมกับแมวเหมียวก็ตาม hehe.gif   

      อ่ะ อ่ะ หลงพี่ไม่ต้อง smash.gif smash.gif fryingpan.gif fryingpan.gif   ช่วยจ้ะช่วย อิอิอิ rasp.gif

Posted by sweet lemon on 03 Apr. 2006,04:46
อ้างถึง (pakae @ 02 เมย. 2006,14:20)
จริงๆแล้วรู้สึกเหมือนว่าหลงพี่เนี่ยเป็นคนปากจัด   แต่ก็ชอบที่หลงพี่เป็นคนยอมรับคำโต้แย้ง   ไม่เป็น "อุดมกู"อย่างเดียวทำให้ชอบบรรยากาศของที่นี่   เพราะถ้าผู้นำหรือผู้เป็นใหญ่ของบ้าน(ในที่นี้ คือบ้านคนธรรมดา)   เช่นหลงพี่เป็นต้น (จริงๆแล้วก็ต้องยกให้หลงพี่เป็นผู้นำของบ้านนี้  เพราะเป็นเจ้าของบ้านนี่เนอะ)   เมื่อหลงพี่วิจารณ์หรือว่าคนอื่นๆได้   ก็ต้องยอมให้คนอื่นว่าหรือวิจารณ์ตนเองได้เช่นกัน   อย่างนี้ถึงเรียกว่ามีความเป็นประชาธิปไตย  winkthumb.gif

ก็ถ้าหากเป็น..อุดมตู...ยูก็นั่งเขียนธรรมะไปคนเดียวละกัน เอิ๊กก  tongue.gif  คุณคิลินวางตนถูกต้องแล้วค่ะ อีกอย่างที่หนูชอบคุณคิลินคือ ช่วยเหลือลูกบ้านด้วยความเต็มใจ ใจเย็น (เห็นความที่คุณคิลินเขียนตอบคำถามพี่แมวฯและพี่พิลค่ะ) สอนอะไรก็ใส่เนื้อ ไม่ใช้น้ำโจ๋งเจ๋ง (เข้าใจบ่  smile.gif ) ไม่ได้ชมนะค่ะ แต่เขียนตามที่เห็นอ่ะ แหะๆๆ boogie.gif

สวัสดีค่ะ  bowsdown.gif
Posted by pilgrim on 03 Apr. 2006,05:56
เอ เห็นใครนั่งแอบยิ้มอยู่หน้าจอ ตัวลอยๆ ปลงค่ะปลง หลงพี่  rose.gif

ว่าแล้วก็มาขอถามต่อนะคะ

อันว่าคิดถึงผล กับความหวัง นี่มันเป็นอันเดียวกันหรือเปล่าคะ  บางทีพิลรู้สึกว่า  มันเหมือนๆคล้ายๆกัน คือ พอเรานึกถึงผล(ในทางดี) ที่จะเกิด ก็เหมือนเรามีความหวัง และเป็นแรงผลักดันในชีวิตให้แก่เรา อันนี้เป็นเรื่องดีหรือเปล่าคะ แต่ก็เข้าใจนะคะว่า ถ้าเกิดการอกหัก ผิดหวังขึ้นมา แล้วมันจะห่อเหี่ยวขนาดไหน ที่อยากจะถามก็คือ ชีวิตเราควรจะมีความหวังหรือไม่คะ แล้วถ้าเรามีความหวังอย่างนั้น จะถือเป็นการนั่งคิดถึงแต่เรื่องอนาคตหรือเปล่าคะ hum.gif


อีกกรณีหนึ่งนะคะ

อ้างถึง (KiLiN @ 01 เมย. 2006,08:43)
     กรณีคุณพิล การสร้างเหตุก็หมายถึงการหาความรู้ใส่ตัว ความรู้ที่ได้จะเป็นเหตุที่ทำให้เราคิดอ่านทำอะไรได้ดีในอนาคต ปริญญาเป็นเพียงผลเป็นเพียงกระดาษที่จะแสดงว่าเรามีความรู้นั้นๆเท่านั้น โดยตัวมันเองไม่ใช่ความรู้ จึงแท้ที่จริงไม่ใช่สิ่งที่เราอยากได้  เราอยากได้ความรู้ไม่ใช่อยากได้ปริญญา  คนมีปริญญาอาจมีความรู้หรือไม่มีจริงก็ได้  เมื่อเราอยากได้ความรู้(ถามตัวเองชัดๆก่อนว่าจริงมั้ย) แล้วเราจะเกี่ยงทำไมว่าต้องเรียนช้าหรือเรียนเร็ว  ขอเพียงเรียนแล้วได้ความรู้เถิดเราก็น่าจะยินดีที่จะเรียน จริงป่าว หรือไม่จริง smile.gif


เรื่องเรียนน่ะยินดีค่ะหลงพี่ แต่มันอยากกลับบ้านเสียทีสิคะ
อย่างว่านะคะ งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา

เห็นด้วยกับหลงพี่สุดๆค่ะ เรื่องเรียนจบมาแล้วมีความรู้จริงหรือเปล่าเนี่ย หรือบางคนมีความรู้ก็ไม่ขวนขวายทำงานให้สมกับความรู้ที่เล่าเรียนมา

พิลเป็นโรคขี้หมั่นไส้พวกคุณด็อกทั้งหลายจับใจ เป็นมานานแล้วค่ะ ถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่หาย
ถ้าจะพูดไป คุณคิลินก็จะหาว่าพิลนั่งเพ่งโทษแต่คนอื่นอีก แต่จากประสบการณ์การทำงานในชีวิตที่ผ่านมาราวๆยี่สิบปี บอกตามตรง ยังไม่ประทับใจคุณด็อกคนไหนเลยค่ะ ขอทำลิสต์ไว้เตือนใจตัวเองหน่อยนะคะ

บางคนมีความรู้ แต่ทำงานไม่เป็น (ก็เลยไม่รู้ว่ารู้จริงหรือเปล่า) วันๆทั้งวันเดินเม้า เที่ยวซุบซิบนินทา สืบข่าวชาวบ้าน คอยเอาไปเพ็ดทูลนาย หรือไม่งั้นก็เอาไปพูดกระจายให้เขาเสียหาย จริงหรือไม่จริงไม่รู้

บางคนถ้าไม่มีผลประโยชน์ตอบแทน ก็ไม่ทำ คำว่าเสียสละ คืออะไร ไม่รู้จัก คนที่เสียสละ คือ คนโง่

บางคนถ้าทำงานแล้วไม่ได้มีโอกาสได้ใกล้ชิดเจ้านายก็ไม่ทำ (เพราะอยากประจ๋อประแจ๋ให้เข้าตากรรมการ)

บางคนทำงานร่วมกันเป็นโครงการ แต่เวลาไปคุย เที่ยวบอกว่างานนี้เขาทำคนเดียว เก่งไหม(มีการถามเรตติ้งด้วย เหอๆๆๆ) ไม่เคยให้เครดิตเพื่อนร่วมงาน

บางคนก็ฉลาดแกมโกง ใช้ความฉลาดไปในทางคอรัปชั่น เรียกว่า มีหนทางจะกินตามน้ำ ซิกแซ็กตรงไหนได้ เขาก็ใช้รอยหยักในสมองนั้น คิดหาหนทางแต่เรื่องแบบนี้

บางคนก็มั่นใจตนเองสุดๆ ไม่รับฟังความคิดเห็นใครเลย เวลาพูดจะมีประโยคนำติดปากมาเลย "เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ดีเท่าผม" "คุณเป็นเด็ก คุณอยู่เฉยๆเหอะ"

บางคนก็เป็น "คุณค้าน" "คุณขวาง" เรียกว่าใครเขาจะทำอะไร ก็ค้าน ก็ขวางเขาไปทั่ว แต่ตัวเองก็ไม่เสนออะไรที่สร้างสรรค์ออกมา

บางคนก็อึดอัดคับข้อง แล้วลงเอยด้วยการไม่ทำงาน บอกว่า ผมทำไม่ได้หรอก เพราะอะไรๆก็ไม่พร้อม ไม่เห็นเหมือนเมืองนอกเขาเลย  

บางคนไม่เรียกชื่อนำว่า ดร. ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
เรียกคุณก็ไม่ได้ ต้องเรียกอาจารย์ยิ้มหน้าบานแป้น

บางคนก็รับจ็อบหลายแห่ง เมคมันนี่อย่างเดียว ไม่เคยทุ่มเทให้กับการทำงานที่ไหน

บางคนใครเถียงไม่ได้ ขัดใจไม่ได้ คาดหน้าตราชื่อไว้ ไม่ให้คนที่ขัดใจได้เงยหน้าอ้าปาก ได้สองขั้น กดคะแนนเวลาประเมินผลงานลูกน้อง

บางที่ มีการแบ่งค่ายแข่งกันด้วยค่ะ ดร.อเมริกา ดร.ญี่ปุ่น ดร.อังกฤษ  ดร.ไทย ใครจะเจ๋งกว่ากัน แล้วก็ดูถูกกัน
มีการแบ่ง ดร.สายวิทย์ สายศิลป์ พวก ดร.สายวิทย์จะดูถูกคนที่เรียนจบมาทางสายศิลป์ทุกคน ว่ามันสมองปราดเปรื่องสู้เขาไม่ได้ ระบบความคิดไม่เป็นกระบวนการเหมือนพวกท่าน (เข้าข่ายที่คุณคิลินว่า ความคิดไม่เป็นวิทยาศาสตร์หรือเปล่าคะ) ต้องสายวิทย์เท่านั้น จึงจะเลิศเลอเปอร์เฟ็กต์

บางคนก็เป็น ดร.กร่าง (คนละคนกับ ดร.โกร่งนะคะ) คือหาเรื่อง ทะเลาะถกเถียงเขาไปทั่ว ไม่เคยยอมให้ใคร ถึงผิดก็ขอตะแบงไว้ก่อน เอาสีข้างเข้าถูๆไป

บางคนก็เอาตัวรอดเก่งค่ะ ความผิดโยนให้คนอื่น ขอรับความชอบแต่เพียงผู้เดียว ที่แย่คือ โยนความผิดให้ลูกน้องสิคะ

ขอรับรองว่าเจอมาจริงทุกอย่างที่กล่าวมาค่ะ เคยทะเลาะกับ ดร.มาแล้ว(โดยไม่รู้ตัวว่าเราไปทำให้เขาระคายเคือง ดีที่พิลมีนายประเสริฐ ก็เลยพ้นจากพวกเสือ สิงห์ กระทิง แรด มาได้)

พิล มองๆดูแล้ว ก็คิดว่า ไอ้ระบบการเรียนนี่ มันพัฒนาคนจริงหรือ ทำไมยิ่งเรียนมาก ยิ่งรู้มาก ยิ่งเห็นแก่ตัว คิดจะเอาแต่ได้  คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน เอาตัวรอดไว้ก่อน

แต่ละคนที่ได้ทุนหลวงไปเรียน ไม่ใช่เงินน้อยๆนะคะ แล้วเงินนั้นก็มาจากภาษีประชาชน ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา
แต่จะมีสักกี่คนที่รู้สึกคะ ว่าเขาควรจะทำอะไรให้คุ้มค่าเงิน
เขาได้แต่ปลื้มค่ะ ว่าเขาเป็นหัวกระทิ ได้ทุนมาเรียน เขาแน่ เขาเก่ง แม้แต่ตอนเป็นนักเรียน ก็ไม่มีใครยอมลงให้ใครหรอกค่ะ เพราะงี้ นักเรียนไทย มาอยู่เมืองนอก ถึงไม่ค่อยถูกกัน เพราะสังคมมันแคบ เห็นกันหมดค่ะ ว่าใครเป็นยังไง รวมกันไม่ค่อยติด
มันเป็นความเสื่อมยังไงไม่ทราบนะคะ baaa.gif

เรื่องเหล่านี้ คุณคิลินว่าจะใช้หลักธรรมข้อไหนมามองดีคะ ที่พูดมาก็ใช่ว่าพิลจะบอกว่าตัวเองวิเศษกว่าคนอื่นนะคะ ก็กลัวๆตัวเองเหมือนกันค่ะ ว่าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน มันก็ซึมซับเข้าไปในตัวเราแบบไม่รู้ตัว

Posted by KiLiN on 04 Apr. 2006,00:10
เอ้า..นัดกันมาใส่ลูกยอเหรอ smile.gif

เมื่อวานผมนอนหลับทับสิทธิ์เรียบร้อย 
ไปงานบวชพระบวชเณรภาคฤดูร้อนมาครับ ก็แบ่งบุญให้กับคนอ่านทุกคนด้วยครับ

มาเรื่องที่คุณพิลถามต่อครับ
คิดถึงผลในอนาคต ก็มีทั้งคิดถึงในแง่ผลดี หรือผลไม่ดี
ถ้าเป็นผลดี ตราบที่ยังไม่ส่งผล ก็ดูเหมือนจะเป็นความหวัง แต่ก็ได้แค่ความหวัง เรื่องราวในปัจจุบันต่างหากจะเป็นตัวชี้ ยิ่งใกล้เวลามากขึ้นเท่าใด ปัจจุบันกับอดีตที่ผ่านไป ก็จะยิ่งชี้ความเป็นไปได้ของความหวังนั้นมากขึ้น ยิ่งคิดถึงความหวังมากเท่าใด ความเป็นไปได้นั้นกลับจะลดลง เพราะเสียเวลาไปกับการคิดแต่ผลนั้นทำให้เหตุที่จะทำในปัจจุบันที่ควรจะทำย่อหย่อนลงไป  พอความเป็นไปได้ลดน้อยถอยลง ทีนี้แทนที่จะเป็นความหวังก็จะกลายเป็นความวิตกกังวลแทนแล้วสิทีนี้ หรือไม่ก็ยังคิดปลอบใจตนเองต่อไป เมื่อผลออกมาถ้าไม่เป็นที่คาดก็ผิดหวังเสียใจ  แต่ถ้าเกิดฟลุ๊กได้ขึ้นมา ก็กลายเป็นชะล่าได้ใจ ทำให้ครั้งต่อๆไป ประมาทยิ่งขึ้น

ฉะนั้นจะเป็นความหวังก็ต่อเมื่อ ผลที่คิดถึงนั้นเป็นผลในแง่ดี และก็ต้องเป็นผลที่พอจะคาดหวังความเป็นไปได้ ได้ด้วย

วิถีของพุทธจะไม่คิด หรือทำอะไร ที่ฝากไว้กับความไม่แน่อน แต่จะพยายามคิด พูด ทำ ในสิ่งที่ตนกำหนดตนเองให้ได้มากที่สุด ไม่ปล่อยให้สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ความเคยชินผิดๆของตนเอง มากำหนดตนเอง การจะทำอย่างนี้ได้ ก็คือการที่ต้องมีสติกำกับตนเองในทุกลมหายใจเข้าออก นั่นก็คือการมีสติอยู่กับปัจจุบัน มีชีวิตอยู่กับเรื่องราวในปัจจุบันที่กำลังทำ พูด คิด เมื่อเวลาผ่านไปปัจจุบันที่ผ่านไปก็จะเป็นอดีต เป็นอดีตที่มีคุณภาพที่ดีมากขึ้นๆ แล้วเราจะรู้สึกสัมผัสได้ถึงผลดีอันนั้น อันจะยังให้เกิดความภาคภูมิใจ เกิดกำลังใจที่จะทำต่อๆไป เป็นกำลังใจเป็นแรงผลักดันที่เกิดจากเราสร้างด้วยตัวเราเอง ดีกว่ากำลังใจที่ไม่แน่นอนที่ฝากไว้กับความหวัง

อีกกรณีแล้วจะมาตอบนะครับ ยาวจัง  greet.gif
Posted by KiLiN on 04 Apr. 2006,09:24
มาต่อกรณีต่อไป

คุณพิลสาธยายซะจนคุณด็อกทั้งหลายไม่มีตัวเตอร์เลยครับ กลายเป็นด็อกร้อยแปดจำพวกไปฉิบ คิกๆ tongue.gif

ก่อนอื่นจะให้ลองอ่านบทโศลกต่อไปนี้ดูก่อนนะครับ

ลูกรัก.....
คนเรียนไม่ใช่คนรู้
คนรู้ก็ไม่ใช่ได้มาจากการเรียน
แต่ได้มาจากการฝึกหัดปฏิบัติตน
รู้จำถึงทำได้อาจมีโทษ
รู้จำทำไม่ได้ไม่มีประโยชน์
รู้จริงไม่ต้องจำทำได้มีประโยชน์
รู้จริงถึงทำไม่ได้ก็ไม่มีโทษ

ลูกรัก.....
คัมภีร์อักษรภาษาสำหรับพ่อแล้ว เหมือนขยะกองใหญ่
คนฉลาดเท่านั้น จึงจะดึงบางสิ่ง ออกมาใช้ให้ได้ประโยชน์
ส่วนคนโง่ก็จะยึดเอาไว้ทั้งกอง แล้วบอกว่า..เอาทองมาแลกก็ไม่ยอม


ความรู้ในทางธรรมแตกต่างจากในทางโลก
     สิ่งที่ในทางโลกเรียกว่าความรู้ ที่ได้จากการเรียนท่องจำอ่านเขียนนั้น ที่เราเรียกกันว่า ทฤษฎี ในทางธรรมไม่จัดเป็นความรู้เป็นแค่เพียงความจำ จำจากที่คนอื่นรวบรวมเรียบเรียงมาให้อ่านให้ศึกษา ถ้าจะว่าเป็นความรู้ก็เป็นความรู้ของคนเขียน เป็นประสพการณ์ของคนเขียน ไม่ใช่ของคนเรียนคนอ่าน ศัพธ์ในทางธรรมเรียกว่า "สัญญา"

     ฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจ ที่จะมีคนมีดีกรี แต่ทำจริงทำไม่ได้ เพราะเขาแค่รู้แบบสัญญา ถ้าเป็นความรู้ในทางธรรมจะรู้แจ้ง รู้จริง รู้ชัดทะลุแทงตลอด ไม่ใช่รู้บ้างไม่รู้บ้าง ผลุบๆโผล่ๆ เดี๋ยวรู้เดี๋ยวไม่รู้ คลุมๆเครือๆนั่นไม่ใช่ ความรู้จริงนี้ศัพธ์ในทางธรรม เรียกว่า "ปัญญา"

     บทโศลกทั้ง ๒ บท บอกเราว่า ความรู้ระดับปัญญา ไม่ได้ต้องการ การอ่านเขียนท่องจำอะไรมากมาย แต่ต้องการ การฝึกหัดปฏิบัติ ใคร่ครวญให้รู้ชัดๆ จากสิ่งหนึ่งๆให้รู้จริง แจ้งแทงตลอด แล้วเรื่องอื่นๆที่สัมพันธ์กันจะรู้ตามถัดๆกันมา

     ด้วยความรู้ระดับปัญญานี่แหล่ะ จึงไม่ต้องแปลกใจอีกเช่นกัน ที่เราจะพบว่า พระป่าหรือพระที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านสามารถแสดงธรรมได้อย่างจะแจ้งน่าทึ่ง ดูรอบรู้ แม้ว่าในทางโลกท่านจะไม่จบ ป.๔ ก็ตาม  หรือจะเทียบในทางโลกด้วยกัน เราก็จะพบว่าเจ้าสัวหรือคนที่ประสพความสำเร็จในทางธุรกิจเก่าๆหลายคนก็จบแค่ ป.๔

      ในอีกด้านถ้าคนมีแต่แสวงหา แสวงหาอย่างไม่รู้จบ จริงๆต้องใช้คำว่า อีกฝ่ายก็ยัดเยียดให้เรียนด้วย ตามค่านิยมผิดๆ แล้วถ้าขาดเสียซึ่งคุณธรรม ก็เหมือนส่งมีดให้โจร ให้เขาเอาความรู้นั้นเป็นความได้เปรียบไปเอาเปรียบคนอื่นในสังคมต่อไป
Posted by sweet lemon on 05 Apr. 2006,15:37
อ้างถึง (KiLiN @ 03 เมย. 2006,11:10)
ไปงานบวชพระบวชเณรภาคฤดูร้อนมาครับ ก็แบ่งบุญให้กับคนอ่านทุกคนด้วยครับ

อนุโมทนาค่ะ bowsdown.gif
Posted by pakae on 05 Apr. 2006,23:20
มาร่วมอนุโมทนาบุญด้วยคนค่ะ bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 07 Apr. 2006,00:09
ดีครับ น้องมะนาวหวานและป้า(ไม่)แก่ อิอิ tongue.gif

       หนึ่งในวิธีทำบุญ ๑๐ อย่าง ที่พระพุทธเจ้าแนะนำ คือ ยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นทำดี ได้บุญง่ายๆโดยไม่ต้องลงแรงมาก กับอีกวิธีที่เกี่ยวเนื่องกัน ก็คือ สนับสนุนให้ผู้อื่นทำดี ๒ วิธีง่ายๆ ทั้งตนเองก็ได้บุญ คนรอบข้างก็ได้บุญ สังคมคนดีก็จะขยายขึ้น เมื่อน้ำดีเพิ่มน้ำเสียก็จะลดลง

       คนไม่เชื่อชาติภพ ไม่เชื่อกรรม ไม่แน่ใจว่าทำดีจะได้ดีเสมอมั้ย ลองดูกระทู้ที่เกี่ยวเนื่องกันนะครับ
       < ความขาดสูญ และมีตัวมีตน >
       < อุดมการณ์พระโพธิสัตว์ >
Posted by pilgrim on 25 Apr. 2006,19:04
ความในใจจากเพื่อนคนหนึ่ง

เพื่อนคนหนึ่งของฉันดูท่าจะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง จากการคุยกันผ่าน msn ในวันหนึ่ง เขาบอกว่า เขาไม่อยากจะยุ่งกับใครอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ เลยหาลูกหมามาเลี้ยงสบายใจกว่า

ฉันถามเขาว่า ทำไมถึงคิดอย่างนั้น
เขาบอกว่า ผู้คนล้วนแต่ไม่จริงใจต่อกัน บางคนเข้ามาก็เพราะต้องการผลประโยชน์บางอย่าง เมื่อได้แล้วก็จากไป โดยมิต้องพักคำนึงถึงความซาบซึ้งที่จะมีต่อกัน เจอกันครั้งต่อไป ทำเหมือนไม่รู้จักกันก็มี เวลาเขามีทุกข์ ก็ไม่เคยใส่ใจถามไถ่ แต่เวลาต้องการอะไรครั้งต่อไป ก็กลับมากระดี้กระต้าใหม่ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เพื่อนคนนี้เป็นคนมีเงิน เพราะทำงานได้เงินเดือนดี เวลาเพื่อนๆมุ่งมาหาเขา ก็มักมุ่งหวังจะให้เขาเป็นถุงเงินให้
บางคนบอกให้เขาพาไปเลี้ยงในภัตตาคารดีๆ ในฐานะที่เขามีเงินมากกว่าคนอื่น
บางคนเวลาไปกินข้าวกัน ก็เกี่ยงให้เขาออก ด้วยเหตุผลเดิมคือ เพราะเขามีเงินมากกว่า

เขาบอกเจอเข้าอย่างนี้ หลายๆหนก็เซ็ง ฉันพอจะเข้าใจ เขามีเงิน เขาก็หามายากเหนื่อยด้วยตัวเขา แต่เวลาใช้ กลับมีแต่คนมาขอช่วยใช้

จริงๆแล้วเพื่อนคนนี้เป็นคนใจดี และพร้อมอุทิศตัวให้คนอื่นเสมอ เขาพร้อมจะเสียสละ เพื่อให้คนอื่นสบาย โดยไม่ค่อยเอ่ยปาก บวกกับความเป็นผู้มีอันจะกิน ดังนั้น หลายคนจึงเข้ามาหาเขา ขณะเดียวกันก็คงคิดแต่จะเอาฝ่ายเดียว จนเขารู้สึกว่ามันมากเกินไป

การที่เขาไม่ค่อยพูด หรือเอ่ยปาก คนจึงพากันเข้าใจว่า เขาไม่รู้สึกอะไร คนพวกนั้น จึงนึกอยากทำอะไรก็ทำ เหมือนเขาไม่มีหัวจิตหัวใจ

เขาเล่าว่า กับเพื่อนบางคนที่เคยสนิทกันสมัยเรียนหนังสือ เขาก็ช่วยเหลือดูแลมาตลอด แต่เมื่อเรียนจบ แยกย้ายกันไปแล้ว เพื่อนๆก็ทำเหมือนไม่รู้จัก ไม่เคยติดต่อกันอีกเลย จะติดต่อมาที ก็ต่อเมื่อ แต่งงานหรือออกลูก เพราะต้องการเงินช่วย

ฉันอยากจะปลอบใจเขาว่าไม่จริงหรอก เพื่อนคงไม่ได้คิดแบบนั้น แต่ในเมื่อฉันไม่ได้อยู่ในสถานการณ์นั้น จึงไม่รู้ว่าเขาได้พบเจออะไร จึงทำให้เขาสรุปด้วยการมองโลกในแง่ร้ายอย่างนั้น

เขาถามว่า คนเราทำไมจะให้อะไรกับใคร จึงต้องรอให้ตัวเองได้รับก่อน ถึงจะให้ได้ ทำไมถึงเริ่มเป็นฝ่ายให้ก่อนไม่ได้
ฉันมาฉุกคิด ก็จริงของเขา ความเห็นแก่ตัว นึกถึงแต่ตัวเอง ทำให้หลายๆคนในโลกนี้ อยากจะเป็นฝ่ายรับมากกว่า แต่ไม่พร้อมที่จะเป็นฝ่ายให้ 

บางคนมีอะไรก็ไม่อยากให้ใคร ไม่เคยคิดจะให้ จนต่อเมื่อ อีกฝ่ายให้มาก่อน ถึงได้คิดว่า ควรจะให้ตอบแทนบ้าง
บางคนได้ไปแล้ว ก็ไม่รู้จักพอ มีแต่จะอยากได้นั่น ได้นี่ร่ำไป

บางคนมีแต่ได้มาตลอด ไม่เคยคิดจะให้ พอวันหนึ่ง เกิดไม่ได้ขึ้นมา ก็ตำหนิติติงอีกฝ่ายเสียๆหายๆ ว่าเขาใจร้ายใจดำ แค่นี้ก็ช่วยกันไม่ได้ แต่ไม่เคยคิดว่า มัน “แค่นี้” มากี่ครั้งแล้ว

บางที การให้และการรับก็นำมาซึ่งความหวาดระแวง ไม่ไว้ใจกัน
คนที่ให้ ก็เริ่มกลัว เพราะกลัวถูกหลอกใช้ บางคนก็มองคนที่ให้ว่าโง่ ทำไมถึงต้องยอมเสียเปรียบ เสียสละให้ใคร

คนที่รับ บางคนก็กลัว เพราะกลัวว่า เขาจะมาหวังผลอะไรจากเราหรือเปล่า ถึงได้มาทำอะไรให้

ลงท้ายด้วยการมองกันในแง่ร้าย และเริ่มปลีกตัวจากกันและกัน

จริงแล้ว คนเราต้องการมิตรแท้ คนที่เราจะรู้สึกว่าเขาจริงใจและไม่ทำให้เราต้องมานั่งคิดเรื่องการได้เปรียบเสียเปรียบ
ฉันว่า มิตรจิตร มิตรใจ จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ฉันรู้ว่าเพื่อนกำลังใจไม่สบาย ก็ได้แต่หวังว่า เขาจะรักษาใจได้ในเร็ววัน ไม่อยากให้เขาเสื่อมศรัทธาในผู้คน คนเราก็อย่างนี้แหละ ในแวดวงหนึ่งๆ ย่อมมีทั้งคนดีและไม่ดี ทั้งถูกใจเราและไม่ถูกใจเรา

ฉันเองก็เคยท้อแท้  ยามที่พบกับคนที่ไม่ถูกใจ แต่เมื่อลองทนเดินบนเส้นทางนั้นต่อๆไป ก็ได้พบกับคนอีกหลายๆคนที่เขาดีมีน้ำใจ และเห็นฉันเป็น"เพื่อน"ของเขาจริงๆ มีแต่ความจริงใจ คบกันแบบให้ใจกันและกัน

จึงสรุปได้ว่า แต่ละวัน มันก็ปะปนกันเช่นนี้เองหนอ จะหนีไปไหนก็หนีไม่พ้น เพราะมันเป็นอย่างนี้ทั่วกันไปหมด ถึงคนอื่น เขาก็อาจไม่ถูกใจเราได้เหมือนกัน

ดังนั้น ฉันจึงยังไม่สิ้นหวังในมนุษย์ เพราะรู้ว่าบนเส้นทางหนึ่งๆ ฉันยังจะได้พบกับคนดี ที่เราต่าง “ถูกใจ” กันบ้างไม่มากก็น้อย

Posted by KiLiN on 25 Apr. 2006,21:40
.       การให้เป็นคุณสมบัติของคนมีของคนรวย รวยทรัพย์หรือรวยน้ำใจ คนที่ให้ได้แสดงว่าต้องมีมากพอแล้วจึงให้ได้  คนทั่วๆไปไม่ใช่ง่ายที่จะมีอย่างนี้ได้ ฉะนั้นคนที่ทำได้ควรจะภูมิใจถึงจะถูก 

       เราควรคิดว่าเราให้เขา เพราะเรามีมากกว่าเขา อยากจะช่วยเขาจึงให้ เมื่อให้แล้วก็ถือเป็นความภูมิใจที่เราช่างโชคดีที่มีเหลือพอจนสามารถให้เขาได้ ให้แล้วก็ไม่ได้คิดหวังว่าเขาจะต้องตอบแทนกลับมา หรือให้ความรู้สึกดีๆกลับมา (เพราะนั่นเป็นเรื่องของเขาแล้วหล่ะ ไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องของเราได้ทำดีที่สุดแล้วก็เป็นอันใช้ได้)

       แต่ถ้าเรารู้สึกว่าเขาไม่อยู่ในข่ายที่เราจะช่วยเราก็ไม่ต้องให้ ไม่ต้องไปคิดว่าเขาเอาเปรียบ และก็ไม่ต้องไปคิดว่า ถ้าไม่ให้แล้วเขาจะไม่พอใจ นั่นมันเรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา  ถ้าเราจะคอยแคร์ความรู้สึกชาวบ้านไปซะทุกเรื่อง(เรื่องที่ควรแคร์จึงแคร์ ไม่ควรแคร์ก็ต้องไม่แคร์) เราก็คงไม่สามารถเป็นตัวของเราเองได้

        จงให้เพราะเรารู้สึกว่าเขาเดือดร้อนเขาไม่มีเขาขาดจึงให้
        อย่าให้อย่างเสียมิได้ ให้เพราะต้องจำใจให้ ทั้งๆที่ใจไม่อยากให้

        ถ้าให้จากความรู้สึกอย่างแรก เราจะภูมิใจที่ได้ให้ จิตใจเราจะเป็นสุข และพร้อมที่จะได้ให้เรื่อยๆ
        แต่ถ้าให้เพราะความรุ้สึกอย่างหลัง เราก็จะท้อแท้ใจ และเราก็จะเสียความเป็นตัวของตัวเอง
Posted by pilgrim on 27 Apr. 2006,15:27
"เรื่องของเขา เรื่องของเรา" เห็นด้วยอย่างที่สุดเลยค่ะ เพราะถ้าคิดได้อย่างนี้ ก็ทำให้สบายใจขึ้นเยอะ

แต่สงสัยว่า ถ้าเจอกรณีนี้บ่อยๆเข้า มันจะกลายเป็น ตัวใครตัวมัน หรือเปล่าคะ

ถ้าเราจะแก้ปัญหา โดยไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องของใคร นั่นจะทำให้เรากลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่ใส่ใจคนรอบข้างหรือเปล่าคะ ความพอดีจะอยู่ที่ตรงไหน
Posted by KiLiN on 27 Apr. 2006,21:48
ก็คงต้องมาดูว่า แค่ไหนเป็นความเห็นแก่ตัว

ถ้าเราเอาแต่ประโยชน์ตนเอง โดยไม่สนใจว่าผู้อื่นจะเดือดร้อนเพราะการเอาประโยชน์ของตนเองหรือไม่ อย่างนี้เรียกว่าเห็นแก่ตัว

ถ้าเห็นผู้อื่นเดือดร้อน แล้วเราอยู่ในข่ายที่ช่วยเขาได้ แต่ไม่ช่วย เพราะห่วงว่าตนเองจะเสียผลประโยชน์ นี่ก็เห็นแก่ตัว

มีของส่วนรวมที่ต้องแบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ เราก็มักจะเป็นฝ่ายเลือกก่อน แล้วเลือกตามที่ตนชอบตนต้องการ เลือกของดีๆไว้ โดยไม่ใส่ใจว่าคนข้างหลังเขาจะได้กินได้ใช้บ้างหรือไม่ นี่ก็เห็นแก่ตัว

แต่ถ้า...เราเอาประโยชน์ของตนเอง โดยไม่ได้ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน แล้วหาโอกาสแบ่งปันประโยชน์ที่ตนได้ เผื่อแผ่แก่คนอื่นบ้างตามโอกาสอันควร อย่างนี้ก็ไม่น่าเรียกว่าเห็นแก่ตัว 

เห็นผู้อื่นเดือดร้อน เราอยากจะช่วย แต่ไม่อยู่ในข่ายที่จะช่วยเขาได้ ถ้าไม่ช่วยจะเรียกว่า เห็นแก่ตัวได้อย่างไร เหมือนเห็นคนกำลังจะจมน้ำ เราว่ายน้ำไม่เป็น จะต้องโดดลงไปช่วยหรือไม่

ความเป็นจริง ธรรมชาติของคนเรา มีความเห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐาน ปุถุชนทุกคนมีความเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ในระดับใด ถ้าความเห็นแก่ตัวนั้น อย่างน้อยทำให้คนๆนั้น ได้พัฒนาชีวิต และจิตวิญญาณที่สูงขึ้น อันจะทำให้ความเห็นแก่ตัวลดลงในวันข้างหน้า ก็ยังดีกว่าความเห็นแก่ตัวที่เพียงแค่ประโยชน์เฉพาะหน้าล้วนๆ ซึ่งจะทำให้ความเห็นแก่ตัวยิ่งเพิ่มพูนขึ้นไปอีก

จะอยู่ในข่ายใด จึงขึ้นกับวิจารณญาณของแต่ละคน ที่คิดได้อย่างตรงตามความเป็นจริง ไม่คิดเข้าข้างตนเอง หรือคิดแบบห่วงว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไรจนเกินไป 

พระพุทธเจ้าจึงสอนให้คนมีปัญญา เมื่อคนมีปัญญาแล้วก็จะแยกแยะได้ ว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่ อะไรควร อะไรไม่ควร เมื่อไรต้องใส่ใจต้องทำต้องช่วย เมื่อไรต้องวางเฉย yin-yang.gif
Posted by KiLiN on 30 Apr. 2006,20:28
สวัสดีครับคุณหอมด่วน

            ยินดีต้อนรับครับ  ที่คุณพูดมานั้นลองขยายหน่อยสิครับ  ผมอ่านแล้วก็ไม่เข้าใจว่าคุณกำลังจะชี้อะไร smile.gif
Posted by KiLiN on 01 May 2006,21:10
ผมยอมรับว่า ผมอ่านที่คุณหอมด่วนเขียนไม่เข้าใจจริงๆครับ ohman.gif
Posted by KiLiN on 19 May 2006,10:29
วันนี้จะมาพูดถึงการบวชเนกขัมมะ ที่รับปากไว้ครับ
อ้างถึง (pilgrim @ 15 พค. 2006,04:35)
หลงพี่คะ กระซิบๆๆ whisper.gif ถ้าหลงพี่ว่าง ช่วยกรุณาเขียนถึงประโยชน์และสิ่งที่เรียนรู้จากการบวชเนกขัมมะชีพราหมณ์ ให้ฟังบ้างได้ไหมคะ เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ

น่าจะเป็นกิจกรรมที่ดีและมีประโยชน์ต่ออนุชนรุ่นเยาว์ด้วยค่ะ grouphug.gif

อ้างถึง (แมวเหมียว @ 15 พค. 2006,05:33)
ขอยกมือสนับสนุนกับข้อเสนอของคุณพิลค่ะ

คงมีประโยชน์ไม่เฉพาะต่ออนุชนรุ่นเยาว์ แม้อนุชนรุ่นเก๋าก็น่าจะมีประโยชน์มากนะคะ laugh1.gif

k122.gif k119.gif k122.gif

ครับ...เอาเป็นว่า ผมจะเล่าถึงประโยชน์และประสพการณ์ตรงที่ผมได้รับแล้วกันนะครับ

       ผมอยากจะบอกว่า ภาพนายคิลินหรือหลงพี่ที่เห็นและเป็นอยู่ในบ้านฅนธรรมดาทุกวันนี้ มาจากเงื่อนไขที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ การที่ผมได้ไปบวชเนกขัมมะ

       วันมาฆบูชาปี ๒๕๔๓ ผมตัดสินใจเข้าวัดบวชเนกขัมมะเป็นครั้งแรก แล้ววันนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่เป็นจุดเริ่มที่ทำให้ผมเริ่มจะเข้าใจเข้าถึงธรรมะได้  ทำไมจึงกล่าวได้เช่นนั้น

       ราวๆเดือนตุลาคมปี ๒๕๔๒ มีเหตุที่ทำให้ผมได้เข้าวัด แล้วได้ซื้อเทปธรรมะสามสี่ม้วนมาฟัง เทปดังกล่าวเป็นตัวจุดประกายให้ผมสะดุดสะกิดใจสนใจทางนี้ขึ้นมา ผมก็เริ่มติดตามแวะเวียนมาวัด มาค้นหามากขึ้น ถี่ขึ้น ผ่านไป ๓ เดือน ก็ดูเหมือนจะไม่ได้อะไรเท่าไร เหมือนๆจะได้แต่มันก็ลางๆ ผมมาสรุปได้ในภายหลังว่า สภาพแบบนี้ก็เหมือนได้แต่ค้นหา เรียนรู้ แต่ไม่ทำ คือได้แต่พอรู้ แล้วไม่ลงมือปฏิบัติก็เลยไม่รู้เพิ่มเข้าไม่ถึง สภาพผมตอนนั้นก็คือ ยังเป็นคนกินเหล้า สูบบุหรี่ ไปวัดเขาไม่สูบกัน เราก็ไม่สูบต่อหน้าประเจิดประเจ้อ หลบไปห่างๆไปหาที่สูบ

       ผมมาเริ่มคิดได้ในช่วงหลังว่า ธรรมะเขามีไว้ทำไม่ได้มีไว้ให้รู้เฉยๆ ถ้ารู้แล้วไม่ปฏิบัติ ก็ไม่เกิดผลใดๆต่อตนเอง สิ่งที่รู้มันก็คือเป็นหมัน ไม่เกิดมรรคผลอันใด เมื่อรู้ ๑ แล้วไม่นับ ๑ ก็เลยไม่ได้รู้ ๒ จะมี ๒ ได้ต้องนับ ๑ ก่อน เมื่อผมคิดอย่างนี้ ผมก็ลงมือพิสูจน์ความเชื่อของผม

       ผมเลือกเอาวันมาฆะเป็นวันตั้งต้น โดยผมตั้งใจจะอดบุหรี่นับจากวันนี้ ที่เลือกวันนี้ก็เพื่อที่ตนเองจะได้ไม่หันกลับมาสูบอีกในวันหลัง เพราะไม่เพียงมันเป็นวันสำคัญทางศาสนาเท่านั้น แต่มันยังเป็นวันคล้ายวันเกิดผมเองทางจันทรคติอีกด้วย ก็คือเหมือนให้ของขวัญวันเกิดแก่ตนเอง นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ผมก็ไม่ได้กลับไปสูบอีกเลย

       อยากขยายความตรงเลิกบุหรี่ให้เห็นภาพอีกหน่อย คือก่อนหน้านี้ ถ้าถามว่าเคยคิดจะเลิกบุหรี่มั้ย ก็เคยครับ สองสามครั้งได้ เลิกไปไม่นาน ก็หันกลับมาสูบอีก ที่หันกลับไปสูบอีก ผมสรุปได้ว่า เพราะไม่ตั้งใจที่จะเลิกจริง ลำพังแค่โทษทางสุขภาพ ฟังแล้วก็ยังไม่ได้ทำให้เกิดความมุ่งมั่นจริงจังนัก เพราะไปคิดเสียว่า สูบก็ตายไม่สูบก็ตาย จะมีชีวิตยืนยาวไปทำไมนัก ทรมานสังขารเปล่าๆ เนี่ยไปคิดเสียอย่างนี้ เลยไม่ได้เลิกเสียที ผมมาเลิกได้ เพราะความที่อยากเข้าถึงธรรมจึงเลิก เลิกได้เพราะคิดว่าตนจะถือบวช เพื่อทำให้ร่างกายบริสุทธิ์จึงเลิก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ยังเคยคิดเลยว่าตนเองคงต้องสูบยันวันที่เข้าโลงซะอีก

       หลังจากเลิกบุหรี่  ผมก็มานึกถึงเหล้า บุหรี่ทำลายสุขภาพมากกว่าเหล้าก็จริง แต่เหล้าก็เป็นศัตรูเป็นตัวทำลายสติ ลำพังไม่กินเหล้าก็มีสติยากอยู่แล้ว ธรรมะก็คือการพัฒนาตนเอง ก็คือการพัฒนาสติสู่มหาสติ ที่สุดผมตัดสินใจเลิกเหล้าเลิกเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์ทุกชนิดในสามสี่เดือนถัดมา จนถึงปัจจุบันนี้

       การบวชเนกขัมมะ  ต้องถือศีล ๘  ศีล ๑ ใน ๘ ห้ามกินอาหารมื้อเย็น  ผมก็สงสัยอีก ทำไมจึงต้องมีศีลห้ามกินมื้อเย็นด้วย พอไปบวชทีก็ต้องปรับตัวงดมื้อเย็น  อย่ากระนั้นเลย  ก็งดมันเสียเลยเวลาไปบวชก็ไม่ต้องปรับอะไร ลำพังงดเฉพาะช่วงบวชไม่กี่วัน มันไม่ชัด ไม่รู้ว่าประโยชน์ของมันคืออะไร ทดลองงดยาวๆดูตอนไม่ได้บวชด้วย  ผลก็คือ เมื่อก่อนผมมักจะมีปัญหาเรื่องปวดท้องบ่อยๆ ก็หายไป สุขภาพช่องท้องกลับดีขึ้น ผลทางอ้อมเมื่อเราไม่กินมื้อเย็น ก็ไม่ต้องถูกพรรคพวกลากตัวไปหาอะไรกินเย็นๆค่ำๆดึกๆกันอีกต่อไป  เวลาเลยเป็นอิสระมากขึ้น  ไม่ต้องหมดเวลาไปกลับต้องคอยหาอะไรมาใส่ท้อง ซึ่งมักจะไม่แน่นอน เดี๋ยวกินเย็น บางทีก็ค่ำ บางทีก็ดึก เวลากินมันเยอะ ทั้งกินทั้งดื่มทั้งเมาท์ เป็นมื้อสำส่อนที่สุด  เป็นการทำลายสุขภาพแบบผ่อนส่ง นึกถึงภาพการใช้ชีวิตเมื่อก่อนกับปัจจุบัน มันช่างเป็นคนละคนกันจริงๆ 

       พูดมาก็เยอะ เบรคตรงนี้สักนิด แล้วขอถามผู้อ่านว่า พอจับความได้ยัง ว่าประโยชน์และความหมายของการบวชเนกขัมมะนั้นคืออะไร smile.gif
Posted by แมวเหมียว on 19 May 2006,17:37
อ้างถึง (KiLiN @ 18 พค. 2006,21:29)
       พูดมาก็เยอะ เบรคตรงนี้สักนิด แล้วขอถามผู้อ่านว่า พอจับความได้ยัง ว่าประโยชน์และความหมายของการบวชเนกขัมมะนั้นคืออะไร smile.gif

เริ่มจับความได้บ้างแล้วค่ะ แต่ยังไม่เห็นภาพทั้งหมด couch.gif laugh1.gif

xmas.gif โห คุณคิลิน อดข้าวเย็นได้..เก่งจังค่ะ..เดี๋ยวแมวเหมียวจะอดมั่ง yes.gif

อิ อิ อดเหล้า อดบุหรี่ ได้น่ะเรื่องเล็ก tongue.gif  แต่อดข้าวเย็นได้เรื่องใหญ่ค่ะ winkthumb.gif bowsdown.gif

again.gif
Posted by วันดี on 20 May 2006,00:53
จับได้ค่ะ  รออ่านตอนต่อไปอยู่

ฉันเคยไปบวชแบบนี้มาค่ะ  ที่ทรมานที่สุดคือการอดข้าวเย็นนี่แหละค่ะ  ปกติก็กินอะไรไม่มากหรอก  แต่พอไปบวชกลับหิว  กระวนกระวายแทบจะเอาไม่อยู่  

Posted by KiLiN on 20 May 2006,22:51
เรื่องการอดข้าวเย็น จริงๆมันเป็นเรื่องของความเคยชิน ร่างกายมันเคยชินว่าเมื่อถึงเวลานั้นเวลานี้มันก็จะได้รับอาหาร ฉะนั้นพอถึงเวลามันก็จะออกอาการเตือน แล้วถ้าเราเองไปคอยนึกถึงมัน ก็คงจะกระวนกระวายหน่อย และบางทีเราก็ไปกังวลกับมัน ห่วงกลัวว่าจะหิว มื้อกลางวันก็เลยกินเข้าไปเยอะ ตุนเผื่อไว้ ช่วงบ่ายก็จะง่วงสิ ฟังธรรมปฏิบัติธรรมก็ไม่รู้เรื่อง นั่งคำนับแล้ว 

      ที่วัดที่ผมไปบวชเขาจะมีน้ำปานะ เช่น น้ำฟักทอง น้ำเผือก ให้ทานแทนก็ช่วยได้  แต่ที่สุดแล้วอยู่ที่ใจของเรา  ใจของเรามุ่งมั่นบอกกับร่างกายของเรา แล้วก็พยายามปฏิบัติไปตามนั้น มันลำบากช่วงครั้งแรกๆที่ไปบวชเท่านั้น ครั้งต่อๆไป ร่างกายมันก็รับรู้ความเคยชินใหม่แล้วก็จะง่ายขึ้น จนที่สุดกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่รู้สึกหิวอะไรอีกเลย xmas.gif
Posted by KiLiN on 20 May 2006,23:49
ถ้าเราเปรียบธรรมะเป็นน้ำใสบริสุทธิ์ ตัวเราก็เปรียบได้กับภาชนะที่จะไปรับน้ำใสบริสุทธิ์นั้น ถ้าภาชนะไม่สะอาดแล้วไปรับน้ำใสบริสุทธิ์ ก็จะไม่ได้น้ำใสบริสุทธิ์

       การเรียนรู้พระธรรมเข้าถึงพระธรรม จึงไม่ได้อยู่ที่การรับเข้ามา แต่กลับอยู่ที่การเอาออกไป เอาออกไปซึ่งมลภาวะ ขยะ สิ่งปฏิกูลหมักหมมต่างๆในตัวเรา การบวชเนกขัมมะก็คือการทำความสะอาดภาชนะตัวเรา เพื่อไปรับน้ำใสบริสุทธิ์พระธรรม

       วิถีทางธรรมนั้นสวนทางกับวิถีทางโลก วิถีทางโลกมุ่งสะสมวิถีทางธรรมมุ่งลดละ  วิถีทางโลกมุ่งสะสมโดยไม่ได้แยกแยะว่าสิ่งที่สะสมนั้นของดีหรือของเสีย เพราะแยกแยะไม่ได้และไม่รู้จักแยกแยะ เมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งที่สะสมก็เป็นธรรมดาย่อมมีทั้งดีทั้งเสีย  ของดีไปรวมกับของเสีย นานไปก็อาจกลายเป็นเสีย  วิถีทางธรรมจึงต้องมุ่งลดละ ลดละเพื่อกำจัด คัดแยกเอาของเสียออก  การเดินไปในวิถีธรรมก็คือการทำความสะอาดตัวตนของเรานั่นเอง

       การที่คนฟังธรรมะอ่านธรรมะแล้วไม่เข้าใจไม่เข้าถึงธรรมะ ก็เปรียบเสมือนเอาภาชนะที่ไม่ได้ทำความสะอาดไปรองรับน้ำใสบริสุทธิ์แล้วจะให้ได้น้ำใสบริสุทธิ์ได้อย่างไร

       วิถีความเป็นไปของชาวโลกก็เปรียบเสมือนน้ำ ที่มีธรรมชาติที่จะไหลลงสู่ที่ต่ำ  วิถีทางธรรมก็เปรียบได้กับปลาน้อยที่ว่ายทวนกระแสน้ำ  ปลาน้อยต้องขยันว่ายทวนกระแสน้ำ ไม่ปล่อยให้ถูกกระแสน้ำชักพาลงสู่ที่ต่ำ

       แม้ว่าวิถีทางธรรมจะสวนทางกับวิถีทางโลก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวิถีทางธรรมมาใช้ชีวิตกับชาวโลกไม่ได้ แต่กลับตรงกันข้าม วิถีทางธรรมกลับทำให้การใช้ชีวิตในชีวิตทางโลกได้อย่างปลอดโปร่งเป็นสุขมากขึ้น เพราะด้วยเหตุที่วิถีทางธรรมมุ่งขจัดของเสียในตัวตนอยู่เสมอนั่นเอง
Posted by pilgrim on 23 May 2006,04:15
ขอคุณคิลินกรุณาช่วยอธิบายถึงช่วงเวลาในการปฏิบัติสักนิดได้ไหมคะ ว่าจิตใจขณะนั้นเป็นอย่างไร
เพราะเพื่อนบางคนเคยบอกว่า นั่งปฏิบัติแล้วปวดหัว จิตใจว้าวุ่นสับสนไปหมด คิดนั่น คิดนี่มากมาย เรื่องราวทั้งหลายแหล่มันพรั่งพรูเข้ามาตอนที่ได้มีโอกาสนั่งเงียบๆกับตัวเอง
เขาบอกว่า พยายามห้ามตัวเองก็ไม่ได้ เลยพานให้ไม่อยากจะปฏิบัติอีกเลย

พิลก็เคยไปปฏิบัติอย่างนี้มาเจ็ดวันค่ะ อยู่คนเดียวแทบจะตลอดเวลาทั้งเจ็ดวัน
อยู่บ้านต่างหากกันคนละหลัง บ้านใครบ้านมัน จะได้พูดกันบ้างก็ช่วงลงมาล้างจาน หรือตากผ้า
แล้วก็มีอาจารย์มาคอยติดตามความคืบหน้า อยู่สองครั้ง นอกนั้นต้องอยู่กับตัวเองทั้งหมด

วันแรกๆขอยอมรับเลยค่ะ นั่ง ยืน เดิน ได้สักพัก ใจคอยแต่จะบอกว่า นอนบ้างเถอะ เขาก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้นอนนะ  เพราะการปฏิบัติ คือให้รู้สติว่า นั่ง นอน ยืน เดิน วันแรกๆ พอเมื่อยก็อยากแต่จะลงไปนอน

แต่พอวันที่สามผ่านไปดีขึ้นค่ะ ไม่นอนอีกเลย แต่หันไปอ่านหนังสือคำสอนที่มีอยู่เต็มบ้านเลย  แต่ก็ไม่ได้อ่านตลอดเวลานะคะ เพราะต้องการมุ่งมาปฏิบัติมากกว่าจะมาอ่านหนังสือ

พิลยังเชื่อค่ะ ว่าการปฏิบัติด้วยตัวเองเป็นสิ่งดีและสุดยอดสูงสุด แต่บางครั้ง การได้เริ่มเรียนรู้จากการอ่านก่อน อาจจะเป็นการจุดความสนใจและแบ่งปันความรู้ ชี้ทางสว่างให้กันและกัน ขอเพียงถ้าได้อ่าน แล้วสนใจ ต้องนำไปปฏิบัติอย่างที่น้องมะนาวหวานว่าไว้ค่ะ  icon_donot.gif
Posted by KiLiN on 23 May 2006,09:45
ผมก็ได้ยินคนพูดแบบที่คุณพิลว่ามาเยอะเหมือนกัน แต่ที่ผมไปจะไม่มีอย่างนั้นเลย 

       การไปแบบปฏิบัติเข้มอย่างนั้น เพียงไม่กี่วันคงไม่ได้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงดีขึ้นได้สักเท่าไร ถ้าไม่สามารถนำมาปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันได้ ชีวิตจริงก็ยังต้องพบปะผู้คนมากมาย จะมาห้ามไม่ให้พูด ไม่ให้คิดอย่างที่เข้าคอสก็เป็นไปไม่ได้ ชีวิตจริงจะเอาเวลาที่ไหนได้มากมายมานั่งปฏิบัติ นั่งหลับตา
       
       ที่ผมไปบวชก็จะไม่มีกฎเกณฑ์เข้มงวดอะไรแบบนี้  การปฏิบัติก็ไม่ได้เน้นสอนนั่งหลับตา แต่ให้ลืมตา เน้นฝึกสติไม่เน้นฝึกสมาธิ  ทุกอย่างไม่มีเรื่องต้องเคร่งเครียด มีแต่ทำให้โปร่งเบาสบาย ผ่อนคลาย ไม่ใช้วิธีกักขัง บังคับจิต ที่ฝืนความเป็นจริง แต่หาวิธีกุศโลบายเข้ามาตะล่อมกล่อมเกลาเอา 

       นับตั้งแต่ผมไปบวชครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน ผมไปบวชทุกปี ทุกวันสำคัญทางศาสนา อย่างน้อยปีละไม่น้อยกว่า ๓ ครั้ง ความรู้สึกต่อการไปบวช ก็คือการไปสั่งสมบุญบารมี ไปรับสิ่งดีๆเพื่อกลับมาปฏิบัติปรับใช้ในชีวิตประจำวัน 

       เจตนาและวิธีคิดต่อการไปบวชไปเข้าวัด อาจไม่เหมือนกัน หลายคนที่ไปอาจหวังไปได้อะไร ณ จุดที่ไป จึงเน้นไปที่กรรมวิธีเหมือนเข้าคอส แต่ที่ผมไปจะเน้นไปที่ว่าจะเอาอะไรกลับมาใช้มาปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้บ้าง ฉะนั้นสิ่งที่ปฏิบัติในช่วงบวชกับชีวิตปกติก็เหมือนกันแทบไม่แตกต่างกัน จึงไม่รู้สึกอึดอัดหรือต้องปรับตัวอะไร

       กิจกรรมหลักในช่วงบวชจะเน้นไปเรื่องแสดงธรรมควบคู่กับการปฏิบัติ คือจะเน้นสอนให้รู้จักคิด รู้จักใช้สติ ใช้ปัญญา เพื่อนำกลับมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ หลวงปู่ท่านสอนอะไรก็แล้วแต่จะใช้ปัญญานำหน้าก่อนเสมอ
Posted by sweet lemon on 23 May 2006,11:29
hello2.gif สวัสดีทุกท่านค่ะ  bowsdown.gif
ที่ลาวหายไปไม่ส่งข่าวเพราะว่าถูกเพื่อนลิงฉุดลากกกกกกกกก...ไปถือศีล8 ตอนสุดสัปดาห์มาค่ะ ... ขอนำบุญครั้งนี้มาฝากทุกท่านค่ะ... bowsdown.gif

ผลจากการที่นู๋ไปถือศีล8 บางครั้ง-คราวและเข้าวัดโดยไม่คิดอัคติ(เขียนงี้ป่ะน้อ hum.gif ) นู๋เลิกบุหรี่ได้โดยอัตโนมัติ และในเวลาอันรวดเร็ว คือคิดปุ๊บ ว่าบุหรี่หมดซองนี้แล้วเลิกเด็ดขาด นู๋ทำได้ค่ะ เพราะเพื่อนลิงไม่ว่าหญิง-ชาย เขาเลิกสูบบุหรี่กันแล้ว ลิงลาวตัวนี้หัวดื้อเพิ่งเลิกได้เป็นคนสุดท้ายค่ะ  applaud.gif  ปรบมือให้ตัวเอง เหอๆๆ... winkthumb.gif

มีเวลาว่างนู๋จะมาช่วยคุณคิลิน ร่ายเรื่องถือศีล8 อดข้าวเย็นนะค่ะ (ลดความหนาของเอวแบบประหยัด เอิ๊กกกก  tongue.gif )
Posted by add on 24 May 2006,10:49
อนุโมทนากับมะนาวหวานกับคุณคิลินด้วยค่ะ  มะนาวหวานเก่งมาก ที่เลิกบุหรี่ได้  applaud.gif
Posted by KiLiN on 24 May 2006,11:26
มีเรื่องหนึ่งที่มักจะเป็นประเด็นกัน ก็คือ เวลาบวชหลายๆอย่างก็ทำได้ดี แต่พอกลับมาเจอกับชีวิตประจำวัน สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป ก็ถูกสิ่งแวดล้อมกลืนเอาอีก ถ้าช่วงไหนทิ้งห่างนานๆ ก็ดูจะเป็นปัญหา

       วิธีที่ผมทำ ก็คือทำให้เป็นเรื่องเดียวกันซะ ทำให้ชีวิตประจำวัน ชีวิตการทำงาน กับการปฏิบัติธรรมคือเรื่องเดียวกัน ถ้าทำได้อย่างนี้ แม้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป รายละเอียดของเรื่องเปลี่ยนแต่เนื้อหาไม่ได้เปลี่ยน

       ผมยกตัวอย่าง เช่นเรื่องงดมื้อเย็น เริ่มแรกที่ผมทำ ผมทำเหมือนผมถือศีลข้อนี้จริงๆ  คือหลังเที่ยงจะไม่ทานของขบเคี้ยวอะไรเลย พอทำไปสักระยะ ผมจับต้องเรื่องประโยชน์ของมันได้อย่างชัดเจน แต่ปัญหาก็คือ มันไม่สอดคล้องกับชีวิตคนทำงานนัก ซึ่งพักเที่ยงถึงจะกิน แต่เรากลับต้องมากินก่อนเที่ยง ก็ปรับใหม่ให้สอดคล้อง เปลี่ยนไปกินพร้อมๆกับชาวบ้านเขา เปลี่ยนเป็นไม่กินหลังบ่ายแทน

      นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ ยังเรื่องอื่นๆ ก็ทำนองคล้ายๆกัน ซึ่งจะเป็นอย่างนี้ได้ นั่นหมายถึงชีวิตระหว่างบวชกับไม่ได้บวช ต้องไม่ต่างกันราวฟ้ากับดิน ต้องไม่ตายตัว ไม่เถรตรง ต้องรู้จักปรับใช้

      การคิดอย่างนี้ มันก็เลยง่าย สบายไม่ลำบาก แล้วที่สำคัญทำให้เกิดการลงมือทำ ลงมือปฏิบัติ เรื่องอะไรที่ดี ตอนเราบวชเราคิดอย่างนั้น เวลาธรรมดา เราก็จะคิดและหาวิธีที่จะทำอย่างนั้นด้วย smile.gif
Posted by pilgrim on 24 May 2006,14:49
ดีจังค่ะ น้องมะนาวหวานที่สามารถกล่อมเกลาจิตใจตนเองได้ winkthumb.gif

พูดถึงเรื่องเข้าคอร์ส ยอมรับว่า เคยไปเข้ามาหลายคอร์สเหมือนกันค่ะ ทั้งแบบเสาร์อาทิตย์ สามวัน เจ็ดวัน คือใครมาชวนก็จะลองไปดูหมด มีบางคนบอกว่า แต่ละสำนักสอนไม่เหมือนกัน เราควรเลือกให้ถูกกับจริตตนเอง และไม่ควรฝืนความรู้สึกตนเองมากนัก เพราะจะทำให้ท้อถอยง่าย sleeping2.gif

แต่ที่ถูกกับจริต คงเป็นคอร์สเจ็ดวันอย่างที่เคยเล่าค่ะ เพราะได้อยู่เงียบๆมาก อยู่กับตัวเองแบบไม่ต้องวุ่นวายกับใครเลย ไม่รู้สึกคิดถึงบ้านด้วย ไม่เคยนับวันรอที่จะได้กลับบ้านเลย ยิ่งวันท้ายๆยิ่งรู้สึกชอบชีวิตแบบนั้น

ที่ไปอยู่เจ็ดวัน ทางสำนักเขาก็ให้ฝึกสติค่ะ คือ เวลานั่งและเวลานอนเท่านั้น จึงจะหลับตา (ถ้าอยากหลับ) แต่ถ้าไม่หลับตา ก็ไม่เป็นไรค่ะ แล้วเราจะลุกขึ้นมาเดิน มายืน ตอนไหนก็ได้ สำคัญต้องรู้สติตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่
เคยไปฝึกแบบสมาธิแบบเข้มก็เคยค่ะ ประเภทให้นั่งสมาธิทีละครึ่งชั่วโมงหรือกว่า หรือเดินทีละครึ่งชั่วโมงหรือกว่า
แต่พิลรู้สึกว่า ทำอย่างนั้นกับตัวเองไม่ค่อยได้ผลเลย (เราคงดื้อนะ ไม่ชอบถูกบังคับ) แต่อาจารย์ผู้สอนท่านก็มีเหตุผลในการบังคับค่ะ ท่านว่าต้องการจะฝึกความเพียร

ตามที่เคยทราบมา เขาบอกว่า การได้อยู่เงียบๆกับตัวเองนี้ ถือเป็นการบำเพ็ญบุญอย่างหนึ่งค่ะ คือ อย่างน้อยการไม่ต้องข้องแวะกับใคร ก็ลดการทำบาป การละเมิดผู้อื่นไปได้ ไม่ไปเบียดเบียนใคร ไม่ว่าจะทางกาย วาจา ซึ่งแน่นอน แต่สำหรับทางใจนั้น ก็ต้องคอยห้ามใจนะคะ icon_donot.gif

น้องมะนาวหวานว่าง มาช่วยเล่าถ่ายทอดสู่กันฟังบ้างนะคะ
thumbsup.gif
Posted by วันดี on 25 May 2006,01:31
เรื่องพัฒนาตนเองกับชีวิตประจำวันนั้น  พี่เคยได้ยินมาว่าท่านพุทธทาส  เมื่อยังหนุ่มยังหาหนทางอยู่  ท่านถึงกับทำเป็นบันทึกประจำวัน  ซีกซ้ายเขียนความตั้งใจที่จะทำ  ซีกขวาเขียนพัฒนาการหรือปัญหาในขณะปฏิบัติ  ท่านเพียรพยายามทำเช่นนี้  จนกระทั่งวันหนึ่งท่านบันทึกไว้ว่า  นับแต่นี้ต่อไปจะเปลี่ยนเข็มมุ่งของชีวิต  ให้ตรงไปสู่ความสุขที่แท้จริงเท่านั้น  แล้วท่านก็ได้อุทิศทั้งชีวิตให้กับพุทธศาสนาอย่างที่เรารู้กัน

พวกเราก็น่าจะใช้วิธีของท่านดูได้เหมือนกัน  อาจจะเริ่มจากเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มักเป็นปัญหาของเราอยู่เสมอ  เช่นความโกรธ  ลองบันทึกพัฒนาการของการทิ้งโกรธดู  ก็น่าจะดีนะ  การบันทึกนอกจากเป็นการเตือนสติตัวเองแล้ว  ยังทำให้เราได้คิดถึงเรื่องนั้นอย่างจริง ๆ จัง ๆ ในแง่มุมต่าง ๆ ตามที่เราใช้ชีวิตอยู่

แต่ไม่ต้องงดข้าวเย็นได้ไหม  เดี๋ยวแม่ครัวตกงาน

Posted by sweet lemon on 05 Jun. 2006,09:10
สวัสดีค่ะน้าวันดี น้าแอ้ด พี่แมวเหมียว เจ้พิล คุณคิลิน และผู้อ่านทุกท่านค่ะ.. bowsdown.gif

หากน้าวันดีไม่ต้องการอดอาหารเย็น ก็ต้องศีล5 ค่ะ เพราะศีล8 มีข้องหนึ่งห้ามโซ้ยอาหารหลังเที่ยงวันไปแล้ว ลางว่าหากแน่นท้อง จะเป็นภัยต่อการปฏิบัติภาวนาค่ะ.. wavey.gif

น้องลิงลาวจะเล่าเรื่องการไปปฏิบัติอบรมจิต ให้เจ้พิลอ่านนะค่ะ... couchplus.gif
คือลาวนี้กลัวผีที่สุดในโลก จนปัจจุบันนี้ยังไม่รู้เลยว่า กลัวผี หรือกลัวความมืดกันแน่ ฉงฉัยฟามมืดแฮะ เพราะเวลาออกเที่ยวทีไรกลับบ้านเช้าทุกทีสิน่า ประมาณว่าดวงอาทิตย์กะลังมาเยือนโลกนะ..แหะๆๆ.. winkthumb.gif

เพราะความกลัวนี้เองลาวต้องนอนรวมกันหลายๆๆคน เวลาไปถือศีล หากว่านอนกลางแจ้ง(ลานธรรม) ก็กางกลด (ของวัดมี..บ่ต้องขนไป.. laugh1.gif ic-14.gif )กางใกล้ๆกัน เรื่องปวดฉิ้งฉ่อง ม่ายมีปัญหา เพราะกว่าจะหลับได้ก็เที่ยงคืน ประมาณตี3 ต้องตื่นแย้ว.. tears.gif

เวลาอยู่ระหว่างการอบรมปฏิบัติต่อหน้าพระอาจารย์ เราต้องสงบจิต สงบใจ พยายามรับบทเรียนที่พระอาจารย์เมตตาสั่งสอน เพราะเมื่อกลับมาบ้าน เราจะได้ทำแบบฝึกหัดต่อไป สะสมการภาวนานี้ไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนกว่าจะได้มรรคผลถึง
นิพพานตามปรารถนา...  winkthumb.gif

สำหรับลาว..ทฤษฎี winkthumb.gif ปฏิบัติ ohman.gif couch.gif บ่ก้าวหน้า..เพราะขี้เกียจ... cry2.gif crying1.gif tears.gif sleeping2.gif

ระหว่างอบรมภาวนา หากเมื่อยขา ง่วงนอน สามารถเปลี่ยนอริยาบทได้ แม้คนมีอายุมากๆๆ นั่งพื้นไม่ได้ ก็สามารถนั่งเก้าอี้ได้ (ห้ามนั่งโต๊ะ..เด๋วสัปงก ตกลงมาจะเจ็บตัว..เหอๆๆ กรงนี้ลาวคิดเอาเอง..ก๊ากกกก greet.gif wave.gif ) พระอาจารย์บอกว่า พวกเรามาทรมานจิต บังคับจิต ไม่ให้เดินออกนอกทาง แต่ท่านไม่ให้ทรมานกายค่ะ.. winkthumb.gif

การอบรมจิต ครั้งแรกฟังธรรมะจากพระอาจารย์ แล้วท่านก็สอนให้นั่งทำสติ ภาวนา ระยะหนึ่ง แล้วก็เดินจงกลม สลับกันอย่างนี้ พอสมควรแก่เวลา..(ลาวหลับไปหลายรอบเชียว..ฮ่าฮ่า.. ic-14.gif ) พระอาจารย์ก็ให้ไปพักผ่อน เพราะมีต่อภาคค่ำ-กลางคืนอีก ตอนนี้แหละ แบบว่าลาวกลัวน้ำลายบูด...ก็ baaa.gif ไปเรื่อยๆๆ บางคนเค้าก็ค้อนนะ เพราะเค้าต้องการฟามหงบ ลาวแกล้งทำมองม่ายเห็นอ่ะ เค้าเลยออกไปนอกห้อง สงบสติอารมณ์ (มั่ง)
แต่ไม่ใช่ว่า คราวต่อไปพวกเค้าจะไม่รับลาวเข้าถือศีลร่วมด้วยนะ เค้ารีบทอระสับมานัดก่อนเลยละ ม่ายให้ลาวไปรับนัดคนอื่น..โอ้ย..โม้เหนื่อยแย้วค่า... เชื่อเรื่องที่ลาวเล่ามาบ้างมั้ยเนี่ย...เอิ๊กกกๆๆๆ... boogie.gif
จบข่าว... kissing.gif
Posted by pilgrim on 07 Jun. 2006,18:33
เชื่อสิคะ ขอบคุณนะคะที่เอามาเล่าสู่กันฟัง

อนุโมทนากับน้องมะลาวหวาน เอ๊ย มะนาวหวานด้วยค่ะ ที่ได้พบทางธรรมและปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง มีผู้มาโน้มนำไป

นับว่ามะนาวหวานมีเพื่อนที่เป็น "บัณฑิต" นะคะ สมดังกับคำเปรียบที่ว่า
คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล

พูดถึงคำพังเพยแล้วคิดถึงน้องมะเหมี่ยวจัง อยู่ดีๆ ทำไมคิดถึงน้องมะเหมี่ยวก็ไม่รู้ คิดถึงพี่พิลบ้างหรือเปล่าจ๊ะ หรือเรามีโทรจิตถึงกัน

สำหรับลิงลาวของเจ๊พิล มีอะไรก็มาเล่าสู่กันฟังอีกเน้อ
again.gif thankssign.gif

แล้วคุณคิลินเล่าจบแล้วเหรอคะ ไม่เห็นมาเล่าต่อเลยค่ะagain.gif
Posted by KiLiN on 07 Jun. 2006,22:44
จะว่าจบก็ใช่..จบ จะว่ายังไม่จบก็ใช่..ยังไม่จบ

จบก็คือ จบประเด็นที่คนอยากฟัง อยากรู้
ยังไม่จบ ก็คือ เรื่องมันเองและที่เกี่ยวเนื่องก็มีอยู่เยอะ

พอดีผมไม่ได้เน้นเล่า  แต่เน้นไปทางพูดคุยแลกเปลี่ยน
โดยเฉพาะเน้น พูดคุยแล้วทำให้เกิดประโยชน์ได้ไปใช้จริง
คือ อยากให้เป็นผลในทางปฏิบัติได้จริง มากกว่าแค่เล่าสู่กันฟัง rose.gif
Posted by pilgrim on 10 Jun. 2006,12:26
มีอะไรเล่าก็ขอเชิญเล่าเถิดค่ะ คุณคิลิน
พิลว่ายังไง คนที่เข้ามาอ่าน เข้ามาฟัง เขาก็ได้ประโยชน์กลับไปไม่มากก็น้อยค่ะ
การเรียนรู้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
บางคนเขาเรียนรู้จากการฟัง การอ่าน แต่เขายังไม่พร้อมปฏิบัติ (ซึ่งอันนี้ เราก็ไม่ทราบเงื่อนไขของเขา ว่าเพราะอะไร) นั่นก็คงต้องรอสักวันหนึ่งที่เขาจะปิ๊งขึ้นมาในใจของเขาเอง เพราะความศรัทธาและความเพียรของคนเรา บังคับกันไม่ได้ค่ะ คงต้องเริ่มจากใจเขา ให้เขาอยากทำเอง จากที่เคยบอกว่า ไม่มีเวลา ถ้าเขาอยากทำ เขาก็จะหาเวลาจนได้
หรือบางคนอาจเข้ามาอ่าน และยังไม่พร้อมที่จะแลกเปลี่ยน แต่ก็เก็บเกี่ยวข้อมูลและแง่มุมความคิดที่ดีงามไปซึมซับอยู่ในใจเขา โดยที่เขาเองก็อาจจะไม่รู้ตัวก็ได้

ก็ถือเสียว่า เราก็เล่าของเราไปเรื่อยๆ วันหนึ่งมันอาจเกิดอานิสงส์ให้คนอื่นได้เรียนรู้ หรือช่วยเป็นแรงกระตุ้น แรงบันดาลใจให้เขา เหมือนค่อยๆเติมฟืนเข้ากองไฟแหละค่ะ ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งเขาอาจพร้อมขึ้นมาได้ จากการเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น เห็นว่า การที่คนอื่นทำ เป็นสิ่งที่ดี
ประสบการณ์ของคุณคิลิน และของหลายๆท่านอาจเป็นแหล่งเชื้อไฟที่ดีให้กับคนหลายๆคนค่ะ

เรื่องบางเรื่อง เรารับรู้และคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่อาจยังไม่มีความมุ่งมั่นที่จะทำด้วยตัวเอง หากแต่ถ้าเราไปพบใครที่มีความมุ่งมั่น เราก็อาจเอาเรื่องที่ได้ยินมา หรืออ่านมา ไปสนทนาแลกเปลี่ยนกับเขาได้ แล้วมันก็จะกลายเป็นประโยชน์ในวงกว้าง แผ่ขยายไปเรื่อยๆ เป็นการพูดคุยแบบเสริมสร้างสติปัญญาอีกรูปแบบหนึ่ง

แล้วที่คุณคิลินบอกว่า หลวงปู่ท่าน"จะเน้นสอนให้รู้จักคิด รู้จักใช้สติ ใช้ปัญญา เพื่อนำกลับมาใช้ในชีวิตประจำวันได้"

อะไรคือสิ่งที่ท่านสอนบ้างคะ พิลก็อยากรู้ค่ะ again.gif
Posted by add on 11 Jun. 2006,02:36
ก๊ากๆ  ขอหัวเราะคั่นรายการ  ที่น้องลาวเล่าเรื่องไปปฏิบัติธรรมน่ะ สนุกดีจ้ะ  น้าแอ๊ดยังบ่เคยไปทำเลย   smash.gif

            withstupid.gif   มาฟังคุณคิลินด้วย  wave.gif
Posted by KiLiN on 12 Jun. 2006,08:45
ครับ  แต่พอดีผมเป็นคนพูดน้อย
ยิ่งจะให้เล่าอะไร  ยิ่งเล่าไม่ค่อยเป็น
อาจเป็นเพราะคิดมากไปด้วย
คือ เรื่องที่ผมเล่า  จริงๆไม่เชิงเล่า
ผมจะต้องคิดและเรียบเรียง   ว่าผมจะบอกให้อะไร
ซึ่งสิ่งที่จะบอก   ผมต้องรู้สึกว่ามันมีประโยชน์มีคุณค่า
มันเป็นการค้นพบมาในชีวิต  ฉะนั้นเวลาเขียนและเรียบเรียงจึงต้องคิดอย่างเป็นระบบพอสมควร

แต่พอไม่มีเหตุ  ก็เลยไม่รู้จะพูดอะไรครับ

ส่วนที่คุณพิลถาม   ก็กว้างมากครับ
ว่าไปแล้วคำตอบมีตรึมเลย  คือตอบอะไรก็ใช่
ก็คิดว่า  คำตอบอยู่ในกระทู้ "กระจกจริยธรรม : ปุจฉา - วิสัชนา" ครับ
Posted by วันดี on 12 Jun. 2006,23:21
คุณKiLinคะ  สำหรับฉันแล้วการได้อ่านที่คุณKiLinสนทนา  หรือเล่าประสบการณ์แล้ว  เปรียบเหมือนได้ฟังพระเทศนา  บางเรื่องบางวันอาจไม่ตรงกับปัญหาของฉัน  แต่ก็ได้มุมมองแง่คิด  สามารถนำไปเปรียบเทียบกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  แล้วทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้  นับว่ามีส่วนอย่างมากต่อการพัฒนาใจของตนเอง  การที่หลายคนรวมทั้งฉันด้วย  ได้ฟังได้อ่านบ่อย ๆ ในตัวของมันเองก็คือการปฏิบัติแล้วค่ะ  

bowsdown.gif
Posted by pilgrim on 14 Jun. 2006,16:34
พูดน้อย แต่ต่อยหนัก หรือเปล่าคะ ต่อยที คนถูกต่อย มึนไปหลายวันเด้อค่ะ ic-14.gif
ใครบอกคะ ว่าคุณคิลินเล่าไม่เป็น
อย่างเอาเรื่องเจ้าแม่กวนอิมมาเล่าแทรกธรรมะ นั่น พิลชอบมากๆเลย กินใจอย่างที่สุด
พิลเองเห็นว่าคุณคิลินเหมือนผู้รู้ เป็นบุคคลที่เป็นแหล่งความรู้ จะรู้มากหรือรู้น้อย ก็คงรู้เยอะกว่าพวกเราๆแน่นอน ก็เลยอยากฟังประสบการณ์จากผู้รู้ให้มากขึ้นค่ะ (ขนาดพี่วันดียังว่าเหมือนพระเทศน์นะคะ) flo_1.gif

อย่างกระจกจริยธรรมก็ตามไปอ่านอยู่ค่ะ ยังคิดว่า จะเป็นไปได้ไหมคะ ถ้าจะนำมาจัดไว้ให้เป็นหมวดหมู่ หัวข้อ เช่น เรื่องเกี่ยวกับการทำงาน การทำบุญ การปฏิบัติ
คือ อันนี้มองจากตัวเองนะคะ อย่างเวลาเรากลุ้มใจเรื่องปัญหาในการทำงาน เราก็อยากอ่านธรรมะหรือคำสอน ที่จะบอกเราเกี่ยวกับเรื่องการทำงานน่ะค่ะ
หรือคนกลุ้มใจในเรื่องความรัก ก็อยากจะหาคำปลอบโยนที่เกี่ยวกับเรื่องความรักและการทำใจไม่ให้ฟูมฟายมากไป
ถ้าเป็นอย่างนั้นได้จะดีไม่น้อยเลยค่ะ bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 15 Jun. 2006,09:25
ครับ...ขอบคุณที่ชมครับ
จริงๆ กระทู้นี้ก็ตั้งใจว่าจะเป็นกระทู้หลัก กระทู้หนึ่ง โดยจะเน้นไปที่เรื่องในชีวิตประจำวัน  เอาเป็นว่า แล้วผมจะพยายามหาโอกาสมาลงมาเล่า แล้วกันครับ

กระทู้เจ้าแม่กวนอิม  เป็นกระทู้ที่กินพื้นที่ของเวบมากที่สุด
แต่ผมเห็นว่า ไม่มีคนทำในลักษณะนี้ ก็เลยอยากจะทำ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ดูเขาตั้งใจทำมาก ทำให้ดี ในเชิงสะท้อนคุณธรรม อุดมการณ์ความรักต่อมวลมนุษยชาติ  การศึกษาถึงจิตใจอุดมการณ์ของพระโพธิสัตว์ ก็คือการเข้าถึงแก่นของพุทธโดยตรง  เพราะจิตใจของพระโพธิสัตว์ก็คือภาวะของจิตใจก่อนตรัสรู้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า

ส่วนกระทู้กระจกจริยธรรม ผมตั้งใจจะแยกประเภทอย่างที่คุณพิลว่าอยู่แล้วครับ แต่คงต้องใช้เวลา  smile.gif
Posted by KiLiN on 07 Jul. 2006,12:39
วันนี้ได้เวลาจะมาพูดถึงการพัฒนาตนเองกับชีวิตประจำวัน โดยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  ด้วยความหมายที่ว่า " ฉลาด สะอาด สว่าง สงบ " ซึ่งเป็นคำขวัญของบ้านหลังนี้

ผมเคยพูดถึงคำขวัญ ๒ คำแรก < ฉลาด > กับ < สะอาด > ไปบ้างแล้วในกระทู้ "บทโศลก กลบท ปริศนาธรรม, เพื่อความฉลาด สะอาด สว่าง สงบ" ลองคลิกตามลิงค์ไปอ่านได้ครับ

แต่เนื่องจาก ตนเองมีความรู้สึกว่า การอธิบายความหมายยังไม่กว้างและครอบคลุมพอ ก็เลยหยุดอยู่แค่ ๒ คำ ยังไม่ครบทั้ง ๔ คำ  หลายวันมานี้ มานึกถึงว่าเราจะอธิบายอย่างไร ในเรื่องการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน ให้ได้ความหมายในเชิงการปฏิบัติที่ได้ผลจริงในชีวิตประจำวันเป็นขั้นเบื้องต้น อันจะนำมาซึ่งคุณภาพของชีวิตที่ดีในสังคมทุกวันนี้  และเป็นพื้นฐานที่ดีที่จะได้ไปถึงในเชิงทางธรรมต่อไปในที่สุด

สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ จึงเป็นการประมวลจากสิ่งที่ตนเองปฏิบัติจริงและเห็นผลจริงมาแล้วในระยะเวลา ๖ ปีที่ผ่านมา  โดยจะพยายามเขียนโยงกับหลักพุทธธรรมไปด้วย

ขอเริ่มจากคำว่า "KAIZEN"
Kaizen เป็นคำญี่ปุ่นมีความหมายตรงตัวว่า "ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง"
หลายองค์กร หลายบริษัทฯ จึงใช้คำนี้มาเป็นโครงการปรับปรุงงานภายในองค์กรของตน โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นหรือในเครือ คล้ายๆกับ " 5 ส"

KAIZEN จึงเป็นการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่
5 ส เป็นการปรับปรุงสถานที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง อันได้แก่
   ส  สะสาง
   ส  สะอาด
   ส  สะดวก
   ส  สุขลักษณะ
   ส  สร้างนิสัย

หัวใจของ "KAIZEN" นั้นอยู่ที่
เริ่มต้นจากตนเอง แล้วปฏิบัติได้ด้วยตนเอง
และให้ความสำคัญในเรื่องใกล้ตัวโดยเริ่มจากเรื่องเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวัน

การเริ่มต้นจากต้นเอง แล้วปฏิบัติได้ด้วยตนเอง มันคือการสร้างสำนึก สำนึกจากตนเองที่เห็นอะไรที่ยังไม่ดีไม่งาม ก็คิดริเริ่มปรับปรุงแก้ไขด้วยตนเอง ไม่ต้องรอคำสั่ง ไม่ต้องรอคนอื่นชี้แนะชี้นำ 
ในอีกด้านมันคือภาพลักษณ์ใหม่ เปลี่ยนจากการมองเห็นข้อบกพร่องของผู้อื่น แล้วเสนอแนะให้ผู้อื่นทำผู้อื่นแก้ไข ซึ่งจะเกิดการปรับปรุงได้กลายเป็นไปขึ้นกับผู้อื่น  เปลี่ยนมามองหาข้อบกพร่องที่มาจากของตนเอง แล้วปรับปรุงตนเอง ซึ่งจะเกิดการปรับปรุงเป็นจริงได้มากกว่า

ส่วนการให้ความสำคัญในเรื่องใกล้ตัวโดยเริ่มจากเรื่องเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวัน นั้น เรื่องเล็กจะแก้ได้ง่ายกว่าเรื่องใหญ่ เมื่อทำเรื่องเล็กได้ก็เป็นกำลังใจที่จะทำเรื่องใหญ่ได้ ในโอกาสต่อไปอย่างไม่ยาก  แต่ที่สำคัญของตรงนี้ก็คือ การได้สะสมทักษะวิธีคิดวิธีทำงานจากเรื่องง่ายๆ เพื่อไปทำเรื่องที่ยากหรือใหญ่ขึ้น ความเป็นจริงของชีวิตก็คือ ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่แท้จริงมีธรรมชาติของมันที่เหมือนกัน ต่างกันเพียงขนาดและรูปธรรมของเรื่องเท่านั้น นั่นก็คือ ถ้าเข้าใจเรื่องเล็กได้ทำเรื่องเล็กได้ ก็จะเข้าใจเรื่องใหญ่และทำเรื่องใหญ่ได้

สิ่งสำคัญที่ได้จากการทำ"KAIZEN" คือ สำนึกจากตนเอง ในการพัฒนาปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตนเองรู้จักคิดแก้ไขปัญหาของตนเองได้ด้วยตนเอง

แต่ KAIZEN ก็ยังคงจำกัดแคบอยู่ที่งาน ยังไม่ใช่การพัฒนาคนโดยตรง แม้ว่าการพัฒนางานปรับปรุงงาน ก็จะได้การพัฒนาปรับปรุงคนไปด้วยก็ตาม 

ครั้งหน้าจะมาโยงภาพไปสู่การพัฒนาคน พัฒนาตนเอง ครับ greet.gif
Posted by KiLiN on 08 Jul. 2006,11:53
จาก 5ส การปรับปรุงสถานที่สิ่งแวดล้อมในการทำงาน มาสู่ KAIZEN ปรับปรุงงาน  ผมก็นำเสนอให้นอกจากปรับปรุงงานแล้ว ให้นำมาเป็นการปรับปรุงพัฒนาตนเอง ด้วยเหตุผลที่ว่า คุณภาพของงาน ขึ้นกับ คุณภาพของคน

มีคำอยู่ ๓ คำ ที่คนเรามักจะไม่ชัดกับมัน คือ คำว่า คน งาน และเงิน
ถ้าถามว่า ทุกวันนี้เราทำงานไปเพื่ออะไร หลายคนอาจตอบว่าเพื่อเงิน
และแม้ว่า คนที่ไม่ตอบว่าเพื่อเงิน  แต่ก็ยังไม่แน่ใจ ความรู้สึกนึกคิด ก็ยังเห็นว่ามันสำคัญอยู่มาก การกระทำการตัดสินใจหลายๆอย่าง เงินมามีอิทธิพล ต่อการใช้ชีวิตต่อการตัดสินใจในหลายๆด้าน

คนที่คิดว่า รถ โทรศัพท์มือถือ เป็นความจำเป็นสำหรับชีวิตสมัยใหม่ เป็นปัจจัยที่ ๕ ก็มาจากความไม่ชัดเจนตรงนี้ 

คนที่ตอบว่าทำเพื่อเงิน เขาก็จะให้ความสำคัญกับเงินเป็นใหญ่ โดยไม่ใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับคุณภาพของงานน้อยลง คือทำงานอย่างไรก็ได้ ขอให้ได้เงินมากๆ  แม้ว่างานนั้นอาจไม่สุจริต สร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่นก็ตาม  ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว งานกับเงิน หาได้เป็นเหตุเป็นผลกันไม่

ตัวอย่าง เช่น นาย ก. กวาดถนนได้เงินเดือน ๒๐๐๐ บาท ถามว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผล
หลายคนอาจตอบว่า นาย ก. กวาดถนนเป็นเหตุ ผลคือได้เงินเดือน
ซึ่งจริงๆไม่ใช่ ที่ถูกคือ นาย ก. กวาดถนนเป็นเหตุ ผลคือทำให้ถนนสะอาด ผลจากถนนสะอาดนาย ก.จึงได้รับเงินตามเงื่อนไขต่างหาก

เงินเป็นเพียงเงื่อนไขของสังคมกำหนดขึ้น มันไม่เคยเป็นผลจากเหตุใดๆได้  โดยตัวมันเองไม่ได้มีคุณค่าที่แท้จริง เป็นเพียงคุณค่าเทียมที่สังคมกำหนด เพื่อใช้แลกเปลี่ยนเครื่องใช้อุปโภคบริโภคเท่านั้น คุณค่าของมันเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่และเวลา ในบางที่มันอาจไม่มีคุณค่าเลย เช่น ในป่า

ในขณะที่นาย ก.กวาดถนน ผลคือความสะอาดของถนน เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน  และถนนจะสะอาดมากหรือสะอาดน้อยก็ขึ้นกับการกวาดของนาย ก. คือขึ้นกับคุณภาพของนาย ก.

จึงกล่าวได้ว่า

คนที่มีคุณภาพ ผลิตผลงานที่มีคุณภาพ จึงได้รับผลตอบแทนคือเงิน

คนที่มีคุณภาพเป็นเหตุ ให้ได้ผลของงานที่มีคุณภาพ แล้วนำมาซึ่งได้รับเงินตามเงื่อนไขของผลงาน

เหตุ มาก่อน ผล แล้วจึงตามด้วย เงื่อนไข

คน มาก่อน งานแล้วจึงตามด้วย เงิน

ครั้งหน้าจะมาว่า อย่างไรจึงเรียกว่า คนที่มีคุณภาพ

หลังจากกลับจากการไปบวชเนกขัมมะ วันอังคารนะครับ แล้วจะเอาบุญมาฝากครับ บายยยยยย wave.gif
Posted by add on 08 Jul. 2006,12:01
อนุโมทนาด้วยค่ะ  bowsdown.gif
Posted by pilgrim on 08 Jul. 2006,12:37
จะรออ่านค่ะ คุณคิลิน ขออนุโมทนาด้วยเช่นกันค่ะ yin-yang.gif

เรื่อง Kaizen เหมือนที่ทำงานเขาจะเคยเอามาใช้เหมือนกันค่ะ รวมทั้งระบบ 5 ส ด้วย แล้วก็ตามมาด้วยระบบคุณภาพต่างๆอีกมากมาย
Posted by sweet lemon on 09 Jul. 2006,03:37
ขออนุโมทนาค่ะคุณคิลิน  bowsdown.gif

ทักทายผู้อยู่ข้างบน และผู้ที่อยู่ข้างล่าง (หากตามมา อิอิ tongue.gif )
ทุกท่านค่ะ  hello2.gif
Posted by KiLiN on 12 Jul. 2006,05:56
กลับมาแล้วครับ หอบบุญมาเพียบ wavey.gif

ทำอะไรบ้างหรือครับ ก็ตั้งแต่ฟังธรรม เจริญมนต์ เวียนเทียน ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ถวายเทียนพรรษา ที่สำคัญทำภายใต้การบวชเนกขัมมะ  บุญจะมากกว่าไม่ได้บวชเนกขัมมะ  smile.gif

เที่ยวนี้พระท่านพูดเน้นถึงความสำคัญของการบวชเนกขัมมะมาก ปกติท่านก็พูดให้ฟังบ่อยๆ ในแต่ละครั้งที่มีการบวช เพียงแต่เที่ยวนี้ท่านเน้นย้ำ และมีรายละเอียดมาก แต่ก็ไว้ค่อยเล่าในโอกาสต่อไป 

กิจกรรมหลักก็เป็นการ ปฏิบัติธรรม " ฝึกวิถีจิต " ครับ yin-yang.gif

ก็แบ่งบุญให้ทุกๆคนครับ tinyrose.gif
Posted by sweet lemon on 12 Jul. 2006,06:51
มารับบุญก่อนค่ะ ก่อนจะไปเป็นแมงเมาท์ เหอๆๆ.. tongue.gif

ขออนุโมทนาค่ะ...คุณคิลิน.. bowsdown.gif

เมื่อวันอาทิตย์ลาวก็ไปใส่บาตรมาค่ะ ก็ขอแบ่งบุญให้ทุกท่านด้วยค่ะ flo_1.gif
Posted by pilgrim on 12 Jul. 2006,07:15
อนุโมทนาค่ะ คุณคิลิน น้องมะนาวหวาน

ที่ท้ายครัว พี่แมวเหมียวก็จะทำบุญเผื่อทุกคนเหมือนกันค่ะ
Posted by KiLiN on 12 Jul. 2006,09:30
อนูโมทนาด้วยครับ น้องมะนาวหวาน bowsdown.gif

กลับมาว่าต่อ เรื่องการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

ครั้งที่แล้ว พูดเรื่อง คน งาน เงิน
อยากจะพูดเสริมเรื่องงาน อีก สักนิด

การให้คุณค่าของงาน มาก่อน หรือสำคัญกว่าเงิน ก็ยังดีกว่าไปให้คุณค่าของเงินมากกว่า แต่การให้คุณค่ากับงานมากจนเกินไป แล้วมองข้ามคุณค่าของคนก็เป็นปัญหาอีกเหมือนกัน คือไม่เข้าใจไม่รู้ว่าที่สุดแล้ว คุณค่าที่แท้จริงนั้น อยู่ที่คน ไม่ได้อยู่ที่งานและไม่ได้อยู่ที่เงิน

ลองดูบทโศลก ๒ บทนี้นะครับ

ลูกรัก....
เมื่อใดที่เจ้าเอาใจผูกไว้กับผลของงาน
ถ้างานได้ เจ้าจะได้ใจ
แต่ถ้างานเสีย เจ้าก็จะเสียใจ
พองานขาด เจ้าก็คงจะขาดใจเป็นแน่


ลูกรัก....
งาน เป็นวิถีทางอันมีคุณค่า สำหรับการแสวงหาความสุขใจอย่างลึกซึ้งในการมีชีวิต
งาน เป็นแหล่งให้กำเนิดความเจริญงอกงาม
งาน เป็นโอกาสให้คนได้พัฒนาศักยภาพของร่างกายและจิตวิญญาณได้อย่างดีเยี่ยม
งาน ทำให้เพิ่มโอกาสได้เรียนรู้ เรื่องชีวิตและวิญญาณได้อย่างมากมาย
งาน เป็นกระบวนการเสริมสร้างความกล้าแกร่ง อดทน อดกลั้น ให้เพิ่มพูนมากขึ้น
งาน ทำให้เกิดความรัก ความเมตตา อาทร ต่อเพื่อนร่วมงานผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตาย
งาน คือ เครื่องแสดงให้เห็นถึงสาระและความหมายของชีวิต
งาน ทำให้เกิดความผูกสมัครสมานสามัคคีในการอยู่ร่วมกัน 
งาน ทำให้เราได้เห็นตัวตนแท้ของสัจธรรม ตามคำสอนของพระศาสนาได้อย่างถูกต้อง เป็นคำสอนที่ว่า ให้เรารู้จักทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ทางดับทุกข์ และรู้ข้อปฏิบัติให้ถึงทางดับทุกข์
ชีวิตคือการงาน การงานคือการมีชีวิต มันเป็นหนึ่งเดียวของกันและกันได้เช่นนี้


คนจำนวนหนึ่งทำงานทุ่มเทให้กับงาน เกือบทั้งชีวิตทุ่มให้กับงาน มีหน้าที่การงานตำแหน่งก้าวหน้า ยิ่งทำงานดีก็ยิ่งได้รับมอบหมายงาน ภาระหน้าที่มากขึ้น ปัญหาของงานก็มีมากขึ้น เกิดความเครียด ปัญหาของสุขภาพก็มีมากขึ้น  ภาระรุมเร้า ในที่สุดก็เกิดปัญหากับตนเอง เริ่มมีคำถามกับตนเองว่า ตกลงเราทำงานไปเพื่ออะไร

คนอีกจำนวนหนึ่ง มักจะดูแคลนงาน ดูว่างานต่ำต้อย เป็นงานชั้นต่ำบ้าง  เป็นงานน่าเบื่องานจุกจิกบ้าง  ผู้บริหารก็มักมองว่า คนใหญ่ทำเรื่องใหญ่ คนเล็กทำเรื่องเล็ก ฟังดูเผินๆก็เหมือนจะจริง ถ้าประโยคนี้จริงก็แสดงว่าคนใหญ่มีแต่เรื่องใหญ่ไม่มีเรื่องเล็ก แล้วคนเล็กก็มีแต่เรื่องเล็กไม่มีเรื่องใหญ่ ซึ่งความเป็นจริงไม่ใช่ ทั้งคนใหญ่คนเล็กต่างมีทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องเล็ก และเรื่องที่ว่าเล็กสำหรับคนใหญ่ มันอาจใหญ่สำหรับคนเล็ก เพราะคิดแบบประโยคนี้ คนใหญ่เลยไม่ทำเรื่องเล็ก ทำเรื่องเล็กไม่เป็น เพราะไม่ได้ทำ แล้วเรื่องที่ว่ามักเป็นปัญหาก็มาจากการเป็นเรื่องเล็กมาก่อนนั่นแหล่ะ

คนอีกจำนวนหนึ่งเมื่อมองไปที่ผลของงาน ก็จะเน้นสักแต่ว่าให้เสร็จ หรือทำอย่างไรก็ได้ไม่สนใจวิธีทำขอเพียงได้ผลตามที่คาดหวังเป็นพอ หรือถ้างานใดไม่เกี่ยวกับส่วนตน ก็จะไม่ค่อยสนใจไม่ให้ความสำคัญ กลายเป็นไม่มีส่วนร่วม เพราะมองที่ผล แล้วผลนั้นไม่เกี่ยวกับตน

ปัญหาเหล่านี้ ล้วนมาจากทัศนมุมมองต่องานที่ผิด ที่ถูกควรจะมองว่า งานเปรียบเสมือนบทเรียน บททดสอบของชีวิต ที่จะให้แก้ให้เรียนให้ทดสอบ เพื่อยกระดับคุณภาพ ความสามาถของตนเอง เมื่อเป็นบทเรียน บททดสอบ สิ่งที่จะให้ความสำคัญในงาน ไม่ใช่ผลของงาน แต่เป็นวิธีทำที่จะไปสู่ผลของงานนั้นต่างหาก  เพราะการพัฒนาวิธีทำ จะนำไปสู่ผลของงานทีดีขึ้น นำไปสู่ผลของงานในชิ้นต่อๆไป ที่มีการพํฒนาขึ้นไปอย่างไม่หยุดยั้ง และที่สำคัญมันคือการพัฒนา ทักษะ ความสามารถของคนทำอีกด้วย

ฉะนั้นถ้ามีทัศนอย่างนี้ ก็ไม่เกี่ยงว่างานใหญ่หรืองานเล็ก ไม่เกี่ยงว่างานมากหรืองานน้อย เพราะทั้งหมดมันคือ บทเรียนบททดสอบเพื่อการพัฒนาตนเองของเรา
Posted by pilgrim on 12 Jul. 2006,13:38
เท่าที่เคยเจอมานะคะ
คนบางคน มักจะเกี่ยงกันไม่ทำงานค่ะ
เกี่ยงกัน ไม่ทำงานที่ยากๆ
ไม่ทำงานที่ไม่ใหญ่ ไม่มีความสำคัญ
คือเรียกว่า ขอทำงานง่ายๆ แต่ให้คนมองเห็นว่าตัวเองทำงาน เพื่อนับแต้มสะสมผลงานได้เยอะๆหน่อย
ส่วนงานยากๆก็ปัดไปให้คนอื่นทำ เพราะมันลำบาก กว่าจะเสร็จก็นาน แถมความดีความชอบพิเศษก็ไม่ได้

บางทีนะคะ มาเรียนอย่างนี้ก็ดี ไม่ต้องเจอปัญหาเรื่องการทำงาน เพราะทำอยู่กับตัวเองล้วนๆ ไม่ต้องยุ่งกับใครมาก
เพื่อนเขียนอีเมล์มาบอกค่ะ ว่าไม่ต้องรีบกลับไปทำงานหรอก มีแต่เรื่องปวดหัว แฮ่ๆ

คนเรามักไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นหรือมีอยู่นะคะ ohman.gif
Posted by KiLiN on 13 Jul. 2006,12:16


สิ่งที่คนทุกคนต้องเกี่ยวข้องและจัดการในชีวิตมีอยู่ ๒ เรื่อง คือ การบริหารตนเอง กับการบริหารเวลา
คุณภาพของคน คนหนึ่งจะมีมากน้อยแค่ไหนจึงขึ้นกับว่า คนคนนั้นบริหารตนเองและบริหารเวลาได้ดีแค่ไหน

ในที่นี้จะเสนอกระบวนการบริหารตนเองและการบริหารเวลา ด้วยกระบวนการที่มีคำขวัญว่า " ฉลาด สะอาด สว่าง สงบ "

ฉลาด
       ความหมายของคำว่า ฉลาด จะหมายถึงว่า เราจะต้องมีท่าทีอย่างไรต่อสิ่งต่างๆภายนอกที่อยู่รอบตัวเรา แล้วเรายังสามารถคงความเป็นตัวของตัวเองอยู่ได้ ไม่ถูกสถานการณ์ชักพาเราไป หรือสิ่งที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องไปรับรู้มาแล้วเป็นประโยชน์เป็นสาระกับคุณภาพชีวิตของเราอย่างแท้จริง ไม่ถูกหลอก ถูกชักพาไป คือเวลาที่ใช้ไปไม่สูญเปล่า  เรียกว่า ต้องรู้จักบริหารสิ่งที่เข้ามากระทบเราอย่างชาญฉลาด  นิยามสั้นๆว่า ฉลาดที่จะเลือกรับ และเลือกรู้

       โลกทุกวันนี้เป็นโลกของข่าวสารและข้อมูล ข่าวสารและข้อมูลมีมาทุกทิศทุกทาง มาหลายรูปแบบ หลายเวลา เรียกว่าถ้าจะรับและเสพ ก็รับและเสพได้อย่างไม่จำกัด จนสำลักแล้วสำลักอีก
       การโฆษณา การชักชวน เพื่อให้เรารับ ให้เราบริโภค ก็มีหลากหลาย สารพัดรูปแบบ
       สิ่งบันเทิง สิ่งเร้า สิ่งจูงใจ สิ่งล่อ มีมากมาย 

       ทั้งหมดล้วนทั้งนำเสนอ ทั้งยัดเยียด ประเดประดังเข้ามาหาเรา ให้เรารับ ให้เราเสพ ให้เราบริโภค ไม่เพื่อประโยชน์ทางการค้า ก็เพื่อประโยชน์การครอบงำทางวัฒนธรรมทางการเมือง  ถ้าเราไม่มีท่าทีที่ฉลาดต่อเรื่องราวเหล่านี้ ไม่เพียงแต่คุณภาพชีวิตเราไม่พัฒนา แต่เรายังจะตกเป็นเหยื่ออีกด้วย

       ความฉลาด ยังหมายถึงว่า ทุกหนทุกแห่งทุกที่ มีทั้งของดีและของเสีย เราต้องฉลาดที่จะไปหยิบแต่ของดีไม่ใช่ไปหยิบของเสีย อย่างเช่น การรับฟังข่าวสาร เห็นคนมักชอบฟังชอบดูรายการขุดคุ้ยปัญหาความไม่ดีของคนอื่น ถ้าคิดให้ดี รายการทำนองนี้นอกจากไม่เกิดประโยชน์กับตนเองแล้ว ยังหมักหมมก่อให้เกิดโทษเป็นมลภาวะทางจิตใจเราอีก ถ้าเลือกจะรับของเสีย ก็มีของเสียให้รับได้ไม่รู้จบ แต่สุดท้ายตัวเราเองก็จะกลายเป็นของเสียไปด้วย  ประเด็นก็คือว่า เมื่อรู้ว่ามันไม่ดี แล้วเราจะไปรับมันเข้ามาทำไม ซึ่งก็ไม่ต่างกับนิทานลิงกำถั่วสักเท่าไร  ทำไมเราไม่เลือกรับของดี ของดีที่สามารถนำมาเป็นแบบอย่างมาใช้ให้เกิดประโยชน์จะมิดีกว่าดอกหรือ

       มีคำกล่าวว่า "ทุกคนมีเวลาในหนึ่งวัน ๒๔ ชั่วโมงเท่ากัน" ซึ่งก็เป็นความจริง แต่...มีความเป็นจริงที่มากกว่านั้นก็คือว่า "แต่..แต่ละคนก็ได้ใช้เวลานั้นไม่เท่ากัน"  ที่ไม่เท่ากันก็คือ ได้ใช้เวลานั้นให้เป็นประโยชน์หรือเป็นสาระกับตนเองได้ไม่เท่ากัน  เวลาส่วนหนึ่งถูกใช้ไป ถูกสื่อ ถูกสถานการณ์แย่งไปใช้นั่นเอง  มีคนมาแย่งเวลานั้นไปเป็นประโยชน์สำหรับเขาไม่ใช่เรา  ถ้าเราฉลาดต่อเรื่องนี้พอ เราก็จะเป็นเจ้าของเวลาของเราเองได้

       ในบางครั้งอาจดูว่าเวลาก็ไม่เสียสักเท่าไร แต่เราไม่ได้ถามต่อไปว่า แล้วรับเข้ามาแล้วมันจะรกมั้ย ไม่มีสิ่งใดที่รับเข้ามาแล้วไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ นั่นคือ ถ้าเข้ามาแล้วไม่ก่อให้เกิดไปทางบวกก็ทางลบ ไม่มีเข้ามาแล้วกลางๆ นอกจากไม่รับ

       สิ่งที่จะตัดสินความฉลาดเลือกรับ เลือกรู้ ที่ตรงและแหลมคมที่สุดก็คือ คำว่าสะอาด
Posted by pilgrim on 14 Jul. 2006,12:52
เรื่องของดี ของเสีย ยังไม่ค่อยเข้าใจค่ะ คุณคิลิน

เพราะบางทีรู้สึกว่า การรับอะไรสองด้าน มันจะดีกว่าหรือเปล่าคะ เพราะของที่ไม่ดี ก็ทำให้เราได้รู้ว่าของดีคืออะไร

หรืออย่างบางที เราอาจจะต้องรับสื่อที่ไม่ต้องใจเราบ้าง เช่น เราก็ควรรู้ทันเล่ห์เหลี่ยม ความคดโกงของผู้คน เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อคนพวกนั้น
บางทีนะคะ เคยเห็น คนดีมักจะตามพวกเหลี่ยมจัดไม่ค่อยทัน เพราะเขาดี เขาก็เลยไม่คิดว่าจะมีใครมาคดมางอกับเขา
แล้วผลสุดท้าย คนดีก็ต้องเสียใจค่ะ
อาจจะบอกว่า เสียใจเพราะไปคาดหวังว่าคนอื่นเขาจะดี แต่จริงๆแล้ว บางครั้ง คนที่มองโลกในแง่ดีจริงๆ เขาจะไม่มองใครร้ายเลยค่ะ
บางทีเราก็นึกอึดอัดใจแทน ที่เห็นคนดีถูกรังแก ถูกเอาเปรียบ

หรือไม่อย่างนั้น ก็คงต้องเลือกรับแบบมีสติใช่ไหมคะ คือรู้ว่าไม่ดี แต่เมื่อไปสัมผัสกับมันแล้ว ก็ต้องประคองสติตัวเองไม่ให้ขุ่นมัว เศร้าหมองไปกับมัน

couch.gif หลบก่อนค่ะ แต่จะมาแอบฟัง sleeping2.gif
Posted by KiLiN on 16 Jul. 2006,22:45
ทั่วไป ก็คิดกันอย่างนั้นหล่ะครับ เมื่อก่อนผมก็เคยคิดอย่างนั้น thumbsup.gif

ความเป็นจริงก็คือ เราไม่สามารถไปรู้ทันเกมคนอื่นเขาได้ทุกเรื่อง พวกมิจฉามันก็พัฒนาความมิจฉาของมันไปร้อยแปดพันเก้า แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เรากลับต้องมาแบกความรับรู้ที่ไม่ดีอันนั้นเอาไว้ ขณะที่เหตุการณ์หรือเรื่องที่เราว่ารับรู้มาเพื่อทันคนทันเกมนั้น มีมากมายไม่รู้จักกี่เรื่อง จะเกิดกับเราหรือไม่ก็ไม่รู้ แล้วถ้าเกิดถึงเวลาจริงๆ เราจะทันเขาจริงๆหรือเปล่าก็ไม่แน่อีก 

แล้วสิ่งที่เป็นผลิตผลตามมาจากวิธีคิดแบบนี้ ก็คือความไม่ไว้วางใจ ความหวาดระแวง หวาดวิตก ต่อสังคม ต่อคนรอบข้าง มองไปรอบๆก็เห็นความไม่ดีไม่งาม ความไม่ถูกต้องเต็มไปหมด เกิดทัศนะ อะไรๆก็ไม่ดี ไม่ถูกใจ เป็นมากๆเข้า แก่ตัวก็จู้จี้ ขี้บ่น ลูกๆหลานๆ จะทำอะไร จะไปไหน ก็บ่นแล้วบ่นอีก โน่นก็ไม่ดี ที่นั่นไปไม่ได้ มันอันตรายอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วชีวิตอย่างนี้จะมีความสุขได้อย่างไร

โลกพัฒนาทางด้านวัตถุมากมาย คนมาใส่ใจสุขภาพกายมากขึ้น แต่น้อยคนมากที่จะเข้าใจและใส่ใจในเรื่องสุขภาพจิต  สุขภาพกายใส่ใจไป อย่างมากก็มีผลแค่ชาตินี้ แต่สุขภาพจิตจะมีผลอย่างมาก ณ วินาทีที่ตาย แล้วยังตามติดไปยังภพหน้าภพต่อไป 

การที่รู้จักเลือกรับ รู้จักเลือกรู้ ที่สุดแล้วก็คือการที่เรารู้จักว่า อะไรคือรับแล้ว รู้แล้ว จะทำให้จิตของเราสะอาด จิตของเราเป็นกุศล มันคือการสร้างองค์ประกอบของจิตทางด้านกุศล หลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอกุศล เปรียบเสมือนร่างกาย เราก็ต้องเลือกกินอาหารที่เป็นประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโทษ ทำไมเราไม่เห็นบอกว่า ร่างกายต้องกินของมีโทษ เพื่อที่จะรู้โทษของมันล่ะ จิตก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่รู้จักเลือก ปล่อยให้จิตนี้เสพสิ่งที่เป็นอกุศล จิตก็ต้องเศร้าหมอง ไม่แจ่มใส

ความหมายของการรู้จักหยิบของดีไม่หยิบของเสีย มันทรงความหมายในแง่ของการพัฒนาตนเองอย่างมาก ถ้าเรารู้จักใช้มันจริงๆ คือไปที่ไหน สถานที่ใด คบกับคนเช่นใด ก็รู้จักสรรหา มองหาข้อดีของคนที่เจอ สถานที่ไป หยิบฉวยเอาแต่ของดีมาเป็นแบบอย่าง แล้วปรับใช้ พัฒนาตนเอง คนโง่คนไม่ฉลาด ก็จะติโน่น ตินี่ ก็คือไม่รู้จักเลือกหยิบของดี แต่ดันไปหยิบของเสีย แล้วก็จะไม่ได้อะไรจริงๆกลับมาเป็นสาระ

ความเป็นจริงอีกอย่างหนึ่ง ที่คนมักเข้าใจผิด คนมักเข้าใจกันว่า รับเข้ามามากๆ เพื่อจะรู้มากๆ ถึงเวลาจะได้เลือกใช้ในสิ่งที่ตนรู้ นี่เป็นวิธีคิดแบบที่ทางธรรมเขาเรียกว่าใช้สัญญา  ถามว่าผิดมั้ย ไม่ผิด แต่ข้อเสียของวิธีนี้ก็มีมาก วิธีที่ดีกว่า ท่านให้ใช้ "ปัญญา" ซึ่งจะกล่าวในคำขวัญ "สว่าง"

ความฉลาดที่รู้จักเลือกรับ เลือกรู้ มันยังมีความหมายสำคัญในแง่ที่ว่า เราเป็นฝ่ายกำหนดตัวเราเอง ไม่ขึ้นกับสิ่งแวดล้อม มีคำพูดอยู่ประโยคหนึ่งพูดทำนองว่า สิ่งแวดล้อมกำหนดคน คนจะเป็นเช่นไรขึ้นกับสิ่งแวดล้อมว่าเป็นเช่นไร คำพูดนี้จะใช้ได้สำหรับทั่วๆไป แต่จะใช้ไม่ได้สำหรับคนที่ "ฉลาด" หรือคนที่มี "สติ" คุณสมบัติของการกำหนดตนเองไม่ยอมขึ้นกับสิ่งแวดล้อม มันคือคุณสมบัติที่จะทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนเองแล้วเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ในที่สุด มันคือคุณสมบัติของการได้ใช้ชีวิตของการเกิดเป็นมนุษย์อย่างคุ้มค่าของการได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะมีแต่ภพภูมิมนุษย์เท่านั้นที่จะกำหนดตนเองได้ แล้วถ้าเรายังไม่คิดกำหนด ก็คงไม่มีโอกาสหรืออีกนานกว่าจะได้มีโอกาสอย่างนี้อีก
Posted by แมวเหมียว on 17 Jul. 2006,01:52
คุณคิลินอย่าเพิ่งผ่านเรื่องนี้นะคะ..

  เรื่องเลือกรับสื่อนี่แมวเหมียวเข้าใจและปฏิบัติอยู่ค่ะ
คือเลือกรับสื่อที่ดีที่ทำให้จิตใจพัฒนาดีกว่าฟังเรื่องร้ายๆที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ..

แต่ตอนนี้กำลังเจอปัญหาคือมีคนที่คอยป้อนข้อมูลข่าวสาร เล่าเรื่องราวที่เป็นเรื่องร้ายในสังคมให้ฟังจนบางครั้งจิตสงบๆเริ่มแกว่ง จะห้ามไม่ให้เขาพูดก็ไม่ได้ด้วยความเกรงใจ บางครั้งก็รำคาญแต่ก็พูดไม่ออก


จะฝึกฝนตนเองยังไงให้ "ฉลาด"และมี"สติ"พอ ยามที่จะต้องเจอเรื่องแบบนี้ทุกวัน ohman.gif

bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 17 Jul. 2006,05:33
มีประเด็นของคุณพิลเพิ่มเติมอีกนิดนึงครับ

ก็คือ วิธีคิดวิธีปฏิบัติต่อเรื่องนี้ ผมใช้วิธีคิดเสียว่า "ถ้าเราไม่เคยไปทำร้ายทำลายใคร ใครๆก็คงไม่มาทำร้ายทำลายเรา" คือคิดเสียอย่างนี้ เพื่อจะตัดปัญหาที่เราต้องไปรับรู้อะไรๆมาเพื่อให้ทันเล่ห์ทันเหลี่ยมเขา แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะปล่อยปละละเลย เราก็ยังคงต้องรู้จักระวังแต่ไม่ใช่ระแวง 

ระวังมันเป็นเรื่องของการระมัดระวังในปัจจุบันขณะ แต่ระแวง มันเป็นการเผื่อ มันเป็นเรื่องของอนาคต 
อะไรที่เป็นเรื่องอนาคต ก็คือ ความไม่แน่นอน
ขณะที่ ระวังจะสอดคล้องกับการฝึกสติ

แต่ถ้า ระวัง แล้วก็ยังมีเหตุการณ์ร้ายจนได้ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องยอมรับไปว่า เราอาจเคยไปสร้างหนี้กับเขาไว้ ก็ใช้คืนไปก็แล้วกัน จะได้หมดหนี้

สรุปก็คือ คิดและทำอย่างไรก็ได้ ที่คิดและทำแล้วเป็นด้านกุศลเข้าไว้
Posted by KiLiN on 17 Jul. 2006,05:37
มาถึงประเด็นคุณแมวเหมียว

เข้าใจครับ ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ
ถ้าเป็นคนอื่นคนไกล เรายังเลี่ยงที่จะไม่พบไม่เจอได้ หรือเจอแต่น้อย
แต่ที่แย่..ก็คืนคนในบ้าน คนข้างเคียงเรา นี่ล่ะ จะลำบากหน่อย
แต่ถึงอย่างไร ก็ไม่มีความยากลำบากอันใด ที่คน "ฉลาด" คนมี "สติ" สามารถเอาชนะได้ในที่สุด

พระท่านว่า แก้คนอื่นนั้นแก้ยาก แต่แก้ตนเองนั้นไม่ลำบาก 
เมื่อเรารู้ว่าไปแก้เขานั้นแก้ไม่ได้ พูดไปก็อาจจะผิดใจกันป่าวๆ ถ้าอย่างนั้นก็แก้ตนเองเถิด  นั่นก็คือ ยอมรับเสียว่า เขาก็ต้องเป็นอย่างนี้ แล้วเราฝึกที่ตัวเรา ก็คือ ฟังผ่าน ไม่เก็บ ไม่คิดต่อ ไม่สานต่อ เข้าแล้วออก ให้คิดเสียว่า เขากำลังทดสอบให้บทเรียนแก่เรา เพื่อให้เราฝึกฝน คิดให้ได้อย่างนี้ จิตใจเราจะได้ยอมรับได้จริง จะได้ไม่หงุดหงิด  เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ใหม่ๆอาจจะยากสักหน่อย อาจมีหงุดหงิดลำคาญใจบ้าง ให้ยืนหยัดวิธีคิดนี้ไปเรื่อยๆ เราจะทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเราจะเป็นฝ่ายชนะ และชัยชนะนั้นไม่ใช่ชนะคนอื่น แต่มันคือการชนะใจตัวเราเอง  หลังจากที่เราชนะตนเองแล้ว เขาจะทึ่งว่าคุณภาพเราเปลี่ยน แล้วต่อไปถ้าเราจะพูดเรื่องนี้ เขาจะฟังเรามากขึ้น เพราะเราพยายามรับเขาให้ได้ก่อน 

ในชีวิตความเป็นจริง เราไม่สามารถเลือกอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่ถูกใจเราได้ทั้งหมด  ทุกหนทุกแห่งทุกสถานที่ก็ล้วนมีทั้งสิ่งที่ตรงใจเราและไม่ตรงใจเรา เมื่อเลือกให้ตรงใจเราไม่ได้ทุกเรื่อง วิธีที่ดีที่สุดก็คือฝึกใจเราให้รู้จักยอมรับ และมีวิธีที่จะปฏิบัติวางท่าทีต่อในแต่ละเรื่องอย่างเหมาะสม  จะได้ไม่ทุกข์กับมัน แล้วเราจะเป็นคนอยู่ที่ไหนก็ได้ สิ่งแวดล้อมอย่างไรเราก็อยู่ได้ อยู่ได้อย่างมีความสุขพอสมควรไม่ทุกข์กับมันจนเกินไป

การชนะใจตนเองได้นั้น มันทรงความหมายมาก เพราะสิ่งที่ยากที่สุดของคนเรา คือการชนะใจตนเอง  และถ้าเราชนะใจตนเองได้ครั้งหนึ่งแล้ว เรื่องอื่นๆที่เป็นปัญหาที่ตัวเราเอง เราก็จะกล้าที่จะขจัดเอาชนะตนเองได้  เมื่อหลายๆเรื่อง เรายังชนะตนเองได้ เรื่องอื่นๆ ก็ดูจะเป็นเรื่องง่าย เรื่องธรรมดาไปเอง
Posted by แมวเหมียว on 17 Jul. 2006,22:45
จริงด้วยค่ะ คนที่เก็บข้อมูลด้านร้ายๆเอาไว้ จริงๆแล้วในใจเขามีแต่ความหวาดกลัว หวั่นวิตกต่อชีวิตและสังคม

เขาคิดว่าที่เขาพูดก็เพื่อที่อยากจะเตือนให้เราระมัดระวังตัว

แต่มองให้ถึงที่สุดคือเขาได้ระบายความกลัว ความวิตกกังวลในใจออกมานั่นเองใช่มั้ยคะ

 ถ้าเรารับและเก็บไว้เราก็แย่เอง .. crying1.gif


ขอบคุณคุณคิลินมากค่ะ .. bowsdown.gif

จบคอร์สนี้แล้วแมวเหมียวน่าจะบรรลุธรรมขึ้นมาอีกขั้นนะคะ couch.gif laugh1.gif


again.gif
Posted by add on 18 Jul. 2006,00:35
พี่เข้าใจนะความรู้สึกแบบที่น้องแมวประสบน่ะ  พี่ก็เลยสรุปเองว่า บางทีเราเองก็เป็นคนมองโลกในแง่ดีเกินไป   เจออะไรก็ไว้เนื้อเชื่อใจไปหมด  แต่บางคนที่เขามีประสบการณ์ด้านร้ายๆมา  เขาก็จะมองแบบระมัดระวังไว้ก่อนจนบางทีก็หวาดระแวงและกลายเป็นจู้จี้จุกจิกไป  

          น้องแมวก็ต้องแย้งให้เขามองเห็นสิ่งที่ดีๆบ้าง  พี่คิดว่างั้นนะ  แต่ไม่รู้ทำจะยากเย็นแสนเข็ญหรือเปล่า  พี่ว่าคนเรานะ  เปลี่ยนแปลงทัศนะและนิสัยตัวเองน่ะค่อนข้างยากนะ  fryingpan.gif

          คุณคิลิน เทศน์ได้จับใจมาก  ฮี่ๆ  winkthumb.gif  

          เอ..แว่วๆๆน้องแมวว่าเลี้ยงอะไรไว้อีกเหรอ  เอามาโชว์กันหน่อย  wave.gif
Posted by แมวเหมียว on 18 Jul. 2006,00:45
ฮิ ฮิ เลี้ยงอะไรเหรอคะพี่แอ๊ด  ic-14.gif

 whisper.gif อ๋อ สมาชิกใหม่น่ะเหรอคะพี่แอ๊ด.. ญาติผู้หลักผู้ใหญ่สองคนค่ะ ..เอามาโชว์ไม่ได้ค่ะ hehe.gif  laugh1.gif

 wave.gif
Posted by add on 18 Jul. 2006,05:20
ฮ่าๆ  ขอโทษๆ   couch.gif
Posted by pilgrim on 18 Jul. 2006,17:19
ก็จริงของคุณคิลินค่ะ ที่ว่าของอะไรที่ไม่มีโทษต่อร่างกาย เรารู้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทดลองเอาเข้าร่างกาย

แต่สำหรับใจ พิลยังคิดว่าเป็นเรื่องยากค่ะ
เราคงต้องประคองใจไปตลอดชีวิตละค่ะ
ตอนนี้ เริ่มรู้สึกเหมือนไม่อยากอยู่กับใคร อยากอยู่คนเดียว เพราะไม่อยากไปเบียดเบียนใคร แล้วก็ไม่อยากให้ใครมาเบียดเบียนเรา รู้ค่ะว่าทำยาก แต่ก็พอจะทำได้ ในเงื่อนไขของตัวเอง

ตอนอยู่เมืองไทยนะคะ เวลาที่มีความสุขที่สุด คือ เวลาที่ได้กลับเข้าบ้าน แล้วไม่ต้องพูดกับใคร  เพราะอยู่คนเดียว ตีซะว่า กลับถึงบ้านทุ่มนึงจนถึง เจ็ดโมงเช้า ไม่ต้องพูดกับใครเลย นอกจากจะมีคนโทรศัพท์มา
บางคน ก็โทร.มาป่วน ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว
บางคน โทร.มาแล้วเราก็ดีใจ
เรานึกอยากจะทำอะไรก็ทำได้  มีโลกของตัวเอง

ตอนมาอยู่ที่อังกฤษนี่ อึดอัดมากๆเลยค่ะ เพราะต้องเช่าบ้าน ร่วมบ้านกับคนอื่นๆอีกหลายคน
ทุกวันนี้ ก็ยังมีปัญหาอยู่เลยค่ะ แต่ก็พยายามคิดเสียว่า อีกไม่นานก็ต้องไปๆจากกันแล้ว

ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดีนะคะ เราเองอาจไม่ดีเองก็ได้  icon_donot.gif
Posted by KiLiN on 21 Jul. 2006,11:36
สะอาด

       ความหมายของคำว่า "สะอาด" จะหมายถึง การกระทำของตัวเราเอง  ซึ่งมีผลต่อตนเองโดยตรง คือทำให้ตนเองสะอาดขึ้น นิยามสั้นๆ ว่า "สะอาดกาย สะอาดใจ" ผลจากการสะอาดกาย สะอาดใจ ก็คือสุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี

.      ในแง่ของการพัฒนาตนเอง เราอาจจะแบ่งโลกแบ่งชีวิตได้เป็น ๒ ส่วน คือ ภายในตัวเราเอง กับ ภายนอกตัวเรา ฉะนั้นการพัฒนาตนเองก็จะหมายถึงการบริหารจัดการเรื่องภายใน และภายนอกตัวเรา  เรียกว่า งานภายใน กับงานภายนอก

       งานภายนอก ก็เช่นการทำมาหาเลี้ยงชีพ งานบ้าน งานอดิเรก งานกิจกรรมต่างๆ ส่วนงานภายในจะหมายถึงการชำระจิตของตนให้ผ่องใส

       ทำไมต้องชำระจิตของตนให้ผ่องใส? หัวใจในคำสอนของพระพุทธศาสนา มี ๓ ข้อคือ ๑. ไม่ทำชั่ว ๒. จงทำดี และ ๓. ชำระจิตของตนเองให้ผ่องใส 

       ร่างกายสกปรก ก็ต้องอาบน้ำชำระล้าง จิตใจก็เหมือนกันก็ต้องการ การชำระ สะสาง จิตใจที่ผ่องใสจึงจะเป็นจิตที่สมดุลย์ จิตที่สมดุลย์จะนำมาซึ่งพลังจิตและพลังปราณ 

       เมื่อพูดถึงตัวเราเองกับสิ่งภายนอก ตัวเราเองมีประตูหน้าต่างที่ติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก ทั้งหมด ๖ ทาง ได้แก่ ทางตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส ใจรับรู้อารมณ์ ตัวเราเองจะสะอาดหรือสกปรกก็จะอยู่ที่ประตูทั้ง ๖ นี้ ว่าเรารู้จักเลือกที่จะเปิดรับ หรือรับมันไปดะไม่มีการเลือก แล้วแต่ว่าจะถูกชักพาไปอย่างไร ซึ่งก็คือคำว่า ฉลาด ฉะนั้น ฉลาดจึงหมายถึงการรู้จักปิดเปิดประตูทั้ง ๖ และในบรรดาประตูทั้ง ๖ ประตูที่สำคัญที่สุดก็คือ ประตูใจ

       เมื่อเราเปิดรับสิ่งภายนอกเข้ามา ก็จะมีผลกับจิต จิตจะสะอาดผ่องใสขึ้น หรือสกปรก หมองมัวก็ขึ้นอยู่ว่า เรารับสิ่งที่เป็นกุศลหรืออกุศลเข้ามา ความฉลาดจึงเป็นบันไดก้าวแรกของความสะอาด
Posted by KiLiN on 24 Jul. 2006,06:33
.      บันไดก้าวที่ ๒ ของความสะอาด ก็คือ การที่ตนฉลาดรู้จักเลือกรับ เลือกรู้ ในสิ่งที่สามารถนำมาปฏิบัติ ให้เกิดผลจนเป็นประโยชน์กับตนเอง อันนำมาซึ่งความสะอาดกาย สะอาดใจ

       นอกจากกระทำเพื่อให้ตนสะอาด จนตนเป็นที่พึ่งของตนได้แล้ว ยังหมายถึงการเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ด้วย อันหมายถึงการได้ช่วยให้ผู้อื่นได้สะอาด ตามควรตามแต่กรณีอีกด้วย

       พระพุทธเจ้าได้อธิบายความสะอาดให้พระเจ้าประเสนทิโกศลฟังว่า "มหาบพิตร ถ้าจะดูว่าเขาผู้นั้นสะอาดหรือไม่ ก็ให้ดูที่การงานที่เขาผู้นั้นกระทำ ว่ากระทำเพื่อยังประโยชน์ของตนถ่ายเดียว หรือกระทำเพื่อยังประโยชน์แก่ตนและมหาชนคนทั้งหลาย"

       ในปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้าความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด นี้เป็นวาจาครั้งสุดท้าย ของเราตถาคต"

       คำเตือนของพระพุทธเจ้า จึงเป็นที่มาว่า ทำไมเราต้องฉลาดรู้จักเลือกรับ เลือกรู้  ก็เพื่อจะได้นำสิ่งที่ได้รู้ได้รับมากระทำยังให้ตนสะอาดกาย สะอาดใจ  และเผื่อแผ่ให้คนรอบข้าง ผู้อื่นได้สะอาดอย่างที่ตนได้รับแล้ว พระองค์ได้เตือนว่าอย่าปล่อยเวลาให้สูญเปล่า โดยที่มิได้กระทำอะไรที่เป็นสาระแก่ตนเองและผู้อื่น เพราะสังขารนั้นไม่รอเวลา อย่าประมาทคนเราจะตายวันตายพรุ่งมิอาจรู้ล่วงหน้า  อย่าแน่ใจว่าแก่แล้วถึงตาย ไม่ทันแก่ก็ตายได้ เยอะแยะไป 

       บางครั้งเราอาจคิดว่า รู้ไว้รับไว้ก็ไม่เสียหลาย ไม่ได้เสียเวลาอะไรมากมาย  แต่ลืมไปว่าสิ่งที่รับมานั้น มันไปมีผลต่อภายในต่อจิต เวลาที่รับอาจไม่เสียเวลามากมาย แต่เวลาที่จะล้างที่จะชำระจิตให้สะอาดนี่สิ ที่เราไม่คิดถึง  เราเอาแต่รับๆ แล้วเราเคยชำระเคยล้างบ้างมั้ย มันจึงสะสมหมักหมมเป็นมลภาวะอยู่ภายใน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กจึงดูบริสุทธิ์ดูไร้เดียงสา แต่ขณะที่ผู้ใหญ่ยิ่งอายุมากก็ยิ่งมากด้วยอารมณ์ หงุดหงิดง่าย หวาดระแวงง่าย มากด้วยเล่ห์  การที่เด็กไม่เป็นเพราะเด็กยังไม่ได้รับเข้ามา แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ก็เป็นอาการเดียวกัน จึงเป็นที่มาของคำว่า "ต้องฉลาดที่จะเลือกรู้ เลือกรับในสิ่งที่เป็นกุศลไม่รับสิ่งอกุศลที่จะทำให้เกิดมลภาวะ  และเลือกรับเลือกรู้ในสิ่งที่สามารถนำมาปฏิบัติให้เกิดผลอันยังให้ตนสะอาดกายสะอาดใจ และสามารถเผื่อแผ่ความสะอาดนั้นแก่คนรอบข้างได้ด้วย"
Posted by pilgrim on 25 Jul. 2006,16:31
เยี่ยมค่ะ winkthumb.gif
Posted by KiLiN on 26 Jul. 2006,23:03
สว่าง

       สว่างเป็นผลมาจาก การที่เราฉลาด ที่จะเลือกรับในสิ่งที่สามารถนำมาปฏิบัติได้ จนเป็นผลให้เกิดความสะอาด และจากการกระทำอันนั้นนอกจากทำให้สะอาดแล้ว ยังทำให้เกิดความสว่างด้วย นิยามสั้นๆว่า "รู้จริง รู้แจ้ง รู้ชัด รู้รอบ"

       สิ่งที่เรารู้มา จะด้วยการอ่าน การฟัง หรือการเห็นมาก็ตาม สิ่งนั้นยังไม่เรียกว่าความรู้ เป็นเพียงแค่รู้จำ ในทางธรรมเรียกว่า "สัญญา" จะเป็นความรู้ หรือรู้จริง ต่อเมื่อต้องผ่านการใคร่ครวญการปฏิบัติแล้ว ในทางธรรมเรียกว่า "ปัญญา" ซึ่งเป็นเป้าหมายของศาสนาพุทธ

       การที่เรารับรู้เรื่องราวต่างๆเข้ามามากมาย  แล้วไม่สามารถหรือไม่ได้นำมาใคร่ครวญปฏิบัติ สิ่งที่ได้ก็เป็นเพียงแค่ความรู้จำ ไม่ใช่ความรู้จริง ทฤษฎี ตำราล้วนเป็นเพียงประสพการณ์หรือความรู้ของคนอื่นที่เขารวบรวมมา ยังหาใช่ความรู้ของเราไม่ ฉะนั้นเราจะฝึกแค่รู้จำ ฝึกสัญญา หรือจะฝึกรู้จริงฝึกปัญญา ก็อยู่ที่เรา ว่าเราฉลาดที่จะเลือกรู้หรือไม่ ถ้าเรางก รู้ไปหมด แต่ไม่ทำ ก็ได้แค่รู้จำ  แต่ถ้าเลือกรู้ที่นำมาปฏิบัติได้ ก็จะเกิดทักษะ การสังเกต รู้จักแยกแยะได้ว่า อะไรรับได้ตรงกับเรื่องของเรา อะไรไม่ตรงก็จะได้แยกออก กลายเป็นความรู้ที่ผ่านการประยุกต์ นำมาปฏิบัติใช้จริงตรงกับรูปธรรมของเรา เรียกว่ารู้จริงในเรื่องของเราเรื่องที่เราทำ

       ในบทว่าด้วยสะอาด ได้กล่าวไว้แล้วว่า การพัฒนาตนเองสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ส่วน คือการบริหารการจัดการงานภายนอก และการบริหารการจัดการงานภายใน หรือเรียกว่า งานภายนอกกับงานภายใน

       การจัดการกับงานภายนอกอันได้แก่ งานทำมาหาเลี้ยงชีพ งานบ้านงานเรือน ภาระหน้าที่ต่างๆทั้งต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคม ล้วนอยู่ในขอบเขตนี้ งานเหล่านี้มันจะพัฒนาตัวเราได้ถ้าเราให้ความสำคัญกับวิธีการที่ทำ ไม่ใช่ให้ความสำคัญแค่ผลสำเร็จ ถ้าเราให้ความสำคัญแค่ผลสำเร็จ เราก็จะสักแต่ว่าทำให้เสร็จเร็วๆ ให้มันพ้นๆไป ทำเหมือนกับที่เคยๆทำมาก่อนแค่นั้น ก็จะได้งานนั้นเท่าผลที่ได้  แต่ถ้าเราใส่ใจถึงวิธีทำของงานนั้น พยายามสรรหาวิธีทำที่ดีกว่าเพื่อมาทำงานนั้น ภายใต้ความพยายามอันนี้ สิ่งที่ได้เราจะรู้จักการสังเกต การแยกแยะ จัดหมวดหมู่ จัดระเบียบกับสิ่งที่ทำ แม้ว่าระยะแรกๆจะใช้เวลาไปมากกว่า แต่เราจะได้ทักษะความสามารถอันนี้เพิ่มขึ้น อันเป็นการฝึกปัญญาขั้นต้น  แล้วแน่นอนผลลัพธ์อันนี้ย่อมดีกว่าผลลัพธ์ก่อนๆอย่างแน่นอน


ลูกรัก....
คนเรียน ไม่ใช่คนรู้
คนรู้ ก็ไม่ใช่ได้มาจากการเรียน
แต่ได้มาจากการฝึกหัดปฏิบัติตน
รู้จำ ถึงทำได้อาจมีโทษ
รู้จำ ทำไม่ได้ไม่มีประโยชน์
รู้จริง ไม่ต้องจำทำได้มีประโยชน์
รู้จริง ถึงทำไม่ได้ก็ไม่มีโทษ



ลูกรัก....
คัมภีร์อักษรภาษาสำหรับพ่อแล้ว
เหมือนขยะกองใหญ่
คนฉลาดเท่านั้น จึงจะดึงบางสิ่ง
ออกมาใช้ให้ได้ประโยชน์
ส่วนคนโง่ก็จะยึดเอาไว้ทั้งกอง
แล้วบอกว่า..เอาทองมาแลกก็ไม่ยอม 


                           บทโศลกแห่ง 'พุทธะอิสระ'

Posted by pilgrim on 27 Jul. 2006,18:15
อ่านแล้วนึกถึงคำพังเพยที่ว่า

ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดค่ะ

หรือที่บางทีเราเอามาล้อกันเล่นสนุกๆว่า ไอ้เรื่องโง่ๆละฉลาดทำนัก

ยังมีงานภายในต่อใช่ไหมคะ toy19.gif
Posted by KiLiN on 28 Jul. 2006,10:49
ครับ...ยังมีงานภายในต่อครับ แต่งานภายนอกยังต้องอีกยก ๒ ยกครับ greet.gif

       การที่เราสนใจในวิธีที่ทำ พยายามพัฒนาวิธีที่ทำนั่นหล่ะเป็นการพัฒนาภายในไปด้วยในตัว มันคือการพัฒนาปัญญาขั้นต้น

       อยากจะโยงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ฉลาด สะอาด สว่าง ณ ประเด็นตรงนี้ให้เห็นว่า  การที่เรารับเข้ามามากๆ สิ่งที่ได้ก็คือปริมาณ เมื่อปริมาณมากแต่เวลาของคนเราทุกคนมีเท่าเดิมคือ ๒๔ ชั่วโมงต่อวัน ฉะนั้นเวลาที่จะไปทำให้สะอาดขึ้นก็มีลดลง นั่นคือรับเข้ามามากแต่ได้ทำน้อย  รู้จำจึงมากรู้จริงก็จะน้อย เมื่อรู้จริงน้อย สว่างก็จะน้อย หมายถึงปัญญาน้อยสัญญามาก คำว่า คุณภาพจึงผกผันด้านกลับกับปริมาณ ถ้าต้องการคุณภาพต้องลดปริมาณ ถ้าปริมาณมากคุณภาพจะลดลง นี่มักจะเป็นประเด็นเข้าใจผิด คิดว่าปริมาณมากๆแล้วจะดี เป็นการเพิ่มโอกาส แต่ลืมไปว่าทุกคนได้รับเวลาเท่าเดิม

      ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นการอ่านหนังสือ ในเวลาที่เท่ากันคนหนึ่งอ่านได้ ๕ เล่ม กับอีกคนหนึ่งอ่านได้หนึ่งเล่ม ผลแตกต่าง ๒ คนนี้คืออะไร  คนที่อ่านหนึ่งเล่มเขาใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการคิด การใคร่ครวญ การอ่านซ้ำ เพื่อยกระดับการจับประเด็น การสังเกต การเทียบเคียง  แต่คนที่อ่าน ๕ เล่ม อ่านให้มากจับเนื้อหา คนที่อ่านมากสิ่งที่ได้คือรู้จำได้มาก คนที่อ่านได้น้อยจะรู้จริงได้มากกว่า

      จากตรงนี้อยากจะบอกว่า การเน้นปริมาณก็เปรียบได้กับการเน้นที่ผล คนที่เน้นที่ผลจะมีแนวโน้ม ไม่อยากทำซ้ำ ทำแค่ให้เสร็จๆไป ชอบที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เรื่องใดที่ซ้ำก็จะดูไม่น่าสนใจ ก็จะทำไปตามความเคยชิน ทำเพราะเป็นหน้าที่ ทำเพราะเสียไม่ได้ อะไรที่ทำไปตามความเคยชิน ให้รู้เถอะว่าไม่พัฒนาแล้ว

      ตรงกันข้ามกับคนเน้นคุณภาพ เน้นที่เหตุ เน้นที่วิธีทำ เขาจะรู้ว่า การจะพัฒนาคุณภาพได้นั้นมาจากการทำซ้ำ แต่เป็นการทำซ้ำที่ใช้วิธีที่ดีกว่าเดิม 

      โดยสรุปกับงานภายนอก ถ้าจะให้งานภายนอกมีผลกับการพัฒนาตนเอง พัฒนางานภายใน ต้องเริ่มจากฉลาดที่จะเลือกรับ เลือกรู้  คือรับให้น้อย รู้ให้น้อย เพื่อช่วงชิงเวลาส่วนหนึ่งไปกระทำเพิ่มขึ้น ก็คือสะอาดขึ้น จึงจะได้ความสว่างมา การรับมาโดยไม่ผ่านกระบวนการสะอาด จะไม่เกิดความสว่าง

      และงานภายนอกที่กระทำ โดยตัวมันเองจะสะอาดหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่า งานนั้นกระทำไปเพื่อผลประโยชน์ของตนถ่ายเดียว หรือเพื่อประโยชน์ของคนอื่นด้วย ถ้ากระทำเพื่อความเห็นแก่ตัวล้วนๆ ก็เป็นการงานที่ไม่สะอาด กลายเป็นน่ารังเกียจคนไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากคบหา
Posted by KiLiN on 29 Jul. 2006,08:36
.      งานภายนอกถัดมาจะเป็นงานภายนอกที่อยู่ที่ตัวเรา อันได้แก่ นิสัย การแสดงออก พฤติกรรม การใช้ชีวิตของเรา ว่าเป็นเช่นไร สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นงานของเราอีกชนิดหนึ่ง ที่เราจะต้องไปบริหารจัดการมัน ให้มันเป็นไปในทางที่ดี ที่น่าดู ถ้าปล่อยให้เป็นไปเอง มันก็จะไม่น่าดู ดูไม่ได้ ใครๆคนรอบข้างก็จะรังเกียจ

       มาตรการที่จะทำให้เกิดความสะอาดกับตัวเราสำหรับงานภายนอกชนิดนี้ ก็เช่น
       - ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น 
       - ทำดี พูดดี คิดดี 
       - สิ่งที่ทำ คำที่พูด สูตรที่คิด ต้องเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่ทำอย่าง พูดอย่าง คิดอย่าง
       - อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว มีน้ำใจ รู้จักให้อภัย

       เป็นคุณธรรม จริยธรรม และ ศีล นั่นเอง  ทุกวันนี้คนรู้จักศีลเพียงในแง่ตัวอักษร แต่ไม่รู้ ไม่เชื่อ ไม่เห็นความสำคัญของศีล ศีลเป็นคุณสมบัติความสะอาดเบื้องต้นของมนุษย์ มีผู้ปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมาก ใจเร็ว ใจด่วน ใจร้อน เมื่อพอรู้ธรรม เข้ามาในทางธรรม ก็คิดหวังมุ่งผลสำเร็จตามความเคยชินอย่างที่เป็นกันทั่วๆไป  บางคนก็ขยันไปวัด บางคนก็มุ่งปฏิบัตินั่งสมาธิเข้ม  แต่..ละเลยเรื่องศีล ละเลยที่จะทำให้ตนเองสะอาด เรืองที่เขาปฏิบัติก็จะไม่ไปไหน

       ก็ลองคิดดูว่า ในปีๆหนึ่ง เดือนๆหนึ่ง เราจะมีเวลาสักแค่ไหนกัน ที่จะมีโอกาสได้เข้าวัด เข้าคอสปฏิบัติเข้มกัน แล้วถึงได้ไป พอกลับออกมาแล้ว เราก็ต้องกลับเข้าสู่โลกความเป็นจริง โลกปกติที่ต้องเผชิญ ชีวิต ๒ ส่วนนี้ เหมือนคนละโลก 

       ในอีกด้านคนอีกส่วน ก็จะพยายามจัดสรรเวลา แบ่งเวลาในโลกปกติที่ต้องเผชิญ ให้กับเวลาในการปฏิบัตินั่งสมาธิบ้าง ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี  แต่..เมื่อเทียบกับเวลาส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ปฏิบัติสมาธิแล้ว ก็ยังเทียบกันไม่ได้

       มีคนเคยมาถามผมว่า จะทำอย่างไรดี เวลาไปวัดไปปฏิบัติธรรมแล้วมันก็รู้สึกดี แต่พอกลับมาสู่โลกความเป็นจริงกลับมาทำงาน ก็ต้องเข้าสู่โลกของความช่วงชิง แก่งแย่ง ก็กลับมาเหมือนเดิมอีก  ผมบอกเขาว่า เราก็ทำให้มันเป็นเรื่องเดียวกันซะ การทำงานก็คือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมก็คือชีวิตประจำวัน

       งานภายนอก ๒ ส่วนนี้ จะเป็นรากฐานรองรับเสริม ในการทำงานภายในได้ดี
Posted by pilgrim on 29 Jul. 2006,16:26
อ้างถึง (KiLiN @ 28 กค. 2006,20:36)
.      
       มีคนเคยมาถามผมว่า จะทำอย่างไรดี เวลาไปวัดไปปฏิบัติธรรมแล้วมันก็รู้สึกดี แต่พอกลับมาสู่โลกความเป็นจริงกลับมาทำงาน ก็ต้องเข้าสู่โลกของความช่วงชิง แก่งแย่ง ก็กลับมาเหมือนเดิมอีก  ผมบอกเขาว่า เราก็ทำให้มันเป็นเรื่องเดียวกันซะ การทำงานก็คือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมก็คือชีวิตประจำวัน

       งานภายนอก ๒ ส่วนนี้ จะเป็นรากฐานรองรับเสริม ในการทำงานภายในได้ดี



ตรงนี้ช่วยยกตัวอย่างได้ไหมคะ ว่าในชีวิตประจำวันแต่ละวัน เราจะปรับใช้อย่างไร ในการทำให้มันเป็นเรื่องเดียวกัน
หมายถึง นำมาตรการที่จะทำให้ตัวเราเองสะอาดมาใช้ตลอดเวลาใช่ไหมคะ
Posted by KiLiN on 30 Jul. 2006,10:28
ใช่ครับ หมายถึงนำมาตรการ ฉลาด สะอาด สว่าง สงบ มาใช้ในชีวิตประจำวัน

       คนทั่วไปคิดว่า ชีวิตทางธรรมกับชีวิตทางโลก ไปกันคนละทาง ชีวิตทางธรรมนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ในชีวิตหน้าที่การงานไม่ได้ จะตามเขาไม่ทัน สู้เขาไม่ได้ เสียเปรียบ ชีวิตทางโลกต้องแข่งขัน พูดความจริงทั้งหมดไม่ได้ อะไรทำนองนี้

       ถ้ากลับมาคิดใหม่ ว่าจริงๆแล้วใช่หรือ เรื่องที่ดีใครๆก็อยากได้ ใครๆก็ไม่ชอบให้โกหก ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม แต่เป็นธรรมดาทั่วไป  ว่าใครๆก็อยากได้รับบริการที่ดี ได้รับตอบสนองที่ดี คุยด้วยดีไม่หน้าไหว้หลังหลอก ไม่เอาแต่พูดสิ่งที่ดีเข้าตัว เพียงเพือหวังผลทางธุรกิจ สิ่งเหล่านี้เป็นความต้องการของทุกๆคน

      ยกตัวอย่างรูปธรรมเรื่องที่คุณพิลเขียนโดยตรงเลยก็ได้ การที่แวนรีดผ้าให้ได้ดี ก็คือการทำให้ชีวิตทางธรรมกับชีวิตทางโลกเป็นเรื่องเดียวกัน ด้วยวิธีคิดวิธีปฏิบัติอย่างนี้ งานที่ทำไม่ได้สักว่าทำ ผลงานย่อมออกมาได้ดี นายจ้างใครๆก็ต้องชอบ แม้ว่าจะให้งานมาเพิ่มก็ตาม แต่มันก็คือโอกาสในการขยับหน้าที่การงานความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น ส่วนสิ่งที่ได้ตกแก่แวนก็คือ ทักษะความละเอียดในการทำงานก็จะดี แล้วยังได้ความสบายใจความภูมิใจ 

      ขณะที่แอ๋มจะะคิดแบบทางโลกล้วนๆ ห่วงว่าจะทำให้ตนได้รับงานเพิ่ม ห่วงว่าจะเสียเปรียบ ได้ค่าจ้างไม่คุ้ม วิธีคิดแบบนี้เป็นวิธีคิดที่ปิดกั้นทำให้ตนไม่พัฒนา หน้าที่การงานเขาจะไม่พัฒนา ไม่ได้รับการมอบหมายงานที่เพิ่มขึ้น นายจ้างเห็นว่าทำได้เท่านี้ ก็ไม่กล้าให้เพิ่ม ในแง่ส่วนตัว ก็ปลูกเพาะนิสัยที่ไม่ดีมากเข้าไปอีก

      นี่หล่ะครับ ตัวอย่างง่ายๆ ใครเขาจะคิดอย่างไร ทั่วไปเขาทำอย่างไร พูดอย่างไร  ไม่สำคัญ สำคัญแต่ว่าเราได้ ทำ พูด คิด ในสิ่งที่ควรทำควรพูดควรคิดแล้วหรือยัง  หรือว่าเราทำพูดคิดตามที่เราอยาก  ผมใช้คำว่า ควร คือไม่ได้ทำตามๆที่คนอื่นเขาทำและไม่ได้ทำตามที่เราอยาก แต่ทำตามที่ควรจะเป็น คือไม่ได้เอาตนเองเป็นใหญ่ แต่เอาความเหมาะสมความควรเป็นใหญ่ ด้วยวิธีคิดอย่างนี้ แม้อัตตาเราเองก็ยังถูกลด ถูกทำลายไปด้วย 

      และนี่คือ การพัฒนาตนเอง พัฒนาคุณภาพที่แท้จริง  yin-yang.gif
Posted by KiLiN on 31 Jul. 2006,10:16
.      ต่อไปเป็นงานภายใน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุด ส่วนที่ลึกและละเอียดที่สุด  เป็นส่วนประธานในการกำหนด กำกับ สั่งสม ติดตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติ  เป็นงานเกี่ยวกับจิต

       อะไรคือจิต ? จิตไม่มีรูปร่าง แต่ต้องการที่อยู่ อยู่ในทุกๆที่ในร่างกายของเรา เช่น ถ้าเราเอามือไปตบหน้าขา ขารู้สึกเจ็บ จิตจะอยู่ตรงนั้น รับรู้ความรู้สึก รับรู้อารมณ์

       หน้าที่ของจิตมีอยู่ ๔ อย่าง รับ คิด รู้ จำ
       สามัญจิต หรือจิตของคนทั่วไป ที่ไม่ได้ผ่านการฝึก จะทำงานเป็น รับ จำ คิด รู้ หมายถึงว่า เมื่อกระทบก็รับ รับแล้วจำเอาไว้ แล้วค่อยมาคิดตามทีหลัง แล้วจึงค่อยรู้ในสิ่งที่รับ
       ในขณะที่จิตของผู้ผ่านการฝึก หรือพยายามจะฝึกจะทำงานเป็น รับ คิด รู้ จำ กระบวนทำงานจะเป็น เมื่อกระทบก็รับ แต่รับแล้วจะคิดก่อน จนรู้ แล้วเลือกจำ

       จะเห็นว่ากระบวนการแรก  ซึ่งเป็นกระบวนการของคนทั่วไปที่ไม่ผ่านการฝึก จิตจะรับอะไรๆต่ออะไรเข้ามามากมาย รับแล้วก็จำเอาไว้ ไม่ทันได้คิดไม่ทันได้รู้ ซึ่งมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี ไม่ทันได้แยกแยะ จิตที่ทำงานลักษณะนี้จะเป็นฝ่ายถูกกระทำ  เมื่อเวลาผ่านไป ไปพบเจอสิ่งที่เคยเจอ จิตก็จะทำการดึงสิ่งที่เคยจำเอาไว้ มาเทียบเคียง แล้วก็เกิดอารมณ์ความรู้สึกต่อสิ่งนั้น จะอารมณ์ดีหรือเสียก็ขึ้นกับว่า เรื่องที่เก็บไว้เดิมนั้นดีหรือเสีย

       ส่วนกระบวนการที่สอง เป็นกระบวนการที่พยายามจะเป็นฝ่ายกระทำ เป็นฝ่ายกำหนดไม่ปล่อยให้ถูกสถานการณ์ เรื่องราวภายนอกกำหนด  เพราะกระบวนการนี้ จะคิดก่อนแล้วเลือกจำ ฉะนั้นสิ่งที่จำไว้ในกระบวนการที่สองนี้ จะมีเรื่องที่ดีๆมากกว่ากระบวนการแรก

       การรับของจิตจะผ่านประตูทวารทั้ง ๖ ดังที่กล่าวมาแล้วได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
       เช่น เมื่อตาเห็น จิตเกิดการับรู้สิ่งที่เห็น ปัญหาต่อไปก็คือ เห็นแล้วจะรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เห็น พอใจ ไม่พอใจ โกรธ มีอารมณ์อย่างไร หรือเฉยๆ

       กระบวนจิตของคนทั่วไป ก็จะไปดึงสิ่งที่เคยจำไว้ เอามาเทียบเคียง แล้วก็เกิดอารมณ์ ความรู้สึกต่อสิ่งที่เห็น 
       ส่วนจิตที่พยายามจะฝึกจะเป็น  พยายามใคร่ครวญต่อสิ่งนั้น แต่จะรู้ทันมากน้อยก็ขึ้นกับว่าตนเองสั่งสมปัญญา ความสว่างมามากน้อยแค่ไหน ถ้าสั่งสมมาดีมาพอ ก็จะรู้เท่าทันในสิ่งที่เห็น ก็จะไม่ตกไปในกระแสของอารมณ์นั้น

       จิตของกระบวนการแรก ใช้ความจำเดิมมาเทียบเคียง เป็นการทำงานของสัญญา เป็นฝ่ายถูกกระทำ ถูกสถานการณ์กำหนด 
       จิตกระบวนการที่สอง เป็นจิตที่พยายามจะฝึก เป็นการฝึกปัญญา สะสมปัญญา ความสว่าง พยายามเป็นฝ่ายกระทำ
Posted by pilgrim on 02 Aug. 2006,15:53
อ้างถึง (KiLiN @ 30 กค. 2006,22:16)
       เช่น เมื่อตาเห็น จิตเกิดการรับรู้สิ่งที่เห็น ปัญหาต่อไปก็คือ เห็นแล้วจะรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เห็น พอใจ ไม่พอใจ โกรธ มีอารมณ์อย่างไร หรือเฉยๆ

       กระบวนจิตของคนทั่วไป ก็จะไปดึงสิ่งที่เคยจำไว้ เอามาเทียบเคียง แล้วก็เกิดอารมณ์ ความรู้สึกต่อสิ่งที่เห็น 
       ส่วนจิตที่พยายามจะฝึกจะเป็น  พยายามใคร่ครวญต่อสิ่งนั้น แต่จะรู้ทันมากน้อยก็ขึ้นกับว่าตนเองสั่งสมปัญญา ความสว่างมามากน้อยแค่ไหน ถ้าสั่งสมมาดีมาพอ ก็จะรู้เท่าทันในสิ่งที่เห็น ก็จะไม่ตกไปในกระแสของอารมณ์นั้น

       จิตของกระบวนการแรก ใช้ความจำเดิมมาเทียบเคียง เป็นการทำงานของสัญญา เป็นฝ่ายถูกกระทำ ถูกสถานการณ์กำหนด 
       จิตกระบวนการที่สอง เป็นจิตที่พยายามจะฝึก เป็นการฝึกปัญญา สะสมปัญญา ความสว่าง พยายามเป็นฝ่ายกระทำ


มาขอให้คุณคิลินช่วยยกตัวอย่างหรือเพิ่มรายละเอียดอีกแล้วค่ะ ว่า จิตที่รับแล้วใช้สัญญามาเทียบเคียงนั้น  เช่น กรณีไหนบ้าง

แล้วจิตที่ใช้ปัญญานั้น จะมีกระบวนการ อย่างไรคะ
 bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 08 Aug. 2006,10:59
จิตที่รับแล้วใช้สัญญามาเทียบเคียงนั้น เช่น กรณีไหนบ้าง

เยอะเลยครับ 

อะไรๆ ที่เราทำตามความเคยชิน ใช่ทั้งนั้น
อย่างเช่น เราขับรถจากที่ทำงานกลับบ้าน เราจะขับกลับด้วยความเคยชินในเส้นทาง ไม่ต้องคอยระวังคอยนึก เราจะขับรถกลับบ้านได้ถูกทาง  จนบางครั้งถ้าเราจะไปที่อื่น ถ้าเผลอ จะกลายเป็นว่าเราขับเข้าเส้นทางกลับบ้านโดยไม่รู้ตัว

เหตุการณ์ในอดีตที่เราเคยผ่าน เคยประสพ เคยพบ เคยเจอมาแล้ว ถ้าเรามาเจออีก สัญญาจะทำงาน ดึงเอามาเทียบเคียง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ อารมณ์ความรู้สึกเก่าๆจะกลับมา แล้วโดยมาก มักเป็นเรื่องไม่ดีเสียด้วยซิ 

แล้วตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้คนเรา ทำอะไรซ้ำซาก แสดงออกหรือมีพฤติกรรมที่ซ้ำซาก เหมือนแก้ไม่ได้ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ดี เพราะรู้ไม่เท่าทันตนเอง ปล่อยให้เป็นไปเองอย่างที่เคยเป็น ก็จะวนเข้าวัฏจักรเดิมๆ 

การจะไม่ให้เกิดวงจรซ้ำซาก ก็ต้องใช้กระบวนการของการฝึกปัญญา คือไม่ปล่อยให้เป็นไปเอง ไม่ปล่อยให้สถานการณ์กำหนด ต้องฉลาดที่จะเลือกรับ เลือกรู้ เลือกทำ หรือเลือกไม่รับ เลือกไม่รู้ เลือกไม่ทำ ซึ่งก็คือต้องมีสติ คอยกำกับ

กระบวนการ รับ คิด รู้ จำ เป็นกระบวนการฝึกปัญญา จะเห็นว่าจบลงตรงที่เลือกจำ กระบวนการนี้จะไม่เน้นความจำ จะจำให้น้อยที่สุด จำเฉพาะที่จำเป็นต้องจำ แต่จะเน้นความเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วไม่ต้องจำ 

ความรู้ของคนเรามี ๒ ระดับ ระดับที่รู้โดยอาศัยความจำ เคยรู้มา เคยเห็นมา เป็นความจำได้หมายรู้ ตรงกับภาษาอังกฤษ memory ความรู้ระดับนี้ไม่ผ่านการวิเคราะห์ ไม่ผ่านการปฏิบัติ รู้ตามๆกันมา เรียกว่า สัญญา

ความรู้ระดับที่สอง ต้องผ่านการวิเคราะห์ ใคร่ครวญ ผ่านการปฏิบัติ ทดลอง พิสูจน์ทราบ ที่เรียกว่า ปัญญา

อาจมีคำถามว่า ถ้าไม่พัฒนาความจำ งั้นแล้วประสพการณ์ที่ผ่านๆมา ก็สูญเปล่าสิ จริงๆไม่ใช่ เรายังมีตัวที่ทำงานทดแทน และทำได้ดีกว่า นันคือ สติ  สติเป็นความจำชนิดหนึ่ง แต่เป็นความจำแบบระลึกได้ ระลึกรู้ สติจะทำงานคู่กับปัญญา จึงเรียกติดปากว่า "สติปัญญา"

ความจำระดับ สัญญา จำไว้เฉยๆ เก็บไว้ใน memory ถึงเวลาก็ดึงมาเทียบเคียงแล้วนำมาใช้ ไม่มีกระบวนการใดๆมาแยกแยะ เราจึงหลงทิศหลงทางเหมือนที่เคยหลงมาแล้ว หลงซ้ำๆซากๆ 

ส่วนความจำระดับ สติ เป็นความจำระดับระลึกถึง ระลึกได้ว่าเคยเจอ เคยเห็น เคยทำไว้ เมื่อดึงมาจะส่งให้ปัญญาทำงานต่อ
Posted by pilgrim on 08 Aug. 2006,16:20
ขอบคุณคุณคิลินมากค่ะ ไม่สบาย ยังกรุณามาตอบคำถาม
แล้วก็ตอบได้ดีมากๆเลยค่ะ thankssign.gif  bowsdown.gif

ขอให้หายเร็วๆนะคะ แล้วจะมารออ่านต่อค่ะ flo_1.gif
Posted by แมวเหมียว on 08 Aug. 2006,17:17
coffee.gif ยาจีนต้มเสร็จแล้วค่ะ tongue.gif

ขอให้พระอาจารย์หายเร็วๆนะเจ้าคะ flo_1.gif

coffee.gif coffee.gif coffee.gif  นี่เผื่อให้ลูกศิษย์ที่มาเยี่ยมพระอาจารย์ด้วยค่ะ อิ อิ  laugh1.gif


bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 14 Aug. 2006,06:52
สงบ

        หมายถึง แช่มชื่น เบิกบาน ปิติ สุข สงบ สันติ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากสว่าง 

        ชีวิตคนเราต่างแสวงหาความสุขด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร อยู่ที่ไหน ได้แต่วิ่งไล่ไขว่คว้าหามัน ผลปรากฎว่ายิ่งวิ่งหาก็ยิ่งไม่เจอ สรุปแล้วทั้งชีวิตมีทุกข์มากกว่าสุข

        เมื่อก่อนฉันคิดว่าฉันเป็นผู้รู้........................ต่อมาฉันคิดว่าฉันไม่รู้อะไรเลย
เดี๋ยวนี้ฉันคิดว่า ฉันเริ่มรู้...........................................รู้ว่าสิ่งที่ฉันยังไม่รู้นั้นมีอีกมากมายนัก
ฉันจึงพยายามจะเรียนรู้ในสิ่งที่ฉันยังไม่รู้.....................แต่ยิ่งเรียนรู้มากขึ้นเท่าไหร่
ฉันกลับพบว่าสิ่งที่ฉันยังไม่รู้ กลับเพิ่มขึ้น.................. แล้วฉันจะทำอย่างไร !
พยายามเรียนรู้ต่อไป หรือว่าจะหยุด...........................ฉันตัดสินใจ หยุด !
มันก็น่าแปลกใจ.......................................................เพราะพอฉันเริ่มต้นหยุด ฉันกลับรู้
ถ้าจะถามว่าฉันรู้อะไร ?............................................ฉันก็ตอบไม่ได้ว่าฉันรู้อะไร
ฉันรู้แต่เพียงว่า "ไม่มีอะไร " ....................................ที่ฉันจะต้องรู้


       ชีวิตคนจรจัด ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ดูสกปรกมอมแมม วันๆก็เดินผ่านไปผ่านมา ในย่านที่เคยเห็น ถึงเวลากินก็เดินไปแถวตลาด เก็บอะไร หรือขออะไรเขามากินตามเรื่องตามราว เสร็จแล้วก็เดินไปนั่งโน่นบ้างนี่บ้าง ปากก็พึมพำอะไรของเขาก็ไม่รู้ ก็ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรกับเขา ก็ให้มานึกว่าชีวิตคนจรจัดก็มีความสุขกับเขาได้เหมือนกัน

       แท้จริงแล้วสิ่งที่เรียกว่าความสุขกลับไม่ต้องหา แต่เราสามารถสร้างและหาได้ในชีวิตประจำวันปกติ ความสุขจริงๆนั้นไม่มี จึงไขว่คว้าไม่ได้ หาไม่เจอ ที่เราคิดว่าคือความสุข ที่แท้มันคือ ความพอใจ อะไรก็ได้ที่ทำให้เราพอใจก็จะเกิดความสุขใจ  ระดับของความสุขของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน เพราะแต่ละคนมีความพอใจไม่เท่ากัน พระท่านจึงบอกว่าให้รู้จักคำว่า "พอ" แล้วชีวิตจะมีความสุขได้เอง

       คำว่าให้รู้จักพอ ฟังดูเหมือนกับง่าย แต่ชีวิตคนเราซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจอะไรได้ง่ายๆ สิ่งที่สามัญๆนี่แหล่ะ คือสิ่งที่ยากสำหรับคนเราในทุกวันนี้  กระบวนวิธีคิดวิธีใช้ชีวิตแบบ ฉลาด สะอาด สว่าง สงบ จะนำมาซึ่งการพัฒนาตนเองและชีวิตที่มีความสุข
Posted by virgo_corvus_toffy on 15 Aug. 2006,02:45
ทำใจให้ว่างไว้
ไม่คิดมาก
จิตใตต้องสงบ
ผ่อนคลาย
ไม่ยุ่งเรื่องของคนอื่น
ทำให้ได้อย่างนี้ก็มีความสุขแล้ว
Posted by virgo_corvus_toffy on 15 Aug. 2006,02:55
สวดมนต์ก่อนเข้านอน
ทำเป็นประจำ
ก็มีความสุขแล้ว smile.gif
Posted by pilgrim on 18 Aug. 2006,15:43
คุณ Virgo ก็ชอบสนทนาธรรมเหมือนกันหรือคะ เชิญมาแลกเปลี่ยนได้เลยนะคะ signwelcome.gif

ได้ฟังคุณคิลินพูดถึงความสุขสงบของคนจรจัด
บางที พิลเห็นคนบ้า ยังเคยคิดเล่นๆเลยค่ะ ว่าเขาดูมีความสุขดี นั่งยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่อยู่คนเดียวที่ป้ายรถเมล์ก็ได้
แต่นั่นคงไม่ใช่ความสุขในเชิงพุทธะใช่ไหมคะ เพราะเขาขาดสติปัญญาที่จะพัฒนาตนเองให้ก้าวสู่ขั้นต่อไป

จริงเลยค่ะ ว่าสิ่งสามัญบางทีก็ยาก บางทีก็ง่าย อย่างเช่นความสุข บางทีก็หาง่าย บางทีก็หายาก
มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า เขาขี้ลืม เวลานึกไม่ออกว่าเอาของสำคัญไปวางไว้ตรงไหน แล้วหาไปหามา เจอมันเข้า เท่านี้เขาก็มีความสุขแล้วค่ะ พิลได้ฟังแล้ว ยังขำไม่หาย ว่าความสุขของเขาช่างหาได้ง่ายจริงๆ smile.gif
Posted by KiLiN on 27 Aug. 2006,09:10
.      คนเรามีชีวิตอยู่ก็ล้วนแสวงหาความสุข แต่ความสุขที่คนเราแสวงหานั้นมีนัยนะความสำคัญที่แตกต่างกันอยู่ ๒ ประเภท คือความสุขที่ได้จากการเสพ กับความสุขที่ได้จากการพัฒนาตนเอง  หรืออาจพูดได้ว่าคนเรามีชีวิตอยู่เพื่อการเสพ กับมีชีวิตอยู่เพื่อการพัฒนาตนเอง นี่เป็นนัยยะสำคัญที่จะบ่งบอกถึงคุณภาพของคนที่จะเป็นไปในอนาคตที่แท้จริง ความจะเป็นอริยะบุคคลหรือจะเป็นแค่ปุถุชนก็ดูกันได้ตั้งแต่ตรงนี้

       ความสุขที่ได้จากการเสพ ไม่ยั่งยืน ไม่สะสม มีมาแล้วก็หมดไป สิ่งที่อยากได้เมื่อได้มาแรกๆก็มีความสุข เมื่อเวลาผ่านไปก็จะไม่ใช่แล้วความพอใจเปลี่ยนไป หรือยังมีเรื่องอื่นที่ยังไม่พอใจอยู่ยังต้องแสวงหาอยู่ ไม่หยุดนิ่ง ก็ยังต้องแสวงหาตามความพอใจที่ยังไม่พอต่อไปอีก ระดับความพอใจชนิดของความพอใจก็มีหลากหลายมากมาย ชีวิตของปุถุชนทั่วไปจึงเต็มไปด้วยการแสวงหา การสะสม มีชีวิตอยู่เพื่อความคาดหวัง ได้ความสมหวัง ผิดหวังมากมาย ชีวิตจึงคลุกเคล้ารุ่มร้อน ชีวิตอย่างนี้ยากจะหาความสุขจากความสงบได้ แม้จะพยายามข่มให้สงบ ก็จะสงบได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่สงบจริง รอเวลาจะระเบิด

       ความสุขที่ได้จากการพัฒนาตนเอง เป็นความสุขที่ยั่งยืน สะสมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ความสุขนี้จะเริ่มตั้งแต่ความสุขที่เกิดจากความภูมิใจในสิ่งที่ตนไม่เคยทำได้แล้วทำได้ จากทำได้น้อยเป็นทำได้มาก  สิ่งที่ตนไม่เคยรู้แล้วได้รู้ จากรู้น้อยเป็นรู้มาก จากรู้จำเป็นรู้จริง จากรู้ไม่ชัดเป็นรู้ชัด  จนที่สุดรู้รอบแทงตลอด
        รวมทั้งความสุขที่เกิดจากการให้(ตรงกันข้ามกับการเสพการได้รับ) ให้แล้วเกิดปิติ
        อาการของความสุขชนิดนี้ จึงเริ่มจาก ความแช่มชื่นความเบิกบานความปิติ เมื่อสั่งสมความรู้ชัดความรู้รอบและรู้อย่างเป็นระบบมากๆเข้า ถึงที่สุดก็จะถึงจุดที่ไม่มีอะไรที่ยังไม่รู้ เมื่อนั้นความสงบ ความสันติจะเกิดขึ้นตาม คือสงบเพราะรู้แจ้ง สงบเพราะรู้แล้วไม่มีอะไรที่ยังไม่รู้ ความสงบอย่างนี้จึงเป็นความสงบที่แท้จริง เป็นความสงบที่เกิดจากกระบวนการทางปัญญา สงบเพราะสว่างแล้วจึงสงบ จึงเป็นความสงบที่ถาวร  ความสงบอย่างนี้แหล่ะเป็นความสงบด้วยวิถีพุทธ เป็นเป้าหมายในศาสนาพุทธ
Posted by KiLiN on 30 Aug. 2006,08:38
ในตอนต้นๆ ผมได้ยกคำ ๓ คำ คน งาน เงิน
และชี้ให้เห็นว่า อะไรสำคัญกว่าอะไร 
ก็คือ คนหมายถึงการพัฒนาตนเองสำคัญที่สุด เพราะจะเป็นเหตุให้ได้ผลของงานที่มีคุณภาพ อันเป็นเงื่อนไขที่จะได้มาซึ่งเงินที่ดีตามมา

และผมได้ชี้ให้เห็นต่อมาว่า การพัฒนาตนเอง มีกระบวนการอย่างไร นั่นคือ ฉลาด สอาด สว่าง สงบ

นั่นก็คือที่สุดแล้ว การพัฒนาตนเองโดยตัวมันเองก็เป็นเหตุให้ถึงความสุขโดยตัวมันเองได้ 

งานจึงไม่ใช่เป้าหมายของชีวิต แต่..งานเป็นเพียงบทเรียน บททดสอบ เป็น Tool เพื่อให้เกิดการพัฒนาตนเองเท่านั้น

เงินก็ยิ่งเป็นเพียงปัจจัยเสริม เป็นเพียงผลพลอยได้ตามเงื่อนไขของสังคมเท่านั้น
เงินจะมีความสำคัญมากสำหรับผู้ที่แสวงหาความสุขด้วยการเสพ แต่จะสำคัญรองสำหรับผู้ที่มีชีวิตอยู่เพื่อการพัฒนาตนเอง
ประโยคตัวเข้มนี้ผมจงใจเขียนให้ต่าง ว่าส่วนแรกคนแสวงหา สะสมเงิน เพื่อไปซื้อความสนุก ความเพลิดเพลิน ความสะดวก ความสบาย ให้กับชีวิต ด้วยการเสพด้วยการบริโภค เพราะเขาคิดว่าจะได้มาซึ่งความสุข เขาจึงได้ความสุขแบบเทียมๆ สุขๆดิบๆ
แต่ส่วนหลังเป้าหมายเขาไม่ได้เริ่มที่ความสุข แต่เริ่มที่ทำอย่างไรจะพัฒนาตนเองได้ แล้วผลที่ได้จะเป็นความสุขที่ตามมา

ความสุขหรือความสงบจึงคาดหวังผลไม่ได้ แต่สร้างเหตุที่จะไปถึงได้
คือไม่ต้องสนใจหรือคาดหวังกับมัน  ขอเพียงสร้างเหตุคือ ทำให้ ฉลาด สะอาด สว่าง แล้วสงบหรือความสุขจะตามมาเอง
ตรงนี้มีสคริปต์ในภาพยนตร์กำเนิดเจ้าแม่กวนอิมอยู่ตอนหนึ่งที่ผมเอามาโพสต์ในกระทู้ < อุดมการณ์พระโพธิสัตว์..., ....เรื่องราวของความรักที่ยิ่งใหญ่.... > ซึ่งผมได้เน้นตัวอักษรว่า "ความสำเร็จขึ้นอยู่กับไร้เจตนา "
Posted by pilgrim on 30 Aug. 2006,15:25
พอดีเพิ่งนึกขึ้นได้ค่ะ ว่าตอนมาเรียนได้พบกับเพื่อนคนหนึ่งที่มักบอกว่าตัวเองเป็นคนซื่อ คิดอะไรไม่ค่อยทันคนอื่น แต่เมื่อได้เห็นในสิ่งที่เธอทำ ก็เลยบันทึกเอาไว้อ่านเล่นๆ


คนซื่อสวยใส


ฉันพบเพื่อนคนหนึ่ง ในระหว่างการพูดคุยกัน เธอมักจะบอกว่า เธอเป็นคนซื่อสัตย์  เพราะพ่อแม่ของเธอสอนมาให้เป็นคนซื่อสัตย์  เธอคงลืมไปว่า ครั้งหนึ่ง ฉันไปสมัครเป็นสมาชิกสระว่ายน้ำของมหาวิทยาลัย  เธอมาเอ่ยปากบอกฉันว่า เธอจะขอเอาบัตรของฉันไปใช้ได้ไหม เพราะเธอไม่อยากเสียเงินค่าสมัครเอง แถมเธอยังแนะนำเพื่อนๆอีกหลายคน (ที่ไม่อยากเสียเงินซื้อเหมือนกัน)  ให้มาขอยืมบัตรฉันไปใช้ เธอบอกว่า ฉันเสียเงินเยอะแล้วควรใช้ให้คุ้ม เจ้าหน้าที่สระว่ายน้ำไม่น่าจะรู้หรอก เพราะเขาไม่ได้ตรวจแบบเข้มงวด

ฉันตอบปฏิเสธไปทุกราย และบอกไปว่า  ใครอยากว่าย ก็ไปเสียเงินซื้อเอาเองเถิด อย่าหาว่าฉันไม่มีน้ำใจ แต่ฉันไม่ชอบทำอะไรแบบ “โกงๆ” อีกอย่าง บัตรนี้ มีชื่อ มีรูปฉันอยู่ ถ้าถูกจับได้ เป็นฉันคนเดียวใช่ไหม ที่เสียชื่อ ทุกคนก็เลยล่าถอยไป แล้วเริ่มมองฉันด้วยสายตาแปลก เหมือนกับว่า ฉันเป็นคนงก คนเค็ม พูดยาก ไร้น้ำใจ  (แต่คนงก คนเค็มอย่างฉัน  ออกเงินของตัวเองซื้อโดยไม่ต้องไปขอใคร) แปลกดีนะ ฉันอยู่ของฉันดีๆแท้ๆ  แต่พอขัดใจพวกเขา ฉันก็กลายเป็นคนประหลาดในหมู่พวกเขาไป   ที่จริง  พวกเขามีเงินกันทุกคน แต่ไม่อยากควัก นี่คือความซื่อสัตย์แบบหนึ่งของเธอที่ฉันพบเจอ

ความซื่อสัตย์อีกแบบหนึ่งของเธอ คือ ชอบเสาะหาของแจกฟรีตามเว็บไซต์ แล้วส่งอีเมล์ไปขอเขา โดยเงื่อนไขของแจกฟรีพวกนี้ เขาจะให้เพียงหนึ่งชิ้น ต่อหนึ่งรายชื่ออีเมล์  แต่เพื่อนคนนี้ เธอกลับเอาอีเมล์ของแฟน ของพี่ ของน้อง และเพื่อนๆ ที่อยู่ในลิสต์อีเมล์ของเธอสมัครไป เพื่อให้เขาส่งของฟรีมาให้ แต่ที่อยู่ใช้เพียงแห่งเดียว คือ บ้านของเธอ  เรียกว่า หลอกเขา แล้วได้ของฟรีกลับมาใช้คนเดียวหลายชิ้น ฉันเองใช่ว่าจะมีความคิดจิตใจบริสุทธิ์ ไร้ความโลภ   บางครั้งฉันก็อยากได้ของๆคนอื่นบ้างเหมือนกัน    แต่เรื่องแบบนี้  ฉันไม่เคยคิดจะทำ  ไม่เคยอยู่ในหัว  

บางครั้งฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า การกระทำอย่างนี้เขาเรียกโกง หรือ เป็นความฉลาดในการพลิกแพลงสถานการณ์ให้เป็นประโยชน์กับตัวเองกันแน่  เพราะดูเหมือนสังคมจะนิยมยกย่องคนที่มีความสามารถในการพลิกแพลงมาก จนบางทีฉันรู้สึกว่า แม้แต่คนที่โกงและโลภก็กลับภาคภูมิใจในตัวเองขึ้นมาได้ เพราะมีแต่คนยกย่องว่าเขาอุดมไปด้วยสติปัญญาในการสร้างประโยชน์ให้กับพวกพ้องและตัวเอง

แต่ที่แน่ๆ ฉันไม่เคยอยากเป็นอย่างคนพวกนั้น  มันเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่ฉันไม่อยากลอกเลียนแบบ การหยิบเงินออกจากกระเป๋าตัวเองใช้ซื้อของที่เราอยากได้ และมีกำลังจะซื้อได้นั้น ประเสริฐที่สุดแล้ว ดีกว่าเที่ยวไปขอ หรือขอยืมเขาใช้  หรือที่ร้ายคือ เที่ยวไปล่อลวง เอาของเขามา ทั้งๆที่ตัวเองก็มีเงินซื้อ

ฉันอยากจะบอกเธอเหมือนกันว่า ความซื่อสัตย์นั้น มันตีความได้หลากหลายมากมาย เพราะฉะนั้น ลองทบทวนการกระทำของตัวเองเสียก่อน ว่าแต่ละวัน เราซื่อสัตย์กับตัวเองและกับผู้อื่นมากน้อยแค่ไหน

แต่ฉันไม่ได้บอกเธอหรอก แค่นี้เธอก็เหม็นหน้าฉันจะแย่อยู่แล้ว ที่บังอาจไปรู้ทันเธอมากมายหลายเรื่อง
Posted by รจนา เจนีวา on 01 Sep. 2006,10:26
ซอกแซกค้นบ้านเขา มาเจอกะทู้นี้

น่าสนใจ

วันหลังจะเข้ามาแจมค่ะ
Posted by KiLiN on 09 Sep. 2006,10:06
สวัสดีครับ คุณรจ

            กำลังรอว่าเมื่อไรจะมาแจม  xmas.gif
Posted by KiLiN on 09 Sep. 2006,10:53
ในความเป็นจริง คนเราจะมีทั้ง มีชีวิตอยู่เพื่อเสพและเพื่อพัฒนาตนเองผสมปนเปกัน เพียงแต่ว่าน้ำหนักด้านไหนจะมากกว่ากันเท่านั้น

สำหรับคนที่รู้ตัวก็จะพยายามเพิ่มส่วนที่พัฒนาตนเองให้เพิ่มมากขึ้นๆ แต่คนที่ไม่รู้ตัวก็จะกลับเป็นตรงกันข้าม ยิ่งอายุมากยิ่งแก่ตัวก็จะยิ่งอยู่เพื่อเสพมากกว่าการพัฒนาตนเอง เพราะคิดว่าจะพัฒนาตนเองไปทำไมมากมาย อีกไม่นานก็ตายแล้ว สู้เสพสุขก่อนตายมิดีกว่าหรือ มันจึงเป็นการคิดผิด มิจฉาทิฐิ เห็นผิดเป็นชอบ

คนที่ไม่พัฒนาตนเอง ก็เปรียบได้กับน้ำ ที่จะคอยไหลลงสู่ที่ต่ำ

ในกระบวนการพัฒนาตนเอง ฉลาด สะอาด สว่าง สงบ ที่สำคัญที่สุดคือคำว่า สะอาด

ถ้าไม่มีคำว่า สะอาด ก็จะไม่เกิดการพัฒนาตนเอง อย่างเช่น รู้อะไรมากมาย รู้ว่าอะไรดีแต่ถ้าไม่ปฏิบัติก็ไม่เกิดผลดีอะไรกับตนเอง รู้ว่าอะไรเลวแต่ตนเองก็ไม่ยอมเลิกไม่ยอมละแล้วตนเองจะดีได้อย่างไร

ในอีกด้านของความจริง คนเราทุกคนต่างมีเวลา ๒๔ ชั่วโมงใน ๑ วันเท่ากัน แต่..แต่ละคนรู้จักใช้เวลานั้นไม่เท่ากัน  ถ้าคนที่รู้ก็จะพยายามบริหารเวลาให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองให้มากที่สุด จึงเป็นที่มาของคำว่า ต้องฉลาด  ต้องฉลาดที่จะเลือกรู้เลือกรับ  เพื่อจัดสรรแบ่งเวลาให้กับ สะอาด ให้กับการได้นำไปปฏิบัติ  ยิ่งถ้าจะปฏิบัติให้ถึงกับคำว่า สว่าง เกิดทักษะ เกิดความชำนาญ เกิดความเข้าใจ ยิ่งต้องการเวลาในการที่จะได้ปฏิบัติซ้ำๆ 

แต่ความเป็นจริงกลับไม่ใช่อย่างนั้น คนเราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแสวงหาสิ่งบันเทิงสิ่งเสพสุข  ถ้าจะแสวงหาความรู้ก็แค่ไปรับรู้ แต่ไม่ได้กระทำ ได้แต่รู้จำซึ่งหาได้พัฒนาตนเองแต่อย่างใด
Posted by pilgrim on 09 Sep. 2006,12:02
สวัสดีค่ะคุณคิลินและท่านอื่นๆ

พอจะมีแง่มุมหรือมุมมองในเรื่องของการมีเมตตา มีน้ำใจ และการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนที่มาขอความช่วยเหลือบ้างไหมคะ

บางทีพิลรู้สึกว่า คนบางคนเขามาขอความช่วยเหลือจากเรา แบบค่อนข้างจะเอาเปรียบเรา ทำให้เราไม่อยากจะช่วยเหลือเขาเลย
แต่มันก็ขัดแย้งกันอยู่ในใจ ว่าเราจะแล้งน้ำใจเกินไปหรือไม่ ถ้าเราตอบปฏิเสธเขาไป

ที่ว่าเอาเปรียบเราคือ บางคนอยู่ในภาวะที่ช่วยตัวเองได้ หรืออยู่ในสถานะที่ไม่ได้ลำบาก แต่ก็ยังมาขอความช่วยเหลือจากเรา ไม่ช่วยตัวเอง เอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นเสมอๆ ครั้นพอเขาไม่ช่วย เพราะเห็นว่าไม่จำเป็น ก็ว่าเขาว่าแล้งน้ำใจ

เราควรจะมีขอบเขตในการเป็นผู้มีน้ำใจอย่างไรคะ

ยกตัวอย่างง่ายๆนะคะ เหมือนคนมีเงิน แต่พอไปไหนทีไร ก็อาศัยเงินเพื่อนกินทุกครั้ง ไม่อยากควักเงินตัวเอง อย่าว่าแต่จะซื้ออะไรให้ใครกินเลย แม้แต่ตัวเอง ก็ไม่ซื้อ เพราะขี้เหนียว แต่ถ้าคนอื่นซื้อ ก็ไปผสมกินกับเขา หรือเห็นเขาซื้อของกิน ก็เดินเฉียดไปใกล้ๆ เพื่อนก็ต้องเรียกกิน ถ้าไม่เรียกจะหาว่าแล้งน้ำใจ ส่วนเพื่อนก็ให้จนเบื่อ เพราะให้บ่อยเข้า แทนที่จะปลื้มใจว่าตัวเองเป็นคนมีน้ำใจ กลับคิดว่า เหมือนกำลังถูกเบียดเบียน เพราะคนที่เราให้ จริงๆแล้ว เขาก็ไม่ได้ลำบาก แต่เขามีแล้วไม่อยากจ่ายมากกว่า

ตัวอย่างที่ยกมา อาจเป็นเรื่องเล็กน้อยนะคะ ยังมีที่ใหญ่และดูน่าเกลียดกว่านี้อีกค่ะ
Posted by KiLiN on 10 Sep. 2006,23:19
การมีเมตตา ก็เพื่อแบ่งปันความสุขที่เรามีให้กับคนอื่น  rose.gif

นั่นแสดงว่า เรามีมากกว่าจึงแบ่งปันเผื่อแผ่ให้ผู้อื่นบ้าง
แต่ถ้าพบว่า เขามีมากกว่าเราอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องแบ่งปันอะไร นอกเสียจากว่า เราก็ยังอยากแบ่งปันให้อีกอยู่ดี
ความมีน้ำใจ เป็นเรื่องของการแบ่งปันเอิ้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน คนใหญ่ช่วยคนเล็ก คนมีมากกว่าแบ่งปันให้คนมีน้อยกว่า  แต่ไม่ใช่เรื่องการเบียดเบียนตนเองเพื่อจะเผื่อแผ่ผู้อื่น 
กิจกรรมเหล่านี้ล้วนทำแล้วเพื่อให้จิตใจสบาย อะไรที่ทำแล้วไม่สบายใจก็ไม่สมควรทำ
ส่วนเรื่องการไม่ทำ แล้วจะมาหาว่าแล้งน้ำใจ นั่นมันก็เรื่องของเขา ใครจะคิดอย่างไรห้ามกันไม่ได้ มันเป็นเรื่องของทัศนวิธีคิดของแต่ละคน ว่าคิดถูกคิดผิด

การช่วยเหลือคนแล้วตนเองก็รู้สึกไม่ดีไม่สบายใจ นอกจากทำให้ตนเองคิดไม่ดีแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนให้เจ้าตัวคิดผิดเข้าใจผิดมากเพิ่มขึ้นไปอีก หลักที่ดีที่สุดช่วยเขาแล้วทำให้เขาช่วยตนเองต่อไปได้ และมีทัศนวิธีคิดที่ถูกต้อง ที่สำคัญที่สุดคือ ตัวเราเองก่อนทำต้องตั้งใจที่จะทำ ระหว่างทำก็เต็มใจทำ ทำแล้วก็รู้สึกสบายใจที่ได้ทำ  tinyrose.gif
Posted by KiLiN on 17 Sep. 2006,07:20
ตัวอย่างรูปธรรมของคำว่า ฉลาด

       วันก่อนผมตั้งคำถามในที่ประชุมเพื่อการพัฒนาตนเองในที่ทำงานว่า "ถ้าเรามีเงินอยู่ ๓๐,๐๐๐ บาท ให้เลือกซื้อทีวีหรือคอมฯได้เพียงอย่างเดียว คุณจะเลือกซื้ออะไร เพราะอะไร"

       ส่วนใหญ่ตอบเลือกซื้อคอมฯ ถามว่าเพราะอะไร คำตอบก็จะออกทำนองว่า เพราะคอมฯเข้าเนตได้ดูทีวีได้ แต่ทีวีเข้าเนตไม่ได้ บางส่วนก็จะตอบว่า ไม่แน่ใจก็แล้วแต่คน เพราะคอมฯก็มีข้อเสีย ถ้าเข้าเนตแล้วเอาแต่เข้าเวบโป๊หรือเอาแต่ไปเล่นเกมก็ไม่ดี

       ถามต่อไปว่า แล้วที่บ้านมีทั้งคอมฯทั้งทีวีมั้ย เวลาส่วนใหญ่ที่บ้านหมดไปกับคอมฯมากกว่าหรือทีวีมากกว่า คำตอบก็คือ ส่วนใหญ่มีทีวีมากกว่ามีคอมฯ ส่วนที่มีทั้งคอมฯทั้งทีวี ก็ใช้เวลากับทีวีมากกว่าใช้เวลากับคอมฯ

       ประเด็นก็คือ ถ้าถามว่าอะไรดีกว่า ตอบถูก แต่..ไม่ได้ทำตามที่ดีกว่า  คือเหมือนกับรู้ว่าอะไรดีกว่า แต่ไม่ทำเสียนี่ สิ่งที่รู้ก็เป็นหมัน คือเหมือนกับจะ ฉลาด แต่ไม่ทำก็เลยไม่ถึงคำว่า สะอาด

       ข้อเท็จจริง สิ่งที่เราคิดว่าเรารู้นั้น เอาเข้าจริงเรารู้ไม่จริงรู้ไม่ลึกรู้ไม่กระจ่าง แรงผลักที่ส่งผลให้มีการนำสิ่งที่รู้มาปฏิบัติจึงมีน้อย ชีวิตจริงเรามีเรื่องทำนองนี้มากมาย อย่างคอมฯกับทีวี ถ้าจะตอบคำถามนี้ให้ได้ดี ต้องหาให้ได้ว่า อะไรคือความแตกต่างอย่างเป็นสาระสำคัญระหว่างคอมฯกับทีวี แยกให้ได้ระหว่างความเหมือนกับความต่าง อะไรที่มันคล้ายๆ ถ้าสาวเข้าไปให้ลึกๆที่สุดจะค้นพบได้ว่าอะไรเหมือนและอะไรที่ต่าง  ถ้าแยกได้อย่างนี้ ทุกคำถามของชีวิตล้วนมีคำตอบ

      สิ่งที่ต่างอย่างเป็นสาระสำคัญระหว่างคอมฯกับทีวีก็คือ.....
ผมว่าจะบรรยายต่อ คิดอีกที หยุดให้เป็นคำถาม เพื่อจะได้คิดกันก่อนดีกว่านะครับ ใบ้ให้นิดนึง คำตอบนี้เกี่ยวกับคำว่า ฉลาด สะอาด สว่าง สงบ

เอ..ตกลงได้ใบ้หรือป่าวหว่า hum.gif  laugh1.gif
Posted by แมวเหมียว on 17 Sep. 2006,08:34
ขอตอบว่าทีวีดีกว่าที่นอนดูได้ ไม่ต้องนั่งให้ปวดหลังปวดเอวค่ะ couch.gif laugh1.gif

bowsdown.gif
Posted by pilgrim on 19 Sep. 2006,17:36
พี่แมวเหมียวเลือกค่ายทีวีแล้ว พิลขอเลือกค่ายคอมฯแล้วกันค่ะ

เพราะส่วนตัวแล้ว ไม่ค่อยชอบดูทีวี อิๆๆๆ แต่ถ้าเป็นเคเบิลทีวีชอบดูค่ะ เพราะมีตัวเลือกให้ดูเยอะดี ตอนนี้ ไม่ทราบทีวีเมืองไทยเป็นอย่างไร แต่ถ้าเมื่อก่อน เบื่อรายการเกมโชว์หรือทอล์คโชว์

ตอนอยู่เมืองไทย เวลากลับเข้าบ้าน ก็เปิดทั้งทีวีและคอม พร้อมกัน(ประหยัดไฟซะไม่มี fryingpan.gif ) ทีวีก็เปิดเผื่อๆ หากมีอะไรให้น่าดูก็ดู แต่คอมก็เปิดเหมือนอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ สลับกับดูทีวีเวลามีโฆษณา เพราะบ้านที่กรุงเทพฯ ไม่มีเคเบิลทีวีค่ะ

ตอนนี้ ก็ทำเหมือนเดิม คือ เปิดทีวีไปด้วย แล้วก็เปิดคอมไปพร้อมๆกัน tv_happy123.gif แต่จะจดจ่อกับคอมมากกว่า

จึงคิดว่า ความแตกต่างระหว่างคอมกับทีวี ในความเห็นส่วนตัวของพิลนะคะ
คอม เป็นลักษณะ interactive คือเราสามารถตอบโต้กับมันได้ แสดงความคิดเห็นกับมันได้ แต่ทีวี เราได้แต่ดูมันอย่างเดียว มันเหมือนกับเป็นโปรแกรมสำเร็จรูป เขาจัดมาให้เราดูยังไง ก็ต้องดูไปตามนั้น แต่กับคอม เราใช้มันต่อเชื่อมกับอินเตอร์เน็ท ก็เข้าไปท่องโลกได้ เราสามารถเลือกสรรสิ่งที่เราอยากจะดู อยากจะอ่านด้วยตัวเองได้
เข้าเค้าไหมคะ คุณคิลิน
พิลชอบเข้าไปอ่านตามเว็บบอร์ดต่างๆ เข้าไปอ่านความเห็นของผู้คนแล้วก็แสดงความคิดเห็นของเราได้
แล้วก็ใช้ค้นเรื่องที่อยากรู้ได้อย่างสะดวก เพียงแต่อาจจะต้องกลั่นกรองความน่าเชื่อถือและคุณภาพของข้อมูลข่าวสารหน่อย
แต่มันก็เสีย ตรงที่นอนดูมันไม่ได้ละค่ะ พี่แมวเหมียว baaa.gif
สรุปแล้ว ขอเลือกคอมเป็นคำตอบสุดท้ายค่ะ คุณคิลิน greet.gif
Posted by รจนา เจนีวา on 21 Sep. 2006,13:49
มาแจมแล้วค่ะ คุณคิลิน แจมแล้วไม่รู้จะทำให้เขาออกนอกเรื่องนอกราวหรือเปล่านะคะ ic-14.gif

คำตอบพิลเข้าเค้านะคะเรื่องความแตกต่างของคอมฯกับทีวี

หากรจนาจะตอบคำถามคุณคิลินก็คงจะไม่ค่อยได้อะไรเท่าไร เพราะแทบจะไม่ได้ดูทีวีเลย ใครจะว่าไม่ทันสมัยหรือตกข่าวก็ไม่ว่ากัน

สำหรับรจนาเอง สิ่งที่ได้จากคอมฯ (ที่ไม่ได้ใช้ดูทีวีหรือฟังเพลง) คือ เรายังเลือกที่จะรับข่าวสารหรือไม่รับก็ได้ และเป็นการรรับโดดยการอ่าน (ผ่านตา) พิจารณาเงียบ ๆ (หรือดัง ๆ ก็ได้แล้วแต่สไตล์) ได้ทบทวนไปมา ไตร่ตรอง เลือกสรรได้ แม้ว่าจะดูเหมือนเป็นผู้รับฝ่ายเดียวคล้ายกับดูทีวี แต่ผู้ใช้ยังมีบทบาทมากกว่า

กล่าวคือ ผู้ใช้คอมฯส่วนใหญ่ยังทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตด้วย (ส่งข้อความ ติดต่อสื่อสาร สร้างสรรค์งานเขียน ทำรายงาน ประมวลข้อมูล ฯลฯ) ก็เหมือนอย่างที่พิลบอกว่า interactive ไม่ได้นั่งดูเฉย ๆ เหมือนกันว่า คอมฯมาช่วยเราทำงาน มาช่วยเราทำอะไรให้สำเร็จ ไม่ได้มีตั้งไว้ให้ดูเพลิน ๆ เราต้องลงแรงไปกับคอมฯ ด้วย (เรานอนเล่นคอมฯยังไม่ค่อยจะได้ ยกเว้นแลปท็อปที่ก็พอจะนั่งเอน ๆ เล่นได้)

ส่วนประโยชน์ส่วนตัวที่รจนาเห็นจากคอมฯที่นึกได้ตอนนี้ก็คือ สังเกตว่า ปัจจุบันนี้คอมฯ(อินเตอร์เน็ต)กลายเป็นเครื่องมือเผยแผ่พุทธธรรมที่สำคัญยิ่ง หนังสือดี ๆ ข้อธรรมะ ๆ ดี ๆ ล้วนหาอ่านหาฟังได้ทางเน็ต มากมายหลายภาษา บทสวดมนต์ก็ดาวน์โหลดได้ พระไตรปิฎกก็มี สารพัดที่จะสรรหาอ่าน หากเทียบจำนวนงานด้านธรรมะในคอมฯกับทีวี คิดว่า คอมฯน่าจะทิ้งขาดไม่เห็นฝุ่น

สำหรับรจนา คอมฯก็เลยกลายเป็นประตูเปิดสู่โลกธรรมะไปโดยไม่รู้ตัวค่ะ

flo_1.gif
Posted by KiLiN on 24 Sep. 2006,09:15
ตอบได้ดีมากทั้งคุณพิลและคุณรจ ส่วนคุณแมวเหมียวแสร้งอมภูมิตอบเล่นเสียนี่

ความแตกต่างอย่างเป็นสาระระหว่าคอมกับทีวี ก็คือ ทีวีใช้ดูได้อย่างเดียว ขณะที่คอมสามารถโต้ตอบได้ เกิดการกระทำ ทำให้เกิดทักษะ เกิดการสังเกต คิดต่อยอด เปรียบเทียบ เทียบเคียงกับเรื่องจริงของตนเอง  ทำให้เกิดการพัฒนาสิ่งที่รู้มา ให้สอดคล้องกับตนเองมากขึ้น เกิดความรู้จริง รู้ต่าง

ความหมายของคอมยังหมายถึง ความพยายามในการที่จะเป็นฝ่ายกำหนด จัดระบบระเบียบความคิดของตนเอง การพยายามที่จะหัดคิดให้ได้เอง ไม่ใช่เอาแต่รู้ตาม คิดเองไม่เป็น

ตัวทีวีเอง ไม่สามารถทำให้เกิด ความสะอาดได้  เมื่อทำให้เกิดความสะอาดไม่ได้ ก็ไม่ต้องพูดถึง สว่าง สงบ การฉลาด ที่จะเลือก จึงเป็นความหมายขั้นต้นที่จะทำให้เกิดการพัฒนาตนเองในขั้นต่อไปได้

การดูทีวี  กิจกรรมที่เกิดคือ คิดตาม เพลิดเพลิน ถูกดึงไปตามสิ่งที่เห็นที่ได้ยิน จิตจะถูกฉุดกระชากลากถูไปตามสิ่งที่เห็นที่ได้ยิน จะไม่เป็นตัวของตัวเอง ถูกสถานการณ์ สิ่งแวดล้อมกำหนด ถูกสื่อพาไป เป็นฝ่ายถูกกระทำโดยไม่รู้ตัว  การพัฒนาจะไปในแนวคิดเอง กำหนดเอง เลือกเองไม่เป็น และจะเป็นคนเอาแต่รู้ รู้แต่ไม่กระทำ รู้ไปหมด แต่รู้ไม่จริงไม่ลึกสักอย่าง  เรื่องที่รู้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องไกลตัว จิตจะไม่อยู่กับกาย ไม่ได้อยู่กับความเป็นจริงของตนเอง จิตจึงสับส่ายหาความสงบไม่ได้ และก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ตนสงบได้  เกิดการโทษสังคม ไม่พอใจสังคม หวาดระแวง วิตก 

การใช้คอม จะเกิดกิจกรรมที่ต้องเลือก ต้องกำหนด ต้องสังเกต เพื่อกำหนด แม้ว่าเอามาเล่นเกมส์ก็ยังทำให้เกิดทักษะ นอกจากนั้นยังเอื้ออำนวยที่จะใช้มันเพื่อมาจัดระบบ ระเบียบให้กับตนเองในชีวิตประจำวันได้  ใช้เป็นเครื่องมือที่จะคิดจะเขียนเรียบเรียงเรื่องราว อันนำไปสู่ความคิดของตนเองอย่างเป็นระบบมากขึ้น  กิจกรรมจะแวดล้อมในเรื่องที่ใกล้ตัวมากขึ้น รับรู้เรื่องราวโลกภายนอกน้อยลง จิตจะอยู่กับกายกับตนเองมากขึ้น ทำให้สงบขึ้น เพราะถูกกระทำน้อยลง 

การรับรู้โลกสังคมมาก ไม่เป็นผลดีกับจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตที่ยังไม่ได้รับการฝึก ถ้าอยากให้จิตสงบขึ้น แค่เพียงงดดูทีวี งดอ่านหนังสือพิมพ์ งดรับสื่อ คุณภาพของจิตก็ดีขึ้น แต่เมื่อว่างจากดูทีวี ก็เอาเวลานั้นมาอยู่กับคอม แล้วลองเปรียบเทียบดูว่าเมื่อเวลาผ่านไป ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ตัวเราเองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร  wave.gif
Posted by แมวเหมียว on 27 Sep. 2006,07:59
อ้างถึง (KiLiN @ 23 กย. 2006,21:15)
ตอบได้ดีมากทั้งคุณพิลและคุณรจ ส่วนคุณแมวเหมียวแสร้งอมภูมิตอบเล่นเสียนี่

ไม่ได้อมภูมิ แมวเหมียวตอบไม่ถูกจริงๆค่ะ.. xmas.gif

รู้แต่ตัวเองไม่ชอบดูทีวี รู้สึกว่าดูแล้วจะติดและทำให้เสียเวลามากไม่ค่อยได้งานได้การ เลยตัดใจไม่ดูดีกว่า

แต่พักนี้มีปัญหานะคะ เวลาคุยกับคนอื่นๆแล้ว ไม่ค่อยรู้ทันข่าวคราวชาวบ้านชาวเมืองกับเค้า..

ใครพูดอะไรมาก็ทำหน้าหน้าเด๋อด๋า..อ๋อเหรอ..เค้าถามว่าได้ดูมั้ย..
..ไม่ได้ดูหรอก..

เป็นคนเชยๆอย่างนี้เรียกว่าพัฒนาหรือเปล่าคะคุณคิลิน ic-14.gif

bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 28 Sep. 2006,09:22
เป็นคนเชยๆ แล้วจัดว่าพัฒนาหรือเปล่า ก็อยู่ที่ว่า
เชยแล้วจิตโปร่งขึ้น เบาสบายขึ้นมั้ย หรือยังงี่เง่า หงุดหงิด โง่ เหมือนเดิม
ทั้งนี้ทั้งนั้น มันอยู่ที่ว่า เมื่อไม่รับขยะกองนี้ แต่ก็ยังไปรับขยะกองอื่นอีกมั้ย ถ้าเอาเวลาที่เหลือไม่รับขยะกองเดิม และก็ไม่รับขยะกองใหม่ แต่ไปใช้กับสิ่งที่มีประโยชน์ ที่ผ่อนคลายกับจิต ก็ย่อมต้องพัฒนาอย่างแน่นอน ตามคติที่ว่า

รื้อขยะเก่า
ไม่เพิ่มขยะใหม่
ทำของดีที่มีอยู่แล้วให้ผ่องใส


ทำของดีที่มีอยู่แล้วให้ผ่องใส ก็คือทำจิตนี้ให้ผ่องใส
พัฒนาหรือไม่พัฒนา ชี้ขาดอยู่ที่จิต
เหตุที่ชี้ขาดอยู่ที่จิต เพราะจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่สั่งสมอยู่ในจิตมันสะสมข้ามภพข้ามชาติ การพัฒนาที่จิตมันจึงเป็นการพัฒนาระยะยาว เป็นที่สุดของการพัฒนา

ก็เลือกเอาว่าจะเป็นคนทันสมัย แต่จิตล้าหลัง
หรือจะเป็นคนเชยๆ แต่จิตพัฒนา yin-yang.gif
Posted by แมวเหมียว on 01 Oct. 2006,16:57
flo_1.gif

bowsdown.gif
Posted by add on 02 Oct. 2006,08:23
มีคำถามอยากจะเรียนถามคุณคิลินว่า  ถ้าเรามีความสุขในการทำงานที่เราชอบ  เช่น  การปลูกต้นไม้  เมื่อได้ทำแล้วเรารู้สึกสบายใจอิ่มเอมใจ  เราก็อยากจะทำงานแบบนี้ทุกๆวันและหลีกเลี่ยงการไปทำงานอื่นๆที่รู้ว่าจะต้องเจอปัญหายุ่งยาก  หรือหลีกเลี่ยงที่จะไปช่วยเหลือรับฟังปัญหาคนอื่นๆ  เช่นนี้จะถือว่าเราเห็นแก่ตัวหรือเปล่าคะ และจะเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาหรือเปล่า?  hum.gif
Posted by KiLiN on 02 Oct. 2006,22:57
ขึ้นกับว่า อะไรคือสิ่งที่ชอบ และ อะไรคือสิ่งที่ควร

พระท่านสอนว่า ให้ทำในสิ่งที่ควรทำอย่าทำในสิ่งที่อยากทำ

เรื่องนี้มักจะเกี่ยวข้องกับหน้าที่
๑ ในวิธีทำบุญ ๑๐ อย่าง มีอยู่ข้อหนึ่ง คือ ทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้องอย่าบกพร่อง
หน้าที่ที่ควรจะทำ จะเป็นตัวกำหนดว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ ซึ่งสิ่งนั้นอาจจะชอบหรือไม่ชอบ 

การพัฒนาตนเองของเรา ก็จะต้องพัฒนาจากการที่เรามักจะทำตามสิ่งที่เราชอบ หันมาทำตามสิ่งที่ควรทำ
ในกรณีสิ่งที่ชอบและสิ่งที่ควรเป็นเรื่องเดียวกัน ก็ถือว่าดีไป ถ้าไม่ใช่ ก็ต้องมาคิดต่อ ว่าจะทำอย่างไรหรือมีวิธีคิดอย่างไรให้เราเกิดความรักความศรัทธาต่อสิ่งที่ควรนั้น  ที่สุดแล้วสิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ควรจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่เป็นเรื่องเดียวกันโดยยึดสิ่งที่ควรเป็นหลัก แล้วสร้างความรักความศรัทธาให้เกิดขึ้นกับสิ่งที่ควร สิ่งที่ควรก็จะเป็นสิ่งที่ชอบอันใหม่ของเราไปด้วย 

การที่สิ่งที่ควรไม่ใช่สิ่งที่ชอบ หรือเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ นั่นแสดงว่า เรามีทัศนคติบางอย่างไม่ถูกต้อง ความพยายามสร้างความรักความเข้าใจต่อสิ่งที่ควรนี้ ก็เท่ากับความพยายามสร้างทัศนคติวิธีคิดต่อเรื่องนี้ให้ถูกต้องด้วย ซึ่งถือเป็นข้อสำคัญยิ่งและเป็นข้อแรกในมรรค ๘ คือสัมมาทิฐิ และยังเป็นอีก ๑ วิธีในการทำบุญ ๑๐ วิธีอีกด้วย นั่นคือ ทำความเห็นของตนให้ตรงและถูกต้อง

ส่วนที่ว่า จะเป็นการเห็นแก่ตัวหรือจะเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหานั้นหรือไม่ ก็อยู่ที่ว่า สถานะของเรา หน้าที่ของเรา ศักยภาพของเรา ต้องคอยรับฟังปัญหาช่วยแก้ปัญหาให้เขาหรือไม่ เช่นความเป็นหัวหน้ากับลูกน้อง หัวหน้าคงปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ไม่ได้
tinyrose.gif wave.gif
Posted by รจนา เจนีวา on 03 Oct. 2006,13:38
สาธุค่ะ คุณคิลิน รจนาอ่านแล้วพลอยได้ข้อคิดได้ประโยชน์พ่วงไปด้วย ขอบคุณพี่แอ๊ดที่ยกประเด็นมาถามนะคะ
Posted by KiLiN on 07 Oct. 2006,20:28
กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ กับ กฎเกณฑ์ของมนุษย์

       ทัศนวิธีคิดที่ผิด นำมาซึ่งความเห็นที่ผิด คิดผิด พูดผิด ทำผิด พระพุทธเจ้าจึงว่าคนทำผิดเพราะไม่รู้ ไม่รู้ความจริง คิดว่าตนรู้แต่จริงๆรู้ไม่จริง รู้ไม่หมด รู้ไม่ลึก รู้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง การที่บุคคลไม่รู้ก็มาจากความหยาบ ความไม่ละเอียด ฉาบฉวย ไม่สังเกต ความเป็นคนเบื่อง่าย ท้อถอยง่าย ไม่อดทน ไม่จริงจัง 

       ปัญหาของการพิจารณาเรื่องใดๆเรื่องหนึ่ง สิ่งที่มักจะทำให้เราเข้าใจผิด หลงทาง ก็คือขอบเขตของการพิจารณาเรื่องนั้นๆ ต้องรู้ว่าเรากำลังพิจารณาภายใต้ขอบเขตใด มิฉะนั้นเราจะสับสนว่าอะไรใช่อะไรไม่ใช่ อะไรถูกอะไรผิดกันแน่ 

       เรื่องหนึ่งที่คนไม่ค่อยได้คิดกัน ก็คือ ไม่แยกแยะว่าอะไรคือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ อะไรคือกฎเกณฑ์ของมนุษย์ ทำให้เกิดทัศนวิธีคิดที่ผิด สับสน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคนอื่นเข้าบ้านเราโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเรา เราจะว่าเขาบุกรุกบ้านเรา นั่นใช่ แต่ถ้ามด หนู แมลงสาบ เข้าบ้านเรา เราจะบอกว่าเขาบุกรุกเรา เราก็จะทำลายเขาด้วยเหตุที่เขาบุกรุกเรานั้น ไม่ใช่ 

       คำว่าบ้านของเรามาจากกฎเกณฑ์ กติกาที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อแบ่งสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์ของการอยู่ร่วม กติกานี้จึงใช้ได้เฉพาะสังคมมนุษย์เท่านั้น  ไม่สามารถนำไปใช้ครอบคลุมถึงสัตว์โลกได้ สัตว์โลกอื่นๆไม่ได้รู้เห็นร่วมตกลงร่วมด้วยใดๆ  ฉะนั้นจะไปเหมาว่าเขาบุกรุกเบียดเบียนเรานั้นจึงไม่ถูก  เรามักจะคิดว่า การทำร้ายเขานั้นเป็นความชอบธรรมแล้ว เพราะเขาบุกรุกเราเบียดเบียนเรา  แต่จริงๆไม่ใช่ เราตู่เองเราสับสนเอง เรานำกติกาของสังคมมนุษย์ไปใช้กับสังคมสัตว์โลก นี่จึงเรียกว่า ทำผิดเพราะไม่รู้ ไม่รู้จริง ยังโง่อยู่

มีกระทู้ในบ้านเราก่อนหน้านี้ ที่พูดถึงกรณีนี้ ลองอ่านดูนะครับ
< สงคราม - ความโหดร้าย - ความเคยชิน >
Posted by แมวเหมียว on 10 Nov. 2006,22:20
สวัสดีค่ะคุณคิลิน

  แมวเหมียวมีปัญหาหัวใจจะมาถามคุณคิลินเรื่องหนึ่งค่ะ

ไม่ทราบว่าจะถามที่กระทู้นี้จะเหมาะสมหรือไม่

แต่ไม่ทราบว่าจะไปถามที่ไหน ก็เลยขอถามที่นี่นะคะ ic-14.gif

hum.gif เรื่องมีอยู่ว่า..


 แม่แมวเหมียวอยากให้ลูกชายบวชเณร ..กล่อมมาสองสามครั้งแล้วไม่สำเร็จ..

แต่ยังไม่ละความพยายาม  สุดท้ายเมื่อสองสามวันมานี้ "อ้อน"จนสำเร็จแล้วค่ะ laugh1.gif

ลูกรับปากแล้วว่าจะบวชให้ตอนปิดเทอมนี้  ทีนี้พ่อแม่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย ว่าจะบวชที่ไหนถึงจะดี

  จึงจะขอคำแนะนำจากคุณคิลินว่าต้องเตรียมตัวเตรียมใจทั้งตัวเองและลูกยังไงบ้างคะ..

  รู้สึกตื่นเต้นซะไม่มี ..(หวังว่าจะไม่โดนเบี้ยวจากลูกชายวัย 13 ปี)

ขอบพระคุณค่ะ bowsdown.gif
Posted by แสงดาว on 11 Nov. 2006,02:55


ขออนุโมทนาในกุศลจิตค่ะ

มอบภาพนี้ให้ด้วยรักจากใจค่ะ
Posted by แมวเหมียว on 11 Nov. 2006,05:50
ขอบคุณคุณแสงดาวมากๆค่ะ kissing.gif

xmas.gif
Posted by KiLiN on 11 Nov. 2006,21:12
ดีมากเลยครับ ถ้าบวชได้
ปิดเทอมนี้ หมายถึงปิดเทอมไหนครับ

ที่วัดอ้อน้อย เขาจะมีการจัดให้มีการบวชเณรทุกภาคฤดูร้อน ช่วง ๑-๐ เมย.ของทุกปี แต่ละปีก็จะมีเด็กมาบวชเป็นร้อย  ตอนบวชช่วงแรกๆก็จะคิดถึงบ้าน แต่พอปลายๆก็ไม่อยากกลับ ติดใจ คงสนุกมั้ง เด็กที่บวชก็จะมีตั้งแต่อายุยังไม่ถึง ๑๐ ขวบจนถึงเด็กโต 

ช่วงบวชครึ่งเดือนแรกอยู่ที่วัด ครึ่งเดือนหลังหลวงปู่จะพาไปธุดงค์อยู่ป่า  จะมีพระพี่เลี้ยงคอยดูแล เด็กเมื่ออยู่กับบ้านมักจะทำอะไรไม่เป็น พ่อแม่ป้อนให้ ทำให้เสร็จ  เมื่อไปบวชเขาก็จะสอนให้รู้จักช่วยตัวเอง ให้รู้จักกตัญญูมีสัมมาคารวะเคารพผู้ใหญ่  เด็กบางคนก่อนไปบวชก้าวร้าวมาก ดื้อขึ้นเสียงเถียงพ่อแม่ หลังจากบวชกลับมาพฤติกรรมเขาเปลี่ยนไป

หลวงปู่ท่านมีวิธีการที่จะเข้าถึงเด็ก ท่านลงมือสอนด้วยตัวท่านเอง เพราะท่านมองว่าจะสอนคนต้องสอนแต่ยังเล็ก ท่านจะดีใจมากที่เห็นญาติโยมชวนลูกๆหลานๆให้ไปวัด เพราะมันคือการสร้างริ้วรอยที่ดีให้กับเด็ก ที่คนคิดว่าแก่แล้วค่อยเข้าวัดนั้นมันไม่ถูก แก่แล้วจะสอนอะไรได้มาก ก็ได้แต่รอเข้าโลง ท่านสอนผู้ปกครองว่า จะปกครองเด็กได้ ต้องเข้าใจอารมณ์เด็ก ไปเข้าใจเขาก่อนไปนั่งอยู่ในใจเขาก่อน แล้วจะสอนจะบอกอะไรเขาก็จะฟัง ให้แยกกันระหว่างจะสอน หรือจะบ่น หรือจะดุจะด่า  อย่าทำพร้อมกัน

แนะนำให้ไปบวชที่วัดอ้อน้อยครับ ลองดูรูปบวชพระบวชเณรเก่าๆนะครับ 
<
ภาพกิจกรรม การบวชพระ บวชเณร ภาคฤดูร้อน (ภาพวันบวชนาค วันอุปสมบท) เสาร์ที่ 1 - อาทิตย์ 2 เมษายน 2543 >

<
โครงการอุปสมบทพระภิกษุ สามเณร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 4 ธ.ค. 42 - 15 ก.พ. 43 >

เป็นเวบเดิมของมูลนิธิธรรมอิสระ ซึ่งดูแลกิจกรรมของวัด ก็ลองท่องๆสำรวจดูนะครับ smile.gif
Posted by แมวเหมียว on 12 Nov. 2006,17:48
ปิดเทอมนี้ หมายถึงปิดเทอมที่จะถึงนี้ คือ ปิดเทอมภาคฤดูร้อนนี่แหละค่ะ xmas.gif


ขอบคุณค่ะคุณคิลิน bowsdown.gif

 ดีจัง.. จะคอยติดตามกิจกรรมการบวชสามเณรภาคฤดูร้อนของวัดอ้อน้อยค่ะ



  ค่อนข้างมั่นใจว่าลูกตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะบวชให้แม่น่ะค่ะ

หลังจากต้องตอบคำถามว่า..

ทำไมลูกผู้ชายต้องบวช..

ทำไมลูกผู้หญิงอย่างพี่ปอไม่ต้องบวช..

การบวชเป็นยังไง..เขาต้องทำอะไรบ้าง..

บวชแล้วจะได้อะไรบ้าง..

รออีกหน่อยค่อยบวชได้มั้ย..

และฯลฯ


..ในที่สุดแม่ใช้.ไม้ตาย..(ตายจริงๆ!)

"เชื่อกันว่าการบวชเป็นการทดแทนบุญคุณพ่อแม่(ใจจริงไม่ได้คิดทวงบุญคุณลูกหรอกนะคะ..แค่เป็นข้ออ้าง)

แม่เห็นผู้ชายหลายคนมักบวชหน้าศพพ่อแม่..

เชื่อกันว่าจะทำให้พ่อแม่ที่ตายได้ขึ้นสวรรค์..

แต่สำหรับแม่แล้ว..

แม่ไม่อยากให้ลูกบวชตอนแม่ตายแล้ว เพราะแม่จะมองไม่เห็นหน้าลูก

แม่อยากเห็นลูกบวชตอนแม่ยังมีชีวิตอยู่ ..แม่จะได้ชื่นชม ได้ดีใจ และมีความสุข"

"บวชตอนนี้แล้วเก็บไว้ให้แม่ขึ้นสวรรค์ตอนตายได้มั้ยแม่"..พูดถึงเรื่องความตายลูกเสียงชักอ่อยๆ

"ได้ครับ ได้"..แม่รีบตอบ รู้สึกว่าเริ่มเป็นต่อ..

"งั้นบวชปิดเทอมนี้เลยก็ได้"

"ว่าไงนะน้องป่าน!" ไม่เชื่อหูตัวเอง

"บวชตอนปิดเทอมนี้เลยครับ"

"เย้!! ดีใจจัง"

"แม่อย่าดีใจมาก..เดี๋ยวเปลี่ยนใจซะหรอก" ..นิสัยชอบแกล้ง(ไม่รู้เหมือนใคร tongue.gif )

....

สองสามวันต่อมา..confirm ทุกวันวันละครั้ง..คำตอบยังไม่เปลี่ยนแปลง

" แม่จะหาข้อมูลเรื่องการบวชแล้วนะน้องป่าน

แม่คงต้องบอกใครต่อใครว่าลูกจะบวช เมื่อถึงเวลาต้องบวชจริงๆนา..

อย่าทำให้แม่ต้องหน้าแตกหล่ะ inlove.gif "

"ครับ"

 flo_1.gif ...
Posted by KiLiN on 12 Nov. 2006,23:09
คุณลูก confirm เป็นมั่นเหมาะ แบบนี้คุณแม่ก็หน้าบานเป็นกระด้งสิ laugh1.gif

ช่วงวันที่ ๒-๓ ธค. จะมีโครงการการบรรพชา/อุปสมบทหมู่ พระภิกษุ-สามเณร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ที่วัดอ้อน้อย จะลองไปด้อมๆมองๆ ดูว่าเขาทำอะไรกันยังไง เพื่อชิมลางก่อนก็ได้นะครับ greet.gif

< ลิงค์กำหนดการ >

และนี่< แผนที่ทางไปวัด >ครับ
Posted by sweet lemon on 13 Nov. 2006,07:19
โอ้โห น้องชายคนเล็กของพี่มะแหม่วเยี่ยมมากค่ะ  winkthumb.gif

น้ามะลาวขออนุโมทนาค่ะ..น้องป่าน... bowsdown.gif




ปล.ว่าแต่คุณแม่..จะนอนร้องไห้ขี้มูกโป่งอะป่าวน้อ... tongue.gif

ปล.ปล. มะลาวว่าทดสอบใจคุณแม่ โดยการให้น้องป่านบวชเณรตอนนี้ (ช่วงวันที่ ๒-๓ ธค.) จะดีไหมหนอ แบบห่างกันไม่กี่วันอ่ะ ฮี่ฮี่  greet.gif

ปล.ปล.ปล. คุณคิลินขา น้องป่านบวชเณรเนี่ย อนุญาตให้คุณแม่ไปนอนเฝ้าได้ไหมค่ะ... มะลาวถามเผื่อพี่มะแหม่วอะค่ะ...เอิ๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  couch.gif
Posted by add on 13 Nov. 2006,10:59
อิอิ  เขาเรียกว่าคุณแม่ปลื้ม  (ไม่ใช่แม่ไม่ปลื้ม) ดีใจด้วยจ้ะ    bowsdown.gif
Posted by แมวเหมียว on 16 Nov. 2006,08:47
ขอบคุณค่ะคุณคิลิน .มีแผนที่แนบมาให้ด้วยดีจัง xmas.gif

ขอบคุณน้องมะลาว และพี่แอ๊ดค่ะ flo_1.gif

ความจริงก็ยังไม่ถึงกับปลื้มมากหรอกค่ะ ..

ลูกชายอยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ยังไม่รู้เขาจะเดินไปทางไหน เรียนหนังสือก็ไม่ค่อยขยัน ก็ยังเป็นห่วงลึกๆอยู่ว่าอนาคตเขาจะเลี้ยวไปทางไหน.

ก็คิดอยู่ว่าเราจะทำหน้าที่แม่ที่ดีได้ยังไงบ้าง (ตามที่คุณแสงดาวมอบดอกไม้และให้คำคมมา)

ความคิดแรกสุดคือ อยากให้เขาได้ออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านบ้าง ..แต่จะมีที่ไหนที่จะรู้สึกปลอดภัย มีคนเมตตาลูกเรา และชี้แนะแนวทางที่ถูกที่ควรให้..ก็คิดถึง วัด ค่ะ

แล้วทีนี้ก็มีคำถามว่าแล้ววัดไหนที่ดี..

ที่มีบรรยากาศน่าประทับใจ ไม่เคร่งเครียดแต่มีสาระ..

วัดอ้อน้อยตามที่คุณคิลินเล่ามา ตรงตามที่คิดไว้ในใจเลยค่ะ

ระยะเวลาเดือนหนึ่งก็กำลังดี..

ยิ่งคุณคิลินบอกว่ามีหลวงปู่ที่เข้าใจเด็กๆและสอนเณรน้อยด้วยตัวท่านเองด้วยแล้ว รู้สึกดีใจและตื่นเต้นมากๆเลยค่ะ

whisper.gif เจ้าลูกชายเปลี่ยนใจไม่ได้แล้วงานนี้ laugh1.gif

bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 16 Nov. 2006,09:32
ผมมี CD ที่เขาอัดไว้ตอนที่หลวงปู่ท่านสอนสามเณร คุณแมวเหมียวลองเอาไปให้คุณลูกฟัง เพื่อเพิ่มความมั่นใจที่อยากจะบวชมากขึ้น 
อาจบางที..งานนี้ไม่เพียงไม่เปลี่ยนใจ แต่กลับอยากไปอีกต่างหาก smile.gif

ส่งที่อยู่ให้ผมทางจดหมายน้อยนะครับ
Posted by แมวเหมียว on 16 Nov. 2006,23:40
ถ้าลูกชายคนโตแอบเปิดดูด้วย แล้วเกิดติดใจ ขอ(หนี)ไปบวชอีกคนจะทำไงดีล่ะคะคุณคิลิน tongue.gif  laugh1.gif

bowsdown.gif
Posted by sweet lemon on 17 Nov. 2006,04:40
แหมพี่แหม่วค่ะ นู่ไม่คิดอย่างพี่แหม่วนะค่ะ มะลาวคิดว่า ลูกชายคนโตคงบอกว่า....... โห..ดีจังนะแม่นะ แม่น่าจะบวชเป็นเพื่อนน้องเลย ผมจะเฝ้าบ้านและส่งอาหารให้คร้าบ .............แหะๆๆ  ย้อเย่นค่า greet.gif
Posted by แมวเหมียว on 17 Nov. 2006,21:34
laugh1.gif จริงๆก็เป็นแบบที่น้องมะลาวคิด..

whisper.gif เวลาพี่มะแหม่วคลุ้มคลั่ง เค้าจะถามว่า
"จะไปวัดไหน เดี๋ยวจะขับรถไปส่ง" tongue.gif  

wave.gif
Posted by pilgrim on 22 Nov. 2006,06:48
พิลมาขออนุโมทนาล่วงหน้าด้วยเลยค่ะ พี่แมวเหมียว bowsdown.gif
ผู้เป็นแม่ย่อมปลาบปลื้มใจค่ะ ขอให้งานอุปสมบทน้องป่าน พระเอกยุงลายของเรามีแต่ความราบรื่นและอิ่มบุญนะคะ

เป็นปลื้มค่ะ คุณแม่ตัวน้อยๆ เลี้ยงลูกมาได้จนเกือบหนุ่ม เป็นหนุ่มน้อยที่กตัญญูต่อคุณแม่เสียด้วย ปลื้มแทนเลยค่ะ winkthumb.gif
Posted by KiLiN on 22 Nov. 2006,06:59
มาแก้ความเข้าใจของคำครับ

บรรพชา ใช้กับ บวชเณร
อุปสมบท ใช้กับ บวชพระ wave.gif
Posted by วันดี on 22 Nov. 2006,21:24
ดีใจด้วยกับแมวเหมียวจังเลย  ถ้าเด็ก ๆ ของเราได้ธรรมะของพระพุทธศาสนาเสียตั้งแต่อายุยังน้อย  ชีวิตที่ยังอีกยาวของเขาคงจะมีปัญหาน้อยมาก  สาธุ _/\_
bowsdown.gif
Posted by แมวเหมียว on 23 Nov. 2006,22:19
ขอบคุณค่ะพี่วันดี คุณพิลที่ให้กำลังใจ(คุณ)แม่ตัวเล็กๆ ฮิ ฮิ  laugh1.gif

ขอบคุณค่ะคุณคิลินที่ช่วยให้ความหมายคำสองคำนี้ แมวเหมียวก็ชักลืมๆแล้วเหมือนกันค่ะ

bowsdown.gif
Posted by แมวเหมียว on 28 Nov. 2006,21:35
สวัสดีค่ะคุณคิลิน

มีคำถามมาถามอีกแล้วค่ะ ว่าเราจะฝึกจิตอย่างไรให้ ให้อภัยได้โดยไม่ต้องคิดนานๆ..

hum.gif แฮ่ะๆ ดูเหมือนคำถามจะวนกลับมาที่เดิมๆ tongue.gif

bowsdown.gif
Posted by pilgrim on 29 Nov. 2006,09:32
คำถามของพี่แมวเหมียว น่าสนใจนะคะ พิลมาขอฟังเทศน์ เอ๊ย ฟังคำตอบจากคุณคิลินด้วยแล้วกันค่ะ bowsdown.gif

วันนี้ มีเรื่องขำๆในใจ พิลลองยิ้มให้คนขับรถเมล์ คนที่เคยเขียนถึงเอาไว้ ว่าแกกวนที่สุดในมหาลัย ปรากฏว่าแกยิ้มตอบ ช่วงหลังๆ สังเกตดูพบว่า แกเริ่มเป็นมิตรกับนักเรียนต่างชาติมากขึ้น คงจะเล็งเห็นถึงความน่ารักของพวกเราเข้าบ้างแล้ว หลังจากเจอกันมาได้สองสามปี ตอนหลังขึ้นรถแก แกก็ยิ้มทักทายดี ไม่ทำหน้ายียวน พร้อมจะหาเรื่อง  hum.gif

สังเกตดูแกเป็นคนใจร้อน (ดูจากการขับรถนะคะ) และความอดทนสั้น ก็เลยดูแกไว้เป็นตัวอย่าง และก็ไม่ไปตอแยอะไรกับแกมาก ถืิอซะว่า แกเป็นของแกอย่างนั้น รู้ว่าแกเป็นไฟ ก็พยายามไม่เอาเชื้อไปจ่อให้ลุกโพลงมากขึ้น  icon_donot.gif

เห็นแกยิ้ม เราก็พลอยมีความสุขไปด้วยค่ะ อย่างน้อย แกคงได้ค้นพบจุดใดจุดหนึ่ง ที่ช่วยพัฒนาทัศนคติของตัวเอง ให้รักและพอใจในงานที่ทำ และแบ่งปันความรักให้คนรอบข้างได้บ้าง

เนี่ย ถ้าใครไปหลงโกรธแก แล้วควักปืนออกมายิงแกซะ แกก็คงตายไป โดยไม่ได้มีโอกาสพัฒนาตนเอง

รู้งี้แล้ว ก็ไม่อยากโกรธใครเลยค่ะ เพราะอยู่ดีๆ วันหนึ่ง คนที่เคยเหม็นหน้ากัน ก็กลับมาแย้มยิ้้มกันได้  
คนเราก็ควรให้โอกาสกันอย่างถึงที่สุด นอกจากว่า มันเยียวยาไม่ขึ้นจริงๆแล้ว ก็คงต้องทางใครทางมัน
wave.gif
Posted by รจนา เจนีวา on 29 Nov. 2006,16:55
เพิ่งเข้ามาอ่านกระทู้นี้ค่ะ แล้วก็ปลื้มไปกับลูกชายคนน้อยของพี่แมวเหมียวด้วยค่ะที่จะบวชเณรแล้วในปิดเทอมภาคฤดูร้อนที่จะถึง

อานิสงส์จากการบวชนี้จะเป็นเสบียงเลี้ยงตัวที่ยิ่งใหญ่สำหรับน้องค่ะ

แล้วจะมารอฟังคำเทศน์ของคุณคิลินเรื่อง "การให้อภัย" ด้วยคนนะคะ  bowsdown.gif  flo_1.gif
Posted by KiLiN on 02 Dec. 2006,11:48
ครับ...ที่ต้องคิดนานๆ แสดงว่าไม่รู้จริง

๑. ก็ต้องทำความเข้าใจ ให้เกิดตัวรู้ รู้จริง

     ในทางโลกการมีหนี้เป็นหน้าที่ ที่ต้องขวนขวายดิ้นรนหามาใช้หนี้  เมื่อหาไม่ได้ก็ต้องคอยหลบซ่อนกลัวเจ้าหนี้มาตามเพราะไม่มีจะชดใช้เขา หาความสุขไม่ได้ ขาดความเป็นอิสระ
     เปรียบได้กับในทางธรรม การเบียดเบียนทำให้ผู้อื่นเดือดเนื้อร้อนใจ ก็เป็นบาปเป็นกรรมที่ต้องชดใช้ หนีไม่พ้น

     ลูกหนี้ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธหนี้ที่ก่อไว้ เปรียบได้กับกรรมใดใครก่อคนนั้นต้องชดใช้ ยกเว้นเจ้าหนี้ยกหนี้ให้ หรือเจ้ากรรมนายเวรให้อภัยเป็นอโหสิกรรม กรรมนั้นก็เป็นอันยุติ

     การให้อภัยทาน ถือเป็นการปลดปล่อยทุกข์ให้ผู้เป็นหนี้ได้เป็นอิสระไม่ต้องชดใช้หนี้กรรมที่ก่อไว้  และที่สำคัญเป็นการปลดปล่อยตนเองด้วย ไม่ต้องไปติดตามทวงหนี้เขา ไม่ต้องติดค้างในใจเราอีกต่อไป การค้างคาใจก็เปรียบได้กับการติดคุก ติดคุกทางใจ ใจไม่เป็นอิสระ

     การทำบุญด้วยการให้ทานมี ๓ ระดับ
     ให้วัตถุเป็นทาน เป็นระดับต้น
     ให้น้ำใจ ให้อภัยทาน เป็นทานระดับถัดมา
     ให้ธรรมะเป็นทาน เป็นทานสูงสุด

     การให้ทานเป็นการสร้างคุณสมบัติของการมี คนให้ได้แสดงว่ามีจึงให้ได้ ให้ได้บ่อย แสดงว่ามีมากจึงให้ได้มาก
     ให้วัตถุเป็นทานบ่อย แสดงว่ารวยทรัพย์
     ให้น้ำใจเป็นทาน ให้อภัยทาน ก็รวยน้ำใจ
     ให้ธรรมะเป็นทาน รวยปัญญา

      ถ้าอยากจนก็ทำตรงกันข้ามเข้าไว้ 

๒. ฝึกเป็นคนมีเมตตา อยากให้ผู้อื่นได้รับความสุขเหมือนอย่างที่ตนได้  มีกรุณาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์จากห้วงทุกข์ที่เขาประสบอยู่ ฝึกอย่างไร? เมื่อเราทำดีก็รู้จักเผื่อแผ่แบ่งปันความดีนั้นให้ผู้อื่นเขาได้รับดีนั้นบ้าง  โดยวิธีภาวนาแผ่เมตตาสั้นๆ เช่น "ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นสุข" และ "ขอสัตว์ทั้งปวงจงพ้นทุกข์" ภาวนาด้วยความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ การฝึกแบบนี้ นอกจากทำให้จิตใจเราแช่มชื่นเบิกบานแล้ว จิตใจจะเป็นคนละเอียด ฝึกบ่อยๆ จนเป็นนิสัย จนเป็นปกติ แล้วเราจะกลายเป็นคนโกรธไม่เป็น  tinyrose.gif

จะไม่อยู่หลายวัน ไปบวชถือศีล ๘ ปฏิบัติธรรม ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในครองราชย์ครบรอบ ๖๐ พรรษา สวัสดี wave.gif
Posted by แมวเหมียว on 03 Dec. 2006,02:21
ขอบพระคุณค่ะคุณคิลิน bowsdown.gif

คุณคิลินก่อนไปปฏิบัติธรรม ได้ให้ธรรมะเป็นทานสูงสุดไว้แล้ว

ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ  bowsdown.gif
Posted by แมวเหมียว on 03 Dec. 2006,02:34
สวัสดีค่ะคุณรจ คุณพิล

คุณคิลินไม่อยู่แล้ว เราแอบคุยกันต่อ ขอบคุณคุณรจที่มาร่วมให้กำลังใจพี่ลุ้นให้ลูกชายบวชอีกคน

จริงอย่างคุณคิลินว่าไว้ทุกอย่างค่ะคุณพิล ..

เวลาขับรถพี่จะรู้สึกเครียดและหงุดหงิดเวลาใครมาขับรถจี้ท้าย
แถมบางคนมาเปิดไฟหน้า บีบแตรไล่เราอีก..

ว่าจะแผ่เมตตาแต่ทำไมดันแผ่ทารุณก็ไม่รู้ (เช่น จะรีบไปตายไหนฟ่ะ.. จะรีบก็แซงไปซีมายุ่งกับฉันทำไมtongue.gif )

วันหลังจะฝึกแผ่เมตตาจริงๆแล้วค่ะ..

"ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นสุข"เถิด

"ขอสัตว์ทั้งปวงจงพ้นทุกข์" เถิดflo_1.gif

wave.gif  bowsdown.gif
Posted by sweet lemon on 03 Dec. 2006,03:56
ขออนุโมทนาด้วยค่ะคุณคิลิน  bowsdown.gif
Posted by pilgrim on 03 Dec. 2006,05:21
อนุโมทนาบุญค่ะ คุณคิลิน bowsdown.gif

คราวนี้เรามาแอบคุยต่อนะคะ พี่มะแหม่ว whisper.gif

แต่ก่อนพิลก็เป็นมากค่ะ เรื่องโมโห วู่วามใจร้อนเนี่ย เรียกว่า ถึงไหนถึงกัน เห็นช้างตัวเท่าหมูประจำ เพราะเป็นคนที่เรียกว่า ฆ่าได้ หยามไม่ได้  เป็นคนขี้รำคาญ

แต่พอได้อยู่กับตัวเองคนเดียวเรื่อยๆ ก็ค่อยๆหายไปค่ะ เพราะได้มีโอกาสคิดทบทวน อยู่ในใจเงียบๆมากขึ้น  ไม่ต้องพาตัวเองหมุนไปกับสิ่งเร้ารอบตัวมาก

การมาเรียนก็ดีอย่างนึงค่ะ เหมือนมาเก็บตัวนักกีฬา วันๆหนึ่งก็ทำอยู่เรื่องเดียว คือเรื่องเรียน ไม่ต้องมีภาระเรื่องงานอื่นมาคอยจ่อคิวให้วุ่นวายมาก ก็เลยได้อยู่กับตัวเองเยอะ แถมไกลจากทุกคนด้วย แม้จะมีเพื่อนที่นี่ แต่เราก็ไม่ค่อยยุ่งตุงนังกันเหมือนครอบครัวหรือเพื่อนเมืองไทย อาจเรียกได้ว่า แทบจะต่างคนต่างอยู่ค่ะ

แต่ยังไงก็ยังไม่หายขาดหรอกนะคะ perturbed.gif  พิลก็ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ ดูจากคนรอบๆตัว บางทีก็เป็นตัวอย่าง หรือเป็นบทเรียนสอนใจที่ดีค่ะ

กลับไปเมืองไทย เพื่อนยังบอกว่าพิลเปลี่ยนไป ดูใจเย็นขึ้น และไม่ค่อยวีนเหมือนเดิม  nope.gif
ยังไม่รู้ว่า ถ้ากลับไปอยู่เมืองไทยแล้ว อารมณ์วีนจะกลับมาหรือเปล่าค่ะ laugh1.gif
Posted by add on 03 Dec. 2006,06:37
มาอนุโมทนามั่ง  bowsdown.gif

      ตัวจริงมะแหม่วท่าทางใจเย้นเย็นนะ ไม่น่าจะโกรธใคร แต่ปาเก้ละโกรธแน่ อิอิ  perturbed.gif  (แต่ว่าหายเร็วจ้า) พิลไม่รู้สิ ยังดูไม่ออก  ตัวพี่เองก็คิดว่าเย็นขึ้นตามวัยนะ ฮ่า จริงป่าวไม่รู้สิ tongue.gif
Posted by รจนา เจนีวา on 03 Dec. 2006,12:15
มาร่วมอนุโมทนาคุณคิลินจะไปปฏิบัติธรรมรักษาศีลอุโบสถด้วยคนค่ะ....และขอบคุณสำหรับธรรมทานที่ให้อย่างชัดเจนตรงใจเสมอค่ะ

รจนาไม่มีลูกค่ะ พี่แมวเหมียว แต่ซาบซึ้งในศาสนาพุทธและเข้าใจว่าอานิสงส์จากการบวชนั้นจะตกอยู่แก่ทั้งตัวเด็กเองและกับพ่อแม่ผู้บุพการีอย่างยิ่งใหญ่ จะว่าไปแล้ว นี่คือของขวัญที่ดีที่สุดที่ลูกชายจะมอบให้กับพ่อแม่ได้ในชั่วชีวิตนี้เลยทีเดียว

เสียดายว่าลูกผู้หญิงบวชให้พ่อแม่ไม่ได้ แต่ก็ทำความดีอย่างอื่นได้เพื่อตอบแทนคุณของพ่อแม่ได้เช่นกัน เช่น เป็นคนดีได้ รักษาศีล ภาวนา บวชชีพราหมณ์ บำรุงเลี้ยงพ่อแม่เมื่อท่านแก่เฒ่า

คิดถึงปาเก้เหมือนกันค่ะ หายเงียบไป ไม่ทราบว่าลูกชายตอนนี้อาการป่วยหายขาดจนหมดกังวลแล้วหรือยังนะคะ flo_1.gif
Posted by แมวเหมียว on 03 Dec. 2006,21:46
คุณรจนี่นักปฏิบัติธรรมตัวจริงนะคะ bowsdown.gif

อ้างถึง (add @ 02 ธค. 2006,18:37)
      ตัวจริงมะแหม่วท่าทางใจเย้นเย็นนะ ไม่น่าจะโกรธใคร แต่ปาเก้ละโกรธแน่ อิอิ  (แต่ว่าหายเร็วจ้า) พิลไม่รู้สิ ยังดูไม่ออก  ตัวพี่เองก็คิดว่าเย็นขึ้นตามวัยนะ ฮ่า จริงป่าวไม่รู้สิ  tongue.gif 

เย็นนอกร้อนในค่ะพี่แอ๊ด ไม่ค่อยลุยกับใครแต่จะเก็บความครุกรุ่นอยู่ภายใน อิ อิ เก็บกดน่ะค่ะ laugh1.gif

เวลาแผ่เมตตาคงต้องว่า"ขอสัตว์ทั้งปวงจงพ้นทุกข์เถิด"(รวมทั้งตัวข้าพเจ้าด้วย tongue.gif

  วันก่อน..สัปดาห์หลังจากที่พวกเรานัดเจอกัน เพื่อนเก่าสมัยเรียนนัดเจอกันที่สยามพารากอน( ไม่อยากเล่าบรรยากาศการนัดแต่เจอกันที่เซ็นทรัลชิดลม ดีกว่าเยอะเลยค่ะ)
มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่ามะแหม่วดูเงียบไป เขาว่าเมื่อก่อนคุยเก่ง
ก็เพิ่งรู้ว่าเมื่อก่อนตัวเองคุยเก่ง เดี่ยวนี้ชอบนั่งฟังคนอื่นคุยมากกว่า ไม่รู้เรียกว่าเย็นลงตามวัยหรือเปล่านะคะ ic-14.gif

hum.gif คุยเรื่องเดียวกันหรือปล่าวไม่รู้ tongue.gif

flo_1.gif
Posted by add on 04 Dec. 2006,22:43
เหรอ..ที่นัดเจอกันที่เซ็นทรัลดีกว่าเหรอ  แหมดีจัง  ขนาดมะแหม่วไม่ค่อยจะพูดนะนั่น

             เมื่อเช้านะมีเรื่องตื่นเต้นจะเล่าให้ฟัง  พี่ย่องๆมุดๆ ไปเปิดก๊อกน้ำใต้รังผึ้งตามปกติ  ก็รดน้ำต้นไม้จนเสร็จ  ก็มุดเข้าไปปิดก๊อกน้ำ  ทีนี้คุณพี่ผึ้งก็บินมาเกาะที่นิ้วก้อย 1 ตัว  อ๋อย.. crying1.gif  ทีนี้ตูข้าจะทำยังไงล่ะเนี่ยะ  อย่าเพิ่งต่อยนะ  ภาวนาก่อน "ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นสุขๆๆๆๆๆๆๆ" ฮ่าๆ  ผึ้งเห็นเราเฉยๆ ไม่กระดิกกระดิกอะไรเลยบินจากไป เฮ้อ..... bowsdown.gif โล่งอกไปที  นี่ไม่ใช่เพราะความเมตตาหรอกนะ เพราะความกลัวตะหาก   tears1.gif   laugh1.gif
Posted by แมวเหมียว on 04 Dec. 2006,23:07
whisper.gif แหม พี่แอ๊ดเลยอดทดลองยาขี้ผึ้งเสลดพังพอนเลย tongue.gif

แฮ่ะๆ ปล่าวอยากให้ผึ้งต่อยพี่แอ๊ดนะคะ  อย่าเพิ่ง fryingpan.gif   laugh1.gif

อ้างถึง
ขนาดมะแหม่วไม่ค่อยจะพูดนะนั่น


เพราะว่า ตะโกนแข่งกับเสียงดังในห้างไม่ไหวน่ะค่ะถึงเงียบลง laugh1.gif


couch.gif คุณคิลินมาแล้วยังคะ จะได้หยุดคุย ask.gif

wave.gif
Posted by แมวเหมียว on 05 Dec. 2006,17:41
ข้อความนี้ย้าย(ลอก)มาจากคุยกันที่ท้ายครัวค่ะ.. thumbsup.gif

อ้างถึง
แมวเหมียว: ไปอ่านที่คุณรจตอบคุณพิลเรื่องผู้ปฏิบัติธรรมไว้ที่ก้นครัวรจนาแล้วค่ะ

คุณรจพูดไว้น่าฟังเหมือนที่อาจารย์รัญจวน อินทรกำแหงพูดไว้ในหนังสือ "ใจส่องใจ" เลยค่ะ

อีกอย่างท่านบอกว่า

เวลาที่ไปอบรม จะขอให้ผู้เข้าอบรมเงียบ อย่าพูดอย่าคุยกัน
เพราะการพูดคุยเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง

เมื่อพูดคุยสนุกสนาน จิตใจมันก็เพริดไป

ถ้าคุยถูกใจก็ตื่นเต้นล่องลอย หัวเราะกันเหน็ดเหนื่อย โดยไม่รู้ว่าได้อะไร เสียอะไร

แต่ถ้าคุยกันเรื่องน่าเศร้าหมองเสียใจ จิตมันก็ตก จึงต้องขอให้อยู่เงียบ..


นี่ลอกมาจากหนังสือนะคะ

อีกอย่างที่อ่านแล้วตกใจ คือท่านว่า

พูดถึงศีลข้อ ๔
มุสาวาทา เวรมณี.. เรามาพูดกันเพียงว่าห้ามพูดปด ถ้าไม่พูดโกหกก็ถือว่ารักษาศีลแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่เพียงแค่นั้น

ถ้าตลอดวันยังพูดเล่นพูดหัว พูดเพ้อเจ้อ ส่อเสียด กระแนะกระแหน เยาะเย้ยถากถางคนนั้นคนนี้ ก็ยังใช้ไม่ได้..


 hum.gif ห้ามอย่างอื่นพอห้ามได้ แต่ห้ามพูดเล่นพูดหัว พูดเพ้อเจ้อ ที่ท้ายครัวนี่ ..แฮ่ะๆ มะแหม่วผิดศีลข้อ ๔ ไปเท่าไหร่แล้วไม่รู้tongue.gif



 

wave.gif

อ้างถึง
รจนา เจนีวา :คุยเรื่องผู้ปฏิบัติธรรมกับพิลกริมไว้ห้องก้นครัว....แบบว่ากลอนมันพาไปน่ะค่ะ เขาเปิดประเด็นกันที่ท้ายครัว คนเขียนไปเขียนต่อที่ก้นครัว hum.gif bowsdown.gif

  พูดถึงเรื่องศีลข้อสี่นี่เป็นข้อที่ละเอียดจริง ๆ ค่ะ พี่แมวเหมียว เพราะมุสาวาทานั้นรวมความเอาไว้กว้างกว่าแค่ "โกหกพกลม"

ศีลข้อนี้เป็นข้อที่ "พร่อง" ได้ง่ายที่สุดและมากที่สุดเลยค่ะ เพราะคนเราต้องคุยกันทุกเมื่อเชื่อวัน เมื่อคุยแล้วก็อาจจะคุยถึงคนอื่น ในทางดีบ้างร้ายบ้าง อาจเข้าข่าย "นินทา" หรือคุยแล้วออกรสชาติสนุกสนานไปเรื่อย ก็มีการใส่ไข่ใส่สีใส่สัน เอาความมันเข้าว่า อาจเข้าข่าย "เพ้อเจ้อ" "ไร้สาระ" "ฟุ้งซ่าน" หรือคุยแล้วอดเสียดสีบุคคลอื่นไม่ได้ อาจเข้าข่าย "ส่อเสียด" "เหยียดหยาม" หรือคุยแล้วไปติติงคนอื่นที่ไม่ถูกใจเรา เพราะอยากให้คนที่คุยด้วยเห็นว่า คนนี้ไม่ดีไปเหมือนกับที่เราเห็นด้วย อย่างนี้ก็เรียกว่า "วาจาไม่งาม" ได้เหมือนกันค่ะ 

พระท่านจึงบอกว่า คนเราต้องมีรักษากาย วาจา ใจ ให้สำรวมอยู่เสมอ เมื่อกายสำรวม ใจก็สงบ เมื่อใจสำรวม วาจาก็งาม เมื่อวาจางาม ใจก็งามตามไปด้วย เมื่อใจงาม กายก็สำรวมงดงามไปด้วย

นอกจากนั้น ในการพูดจา เราเองต้องเจริญสติ รักษาสัมมาทิษฐิ สัมมาวาจาเข้าไว้เสมอ เพราะหากมีสติ ก็จะรู้ตัวอยู่เสมอว่า กำลังพูดอะไรอยู่ หากมีสัมมาทิษฐิ (ความเห็นชอบ) ก็จะช่วยกำกับให้การพูดจาเป็นไปในทางที่ชอบต่อทั้งตนเองและผู้อื่นได้ หากมีสัมมาวาจาก็จะเลือกพูดแต่เรื่องที่ดีเรื่องที่งาม แม้จะกล่าวตำหนิใครเพราะเขาทำผิดจริง ๆ เห็นชัด ๆ เช่น กำลังรังแกสัตว์ หรือรังแกเด็ก ก็จะกล่าวด้วยความเมตตาปรานี ติเพื่อให้เขาแก้ไขพฤติกรรม มิได้ติด้วยความเกลียดชัง หวังร้าย มุ่งทำลาย หรือใช้โทสะเป็นเจ้าเรือน

ระดับของความไม่บริสุทธิ์ในการรักษาศีลนั้นมีหลายขั้นค่ะ เช่น พูดปดตาใสโดยหวังร้ายแก่ผู้อื่นหรือหวังเอาตัวรอดแบบน้ำขุ่น ๆ ทั้งที่ตัวเองทำผิดจริง อย่างนี้เรียกว่า ศีลขาด ค่ะ แต่หากจำเป็นต้อง "โกหกขาว" คือ เห็นว่าเขาไม่สวย ไม่ดี ทำไม่ถูก แต่ต้องพูดว่า สวย ดี ถูก เพราะกลัวเขาจะเสียใจ อย่างนี้เรียกว่า "ศีลพร่อง" หรือ "ศีลหย่อน" ค่ะ หากทำครั้งสองครั้งไม่เป็นไร แต่หากทำบ่อย ๆ จนคล่องปาก อันนี้น่าเป็นห่วงค่ะ เพราะจะพัฒนาไปโกหกเรื่องใหญ่ ๆ ง่ายขึ้น

คนเราสามารถถนอมน้ำใจคนอื่นได้ โดยไม่ต้องโกหก แต่เลือกพูดจุดที่เราเห็นว่า เขาดี เขาถูก เขางาม ได้และไม่พูดถึงจุดที่ไม่ดีก็ได้ เป็นศิลปะในการเข้าสังคมอย่างหนึ่ง นอกเหนือจากการรักษาศีลแล้ว

ส่วนการพูดเล่นพูดหัว หากเจตนาในการพูดนั้นดี เช่น เพื่อสร้างบรรยากาศเพราะเห็นทุกคนกำลังเครียด และเรื่องที่พูดนั้นไม่ใช่เรื่องหยาบคายหยาบโลน ผิดกาลาเทศะ ไม่ก่อให้เกิดการเข้าใจผิด หรือนำคนอื่นมาเป็นตัวตลก อย่างนี้ไม่ผิดศีลค่ะ....แต่ถือว่าสัมมาวาจายังหย่อนไปนิดหน่อย....หากทำบ่อย ๆ อาจกลายเป็นคนที่ไม่มีใครเชื่อถือคำพูด เพราะดีแต่พูดเล่น....นั่นแน่....เห็นไหมคะว่า ทำอะไรก็ต้องมีสายกลางเหมือนกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างอยู่ที่ "เจตนา" หากเจตนาร้าย แม้พูดจริง แต่ตั้งใจเชือดเฉือนคนอื่น เช่นเอาเรื่องความลับของเขามาตีแผ่ ก็ถือว่า ไม่มีสัมมาวาจา แต่หากเจตนาดี แต่อาจใช้คำพูดดุด่ากึ่งคำหยาบ (ซึ่งพระผู้ใหญ่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านมักใช้เมื่อเทศน์ให้ญาติโยมฟัง หรือผู้ใหญ่ดุเด็ก) อันนี้ เราจะไปตัดสินว่า ท่านไม่บริสุทธิ์ไม่ได้ เพราะใจเรายังไม่ละเอียดพอที่จะรู้ว่า ท่านพูดด้วยเจตนาชนิดไหน การสอนบางอย่างกับบางคนก็ต้องใช้คำแรง ๆ จึงจะรู้สึกตัว กับบางคนก็ต้องใช้คำนุ่มนวล จึงจะได้ผล.....

เห็นด้วยกับพิลกริมนะ เวลาเราไปสถานปฏิบัติธรรม เราก็อยากเห็นทุกคนดี ทุกคนงาม ทุกคนอ่อนหวาน ทุกคนเอาใจใส่ ทุกคนให้กำลังใจกัน ทุกคนให้อภัยกัน ทุกคนเคร่งครัดต่อการปฏิบัติ แต่พอไม่เป็นอย่างนั้น เราก็อดผิดหวังไม่ได้เหมือนกัน....

มีเรื่องเล่าจากสถานปฏิบัติธรรมเพื่อให้เห็นการมองต่างมุมเหมือนกันค่ะ เป็นเรื่องของการ "ไม่พูด" อย่างที่พี่แมวเหมียวได้นำคำของอาจารย์รัญจวน อินทรกำแหงมาเล่าไว้ให้เข้าใจว่า "ทำไมจึงไม่ควรพูดเมื่อไปปฏิบัติธรรม" ทีนี้ มีผู้ปฏิบัติธรรมอยู่กันห้องเดียวหลายคน คนหนึ่งก็อยากจะรักษาความเงียบด้วยการไม่พูดตามกติกาของการมาปฏิบัติ แต่อีกสองคนอยากคุยกัน เพราะเห็นว่าอยู่ในห้อง ไม่มีใครเห็นว่าพูดกัน คุยกันเองไม่พอ ก็จะมาชวนคนที่อยากอยู่เงียบ ๆ คุยด้วย คนอยู่เงียบ ๆ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จะบอกตรง ๆ ไม่ให้คุยก็กลัวจะเสียน้ำใจ (และคงไม่ได้ผลด้วย) เลยต้องทำหน้างอหน้าดุเพื่อเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เขามาชวนคุยด้วย

กลายเป็นว่า คนที่คุยกันก็เลยไปพูดกับคนอื่นว่า พี่คนที่อยู่ห้องเดียวกับเขาเป็นอะไรก็ไม่รู้ หน้าหงิกหน้างอไม่รับแขกเลย....ส่วนพี่คนหน้างอก็มาเล่าให้เพื่อนฟังทีหลังว่า คนที่อยู่ห้องเดียวกับเขาคุยกันตลอด ทำให้เขาไม่มีสมาธิเลย จะนอนก็นอนไม่หลับ.....

bowsdown.gif

นอกจากนั้น คนปฏิบัติธรรมจำนวนหนึ่งมักเกิด "มานะ" ค่ะ คือ ความถือดีว่า ตัวเองมีศีล ตัวเองมีสติ ตัวเองมีความก้าวหน้า ตนเองเหนือกว่าผู้ไม่ปฏิบัติ พอเห็นคนอื่นหย่อนกว่าก็อดจะรำคาญไม่ได้ พาลสั่งสอน หรือตำหนิเสียเลย....สิ่งเหล่านี้พอปฏิบัติไปมากพอ ได้มรรคผลในระดับสูงขึ้นก็จะค่อย ๆ ลดไปได้เอง เพราะรู้ว่า แม้แต่ความดีก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

กล่าวกันว่า "มานะ" นี้มีแต่พระอริยบุคคลระดับตั้งแต่พระอนาคามีขึ้นไปถึงระดับอรหันต์เท่านั้นที่สามารถกำจัดได้โดยสิ้นเชิง ส่วนผู้ปฏิบัติที่อยู่ในระดับต่ำกว่านั้นจะยังมีเหลืออยู่ในขันธสันดาน (คำพระนะคะ) ค่ะ

มานะนี่แบ่งเป็นสามระดับนะคะ คือ ระดับที่ถือว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น (ยกตนข่มท่าน) ระดับที่ถือว่าตัวเองเสมอคนอื่น (ตีเสมอ หลักสิทธิ) และระดับที่ถือตัวว่าด้อยกว่าคนอื่น (ต่ำต้อยด้อยค่า) ผู้ปฏิบัติธรรมมักจะมีมานะในแบบแรกเยอะ เพราะไปยึดเอาความดีที่ตัวเองทำมากไป

มานะแบบแรกนี้ไม่ดีเพราะทำให้เราหลงตัวเอง มองไม่เห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็น nope.gif มานะแบบที่สองก็ไม่ดี เพราะบางทีเราไปตีเสมอครูบาอาจารย์คิดว่าตัวเองเก่งแล้วทั้ง ๆ ที่ยังไม่เก่ง หรือมองว่าทุกคนเสมอกันหมดแบบทื่อ ๆ ไม่ได้มองความแตกต่างอย่างที่เป็นจริง icon_donot.gif เห็นเขามี ต้องมีเหมือนเขา เห็นเขาได้ ต้องได้เหมือนเขา ส่วนมานะอย่างที่สามนี้ไม่ดีเพราะเราจะเอาไปข้ออ้างว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่ดี ต้อยต่ำแล้วก็พาลท้อถอย ไม่เชื่อในศักยภาพของตนเอง หรือนำไปใช้เพื่อเรียกร้องความเห็นใจสงสาร คอยพึ่งคนอื่นอยู่ร่ำไป tears.gif

เราจะสังเกตว่า คนปฏิบัติจำนวนหนึ่งจะปลีกวิเวกหาความสงบ พยายามไม่ข้องเกี่ยวกับผู้อื่น icon_donot.gif เพื่อจัดการกับกิเลสมารของตนเองให้ได้ผลเต็มที่ หลีกเลี่ยงภาวะกระทบกระทั่งหรือผัสสะที่จะทำให้ไขว้เขวไปจากเส้นทาง แต่คนทั่วไปก็จะมองเขาว่า แปลกแยก....เป็นอย่างนั้นไป ohman.gif 

คุณคิลินไม่อยู่.....พวกเราคุยธรรมะกันจ้อเลย..... sit01.gif

Posted by วันดี on 06 Dec. 2006,21:21
ถ้าพี่วันดีเงียบ ๆ ไป  ก็อย่าแปลกใจนะคะ  กำลังถือศีลข้อนี้ค่ะ greet.gif
Posted by KiLiN on 08 Dec. 2006,01:47
กลับมาแล้วครับ กลับมาเมื่อดึกวันที่ ๕ แต่..เพิ่งพอจะเจียดเวลามาโพสต์วันนี้เอง แค่เจียดเองนะครับ
ที่ไปก็มีการบวชพระ ๖๔ รูป สามเณร ๕ รูป
บวชแล้วก็จะไปธุดงค์ปฏิบัติธรรม และมีโครงการให้ฆราวาสบวชชีพราหมณ์ไปร่วมปฏิบัติธรรมด้วย ในวันเสาร์ถึงจันทร์ที่จะถึงนี้(ในส่วนของชีพราหมณ์) ส่วนพระและเณรยาวถึงวันที่ ๒๔

กำลังจะบอกไปในตัว ว่าจะหายไปอีก (จะได้คุยธรรมะกันจ้อต่อไปไง tongue.gif ) แบ่งบุญให้ทุกคนด้วยครับ tinyrose.gif

คุณรจบรรยายถึงคนปฏิบัติธรรมได้ดีมากเลยครับ applaud.gif again.gif
Posted by sweet lemon on 08 Dec. 2006,13:09
อนุโมทนาค่ะคุณคิลิน  bowsdown.gif


วู้ๆๆๆ แว้วๆๆๆๆ น้าวันดีจ๋า ถือศีลข้อไหนค่ะ ห้ามกินข้าวเย็นอะป่าว  tongue.gif
Posted by วันดี on 08 Dec. 2006,20:30
อ้าว  ทำไมหาว่าไม่กินข้าวเย็น  กินแต่ข้าวร้อน  ทุกทีก็ตักข้าวเย็นปากหม้อให้คนอื่นก่อน  ข้างล่างข้าวร้อนเพิ่งหุงใหม่ถึงตักให้ตัวเองไง tongue.gif
Posted by แมวเหมียว on 08 Dec. 2006,20:52
อนุโมทนาค่ะคุณคิลิน   bowsdown.gif

อย่าไปนานนะคะเดี๋ยวบ้านโดนยึด couch.gif  laugh1.gif
Posted by ดาวดวงน้อย on 10 Dec. 2006,16:10
hello2.gif ทุกคนขอแจมด้วยคนน่ะค่ะ smile.gif  laugh1.gif  sit01.gif
สมัครเป็นน้องใหม่ด้วยคนค่ะ kissing.gif
Posted by แมวเหมียว on 10 Dec. 2006,18:03
สวัสดีค่ะคุณดาวดวงน้อย

ยินดีที่ได้รู้จัก และยินดีต้อนรับสู่บ้านฅนธรรมดาค่ะ tinyrose.gif

..คุณคิลินไปบวชชีพรามหมณ์ยังไม่กลับมาค่ะ ..

เชิญคุณดาวดวงน้อยร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้เลยค่ะ

หรือจะฝากคำถามพูดคุยกับคุณคิลินไว้ที่นี่ได้ค่ะsignwelcome.gif

flo_1.gif
Posted by KiLiN on 12 Dec. 2006,08:42
กลับมาแล้วครับ....

ไปมา ๓ วัน ๒ คืนที่ธรรมสถานธรรมชาติบำบัด ทองผาภูมิ กาญจนบุรี เป็นการอบรมเรื่องวิถีจิต โดยหลวงปู่พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย มีคนไปบวชชีพราหมณ์ร่วมปฏิบัติทั้งหมด ประมาณ ๑๐๐๐ คน yin-yang.gif

แบ่งบุญแห่งเพื่อนๆทุกๆคนครับ tinyrose.gif

สวัสดี คุณ ดาวดวงน้อย ด้วยครับthumbsup.gif
Posted by แมวเหมียว on 12 Dec. 2006,17:24
อนุโมทนาบุญค่ะคุณคิลิน bowsdown.gif

..น่าสนุกจัง .. อุ๊บ..ห้ามพูด tongue.gif  เดี๋ยวผิดศีลข้อ๔yin-yang.gif

ว่าแต่สนุกมั้ยคะคุณคิลิน ask.gif

wave.gif
Posted by KiLiN on 12 Dec. 2006,20:24
ถามว่าสนุกมั้ย...
...มันมากกว่าสนุก มันชุ่มฉ่ำ อิ่มเอม เบิกบาน และผ่อนคลาย
เพราะมันดีไปหมด อากาศดี สถานที่ดี อาหารดี ผู้คนดี ครูดี ตัวเราจิตใจเราก็ดี tinyrose.gif smile.gif
Posted by pilgrim on 13 Dec. 2006,04:39
มาอนุโมทนาบุญด้วยนะคะ ยินดีด้วยค่ะ ที่คุณคิลินได้พบแต่สิ่งดีๆ bowsdown.gif
Posted by รจนา เจนีวา on 13 Dec. 2006,16:07
มาอนุโมทนาบุญกับคุณคิลินด้วยค่ะ bowsdown.gif ได้อ่านแล้วก็พลอยอิ่มใจไปด้วย

น่าปลื้มจังค่ะ มีคนไปปฏิบัติธรรมกันตั้งเป็นพันคน....ดีใจที่ยังมีคนจำนวนมากสนใจการปฏิบัติภาวนา.....สาธุ  bowsdown.gif
Posted by sweet lemon on 14 Dec. 2006,14:45
ขออนุโมทนาด้วยค่ะคุณคิลิน  bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 17 Dec. 2006,21:23
เช้านี้วันหยุด มีเวลาว่างๆสบายๆ ได้ย้อนกลับไปอ่านข้อเขียนที่คุณรจพูดถึงศีลข้อ ๔ และผู้ปฏิบัติธรรม  โดยเฉพาะศีลข้อ ๔ คุณรจเขียนแจกแจงได้ละเอียดดีมาก ภาษาก็นุ่มนวล (ไม่เหมือนใครก็ไม่รู้ tongue.gif ภาษาอ่านแล้วสะดุ้ง) ต้องขอชม applaud.gif แบบนี้เชื่อได้เลยว่า ศีลข้อนี้คุณรจทำได้ดีแน่ ส่วนนายคิลินพร่องไม่ครบประจำ ic-14.gif (แต่...ก็พร่องในบ้านนี้นี่แหล่ะ ในชีวิตจริงก็ไม่ร้อก ไม่พูดซะมากกว่า เฉยซะงั้นแหล่ะ นานๆถึงแย็บไปซะที แต่พอแย็บไปทีคนฟังก็ยักหงายหลังทุกที ฮ่า laugh1.gif )

ข้อดีของภาษาที่นุ่มนวล อ่านแล้วก็สบายใจ ไม่ติดค้าง ดีสำหรับคนที่เปิดรับอยู่แล้ว สำหรับคนที่ละเอียดให้ความใส่ใจ สนใจอยู่ก่อน ก็จะเก็บรับได้เพิ่มเติม แต่คนที่ไม่ใส่ใจอะไรมาก อ่านแล้วก็ไม่สะดุดอีกเหมือนกัน เพราะความที่ไม่สะดุด ไม่ได้คิดก็จะผ่านไป แล้วคนเรามันลืมง่ายซะด้วยสิ  อย่าว่าแต่เรื่องที่ไม่ใส่ใจนัก แม้เรื่องที่ใส่ใจก็ยังจะลืมเลย  แต่ว่ายังไงๆภาษาที่นุ่มนวลก็ดีกว่าภาษาที่เชือดเฉือนครับ bowsdown.gif

ปัญหาของผู้ปฏิบัติธรรมที่เกิดจากศีลข้อนี้นั้นมีมากๆ อย่างที่รู้กันอยู่ ผู้ปฏิบัติธรรมกว่า ๙๐% เป็นผู้หญิง แล้วสิ่งที่ผู้หญิงอดไม่ได้คือเม้าท์แตก พอปฏิบัติเสร็จยังไม่ทันลุกไปไหน นกกระจอกก็แตกรังแล้ว คิก tongue.gif ทีนี้เพราะเราไม่มีมหาสติอยู่กับตัว มันก็พูดไปเรื่อยเปื่อย ไม่รู้เรื่องอะไร ต่อเรื่องอะไร ทั้งไร้สาระ มีสาระ นินทาบ้าง ส่อเสียดบ้าง ก็ว่าให้มั่วไปหมด พระท่านจึงว่า "นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นเม้าท์"

ผู้ปฏิบัติธรรมบางคนก็มีปัญหาทางความคิด เพราะไปคาดหวังผู้ปฏิบัติธรรมด้วยกันว่าน่าจะดี แล้วมันไม่ดี เห็นหรือรู้พฤติกรรมบางอย่างที่มันไม่ดี ก็เลยรับไม่ได้ ว่าแย่กว่าคนทั่วไปซะอีก ปัญหาเกิดจากไม่ได้มองจากข้อเท็จจริงที่รอบด้านเพียงพอ ไปเก็บรับในสิ่งที่ไม่ดีของคน ไม่เข้าใจว่าทุกคนมีทั้งข้อที่ดีและไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะหยิบยกมุมไหนเรื่องไหนของเขามาพิจารณา ลืมไปว่าผู้ปฏิบัติธรรมก็คือ ผู้ที่อยู่ระหว่างพยายามจะทำให้ได้ดี ยังไม่ใช่ผู้ได้ดี ก็เหมือนกับที่คนทั่วไปมองไปที่ภิกษุสงฆ์แล้วไม่ศรัทธา ได้ข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์แล้วเสื่อมศรัทธา  ลืมไปว่านั่นเป็นเพียงภิกษุไม่ใช่พระ ยังเป็นเพียงผู้พยายามดัดตนเองให้ได้เป็นพระ ยังหาใช่พระไม่ เมื่อไม่ใช่พระก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะมีผิดบ้าง 

แต่...ที่สุดแล้ว ถ้าคนเราเฝ้ามองตนเองให้มากกว่ามองคนอื่น เฝ้าติติงตนเองจับผิดตนเอง แล้วปรับปรุงตนเองแก้ไขตนเอง เหมือนอย่างที่เราต้องการให้คนโน้นคนนี้ปรับปรุงอย่างนั้นแก้ไขอย่างนี้  แล้วละก็...เราจะรู้เลยว่า มันไม่ง่ายนะ ที่จะปรับแก้อะไรได้ง่ายๆ ขนาดตัวเราเองแท้ๆ รู้เองจะแก้ไขเองยังไม่ง่ายเลย แล้วเราจะให้คนอื่นแก้ก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่  เมื่อเรารู้ซะอย่างนี้  เราก็จะไม่ติดใจอะไรคนอื่น ให้อภัยคนอื่น และการที่เราไม่ไปเที่ยวจับผิดคนอื่น เรื่องที่ไม่ดีก็จะไม่ต้องมาเก็บจำในใจเราอีกด้วย จิตใจเราก็จะไม่เป็นมลภาวะ สีหน้าและแววตาก็จะแจ่มใสตามมา ไม่เป็นคนแก่ง่ายอีกต่างหาก flo_1.gif
Posted by แมวเหมียว on 17 Dec. 2006,22:32
วันนี้คุณคิลินว่างใช่มั้ยคะ หาเรื่องมาถามคุณคิลินต่อดีกว่า  tongue.gif

   เกี่ยวกับเรื่องคำชมค่ะ

การที่คนเราทำอะไรแล้วได้รับคำชมบ่อยๆนี่ เป็นการเพิ่มอัตตาใช่มั้ยคะ

เหมือนที่โบราณบอกว่าชมมากไปเดี๋ยวเหลิง แต่ถ้าไม่ชมก็เหมือนไม่ให้กำลังใจกัน..

แล้วเราควรปฏิบัติต่อกัลยาณมิตรหรือคนที่เราปฏิสัมพันธ์ด้วยอย่างไรให้พอเหมาะพอดีคะ hum.gif

flo_1.gif
Posted by แมวเหมียว on 20 Dec. 2006,03:20
xmas.gif คุณคิลินยังไม่ตอบ ขอเบรคโฆษณานะคะ.. hello2.gif

แม่ปู(แมวเหมียว)อยากสอนลูกปูให้ทำสมาธิ

ทั้งๆที่แม่ปูเองก็ทำยังไม่ค่อยจะเป็น

ได้บอกลูกว่า ก่อนนอนทุกคืนให้ฝึกนับ(ตามดู)ลมหายใจเข้าออก

ได้ไปนั่งสอนให้เขาทำในคืนแรก  ลูกชายทำตามอยู่ได้ไม่กี่วัน

เช้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาบอกแม่ว่า..

    icon_donot.gif เมื่อคืนไม่ได้ทำสมาธิ..ไม่ได้นับลมหายใจนะครับเพราะว่าไม่มีลมหายใจ?

แม่ปูฟังแล้วก็งง ic-14.gif ว่าเมื่อคืนลูกชายไม่มีลมหายใจแล้วตอนนี้ยังยืนอยู่ได้ไง

เขาบอกว่า "ก็มันคัดจมูก หายใจไม่ออกอ่ะแม่ เลยนับลมหายใจไม่ได้  hehe.gif

sit01.gif
Posted by KiLiN on 20 Dec. 2006,09:15
เข้ามาตอบแล้วครับ วันก่อนที่ไม่ได้ตอบ ก็ไม่ใช่ไม่ว่าง ว่าง..แต่ก็มีเรื่องอื่นที่รอทำ ประกอบกับยังนึกหาคำตอบไม่ได้ถูกใจ อยากจะตอบคำตอบที่อ่านแล้วขยายผล ก่อให้เกิดมุมมองที่กว้างขึ้น มองเห็นในอีกด้านที่คนทั่วไปมักจะมองข้าม หรือไม่ได้ให้ความใส่ใจ โดยเฉพาะอยากให้เป็นคำตอบที่อยู่ในชีวิตจริง สามารถนำไปทำไปพิสูจน์ได้ และนำไปสู่การพัฒนาตนเองในที่สุด อันเป็นเป้าประสงค์ของกระทู้นี้โดยตรง

จะดีใจและเป็นสุขมาก ถ้าข้อเขียนหรือความคิดเห็นใดๆ มีส่วนทำให้ผู้อ่านได้พัฒนาตนเอง ในแง่ความคิด การกระทำ หรือจิตวิญญาณ

กลับมาคำถามของคุณแมวเหมียว ว่าด้วย "คำชม"

      ธรรมชาติของคนทั่วไป ทุกคนอยากได้คำชม ชอบคำชมมากกว่าคำติ คำด่า  แต่..ความจริงที่อยู่เบื้องหลังของคำ ๒ ประเภทนี้ก็คือ คำชมจะทำให้คนหยุดนิ่ง ไม่พัฒนา ส่วนคำติคำด่าจะทำให้เกิดการพัฒนา
      ถ้าเราไม่อยากให้ใครพัฒนา หรือเขาเป็นคู่แข่งเรา กลยุทธที่ได้ผลก็คือ หาเรื่องชมเขาเข้าไว้ เขาจะได้หลงใหลได้ปลื้ม คิดว่าดี คิดว่าแน่แล้ว พอใจหยุดนิ่งในสิ่งที่เป็นอยู่
      ในทางตรงกันข้าม คนถูกติ ถูกด่า  ก็ย่อมจะน้อยเนื้อต่ำใจ ค้นหา หาทางแก้ข้อด้อยข้ออ่อนของตน ไม่หยุดนิ่งอยู่ที่เดิม เพราะไม่อยากถูกติถูกด่าอีก
      นั่นในแง่ที่ ๑


      ในแง่ที่ ๒ คำชมเปรียบเสมือนเป็นกำลังใจสำหรับผู้ได้รับ แต่...เราอาจลืมไปว่า นั่นเป็นกำลังใจที่ต้องรอให้ผู้อื่นหยิบยื่นให้ ทำไมเราไม่สร้างกำลังใจให้กับตัวเรา ด้วยตัวเราเอง
      สำหรับคนถูกติ ถูกด่า เมื่อเขาไม่ได้รับคำชมจากคนอื่น ก็คือเขาไม่ได้รับกำลังใจจากผู้อื่น แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป เมื่อเขาไม่ยอมแพ้ เขาก็ต้องสร้างกำลังใจให้กับตนเอง
      กำลังใจที่สร้างด้วยตนเอง มันยิ่งใหญ่ ไม่มีพิษมีภัย และสร้างได้เรื่อยๆ จะสร้างเมื่อไรก็ได้ ไม่ต้องรอผู้อื่นสร้างให้


      ในแง่ที่ ๓ คนที่ได้รับคำชม จะถูกสร้างให้เป็นคนพอใจในสิ่งที่ได้รับ คือพอใจใน "ผล" ก็จะไม่ดิ้นรนคิดต่ออะไร แต่คนที่ได้รับคำติคำด่า  ถ้าเขาเป็นคนไม่ย่อท้อ เขาก็จะดิ้นรนหาทางแก้ไขข้อบกพร่องสิ่งที่เป็นเหตุ ให้เขาโดนติโดนด่า และการที่เขาโดนติโดนด่าก็จะเป็นเหตุให้เขาได้ปรับปรุงแก้ไขต่อมา ด้วยวิถีที่เป็นเช่นนี้ก็จะหล่อหลอมสร้างให้เขาเป็นคนมองที่เหตุ มองกว่ามองที่ผลอย่างที่คนชมได้รับ
      การที่คนมองที่เหตุ จะเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาทางปัญญา


      เอาซัก ๓ ด้านก่อนแล้วกันนะครับ  เมื่อรู้อย่างนี้ ทีนี้ก็เลือกเอาว่าจะชมดีหรือจะติจะด่าดี  ขณะเดียวกันในแง่ของตัวเราเอง เมื่อได้รับคำติคำด่าก็จะได้ไม่ถือโกรธเขา เพราะเราคิดเสียใหม่ว่า มันคือครูของเรา smile.gif

ลูกรัก.....
คำด่ายังไม่กล้ายอมรับ
แล้วคำชมซึ่งมันระยำกว่าคำด่า
เราจะยอมรับได้อย่างไร

ลูกรัก.....
ชีวิคคือการต่อสู้
ปัญหาคือการเรียนรู้
ศัตรูคือครูของเรา

                'บทโศลกแห่งพุทธะอิสระ'

Posted by แมวเหมียว on 20 Dec. 2006,23:18
คำตอบของคุณคิลินอ่านง่ายแต่ปฏิบัติยากค่ะ..

พูดแบบนี้จะเรียกว่าชมหรือติดีคะ xmas.gif

"ในแง่ของตัวเราเอง  เมื่อได้รับคำติคำด่าก็จะได้ไม่ถือโกรธเขา  เพราะเราคิดเสียใหม่ว่า  มันคือครูของเรา"

อันนี้พอจะยึดถือปฏิบัติและเห็นด้วยค่ะ flo_1.gif

แต่ในแง่ การปฏิบัติต่อคนอื่นยากนะคะ

หากเราจะชมใครสักคนสักคำก็ต้องมาคิดว่า ..

ask.gif เอ เขาจะคิดว่าเราอิจฉาเขามั้ยนะ

เขาคิดว่าเราเห็นเขาเป็นคู่แข่งมั้ยน้า.. ถึงได้ชมแบบนี้ tongue.gif  

แค่คิดจะพูดอะไรสักคำก็เหนื่อยเลยนะคะคุณคิลิน   hehe.gif

hum.gif แล้วที่บ้านเงียบๆนี่ ทุกคนกำลังเกร็งกันอยู่ว่า จะคุยกับใครว่าอะไรดีหรือเปล่าคะ  laugh1.gif  

bowsdown.gif
Posted by pilgrim on 21 Dec. 2006,06:19
นั่นสิคะ
บางที รู้สึกว่า โลกอะไร ทำไมมันช่างยากอย่างนี้ hum.gif
ถ้าจะบอกว่าให้เราพูดแต่สิ่งดีๆกัน คำชมก็กลายเป็นว่า เราอาจอิจฉาคนอื่น

คำติเตียน มันก็เหมือนเราไปเพ่งโทษคนอื่น
ชักจะงงๆค่ะ hum.gif

พิลคิดว่า ทั้งคำติและคำชม ถ้ามันมาจากใจ  ผู้ฟังก็ย่อมจะปลาบปลื้มทั้งสองกรณี
แต่คำตินั้น อาจก่อให้เกิดความหมองหมางก่อน ซึ่งผู้ฟังมักย่อมคิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อนเป็นสำคัญ ว่าฉันไม่ผิด
ของแบบนี้ บางทีต้องค่อยๆคิดไปค่ะ ว่าจะยอมรับความจริงมากแค่ไหน

บางทีคนเราก็มีโมหะจริต ดูด้วยซ้ำว่า คนพูดเป็นใคร คนบางคนเรายอมรับ ให้ติเราได้
แต่บางคนเราไม่ยอมรับ ก็เถียงกันสุดใจขาดดิ้น หรือกระโดดชกหน้ากันเลย

บางทีคำชมมันก็มาจากใจเหมือนกันนะคะ ไม่ใช่เพราะเราไปอิจฉาเขา แต่ตรงกันข้าม เราปลื้มไปกับเขาน่ะค่ะ

พิลว่า คนเราก็อยากให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่นนะคะ บางคนก็เลยเลือกที่จะไม่พูด เพราะคิดว่า การไม่พูด ไม่เปิดตัว ก็จะทำให้คนอื่นไม่เข้ามาล่วงรู้ถึงความคิด จิตใจของตนเอง หรือไม่สามารถมาตัดสินวิพากษ์ วิจารณ์ได้ว่า ตัวเองดีหรือไม่ดี เผลอๆอาจจะได้คำชมค่ะ ว่า แหม เธอดีจัง วางเฉยได้ดีแท้

พิลว่าจะอะไรก็แล้วแต่ จะด่าหรือจะชม คงขึ้นกับแต่ละคนละค่ะ จะจัดการรับมือกับคำด่า คำชมอย่างไร

ถ้าจะเชื่อคำพระพุทธเจ้า ก็ให้เดินสายกลางดีที่สุด เพราะอะไรมากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี
ด่าเขามาก ตำหนิเขามากไปก็ไม่ดี เพราะคนเราควรต้องมีเมตตา มีมธุรสวาจาให้แก่กันบ้าง
ชมเขามาก แม้จะจากใจ แต่บางทีมันก็เฝือ จนชวนคิดไปว่า เอ นี่มันชมจากใจจริงหรือเปล่า
เขาด่ามา โกรธเขามากไปก็ไม่ดี
เขาชมมา แล้วเหลิงลอยไปมากก็ไม่ดี
วางเฉยมากไปก็ไม่ดี เพราะมันเหมือนคนไร้หัวใจ แล้งน้ำใจ นิ่งเฉยดูดายต่อความทุกข์ของคนรอบข้าง ปล่อยให้เขาเดินไปลงเหว

สรุปแล้ว เราคงต้องหาวิํธีคิดให้ตัวเองมีความสุข และจัดการกับสถานการณ์ต่างๆให้เป็นธรรมชาติและเรียบร้อย

แต่สำหรับพิลที่สำคัญที่สุด คือการยอมรับซึ่งกันและกัน เปิดใจกว้างให้กันและกัน เปิดโอกาสให้คนอื่นได้เรียนรู้ตัวตนที่แท้จริงของเรา แล้วเขาจะยอมรับได้หรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องของเขา นั่นคือความจริงใจค่ะ

คนที่จริงใจต่อกัน ไม่มุ่งปกปิด สร้างภาพให้คนอื่นเห็นแต่ด้านดีของตัวเอง ย่อมเป็นที่สัมผัสได้ และคนอื่นๆก็สบายใจที่จะเข้าใกล้ เพราะไม่มีความรู้สึกเคลือบแคลง ว่าคนๆนี้ เป็นคนปากอย่าง ใจอย่าง หรือที่เรียกว่า ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอหรือเปล่า

คนเราจะยอมรับกันได้ ก็ต้องรู้จักกัน และจริงใจให้กันค่ะ จริงไหมคะ tongue.gif

นี่พูดเรื่องเดียวกันหรือเปล่าเนี่ย ชักงงๆเหมือนกัน
hum.gif
Posted by add on 21 Dec. 2006,10:02
แหม.... ขอร่วมวงด้วยคน  tongue.gif

      คำติกับคำชมมันก็น่าจะอยู่คู่กันนะคะ จะติก็ต้องติเพื่อก่อ ไม่ใช่ติเพราะมีอารมณ์ไมชอบใจ ไม่พอใจ ฯลฯ ถ้าจะติอย่างเดียว น่าจะโหดร้ายไปหน่อย เพราะไม่ว่าจะเรื่องอะไรที่ไหนอย่างไรก็จะมีทั้งข้อดีข้อเสีย ดังนั้นจึงน่าจะมีทั้งเรื่องน่าชมและน่าติติงอยู่ในข้อเดียวกันได้

      แต่อีกคำหนึ่งที่คุณคิลินหมายถึงน่าจะเป็นคำยกยอมากกว่า

      ยอ แปลว่า กล่าวคำเพื่อเชิดชูหรือเพื่อให้ชอบใจ
      ชม แปลว่า สรรเสริญ, ยกย่อง

      คำว่า ชม ให้ความรู้สึกจริงใจมากกว่า ยอ  ดังนั้นถ้าเราเห็นใครทำสิ่งดีๆแล้วยกย่อง ชมเชย ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ควรทำ

      คนที่ถูกติก็ไม่แน่ว่าจะแก้ไขตัวเองเสมอไป อาจทดท้อแล้วไม่ทำไปเลย อาจยอมพ่ายแพ้ไปเลยก็ได้

      ที่คุณคิลินพูดมาก็อาจจะในแง่ของคนที่ถูกติควรจะปฎิบัติตัวอย่างไรมากกว่า ที่ว่าเราควรจะติคนอื่นมากกว่าชม  เพราะถึงอย่างไรคุณคิลินก็เคยสอนว่า เราควรเข้มงวดกับตัวเองมากกว่าจะเข้มงวดกับคนอื่นนี่นา  bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 21 Dec. 2006,10:58
สงสัยผมจะพูดไม่เคลียร์ ดูจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย

จริงๆแล้ว ทั่วๆไป คนชมก็คงชมด้วยความรู้สึกอยากชมจริงๆ หรืออาจชมตามมารยาท  คงมีน้อยที่ชมเพราะมีความมุ่งหวังที่เคลือบแฝง ฉะนั้นเราคงไม่ต้องมากังวล หรือคิดมาก ว่าจะชมหรือจะติดี ก็ชมหรือติไปบนพื้นฐานที่คิดดี ก็ถือว่า ok แล้วครับ

ประเด็นที่แจกแจงจึงอยู่ที่ผู้รับมากกว่า คือรับฟังอย่างวิเคราะห์ เมื่อเขาชมมา เราก็รับมาด้วยความยินดี ไม่ต้องไปคิดว่าเขาจะเจตนาแอบแฝงหรือไม่ มันจะระแวงจนเกินไป ระวังได้แต่อย่าให้ถึงกับระแวง  เขาชมมาไม่ว่าจะมีเจตนาเช่นใด เราก็รับไว้ด้วยความยินดี ขอบคุณในคำชมเขา เพียงแต่ต้องไม่เหลิงไม่ประมาท หลงใหลได้ปลื้มมากเกินไป  จริงอยู่แม้ว่าเขาจะมีเจตนาที่ดี รู้สึกอย่างนั้นจริงๆจึงชมเรา  แต่ใครจะรู้ดีเท่าเรา ว่าจริงๆแล้วเราเหมาะสมให้เขาชมได้มากน้อยแค่ไหน มุมที่เขาเห็นเขารับรู้ว่าดี เขาจึงชม แต่ไมได้หมายความว่ามุมอื่นๆเราจะดีไปหมดก็คงไม่ใช่

ในทำนองเดียวกัน คนถูกติ ก็ไม่ใช่ทดท้อ นั่นคิดแบบทั่วไป คิดสั้นๆ 
โดยสรุปสิ่งที่ต้องการบอกก็คือ ถ้าคนชมเรา เราควรจะวางตัวอย่างไร และคนติเรา เราควรวางตัวอย่างไร wave.gif
Posted by รจนา เจนีวา on 22 Dec. 2006,07:53
เพิ่งมีโอกาสได้เข้ามาอ่านค่ะ

ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่า การชมคนอื่นให้ถูกต้อง ฟังดูเหมือนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เสียแล้ว สังเกตจากปฏิกิริยาของเพื่อน ๆ ต่อประเด็นนี้น่ะคะ

ถึงกระนั้นก็ขอบคุณและประทับใจกับสิ่งที่คุณคิลินเรียบเรียงมาให้ค่ะ ได้ครบถ้วนหลักธรรมะเกี่ยวกับคำชม-คำติทีเดียว... bowsdown.gif ทำให้ได้แง่คิดลึกซึ้งขึ้นโดยเฉพาะในแง่ของการเป็นผู้รับคำชม....เหมือนกับใช้หลักโยนิโสมนสิการ...การน้อมนำเข้าหาตัว...มาเป็นหลักคิด

รจนาคิดว่า หากเรารับคำชม(และคำติ)เป็น เราก็จะให้คำชมเป็นด้วยเหมือนกัน

สำหรับรจนาแล้วคิดว่า การให้คำชมแก่ผู้อื่นนั้นอาจมองได้สองแง่ แง่แรก คือ จิตวิทยาการสื่อสารทั่ว ๆ ไป กับแง่ที่สองคือเรื่องของการปฏิบัติธรรม

ในแง่แรกนั้น พวกเราทราบกันโดยส่วนใหญ่และได้พูดถึงกันเกือบจะรอบด้านแล้ว...มีอีกอย่างเดียวที่รจนาอยากจะเสริม คือ การรู้เขารู้เราค่ะ

รู้เขาคือ รู้นิสัยเขาว่า เขาชอบคำพูดแบบไหน ชอบให้ชมหรือชอบให้ติ ชอบคำอ่อนหวาน หรือชอบคำพูดตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม หรือเขาไม่ชอบให้พูดอะไรเลย แต่แค่เราแสดงออกทางสีหน้าว่ายอมรับหรือไม่เห็นด้วย หรือแค่ยิ้มน้อย ๆ พยักหน้า เขาก็ตระหนักแล้ว หรือเขาชอบได้ยินคำชมผ่านคนอื่น เพราะเป็นการแสดงว่าเรายกย่องเขาทั้งต่อหน้าและลับหลัง หรือเขาพร้อมจะรับคำชมหรือติในสถานการณ์นั้น ๆ หรือไม่หรือเขาไม่ชอบให้เขาแสดงความคิดเห็นต่อหน้าคนอื่น หรือหมอนี่ชมก็ไม่ได้ ติก็ไม่ได้ อยู่เฉย ๆ ดีกว่า ฯลฯ เรียกว่า หากรู้จักผู้รับดี เราก็กำหนดบทบาทเราได้ดีไปกว่าครึ่งแล้ว

ส่วน รู้เรา ก็คือว่า รู้ว่าเราเป็นคนพูดขวานผ่าซาก พูดแล้วคนฟังรับไม่ค่อยได้ อันนี้ก็อาจจะนิ่งเสีย (ตำลึงทอง) หรือเลือกพูดกับคนที่รู้ว่า รับได้ หรือรู้ว่า เราชอบพูดมาก พูดครั้งเดียวไม่พอ ต้องย้ำบ่อย ๆ คนฟังก็อาจจะเอือม แม้ว่าจะเป็นการพูดชมก็ตาม หรือเราชอบพูดสั้น ๆ จุ๊ดจู๋เสียจนคนฟังเข้าใจผิดบ่อย ๆ ก็มี หรือเราไม่ชอบพูดมาก คนก็เลยคิดว่า เราแล้งน้ำใจ หรือเราเป็นคนชอบแสดงความเห็นไปเรื่อย ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ขอมีส่วน...ทำให้บางครั้งขาดการไตร่ตรองได้เหมือนกัน

แล้วยังต้องรู้ทันตัวเองด้วยว่า เราชมหรือเราติด้วยเหตุใด เช่น บางทีเราติดนิสัย ชมไว้ก่อน จริงไม่จริงก็ชม ดีไม่ดีก็ชม เพราะอยากให้คนอื่นยอมรับเราเข้ากลุ่ม อย่างนี้ดูไม่เป็นพิษภัยก็จริง แต่คำพูดจะขาดน้ำหนัก ถึงชมใคร เขาก็ฟังผ่านหู

หรือเรามีนิสัยติไว้ก่อน อะไรก็ไม่ดี ไม่อร่อย ไม่เหมือนตัวเองทำ ไม่เข้าท่า ไม่ถูกใจ ประมาณว่า เรารู้ดีกว่าคนอื่นทั้งหมด แบบนี้ผลทางด้านผุ้รับฟังเป็นอย่างไร คงพอเดาได้นะคะ nope.gif

แต่ที่ "รู้เรา" อีกอย่างหนึ่งอันละเอียดอ่อนก็คือ เราผู้ให้คำชม(หรือคำติ)เองก็หวังได้เห็นปฏิกิริยาทางบวกของคนรับ เช่น เขาดีใจ เขามีกำลังใจ เขาได้ข้อคิด เขาปรับตัว ฯลฯ....ซึ่งหมายความว่า เราเองติดใจหรือคาดหมายอย่างใดอย่างหนึ่งกับผลของคำพูดของเราเอง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ ไม่ใช่ผิดแปลกอะไร...แต่ว่าเมื่อเราติดใจกับผล การให้ก็จะไม่เป็นธรรมชาติ เพราะเกิดอาการลุ้นขึ้นมา พอคนรับมีปฏิกิริยาอันไม่คาดหมายกลับมา เราก็พลอยเสียใจที่ได้พูดไปเช่นนั้น แล้วพาลเข็ดหลาบ ไม่กล้าพูดชมหรือติอีกเลย หรือพลอยโมโห (หรือเสียใจ) ไปด้วย ว่าไม่รู้จักซาบซึ้งในความหวังดีของเรา...ประมาณนั้น

ที่นี้มาขอให้ดูในแง่ที่สอง (หลักการปฏิบัติธรรม) ค่ะ ซึ่งคุณคิลินได้ให้ข้อคิดในแง่ของผู้รับมาแล้ว รจนาขอต่อยอดแล้วกันค่ะ

รจนาคิดว่า ฐานศีลห้าและพรหมวิหาร เป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ ทั้งในการเป็นผู้ "ให้" และผู้ "รับ" คำชม (และคำติ) อย่างเหมาะสม งดงาม ถูกกาลเทศะ และมีประโยชน์

เหตุใดรจนาจึงคิดว่า ฐานทั้งสองสำคัญ?....เอาง่าย ๆ แค่ศีลข้อสี่ค่ะ หากเรารักษาได้ดีและถูกต้อง เราจะเป็นผู้ที่พูดวาจาสัตย์อยู่เสมอ วาจาของเราจะน่าเชื่อถือ เราจะพูดกับผู้คนอย่างอ่อนหวาน ไพเราะ หนักแน่น มุ่งหมายดี จริงใจ สำรวม กลั่นกรอง ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินจริง เรียกว่า มีสัมมาวาจา ว่าอย่างนั้นเถิด....ดังนั้น...คำพูดของคนที่มีศีล มีธรรม พูดจริง พูดความสัตย์ พูดงดงามเป็นนิจนั้นย่อมเป็นที่น่าฟังของผู้ที่ได้ยิน...และอานิสงส์ของการรักษาความสัตย์เป็นเนืองนิจจะเปล่งประกายออกมาในคำพูดนั้น...

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงข้ออื่น การไม่ฆ่าสัตว์ ทำให้ใจเรามีเมตตา ไม่คิดร้ายต่อชีวิตใด การไม่ลักทรัพย์ทำให้เราเป็นผู้ไม่ด่างพร้อย น่านับถือ การไม่ประพฤติผิดลูกเขาเมีย(และสามี)ใคร ทำให้เราพูดแนะนำเรื่องคุณธรรมทางเพศและครอบครัวได้สนิทปาก การไม่เสพเมรัยทำให้เราครองสติได้สมบูรณ์ การพูดจาก็งามไปด้วย ไม่ใช่พูดเพราะฤทธิ์ของเมรัย...

แล้วพรหมวิหารสี่มามีส่วนอย่างไร อ๋อ...ก็หลักความ "เมตตา (ปรารถนาดีต่อผู้อื่น)" ต่อผู้อื่นไงคะ หากเราพูดด้วยเมตตาเพราะอยากให้เขาได้กำลังใจ (ชม) ได้ปรับปรุงตัว (ติ) หรือได้ข้อคิด (แนะนำ) ผู้ฟังที่มีจิตใจละเอียดอ่อน (หรือแม้แต่ใจหยาบก็เถอะ) ย่อมรับในกระแสความเมตตานี้ได้....สังเกตได้ว่า หากเราเจอพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีรังสีแห่งความเมตตาสูง ท่านสั่งสอนอะไร ใจเราจะรับได้เร็ว มีอนุโมทนา หรือผู้ใหญ่ที่น่านับถือ พูดอะไรก็น่าฟัง แม้จะติ เราก็ยังเต็มใจยอมรับ inlove.gif อันนี้พิลกริมได้พูดถึงไปแล้ว

ส่วนหลัก "กรุณา (อยากให้เขาพ้นทุกข์)" ทำให้สิ่งที่เราพูดสอดคล้องกับความรู้สึกนี้ คนฟังรับได้ว่า เราปรารถนาดีจริง พูดเพราะอยากให้เขาพ้นจากภาวะเดือดร้อน ไม่ใช่พูดไปส่งเดช ซึ่งหลักนี้ก็จะผูกพันกับหลักเมตตาอย่างแนบเนียนค่ะ

สำหรับหลัก "มุฑิตา (จิตยินดีในความสุขของผู้อื่น)" ก็จะทำให้เรากำหนดเป้าหมายของคำชม (หรือคำติ) ของเราได้ถูกต้อง เพราะเราตั้งเอาความสุขของผู้รับเป็นสำคัญ

สุดท้ายคือ หลัก "อุเบกขา" ซึ่งเป็นสภาพจิตที่เป็นกลาง ไม่ติดใจกับผล ไม่ทุกข์ไม่สุข มีความผ่องแผ้วด้วยเมตตา กรุณา มุฑิตาเป็นเนืองนิจ และปล่อยวางได้เมื่อสิ่งต่าง ๆ เป็นไปอย่างที่มันควรเป็น ไม่ว่าจะทางดีหรือทางร้าย (เช่น แนะนำแล้วเขาไม่เชื่อ พอทำไปก็เกิดผลไม่ดี เราก็ปลงเสียได้ว่า เราได้ทำหน้าที่ของเราแล้ว แต่ก็ไม่ขาดเมตตาโดยการไปสมน้ำหน้าเขา หรือ แนะนำแล้วเขาทำตาม เขาเกิดได้ดี เราก็ไม่ไปนึกทวงว่า เพราะฉันแท้ ๆ เขาถึงได้ดี.... icon_donot.gif )

พรหมวิหารข้อนี้มักถูกมองผิด ๆ บ่อยค่ะว่า เป็นการไม่รู้ร้อนรู้หนาว ทอดทิ้งธุระอันควร ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย หากเข้าใจและใช้พรหมวิหารข้ออุเบกขาเป็น จะเห็นว่า เป็นการช่วยเราทำกิจต่าง ๆ ด้วยใจเบิกบาน เป็นกลาง ไม่ข้องติดกับผล และปล่อยวางได้เมื่อไม่อยู่ในวิสัยที่จะฝืนวิบากของใคร

อุเบกขา คือ การมองเห็นสัจจธรรมของสรรพสิ่งหรือของมนุษย์ว่า ทุกอย่างเป็นอย่างที่มันเป็น เป็นไปตามหลักกรรม....มิใช่การไม่ยินดียินร้าย ใครจะตกทุกข์ได้ ก็ช่างหัวเขา แต่เป็นการมองความตกทุกข์ได้ยากของเขาว่า คือส่วนหนึ่งของวิบากของเขา หากเราช่วยเหลือได้ เราก็จะช่วย แต่หากสุดวิสัย...เราก็ต้องวางเฉยในทางอารมณ์ได้ ไม่พาลเร่าร้อนทุรนทุรายหรือตีโพยตีพายกับสิ่งที่ไม่จำเป็น......

สุดท้ายคือ การกลั่นกรอง รับพิจารณา คำชมและคำติย่อมเป็นหน้าที่ของผู้รับ...ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมความรู้สึก นึกคิด จิตใจของใครได้ ปฏิกิริยาของเขาก็เป็นไปตามความสุกงอมแห่งวุฒิภาวะของเขา.... .หากผู้รับ(ฟัง)มีจิตใจหยาบกระด้าง เราย่อมไม่อาจหวังว่า เขาจะฟังคำชมของเราแล้วรู้สึกดี หรือฟังคำติของเราแล้วคิดปรับปรุงพัฒนาตัวเอง.....ไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าท่านจะแบ่งมนุษย์เหมือนบัวสี่เหล่าหรือคะ.....

อย่างไรก็ดี หากผลการชม(หรือการติ)ออกมาดี สมกับเจตนาของเรา ก็น่ายินดี หากผลออกมาตรงข้าม เราก็ต้องรับไว้เป็นบทเรียนเพื่อปรับปรุงตัวเราด้วยเหมือนกัน...ไม่ว่าผลจะดีหรือจะร้าย "อุเบกขา" จึงมีส่วนอย่างยิ่ง กล่าวคือ เราให้สิ่งดีกับผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนกับตัวเรา หรือเรากล่าวติติง(เพื่อก่อ)กับผู้อื่น ก็มิใช่หวังให้เขามาเคารพเราว่า รู้ดีกว่า มากกว่า ถูกกว่า แต่เราพูดตามหลักการที่สมควร พูดตามหน้าที่ (ของพ่อ ของแม่ ของครู ของกัลยาณมิตร ฯลฯ)....เมื่อทำได้ดังนี้ เราก็สามารถพอใจกับการทำหน้าที่ของเราได้

ฐานศีล และฐานพรหมวิหาร ประกอบความรู้เรื่องจิตวิทยาการสื่อสารนี้จะช่วยให้เราดำรงตนอยู่ในโลกที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ อย่างมีประโยชน์ อย่างรู้เท่าทันอย่างไม่น่าเชื่อ...ทั้ง ๆ ที่ความจริงคนปฏิบัติธรรม รักษาศีล ภาวนาจำนวนมาก มักปลีกตัวจากโลกวุ่น ๆ ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับใครสักเท่าไร แต่เมื่อเหตุการณ์มาถึง...ศีล ธรรม สติ และปัญญา จะพยุงตนให้ทราบเองว่า ควรต้องปฏิบัติตนอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น

ยาวไปสักหน่อยนะคะกับหลักคิดของรจนา....หวังว่าคงไม่ยุ่งยากมากไป ทำให้ปวดหัว hum.gif กันนะคะ 

Dancer.gif
Posted by add on 22 Dec. 2006,08:52
คุณรจพูด(เขียน)ได้กระจ่าง  นวลและเนียน มากทีเดียวค่ะ  bowsdown.gif

               thankssign.gif
Posted by sweet lemon on 22 Dec. 2006,16:20
ยกสองมือ...ปิดตา....ปิดหู....ที่สำคัญ....ปิดปาก..อิอิ

couch.gif
Posted by แมวเหมียว on 22 Dec. 2006,21:55
ปิดตาแล้วอ่านเห็นเหรอจ๊ะน้องมะลาว couch.gif  laugh1.gif

เป็นข้อคิดที่ดีๆทั้งนั้นเลยค่ะ  hum.gif แต่ขออ่านนานๆนะคะ

แฮ่ะๆ คิดตามไม่ค่อยทันค่ะ tongue.gif  


bowsdown.gif
Posted by sweet lemon on 23 Dec. 2006,15:21
อะธ่อพี่แหม่วขา มะลาวมีแค่สองมือนะค่ะ
เพราะตอนปิดตานะมองไม่เห็นอะไรเลย ก็เลยไม่ได้อ่าน มะลาวก็เลยเอามือมาปิดหู แล้วตั้งตาอ่าน เมื่ออ่านจบแล้ว ก็เอามือมาปิดปาก เพราะกลัวจะหลุดคำชมออกไปอ่ะ ฮี่ฮี่  tongue.gif

greet.gif
Posted by แมวเหมียว on 24 Dec. 2006,17:58
ตอนที่คิดคำถามเรื่องนี้ เกิดจากได้อ่านธรรมะสำหรับเด็กของหลวงพ่อปัญญาน่ะค่ะ

ท่านสอนเด็กๆว่าให้อ่านประวัติบุคคลสำคัญคนเก่งๆ แล้วให้เอาอย่างเขา..

แล้วท่านก็พูดภาษาพระว่า "ใช้กิเลสมาล่อก่อนเพื่อให้ขยัน
เมื่อสำเร็จแล้วค่อยมาข่มกำจัดกิเลสกันอีกที"..

อ่านแล้วก็มาคิดว่า คนเราที่ทำอะไรสำเร็จถือว่าเป็นคนเก่งแล้ว ก็จะเกิดความภูมิใจในตัวเอง

แล้วความภูมิใจในตัวเองนั้นก็คือการเพิ่มอัตตา

ดูเหมือนมันเริ่มมาตั้งแต่เราเป็นเด็กๆแล้ว พอเป็นคนเก่งแล้ว ก็จะรู้สึกยืด

ก็สะสมความยืดกันมาเรื่อยๆ จึงอยู่มาอย่างที่คิดว่าตัวเองแน่ จวบจนถึงวัยแก่ เอ๊ย ถึงวัยเหมือนพวกเราที่นี่

จนเพิ่งมารู้สึกว่าอะไรๆมันก็ไม่แน่แท้  จึงคิดจะมาพัฒนาตนเองให้ลดละความมีตัวตน..เลิกความยึดมั่นถือมั่น

แล้วทำไมเราไม่ลดละกันตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ ก็ไม่รู้

พูดไปเรื่อยเปื่อยน่ะค่ะ  tongue.gif


k122.gif  k119.gif  k122.gif
Posted by KiLiN on 25 Dec. 2006,09:44
คุณรจเขียนได้ดีอีกเช่นเคย winkthumb.gif กลับจากเที่ยวแล้วมาเขียนอีกนะครับ

นึกถึงที่เขียนถึงศีลข้อ ๔ ก็เลยให้นึกถึงศีลอีก ๔ ข้อ
และนึกถึงคุณประโยชน์ของศีล
น้อยคนที่จะได้รับคุณประโยชน์จากศีล เพราะส่วนใหญ่เรารู้จักศีลเพียงแค่เป็นพิธี เรามองข้ามมัน ไม่เห็นความสำคัญ มองไม่เห็นโทษของการผิดศีล เหมือนคนติดบุหรี่ติดเหล้าไม่เห็นโทษของมัน

แมวเหมียวอย่าเพิ่งบ่นเรื่อยเปื่อย มาตอบตำถามนี้ก่อน

ใครรู้บ้าง ว่าศีลข้อไหนเป็นข้อที่สำคัญที่สุด เพราะอะไร ask.gif
Posted by add on 25 Dec. 2006,09:55
ฮ่าๆ เสร็จโก๋ ก็ต้องตอบว่าข้อ 1 สิคะ เพราะไม่งั้นเขาจะเอาขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งเหรอ  laugh1.gif fryingpan.gif

      แค้กๆ hum.gif  เดาอีกหน่อยก็ตอบว่า เพราะข้อหนึ่งทำให้เรามีเมตตา  เขาว่ากันว่า "เมตตาค้ำจุนโลก" แสดงว่าข้อนี้ต้องเป็นหนึ่งที่ซู้ด greet.gif
Posted by แมวเหมียว on 25 Dec. 2006,17:38
ตอบข้อ ๑ ด้วยค่ะ  xmas.gif

เหตุผล เพราะอาจารย์แขน เอ๊ย คุณคิลินบอกไว้ที่กระทู้สงครามความรุนแรงว่า ศีลข้อ๑ สำคัญที่สุด

เพราะว่า การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตบ่อยๆ เป็นการเพาะเชื้อความโกรธ ความรุนแรงในจิตใจ เมื่อจิตใจที่มีความรุนแรง ขาดเมตตาแล้วจะนำไปสู่การขาดศีลข้ออื่นๆ

อิ อิ อาจารย์ไม่ได้บอกนี่นาว่าห้ามท่องจำมาตอบ couch.gif  laugh1.gif

hum.gif เอ แต่การขาดศีลข้อ ๕ จะเกี่ยวกับความรุนแรงยังไงคะ  ic-14.gif

หรือศีลข้อ ๕ สำคัญที่สุดคะ เพราะการดื่มสุราเมรัยแล้วเมา ทำให้ขาดสติ นำไปสู่การขาดศีลข้ออื่นๆ ask.gif

bowsdown.gif
Posted by รจนา เจนีวา on 30 Dec. 2006,16:26
สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ

ไปเที่ยวกลับมาแล้วค่ะ แล้วจะนำเรื่องเที่ยวมาฝากในกระทู้ "เยอรมนีที่น่ารู้จัก" นะคะ....แฮ่ม โฆษณาเลยนะ เรา tongue.gif

คุณคิลินถามปัญหาเรื่องศีลทั้งห้าอย่างนี้ต้อง hum.gif เหมือนกันค่ะ...แต่ขอตอบเหมือนพวกพี่ ๆ ว่า ศีลข้อที่ ๑ ปาณาติบาต เป็นข้อที่สำคัญที่สุดค่ะ....เหตุผลก็เหมือนกับพี่ ๆ คือ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เบียดเบียน ทำร้ายผู้อื่นนั้นให้วิบากที่รุนแรงกว่าศีลข้ออื่นทุกข้อ กล่าวคือ คนที่ละเมิดศีลข้อนี้ โทษเบาสุดก็คือ จะมีชีวิตสั้น โทษร้ายแรงก็คือ ตายอย่างน่าอนาถ ตกนรกหมกไหม้....การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นการก่อกรรม สร้างเวร ต้องจองเวร ตามล้างตามเช็ดไม่สิ้นสุด...และคนที่ละเมิดศีลข้อนี้ หากใจมืดบอด เกิดฆ่าพ่อฆ่าแม่ขึ้นมา จะถึงกับต้องอนันตริยกรรม ต้องลงนรกอเวจีอย่างเดียว แค่พูดก็หนาวสันหลังแล้วค่ะ ขณะที่ศีลข้ออื่นยังเจอบทลงโทษน้อยกว่า

ศีลข้อลักทรัพย์ (อทินนาทานา) นั้นก็เพื่อมุ่งหมายให้คนเราอยู่ในสังคมด้วยกันอย่างเป็นระเบียบ เช่นเดียวกับศีลข้อสาม (กาเมสุมิจฉา) เพื่อให้ครอบครัวและสังคมสงบสุข ส่วนข้อสี่ (มุสาวาทา) เราคุยกันไปแล้ว...

และศีลข้อ ๕ (สุราเมรย) นั้น รจนาคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของอบายมุข (ทางอันนำไปสู่ความฉิบหาย) และเป็นเหตุอันทำให้ศีลข้ออื่นด่างพร้อยได้ง่าย...หมายความว่า เป็นข้อที่อันตรายพอควร...แต่ด้วยตัวของมันเองแล้วยังไม่ให้วิบากที่ร้ายแรงเท่าข้อหนึ่งค่ะ

ส่วนในแง่บวกของการรักษาศีลข้อหนึ่งนั้น ก็ขอลอกพี่ ๆ อีกเหมือนกัน คือ ได้เมตตาบารมีค่ะ จะทำให้ใจสงบ เบิกบาน ไม่มัวหมอง มองเห็นสัตว์โลกต่าง ๆ เท่าเทียมกับเรา มีชีวิต รักชีวิตเหมือนเรา ทำให้ละการเบียดเบียน ละการฆ่าฟัน แล้วเปลี่ยนมาให้ชีวิต ช่วยชีวิต ทำให้เราเป็นผู้ให้ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ลดความเห็นแก่ตัวและประโยชน์ส่วนตนได้ทีละน้อย

นอกจากนั้น กุศลแห่งการรักษาศีลข้อหนึ่งอย่างบริสุทธิ์เป็นบารมีแก่กล้าแล้ว ก็จะทำให้แคล้วคลาดจากอันตราย (หากยังไม่หมดอายุขัย) วิบากกรรมที่หนักก็กลายเป็นเบา และวิบากกรรมที่เบาก็อาจจะกลายเป็นอโหสิกรรมได้ สัตว์ร้ายก็จะไม่หมายเอาชีวิต อาจถึงกับเป็นผู้ปลอดจากศัตรูด้วย

ผิดถูกอย่างไรก็จะรอฟังเฉลยค่ะ greet.gif
Posted by add on 30 Dec. 2006,18:28
กราบคารวะ อาจารย์รจนา   bowsdown.gif   โห..พี่ถามหน่อย  ทำยังไงถึงได้กระจ่างชัดในธรรมะขนาดนี้เนี่ยะ   winkthumb.gif  พี่ขอเกาะๆแกะๆ  ติดชายเสื้อสักกะนิดก็ยังดีนะ   laugh1.gif
Posted by KiLiN on 30 Dec. 2006,21:23
คุณรจกลับมาแล้ว และมาตอบแล้ว 

เหลือคุณพิล จะมาตอบป่าว หรือจะลอกการบ้าน คิกๆ tongue.gif
Posted by รจนา เจนีวา on 01 Jan. 2007,09:02
อ้างถึง
พี่แอ๊ด - โห..พี่ถามหน่อย ทำยังไงถึงได้กระจ่างชัดในธรรมะขนาดนี้เนี่ยะ 


tongue.gif เขินเลยอ้ะ พี่แอ๊ด...บังเอิญว่า เพิ่งอ่านหนังสือว่าด้วยศีลห้า และโทษแห่งการละเมิดศีลพอดีเลยค่ะ....เหมือนกับอ่านหนังสือตรงข้อสอบน่ะค่ะ

นอกจากนั้น อาจเป็นการกลั่นกรองผสมรวมกันระหว่างจิตวิทยามนุษย์ ทักษะการให้คำปรึกษา และความรู้เรื่องพุทธศาสนา...ประกอบกับประสบการณ์ในชีวิตจริงทั้งของตัวเองและคนรอบข้าง....

รจนาชอบสังเกตผู้คน และอาจจะค่อนข้างไวกับความรู้สึกคนอื่น (และของตัวเอง) ด้วยก็ได้ค่ะ เลยมักจะนึกถึง(เดา)ใจ inlove.gif คนถามไปพร้อมกันเวลาจะเขียนตอบอะไรสักอย่าง บางทีก็เดาตรง (โดยเฉพาะผู้หญิงด้วยกัน) บางทีก็เดาสุ่มไปคนละทางเลย... tongue.gif

และมีคนที่ต้องขอบคุณคนหนึ่ง คือ พ่อบ้านนี่เอง แปลกดี...คือ การได้แต่งงานกับคนต่างชาติเช่นพ่อบ้าน ที่คิดและมองโลกคนละแบบกับคนไทย (คนพุทธ) ก็ทำให้เราได้ฝึกคิดนอกกรอบ คิดเป็นสากล คิดผสมผสานหลาย ๆ อย่าง พ่อบ้านเป็นคนมีเหตุผล จะเถียงข้าง ๆ คู ๆ ไม่ได้ เหตุผลจะต้องหนักแน่นเขาจึงจะยอมรับ ขณะเดียวกันก็เป็นคนใจกว้าง หากเหตุผลเราดูดีกว่า เขาก็ยอมรับ ไม่ดื้อรั้น...ก็เลยเป็นการฝึกรจนาให้คิดหาเหตุผลในสิ่งต่าง ๆ และเปิดใจยอมรับความคิดที่แตกต่างได้ดีขึ้น เพื่อนฝรั่งหลายคนชอบถามเรื่องศาสนาและวิธีคิดแบบไทย คำถามเขาบางทีก็ innocent ดี เพราะเราไม่เคยมองแบบนั้นมาก่อน ทำให้เราพลอยได้พิจารณาไปด้วย บางทีก็ถามแบบกวน ๆ อันนี้ก็กลายเป็นการฝึกข่มใจให้เป็นกลางในการตอบ

แต่ก่อน รจนาจะตอบคำถามฝรั่งแบบนี้ไม่ค่อยได้ (หรือตอบแล้วเขาไม่ค่อยเข้าใจ) หรือฟังคำถามแล้วพาลหงุดหงิด ก็จะนำมาขบคิด พออ่านอะไรเจอก็สะกิดใจ หรือหัดถอดเทปคำเทศน์บ่อย ๆ ก็ได้ความเข้าใจขึ้นมา ได้เห็นคำตอบของคำถามต่าง ๆ บ่อยขึ้น แล้วค่อย ๆ สะสมเป็นชุดความรู้ ตอนหลังพอมีคนถามก็จะเริ่มตอบได้ชัดเจนขึ้น....ความเป็นมาก็ดังนี้แหละค่ะ

รจนาค่อนข้างมั่นใจว่า "ศีลข้อสี่" ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้กระบวนการพูด-คิด-เขียนของพวกเราดีขึ้นด้วยค่ะ เพราะหากเรารักษาคำสัตย์ กล่าวถ้อยคำไพเราะอ่อนหวาน พูดแต่สิ่งที่จริงใจและสร้างสรรค์ ไม่พูดเบียดเบียนคนอื่น (และตัวเอง)....วิธีคิด พูด และ เขียน ของเรามันจะคล้อยตามไปด้วยอย่างน่ามหัศจรรย์.... wavey.gif .....ทั้งหมดนี้ก็ได้ฐานแห่งการปฏิบัติภาวนาเป็นแรงหนุนส่งไปพร้อมกันด้วย


Dancer.gif
ตอนนี้คุณคิลินไปปฏิบัติธรรมแล้ว ขออนุโมทนาด้วยค่ะ bowsdown.gif ดีจังเลยอยู่เมืองไทย มีที่ให้ไปปฏิบัติธรรมมากมาย....
Posted by KiLiN on 02 Jan. 2007,08:52
กลับมาแล้วครับ  อิ่มเอมฉุ่มฉ่ำไปตามระเบียบ

ก็แบ่งบุญให้กับทุกคนด้วยครับ  tinyrose.gif
Posted by sweet lemon on 02 Jan. 2007,08:59
อนุโมทนาค่ะคุณคิลิน  bowsdown.gif
Posted by รจนา เจนีวา on 02 Jan. 2007,16:15
bowsdown.gif น้อมรับบุญ ร่วมอนุโมทนา และสวัสดีปีใหม่คุณคิลินค่ะ

ปาเก้ก็เพิ่งผ่านเหตุการณ์ใจหายใจคว่ำที่ห้างซีคอนมา ดวงแข็งและบุญรักษาจริง ๆ เลยค่ะ  winkthumb.gif
Posted by add on 03 Jan. 2007,03:23
อนุโมทนาด้วยค่ะ   bowsdown.gif

        โหรทำนายว่าหลังปีใหม่จะมีเรื่องร้ายๆ  แล้วก็มีจริงๆ  อย่างไรก็ตามขอพระคุ้มครองคนดีๆทั้งหลายอย่าให้ประสบภัยอันตรายใดๆเลย

        และขอให้พวกเราทุกคนมีสติและวิจารณญานในทุกสถานการณ์เถิด
Posted by pilgrim on 03 Jan. 2007,06:05
มาอนุโมทนาบุญกับคุณคิลินด้วยเช่นกันค่ะ yin-yang.gif  bowsdown.gif

ส่วนเรื่องตอบปัญหา รู้สึกเหมือนตัวเองความรู้เท่าหางอึ่งค่ะ เลยขออ่านไปก่อนแล้วกันนะคะ   withstupid.gif

สวัสดีปีใหม่ทุกๆท่านค่ะ flo_1.gif
Posted by แมวเหมียว on 04 Jan. 2007,01:36
วันที่30 ธันวา เห็นข่าวและภาพการแขวนคอ ซัดดัม ฮุสเซนทางทีวีแล้วอดคิดเรื่ององคุลีมาลไม่ได้

ตกกลางคืนวันที่ 31 ได้ข่าวมีการวางระเบิดในกทม.หลายจุด

มีความรู้สึกว่าน่าจะมาจากสาเหตุจากเรื่องเดียวกัน..

มิได้จะมาชวนคุยเรื่องการเมืองนะคะ แค่สงสัยว่าสันติภาพของโลกจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ถ้าสังคมทำให้รู้สึกว่าการแขวนคอคนเป็นเรื่องธรรมดา ต่อให้เขาเป็นฆาตรกรก็เถอะ ohman.gif

flo_1.gif
Posted by pilgrim on 04 Jan. 2007,12:01
พิลว่านะคะ ความถูกต้องมักจะอยู่ในมือผู้ถือกฎค่ะ

สังคมและโลกทุกวันนี้ มันสลับซับซ้อนมากกว่าเดิม พวกเราชาวพลโลกจะได้รู้ข่าวสารก็จากสื่อเท่านั้น(โดยส่วนใหญ่ ถ้าไม่ได้ไปมีประสบการณ์ด้วยตัวเอง) รับสื่อดีก็ดี รับสื่อเลว ก็พาเอาเราโง่เขลา ถูกจูงจมูกหลงเชื่อไปตามนั้น

สังคมเว็บอาจจะดีขึ้นหน่อย ตรงที่เรามีเวทีเอาไว้สนทนา ถกเถียง อภิปรายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เป็นเวทีโดยตรงที่ค่อนข้างจะปิดกั้นได้ยาก แต่เราก็ต้องใช้หลักฟังหูไว้หูตามเดิม

ตอนนี้ พิลรู้สึกเป็นห่วงอนาคตเมืองไทยเหมือนกันค่ะ เพราะภัยเริ่มมาใกล้ตัว และมาถึงคนบริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย
ก็ได้แต่สงสัยว่า คนเหล่านั้น เขาเชื่อจริงๆหรือคะ ว่าความรุนแรงจะแก้ปัญหาอะไรได้ทุกอย่าง แล้วเขามีศาสนาอยู่ในหัวใจหรือเปล่า ถึงได้ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่ละอายต่อการทำชั่ว

พิลว่า การที่เรามีสังคมเว็บนี่ดีมากๆค่ะ อย่างน้อยเราก็ยังมีเพื่อน มีพี่ มีน้อง ที่คบหากันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังอามิสสินจ้างใดๆ เป็นกลุ่มคนที่มีความคิดคล้ายๆกัน เรามาช่วยรักษาสังคมที่ดีงามๆ ถึงแม้จะเล็กๆนี้ของเราไว้ดีไหมคะ (รับรองคุณคิลินต้องบอกว่า ดีครับ แฮ่ๆ)
laugh1.gif  rasp.gif
Posted by KiLiN on 14 Jan. 2007,10:03
หายไปนาน ยุ่งขิงไปหมด  ส่วนหนึ่งก็เรื่องสังขารตนเอง  แก่แล้วหาดีอะไรไม่ได้ 
กลับมาเฉลยเรื่องศีลดีกว่าครับ เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน

       คำถาม : ศีล ๕ ข้อ ข้อไหนสำคัญที่สุด เพราะเหตุใด ?
       ตอบกันว่าข้อ ๑ คำเฉลย ผิดครับ ที่ถูกคือ ข้อ ๕

       คนปัจจุบัน สนใจ ให้ความใส่ใจกับเรื่องไกลตัว มากกว่าเรื่องใกล้ตัว  เรื่องใกล้ตัวตนเอง แม้ว่าเป็นเรื่องง่ายๆ และเกี่ยวข้องกับชีวิตอยู่ทุกวันเป็นประจำ เลยไม่ค่อยรู้ ยิ่งเรียนยิ่งค้นคว้ายิ่งใฝ่หายิ่งไกลตัวออกไปทุกที เรื่องใกล้ตัวเลยต้องไปพึ่งคนอื่น ไปฝากไว้กับคนอื่น เจ็บป่วยเราก็ไปพึ่งแพทย์ มีปัญหาทางอารมณ์สุขภาพจิต ก็ไปพึ่งนักจิตวิทยา ชีวิตนี้เลยรู้เรื่องของตนเองแท้ๆน้อยมาก ตนเลยไม่สามารถเป็นที่พึ่งของตนเองได้ นับวันยิ่งห่างไกล ห่างไกลกับความมุ่งหวังในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเฝ้าเพียรสั่งสอนเผยแพร่คำสอนของพระองค์  พระพุทธเจ้ามุ่งหวังอะไร ? พระองค์มุ่งหวังให้ "ตนเป็นที่พึ่งของตน" มุ่งหวังให้พัฒนาตนเองให้เป็นที่พึ่งของตนให้ได้ เมื่อตนเป็นที่พึ่งของตนได้ ก็จะได้ไม่เป็นภาระของสังคมและเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ด้วย  ความเป็นพระพุทธเจ้าของพระองค์ก็เริ่มต้นมาจากตรงนี้

       คุณประโยชน์ของศีลคือทำให้คนมีชีวิตอย่างเป็นปกติ  ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นนั้นเราพอจะเข้าใจกันดี (ก็แค่เข้าใจนะ ไม่ได้หมายถึงอยากจะทำ)  แต่เรามักมองข้ามไปถึงการเบียดเบียนตนเอง 
       ศีล ๕ ข้อจะเรียงลำดับจากข้อ ๑ เบียดเบียนผู้อื่นมากที่สุดจนถึง ข้อ ๕ เบียดเบียนน้อยที่สุด ในทางกลับกันข้อ ๕ จะเบียดเบียนตนเองมากที่สุด จนถึงข้อ ๑ เบียดเบียนน้อยที่สุด

       ทำไมจึงว่าศีลข้อ ๕ ซึ่งเบียดเบียนตนเองมากที่สุด สำคัญกว่าศีลข้อ ๑ ซึ่งเบียดเบียนผู้อื่นมากที่สุด  พูดง่ายๆว่าการเบียดเบียนตนเองให้ผลร้ายแรงกว่าการเบียดเบียนผู้อื่น  ทั้งนี้ก็เพราะว่า การเบียดเบียนผู้อื่นทำได้แค่เป็นบางครั้งบางคราวทำได้ไม่บ่อย ไม่สามารถทำกันเรื่อยๆ ผู้อื่นไม่อยู่ให้เราเบียดเบียนได้ตลอดไป หรือไม่ยอมไม่ปล่อยให้เราเบียดเบียนเขาเพียงข้างเดียว แต่การเบียดเบียนตนเอง มันเบียดเบียนได้เรื่อยๆ เบียดเบียนได้ตลอดชีวิต แม้ดูว่าให้ผลแต่ละครั้งไม่รุนแรง แต่มันสะสมกันเป็นปีๆ เป็นทั้งชีวิตจนกว่าจะรู้ตัว แล้วไม่เพียงแค่ชีวิตนี้ มันยังตามติดตัวไปชาติต่อไปอีกด้วย 

      ทำไมจึงว่าศีลข้อ ๕ เบียดเบียนตนเอง  เบียดเบียนตนเองในเรื่องสุขภาพนั้นมันขี้จ้อย แต่ที่หนักและสำมะคัญก็คือมันเป็นตัวปิดกั้นไม่ให้เราเห็นธรรมชาติของความเป็นจริง  เมื่อเราไม่รู้ไม่เห็น เราก็จะหลงเข้าใจผิด เดินชีวิตผิดทิศผิดทาง เรื่องนี้เป็นประสพการณ์ตรงของผมเลยก็ว่าได้ ช่วงที่ยังไม่เลิกเหล้า  อ่านหนังสือธรรมะอย่างไรก็เข้าไม่ถึงธรรมะ  แต่พอเลิกเหล้าถือศีลไม่ต้องอ่านก็เห็นธรรมะ 

     ศีลข้อ ๕ เป็นศัตรูกับสติโดยตรง  พระท่านพูดถึงศีลข้อนี้แบบย่อๆว่า "ไม่หมดสติ" สติเป็นตัวอุปการะคุณให้เข้าถึงความเป็นจริงของชีวิต เป็นรากฐานที่จะเข้าสู่สัมมาสมาธิ และปัญญาในที่สุด  ถ้าขาดสติก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องปัญญา เมื่อไม่มีปัญญาก็คือโง่นั่นเอง  การทำให้ตนเองขาดสติ หมดสติ จึงเรียกว่าเบียดเบียนตนเอง
Posted by pilgrim on 14 Jan. 2007,10:46
หายไปนาน กลับมายอมรับว่าแก่เลยหรือคะ tongue.gif

คุณคิลินเขียนเรื่องนี้ได้น่าอ่านมากค่ะ
winkthumb.gif  thankssign.gif
Posted by แมวเหมียว on 14 Jan. 2007,18:03
bowsdown.gif ขอบคุณค่ะคุณคิลิน ไม่สบายยังมาตอบอีก ได้ยินเสียงแหบๆอยูเลย tongue.gif

hum.gif เอ คนถือศีลปฏิบัติธรรม ทำไมไม่สบายบ่อยน้า ask.gif


icon_donot.gif คุณคิลินอายุ 60 ปี.. ก็แค่ครึ่งหนึ่งของ 120 ปีเองนี่คะ

ทำไมถึงยอมรับว่าแก่แล้วหาอะไรดีไม่ได้ จริงมั้ยคะคุณพิล laugh1.gif


 ได้ทีขี้แพะไหล.. couch.gif

ไปออกกำลังกายกันมั้ยคะคุณคิลิน คุณพิล basketball.gif 

wave.gif
Posted by รจนา เจนีวา on 06 Feb. 2007,03:09
เข้ามาอ่านเฉลยศีลห้าของคุณคิลินนานแล้ว ไม่ทันได้เข้ามาคุยด้วยค่ะ

แฮ่ม...ตอบผิดจริง ๆ ด้วยเรา ohman.gif

คุณคิลินอธิบายได้ดีมากเลยค่ะ ที่ระบุว่า การละเมิดศีลข้อ ๕ เป็นการเบียดเบียนตัวเอง ทำให้ขาดสติ และเป็นเส้นทางให้ละเมิดศีลข้ออื่น ๆ

รจนาไม่ได้คิดถึงศีลข้อ ๕ ในแง่ที่สำคัญที่สุด อาจเป็นเพราะเชื่อว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ละเมิดศีลข้อนี้ ก็เลยมองข้ามไป...

เลยกลายเป็นมองศีลข้อ ๕ ในมุมของเพศสภาพ (gender) ไปเสียโดยไม่ตั้งใจ....จึงอยากสนทนาธรรมเพิ่มเติมค่ะ

รจนาคิดว่า ผู้หญิงเราน่าจะมีปัญหาเรื่องสิ่งเสพติดแบบสุราเมรัยไม่มากนัก เช่น อัตราโดยทั่วไป ผู้หญิงยังดื่มสุราน้อยกว่าชาย ยังติดยาเสพติดแบบต่าง ๆ น้อยกว่า (แต่จำนวนวัยรุ่นหญิงชายที่ติดยาก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ) มีความยับยั้งชั่งใจต่อสิ่งเสพติดดีกว่าโดยทั่วไป.....แต่เป็นไปได้ว่า รจนาอาจมองผิด...ผู้หญิงสมัยใหม่อาจมีสิ่งเสพติดแบบอื่น ๆ ที่ให้ขาดสติก็ได้

ดังนั้น ทำให้เกิดคำถามเพิ่มเติมว่า ในโลกสมัยใหม่นี้ เราควรจะนับสิ่งใดเข้าข่าย "สุราเมรัย" ตามนิยามของศีลข้อ ๕ ได้บ้าง? เช่น เรามีเหล้า ไวน์ เบียร์ เครื่องดื่มรสผลไม้ที่ผสมอัลกอฮอล์ แล้วยังมีพวกยาบ้า ยาอี เฮโรอีน กัญชา ฝิ่น ยากล่อมประสาท ฯลฯ ที่บั่นทอนสติและความรู้สึกตัวของเรา...และยังมีอะไรอีกบ้างที่ถือว่า เป็นสิ่งเสพติดที่ทำให้ขาดสติ....

ทั้งนี้อยากให้คุณคิลินช่วยมอง เพื่อให้เราพิจารณาศีลข้อ ๕ นี้ได้ครอบคลุมและทันต่อยุคสมัยมากขึ้นด้วยค่ะ

thankssign.gif
Posted by KiLiN on 12 Feb. 2007,00:34
สวัสดีครับ คุณรจ

     ได้อ่านข้อสนทนาคุณรจมาหลายวันแล้วครับ แต่ที่ยังไม่ได้ตอบ ก็เพราะ..เข้ามาแบบฉาบฉวยบ้าง  สุขภาพไม่อำนวยบ้าง มีเรื่องที่ต้องทำมากมาย ทำให้ไม่โปร่งไม่โล่งเท่าที่ควร  กลัวจะตอบไม่ได้ดีก็เลยละไว้ก่อน  วันนี้จราจรพอเบาบาง ก็เลยได้เข้ามาตอบครับ

     เพื่อความเข้าใจที่แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น ก่อนอื่นขออธิบายเจตนาของการรักษาศีลก่อน การมีศีลรักษาศีลนั้นก็เพื่อทำให้ตัวเราเอง ตนเอง มีกายที่เป็นปกติ หมายถึงมีกิริยาอาการที่เป็นปกติตามมนุษย์ปุถุชนที่ดีที่ควรจะพึงมี เพื่อไม่ไปล่วงละเมิดเบียดเบียนผู้อื่น และไม่ทำให้ตนเองถอยลงต่ำปิดกั้นความเจริญของตนเอง

     ศีลข้อ ๕ พระท่านใช้คำย่อๆ ว่า "ไม่หมดสติ" นั่นแสดงว่าเจตนาของศีลข้อนี้คือ เพื่อรักษาสติ เพื่อคงสติให้มีไว้ ไม่ย่อหย่อนขาดหายไป
     สติ คือ ความระลึกได้ ควารู้ตัวทั่วพร้อม คือไม่หลง ไม่เพลิน จนลืมตัว จนถูกสถานการณ์เป็นฝ่ายกระทำ เป็นทาสของอารมณ์ ถูกอารมณ์ครอบงำ เมื่อขาดสติ สติอ่อนเบาบาง สัมปชัญญะก็จะไม่มี นั่นคือการคิด การใคร่ครวญ การยั้งคิด แยกแยะว่าอะไรควรอะไรไม่ควรก็จะขาดไป ณ ช่วงเวลานั้น 
     สติเป็นหนทางแห่งปัญญา เราจึงเคยคุ้นหูคำที่ว่า "สติปัญญา" "สติสัมปชัญญะ"  ถ้าอยากจะให้มีปัญญาดีก็ต้องทำให้มีสติมากๆ เจริญสติมากๆ เพราะสติเป็นเหตุแห่งปัญญา  ถ้าทำลายสติก็เท่ากับทำลายปัญญา  ศีลข้อ ๕ จึงเป็นข้อที่สำคัญที่สุด มีไว้เพื่อปกป้องรักษาปัญญาของตนเองให้มีไว้ ไม่ให้เสื่อมถอยลง  เพราะขอเพียงให้บุคคลมีปัญญาดี เจริญในทางปัญญา แล้วเรื่องดีๆอะไรๆดี เขาจะคิดของเขาได้เอง แต่ถ้าไม่มีก็ต้องมาคอยเข็น คอยห้าม ต้องมีกฎระเบียบหยุมหยิมเยอะแยะวุ่นวายไปหมด พุทธศาสนาจึงเน้นสอนให้คนเกิดปัญญา เพื่อให้ตนเองเป็นที่พึ่งของตนเองและเป็นที่พึ่งของคนรอบข้างในที่สุด

     ส่วนประเด็นที่ว่าอะไรบ้างที่เข้าข่าย ก็คงอยู่ที่ว่ากินหรือดื่มหรือเสพแล้วทำให้สติอ่อนลงหรือไม่ 

     สรุป ถ้ารู้เจตนาวัตถุประสงค์เสียแล้ว ศีลกี่ข้อก็จะรักษาได้เอง อย่ารักษาศีลเพียงเพราะเป็นกฎเป็นข้อห้าม แต่จงรักษาเพราะต้องการบรรลุวัตถุประสงค์ของศีล คือรักษาด้วยใจ
Posted by รจนา เจนีวา on 13 Feb. 2007,11:06
bowsdown.gif ขอบคุณค่ะ คุณคิลิน ขนาดไม่ค่อยสบายยังหาเวลามาตอบคำถาม....จริงสินะ...เป้าหมายและเจตนาในการรักษาศีลย่อมสำคัญกว่าวิธีการและรายละเอียดมากนัก....

วันก่อนรจนาเพิ่งเปิดหนังสือปัญญาสารฉบับที่ ๘๗ เรื่อง "ศีลวิสุทธิ" ที่เขียนโดยอาจารย์แนบ มหานีรานนท์ (ที่จริงแล้วเป็นคำบรรยายของอาจารย์ที่เขาเอามาพิมพ์เป็นหนังสือ) เธออธิบายเรื่องนี้ได้ชัดเจนดีมาก...มาตรงกับที่กำลังสงสัยพอดีเลยค่ะ....

นั่นคือ อาจารย์สรุปว่า "ศีลวิสุทธิ" หมายถึง การรักษาศีลที่มิได้เจตนาจะรักษาศีลเพื่อต้องการบุญกุศล เพื่อความร่ำรวย เพื่อรูปสวย เพื่อไปเกิดบนสวรรค์ เพื่อได้อารมณ์ที่ตนปรารถนา หรือเพื่อต้องการอานิสงส์ไปทำประโยชน์อื่นตามต้องการ

แต่ "ศีลวิสุทธิ" คือ การรักษาศีลเพื่อต้องการพ้นทุกข์ เพื่อละกิเลส เพื่อไปนิพพาน และต้องเกิดเพราะปัญญาเป็นเหตุ มิใช่เกิดเพราะกิเลสหรือตัณหา (คืออยากได้บุญกุศลหรืออานิสงส์)

นำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ smSL14.gif

flo_1.gif rose.gif
Posted by เก็จแก้ว on 12 Mar. 2007,00:06
หวัดดีค่ะทุกท่าน

แก้วเข้ามาอ่านแบบเข้าใจบ้าง  ไม่เข้าใจบ้างค่ะ ขอเรียนว่า บางครั้งก็อ่านข้ามๆไปด้วยก็เพราะอ่านแล้วยังงงๆอยู่อ่ะค่ะ hum.gif

ขอรบกวนเรียนถามคุณคิลินซักนิดนะคะ... แก้วขอคำตอบแบบที่อ่านแล้วเข้าใจได้ง่ายๆสำหรับคนที่ยังเข้าไม่ถึงหลักธรรมนะคะ 

1.อยากทราบวิธีที่จะอยู่กับปัจจุบันขณะ  อยู่แบบรับรู้ในลมหายใจเข้า-ออก โดยไม่ต้องวิปัสสนากรรมฐานอ่ะค่ะ  ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรคะ?

2.การที่เราจะรู้เท่าทันความโกรธ ความลุ่มหลง นี่ต้องทำอย่างไรคะ?  มีบ้างค่ะที่รู้สึกว่าโกรธแล้ว  เราพยายามยับยั้ง  แต่ก็เผลอตัว ตกเป็นทาสอารมณ์  ไม่สามารถเป็นเพียงผู้ดูได้ค่ะ... เราจะทำอย่างไรให้มีอำนาจเหนืออารมณ์  ความรู้สึกได้ล่ะคะ?

3.มีพี่ที่รู้จักมานานแล้วค่ะทำงานอยู่องค์กรเดียวกันแต่อยู่กันคนละที่ค่ะ  บางครั้งเราก็โทร.คุยกัน  บางครั้งก็ส่งอีเมล์ถึงกันตามแต่โอกาสจะอำนวย  พี่เค้านิสัยดีมากๆ แก้วคุยกับเค้าได้แทบทุกเรื่อง  แบบว่าถูกคอกันดีเลยค่ะ  พี่เค้าเคยชวนไปปฏิบัติธรรม  แต่แก้วก็ปฏิเสธ  บางครั้งคุยกันเรื่องพระ เรื่องวัด  พี่เค้าก็ชวนอีก แก้วก็ปฏิเสธอีก  แก้วบาปมั้ยคะ? รู้สึกเหมือนตัวเองโง่เขลา  แต่ยังไม่สามารถบังคับใจตัวเองได้อ่ะค่ะ  เพราะแก้วรู้สึกว่ายังไม่อยากที่จะต้องฝืนใจทำแบบ... ย่างหนอ... ยุบหนออะไรแบบนี้อ่ะค่ะ... จิตใจคงจะมีกิเลสหนานะคะ จึงรักในความสะดวกสบาย ทั้งๆที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งต่างๆที่เราเห็นนั้นไม่มีอยู่จริงเลย

4.พี่คนเดียวกันกับข้อ 3 พูดเปรยๆกับแก้วว่าเบื่อ... และบอกว่าอยากไปปฏิบัติธรรม... บางครั้งอาจลาออกก่อนเกษียณ แก้วใจหายวาบ... รีบบอกว่า  อย่านะคะ อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนนะ  อย่าเพิ่งทิ้งกันไป... แก้วบาปมั้ยคะ?... แก้วไม่อยากให้เค้าไปเลยค่ะ  เหมือนเค้าห่างเราออกไปทุกที... ทุกที ทำให้รู้สึกว้าเหว่ค่ะ... เหมือนขาดเพื่อนที่รู้ใจประมาณนั้นอ่ะค่ะ  ที่จริงเราไม่ได้คุยกันบ่อยนะคะ  แต่รู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ชิดกัน  แฟนของพี่เค้าทำงานอยู่ตึกเดียวกะแก้ว  เราฝากขนม  ของเล็กๆน้อยๆให้กันเสมอ... คิดแล้วก็อยากร้องไห้ค่ะ... รู้สึกอยากดึงเค้าออกมาจากการปฏิบัติธรรมจัง... คิดอย่างนี้แก้วบาปมากมั้ยคะ?

แก้วขอเรียนถามเท่านี้ก่อนนะคะ  หวังใจว่าคงไม่รบกวนมากเกินไปนะคะ


ขอขอบพระคุณและธรรมสวัสดีค่ะ bowsdown.gif
 

Posted by KiLiN on 12 Mar. 2007,10:22
การอยู่กับปัจจุบันขณะ ก็คือการฝึกสติ

วิธีก็คือ จดจ้องอยู่กับตัวเอง ทำเสมือนตัวเองจดจ้องมองมาที่ตนเอง มองทุกอิริยาบทการเคลื่อนไหวของตนเอง แม้สิ่งที่คิด สิ่งที่พูด สิ่งที่ทำ  มองดูว่าตนเองคิด พูด ทำ ถูกต้องแล้วเพียงใด จะเรียกว่าจับผิดตนเองก็ได้  เมื่อเห็นว่าคิด พูด ทำ อะไรไม่ถูกต้อง ก็แก้ไข ถ้าทำได้อย่างนี้จะไม่มีวันเผลอ ใหม่ๆจะทำได้ยาก เพราะไม่เคย จะลืมตัวบ่อย ก็ไม่เป็นไร ทันทีที่นึกได้ก็ว่ากันใหม่ ทำบ่อยๆทำถี่ๆ นานๆไปจะทำได้มากขึ้นเรื่อยๆ 

เริ่มจากเรื่องง่ายๆในชีวิตประจำวัน นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ตื่นนอน โดยพยายามจะจัดระบบระเบียบกัยตนเองเสียใหม่ การที่พยายามจัดระบบกัยตนเองเท่ากับเป็นการกระตุ้นเตือนให้ตนเองมีสติ เพราะถ้าไม่มีสติจะจัดระบบไม่ได้ ก็จะปล่อยให้เป็นไปเอง

การพยายามที่จะมีชีวิตอย่างเป็นผู้กำหนด ไม่ปล่อยให้เป็นไปเอง หรือปล่อยให้สิ่งแวดล้อมกำหนด นั่นหล่ะเป็นการอยู่กับปัจจุบัน

การดูหนังดูทีวี เราจะอินไปกับเรื่องราวในทีวีในหนัง ขณะที่กำลังอินใจเราจะไม่ได้อยู่กับตนเอง  แต่ไปอยู่กับเรื่องราวในหนังในทีวี ก็จะไม่มีสติ 

คนเรามักจะทำในเรื่องที่อยากทำ ไม่ได้เลือกทำในสิ่งที่ควร ชีวิตจึงลุ่มๆดอนๆ หลายครั้งทำให้ปิดกั้นความเจริญของตนเอง อย่างไม่รู้ตัว เพราะความไม่รู้ จึงมีทัศนที่ผิด 

ก็ต้องกลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นฝ่ายกระทำ เป็นฝ่ายเลือก และก็อย่าเลือกแต่สิ่งที่อยากทำมากจนเกินไปนัก หันมาเลือกทำในสิ่งที่ควรบ้าง  ค่อยๆปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง จากสิ่งที่อยากเป็นสิ่งที่ควรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตเราเอง จะดีหรือไม่ดี ไม่มีใครช่วยได้ ถ้าเราไม่คิดจะช่วยตนเอง จะหวังพึ่งใครได้ yin-yang.gif
Posted by เก็จแก้ว on 13 Mar. 2007,07:22
ขอบพระคุณค่ะคุณคิลิน bowsdown.gif

แก้วอ่านแล้ว  สรุปได้ว่า

ต้องมีสติ... ต้องมีสติ.... ต้องมีสติ

ทำในสิ่งที่ควรทำ... ทำในสิ่งที่ควรทำ... ทำในสิ่งที่ควรทำ

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน... ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน... ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

แก้วจะนำไปปฏิบัติค่ะ... แต่ขอเรียนตามตรงว่า  ยังไม่ค่อยมั่นใจว่าจะทำสำเร็จมั้ยน๊า... คิดว่า ยังไงๆก้อยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยนะคะ

เห็นคุณคิลินตอบมาคำถามเดียว... แก้วจะไม่ทวงคำตอบอื่นแล้วนะคะ  เพราะพอทราบคำตอบอื่นแล้วล่ะค่ะ... อีกอย่างแก้วก็คงไม่เสียใจมากไปกว่านี้อีกแล้ว... เพราะมันเสียไปตั้งแต่ตอนที่พี่เค้าบอกแล้วล่ะค่ะ

ธรรมสวัสดีค่ะ bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 02 Apr. 2007,08:30
เสาร์อาทิตย์นี้ได้ไปร่วมงานบวชพระบวชเณรภาคฤดูร้อนที่วัดอ้อน้อย บวชพระ ๒๖ รูป บวชเณร ๓๑๔ รูป แบ่งบุญให้ทุกคนด้วยครับ  bk001.gif

คุณแมวเหมียวเป็นไงบ้าง  flo_1.gif


พิธีขลิบผม บ่ายวันที่ ๓๑


อาบน้ำนาค เย็นวันที่ ๓๑




เทศน์สอนนาค ค่ำวันที่ ๓๑


มอบผ้าไตร ค่ำวันที่ ๓๑


พิธีบวช เช้าวันที่ ๑


สำเร็จเป็นสามเณร

Posted by sweet lemon on 02 Apr. 2007,12:52
อนุโมทนาค่ะคุณคิลิน  bowsdown.gif


พี่มะแหม่วอยู่กรงหนายค่ะ  whisper.gif  ได้บ่  kissing.gif
Posted by แมวเหมียว on 02 Apr. 2007,16:47
อนุโมทนาบุญกับคุญคิลินค่ะ bowsdown.gif

  ส่วนแมวเหมียวก็ขอเอาบุญมาฝากทุกคนด้วยค่ะ flo_1.gif

ลูกชายได้บวชเป็นสามเณรเรียบร้อยแล้วค่ะ xmas.gif

แต่ไม่ได้บวชที่วัดอ้อน้อยหรอกค่ะคุณคิลิน น้องมะลาวหวาน

      ตอนแรกที่ตัดสินใจเลือกวัดอ้อน้อยแล้ว แต่ติดปัญหาอยู่บ้างที่ว่า วัดกับบ้านอยู่ไกลพอดู แม่(คนขับรถไม่เก่ง)คงเดินทางไปเยี่ยมหรือดูแลไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไหร่

  ก่อนจะถึงวันสมัครได้พูดคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง เขาแนะนำวัดชลประทานฯ ก็ลองหาข้อมูลดู จึงทราบว่าเป็นวัดที่ดีและพร้อมในการบวชสามเณรอีกวัดหนึ่ง และการเดินทางของ(โยม)แม่จะสะดวกกว่าไปนครปฐม 

จึงตัดสินใจใหม่ มาสมัครที่วัชลประทาน และหลังจากผ่านการสอบท่องคำบรรพชาแล้ว ท่านให้มาบวชอยู่ที่วัดปัญญานันทารามซึ่งเป็นวัดสาขาของวัดชลประทานฯค่ะ

พิธีบวชสามเณรเสร็จแล้วเมื่อวานนี้ อิ่มบุญแล้วค่ะ

ได้มอบลูกชายให้เป็นบุตรของพระพุทธเจ้า มอบภาระการดูแลให้ทางวัดไปแล้ว

ก็โล่งใจแล้วค่ะ แต่ยังรู้สึกว่าในฐานะแม่ยังต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้

ทราบว่าทั้งทางวัดและชาวบ้านบริเวณข้างวัดต้องรับภาระหนักไม่น้อยในการดูแลลูกเณร 235 รูป

ทางวัดจึงยังต้องการคนช่วยเหลือทั้งงานครัวและห้องพยาบาล โยมแม่แมวเหมียวจึงตัดสินใจจะไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลืองานวัดตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปตลอดช่วงนี้ flo_1.gif

ก็จะไปเช้ากลับเย็นค่ะ แต่พิเศษช่วงสงกรานต์ตั้งใจว่าจะไปใส่ชุดขาวปฏิบัติธรรมสักสามวัน

จึงมาส่งใบลาที่บ้านฅนธรรมดาไว้ ขอไปทำความดี แล้วจะเอาบุญมาฝากทุกคนนะคะ bk001.gif

สวัสดีค่ะ  biggrin.gif

wave.gif
Posted by sweet lemon on 03 Apr. 2007,02:10
ขออนุโมทนาบุญค่ะพี่มะแหม่ว bowsdown.gif  

และมะลาวดีใจกับพีมะแหม่วด้วยค่ะ ที่พี่มะแหม่วไปทำความดีทำกุศลช่วยเหลือวัด มะลาวขออนุโมทนาค่ะ  bowsdown.gif

บุญกุศลที่พี่มะแหม่วตั้งใจทำ ไม่ว่าจะเป็น...ชักชวนลูกชายบวชเณร...
ทำงานช่วยเหลือทางวัด.. อดข้าวเย็นถือศีล8 ...ขอให้พี่แมวเหมียวพร้อมทั้งครอบครัวมีความสุขค่ะ bowsdown.gif ... มะลาวดีใจกับพี่มะแหม่วจังเลยค่ะ   smSL07.gif  kissing.gif

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว..กลับมาเล่าให้ฟัง(อ่าน) บ้างนะค่ะ  flo_1.gif  kissing.gif
Posted by add on 03 Apr. 2007,09:26
อนุโมทนากับคุณคิลินและมะแหม่วด้วยจ้า  ดีจังๆ  bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 03 Apr. 2007,11:26
ดีครับ  ทั้งแม่ทั้งลูกได้บุญกันเต็มๆเลย

ขออนุโมทนาด้วยครับ  bowsdown.gif
Posted by pilgrim on 03 Apr. 2007,20:39
ขออนุโมทนาบุญกับคุณพี่มะแหม่ว และคุณคิลินด้วยค่ะ

ดีใจด้วยค่ะ ที่คุณแม่แมวเหมียวจะเข้าไปช่วยงานในวัด ยังไงก็อย่าลืมแวะเวียนมาคุยเล่าสู่กันฟัง ถ้ามีเวลาและโอกาสนะคะ
bowsdown.gif
Posted by วันดี on 04 Apr. 2007,01:51
โมนาด้วยนะแมวเหมียวนะ bowsdown.gif

กลับมาเมื่อไหร่อย่าลืมเล่าให้ฟังด้วย applaud.gif

Posted by รจนา เจนีวา on 06 Apr. 2007,10:09
ตกข่าวค่ะ....

อนุโมทนาบุญกับคุณคิลิน และกับพี่แมวเหมียวด้วยนะคะ

คุณลูกก็บวช คุณแม่ก็ช่วยงานพระศาสนา...อ่านแล้วปลาบปลื้มดีแท้....กับเส้นทางอันงดงามของทั้งสองแม่ลูก

bowsdown.gif
Posted by เก็จแก้ว on 07 Apr. 2007,14:05
แก้วขออนุโมทนากับคุณคิลินและพี่แมวเหมียวด้วยค่ะ  bowsdown.gif  bowsdown.gif  bowsdown.gif
Posted by KiLiN on 03 Jun. 2007,21:09
กลับมาจากวัดแล้วครับผม  ไปบวชชีพราหมณ์ถือศีล ๘ มาครับ

จิตใจแช่มชื่น  แบกบุญมาเต็มอิ่ม  เอาบุญมาฝากทุกๆคนครับ tinyrose.gif

ทุกๆครั้งที่ไปบวชกลับมา  ให้รู้สึกว่า ตนเองยังประมาท  

ก็บอกกับตนเองว่า "เราคงต้องเร่งพัฒนาตนเองให้มากกว่านี้  เห็นครูอาจารย์ท่านทำเป็นตัวอย่างแล้ว น้ำตาไหล  เรานี้ยังเหลวไหลอยู่เยอะเลย  คงต้องเคี่ยวเข็ญตนเองให้มากกว่านี้จริงๆ" cry2.gif

Posted by pilgrim on 04 Jun. 2007,09:20
อนุโมทนาค่ะคุณคิลิน flo_1.gif
Posted by pakae on 05 Jun. 2007,10:08
อนุโทนาบุญค่ะคุณคิลิน  EM145.gif
Posted by แมวเหมียว on 05 Jun. 2007,10:19
อนุโมทนาบุญค่ะคุณคิลิน flo_1.gif

 คุณคิลินกลับมาแล้ว แต่น้องมะนาวหวานยังไม่กลับมา

แฮ่ะๆ  คุณคิลินเจอน้องมะนาวหวานบ้างมั้ยคะ ask.gif


EM145.gif

Posted by KiLiN on 05 Jun. 2007,21:07
เห็นมีชีโกนหัวอยู่คนหนึ่ง  หรือว่าเป็นน้องมะลาวหวาน อิอิ biggrin.gif
Posted by แมวเหมียว on 19 Jun. 2008,11:45
สวัสดีค่ะ คุณคิลินและสมาชิกทุกท่าน flo_1.gif  

ย้ายความสงสัยจากห้องฟังเพลงมาไว้ที่นี่นะคะ..

เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อวันก่อน แมวเหมียวได้ไปวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาว่ากันว่าเป็นวัดป่าแต่อยู่ใกล้เมือง

ก็เพิ่งได้ไปที่นั่นเป็นครั้งแรก เรื่องที่ติดใจอยู่ที่ว่า พระท่านเทศน์ว่า..

คนสมัยนี้ ในวันหยุดชอบให้ลูกเรียนเรียนพิเศษกัน

โดยเฉพาะเรียนดนตรี แล้วท่านก็ว่าเรียนดนตรีนั้นดีหรือไม่ดีลองฟังดู..

ท่านว่า..

" ในสมัยพุทธกาล มีสตรีนางหนึ่งเธอมีอาชีพเป็นนักร้อง วันหนึ่งเธอได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

เธอถามพระพุทธเจ้าว่า ตัวเธอนี้มีอาชีพนักร้อง ได้ทำให้คนอื่นมีความสุข ผ่อนคลายสบายใจ ตายไปเธอคงจะได้ขึ้นสวรรค์.. ask.gif (ใช่มั้ยเพคะ?)

พระพุทธองค์ตรัสว่า "เปล่าหรอก  เธอจะตกนรกต่างหาก  เพราะว่าอาชีพเธอนี้เป็นการมอมเมาให้คนติดอยู่กับความหลง"

เป็นเช่นนี้จริงๆ เหรอคะคุณคิลิน..  ถ้างั้นนักร้อง นักดนตรี รวมทั้งคุณดีเจที่บ้านคนธรรมดาก็ทำบาปกันทั้งนั้นซีคะ ? hehe.gif


EM145.gif

Posted by KiLiN on 19 Jun. 2008,20:52
ตอบว่าเป็นได้ทั้งใช่ และไม่ใช่

ปัญหาของคนเราอย่างหนึ่ง  มักชอบตัดตอนเอาคำพูด เพียงไม่กี่คำแล้วมาตั้งคำถามมาคิดมาสรุป  ซึ่งทำให้ที่มาของคำถามและคำตอบไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาอย่างรอบด้านพอเพียง  ความเป็นจริงเรื่องราวต่างๆมันสัมพันธ์กัน  คำตอบที่ออกมาจึงสัมพันธ์กับองค์ประกอบแวดล้อม  และก็เจตนาของคำตอบนั้นว่าต้องการสื่ออะไร  คงตอบอย่างง่ายๆตายตัวไม่ได้ครับ

สำหรับเรื่องที่ยกมา  คงต้องพิจารณาว่า  พระท่านสื่อตรงนั้น ท่านต้องการบอกอะไร  และก่อนที่ท่านจะสื่ออย่างนี้  มีเหตุการณ์มีคำถามหรือกำลังพูดอะไรอยู่  ท่านจึงยกตัวอย่างนี้มาสื่อ

ส่วนที่ว่าคำตอบของพระพุทธเจ้าว่าแบบนั้น  ก็ต้องดูว่า  พระพุทธเจ้าท่านสื่อกับใคร  เจตนาการสื่อของท่านยกขึ้นมาประกอบเพื่อสอนในเรื่องอะไร

ฉะนั้นในรูปธรรมคำถามนี้  ผมคงตอบแทนพระท่านไม่ได้  แต่จะตอบในเชิงหลักการได้ว่า  เป็นไปได้ทั้งสองอย่าง  ทั้งด้านบวกและด้านลบ  ขึ้นกับเนื้อหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งขึ้นกับเจตนา  ยกตัวอย่างเช่น ดนตรีในผับคงไปทางด้านมอมเมา ติดลบซะมากกว่า   ส่วนดนตรีที่เปิดคลอไปกับการทำสมาธิ  ก็ไปทางผ่อนคลายไปทางบวก

คิดว่าคงได้คำตอบชัดพอสมควรนะครับ tinyrose.gif

Posted by แมวเหมียว on 20 Jun. 2008,11:27
QUOTE
ปัญหาของคนเราอย่างหนึ่ง  มักชอบตัดตอนเอาคำพูด เพียงไม่กี่คำแล้วมาตั้งคำถามมาคิดมาสรุป  ซึ่งทำให้ที่มาของคำถามและคำตอบไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาอย่างรอบด้านพอเพียง  ความเป็นจริงเรื่องราวต่างๆมันสัมพันธ์กัน  คำตอบที่ออกมาจึงสัมพันธ์กับองค์ประกอบแวดล้อม  และก็เจตนาของคำตอบนั้นว่าต้องการสื่ออะไร  คงตอบอย่างง่ายๆตายตัวไม่ได้ครับ
...........

ตอนฟังก็พยายามฟังว่าท่านต้องการจะสื่ออะไรเหมือนกันค่ะ

ไม่ได้ตัดตอนคำพูดของท่านและมาสรุปเอาเองอย่างที่คุณคิลินว่า

แต่ท่านพูดไว้แค่นั้นจริงๆ

ไม่ได้มีใครถามเรื่องนี้  ท่านพูดขึ้นมาเองในขณะแสดงธรรม แล้วท่านก็ไม่ได้บอกชัดเจนว่าสตรีที่เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าร้องเพลงตามผับหรือที่ไหน

และที่แมวเหมียวยกปัญหานี้มาถามเพราะว่าตัวเองก็เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนให้ลูกเรียนดนตรีด้วยเหมือนกัน

ส่วนคำพูดสุดท้ายของคำถามที่ว่า

"  ถ้างั้นนักร้อง นักดนตรี รวมทั้งคุณดีเจที่บ้านคนธรรมดาก็ทำบาปกันทั้งนั้นซีคะ ? "

เป็นการถามในเชิงเล่นๆเพื่อต้องการชวนคุย ไม่ได้ต้องการคำตอบว่า ใช่หรือไม่ใช่ ตายตัวอย่างที่คุณคิลินเข้าใจค่ะ

ส่วนเจตนาที่พระท่านพูด เข้าใจท่านต้องการจะบอกว่าคนสมัยนี้ สนับสนุนให้ลูกเรียนนั่นเรียนนี่ วันหยุดเลยไม่มีเวลาที่จะพาลูกเข้าวัด ..


EM145.gif

Posted by sweet lemon on 23 Jun. 2008,16:29
สวัสดีค่ะพี่แหม่ว คุณคิลิน และสมาชิกทุกท่าน  bowsdown.gif


คำถามที่พี่แหม่วถามไว้... ถ้าพี่แหม่วเข้ามา ก็เข้าไปอ่านที่นี่ค่ะ ... boogie.gif
(มะลาวหยิบมา 4 เว็ปค่ะ...อาจมีประโยชน์บ้างนะค่ะ biggrin.gif )

< ...เว็ปที่1.... >
< ...เว็ปที่2... >
< ...เว็ปที่3... >
< ...เว็ปที่4... >


wave.gif

Posted by KiLiN on 23 Jun. 2008,22:26
เยี่ยมเลยมะลาวไปค้นมา  applaud.gif

พูดถึงเรื่องดนตรี เรื่องเพลง  ผมมีคำถามที่น่าสนใจ  ชวนให้คิด  คำถามมีอยู่ว่า  "อะไรคือความแตกต่างอย่างเป็นสาระสำคัญระหว่างบทสวดมนต์กับบทร้องเพลง"  ใครตอบได้บ้าง  ลองตอบกันดูนะครับ  wave.gif (ว่ากันจริงๆแล้วมันต่างกันอย่างตรงกันข้ามเสียด้วซ้ำ yin-yang.gif)  ถ้าตอบคำถามนี้ได้  จะเข้าใจประเด็นเรื่องนี้มากขึ้น  ว่าเมื่อใดตกนรกเมื่อใดไม่ตกนรก

Posted by แมวเหมียว on 26 Jun. 2008,09:41
ขอบคุณค่ะน้องมะลาว bowsdown.gif

พี่ไปอ่านมาแล้วค่ะ  EM145.gif

ส่วนคำถามของคุณคิลิน คิดไม่ออกค่ะ ask.gif

EM142.gif

Posted by sweet lemon on 26 Jun. 2008,22:56
สวัสดีค่ะพี่แหม่ว คุณคิลิน และสมาชิกทุกท่าน  bowsdown.gif


แหมมะลาว แกล้งหายไป นึกว่าจะมีใครมาตอบปัญหา (คุณคิลินมีปัญหา อิอิ smSL07.gif ) มะลาวจะได้ลอก อิอิ แต่แล้วก็มีแต่คน อมภูมิ เหอๆ  laugh1.gif

ขอตอบแบบ ไม่ลอกใคร และแบบมึนกับคำถามละกันนะค่ะ แหะๆ  EM133.gif



บทสวดมนต์...เป็นการระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ
สวดก่อนการทำสมาธิภาวนา จะทำให้จิตเป็นสมาธิได้เร็ว  bowsdown.gif


ส่วนบทร้องเพลง...(ในศาสนาคริสต์) เป็นการสรรเสริญพระเจ้า
...ตรงนี้ขอเสียงท่านที่นับถือศาสนาคริสต์ด้วยค่ะ...เพราะมะลาวเดาค่า... smSL07.gif


ส่วนบทร้องเพลง... ที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา เป็นไปเพื่อความสบายแห่งจิตใจ
บางครั้งคลายความเศร้าโศกได้  boogie.gif



wave.gif

Posted by KiLiN on 26 Jun. 2008,23:34
applaud.gif ตบมือให้มะลาวหน่อย  ที่ตอบมาเกือบถูก หมายความว่ายังไม่ถูก ohman.gif
อ้าว..แล้วตบมือทำไม  ก็ให้กำลังใจว่าเกือบแล้วไง จะได้ตอบใหม่ อิอิ biggrin.gif

สงสัยคำถามจะยากไป  เลยทำให้มึนตึบ  ใบ้ให้หน่อยแล้วกัน

ที่มาของคำถามนี้  มาจากบทโศลกที่ว่า
บทสวดมนต์ คือ บทเพลงของคนที่มีความสุข
บทร้องเพลง คือ บทบรรเลงของคนที่มีความทุกข์

อืมมม...จริงหรือเปล่า? ตอนอ่านเจอครั้งแรก  ก็ให้สงสัยกึ่งไม่ค่อยเชื่อ  แต่เนื่องจากเป็นบทโศลกของครูอาจารย์ที่ศรัทธานับถือ  ก็เลยต้องค้นหาความจริงอันนั้น  (ก็ไม่ถาม ใช้วิธีค้นหาคำตอบด้วยตนเอง)  ค้นอยู่นานเหมือนกัน  โดยใช้หลักที่เห็นคำว่าสุขกับทุกข์มันตรงกันข้าม  ฉะนั้นก็ต้องหาคำตอบด้วยการหาข้อแตกต่างที่ตรงกันข้าม

จะเห็นว่าเข้าใกล้ประเด็นคำถามที่คุณแมวเหมียวถามมากขึ้น  

Posted by แมวเหมียว on 27 Jun. 2008,20:47
บทเพลง ผู้แต่งต้องเขียนมาจากอารมณ์ ความรัก โลภ โกรธ หลง

คนร้องก็เคลิบเคลิ้มตาม มีความวูบวาบ หวั่นไหว ใจไม่นิ่ง จึงเป็นความทุกข์..

ส่วนบทสวดมนต์ อันดับแรกเป็นคำบาลี อ่านยาก จำยาก แม้สวดอย่างไม่รู้ความหมาย ก็ต้องใช้สมาธิ ..

หากรู้ความหมายก็ล้วนสอนให้ปลง  จึงน้อมนำไปสู่ความสว่าง สงบ

สุขใดไหนเท่าความสงบไม่มี..

อิ  อิ ตอบแบบเดาข้อสอบค่ะ biggrin.gif


EM145.gif

Posted by add on 28 Jun. 2008,20:16
อิอิ  หายหัวไปหลายวัน  โผล่มาตอบมั่ง   biggrin.gif

           บทสวดมนต์  ก็ฟังออกมั่งไม่ออกมั่ง  ทำให้ไม่เกิดอารมณ์ดีใจหรือเสียใจ  จึงทำให้จิตใจไม่ฟุ้งสร้าน  เย็น เคลิ้ม หลับไปได้โดยง่าย  smSL07.gif จิตใจก็สบาย  

        แต่ฟังเพลงนี่มันมีทั้งซึ้งเศร้า  เสียใจ  ซะเป็นส่วนใหญ่  ที่ดีใจเบิกบานจะมีน้อยหน่อย  จิตใจก็เลยต้องทำงานหนัก เครียด   EM135.gif

         ohman.gif  ไม่รู้เป็นไร  ก็ยังชอบฟังเพลงมากกว่าบทสวดมนต์อยู่ดี  แหะๆ laugh1.gif

Posted by sweet lemon on 28 Jun. 2008,21:27



ว้าวววว สวัสดีค่ะน้าแอ้ด พี่แหม่ว คุณคิลิน  bowsdown.gif

คุณคิลินให้โอกาสตอบใหม่ อย่างนี้สบายค่ะ  snaping.gif  ลอกคำตอบพี่แหม่ว กะ น้าแอ้ดซะเลย เหอๆๆ   smSL13.gif

-----------------
บทสวดมนต์....
เมื่อคนที่กำลังมีทุกข์ทางใจ ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาของตนได้อย่างไร
หรือปัญหาของตนไม่มีใครที่จะช่วยได้ เมื่อหาทางออกไม่ได้
ก็หันไปพึ่งสิ่งที่ตนคิดว่า..อาจช่วยได้...นั่นคือ..การสวดมนต์ ...
จะสวดช้า สวดเร็ว สวดแบบแปล หรือไม่แปล ก็แล้วแต่

...แต่เมื่อสวดไปเรื่อยๆ จนจิตใจเริ่มคลายความฟุ้งซ่านลง
จิตเริ่มจดจ่ออยู่กับบทสวดมนต์ นั่นคือจิตเริ่มมีสติ
เมื่อจิตมีสติ จิตก็เริ่มมีสมาธิ แล้วเมื่อใดที่จิตเริ่มแกร่งขึ้น
เมื่อนั้นความทุกข์ที่มีอยู่ก็หายไป...กลับกลายมาเป็นความสบายของจิต

เมื่อจิตไม่มีทุกข์ บุคคลผู้นั้นก็มีความสุข
เมื่อเขามีความสุข ในความคิดของเขาก็มีแต่สิ่งสร้างสรรค์ที่ดี
จะทำการสิ่งใดก็ทำในสิ่งที่ดี ไม่ทำในสิ่งที่ชั่ว

เมื่อเขาสร้างความดี แล้วใจเป็นสุข...ก็เท่ากับว่า...
...บุคคลผู้นั้นได้ขึ้นสวรรค์แล้ว....เอวัง...

ปล. แต่การสวดมนต์ที่กล่าวมานี้
ไม่ใช่ว่าสวดเดี๋ยวนั้นหรือสวดครั้งเดียวได้ผลนะค่ะ ...โปรดเข้าใจ..
....ข้าน้อย..ขอเตือนไว้ก่อนนะเจ้า...งี้ดงี้ด...

boogie.gif  smSL03.gif  smSL11.gif  smSL13.gif

บทร้องเพลง....
เมื่อข้าพเจ้ามีทุกข์ ข้าพเจ้าจะไม่ร้องเพลง
แต่เมื่อไรที่ข้าพเจ้ามีความความรู้สึกว่ามีความสุข
ข้าพเจ้าจะฟังเพลง ร้องเพลง

แต่เมื่อฟังไปเรื่อยๆ ส่งจิตใจล่องลอยตามบทเพลง
เมื่อนั้นข้าพเจ้าจะรู้สึกว่ามีทุกข์ เพราะข้าพเจ้าจะคิดถึงเรื่องในอดีต
หรือคิดถึงเพื่อนๆ หรือ ...ฯลฯ

ตอนนี้เองที่ข้าพเจ้ารู้ว่า....บทร้องเพลง คือบทเพลงของคนที่มีทุกข์
...เปรียบเสมือนการตกนรกนั่นเอง...เอวัง

ปล. ตกนรกเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าไม่รู้ ...
เคยแต่อ่านหนังสือ และฟังคนเขาเล่ากันว่า
ในนรกมีแต่ความรุ่มร้อน...
...ฉะนั้นคนมีทุกข์ จึงมีความเร่าร้อน ก็คงเหมือนตกนรกนะ....อิอิ

sm110.gif  sm108.gif  EM129.gif  EM120.gif  EM130.gif

Posted by pilgrim on 28 Jun. 2008,21:31
อิๆๆๆ ขอมาตอบมั่งค่ะ

สำหรับพิล นอกจากจะชอบฟังเพลงแล้ว ยังชอบร้องเพลงอีกด้วย

และเวลาที่ร้องเพลงคือเวลาที่มีความสุข

เท่าที่ผ่านมา เคยลองสังเกตตัวเอง ไม่ค่อยมีอารมณ์หม่นหมองซึมเศร้า อันเนื่องมาจากเพลงค่ะ แต่ถ้าฟังเพลงไหนแล้วเศร้า จะเกิดมาจากความทุกข์ที่ตัวเราดึงเข้าไปโยงกับเพลงมากกว่า

หมายความว่า เพลงไม่ได้ทำให้เศร้าค่ะ แต่ที่ฟังแล้วเศร้า เพราะเรามีความเศร้าเกาะกินใจอยู่แล้ว เมื่อฟังเพลงที่โดนใจก็เลยเศร้าค่ะ

ตรงกันข้าม บางเพลงที่ทำนองไพเราะ อลังการ  แม้จะเป็นเพลงเศร้า แต่กลับทำให้จิตใจเฟื่องฟู มีความสุข ปลาบปลื้ม ดื่มด่ำ และซึมซาบไปกับเสียงเพลงและดนตรีค่ะ

แต่สำหรับบทสวดมนต์ภาษาบาลีนั้น ทราบว่า ทำให้จิตใจสงบ จดจ่อเป็นสมาธิ ทำให้เกิดความสุข พิลชอบสวดเหมือนกันค่ะ
แต่เวลานั่งสวดหรือฟังนานๆ ขอบอกตามตรงว่า เกิดความทุกข์จากการต้องนั่งฟังแบบพับเพียบทุกทีเลยค่ะ

ตอบอย่างนี้ อย่าเพิ่งจับหนูไปอยู่นรกนะคะ

ส่วนที่น้องมะลาวถามหาคนคริสต์ พี่พิลตอบได้สั้นๆ ตามความเข้าใจว่า

การร้องเพลงในศาสนาคริสต์ ก็เหมือนเป็นบทสวดอย่างหนึ่ง เพื่อสรรเสริญพระเจ้า พระเยซู หรือ พระแม่มาเรีย  ซึ่งถือเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาคริสต์   เพียงแต่เขาเอามาใส่ทำนอง ให้เกิดความไพเราะ ง่ายต่อการจำ  และประทับใจต่อการฟัง
ดนตรีและเพลง จึงเป็นอุบาย ให้คนได้มุ่ง จดจ่ออยู่กับคำสอนอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ จะตัดตอนมาจากพระคัมภีร์ไบเบิลค่ะ
เช่น เพลง Silent night ที่สวดสรรเสริญถึงการประสูติของพระเยซู

เมื่อร้อง (หรือสวด)แล้ว ก็ทำให้เกิดความสงบได้มากเช่นกันค่ะ

Posted by KiLiN on 28 Jun. 2008,23:27
ครับ...ตอบกันได้น่าฟังดีครับ  ทุกคนตอบถูกทั้งนั้นแหล่ะ  เพียงแต่ยังไม่ชัด  ผมเคยเอาไปถามที่ทำงานก็ตอบกันไปต่างๆนาๆ บ้างก็ว่าไปเรื่องมีทำนองกับไม่มีทำนอง แต่ทั้งหมดก็ไม่ตรงนัก ถากไปเฉียดมา ลองมาฟังคำตอบดูนะครับ  แล้วคิดดูนะครับว่าเห็นด้วยมั้ย

คำถาม ถามว่า "อะไรคือความแตกต่างอย่างเป็นสาระสำคัญระหว่างบทสวดมนต์กับบทร้องเพลง" ย้ำว่าอย่างเป็นสาระสำคัญ นั่นคือต้องตรงข้ามและชัดเจน

คำตอบก็คือ มีวัตถุประสงค์เป็นไปที่ตรงข้ามกัน

บทร้องเพลงเป็นไปเพื่อการเสพ เสพทางอารมณ์ มีทั้งอารมณ์เศร้าเสียใจ อารมณ์สนุกสนานครึกครื้น  ปลุกปลอบให้กำลังใจ ปลุกเร้าให้ฮึกเหิม หรือแม้กระทั่งผ่อนคลายคลายเครียด

ส่วนบทสวดมนต์เป็นไปเพื่อการปล่อยวาง  เพื่อการหยุดเสพ

ถ้าใครยังไม่เห็น  ก็ลองเปรียบเทียบง่ายๆ  ระหว่างไปฟังไปดูดนตรี  กับไปงานสวดศพ เสียงเพลงจากนักร้องนักดนตรี กับเสียงพระสวด  ให้บรรยากาศและอารมณ์ที่แตกต่างอย่างตรงกันข้ามเลย

Posted by add on 17 Sep. 2008,20:10
เฮ้อ  ohman.gif  

        ฟังเพลงก็ยังเพลิดเพลิน  ฟังบทสวดก็ซึมไปเลย (อาจง่วง)
แต่ฟังข่าวทุกวันนี่ไม่ไหว  เครียด  ohman.gif  และยิ่งฟังเขาด่ากันทั้งวันนี่ยิ่งแย่  ohman.gif   ohman.gif

       เศรษฐกิจก็แย่  ผู้คนก็แตกแยกแบ่งพวกแบ่งฝ่าย  ภัยธรรมชาติก็เกิด  อยากถามคุณคิลินว่า  เราควรจะทำตัวอย่างไรจึงจะอยู่ในสภาพแบบนี้ได้อย่างปกติสุขเล่าคะ?

Posted by KiLiN on 18 Sep. 2008,00:23
คำตอบที่ชงัดที่สุด คือ มีพระสติกำกับอยู่กับตนเองครับ

เรื่องราวโลกภายนอกรอบตัวเรา  เราห้ามไม่ให้เป็นไม่ให้เกิดอย่างที่เห็นอย่างที่ได้ยินนั้นไม่ได้  แต่เราห้ามไม่ให้ผลกระทบนั้นเกิดกับเราได้

ยกตัวอย่างเช่น  ถ้ามีใครด่าเรา  เราห้ามเขาไม่ให้ด่าเรานี่ห้ามไม่ได้ แต่เราสามารถห้ามไม่ให้เราโกรธเขาได้  คน ๒ คน คนหนึ่งเมื่อถูกด่า  ก็รับคำด่าของเขา เอามาคิดเอามาปรุงแต่งในจิตจนเกิดเป็นอารมณ์โกรธไม่พอใจ  นี่เรียกว่าถูกเหตุการณ์ชักนำเข้าไปมีอารมณ์ร่วมกับเรื่องนั้นๆ  เขาก็จะถูกอารมณ์โกรธเข้าครอบงำ  กับอีกคนหนึ่งเมื่อถูกด่า  ก็ได้แต่ฟังแล้วคิดหาเหตุว่าทำไมเขาจึงด่าเรา  ทำอาการประหนึ่งว่า คนที่ถูกด่านั้นไม่ใช่ตัวเขา  ดึงตนเองออกมานอกวง  แล้วเฝ้ามองสิ่งที่กำลังเป็นไปว่าเกิดอะไรขึ้น

คน ๒ คน  นี้เจอเหตุการณ์เหมือนกัน  แต่ได้รับผลกระทบไม่เหมือนกัน
คนแรก เป็นคนประเภทเจอเหตุการณ์ใดก็มีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องนั้นๆ เจอเรื่องที่ดีก็หัวเราะชอบใจสนุกสนานเฮฮาไปกับเขา  ถ้าเจอเรื่องร้ายก็เศร้าโศรก หงุดหงิด เครียด เสียอกเสียใจไปกับเขา  บางเรื่องผลกระทบทางร่างกายแม้ยังไม่เกิด  แต่ทางจิตใจนั้นฟูมฟายย่ำแย่เต็มทน
แต่คนที่สอง พกพระสติเป็นเครื่องกำกับอยู่กับตน คอยกำกับจิตของตน  ไม่ปล่อยให้สถานการณ์มาฉุดกระชากจิตของตนไปอยู่ในอารมณ์นั้นๆ แม้บางเรื่องต้องได้รับผลกระทบทางร่างกาย  ก็บาดเจ็บแต่เพียงร่างกายแต่จิตใจหาได้บาดเจ็บไปด้วยไม่


อีกสักตัวอย่าง  มงคล ๓๘ ประการ มงคลข้อที่ ๓๓ ผมได้เคยโพสต์ไว้แล้ว < คลิกตามลิงค์เข้าไปดูรูปอ่านรายละเอียด >
มงคลข้อนี้ว่าด้วยการเห็นอริยสัจ  อันหมายถึงให้รู้เห็น รับรู้เข้าใจถึงธรรมชาติความเป็นจริงของเรื่องราวชีวิตจริงที่ดำเนินไป  เกิดขึ้นในแต่ละเวลานาที  อย่างใช้เหตุใช้ผล  ไม่ใช่ใช้ความรู้สึก  หรือเอาความคิดเห็นส่วนตัวของตนเองเข้าไปวัด  แล้วชี้ว่าสิ่งนั้นถูกสิ่งนั้นผิด  สิ่งนั้นฉันชอบฉันไม่ชอบ ฉันพอใจฉันไม่พอใจ
แต่ให้มีสติ  ดึงตนเองออกมาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนั้นๆ  เพื่อสามารถใช้ปัญญาพินิจพิเคราะห์ได้อย่างเป็นกลาง ไม่ถูกอารมณ์ความเป็นส่วนตัวเข้าครอบงำ  ถ้าทำอย่างนี้ได้ ความเป็นจริงทางธรรมชาติจะถูกเราไขออกรับรู้ได้หมด  เราจะรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร  อะไรใช่อะไรไม่ใช่  ตามธรรมชาติจริงๆของมัน  อย่างปราศจากความมีตัวตนของตนเองเข้าครอบงำ

ในลิงค์มงคลข้อ ๓๓ นี้ จะมีรูปภาพทั้งหมด ๕ รูป ๔ รูปแรกเป็นรูป คนเกิด คนแก่ คนเจ็บ และคนตาย  อันหมายถึงเรื่องราวทางธรรมชาติในชีวิตจริง  คนที่ไม่เข้าถึงอริยสัจ  ก็จะมีอารมณ์ไปกับเรื่องนั้นๆ  เห็นคนเกิดก็จะดีใจ  แต่พอเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย ก็จะเศร้าใจ  ให้สังเกตมีดีใจเพียง ๑ ส่วน อีก ๓ ส่วนเสียใจ  หมายถึงมีความทุกข์เป็นปกติเป็นส่วนใหญ่ มีความสุขเป็นเพียงของแถมบ้าง  รูปสุดท้ายเป็นรูปคนยืน  หมายถึงยืนมองเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจ ไม่ได้มีอารมณ์ดีใจเสียใจไปกับเรื่องนั้นๆ

เรื่องนี้ในหลักการพูดง่าย  แต่ทำยาก  วิธีที่จะทำให้ได้ผลสำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกมาก่อน  ในขณะที่จิตยังไม่เข้มแข็งพอ  ก็ให้หลีกเลี่ยง  หลบ ไม่รับรู้เรื่องที่ไม่พึงประสงค์เหล่านี้  หรือรับให้น้อยที่สุด  ในภาวะที่จิตว่างเว้นจากเรื่องเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง  มันคือการสร้างองค์ประกอบ สภาวะแวดล้อมที่ดีให้กับจิต  เราจึงจะสามารถฝึกจิตเราเข้าสู่สภาวะใหม่ได้  เมื่อจิตเข้าสู่สภาวะใหม่แล้ว  ทีนี้เราก็จะมีความพร้อมที่จะรับเรื่องราวเหล่านี้อย่างไม่ถูกกระทำแบบที่ผ่านๆมาได้

Posted by add on 19 Sep. 2008,13:28
งั้นสงสัยใช้วิธีเลี่ยงหลบน่าจะดีที่ดนะคะสำหรับคนสติใกล้แตก อิอิ  หลักการพูดง่าย แต่ทำได้ยากจริงๆ  ขอบคุณค่ะ bowsdown.gif  

         เท่าที่เคยฟังท่านปยุตโตมาบ้าง  ชอบที่ท่านมักจะพูดให้เราไม่ทดท้อเวลาที่เจอความยากลำบาก  ท่านบอกว่าให้ถือเป็นเรื่องฝึกฝนตนเอง  ถ้างั้นเศรษฐกิจไม่ดีก็ต้องถือว่าเป็นความท้าทายน่ะสินะปาเก้  วู้ๆfone01.gif

Posted by pilgrim on 24 Sep. 2008,21:25
พิลก็คงต้องฝึกอีกเยอะค่ะ ทำไมสติมันชอบจะแตกก็ไม่รู้

ยังบอกกับเพื่อนค่ะ...เวลาใครเตือนให้มีขันติ ...ทำไมชอบนึกไปถึงคำว่า ขันแตกก็ไม่รู้ค่ะ

แย่จริงๆ  ชอบเป็นขาลุยอยู่เรื่อยเลยค่ะ ohman.gif

คุณคิลินคะ แล้วคนที่ชอบตำหนิ ติเตียนคนอื่น อะไรๆ ก็ไม่พอใจสักอย่าง ไม่เคยเห็นใครทำดี แม้จะดี ก็หาเรื่องว่า จนเราคิดว่าเขาอิจฉา หรือหมั่นไส้หรือเปล่า ถึงได้หาเรื่องว่าคนนั้น ติคนนี้ อยู่เรื่อยๆ ask.gif

คนพวกนี้ เราควรใช้หลักธรรมอะไรมาตั้งรับคะ
หรือควรจะสวนกลับให้ราบเป็นหน้ากลองเลยคะ อิๆๆ (อันหลังล้อเล่นค่ะ) laugh1.gif

Posted by KiLiN on 24 Sep. 2008,23:04
บทนี้หล่ะครับ..ที่จะใช้ขันติ

ขันติ มีความหมาย ๓ นัยยะ
    ๑. อดทนต่อความลำบากตรากตรำ  ไม่ท้อถอยง่าย
    ๒. อดทนต่อความเจ็บปวด  ไม่เป็นคนใจเสาะต่อโรคภัยไข้เจ็บ
    ๓. อดทนต่อสิ่งกระทบทางอารมณ์ทางใจ  ไม่เป็นคนใครพูดกระทบนิดกระทบหน่อย  ก็ไม่พอใจ หงุดหงิด โกรธง่าย

          แต่ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของคนชนิดนี้  เราก็ไม่ต้องอดทน  บางทีอาจกลายเป็นรู้สึกสงสาร สมเพชด้วยซ้ำไป  นี่เรียกว่าใช้ปัญญาในการทำความเข้าใจ  เป็นการตัดที่รากของปัญหาเลย  ในเวลาเฉพาะหน้าต่อสถานการณ์  ก็อาจยังใช้ปัญญาไม่ทัน เพราะอารมณ์มันจะไปก่อน  พระท่านจึงให้ใช้ความอดทน ข่มมันไว้ก่อน  เมื่ออารมณ์เบาบางลง  จึงใช้ปัญญาพินิจพิเคราะห์ต่อ  เพื่อความอดทนนั้นจะได้ไม่กลายเป็นเก็บกด

          คนที่ช่างติ เป็นคนชอบจับผิด หาผิดของคนอื่น  เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะละเลยมองข้ามข้อเสียข้อด้อยของตนเอง  เมื่อมองไม่เห็นข้อเสียของตนเอง  ก็ไม่ต้องปรับปรุงอะไร  เขาก็ย่ำอยู่กับที่กับตกต่ำลงโดยไม่รู้ตัว  

          ตรงกันข้ามกับคนถูกติ  ถ้ามีสติ ใช้ปัญญา รับฟัง พินิจพิเคราะห์ตนเอง ว่าที่เขาตินั้นจริงมั้ย ถ้าจริงก็น้อมรับ หาทางแก้ไข ถ้าไม่จริง มันก็เรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา (ที่เขาดูเราผิดเอง เข้าใจผิดเอง มันเป็นปัญหาของเขา  ไม่ใช่ปัญหาของเรา ปัญหาของเขาที่เขาต้องฝึกใหม่หัดใหม่ที่ยังประเมินไม่ถูก ยังอ่อนในการประเมิน)

       และไม่ว่าจะอย่างไร ใครจะพูดถูกพูดผิด  ตัวเราก็ยังเป็นตัวเราวันยังค่ำ  คำพูดเป็นเพียงความเห็นหนึ่งเท่านั้น ข้อเท็จจริงก็ยังคงเป็นข้อเท็จจริงของมัน ไม่เปลี่ยนแปลง

Posted by pilgrim on 27 Sep. 2008,00:00
จะว่าไป  ขันติ นี่ทำยากเหมือนกันนะคะ

เพราะเวลามีอะไรมากระทบ นั่น...มันไปก่อนแล้ว

มีอุบายให้คิดก็ดีเหมือนกันค่ะ ต้องหมั่นเตือนตัวเอง

Posted by pilgrim on 10 Jan. 2009,23:58
ปีใหม่แล้ว เรามาพัฒนาตัวเองในเรื่องการทำงานกันหน่อยดีไหมคะ

เจอลิงค์ที่น่าสนใจ เลยขอเอามาฝากกันอ่านค่ะ

< 11 การทำงานแบบคนไทยในมุมมองของชาวต่างชาติ >

มีใครเป็นแบบไหนบ้างคะ... biggrin.gif

ถ้าจะเปิดประเด็นการสนทนา ก็จะดีมิใช่น้อยค่ะ

Posted by sweet lemon on 14 Jan. 2009,15:25
ขอบคุณค่ะเจ้พิล  หากข้อยว่างกว่านี้จะเข้ามาเปิดประเด็นคุยนะค่ะ
แล้วจะก็อบข้อความที่เจ้พิลเอามาให้อ่าน มาวางไว้เพื่อเปิดประเด็นนะค่ะ  flo_1.gif

Posted by pilgrim on 14 Jan. 2009,23:32
ดีจ้ะ น้องมะนาวหวาน เจ้จะรอหนูมาเปิดประตู เอ๊ย เปิดประเด็นนะ greet.gif
Posted by add on 31 Jul. 2009,19:58
สวัสดีค่ะคุณคิลินและทุกๆคน

           ไม่มีปัญหาก็ไม่มานะเนี่ยะ  คือว่า เนื่องจากมีตัวต่อ(สีส้มแดง) มาทำรังที่ชายคาบ้าน(รังแรกมันร้างไปนานแล้ว) นี่เป็นรังใหม่ที่ทำติดกับรังเก่า  ทีนี้ชายคาบ้านก็ติดกับบ้านคนอื่นเพราะมันเป็นตึกแถว  เมื่อเช้าตรู่วันนี้ก็มีตัวต่อตัวหนึ่งไปต่อยคุณป้าเจ้าของบ้านข้างๆเข้า  ก็โชคดีมากที่เขาไม่แพ้มาก  แต่ลูกๆของเขาโกรธมากมาให้เรารับผิดชอบ  ให้เราจัดการกับต่อรังนี้  เราก็บอกเขาไปว่า เราไม่กล้าจัดการ  และเรารู้ว่าพออกพรรษามันก็จะย้ายไปเอง  เขาก็บอกว่าเขาจะจัดการเองให้ได้

           นี่ตอนนี้เขาไปหาคนมาทำลายรังต่ออยู่  เราก็รู้สึกไม่สบายใจมาก  แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี  

           คุณคิลินคิดอย่างไร และเราควรทำอย่างไรดีคะ

Posted by KiLiN on 31 Jul. 2009,23:19
ทุกชีวิตล้วนต่อสู้ดิ้นรน เพื่อให้ตนอยู่รอด ไม่ยกเว้นแม้คนซึ่งยังเป็นปุถุชนอยู่ เกิดเป็นสัตว์โลกจึงต้องวนเวียนใช้กรรมกันไปไม่มีที่สิ้นสุด

เราคงไปห้ามเขายาก ที่จะไม่ให้เขาทำลายรังต่อ ก็ช่างเขาเถอะ
เกิดเป็นคนยากที่จะไม่ทำบาปเลย  ก็มีแต่ว่าทำบุญให้มากกว่าบาปก็แล้วกัน เมื่อได้ทำบุญแล้วก็แบ่งบุญแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลให้เขาไป ขออโหสิกรรมอย่าได้มีเวรซึ่งกันและเลย  ก็คงได้เท่านี้ greet.gif

Posted by sweet lemon on 01 Aug. 2009,19:06
ว้าวววว สวัสดีค่ะคุณคิลิน  bowsdown.gif  คิดถึงจัง นึกว่าบวช 3 เดือนซะอีก อิอิ  smSL07.gif  มะลาวไม่ค่อยกล้าแซว นึกว่าเป็นท่านมหาคิลิน แหะๆ  laugh1.gif


สวัสดีค่ะน้าแอ้ด เจ้พิล พี่แหม่ว พี่ปาเก้ และสมาชิกทุท่านที่ผ่านมาอ่าน  smSL13.gif

Posted by แมวเหมียว on 02 Aug. 2009,09:18
whisper.gif น้องมะลาวคิดว่าบวช 3 เดือน ส่วนพี่คิดว่าท่านจะบวชไม่สึกซะแหล่ว couch.gif

EM145.gif  



แล้วตอนนี้เขาเป็นไงกันบ้างคะพี่แอ๊ด.คนข้างบ้านกับตัวต่อน่ะค่ะ flo_1.gif

Posted by add on 03 Aug. 2009,22:04
แฮ่ๆ ขอบคุณค่ะคุณคิลิน  อโหสิๆ  (ต้องท่องไว้)

           สวัสดีจ้ะมะลาว มะแหม่ว  ครือว่า ตัวต่อก็ถูกเผาแทบหมดทั้งรัง  ที่เหลืออยู่ก็ยังบินวนหารังอยู่ (น่าสงสารนะ)  ส่วนคนข้างบ้านที่ถูกตัวต่อต่อยก็หายดีแล้ว  เขาน่ะเปิดไฟในห้องทิ้งไว้ตอนตี 5  ตัวต่อมันคงเห็นแสงไฟ  อาจนึกว่าเช้าแล้วเลยพากันบินเข้าไปในห้องเขา  แล้วมีตัวหนึ่งไปต่อยที่แขนคุณป้าเขาเข้า  เขาก็เลยเป็นไข้เล็กน้อย  1 วันผ่านไปก็หายจ้ะ

          ลูกๆเขาก็ยังไม่ค่อยพอใจเท่าไร  บอกให้พี่เอาต้นไม้ออกเสีย  ตัวต่อจะได้ไม่มาทำรัง  เฮ้อๆ  ohman.gif

Posted by sweet lemon on 01 Aug. 2010,18:09
โห อะไรเนี่ยปาเข้าไปไม่กี่วันก็ร่วมปี ไม่มีใครมาถากถางแถวนี้ โหะๆๆ  ohman.gif  ไม่ได้การ มะลาวจะจัดการเผา เอ้ย ถาง จั๋กโหน่ย

เริ่มตรงนี้ก่อนละกันนะค่ะ อยากจะถามน้าแอ้ดว่า... แล้วน้าแอ้ดได้ตัดต้นไม้ตามที่ข้างบ้านต้องการนั้น ทิ้งหรือเปล่าค่ะ แล้วข้างบ้านที่เป็นมิตร กลายเป็นศัตรูหรือไม่ ถามแค่นี้ก่อนนะค่ะ แล้วจะนอนรอคำตอบ เพราะไม่รู้ว่าน้าแอ้ดจะขายรูปที่วาดไว้หมดเมื่อไหร่ง่ะ อะเหอๆๆ  smSL13.gif  smSL07.gif  snaping.gif  greet.gif  wave.gif

Posted by KiLiN on 01 Aug. 2010,20:25
นั่นสิ..! เดือนเดียวกันเลย
แต่คนละปี  biggrin.gif

Posted by pilgrim on 23 Jul. 2011,20:43
คุณคิลินคะ วันนี้มาขอรบกวนถามปัญหาค่ะ

เจอกับรุ่นน้องคนหนึ่ง ที่เขาแต่งงาน มีครอบครัว เรียนจบปริญญาเอก เขาบอกว่า เขาเบื่อๆ ชีวิตประจำวัน และเริ่มถามตัวเองว่า ชีวิตคืออะไร คนเราเกิดมาเพื่ออะไร

คุณคิลินช่วยตอบหน่อยได้ไหมคะ จะได้มีข้อคิดดีๆ ให้เขา จะบอกให้เขาเข้ามาอ่านในบ้านคนธรรมดาค่ะ

ด้วยความขอบคุณค่ะ
EM145.gif

Posted by KiLiN on 28 Jul. 2011,21:51
ใกล้จะครบปีอย่างที่น้องมะนาวหวานทักจริงๆด้วย  สงสัยกระทู้นี้จะเดินปีละครั้งแฮะ biggrin.gif


สวัสดีครับ คุณพิล  
       ด้วยความยินดีครับ
       เป็นคำถามที่ดีครับ  
       จะเข้าใจคำตอบนี้ได้ดี  ก็คงต้องเริ่มจากการเข้าใจเรื่องของเหตุและผล
       ถ้าเราปลูกต้นไม้  โดยใช้เมล็ดพันธ์ที่ดี ดูแลอย่างดี รดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยดี  ผลผลิตที่ได้ก็คงดี  ตรงกันข้ามถ้าเราใช้เมล็ดพันธ์ไม่ดี ดูแลไม่ดี ผลผลิตก็ย่อมไม่ดีเช่นกัน  หรือในอีกทางเราไม่ทำอะไรเลย  ก็ย่อมแน่นอนไม่เกิดผลผลิตใดๆ ขึ้นมา
       อธิบายได้ว่า  ถ้ากระทำเหตุไว้ดีผลที่เกิดก็ต้องดี  ถ้ากระทำเหตุไว้ไม่ดีผลที่เกิดก็ไม่ดีเช่นกัน  นั่นก็คือถ้ามีเหตุก็ต้องเกิดผลตามเหตุที่ได้ทำไว้ มีเหตุแล้วจะไม่ให้มีผลย่อมเป็นไปไม่ได้  ถ้าไม่อยากให้เกิดผลก็ต้องไม่กระทำเหตุใดๆ แล้วจะไม่มีผลเอง
       จากคำอธิบายนี้  ก็จะมาอธิบายเรื่องของชีวิต  ชีวิตก็เป็นผลิตผลหนึ่งทางธรรมชาติอีกเหมือนกัน  ชีวิตที่เกิดมาทุกวันนี้เป็นผลจากเหตุที่ได้เคยทำไว้ในอดีต ในชาติก่อนๆ  เราเกิดมาเพื่อมาเสวยผลจากการกระทำของเราเองทั้งดีทั้งไม่ดี  แต่ทีนี้นอกจากเราเกิดมาเพื่อเสวยผลจากเหตุอันเก่าแล้ว  ระหว่างมีชีวิตอยู่เรายังจะเลือกได้อีกว่า เราจะทำเหตุใหม่ๆเช่นไรได้อีก  ถ้าทำเหตุดีก็จะได้ผลดี  เหตุไม่ดีก็จะได้ผลไม่ดี  ซ้อนเข้าไปอีก  เราก็จะมีทั้งเหตุเก่าเหตุใหม่ซ้ำซ้อนกันมากมายที่จะรอออกดอกออกผลตามที่เรากระทำไว้  ผลบางอย่างก็มาจากเหตุเก่าในชาติก่อนๆที่เราทำไว้  ผลบางอย่างก็มาจากเหตุใหม่ๆในชาติปัจจุบันสดๆร้อนๆ  และผลบางอย่างก็ยังไม่ทันแสดงผลในชาตินี้  ก็ต้องยกยอดไปชาติหน้า  มันจะวนเวียนอยู่เช่นนี้  ไม่รู้จบ  ทางธรรมจึงเรียกว่า วัฏฏสงสาร
       และจากตรงนี้  จึงได้คำตอบว่า "ชีวิตเกิดมาเพื่อรับผลจากการกระทำในอดีตในชาติปางก่อน  และเกิดมาเพื่อสร้างเหตุการกระทำใหม่ๆ"
       การที่ผลบางอย่างเกิดจากเหตุของชาติปางก่อนที่ทำไว้ไม่ดี  ผลจึงไม่ดี ในขณะที่ชาตินี้พยายามทำดี แต่ยังไม่ทันส่งผลดี  ก็เป็นที่มาของความเข้าใจผิดว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี ทั้งๆที่จริงมันยังไม่ทันส่งผลต่างหาก  ในขณะที่คนอีกบางคนกำลังรับผลดีที่เกิดจากเหตุเก่าที่เคยทำดีไว้  แต่ปัจจุบันเขากำลังทำชั่ว  คนก็ไปทึกทักเอาว่า  ทำไม่ดีแล้วทำไมได้ดี  ก็เลยเป็นที่มาของคำพูดผิดๆที่ว่า "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป" อะไรทำนองนี้
       คนอีกบางคน  ก็มีความคิดว่า  จะทำอะไรก็ทำไปเถิด  ไม่ว่าดีหรือชั่ว  พอตายก็เป็นอันจบกัน  ความคิดทำนองนี้มาจากความไม่เชื่อเรื่องชาตินี้ชาติหน้า  ซึ่งก็มักจะเป็นคนสมัยใหม่ คนที่อิงกับเทคโนโลยี่  แต่เขาหารู้ไม่ว่า ความคิดทำนองนี้ที่สุดแล้วก็คือ  ความไม่เชื่อเรื่องของเหตุและผล  ซึ่งเป็นรากฐานที่มาทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี่นั่งเอง

       ตำตอบแรก เป็นคำตอบว่าชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร  สำหรับคนทั่วไป  คนทั่วไปที่ยังไม่รู้ความจริงของชีวิต  คนทั่วไปที่ยังไม่มีเป้าหมายของชีวิตที่เข้าใจชีวิตที่แท้จริง  จึงยังคงใช้ชีวิตไปตามวังวนของวงเวียนกรรมนี้
       สำหรับคนที่รู้ความจริงของชีวิต  คำตอบของชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร  ก็จะเปลี่ยนไป เป็นคำตอบว่า "ชีวิตเกิดมาเพื่อรับผลจากการกระทำในอดีตในชาติปางก่อน  และเกิดมาเพื่อสร้างเหตุการกระทำใหม่ๆที่ดี เพื่อพัฒนาตนเองพัฒนาชีวิตไปในทางที่ดีกว่า  จนสุดท้ายพัฒนาหลุดจากวงเวียนกรรมนี้"

Posted by แมวเหมียว on 30 Jul. 2011,12:13
QUOTE
KiLiN:คนอีกบางคน  ก็มีความคิดว่า  จะทำอะไรก็ทำไปเถิด  ไม่ว่าดีหรือชั่ว  พอตายก็เป็นอันจบกัน  ความคิดทำนองนี้มาจากความไม่เชื่อเรื่องชาตินี้ชาติหน้า  ซึ่งก็มักจะเป็นคนสมัยใหม่ คนที่อิงกับเทคโนโลยี่  แต่เขาหารู้ไม่ว่า ความคิดทำนองนี้ที่สุดแล้วก็คือ  ความไม่เชื่อเรื่องของเหตุและผล  ซึ่งเป็นรากฐานที่มาทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี่นั่งเอง



"ความคิดทำนองนี้ที่สุดแล้วก็คือ  ความไม่เชื่อเรื่องของเหตุและผล  ซึ่งเป็นรากฐานที่มาทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี่นั่งเอง"..

ไม่เข้าใจค่ะคุณคิลิน.. การพัฒนาเทคโนโลยีเกิดจากการที่คนไม่เชื่อเรื่องเหตุและผลเหรอคะ? ask.gif


EM145.gif

Posted by KiLiN on 01 Aug. 2011,09:03
ไม่ใช่ครับ..  การพัฒนาเทคโนโลยี่ เกิดจากความเชื่อเรื่องของเหตุและผลครับ  แต่เขาลืมไปว่า การไม่เชื่อเรื่องของภพชาติ มันสวนทางกัน กลายเป็นเรื่องไม่เชื่อเรื่องของเหตุและผลไป  กลายเป็นความคิดไม่ไปทำนองเดียวกันครับ ขัดแย้งกันเอง
คือความคิดเขาไปลิมิตไว้ชาติเดียว  ทำให้เรื่องของเหตุและผล ไม่ต่อเนื่อง  ทำให้สับสนทางความคิด จึงเป็นที่มาของความคิด ทำดีไม่ได้ดี ในที่สุด

             ความคิดนี้จะเป็นสาเหตุหลักของความคิดอีกหลายๆเรื่องที่ตามมา  เมื่อคิดเห็นไม่ตรงความเป็นจริงเสียแล้ว  การคิดการกระทำอีกหลายๆเรื่องก็จะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง  กลายเป็นเห็นผิดเป็นชอบไป

Posted by แมวเหมียว on 01 Aug. 2011,11:40
คนที่เรียนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เชื่อว่าตัวเองมีความเชื่อในเหตุและผลที่เป็นวิทยาศาตร์เพราะมันพิสูจน์ได้

แต่เรื่องภพชาติเป็นเรื่องที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะมองไม่เห็นพิสูจน์ไม่ได้ บางคนก็ว่าเป็นเพียงจิตวิทยาเท่านั้น บ้างก็ว่าเป็นไสยศาสตร์..
บ้างก็ว่าความเชื่อทางศาสนาเป็นเรื่องงมงาย..

คงจะอย่างที่คุณคิลินว่า"ความคิดนี้จะเป็นสาเหตุหลักของความคิดอีกหลายๆเรื่องที่ตามมา"..
 
จึงทำให้การคุยกับคนที่มีความคิดไม่เหมือนกันนี่เหนื่อยจังเลยค่ะคุณคิลิน EM143.gif

EM145.gif

Posted by pilgrim on 01 Aug. 2011,20:56
ตอนอยู่อังกฤษ เคยคุยกันเรื่องศาสนา นักเรียนไทยที่เรียนด้านวิทยาศาสตร์บางคน เคยบอกพิลว่า เขาไม่ค่อยเชื่อเรื่องทำบุญ เรื่องศาสนามากนัก เพราะเขาคิดว่า ทุกวันนี้ เขาก็ทำดีอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาศาสนา เขาคิดว่าเขาไม่ได้เบียดเบียน ทำร้ายใคร

ส่วนอีกคน พอเขารู้ว่าพิลไปโบสถ์ เขาก็บอกว่า พิลเป็นพวกจิตอ่อน ต้องคอยมีศรัทธาหล่อเลี้ยงใจตลอดเวลา และที่สำคัญ สงสัยจะอยู่ด้วยตัวเองไม่ค่อยได้ ชอบฝักใฝ่สมาคม มีเพื่อน เลยต้องไปโบสถ์ ส่วนเขา เขาอยู่ด้วยตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องสมาคมกับใคร และเขาก็มีความคิดเหมือนคนแรก คือ เขาทำวันนี้ของเขาให้ดีทีุ่สุดแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดทำบุญค่ะ

รบกวนคุณคิลิน ช่วยวิสัชนา ความเห็นของกรณีนี้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

Posted by KiLiN on 03 Aug. 2011,10:36
ความคิดแบบวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ไม่ดี ดีครับ แต่ดีไม่ถึงที่สุด
วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ เชื่อในเรื่องของเหตุและผล และที่พิสูจน์ได้ แต่วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ก็จำกัดตนเองเพียงสิ่งที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น

ผมเองก็เรียนมาทางสายวิทยาศาสตร์ และเชื่อมั่นในวิธิคิดแบบวิทยาศาสตร์อย่างมากมาก่อน เพิ่งมาเปลี่ยนก็เมื่อ 10 ปีมานี้เอง เมื่อชีวิตตนเองต้องผกผันตกต่ำอย่างที่สุด เรียกว่าไม่เห็นโลงศพก็ไม่หลั่งน้ำตา คือมีทิฐิสูงมาก คิดอย่างที่คุณแมวเหมียวคุณพิลว่ามาไม่ผิดเพี้ยน สำหรับคนหัวดื้อประเภทแบบนี้ คุยแล้วเหนื่อย มีเหตุมีผลมาก ลบล้างไม่ออก โน่นละต้องให้ตกอับกระเสือกกระสนจริงๆ จะเป็นจะตายนั่นหล่ะ คิดเห็นภาพตนเองสมัยเมื่อก่อนเลย  (คิดว่าตนเองแน่ แต่จริงๆแน่แค่ในกะลา)

ในโลกของความเป็นจริงมีทั้งสิ่งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม  สิ่งที่เป็นนามธรรม คือ เรื่องของจิต ได้แก่ กระบวนการรับรู้ กระบวนการคิดใคร่ครวญ กระบวนการจดจำ กระบวนการรู้เข้าใจเข้าถึง เรื่องเหล่านี้วิทยาศาตร์ปัจจุบันยังเข้าไม่ถึง เหตุเพราะมันพิสูจน์ยาก ไม่ใช่พิสุจน์ไม่ได้  ที่พิสูจน์ยากเพราะกระบวนการมันยาวต่อเนื่องข้ามภพข้ามชาติ จึงเกินกว่าปุถุชนธรรมดาจะรับรู้เข้าใจได้เพียงชาติๆเดียว

ชีวิตประกอบด้วยสิ่งที่เป็นรูปธรรมคือร่างกาย กับสิ่งที่เป็นนามธรรมคือจิตใจ ถ้าไม่มีจิตใจคือเป็นเพียงศพ เป็นวัตถุ เป็นสิ่งของ ก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ความรู้ทางวิทยาศาตร์ปัจจุบันยังอธิบายได้เพียงแค่วัคถุ สิ่งของ คือสะสาร กับพลังงาน ซึ่งทั้งสองสิ่งไม่มีชีวิต โต้ตอบไม่ได้ รับรู้ไม่ได้ เป็นเพียงฝ่ายถูกกระทำ แต่ชีวิตเป็นเรื่องของการโต้ตอบได้  รับรู้อารมณ์รู้สึกได้ กำหนดท่าที่รับหรือปฏิเสธได้ รู้สึกสุขทุกข์ได้  มันจึงเข้าถึงได้ยากกว่า พิสูจน์ได้ยากกว่า เพราะจับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น การจับต้องไม่ได้มองไม่เห็น ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี  การพิสูจน์ยากก็ไม่ได้หมายความว่าพิสูจน์ไม่ได้  เป็นแต่เพียงเรายังไม่รู้ไม่เข้าใจมากกว่า  การที่เรายังไม่รู้ไม่เข้าใจนี่แหล่ะ ที่เป็นสาเหตุหลักของเรื่องราวทั้งปวง  เพราะมันนำมาซึ่งความเข้าใจผิด เข้าใจไม่ตรงตามความเป็นจริง  ศาสนาพุทธก่อเกิดขึ้นมา ก็เพื่อมุ่งหวังแก้ความไม่รู้ไม่เข้าใจของคนเรา เป็นสำคัญ

การจะแก้ความไม่รู้ไม่เข้าใจได้  ก็ต้องมีการพัฒนาตนเอง พัฒนาจากความไม่รู้เป็นเริ่มรู้ จากรู้น้อยเป็นรู้เข้าใจมากขึ้น จนเป็นตัวของตัวเองได้ ดังคำสุภาษิตที่ว่า "ตนเป็นที่พึงแห่งตน"  ความมีศรัทธาเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ตนเป็นผู้รู้เป็นผู้เข้าใจขึ้นมาได้  ศาสนาพุทธไม่ได้มุ่งเน้นให้คนมีศรัทธาเหมือนศาสนาอื่น แต่ศาสนาพุทธมุ่งเน้นให้ตนเป็นที่พึงของตนได้และให้ผู้อื่นคนรอบข้างพึ่งได้ด้วย

การที่คนเราเข้าหาวัด เข้าหาศาสนาก็ไม่ได้หมายความว่า เข้าหาที่พึ่งพิงเพียงอย่างเดียว (อย่างที่คนมักจะเข้าใจกัน) แต่เป็นการเข้าหาเพื่อหาหนทางปรับเปลี่ยนตนเองจากผู้ไม่รู้ไปสู่ผู้รู้ เข้าหาเพื่อวัดตนเองเทียบกับคนอื่นท่านอื่น ว่าเราเป็นผู้รู้ขึ้นมาสักกี่มากน้อย เรายังต้องฝึกฝนอะไรต่ออีก เพื่อทำให้ตนเองเป็นผู้รู้ขึ้นมาให้ได้

ฉะนั้นโดยสรุป ความต้องการของศาสนาพุทธที่แท้จริงจึงมุ่งหวังเพียงเพื่อให้คนเราได้รู้ได้เข้าใจได้เข้าถึงความเป็นจริงทางธรรมชาติที่แท้จริง ไม่ได้มุ่งหวังให้คนเราเข้ามาเพียงเพื่อหาที่พึ่งพิงเพียงอย่างเดียว

ปัญหาคนที่คิดอย่างที่คุณแมวเหมียวคุณพิลว่า ก็มาจากการคิดที่มองเห็นเพียงส่วนเดียวอย่างหยาบๆ อย่างผิวเผิน ซึ่งก็เป็นกันเป็นการทั่วไป ผมเองก่อนหน้านี้ก็คิดเห็นเช่นนี้ รากฐานก็มาจากความที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจที่แท้จริง  คิดว่าตนเองรู้ตนเองเข้าใจ แต่จริงๆยังไม่ใช่ หรืออาจจะใช่ แต่ก็ใช่แต่เปลือกนอก แก่นของเรื่องมันยังไม่ใช่

คนจำนวนมากที่เข้าวัด แล้วเป็นอย่างที่คุณพิลว่า แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ทำให้คนทั่วไปจึงคิดเช่นนั้น แต่สำหรับคนที่เข้าวัดเพื่อเข้าหาแก่นของศาสนาแล้ว จะเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือรู้สึกตนองมั่นคงในทางจิตใจ ในทางอารมณ์ มีความมั่นใจในการดำเนินชีวิต ในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง รู้ว่าเมื่อความเป็นจริงของชีวิตเป็นเช่นนี้ แล้วเราควรจะทำตนเช่นไร ภายใต้สภาวะความเป็นจริงที่เผชิญอยู่ เราสามารถพึ่งจิตใจพึ่งตนเองในการคิด ในการตัดสินใจได้อย่างสุขุมรอบคอบมากขึ้น

Posted by sweet lemon on 16 Sep. 2011,23:32
บ่ได้เรียนวิทยาศาสตร์ แต่ชอบกินกระยาสารทค่า อิอิ (อันเดียวกันป่ะ เหอๆ)  boogie.gif

เหมือนเดิม (เหมือนที่โกดังกลอน) ไปเจอสมบัติเก่าเก็บ ก่อนที่จะเอาเข้าพิพิธภัณฑ์ ก็เอามาให้เจ้ๆๆ เฮียๆๆ อ่านกันก่อนเนาะ  biggrin.gif  เชิญอ่านได้ค่ะ  inlove.gif

EM112.gif  EM112.gif  EM112.gif

พระโอวาทของพระบรมศาสดาที่โปรดประทานแก่พระอานนท์ มีใจความว่า

“อานนท์ เธอจงเป็นประทีปของตนเอง จงเป็นที่พึ่งของตนเอง จงอย่าแสวงหาที่พึ่งอื่นใด จงยึดพระธรรมเป็นประทีปและเป็นที่พึ่ง อย่าได้หาบุคคลอื่นใด นอกจากตนเองเป็นที่พึ่ง

และแม้ในปัจจุบัน หรือเมื่อตถาคตดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วก็ดี ถ้าบุคคลใด เป็นประทีปของตนเอง และไม่แสวงหาที่พึ่งอื่น หากแต่ยึดเอาพระธรรมเป็นประทีปและเป็นที่พึง
อานนท์ บุคคลนั้นเป็นศิษย์ตถาคต ผู้จะบรรลุธรรมอันยิ่ง แต่บุคคลนั้นจะต้องประกอบด้วยปสาทะยิ่ง”

ปสาทะ = ความเลื่อมใส, อาการที่จิตเกิดความแจ่มใสเบิกบาน ปราศจากความขุ่นมัว ต่อบุคคลหรือสิ่งที่ได้พบเห็น (คำแปลลอกมาจาก ศัพทานุกรมพุทธศาสน์)

flo_1.gif  flo_1.gif  flo_1.gif

พระคาถาของพระพุทธเจ้าที่แสดงแก่ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีใจความว่า

“ดูก่อนคฤหบดี บุคคลผู้กระทำกรรมลามกในโลกนี้ เมื่อกรรมอันเป็นบาปนั้นยังไม่ให้ผล บุคลผู้นั้นก็ยังได้รับความสุขความเจริญอยู่
ต่อเมื่อใด กรรมอันเป็นบาปนั้นให้ผล ตนจึงจะได้ผลแห่งบาปนั้น ถึงแม้บุคคลผู้กระทำความดีก็เช่นกัน
เมื่อกรรมดียังไม่ให้ผล บุคคลนั้นก็ยังได้รับผลบาปอยู่
ต่อเมื่อใดกรรมดีนั้นให้ผล ตนจึงจะเห็นกรรมอันเจริญเมื่อนั้น”

tinyrose.gif  tinyrose.gif  tinyrose.gif

สุภาษิต สะกิดใจ (มรรค เนินอุไร)

-เป็นขอทานที่มีชีวิต ยังดีกว่าเป็นกษัตริย์ที่ไม่มีชีวิต
-ผู้วิ่งเร็ว ย่อมวิ่งไปได้ไม่นาน
-ไม่มีหนี้ ก็ไม่มีอันตราย
-คนหิว ก็คือคนที่กำลังโมโห
-ไม่มีใคร ที่จะฉลาดไปหมดทุกอย่าง
-ความงามที่แท้จริง อยู่ลึกใต้ผิวหนัง
-เรื่องมันผ่านมาแล้ว ก็ให้มันแล้วกันไป
-หน้าดำ ดีกว่าใจดำ
-หิวเป็นความทุกข์ อิ่มก็เป็นความทุกข์
-คำด่า คือภาษานรก

hehe.gif  hehe.gif  hehe.gif

-ทานกุศล จะช่วยให้ท่านเป็นผู้มีฐานะดี ไม่ต้องกลัวอดอยาก ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
-ศีลกุศล จะช่วยให้ท่านเป็นคนสวย เรียบร้อย อ่อนหวาน เป็นที่รักของผู้ที่ได้เห็น
-การวิปัสสนากรรมฐาน คือการทำสมาธิโดยใช้สติปัฏฐาน
ได้แก่กำหนดรู้สภาวะ คือกำหนดกาย, เวทนา,
อารมณ์ความคิด และกำหนดธรรมที่เกิดขึ้นทุกขณะ
ทั้งฝึกวิริยะ สติ พร้อมไปกับสมาธิโดยเข้มข้น
และต่อเนื่องเป็นแรมวัน แรมคืน เป็นวิชาของสมเด็จพระบรมศาสดา

yin-yang.gif  tinyrose.gif  yin-yang.gif  tinyrose.gif


wave.gif  wave.gif  wave.gif

Posted by สข1 on 18 Sep. 2011,22:26
ห่างหายจากกันไปนาน บ้านนี้ยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม สวัสดีครับหลงพี่ เพื่อนๆ น้องพี่ทุกๆคน

人生在世皆为客,人事沧桑过莫非。

Posted by KiLiN on 19 Sep. 2011,08:42
สวัสดีครับคุณ สข1 ไม่พบกันเสียนาน สบายดีนะครับ
Posted by แมวเหมียว on 19 Sep. 2011,17:46
ขอบคุณค่ะคุณคิลิน  EM145.gif ขอบคุณค่ะน้องมะลาว  EM145.gif



สวัสดีค่ะคุณพี่สข1flo_1.gif

ได้ยินข่าว(จากช่อง3  biggrin.gif )ว่าพี่สข1 มีอะไรดีๆ
เอามาให้ดูกันบ้างซีคะ ฝากไว้ที่ท้ายครัวก็ได้ค่ะ EM142.gif

Posted by pilgrim on 19 Sep. 2011,21:40
inlove.gif
Posted by สข1 on 19 Sep. 2011,23:14
ก็ตามประสาครับหลงพี่ ชีวิตล่วงวัยมาถึงป่านนี้ ไม่น่าเชื่อวันเวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหก หวนคิดอีกทีเราก็เดินทางมาถึงวันนี้แล้วเหมือนกันนะ

สวัสดีครับคุณแมวเหมียว เอ!ช่อง3นี่มันช่องไหนน้า วันก่อนคุณชอบแกอุตส่าห์เลี้ยงข้าวผมที่ร้านเพลิน ยังถามว่าคุณแมวเหมียวยังทำโจ๊กอยู่ที่บ้านคนธรรมดาหรือเปล่า

Posted by แมวเหมียว on 21 Sep. 2011,15:21
เขาว่าจะไปเลี้ยงแสดงความยินดีกับสหายที่ได้รางวัล(อะไรสักอย่าง)เกี่ยวกับภาษาจีน

..ก็ถามว่าสหายคือใคร แกบอกว่าคุณสข1..

ดีใจด้วยนะคะ  flo_1.gif

ว่าแต่รางวัลอะไรเป็นยังไง คุณพี่สข1เล่าให้พวกเราฟังกันบ้างซีคะ EM145.gif

Posted by สข1 on 22 Sep. 2011,22:31
อันนี้ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ คือทางมหาวิทยาลัยหัวเฉียวประเทศจีน มาเปิดสอนหลักสูตรวรรณคดีจีนที่ม.หัวเฉียวประเทศไทย ผมเลยไปสมัครเรียนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว บังเอิญได้อาจารย์ที่ปรึกษาเอาใจใส่ค่อนข้างดี เลยทำให้ผมประกวดวิทยานิพนธ์ ได้รางวัลยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งมา คุณชอบกับคุณประวัติแกใจดีเลี้ยงฉลองให้ผม
Posted by KiLiN on 24 Sep. 2011,00:08
เยี่ยมมากเลยครับ คุณ สข1  winkthumb.gif
Posted by แมวเหมียว on 27 Sep. 2011,14:13
คุณคิลินกับคุณสข1น่าจะแปลการ์ตูนเซนกันต่อนะคะ

หรือคุณสข1เปิดกระทู้อะไรที่เกี่ยวกับภาษาจีนหรืออะไรก็ได้ ใหม่ๆขึ้นมาบ้างน่าจะดีนะคะ EM130.gif

วันก่อน(ปีก่อน) นั่งฟังคุณเจี๊ยบคุยกับคุณสข1 คุณเจี๊ยบแกรำลึกความหลังสมัยเมื่อครั้งเป็นสหายอยู่ที่โน่น..

ทำให้แมวเหมียวนึกถึงตอนไปทัศนศึกษาที่นั่น และจำบุคคลิก"สหายคนนั้น"ได้ว่า แกไม่ใช่คนพูดน้อยเงียบขรึมเหมือนคุณสข1ที่บ้านฅนธรรมดาคนนี้เลย  แต่ช่างพูดช่างคุยมนุษย์สัมพันธ์ดี น่าจะมาทำโจ๊กที่ท้ายครัวได้ดีกว่าแมวเหมียวซะอีกนี่คะ laugh1.gif  

EM144.gif

Posted by สข1 on 01 Oct. 2011,12:15
สมัยครั้งกระโน้น เรายังมีอุดมการที่ยึดถือ มีแนวคิดที่มั่นคง มีความหวัง มีไฟแห่งการต่อสู้ ต้องการจะโฆษนา เรียกร้องระดมคน จึงมีเรื่องพูดคุยมากมาย มาวันนี้อุดมการสิ้นขบวนการสลาย แนวความคิดใหม่ไม่มี มีเพียงความว่างเปล่า นอกจากบางครั้งฟื้นความหลังกันบ้าง ก็ไม่มีเรื่องอะไรใหม่ จะตั้งกระทู้ใหม่ก็รู้สึกตันเหมือนกัน
Posted by แมวเหมียว on 05 Oct. 2011,10:43
ตอนที่แมวเหมียวเข้าบ้านฅนธรรมดาใหม่ๆเคยได้ยินคุณคิลินพูดว่า
"อุดมการณ์ไม่มี มีแต่อุดมกู" ..ติดใจมากเลยค่ะข้อความนี้

ติดใจเพราะไม่เข้าใจ แถมแอบคิดอกุศลว่า

"คุณคิลินนี่สงสัยจะอกหักทางการเมือง" hehe.gif

แต่อยู่ไปนานๆที่บ้านนี้ก็พอจะเห็นว่าคุณคิลินแกไม่ได้ทำท่าอกหักทางการเมืองเลย

เก็บความสงสัยติดในหัวอยู่มานานหลายปี เพิ่งเข้าใจเมื่ออ่านบทความของพระไพศาลเมื่อไม่นานนี้ ท่านบอกว่า "การยึดมั่นในอุดมการณ์ คือการยึดในอัตตา.."อะไรทำนองนี้

อ่านแล้วจึงได้เข้าใจที่คุณคิลินว่า"อุดมการณ์ไม่มี มีแต่อุดมกู"

ตอนนี้ คุณสข1บอกว่า"..วันนี้อุดมการสิ้นขบวนการสลาย แนวความคิดใหม่ไม่มี มีเพียงความว่างเปล่า.."

แสดงว่าคุณสข1บรรลุธรรมแล้ว  เหมือนนิทานเซน หรือปริศนาเซนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเช็ดกระจกว่า..

"ไม่มีกระจก ไม่มีฝุ่นละออง"อะไรทำนองนี้ ใช่หรือเปล่าคะคุณคิลิน biggrin.gif


EM145.gif

Posted by สข1 on 08 Oct. 2011,21:56
"บรรลุธรรม"คำนี้คงยังไม่กล้าคิด แต่"อุดมการณ์ที่ดีงาม" ผมยังเชื่อว่ามีอยู่ในโลก ถึงแม้จะหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร

คำว่าอุดมการณ์ผมยังไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร ดูจากการสร้างคำแล้ว อุดมคือสมบูรณ์ มากมาย การณ์คือ เหตุการณ์ เรื่องราว รวมกันแล้วไม่เมคเซนต์เอาเลย แต่ในความหมายของผมในวันนี้"อุดมการณ์ที่ดีงาม" หมายถึง ความมีจิตใจที่ดีงาม มีสัจจะ มีคุณธรรม เห็นแก่ส่วนรวม แต่ในวันนี้แต่ละคนต่างยึดมั่นในอัตตาอย่างหลับหูหลับตา มีเพียงอุดมการณ์ของตัวเองเท่านั้นที่ถูกต้อง ผู้ที่คิดต่างจากตนล้วนเป็นศัตรู ล้วนเป็นผู้ผิด จนไม่สามารถที่จะร่วมศึกษาพูดคุยกันได้ ผมจึงบอกว่ามีแต่ความว่างเปล่า

Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard