Forum: ห้องสังคม
Topic: ข้อความดีดี...น่าคิด
started by: fong

Posted by fong on 27 Sep. 2002,15:38
You may not believe in this but the advice is great!
Read all the way down, you might learn something!!!
 
ONE.
Give people more than they expect and do it cheerfully.
 
TWO.
Marry a man/woman you love to talk to. As you get older, their
conversational skills will be as important as any other.
 
THREE.
Don't believe all you hear, spend all you have or sleep all you want.
 
FOUR.
When you say, "I love you", mean it.
 
FIVE.
When you say, "I'm sorry", look the person in the eye.
 
SIX.
Be engaged at least six months before you get married.
 
SEVEN.
Believe in love at first sight.
 
EIGHT.
Never laugh at anyone's dreams. People who
don't have dreams don't have much.
 
NINE.
Love deeply and passionately. You might get hurt
but it's the only way to live life completely.
 
TEN.
In disagreements, fight fairly. Please No name calling.
 
ELEVEN.
Don't judge people by their relatives.
 
TWELVE.
Talk slowly but think quickly.
 
THIRTEEN.
When someone asks you a question you don't want
to answer, smile and ask, "Why do you want to know?"
 
FOURTEEN.
Remember that great love and great
achievements involve great risk.
 
FIFTEEN.
Say "bless you" when you hear someone sneeze.
 
SIXTEEN.
When you lose, don't lose the lesson.
 
SEVENTEEN.
Remember the three R's:
Respect for self;
Respect for others;
Responsibility for all your actions.
 
EIGHTEEN.
Don't let a little dispute injure a great friendship.
 
NINETEEN.
When you realize you've made a mistake,
take immediate steps to correct it.
 
TWENTY.
Smile when picking up the phone.
The caller will hear it in your voice.
 
TWENTY ONE.
Spend some time alone.
 

Posted by นกกะปูด on 27 Sep. 2002,22:23
แบ๊ะ แบ๊ะๆๆๆ ???? อ่านไม่ออก แล้วจะคิดออกได้ไงล่ะ..พี่ฟอง แง๊ๆๆๆ cry3.gif.gif
Posted by เอ๊ด on 05 Oct. 2002,22:08
ข้อคิดจากโคลัมไบน์

เราคงจำกรณีโศกนาฏกรรมจากโรงเรียนมัธยม โคลัมไบน์ ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อหลายปีก่อนได้ที่มีผู้นำเอาปืนไปกราดยิงนักเรียนจนเสียชีวิตไปหลายคน เหตุการณ์นั้นแม้ไม่อาจพลิกผันนโยบายของรัฐที่ให้เสรีภาพในการค้าและครอบครองอาวุธปืนในสังคมของอเมริกาได้ แต่ความพยายามนั้นยังคงมีอยู่ ข้อเขียนของเพื่อนนักเรียนที่เสียชีวิตไป คือหลักฐานของความพยายามอันไม่ลดละนั้น
คู่ความขัดแย้งแห่งยุคสมัยของเราคือ การที่
เรามีตึกสูงขึ้นแต่ความอดทนอดกลั้นกลับต่ำลงทุกที ถนนที่กว้างขึ้นแต่มุมมองของคนกลับหดแคบลง การใช้จ่ายเงินทองมากขึ้นแต่มีเหลือเจือจานเพื่อนมนุษย์น้อยลง สิ่งที่ซื้อหามาไว้มากมายก่ายกองแต่กลับหาความสุขจากมันได้น้อยลง
เรามีบ้านหลังใหญ่ขึ้นแต่ครอบครัวกลับเล็กลง ความสะดวกสบายมากขึ้นแต่มีเวลาน้อยลง การศึกษาสูงขึ้นแต่จิตสำนึกตกต่ำ ความรู้เพิ่มพูนแต่การตัดสินใจยิ่งไร้เหตุผล ผู้เชี่ยวชาญเต็มบ้านเต็มเมืองแต่ปัญหากลับไม่ลดลง การแพทย์ก้าวหน้าแต่สุขภาพทรุดโทรม
เราแข่งกันสะสมวัตถุแต่กลับลดคุณค่าของมนุษย์ พูดกันมาก รักกันน้อยลง และเกลียดชังกันมากขึ้น รู้รักษาชีพแต่ไม่รู้คุณค่าของชีวิต ชีวิตยืนยาวขึ้นแต่คุณค่าไม่ได้เพิ่มพูน
เราเดินทางไปกลับดวงจันทร์ได้สำเร็จแต่กลับมีปัญหาเพียงแค่ข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านใหม่ พิชิตจักรวาลนอกโลกแต่เข้าไม่ถึงจักรวาลภายใน สามารถชำระล้างมลพิษในอากาศแต่สร้างมลพิษต่อจิตวิญญาณ
เราแยกสลายอะตอมได้สำเร็จแต่ล้มเหลวที่จะสลายความริษยาของตน
บ้านของเราวิจิตรพิสดารมากขึ้นแต่ครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านนั้นกลับแตกสลายลงทุกที
smile.gif
Posted by นกกะปูด on 05 Oct. 2002,23:25
เฮ้ยยยย คุณเอ๊ด พรุ่งนี้จะสอบแล้วนา ยังมานั่งขัดแย้งในบอร์ดอีก
ไปอ่านหนังสือซะดีๆ ค่ะ ระวังนา..ข้อสอบกฎหมายนี่ครุ่นคิดได้
แต่ขัดแย้งไม่ได้ เขาว่ามายังไงก็ต้องตามเขาไปก่อน (ตอนนี้)
เวลาเราเข้าไปทำงานค่อยเข้าไปแย้งพวกผู้ใหญ่เขา

จำไว้.. "เดินตามหมา ผู้ใหญ่ไม่กัด" เอ๊ย "เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด"
Posted by numtan_kw on 26 Oct. 2002,13:19
 

ที่มา ::: หนังสือ "บุญ" ของมูลนิธิปราณี

วันนี้.....มานอนที่บ้านของพ่อแม่ เข้าไปอ่านหนังสือในห้องหนังสือของพ่อ เจอ หนังสือที่เค้าพิมพ์แจกเฉพาะงาน และ แจกให้กับผู้ที่ บริจาคเงินให้กับ "มูลนิธิปราณี" และ มีข้อความ "ห้ามวางขาย" อยู่ในวงเล็บด้วย

แปลกจังนะคะ.....หนังสือดี..ดี มีบทความดี..ดี พิมพ์ออกมาจำนวนจำกัด ตาลไม่แน่ใจว่า บุคคลที่ได้รับหนังสือนี้มา จะมีโอกาสได้อ่านอย่างละเอียดทุกคนไปหรือไม่

เพราะ..... ในสังคมของเรา บางครั้ง การไปบริจาคเงินนั้น จริง..จริงก็เพื่อเอาหน้าตา ในสังคมก็มี

แต่.....ตาลมีประโยคนึงมาฝากคะ

"คนเกิดมา ได้ชื่อว่า มีขวานเกิดติดปากมาด้วย สำหรับให้คนพาลใช้เป็นอาวุธ ฟันตัวเอง ในเวลาที่ตัวเอง พูดคำชั่ว"

ประโยคนี้.....น่าคิดนะคะ คงเหมือนอย่างสุภาษิตที่กล่าวว่า "พูดดี เป็นศรีแก่ปาก" มั้งคะ
Posted by fong on 22 Dec. 2002,02:45





กระถางต้นไม้



 
 
  

สมมติว่ามีกระถางต้นไม้อยู่
   2 ใบ ที่มีขนาดเท่ากัน
ใบแรกใส่ดินก้อนใหญ่
   ส่วนใบที่สองใส่ดินที่ก้อนเล็กๆ
ถ้าใส่จำนวนก้อนเท่าๆกัน
   
ถามว่ากระถางใบไหนจะเต็มก่อนกัน
   
-----------------------------------------------------
   
แน่นอนคำตอบที่ได้ก็คงไม่พ้นใบที่ใส่ดินก้อนใหญ่
   
จากนั้นใส่ดินให้เต็มทั้งสองกระถาง แล้วลองเติมน้ำลงไปเท่าๆกัน
   
ถามว่าน้ำของกระถางใบไหนจะไหลออกจากก้นกระถางหมดก่อนกัน
   
คำตอบที่ได้ก็คงจะไม่พ้นกระถางใบที่ใส่ดินก้อนใหญ่อีกเช่นเคย
   
-------------------------------------------------------
   
แล้วลองมองกลับมาที่ตัวเรา
ถ้าเปรียบชีวิตเป็นกระถาง
   
เปรียบสิ่งของเครื่องใช้เป็นดิน
เปรียบน้ำเป็นรายได้ของเรา
   
------------------------------------------------------------
   
คุณคิดว่าได้อะไรจากข้อความข้างบน
   
------------------------------------------------------------
   
แน่นอนว่าถ้าดินก้อนใหญ่
เราก็สามารถเติมเต็มชีวิตได้เร็ว
   
แต่เงินทองที่เราหามาได้จะหมดไปอย่างรวดเร็ว
   
ความชุ่มชื้นคงอยู่ได้ไม่นาน ต้องเทนำลงไปบ่อยๆเพื่อรักษาความชุ่มชื้นไว้
   
ต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมาก
   กว่าจะหล่อหลอมให้ดินเป็นปึกแผ่นเป็นเนื้อเดียวกัน
   
---------------------------------------------------------------
   
แต่ถ้าดินก้อนเล็ก
กว่าที่ดินจะเต็มกระถางอาจจะใช้เวลานานกว่า
   
แต่น้ำที่เทลงไปจะคงอยู่ในกระถางได้นานกว่า
   
รักษาความชุ่มชื้นไว้ได้นานกว่า
โอกาสที่จะเป็นปึกแผ่น
   เป็นเนื้อเดียวกันสามารถทำได้ง่ายกว่า
   
----------------------------------------------------------------------
   
ถ้าคนเรารู้จักประมาณตน
   
ไม่ใช้สิ่งของที่เกินกำลัง(ไม่ยึดติดกับวัตถุ)
ก็คงจะดี จริงมั้ย
   
----------------------------------------------------------------------
   
ถ้าคิดจะใช้ดินก้อนใหญ่
ก็ต้องหาแหล่งน้ำขนาดใหญ่
   
แต่ถ้าแหล่งน้ำเล็กก็คงจะเดือดร้อนแน่นอน
   
--------------------------------------------------------------------------
   



Posted by นกกะปูด on 22 Mar. 2003,23:31

Posted by nava on 23 Mar. 2003,04:21
ถ้าคุณนกกระปูด มีลูกน้องสัก 1 โหล
หากผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน ล้วนพูดกับคุณ"ปูด"ว่า
   "ใช่ครับพี่"
   "ดีครับท่าน"
   "ทันครับผม"
   "เหมาะสมครับเจ้านาย"
 คุณ"ปูด"คิดว่าองค์กรของคุณ"ปูด" กำลังเดินไปทางไหนครับ?
Posted by Yaya on 23 Mar. 2003,10:24
เหอ เหอ ...คุณ นาวา ค๊ะ.... เรียกคุณนก เธอซะเขียวเลยนะคะ..
แหะ แหะ ..ปูด ๆ ๆ ๆ ๆ...งอนไปโน่นแล้ว devil.gif 5555..คุณนาวา พนักงาน ที่หน่วยงานย๋าพูด ประโยค ทั้ง 4 ประโยคข้างบนหลายคน .. ย๋าเหม็นหน้าชิบเป๋ง เพราะสิ่งที่เป็นจริงมักตรงกันข้ามกับที่พูดเสมอ เฮ้อออ.. ohman.gif แต่ถ้าทำได้ตามที่บอกทั้งประโยคโดยพูดจากใจจริงก็โอเค .. เนอะ คุณนก เนอะ.. icon_donot.gif
Posted by nava on 23 Mar. 2003,12:59
rasp.gif   sorry I am kiding. ha....ha ha ...
                                   bowsdown.gif
Posted by นกกะปูด on 24 Mar. 2003,01:32
ฮ่า ฮ่า ฮ่า ใครบอกว่า "ยัยปูด" งอนกันคะ นี่ๆๆ  smash.gif ตีหัวยัยย๋า..
คุณนาวาคะ นกว่านะ.. ไอ้คาถา 4 บท ที่ว่าหน่ะ
ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นการเลียแข้งเลียขา ประจบสอพลอเจ้านาย
แต่ถ้าคิดอีกแง่นะคะ (นี่เราไม่พูดถึงประเด็นที่ไม่จริงใจ)
นกว่าองค์กรจะเดิน (คลาน) ไปได้ดี ไม่มีขัดแข้งขัดขา

แล้วคุณนาวา คิดว่าองค์กรของคุณ ที่มีลูกน้องพูดแต่อย่างงี้..ๆๆ
.."โอ๊ยยยย ไม่ใช่หรอกพี่" icon_donot.gif
.. "หวายยยย ไม่ดีหรอกท่าน" icon_donot.gif
.."กรี๊ดดดด ไม่ทันครับผม" icon_donot.gif
.."เฮ้ยยยย ไม่เหมาะสมครับเจ้านาย"  icon_donot.gif
คุณคิดว่าองค์กรมันจะเดินไปทางไหนกันคะ??? ohman.gif
Posted by nid on 07 Jun. 2003,10:59
หมาไล่เนื้อ

มีเรื่องเล่าว่า....มีพระองค์หนึ่ง ชอบทำอะไรแปลกๆ
วันหนึ่ง พวกกรุงเทพเอากฐินไปทอดที่วัด  จัดงานกันใหญ่โต
มีหนัง มีลิเก มีดนตรี ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดินเลย
ก่อนทอดกฐิน ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา
บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง แล้วเอาเชือกมาด้วย

หลวงพ่อจัดการ เอาเนื้อ ผูกติดกับหลังหมา ผูกเสร็จก็ปล่อยหมา
หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง...ก็ไล่งับ พอหัวโดดงับ..ตัวก็ขยับหนี
เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง  ยิ่งโดดงับเร็ว  ก้อนเนื้อมันก็หนีเร็ว
โดดไม่หยุด เนื้อก็หนีไม่หยุด น่าสงสารหมามาก

หมาโดดอยู่นาน...งับเท่าไร...เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที  ผู้คนบนศาลา
พากันหัวเราะชอบใจ หัวเราะเยาะหมาว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้
ไล่งับจะกินเนื้อที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทันตลอดชีวิต หลวงพ่อมองดูด้วยความสนุกสนานจนหนำใจแล้ว ก็แก้เชือกออกจากหลังหมา
แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า

มนุษย์เรา มีความรู้สึกว่า ตัวเองพร่อง ตัวเองยังไม่เต็ม ต้องเติมตลอดเวลา เติมไม่หยุด เพื่อให้ตัวเองเต็ม เราอยากสวย อยากทันสมัย
ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด ทันสมัยที่สุดมาใส่ ดีใจได้เดือนเดียว
มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว สวยกว่า ทันสมัยกว่า
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ซื้อเสร็จ 3 เดือน รุ่นใหม่โผล่มาอีกแล้ว
ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด 2 เดือนต่อมา มีรุ่นใหม่กว่าออกมา
ของเราตกรุ่น
ซื้อรถเบนซ์ ทันสมัยที่สุด แพงมาก ขับได้ 6 เดือน มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว ทันสมัยกว่า แพงกว่า ของเรากลายเป็นเชย เราต้องก้มหน้าก้มตา
ทำงานทั้งวันทั้งคืน หาเงินมา เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย
ซื้อเสื้อผ้าใหม่ มือถือใหม่ คอมพิวเตอร์ใหม่ รถยนต์คันใหม่
เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น

ปัจจุบัน...เรากำลังไล่งับความทันสมัย เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน ทั้งที่รู้ว่า ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต ก็ไม่มีทางตามทัน น่าสงสารไหมโยม คนเต็มศาลาเมื่อกี้หัวเราะครึกครื้นด่าว่า หมามันโง่

ตอนนี้เงียบสนิท เหมือนไม่มีคนอยู่ ไม่รู้ว่า กำลังสงสารหมาหรือกำลังทบทวนความโง่ของตัวเอง

พอฟังเรื่องนี้จบ อาตมาก็หันมามองดูความเป็นจริงในสังคม
พวกเราเข้าใจผิดกันไปเอง คิดว่าต้องทันสมัย ถึงจะมีความสุข
ต้องมีมาก กินมาก เสพมาก ถึงจะมีความสุข แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
ดูพระซิ ใส่จีวรชุดเดียว ไม่เคยเปลี่ยน กินข้าว 2 มื้อ มีความสุข
แม่ชี คนปฏิบัติธรรม ใส่ชุดขาวชุดเดียว กิน 2 มื้อ มีความสุข
เดี๋ยวจะหาว่ายกตัวอย่างแต่พระ แต่พวกปฏิบัติธรรม
ยกตัวอย่างคนทั่วไปบ้างก็ได้

โยมดูพวกศิลปินที่ประสบความสำเร็จ ศิลปินดังๆที่เขาเข้าถึงสัจธรรม
ของชีวิต อย่างเช่น คุณเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์  คุณอะไรอีกหลายคน
คนพวกนี้โด่งดัง มีหน้ามีตาในสังคม มีเงินทองหลายสิบล้าน
แต่ใส่เสื้อผ้าชุดเดียว สีเดียว ทั้งปี เป็นชุดคล้ายๆเสื้อม่อฮ่อม
คุณ ส.ศิวลักษณ์ ก็ร่ำรวยไม่เบา แต่ใส่ขุดม่อฮ่อม ตลอดกาล
คนพวกนี้ ไม่ไล่งับความทันสมัย ชีวิตก็มีความสุขได้....


คัดจากหนังสือเฮฮาสุดขีด รวบรวมเรื่องราวโดยคุณสมคิด ลวางกูร

ที่มา : fw-mail
Posted by nid on 10 Jun. 2003,04:03
....มุมน่ามอง.....

หากท่านไม่อาจหลับในยามราตรีนี้
ใคร่ครวญให้ดียังมีผู้ที่ไร้แม้ที่ซุกหัวนอน

ไม่ต้องรันทด หากท่านติดอยู่ในรถที่ไปไหนไม่ได้
เพราะยังมีคนอีกมากมายที่ไม่เคยมีแม้โอกาสได้นั่งรถ

หากวันนี้มีงานที่กวนใจท่านมาก...คิดเสียว่า
ยังไม่ลำบากเท่าคนที่ตกงานมานานกว่า 3 เดือนแล้ว

ยามเมื่อความสัมพันธ์สะบั้นลง...อย่าเพิ่งปลง
เพราะยังดีกว่าผู้ที่ไม่เคยรู้จักรัก

อย่าอาวรณ์ตอนสุดสัปดาห์จะผ่านพ้น
จงคิดถึงคนหาเช้ากินค่ำไม่มีวันพักเพียงเพื่อจักยังชีพ

ต้องเดินเสียไกลลิแม้บ เพื่อขอความช่วยเหลือยามรถเสีย
ให้นึกถึงผู้ที่เป็นอัมพาตที่อยากอาสาเดินแทน

หากส่องกระจกพบผมหงอกเพิ่มมาอีกเส้น
ยังดีกว่าเป็นผู้ป่วยเคมีบำบัด ที่หวังเพียงว่าผมจะงอกได้อีก

ยามโชคร้ายแทบหมดอาลัยตายอยาก จงดีใจเถิด
เพราะยังประเสริฐกว่าผู้ที่ตายไปก่อนจะมีโอกาสใด

หากต้องทนให้ผู้อื่นระบายทุกข์ใส่ จะแย่กว่าเป็นไหนๆ
ถ้าต้องเป็นทุกข์นั้นเสียเอง

ลองคิดและส่งมุมมองนี้ให้เพื่อน
อาจเป็นเครื่องช่วยเตือนว่า..ชีวิตยังน่าพิสมัย

Posted by nava on 11 Jun. 2003,10:38
again.gif
   มีผู้ใหญ่ท่านนึง ซึ่งผมเคารพ แนะนำว่า
"คุณนาวา ก็ลดๆลงมาสักหน่อย ชีวิตเราแม้ไม่ได้ครบ10อย่าง
ได้สัก 6-7 ก็น่าจะพอ"
   ทุกครั้งที่ผมนำประโยคนี้มาบอกกล่าวกับผู้ที่มีความคาดหวังสูงๆ
ล้วนชะงักเเล้วก็สะดุด..อึ้งทุกคราไป
                        inlove.gif
Posted by nava on 11 Jun. 2003,10:53
laugh1.gif
   เสียดายไม่ได้เข้ามาดูกระทู้นี้เสียแต่เมื่อมีนาคม
จักได้ต่อกระทู้คุณ"ปูด"เสียแต่ยังร้อน
   เปล่า..ผมมิได้ตั้งใจมาเอาชนะ-คะคาน
เพียงขออย่างนี้จะดีไหม?
   องค์กรใด?สมาคมใด?
ย่อมมีดี-ไม่ดีคละเคล้า
           duel.gif
    ที่ดีก็บอกดี..เพราะอะไร?..ก็ว่าไป
ไม่เห็นด้วย..เพราะอะไร?..ก็ว่าไป
   ด้วยเพราะในชีวิตจริงที่ประสบ
ล้วนไม่มีสิ่งใดเลว..เสียทั้งหมด
หรือดี..ไปเสียหมดทุกอย่าง
    ยังมิพัก..ต้องพูดถึงนานาจิตตัง
ต่างมุม..ต่างมอง
   เอาน่า..ดีกันนะ
                  blush.gif
Posted by nid on 11 Jun. 2003,23:09
คาดหวังอะไรมากไป...อาจจะเป็นแบบนี้ก็ได้นะคะ... laugh1.gif






Posted by nid on 12 Jun. 2003,10:21
ธรรมมะ…จากหลวงพ่อ

อย่าพยายามทำคนอืนให้เหมือนใจเราเพราะเราก็ทำให้เหมือนใจคนอื่นไม่ได้

อย่าทำตัวเป็นผู้รับฝ่ายเดียวจงทำตัวเป็นผู้ให้ด้วย

อย่าทำตัวให้เด่นกว่างานจงพยายามทำงานให้เด่นกว่าตัว

อย่าทำบ้านให้แข็งแรงกว่าพื้นฐานจงทำพื้นฐานให้แข็งแรงกว่าบ้าน

"ถ้าไม่กินอยู่เท่าที่มี จะได้เป็นเศรษฐีเงินกู้
ถ้ามั่วสุมกับอบายมุข จะพบความทุกข์ในเบื้องปลาย
ถ้าทำหูเบาเอาเขาว่า จะต้องน้ำตาตกใน
ถ้าพูดโดยไม่คิดเท่ากับพ่นลมพิษใส่คนอื่น
ถ้าจริงจังกับโลกเกินไปจะต้องตายเพราะความเศร้า
ถ้าต้องการความเป็นอิสระ ให้พยายามชนะตัวเอง
ถ้าไม่รู้จักความทุกข์ จะพบกับความสุขได้ที่ไหน
ถ้าไม่ยอมปล่อยวาง จะพบกับความว่างได้อย่างไร
ถ้าอยากเป็นคนงาม อย่าวู่วามโกรธง่าย
ถ้าอยากเป็นคนสบาย อย่าเบื่อหน่ายความเพียร
ถ้าอยากเป็นคนมั่งมี อย่าเป็นคนดีแต่จ่าย
ถ้าอยากเป็นคนนำสมัย อย่าทำลายวัฒนธรรม
ถ้าอยากเป็นคนมีเกียรติ อย่าเหยียดหยามคนอื่น
ถ้าอยากมีความรู้ อย่าลบหลู่อาจารย์
ถ้าอยากหาความสำราญ อย่าล้างผลาญสมบัติ
ถ้าอยากเป็นคนมีอำนาจ อย่าขาดความยุติธรรม
ถ้าอยากเป็นคนดัง อย่าหวังความสงบ"

รักกันฉันท์พี่น้อง ดีกว่าเงินทองเป็นไหน ๆ

ปิดปากไว้ไม่พูดจา ดีกว่านินทาเพื่อนบ้าน

ยอมลำบากเมื่อหนุ่ม ดีกว่าจะกลุ้มเมื่อแก่

อยู่คนเดียวอย่างสงบ ดีกว่าคบคนพาล

ถ้ากินอยู่เกินฐานะ ขีวิตจะขรุขระเดือดร้อน

ยอมลำบากเมื่อตอนต้น ดีกว่ายากจนทีหลัง

เป็นอยู่อย่างหมดหวัง คือการขุดหลุมฝังตัวเอง

ชีวิตคือการต่อสู้ จงเป็นอยู่ด้วยความอดทน

ถ้ามัวเมาเอาแต่ดัง ชีวิตจะพังเพราะชื่อเสีย

ถ้าจะเป็นผู้ใหญ่ อย่าเชื่อง่ายหูเบา

อำนาจวาสนา คือที่มาของความกังวล

"ถ้าชนะด้วยอาวุธจะสิ้นสุดด้วยความแค้น
ใช้ธรรมะชนะแทน ความขุ่นแค้นจะหายไป"
Posted by add on 15 Jun. 2003,10:48
ความหมายแฝง อักษร ๔๔ ตัว ของไทย

ก.ไก่ เป็นสัตว์ตื่นเช้าที่สุด เลยให้มาเป็นอักษร ตัวแรก เพื่อเตือนให้คนไทย ขยันขันแข็ง

ข.ไข่ เป็นดอกผลของ ไก่ แต่จะมีความเปราะบางต้องทะนุถนอมให้ดีดี อย่าปล่อยทิ้งละเลยสังคม

ฃ.ฃวด เป็นวิถีชีวิตของคนไทยที่ เตือนไว้ว่าแม้จะดื่มกิน ให้มีสติไว้มิฉะนั้น อาจมีสิ่งใด แตกหักได้

ค.ควาย ฅ. ฅน เป็นวิถีชีวิต ของคนไทยการอยู่ร่วมกัน ระหว่าง ฅน และธรรมชาติ โดยให้ ฅน มาทีหลัง ควาย คือโง่มาก่อนฉลาดอย่าอวดฉลาด หากยังไม่รู้จักโง่ก่อน

ฆ.ระฆัง ให้หมั่นประชุมเป็นนิตย์ อย่าได้ ละเลย การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ง.งู ต้องกล้าคิดกล้าทำกล้าแสดงความคิดเห็น

จ.จาน ต้องรู้จัก การอาสาเจือจาน เข้าทำนอง จ.จานใช้ดี

ฉ.ฉิ่งตีดัง ช.ช้าง วิ่งหนี ให้รู้จักการใช้การทำงานเล็กๆ ให้เกิดผลกระทบต่อสังคม ในวงกว้างโดยไม่ต้องคิดการณ์ใหญ่

ซ.โซ่ ล่ามที หากสังคมเตลิด จากการกระทำใดใดให้รู้จักยับยั้งเอาไว้ด้วยขนบธรรมเนียมบ้าง

ฌ.เฌอ คู่กัน ให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราระหว่าง คน และธรรมชาติ

ญ.หญิงโสภา ฑ.มณโฑ หน้าขาว บอกใบ้ให้เห็นว่าสตรี เป็นเพศที่สวยงามและต้องเอาใจใส่ให้มาก อย่าได้ละเลยลืมเลือน

ฏ.ชฏาสวมพลัน เป็นแง่คิดให้เห็นถึงยศฐาบรรดาศักดิ์ ว่า ไม่จีรังครับคล้ายๆ กับหัวโขน

ฎ.ปฏัก และ ฐ.ฐาน เป็นอักษร คู่กันที่จะทำงานอะไร ที่ฉับไว เที่ยงตรงต้องมีรากฐานหรือมีเหตุผลรองรับ อย่างชัดเจนมั่นคง

ฒ.ผู้เฒ่าเดินย่อง เป็นการสะท้อน ว่าผู้หลักผู้ใหญ่จะทำอะไรต้องระมัดระวังให้ถี่ถ้วน อย่างโผงผาง

ณ.เณรไม่มอง ด.เด็ก ต้องนิมนต์ เป็นอักษรคู่กันแทนการเปรียบเทียบ ๒ สถาบัน ระหว่างศาสนาและ ฆาราวาส ว่า เมื่อพระท่านมองข้ามสิ่งใดละเลยสิ่งใด ต้องช่วยกันเตือนได้ไม่ใช่ละเลยไปหมด

ต.หลังตุง ถ.ถุงแบกขน เป็นอักษรคู่เช่นกันที่เปรียบว่า ทั้งหมดมีหน้าที่ของตัวและต้องทำให้ดีทีสุด ตามสภาพ ที่มีและเป็นอยู่

ท.ทหารอดทน นี่ชัดเจน ว่า แทน ข้าราชการ ว่าต้องมีน้ำอดน้ำทนทำงานไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยเพื่อชาติ

ธ.ธง คนนิยม เป็นภาพสะท้อนให้คนรักชาติบ้านเมืองครับ ให้เห็นแก่ประโยชน์ของชาติอันดับแรกเลย

ภ.สำเภากางใบ สะท้อนว่า หากจะค้าขายไกลๆต้องพัฒนาศักยภาพของตนเองให้สอดรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ

ร. ล. ว. เป็นอักษรชุด ๓ ตัว เรียง ที่มาสะท้อนถึงวิถี ชีวิตของคนไทยมี่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ น้ำ สัตว์ และการฝีมือ ที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ ของชาติ

ษ.หนวดยาว ศ.ศาลา ส.เสือดาวคะนอง สามสอ นี้เป็นภาคตัวแทนของอุปนิสัยใจคอของคนไทยว่า รักสงบ(ษ.) โอบอ้อมอารีย์(ศ.) แต่ ใจนักเลง (ส.)

อ.อ่างเนืองนอง เป็นสัญลักษณ์ ย้ำว่าคนไทย ต้องมีจิตคิดเพื่อคนอื่นเสมอก่อนคิดเพื่อตัว ฬ.จุฬาท่าผยองสะท้อนว่า ริจะเป็นผู้ปกครองริจะอยู่เหนือคนอื่น ต้องต้านทานอุปสรรคนานาได้คล้ายกับว่าว จะขึ้นสูงต้องต้านแรงลมได้

ฮ.นกฮูก นั้นสะท้อนว่า คนไทย ขยัน ครับ ตั้งแต่เช้า (ไก่) ยันค่ำ(นกฮูก)มีสัตว์ที่ตื่น อยู่ตลอดเวลา
Posted by add on 18 Jun. 2003,06:33
ic-12.gif คนผู้สะสมวัตถุ
ไม่มีวันเห็นความงามของเรียวใบไม้ ที่ประดับด้วยหยาดน้ำค้าง

เซนว่าไว้ 

ic-12.gif ไม่มีวันอาทิตย์หรือวันจันทร์ ด้วยเพราะวันต่าง ๆ นั้น คนเราคิดกำหนดขึ้นมาเอง
ไม่มีเวลาแปดโมงเช้าหรือห้าทุ่ม ด้วยเพราะเวลาต่าง ๆ นั้น คนเรานับมันขึ้นมาเอง
แล้วต่างคร่ำครวญเป็นทุกข์ว่า จะหาเวลาว่างได้เมื่อใด ว่าจะทำวันหนึ่งให้มีค่าได้อย่างไร
หลายคนตกเป็นทาสที่น่าเวทนานัก
มีเพียงจำนวนน้อยนิดเท่านั้น ที่แสวงหาความสุขที่แท้จริงได้
ด้วยจิตวิญญาณเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสแห่งกาลเวลาสมมตินั้น

เซนว่าไว้

ic-12.gif หนังสือเป็นชีวิตที่มีตัวอักษร
คนที่มีอารมณ์ความรู้สึกลึกซึ้งจึงจะสัมผัสกับมันได้อย่างลึกล้ำ

Posted by add on 19 Jun. 2003,02:11
greet.gif ในการทำงานนั้น เราไม่อาจก้าวพรวดเดียวถึงจุดสุดยอด
และไม่มีใครโชคดีประสบความสำเร็จตลอดกาล
พูดได้เลยว่า ในโลกนี้ ไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จคนไหนที่ไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน
หากไม่รู้จักวางตนและปฏิบัติตนต่อความพ่ายแพ้ได้อย่างถูกต้อง
ไม่มีทางที่จะพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในวงการหรือประสบความสำเร็จได้


wave.gif ผลการแข่งขันมักจะมีฝ่ายหนึ่งดีใจ ฝ่ายหนึ่งเสียใจ
ยามดีใจ ไม่ควรดีใจจนหน้ามืดตามัว
ยามเศร้า ไม่ควรเศร้าเสียจนละทิ้งอุดมการณ์
ในโลกนี้ไม่มีนักรบที่ชนะตลอดกาล
ยามพ่ายแพ้ ขอเพียงเราไม่ตกอกตกใจจนเกินไป เชิดหน้าขึ้นต่อสู้กับความพ่ายแพ้อย่างเอาจริงเอาจัง
ความพ่ายแพ้ก็จะกลายเป็นสมบัติอันล้ำค่า และแปรเปลี่ยนเป็นชัยชนะได้เสมอ

Posted by nid on 05 Jul. 2003,00:35



ปรัชญาจาก...ผ้าขี้ริ้ว

1..ผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด
เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข
พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อให้ลูกหลานอยู่สุขสบาย
ความสุขแท้ของคนคือการได้ยืนแอบยิ้ม อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้อื่น

2.ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้ แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา
เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่าสกปรก ถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว
มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว แกล้งบอกว่าตนเองสะอาด

3..ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด
เหมือนคนที่ฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน
ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น เขาจะเป็นคนที่มีคุณค่า
ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด การศึกษามากหรือน้อยก็ตาม เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดดี
เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง

4..ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้
เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า ด้วยการทำงานมิใช่ด้วยการประจบ
ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้าน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาชะตาชีวิต
ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น

5..ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร
เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น รู้จักอาสาคน
อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอน ไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตาม
คนที่ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน

6.ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด
เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ
แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ
เหมือนคนที่อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคม
ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ ความสามารถของตน
และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่าเข้าไปบริหาร


7..ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด
เหมือนคนควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของคนอื่น
ต้องมีความพอใจที่จะทำงานปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอิน
ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น
มีมากที่ผู้น้อยบางคน ทำงานแล้วทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น

8..ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้างไม่เปราะบาง เหมือนคนที่มีความอดทน
ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้เพื่อให้สำเร็จ
ประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย
คือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน

9.ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่
เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกปรามาสสบประมาทจะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรค
ตรงนั้นให้ได้ ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น
รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรและมีกำลังใจในสิ่งนั้น
มองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่าเมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอ
ผ้าขี้ริ้วมีเสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก
ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก
ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อยได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมาย
ทุกคนจึงควรพากเพียรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับชีวิต
อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง คุณเห็นด้วยไหม
ที่ว่าเราต้องทำตัวเองให้มีคุณค่าและมองเห็นค่าของตัวเองก่อน
แล้วเราจะไม่รู้สึกท้อแท้หมดหวัง

Posted by fong on 08 Sep. 2003,23:13
กำแพง.........
         .........สะพาน


กำแพง หรือ สะพาน

แม้จะเป็นคำเปรียบเทียบ

แต่คนเราสามารถสร้างกันได้ในพริบตา

ถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นแต่สัมผัสได้

พยายามบอกตัวเองว่า...

สร้าง กำแพง เพื่อปกป้องตัวเองจาก...ศัตรู

สร้าง สะพาน เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ให้...มิตร


แต่ชีวิตจริง มิตรหรือ ศัตรู

ใช่ว่ามองดูแล้วรู้เลยซะที่ไหน

บ่อยไปที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้


เรื่องที่ผิดพลาดปล่อยให้ศัตรูข้าม สะพาน มา

ก็คงจะลบเลือนไปสักวัน

แต่เรื่องที่ลบเลือนได้ยากคือ

ความผิดพลาดที่ปล่อยให้มิตร อยู่อีกฟากหนึ่งของกำแพง
Posted by nid on 10 Sep. 2003,00:15



##...จงมองด้วย “ตา” แล้วปล่อยให้ “ปัญญา”เป็นผู้วินิจฉัย...##


วันหนึ่ง ขงจื๊อ เมธีจีน พร้อมศิษยานุศิษย์เดินทางรอนแรมลี้ภัยการเมืองอยู่กลางป่า พอได้เวลาอาหาร ลูกศิษย์เตรียมตักข้าว ใส่จานพร้อมสำรับอาหาร ขณะกำลังตักข้าวอยู่ห่างๆนั้น ท่านขงจื๊อ สังเกตเห็นว่าลูกศิษย์หยิบข้าวจากจาน ของท่านขึ้นมาใส่ปากเคี้ยว

ท่านจึงสอนและชี้ให้เห็นว่า การหยิบอาหารจากสำรับของครูบาอาจารย์มา รับประทานก่อนได้รับอนุญาตนั้น แสดงถึงความ “อนารยะ” ที่น่าตำหนิอย่างยิ่ง ลูกศิษย์จึงขอโอกาสชี้แจง “อาจารย์ครับ ที่กระผมหยิบข้าวจากจานของ อาจารย์ขึ้นมารับประทานก่อน หาใช่กระทำไปด้วยความเขลาหรือขาดคารวะก็หาไม่ แต่ที่เป็นเช่นนั้น เพราะในจานข้าวของอาจารย์มี ผงถ่านสีดำปนเปื้อข้าวอยู่ ครั้นจะยกมาให้อาจารย์เลยก็เกรงว่าคงไม่ เหมาะ จะหยิบข้าวที่เปื้อนนั้นทิ้ง ก็เสียดาย เพราะข้าวหายากและจำเป็นมากสำหรับการอยู่รอดในยามวิกฤติ กระผมก็เลยหยิบข้าวที่ เปื้อนนั้นขึ้นมารับประทานเสียเองขอรับ”

แววตาที่ฉายแววดุของผู้เป็นอาจารย์ ค่อยๆ ทอประกายอ่อนโยนด้วยเมตตา ก่อนเอ่ยวาจาขอโทษผู้เป็นศิษย์อย่างไม่ถือตัว

บ่อยครั้งที่เรามักตัดสินอะไรผิดพลาดอย่างง่ายดายจนเสียทั้งคน เสียทั้งงาน และบางทีก็เสียผู้เสียคน เสียเกียรติภูมิที่สู้สั่งสมมาทั้งชีวิตในชั่วพริบตา เพียงเพราะเราเชื่อในสิ่งที่สายตารายงาน ขณะที่บาง ด้านของความจริงกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง สามีทะเลาะกับภรรยา พ่อแม่ทะเลาะกับลูก นายเข้าใจผิดลูกน้อง เพื่อนแตกจากเพื่อน คนรักหันหลังให้กันทั้งที่ต่างฝ่ายก็แสนดี เพียงเพราะต่างก็เชื่อใน “สิ่งที่ตาเห็น”แต่ละเลยการ “เมียงมอง”อย่างพินิจแยบคายโดยใช้ “ปัญญาจักษุ”อันสุขุม เราจึงติดอยู่ใน “ภาพลวงตา” อันเป็นมายาคติ พลอยทำให้หลงลืม “ความจริง” ที่เป็นจริงอีกด้าน หนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย

จงมองด้วย “ตา” แล้วปล่อยให้ “ปัญญา”เป็นผู้วินิจฉัย

สิ่งที่ตาเห็นกับสิ่งที่ปัญญาประจักษ์ ไม่แน่ว่าจะสอดคล้องกันเสมอไป

จงใช้ตานอกสำหรับ “ดู”แล้วจงใช้ตาในสำหรับการ “เห็น”
Posted by KiLiN on 10 Sep. 2003,07:56
ดีจังคุณนิด winkthumb.gif  again.gif
Posted by nid on 11 Sep. 2003,00:10


อากงสอนหลาน

มีอากงแก่ ๆ อยู่คนหนึ่ง...อยากจะสอนข้อคิดอะไรบางอย่างให้หลาน ๆ
ตามปะสาคนแก่....อากงจึงเรียกหลาน ๆ ทั้งสี่มานั่งล้อมโต๊ะ..สี่มุม...
แล้วบอกหลานทั้งสี่ว่า "เอาล่ะหลาน ๆ ..ตอนนี้หลับตานะ..หลับตา....."
พอหลาน ๆ หลับตา...อากงก็เดินเข้าไปในห้องเก็บของ แล้วหยิบโคมไฟเก่าๆ มาอันนึง
อากงเปิดฝาครอบ...จุดไฟ...แล้วปิดฝาครอบ.....
แล้วอากงก็บอกหลานทั้งสี่ว่า.."ลืมตาขึ้น แล้วบอกอากงซิว่าโคมไฟสีอะไร...?".
เด็กทั้งสี่ลืมตาขึ้นตอบไล่ ๆ กัน....ตอบไม่เหมือนกัน...และเริ่มทะเลาะกัน....
คนที่นั่งด้านนึ่งบอกว่า...สีแดง อีกด้านนึ่งบอกว่า...สีเขียว...สีเหลือง...และสีน้ำเงิน  ตามลำดับ
ทั้งสี่ทะเลาะกันพักนึ่ง....ก็มีเด็กคนนึ่งถามอากงว่า......
"..อากง...ทำไมของอย่างเดียวกัน...มีตั้งหลายสี.........."
อากง...ก็เลยบอกว่า... "เดี๋ยวนะ...อากงจะทำอะไรให้ดู"
อากงเดินมาที่โต๊ะ...หยิบฝาครอบแล้วหมุนให้ดู
ปรากฏว่า....ฝาครอบสี่ด้าน สี่สี...แดง...เหลือง...เขียว...น้ำเงิน
หลังจากนั้น...อากงก็บอกว่า...."เอ้า..ตอนนี้บอกอากงซิ...โคมไฟสีอะไร...?"
หลาน ๆ ตอบเหมือนกัน คือสีของเปลวไฟ.....อากงเลยบอกว่า...
"เอาล่ะหลาน...อากงถามอะไรชักสองข้อนะ....

ข้อที่ 1.....เมื่อสักครู่นี้ครั้งแรก...ใครผิด...."
หลานตอบว่า..ไม่รู้  อากงบอกว่า....รึว่า อากงผิด  อากงเลยบอกอีกว่า
"ฟังนะ..เจ้าทั้งสี่ นั่งอยู่ในที่เดียวกัน มองของอย่างเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน
ยังเห็นไม่เหมือนกันเลย." "ทำไม..? ทำไมถึงไม่มีใครผิดล่ะ"
อากงเลยบอกว่า..."ก็เพราะคนทุกคนมองจากมุมมองของตัวเอง เห็นในสิ่งที่ตัวเองเห็น
แต่ถ้าเจ้าอยากเข้าใจว่าทำไมคนอื่นเห็นอย่างที่เขาเห็น เจ้าก็เดินไปมองที่มุมของเขา
แล้วเราก็จะเห็นอย่างที่เขาเห็น...."
"แต่ถ้าลองนึกภาพนะ เจ้าทั้งสี่ นั่งอยู่ที่เดียวกัน มองของอย่างเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน
ยังเห็นไม่เหมือนกันเลย ในอนาคตเวลาที่อยู่ในสังคม เป็นไปได้มั๊ย...
คนก็มองสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เวลาที่คนคิดไม่เหมือนเรา..ใครผิด..."

"ในอนาคตนะ...เวลาที่เจ้าคิดไม่เหมือนคนอื่น อย่าไปโกรธว่าเขาผิด อย่าไปกลัวว่าตัวเองผิด.....
เพราะคนแต่ละคน ก็เห็นสิ่งต่าง ๆ จากขอบข่ายประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมของตนเอง
แต่ถ้าเจ้าอยากเข้าใจว่า ทำไมคนอื่นถึงคิดแบบนั้น เจ้าก็เดินไปมุมของเขา
และเมื่อเจ้ายอมเข้าใจคนอื่น อาจเป็นไปได้ว่าคนอื่นก็อาจจะยอมที่จะเดินมา และเข้าใจเจ้า "


ข้อที่ 2...อากงบอกว่า "ที่เห็นครั้งแรกกับครั้งหลัง เป็นของอย่างเดียวกันมั๊ย?"
หลานบอกว่า อย่างเดียวกัน "แล้วเห็นเหมือนกันมั๊ย?....ครั้งแรกเห็นอะไร?"
หลานตอบว่า ฝาครอบ และครั้งหลังเห็น เปลวไฟ  อากงเลยบอกว่า....

"หลาน ๆ เอ๊ย...ในอนาคตถ้าเลือกได้นะ อย่ามองสิ่งต่าง ๆ เพียงแค่ที่เห็น......
จงเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ...อย่างที่เป็น”

Posted by add on 11 Sep. 2003,23:10
ขอบคุณค่ะ   เป็นแง่คิดที่ดีๆ  ทั้งนั้นเลย  ดีจังค่ะ   blush.gif
Posted by อิศรา on 12 Sep. 2003,12:05
flower.gif อย่าหมดหวัง
        เกิดมาทุกคน ย่อมมีความหวังและต้องการสมหวัง
        ความหวังก่อให้เกิดแรงใจ แรงใจก่อให้เกิดแรงกาย
        และความคิด ความผิดหวังป็นเครื่องบั่นทอนกำลังใจ
        เมื่อผิดหวังอย่าให้เสียกำลังใจลุกขึ้นใหม่สร้างแรงใจ
        ให้มีความหวังสู่เป้าหมายของตนเองดังนั้น"ผิดหวังได้"
        แต่อย่า"หมดหวัง" ohman.gif
Posted by nid on 12 Sep. 2003,21:57



ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงลาไว้ตัวหนึ่งซึ่งแก่มาก
แล้ววันหนึ่งชาวนาได้พาเจ้าลาแก่ออกไปข้างนอก ด้วยความโง่เขลาของมัน
ดันเดินซุ่มซ่ามไปตกบ่อแห่งหนึ่ง มันร้องครวญครางเป็นเวลาหลายเพลา
ชาวนาเองก็พยายามใคร่ครวญหาวิธีที่จะช่วยมันขึ้นมา

ในที่สุดชาวนาหวนคิดขึ้นมาได้ว่า เจ้าลาก็แก่เกินไป แล้วอีกอย่างบ่อนี้ก็ต้องกลบ
ไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลา ชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้านเพื่อมาช่วยกลบบ่อ
ทุกคนใช้พลั่วตักดินสาดลงไปในบ่อ ครั้งแรกเมื่อดินไปถูกหลังลามันตกใจ
และรู้ชะตากรรมของตนทันที มันร้องโหยหวนทันที

สักพักหนึ่งทุกคนก็แปลกใจที่เจ้าลาเงียบไป หลังจากที่ชาวนาตักดินใส่ไปในบ่อได้สักสองสามพลั่ว
ก็เหลือบมองลงไปในบ่อ ก็พบกับความประหลาดใจที่ว่า ทุกครั้งที่ทุกคนสาดดินไปถูกหลังลา
มันจะสะบัดดินออกจากหลัง แล้วก้าวขึ้นไปเหยียบบนดินเหล่านั้น
ยิ่งทุกคนพยายามเร่งระดมสาดดินลงไปมากเท่าไรมันก็ก้าวขึ้นมาได้เร็วมากยิ่งขึ้น
ในไม่ช้าทุกคนต่างประหลาดใจ ที่เจ้าลาในที่สุดก็สามารถหลุดพ้นจากปากบ่อดังกล่าวได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

“ชีวิตนี้อุปสรรคต่างๆที่ถาโถมเข้ามาหาเราก็เปรียบเสมือนดินที่สาดเข้ามาหาเรา
จงอย่าท้อถอยและยอมแพ้ จงแก้ไขมัน เพื่อที่เราจะได้เหยียบมัน เพื่อที่จะก้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ
เปรียบเสมือนลาแก่ที่หลุดพ้นจากบ่อได้ฉันใดฉันนั้น”

Posted by chaiwat on 12 Sep. 2003,23:32
คุณนิด  smash.gif  ยอดเยี่ยมจริงๆ เพราะสมัยนี้ปัญหาต่างๆ มันมากมาย ถ้าสามารถคิดและทำได้อย่างนี้ก็ดีนะครับ
แต่ส่วนใหญ่จะไม่ใช่เหยียบปัญหาขึ้นไปหรอก ที่เห็นจะเป็นการเหยียบ
หัวคน (ที่ทำงาน) ขึ้นไปทั้งนั้น

หนวด
Posted by KiLiN on 13 Sep. 2003,01:53
ครับ...จริงครับ ปัญหามีมากมายก็จริงอยู่
  เจอปัญหาคือเจอขุมทรัพย์  เพราะเจอปัญหาก็ได้เรียนรู้
เมื่อมีชีวิตก็ต้องมีปัญหา หมดปัญหานั่นไม่ใช่ชีวิต
การเรียนรู้ก็ต้องเริ่มจากไม่มีไปสู่มี  จากน้อยไปสู่มาก
นี่เป็นเรื่องธรรมดา
น้ำหยดวันเดียวไม่เต็มตุ่ม เดือนนึงก็ต้องเต็ม
เดือนนึงไม่เต็มปีนึงก็ต้องเต็ม ต้องเต็มเข้าสักวัน
ถ้าตุ่มไม่รั่ว และเปิดฝาพร้อมรับ

อยากยกบทโศลกอีกสักบท ที่ว่า.....

ลูกรัก......
พ่ออยากจะบอกต่อเจ้าว่า
ตอนที่เจ้าเป็นเด็กตัวเล็กๆ
ที่กำลังหัดเดิน และหกล้ม
พร้อมกับได้รับความเจ็บปวด
ถ้าเจ้าไม่พยายาม และเริ่มต้นเดินใหม่
เจ้าก็จะเดินไม่ได้ จนถึงปัจจุบันนั่นเอง


~ พุทธอิสระ ~

Posted by nid on 14 Sep. 2003,15:05
คุณหนวดคะ แบบนี้... smash.gif ยอดเยี่ยมจริงๆ...เป็นการตบหัวแล้วลูบหลังรึเปล่าคะเนี่ยะ... ic-14.gif

ที่คุณหนวดว่า..ส่วนใหญ่จะไม่ใช่เหยียบปัญหาขึ้นไปหรอก ที่เห็นจะเป็นการเหยียบหัวคน (ที่ทำงาน) ขึ้นไปทั้งนั้น...ก็เคยเจอเหมือนกันค่ะ เราจะไปทำอะไรได้ล่ะคะนอกจากทำใจของเราเองแหละค่ะ

มีเรื่องโจ๊กในที่ทำงานเก่ามาเล่าให้ฟังค่ะ (เป็น dirty joke ไม่ค่อยสุภาพนัก..ขออภัยด้วยนะคะ)

ขาเม๊าท์ในที่ทำงานจับกลุ่มคุยกัน :
คนแรก : สงสัยจังว่าคนประเภทนี้(ชอบเหยียบหัวคนอื่นขึ้นไปแล้วได้ดี) ทำบุญกันด้วยอะไรนะ??
คนที่สอง : เฮ้อ..เกิดมาในยุคปากกัดตีนถีบก็แบบนี้แหละ ต้องทำใจ...
คนที่สาม : เออ..ดูอย่างผมสิ ปากกัดยกทรง ตีนถีบกางเกงใน ลำบากชิบเป๋งเลยยยย...
เท่านั้นแหละค่ะ....วงแตก... laugh1.gif laugh1.gif laugh1.gif
Posted by nid on 16 Sep. 2003,23:21
เสี่ยง

การหัวเราะ คือ การเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็นคนโง่
การร้องให้ คือ การเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็นคนที่อ่อนไหว
การเข้าไปหาผู้อื่น คือ การเสี่ยงที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้อื่น
การแสดงความรู้สึกให้ผู้อื่นรับรู้ คือ การเสี่ยงที่จะได้รับคำปฏิเสธ
การตั้งเป้าหมายต่อหน้าผู้อื่น คือ การเสี่ยงที่จะถูกหัวเราะเยาะ
การรักใครสักคน คือ การเสี่ยงที่จะไม่ได้รับความรับตอนแทน
การก้าวเดินไปหนทางข้างหน้าที่เต็มไปด้วยสิ่งใหม่ๆ คือ การเสี่ยงต่อความผิดพลาด

แต่เราก็ควรที่จะเสี่ยงในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เนื่องจากว่าอันตรายที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต คือ การไม่ยอมเสี่ยงสิ่งใดเลย บุคคลที่ไม่เสี่ยงสิ่งใดเลย จะไม่ได้ทำสิ่งใดเลย จะไม่มีสิ่งใดเลย และจะไม่ได้เป็นอะไรเลย

เขาอาจจะหลีกหนีจากควาทุกข์ยากและความเศร้าโศกได้ หากแต่ว่าเขาจะไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้รู้สึก ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไม่ได้เติบโต และไม่ได้รู้จักความรักเลย เขาจะถูกล่ามโซ่ไว้ เขาจะกลายเป็นทาสให้กับสิ่งที่เขากังวลไม่กล้าเสี่ยงนั้น จะมีเพียงแต่บุคคลที่กล้าเสี่ยงเท่านั้นที่จะมีอิสระทำสิ่งต่างๆ ได้"


วันนี้อาจจะพบกับความผิดหวัง
ล้มเหลว พ่ายแพ้ หรือเศร้กโศก
แต่ไม่เป็นไร...เพราะว่าชีวิต
จะเริ่มต้นใหม่ในวันพรุ่งนี้
จะมีโอกาสสำหรับพยายามใหม่
และเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ......


ที่มา :  108 สุดยอดไอเดีย โดย เบญญาวัธน์
Posted by nid on 16 Sep. 2003,23:26
ชีวิตสับสน...ทำอย่างไร


ความสับสนกับชีวิตที่เกิดขึ้นจะทำให้คิดอะไรไม่ออก
ทำอะไรไม่ถูก และรู้สึกหวาดกลัวไปต่างๆ นานา

ดังเช่นดุ๊กค์แห่งเวลลิงตันกล่าวว่า

"สิ่งเดียวที่ฉันเกรงกลัว ก็คือความกลัว"

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

วิธีการลดความกลัว ความสับสนในชีวิตมีดังนี้

1. จงพูดระบายกับคนที่เราไว้ใจ เพราะการได้ระบายออกมาจะช่วยให้เรารู้สึกสบายใจขึ้น

2. จงยอมรับความไม่แน่นอน ไม่ยึดติดกับสิ่งใด
เพราะทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลาเป็นสัจธรรมของโลก

3. จงขอความเห็นและแนวความคิดจากเพื่อน
พ่อแม่ ลูกค้า สามี ภรรยา หรือผู้ที่เราไว้วางใจ
เพราะอาจมีมุมมองบางอย่างที่ช่วยแก้ปัญหาให้เราได้

4. จงเขียนปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ทำให้เรารู้สึกสับสนลงในกระดาษ และลองเปรียบเทียบเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

บางครั้งเมื่อเกิดความสับสนในชีวิตกับตนเองขึ้นแล้ว
ปัญหาบางประการที่ง่ายๆ อาจเป็นเรื่องยากหากมัวแต่หมกมุ่นวนเวียนกับมัน

วิธีการดังกล่าวข้างต้น คงจะพอทำให้ "หลุด" ออกจากความสับสนดังกล่าวชั่วขณะ
เพื่อหาทางแก้ไขด้วยวิธีที่ดีที่สุดตามเงื่อนไขของแต่ละบุคคลได้ต่อไป

------------------------------------
จาก 108 สุดยอดไอเดีย คู่มือสู้ชีวิตด้วยตนเอง ชุดที่ 2 เริ่มต้นใหม่...ในวันพรุ่ง
รวบรวมเรียบเรียงโดย เบญญาวัธน์
Posted by nid on 17 Sep. 2003,09:25




มีชาย 2 คน ทั้งคู่เป็นคนไข้ในโรงพยาบาลเดียวกัน
อยู่ในห้องพักคนไข้รวม 2 เตียงในห้องเดียวกัน
ทั้งคู่ต่างมีอาการเจ็บป่วยที่สาหัสพอๆ กัน
คนหนึ่งเป็นโรคปอดบวมขั้นสุดท้าย
หมอแนะนำให้เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียงวันละ 1 ชั่วโมง
ในช่วงบ่ายทุกวัน เพื่อช่วยให้การละลายเสมหะจากปอด
ไหลลื่นได้ดีขึ้น เตียงคนไข้ปอดบวมตั้งอยู่ริมหน้าต่าง
ส่วนเตียงของเพื่อนร่วมห้องตั้งอยู่อีกฟากของห้อง
คนไข้ต้องนอนราบบนเตียง ไม่สามารถลุกขึ้นนั่งได้
ทั้งสองคนฆ่าเวลาไปวันๆ ด้วยการพูดคุยกันในเรื่องต่างๆ
ตั้งแต่เช้าจนถึงเวลานอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบ้าน ครอบครัว
การงานที่เคยทำก่อนล้มเจ็บ ชีวิตในระหว่างที่เป็นทหารใน
กองทัพบก ฯลฯ

ทุกๆ วันในช่วงบ่าย คนไข้โรคปอดจะลุกขึ้นนั่ง และมองไป
นอกหน้าต่าง เพื่อระบายเสมหะตามคำแนะนำของแพทย์
เขาก็จะถือโอกาสบรรยายสิ่งที่มองเห็นข้างนอกหน้าต่างให้
แก่เพื่อนร่วมห้องฟัง

การได้รับฟังเรื่องราวจากภายนอกนี้ ได้กลายเป็นความสุข
อย่างเดียวที่คนนอนเจ็บอีกฟากห้องจะมีโอกาสได้รับในแต่ละวัน
เวลาหนึ่งชั่วโมงช่วงบ่ายจึงกลายเป็นเวลาแห่งการรอคอยของคนไข้
ที่นอนเจ็บอยู่ เขาจะได้รับฟังข่าวสารการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกที่เขาไม่มีโอกาสได้เห็นหรือได้สัมผัสโดยตรง

คนไข้โรคปอดที่อยู่ริมหน้าต่าง เล่าให้เพื่อนฟังว่า
สิ่งที่เขาเห็นนอกหน้าต่างเป็นสวนสาธารณะสวยงาม
มีทะเลสาบกว้างขวางใหญ่โต มีเป็ดสีขาวระเริงเล่นในน้ำ
มีสวนดอกไม้บานสะพรั่ง ปลูกเป็นหย่อมๆ ดูสวยงามทั่วไป
ในทะเลสาบมีเรือพายล่องลอยไปมาดูผู้คนในเรือช่างมี
ความสุขยิ่งนัก หญิงสาวชายหนุ่มเดินคลอเคลียกันไปมาหลายคู่
ช่างดูมีความสุขสดชื่นกันเหลือเกิน
ริมทะเลสาบมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไป ทำให้ทั่วทั้ง
บริเวณร่มรื่น และถ้ามองออกไปไกลๆ จะแลเห็นตึกรามบ้านช่อง
สวยงามอยู่ไกลออกไป ทุกอย่างล้วนดูสวยงามเป็นยิ่งนัก

ในขณะบรรยายความงดงามของธรรมชาติจากภายนอกอยู่นั้น
คนเจ็บอีกฟากก็หลับตานึกสร้างมโนภาพตามเรื่องที่ได้รับฟัง
ทำให้เขามีความสุขสดชื่นยิ่งนัก เสมือนหนึ่งตนได้เข้าไปอยู่ใน
สวนสาธารณะด้วยตนเองทีเดียว

ในช่วงบ่ายวันหนึ่ง คนไข้ริมหน้าต่างได้บอกเพื่อนร่วมห้องอีกฟากว่า กำลังมีขบวนแห่สวยงามเดินผ่านไป แม้ว่าคนนอนเจ็บจะไม่ได้ยิน
เสียงดนตรี แต่เพราะเพื่อนได้บรรยายความสวยงามของขบวนแห่
อย่างละเอียดลออ จนเขาสามารถเห็นภาพในใจได้อย่างชัดเจน
ราวกับเห็นด้วยตาตนเองทีเดียว

เหตุการณ์ในทำนองนี้ได้เกิดขึ้นวันแล้ววันเล่า
เช้าวันหนึ่ง เมื่อนางพยาบาลเดินมาที่เตียงคนไข้ริมหน้าต่าง
เพื่อเช็ดตัวให้ตามปกติ ปรากฏว่าคนไข้สิ้นลมเสียแล้ว
เธอรู้สึกเสียใจ เพราะคนไข้ผู้นี้มีนิสัยที่ดี ไม่เคยทำตัวเป็นภาระ
แก่เธอโดยไม่จำเป็น

เมื่อบุรุษพยาบาลนำร่างอันไร้วิญญาณออกไปแล้ว
เตียงริมหน้าต่างก็ว่างลง คนไข้ที่นอนเจ็บอีกฟากจึงขออนุญาต
นางพยาบาล ขอย้ายเตียงไปอยู่ริมหน้าต่าง เพื่อจะได้เห็นทิวทัศน์
ภายนอก ซึ่งนางพยาบาลก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร
เธอย้ายเตียงคนไข้ไปอยู่ริมหน้าต่างแทนเตียงเก่า
หลังจากแน่ใจว่าคนไข้ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว เธอก็หันไปทำกิจ
อย่างอื่นในห้อง คนไข้ที่ย้ายมาริมหน้าต่างรู้สึกดีใจมาก
เขาพยายามยันตัวในท่านั่ง เพื่อจะได้เห็นทิวทัศน์จากภายนอก
หน้าต่าง ในใจคิดว่าต่อไปนี้เราจะได้เห็นทุกอย่างด้วยตัวเองซะที

เมื่อได้มีโอกาสมองไปนอกหน้าต่าง เขากลับเห็นแต่ฝาผนังทึบกั้นอยู่ ไม่ปรากฏมีทิวทัศน์สวยงามอย่างที่เคยได้ยินจากเพื่อนของเขาที่เสียชีวิตไปแล้ว คนไข้จึงหันมาถามนางพยาบาลว่า เพื่อนเขาที่เพิ่งเสียชีวิต
ไป ได้บรรยายความสวยงามทั้งหลายตลอดระยะเวลาอันยาวนานได้อย่างไร นางพยาบาลกล่าวแก่เขาว่า

ความจริงแล้วเพื่อนของคุณที่เสียชีวิตไปแล้วนั้น เป็นคนตาบอด
เขาไม่มีทางเห็นแม้กระทั่งกำแพงที่กั้นอยู่ด้วยซ้ำไป
พยาบาลกล่าวยิ้มๆว่า "บางที เขาคงพยายามให้กำลังใจคุณมากกว่า"

--------------------------------------------------------------------------------

บทสรุป การทำให้ผู้อื่นมีความสุข เป็นความสุขอย่างยิ่งสำหรับผู้ให้
ตัวเราจะเป็นอะไรไม่สำคัญ การร่วมทุกข์อาจทำให้ความทุกข์แบ่งเป็นสองส่วนได้ แต่การร่วมสุข ผลได้กลับเป็นสองเท่าเสมอ

ถ้าอยากรู้สึกว่าตนเองรวย ก็ให้สำรวจสิ่งทั้งหลายที่คุณมีซึ่งไม่อาจซื้อได้ด้วยเงิน สิ่งที่คุณมีและเงินซื้อไม่ได้ก็คือ

"การที่คุณมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะนี้ไง"

ฉะนั้นจงทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะปัจจุบันคือ "ของขวัญ"
ที่คุณทุกคนล้วนได้มาโดยธรรมชาติ และเป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้"


"Today is a gift, that's why it is called the present."

ที่มา : fw-mail
Posted by nid on 19 Sep. 2003,00:48
ความเป็นจริง

โลกไม่ได้ให้สิ่งต่างๆ ตามใจใครปรารถนา
โลกจะให้สิ่งต่างๆ แก่ผู้สมควรได้รับเท่านั้น


ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะฝัน มีสิทธิ์ที่จะตั้งจิตปรารถนา...แต่จะเรียกร้องเอาด้วยจิตใจอย่างเดียวไม่ได้ หากต้องลงมือคิดและปฎิบัติจึงจะเป็นผล

ข้อสำคัญสิ่งที่เราคิดฝัน จะต้องเริ่มต้นจากความเป็นจริง

ถ้าเสียงของเราแหบแห้ง อย่าคิดหวังเป็นนักร้อง
ถ้าอยากรวยซื้อหวยอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำงานหนักด้วย
ถ้าอยากเป็นผู้รับ ต้องเป็นผู้ให้เสียก่อน

"เมื่อเราต้องการทะเล ย่อมจะต้องยอมรับเสียงคลื่นลม
เมื่อเราอยากได้น้ำฝน ต้องยอมให้มีฟ้าแลบฟ้าผ่า"


นี่คือกฎความเป็นจริงของธรรมชาติที่มีค่ามากต่อทุกชีวิต

Posted by add on 19 Sep. 2003,18:53
ชอบเรื่องคนไข้ตาบอดค่ะ  ถึงแม้จะเคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว แต่พอมาอ่านอีกก็ยังซาบซึ้งอยู่ค่ะ  

          คนเราที่ตั้งใจจะทำสิ่งดีๆให้แก่คนอื่นๆ นี่ช่างน่านับถือจังนะคะ แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยก็เถอะ



          "เมื่อเราต้องการทะเล ย่อมจะต้องยอมรับเสียงคลื่นลม
เมื่อเราอยากได้น้ำฝน ต้องยอมให้มีฟ้าแลบฟ้าผ่า"

           อันนี้ก็ดีค่ะ   rose.gif  

           ขอบคุณคุณนิด  ที่เอาเรื่องที่งดงามมาให้อ่านกัน  toy8.gif
Posted by nid on 08 Oct. 2003,09:27
ความสุขข้างล่าง...มีได้ไม่ยากเย็นนัก …..

ถ้าโกรธกับเพื่อน...มองคนไม่มีใครรัก

ถ้าเรียนหนักๆ...มองคนอดเรียนหนังสือ

ถ้างานลำบาก...มองคนอดแสดงฝีมือ

ถ้าเหนื่อยงั้นหรือ...มองคนที่ตายหมดลม

ถ้าขี้เกียจนัก...มองคนไม่มีโอกาส

ถ้างานผิดพลาด...มองคนไม่เคยฝึกฝน

ถ้ากายพิการ...มองคนไม่เคยอดทน

ถ้างานรีบรน...มองคนไม่มีเวลา

ถ้าตังค์ไม่มี...มองคนขอทานข้างถนน

ถ้าหนี้สินล้น...มองคนแย่งกินกับหมา

ถ้าข้าวไม่ดี...มองคนไม่มีที่นา

ถ้าใจอ่อนล้า...มองคนไม่รู้จักรัก

ถ้าชีวิตแย่...จงมองคนแย่ยิ่งกว่า

อย่ามองแต่ฟ้า...ที่สูงเกินตาประจักษ์

ความสุขข้างล่าง...มีได้ไม่ยากเย็นนัก

เมื่อรู้แล้วจัก...ภาคภูมิชีวิตแห่งตน

flower.gif     flower.gif     flower.gif

ที่มา : Fw-mail
Posted by chaiwat on 08 Oct. 2003,23:21
คุณนิดครับ
เห็นด้วยกับป้าแอ๊ดครับ มีแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้นเลย อ่านแล้วได้ข้อคิด ได้กำลังใจ และได้รู้ถึงสัจธรรม ว่าโลกนี้ยังต้องมีผู้ให้ และผู้รับเสมอ
again.gif

หนวด
Posted by noktalay on 09 Oct. 2003,09:34
อ่านแล้วประทับใจเรื่องราวของคนไข้คะ  เป็นความรู้สึกที่ดีงามมีให้กัน  อ่านแล้วมีกำลังใจคะที่จะทำให้คนรอบข้างมีรอยยิ้ม และมีความสุข again.gif
Posted by nid on 10 Oct. 2003,06:55
ดีใจจังค่ะ ที่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชอบเรื่องที่นำมาโพสต์ ถ้ามีเรื่องราวดีก็จะนำมาฝากเรื่อยๆค่ะ


Posted by chaiwat on 11 Oct. 2003,01:27
ข้อคิดในการทำงานครับ  wavey.gif

Are the Right Process
Being done by the Right people
In the Right Structure
And they have the Right information
To make the Right Decision
For the Right Rewards?  ic-12.gif
Posted by นกกะปูด on 11 Oct. 2003,02:39
แง๊ๆๆๆๆ นู๋อ่านไม่ออกอ่ะ พี่หนวด crying1.gif  crying1.gif  bawling.gif  bawling.gif
Posted by chaiwat on 11 Oct. 2003,03:37
สงเคราะห์ให้ลูกนกกะปูดตาแดงๆ หน่อย

กระบวนการถูกที่
คนดีถูกจ้าง
โครงสร้างวางถูก
ข้อมูลถูกคัด
ตัดสินใจถูกต้อง
ลูกน้องถูกใจ
Posted by nid on 21 Dec. 2003,09:53
1. You can't change the past, but you can ruin the present by worrying over the future.

2. Love ......and you shall be loved.

3. All people smile in the same language.

4. A hug is a great gift ... one size fits all. It can be given for any occasion and it's easy to exchange.

5. The real measure of a man's wealth is what he has invested in eternity.

6. Thank God for what you have, TRUST GOD for what you need.

7. If you fill your heart with regrets of yesterday and the worries of tomorrow, you have no today to be thankful for.

8. Man looks at outward appearance but the Lord looks within.

9. If anyone speaks badly of you, live so none will believe it.

10. Patience is the ability to idle your motor when you feel like stripping your gears.

11. Love is strengthened by working through conflicts together.

12. To get out of a difficulty, one usually must go through it

13. We take for granted the things that we should be giving thanks for.

14. For every minute you are angry with someone, you lose 60 seconds of happiness that you can never get back.

15. Do what you can, for who you can, with what you have, and where you are.



The best gifts to give:

To your friend - loyalty;
To your enemy - forgiveness;
To your boss - service;
To a child - a good example;
To your parents - gratitude and devotion;
To your mate - love and faithfulness;
To all men and women - love;
To God - your life.

Posted by nid on 21 Dec. 2003,10:02
ความมั่งคั่ง ความสำเร็จ ความรัก คุณจะเลือกอะไร

ผู้หญิงคนหนึ่งออกมาจากบ้านของเธอ
และได้เห็นชายชราที่มีเคราสีขาว 3 คนนั่งอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน
ของเธอ เธอไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร เธอพูดกับเขาว่า
"ฉันไม่คิดว่าฉันรู้จักพวกคุณ แต่ท่าทางคุณต้องหิวแน่เลย
โปรดเข้ามาในบ้านและทานอะไรซักหน่อยเถอะ"

"สามีของเธออยู่ในบ้านไหม" เขาถาม
"ไม่" เธอตอบ "เขาออกไปข้างนอก"
"ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็เขาไปข้างในไม่ได้ดอก" เขาตอบ
ในตอนเย็น เมื่อสามีเธอกับมาบ้าน
เธอเล่าให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

"ไปบอกพวกเขาซิ ฉันกลับมาบ้านแล้ว และเชิญเข้ามาในบ้านเถิด"
เธอก็ออกไปและเชิญพวกชายชรานั้นให้เข้ามาในบ้าน
"เราเข้าไปในบ้านพร้อมกันไม่ได้หรอก" เขาตอบ
"ทำไมล่ะ" เธอถาม
ชายชราคนหนึ่งอธิบายว่า
"เขาชื่อ ความมั่งคั่ง"
เขาพูดและชี้ไปยังเพื่อนของเขา และชี้ไปยังอีกคนหนึ่งว่า
"เขาคือ ความสำเร็จ และฉันคือ ความรัก"
เขากล่าวต่อไปว่า
"บัดนี้ จงเข้าไปข้างในและปรึกษากับสามีของเธอว่า
คนไหนในพวกเราที่คุณต้องการจะให้เข้าไปในบ้านของคุณ"
เธอกลับเขามาข้างในและบอกกับสามีของเธอ
สามีของเธอรู้สึกดีใจมาก

"วิเศษจริง ๆ" เขากล่าว "เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะเชิญ
ความมั่งคั่ง เมื่อเขาอยู่กับเรา
บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง"
ฝ่ายภรรยาไม่เห็นด้วย
"ที่รัก ทำไมเราไม่เชิญ ความสำเร็จ ล่ะ"
ขณะนั้นลูกสะใภ้ได้ยินทั้งสองกำลังปรึกษาจากมุมหนึ่งของบ้าน
เธอก็เข้ามาและแนะนำว่า "จะไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าเราเลือก ความรัก
บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความรักไง"

"เราฟังสิ่งที่ลูกสะใภ้แนะนำเถอะ" สามีกล่าวกับภรรยา
"ออกไปข้างนอกและเชิญความรักเขามาเป็นแขกของเราเถอะ"
ภรรยาออกไปและถามชายชราทั้ง 3 ว่า "ใครคือความรัก
โปรดเข้ามาและเป็นแขกของเราเถอะ"
ความรักลุกขึ้นและเดินไปยังบ้าน ชายชรา
อีก 2 คนก็ลุกขึ้นและตามเขาไป
ด้วยความประหลาดใจ ภรรยาถาม ความมั่งคั่ง และความสำเร็จว่า
"ฉันเชิญเพียงความรัก ทำไมคุณถึงเข้ามาด้วยล่ะ"
ชายชราตอบพร้อมกันว่า "ถ้าคุณเชิญความมั่งคั่ง หรือ ความสำเร็จ
คนใดคนหนึ่ง อีกสองคนก็จะอยู่ข้างนอก
แต่เมื่อคุณเชิญความรัก
ที่ใดที่เขาไป เราจะไปกับเขา
ที่ใดมีความรัก ที่นั่นก็จะมีความมั่งคั่งและความสำเร็จ"

Posted by nid on 07 Mar. 2004,12:52
ขนมคุกกี้ห่อหนึ่ง

ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดี
จำเป็นต้องรอเวลาถึง 3 ชั่วโมงในการเปลี่ยนเครื่องบิน
เพื่อไปจุดหมายปลายทาง เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่ม
และคุ๊กกี้ 1 ห่อ และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกิน ฆ่าเวลาไปพลาง ๆ
เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง
เมื่อนั่งลงก็เตรียมหนังสือและคุ๊กกี้ เพื่ออ่านและกินไปพลาง ๆ
เธอสังเกตเห็นว่าข้าง ๆ เธอมีชายหนุ่ม
ซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา
สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุง
ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง แล้วกินมันอย่างละชิ้น
เธอมองด้วยความโกรธ แต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย
เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา
ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอายกำลังกินมันให้หมดสิ้นไป
เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า “ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็....
ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย”
ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น
ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย
เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร
ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น
ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น
เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า
“เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆ ช่างไร้การศึกษา
ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ”
เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง
ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม
ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว
เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง
ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ
เธอตกใจมาก ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า.....
คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน
เธอลุกขึ้นทันทีแล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม
แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม
ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ
เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง

มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด
มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น
และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง
ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย
นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่น
หลายๆสิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี
แล้วคอยสงสัยตัวเองว่า
”เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง
เราเข้าใจบุคคลอื่น ๆ ดีพอแล้วหรือยัง?”

Posted by เต่าเค็ม on 07 Mar. 2004,13:53
มือที่หงายแล้วกำ หรือจะสุขใจกว่ามือที่คว่ำแล้วแบ

Posted by KiLiN on 08 Mar. 2004,11:39
ดีจังครับ คุณนิด
”เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง
เราเข้าใจบุคคลอื่น ๆ ดีพอแล้วหรือยัง?”


เลยเอาบทนี้มาคู่กันครับ
"สิ่งที่เห็นได้ยากคือตัวเอง
ปกติก็ใช้สายตามองแต่สิ่งที่อยู่ภายนอก
แล้ววิจารณ์พฤติกรรมของผู้อื่น
หารู้ไม่ว่าตัวเองก็มีพฤติกรรมเช่นคนอื่นเหมือนกัน
เพื่อจะมองตัวเองให้กระจ่างควรมองตัวเองอย่างที่เรามองคนอื่น"

Posted by เต่าเค็ม on 12 Mar. 2004,23:04
สุขอย่าระเริง (มากนัก) ทุกข์อย่าระทม (นานนัก)

ขออนุญาต save ทั้งห้องนี้ไปค่อยๆ นั่งอ่านนะขอรับ
Posted by ขวัญ on 18 Mar. 2004,23:28
สวัสดีน้องแมวที่ทักทายพี่อยู่ในกระทู้ซาลาเปา นะคะ และสวัสดีทุกๆคน 

         พี่ชายส่งข้อความดีๆมาให้ จึงเอามาให้ทุกๆคนได้อ่านกันค่ะ




Posted by ขวัญ on 18 Mar. 2004,23:29



Posted by ขวัญ on 18 Mar. 2004,23:31





Posted by ขวัญ on 03 Apr. 2004,11:31
เขียนโดย...หงหลาน
  (หัวหน้าศูนย์วิจัยสาขาประสาทวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยจงยาง)

ลูกของเพื่อนคนหนึ่ง เรียนจบมหาวิทยาลัยมาได้ครึ่งปีแล้วยังไม่ยอมไปหางานทำ
เอาแต่หมกตัวอยู่กับบ้าน กลางวันนอน กลางคืนเล่นอินเตอร์เน็ต
ไม่นานก่อนหน้านี้ลูกของเพื่อนคนนี้ได้ขอเงินพ่อแม่ไปทัศนศึกษาที่อเมริกา
เพื่อนจึงมาถามผมว่าควรจะให้เขาไปดีไหม ผมมองผมสีขาวโพลนของเพื่อน แล้วพูดว่า
“หากนายหวังดีต่อลูกจริง ก็ให้ลูกนายไป แต่อย่าให้เงินเขา”

แล้วผมก็คิดถึงเรื่องของน้องเขยของผม
 น้องเขยผมเป็นชาวอเมริกัน เขาอยากเป็นกลาสีเรือมาแต่เด็ก
อยากจะเผชิญโลกกว้าง
อยากจะลองเที่ยวรอบโลกแล้วค่อยกลับมาเรียนหนังสือ
 แม้พ่อของเขาจะเป็นหมอ ฐานะครอบครัวก็ดี แต่พ่อแม่กลับไม่ได้ให้เงินเขา
และตัวเขาเองก็ไม่ได้ขอเงินจากทางบ้านด้วยเช่นกัน
 พอจบชั้นมัธยมปลาย เขาก็ไปอลาสกาทำงานตัดไม้เพื่อเก็บเงิน
 เนื่องจากที่อลาสกานั้นกลางวันยาวนานกลางคืนสั้น
กว่าพระอาทิตย์จะตกก็เป็นเวลาเที่ยงคืน
  และตีสามพระอาทิตย์ก็ขึ้นแล้ว หากเขาทำงาน 16 ชั่วโมงใน 1 วัน
 เงินค่าจ้างตัดไม้ของหนึ่งฤดูกาลก็จะทำให้เขาสามารถเที่ยวรอบโลกได้ 3 ฤดูกาล
เขาเดินทางท่องเที่ยวไปรอบโลกเป็นเวลา 2 ปี จึงค่อยกลับมาเรียนมหาวิทยาลัย
 
เนื่องจากเขาเรียนเลือกคณะที่ตัวเองได้ผ่านการตัดสินใจและครุ่นคิดเลือกสรรอย่างรอบคอบแล้ว
ดังนั้นเขาจึงเก็บหน่วยกิตของ 4 ปีได้  ครบภายในเวลาเพียง 3 ปี แล้วออกมาทำงาน
 การงานของเขาดำเนินไปอย่างราบรื่น กล่าวได้ว่าก้าวหน้าเร็วมาก
 จนได้เป็นหัวหน้าวิศวกร
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาเล่าเรื่องเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง
 เขาบอกว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตเขาทั้งชีวิตเลยทีเดียว

 ตอนที่เขาทำงานอยู่ในอลาสกา ขณะที่เขากับเพื่อนคนหนึ่งอยู่บนภูเขา
ก็ได้ยินเสียงหมาป่าครางโหยหวน
 เขาสองคนจึงออกค้นหาไปทั่วบริเวณด้วยความตกใจ
 
สุดท้ายไปเจอแม่หมาป่าตัวหนึ่งถูกกับดักสัตว์หนีบขาและกำลังร้องครวญครางโหย หวนอยู่
เขาเห็นกับดักสัตว์หน้าตาประหลาดนั้นปุ๊บก็ทราบทันทีว่าเป็นของคนงานเฒ่าคนห นึ่ง
คนงานเฒ่าคนนั้นมักดักจับสัตว์เป็นงานอดิเรกเพื่อจะนำหนังสัตว์ไปขายเสริมรายได้ในครอบครัว

แต่คนงานเฒ่าคนนี้เพิ่งจะถูกเฮลิคอปเตอร์พาไปส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วนด้วยอาการโรคหัวใจ
ดังนั้นแม่หมาป่าตัวนี้จึงมีโอกาสอดตายเพราะไม่มีใครมาช่วยจัดการ
เขาคิดจะปล่อยแม่หมาป่า แต่แม่หมาป่าดุมากจนไม่สามารถเข้าไปใกล้ๆ ได้เลย
เขายังเห็นด้วยว่าแม่หมาป่ามีน้ำนมหยดจากเต้านม แสดงว่ามีลูกอ่อนรออยู่ในรัง
 ดังนั้นเขากับเพื่อนจึงพยายามค้นหารังหมาป่าอย่างสุดความสามารถ
และหาพบในที่สุดจากนั้นจึงอุ้มลูกหมาป่าทั้งสี่ตัวมาที่แม่หมาป่าเพื่อให้มันป้อนนมลูก
ลูกมันจะได้ไม่อดตาย
พวกเขาแบ่งเสบียงให้แม่หมาป่า มันจะได้รอดชีวิตต่อไป
 กลางคืนยังต้องตั้งแคมป์อยู่ใกล้ๆเพื่อจะได้ช่วยคุ้มครองพวกมันได้
เพราะแม่หมาป่าโดนกับดักหนีบไว้
จึงป้องกันตัวเองไม่ได้

จนถึงวันที่ 5 ตอนที่เขาไปป้อนอาหาร พบว่าหางของแม่หมาป่ากระดิกเบาๆ
จึงทราบว่าเริ่มได้รับความไว้วางใจจากแม่หมาป่าแล้ว ผ่านไปอีก 3 วัน
แม่หมาป่าถึงได้ยอมให้เขาเข้าใกล้เพื่อจะได้ปลดกับดักสัตว์ออกให้
หลังจากแม่หมาป่าเป็นอิสระ ก็เลียมือของเขา ยอมให้เขาใส่ยารักษาแผลที่ขาให้
แล้วค่อยพาลูกๆ จากไป ระหว่างเดินจากไปยังหันกลับมามองพวกเขาอยู่หลายครั้ง


เขานั่งอยู่บนหินก้อนใหญ่แล้วคิดว่า
 หากมนุษย์สามารถทำให้สัตว์ป่าที่ดุร้ายเลียมือตัวเองและกลายเป็นเพื่อนกันได ้
  แล้วจะไม่สามารถทำให้มนุษย์ด้วยกันวางอาวุธลง
 และยอมเป็นเพื่อนด้วยได้เชียวหรือ?
 เขาตัดสินใจว่านับจากนี้ไปจะแสดงความเป็นมิตรแก่คนอื่นก่อน
 เพราะเขาได้รับบทเรียนจากเรื่องนี้แล้วว่า
ต้องแสดงความจริงใจของเราเองก่อน อีกฝ่ายจึงจะยอมแสดงความจริงใจตอบ
 (เขายังพูดล้อเล่นว่าหากไม่เป็นเช่นนี้ล่ะก็  อีกฝ่ายก็คงเทียบไม่ได้กระทั่งเดรัจฉานแล้ว)

 ดังนั้น เวลาทำงานในบริษัท เขาจึงมักปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ
เขาจะสมมติก่อนว่าคนอื่นนั้นมีเจตนาดี
 แล้วค่อยไปคิดหาเหตุผลในพฤติกรรมของคนคนนั้นเขามักช่วยเหลือผู้อื่น
ไม่ถือสาหาความเรื่องเล็กน้อย
ดังนั้นเขาจึงได้เลื่อนตำแหน่งทุกปีและก้าวหน้าเร็วมาก ที่สำคัญที่สุดคือ
เขาสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขทุกวัน
คนที่ช่วยเหลือผู้อื่นนั้นมักมีความสุขกว่าคนที่ได้รับความช่วยเหลือมาก

แม้เขาจะไม่ทราบว่าคนจีนมีคำกล่าวว่า
 “เป็นผู้ให้มีความสุขกว่าเป็นผู้รับ”
 แต่ชีวิตของเขาได้ยืนยันความจริงของประโยคนี้แล้ว
เขาบอกผมว่า เขารู้สึกขอบคุณประสบการณ์ในอลาสกาอย่างมาก
 เพราะมันเป็นประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อเขาไปชั่วชีวิต
 ซึ่งก็จริง มีเพียงสิ่งที่ตัวเราปรารถนาเท่านั้นที่เราจะทะนุถนอม
มีเพียงลูกพลับที่เคยผ่านน้ำค้างแข็งมาแล้วเท่านั้นที่จะมีรสหวาน

คนก็เช่นกัน ต้องผ่านการฝึกฝนขัดเกลาจึงจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่โดยสมบูรณ์
หากคนคนหนึ่งเรียนจนจบมหาวิทยาลัยแล้วยังไม่รู้อีกว่าตัวเองอยากจะทำอะไร
ก็สมควรจะส่งเขาไปฝึกฝนขัดเกลาตัวเองในโลกภายนอกเสียบ้างแล้ว
 อย่าให้เงินเขา ให้เขาหาเงินเลี้ยงปากท้องเอง
 ให้โอกาสเขาไปแสวงหาตัวตนของตัวเองและสัมผัสกับชีวิต
 เชื่อว่าเขาย่อมได้พบกับประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อเขาไปจนวันตายอย่างแน่นอน

                 *************************
(คุณเกียรติส่งมาให้อ่านกันค่ะ)
Posted by nid on 11 Apr. 2004,01:09
กาลครั้งหนึ่งนานานมาแล้ว....อาเธอร์ถูกจับและจะถูกประหารชีวิตแต่
กษัตริย์เสนอให้เขาเป็นอิสระถ้าหากเขาสามารถตอบปัญหาแสนยากข้อหนึ่งได้ถูกต้องอาเธอร์มีเวลาหาคำตอบ 1 ปีเต็มถ้าเขาตอบไม่ได้เขาก็จะถูกประหารชีวิต

คำถามนั้นคือ.....สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆนั้นคืออะไร

ปัญหาดังกล่าวช่างยากเย็น จนแม้นักปราชญ์ที่ชาญฉลาด ก็ยังงุนงง
เขากลับไปยังอาณาจักรของเขาและเริ่มหาคำตอบจากทุกผู้คน
แต่ไม่มีใครให้คำตอบที่น่าพอใจได้คนส่วนมากจะแนะนำให้เขาไป
ปรึกษาเรื่องนี้กับยายแม่มดแก่ซึ่งน่าจะเป็นผู้เดียวที่รู้คำตอบ
แต่ราคาค่าปรึกษาคงจะแสนแพงแล้ววันสิ้นปีก็มาถึง
อาเธอร์ไม่มีทางเลือกอื่น.....แม่มดตกลงจะให้คำตอบ
แต่อาเธอร์ต้องยอมรับเงื่อนไขแลกเปลี่ยนก่อน
นังแม่มดต้องการแต่งงานกับกาเวน
อัศวินผู้ทรงเกียรติสูงสุดของเหล่าอัศวินโต้ะกลม
และเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุด ของอาเธอร์
อาเธอร์หนุ่มถึงกับสยองขวัญ
เพราะยายแก่หลังโก่ง เหม็นก็เหม็น มีฟันเหลือซี่เดียว
ตัวเหม็นเหมือนถังส้วม ชอบทำเสียงประหลาดน่ารังเกียจ
เขาปฎิเสธที่จะให้เพื่อนรักแต่งงานกับหล่อน
ฝ่ายกาเวนพอได้รับถึงข้อเสนอนั้น
เขายอมแต่งงานเพื่อชีวิตของอาเธอร์
และการดำรงอยู่ของอัศวินโต้ะกลม
และยายแม่มดก็ให้คำตอบแก่อาเธอร์
สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆก็คือ "การเป็นตัวของตัวเอง"
ทุกคนทราบได้ทันทีว่าแม่มดได้กล่าวอมตะวาจาอันยิ่งใหญ่
และอาเธอร์ก็รอดพ้นจากการโดนประหารแน่นอนและก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
แต่ทว่า...งานแต่งงานของแม่มดกับกาเวนช่างเหลือรับจริงๆ
กาเวนนั้นสง่าผ่าเผยเช่นปกติทั้งยังสุภาพอ่อนน้อมส่วนฝ่าย
นังแม่มดเฒ่านั้นออกลายนิสัยเลวสุดขีด ทั้งกินมูมมามด้วยสองมือ
ทั้งเรอ ทั้งตดผู้คนต่างรู้สึกอึดอัดและแล้วคำคืนของวันส่งตัวก็มาถึง
กาเวนได้แต่ปลอบตนเองพร้อมรับคำคืนสยองเขาก้าวเข้าสู่ห้องวิวาห์...
ช่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง....หญิงสาวแสนสวยที่สุดที่เคยพานพบ
นอนรออยู่เบื้องหน้า กาเวนงุนงง...สาวแสนสวยเฉลยว่าเพราะกาเวน
ช่างแสนดีกับหล่อน (เมื่อยามเป็นแม่มด) ดังนั้นครึ่งหนึ่งของวัน
เธอจะอยู่ในสภาพพิกลพิการน่ารังเกียจส่วนอีกครึ่งหนึ่งของ
วันเธอจะอยู่ในร่างแสนสวยนี้...กลางวันเขาอยากให้เป็นแบบไหน..
นับว่าเป็นคำถามที่ช่างโหดร้าย...กาเวนเริ่มคิดไตร่ตรอง......
หญิงสาวสวยยามกลางวัน เพื่ออวดต่อเพื่อนฝูง แต่กลางคืน
เมื่ออยู่กันสองต่อสองเป็นแม่มด หรือว่าเขาควรจะเลือกยายแม่มดตอนกลางวัน หรือเลือกสาวสวยเพื่อเริงระบำยามคำคืนดี... เป็นคุณล่ะจะเลือกอย่างไร??

กรุณาหยุดคิด..สักนิดแล้วค่อยดูบรรทัดต่อไป....


OK.เมื่อได้คำตอบของคุณแล้ว...อ่านคำตอบของกาเวนที่อยู่ข้างล่างนี้
กาเวนตอบว่า "เขาขอมอบให้เธอเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง"
เมื่อเธอได้ยินดังนั้นเธอจึงประกาศก้องว่าเธอจะสวยตลอดเวลา
เพราะเขาได้ให้ความเคารพและให้เธอเป็นตัวของตัวเอง


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..

1.ผู้หญิงไม่ว่าจะสวยหรือน่าเกลียด ลึกๆข้างในเธอคือแม่มด
2.ผู้หญิงจะกลายร่างเป็นแม่มดหรือเป็นสาวแสนสวยเมื่อไหร่นั้น
ขึ้นอยู่กับความประพฤติของผู้ชาย
Posted by nid on 11 Apr. 2004,01:16
ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยหัวเสียกับเชือกที่พันกันยุ่งเหยิง ยิ่งแก้ยิ่งอารมณ์เสีย ฉันร้องห่มร้องไห้ โทษดินฟ้าอากาศ แล้วคิดว่า
ทำไมฉันต้องทนกับเจ้าเชือกไร้สาระพวกนี้ด้วย เลยใช้มีดตัด ๆ
ตัดจนเชือกขาดเป็นชิ้น ๆ (สะใจจริง) พอหายโมโห ฉัน
นั่งมองกองเชือกขาด ๆ ที่ไร้ประโยชน์ โถช่างน่าสงสารจริง ๆ
ทั้งตัวเองและเชือก

แต่แล้วครั้งต่อมา พอเชือกพันกันอีก...
ฉันก็ใช้มีดตัดมันอีกอย่างไม่คิดอะไร จนวันหนึ่ง...
ฉันเห็นแม่นั่งแก้เชือกที่พันกันกองโต มันยุ่งชนิดที่ว่า
ชาตินี้คงไม่สามารถกลับมาเป็นเส้นตรงได้เหมือนเดิม
ฉันเห็นแม่นั่งแก้ทุกวัน วันละนิดละหน่อย พอเบื่อก็ไปทำอย่างอื่น
ทิ้งกองเชือกกองไว้ แล้วก็กลับมานั่งแก้อีก
จนฉันรำคาญ และคิดว่า ทำไมแต่ต้องทนกับ
กองเชือกไร้สาระพวกนี้ เลยบอกแม่ว่าเอามีดตัดมันออกเถอะ...
นั่นแหละฉันถึงได้เข้าใจเมื่อแม่ตอบว่า...

“เวลาที่เชือกพันกัน เขาห้ามใช้มีดตัด ต้องแก้ออกให้ได้
เพราะเชือกเป็นเส้นเดียวต่อให้พันกันยุ่งแค่ไหนก็แก้ได้ ถ้าแค่เชือกพันกันแค่นี้ลูกแก้ไม่ได้ แล้วต่อไปจะแก้ปัญหาอะไรในชีวิตได้
ลูกก็จะแก้ปัญหาสุ่ม ๆ เหมือนที่ใช้มีดตัดเชือกนั่นแหละ …
ถ้าลูกไม่อดทนแก้เชือกด้วยมือตัวเอง ค่อย ๆ แกะวันละนิดละหน่อย
แค่นี้ทำไม่ได้แล้วจะไปทำอะไรได้ ไม่มีอะไรยากไปกว่าความอดทนของคนหรอก...”

หลังจากนั่นอีก 3 วัน ฉันเห็นขดเชือกเส้นสวยเป็นระเบียบแขวนอยู่
ฉันมองอย่างทึ่ง แม่ยิ้มอย่างภูมิใจ เรื่องนี้ทำให้ฉันรู้ว่า
ปัญหาของคนเรา จริง ๆ แล้วคือการหนีปัญหานั่นแหละ เพราะถ้าเราตั้งใจแก้มัน มีหรือจะไม่มีทางออก แพ้บ้าง ชนะบ้างเป็นเรื่องปกติ
จะได้ “ล้มเป็นลุกเป็น” โลกสร้างปัญหา สร้างความทุกข์
ให้เราผ่านไปให้ได้... ฉันไม่เคยซ้ำเติม คนที่ฆ่าตัวตายว่าเขาโง่
เพียงแต่เขาก้าวผ่านปัญหาบนโลกไปไม่ได้
เขาเลยเลือกที่จะหนีไปจากโลกนี้แทน ด้วยความขาดสติ
ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ พอวันวัยผ่านมา ตอนนี้ฉันได้รู้ว่า
ชีวิตคนเราผิดพลาดได้ ความพ่ายแพ้เป็นเรื่องปกติ
ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไร เลย...

ไม่ว่าจะเหนื่อยจะท้อแค่ไหน อย่าหนีปัญหาไปเฉย ๆ ล่ะ
แค่บอกปัญหาว่าพักสักเดี๋ยว แล้วค่อยมาเจอกันใหม่.
Posted by nid on 21 May 2004,02:58
การที่เราจะคบหาหรือรู้จักใครสักคน

ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่ควรท่อง ควรจำไว้อยู่เสมอก็คือ

“คน” เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีทั้งด้านบวก และด้านลบ อยู่ในนั้น
อย่าตั้งใจกับคน 1 คนมากเกินไป
เพราะไม่มีใครอยากเป็นต้นเหตุของความล้มเหลว

อย่าคาดหวังกับ คน 1 คนมากเกินไป
เพราะไม่มีใครสามารถเป็นทุกอย่าง ที่ทุกคนอยากให้เป็น

อย่าให้เวลากับคน 1 คนมากเกินไป
เพราะไม่ว่าใครก็อยากมีช่วงเวลาของความเป็นส่วนตัว..คนเดียว....

อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคน 1 คนมากเกินไป
เพราะนั่นจะทำให้เค้าไม่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเอง

อย่าควบคุมชีวิตคน 1 คนมากเกินไป
เพราะมนุษย์มักจะหาวิธีการแทรกตัว เพื่อออกมาจากกฎที่ถูกกำหนด

อย่าบีบบังคับคน 1 คนมากไปกว่านี้
เพราะถ้าคนๆนั้น หลุดจากภาวะบีบบังคับมาได้
คุณจะกลายเป็นคนที่ถูกหันหลังให้ในทันที

เธอ. . . ลองมองดูฉันดีๆ ฉันมีลมหายใจ
ไม่ใช่ภาพวาด ที่จะสวยงามอยู่ตลอดเวลา
ฉันเองก็เป็น “คน” เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 2 ด้าน. . . เช่นกัน

...อยากรู้จักใครสักคน ต้องหัดเรียนรู้ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง...

Posted by nid on 25 May 2004,02:15
มีความดี  ควร  รักษา

มีปัญญา ควร  รู้จักใช้

มีวินัย  ควร  ปฎิบัติ

มีโทรทัศน์  ควร  รู้จักดู

มีครูอาจารย์  ควร  ให้การเคารพ

มีนักรบ  ควร  ให้กำลังใจ

มีความใคร่  ควร  ปฎิบัติธรรม

มีผู้นำ ควร  เชื่อ ฟัง

มีระฆัง  ควร  รู้จักตี

มีหนี้สิน  ควร  ให้คืนเขา

มีกระเป๋า ควร ระวังหาย

มีมิตรสหาย  ควร  จริงใจต่อกัน

มีความดัน  ควร  ไปปรึกษาหมอ

มีหลวงพ่อ  ควร  เสวนาธรรม

มีความจำ  ควร  จดไว้

มีรถยนต์  ควร  ไปขึ้นทะเบียน

มีข้อเขียนที่ดี  ควร  นำออกเผยแพร่

มีพ่อแม่  ควร  ให้การบูชา

มีตำรา  ควร  หมั่นขยันดู

ที่มา: < http://www.watchai.iirt.net/khamkon3.html[/color] >
Posted by nid on 28 May 2004,22:23
rose.gif ภาษารักทั้ง 9  rose.gif

คู่รักจำนวนไม่น้อยเลยที่สร้างความรักขึ้นมาด้วยใจ
สานสัมพันธ์สายใยกันด้วยชีวิต
แต่กลับทำลายด้วยภาษาอันไม่เข้าท่าแลไม่ควร
จนเกิดความเสียหายที่ไม่ปราถนาตามมามากมาย
ภาษารักจึงเป็นระบบการสื่อสัมพันธ์ของคนทั้งสอง
ให้ตรงตามจริงและตามวัตถุประสงค์มุ่งหวัง
เป็นภาษาที่ต้องรู้ เข้าใจ ฝึกให้ดี ใช้ให้เป็น
และบริหารให้เกิดประโยชน์

1.ภาษาใจ
เป็นการส่งรับด้วยจิตนิ่งเป็นหนึ่ง
เมื่อจิตว่าง การรับรู้จะชัดเจน แจ่มใส และแม่นยำ
การส่งการรับภาษาใจนี้จะก่อให้เกิดความเข้าใจ
และความประทับใจในความสัมพันธ์กันมาก
ซึ่งเป็นความจำเป็นพื้นฐานของคนสองคน
ที่จะเป็นคู่ชีวิตใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน

2.ภาษาสายตา
เป็นภาษาที่ลึกซึ้งและเที่ยงตรงที่สุดเพราะหลอกกันไม่ได้
วิธีการส่งภาษาใจออกมาเป็นภาษาตานั้น
เพียงแผ่ความรู้สึกลึกๆในใจออกมา
ความรู้สึกนั้นก็จะฉายออกมาทางแววตา
แววตาของมนุษย์สามารถบอกสิ่งต่างๆมากมาย
จนกล่าวว่า "ดวงตา คือหน้าต่างของหัวใจ"

3.ภาษายิ้ม
ยิ้มเป็นสิ่งที่บ่งบอกและแสดงความเป็นไปของผู้ยิ้ม
การกำหนดยิ้ม เกิดจากสภาวะทั้งภายใน ภายนอก
และจากอุปนิสัย โดยแบ่งเป็น 3 แบบของยิ้ม
คือ ยิ้มแบบมีความสุข ยิ้มแบบเหนื่อยๆ และยิ้มแบบขอไปที
การยิ้มมีทั้งประโยชน์และโทษ ดังนั้นเราจึงควรฝึกยิ้มให้มีเสน่ห์
และมีความสุข ดังนี้
1)ยิ้มจากใจ               2)ยิ้มหมด
3)ยิ้มเปล่งประกาย       4)ยิ้มให้พอดี
5)ยิ้มให้ปรากฎ           6)ยิ้มให้ถูกกาละเทศะ
7)ยิ้มให้ถูกวัตถุประสงค์ 8)ยิ้มอย่างทรงพลัง
9)ยิ้มทั้งตา

4.ภาษาวาจา
คำพูดทุกคำที่เปล่งออกมาจะมีพลังอยู่ในตัว
และซึมซาบเข้าสู่ผู้ฟัง สามารถใช้สร้างสรรค์หรือทำลายก็ได้
พลังแห่งคำพูดมี 2 องค์ประกอบ
คือ พลังแห่งเสียง และพลังแห่งความหมาย
ดังนั้นจึงต้องกลั่นกรองวาจาก่อนเจรจาใดๆ
ทุกครั้งที่พูดให้ใคร่ครวญในสิ่งที่พูดว่าเป็นจริงหรือเปล่า
เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน
ความเข้าใจที่ถูกต้องจะต้องอยู่บนพื้นฐาน ของความจริงเท่านั้น
การพูดเท็จจึงเป็นการสร้างความเข้าใจผิด
และเป็นการทำลายระบบสัจจะ ก่อให้เกิดปัญหาตามมา
ทั้งนี้อย่าคิดว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจความหมายได้เอง
ภาษาวาจามีอานุภาพมาก มีทั้งประโยชน์และโทษ
ถ้าไม่ระมัดระวังคำพูด ดังนั้นทุกครั้งที่พูดควรกลั่นกรองคำพูด
เพื่อจรรโลงใจยังความรักให้งอกงามสถาพร

5.ภาษาท่าทาง
ท่าทางอันจรรโลงรักให้ภาคภูมิ งดงาม
และยังความมั่นใจในสัมพันธภาพ คือ
1)บุคคลิกอันงามสง่า
2)กิริยาที่สำรวม
3)อิริยาบถอันสมดุล
4)ท่วงท่าอันมั่นคง
5)ท่าทีจริงจังที่ปล่อยวาง
จึงจะได้ความมั่นคงอันอบอุ่น และความสบายใจอันเป็นรากฐานแห่งความสุข

6.ภาษาสัมผัส
เป็นอีกระบบภาษาหนึ่งที่คู่รักชอบใช้กัน เช่นการโอบกอด
ภาษาสัมผัสเป็นการถ่ายทอด หรือแลกเปลี่ยนพลังระหว่างบุคคล
การสัมผัสควรพิถีพิถันบรรจง อ่อนโยน ทะนุถนอม
นุ่มนวลและหนักแน่นเป็นการเกื้อกูลกันให้เกิดพลังมาก
สมานสัมพันธ์ให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

7.ภาษาพฤติกรรม
รักแท้ที่จริงมิใช่คำพูด แต่ต้องฉายออกมาจริงทุกระดับ
ทั้งใจ แววตา ยิ้ม วาจา ท่าทาง สัมผัส และพฤติกรรม
ดังนั้นภาษาพฤติกรรมจึงเป็นภาษารักแห่งยั่งยืน

8.ภาษาสัมพันธ์
คือการจัดสมดุลให้แก่ชีวิตคู่ให้สัมพันธภาพคงอยู่เสมอ
อย่างบริสุทธิ์ใจ มั่นคง ลงตัว เข้ากันได้อย่างดี
ให้คู่รักทั้งสองร่วมกันพัฒนายิ่งๆขึ้น
จนกว่าสัมพันธภาพนั้นนิรันดร

9.ภาษาแห่งความสงบ
ในบรรดาภาษาทั้งหลาย ภาษาแห่งความสงบ
เป็นภาษาที่ทรงอานุภาพสูงสุด
เมื่อใดที่เข้าถึงความสงบได้ ความสุขจึงปรากฎ
ความเข้าใจเที่ยงตรงตามจริงจึงแจ่มชัด
ความตั้งใจเชิงสร้างสรรค์จึงพรั่งพรู
จรรยามารยาทอันงดงามจึงส่องแสง
ความอ่อนโยนจึงยังความอบอุ่นให้บังเกิดสัมผัสจึงทราบซึ้ง
สัมพันธภาพจึงมั่นคง
ดังนั้นภาษาแห่งความสงบจึงเป็นที่สุดแห่งภาษารักทั้งมวล

ดังนี้เองการสื่อภาษารักใดๆนั้นจะทรงพลัง
มีค่าความเที่ยงตรง ความละเอียดอ่อน และความลึกซึ้ง
ขึ้นอยู่กับพลังชีวิตและระดับจิตใจของแต่ละคน
ต่อไปนี้ขอทุกท่านที่พึงประสงค์มีรักแท้ที่ยิ่งใหญ่
จงหมั่นฝึกฝนตนเองให้เป็นคนที่สื่อภาษาอย่างประเสริฐ
ล้ำค่าและทรงพลัง ก็จะนำมาซึ่งความถูกต้องตรงตามเจตนา
บนฐานของความจริงใจ สามารถสานสัมพันธ์กันได้ดียิ่งขึ้น
และรักกันตราบนานเท่านาน ยั่งยืนสถาพร
Posted by nid on 31 May 2004,23:16

Posted by nid on 07 Jul. 2004,16:18

Posted by nid on 03 Sep. 2004,22:37

Posted by nid on 03 Sep. 2004,22:41
ปัญญาภาษิต

อารมณ์ดี มีปัญญา วาจางาม...
ไม่อาจได้มาเพราะมีชีวิตอยู่นาน...
แต่ได้มาด้วยการฝึกฝนตนให้หลุดพ้น...
พร้อมขวนขวายช่วยเหลือผู้คนด้วยเมตตา...

คนอารมณ์ไม่ดี...
ทำกิจใดมักเสียหายเป็นเงา...

คนไร้ปัญญา...
จะทำกิจให้ก้าวหน้าได้อย่างไรเล่า..

ยิ่งวาจาไม่งาม...
ต้องโดดเดี่ยว...
หรือถูกทอดทิ้งอยู่นอกสายตาผู้คนแน่นอน...
และไร้ประโยชน์ต่อใครแล้ว...

Posted by nid on 03 Sep. 2004,22:46

Posted by KiLiN on 04 Sep. 2004,00:39
สวัสดีครับ คุณนิด หายไปเสียนาน
แต่กลับมาก็ไม่ลืมที่จะหาสิ่งดีๆมาฝากอยู่เสมอ thankssign.gif
Posted by KiLiN on 29 Sep. 2004,20:22

Posted by nid on 10 Nov. 2004,01:42
ปัญญาภาษิต


ดันทุรัง

ดันทุรังไปให้ถึงขีดสุดของความสามารถ...
และฉลาดรู้ค่าธรรมดาสามัญ...

เป็นดาวก็ดี เป็นดินก็ได้...
สูงก็สบาย ต่ำต้อยก็อบอุ่น...

อยู่ที่คุณฉลาดรู้ปรับระดับ ปรารถนา...
ตามกาละแห่งกำลัง...กาย - ใจ



ยิ้มไว้

เราเคยโง่ไหม เคยอวดดีไหม...

เคยลบหลู่ดูถูกไหม...
เคย...!

ดังนั้น วันนี้ใครแสดงอะไรโง่ๆใส่เรา...
อวดดี หรือลบหลู่ดูหมิ่นเรา...
นั่นแหละวิบากกรรมของเรา...

มนุษย์เราอยู่ร่วมกัน...
มีบางครั้งเราผิด...
มีบางครั้งเขาพลาด...
แต่ทั้งหมดคือทางไปของคนฉลาด...
ฉะนั้นเจออะไร คนพรรค์ไหน...ยิ้มไว้

Posted by นกกะปูด on 10 Nov. 2004,01:55
ic-12.gif
Posted by nid on 27 Nov. 2004,02:59
ชีวิตคนเรานั้น..มันสั้นนิดเดียว

วิทยากรท่านหนึ่งได้มีโอกาสไปบรรยายให้พนักงานในบริษัทหนึ่ง
เกี่ยวกับเรื่องวิธีการจัดการความเครียด

เขายกแก้วน้ำขึ้นมาถือไว้ แล้วถามผู้ฟัง
"คุณคิดว่า แก้วน้ำนี่ หนักเท่าไหร่"
ผู้ฟังตอบกันต่างๆ นา ๆ ตั้งแต่ 25 กรัม ถึง 500 กรัม
"จริง ๆ แล้ว มันไม่มีน้ำหนักที่แน่นอนหรอกครับ
มันขึ้นอยู่กับว่า คุณถือมันไว้นานแค่ไหน
ถ้าคุณถือมันไว้ซักนาทีนึง ก็ไม่เป็นไร
แต่ถ้าคุณถือมันไว้ชั่วโมงนึง
คุณก็คงจะต้องปวดแขนของคุณแน่
ทีนี้ ถ้าคุณถือมันไว้วันนึง
ผมว่าคุณคงต้องเรียกหมอแล้วล่ะ

เห็นมั๊ยครับว่า จริง ๆ แล้วมันก็คือของสิ่งเดียวกัน
น้ำหนักเท่าเดิมที่คุณถือไว้
แต่ยิ่งถือไว้นานเท่าไหร่
มันก็ยิ่งหนักมากขึ้นเท่านั้น"
"ถ้าคนเรา แบกภาระและสิ่งต่างๆ
มากมายเอาไว้ตลอดเวลา
ถัดมาในไม่ช้า
เราจะไม่สามารถแบกภาระเหล่านั้นไว้ได้อีก
เพราะมันจะค่อย ๆ หนักขึ้น ๆ
ก็เหมือนกับการที่คุณถือแก้วน้ำไว้
คุณต้องวางแก้วลงก่อน
แล้วพักซักครู่ ก่อนที่จะเอามันกลับมาถือใหม่
เราต้องรู้จักที่จะปล่อยวางภาระ ความเครียดต่างๆ
ลงบ้างซักขณะหนึ่ง
เพื่อที่เราจะได้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง
และสามารถจะกลับไปจัดการสิ่งต่าง ๆ ต่อไปได้

ขอให้คุณจำไว้เถอะว่า
ก่อนที่คุณจะกลับบ้านในแต่ละวัน
วางหน้าที่ความรับผิดชอบ และภาระการงานต่าง ๆ
ลงเสียก่อนอย่าได้เอามันกลับไปบ้านด้วย
เพราะคุณจะสามารถกลับมาทำมันต่อได้ในวันพรุ่งนี้

ไม่ว่าเรื่องหนักหนาสาหัสอะไรก็ตาม
ที่ตอนนี้คุณกำลังแบกมันไว้บนบ่าของคุณ
ปล่อยวางมันสักพักเถอะครับ ถ้าคุณทำได้
แล้วค่อยเอามันกลับขึ้นมาใหม่ทีหลัง
เมื่อคุณรู้สึกผ่อนคลายแล้ว
หาเวลาพักผ่อนให้กับชีวิตเราบ้าง
เพราะชีวิตคนนั้นสั้นนิดเดียว

Posted by nid on 27 Nov. 2004,03:11
@@@...อย่าปิดประตูขังตัวเองไว้
แล้วอยู่ในโลกแคบแคบ
มีสิ่งต่างๆ อีกมากมาย
ที่ใช้เวลาทั้งชีวิต
ก็อาจพบเห็นได้ไม่หมดสิ้น
เปิดประตูแล้วเดินออกสู่โลกกว้าง
เริ่มตั้งแต่วันนี้ก่อนที่จะพบว่า
เวลาที่เหลืออยู่มันน้อยเกินไปเสียแล้ว

ไม่มีใครรู้ชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
ทุกคนมีแต่เมื่อวานนี้
ซึ่งไม่อาจย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลง
หรือแก้ไขอะไรได้
เหลือเพียงแต่วันนี้
ซึ่งอาจทำทุกอย่างให้ดีทีสุด
ก็ไม่ต้องกังวล
ชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร...@@@


โกรธเค้าเราเร่าร้อนเหลือหลาย          เขาอยู่สุขแสนสบาย บ่รู้
เราเร่าร้อนเดียวดายแดเดือด              ขมขื่นนอนขดคู้ ค่ำเช้าทรมาน

Posted by nid on 27 Nov. 2004,03:16
+++  รองเท้าที่หายไป  +++

มีชายคนหนึ่งซึ่งกำลังวิ่งตามรถไฟ  ด้วยความรวดเร็วกระทันหันด่วนนักของรถไฟอินเดีย เขาพลาดทำรองเท้าข้างหนึ่งหล่นลงไปข้างทาง ขณะที่ตัวก็แล่นไปกับรถไฟแล้ว

ถามว่าจะทำอย่างไร กระโดดลงไปเก็บรองเท้าไม่ได้แน่ๆ  เขาจึงตัดสินใจ ถอดรองเท้าอีกข้างหนึ่งให้หล่นตามลงไป

"เพราะว่าเมื่ออยู่กับเราเพียงข้างเดียว มันก็ไม่มีค่า เมื่ออยู่ข้างล่างเพียงข้างเดียว รองเท้าที่ไม่เข้าคู่ มันก็ไม่มีค่าอีกนั่นแหละ"   เขาคิดในใจ
"เมื่อไม่มีประโยชน์กับเราแล้ว  ก็ยังประโยชน์ให้คนอื่นอย่างเต็มใจ  สุขใจเราและสุขใจคนที่ยังขาดแคลนและไม่มี"

วันที่เขาตาย โลกต่างร่ำไห้กับการจากไปของเขา  เพราะชายคนนี้มีชื่อว่า   มหาตมะ  คานธี

Posted by nid on 22 Apr. 2005,01:45
เงินไม่สำคัญเสมอไป

  เงิน…ซื้อเตียงนอนได้
   แต่ซื้อ ‘การหลับนอนที่เป็นสุข’ ไม่ได้

  เงิน…ซื้อกระดาษปากกาได้
   แต่ซื้อ ‘ ความเป็นกวี ’ ไม่ได้

  เงิน…ซื้อหาอาหารดีๆ ได้
   แต่ซื้อ ‘ ความอยากรับทาน ’ ไม่ได้

  เงิน…ซื้อความประจบสอพลอได้
   แต่ซื้อ ‘ ความจริงใจ ’ ไม่ได้

  เงิน…ซื้อการตามใจได้
   แต่ซื้อ ‘ ความจงรักภักดี ’ ไม่ได้

  เงิน…ซื้อเพชรนิลจินดาได้
   แต่ซื้อ ‘ ความงาม ’ ไม่ได้

  เงิน…ซื้อความสนุกชั่วครู่ได้
    แต่ซื้อ ‘ ความสุข ’ ไม่ได้

  เงิน…ซื้อเพื่อนร่วมทางได้
   แต่ซื้อ ‘ เพื่อนแท้ ‘ ไม่ได้
                    
  เงิน…ซื้ออำนาจราชศักดิ์ได้
   แต่ซื้อ ‘ ปัญญา ‘ ไม่ได้

  เงิน…ซื้ออาวุธยุทธภัณฑ์ได้
    แต่ซื้อ ‘ สันติสุข ‘ ไม่ได้

  เงิน…ซื้อเมียที่สวยได้
   แต่ซื้อ ‘ แม่ที่ดีให้ลูก ‘ ไม่ได้

   ‘เงิน’  จะสำคัญเมื่อจำเป็นต้องใช้เท่านั้น

    พระราชสุทธิญาณมงคล  (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม)

จากหนังสือ “สมบัติอันพึงหวังได้ของมนุษย์ ชีวิตในร่มเงาแห่งพระรัตนตรัย”

Posted by add on 22 Apr. 2005,19:54
เจ๋งๆ winkthumb.gif เงินก็เป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งเท่านั้น ไอคอนข้างหน้าข้อความนี่น่ารักจัง

     คุณนิดสบายดีหรือเปล่าคะ หายไปนานเลย ว่างๆแวะไปห้องครัว แล้วก็ไปตรวจธาตุเจ้าเรือนของพี่วันดีนะคะ wave.gif
Posted by nid on 22 Apr. 2005,23:12
สวัสดีค่ะพี่แอ๊ดและสมาชิกทุกๆท่านค่ะ

นิดสบายดีค่ะ และก็หวังว่าพี่แอ๊ดและทุกท่านคงสบายดีด้วยเช่นกันนะคะ
เดี๋ยวจะเข้าไปดูธาตุเจ้าเรือนที่ห้องครัวนะคะพี่แอ๊ด... inlove.gif
Posted by แมวเหมียว on 23 Apr. 2005,01:29
สวัสดีค่ะแม่หมอนิด

จะแวะมาดูหมอค่ะ อิ อิ(มาผิดที่) แวะมาเชิญคุณนิดแวะไปทานขนม กาแฟ ไข่ดาว ชิมลูกคุย และคุยกันที่ท้ายครัวบ้างนะคะ

แต่ถ้าจะตรวจ< ธาตุเจ้าเรือน >เชิญได้ที่ห้องสุขภาพกับพี่วันดีค่ะ

wave.gif
Posted by nid on 23 Apr. 2005,01:52
ขอบคุณค่ะ คุณแมวเหมียว..เมี๊ยว เมี๊ยว

เข้าไปหาในธาตุเจ้าเรือนในห้องครัวอยู่นาน แต่หาไม่เจอ
ที่ไหนได้เข้าผิดห้อง ขอบคุณนะคะที่ทำอุโมงค์ให้ค่ะ
Posted by วันดี on 23 Apr. 2005,19:03
แม่หมอจ๋า  ธาตุอะไรจ๊ะ
Posted by มะเหมี่ยว on 23 Apr. 2005,19:58
สวัสดีค่ะ คุณนิด flower.gif

มะเหมี่ยวแอบมาแว๊บๆ อยู่บ่อยๆ ได้เจอตัวจริงเสียงจริงของคุณนิดก็วันนี้หล่ะค่ะ wave.gif
Posted by nid on 27 Apr. 2005,01:18
สวัสดีค่ะ พี่วันดี....นิดธาตุผสมระหว่างวาตะ-ปิตตะ ค่ะ...inlove.gif

สวัสดีค่ะ คุณมะเหมี่ยว ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ... wave.gif
Posted by nid on 14 Jul. 2005,21:02
ปรัชญาธรรมบท

อย่าดูถูกบุญว่าเล็กน้อยจักไม่สนองผล
น้ำตกจากเวหาทีละหยาด ๆ
ยังเต็มตุ่มได้
นักปราชญ์สะสมบุญทีละเล็กละน้อย
ย่อมเต็มด้วยบุญได้เช่นกัน

Despise not merit,
Saying 'it will not come to me'
Drop by drop, is the water pot filled,
Likewise the man, gathering little by little,
Fills himself with merit.


คนที่พูดเท็จเสมอ
กับคนที่ทำแล้ว
พูดว่า "ฉันไม่ได้ทำ"
ตกนรกเหมือนกัน
มนุษย์สองจำพวกนั้น
ตายไปแล้ว
มีกรรมชั่วเหมือนกัน
ในโลกหน้า

He who always lies goes to ####
And he who denies what he has done.
These two, the men of base action,
Share the same destiny in the world to come.


อย่าติดอยู่ในสิ่งที่เรารัก
หรือไม่รัก
การพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก
เป็นทุกข์
การพบเห็นแต่สิ่งที่ไม่รัก
ก็เป็นทุกข์

Be not attached to the beloved
And never with the unbeloved.
No

Posted by add on 14 Jul. 2005,23:21
hungry.gif คุณนิดแวะไปกินขนมจีนที่ท้ายครัวหรือยังคะ  เชิญนะคะ  นี่กินกันหลายรอบแล้วค่ะ   อิอิ   winkthumb.gif
Posted by แมวเหมียว on 15 Jul. 2005,17:39
สวัสดีค่ะคุณนิด เอ้อ แม่หมอนิด laugh1.gif

 แม่หมอนิดสบายดีนะคะ หายไปนานเลยคิดถึงค่ะ  มาเชิญแวะไปกินขนมจีนอีกคนค่ะ rose.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 15 Jul. 2005,19:40
bigsmile.gif  winkthumb.gif  thankssign.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 09 Jan. 2006,23:34


~บทความจากเรื่อง สามก๊ก~

Posted by KiLiN on 10 Jan. 2006,04:55
เยี่ยมๆ winkthumb.gif มะเหมี่ยว บอกยี่ห้อบ้านเราเสร็จเลยนะ

(ปล. ผมปรับเรื่องฟังเสียงเพลงหน่อยนะ ไม่ให้ออโต้ เสียงเพลงบ้านเราเยอะ มันจะกัดกันมากไป และเวลาจะปิดเสียงจะได้หาเจอว่าปิดตรงไหนจ้ะ..) greet.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 11 Jan. 2006,05:54


bowsdown.gif ขอบพระคุณคุณคิลินค่ะ
Posted by add on 11 Jan. 2006,23:45
flo_1.gif  ความหมายดีมากเลย  แถมยังเป็นกลอนอีกด้วยนะ  มีที่มาหรือเปล่าจ๊ะมะเหมี่ยว  เช่นคนแต่งน่ะจ้ะ
Posted by แมวเหมียว on 12 Jan. 2006,17:20
winkthumb.gif  winkthumb.gif สวยและดีจังค่ะน้องมะเหมี่ยว inlove.gif

  thankssign.gif  again.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 12 Jan. 2006,22:05
อ้างถึง (add @ 11 มค. 2006,11:45)
flo_1.gif ความหมายดีมากเลย แถมยังเป็นกลอนอีกด้วยนะ มีที่มาหรือเปล่าจ๊ะมะเหมี่ยว เช่นคนแต่งน่ะจ้ะ

หม่ามี้จ๋า...ภาพที่มีกวางนั้น เป็นบทความส่วนหนึ่งจาก สมก๊ก ค่ะ

ต่อมาเป็นภาพที่เป็นดอกบัว บทกลอนนี้เป็นของคุณกฤษณาวดีนะคะหม่ามี้ หนูคัดลอกมาจากวารสารชมรมวรรณกรรมที่ทำงานค่ะ

จากนั้นหนูก็นำมาผสมผสานรูปกับตัวหนังสือเข้าด้วยกันค่ะ kissing.gif

bowsdown.gif หม่ามี้คะ พี่แมวเหมียวคะ คราวหน้าหนูขออนุญาตนำภาพธรรมชาติสวยๆ ในบ้าน จากหม่ามี้และพี่แมวเหมียวมาทำงานแบบนี้ได้ไหมคะ love.gif
Posted by add on 12 Jan. 2006,22:25
อ้อ  มะเหมี่ยวเก่งจังเลย  applaud.gif  flo_1.gif

          ได้สิจ๊ะ  เอาภาพสวยๆไปทำ  ภาพตะวันตกดินของพี่ช้างกับของแมวเหมียวสวยมากๆเลยนะ  winkthumb.gif ฮ่าตอบแทนเขาอีกล่ะ  tongue.gif
Posted by แมวเหมียว on 13 Jan. 2006,01:07
ด้วยความยินดีค่ะน้องมะเหมี่ยว winkthumb.gif

อิ อิ ภาพของแมวเหมียวเป็นตอนตะวันขึ้นนะคะพี่แอ๊ด ..เช้าวันขึ้นปีใหม่ค่ะ xmas.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 13 Jan. 2006,22:28
laugh1.gif คิกๆ ได้ฟัง(อ่าน)พี่แมวเหมียวกับหม่ามี้คุยเรื่องตะวันตกดิน ตะวันกำลังขึ้นแล้วน่ารักจังเลยค่ะ inlove.gif

thankssign.gif ขอบพระคุณหม่ามี้ พี่แมวเหมียวค่ะ  bowsdown.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 16 Jan. 2006,21:06

Posted by pilgrim on 17 Jan. 2006,06:45
winkthumb.gif   thankssign.gif  again.gif  flo_1.gif
Posted by sweet lemon on 02 Feb. 2006,14:41









อิอิ...หากินแถวนี้คร้าบ...ไปบ่ไกล...กัวเหนื่อย...เหอๆๆ...
Posted by sweet lemon on 02 Feb. 2006,14:45



Posted by มะเหมี่ยว on 02 Feb. 2006,18:44
applaud.gif  applaud.gif  applaud.gif ว้าวๆๆๆ...

winkthumb.gif เยี่ยมๆๆๆ เลยค่ะพี่มะนาวหวาน

again.gif  again.gif  again.gif

thumbsup.gif  toy19.gif  flo_1.gif
Posted by แมวเหมียว on 02 Feb. 2006,21:56
applaud.gif  applaud.gif  applaud.gif เยี่ยมค่ะน้องมะนาวหวาน
สวยและดีจังเลยค่ะ winkthumb.gif  winkthumb.gif

again.gif  again.gif  again.gif

อิ อิ น้องมะเหมี่ยวเอาใจเสิร์ฟน้ำส้มคั้นแล้วนะคะ พี่แมวเหมียวแถมอีกแก้วtoy19.gif  laugh1.gif
Posted by เก็จแก้ว on 28 Mar. 2007,22:14




มงคลชีวิต  พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช


ยศและลาภ   หาบไป   ไม่ได้แน่

มีเพียงแต่   ต้นทุน   บุญกุศล

ทรัพย์สมบัติ   ทิ้งไว้   ให้ปวงชน

แม้ร่างตน   เขาก็เอา   ไปเผาไฟ

เมื่อเจ้ามา   มีอะไร   มาด้วยเจ้า

เจ้าจะเอา   แต่สุข   สนุกไฉน

เจ้ามามือเปล่า   เจ้าจะ   เอาอะไร

เจ้าก็ไป   มือเปล่า   เหมือนเจ้ามา



tinyrose.gif  tinyrose.gif  tinyrose.gif  tinyrose.gif  tinyrose.gif
Posted by เก็จแก้ว on 28 Mar. 2007,22:22




หลักธรรมบทนี้ ไม่ทราบที่มาค่ะ ask.gif


ขันติ     เมตตา          เสียสละ

Patience  Loving-kindness   Generosity

ให้อภัย     และ         ปล่อยวาง

Forgiveness  and         Detachment



flo_1.gif flo_1.gif flo_1.gif flo_1.gif flo_1.gif flo_1.gif flo_1.gif  flo_1.gif
Posted by เก็จแก้ว on 28 Mar. 2007,23:27
บทความดีๆ



บทความนี้ เนื้อหาส่วนใหญ่เรียบเรียงมาจากหนังสือเรื่อง The importance of The Living  ของ หลิน ยู่ ถัง นักปรัชญาชาวจีนผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่สำคัญ 8 ประการ  ดังนี้.-


1.มนุษย์มักลืมคิดถึงธรรมชาติของชีวิต

หลิน ยู่ ถัง เชื่อว่า ชีวิตของคนเรามีส่วนสำคัญที่เป็นธรรมชาติของชีวิตอยู่ 3 ส่วน คือ ปัญญา อัตตา และตัณหา

ปัญญา คือ การรู้จักพิจารณาและเลือกดำเนินชีวิตไปในเส้นทางที่ถูกต้อง

อัตตา คือ การยึดถือในตัวตน ดำรงอยู่ในความประมาท

ตัณหา คือ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ในลาภ ยศ สรรเสริญ และวัตถุต่างๆ 

ดังนั้น การดำเนินชีวิตจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกสิ่งใดใน 3 สิ่งเป็นตัวนำทาง  กล่าวว่า  ชีวิตที่เพียบพร้อม สมบูรณ์ที่จะมีความสุขและประสบความสำเร็จที่ดี จะต้องเกิดจากการใช้ปัญญาเป็นตัวนำทาง แต่ส่วนใหญ่มนุษย์มักเลือกใช้อัตตาเป็นตัวนำทาง  จิตใจจึงหาความสุขไม่ได้ มีแต่การแก่งแย่งชิงดี จิตใจร้อนรุ่ม เพราะไม่รู้จักปลดปล่อยอัตตาที่มีอยู่ในตนเอง


2.มนุษย์มักลืมคิดว่าตัวเองต้องตาย

จุดสุดท้ายของมนุษย์ทุกคนคือความตาย  ไม่มีใครสามารถอยู่ค้ำฟ้า แต่มนุษย์มักลืมคิดในสิ่งนี้  คิดว่าคงอีกนานกว่าจะจากโลกนี้ไป  จึงทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมที่ไขว่คว้าชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และไม่รู้จักพอ  สุภาษิตจีนโบราณกล่าวไว้ว่า  มนุษย์สามารถมีที่ดินมากมายหลายหมื่นไร่  แต่พอล้มตัวลงนอนตาย มนุษย์กลับต้องการพื้นที่เพียงแค่ห้าฟุตกว่าๆเท่านั้นเอง  ส่วนที่มากกว่านั้นก็นำติดตัวไปไม่ได้เลย


3.มนุษย์ที่ฉลาดควรคิดอย่างไร

ควรคิดให้ได้ว่า  ทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ต้องผ่านไป ต้องยิ้มและหัวเราะให้กับอดีตที่ผ่านไปได้  เพราะธรรมชาติมนุษย์ต้องประสบ 2 อย่าง คือความทุกข์กับความสุข  ดังนั้น มนุษย์ที่ฉลาดต้องรู้จักที่จะคิดประคับประคองแต่ละช่วงของชีวิต ให้เป็นเรื่องปกติ โดยไม่ฮึกเหิมกับความสำเร็จ หรือเศร้าโศกเสียใจ กับความผิดหวังมากจนเกินไป


4.ผู้มีความสุขและสำเร็จ ควรมีลักษณะอย่างไร

4.1 มีจิตไม่ผูกอาฆาตพยาบาท  มีความอยากรู้อยากเห็น และใฝ่หาความรู้ตลอดเวลา

4.2มีความอ่อนน้อมถ่อมตน  นุ่มนวล แต่เข้มแข็ง  มีความยืดหยุ่น  แต่ไม่ทิ้งหลักการ

4.3 ไม่มัวเมากับชื่อเสียงและเงินทอง  จะต้องสามารถอยู่เหนือชื่อเสียง และเงินทองให้ได้  ต้องไม่หลงมัวเมากับอำนาจวาสนาบารมีที่ได้รับ ในช่วงที่ประสบความสำเร้จ

4.4ไม่อวดตนเป็นคนฉลาดเหนือนาย  ปรัชญาจีนกล่าวไว้ว่า  ต้นไม้ที่ถูกล้มก่อน  มักเป็นต้นที่อยู่สูงและเด่นที่สุด  บ่อน้ำที่ถูกสูบจนแห้งขอดก่อน มักเป็นที่รู้กันว่ามีน้ำที่จืดที่สุด และคนสนิทของขุนนางชั้นสูงทั้งหลาย มักเป็นคนที่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามเจ้านาย มากกว่าคนที่อวดฉลาด หรืออวดดี แสดงความเก่งเกินหน้าเจ้านาย  ดังนั้น  ความเก่งกาจ ฉลาดแต่เพียงอย่างเดียว ก็ไม่ได้เป็นที่ชื่นชมของผู้อื่นเสมอไป หากใช้ไม่ถูกกาลเทศะ

4.5 ไม่มีใครที่จะได้เปรียบหรือเสียเปรียบผู้อื่น แต่เพียงฝ่ายเดียวตลอดไป  ที่ใดที่มีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้  คนที่เป็นฝ่ายรับ ย่อมเคยเป็นผู้ให้มาก่อน  โลกนี้ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน  ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ดังนั้น  ผู้ที่ต้องการความสำเร็จและมีความสุขทั้งหลายจะไม่มีวันต่อสู้แย่งชิง  เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการอย่างไม่ลืมหูลืมตา เพราะเขาตระหนักถึงความไม่แน่นอน  จึงทำทุกอย่างด้วยความพอดี


5.ไม่เสียใจกับอดีต  คิดให้รอบคอบก่อนทำครั้งต่อไป

ปกติคนโดยทั่วไป  มักกลัวว่าจะสู้คนอื่นไม่ได้  กลัวว่าตนจะด้อยค่า  ไม่ทัดเทียมผู้อื่น ซึ่งเป็นการทำตัวตามกระแสสังคม จนทำให้ขาดความเป็นตัวของตัวเอง
มนุษย์ส่วนใหญ่ มักจะง่วนคิดกับอดีตที่ผิดหวังที่ผ่านไปแล้ว  ทั้งสิ่งที่ไม่ควรทำ หรือควรจะทำแต่ไม่ได้ทำ  แต่หากเรามีการใคร่ครวญ ไตร่ตรองอย่างรอบคอบเสียก่อน ที่จะลงมือทำอย่างเต็มความสามารถในครั้งต่อไป แม้จะเกิดความผิดพลาด  จิตเราก็จะให้อภัยตนเองได้  ไม่จำเป็นต้องไปโทษตัวเอง

6.ปรัชญาในการหาความรู้และความสำเร็จ

6.1 เราจะต้องไม่ให้ความสำคัญกับความสำเร็จในชีวิตมากจนเกินไป  ความทุกข์ก็จะไม่เกิด  ดังนั้น  หากเราสามารถมองชีวิตของตนเองได้เหมือนดูละครเรื่องหนึ่ง  เราจะปราศจากความเครียด ความเศร้า และความยึดมั่นในตนเอง

6.2 เราจะต้องมีความฝัน มีความหวัง และต้องมีจินตนาการ คนที่มีความสุขในการใช้ชีวิต คือคนที่พยายามที่จะทำให้ความฝันของตนนั้นเป็นความจริง  ไม่ว่าสิ่งที่ตนเองหวังไว้นั้น จะยังไม่เป็นความจริงก็ตามที  ความฝันและความหวังจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ชีวิตดำเนินไปข้างหน้า อย่างไม่หยุดยั้ง และทำให้ชีวิตมีคุณค่า รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ และด้วยเหตุผลอะไร

6.3 ความฝันนั้น ต้องไม่เป็นการฝันเฟื่อง ต้องสอดคล้องและมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เป็นความจริง มิฉะนั้นแล้ว การมีความฝันที่เลื่อนลอยเกินจริง เมื่อทำไม่ได้ เราจะเกิดความอึดอัด คับแค้น และเศร้าหมองหดหู่ โทษตัวเอง บั่นทอนความสามารถของตนเอง มองตัวเองต่ำโดยไม่รู้ตัว  ความจริงแล้ว เรามีความสามารถ เพียงแต่สิ่งที่หวังไว้ มันสูงเกินกว่าที่จะทำให้เป็นจริงได้

6.4 ดำรงอยู่ในทางสายกลาง ชีวิตที่ดีต้องไม่จนหรือไม่รวยจนเกินไป  ไม่ขยันหรือเกียจคร้านจนเกินไป  ไม่โง่เขลา หรือรู้มากจนเกินไป การทำสิ่งใดที่น้อยหรือมากเกินไป ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวเชื้อเชิญปัญหา อุปสรรค และความคับข้องหมองใจ ให้เข้ามาในชีวิต  ดังนั้น ควรทำทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่ในความพอดี

6.5 บางครั้งต้องหาเวลาอยู่กับความเงียบสงบ  หรือทำในสิ่งนอกเหนือกิจวัตรประจำวันบ้าง  ชีวิตต้องการช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย  ดังนั้น การทำสมาธิ เพื่อให้จิตว่าง หรือเพื่อวางความคิด ทำให้จิตใจสงบเบาสบาย และมีพลัง เมื่อจิตใจสดใส ร่างกายก็สดชื่นตามไปด้วย  เสมือนหนึ่งการใช้เครื่องจักร หากไม่มีการหยุดพัก  วันหนึ่งพลังงานก็ต้องหมด เครื่องยนต์ก็ทรุดโทรม การทำสมาธิก็เหมือนกับการเติมพลังงานให้กับชีวิต และเป็นการยืดอายุให้กับร่างกายของเราเอง

6.6 ให้มีความฉลาดในการบริโภค
-การกินอาหารต้องเน้นการเพิ่มพลังชีวิต  มิใช่เพื่อความอร่อย
-ในระหว่างการรับประทานต้องละทิ้งความกังวล เพราะจะทำให้อาหารไม่ย่อย
-การกินมากไปจะทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
-การควบคุมพลังปราณทำได้โดย  ลดความโลภ โกรธ หลง อิจฉา ริษยา และพูดให้น้อย พูดเท่าที่จำเป็น

7. ควรอ่านหนังสือเพื่อเพิ่มประสบการณ์ชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออะไรก็ตาม  ทุกครั้งที่ท่านอ่านอย่างจดจ่อ ท่านสามารถจะเก็บเกี่ยวได้รับประโยชน์เสมอ ไม่มากก็น้อย ยกเว้น ท่านอ่านลวกๆ อ่านเพื่อทำลาย(ฆ่า)เวลา โดยมิได้ใส่ใจในสิ่งที่อ่าน เป็นการอ่านเพื่อลืม มิใช่อ่านเพื่อจำ เพราะถ้าอ่านเพื่อจำย่อมจะทำให้จดจำเรื่องต่างๆในหนังสือได้ และสามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตจริง

8. ชีวิตต้องไม่ถูกรบกวนจากวิตกจริตมากเกินไป
คนส่วนมากมักมีวิตกจริต และมักจะเป็นการคิดปรุงแต่งไปเอง คาดเดาไปเองตามสถานการณ์ภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป และมักคิดว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นตลอดไป  จริงๆแล้วเรารู้ได้อย่างไร  ส่วนใหญ่เราคิดเอง  แต่งขึ้นมาเองทั้งสิ้น  ดังนั้น การมองทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตด้วยความเป็นกลาง  และอยู่กับปัจจุบัน  ตั้งใจทำปัจจุบันให้ดีที่สุด  จะทำให้ชีวิตเราจะไม่ถูกรบกวนจากวิตกจริต และเราจะรู้ว่าอนาคตเป็นสิ่งที่เรากำหนดเองได้ด้วยสองมือของเราเอง








หากท่านใด ปฏิบัติได้ตามแนวคิด 8 ประการของหลินยู่ถังได้  ย่อมจะพบความสุข และประสบความสำเร็จแน่  คือ

1. เข้าใจธรรมชาติของชีวิต และต้องใช้ปัญญาเป็นตัวนำอัตตาและตัณหา

2. ต้องคิดว่า วันหนึ่งเราต้องตาย ต้องทำสิ่งที่ดีๆไว้ก่อน

3. อย่าฮึกเหิมกับความสำเร็จ และไม่เศร้าโศกเสียใจกับความผิดหวัง

4. ต้องมีจิตใจที่ไม่ผูกอาฆาตพยาบาทใคร  ใฝ่หาความรู้อยู่ตลอดเวลา มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เข้มแข็ง แต่ยืดหยุ่น ไม่มัวเมากับชื่อเสียงและเงินทอง ไม่อวดตนว่าเป็นคนฉลาดเหนือนาย  ทุกอย่างไม่จีรังยั่งยืน มีการเปลี่ยนแปลงเสมอ

5. ไม่เสียใจกับอดีต คิดให้รอบคอบก่อนทำครั้งต่อไป

6.ไม่ให้ความสำคัญกับความสำเร็จในชีวิตมากเกินไป แต่ต้องมีความฝัน ความหวัง และมีจินตนาการในสิ่งที่เป็นไปได้ ดำเนินการเรื่องต่างๆอย่างสายกลาง และต้องไม่ลืมทำสมาธิ เพื่อให้จิตมีความสงบเบาสบายและมีพลัง  ร่างกายก็จะสดชื่นตามมา เป็นการเติมพลังชีวิตและยืดอายุให้ร่างกายของเรา

7.ต้องอ่านหนังสือเพื่อเพิ่มประสบการณ์ชีวิต

8. ต้องไม่วิตกกังวล เรื่องต่างๆ แต่จะต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
หากท่านทำได้ทั้ง 8 ประการ ชีวิตของท่านจะมีแต่ความสุขและประสบความสำเร็จตลอดเวลา  หากทำไม่ได้หมด  ทำได้เป็นส่วนใหญ่ ก็มีความสุขและประสบความสำเร็จมากพอประมาณทีเดียว  ขอให้ท่านพยายามทำ  เชื่อว่าท่านต้องได้รับผลสำเร็จอย่างมีความสุขแน่.


ที่มา : ชมรมศาสนาฯ

Posted by เก็จแก้ว on 29 Mar. 2007,01:19
สยามมานุสติ (พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖) 





ใครรานใครรุกด้าว.....................แดนไทย

ไทยรบจนสุดใจ.......................ขาดดิ้น

เสียเนื้อเลือดหลั่งไหล................ยอมสละ สิ้นแล

เสียชีพไป่เสียสิ้น......................ชื่อก้องเกียรติงาม



หากสยามยังอยู่ยั้ง....................ยืนยง

เราก็เหมือนอยู่คง......................ชีพด้วย

หากสยามพินาศลง.....................ไทยอยู่ ได้ฤา

เราก็เหมือนมอดม้วย....................หมดสิ้น สกุลไทย

Posted by เก็จแก้ว on 29 Mar. 2007,01:34
กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า  (พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม  กาญจนาชีวะ))  





วังเอ๋ยวังเวง

หง่างเหง่งย่ำค่ำระฆังขาน

ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล

ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน

ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ

ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน

ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล

แลทิ้งตนดูเปลี่ยวอยู่เดียวเอย.....



ความเอ๋ย ความรู้

เป็นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสว

หมดโอกาสที่จะชี้ต่อนี้ไป

ละห่วงใยอยากรู้ลงสู่ดิน

อันความยากหากให้ไร้ศึกษา

ย่นปัญญาความรู้อยู่แค่ถิ่น

หมดทุกข์ขลุกแต่กิจคิดหากิน

กระแสวิญญาณงันเพียงนั้นเอย.....



ห่วงเอ๋ยห่วงอะไร

ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชีวิต

แม้คนลืมสิ่งใดได้สนิท

ก็ยังคิดขึ้นได้เมื่อใกล้ตาย

เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่าย

ใครจะยอมละแดนแสนสบาย

โดยไม่ชายตาใฝ่อาลัยเอย......

Posted by เก็จแก้ว on 29 Mar. 2007,01:47
พวกเราชาวไทย  จากเรื่อง พระร่วง






พวกเราชาวไทยล้วนใจเด็ด

กล้าเหมือนเพชรไม่ยอมใครง่ายง่าย

ถึงจะมีไพรีมามากมาย

ก็ต่อสู้จนตายไม่อินัง


ถึงเมียสาวลูกอ่อนนอนผ้าอ้อม

ชายก็ยอมทิ้งได้ไม่เหลียวหลัง

แม้ไม่ทิ้งหญิงคงส่งเสียงดัง

และดันหลังไล่ออกนอกเรือนชาน


เพราะทั้งแม่ทั้งเมียล้วนเลิศไซร้

ผู้ชายไทยใจจึ่งล้วนกล้าหาญ

ไม่ห่วงแม่ห่วงเมียจนเสียการ

มีแก่ใจไปราญรบไพรี


ถึงจะรักลูกและรักผัว

ไม่ยอมให้ชายมั่วอยู่สูสี

ยุให้ไปยุทนารบราวี

และต่อตีเข้มขันป้องกันเมือง

Posted by เก็จแก้ว on 29 Mar. 2007,02:10
นกกระจอกเทศกับนกอินทรี 





ชายป่าแห่งหนึ่ง... ในขณะที่นกอินทรีออกล่าเหยื่อหาอาหาร และบินโฉบเฉี่ยวไปมาเพื่อจับหนู  งู  และสัตว์เล็กๆกิน ดูมันช่างมีความสุข  นกกระจอกเทศซึ่งเล็มหญ้าอยู่ใกล้ๆ เฝ้ามองนกอินทรีที่บินมาจับเหยื่อวันแล้ววันเล่าด้วยความอิจฉา  มันคิดในใจว่า...

"โอ้หนอตัวเรา..... ทำไมช่างอาภัพนัก  รูปร่างใหญ่โตเกินไป ขึ้นชื่อว่าเป็นนกแต่ก็บินไม่ได้"

จนกระทั่งวันหนึ่ง... นกอินทรีบินลงมาเกาะกิ่งไม้ใกล้ๆ และถามนกกระจอกเทศว่า

"ข้าเห็นท่านเฝ้ามองดูข้าทุกครั้งที่ออกหาเหยื่อ  จงบอกข้าเถิด  ท่านมีสิ่งใดอยู่ในใจ?"

นกกระจอกเทศได้ฟังดังนั้นก็ก้มหน้า แล้วตอบว่า

"ท่านดูสิ... ตัวข้าใหญ่โต น่าเกลียด หัวก็ล้าน  แถมยังบินไม่ได้เหมือนท่าน  เวลาที่มองดูท่านบิน ข้ารู้สึกน้อยใจในโชคชะตานัก"

นกอินทรีตอบว่า

"เพียงเท่านี้เองหรือที่ทำให้ท่านไม่พอใจ?"

นกกระจอกเทศพูดต่อไปว่า

"เหมือนพระเจ้าจะแกล้งข้า  สร้างข้าให้รูปไม่งาม ดูสินกตัวอื่นๆ  อย่างนกแก้ว  นกกระยางก็บินได้ แถมมีรูปร่างดีและสีสันสวยงาม"

นกกระจอกเทศยังคงคร่ำครวญต่อว่า

"ข้ากลุ้มใจมาก  สีไม่สวย หัวล้าน ขาก็ยาวเก้งก้าง ใครๆก็รังเกียจ"

นกอินทรีปลอบว่า 

"ฟังข้าให้ดีนะ  ท่านมีรูปร่างใหญ่โตสง่างาม ขาของท่านที่ยาวก็ทำให้ท่านสามารถวิ่งได้เร็วมาก ยังมีสิ่งใดที่ท่านไม่พอใจอีก?"

นกกระจอกเทศตอบว่า

"ข้าเป็นนกเหมือนท่านกลับบินไม่ได้... ท่านรู้ไหม ข้าอยากไปทุกหนทุกแห่ง หากข้าบินได้และมองลงมายังเบื้องล่าง ข้าคงมีความสุขมาก"

นกอินทรีหัวเราะเสียงดัง แล้วกล่าวว่า

"โธ่เอ๋ย... ท่านรู้หรือไม่ว่าอาหารที่ท่านกินเป็นหญ้า  ส่วนอาหารที่ข้ากินเป็นสัตว์ต่างๆ ถึงข้าไม่อยากฆ่าสัตว์อื่น แต่มันก็เป็นอาหารของข้า  ท่านยังดีกว่า ไม่ต้องเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่น  ถึงแม้ตัวท่านไม่สามารถบินได้ แต่ท่านก็มีขาที่ยาว ซึ่งสามารถวิ่งได้เร็ว ข้าเคยเห็น  แม้แต่ข้าก็วิ่งไม่ได้เหมือนท่าน รูปร่างท่านสง่างามน่าเกรงขาม  ไม่ต้องกลัวอันตราย  ส่วนตัวข้า เนื้อตัวเหม็นสาบ เพราะซากสัตว์ที่ข้ากินเข้าไป จึงไม่มีสัตว์ใดอยากเข้าใกล้  ข้าต้องอยู่เดียวดาย นี่คือข้อแตกต่างของเรา"

นกกระจอกเทศนิ่งฟัง นกอินทรียังคงพูดต่อว่า

"ข้าไม่สนใจหรอกว่าใครจะคิดอย่างไร  ข้าพอใจในวิถีชีวิตของตนเอง และท่านก็ควรพอใจในสิ่งที่เป็นและมีอยู่จะดีกว่า"

นกกระจอกเทศได้ฟังดังนั้นก็คิดได้ จึงยอมรับในคำพูดของนกอินทรี และก็ก้มลงแทะกินหญ้าต่อไป...


ที่มา : นิทานสอนใจแสนสนุก 

Posted by เก็จแก้ว on 29 Mar. 2007,02:39
ห่านฟ้า 





ในคืนหนึ่งที่ฝนตกพรำๆ หน้าบ้านอันใหญ่โตของหญิงชราเศรษฐี แกกำลังนอนหลับสบาย มีเสียงห่านร้องอยู่หน้าบ้าน

“อาด  อาด  อาด” 

ส่งเสียงดัง หญิงชราค่อยๆตื่นขึ้นมาบ่นพึมพำว่า... ห่านของใครมาร้องหนวกหู... ด้วยความรำคาญ จึงเปิดหน้าต่างออกดู  ก็พบว่าห่านสีขาวตัวหนึ่งยืนร้องอยู่หน้าบ้าน  นางหายเข้าไปในบ้านสักพักก็มาเปิดประตูหน้าบ้าน  หญิงชราไม่รอช้า  นำไม้กวาดที่ถือมาด้วยไล่ตี ไล่ฟาดไปบนตัวเจ้าห่านด้วยความโกรธ

“ไป ไปให้พ้น ส่งเสียงอยู่ได้  น่ารำคาญ”

เจ้าห่านวิ่งหนีเตลิด ทั้งหนาวและหิว  เจ้าห่านคิดว่า ... ทำไมหญิงชราใจร้าย... แล้วอย่างนี้จะมีคนใจดีบ้างไหม?... เจ้าห่านเดินต่อไปเรื่อยๆ ก็พบกระท่อมเก่าๆหลังหนึ่ง  เจ้าห่านส่งเสียงร้องเสียงดังอีกครั้ง

“อาด  อาด  อาด”

สักพักก็มีคนเปิดประตูออกมา  เป็นเด็กผู้หญิงกับแม่ของเธอ เด็กหญิงส่งเสียงว่า

“แม่จ๋า  ดูสิ  ห่านตัวนี้น่าสงสารนะจ๊ะ  คงจะหนาว  ฝนยังตกอยู่เลย”

เด็กน้อยหันมามองหน้าแม่เหมือนจะขออนุญาต  เมื่อแม่ของเธอพยักหน้า  เด็กหญิงดีใจมาก  และรีบพูดว่า

“เข้ามาเร็วเจ้าห่าน  มาหลบฝนในบ้านฉันก่อนนะ”

เจ้าห่านไม่รอช้าเดินเข้าไปในบ้าน  แม่ของเด็กหญิงนำข้าวมาให้กินพร้อมกับน้ำ  เจ้าห่านไซ้กินจนหมดด้วยความหิวกระหาย  เด็กหญิงอุ้มเจ้าห่านขึ้นมากอด

“หนาวหรือเปล่า?  มานอนกับฉันแล้วกัน เพราะฉันก็หนาว บ้านของเราไม่มีผ้าห่ม  กอดเธอคงอุ่นขึ้นเยอะเลย”  

แล้วทั้งเจ้าห่าน เด็กหญิง และแม่ของเธอต่างก็หลับไป

เมื่อเด็กหญิงตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองมีผ้าสีขาวเป็นประกายเงางาม นุ่มนิ่ม และอบอุ่น ห่มตัวอยู่ก็แปลกใจ จึงร้องเรียกแม่

“แม่จ๋า  แม่จ๋า ตื่นเร็ว”

เมื่อแม่ตื่นมาพบก็งงมาก แต่ไม่ลืมมองหาเจ้าห่าน  เมื่อเหลียวไปรอบๆกระท่อมก็พบว่า  ในตะกร้ามีไข่อยู่เต็มไปหมด  แม่รีบวิ่งไปดู  ก็เห็นข้าวสารอยู่เต็มกระบุง  ทั้งเด็กหญิงและแม่เห็นเจ้าห่านยืนมองตาปริบๆ  แม่อุ้มเจ้าห่านขึ้นมาวางบนโต๊ะ และพูดว่า

“เจ้ามาเพียงแค่คืนเดียว  อะไรๆเปลี่ยแปลงไปหลายอย่าง  เป็นเพราะเจ้าหรือเปล่านะ?”

เมื่อแม่พูดจบ  เจ้าห่านก็ตอบว่า

“ก็พวกท่านเป็นคนดี  เราอยากตอบแทนความดีนั้น  แบมือมาสิ”

เพียงแค่เจ้าห่านน้อยพูดได้ แม่และเด็กหญิงก็ตกใจมากพอแล้ว  เจ้าห่านยังย้ำต่อว่า

“ท่านแบบมือมาสิ”

แม่ของเด็กหญิงค่อยๆยื่นมือและแบออกไปอย่างช้าๆ  เจ้าห่านทำท่าไซ้ขนของตัวเอง แล้วขนก็ร่วงหล่นลงมา กลายเป็นทองคำและเพชรนิลจินดามากมาย

“นี่คือรางวัลของท่าน  จงรักษาความดีนี้ให้คงอยู่ตลอดไป”

แล้วเจ้าห่านก็กางปีกขึ้น  ค่อยๆบินขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วเลือนหายไป.... ส่วนสองแม่ลูกกอดกันร้องไห้ด้วยความดีใจ..... 



ที่มา :  นิทานสอนใจแสนสนุก

Posted by เก็จแก้ว on 30 Mar. 2007,07:13
คำกลอน  โดย ท่านพุทธทาส





ความเอ๋ย   ความสุข

ใครทุก-   คน,ชอบเจ้า   เฝ้าวิ่งหา

แกก็สุข,   ฉันก็สุข,     ทุกเวลา

แค่ดูหน้า   ตาแห้ง     ยังแคลงใจ


ถ้าเราเผา   ตัวตัณหา,   ก็น่าสุข,

ถ้ามันเผา   เราก็
สุก    หรือเกรียมได้

เขาว่าสุข-   สุขเน้อ!    อย่าเห่อไป

มันสุขเย็น   หรือสุขไหม้  ให้แน่เอยฯ  

Posted by add on 30 Mar. 2007,10:11
อ้างถึง (เก็จแก้ว @ 28 มีค. 2007,13:34)
กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า (พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ)) 




วังเอ๋ยวังเวง

หง่างเหง่งย่ำค่ำระฆังขาน

ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล

ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน

ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ

ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน

ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล

แลทิ้งตนดูเปลี่ยวอยู่เดียวเอย.....

พี่ชอบบทนี้มากเลย  แทบจะลืมเลือนไปแล้ว  พอน้องแก้วหยิบยกมาก็รู้สึกดีมากๆเลยจ้ะ   flo_1.gif
Posted by วันดี on 30 Mar. 2007,22:38
ชอบบทนี้มาก ๆ เหมือนกันค่ะ  มองเห็นภาพไกลลิบ ๆ และใจหายชอบกล

ขอบคุณเก็จแก้วนะจ๊ะที่เอามาลงให้ได้อ่านกัน  winkthumb.gif

Posted by เก็จแก้ว on 31 Mar. 2007,10:04
ขอบคุณพี่แอ๊ด และพี่วันดีมากค่ะ..  ดีจังค่ะที่พี่ๆชอบ... บทกลอนสมัยก่อนนี้แก้วว่ายังทรงคุณค่าอยู่นะคะ  ได้อ่านแล้วรู้สึกว่ายังไม่เก่าเลยและยังคงความไพเราะ  แถมมีความหมายดีมากๆอีกด้วยนะคะ
Posted by เก็จแก้ว on 31 Mar. 2007,10:12
นกเอี้ยงเลี้ยงควายเฒ่า    (แต่งโดย : หลวงวิจิตรวาทการ)





นกเอ๋ย  นกเอี้ยง

คนเข้าใจว่า  เจ้าเลี้ยง  ซึ่งควายเฒ่า

แต่นกเอี้ยง  นั่นเลี่ยง  ทำงานเบา

แม้อาหาร  ก็ไปเอา  บนหลังควาย

เปรียบเหมือนคน  ทำตน  เป็นกาฝาก

รู้มาก  เอาเปรียบ  คนทั้งหลาย

หนีงานหนัก  คอยสมัคร  งานสบาย

จึงน่าอาย  เพราะเอาเยี่ยง  นกเอี้ยงเอย....



tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif
Posted by เก็จแก้ว on 31 Mar. 2007,10:22
นกกิ้งโครงเข้าโพรงนกเอี้ยง      (แต่งโดย  :   พระยาพินิจสารา(ทิม))





นกเอ๋ย   นกกิ้งโครง

หลงเข้าโพรง   นกเอี้ยง   เถียงเจ้าของ

อ๋อยอี๋เอียง   อ๋อยอี๋เอียง   ส่งเสียงร้อง

เจ้าของ   เขาว่า   น่าไม่อาย

แต่นก   ยังรู้   ว่าผิดรัง

นักปราชญ์   รู้พลั้ง   ไม่แม่นหมาย

แต่ผิด   รับผิด   พอผ่อนร้าย

ภายหลัง   จงระวัง   อย่าพลั้งเอย......


tinyrose.gif  tinyrose.gif  tinyrose.gif  tinyrose.gif  tinyrose.gif  tinyrose.gif
Posted by เก็จแก้ว on 31 Mar. 2007,10:33



สักวาหวานอื่นมีหมื่นแสน

ไม่เหมือนแม้นพจมานที่หวานหอม

กลิ่นประเทียบเปรียบดวงพวงพยอม

อาจจะน้อมจิตโน้มด้วยโลมลม

แม้นล้อลามหยามหยาบไม่ปลาบปลื้ม

ดังดูดดื่มบอระเพ็ดที่เข็ดขม

ผู้ดีไพร่ไม่ประกอบชอบอารมณ์

ใครฟังลมเมินหน้าระอาเอย........



tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif



(สำหรับสักวาบทนี้ขอเรียนว่า แก้วไม่ทราบผู้แต่งค่ะ  ask.gif   )
Posted by เก็จแก้ว on 07 Apr. 2007,14:31
การพัฒนาจิตใจให้มีความสุข


- การที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ก่อนอื่นจะต้องพัฒนาคน ต้องพัฒนาด้วยการศึกษาและอบรมให้รู้จักรับผิดชอบ


- ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีการสูญเสียใดๆ ที่น่าเสียใจเท่ากับการเสียเวลา เสียเวลาเพียงหนึ่งวินาที ก็เท่ากับสูญเสียส่วนหนึ่งของชีวิต อายุที่เราได้นั้น คือชีวิตที่สูญเสียไป


- ความกังวลใจคือศัตรูของชีวิต อดีตคือความฝัน อนาคตคือความไม่แน่นอน ปัจจุบันเท่านั้นที่เราจะแก้ไขได้ ไม่มีใครสร้างความเดือดร้อนให้แก่เราได้ นอกจากตัวเราเอง


- การทำความดีมีได้ทุกโอกาส ความประมาททำให้พลาดจากความดี


- ความดี ให้ความอิ่มใจในเบื้องหลัง ให้ความสมหวังในเบื้องหน้า


- ความชั่ว ให้ความขุ่นใจในเบื้องหลัง ให้ความผิดหวังในเบื้องหน้า


- จงพอใจในชีวิตของตัวเอง โดยมิต้องไปเปรียบเทียบชีวิตของผู้อื่น


- ไม่ยินดีในสิ่งที่ตนได้ พอใจในสิ่งที่ตนมี เป็นคนโชคดีที่สุด


- มัวเมาในสิ่งที่ตนได้ หลงใหลในสิ่งที่ตนมี คือการสร้างเรือนจำขังตัวเอง


- เห็นโทษในสิ่งที่ตนได้ เห็นภัยในสิ่งที่ตนมี คือความเป็นอิสระในโลก


- คาถาป้องกันความทุกข์ เมื่อได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ให้เสกคาถาว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เมื่อสิ่งเหล่านี้เสื่อมไปจะได้ไม่ทุกข์ใจ


- เมื่อประสบกับความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ให้เสกคาถาว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป จะไม่ทุกข์ทรมานใจ



ที่มา :  ชมรมศาสนาฯ

Posted by เก็จแก้ว on 07 Apr. 2007,14:40
แก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ


- การแก้ปัญหายุ่งยากของชีวิต  ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มปริมาณ  หรือแก้ด้วยการหลบหนี  แต่จะแก้ได้ด้วยการศึกษา  ให้รู้เหตุที่มาของความยุ่งยากนั้น  การค้นพบต้นเหตุนั้นแล  คือการแก้ปัญหาของชีวิต


- โลกนี้ไม่มีอะไรใหม่  นอกจากความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง  เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  แล้วดับไป


- วาจาอ่อนหวาน  ลูกหลานใกล้ชิด  วาจาเป็นพิษ  ญาติมิตรห่างไกล


- อดีตจะหมดจด  อนาคตจะสดใส  ต้องแก้ไขที่ปัจจุบัน


- ถ้าถือคนบ้า  ถ้าท้าคนเมา  ถ้าเข้าคนผิด  จะเป็นพิษแก่ตัว


- หลงทางเหนื่อยกาย  หลงงมงายให้แต่โทษ


- ความดีอยู่ที่การเสียสละ  ชัยชนะอยู่ที่ขันติธรรม


- ดูตัวเราคอยเฝ้าดูความผิด  ดูญาติมิตรให้พิจารณาความดี


- หลงอามิสมืดมัวตา  หลงปริญญาเพิ่มมานะทิฐิ


- ขับรถช้าๆ เทวดาคุ้มครอง  และป้องกัน


- หญิงชายจะไร้เพศ  ถ้าปฏิเสธศีลธรรม


- โลกนี้มีแต่ปัญหา  ถ้าศึกษาให้รู้จริง


- สิ่งใดที่ได้มาเปล่าคือความเฒ่าชรา  สิ่งที่ต้องแสวงหาคือคุณค่าของชีวิต



ที่มา  :   ชมรมศาสนาฯ

Posted by เก็จแก้ว on 07 Apr. 2007,14:44
คำสอนของหลวงปู่พุทธอิสระ แห่งวัดธรรมอิสระ (วัดอ้อน้อย) นครปฐม 


บุญเป็นพลังงานอนันต์ ทำให้คนเป็นพระพุทธได้ 

บุญเป็นพลังงานอนันต์ ทำให้ยาจกเป็นพระราชา

บุญเป็นพลังงานอนันต์ ทำให้คนธรรมดาเป็นเหนือธรรมดา 

บุญเป็นพลังงานอนันต์ ทำให้คนที่ใกล้ตายกลับไม่ตาย 

บุญเป็นพลังงานอนันต์ ทำอะไรๆ ของใครๆ ที่ปรารถนาให้สำเร็จลุล่วงไปได้ตามความประสงค์ 

แต่บุญก็ยังเป็นพลังงานที่รองลงมาจากพลังงานอมตะแห่งจิต

Posted by เก็จแก้ว on 08 Apr. 2007,12:40
ข้อเขียนชิ้นนี้แก้วไม่ทราบแหล่งที่มา  เนื่องจากแก้วได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์มาค่ะ  whisper.gif  


กับเพื่อนร่วมงาน

อยู่ร่วมกันไม่น้อยกว่าวันละ 8 ชั่วโมง... ทุกวัน
ไม่ใช่แค่ว่าทำงานร่วมกัน
เพียงแต่พูดคุยกันเรื่องงาน
หากแต่จะต้องมีความรู้สึกที่ดีต่อกันด้วย
ระหว่างความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด
หรือจะสู้ปล่อยตัวให้สบาย... สบายได้
พบกันถือว่ามีวาสนาต่อกัน
อยู่ร่วมกันก็ยิ่งควรจะ... เข้าใจ... ให้อภัย... และใส่ใจซึ่งกันและกัน.




กับหัวหน้า
บางครั้ง....
ก็เอาใจเค้ามาใส่ใจเราบ้าง
เค้ามักจะต่อว่ามากกว่าจะยอมรับ
สิ่งที่เค้าให้ทำก็มักจะเหมือนกับไม่รู้จักจบจักสิ้น
หากลองกลับกันให้เราไปอยู่ในตำแหน่งที่เค้ายืนอยู่
เราคงจะเข้าใจเค้าได้ง่ายหน่อย... และให้อภัยเค้าได้
กับหัวหน้า... ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคู่ปรับกัน
แต่ต้องรู้จักที่จะแบ่งปัน  เรียนรู้  และเติบโตไปด้วยกัน.



กับลูกน้อง

เป็นเพราะรู้จักให้   ผลตอบแทนก็กลับมามากกับลูกน้อง
ไม่ใช่เป็นความสัมพันธ์เฉพาะเบื้องบนกับเบื้องล่างเท่านั้น
ยังมีความสัมพันธ์ทางด้านหุ้นส่วนอยู่ด้วย
รู้จักเข้าใจและให้อภัยซึ่งกันและกัน
หากรู้จักที่จะยอมรับมากกว่าจับผิด
ให้รอยยิ้มมากกว่าสายตาอันตำหนิ ติเตียน
ผลตอบแทนที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับ  ก็จะยิ่งมากตามไปด้วย.

Posted by เก็จแก้ว on 08 Apr. 2007,12:47
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว



       เพื่อนกินสิ้นทรัพย์แล้ว        แหนงหนี
หาง่ายหลายหมื่นมี                มากได้
เพื่อนตายถ่ายแทนชี               วาอาตม์
หายากฝากผีไข้                  ยากแท้  จักหา

                          (นิทราชาคริต)





      ฝูงชนกำเนิดคล้าย             คลึงกัน
ใหญ่ย่อมเพศผิวพรรณ              แผกบ้าง
ความรู้อาจเรียนทัน                 กันหมด
ยกแต่ชั่วดีกระด้าง                 อ่อนแก้ ฤาไหว

                       (พระราชทานแด่รัชกาลที่ 6)

Posted by เก็จแก้ว on 08 Apr. 2007,12:51
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช


 การตั้งต้นงานนี้สำคัญที่สุด       คำว่า  “ตั้ง”  นั้นก็มีไว้  เพราะว่า  สำหรับทำงานใดๆ  ก็จะต้องมีความมั่นใจ   ตั้งใจ   นั้นคือเอาใจตั้งในงาน  หรืออีกอย่างเอางานมาตั้งไว้ข้างหน้าใจ   เมื่อเอางานมาตั้งไว้ข้างหน้าใจ  หรือเอาใจตั้งไว้ในงานนั้น  เชื่อว่างานก็คงสำเร็จลุล่วงไปได้โดยดี   ตั้งใจนั้นก็ประกอบด้วย  การตั้งทุกสิ่ง ทุกอย่าง ที่มีอยู่ในใจ  คือ  ความสามารถ   ความรู้  และความดีของตัว  ให้ใส่ลงไปในงาน  และงานนั้นก็จะมีความสำเร็จ  มีคุณ  และเป็นเกียรติสำหรับตนเอง  เป็นเกียรติสำหรับหมู่คณะ  สำหรับประเทศชาติ...
Posted by เก็จแก้ว on 08 Apr. 2007,12:54
คติเตือนใจ  ของ พระราชวินยาภรณ์  วัดเจดีย์หลวง  จ.เชียงใหม่


ถ้าอยากเป็นคนงาม               อย่าวู่วามโกรธง่าย

ถ้าอยากเป็นคนสบาย             อย่าเบื่อหน่ายความเพียร

ถ้าอยากเป็นคนมั่งมี                อย่าเป็นคนดีแต่จ่าย

ถ้าอยากเป็นคนนำสมัย           อย่าทำลายวัฒนธรรม

ถ้าอยากเป็นคนมีเกียรติ           อย่าเหยียดหยามคนอื่น

ถ้าอยากมีความรู้                      อย่าลบหลู่อาจารย์

ถ้าอยากหาความสำราญ            อย่าล้างผลาญสมบัติ

ถ้าอยากเป็นคนมีอำนาจ            อย่าขาดความยุติธรรม

ถ้าอยากเป็นคนดัง                      อย่าหวังความสงบ.

Posted by เก็จแก้ว on 08 Apr. 2007,13:11
โคลงสุภาษิตของท่านพลตรีพระยาทรงอักษรนี้ แก้วได้อ่านแล้วประทับใจเป็นอย่างมากค่ะ  ซึ่งนอกจากจะมีความไพเราะแล้วยังมีความหมายที่ดีมากๆอีกด้วยค่ะ  ผลงานที่ทรงคุณค่าของท่านผู้นี้ แก้วอยากให้ทุกท่านได้อ่านค่ะ... วันนี้แก้วคงโพสต์ได้ไม่ครบถ้วน... ไว้ว่างๆแก้วจะมาโพสต์ให้จบค่ะ



โคลงสุภาษิต  ของ พลตรีพระยาทรงอักษร (ชวน  ชวนะลิขิกร) 



- Fine feathers make fine birds.

        ขนงามทำให้นก            พลอยงาม
มิใช่ความดีตาม                   แต่งให้
คนงามเพราะด้วยความ              ดีแห่ง ตนนา
ดีกว่างามเพราะใช้                 แต่งด้วยอาภรณ์




- A tree is known by its fruit.

        ต้นไม้ถูกรู้จัก             เพราะผล มันนอ
มารยาทส่อสกุลคน                ต่างชั้น
สำเนียงอนุสนธิ                  จากชาติ*
ดีชั่วอย่างไรนั้น                  หากแจ้งแสดงเอง


( * “สำเนียงบอกภาษา กิริยาบอกสกุล)




- No rose without a thorn.

          กุหลาบฤจักไร้             ซึ่งหนาม
ลดหย่อนผ่อนความงาม              เสื่อมด้วย
สัตว์โลกย่อมมีทราม                แซมแทรก
ตำหนิมากหรือน้อย                นั่นแล้วแต่กรรม




- A good name is better than riches.

         ชื่อดีมีค่าล้ำ                 โภคา
จำจักต้องรักษา                     ชื่อไว้
ชื่อเสียงย่อมจักปรา-                  กฎอยู่ เสมอแฮ
ชีพดับลับนานไซร้                    ชื่อนั้นห่อนสูญ




- Early to bed and early to rise.
  makes a man healthy, wealthy, and wise.

       จงนอนหัวค่ำให้              หลับสนิท
แล้วและตื่นทำกิจ                   แต่เช้า
จักเป็นเหตุประสิทธิ                  ผลห่าง โรคแล
มีทรัพย์อีกทั้งเร้า                    สติให้สุขุม




- One hour’s sleep before midnight is better than two after it.

       หนึ่งชั่วทุ่มหน้าเที่ยง            คืนหลับ
ดีกว่าสองหลังหลับ                    ล่วงคล้อย
ยิ่งนอนดึกยิ่งกลับ                    ให้โทษ
สุขภาพหย่อนทรัพย์ด้อย                เสื่อมทั้งปัญญา




- Everything comes to the man who waits.

        ทุกสิ่งทุกอย่างจักต้อง           มาถึง
ผู้ที่คอยคำนึง                       ค่ำเช้า
ปรารถนาสิ่งใดพึง                    ตั้งจิต เพียรเทอญ
คงจะบรรลุเข้า                       สู่ห้วงปรารถนา




- All is not gold that glitters.

        สรรพสิ่งมิใช่ล้วน              ทองคำ
อันสุกปลั่งควรงำ                    เก็บไว้
ดีชั่วคละประจำ                     สรรพสิ่ง นั้นนา
ต้องเลือกจึงจะได้                    พบต้องของดี




- Every bird thinks its own nest beautiful.

        ปวงวิหคนึกปลื้ม               รังตน
คิดว่ารังโสภณ                      แน่แท้
คนปลื้มสิ่งที่คน                      มีอยู่ เองนา
พุทธพจน์ว่านั่นแล้                    เลิศด้วยมงคล*


(พระพุทธพจน์  “ความยินดีด้วยของอันมีอยู่ ฯลฯ เป็นมงคลอันอุดม”(มงคลสูตร)




- A bird in the hand is worth two in the bush.

       นกเดียวในหัตถ์ล้ำ              ราคา
สองเท่าในพฤกษา                    พุ่มไม้
สิ่งใดหากได้มา                      ในหัตถ์ แล้วพ่อ
พึงรักษาอย่าให้                      หลุดพ้นมือสูญ

Posted by เก็จแก้ว on 10 Apr. 2007,07:12
โคลงสุภาษิต ของ พลตรีพระยาทรงอักษร (ชวน  ชวนะลิขิกร)


- Dont’ throw away your old shoes till you have got new ones.


    อย่าทิ้งรองเท้าคู่         เก่ามี
จนกว่าท่านได้ดี            ใหม่แล้ว
ไม่ได้ใหม่ด่วนตี            ตนห่าง เก่าแฮ
ผลที่หวังอาจแคล้ว           คลาดสิ้นทั้งผอง




- You must strike the iron while it is hot.

   ต้องตีเหล็กเมื่อร้อน       แรงเผา
จึงจะตามใจเรา              ง่ายได้
ทำใดรีบฉวยเอา             โอกาส นะพ่อ
โอกาสย่อมจะให้             สะดวกทั้งพูลผล




- Procrastination is the thief of time.

    การประวิงผัดเพี้ยน         เวลา
เท่ากับโจรล้างวา-              ระนั้น
ผู้ฉลาดย่อมใฝ่หา              โอกาส
คนโง่มักคิดสั้น                ผัดเพี้ยนอยู่เสมอ




- Make hay while the sun shines.

    จงเกี่ยวฟางหญ้าเมื่อ         สุริยน
ส่องสว่างเวหน                 เจิดฟ้า
ทำใดผัดเพี้ยนตน               ไป่เหมาะ
สบโชคต้องรีบคว้า               อย่าให้เสียวัน




- Time is money.

   เวลาเทียบค่าด้วย             เงินตรา
อย่าปล่อยให้คลาดคลา           เปล่าปลี้
ฉวยโอกาสแสวงหา              ประโยชน์
เรียนฤทำนั่นนี้                  อย่าเว้นว่างเฉย




- Two heads are better than one.

     คนเดียวเปลี่ยวเปล่าให้          ห่วงใย
นอนนั่งระวังภัย                   รอบด้าน
สองคนร่วมหทัย                   ดีกว่า
ใดอุบัติช่วยต้าน                    ต่อสู้ภัยสลาย




- Many hands make light work.

    มากมือย่อมช่วยให้             งานเบา
คนรกดีกว่าเรา                    กรหญ้า*
คบมิตรจิตใจเขา                  ย่อมตอบ สนองแฮ
สามัคคีเบื้องหน้า                  จักได้เบาแรง

(* รกคนดีกว่ารกหญ้า)





-A friend in need is a friend indeed.

   เพื่อนช่วยให้เมื่อต้อง           การคน ช่วยเนอ
เช่นเมื่อยามอับจน                  ขุ่นข้อง
นับเป็นมิตรของตน                 แท้เที่ยง จริงพ่อ
คบเพื่อนจงเลือกส้อง                 เสพย์ด้วยมิตรจริงนี้เทอญ





- Four eyes see more than two.

    สองตาอาจจะพลั้ง             พลาดไถล
เห็นผิดเป็นชอบไป                  ก็ได้
หากแลร่วมกันนัยน์                ตาสี่
เห็นถนัดกว่าใช้                  แต่ด้วยตาสอง




- New brooms sweep clean.

    ไม้กวาดใหม่กวาดได้          สะอาดดี
งานยุ่งคนใหม่มี                   เหมาะแก้
ส่วนอื่นต่างกรณี                   ยลต่างกันนา
ใหม่เก่าอาจดีแม้                  เลือกให้ถูกทาง





- Time brings wisdom.

    เวลาพาให้เกิด                ความฉลาด
นานมากยิ่งสามารถ             มากไซร้
เรียนนานย่อมเปรื่องปราชญ์        ปวงวิทยาแฮ
นานคิดนานทำได้               ถี่ถ้วนละเอียดลออ





- That is good wisdom, which is wisdom in the end.

    ความฉลาดอันนับได้            ว่าดี
คือฉลาดกระทั่งที                    สุดท้าย
ความเห็นสิ่งใดมี                    พิสูจน์ จริงแฮ
นับว่าดีละม้าย                      ฉลาดรู้ตลอดกาล




- A word once out flies everywhere.

   พูดออกครั้งหนึ่งนั้น            ย่อมไป ทั่วแล
พูดพล่อยจะเสียใจ                   เมื่อหน้า
ฉะนั้นจะกล่าวสิ่งใด                 ควรคิด ก่อนพ่อ
ภาษิตว่าช้าช้า                      รวบพร้างามสอง*

( *  ช้าช้าได้พร้าสองเล่มงาม)





- Big words seldom go with good deeds.

     คนพูดน้อยกล่าวถ้อย            แหลมหลัก
ทำสิ่งใดควรจัก                     เชื่อได้
พูดโอ้อวดดีมัก                      เหลวแหลก
ภาษิตจึงว่าไว้                      ยากได้งานดี






ยังมีต่อนะคะ  นี่แก้วยังโพสต์ได้ไม่ถึงครึ่งเลยค่ะ  ไว้ว่างๆแก้วจะโพสต์ให้เพื่อนๆได้อ่านกันอีกนะคะ... ขอให้มีความสุขทุกท่านค่ะ wave.gif
Posted by เก็จแก้ว on 11 Apr. 2007,06:14
โคลงสุภาษิต ของ พลตรีพระยาทรงอักษร (ชวน  ชวนะลิขิกร)







- Between saying and doing there is a long road.

    การทำกับพูดนั้น               ต่างกัน
ปลายกับต้นถนนอัน               ยืดเยื้อ
พูดง่ายแต่ทำมัน                  แสนยาก
นักพูดทำเลอะเรื้อ                เยี่ยงนี้มีถม




- An old dog does not bark for nothing.

    หมาแก่ไม่เห่าเพ้อ             เพรื่อไป
เมื่อไม่มีสิ่งใด                  พะพ้อง
ผู้รู้ย่อมไม่ไข                   คำพล่าม เพ้อเลย
แต่ละคำจักต้อง                กล่าวด้วยเหตุผล




- Speech is silver, silence is gold.

    คำพูดเทียบค่าเพี้ยง            เงินตรา
ความนิ่งเทียบกาญจนา            นั่นไซร้
ฉะนั้นพึงไตร่ตรองหา             ผลก่อน
ควรนิ่งจงนิ่งไว้                 ย่อมได้ราคาทอง




- Be silent or say something better than silence.

    จงนิ่งไว้อย่าเพ้อ             พาที
เมื่อเหตุจำเป็นมี                จึ่งพร้อง
ในทางที่ผลดี                  กว่านิ่ง นั้นพ่อ
หาไม่ก็ควรต้อง                นิ่งไว้ในใจ




- Much talk, little work.

    พูดมากย่อมไม่ได้          การงาน
งานที่ทำน้อยปาน            เท่าก้อย
อย่าฟังแต่โวหาร             คนกล่าว
มากพูดมักไม่น้อย            แทรกถ้อยมุสา




- He who says what he likes, must hear what he does not like.

    ใครชอบพูดด้วยสิ่ง            ตามใจ ตนเฮย
ต้องสดับไม่ชอบใน               โสตบ้าง
นินทาว่าเขาไย                  จะนิ่งอยู่พ่อ
เขาย่อมจะคิดสร้าง               ตอบด้วยนินทา




- A fool laugh when others laugh.

      คนโง่หัวเราะขึ้น               ตามเขา
เพราะเหตุผลใดเดา              ไม่รู้
ตามผู้อื่นโดยเขลา               ไร้เหตุ ผลแฮ
ย่อมจะทำให้ผู้                  อื่นเย้ยไยไพ




- Seeing is believing.

    เห็นก่อนจึงเชื่อด้วย            เหตุผล
อย่าเชื่อแต่คำคน               อื่นพร้อง
วิจารณ์อ่านด้วยตน              เป็นหลัก เลิศแล
ผลย่อมจะช่วยป้อง              ผิดพลั้งพลาดหมาย




- One swallow does not make the spring.

    สวอลโล่ว์* เดียวห่อนชี้          ฤดู สปริงนอ*
เหตุหนึ่งฟังเพียงหู                หนึ่งไซร้
หลายเหตุถ่วงตราชู               พอเชื่อ
พิสูจน์ใดต้องให้                 ชอบด้วยเหตุผล


( *  สวอลโล่ว์   :  นกชนิดหนึ่ง "นกนางแอ่น"
    สปริง     :  ฤดูใบไม้ผลิ)




- No one is too old to learn.

    วิทยาในโลกนี้                หลากหลาย
ใครห่อนแก่เกินหมาย              จักรู้
การเรียนแก่จนตาย               ฤาจบ
ไม่ว่าเด็กหรือผู้                  ใหญ่ล้วน ควรเรียน 




- To know everything is to know nothing.

    รู้ทุกสิ่งห่อนซึ้ง               เจนใจ
คือไม่รู้อะไร                   นั่นแล้ว
จับจดสิ่งใดใด                  หลายอย่าง นักพ่อ
ผลที่ได้มักแคล้ว                เคลื่อนพ้นความหวัง




- It’ s never too late to learn.

    ไม่เคยมีล่าช้า               การเรียน เกินพ่อ
ชนม์อ่อนแก่จงเพียร            อย่าท้อ
ความรู้ใส่เล่มเกวียน            ไป่หมด
คิดว่าล่าแล้วน้อ               จักต้องงมเขลา




- Better late than never.

    ถึงแม้ล่าช้าหน่อย           ยังดี
กว่าไม่เคยสักที               หนึ่งบ้าง
ล่าช้าก็ย่อมมี                 ผลเกิด
คิดว่าช้าพาลอ้าง              เหตุให้เสียผล




- A little too late, much too late.

    ช้าเกินมากน้อยทัด           เทียมกัน
ขึ้นชื่อเป็นสำคัญ                ว่าช้า
เสียกิจเพราะไม่ทัน               หารส่วน ได้ฤา
ทำสิ่งใดมัวล้า                  นักแล้วพาเสีย




- A stitch in time saves nine.

     เย็บทันไป่ทอดทิ้ง            เวลา
รอยหนึ่งป้องรักษา               ขาดเก้า
ใดเสียอย่ามัวรา                 มืออยู่
รีบซ่อมรีบเย็บเข้า                จักคุ้มค่าหลาย




- It’ s never late to mend.

    การซ่อมห่อนล่าช้า           เกินไป
มีสิ่งบุบสลายใด               อยู่บ้าน
ควรเอาซ่อมเสียใน             ยามสะดวก นะพ่อ
ดีกว่าจะทิ้งขว้าง               ปล่อยให้เสียของ




- He who does not go forward stays behind.

    ชนใดหากไป่ก้าว            การกิจ
ยิ่งอยู่นานยิ่งติด               อยู่ล้า
ฉะนั้นพึงเร่งรีบคิด             ก้าวต่อ ไปเทอญ
ประโยชน์ในเบื้องหน้า          จักให้ผลสนอง




- Nothing falls into the mouth of a sleeping fox.

    ไม่มีสิ่งตกเข้า             ปากหมา
จิ้งจอกเมื่อเวลา               หลับแล้ว
ชนใดไป่แสวงหา              อาชีพ
มัวแต่นอนห่อนแคล้ว           จักต้องอดตาย




- It’ s the early bird that catches the worm.

    นกใดใฝ่ร้องเร่ง            โผผิน
เช้าตรู่ก็จู่บิน                 สู่หน้า
สามารถจับหนอนกิน            ได้ก่อน
เราท่านจงอย่าช้า              เร่งร้อนแสวงผล




- He who is afraid of doing too much always does too little.

    ชนใดใจหวาดท้อ            ทำกิจ
เกรงว่ามากอยากคิด             พักไว้
ผลงานที่เขาสฤษดิ์              หย่อนมาก เสมอแฮ
ใครคิดแบบนี้ไซร้               จักไร้ภายหลัง




- Today is better than two tomorrow.

    วันนี้ดีกว่าได้              สองวาร พรุ่งแล
ควรรีบทำการงาน              อย่าช้า
จำภาษิตโบราณ               ท่านกล่าว
ใครใฝ่ร้อนเบื้องหน้า            จักได้นอนเย็น*
 
( *  ใครใฝ่ร้อนจักได้นอนเย็น  ใครใฝ่เย็นจักต้องดิ้นตาย)





- It’ s easy to swim when another holds up your head.

    เมื่อท่านมีผู้ช่วย             ยกหัว
ย่อมว่ายน้ำทรงตัว              ง่ายได้
ทำใดหากยังมัว               ต้องพึ่ง เขานา
ถึงจะลุล่วงไซร้                ห่อนได้สรรเสริญ




- Enough is better than too much.

    พอดีดีกว่าให้              มากไป
นอนมากมักชักใจ              เกียจคร้าน
พูดมากมักเกิดภัย             เพราะปาก
กินมากมักต้องต้าน            ต่อด้วยโรคา





- Half a loaf is better than no bread.

    มีขนมปังไว้ครึ่ง           ก้อนตัด
อาจระงับหิวจัด               ลดได้
ดีกว่าไม่มีกัด                สักหน่อย หนึ่งเลย
ของเล็กน้อยเก็บไว้            เพื่อใช้ยามประสงค์




- When one has not what one likes, one must like what one has.

    เมื่อไม่มีสิ่งใดต้อง          อารมณ์
มีสิ่งใดนิยม                 สิ่งนั้น
ดั่งนี้ย่อมเหมาะสม             แก่สภาพ ตนนอ
นับเนื่องเข้าในชั้น             มักน้อยอุดมคุณ




- The more one has, the more one wants.

    ยิ่งมียิ่งอยากได้           มิสุด สิ้นสุด
โดยปกติใจมนุษย์            อย่างนี้
หากใครตัดใจฉุด            ตนห่าง ได้พ่อ
ปราชญ์ย่อมสรรเสริญชี้        ว่าพ้นโลภภัย





- Take care of the pence and the pounds will take care of themselves.

    เก็บหอมรอมริบให้              พอเหมาะ
ระวังมิจ่ายสตางค์เพราะ              พร่ำใช้
เงินบาทก็จักเกาะ                  อยู่กับ เรานา
บาทย่อมระวังตัวได้                เก็บให้เราเอง




- Money is a good servant but a bad master.

    มีเงินเงินรับใช้                 โดยดี
รู้จ่ายยิ่งทวี                       สุขล้น
ใช้ผิดยากจนมี                    โทษเท่า
นายชั่วเราห่อนพ้น                 ทุกข์เพี้ยงภูผา




- Plough deeply and you will have plenty of corn.

    จงไถให้ลึกพ้น                ผิวดิน
ท่านจะได้ข้าวกิน                มากแล้
ประกอบกิจใดผิน                หน้าสู่ เพียรเทอญ
ค้นลึกถูกทางแท้                ลาภล้นผลหลาย




- Too many cooks spoil the soup.

    คนครัวมากนักให้           ซุปพลอย เสียเนอ
เพราะต่างไม่ลงรอย             ยุ่งแย้ง
ทำใดมากคนคอย              ขืนขัด กันแฮ
ถึงมากก็เหมือนแกล้ง           ถ่วงให้เสียการ




- Self-done is soon done.

    ตนเองทำย่อมแล้ว           เร็วไว
หวังพึ่งคนอื่นไถล             ผลัดช้า
พระสุคตทรงไข               โอวาท
ตนนั่นแหละเป็นข้า            พึ่งได้อย่างดี*

( *  ตนของตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตนเอง)




- Do not hang all on one nail.

    อย่าแขวนทุกสิ่งไว้           ตะปูเดียว นะพ่อ
อาจไม่ทนทานเหนี่ยว           อยู่ได้
ทำใดจักต้องเหลียว            เผื่ออื่น บ้างนา
สิ่งหนึ่งวิบัติไซร้               อื่นแก้ภายหลัง




- Do not put all your eggs into one basket.

     อย่าใส่ไข่ทั้งหมด           กระจาด เดียวเลย
กระจาดหกจะขาด            ไข่สิ้น
หวังใดอาจมีพลาด            พลั้งผิด
ควรเลือกหลายหลายชิ้น         เผื่อไว้ปลายมือ




- A wise man does at first what a fool must do at last.

    ทีแรกคนฉลาดเข้า            จัดทำ
สิ่งที่โง่ต้องคลำ              อยู่ท้าย
ใครทำก่อนเป็นบำ-            เหน็จเลือก ก่อนพ่อ
ใครหากมัวอุ้ยอ้าย             ย่อมได้ไม่ดี




- What you do speaks louder than what you say.

    ทำใดที่ท่านได้                  ทำไป
ย่อมระบือเสียงไกล               กึกก้อง
ดังยิ่งกว่าสิ่งใด                  ที่ท่าน กล่าวนา
ทำสิ่งใดจึงต้อง                  เลือกล้วนควรทำ

Posted by เก็จแก้ว on 12 Apr. 2007,06:38
โคลงสุภาษิต ของ พลตรีพระยาทรงอักษร (ชวน  ชวนะลิขิกร)







- More haste less speed.

     สิ่งใดยิ่งรีบร้อน                  ลุกลน
ก็ยิ่งสำเร็จผล                   ล่าช้า
เพราะเป็นเหตุให้ตน             ผิดพลาด ง่ายพ่อ
หวังเสร็จเร็วตั้งหน้า             กอปร์ด้วยใจเย็น




- Look before you leap.

     จงดูเสียก่อนก้าว                 โดดไป
เมื่อแน่ว่าปลอดภัย              จึ่งข้าม
ประกอบกิจใดใด               คิดล่วง หน้าเทอญ
เดาสุ่มโบราณห้าม              อาจต้องเสียที




- What is worth doing is worth doing well.

     ทำดีมีค่าคุ้ม                   การทำ
ทำดีย่อมผลิตผลบำ            เหน็จให้
ทำดีมากยิ่งสำ-               เร็จยิ่ง ขึ้นพ่อ
ทำทุกสิ่งดีไว้                ย่อมได้ผลเสมอ




- One day is as good as two for him who does everything in its place.

     ทำทุกสิ่งถ้าจัด            ระเบียบดี แล้วพ่อ
หนึ่งทิวาดีมี                 ค่าล้น
เท่าสองทิวาทวี              เพื่อกิจ นั้นนา
ระเบียบยิ่งดียิ่งพ้น             จากช้ามาเร็ว




- Don’ t count your chickens before they are hatched.

     ลูกไก่ยังมิพ้น                 จากไข่ ฟักเลย
อย่าด่วนนับลูกไก่            ก่อนนั้น
หวังใดล่วงหน้าไป่           ทันสบ ผลแฮ
คาดผิดความคิดสั้น           จักซ้ำเสียหาย




- None so busy as those who do nothing.

     ไม่มีใครธุระล้น               มือตน
เท่ากับผู้เป็นคน              ธุระไร้
วาจาท่าอลวน               ธุระวุ่น
ผลสุดท้ายไม่ได้             เรื่องแม้สักอัน




- A rolling stone gathers no moss.

     หินกลิ้งมิรู้เก็บ             ตะไคร่ติด อยู่พ่อ
คนเปลี่ยนงานบ่อยคิด        เบื่อแล้
ทำงานไม่ตั้งจิต            ใจเพื่อ งานเอย
ประโยชน์จากงานแท้        ห่อนได้ติดตัว




- He that never fails, never grows rich.

     ไม่เคยบกพร่องแล้ว             ก่อนกาล
ความมั่งคั่งฤาหาญ             งอกได้
ความบกพร่องกับงาน          เป็นคู่ กันนา
ใครไม่บกพร่องไซร้           ห่อนใกล้การงาน




- There is none so deaf as he who will not hear.

     ไม่มีใครหนวกแม้น              เหมือนเขา
ผู้ไม่ยอมฟังเอา                เรื่องรู้
ดีชั่วอย่ามัวเดา                 ควรสดับ ไว้พ่อ
พหูสูตรเป็นทางผู้              ปราชญ์ซ้องสรรเสริญ




- What’ s wrong today won’ t be right tomorrow.

     สิ่งใดผิดพลาดแล้ว                ในวัน นี้นอ
ห่อนจะกลับถูกทัน               พรุ่งนี้
ทำการทุกสิ่งอัน                 พึงรอบ คอบเทอญ
ความรอบคอบจักลี้              หลีกพ้นผิดเผลอ




- Hunger is the best sauce.

     ความหิวเป็นยอดน้ำ       ซอสปาน เปรียบฤา
ชวนช่วยเสพย์อาหาร          มากได้
ไม่หิวห่อนต้องการ             จักเสพย์
รสอร่อยทั้งปวงไซร้           ย่อมแพ้ความหิว




- Everything must have a beginning.

     ทุกสิ่งมีเริ่มต้น               ด้วยกัน สิ้นแล
อย่าด่วนท้อก่อนทัน            เริ่มต้น
สงสัยสิ่งใดอัน               ไม่แน่ ใจนา
ลองเริ่มแล้วจักค้น              เรื่องให้เห็นจริง




- Well begun is half done.

     เริ่มต้นดีดุจได้                   จัดทำ
สิ่งเริ่มนั้นกึ่งกำ-                หนดแล้ว
ทำใดหากได้นำ                การเริ่ม ดีนอ
คงประสิทธิผลแผ้ว             ดั่งตั้งปรารถนา




- Joy and sorrow are as near as today and tomorrow.

     ความยินดีอีกทั้ง                  โศกศัลย์
ย่อมอยู่ใกล้เคียงกัน               เทียบได้
วันนี้ต่อกับวัน                   พรุ่งนั่น แหละพ่อ
เพราะสิ่งทั้งหลายไซร้              แต่ล้วนอนิจจัง




- A burnt child fears the fire.

     เด็กถูกเผาครั่นคร้าม               กลัวเพลิง
เข็ดขยาดอัคคีเริง                ลวกร้อน
เจ็บใดอย่าระเริง                 พึงหลาบ จำนา
แม้ไม่เข็ดจักซ้อน                เจ็บซ้ำหลายหน




- It’ s no good crying over spilt milk.

     นมหกครวญคร่ำร้อง              ไห้หา
ใช่จะกลับคืนมา                 อีกได้
เสียใดอย่ามัวอา-                 ลัยร่ำ อยู่เลย
โศกนักมักเจ็บไข้                จักซ้ำสองสถาน




- No smoke without fire.

     ไม่มีควันแม้ไม่                  มีไฟ
ฝอยไม่มีหมาไฉน               จักขี้*
ข่าวอุโฆษใดใด                 อุบัติ ขึ้นนา
ถึงถูกเสริมก็ชี้                  ว่าล้วนมีมูล

( *  ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้)




- Bad luck often brings good luck.

     โชคร้ายมักให้                  ดีปน
อย่าเพ่อด่วนตีตน             ก่อนไข้*
ร้ายมากหากอดทน           อาจกลับ ดีพ่อ
ขันติมานะไว้                ย่อมได้ผลสนอง

( *  อย่าด่วนตีตนก่อนไข้) 




- Fool rush in where angels fear to tread.

     ที่ซึ่งเทวทูตคร้าม               ห่อนเหยียบ
คนโง่บังอาจเลียบ             รุกล้ำ
เราท่านอย่าทำเทียบ           เทียมอย่าง โง่เลย
ใดไม่รู้อย่ากล้ำ               เกลือกต้องผองภัย




- Birds of a feather flock together.

     ปวงนกหากพ้อง              พันธุ์เดียว
คนถูกนิสัยเจียว              จึงร่วม กันนา
ร่วมพวกกันกลมเกลียว        สนิทได้
ดีย่อมตีตนให้               ห่างพ้นคนพาล




- There’ s no place like home.

     ที่ไหนฤาจักแม้น              บ้านตน
เหนื่อยหนักพักกายบน         ฟูกน้อย
ทุกข์ยากหากกังวล           ใดเสื่อม
นกเล็กอยู่รังจ้อย             สุขแม้นเมืองสรวง




tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif
Posted by เก็จแก้ว on 12 Apr. 2007,06:55
ความคิดแบบไทย   (คติระยะของชีวิต)







สิบปี              อาบน้ำบ่หนาว

ยี่สิบปี            กอดสาวบ่เบื่อ

สามสิบปี          ม้วนเสื่อตื่นก่อนไก่

สี่สิบปี           นอนมือก่ายหน้าผากคนึง

ห้าสิบปี           ไปบ่หึงมาทอดหุ่ย

หกสิบปี          เป่าขลุ่ยบ่ดัง

เจ็ดสิบปี            เนื้อหนังเป็นลูกรอก

แปดสิบปี          หนักหนวกออกมาหู

เก้าสิบปี           ลูกหลานดูนั่งร้องไห้

ร้อยปี               ไข้ก็ตายบ่ไข้ก็ตายแล.




 tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif
Posted by เก็จแก้ว on 19 Jun. 2007,12:23
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙  ในพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า  ณ ท้องสนามหลวง  วันจันทร์ที่ 5 เมษายน  2525


คุณธรรม ๔ ประการ

ประการแรก       คือการรักษาความสัจ   ความจริงใจต่อตัวเอง ที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม

ประการที่สอง     คือการรู้จักข่มใจตัวเอง  ฝึกใจตนเอง ให้ประพฤติปฏิบัติในความสัจ ความดีนั้น

ประการที่สาม      คือการอดทน   อดกลั้น   และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริต ไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด

ประการที่สี่          คือการรู้จักละวางความชั่ว   ความทุจริต  และรู้จักเสียสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง

คุณธรรม ๔ ประการนี้  ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงามขึ้นโดยทั่วกันแล้ว   จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข  ความร่มเย็น และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไปได้ดังประสงค์


ที่มา  :  พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ปี ๒๔๙๓-๒๕๔๗

Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard