Forum: ห้องนักเขียน
Topic: *เรื่องเล่าตอนเข้าป่า*
started by: add

Posted by add on 22 Aug. 2002,09:31
กระทู้นี้อยากให้มาช่วยกันเขียน ใครก็ได้ที่เคยเข้าป่าไปตอน 6 ตุลา แล้วก็ถ้าน้องสงสัยอะไร ให้ถามได้ทันที ไม่ต้องเกรงใจ เพราะไม่ได้เขียนเป็นเรื่องยาวๆ เขียนเล่ากันสนุกๆมากกว่า

          เรื่องเล่าตอนเข้าป่า

        ฉันถูกจับในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อยู่ในห้องขัง 2 วัน แม่ก็มาประกันตัวออกไป พอเจอหน้าแม่ ฉันไม่ได้ร้องไห้หรอก เพราะแม่ส่งสายตาเขียวปั้ดมาเลย แล้วทั้งแม่และพี่สาวก็รีบๆพาตัวฉันกลับบ้าน แม่ห้ามมิให้ฉันมองตำรวจ เพราะแม่บอกว่า
       “สายตาแกมันจะเอาเรื่อง ทำไมต้องไปมองเขาอย่างนั้นด้วย ” 
        “มันเป็นไปเอง แม่ หนูไม่รู้ตัวหรอกว่ามองเขายังไงน่ะ”

        ส่วนเจ้าหลานสาวตัวเล็ก อายุประมาณ 3 ขวบ ก็ได้แต่ร้องว่า 
        “ตำรวจใจร้ายๆ” 
 
      
        ตกลงว่าฉันก็กลับมาอยู่บ้านพี่สาวที่กรุงเทพฯ ก็คอยเลี้ยงดูหลาน พอได้เวลาทางตำรวจก็มีจดหมายเรียกตัวไปสอบสวนอีก 1 ครั้ง ตอนนั้นปลายปี 2519 เพื่อนพี่สาวก็ไปได้รายชื่อมาว่ามีคนที่ตำรวจจะจับเข้าคุกรอบสองอีก 70 กว่าคน ในรายชื่อนั้นก็มีชื่อฉันอยู่ด้วย 
        พี่สาวจึงรีบติดต่อหาทางให้ฉันเข้าป่าไปเสีย เพื่อความปลอดภัย เพราะตอนนั้นก็มีนักศึกษาเข้าป่าไปแล้วหลายระลอก 


       วันที่มีคนมารับไปจากบ้านพี่สาว เป็นเวลาใกล้ค่ำ  คนที่มารับเป็นเพื่อนของพี่เอง ฉันเอาเสื้อผ้าไป 2-3 ชุด พร้อมกับของใช้ประจำตัว พอเดินมาขึ้นรถ ก็มีความรู้สึกใจหาย นี่เราต้องจากบ้านไป ไม่รู้ว่านานเท่าไรจะได้กลับมา แล้วก็ไม่แน่ว่าจะได้กลับหรือไม่ ? เสียงพี่สาวเรียกลูกสาว  
        “มานี่ลูก มาลาน้าแอ๊ด น้าเขาจะไปนาน...” ได้ยินประโยคนี้ ฉันน้ำตาเอ่ออยากร้องไห้พยายามกล้ำกลืนไว้ หลานสาวมาใกล้ๆ มองหน้าฉันด้วยแววตาไร้เดียงสา แล้วยกมือขึ้นไหว้ ฉันกุมมือน้อยๆของหลานไว้ด้วยความอาลัยและท่วมท้นด้วยความตื้นตัน จะพูดอะไรก็พูดไม่ออก รีบไหว้ลาพี่สาวแล้วขึ้นรถ เพราะถ้าอยู่นานฉันคงกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ “น้าจะไปนาน.....” ฉันนึกอยู่ในใจ น้าไปด้วยความมุ่งมั่น ไม่รู้จะได้เจอกันอีกหรีอเปล่า
 

       ฉันไปกบดานอยู่ที่บ้านพี่คนนั้นสองวัน เบื่อมาก แล้วเขาก็พาขึ้นรถไฟไปกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง เป็นผู้หญิงมีอายุ นั่งรถไฟไปทางใต้ 1 วัน 1 คืน แล้วก็มีคนมารับที่สถานี เข้าไปอยู่ในหอพักอาจารย์ของสถานศึกษาแห่งหนึ่ง แล้วก็ต้องรออีก 3- 4 วัน ก็มีคนมารับอีก คราวนี้ไม่ต้องเอาเสื้อผ้าไปเลย เขาพานั่งท้ายมอเตอร์ไซด์ไปตามถนนใหญ่ที่มีแต่ต้นยางเรียงราย  แล้วในที่สุดก็เลี้ยวเข้าไปในป่ายาง พาฉันไปพักอยู่กับครอบครัวคนจีนที่ตัดยางแบ่งครึ่งกับเจ้าของสวนยาง อยู่ที่นี่อีก 2 วัน ก็มีเด็กสาวชาวจีนที่อ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องการปฏิวัติมากมาคุยด้วย เอาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน เอาหนังสือมาให้อ่าน เย็นวันต่อมาก็มีคนมารับฉันไปอีก ไปที่สวนยางแห่งหนึ่ง และที่นี่ฉันก็ได้พบทหารปฏิวัติเป็นครั้งแรก เขาแต่งตัวสีเขียวขี้ม้าเข้ม ที่ปกติดแถบสีแดง สวมหมวกมีดาวแดง สะพายปืน ฉันดีใจมากที่ได้พบพวกเขาเสียที หลังจากที่เดินทางและรอคอยมาหลายวันแล้ว คนหนึ่งเป็นคนจีน พูดภาษาจีนที่ฉันฟังไม่รู้เรื่อง เขาบอกว่า จีนแคะ ส่วนอีกคนหนึ่งหน้าตาเป็นคนใต้ ผมหยิกๆผิวคล้ำ พอเริ่มค่ำเขาก็บอกให้ฉันเตรียมตัวเดินทางไปกับเขา 
       “ตอนนี้เลยเหรอ” ฉันถาม เพราะตอนนั้นมันค่ำแล้ว
        “ ใช่ เราต้องเดินทางตอนนี้แหละ” เขาพูดยิ้ม

       ดิฉันขอพักเรื่องไว้แค่นี้ก่อน ให้คนอื่นมาเล่าต่อบ้าง
Posted by เอ๊ด on 22 Aug. 2002,10:14
เมื่อ 6 ตุลาผมก็เข้าป่าเหมือนกันครับพี่แอ๊ดแต่เป็นป่าข้างบ้านอ่ะครับ tongue.gif
พี่แอ๊ดเล่าไปเรื่อยๆละกันครับ ถ้ามีอะไรอยากถามจะแทรกมาเป็นระยะนะครับ เท่าที่ผมทราบเมื่อ ตุลา ปี2516 นักศึกษาเป็นบวกในสายตา
ประชาชน แต่เหตุการณ์ปี 2519 มันกลับกัน ตรงนั้นเกิดอะไรขึ้นครับ
Posted by นกกะปูด on 22 Aug. 2002,11:29
โห...น้าแอ๊ดเล่าเรื่องได้ระทึกใจจริงๆ ค่ะ
"เขาพานั่งท้ายมอเตอร์ไซด์ไปตามถนนใหญ่ที่มีแต่ต้นยางเรียงราย   แล้วในที่สุด..ก็เลี้ยวเข้าไปในป่ายาง"......

ว๊ายยยย ถ้าเป็นนู๋ล่ะก้อ กระโดดลงจากมอไซด์คันนั้นแน่ๆ ค่ะ  laugh1.gif  laugh1.gif "เลี้ยวเข้าไปในป่ายาง" เกิดเขาทำมิดีมิร้ายกะเราหล่ะ น้าแอ๊ดขา..จะทำยังไง?
นู๋อยากรู้ว่าถ้าจะโดนจับ ทำไมต้องหนีคะ ทำไมไม่สู้คดี แล้วทำไมต้องหนีเข้าป่าด้วยคะ? หลบซ่อนอยู่ตามบ้านญาติ หรือหนีไปเมืองนอก มันไม่ใช่ทางเลือกเหรอคะ?  ic-17.gif  ic-17.gif
Posted by add on 22 Aug. 2002,13:19
แหมมันพูดลำบากนะคะ คุณเอ๊ด เหมือนกับว่า ที่ใดมีแรงกดมาก ก็จะมีแรงต้านเยอะ ก่อนสิบสี่ตุลา ทหารปกครองประเทศแบบเผด็จการมาตลอดระยะเวลายาวนาน พอเราได้ประชาธิปไตยบ้าง เราก็ใช้กันจนเลยเถิด เอียงซ้ายเกินไป ประท้วงเสียทุกเรื่อง ประชาชนที่ไม่รู้เรื่องมาก่อนก็เลยรับไม่ได้ แล้วอีกอย่างก็ผลจากการที่ถูกประโคมข่าวจนเกินเลยด้วย 

   ถ้าน้องหนูอยู่ในช่วงเวลานั้น จะรู้สึกได้เลยว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ดีงามร่วมกันมากขนาดนั้น โดยไม่มีผลประโยชน์เจือปนเลย เฉพาะช่วงเวลานั้นนะ ช่วงนี้ต่างคนต่างก็มีผลประโยชน์ส่วนตัวกันแล้ว

   ทำไมไม่สู้คดี ก่อนถูกจับก็มีคนถูกยิงตายฟรี ไปเยอะแล้ว รัฐบาลยุคนั้นไม่เหมือนยุคปัจจุบันหรอก อ. บุญสนอง เป็นอ.ที่ มธ.ยังถูกยิงตายโดยไม่รู้ว่าใครฆ่า เพราะไปเคลื่อนไหวกับชาวนา เวลาเราไปประท้วงกัน เรายังรู้สึกเลยว่ามีสันติบาลเพียบคอยติดตาม แล้วถ้าเราไม่ใช่ผู้นำ นศ.ที่เป็นที่รู้จัก เราก็ไม่ควรจะต่อสู้คดี เพราะอาจถูกเก็บได้ง่ายๆ นี่พูดถึงเฉพาะช่วงเวลานั้นนะ
Posted by นกกะปูด on 22 Aug. 2002,13:45
อืมม์ เข้าใจแล้วค่ะ..
แล้วทำไมต้องหนีเข้าป่าด้วยคะ? หลบซ่อนอยู่ตามบ้านญาติ หรือหนีไปที่อื่นๆ มันไม่ใช่ทางเลือกเหรอคะ? ic-17.gif  ic-17.gif
Posted by add on 22 Aug. 2002,13:56
บางคนก็ไปหลบบ้านญาติก็มี  ถูกส่งไปต่างประเทศก็มี  แต่เนื่องจากตอนนั้นกระแสสังคมนิยมในโลกของเรากำลังมาแรง รัสเซีย จีน เวียดนาม ฯลฯ ก็เข้าสู่ระบอบสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์กันหมด  ประเทศไทยก็มีพรรคคอมฯจัดตั้งอยู่ในป่าด้วย  พวกเรานักศึกษาและประชาชนส่วนหนึ่งก็คิดว่ามันเป็นหนทางที่จะต่อกับเผด็จการได้  คิดว่าจะทำให้ประเทศของเราดีขึ้น  เราจึงพากันเข้าป่า  แต่หลังจากเวลาผ่านไป 4-5 ปี เราก็พบว่ามันๆไม่ใช่ทางเลือกที่ถูก ประกอบกับรัฐบาลก็ยอมให้อภัย ไม่คิดเอาความผิด  พวกเราก็กลับมาสู่เมืองอีกครั้ง
Posted by นกกะปูด on 22 Aug. 2002,14:09
อ๋อออออ..เข้าใจแล้วค่ะ
พวกนักศึกษา หลงผิดจึงหนีเข้าป่า
เหตุเพื่ออยากต่อต้านเผด็จการนี่เอง
โดยคิดว่าลัทธิสังคมนิยม จะกำจัดเผด็จการได้ อืมมมม..

นู๋หมดคำถามเพียงเท่านี้ค่ะ..รอฟังตอนต่อไปดีก่าค่ะ
เพื่อนๆ อยากถามอะไรก็รีบถามซะ ที่เราอ่านในหนังสือ
หรือดูหนัง เค๊าไม่เปิดโอกาสให้เรายกมือขึ้นถามนะคะ.. smokin.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 22 Aug. 2002,21:59
ยังไม่ถามครับ  รอน้าแอ็ดเล่าต่อ
  ท่านที่อยากรู้เรื่องราวตอนนั้นลองหา หนังสือ ปากคำประวัติศาสตร์ ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล มาอ่านดิครับ
อ้อ..แล้วก็มีหนังเรื่องคนล่าจันทร์อีกเรื่องหนึ่ง ดูแล้วแต่ไม่ค่อยเข้าใจ สงสัยต้องหามาดูอีกครั้ง.. music.gif
Posted by Yaya on 22 Aug. 2002,22:08
ฟังค่ะ น้าแอ๊ดฟังอย่างตั้งใจเลยหละ ...จำได้ตอนั้นยังเป็นเด็กๆ ..เห็นเค็าลงหนังสือพิมพ์แขวนคอ..งี๊ ..ยิงเป้างี๊ ..น่ากลัวจังเลย ..มิน่าหละการไปมอบตัวหรือสู้คดี ..มันก็คือการไปตายนี่เอง...
   น้าแอ๊ด กลัวมากมั๊ยคะ ตอนนั้น ..
พี่ฤษีฯ น่ะ หนังสือ กะหนัง หาดู หาอ่านทีหลังได้ค่ะ ..ตอนนี้ มาจับเข่าน้าแอ๊ดคุยดีกว่านะ คุณนก นะ .. ยกมือขึ้นถามได้ด้วย.. wavey.gif
Posted by add on 22 Aug. 2002,23:21
ตอนที่อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลานาะหรือ  น้องหยาเอ๋ย กลัวจนไม่กลัวยอมตาย  คิดว่าตัวเองคงจะตายแน่ๆ  เลยนอนหมอบอยู่เฉยๆ เสียงปืนดังน่ากลัวมาก  ดังตลอดเวลา  น้าแอ๊ดไม่เห็นภาพสยองมากนักเพราะอยู่ในสนามบอลห่างจากสนามหลวงและหน้าหอใหญ่ที่เขาทำทารุณกรรม  เห็นอย่างมากก็คนโดนสะเก็ดระเบิดเต็มหลัง  

  น้าแอ๊ดโชคดีที่ไม่ถูกทารุณเลย  ผู้หญิงหลายคนถูกบังคับให้ถอดเสื้อพวกผู้ชายต้องถอดเสื้อทุกคน  แล้วทหารก็เดินเหยียบไปบนหลังของพวกเขา  พวกผู้ชายถูกเตะ ถูกซ้อม  น่าสงสาร  ในที่สุดเขาก็ไล่เราขึ้นรถพาไปขังคุก
Posted by Yaya on 22 Aug. 2002,23:43
อึมม.. น้าแอ๊ด คะ ..ถ้าเป็นย๋าเจอเหตุการณ์แบบนั้นนะ ... เป็น นักศึกษาผู้หญิงที่ถูกบังคับ ให้ถอดเสื้อ..จะแย่งปืน ..แล้ว ระเบิดสมองตัวเองให้ ทหารดูเลย.. mad1.gif
Posted by STUV on 22 Aug. 2002,23:58
ดินสอโดม ธรรมศาสตร์ เด่นสู้ศึก
ได้จารึก หนี้เลือด อันเดือดดับ
หกตุลา เพื่อนเรา ล่วงลับ
มันแค้นคับ เดือดระอุ อกคุไฟ

เรามีเพียง มือเปล่า มันล้อมปราบ
ระเบิดบาป กระสุนบ้า มาสาดใส่
เสียงเหมือนแตร งานศพ ซบสิ้นใจ
สนามหญ้า คลุ้งกลิ่นไอ คาวเลือดคน

มันตามจับ ตามฆ่า ล่าถึงบ้าน
อ้างหลักฐาน เข้าคามคุก ทุกแห่งหน
เราอดทน ถึงที่สุด ก็สุดทน
จึงเปลี่ยนหน ทางสู้ ขึ้นภูพาน ...........


ไม่มีวันลืมหรอกครับป้า add
เพลงนี้จำได้ขึ้นใจ บรรยายเหตุการณ์ได้ตรงที่สุด
Posted by add on 23 Aug. 2002,00:10
เฮ้อ..เศร้าจัง  STUV  ....
   เพลงนี้วัฒน์ วรรลยางกูรเขียนใช่ไหม ?  เขาแต่งเก่งนะ
Posted by KiLiN on 23 Aug. 2002,11:33






จากลานโพธิ์ถึงภูพาน
- วัฒน์ วรรยางกูร/สุรสีห์ ผาธรรม -



ดินสอโดมธรรมศาสตร์เด่นสู้ศึก
ได้จารึกหนี้เลือดอันเดือดดับ
หกตุลาเพื่อนเราล่วงลับ
มันแค้นคับเดือดระอุอกคุไฟ

เรามีเพียงมือเปล่ามันล้อมปราบ
ระเบิดบาปกระสุนบ้ามาสาดใส่
เสียงเหมือนแตรงานศพซบสิ้นใจ
สนามหญ้าคลุ้งกลิ่นไอคาวเลือดคน

มันตามจับตามฆ่าล่าถึงบ้าน
อ้างหลักฐานเข้าคามคุกทุกแห่งหน
เราอดทนถึงที่สุดก็สุดทน
จึงเปลี่ยนหนทางสู้ขึ้นภูพาน ...........




อ้อมอกภูพานคือชีวิตใหม่
คือมหาวิทยาลัยคนกล้าหาญ
จะโค่นล้มไล่เฉดเผด็จการ
อันธพาลอเมริกาอย่าหวังครอง

สู้กับปืนต้องมีปืนยืนกระหน่ำ
พรรคชี้นำตะวันแดงสาดแสงส่อง
จรยุทธนำประชาสู่ฟ้าทอง
กรรมาชีพลั่นก้องอย่างเกรียงไกร




ในวันนี้ลานโพธิ์ธรรมศาสตร์อาจเงียบหงอย
ก็เพียงช่วงรอคอยสู่วันใหม่
วันกองทัพประชาชนประกาศชัย
จะกลับไปกรีดเลือดพาลล้างลานโพธิ์






  
  
  
  
  
  
  
  
  
  
  
  


Posted by สข1 on 23 Aug. 2002,22:19
ต่างคนต่างแย่งจองที่นั่งเรียน
ต่างภูมิใจได้เพียรศึกษา
หวังชุบชีวิตให้มีราคา
สุดท้ายคุณค่านั้นฆ่าคน

ความเป็นกลางคือใบไม้ที่ร่วงหล่น
ความเป็นคนคือราคินสิ้นค่า
กลับมาเถิดสู่ความจริงคือปรัชญา
สร้างศรัทธาสู้อธรรมทั้งมวล

รู้สึกผมจะจำผิดถูกตกหล่นยังไงไม่แน่ใจ    เพลงประจำดวงใจคนหนุ่มสาว    และนักศึกษาในยุคนั้น   ถึงแม้บางคำบางประโยคจะไม่เข้าใจว่าแปลว่าอะไรก็ตาม

ฉันเยาว์ฉันเขลาฉันทึ่ง
ฉันจึ่งมาหาความหมาย
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว

อีกบทกลอนหนึ่งของ  วิทยากร  เชียงกูล  ที่มีผลต่อการจุดประกาย ความคิด   ทางการเมือง ของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น

ต้องยอมรับว่าคนหนุ่มสาวในยุคหลัง 14 ตุลาได้รับอิทธิพลทางการเมือง จากกระแสสังคมนิยมไม่น้อย    มีการขยายเครือข่ายการทำงานของพรรคฯ   เข้ามาใน  ขบวนการนักศึกษา    มีการศึกษาลัทธิมาร์ก  ลัทธิเหมา  ทั้งอย่างเป็นไปเอง  และอย่างมีการชี้นำจากพรรคฯ    นักศึกษาหลายคนเป็นสมาชิก สยท.  และสมาชิกพรรคฯ   นักศึกษาหลายคนเข้าป่าตั้งแต่ก่อน 6 ตุลา   และนักศึกษาจำนวน  มากก็เตรียมใจเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังวุธในป่า    เมื่อสถานะการสุกงอมหรือบีบบังคับ ตามยุทธศาสตร์ชนบทล้อมเมือง    เริ่มโจมตีจุดที่อ่อนแอที่สุดของศรัตรู    ผมไม่ทราบว่า คุณแอ๊ด  หรือใครจะอยู่ในสถานะไหน    แต่ยุคนั้นนักศึกษาจำนวนไม่น้อยเป็นเช่นนี้    และอีกจำนวนไม่น้อยเป็นพวกตามเพื่อน  หรือพวกก้าวหน้าโดยกระทันหัน(ภาษาที่เรียกกันในสมัยนั้น)   เพราะฉนั้น  ทำไมไม่หลบตามบ้านเพื่อน    หรือหนีไปต่างประเทศ   คงมีคนทำอย่างนั้นบ้าง   แต่น้อยมาก     เพราะคนส่วนใหญ่พกพาความแค้นที่สุมแน่นเต็มหัวอก    และจิตใจ ที่ฮึกห้าวเหิมหาญ    ไม่กลัวยากไม่กลัวตาย   จิตหนึ่งใจเดียวเพื่อการปฏิวัติ  สร้างไทยใหม่ที่เสมอภาค    และสังคมที่ไร้การกดขี่ขูดรีดให้กับประชาชนไทย
Posted by add on 23 Aug. 2002,22:31
โอ้..คุณ สข1 ออกตัวว่าเขียนไม่เก่ง
   เขียนทีแรกก็หรูเชียว  
   เขียนเถอะค่ะ  ถ้าเราเขียนเล่าจากที่เราเจอจริงๆ
   เขียนจากความรู้สึกของเราจริงๆ
   ก็คงจะน่าอ่าน น่าติดตาม
   ดิฉันจะคอยติดตามค่ะ
Posted by นกกะปูด on 23 Aug. 2002,22:38
นู๋ก็คอยติดตามด้วยใจระทึกค่ะ  again.gif   wavey.gif
Posted by KiLiN on 24 Aug. 2002,18:19





๖ ตุลารำลึก



  
  
  
  
  
  
  
  
  
  
  
  



๖ ตุลา ชาวประชา ฝังดวงจิต
๖ ตุลา ชาวประชา ฝังดวงจิต
วีรชน พลีชีวิต มากมายจริงเอย

ปืนสั้น เข้าสู้ บาร์ซูการ์
ปืนสั้น เข้าสู้ บาร์ซูการ์
มือเปล่า เข้าทายท้า อาวุธร้ายเอย

มันเตะต่อย ทุบตี ไม่มียั้ง
มันเตะต่อย ทุบตี ไม่มียั้ง
เลือดไทย ต้องไหลหลั่ง นองแผ่นดินเอย

มันแขวนคอ พวกเรา เผาทั้งเป็น
มันแขวนคอ พวกเรา เผาทั้งเป็น
ประชาชน รู้เช่น เห็นชาติชั่วเอย

หนี้เลือด ของมัน ต้องชดใช้
หนี้เลือด ของมัน ต้องชดใช้
เอาเลือดมา ล้างเลือดไทย ให้สมแค้นเอย




แต่งกาย ทปท ไม่รอช้า
แต่งกาย ทปท ไม่รอช้า
สวมชุด ทหารป่า สง่างามเอย

เขียวเสื้อ กางเกงเล่า สวมเข้าที
เขียวเสื้อ กางเกงเล่า สวมเข้าที
ดาวแดง อยู่ที่นี่ สีสดใสเอย

ถือปืน แนบกาย ให้ชัยชนะ
ถือปืน แนบกาย ให้ชัยชนะ
เตรียมตัว เข้าปะทะ ศัตรูไทยเอย

มันปืน เราก็ปืน เข้ายิงสู้
มันปืน เราก็ปืน เข้ายิงสู้
ไม่ยอม ให้ลบหลู่ กอบกู้ไทยเอย

ดวงประทีป ส่องทาง อันศักดิ์สิทธิ์
ดวงประทีป ส่องทาง อันศักดิ์สิทธิ์
ตามพรรค คอมมิวนิสต์ พิชิตชัยเอย




Posted by สข1 on 24 Aug. 2002,22:25
ต่างคนต่างแย่งจองที่นั่งเรียน
ต่างภูมิใจได้เพียรศึกษา
หวังชุบชีวิตให้มีราคา
สุดท้ายคุณค่านั้นฆ่าคน

ฆ่าให้ตายจากความเป็นจริง
ให้ละทิ้งสังคมหมองหม่น
เลี้ยงไว้ในสวรรค์ชั้นชน
มีบ้านมีรถยนต์มีภรรยา

ความเป็นกลางคือใบไม้ที่ร่วงหล่น
ความเป็นคนคือราคินสิ้นค่า
กลับมาเถิดสู่ความจริงคือปรัชญา
สร้างศรัทธาสู้อธรรมทั้งมวล

ผมนึกได้เพิ่มขึ้นอีกตอน   ยังไม่แน่ใจว่าจบแค่นี้หรือเปล่า

เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรย์
แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จะน้อมพลีชีพนี้เพื่อมวลขน

บทกลอนแห่งการต่อสู้ของ  จิตร  ภูมิศักดิ์  ซึ่งเปรียบเสมือนคำประกาศเจตนารมณ์ ของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น    หลายคนเขียนไว้บนหน้าแรกของสมุดบันทึก    หรือหนังสือเรียน    หรือหนังสืออ่านนอกเวลา    หลายคนติดโปสเตอร์รูป เช  กูวารา  ที่พิมพ์บทกลอนนี้ตรงมุมใดมุมหนึ่งของรูป   ที่ห้องนอน   ที่สำคัญสามารถ พบเห็นได้ดาษดื่นทั่วไป   ตามสถานศึกษา   ที่ทำการ ชมรมฯ   ร้านขายหนังสือ โดยเฉพาะเวลามีการชุมนุม  
หนังสือพอกเก็ตบุค   เป็นสิ่งที่เฟื่องฟูอีกเรื่องหนึ่ง โดยเแพาะหนังสือ เกี่ยวกับทฤษฏีการเมือง   เช่นวัตถุนิยมวิภาษ   วัตถุนิยมประวัติศาสตร์   ปรัชญาชาวบ้าน   แด่เยาวชน ว่าด้วยทุนของคาลมาร์ก    นิยายรักก็ยังเป็นนิยายรักแนวการเมือง  เช่น เบ้าหลอมวีรชน  ปีศาจ จนกว่าเราจะพบกัน
(เอาพอคร่าวๆเพราะเวบนี้มีนักอ่าน  ระดับปรมาจายร์เยอะ  คงมีรายละเอียดมากกว่าผม)

ไม่น่าเชื่อว่ากิจกรรมนอกหลักสูตรของนักศึกษาในสมัยนั้นคือการศึกษาทฤษฏี  และปรัชญาเหล่านี้  เมื่อเกิดความสุกงอมทางการเมือง  ก็เริ่มศึกษาทฤษฎีการปฏิวัติ  เริ่มจาก  ชีวทัศน์เยาวชน   คติพจน์   และสรรนิพนธ์ ส่วนภาคปฏิบัติคือ การออกพัฒนาชนบท   สำรวจชีวิตกรรมกรในโรงงาน    เข้าร่วมการต่อสู้เพื่อเรียก ร้องความเป็นธรรมของกรรมกร  ชาวนา    ช่วงประมานปี  17ถึง18  บรรยากาศทางการเมือง    และกลิ่นอายการปฏิวัติแผ่กระจายทั่วทุกหัวระแหง  แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีคนหนุ่มสาวคนไหน   ไม่ได้ซึมซับความรู้สึกเหล่านี้  แตกต่างกันเพียงระดับความลึกซึ้งเท่านั้น   เดินไปทั่วทุกแห่งตามสถานศึกษา  จะพบนักศึกษาจับกลุ่มคุยกันล้วนเรื่องการเมือง   ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่ก็สามารถเข้าร่วม  แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ หลังเลิกเรียนยังจัดกลุ่มศึกษาเชิงลึก   ตามบ้านเพื่อนหรือที่ใดก็แล้วแต่ที่เหมาะสม(ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ผู้ปฏิบัติงานของ พคท.ได้แทรกซึมเข้ามาชี้นำขบวนการนักศึกษาแล้ว)   ความคิดเหล่านี้ได้กระจายไป   อยางกว้างขวางแม้ในกลุ่มนักเรียนระดับมัธยม  

นักศึกษาหลายคนได้ละทิ้งชีวิตการศึกษา    เข้าแฝงตัวในโรงงานหรือเข้าสู่ชนบท  เพื่อแบกรับภาระกิจให้การศึกษา    และจัดตั้งกรรมกรชาวนา  
 
ผมเท้าความคร่าวๆนอกจากจะเล่าถึงขบวนการที่เป็นไป  แล้ว สิ่งที่สำคัญคือ ต้องการจะบอกถึงความรู้สึก   ที่ศรัทธายกย่อง   จิตใจที่ดีงาม     และอุดมการณ์อันยิ่งใหญเกินตัว ่ของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น   ไม่น่าเชื่อเลย  ว่าเด็กอายุเพียง  20+/- จะมีความคิดเช่นนี้ได้     พลังของคนหนุ่มสาวนั้น ยิ่งใหญ่จริงๆ

ปลายปี 18ถึงต้นปี19  กระแสการต่อสู้เด่นชัดและแหลมคมมาก  มีการลอบสังหารผู้นำนักศึกษา  และกรรมกร ชาวนา มีการดักทำร้ายนักศึกษาที่ออกติดโปสเตอร์ตอนกลางคืน  มีการสร้างกลุ่มมอบชนมอบ และก่อกวนการชุมนุม  โดยฝ่ายรัฐบาล  และใช้ความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า ทำไมเมื่อเกิดกรณี 6 ตุลา  คนเหล่านั้นจึงต้องเข้าป่า แทนที่จะหลบหนีเอาตัวรอด  ทั้งๆที่ส่วนใหญ่ของนักศึกษาต่อสู้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ถูกชี้นำด้วย พคท.โดยไม่รู้ตัว    

และก็ไม่สงสัยอีกเช่นกันว่า ปัจจุบันทำไม แฟชั่นสายเดี่ยว โชว์ดือ  รายการไร้สาระในทีวี   แหล่งบรรเทิงมั่วสุม   ยาเซ็กยาอี ฯลฯ สารพัดปัญหาสังคม จึงระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง  ก็เพราะพลังคนหนุ่มสาว ที่ถูกชักจูงไปในทิศทางนั้นเช่นกัน
Posted by KiLiN on 25 Aug. 2002,09:43
ครับ.....ขออนุญาตย้ายกระทู้นี้ไปห้องสังคมนะครับ  เพราะไม่ใช่เล่น  ซะแล้ว  ทำท่าจะซีเรียสซะแล้วสิ  555.....หัวเราะส่งไปเลย
Posted by นกกะปูด on 25 Aug. 2002,13:30
โธ่..หลงพี่ นู๋อุตส่าห์ปูเสื่อกางมุ้งนอนรอ น้าแอ๊ดและพี่ๆ
เล่าเรื่องเข้าป่า อยู่ในห้องนั่งเล่นโน่นนะ..

อ่ะ..ไม่เป็นไร นู๋ย้ายทำเล ตามมาห้องนี้ก็ได้ค่ะ
ว่าแต่ฟังเรื่องซีเรียส นู๋ต้องทำหน้าอย่างงี้ด้วยอ่ะป่าวคะ? อิอิ
mad1.gif  mad1.gif  mad1.gif  mad1.gif  mad1.gif
Posted by add on 26 Aug. 2002,08:58
รีบมาเล่าต่อ กลัวคุณฤาษีเอามีดเฉาะหัว เห็นถือมีดจะอาละวาดอยู่

        เดินป่าตอนค่ำ ไม่สนุกเลย เดือนก็มืด พี่คนนำทางเดินอยู่ในความมืด คนต่อมามีไฟฉายติดตัว เปิดๆปิดๆ คอยส่องไฟให้ฉันเห็นทาง เขาไม่เปิดไฟฉายตลอดเพราะเขากลัวเสียลับ เสียลับแปลว่า ศัตรูรู้หรือเห็นเรา ฉันเดินไม่ค่อยจะถูกแทบจะสะดุดรากยางล้มคว่ำ แล้วเขาก็พาข้ามถนนดำ หมายถึงถนนลาดยาง ข้ามตอนที่ไม่มีรถแล่นมา แล้วก็เดินเข้าสู่ป่าอีก คราวนี้ขึ้นเนินเตี้ยสองเนิน แล้วก็ถึง ก่อนถึง เขาจะส่งเสียงร้อง “ตู๊กๆ” ก็จะมีเสียงร้องตอบมา แล้วเราก็เดินเข้าไปหาพวกเขา 

      ที่นั่น เขาก็พาฉันไปแนะนำตัว เราก็จะจับมือกัน และฉันก็ได้เจอรุ่นพี่ต่างสถาบันที่เคยทำงานร่วมกัน เมื่อช่วงก่อนที่จะเกิด 6 ตุลา พี่ผู้หญิงใส่ชุดเขียวแบบทหาร ดูแปลกตาต่างจากที่เคยเห็น แต่ฉันก็เกิดความรู้สึกดีๆที่ได้เจอคนรู้จัก คืนนั้นฉันได้นอนเปลเป็นคืนแรก มันเหมือนเรามาอยู่อีกโลกหนึ่ง ช่างแปลกจริงๆ 

       รุ่งเช้าเขาก็ตื่นนอนกันหมดแล้ว ฉันไปดูเขาหุงข้าว เขาใช้หิน 3 ก้อน วางเป็นเส้า ก่อไฟด้วยกิ่งไม้แห้ง พอไฟติดก็เอาข้าวตั้ง  ภาชนะที่ใช้หุงข้าวคือ หม้อสนาม เขาจะคอยเติมฟืนจนกว่าข้าวจะสุก พอข้าวสุกก็ราไฟ ดงข้าวให้แห้ง แล้วค่อยทำกับข้าว ก็ใช้หม้อสนามอีกใบหนึ่ง เขาทำผักกูดผัดเกลือให้กิน มีกับข้าวอย่างเดียวนี่แหละ ส่วนน้ำดื่มเขาจะต้มเสมอ เพื่อป้องกันโรคต่างๆ พอกินเสร็จเขาก็เก็บทำลายหลักฐานทุกอย่าง กลบเกลื่อนรอยไม่ให้คนรู้ แล้วเขาก็บอกว่าเราจะเดินทางกลับไปยังค่ายใหญ่ที่อยู่ในป่าลึก ทุกคนก็จะมีสัมภาระ เป็นเป้คนละใบ ซึ่งจะมีเสื้อผ้าของใช่ส่วนตัว เช่น สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ และต้องรับผิดชอบของกองกลางด้วย เช่นบางคนก็รับผิดชอบแบกหม้อหุงข้าว เป็นต้น  

        ทุกคนจะมีกระติกน้ำเป็นของตนเอง เขาให้คาดเอวไว้ บางคนที่กระติกน้ำก็จะมีที่สวมก้นกระติกเป็นอะลูมีเนียม เขาเรียกว่า ปิดง เอาไว้กินข้าว กินน้ำได้ แต่ละคนก็มีช้อนเป็นของส่วนตัวด้วย

      เวลาเดินขึ้นภูเขามันเหนื่อย และเมื่อยจริงๆ เหงื่อไหลเต็มตัว หายใจแรง เขาเดินกันเหมือนไม่เหน็ดเหนื่อย เขาไม่หยุดพัก เราก็ต้องไม่หยุด เพราะไม่เช่นนั้นจะหลงทาง เพราะบางทีเขาก็ไม่ได้เดินไปตามทาง มีช่วงหนึ่งเดินอยู่บนสันเขาสวยมากเลย  ข้างบนที่เรายืนอยู่เป็นต้นไม้สูงๆ มองลงไปข้างล่าง เห็นต้นไม้ไล่ระดับลงไป มีลมพัดมาเฉื่อยฉิว เราเดินขึ้นมาถึงตรงนี้แทบจะหายเหนื่อยเลย แล้วเขาก็ให้นั่งพัก ฉันปลี้มเปรมใจที่ได้อยู่ท่ามกลางป่าเขา ได้เห็นต้นไม้ใบไม้แปลกตา  ฉันนั่งลงข้างทางเดิน หอมกลิ่นใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นปูทับกันเป็นชั้นๆ มีขนนกเล็กๆหล่นอยู ฉันยังแอบเก็บมันไปเก็บไว้ สหายก็มาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง แต่เวลาเขาพูดภาษาใต้ ฉันก็ฟังไม่ค่อยออก พอเขาพูดภาษากลางฉันก็ขำ เพราะฟังดูแปร่งๆ ฉันไม่ค่อยอยากพูดนัก เพราะมีเรื่องที่จะต้องทำความคุ้นเคยมากมายเหลือเกิน เขาพักกินข้าวกลางวันกันบนนี้ ก็เป็นข้าวที่หุงเผื่อไว้ตั้งแต่เมื่อเช้า

      จากสันภูเราก็ต้องเดินลง ทางลาดลงชันมากแทบจะต้องวิ่งลง ก็ทรมานไปอีกแบบ แล้วก็ถึงลำธารที่มีก้อนหินระเกะระกะ ลำธารสวยน้ำใสแจ๋ว ฉันนึกถึงตอนที่ไปเที่ยวน้ำตก แต่นี่ไม่ใช่มาเที่ยว จะเอ้อระเหยลอยชายก็ไม่ได้ ต้องรีบเร่ง  เดินบนก้อนหินก็เดินยากอีก สหายทั้งหลายคล่องแคล่วมากวิ่งไปตามก้อนหิน ฉันกับพี่ที่เป็นนักศึกษา กระย่องกระแย่ง กว่าจะก้าวไปบนก้อนหินแต่ละก้อนได้ ฉันตกน้ำเสียหลายรอบ แล้วยิ่งรองเท้าเปียกน้ำก็ยิ่งเดินยาก สหายทั้งหลายเดินเร็วก็ไปนั่งสูบยาคอยเราอยู่ข้างหน้า จนในที่สุด

      เย็นวันนั้นเราก็ถึงที่ที่เขาเรียกว่า “ค่าย” เรายังอยู่ที่ตีนเนินข้างลำธาร สหายก็ชี้ให้ดูว่าข้างบนเนินนั้นเป็นค่าย ฉันมองดูก็ไม่เห็นสิ่งใดๆที่บ่งบอกว่าเป็นค่ายเลย เห็นแต่ต้นไม้ ทั้งยังไม่ได้ยินเสียงใดๆอีกด้วย  แล้วสหายก็หยุดอยู่หน้าค่าย  ส่งสัญญาน ตู๊กๆ เหมือนที่ฉันได้ยินเมื่อวานนี้  สักครู่ก็มีเสียงตอบรับดังมา  

      ฉันใจเต้นระทึก ค่ายที่ว่า หน้าตาจะเป็นอย่างไรหนอ
Posted by STUV on 26 Aug. 2002,09:12
ติดตามอ่านด้วยใจระทึกเช่นกันครับ ....
Posted by นกกะปูด on 26 Aug. 2002,12:39
ได้สัมผัสบรรยากาศแปลกใหม่ เหมือนกะพี่ฤษีไปเที่ยวป่าเลยค่ะ
แต่น้าแอ๊ดไม่ได้ไปเที่ยว หากแต่ไปอยู่ที่นั่นเลย...
ชีวิตฝากไว้กับคนบนฟ้า ไม่รู้โชคชะตาว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่
บรรยากาศของป่าคล้ายกัน แต่บรรยากาศในจิตใจคงต่างกันลิบลับ..
รอติดตามตอนต่อไปค่ะ again.gif
Posted by สข1 on 26 Aug. 2002,18:41
ก้าวเถิดกรรมาชน          ทุกทุกคนจะก้าวตาม
ใต้ฟ้าที่สีคราม              อย่ามัวหยามพลังตน
กวาดล้างให้สิ้นซาก       ไอ้เศษกากทรชน
พวกมันจะจำนน            ทัพคนจนคือทัพธรรม

ทุกคนจะเข้าร่วม            รวมพลังบดขยำ
ฝากไว้ให้โลกจำ            ว่าเราทำด้วยสองมืิอ
นายทุนขุนข้าทาส          ไทยทั้งชาติกลัวมันหรือ
อย่าลืมว่าเราคือ             ผู้มีชื่อว่ากรรมาชน

ฝากเพลงที่ฟังแล้วก่อให้เกิดบรรยากาศ     ปลุกเร้าจิตใจแห่งการต่อสู้อีกเพลง



ผมจะเริ่มเล่าเรื่องราวของเขตงานสงขลา   เป็นการเล่าจากสิ่งที่ได้พบได้เห็น  และความ ทรงจำ  มิใช่ข้อมูลทางวิชาการใดๆ   ซึ่งอาจจะตกหล่นหรือคลาดเคลื่อน   ถ้ามีผู้ใดที่ทราบข้อเท็จจริง   กรุณาช่วยเพิ่มเติมและแก้ไข    ขอบคุณครับ

เขตงานสงขลา

เขตงานสงขลาแบ่งความรับผิดชอบเป็น 2 เขต  พื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม   จังหวัด สงขลา  ยะลา  ปัตตานี  นราธิวาส   ที่ตั้งของกองกำลังน่าจะเป็นเทือกเขาบรรทัด  เชื่อมต่อเนื่องถึงเขตสามจังหวัดพัทลุง  ตรัง  สตูล  ผมอยู่เขต 1 ที่ตั้งกองกำลัง อยู่บริเวนเขาลูกช้าง (ทางการเรียกเขารูปช้าง   เพราะมองเห็นเป็นรูปช้างแต่ไกล) ลุ่มน้ำคลองบาโรย  เคลื่อนไหวมวลชนบริเวน  ทุ่งลุง  คลองแงะ  และวังพาเป็น จุดเริ่มต้น  ส่วนเขต 2 ผมไม่เคยไป   แต่เห็นสหายบอกว่าอยู่ห่างกันไม่มาก ไปทาง นาทวี  สบ้าย้อย

เขตงานสงขลาจะว่าเป็นเขตงานใหม่และเล็ก    ก็ถูกสำหรับ พคท.   แต่เป็นเขตงาน ที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองแนวลัทธิมาร์กมานาน  จากบุคคลสองกลุ่ม   กลุ่มหนึ่งคือ   กลุ่มชาวจีนโพ้นทะเล   ซึ่งบางคนก็เป็นเพียงคนที่ได้รับอิทธิพล จากการปฏิวัติในประเทศจีน  ส่วนบางคนเป็นถึงสมาชิกพรรค  ที่แตกทัพจากสงคราม ระหว่างพรรคฯจีนกับเจียงไคเช็ค   กลุ่มนี้ได้ตั้งกลุ่มศึกษาลัทธิมาร์กขึ้น   เพื่อเผยแพร่ และขยายสมาชิก   สมาชิกพรรคฯไทยหลายคนก็เป็นสมาชิกพรรคฯจีนมาก่อน  (เข้าใจว่าเป็นการเคลื่อนไหวช่วงก่อนก่อตั้งพคท.) อีกกลุ่มหนึ่งคือ พรรคคอมฯมาลายา  ที่อาศัยชายแดนแถบนี้ เป็นแนวหลังที่สนับสนุนเสบียง  ยุทธปัจจัย  และเป็นที่หลบภัยยามถูกลอ้มปราบ     มาเป็นเวลายาวนาน  
ภายหลังจากพรรคฯมาลายา เกิดปัญหาภายใน  ได้แตกออกเป็น 3 พรรค กองกำลังที่ 8 ซึ่งนำโดยสหาย อี้เจียง ได้ยึดพื้นที่เขตสงขลา เป็นฐานที่มั่น  ก่อตั้งพรรคใหม่ชื่อ พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา(พวกปฏิวัติ)  ส่วนกองกำลัง ที่ 12 ก็ตั้งพรรคใหม่ชื่อ พรรคคอมมิวสต์มาลายา(ลัทธิมาร์กเลนิน) เคลื่อนไหวแถว จังหวัดยะลา     พคท.ได้เริ่มเข้าเคลื่อนไหวขอยึดพื้นที่คืน ช่วงหลังการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธแล้ว (ข้อมูลเหล่านี้ผมได้จากการพูดคุย กับสหายเก่า  อาจจะคลาดเคลื่อนตกหล่นบ้าง)  มวลชนแถบนี้จะเป็นคนเชื้อสายจีนภาษาแคะ   ความจริงคนจีนแถบสี่จังหวัดภาคใต้่ ก็จะเป็นจีนแคะเป็นส่วนใหญ่   เพราะฉนั้นเราจะพบว่าสหายเก่าหลายคน    จะพูดภาษาจีนกัน   และรู้จักสนิทสนมกับ พรรคพี่น้องมาลายา   บางคนพี่อยู่พรรคไทย  น้องอยู่พรรคมาลายา  

ผมได้มีโอกาศเข้ามาศึกษาทฤษฎีการเมืองที่นี่  โดยการชักชวนจากคนที่รู้จักกันก่อน ในช่วงซัมเมอร์ปี 2519  เป็นเวลาประมาน 2 เดือน   เป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขมาก  ไม่คิดว่าจะมีสังคมมนุษย์ที่อบอุ่นดีงามเช่นนี้หลงเหลืออยู่ในโลก   คนที่เข้าร่วมการศึกษามีประมาน 10 คน  นอกจากผมและเพื่อนแล้ว    นอกนั้นล้วนเป็น นักศึกษาจากสถานศึกษาในระแวกนั้น    สหายเก่าหรือที่เราเรียกกันว่า ทปท. มีประมาน สิบคน   ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นผู้หญิงมากกว่าชาย  มีคุณลุงรัน  และป้าเพิ่ม  ซึ่งผมคาดว่าอายุน่าจะไม่ต่ำกว่า 50 แล้ว  นอกนั้นก็เป็นทหารปลดแอกหญิง   มีคุณวี  และคุณสัน ที่ดูหนุ่มแน่น พอที่จะไปทำสงครามสู้กับศัตรูได้ โดยเฉพาะคุณสันถือ M 79 ตัวดำสูงใหญ่   พวกเราตื่นเต้นมากที่มีโอกาสได้ลูบคลำ  M79  นอกนั้นก็เป็นปืนสั้น  กับ คาร์ไบ M2  อีกไม่กี่กระบอก   ค่ายนี้เรียกว่าค่ายไร่   เพราะอยู่ติดกับไร่   ในไร่ปลูกข้าว  และข้าวโพด   ผมเคยถามว่ากองทัพเขตนี้มีกำลังคนแค่นี้เองหรือ  สหายตอบว่าค่ายนี้เป็นค่ายที่เรามาอยู่เพื่อทำไร่    เรายังมีค่ายใหญ่อยู่ข้างใน  และเราก็ยังมีสหายที่ทำงานมวลชนอยู่ตามเขตงานอีก  

     
กิจกรรมของเราก็คือกลางวันศึกษาทฤษฎีการเมือง   หัวค่ำศึกษาสถานะการณ์    ก็คือฟังข่าวจาก สปท.  แล้วก็วิจารณ์ข่าว  ความจริงก็คือการพูดปลุกเร้า  ให้เห็นถึงสถานะการณ์ที่ดีวันดีคืนของการปฏิวัติ   เอกสารที่ศึกษาก็จะเป็นเอกสารที่ ปลุกเร้า จูงใจให้เกิดความต้องการเข้าร่วมในขบวนการปฏิวัติ   เท่าที่จำได้มี  ใครสร้างใครเลี้ยง   แถลงการ 30ปี(ที่หลายคนเข้าใจผิดมานานว่าเป็นเอกสาร ที่เขียนโดยพรรคฯ)   นักศึกษาที่เข้าร่วม ทำการศึกษาอย่างกระหายและเร่าร้อน  นอกจากกลางวันศึกษาเอกสารที่พรรคฯกำหนด  แต่ละคนยังติด
หนังสือ เข้ามาอีกหลายเล่ม   มีทั้งนิยายปฏิวัติ    และทฤษฎีการเมือง   หลังศึกษาสถานะการณ์จบ  ก็ยังตั้งตาอ่านอย่างขมักเขม้น   บางคนอ่านคนเดียวเงียบๆ   บางคนจับกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน  ของตัวเองอ่านจบ ก็ขอแลกเปลี่ยนกันอ่าน แทบจะไม่มีใครหลับนอนกันเลย   จนสหายต้องมาเตือนว่า  สหายพักผ่อนบ้างเถิดเดี๋ยวไม่สบาย   เวลากินก็จะบอกว่า  สหายกินเยอะหน่อย  เดี๋ยวต้องศึกษาหนัก  ในกองทัพเองก็มีหนังสือที่เราไม่เคยเห็น เช่นทหารน้อยจังก่า   และอีกหลายเล่ม ซึ่งก็ถูกตะลุยอ่านอย่างไม่รู้อิ่ม

ชีวิตความเป็นอยู่แสนจะอบอุ่น   สหายปฏิบัติต่อพวกเรา ชนิดที่เรียกว่า พ่อแม่ยังไม่เคยเอาใจใส่เราขนาดนี้    แทบเรียกได้ว่าแม้แต่ จะกินนอนขี้เยี่ยวยังคอยให้บริการ  เราได้มีโอกาสได้ไปใช้แรงงานบ้าง   เช่นไปเก็บข้าว  เก็บข้าวโพด  ไปขนส่งที่เขตงาน  ซึ่งก็เช่นเดียวกัน    สหายจะคอยดูแล ปรนนิบัติเรายังกับลูก  ผมได้สำผัสถึง ความเข้มแข็ง อดทน  ของสหายหญิง  และได้รับรู้ว่าความเสียสละนั้นมีจริง

บรรยากาสที่น่าสนุกในการเก็บข้าว   ภาคใต้เขาใช้ แกะ เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่ง  เป็นใบมีด มีสายรัดสวมที่มือ    แล้วเก็บข้าวเป็นรวงรวมๆกันแล้วมัดด้วยฟางข้าว เป็นมัดๆ เรียกว่าเรียง   สิ่งที่สนุกคือเวลาเก็บ  ทุกคนจะล้อมวงเริ่มจากรอบๆขอบนอก  แล้วเดินหน้าเข้าหาศุนย์กลาง    เราเดินไปก้าวหนึ่ง   เจ้าตั๊กแตนที่มากินข้าว  ก็จะบินหนีเราไปข้างหน้า    ผลสุดท้ายมันก็จะกองอยู่ตรงโคนต้นข้าวตรงกลาง   มากมายมหาศาล    เอาตาข่ายคลุมเพื่อไม่ให้มันบินหนี  จับเด็ดปีกหักขาใส่ถัง   หิ้วกลับกันคนละหลายถัง   กับข้าวเย็นนั้น  จนถึงของขบเคี้ยวตอนเที่ยงก็คือ ตั๊กแตนคั่ว แต่สนุกยิ่งกว่านั้นคือคืนนั้น   เราก่อกองไฟ  แล้วนั่งล้อมกองไฟ  เอาตั๊กแตนเสียบไม้ แล้วย่างกินกัน   ฟังสหายเล่าเรื่องปฏิวัติ    ร้องเพลงปฏิวัติ  งานปฏิวัติมันช่างมีความสุข อย่างน่าหลงไหลอะไรปานนั้น

หน้าเก็บข้าวโพดก็เช่นกัน  นั่งล้อมกองไฟ เอาข้าวโพดที่พึ่งเก็บจากต้น  โยนเข้ากองไฟทั้งเปลือก     พอเปลือกนอกไหม้จนใกล้ถึงเม็ด  ก็เอาออก  ลอกเปลือกที่ไหม้ออกจะเห็นเม็ดข้าวโพดเหลืองอร่าม  ควันกรุ่นๆ   ทั้งหอมเหมือนย่าง  นุ่มและไม่อมน้ำ    ที่สำคัญอร่อยอย่างไม่เคยได้ลิ้มรสที่ไหนมาก่อนเลย

จบสิ้นการศึกษาเราจากกันด้วยความอาลัยเป็นที่สุด   ในงานส่งลาทุกคนกอดกัน ร่ำลาด้วยน้ำตานองหน้า   ผมตั้งปนิธานว่า  ผมจะต้องกลับมาร่วมงานปฏิวัติที่นี่ อย่างแน่นอน     ผมเดินทางกลับกรุงเทพด้วยหัวใจที่ลิงโลดพองโต    ประกายไฟแห่งการปฏิวัติลุกโชน  ผมต้องกลับไปเล่าให้เพื่อนในกลุ่มศึกษาได้รับรู้ว่า  การต่อสู้ของ เราจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป   ผมได้พบหลังพิงที่มั่นคงและไว้ใจได้
Posted by นกกะปูด on 26 Aug. 2002,20:05
โห..น่าสนุกและตื่นเต้นจริงๆ ค่ะ ชีวิตในป่า
ถ้านู๋เป็นเพื่อนนักศึกษาของพี่สข.1
นู๋คงไม่ลังเลใจ ที่จะเข้าร่วมขบวนการค่ะ.
Posted by Din on 26 Aug. 2002,20:36
ขอจองแถวหน้าสุดนั่งฟังคุณลุงสข.๑และ ป้าแอ๊ด  ด้วยดวงใจระทึกโดยพลันขอรับ  bigsmile.gif

อ่านของลุงสข.๑ แล้วนึกถึงเพลงท่อนที่ว่า  ชีวิตใหม่  ได้มาน้ำตาหลั่งริน  ไม่ทราบว่าตอนนั้นรู้สึกอย่างนี้ไหมครับผม  bigsmile.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 26 Aug. 2002,23:30
คุณ สข๑ เล่าได้สนุกดีครับ เห็นบรรยากาศเลย คนละแบบกับน้าแอ็ด แต่ก็แจ๋วทั้งสองคนครับ จะติดตามอ่านเรื่อยๆครับ ได้ความรู้ดีจริงๆ แล้วผมก็อยากลองกินข้าวโพดอย่างที่เล่าครับ คราวหน้าเข้าป่าจะลองเอาติดตัวไปลองทำดูบ้าง
   อ้อ..น้าแอ็ดครับ ผมชอบเสียง“ตู๊กๆ” ที่น้าแอ็ดว่าจริง ฟังแล้วขำดี  xmas.gif
Posted by Yaya on 27 Aug. 2002,00:41
น้าแอ๊ดขา..
     ย๋าก็ตั้งใจฟังตลอดนะคะ ...เล่าได้เห็นภาพพจน์ดีมากเลยค่ะทั้งน้าแอ๊ด ..และทุกท่านที่มาสลับกันเล่า ..เหมือนตัวเองได้เข้าไปอยู่ในเตุการณ์นั้นด้วยจริงๆ ..เล่าต่อไปค่ะ ..ย๋า ..รอฟัง และพี่ๆหลายๆ คนก็นั่งล้อมวงกันทุกคนแล้วค่ะ ..นี่ย๋าเอาข้าวโพดมานั่งแทะไปด้วยอ่านไปด้วย ..อร่อยดีค่ะ ..แต่คงจะสู้รสชาดข้าวโพดในเรื่องไม่ได้หรอกค่ะ ...งั่ม ..งั่ม...งั่ม... again.gif  crying1.gif
Posted by madun on 27 Aug. 2002,02:53
เล่าแล้วอย่าลืมมีเวลาแวะมางานที่อณุสรณ์สถาน14ตุลา 4แยกคอกงัวนะค่ะพี่น้องทั้งหลายเขามีงานทำบุญอ่านรายละเอียดที่ไทอ๊อก  แจ้งข่าวป่าวร้อง  โดยเฉพาะป้าแอ้ดและทุกคนค่าๆๆๆๆถ้าบอกไม่พร้อมก็ไม๊เป็งไรรอไปงานรำลึกมาดันก็ละกันยินดีต้อนรับ smash.gif  smash.gif  smash.gif  smash.gif
Posted by add on 27 Aug. 2002,18:43
คุณ สข1 อยู่สงขลาเขต 1 ดิฉันอยู่สงขลาเขต 2 ค่ะ
    ส่วนเรื่องพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ดิฉันไม่ทราบหรอกค่ะว่ามีกันหลายสาย รู้แค่เราดีกัน เรียกเป็นพรรคพี่น้องแค่นั้นเอง ดิฉันเคยได้พบกับสหายเขต 1 บ้าง รู้สึกจะชื่อ คุณปาน คุณอ้อย คนอื่นๆจำชื่อไม่ได้แล้ว คุณ สข1 เล่าต่อนะคะ มีข้อมูลดี ส่วนของดิฉันจะเป็นความรู้สึกและภาพที่เห็นมากกว่า

       ปล.ฝากบอกถึงคุณฤษีด้วย  น้าแอ๊ดหาหนังสือดั่งสายน้ำไหล และ ดวงตาแห่งชีวิตได้แล้ว  ขอบคุณที่แนะนำ  เขมานันทะ เขียนเก่ง สำนวนดีมาก
Posted by Din on 28 Aug. 2002,08:18
ป้าแอ๊ดอยู่เขต ๒ นาทวี  สะบ้าย้อย  ใช่บริเวณเขาน้ำค้างหรือเปล่าครับ  ปีแล้วปลายปีผมเพิ่งไปเที่ยวอุโมงค์ที่เขาน้ำค้าง  แต่เป็นของทางมลายาเขาครับ bigsmile.gif
Posted by add on 28 Aug. 2002,08:36
ใช่ค่ะ อยู่ที่สะบ้าย้อยเป็นหลัก  ที่นี่มีถ้ำสวยงามมาก  เรียกว่าถ้ำตลอด  ที่จริงป้าแอ๊ดน่าจะตายตอนที่อยู่ที่นั่นหลายครั้งแล้ว  เพราะซ่าแบบไร้วิจารณญาน เช่น  ขี่จักรยานมาคนเดียวจากหมู่บ้านข้างในใกล้ป่าเขาออกมาเขตงานนอก ที่อยู่ใกล้ถ้ำตลอด  นุ่งกางเกงขายาว  ใส่เสื้อเชิ้ต ดูปั๊บเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่สาวชาวบ้าน  เพราะชาวบ้านเขาต้องนุ่งผ้าถุงใช่ไหม?  ซ้ำร้ายพูดภาษาท้องถิ่นก็ไม่เป็น  ขี่จักรยานมาแล้วยังมาแวะขอดูถ้ำหน่อย สวยจังเลย  เหมือนอุโมงค์ใหญ่ๆที่ทำด้วยหินแผ่นเดียว  เพดานเรียบเหมือนคนเจาะ กว้างใหญ่มาก แล้วก็มีน้ำสายน้ำไหลภายในด้วย  เสียดายที่เพื่อนๆคนอื่นๆไม่เคยได้เห็น

     เคยมี อส. เขาพูดมากับชาวบ้านว่า  เขาเคยเห็น นศ.หลายครั้งแล้ว  ถ้าเขาจะยิงก็ยิงได้  แต่เขาไม่ยิง  ป้าแอ๊ดนึกขอบคุณเขา  แต่หักมุมนะ เรื่องนี้ตอนจบ  อส.คนนี้เขาถูก พคท.ยิงตายที่บ้านของเขาเอง ต่อหน้าลูกและเมียขณะที่เขากำลังกินข้าวอยู่  ป้าแอ๊ดเศร้าเสียใจจริงๆ  ก็รู้ว่าเขาเป็นศัตรูแต่เขาก็เคยไว้ชีวิตเรา  ไม่รู้จะพูดยังไงดี  ป้าแอ๊ดเป็นหนี้ชีวิตเขาอยู่
Posted by สข1 on 28 Aug. 2002,11:46
ผมเดาอยู่แล้วละ  เพราะสงขลาเขต 1 ไม่น่าจะมีใครมีสไตล์การเขียนอย่างนี้   คุณ ปาน ปัจจุบันทำงานอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพ  ส่วนคุณ อ้อย  ไม่ทราบว่าเป็นใครเปลี่ยนชื่อหรือเปล่า   เพราะไม่มีสหาย อ้อย (ผมไม่น่าจะความจำเสื่อมนะครับ)
Posted by add on 28 Aug. 2002,11:59
ขอโทษค่ะ  สงสัยจะชื่อเล่นจริงๆ  เป็นกรรมกร  
    คุณเตย ที่ร้องเพลง เสียงหวานใส
    คุณยาย  คนนี้ น่ารักดี  ต้องค่อยๆนึกค่ะ
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 28 Aug. 2002,22:53
รับทราบครับน้าแอ็ด.
Posted by madun on 29 Aug. 2002,16:32
wavey.gif  wavey.gif  wavey.gif  wavey.gif
Posted by นกกะปูด on 29 Aug. 2002,16:52
โธ่..นู๋เห็นพี่มะดันเข้ามา ก็รีบตามมาอ่านเลยค่ะ
คิดว่าจะมีเรื่องหนุกๆ ในป่า มาเล่าให้พวกนู๋ฟังบ้างซะอีก  crying1.gif

นู๋เคยมีข้อสงสัยเรื่องในป่าของผู้หญิง เวลามี "ไอ้นั่น" หน่ะ
นู๋คิดว่าต้องใช้กาบมะพร้าวซะอีก เพราะเคยได้ยินคนเค๊าพูดกันค่ะ
โห...คงจะเจ็บน่าดูเลยเนอะ เหอๆ  ic-17.gif

พี่ซุปเปอร์จี เคยตอบให้นู๋หายสงสัยแล้วค่ะ แต่เพื่อนใหม่ๆ คงยังไม่รู้กัน
ทางพรรคฯ เค๊าจะแจกผ้าผืนสี่เหลี่ยมสีแดงให้ใช้สำหรับขี่ม้าค่ะ
เสร็จแล้วก็นำไปรีไซเคิล ซักตากแดดให้แห้ง แล้วเอามาใช้ใหม่อ่ะค่ะ..
นู๋จำผิดอ่ะป่าวน๊อ????  ได้ข่าวว่าพวกผู้ชายในป่า..ไม่รู้ว่ามันคือผ้าอะไร
ก็เลยขโมยเอาไปใช้เช็ดหน้ากันอ่ะค่ะ เอิ๊กกกกกกกกก  laugh1.gif  laugh1.gif
Posted by add on 29 Aug. 2002,20:21
ถึง คุณ สข1 อย่าเพิ่งเซ็งที่ดิฉันจำชื่อสหายเขตหนึ่งไม่ได้ เพราะขนาดวันนี้ดิฉันเจอสหายเก่าที่เคยอยู่ด้วยกันกับดิฉันที่เขต 2 เขาก็จำไม่ได้เช่นกัน จำได้แต่คุณปานคนเดียว ฮ่าฮ่า ส่วนชื่อที่ดิฉันเอ่ยๆไปคงจะเป็นเขต 2 ที่แยกกันไปอยู่ตามที่ต่างๆ 

   ถึงน้องหนู
   ถ้าพูดถึงการมีประจำเดือนในป่า มันก็เหมือนกับตอนที่รุ่นแม่ต้องเจอความยากลำบากนั่นแหละค่ะ เพราะรุ่น 40-50 ปีก่อนหน้านี้ยังไม่มีผ้าอนามัยใช้ เขาก็ต้องใช้ผ้าถุงเก่ามาฉีกเป็นชิ้น ทำเป็นผ้ารองซับ ผ้าถุง 1 ผืนก็ฉีกได้ประมาณ 4-8 ชิ้น ผ้าถุงสมัยนั้นอเนกประสงค์จริงๆ ใช้นุ่งอาบน้ำ ใช้นุ่งเป็นผ้าถุง ฉีกทำผ้าอ้อมเด็ก แล้วยังใช้เป็นผ้าอนามัยแบบใช้แล้วต้องซักได้อีกด้วย

   ผ้าที่ใช้แทนผ้าอนามัยแต่ละที่แต่ละแห่งก็แตกต่างกันบ้าง ที่น้าแอ๊ดอยู่ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กๆบางๆ ส่วนน้าแอ๊ดพอขึ้นไปตื่นเต้นมาก ไม่มีเลย 8 เดือน เลยไม่ลำบากต้องซักผ้า แต่มาตอนหลังก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าไปได้ผ้าอ้อมเด็กมาจากไหน มีใช้อยู่คนเดียวด้วย สงสัยว่าจะเรื่องมากให้ทางบ้านส่งให้มั้ง 

   ที่ที่น้าแอ๊ดอยู่ ค่อนข้างหาซื้อของง่าย ขนาดซักผ้าไม่สะอาด ยังซื้อไฮเตอร์ขึ้นมาซักได้เลย เพราะฉะนั้นผ้าของน้าแอ๊ดตากไว้ขาวสะอาดเสมอ แต่ไม่เห็นมีใครกล้าหยิบไปใช้เช็ดหน้าสักคน มีแต่ตัวเราเองใช้อยู่คนเดียวสารพัดประโยชน์ เช็ดหน้าเช็ดเหงื่อ โพกหัว ฯลฯ 

   การมีชีวิตอยู่ในป่าร่วมกัน ทำให้รู้จักนิสัยใจคอ และธรรมชาติของแต่ละคนทุกอย่าง เพราะสภาพทำให้เราต้องอยู่ร่วมกันตลอด ไม่สามารถปกปิดซ่อนเร้นให้เป็นความลับได้ พวกผู้ชายก็เลยต้องพลอยรับรู้ไปด้วยเมื่อเห็นสหายหญิงตากผ้าผืนพิเศษนี้
 
   
    ก็ขอเล่าเรื่องต่อนะ

         ฉันเดินขึ้นไป ก็เห็นป้อมยามที่สร้างด้วยไม้ต้นเล็กๆ มีหลังคาใบอะไรที่คล้ายๆใบจากมุงอยู่  ไม่มีที่นั่ง มีทหารยามยืนอยู่ 1 คน ฉันจับมือทักทายกับทหารยาม แล้วเดินตามพวกเขาเข้าไปในค่าย สิ่งที่ฉันเห็น เป็นโรงเรือนมุงหลังคาด้วยใบแบบเดียวกับที่ป้อมยามมีมากมายหลายหลัง เล็กบ้างใหญ่บ้าง ตรงกลางเป็นลานกว้าง ดินแดง แต่ฉันยังไม่ทันจะพิจารณาก็มีคนเข้ามาจับมือทักทายมากมาย มากเสียจนฉันคิดว่า นี่มันในป่าหรือหน้าหอใหญ่กันแน่ เพราะมีทั้งเพื่อนๆที่อยู่สถาบันเดียวกันและต่างสถาบัน มีผู้นำนักศึกษา ดาราไฮปาร์ค มีกรรมกรอีกมาก แล้วก็มีนักศึกษาอีกส่วนที่มาจากสถาบันในจังหวัดแถบนี้ งงจริงๆ เพราะชาวนาที่เป็นคนพึ้นที่มีประมาณสัก 10 คนเห็นจะได้ นอกนั้นเป็นพวกเรามาจากในเมืองร่วมร้อยคน แล้วก็มีสหายมุสลิมอยู่สองสามคน

       ฉันถูกรุมถามโน่นถามนี่ด้วยความอบอุ่น แล้วพวกเขาก็พาฉันไปที่บ้านสหายหญิง เป็นโรงเรือนใหญ่ยาวโล่งๆ ปูพื้นด้วยแคร่ (หมายถึงฟากไม้ไผ่ ) ไม่มีฝากั้น ใช้ใบไม้สานๆมาบังไว้เหมือนบังตารอบๆ เขาก็ช่วยกันจับจองว่าให้ฉันนอนตรงนี้นะ ให้เอาเป้ออกมาวางไว้ 

      ฉันก็พอจะมีเวลาได้พิจารณาค่ายต่อ 
      ตรงกลางเป็นสนาม  ถัดจากสนามเป็นโรงเรือนศูนย์กลางสำหรับเป็นโรงเรียน เป็นที่ประชุม ฯลฯ ต่อมาข้างขวาเป็นบ้านสหายหญิง ข้างซ้ายเป็นโรงพยาบาลเล็กๆ บ้านสหายชาย โรงพลาธิการซึ่งเก็บพวกอาหาร อุปกรณ์ต่างๆ โรงครัว นอกจากนี้จะมีบ้านหลังเล็กๆเหมือนกุฏิพระเรียงรายอยู่ทั่วไป เป็นบ้านของคนที่แต่งงานแล้ว สิ่งที่ใช้มุงหลังคา คือ ใบหวาย ห้องส้วมเป็นส้วมหลุม อยู่ไกลออกไป ส่วนที่อาบน้ำก็ต้องลงไปข้างๆจะเป็นลำห้วย แยกหญิงแยกชาย ไม่เห็นกัน


       ก่อนเวลากินข้าวเย็นก็ยังเหลือเวลาพูดคุยกันอยู่ ฉันและสหายหญิงก็กำลังจะออกมาที่ลานข้างหน้า พลันก็ได้ยินเสียงร้องหวีดว้าย พวกเราที่เพิ่งเดินออกมาจากบ้านสหายหญิงก็พากันงงว่าเกิดอะไรขึ้น ? สักพักก็เห็นสหายหญิงคนหนึ่งอุ้มชะนีตัวเล็กๆ (ตอนแรกก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นตัวอะไร เพราะแยกไม่ออกระหว่างลิงกับชะนี แต่ตอนหลังสหายเขาก็บอกว่า ชะนีมันจะมีหน้าขาวๆ )สีดำเร่งรีบเดินมาพร้อมกับร้องไห้ พวกเราไม่ต้องไปหาข่าวเพราะสักครู่ต่อมาผู้สื่อข่าวจำเป็นทั้งหลายก็วิ่งมาเล่าให้พวกเราฟังว่า สหายเก่า(หมายถึงสหายชาวนา เขาไปยิงแม่ชะนี จึงได้มาทั้งแม่และลูก เพราะลูกชะนีจะไม่ยอมห่างจากแม่ แม่ชะนียังไม่ตาย พอมาถึงที่ค่ายสหายคนนั้นก็จัดการฆ่าแม่ชะนีที่บาดเจ็บด้วยการฟาดกับก้อนหินใหญ่ พวกนักศึกษาก็รับไม่ได้ ร้องด้วยความตกใจ และสหายหญิงคนนั้นเกรงว่าลูกชะนีจะถูกฆ่าด้วย จึงเข้าไปแย่งเอาตัวมันมา 

      ขึ้นมาถึงค่ายวันแรกฉันก็เจอเรื่องประทับใจเสียแล้ว 
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 29 Aug. 2002,23:01
น้าแอ็ดครับผมอยากทราบว่าตอนก่อน ๖ ตุลานี่น้าแอ็ดเคลื่อนไหวอย่างไร อยู่กับกลุ่มไหนหนะครับ ยังไงเล่าแทรกตรงจุดนี้หน่อยนึงนะครับ
Posted by add on 29 Aug. 2002,23:35
น้าแอ๊ดอยู่กลุ่มผู้หญิง แต่ก็ไปช่วยการประท้วงที่มีแทบทุกครั้ง  ตั้งแต่ชาวนาประท้วงจนตอนหลังก็กรรมกรประท้วง  ช่วยตั้งแต่  กวนกาว  ติดโปสเตอร์  ไปจนถึงร่วมประท้วงด้วย
Posted by add on 31 Aug. 2002,09:01
วันนี้วันพระ 

     ดิฉันไปทำบุญแต่เช้าที่วัดใกล้ๆบ้าน ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้แก่สหายและคนอื่นๆที่เสียชีวิตไปในช่วงเหตุการณ์หลัง 6 ตุลา.......

  แด่ สหายผู้วายชนม์ 

     สหายซู เป็นนักศึกษาที่ขึ้นมาอยู่ป่าได้ไม่นานก็ขอลงเพราะทนกับสภาพไม่ไหว เขาคิดมาก คลุ้มคลั่ง ขนาดที่วันๆเอาแต่ปีนต้นไม้ ตอนหลังทางจัดตั้งก็ไปส่งเขากลับ แต่ได้ข่าวว่าเขาเสียชีวิตระหว่างทาง ก็ไม่ทราบความจริงเป็นอย่างไร

     สหายวงศ์ เป็น นักศึกษามุสลิมที่หน้าตาดี สุภาพ เรียบร้อย ไปซุ่มยิงตำรวจ แต่กลับถูกระเบิดเสียชีวิต ศพถูกลากไปประจานในหมู่บ้าน 

     เด...เป็นสหายที่พวกเรารักเคารพ นับถือเหมือนพ่อ เขาใจดีมาก พวกเราจึงเรียกเขาว่าเด แปลว่าพ่อ ไม่รู้จะเป็นภาษาจีนแคะหรือเปล่า ไม่แน่ใจ เขาเสียชีวิตที่กท.เมื่อไม่นานมานี้เอง

     สหายทด ชื่อจริง พิเศษพร โควินทวงศ์ เป็นเพื่อนสนิทที่อยู่ในป่า เป็นคนตัวเล็กที่ชอบบ่นๆๆ ตอนหลังลงมาทำงาน นสพ. เสียชีวิตเมื่อช่วงปี 2541 เพราะอุบัติเหตุรถยนต์

     คุณอารี เป็นสหายมุสลิม อายุกลางคน พูดจานิ้มนิ่ม เขาจะเดินตัวตรง เดินเนิบๆ เขาชอบแกล้งดิฉันมากที่สุด แต่แกล้งแบบสไตล์ของเขา คือ ทำหน้าตาย เช่น หลอกว่า อยากรู้ว่าถั่วที่ต้มนี่จะเค็มพอดีหรือยัง ให้ชิมน้ำที่ต้มดู ดิฉันโง่ ก็ชิม เค็มปี๋เลย เขาก็หัวเราะชอบใจ แล้วเขาก็ชอบแอบมาฟังดิฉันร้องเพลงรักเก่าๆกล่อมน้องๆก่อนนอน ฮ่าฮ่า ขนาดอยู่บนโน้นยังไม่วายร้องเพลงรักเลย เขาเสียชีวิตเพราะถูกรถชนเมื่อหลายปีแล้ว

     สหายสมชาย แต่งงานกับกรรมกร หลังจากลงมาจากป่าแล้ว ไปทำมาหากินที่สุราษฎร์ ถูกยิงเสียชีวิต

     สหายเมฆ ไม่แน่ใจว่าเขาเสียชีวิตจริงหรือเป็นแค่ข่าวลือ
     สหายอื่นๆที่ไม่ได้เอ่ยนาม
     อส.คนที่ไว้ชีวิตดิฉัน
     ตำรวจและทหารทั้งหลายที่เสียชีวิต


     ดิฉันขอให้ดวงวิญญาณของพวกเขาทั้งหลายจงไปสู่สคติด้วยเทอญ........

     สำหรับพวกเราทุกคน ขอให้ได้รับบุญที่ดิฉันได้เผื่อแผ่ให้ในครั้งนี้ด้วยเถิด
     

Posted by Din on 31 Aug. 2002,09:20
ป้าแอ๊ดไม่ได้ไปร่วมงานที่อนุสรณ์สถานหรือครับ bigsmile.gif   กระผมกำลังเตรียมตัวไปครับ  รอตากผ้าก่อนครับ  เครื่องซักผ้ายังปั่นอยู่เลยครับ  biggrin.gif

เด  กระผมเข้าใจว่าเป็นภาษาจีนไหหลำขอรับ  แปลว่า พ่อ ครับผม
Posted by add on 31 Aug. 2002,09:24
ไม่ได้ไปค่ะ กลัวเจอคุณดิน  ฮ่าฮ่า
    เลยทำบุญที่บ้าน
Posted by Din on 31 Aug. 2002,09:33
กระผมเตรียมNotebookกับกล้องดิจิตอลไปด้วยขอรับ  ว่าจะไปช่วยถ่ายทอดบรรยากาศงาน  ป้าแอ๊ดติดตามชมการถ่ายทอดสด(ฮ่า ฮ่า) ที่บ้านตุลานะขอรับ  biggrin.gif
Posted by สข1 on 02 Sep. 2002,10:46
คืนวันที่ 5 ตุลาคม   เรานั่งปรึกษากันถึงสถานะการณ์และงานที่จะต้องทำในวันรุ่งขึ้น   เราพอจะทราบว่า  แกนนำในการชุมนุมครั้งนี้ไม่ค่อยจะเป็นเอกภาพนัก    บางคนมีความเห็นว่า   ควรจะปลุกระดมการชุมนุมใหญ่   และเผด็จศึกโดยเร็ว    บางคนก็มีความเห็นว่า    ควรจะชุมนุมยืดเยื้อ   เพราะช่วงหลังชนชั้นปกครองก็สร้าง สถานะการณ์ จนประชาชนเริ่มรู้สึกชินชาและเบื่อหน่าย    เห็นว่าพวกนักศึกษาจะประท้วงไปเสียทุกเรื่อง     เรื่องสถานที่บางคนก็เห็นว่า  สนามบอลธรรมศาสตร์   มีรั้วรอบขอบชิด   น่าจะดูแลรักษาความปลอดภัยได้ง่ายกว่า    แต่บางคนเห็นว่าสนามหลวง   เป็นที่โล่งแจ้ง  ศัตรูคงจะไม่กล้าทำอะไรที่รุนแรง   ผลสุดท้ายตัวแทนที่เข้าร่วมการประชุม    ก็แจ้งว่าให้กลับไปปลุกระดม  นักศึกษาในแต่ละสถาบันมาร่วมชุมนุมใหญ่  และจะชุมนุมจนกว่าจะไดัชัย

ผมยืนรอรถเมล์ที่สนามหลวง    เราเห็นมีคนจำนวนหนึ่งกำลังขุดอะไรอยู่ที่สนามหลวงฝั่งธรรมศาสตร์    ดูเหมือนขุดสนามเพลาะ      เพราะเราก็เรียน รด.มา     แต่ก็คิดในใจว่า  กูไม่กลัวพวกมึงหรอก

เรากลับมาทำงานอย่างขะมักเขม้น   เตรียมเวที  เครื่องเสียง   ติดโปสเตอร์   เตรียมคนและหัวข้อที่จะขึ้นไฮด์ปาร์ก   ขณะเดียวกันก็ฟังสถานีวิทยุยานเกราะไปด้วย   ประมานตีหนึ่ง  เริ่มมีการรายงานข่าวว่ามีการต่อสู้ด้วยอาวุธ ที่ธรรมศาสตร์     ผุ้ชุมนุมมีอาวุธสงคราม     เราก็ยังคงทำงานอย่างเร่งรีบ    โดยไม่สนใจและไม่เชื่อข่าวของยานเกราะ  ประมานตีห้าเพื่อนเราคนหนึ่งบอกว่าจะไปสำรวจสถานะการณ์ก่อน     ให้ส่วนที่เหลือระดมนักศึกษาตามไปสมทบ   เจ็ดโมงกว่านักศึกษาเริ่มทยอยกันเข้ามา   “เพื่อนๆนักศึกษาที่รักทั้งหลาย     หนี้เลือดเมื่อสามปีก่อนยังไม่ได้รับการชำระ  บัดนี้ฆาตกรได้อาศัยผ้าเหลือง    กลับเข้ามาย่ำยีวิญญาณเพื่อนวีรชนของเรา   เพื่อนๆจะทนนิ่งเฉยอยู่ไดอย่างไร”   เสียงไฮด์ปาร์กบนเวที      ยังคงเรียกร้องเพื่อนนักศึกษาให้เข้ามาชุมนุมอย่างต่อเนื่อง     แต่เพื่อนที่ไปสำรวจสถานการณ์ กลับมาบอกว่า  เฮ่ยมันยิงกันสนั่นเลยว่ะ     ไม่รู้ว่าพวกข้างในเป็นยังไงบ้าง   เห็นมีควันไฟด้วย    พวกเราจึงรีบเก็บข้าวของเดินทางออกจากสถาบัน    เราตกลงว่าจะแยกย้ายกันไปดูเหตุการณ์     อีกสามวันนัดเจอกัน แล้วค่อยคิดอ่านกันอีกที

ช่วงบ่ายผมแอบย่องไปดูเหตุการณ์ที่บริเวนท้องสนามหลวง     ตก   6  โมงเย็น  คณะปฏิรุปการปกครองยึดอำนาจ    และประกาศภาวะฉุกเฉิน   สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายหนัก   เมื่อมีการกวาดจับผู้ก่อการร้ายเพิ่มตามบ้านเรือน   และสถานที่   ต่างๆในวันต่อๆมา   มีข่าวพบอุโมงลับ     อาวุธสงคราม     เอกสารล้มล้างรัฐบาล     หนังสือลัทธิคอมมิวนิสต์  ฯลฯ

ผมได้เดินทางกลับสู่เขตสงขลาในป่าเขาอีกครั้ง   มีสหายกลุ่มกรรมกร   และนักศึกษาขึ้นมาก่อนแล้วประมาน 30 คน เห็นจะได   ส่วนใหญ่ขึ้นมาก่อนเกิดกรณี   6   ตุลาด้วยซ้ำ     เขาบอกว่าพรรคได้วิเคราะห์สถานะการณ์ล่วงหน้า   ว่าจะต้องมีการปราบใหญ่ในเมือง     ให้ทุกเขตงานเตรียมพร้อมเพื่อรับกับสถานะการณ์ ที่จะมีคนหลั่งไหล   เข้าป่าเป็นจำนวนมาก     ส่วนผู้ปฏิบัติงานในเมือง  ที่แดงและมีความสุกงอม  ให้เข้าป่าเพื่อหลบภัยขาว   และเข้าสู่สถานะการณ์สู้รบที่แหลมคมยิ่งขึ้น

ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝนฝนตกทุกวัน     ภาระกิจเฉพาะหน้าคือการสร้างค่ายใหม่     สหายนำบอกว่า   เมื่อหมดหน้าฝน เราจะต้องเผชิญกับการล้อมปราบอย่างแน่นอน   ค่าย้ใหม่เราสร้างอยู่บนสันควนแคบๆแห่งหนึ่ง     อยู่เหนือค่ายไร่ ขึ้นมาประมานครี่งชั่วโมง    มียอดเขาบังทั้งข้างหน้าและข้างหลัง    ลักษณะยากที่ลูกปืนใหญ่จะยิงตกลงมาที่ค่าย   และยากที่เครื่องบินจะปักหัวทิ้งระเบิดลงที่ค่าย  (สหายเขาบอกผมอย่างนี้นะครับ)   เนื่องจากเป็นสันเขา ไม่มีสายน้ำไหลผ่าน   จึงต้องใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกแล้วตีข้อออก     ทำรางน้ำประปาต่อน้ำจากยอดเขา    มาใช้ในค่าย  มีการขุดหลุมหลบภัย      เพื่อหลบภัยทางอากาศและการยิงถล่มด้วยปืนใหญ่

สหายที่มาจากในเมืองไม่เคยทำงานหนัก   ไม่เคยใช้ชีวิตในป่า    การเป้ของหนัก   เดินขึ้นเขา   เดินหลงทาง  หกลม  ตกน้ำตกขอน    เป็นเรื่องธรรมดา     แต่ถือว่าทุกคนมีจิตใจสู้รบและอดทนสูงมาก    เริ่มมีปัญหากระจองอแงเล็กน้อย  แต่ก้ยังไม่ถึงกับแปรเป็นความขัดแย้ง    มีสหายใหม่ขึ้นเกือบทุกวัน   ช่วงนี้ผมคาดว่ามีประมานร่วมร้อยคน ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาววัยประมาน 20 เศษ   มีเด็กนักเรียนมัธยมบ้าง    ล้วนแต่มีจิตใจเร่าร้อนกันทั้งนั้น   ทุกคนประกาศเจตณารมณ์แน่วแน่ว่า    จะยืนหยัดต่อสู้โค่นล้มชนชั้นปกครอง    จนกว่าจะได้ชัย    ส่วนใหญ่ก็คาดการว่าใช้เวลาไม่เกินสามปี    บางคนบอกไม่น่าจะเกินปีด้วยซ้ำ    เราทำงานกันอย่างเร่งรีบ สร้างที่พัก  ขุดหลุมหลบภัย  เตรียมสะเบียง  หยูกยา  อาวุธยุทโธปกรณ์  ทำขวาก  ดักทุ่น  นอกจากทำงานหนักกรำฝนแล้ว    ชีวิตความเป็นอยู่ยังไม่ถือว่าลำบากนัก  ทุกคืนหลังฟังข่าว  วิเคราะห์สถานะการณ์แล้ว    สหายในเมืองก็จะเอากีตาร์ มาเล่นร้องเพลงกัน      เริ่มมีการจัดตั้งแบ่งหมวดหมู่กัน  เริ่มมีการให้การศึกษา    ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาจิตใจวีรชนที่ปฏิวัติ   เช่น หลิวหูหลาน    จางซือเต๋อ    คติพจน์    และเป็นครั้งแรกที่ผมมีข้อโต้แย้ง  เล็กๆกับท่านผู้นำการศึกษา     เมื่อเขากล่าวว่า  ประธานเหมากล่าวว่า  คนเราเกิดมาต้องตาย   บ้างเบากว่าขนนก  บ้างหนักกว่าขุนเขา    ตายเพื่อชนชั้นปกครองผู้กดขี่ขูดรีด     ย่อมเบากว่าขนนก     ตายเพื่อพรรคเพื่อประชาชน  ก็หนักกว่าขุนเขาไท่ซาน    ผมก็ขอพูดว่า  ความจริงคำพูดนี้เป็นคำพูดของ ซือหม่าเชียน  ประธานเหมาเอาของเขามาพูด อีกที     เขาก็บอกว่า ก็อาจจะไช่แต่เราต้องให้เกียรติแก่ท่านปรมาจารย์    ผมก็ว่าซือหม่าเชียนก็เป็นนักปราชญ์นะครับ  หลังจากนั้นก็มีเสียงซุบซิบว่าผมเย่อหยิ่ง  วีรชนเอกชน  ไม่เชื่อจัดตั้ง  

เดือนธ้นวาคมฝนหยุดตก  เราเริ่มได้ยินเสียงเครื่องบินวนเวียน   ใกล้บ้างไกลบ้าง   สหายเก่าว่าเป็นเครื่องบินตรวจการ    มาสำรวจหาเป้าหมาย    ถ้าเป็น  ov10  ถึงจะเป็นเครื่องโจมตี    ต้องระวังเรื่องควันไฟ   วัตถุสะท้อนแสง    เสื้อผ้าที่ตากในที่แจ้ง    เราเริ่มจะคุ้นกับการที่ต้องกุลีกุจอ   เก็บเสื้อผ้า    เก็บผ้ายาง   เมื่อได้ยินเสียงเครื่องบินแต่ไกล  

วันที่ 24 ธันวาคมขณะที่กำลังกินข้าวเย็น  เสียงเครื่องบิน ov10 ดังเข้ามาใกล้กว่าวันอื่นๆ   และแล้วเสียงระเบิดตูมแรกก็ดังขึ้น    และจากวันนี้เป็นต้นไป   ก็ได้ยินเสียงเครื่องบินทุกวัน    ระเบิดก็มาไม่เป็นเวลา ทุกวัน  เสียงระเบิดใกล้เข้ามา   จนพื้นที่ค่ายสะเทือน    ผมเคยเดินไปไร่    เจอหลุมระเบิดเล็กกว่าสนามฟุตบอล   แต่ต้นไม้ขนาดสองคนโอบเอายอดปักลงหลุม  เอาโคนชี้ฟ้า    วันที่ 26 ธันวาคม   หน่วยลาดตระเวนประทะบังเอิญ  กับทหารศัตรู   การโจมตีทางอากาศยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง    วันที่  30  ธันวาคม  หน่วยลาดตระเวน  เหยียบทุ่นระเบิด    สหายน้อยขาขาดเสียชีวิต     สหายวิเชียร ถูกสะเก็ดทุ่นตาบอดข้างซ้าย

ทหารศัตรูได้ถอนกำลังในอีกไม่กี่วันต่อมา    เรายังคงเตรียมต้านการล้อมปราบอย่างเร่งรีบ    มีการฝึกทหาร    ให้การศึกษาเตรียมพร้อมทางด้านจิตใจ      สหายใหม่ยังคงมีมาอยู่เรื่อยๆ    พร้อมกับข่าวสารในเมือง   ซึ่งก็เพิ่มความแค้นและจิตใจสู้รบให้กับสหายที่ขึ้นมาก่อน
Posted by นกกะปูด on 02 Sep. 2002,13:19
โห.. สนุก ตื่นเต้น เร้าใจ และน่ากลัว จริงๆ ค่ะ again.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 02 Sep. 2002,18:35
มันส์มากครับ รออ่านอย่างกระชั้นชิด ตามติดที่ต้นคอสหาย สข1 เลย
แล้วสหายน้าแอ็ดหายไปไหนเนี่ยสหายนก ตามกลับมาด่วน จัดตั้งจะเรียกประชุมฟังถ้อยแถลงสำคัญ ของสหาย สข1 ความลับจะถูกเปิดเผยแล้ว  ic-12.gif
Posted by สข1 on 03 Sep. 2002,09:51
ไม่เซ็งหรอกครับคุณแอ๊ด    ความจริงเวลาสหายไปเยี่ยมหรือย้ายเขตก็มักจะเปลี่ยนชื่อ    ก็เลยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร   จำได้ว่าคุณปานเคยไปศึกษาเรื่องศิลปะวัฒนธรรมที่เขตไหนผมจำไท่ได้แล้ว  ไม่ทราบว่าเจอกันตอนนั้นหรือเปล่า
Posted by สข1 on 03 Sep. 2002,09:54
แม้จะเดินทางไปไกลสักหมื่นโยชน์         เพื่อประโยชน์ของมวลชนคนทั้งผอง
แม้เลือดเนื้อน้ำตาข้าจะนอง                   เพื่อแสงทองวันข้างหน้าข้าจักไป

หลังจากศัตรูถอยไปแล้ว    มีเวลาให้เราเตรียมความพร้อมเพิ่มขึ้นอีกระยะหนี่ง   นอกจากยังคงต้องทำงานเกี่ยวกับที่อยู่ที่กินแล้ว  ส่วนใหญ่จะเป็นการเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจและการสู้รบ    ปรับตัวเรื่องการใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างสหายเก่าและสหายใหม่  ฝึกทหาร   ศึกษาหลักการทหาร   วินัยทหาร   สหายเก่าจะเล่าประสบการในการสู้รบ  และการต้านการล้อมปราบให้พวกเราฟัง    ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นวีรกรรมอันน่าชื่นชมของ ทปท.  เพราะ ทปท.รบด้วยจิตใจรับใช้ประชาชน    เป็นกองทัพที่มีความคิดทางการเมืองที่ถูกต้อง    มีพรรคฯชี้นำ   ส่วนทหารศัตรูล้วนมารบเพราะถูกบังคับ   กลัวยากลำบากและกลัวตาย   จึงเป็นเสือกระดาษที่ไม่มีพิษสงอะไร   นอกจากนี้ยังมีมวลชนคอยให้การสนับสนุนเรา    เพราะเราทำสงครามที่เป็นธรรม    ทำสงครามเพื่อปลดปล่อยประชาชนที่ถูกกดขี่ขูดรีด    ส่วนศัตรูเป็นฝ่ายอธรรม    ทำสงครามเพื่อดำรงฐานะของความเป็นผู้กดขี่ขูดรีดให้ยั่งยืนต่อไป

วันที่ 11 มกราคม  หน่วยลาดตระเวนประทะบังเอิญกับทหารศัครูอีกครั้ง   ครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลมาเลเซีย   ภายใต้โครงการ  ดาวใหญ่มุสนา(ผมจำไม่ได้ว่าโครงการหนึ่งหรือโครงการสอง)   สถานะการณ์ล้อมปราบได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง

ศัตรูโจมตีเราทั้งกลางวันและกลางคืน    กลางวันใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด   กลางคืนถล่มด้วยปืนใหญ่    เสียงปืนใหญ่ใกล้เข้ามาทุกที   ช่วงหลังจะได้ยินเสียงเสียงยิงออกจากปากกระบอก   แล้วเสียงลูกปืนใหญ่แหวกอากาศดังวี้ด....แล้วก็ระเบิดดังตูมจนพื้นดินสะเทือน    สหายบอกว่านั่นแสดงว่าศัตรูใกล้เข้ามาแล้ว    ถ้าเครื่องบินและปืนใหญ่หยุดยิงเมื่อไหร่   แสดงว่ากำลังทหารราบจะบุกเข้าเคลียร์พื้นที่

กลางวันเรายังพอจะทำงานบางอย่างได้บ้าง    สหายพี่เลี้ยงต้องตื่นขึ้นมาทำครัวตอนตีสาม    ส่วนมื้อเย็นก็จะทำประมานหนึ่งทุ่ม  ส่วนกลางคืนต้องนอนในหลุมหลบภัย   สหายเก่าไม่เคยแสดงอาการหวาดกลัวหรือกังวลใดๆให้เห็นเลยเลยแม้แต่คนเดียว   ทั้งๆที่ตอนนั้นเรามีสหายเก่าเพียงสิบกว่าคน    มีปืนยาวอยู่เจ็ดกระบอก ปืนสั้นและระเบิดมืออีกเล็กน้อย(เป็นข้อมูลที่ผมทราบภายหลัง)   ส่วนสหายใหม่ก็ไม่มีใครแสดงอาการอะไรจนเกินเหตุ  ยกเว้นสหายชายกลุ่มกรรมกรสองคน    จะไม่นอนทั้งคืน    พอเสียงลูกปืนใหญ่ยิงออกจาดปากกระบอก    ก็ร้องมันยิงอีกแล้วสหาย    พอเสียงระเบิดดังตูมก็ร้อง  ไอ้หยาตายแล้วสหายมันยิงเกือบถูกแลัวสหาย   ช่วงระหว่างรอยิงลูกต่อไป  ก็เรียก สหายกลัวจังเลย   จะนอนหลับได้อย่างไร   ขึ้นมาคุยกันเถิด  เป็นอย่างนี้ทั้งคืนและทุกคืน   คนอื่นๆยังไงก็คงจะหลับในที่สุด พอตื่นเช้าก็ปีนขึ้นมาจากหลุมหลบภัย    ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งคนตอนเอามือเกาะขอบหลุมกำเอาขี้ของใครเข้าเต็มมือ  เพราะจะมีกองขี้กองโตอยู่ขอบหลุมสองกอง   ย้ายตำแหน่งไปเรื่อยๆ   พอมีการวิพากษ์วิจาร์ณมากเข้า    ก็มีกองขี้ไปอยู่ที่ปากหลุมสหายหญิง    บางทีก็ไปอยู่ใต้เปลสหายอื่นๆ  

ในที่สุดจัดตั้งก็ตัดสินใจเคลื่อนย้ายกำลังทั้งหมดไปให้พ้นจากรัศมีคุกคามของศัตรู   วันที่ 23 มกราคม  เรากินข้าวเช้าและเตรียมข้าวของเสร็จ     เริ่มออกเดินทางกันแต่เช้า  ในขบวนนอกจากจะมีคนเจ็บที่ต้องหาม    ยังมีคุณโสภิต  และคุณทิพย์ที่กำลังตั้งท้องประมาน 4-5 เดือน   (คุณทิพย์คุณเทพเป็นมวลชนที่หลบภัยล้อมปราบขณะตั้งท้อง   พร้อมกับลูกสาวอีกสองคน   ชื่อแพนและหนุ่ย   อายุ 7 ขวบและ 5ขวบ  แต่เด็กสองคนใช้ชีวิตในป่าได้ดีกว่าสหายที่มาจากในเมืองเสียอีก   ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลยตลอดระยะเวลาที่เดินทาง)    เรากะจะถอนกำลังส่วนใหญ่ที่เทอะทะและไม่คล่องตัวให้ห่างออกไปเพื่อให้พ้นรัศมีการคุกคามเท่านั้น   แต่เดินทางไปได้เพียงช่วงเดียวเท่านั้น    กองหน้าก็พบว่ามีทหารมาเลเซียตั้งค่ายดักอยู่ข้างหน้า    ทำให้เราต้องเปลี่ยนเส้นทางอย่างกระทันหัน    จากนี้ไปจะเป็นการเดินไปตายเอาดาบหน้าอย่างไม่มีจุดหมายที่แน่นอน     โดยมีสหายวิทย์เป็นผู้นำทาง   เพราะฉนั้นคืนนั้นหลังจากถึงที่พ้กแล้ว   ผมและสหายส่วนหนึ่งจึงถูกมอบหมายให้เดินทางกลับไปที่ค่าย    เพื่อเอาข้าวของอุปกรณ์ที่สำคัญ   พร้อมทั้งดักทุ่น    เราทำงานท่ามกลางเสียงปืนใหญ่และพื้นดินที่สั่นสะเทือน      บางครั้งมีเสียงอะไรร่วงกระทบหลังคาดังส่าส่า  เสร็จเอาตอนรุ่งสาง    เรารีบออกเดินทาง     คุณเริ่มก้มลงเก็บอะไรที่พื้นส่งให้ผมแล้วบออกว่า  สะเก็ดลูกปืนใหญ่

เราออกเดินกันตั้งแต่เช้าจรดเย็น     มีเสียงเครื่องบินวนเวียนอยู่เหนือหัว  พร้อมๆกับมีเสียงปืนใหญ่ดังไล่หลังเรามา  รุ้สึกว่าเดินยังไงเสียงก็ไม่ห่างออกไป   พอใกล้ค่ำก็จะหาที่เหมาะๆค้างคืน    บางคืนไม่มีสายน้ำ  สหายก็จะหาบริเวนที่ชื้นแฉะบางทีอาจเป็นปลักหมู    ขุดเป็นหลุมลึกประมานศอก   กว้างราวๆ 2-3 ฟุต   ทำความสะอาดหลุม แล้วปล่อยให้น้ำซึมออกมา     เพื่อใช้ทำอาหาร   รวมทั้งใครจะอาบน้ำแปรงฟันด้วย   น้ำใสแจ๋วเป็นตาตั๊กแตนเชียวละ   การหุงข้าวจะหุงตอนถึงที่พักของแต่ละวันแล้วเผื่อถึงมื้อเช้า    เพราะเราจะกินมื้อเช้าตั้งแต่ฟ้าเริ่มสว่างรางๆ    (เพราะตามหลักการทหารเวลาเช้ามืดเป็นเวลาที่เหมาะแก่การเข้าตี)   เผื่อมีเหตุฉุกเฉินอย่างน้อยท้องก็อิ่มแล้ว   แล้วก็ออกเดินทางทันที   อาหารหลักคือข้าวเปียกกินกับ เคยจี่  หรือน้ำเคย    ส่วนผักก็เก็บเอาระหว่างทางเดิน    คุณเริ่มจะเป็นผู้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องผักเรื่องหญ้า     รู้สึกอะไรที่แกจับจะกินได้หมด    ไม่เป็นอาหารก็เป็นยา   ตอนหลังพวกเราก็เรียนแบบบ้างพอตักข้าวราดน้ำเคยเสร็จ   ก็เลือกต้นอะไรที่พอใจแล้วก็เด็ดยอดกินกับข้าว    พอมีใครถามว่ากินยอดอะไร   เราก็จะตอบว่ายอดเอื้อมถึง     มีอยู่คืนหนึ่งเรากว่าจะหาที่พักได้ก็สองทุ่มกว่าแล้ว    หิวมากคุณเริ่มยืนอยู่ที่ต้นไม้สูงท่วมหัวที่เต็มไปด้วยยอดอ่อนต้นหนึ่ง  แล้วบอกว่ากินได้เป็นยาด้วย  พวกเราหลายคนก็เลยเด็ดกินกันใหญ่   ประมานชั่วโมงกว่าที่พี่เลี้ยงทำอาหารเสร็จ   แต่พวกเราทั้งปวดหัวปวดท้อง   บางคนอาเจียรกินอะไรไม่ได้อีกเลย  การเดินทางเคลื่อนที่ได้ไม่เร็วนัก     นอกจากต้องรอๆกันไป     เพราะมีทั้งคนเจ็บ    คนท้องและเด็กแล้ว     ยังต้องคอยตามคนหลงอีก   แค่คีนที่สองของการเดินทาง    ตอนรวมพลเช็คชื่อหลังกินข้าวก็หายไป 7 คน    กว่าจะตามกลับมาก็เที่ยงคืน    สหายหญิงคนหนึ่งถึงกับร้องไห้บอกว่า  เดินทิ้งกันนี่(สหายเล็ก)   ระหว่างพักค้างคืนเราจะวางเวนยามและมีการดักทุ่นยาม    คืนหนึ่งมีเสียง ปัง  ดังขึ้นหนึ่งที   เราลุกขึ้นเตรียมพร้อมทันที  ผลคือหน่วยลาดตระเวนสะดุดทุ่นยาม    สหายสันถูกสะเก็ดทุ่นที่หัวเข่าข้างขวา    เราเลยมีคนเจ็บที่ต้องหามเพิ่มอีกหนึ่งคน

เราเดินอยู่อย่างนี้ประมานหนึ่งอาทิตย์    ก็ถึงที่ราบแห่งหนึ่งเป็นป่าโปร่ง    มีสายน้ำสายใหญ่ไหลผ่านเกือบรอบ  อากาศดีมาก  คุณวิทย์บอกว่าที่นี่พ้นจากรัศมีคุกคามของศัตรูแล้ว     เราจะพักกันที่นี่ไม่ต้องไปไหนอีกแล้ว    ให้ทุกคนระวังเรื่องเสียลับ    ผมดีใจมาก   เราอาบน้ำซักผ้าตากแดด    พักผ่อนอย่างมีความสุข    สหายบางคนไปหาปลา   ได้ปลาตัวโตเท่าแขนมามากมาย   (สหายบอกเรียกปลาหวด  ผมไม่เคยเห็นปลาชนิดนี้จนบัดนี้)    รสชาติอร่อยมาก   เราได้กินปลาอย่างอิ่มหมีพีมัน    แต่อยู่ได้แค่สามวันเท่านั้น     บ่ายวันที่สี่ขณะที่เรากำลังพักผ่อนกันก็ได้ยินเสียงปืนรัวขึ้น     ทุกคนรีบลุกขึ้นเตรียมพร้อมเข้าแผน    เราเข้าใจว่าถูกศัตรูโจมตี   อีกสักพักจึงได้ยินเสียงเครื่องบิน    พร้อมกับเสียงปืนยิงกราด    เราออกเดินทางในทันที

ตอนนี้เราเลยกลายเป็นกองทัพเร่ร่อนต้องเดินไปเรื่อยๆ     สะเบียงก็หมด    ต้องเดินไปตามจุดที่สหายเก่าเคยเก็บซ่อนสะเบียงเอาไว้    ส่วนใหญ่จะเป็นค่ายเก่ายุคบุกเบิก    ได้ข้าวสารที่แข็งเป็นก้อนสีออกเหลืองๆดำๆ    เอามาทั้งล้างทั้งขยี้   ต้มแล้วก็ยังเป็นข้าวต้มเหลืองๆดำๆ   รสขมๆเผ็ดๆ     กินได้โดยไม่ต้องมีกับ    ส่วนปลากระป๋องก็ผุจนสามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้มีด    แต่ก็กินได้เหมือนกัน    วันหนึ่งเราเดินอยู่บนสันเขาลูกหนึ่งเข้าใจว่าสูงมาก   เป็นป่าโปร่งต้นไม้ไม่สูงใหญ่    แต่มีมอส   ไลเคน  เกาะตามเปลือกทุกต้น    อากาศหนาวมาก    มีหมอกปกคลุมตลอดทาง    มีเมฆลอยสูงผ่านระดับแข้งเป็นระยะๆ    ขนาดเดินกันเหนื่อยจนเหงื่อออกซิบๆ    ก็ยังรู้สึกหนาว    ผมคิดว่าเรากำลังเดินอยู่บนสวรรค์เสียอีก    แต่ทากมีเป็นล้านตัว     ช่วงหยุดพักแต่ละครั้งเราจะจับฆ่ากันคนละหลายสิบตัว    เจ้าทากนี่มันร้ายกาจน่าดู    ขนาดจับมันหั่นเป็นท่อนมันยังไม่ตาย     ท่อนหัวของมันยังกัดและดูดเลือดเราได้อีก     แถมดูดเข้าทางปาก    แล้วไหลออกทางด้านหลังที่ถูกตัดขาด     ตอนหลังเราเหลาไม้ไผ่เล็กๆคนละอัน   พอจับได้ก็เสียบตูดแล้วลูดพลิกกลับ    แต่ก็เสียเวลา     สุดท้ายใช้ยาเส้นชุบน้ำแล้วทาที่ขา    แต่ต้องพับขากางเกงเหนือเข่า
Posted by add on 03 Sep. 2002,12:15
เขต 1 ของคุณ สข1 นี่ช่างยากลำบากจริงๆ น่ากลัวด้วย ที่ดิฉันอยู่สบายกว่านี้เยอะ ดิฉันเคยได้ยินเสียงและเห็นแสงจากปืน ค. แค่ครั้งเดียวก็กลัวจะแย่แล้ว แต่ที่จริงอยู่ห่างจากที่เราอยู่
หลายกม.

    เรื่องการจัดการกับทาก ต้องถามคูณซุปเปอร์จี เห็นว่ามีวิธีการโหดๆที่ทำให้แม้แต่ไม่ใช่ทากก็ยังกลัว ฮ่าฮ่า

    ดิฉันชอบจัง ยอดเอื้อมถึง 
    คุณเริ่ม ใช่คุณเริ่มที่มีแฟนชื่อ พี่ยุพาหรือเปล่า ถ้าใช่ ทุกวันนี้พวกเราก็ยังติดต่อเขาอยู่ เพราะคุณเริ่มได้มาอยู่ที่เขตสองด้วย เข้าใจว่าคงจะมาหลังจากที่คุณ สข 1 เล่า
Posted by นกกะปูด on 03 Sep. 2002,13:37
มันส์..มากเลยค่ะ
ตอนนี้สหายฤษี กำลังรวบรวมพรรคพวกไปเดินป่า ชมยอดเขาโมโกจู
ส่วนนู๋เริ่มมีอาการ "ปอดแหก" ค่ะ แต่พอฟังเรื่องเข้าป่าของพี่ สข1
อาการปอดแหกมันก็หายไปเลยค่ะ คิดว่าคนอื่นลำบากกว่า
อันตรายกว่า เสี่ยงตายกว่า.. เค๊ายังเดินกันได้นี่นา..

อ้อ.. ที่พี่สข.1 เล่าเรื่องเด็ดผักกิน นู๋ก็คิดถึงเรื่องของพี่ซุปเปอร์จีค่ะ
พี่เค๊าบอกว่าถ้าคนชาวม้ง อยากฆ่าตัวตาย ก็จะกินใบไม้ชนิดนี้ค่ะ
นี่ยังดีนะคะ ที่พี่สข1 ไม่ไปเจอต้นอย่างนั้นเข้าหน่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ว่าแต่ว่า.. ไอ้ต้นที่กินแล้วตาย มันมีจริงๆ อ่ะป่าวคะ? นู๋จะได้ระวังตัวค่ะ
บรื๋ออออ กลัวพี่ฤษีจับยัดปากนู๋ ระหว่างเดินทางอ่ะค่ะ จ๊ากกกกกก devil.gif
Posted by STUV on 03 Sep. 2002,13:40
เข้าป่าหน้าฝนระวังจะเป็นหวัด
จากปอดแหกจะกลายเป็นปอดบวม
ปอดบวมขนาดที่วัดรอบปอดได้ 39 นิ้ว  tongue.gif  tongue.gif ....
Posted by นกกะปูด on 03 Sep. 2002,13:55
555 นั่นเป็นปอดของ มรกต ค่ะ 39 นิ้วหน่ะ
ปอดของนู๋แค่ 34 เองค่ะ 555 เท่ากับพุงของพี่ฤษี เหอๆ
Posted by Din on 03 Sep. 2002,17:29
เข้ามาติดตามอ่านกระทู้อย่างใกล้ชิดครับ   คุณลุง สข.๑ เล่าได้ตื่นเต้นระทึกใจมากครับ  bigsmile.gif
Posted by Yaya on 03 Sep. 2002,22:03
คุณนก ..หุ หุ ..แอบไปวัดรอบพุงพี่ฤษีฯ ตอนไหนคะ ...ระวังติดโรคไขมันนะ ...
     เล่าต่อค่ะน้าแอ๊ด ....อย่าสนใจพวก...เด็กจอมก่อกวนพวกนี้เลย..เข้ามาแซวให้หายเครียดเท่านั้นเองค่ะ ...ม่ะ เล่าต่อค่ะ ...ย๋ารอฟังค่ะ smokin.gif
Posted by สข1 on 04 Sep. 2002,09:58
ช่วงนี้เนทผมมีปัญหาเลยไม่ค่อยได้อ่าน   บางทีโพสท์แล้วแฮงค์เลยไม่รู้ว่าไปหรือไม่ไป   บางทีอ่านยังไม่หมดก็แฮงค์อีก  สงสัยจัดตั้งจะรู้ว่าผมกำลังจะวิจารณ์จัดตั้ง

คุณเริ่ม  เป็นสหายยุคบุกเบิกตั้งแต่สมัยกลุ่มศึกษาลัทธิมาร์ก  เป็นหมอฝังเข็ม   ไปๆมาๆอยู่หลายเขต  รวมทั้ง สข2 ด้วย   ตอนนั้นอายุประมาน 50 เห็นจะได้  ส่วนแฟนแกผมไม่รู้จัก   เพราะไม่ได้อยู่ที่ สข1

สหายหญิงคนหนึ่งชื่อสหาย อู๊ด  เป็นสหายที่ดีมาก   ย้ายมาจาก สข2  คุณแอ๊ดรู้จักหรือเปล่า  แกเสียชีวิตแล้ว

ต้นไม้ที่กินแล้วตายเลยผมไม่เคยเจอ   มีแต่ตนที่แค่เข้าใกล้ก็คันแล้วเปื่อย  เช่นต้นรัก   ใบช้างร้อง   ใบสามแก้ว   สหายหญิงเคยเอาไปเช็ดก้นเวลาอึ   เน่าเลยละ

ส่วนหลาน ดิน ต้องอยู่ในเหตุการซิครับถึงจะตื่นเต้นจริง
Posted by KiLiN on 04 Sep. 2002,14:58
เอาเพลง "เรียน" มาฝากคุณ สข.1 ครับ





เรียน
- กลุ่มพลังเพลง -



ต่างคนต่างแย่งจองที่นั่งเรียน
ต่างภูมิใจได้เพียรศึกษา
หวังชุบชีวิตให้มีราคา
สุดท้ายคุณค่านั้นฆ่าคน

ฆ่าให้ตายจากความเป็นจริง
ให้ละทิ้งสังคมหมองหม่น
เลี้ยงไว้ในสวรรค์ชั้นชน
มีบ้านมีรถยนต์มีภรรยา

ความเป็นกลางคือใบไม้ที่ร่วงหล่น
ความเป็นคนคือราคินสิ้นค่า
กลับมาเถิดสู่ความจริงคือปรัชญา
สร้างศรัทธาสู้อธรรมทั้งมวล






  
  
  
  
  
  
  
  
  
  
  
  


Posted by add on 05 Sep. 2002,08:38
ขอนอกเรื่องก่อน เรื่องปอดบวมของน้องหนูกับ Stuv น่ะ
   ถ้ามรกต 39 " รับรองว่าแพ้ดาวยั่วปรียา รุ่งเรือง (ไม่รู้จำชื่อผิดหรือเปล่า ) สมัยนั้นน้าแอ๊ดยังเล็กอยู่ได้ยินเขาคุยกันว่า คนนี้ 42" ฮ่าฮ่า ต้องไปถาม โซเฟีย ลอเรนซ์ กับ ดอลลี่ พาร์ตัน ด้วยว่าเท่าไหร่ด้วย Stuv ไปถามดูซิ ? 

   คุณคิลิน มีเพลงแปลกๆเยอะจัง ไม่คุ้นหูเลย

   คุณ สข1 ตอนนี้รับรองจัดตั้งคุณไม่มีแรงจะแช่งด่าพวกเราแล้ว....
   คุณเริ่มน่าจะเป็นคนเดียวกันนะ ตัวสูง หน้าจีน ภรรยาเขามาจากเขตอื่น แล้วมานัดเจอกันที่เขต 2
   ส่วนสหายอู๊ด ไม่รู้จักค่ะ เอ..ย้ายมาจากเขต 2 ทำไมดิฉันไม่รู้จัก งง
   คุณเตย (ที่ไปร้องเพลงที่งานรำลึกสหาย...) เคยอยู่ที่เขตคุณหรือเปล่า ? เข้าใจว่ามาจากเขตพัทลุง

   น้าแอ๊ดเล่าต่อแล้วนะ น้องหยา (กระซิบ) เรื่องคิกขุในป่าของน้าแอ๊ด ฮ่าฮ่า

   
     เช้าวันแรกที่ค่าย บ้านใหม่ของฉัน ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 ตามเสียงนกหวีด แล้วมาออกกำลังกายที่ลานหน้า รร. ตามจังหวะเพลง ปิ๊ดปี้ปิ๊ด เสียงนกหวีดสัญญาณ……เสร็จแล้ว ก็รอคอยสัญญาณนกหวีดกินข้าว จำไม่ค่อยได้แล้วว่ามีนกหวีดให้ทำอะไรบ้าง หลักๆก็ตื่นนอน กินข้าว ประชุม เข้านอน ส่วนเวรยามเขาก็มีการจัดเปลี่ยนกันไปคนละช่วง  ฉันเองก็ต้องไปยืนยามเหมือนกัน และก็ได้ไปหัดหุงข้าวที่โรงครัว เป็นกะทะใบบัวใหญ่ๆ ถ้าไม่มีสหายเก่าช่วยหุง สหายทั้งหลายก็คงจะได้กินข้าว ดิบบ้าง แฉะบ้าง หรือไม่ก็ข้าวสามกษัตริย์ คือ ทั้งแฉะ ทั้งดิบ และไหม้ ตามฝีมือสุดยอดของสหายจากเมืองกรุง ข้าวที่ติดก้นกะทะแข็งกรอบเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ(สำหรับคนที่หุงเก่ง )หรือที่เรียกว่า ข้าวตัง ก็เป็นอาหารสุดยอดสำหรับพวกเราทั้งหลาแล้ว สำหรับเชื้อเพลิงที่ใช้หุงข้าว คือ ฟืน ดังนั้นคนที่ค่ายบางชุดก็ต้องมีหน้าที่หาฟืน เลื่อยฟืนและผ่าฟืน 

    การทำกับข้าวก็ต้องทำกับกะทะใหญ่ หรือไม่ก็หม้อใบใหญ่ อาหารประจำที่เรามักจะต้องกินกันบ่อยๆ คือ มะละกอ หน่อไม้ ฟักทอง ไม่ต้ม ก็ผัดหรือไม่ก็แกง เนื้อสัตว์ไม่ต้องพูดถึงเพราะไม่มีจะใส่อยู่แล้ว น้ำมันพอมีใช้แต่ต้องประหยัด กระเทียมมีบ้างไม่มีบ้าง คนที่นี่เขาชอบผัดใส่กะปิ และเกลือ น้ำปลาไม่มีใช้ ส่วนแกงที่ว่าคือแกงส้ม ใส่ส้มเปรี้ยวของทางใต้เรียกว่า ส้มแขก ไม่ต้องใส่เนื้อสัตว์เช่นกัน ยกเว้นว่าบางวันมีสหายจับปลามาได้  

    เนื่องจากเขตงานทางด้านนี้มีชาวบ้านมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ และสหายบนค่ายนี้ก็เป็นมุสลิมส่วนหนึ่งด้วย ชาวมุสลิมไม่กินหมู พวกเราจึงไม่ได้กินไปด้วย แต่เนื้ออย่างอื่นก็กินได้ แต่ไม่ค่อยจะมีกิน มีอยู่วันหนึ่ง สหายเก่าเขาจะไปยิงลิง ค่าง ชะนี ฉันก็ขอติดตามไปด้วย อยากรู้ เขาก็เกิดใจดีให้ไปด้วย ปรากฎว่า พอเขาย่องเข้าไปใกล้สัตว์ ฉันกับสหายอีกคนก็ย่องเข้าไปด้วย กลายเป็นสามคน สัตว์มันประสาทหูไวก็เลยหนีไปก่อนทุกที เราสองคนเลยกลายเป็นตัวถ่วงทำให้ล่าสัตว์ไม่ได้ สหายที่ค่ายก็อดกินกันไปตามระเบียบ 
            
     พอฉันขึ้นมาไม่นานก็เป็นวันขึ้นปีใหม่ พวกเราก็ช่วยกันจัดการแสดงบนเวที ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ฉันจำได้ว่าต้องขึ้นไปอ่านกลอน 6 ตุลา ซึ่งแต่งเองแล้วก็แทบร้องไห้ แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้เก็บต้นฉบับไว้เลย

   หลังจากงานปีใหม่  ฉันก็โชคร้าย มือบวมขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ใครต่อใครเขาก็ได้แยกย้ายกันไปทำงานตามเขตงานบ้าง ที่ไร่บ้าง ส่วนฉันต้องติดแหง็กอยู่บนค่าย สหายนำเขาก็ให้ฉันสอนหนังสือ ภาษาไทยเด็กมุสลิม และเขาก็สอนให้ฉันอ่านและเขียนภาษายาวี เป็นภาษาโบราณของชาวอาหรับที่ตัวอักษรยึกยือเวลาอ่านหรือเขียนก็กลับข้างกับภาษาเราเหมือนภาษาญี่ปุ่นยังงั้นแหละ เขาฝึกให้ฉันเขียนเพื่อจะได้ลอกตำราแล้วเอามาสอนสหายมุสลิมในค่าย ฉันก็พอจะอ่านเขียนเป็นบ้าง แต่น่าเสียดายมาตอนนี้ลืมหมดแล้ว มีคนแก่อายุประมาณ 80 ปีคนหนึ่ง พวกเราเรียกเขาว่า โต๊ะ คงหมายถึงเรียกแบบให้ความเคารพนับถือ แบบโต๊ะครู โต๊ะอิหม่าม ผู้นำในหมู่มุสลิมทำนองนี้ โต๊ะจะเลี้ยงชะนีไว้ตัวหนึ่ง เป็นชะนีตัวเมีย มันจะชอบหาผู้ชายและเกลียดพวกเราที่เป็นผู้หญิง แต่มันจะแอบไปดูว่าพวกเราทำอะไรกันบ้าง แล้วมันจะเลียนแบบอย่างที่เราทำ เช่น มันไปขโมยหวีมาหวีผม เอากระจกมาส่องหน้า เป็นต้น บางทีพวกเด็กผู้ชายก็ชอบแกล้งมัน เอาพริกขี้หนูสีแดงๆยื่นให้มัน ครั้งแรกมันไม่รู้มันก็รับไปใส่ปากกิน มันร้องจ๊าก..วิ่งหนีขึ้นต้นไม้ไป พวกเด็กๆก็หัวเราะชอบใจแต่หลังจากนั้นก็ต้องหาเรื่องแกล้งใหม่เพราะมันเรียนรู้แล้ว

  ตกลงฉันเป็นแผลที่นิ้วก้อยแล้วติดเชื้อมาบวมที่มือ จนต้องเอาผ้าผูกคอคล้องแขนไว้ต้องกินยาแก้ปวดทุกสองชั่วโมงเพราะปวดมากจนร้องครวญคราง ในที่สุดก็ต้องผ่า เอาหนองออกมาเกือบค่อนกระป๋องนมข้น แล้วหลังจากนั้นก็อาการดีขี้น จนหายเป็นปกติ 

   ในที่สุดฉันก็ได้ออกจากค่ายไปไร่กะเขาเสียที

  
Posted by KiLiN on 05 Sep. 2002,12:00
คุณแอ๊ดไม่คุ้นหู เพราะอยู่ป่ามังครับ งั้นต้องเพลงนี้คุ้นแน่นอน คุ้นในคุก ฮ่า ฮ่า





แดนตะราง
- คุรุชน -



จันทร์เจ้าอยู่บนแดนฟ้า
โปรดมาเห็นใจฉันบ้าง
ฟังทำนองร่ำร้องครวญคราง
เสียงเพลงในแดนตะราง
ร้องครวญครางจากจิตใจ
ทำดีกลับมีคนเห็นเป็นร้าย
ใจฉันนั้นช้ำคิดไป
แต่คราวนี้ถูกเขาจงใจ
หาความไม่ดีมาให้
ช้ำใจทุกวันทุกคืน


ใครรู้ใครก็ต้องประณาม
สังคมและโลกนี้ทราม
ล้วนความไม่จริงสุดฝืน
หวนคิดไปหัวใจเต็มตื้น
คนจนระทมขมขื่น
ทุกคืนมันโศกไม่จาง
คนมั่งมีกดขี่คนจน
กี่หนแล้วเป็นตัวอย่าง
จับเอาเรามาเข้าตะราง
ถึงทีของเราเข้าบ้าง
พวกมันจะต้องล่มจม






  
  
  
  
  
  
  
  
  
  
  
  


Posted by นกกะปูด on 05 Sep. 2002,12:05
โห..ผ่าเอาหนองออกตั้งครึ่งกระป๋องนม น่าเอาไปจิ้มขนมปังกินนะคะ tongue.gif  
แล้วในป่ามีเครื่องมือผ่าตัด มียาสลบ อ่ะป่าวคะ น้าแอ๊ด?
หรือว่าผ่ากันสดๆ เอาผ้ามัดมือ มัดปาก ไม่ให้ดิ้น ไม่ให้ร้อง

อยากให้น้าแอ๊ดและพี่สข1 เล่าเหตุการณ์ตอนที่ฆ่าศัตรู
กับตอนที่เห็นคนตายชักกระแด่วๆ ค่ะ แล้วจัดการอย่างไรกับศพคะ?
เช่น แล่เอาไปทำเนื้อแดดเดียว  เอาหัวกระโหลกไปทำที่เขี่ยบุหรี่... cranium.gif  cranium.gif
Posted by add on 05 Sep. 2002,12:38
มีโรงพยาบาล ที่มีเครื่องมือทางการแพทย์พอสมควร  น้าแอ๊ดถูกวางยาสลบอย่างอ่อนๆ  เวลาเขาผ่าตัดรู้สึกว่าเขาทำอะไรกับเราอยู่นะแต่ลืมตาไม่ขึ้น ไม่รู้สึกเจ็บ  มีหมอและพยาบาลที่ชำนาญงานขึ้นมาอยู่หลายคน

    เรื่องเจอศัตรู ยิงศัตรู  น้าแอ๊ดไม่เคยเจอ  เห็นเลือดหนเดียวเองตอนที่สหายถูกยิงบาดเจ็บกลับมา  เรื่องอย่างนี้ต้องไปถามที่ไทยตุลาแล้วมั้ง  คุณ...อะไรเห็นยิงกันเปรี้ยงๆโน่น  หรือ คุณ สข 1 อาจพอมีบ้าง  โธ่...ก็บอกแล้วเรื่องในป่าของน้าแอ๊ดมันไม่ค่อยเหมือนของคนอื่นเขาหรอก
Posted by add on 07 Sep. 2002,20:03
คุณ สข1  หายไปไหน?  
    มาเล่าเรื่องหวาดเสียวให้เด็กๆฟังต่อเร้ว....
    น้องหนูจะเอาแบบโหดๆอีกต่างหาก  (จะเอาแบบหนังฮอลลีวู้ด ฮ่าฮ่า )
Posted by สข1 on 07 Sep. 2002,21:13
หนทางพิสูจน์ม้า   กาลเวลาพิสูจน์คน            

        เราเดินรอนแรมอย่างนี้มาประมาน 2 อาทิตย์    สำหรับสหายใหม่แล้วต้องบอกว่าได้รับการหล่อหลอมอย่างถึงที่สุด     นอกจากกลางวันต้องเดินอย่างเอาเป็นเอาตายแล้ว    ช่วงนี้ต้องกินข้าวต้มใส่เกลือ    กลางคืนก็นอนไม่เต็มอิ่ม   เพราะนอกจากความหวาดกลัวแล้ว   อากาศก็หนาวจัด    บางที่ลมแรงมาก    เสียงผ้ายางสบัดทั้งคืนจนนอนไม่หลับ   สหายที่หลงทาง   หกล้ม   เดินตามไม่ทันก็ยังคงเป็นอยู่เหมือนเดิม   ปัญหาขี้ใต้เปลคนอื่นก็ยังเหมือนเดิม  ความเร่าร้อน  ความฮึกห้าวเหิมหาญเริ่มจะไม่เหมือนเดิม ความอ่อนล้าและท้อแท้เข้ามาแทนที่    การถนอมรัก    การเอาใจใส่ซึ่งกันและกันก็ลดน้อยลง   บรรยากาศเริ่มระหองระแหง    มีการซุบซิบนินทาซึ่งกันและกัน     จัดตั้งจึงได้จัดให้มีการศึกษา   เพื่อปรับความคิด    ผมจำไม่ได้ว่าเป็นคติพจน์บทไหน     แต่เป็นเรื่องของการเสริมความรักทางชนชั้น    เพิ่มความเคียดแค้นให้กับศัตรู    สหายใหม่ส่วนหนึ่งได้ระบายความอัดอั้นตันใจออกมาเต็มที่     บางคนพูดเสียงเหมือนกับจะร้องไห้ว่า  ไม่นึกว่าสหายเก่าจะใจแคบ    ดูถูก   ไม่เห็นใจสหายใหม่ที่ขึ้นมาได้เพียงไม่กี่เดือน    ก็ต้องเจอกับสภาพแบบนี้     สหายเก่าบางคนแอบมีน้ำตาล   มีขนมไว้ในเป้    แล้วแอบกินกันเฉพาะในกลุ่มของตนเอง    บางคนเห็นสหายใหม่ทำอะไรไม่เป็นก็พูดถากถาง    บางคนตวาดเอาก็มี     ส่วนสหายเก่าบางคนก็วิจารณ์ตนเองว่า     ตนเองยังคงคิดถึงแต่ตัวเอง    ให้ความเอาใจใส่สหายใหม่ไม่เพียงพอ    เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องของทุนนิยมที่ติดมา    ต่อไปจะพยายามดัดแปลงตนเองให้มีความคิดที่ปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ   ส่งเสริมความรักทางชนชั้นให้สูงขึ้น     และถนอมรักสหายให้มาก  (ส่วนใหญ่คนที่วิจารณ์ตนเองมักจะเป็นคนที่ไม่มีปัญหา)    สหายนำก็ได้พูดสรุปว่า    ความคิดที่คับแคบเห็นแก่ตัวของนายทุนมันช่างติดแน่นหนานัก    ไม่สามารถจะขจัดออกได้ง่ายๆ     แม้แต่ในขณะที่พูดอยู่นี้     ความคิดที่ดื้อด้านไม่นำพาก็ยังฝังแน่นอยู่ในจิตใจแต่ละคนไม่น้อย  


        หลังจากศึกษาแล้วรู้สึกบรรยากาศของชีวิตรวมหมู่ก็ดีขึ้น    แต่เรายังคงต้องเดินรอนแรมต่อไปเรื่อยๆ   จนกระทั่งถึงน้ำตกแห่งหนึ่ง     บรรยากาศสวยงามน่าอยู่มาก    ถ้าจำไม่ผิดตอนนี้เราอยู่เขตอำเภอรัตภูมิ    ไม่ไกลจากมวลชนนัก เพราะมีสหายจำนวนหนึ่งได้ขอกลับบ้านจากตรงนี้     เราพักอยู่ที่นี่หลายวัน    วันที่  10  กุมภาพันธุ์   เป็นวันที่จัดตั้งประชุมบอกว่า    เราจะเดินทางต่อไปอาศัยกองกำลังเขตอื่น     เพื่อปลับขบวนของเราให้เรียบร้อยก่อน    เพราะตอนนี้ขบวนเราเป็นสหายใหม่ที่ยังไม่มีประสพการเสีย  90 เปอร์เซน    สภาพของศัตรู   สภาพของมวลชนก็กุมไม่ได้   อาวุธก็ไม่เพียงพอ   สะเบียงก็ไม่มีเหลือ    การเดินทางวันนี้จะค่อนข้างยาว      และเป็นการเดินในเขตขาว    จะต้องให้ถึงที่หมายก่อนฟ้าสว่าง    และต้องรักษาความลับให้ดี     ตอนเที่ยงสหายได้ข้าวสาร    ขนุนแก่สองลูก    มะพร้าวแก่อีกสองลูก   ทำแกงกระทิขนุนแก่    เป็นมื้อที่ผมรู้สึกอร่อยที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยกินมา     หลังอาหารเที่ยงเราเริ่มเดินทาง    ไปหยุดพักอยู่ในป่ายาง    รอฟ้ามืดจึงเริ่มเดินทางต่อ    เราเดินข้ามถนนดำแล้วเข้าสู่การเดินทางในป่าเขาอีก   ตอนข้ามถนนดำต้องมีคนคอยให้สัญญาน  พอไม่มีรถมาก็ส่งสัญญานข้ามทีละชุด   การเดินทางตอนกลางคืนโดยห้ามใช้ไฟฉาย   จะเพิ่มความยากลำบากเป็นทวีคูณ   แต่เราก็มีประสพการณ์มาแล้ว   โดยเอาใบไม้เรืองแสงติดไว้ที่เป้ของคนข้างหน้า    ทำให้สามารถมองเห็นว่าคนข้างหน้าเดินไปทางไหน   มองแต่ไกลจะเห็นแผ่นอะไรสะท้อนแสงลอยไปข้างหน้าเป็นขบวน  เราจะเช็คจำนวนคนทุกครั้งที่หยุดพัก   เพราะบริเวนนี้เป็นเขตขาว  จนถึงเที่ยงคืนทุกคนต่างก็อ่อนล้า   พอถึงช่วงหยุดพัก  ต่างคนต่างก็คอพับกับอกแล้วก็หลับทั้งที่เป้อยู่บนหลัง     ตื่นอีกทีเมื่อมีสหายมาปลุกให้เดินต่อ     คุณเริ่มจึงเอาน้ำตาลทรายแจกให้คนละสองช้อน   ทุกคนเอาสองมือประคองรับแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย  แล้วเดินต่อ    เรายังคงเดินอยู่ในป่ายาง     จนกระทั่งฟ้าเริ่มสว่าง      ได้ยินเสียงหมาเห่าไก่ขัน    คุณวิทย์เร่งสหายว่า  เร็วๆ เดี๋ยวมวลชนตื่นมาเห็นเข้า   เราต่างวิ่งกันเท่าที่แรงพอจะมี   8 โมงเช้าเราผ่านบ้านมวลชนในขณะที่เขาเริ่มทำงานแล้ว   ทำให้เรายิ่งรีบเดินอย่างลนลาน    คุณวิทย์เข้าไปคุยสักครู่แล้วกลับมาบอกพวกเราว่า     ผมไปบอกมวลชนว่าพาสหายใหม่มาฝึกทหาร   อีกประมานหนึ่งชั่วโมงเราก็ถึงที่หมาย   ที่ที่สหายบอกว่าปลอดภัยแล้ว


        หลังจากการเดินทางอันแสนยาวไกลในคืนนั้นได้ผ่านพ้นไป      การเดินทางของเราก็ไม่ตึงเครียดเท่าไหร่นัก    บางวันเดินแค่บ่ายๆก็พัก     มีบางวันก็หยุดพักบ้าง   รอการประสานงานบ้าง   ช่วงนี้เราก็ยังคงมีการศึกษาเพื่อยกระดับ   ความคิด    และจิตใจที่ปฏิวัติ     แต่ก็ยังมีสหายขอกลับบ้านในระหว่างทาง    ทุกครั้งที่มีสหายกลับบ้าน    จัดตั้งมักจะพูดว่าการปฏิวัติก็เหมือนขบวนรถไฟ   ย่อมมีคนขึ้นและคนลง    แต่ผมเห็นว่าไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป   เพราะบางครั้งเราก็ต้องพิจารณาว่า    สาเหตุของการขึ้นลงนั้นมาจากอะไร   และรถไฟขบวนนี้น่านั่งขนาดไหน    สามารถพาเราไปถึงจุดหมายปลายทางได้หรือเปล่า     ผมมักจะมีความเห็นไม่ตรงกับผู้นำการศึกษาเสมอ    โดยเฉพาะกับหัวหน้าหน่วยผม    หัวหน้าหน่วยผมแกพูดไม่ค่อยเก่ง   ได้แต่จำคำที่เขาสอนเอามาพูด     พอผมถามหรือมีข้อโต้แย้ง     แกจะทำหน้าแหยๆไม่ตอบแล้วไปรายงานจัดตั้ง   วันที่ 2 มีนาคม   ถึงกองทัพ  08   ของเขต 3 จังหวัดพัทลุงตรังสตูล
Posted by สข1 on 07 Sep. 2002,21:22
ขอบคุณสำหรับเพลง เรียน  และแดนตราง ของหลวงพี่  สำหรับเพลง แดนตะราง  อยากทราบว่าใครเป็นคนแต่ง

ส่วนเรื่องเล่าของผมช่วงนี้อยู่ในช่วงหล่อมหลอม   และเผชิญความยากลำบาก   เรื่องศพนี้ถนัดแต่ฝังศพสหาย   ยังไม่เคยชำแหละศัตรู   มีแต่ชำแหละ กบ งู  และหมาแมว
Posted by นกกะปูด on 07 Sep. 2002,22:35
อืมมม หนุก จริงๆ ค่ะ again.gif
Posted by KiLiN on 08 Sep. 2002,09:05
ตอบคุณ สข.1 เพลงแดนตะราง  ถ้าจำไม่ผิด จิตร ภูมิศักดิ์  แต่งตอนอยู่ในคุกครับ
Posted by วันดี on 10 Sep. 2002,00:55
คุณ สข.1 คะ  ฉันได้มีโอกาสต้อนรับคุณในวันนั้นด้วย
Posted by KiLiN on 10 Sep. 2002,01:18
ขอต้อนรับคุณวันดีครับ........
เหมือนคุณวินดีจัง bigsmile.gif
Posted by นกกะปูด on 10 Sep. 2002,01:33
นั่นน่ะซี คุณวันดี กับเจ๊วินดี้ของนู๋ เหมือนกันเด๊ะเลยค่ะ
คนเดียวกันอ่ะป่าวคะ? งง  ic-17.gif  ic-17.gif  ic-17.gif
Posted by สข1 on 10 Sep. 2002,09:11
กองทัพ 08 พัทลุงตรังสตูลดูด้วยสายตา    คงมีกำลังมากกว่าเราสักสามเท่าเห็นจะได้    แต่อาวุธคงมีมากกว่าหลายสิบเท่า  มีอาวุธร้ายแรงและทันสมัยมากมาย   แม้แต่เด็กๆเขาก็ถือปืน    อย่างน้อยก็เป็นปืนคาร์ไบ    มีสหายคนหนี่งชื่อสหาย พฤกษ์  เป็นลูกเงาะป่าซาไก    เราได้ฟังเรื่องขำๆของชาวเงาะป่าซาไกบ้าง    เช่นชาวเงาะป่าเวลาเขาอยู่กันเอง    เขาจะไม่ใส่เสื้อผ้า    เวลาจะแต่งงานกัน      ผู้ชายต้องวิ่งไล่จับผู้หญิงรอบจอมปลวกให้ได้ภายในสามรอบ   เวลานอนจะเอาหัวโผล่ออกนอกกระโจม    และเอาเด็กนอนริมนอก    ผู้ใหญ่นอนตรงกลาง    เขาบอกว่าเวลาเสือมาคาบหัวแล้วลากไปมือไม้จะได้ไม่เก้งก้าง    และเวลาเสือมาคาบลูกเขาไป     ผู้ใหญ่จะได้ช่วยเด็กได้     สิ่งที่เงาะป่ากลัวมากกว่าปืนคือเลื่อย     เขาบอกขนาดสองคนช่วยกันฉุดยังเอาไม่อยู่  ปล่อยให้มันกินไม้จนขาด   ซึ่งสหายบอกว่าเป็นความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์มาก  ชีวิตที่ 08  ส่วนใหญ่จะทำการศึกษาปรับความคิดสหาย    เอกสารที่ศึกษาเช่น   คัดค้านลัทธิเสรีนิยมและเสพสุข    ลัทธิวีรชนเอกชน  ส่งเสริมความรักทางชนชั้น  วินัย ทปท. นอกจากนั้นก็ร่วมใช้แรงงานกับสหาย   เราได้มีโอกาศกินข้าวปนมัน   อยู่ได้ประมานหนึ่งเดือน   วันที่ 14 เมษายน  จัดตั้งได้ส่งสหายที่คล่องตัวจำนวนหนึ่งกับไปฟื้นฟูเขตงานสงขลา     ส่วนที่เหลือกระจายกันอยู่ร่วมกับสหาย 08 ตามหน่วยต่างๆเช่น    หน่วยแพทย์   หน่วยทหาร   หน่วยงานมวลชน   และหน่วยเทคนิค  

ปลายเดือนพฤษภาคม   จัดตั้งได้ส่งผมออกไปซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นบางอย่างในเมือง    ขากลับเจอล้อมปราบอีกครั้ง    ผมใช้เวลาตามหาอยู่หลายวัน  กว่าจะพบกับกองกำลังส่วนใหญ่    เราได้เขัาสู่สถานะการณ์ล้อมปราบร่วมกับกอง 08 อีกครั้ง    สหายหลายคนได้มีโอกาศ ไปยิงเครื่องบินที่มาทิ้งระเบิด    กลับมาเล่าให้ฟังด้วยความตื่นเต้นว่า    ตอนมันปักหัวลงมาเห็นขนาดลำเท่าตึก    ผมยิงมันถูกแน่ๆเลย     จัดตั้งมีความเห็นว่าเราไม่สมควรจะอยู่ติดพันกับการล้อมปราบที่นี่    วันที่  17  มิถุนายนเราทั้งหมดได้เดินทางกลับสู่เขตงานสงขลา  

กลับมาถึงเขตงานสงขลา    ภาระกิจเร่งด่วนของพวกเราคือฟื้นฟูเขตงาน    ช่วงนี้งานยอดนิยมของสหายคืองานมวลชนใครได้จัดให้ไปทำงานมวลชนถือว่าเป็นคนที่มีความคิดทางการเมืองสูง    ได้รับความเชื่อถือจากจัดตั้ง   สหายบางคนถึงกับติดปัญหาเมื่อไม่ได้ถูกจัดให้อยู่หน่วยงานมวลชน   จนจัดตั้งต้องจัดการศีกษา  เรื่องงานทุกส่วนล้วนเป็นงานปฏิวัติที่มีเกียรติ    พวกเราแต่ละคนล้วนเป็นฟันเฟืองตะปูควงในจักรกล  ส่วนผมถูกจัดให้ทำงานอยู่ในค่าย   งานหลักก็คือทำอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้บริการสหายอื่นๆ   โดยเฉพาะงานปะรองเท้า(รองเท้าที่นี่จะใช้รองเท้ายาง   ซื้อจากปาดัง   เวลาขาดหรือชำรุดสามารถใช้เหล็กเผาไฟให้ร้อนแล้วปะได้)   สหายบอกผมปะดี  ปะแน่น  ปะทน  ปะโค่นล้มจักรพรรดินิยม    

เขตงานมวลชนได้ขยายตัวอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา    มีมวลชนในพื้นที่เข้าร่วมขบวนอย่างมากมาย    สถานะของกองทัพก็มั่นคงขึ้น   มีการจัดการศึกษาทางการเมือง   เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้แก่หน่วยจัดตั้ง  วันหนึ่งช่วงกลางเดือนตุลาคม   จัดตั้งได้จัดให้มีการศึกษาเรื่องประชาธิปไตยภายในกองทัพ    พคท.เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์    ระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์คือ   ประชาธิปไตยที่อยู่ภายใต้การชี้นำที่รวมศูนย์    และการรวมศูนย์บนพื้นฐานประชาธิปไตย    การแสดงออกทางประชาธิปไตยมีสามอย่าง คือประชาธิปไตยทางการเมือง    ประชาธิปไตยทางการทหาร    และประชาธิปไตยทางเศรฐกิจ    แต่จะแสดงออกทางใดบ้างอย่างไร   ขึ้นอยู่กับสถานะการณ์    ในสถานะการณ์สู้รบเช่นนี้จัดตั้งจะจัดให้มีประชาธิปไตยตามความเหมาะสม หลังจากศึกษาแล้ว   จัดตั้งได้ประกาศว่าขณะนี้จัดตั้งได้เห็นสมควรให้มีประชาธิปไตยทางด้านเศรฐกิจ   โดยจัดให้มีการเลือกตั้งกรรมการเศรฐกิจขึ้นมาชุดหนึ่ง   เพื่อดูแลปัญหาเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของสหาย   จัดตั้งได้กำหนดบุคคลที่เหมาะสมมา 13 คน   แล้วให้สหายลงคะแนนเลือกเหลือเพียง 6 คน   มีการโต้แย้งกันบ้างเล็กน้อย   ว่าถ้าเป็นการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย    ทำไมจึงกำหนดขึ้นให้เลือกมาเพียง 13 คน   ทำไมไม่ให้สหายเสนอชื่อกันเอง    หรืออาสาสมัครด้วยตัวเอง    จัดตั้งก็ชี้แจงว่า   จัดตั้งย่อมกุมสภาพได้ทั่วถึง   รู้ว่าใครเป็นอย่างไร   สหายควรมอบความไว้วางใจให้กับจัดตั้ง    ว่าจะกำหนดบุคคลที่เหมาะสม    ฝ่ายที่โต้แย้งก็ว่าถ้าอย่างนั้นทำไมไม่แต่งตั้งมาเลย    แต่ผลสุดท้ายก็ดำเนินการเลือกตั้งต่อ    จัดตั้งได้แจกบัตรเลือกตั้งให้กับสหายทุกคน    โดยหลังบัตรเลือกตั้งมีหมายเลขกำกับทุกใบ    ทำให้เกิดการคัดค้านรุนแรงขึ้นว่าหมายความว่าอย่างไร    จัดตั้งก็ชี้แจงว่าเพื่อที่จัดตั้งจะได้กุมสภาพความคิดของสหายได้ดียิ่งขึ้น     จะได้รู้ว่าใครชอบใครหรือใครไม่ชอบใคร     ผลสุดท้ายมีสหายสามคนไม่ยอมลงคะแนน    หลังจากนั้นผมก็อยู่ในกองทัพด้วยความเฉื่อยเนือย     และค่อนข้างโดดเดี่ยว    ไม่ค่อยมีใครคบ    สหายที่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งครั้งนี้ค่อยๆจากไปอย่างเงียบๆ    ทีละคน    ผมเองเริ่มรู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่ขบวนการของประชาชนอย่างที่หวังเสียแล้ว    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ผมได้ขอลงจากกองทัพเช่นกัน   ในขณะที่สถานะการณ์ปฏิวัติกำลังรุดหน้า    มีมวลชนเข้าร่วมอย่างมากมายในขอบเขตทั่วประเทศ  

คุณ วันดีครับ  
ต้อนรับผมที่ กอง 08 หรือครับ  ผมคงต้องรื้อฟื้นความจำอย่างหนักเลยครับ  เพราะกอง 08 จำนวนคนเยอะจนผมคิดว่าผมยังรู้จักไม่หมดทุกคน
Posted by วันดี on 10 Sep. 2002,22:33
คุณพฤกษ์เป็นคนที่น่ารักมาก  หน้าตาหล่อทีเดียว  พูดจาสุภาพ ยิ้มแย้มอยู่เสมอ  ภายในกองทัพ  คุณพฤกษ์มีภาระหน้าที่  หาอาหารโปรตีนให้สหาย  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นค่าง และหมูเถื่อน  อาวุธประจำกายคือลูกกรดยาว  สหายทุกคนรักใคร่คุณพฤกษ์ ฉันมีโอกาสได้สอนคุณพฤกษ์อ่านและเขียนหนังสือ  มหัศจรรย์กับความจำของคุณพฤกษ์มาจนบัดนี้ ราวกับว่าสมองเป็นลิ้นชักที่ยังว่างเปล่า  ใส่อะไรเข้าไปก็เก็บไว้ได้หมดเกลี้ยง  ได้ข่าวว่าหลังจากใคร ๆ แยกย้ายกันลงมาหมดแล้ว  คุณพฤกษ์ยังคงวนเวียนอยู่ในถิ่นเดิม และเสียชีวิตไปแล้ว  ฉันระลึกถึงคุณพฤกษ์เสมอ  โดยเฉพาะเหตุการณ์ครั้งหนึ่งเมื่อมีการสร้างค่ายใหม่  หลังจากย้ายออกจาก 08 ที่คุณ สข.เคยไป  คุณพฤกษ์มีหน้าที่ยิงค่าง  ฉันมีหน้าที่ถอดเสื้อค่างทำอาหารเลี้ยงสหายที่กำลังระดมกันสร้างค่าย  วันหนึ่ง ๆ คุณพฤกษ์จะแบกค่างมาทีละ 5-6 ตัว  มาถึงก็ต้องปฏิบัติการถอดเสื้อค่างออก  แล้วล้างน้ำให้สะอาดก่อนหั่นเป็นชิ้น ๆ ใส่ลงในกะทะ แกง จนฉันต้องคอยกระซิบกับแกว่า  น้อย ๆ ก็ได้สหาย  ฉันตัวเหม็นเป็นค่างแล้ว  คุณพฤกษ์ก็ใจดี  เปลี่ยนเป็นหมูเถื่อนให้  คราวนี้ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่  เพราะหมูเถื่อนตัวใหญ่  แม้ไม่ต้องถอดเสื้อมันออก ก็ต้องเผาและขูดขน  ฉันเกือบจะโกรธกับคุณพฤกษ์ก็คราวนี้เอง
Posted by add on 10 Sep. 2002,22:39
โอ้โฮ  ดีใจจังเลยคุณวันดี  ช่วยเล่าเยอะๆหน่อย  ดูคุณจะมีประสบการณ์มากมาย  อย่างน้อยก็ช่วยเล่าเรื่องถอดเสื้อค่างนั่นให้เด็กๆอย่างนกกะปูด  Stuv  น้องหยา  ฯลฯ  ให้รู้เรื่องหน่อยเถอะค่ะ  ดิฉันเคยทำแต่แทบจะร้องไห้ทีเดียว  สยอง  คุณวันดีช่วยเล่าหน่อยนะ
หรือจะเล่าเรื่องอื่นๆก็ได้ค่ะ  

   ดีใจที่คุณเข้าร่วมคุยด้วยค่ะ  ดีใจมากเลย
Posted by STUV on 10 Sep. 2002,22:42
กินค่างเข้าไปเยอะๆ นี่เอง ถึงได้ซุกซนออกลิงออกค่างบ่อยๆ  biggrin.gif  biggrin.gif
Posted by KiLiN on 10 Sep. 2002,22:48
โห.....หน่วยนี้ชำนาญการ การถอดเสื้อสัตว์
โหย......สยอง cranium.gif
Posted by add on 10 Sep. 2002,22:53
Stuv ว่าใครฮะ ?  ที่ว่าซุกซนออกลิงออกค่างน่ะ  
 ชักเดือดร้อนแฮะ
Posted by นกกะปูด on 10 Sep. 2002,23:22
ฮ่า ฮ่า ฮ่า
มีคนเดือดร้อนกันเป็นแถว ตอนนี้นู๋กำลังเดือดปุดๆ เลยค่ะ
แม้จะไม่เคยกินค่าง แต่ดันซนเหมือนลิงค่าง ได้ไงไม่รู้ค่ะ tongue.gif

"หมูเถื่อน" นู๋เข้าใจว่าเป็นหมูป่าใช่ป่าวคะ คุณวันดี?
ชื่อนี้ฟังดูแล้วตลกดีค่ะ คราวหน้าถ้าไปร้านอาหาร
นู๋จะสั่ง ผัดเผ็ดหมูเถื่อน ค่ะ  ic-12.gif
Posted by Yaya on 11 Sep. 2002,03:10
ย๋ารอดตัวไป นะคะ ..ที่ไม่ใช่คนที่ กิน ลิงกินค่างเข้าไป น่ะ ..เลยไม่ซนเป็นลิงเหมือนตนอื่นเค๊า ... ออกเรียบร้อย น่ารัก แหม ..พี่STUV อย่ามากล่าวหานะ ...กำลังังเรื่อง ตื่นเต้น หมดมู๊ดเลยเห็นมั๊ย..มาหาว่าเป็นลิง..เป็นไปคนเดียวเหอะ เพ่... tongue.gif
Posted by STUV on 11 Sep. 2002,03:37
biggrin.gif biggrin.gif biggrin.gif
ร้อนตัวกันเป็นแถวๆ
ค่างที่พี่วันดีจับถอดเสื้อน่าจะเป็น "ค่างแว่นถิ่นใต้"
เห็นหน้าบ้องแบ๊ว ดวงตาใสแจ๋วแล้วกินมันลงได้ไงนะ
อย่างไรเสียต้องถือว่าพวกมันมีคุณูปการใหญ่หลวง
หากพวกมันไม่เสียสละเนื้อหนังมังสา
พี่ๆ ทั้งหลายแถวนี้อาจไม่ได้ออกมาเล่าเรื่องราวตื่นเต้นผจญภัยให้น้องๆ ฟังก็เป็นได้

ใกล้ที่สุดที่ผมได้เห็น "ค่างแว่นถิ่นใต้" ได้แก่ที่แก่งกระจาน เพชรบุรีครับ
Posted by Din on 11 Sep. 2002,19:26
ฟังลุงสข.๑ เล่าถึงตรงนี้แล้วเศร้านะครับ

ไม่ทราบว่าเป็นขีดจำกัดของขบวนปฏิวัติที่การนำในระดับหน่วยย่อย  ตกอยู่กับสหายพื้นฐานที่มีขีดจำกัด  จนแปรให้ขบวนปฏิวัติเป็นได้เหมือนการก่อกบฏอีกครั้งหนึ่งของชนชั้นชาวนาที่อาจจะยังค่อนข้างล้าหลังเมื่อเทียบกับสังคมในส่วนทั้งหมด  หรือว่าเป็นขีดจำกัดและท่วงทำนองของขบวนปฏิวัติเองครับ
Posted by สข1 on 12 Sep. 2002,22:40
หน่วยเทคนิคสงขลา

ผมกลับเข้ามาถึงกรุงเทพ   เที่ยวตามหาเพื่อนที่เคยเคลื่อนไหวด้วยกัน   เพื่อนที่เคยอยู่ในกลุ่มศึกษาด้วยกัน   อยากจะเล่าให้ฟังว่าเราได้พบกับอะไรบ้าง   อยากจะทราบว่าแล้วเพื่อนเป็นอย่างไร    เพราะผมเชื่อว่านั่นเป็นปัญหาตัวบุคคลที่สงขลา   ไม่ใช่ปัญหาของพรรคฯ   แต่ก็ไม่เจอใคร   ผมได้ขออาศัยนอนอยู่ตามบ้านของเพื่อน  อยู่ประมานหนึ่งเดือน   ผลสุดท้ายไม่รู้จะทำอย่างไร     จึงหวลกลับสู่เขตงานสงขลาอีกครั้ง   ด้วยจิตใจที่ฮึดสู้อีกสักครั้ง  เป็นเวลาที่สหายกำลังสร้างค่ายใหม่ที่ผาดำ    ผาดำเป็นน้ำตกเล็กๆที่สูงชัน    มองแต่ไกลจะเห็นสายน้ำตกไหลผ่านหน้าผาสีดำ   จึงเรียกว่าค่ายผาดำ(ปัจจุบันสามารถมองเห็นจากหาดใหญ่      ค่ายนี้สร้างไม่เสร็จ    เพราะมีอยู่คืนหนึ่งขณะที่เราเดินสำรวจรอบค่าย    ได้มองเห็นแสงไฟจากตัวเมืองหาดใหญ่    จึงรีบย้ายค่ายในวันรุ่งขึ้น)

ผมถูกจัดให้อยู่หน่วยเทคนิค   มีสมาชิกในหน่วยสี่คน   อีกสามคนเป็นสหายที่พึ่งขึ้นมาจากในเมือง    เป็นคนที่มีความสามารถทางเทคนิคสูงมาก    เราย้ายลงมาสร้างค่ายที่ใต้ควนผาดำ   ค่ายนี้เกือบจะพูดได้ว่าเป็นค่ายที่สร้างโดยหน่วยเทคนิค   เป็นค่ายแรกที่สร้างโรงเรียนด้วยไม้แปรรูปทั้งหลัง   หลังคามุงด้วยสังกะสีทาสีเขียว   เป็นค่ายเดียวที่มีการขุดอุโมงค์(ภายหลังเราจึงเรียกค่ายนี้ว่าค่ายอุโมงค์)   สหายในหน่วยเทคนิคแต่ละคนล้วนมีลักษณะพิเศษ   ส.ประวัติ เป็นคนไม่ค่อยพูด   ไม่ชอบศึกษาทฤษฎี   ไม่คุยการเมือง    วันทั้งวันนอกจากจะทำงานแล้วไม่ค่อยเห็นแกอ้าปากหรือยิ้มเลย ส.นิรันดร์บอกว่าเป็นอาการของคนโมโหสังคม   ส.นิรันดร์เป็นคนที่มีความรู้ทางเทคนิกสูงมาก   รอบรู้ไปทุกเรื่องแต่ไม่สนใจศึกษาการเมืองเลย   แกบอกว่าผมทำงานเพื่อโค่นล้มจักรพรรดินิยม  แต่ผมไม่รู้เรื่องการเมืองอะไรเลย  ส.แสง   จะเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านงานไม้และงานก่อสร้าง   เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการสร้างค่าย  และเป็นคนที่สัมพันธ์สหายอื่นๆได้ดีกว่าคนอื่นๆ  จัดตั้งเองก็เหมือนกับจะปล่อยให้ทำงานโดยอิสสระ ไม่ค่อยจ้ำจี้จ้ำไชอะไรมากนัก   รู้สึกว่าเราจะไม่มีหัวหน้าหน่วยที่แท้จริงด้วยซ้ำ   และไม่ค่อยจะได้มีการศึกษาทางการเมืองอะไรนัก    สหายในหน่วยจะก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเดียว โรงเทคนิคตั้งอยู่ที่ปากอุโมงค์   ซึ่งค่อนข้างห่างไกลจากสหายทั่วไป   จึงค่อนข้างอยู่เป็นเอกเทศ

งานในหน่วยเทคนิคได้พัฒนามีสีสรรค์ขึ้นมาก  แต่งานปะรองเท้า   งานสร้างอุปกรณ์เครื่องใช้ก็ยังเป็นงานประจำ  เราได้เสนอโครงการใหม่ๆในหน่วยให้จัดตั้งพิจารณา    โครงการแรกที่เสนอคือโครงการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าให้มวลชน     ส่วนใหญ่ก็คือวิทยุทรานซิสเตอร์แบบใช้ถ่าน    เราจะตระเวนไปตามเขตงานต่างๆกับหน่วยงานมวลชน    สหายหน่วยงานก็จะคุยโฆษณาการเมือง   ส่วนเราก็จะทำการซ่อมเครื่องใช้ที่เสียหาย  ในหมู่บ้านไม่มีไฟฟ้า  เราจึงใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์   จุดไฟเผาในปลอกกระสุนปืน m79 เพื่อเผาหัวแร้งสำหรับบัดกรี   ซึ่งได้รับความพอใจจากมวลชนเป็นอันมาก   เราตระเวนไปหลายหมู่บ้านรู้สึกจะเจออยู่เพียงบ้านเดียว    ที่ใช้แบตเตอรี่ผ่านวงจร Inverter  ใช้สำหรับดูทีวี   และให้แสงสว่างในบ้าน   ซึ่งก็ทำให้เราเกิดความคิดโครงการใหม่ขึ้นในใจเงียบๆ      

โครงการที่ 2 คือโครงการสร้างเครื่องเสียง  Power  MOS-FET  200W  ให้กับหน่วยศิลปวัฒนธรรม   เมื่อสร้างเสร็จ   สหายได้ยกกำลังลงไปปิดล้อมหมู่บ้าน  โคกเหลียง   เกาหลาง   เพื่อเล่นดนตรี   และโฆษณาการเมือง  ซึ่งก็ทำให้มีเยาวชนในหมู่บ้านเข้าร่วมขบวนการเป็นจำนวนมาก

โครงการที่ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเราก็คือ   การเอาเอาวงจร Inverter  รวมกับวงจร  Voltage  Multiplier เพื่อทำเครื่องจุดทุ่นระเบิดให้กับหน่วยทหาร   ตัวเครื่องขนาด 4*6*1.5 นิ้ว  น้ำหนักประมาน 300 กรัม   แทนเครื่องเดิมที่ทำด้วยลังถ่านก้อนใหญ่จำนวน 24 ก้อนหนักประมาน 2.5 กก.  เราได้ผลิตเจ้าสิ่งนี้ส่งให้กับจัดตั้งทีละ 3ตัว 5ตัว   ซึ่งจัดตั้งก็บอกว่าส่งไปให้เขตอื่นๆใช้

มีเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับเราบ้าง   คือหน่วยทหารได้เก็บเอาลูกปืน ค.105  มาให้เราหลายลูก   เราอยากรู้ว่าข้างในมันเป็นอย่างไร   นั่งพิจารณาที่หัวแล้วเห็นว่ามันเป็นเกลียว   ก็น่าจะถอดออกได้    จึงใช้ประแจจับหมุน   แต่มันแข็งมากไม่ว่าจะสองคนโหน โยกยังไงก็ไม่ออก    สุดท้ายเลยใช้ค้อนปอนด์ตีสะกัดไปตามทิศทางเกลียว    สหาย คม  ซึ่งเป็นคนที่ไปมาหลายเขตมาเห็นเรากำลังทุบกันใหญ่    ถึงกับร้องลั่นว่า  อย่าสหายอันตรายมาก   แต่สหายประวัติ     ได้ชูฝาลูกปืนใหญ่พร้อมกับดึงเอาแก๊บจุดระเบิดออกมา    สหายคมบออกว่า คุณรู้หรือเปล่า  ที่เขตสุราษฎร์   สหายแค่เอามีดพล้าแหย่เล่นเท่านั้น    เกิดระเบิดขึ้นมาตายเจ็บเป็นสิบ   อย่างน้อยคุณควรจะไปทำในที่ที่ห่างไกล   เพื่อความปลอดภัยของสหายส่วนใหญ่    แล้วก็ตามด้วยการอบรม ลัทธิสุ่มเสี่ยงอีกชุดใหญ่

เราอยู่ที่ค่ายอุโมงค์นี้ได้เกือบปี   งานมวลชนได้ขยายตัวกว้างขวางมาก    สหายก็มีเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว  มีมวลชนจากในเมืองเข้ามาเยี่ยมกองทัพอยู่มิได้ขาด    บางคนเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ร่วมเดือน   และหลายคนเข้ามาแล้วไม่ออกไปอีกเลย    ค่ายนี้เริ่มจะคับแคบและห่างไกลจากเขตงาน  บางเขตงานเวลาเดินกลับขึ้นค่ายต้องพักแรมระหว่างทาง  จัดตั้งจึงมีมติแบ่งกองกำลังออกเป็นสามกอง   กองที่หนึ่งเรียกว่ากอง 01 รับผิดชอบเขตรัตภูมิ  และรอยต่อสามจังหวัด    กองที่สองเรียกกอง 02 รับผิดชอบเขต ทุ่งลุง  คลองแงะ และเขาลูกช้าง  กองที่สามเรียกว่ากอง 00  เป็นหน่วยงานกลางคอยสนับสนุนด้านต่างๆที่จำเป็น    คืนวันที่ 21 เดือน ธันวาคม   จัดงานบันเทิงเลี้ยงส่ง   ก่อนจะแยกย้ายกันไปในวันรุ่งขึ้น
Posted by Din on 13 Sep. 2002,07:02
ติดตามอ่านอย่างใกล้ชิดขอรับ  bigsmile.gif
Posted by Din on 13 Sep. 2002,20:32
ไม่เห็นป้าแอ๊ดมาเล่าต่อเลยขอรับ  bigsmile.gif
Posted by add on 13 Sep. 2002,23:23
คุณดินทวงแล้ว มาเล่าต่อแล้วจ้ะ เรียกว่าเรื่องเบาๆคั่นรายการของคุณ สข1 กับคุณ วันดี จะได้ไม่เครียดเกินไป ฮ่าฮ่า

    ชีวิตแสนสุขที่ไร่อันกว้างใหญ่ 

    ไร่อยู่ห่างจากค่ายประมาณ 3 ชั่วโมงเดิน เป็นไร่ใหญ่กว้างมาก ภาษาใต้เขาเรียกว่า หลายลูกควน (ควนแปลว่าภูเขา) มีไร่ข้าว ข้าวโพด อ้อย ลูกเดือย มันสำปะหลัง ฟักทอง และไร่ผัก พวกนักศึกษาที่เข้ามาส่วนใหญ่จะถูกสั่งให้มาอยู่ที่นี่เพื่อดัดแปลงตนเองก่อน ให้รู้จักทำงาน รู้จักความยากลำบากก่อน หัดถอนหญ้า ขุดดิน ปลูกข้าว เกี่ยวข้าว ตำข้าว ทำน้ำอ้อย ขนเสบียงไปส่งสหายที่ค่าย ฯลฯ ล้วนแต่เป็นงานที่ทั้งหนัก สนุกสำหรับบางคนและน่าเบื่อสำหรับอีกหลายคน เหตุที่เราต้องทำไร่ใหญ่โตกว้างขวางขนาดนี้ ก็เพราะมีนักศึกษามาอยู่ร่วมร้อยคนนั่นแหละ

   ฉันได้อยู่กับน้องๆที่อายุยังน้อย ตอนนั้นฉันอายุ 19 ปี น้องๆอายุ 15 -17 ปี ก็มีงอแงบ้างตามสภาพ พวกเด็กๆน้องๆก็ชอบเถียงกันทะเลาะกัน ฉันก็เลยกลายเป็นพี่ไป ต้องคอยฟังคนโน้นฟ้องว่าคนนี้  คนนี้นินทาคนโน้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเริ่มมีเสียงนินทาสหายนำว่าทำตัวเสพสุข อะไรดีๆเมาะกับลุงแสงสหายเก่าที่นี่ก็ต้องเก็บไว้ให้สหายนำเสมอ และสหายนำก็ชอบทำตัวไม่แข็งแรง สหายก็ต้องไปซื้อของดีๆพิเศษมาให้กิน เช่น ปลาทู ไข่ ไก่ เป็นต้น  

    พวกเราทำงานกันทุกวัน บางวันต้องทำหญ้าที่ไร่ข้าว ถอนผิดถอนถูก ไปถอนเอาต้นข้าวทิ้งเสียหลายต้นเพราะดูไม่เป็นก็มี บางทีเมาะ(คนแก่ผู้หญิงมุสลิมอายุ 70 ปี )ให้พวกเราไปตัดตะไคร้ บางคนตัดไม่ถูก ไปตัดเอาต้นอ้อ มาก็มี บางคนถูกหัวเราเยาะ ก็โกรธ ก็ต้องตามไปทำงานความคิดกันอีก สหายเก่าเป็นคนพื้นที่ พูดจาไม่ค่อยนิ่มนวล แต่เขาก็จริงใจ คนในเมืองไม่เข้าใจก็หงุดหงิด เช่น บางครั้ง สหายเก่าเขาจะว่า “ทำไมไม่รู้เรื่องเลย แค่เดินป่าก็หลงแล้ว” พวกสหายในเมืองก็ยัวะ “นี่มันในป่า วันหลังจะพาสหายเก่าไปปล่อยทิ้งไว้ในเมืองดูมั่ง ดูซิจะหลงมั้ย”

    ฉันไม่ค่อยมีปัญหากับใคร แค่คอยรับฟังปัญหาจากคนอื่นก็เหนื่อยแล้ว แต่ฉันก็มีความสุขมากที่ได้เห็นทุ่งข้าวเต็มเนินเขา ยามที่แรกขึ้นก็เขียวสวยพลิ้วไปทั้งควน ยามที่ออกรวงก็เหลืองทองงดงาม ยามนี้แหละที่พวกเราต้องทำงานหนัก คอยดักจับนกที่มากินข้าวด้วยวิธีการสารพัด ตั้งแต่เอาตาข่ายมาดัก เอาหุ่นไล่กามาตั้ง เอาหนังสะติ๊กไล่ยิง ให้คนคอยวิ่งไล่ วิธีหลังที่แสนเหนื่อย ในที่สุดเราก็ได้เก็บข้าวโดยการใช้แกระ เราได้เรียนวิธีเก็บข้าวแบบใหม่ สนุกจังเลย แต่ถูกทั้งใบมีดและใบข้าวบาดเสียแสบไปหมด เราได้ข้าวมาไม่มากนัก จึงต้องหาซื้อตามหมู่บ้านต่อไป แต่สิ่งที่เราได้มากกว่าข้าว ก็คือ การใช้ชีวิตร่วมกัน การได้เรียนรู้การทำงานที่เป็นพิ้นฐานของมนุษย์จริงๆ 

   ที่ฉันชอบอีกอย่างก็ไร่ลูกเดือย ฉันไม่เคยเห็นต้นมันมาก่อน จึงรู้สึกตื่นเต้น ต้นคล้ายข้าวโพด แต่สูงกว่า ใบสีเข้มกว่า ดอกของมันเป็นช่อเหมือนพวกข้าวฟ่าง เมล็ดของมันเหมือนลูกปัดสีเทามันเป็นลายสวยทุกเม็ด เวลาเก็บมาแล้วต้องเอามาตำให้เปลือกมันแตกออกจึงจะเอาเมล็ดสีขาวข้างในไปต้มกินได้ ลูกเดือยใหม่ๆ หอมเหมือนข้าวใหม่
    
     ผลิตผลอย่างอื่นที่ผลิตได้มากก็มี ข้าวโพด และฟักทอง วันแรกที่มีข้าวโพดกินเหลือเฟือ พวกเราก็ทำสารพัดข้าวโพด ต้ม ย่าง ทำกับข้าว สารพัด จำได้ว่า น้องๆกินข้าวโพดที่หวานอร่อย จนก้มไม่ลง นั่งก็ไม่ได้ จะไปล้างมือที่ลำธารยังต้องตะแคงข้างๆ เพราะก้มไม่ไหว ฉันหัวเราะพวกเขาเสียเหนื่อย น้องบางคนงกเอามาเก็บไว้ที่หัวนอน กินต่อในตอนกลางคืน เหมือนแก้แค้นที่อดอยากมานาน เด็กเอ๋ยเด็ก 

     คืนหนึ่ง พระจันทร์เต็มดวง ที่กลางไร่ท่ามกลางป่าเขาที่ล้อมรอบ พวกเรานั่งล้อมวงคุยกันท่ามกลางแสงจันทร์ ช่างสวยงามเหมือนความฝัน เงาของพุ่มไม้ ต้นไม้ใหญ่ เรียงราย ฟ้ากว้างเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด พวกเราร้องเพลงกัน ตอนแรกก็ร้องเพลงปฎิวัติ แล้วก็ค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นเพลงที่นิ่มขึ้น เช่น แดนตะราง แล้วก็เพลงป่าเขาลำเนาไพร ในที่สุดพี่คนหนึ่งก็ทนไม่ไหว พูดขึ้นมาดังๆว่า “เฮ้อ…ผู้หญิงที่อยู่ท่ามกลางแสงจันทร์นี่สวยทุกคนเลยว่ะ” 

   ชีวิตที่ไร่ ทำให้พวกเราได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ทำให้ได้ฝึกฝนตนเอง เรียนรู้การทำงานหนัก ได้เรียนรู้ที่จะชีวิตอย่างเรียบง่ายและสมถะ ช่างเป็นชีวิตช่วงหนึ่งที่ฉันมีความสุขจริงๆ
Posted by Din on 14 Sep. 2002,00:50
ขอบคุณป้าแอ๊ดครับผม  bigsmile.gif

กินข้าวโพดเยอะ เยอะ แล้วมีผลข้างเคียงบ้างไหมขอรับ  biggrin.gif  biggrin.gif
Posted by KiLiN on 14 Sep. 2002,01:01
เอาเพลงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา มาฝาก ให้บรรยากาศช่วงนั้นดีมาก ความหมายดี



  
  
  
  
  
  
  
  
  
  
  
  
 


   หิ่งห้อย
- ลูกทุ่งเปลวเทียน -

ขอเป็นเหมือนดังหิ่งห้อย
แสงดวงน้อยพราวไสว
ส่องเป็นกำลังใจ
อยู่ชิดใกล้เพื่อมวลชน
เมื่อยามฟ้ามืดดับ
แสงเดือนลับเวหาหน
หิ่งห้อยบินเวียนวน
เพื่อให้คนเห็นเป็นความหวัง
ยึดมั่นสัจธรรม
แต่ต้องจำเป็นถอยหลัง
ความแค้นนั่นคือพลัง
ใจตั้งมั่นและศรัทธา
ยามนี้จำจากไกล
ขอปักใจเอาไว้ว่า
ก่อนรุ่งสางสว่างตา
จะกลับมาสู้เพื่อชาติไทย

Posted by นกกะปูด on 14 Sep. 2002,01:23
นู๋เคยไปเที่ยวภูหินร่องกล้า เคยเห็นอุปกรณ์ที่พวกคอมมิวนิสต์ผลิตขึ้นมาใช้ค่ะ คล้ายกับโรงสีข้าวขนาดย่อมทีเดียว พวกเขาใช้ต้นไม้ใหญ่ๆ มาทำเป็นหลุมเหมือนกับครก เรียงกันเป็นพืด แล้วก็ใช้ท่อนไม้ต่อๆ กันโดยใช้แรงดันจากน้ำตก ให้ตำข้าวในครกเองโดยอัตโนมัติ อีกทั้งบริเวณที่เป็นน้ำตกจะมีเสียงดัง ทำให้กลบเกลื่อนเสียงตำข้าว เพื่อไม่ให้ทหารฝ่ายรัฐบาลได้ยิน

นู๋เห็นงานอุตสาหกรรมที่ทำจากวัสดุจากธรรมชาติในป่าชิ้นนี้ ถ้าผลิตขึ้นจากพวกเงาะป่า หรือพวกผีตองเหลือง นู๋คงประหลาดใจมากทีเดียว ที่เขาสามารถผลิตอุปกรณ์อย่างนี้ขึ้นมาใช้ได้ แต่ก็ยังทึ่งและชื่นชมอยู่ในใจแหละค่ะ พวกที่ผลิตมันขึ้นมา คงล้วนแต่มันสมองของเด็กวิศวะ ที่หนีเข้าป่าไปนั่นเอง

เมื่อรวมเรื่องราวที่พี่สข.1 เล่าเรื่องเทคนิค ขอชมว่าพวกคุณเจ๋งจริงๆ thumbs-up.gif thumbs-up.gif
Posted by add on 14 Sep. 2002,04:07
ข้าวโพดน่ะหรือ  กินเยอะก็มีผลคือ ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยๆ  ฮ่าฮ่า
ข้าวโพดจะเก็บไว้ไม่ได้  เมื่อได้ที่ต้องรีบกินให้หมด  ดังนั้นข้าวโพดจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับพวกเรา  

     สิ่งที่เป็นเสมือนปีศาจคอยตามหลอกหลอนเรา คือ ฟักทอง  หน่อไม้  และมันสำปะหลัง  ที่ไร่เราเก็บฟักทองไว้เต็มยุ้ง เวลาขนมาค่ายก็หนักจนแทบร้องไห้  พอเวลากินข้าวก็มีแต่ฟักทอง...ฟักทองแกงส้ม ฟักทองผัด  ฟักทองแกงจืด  ช่วงหน้าฝนก็หน่อไม้ๆๆๆๆ  ใครที่แพ้หน่อไม้ก็เป็นผื่นพุพองกันทั่วหน้า  ส่วนมันสำปะหลัง  ยิ่งไม่อยากพูดถึง เพราะเขาจะเอามันมาฝานเป็นแว่น ตากแดดให้แห้ง  แล้วเอามาทำกับข้าวต่างๆ  บางช่วงข้าวไม่พอกิน  หุงข้าวปนมันเข้าไปอีก  กินแล้ว
ก็ตัวใครตัวมัน  อยู่ห่างๆกันเข้าไว้  เพราะจะท้องอืด ผายลมกันสนุกสนาน  

     เพลงหิ่งห้อย  เป็นเพลงที่น่ารักนะ  ไม่เคยได้ยินเลย  ฮ่าฮ่า  อยู่หลังเขา  

     ที่ไร่น้าแอ๊ดเขาทำที่สำหรับหีบอ้อย  คือ เอาอ้อยมาผลิตเป็นน้ำตาลไว้ใช้  แต่ใช้ได้ไม่นานก็เลิกล้มไป  ของประดิษฐ์เอาไว้ค่อยเล่าให้ฟัง  ฮ่า  มีน้ำประปาใช้ด้วย.....
Posted by วันดี on 15 Sep. 2002,00:34
ต้องขอโทษที่ทำให้เกิดเข้าใจผิดว่าเป็นคนเดียวกับคุณวินดี  ไม่ได้ตั้งใจจะลอกเลียนนะคะ  เพียงแต่วันนั้นเข้ามารีบ ๆ ไม่ได้เปิดดูโลโก้ของคนอื่นให้หมด  ตอนแรกเข้ามาดู "เซน" ของคุณเอ๊ด ก็นึกว่าตัวเองเหมือนนกป่าที่เข้ามาดื่มกินภักษาหารที่ผู้เมตตามาวางไว้ จึงเลือกโลโก้นั้นไป  ตอนนี้แก้แล้วนะคะ  เป็นนักเดินทางที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแทน

ถูกแล้วค่ะ  หมูเถื่อนก็คือหมูป่า  เหมือนไก่เถื่อนคือไก่ป่า  เคยได้ยินเพลงร้องเรือ (เพลงกล่อมเด็ก)ไหมคะ  ที่ว่า  ไก่เถื่อนเหอ  ขัน(สะ)เทือนทั้งบ้าน  ลูกสาวขี้คร้าน  นอนให้แม่ปลุก  ฉวยได้ด้ามขวาน  แยงวาน(ก้น  นะคะ)ดังพลุก  นอนให้แม่ปลุก  ลูกสาวขี้คร้านเหอ

ขอบคุณคุณสถูปที่เอาใจ  พวกเราที่อยู่ในป่านาน ๆ หากไม่ได้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่อยู่ในถิ่นเดียวกับเรา  ร่างกายจะบวมเหลือง  สมัยที่ฉันถอดเสื้อค่างแบบมืออาชีพ  ฉันไม่คิดอะไรมาก  นอกจากจะต้องทำอาหารที่ให้พลังงานมาก ๆ ให้แก่สหายที่กำลังทำงานหนักและเร่งรีบ  แต่เมื่อมาคิดเวลานี้ก็ต้องยอมรับว่า  สยองเหมือนกัน

คุณพฤกษ์นั้นเป็นนักแม่นปืนจริง ๆ สัตว์ที่ยิงมาได้  เนื้อไม่เสียหายเลย  เพราะคุณพฤกษ์เล็งแต่หัวอย่างเดียว  (สยองอีกล่ะซี)  ค่างนั้นปกติจะอาศัยอยู่แต่บนยอดไม้สูง  เราเดินข้างล่างมองไม่เห็นตัว  แต่คุณพฤกษ์ใช้ฝีมือสอยมาให้เราทำอาหารได้ทุกวัน

เรื่องค่างอยู่บนไม้สูงนี้มีเรื่องเล่าให้ฟัง  วันหนึ่งสหายชุดหนึ่งเดินทางไปปฏิบัติภารกิจสำคัญ  กว่าจะถึงจุดที่สามารถหยุดเปิดข้าวห่อมากินได้ก็มืดค่ำ  สภาพที่ไม่ค่อยปลอดภัยกลัวเสียลับ  ทำให้สหายต้องกินข้าวในความมืดใต้เงาไม้  สหายคนหนึ่งตักข้าวเข้าปากแล้วรู้สึกว่าข้าวคำนี้ทำไมถึงขมแปลก ๆ จึงกลั้นใจเปิดไฟฉายส่อง  ปรากฏว่าคือขี้ค่างจ้ะ

คำว่าถอดเสื้อค่างของฉันนั้นเป็นคำศัพท์ภายใน  ลดความโหดลงจากปฏิบัติการจริงคือ ถลกหนัง  กรรมวิธียิ่งโหดนะคะคุณ KILIN เพราะก่อนอื่น  จะต้องเอาเชือกมาผูกคอค่าง  แล้วห้อยไว้กับกิ่งไม้ริมลำธาร  เพื่อให้เลือดไหลไปกับน้ำ  แมลงวันจะได้ไม่ตอม... มีใครยังอยากฟังอีกหรือ  นึกภาพนี้ให้ออกเสียก่อนแล้วค่อยขอให้เล่า
Posted by นกกะปูด on 15 Sep. 2002,00:54
เอาเลยค่ะ พี่วันดี (ขออนุญาตเรียกพี่นะคะ) นู๋ชอบโหดๆ สยองๆ ค่ะ again.gif  again.gif
ว่าแต่นู๋ชอบโลโก้ของพี่จริงๆ เลยค่ะ ic-12.gif
Posted by KiLiN on 15 Sep. 2002,05:28
อ้าว.....มีคนมานั่งเชียร์ซะแล้ว
โหย... เอ้า..เล่า..ก็เล่าครับ ไม่เป็นไรหลับตาอ่าน อ้อ! ไม่ใช่อ่านแล้วไม่นึกภาพ ก็พอไหว พอทน อือ...เชิญต่อครับคุณวันดี เล่าให้ละเอียดเลยนะครับ  xmas.gif  bigsmile.gif
Posted by สข1 on 16 Sep. 2002,21:20
ชีวิตในกองศูนย์

กองศูนย์ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่าง กอง01 และกอง02 มีสหายอยู่สิบกว่าคน  แบ่งเป็นหน่วยแพทย์   หน่วยโรงจักรตัดเย็บ   หน่วยเอกสารสิ่งพิมพ์  และหน่วยเทคนิค   ตั้งอยู่ในป่าค่อนข้างลึกไม่ติดเขตงานมวลชน  ไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง    และการทหาร  โดยนโยบายแล้วจะเป็นค่ายถาวร  เป็นที่พักฟื้นของสหายที่เจ็บป่วยหนัก   เป็นที่ศึกษาบ่มเพาะผู้ปฏิบัติงานใหม่   บางครั้งก็มีบุคคลที่มาจากเขตอื่น  มีลักษณะแปลกๆ  ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร   ค่ายกองศูนย์สร้างด้วยไม้แปรรูปเกือบทั้งหมด   มีสนามบาสเก็ตบอล    มีโต็ะปิงปอง    โรงเทคนิคเป็นอาคารที่ใหญ่ที่สุด    มีโต๊ะปฏิบัติการ   มีชั้นเก็บของเป็นสัดส่วน   จัดเป็นห้องปฏิบัติการที่มาตรฐานทีเดียว    แต่ค่ายมีบริเวนค่อนข้างใหญ่โต   ทำให้เวลาที่ทุกคนเข้าทำงานประจำจะดูเหมือนค่ายร้าง    เราจะมีโอกาสพร้อมหน้าพร้อมตากันก็เวลากินข้าว  และเวลาฟังข่าว สปท.ตอนค่ำ

ผลงานของหน่วยเทคนิคค่อนข้างจะทันสมัย    เพราะมีการเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาดัดแปลงใช้ในป่า   มีอุปกรณ์และเครื่องมือที่สหายอื่นไม่รู้จัก   จึงมีสหายมาเยี่ยมและคลุกคลีอยู่เป็นประจำ   สหายในหน่วยก็รู้สึกภาคภูมิใจในผลงานของตัวเองเป็นอย่างมาก  จนเรารู้สึกว่าชื่อหน่วยเทคนิคมันไม่ค่อยเหมาะกับขีดความสามารถของเรา    จึงทำป้ายหนังสือตัวโตๆว่า    หน่วยวิศวกรรมสงคราม   สร้างสรรค์   ทำลาย  ติดอยู่หน้าโรงเทคนิค  เวลาจัดตั้งมาเห็นก็จะทำสีหน้าแปลกๆแต่ไม่พูดว่าอะไร  สหายหลายคนจะถามว่า  สร้างสรรค์  ทำลาย  หมายความว่าอย่างไร   เราก็จะตอบว่า   สร้างสรรค์สังคมใหม่   ทำลายสังคมเก่า

แต่ชีวิตทางการเมืองค่อนข้างจะเป็นหน่วยประหลาด   เป็นหน่วยเดียวที่ไม่มี  สมาชิกพรรคฯหรือ สยช.อยู่ในหน่วยเลย   ช่วงนี้สหายที่ขึ้นช่วง 6 ตุลา 19 จะได้รับการบ่มเพาะให้เป็น ส. เป็น ย.กันเกือบหมด   สหายที่มาจากในเมืองได้พัฒนายกระดับตนเองมีบทบาทสูง    หลายคนได้เป็นหัวหน้าหน่วย   มีหลายคนได้เป็นถึงกรรมการหน่วยพรรค    แต่เราเองจะทำตัวค่อนข้างสบาย    ไม่ค่อยจะดัดแปลงตนเองอย่างสุดขั้วเหมือนคนอื่น  บ่อยครั้งที่มีความเห็นไม่ค่อยตรงกับสหายอื่น   ในการทำความเข้าใจกับทฤษฎีการปฏิวัติ   โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยี   ซึ่งจัดตั้งจะเน้นเรื่องของภูมิปัญญาชาวบ้าน   หรือสินค้าจากค่ายสังคมนิยม  แต่เราเห็นว่าต้องยกระดับขบวนการเราให้สูงขึ้นจึงจะสามารถต่อสู้กับศัตรูในขั้นสุดท้ายได้   ไฟฉาย  วิทยุ  หรืออาวุธจากจีนยังไงก็ดีสู้ของญี่ปุนหรือยุโรปไม่ได้   อีกอย่างคือเรื่องของการโจมตีฝ่ายทุนนิยม   หรือการยกย่องฝ่ายสังคมนิยม   อย่างไม่ค่อยมีเหตุผล   ซึ่งเราก็มักจะแสดงความคิดเห็นแบบตรงไปตรงมา    และถูกกล่าวหาว่าชื่นชมต่อจักรพรรดินิยม   ผมเคยฝากซื้อมาม่าหนึ่งลังจากเขตงาน   สหายที่เป้ขึ้นมาแซวว่าเป้ความคิดเสพสุขของทุนนิยมนี่หนักจริงๆ   ส่วนสหายนิรันดร์ ชอบฝากซื้อเหล้าจากเขตงาน    ขึ้นมากินในกองทัพ    มีอยู่ช่วงหนึ่งเป็นช่วงล้อมปราบ    ไม่สามารถฝากซื้อเหล้า   สหายนิรันดร์จึงไปขอแอลกอฮอล์จากหน่วยหมอ   อ่านจากสลากก็เป็น ethyl เราทราบว่าเป็นชนิดที่กินได้   แต่มีส่วนผสมอยู่ตัวหนึ่งเราไม่รู้ว่าเป็นอะไรคือ  acetone nitrite  แต่ก็มีเพียง  0.2 %  สหายนิรันดร์ยืนยันว่าเคยทำให้เพื่อนๆกินในเมือง    กินแล้วก็เมาเหมือนเหล้าเหมือนกัน    วิธีทำก็คือต้มน้ำเดือดหนึ่งลิตร  รอจนอุ่นใส่แอลกอฮอล์ 10%  ขั้วน้ำตาลทรายหนึ่งช้อนจนใหม้เกรียม   แล้วละลายลงในเหล้าที่ผสมแล้ว   เขย่าให้เข้ากันให้ดี   ก็จะได้น้ำสีอำพันเหมือนแม่โขงเชียวละ   สหายประวัติซดไปสามอึก   เมาจนถึงรุ่งเช้า   ข่าวนี้แพร่ออกไปเป็นที่เลื่องลือว่า  สหายในหน่วยเทคนิคเป็นคนที่มีความสามารถสูง    แต่การเมืองต่ำ   เป็นหน่วยเสรี เสพสุข    เป็นพวกปัญญาชนนายทุนน้อย   แต่สหายอื่นก็ยังคงชอบมาคลุกคลีอยู่ที่โรงเทคนิค   จนจัดตั้งต้องจัดให้มีการศึกษา วินัยทปท.

วินัยทปท.  
1. ปฏิบัติการทุกอย่างต้องฟังคำบัญชา
2. ไม่เอาข้าวของของมวลชน
3. ต้องเคารพและช่วยเหลือประชาชน
4. ซื้อขายราคายุติธรรม   ยืมของต้องคืนทำเสียต้องชดใช้
5. ต้องถนอมพืชผลของประชา
6. ไม่ดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่
7. พูดจาสุภาพ  ไม่วางท่าดุด่าทุบตีผู้อื่น
8. ไม่ลวนลามดูหมิ่นสตรี
9. ไม่ทารุนเชลยที่ยอมจำนน   ไม่ริบทรัพย์สินส่วนตัว
10.สินสงครามต้องมอบให้ส่วนรวม

วินัยทปท.ถือเป็นกฏหมายสำหรับปกครอง ทปท.  ทั่วทั้งประเทศ  แตกต่างจากระเบียบซึ่งแต่ละเขตแต่ละกองอาจจะกำหนดแตกต่างกันได้ตามความเหมาะสม    วินัยทปท.เรียกว่าวินัยเหล็กเพชร   หมายถึงวินัยที่เกิดจากการยึดกุมอย่างมีจิตสำนึก   ไม่ใช่เกิดจากการถูกบังคับ  เราได้มีการศึกษาวินัยทปท.กันหลายครั้งมาก    เพื่อเป็นการตอกย้ำไม่ให้เกิดการหย่อนยาน    แต่ในทางปฏิบัติแล้วมีความคลุมเคลือยากที่จะ   บอกให้ชัดเจนว่าผิดหรือไม่ผิดในหลายๆข้อ   จึงเกิดความเหลื่อมล้ำในการพิจารณาระหว่างสหายทั่วๆไป   กับบางคนที่เป็นบุคคลในระดับสูง   หรือคนใกล้ชิดของจัดตั้ง

หน่วยเทคนิคได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบอภิปราย  ข้อ 6 และข้อ 7  เมื่อสหายในหน่วยอื่นอภิปรายในข้ออื่นผ่านมาถึงข้อ 6   สหายก็อภิปรายถึงผลเสียของการดื่มสุราว่า ทำให้ขาดสติในการปฏิบัติหน้าที่  ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายถึงชีวิต   และขบวนการปฏิวัติ    และถือเป็นท่วงทำนองที่ไม่ดี    ขาดความเชื่อถือจากมวลชน    เพราะฉนั้นจึงไม่ควรดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่    แต่ถ้าดื่มในยามที่เสร็จจากภาระกิจแล้วหรือยามว่างจากการงาน  ก็ถือว่าไม่ผิดวินัยข้อนี้   ผู้นำการศึกษาได้คัดค้านว่า   นักปฏิวัติไม่มีเวลาใดที่ไม่ต้องปฏิบัติหน้าที่    แม้แต่เวลานอนหลับ    เราต้องแบกภาระกิจปฏิวัติอยู่ตลอดเวลาทุกวินาที  จึงไม่ควรกินเหล้าไม่ว่าเวลาใด    เราก็ว่านั่นเป็นการพูดในแง่ปรัชญามากกว่า   แต่ในทางปฏิบัติคนทุกคนต้องมีเวลาทำงานมีเวลาพัก    ไม่งั้นทำไมกองทัพจะต้องมีระเบียบเวลาทำงาน เวลาพัก และเวลานอน   สหายก็ค้านว่าแต่ศัตรูจะโจมตีเราโดยไม่สนใจว่าจะเป็นเวลาพักหรือเวลาใด   เราก็ว่านั่นเป็นเรื่องของสถานะการณ์สงคราม   สถานะการณ์เฉพาะที่  ไม่น่าจะเอามาพันกับข้อความในวินัยซึ่งใช้ปกครองทปท.ทั่วประเทศ   และทุกสถานะการณ์   การทำความเข้าใจกับความหมายในวินัยแต่ละข้อต้องชัดเจนและคลอบคลุมทุกสถานะการณ์   ไม่อาจใช้สถานะการณ์เฉพาะที่   หรืออะธิบายตามเจตณารมณ์ของคนใดคนหนึ่งได้    ถ้าจะอธิบายอย่างนี้ควรจะแก้ไขวินัยข้อนี้ว่า  ห้ามดื่มสุราตลอดเวลา    จะทำให้เข้าใจได้ชัดเจนโดยไม่มีข้อสงสัย     สหาย-----ซึ่งย้ายมาจากเขตสุราษฎร์    ได้ชี้แจงว่า   ที่เขตสุราษฎร์ยึดถือปฏิบัติคือ    ให้ขออนุญาตจากจัดตั้งเสียก่อน    ถ้าได้รับอนุญาตจากจัดตั้งแล้วก็ถือว่าไม่ผิดวินัย   เราก็ว่าถ้าเป็นระเบียบเฉพาะที่ที่สุราษฎร์ก็คงจะถูกต้อง    หรือที่นี่จะกำหนดเป็นกฏของที่นี่ก็ได้    แต่ถ้าบอกว่าเป็นความหมายของวินัยข้อนี้    ก็ต้องเปลี่ยนข้อความใหม่เป็น  ห้ามดื่มสุราก่อนได้รับอนุญาตจากจัดตั้ง    ไม่เช่นนั้นจัดตั้งก็ไม่มีสิทธิ์อนุญาตให้สิ่งที่ผิดกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องได้    มิฉนั้นเราก็ไม่ต้องมีวินัย    ทุกเรื่องให้ถามจัดตั้งก่อน   ทุกเรื่องให้จัดตั้งกำหนดมาเป็นครั้งคราวไป   ตกลงการศึกษาครั้งนี้ต้องยุติกลางคันเพียงแค่นี้
Posted by วันดี on 16 Sep. 2002,22:30
ขอคุยกับคุณดินนี๊ดนึง  ฉันเองจนบัดนี้ก็ยังโกรธ พคท.และพวกผู้นำในนั้นทุกคน  ว่าไม่เก่งพอที่จะนำพาการปฏิวัติให้ได้รับชัยชนะ  ทั้ง ๆ ที่มีปัจจัยอันดียิ่ง  คือกำลังคนหนุ่มสาวมากมายที่ใจเกินร้อย  คอยให้นำพา  แต่เมื่อหลายวันก่อน  ได้พูดคุยกับคนบางคนที่เคยทำงานรุ่นแรก ๆ ของ พคท. เขาพูดสิ่งที่ทำให้ฉันเข้าใจอะไรดีขึ้นว่า  จริง ๆ แล้วพวกเขาก็ไม่ได้รู้อะไรมากนัก  ทุกคนไม่เคยทำการปฏิวัติมาก่อน  ไม่ว่างานการเมือง การทหาร งานมวลชน  อาศัยทำไปสรุปบทเรียนไป  ดังนั้นโอกาสที่เขาจะทำผิดก็ย่อมมีมากเช่นกัน  ในฐานะปุถุชนคนธรรมดา  ฉันยอมรับเหตุผลนี้ได้

คุณ KILIN คะ  ขอบคุณ  ที่อนุญาตให้เล่าได้  

ก่อนอื่น  ขอให้นึกว่าเรากำลังทำอาหาร  ค่างที่คุณพฤกษ์ได้มาถูกแขวนเรียงรายไว้บนกิ่งไม้ริมลำธารเรียบร้อยแล้ว   ฉันก็จะใช้มีดตัดมือตัดตีนมันทิ้ง  ที่คอก็ควั่นให้รอบ  แล้วผ่าตั้งแต่รอยควั่นที่คอลงมาจนถึงหน้าอก  แบบเดียวกับเสื้อกระดุมผ่าหน้า  จากนั้นก็ดึงหนังส่วนที่คอลงมา  หนังค่างก็จะถูกถอดออกจากตัวได้อย่างเดียวกับที่เราถอดเสื้อกระดุมหน้าอย่างทุกวันนี้  บางวันฉันถอดหนังมันออกแล้ว  มีภารกิจต้องไปทำอย่างอื่น  ไม่ได้เอาลงมาจากต้นไม้ทันที  สหายที่เดินผ่านทางจะล้อฉันเล่นว่า  วันนี้แขวนคอเด็กอีกแล้ว  เพราะดูแล้วใกล้เคียงกับคนมาก โหดเนาะ  อย่าให้เล่าอีกเลย
Posted by Din on 18 Sep. 2002,02:03
ขอบคุณป้าวันดีครับผม  bigsmile.gif  
กระผมเห็นด้วยครับว่าฝ่ายนำมีขีดจำกัดค่อนข้างเยอะและไม่สามารถเป็นตัวแทนของพลังความคิดที่ก้าวหน้าที่สุดของสังคมไทยในยุคนั้นได้ครับผม  bigsmile.gif   แต่จิตใจที่งดงาม กล้าต่อสู้ คิดถึงผู้อื่น และรับใช้ประชาชนของขบวนโดยรวมก็ประทับใจผมไม่รู้เลือนครับ  bigsmile.gif

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาขึ้นไปเที่ยวเขาค้อร่องกล้าอีกครับ  เห็นคุณหนูพูดถึงกังหันน้ำ  เลยเก็บภาพมาฝากครับ  เป็นครกตำข้าวพลังน้ำที่ลำน้ำเข็ก ตรงน้ำตกศรีดิษฐ์  เขาค้อครับ

Posted by add on 18 Sep. 2002,19:17
ป้่าแอ๊ดก็เคยไปเที่ยวที่นี่เหมือนกัน  เขาทำเก่งนะ  กว้างขวาง แล้วก็มาตรฐานกว่าที่ป้าแอ๊ดอยู่  คนที่เคยอยู่บอกว่าที่นี่เคยเป็นฐานที่มั่น  ถนนลาดยางข้างหน้าก็อยู่ในเขตฐานที่มั่นด้วย  
 
   ส่วนที่ป้าแอ๊ดอยู่  เขาเรียกว่า เขตจรยุทธ์  เรียกว่าย้ายค่ายกันอยู่เรื่อย  พอเสียลับก็ต้องย้ายไปสร้างค่ายใหม่  พอเกิดข่าวรั่วไหลอีก ก็ต้องย้ายอีก  ทำให้ไม่สามารถสร้างค่ายที่มั่นคงถาวรได้  เรียกว่าไปอยู่กัน 4 ปีนี่วุ่นอยู่กับการสร้างค่ายและปลูกข้าวทำไร่  ก็หมดเวลาแล้ว  เลยไม่ได้ปฎิวัติสักที
Posted by นกกะปูด on 18 Sep. 2002,23:53
ใช่เลยค่ะ ไอ้ครกตำข้าวที่นู๋เคยเห็น ขอขอบคุณคุณดินมากนะคะที่จำข้อความที่นู๋เขียนได้ และเก็บภาพมาฝากค่ะ biggrin.gif

คุณดินเห็นกระท่อมที่พวกเขาสร้างขึ้นไว้อยู่อาศัยไม๊คะ?(มันอยู่ใกล้ๆ ครกตำข้าวอ่ะค่ะ) นู๋เข้าไปนั่งในกระท่อมนั้นมาแล้วค่ะ บรรยากาศวังเวง มีแต่กลิ่นสาปสาง.. นึกจินตนาการว่าถ้าตอนนู๊นนน นู๋ได้มาอยู่ในกระท่อมที่ว่านี้ ได้มาทำไร่ ได้มาช่วยประดิษฐ์ครกตำข้าว ชีวิตคงจะสนุกดีนะคะ
บางที..ครกตำข้าวที่เห็นในภาพ อาจไม่มีรูปร่างแบบนี้ก็ได้ค่ะ ic-12.gif ic-12.gif
Posted by Din on 19 Sep. 2002,04:46
คุณหนูคงหมายถึงโรงเรียนการเมืองการทหารที่ร่องกล้า  เห็นขอรับ  bigsmile.gif
ลุงมะกอกเคยเล่าว่าสมัยก่อนบริเวณนี้จะเย็นและชื้นน่าดูครับ bigsmile.gif

เคยอ่านหนังสือไปเหนือก้อนเมฆของเสถียร จันทิมาธร  พูดถึงแถวน่าน ที่อาศัยอยู่บนยอดเขาสูงชัน  อากาศจะชื้นมากและมีผลต่อสุขภาพระบบหายใจ  ในกระท่อมแต่ละหลังก็จะก่อกองไฟไว้ตลอดเวลา เพื่อได้อาศัยไออุ่นและลดความชื้นของอากาศ  เข้าใจว่าที่ร่องกล้าก็คงจะก่อกองไฟไว้ในกระท่อมเหมือนกันขอรับ  biggrin.gif
Posted by สข1 on 21 Sep. 2002,00:53
อาหารพิสดารในป่า

อาหารหลักประเภทเนื้อสัตว์ในป่าคงหนีไม่พ้นค่าง    เพราะมีจำนวนประชากรมากที่สุด   รองลงมาก็เป็นพวกชะนีหรือหมูป่า   แต่อาหารพิสดารในป่าอันดับแรกผมต้องยกให้เนื้อช้าง    และหนังช้าง เนื้อช้างตัวนี้ผมเห็นมันตอนเป็นเนื้อแห้งคลุกน้ำตาลอยู่ในปี๊บ  สหายบอกว่าทำเป็นเนื้อแห้ง    เก็บไว้กินยามขาดแคลนมาเป็นปีแล้ว   ช้างตัวนี้เป็นช้างโทนตัวใหญ่มาก (ช้างโทนเป็นช้างที่ตัวอื่นในฝูงต่างก็ตายหมดแล้ว   จึงตัวใหญ่มาก)   ขนาดรอยเท้าสหายสามารถลงไปนั่งได้    ชาวบ้านเรียกว่า พ่อหลวง    มันจะออกมากินและทำลายพืชผลของชาวบ้านเสมอ    แต่ชาวบ้านกลัวไม่กล้าทำอะไรมัน    จึงขอให้สหายช่วยจัดการ    สหายได้จัดการแล้วเอากลับมาแค่ขาข้างเดียว    ทำกินมาปีกว่าแล้ว   ยังเหลืออยู่ปี๊บหนึ่ง  รสชาตมันเหมือนกับกินซี่ไม้คลุกน้ำตาล    อมอยู่ในปากใช้ฟันค่อยๆฝนกว่าจะหมดหนึ่งชิ้น    ก็กินข้าวได้หมดหนึ่งโคมใหญ่ๆพอดี    ส่วนหนังช้างต้องต้มเคี่ยวอยู่ประมานหนึ่งอาทิตย์    แล้วคล้ายๆเคี้ยวยางรถยนต์เด้งได้

ผมเคยอยู่กับแค้มช้าง   ช้างในแค้มก็เป็นช้างป่าที่ชาวบ้านจับมา   แล้วฝึกให้ทำงานลากซุง    ชาวแค้มช้างมีกฏที่ต้องยึดกุมอย่างเคร่งครัดอยู่สองสามข้อคือ
1.ห้ามพูดคำหยาบต่อหน้าช้าง
2.ห้ามเป่านกหวีดใส่ช้าง  (ข้อนี้ผมเคยลองตอนเจอช้างป่า   ได้ผลจริงๆ   ต้นไม้ขนาดเท่าแข้งเท่าขาราบเป็นกิโล   เป็นทางรถจี๊บวิ่งได้   แต่บีบแตรใส่ช้างที่เดินในกรุงเทพ    ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น)
3.เวลาจะไปเที่ยวผู้หญิงต้องขออนุญาตช้างก่อน   เวลากลับมาก็ต้องรายงานตัว
4.เวลาหนีช้างป่าพยายามวิ่งวนเพราะช้างตัวใหญ่กลับตัวลำบาก   หรือให้มุดเข้าไปในกอไผ่  

ที่ค่ายริมน้ำตอนกลับมาจากกอง 08 สหายจับงูหลามได้ตัวหนึ่ง   ยาวประมาน 8 เมตรเห็นจะได้   ลำตัวขนาดสองมือกำไม่รอบ  น้ำหนักขนาดสี่คนแบก    แต่เวลาจับแสนจะง่ายดาย   สหายพบมันนอนซุ่มเหยื่ออยู่หลังขอนไม้    คุณวิทย์ตัดไม้โตขนาดลำแข้ง   กะความยาวพอให้มันพันรอบแล้วเหลือหัวท้ายสำหรับแบก    แล้วทุ่มลงที่ตัวมัน    มันจะรัดอย่างแน่นหนาและรวดเร็ว    แบกมาจนถึงค่ายยังไม่สามารถแกะออกได้    คุณวิทย์อีกเหมือนกันบอกให้ยกหางแล้วเอานิ้วเกาสะดือมัน   มันจะคลายตัวออกอย่างง่ายดาย   ผมเอาลูกบาส โยนใส่มัน   มันรัดหลุดอยู่สองครั้ง   ครั้งที่สามมันรัดไขว้กันเป็นกากบาท     แล้วออกแรงรัดลูกบาสแตกดังโพล๊ะ   เนื้องูเหลือมยักษ์ตัวนี้อร่อยมาก    จับถอดเสื้อแล้วหั่นเป็นปล้องๆ     สะท้อนแสงเป็นมันย่องอยู่ในความมืด

แกงงูเหลือมยัดใส้ไก่   ที่ค่ายริมน้ำเช้าวันหนึ่งได้ยินเสียงคุณอารีย์ดังมาจากเล้าไก่   พอเราไปถึงเจองูเหลือมลำตัวขนาดสองนิ้วมือ    หัวเท่าหัวแม่โป้ง    แต่มันกลืนไก่ลงไปอยู่ในท้องนอนนิ่งอยู่    เราสงสัยว่าปากมันนิดเดียวมันกลืนไก่ได้อย่างไร   ก็เลยเอาเท้าช่วยกันรีดไก่ออกมาทีละนิด   ไม่น่าเชื่อว่าปากมันสามารถขยายออกจนอมไก่ได้ทั้งตัวจริงๆ   ไก่ยังสมบูรณ์อยู่ขนยังไม่หลุดจากตัว   สหายเลยได้กินแกงน้ำเคยงูเหลือม   แต่ผมกับสหายอีกสองสามคนได้กินไก่ผัดเผ็ด

ตะพาบยักษ์    สหายกลุ่มหนึ่งไปหาปลา   แต่งมไปงมมา(รู้สึกจะเป็นคุณวินัย)เจอดวงตาคู่หนึ่งอยู่ในโพรงหิน  จึงช่วยกันแหย่มันออกมา   ตอนมันดีดน้ำออกมา   ทุกคนตกใจนึกว่าเจอสัตว์ประหลาดในเพชรพระอุมา    แต่ก็ถูกเรานำมารับใช้การปฏิวัติ     ตะพาบตัวนี้ยาวประมานสองเมตร    กว้างประมานเมตรกว่าๆ   เฉพาะหัวมันใหญ่กว่าโคมกินข้าวของเราอีก    

สัตว์หน้าโง่สมเสร็จ     ความจริงสมเสร็จเราได้ค่อนข้างบ่อย    สหายที่ล่าสัตว์ไม่เป็นถ้าเจอสมเสร็จจะต้องได้แน่ๆ   เพราะสมเสร็จเวลามันหนีเรา  นอกจากเดินได้ช้า    พอมันไปเจอต้นไม้หรือโขดหินขวางหน้า    มันจะไม่เดินอ้อม    แต่จะเอาหน้าที่มีงวงสั้นๆไถอยู่นั่นแหละ   จนกระทั่งเรามาทันมันก็ยังไถอยู่นั่นแหละ    ตอนหลังสหายคนไหนที่คิดอะไรทำอะไรอย่างตายตัวไม่เปลี่ยนแปลง    เราจะเรียกว่าคิดเหมือนสมเสร็จ     มีครั้งหนึ่งสหายได้สมเสร็จมาตัวหนึ่ง มีลูกอยู่ในท้อง    พี่เลี้ยงจะเอาทิ้งแต่ คุณปาน ขอเอาไปย่างกิน   ทำเหมือนกุมารทอง   ลูกในท้องเนื้อยังไม่แข็ง  ย่างเท่าไหร่ก็ไม่แห้ง    คุณปานแกกินทั้งที่มีเลือดแดงๆ   ทำให้สหายหลายคนรับไม่ได้    เนื้อสมเสร็จมีรสชาตจืดชืดแย่มาก   สหายนิรันดร์บอกว่าดีกว่ากินดิน

เนื้อสัตว์ที่โอชะที่สุดสำหรับผมก็คือหมูป่า   โดยเฉพาะต้มกระดูกหมูป่า   ยามอากาสหนาวๆ  ก่อไฟก้อนเส้ากองเล็กๆ  เอาโคมตักน้ำต้มกระดูกหมูป่าวางบนก้อนเส้า    แล้วนั่งล้อมวงกินข้าว  ซดน้ำต้มกระดูก   ดูดไขในกระดูกหมูเสียงดังจ๊วบจ๊าบ   ช่างเป็นความสุขท่ามกลางการปฏิวัติเสียนี่กระไร  ยิ่งเวลานอนเปลใต้หลังคาผ้ายางตอนฝนตก   ฟังเสียงฝนกระทบผ้ายาง   ก็เป็นเวลาที่ผมมีความสุขที่สุดอีกเช่นกัน    

เอาเรื่องผักบ้าง    ที่เขตสงขลาหน่วยการผลิตเราก็ปลูกผักเช่นกัน    ผักที่ปลูกนอกจากผักใบ   ข้าวโพดแล้ว    หลักๆก็คือฟักทอง   และขี้พร้า    ฟักทองนอกจากเด็ดยอดมาผัด  ลวกจิ้มน้ำพริกแล้ว  เวลามันออกลูกกินวันละสามเวลา   แถมทำของหวานอีก    ยังกินไม่ทัน     ฟักทองและขี้พร้าที่ปลูกในป่า   ไม่รู้ทำไมมันโตผิดปกติ    เวลากินไม่ทันก็ปล่อยให้มันแก่จนเถามันเฉาตายแล้วค่อยเก็บ    ลูกๆหนึ่งหนักซะห้าโลเห็นจะได้    เวลาเป้มันขลุกขลิ    ทั้งปวดหลัง  ทั้งหนัก    ทำที่เก็บให้พ้นน้ำพ้นฝน    เก็บได้หลายปี   หนูกระรอกก็ไม่แทะ   ยามล้อมปราบยามขาดเสบียง    เอามากิน  ต้องใช้ขวานผ่าถึงจะออก    พอผ่าออกมาแล้ว    จะเจอเม็ดฟักทองแตกใบอยู่ในนั้นสลอนเชียว    บางลูกก็แตกใบเฉาอยู่ข้างใน
Posted by Din on 21 Sep. 2002,06:03
ขี้พร้าคืออะไรครับผม  bigsmile.gif
Posted by add on 21 Sep. 2002,19:54
ถ้าป้าแอ๊ดจำไม่ผิดนะ ต้องให้คุณวันดี กับคุณ สข1 ช่วยนึกดูด้วย
  คนใต้ เรียกฟักทองว่า น้ำเต้า
  เรียกฟักว่า ขี้พร้า 
  พริกขี้หนู เรียก  ดีปลี
  สับปะรด  เรียก  ยานัด
  มะละกอ  เรียก  ลอกอ

   ทางเขตที่ดิฉันอยู่กินหมูป่าไม่ได้ เพราะเป็นเขตมุสลิม กินได้แต่ลิง ค่าง ชะนี เวลามีงานใหญ่ชาวบ้านจะล้มวัว และเนื่องจากเราไม่ค่อยได้กินเนื้อกันบ่อยนัก เวลาที่มีงานมีอาหารพิเศษ เป็นสารพัดเนื้อ จึงทำให้พวกเรามักจะท้องเสียกันเสมอ ร่างกายมันคงรับไม่ไหว

   ทางพรรคพี่น้องมลายู เคยเอาเนื้อเสือเค็มมาแบ่งให้กิน จะมีกลิ่นสาบหน่อย เนื้อหยาบ พอกินได้ ไม่อร่อยเท่าไร เนื้อที่อร่อย ก็คือ เนื้อกวางและกระจง จะละเอียด ไม่เหนียว และหอม พวกลิง ค่าง ชะนี จะกลิ่นแรงกว่า 

   มีอยู่คราวหนึ่ง สหายไปยิงสัตว์หน้าตาประหลาดมา เรียก เสือค่าง ตัวสีดำ ใหญ่กว่าค่าง หน้าตาน่ากลัวคล้ายเสือ เขาเอามันกลับมามันยังไม่ตาย เขาก็พยายามจะใช้สารพัดวิธีที่จะทำให้มันตาย ยกเว้นยิง เพราะมันจะเสียงดัง ทั้งทุบทั้งตีก็ไม่ตาย ดิฉันเห็นแล้วก็แทบทนไม่ไหว ในที่สุดเขาก็ฆ่ามันด้วยการเผาทั้งเป็น ดิฉันยังจำภาพที่มันทุรนทุราย เอามือจับกิ่งไม้แน่นได้ติดตา กว่ามันจะตายก็กินเวลานานมาก

   คนเราหนอทำไมช่างสร้างเวรสร้างกรรมได้ถึงขนาดนี้

   แล้วก็ยังมีอีก มีคนเอาหมามาเลี้ยงไว้ตัวหนึ่ง มันเติบโตเป็นหมาสีน้ำตาลแดง แสนรู้และน่ารักมาก พวกเราก็พากันรักมันทั้งค่าย ต่อมาจัดตั้งก็บอกว่า มันทันทำให้เสียลับ จึงต้องวิสามัญฆาตกรรม เขาเอามันไปยิงทิ้งที่ไหนไม่รู้ แต่เขาก็ยังอุตส่าห์กินเนื้อมันได้ลงคออีก มีสหายหญิงคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์ มาเล่าให้พวกเราฟังแบบขวัญผวา 

   ไม่รู้จะสรุปว่าอย่างไรเหมือนกัน
Posted by KiLiN on 22 Sep. 2002,21:08
มีบทโศลกบทหนึ่งซึ่งสะท้อนธรรมชาติของคนได้ดี 
บทนั้นมีอยู่ว่า

ลูกรัก.....
เวลาที่อันตรายที่สุดมีอยู่
๑. เวลาเช้ามืด
๒. เวลาหิว
๓. เวลาเบื่อ
๔. เวลาพลบค่ำ
๕. เวลาโง่


ที่ว่าอันตราย คือว่าเป็นเวลาที่เราจะทำเรื่องไม่ปกติขึ้น จะคำนึงถึงคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม มนุษยธรรมน้อยลง กล้าที่จะทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองความหิว ความต้องการของตนและพวกพ้อง จะมองข้ามความเป็นสัตว์ร่วมโลก ความเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย

ผมไม่ได้ตำหนิใครนะครับ ผมก็เป็นครับ เพราะเรายังเป็นปุถุชน เรายังไม่รู้จักเอาชนะตนเอง เรายังแพ้ภัยตนเอง เรายังแยกไม่ออกว่าอะไรคือความจำเป็นอะไรคือแค่ความต้องการ เรายังไม่รู้จักเอาชนะลดความต้องการให้เหลือแค่ความจำเป็น เราจึงต้องเบียดเบียนกันไม่จบไม่สิ้น
Posted by สข1 on 22 Sep. 2002,22:15
ผมตอบอย่างจริงจังนะครับ
ในสภาพที่ต่างกันความจำเป็นก็ต่างกัน   ทำให้เรื่องที่ดูผิดปกติในที่หนึ่งเป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดาในอีกที่หนึ่ง    ความจริงในภาวะสงครามยังมีเรื่องที่โหดร้ายยิ่งกว่านี้อีกเยอะ  ที่แม้แต่คนที่อยู่ในป่าด้วยกันก็ไม่รู้  ผมถือว่าเป็นความจำเป็น  ทุกคนล้วนบริสุทธิ์ใจ   เพื่อความอยู่รอดของส่วนรวม  เพื่อชาติเพื่อประชาชน(ถึงแม้ท้ายสุดจะล้มเหลวก็ตาม)   ขออย่างเดียวอย่าทำเพื่อลุแก่อำนาจของตัวเอง  อย่าหลอกและทำร้ายมิตรสหายด้วยกันเอง   ไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจ

ถูกของคุณแอ๊ดครับ   ภาคใต้เรียกฟักทองว่าน้ำเต้า   ฟักเขียวหรือฟักแฟงว่าขี้พร้า    ส่วนฟักเขียวผมว่ามันต้องคนละพันธุ์กันเพราะมันใหญ่โตแข็งแรงกว่ากันเยอะ   แต่ละลูกยาวเกือบเมตร   ส่วนมะละกอที่ผมเรียกแตงต้น   และกล้วยหลา   ลอกอก็มีคนเรียก    มีเรื่องหน้าแตกตอนขึ้นไปใหม่ๆ   พี่เลี้ยงบอกช่วยไปเก็บกล้วยหลามาสองสามลูก  เราก็ไปตัดกล้วยป่ามาเคลือหนึ่ง
Posted by KiLiN on 23 Sep. 2002,03:34
ผมเข้าใจความคิดความรู้สึกตรงนั้นของคุณ สข.1 นะครับ ผมก็เคยคิดเคยรู้สึกแบบนั้นมาก่อน แต่วันนี้ไม่ใช่ ผมเพียงแต่อยากจะบอกมุมคิดมุมอื่นให้ได้คิด เพื่อมองกว้างออกไป

ลองมาวิเคาะห์หนักๆดูหน่อยปะไร

ก่อนอื่นต้องขอย้ำว่า ผมไม่มีเจตนาที่จะมาบอกว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ผิดนะครับ ทุกคนเคยทำผิดคิดผิดพูดผิดมาแล้วในอดีตทั้งนั้น  แม้พระพุทธเจ้าก็เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาก่อน  การเปิดใจกว้างจะทำให้ปัจจุบันเราคิดไม่ผิด พูดไม่ผิด สุดท้ายทำไม่ผิดได้ 

ผมเห็นด้วยว่าต่างเวลาต่างสถานที่ความจำเป็นย่อมต่าง แต่...ก็ไม่จำเป็นต้องเบียดเบียนผู้อื่นชีวิตอื่นเพื่อความอยู่รอดของตนและพวกพ้อง ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลอย่างไรก็ตามที เพราะเหตุผลแบบนี้คือการมองเข้าหาตนเอง เอาตนเองเป็นความชอบธรรม เอาตนเองเป็นศูนย์กลางของความถูกผิด

ถ้า.....การเบียดเบียนผู้อื่นชีวิตอื่นเป็นความไม่ดีไม่ถูก  ไม่ว่าจะเวลาไหนๆสถานะไหนๆก็ต้องไม่ถูกวันยังค่ำ โดยไม่เกี่ยวว่าเบียดเบียนเพื่ออะไร มิเช่นนั้นใครๆก็อ้างได้

เราบอกว่า เราปฏิวัติเพื่อปลดปล่อยประชาชาติประชาชน เพื่อให้ผู้ด้อยกว่าหลุดพ้นจากการเอารัดเอาเปรียบ หลุดพ้นจากการถูกเบียดเบียนจากผู้มีโอกาสมากกว่า  แต่ในท่ามกลางการปฏิบัตินั้นเราก็กำลังเบียดเบียนกลุ่มชีวิตอื่นที่แข็งแรงน้อยกว่าอีกนั่นแหล่ะ  แล้วเนื้อหาจะต่างกันตรงไหน เราบอกคนกลุ่มหนึ่งกดขี่เอารัดเอาเปรียบ เบียดเบียนคนกลุ่มหนึ่ง  แล้วมันต่างอะไรที่เราก็กำลังเบียดเบียนชีวิตอื่นอีกเหมือนกัน  เราจะมาบอกเพื่อปากท้องเพื่อความอยู่รอดก็ไม่ใช่  เพราะถ้าเพื่อแค่ตรงนี้มันง่าย แต่เรากำลังต้องการต่อสู้กับความเอารัดเอาเปรียบ ผู้แข็งแรงกว่าต้องไม่เบียดเบียนผู้อ่อนแอกว่า นี่คือแก่นคือเนื้อของการปฏิวัติ ไม่ใช่ชัยชนะจากอำนาจรัฐเป็นแก่น อำนาจรัฐเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการ  ไม่ใช่เนื้อหา เป้าต้องอยู่ที่เนื้อหา  เครื่องมือนั้นใช้เครื่องมืออะไรก็ได้

การปฏิวัติที่แท้จริงจึงต้องปฏิวัติจิตสำนึกภายในขบวนควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่วางแต่เป้าภายนอก มองข้ามงานภายใน ถ้ามีแต่เป้าภายนอก ที่สุดคนในขบวนก็จะกลายเป็นเป้าภายนอกในโอกาสต่อไป  เมื่อไม่เข้าใจเช่นนี้ขบวนจึงเป็นหนึ่งไม่ได้
Posted by Din on 23 Sep. 2002,19:38
เคยอ่านเจอคนที่เครื่องบินตกบนเทือกเขาแอนดีส  ซึ่งเป็นภูเขาหิมะ  ในทวีปอเมริกาใต้   คนที่รอดชีวิตมาได้คือคนที่กินเนื้อของเพื่อนที่ตายไปแล้วครับ
บางคนอาจจะเลือกที่จะอดตายโดยไม่แตะต้องเนื้อของเพื่อนมนุษย์ก็ได้ครับ

ตราบใดที่มนุษยชาติยังอดอยากหิวโหย  เพราะขีดจำกัดและการกระจายของทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม  การจะฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ยิงนกตกปลาเพียงเพื่อประทังหิวประทังชีวิต  คงจะเป็นเรื่องทั่วไป  ตราบใดที่ไม่ใช่เพื่อความสนุกสนานเกมส์กีฬา  หรือเพื่อความสะใจครับ  
วิธีการอาจจะเป็นประเด็น  ผมเข้าใจว่าในสถานการณ์สงครามที่ต้องระมัดระวังสูงไม่ให้เกิดเสียงดังเพื่อความปลอดภัยของชีวิต  อาจจะเกิดวิธีการที่ทำให้คนไม่ได้อยู่ในสถานการณ์นั้นๆรับไม่ได้ขอรับ  smile.gif
Posted by นกกะปูด on 24 Sep. 2002,10:02
ว๊ายยยยยย นู๋รับสารภาพ ขอลดกึ่งหนึ่งนะคะ คุณดิน ic-12.gif
นู๋ฆ่าสัตว์เพื่อเป็นเกมส์ และความมันส์กับความสะใจค่ะ

พี่สข.1 กะ น้าแอ๊ดขา..นู๋รอฟังเรื่องในป่าอยู่ค่ะ  bawling.gif  bawling.gif
Posted by KiLiN on 24 Sep. 2002,19:55
ขอเชิญคุณ สข.1 คุณวันดีเล่าต่อครับ again.gif
ผมไม่ได้เจตนาเบรคอะไร เป็นเพียงความคิดเห็นอีกแง่มุมหนึ่งเท่านั้น
ต้องขอโทษด้วยนะครับ ถ้าเกิดเข้าใจผิด smile.gif withstupid.gif
Posted by สข1 on 24 Sep. 2002,21:36
อาหารอีกอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของพวกเราคือ  ต้นชกหรือลาโอน   ต้นชกคล้ายๆต้นมะพร้าว   ยอดชกเอามาผัดปลากระป๋องหรือทำแกงเผ็ดอร่อยมาก   แต่ต้นชกมีน้อยและเหมือนกับต้นช้างไห้   ซึ่งก็กินอร่อยเช่นเดียวกัน   มีอยู่วันหนึ่ง สหายจวง ไปตัดยอดชกมาทำกับข้าว   แต่กินแล้วเมาปวดหัวแทบจะระเบิด  จึงรู้ว่ามันคือต้นช้างไห้ส่วนต้นลาโอนจะคล้ายต้นหมาก   แต่มีหนามรอบๆลำต้น   ลักษณะหนามเปราะคล้ายหอยเม่น  แทงแล้วหักในบ่งไม่ออก   เจ็บปวดมาก   ต้นลาโอนนอกจากจะตัดเอายอดมาทำอาหาร   ลำต้นยังเอามาเหลาเปลือกขุดใส้ออก   ทำรางน้ำประปา   ทำโต๊ะกินข้าว  ทำเก้าอี้สนาม   ทำเตียงสารพัดชั้นวางของ  ที่สำคัญไม้ตรงโคนยังเอามาทำขวาก   เวลาเหลาเป็นรูปสามเหลี่ยมจะแข็งเหมือนเหล็กขูดชาร์ปเลยทีเดียว   ช่วงล้อมปราบปลายปี 19   ได้ใช้ทำหลุมขวากเป็นจำนวนมาก  

การดำรงชีวิตในป่ากิจกรรมที่ต้องทำประจำก็คือการเดินป่า   ความยากลำบากที่อยู่คู่กับการเดินป่า  นอกจากเดินเหนื่อย  เป้ของหนักแล้ว   สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือตัวทาก  โดยเฉพาะป่าใหม่ที่ยังไม่มีคนเดินผ่าน    จะมีทากจำนวนมหาศาล    ตัวทากมีความสามารถในการชอนไชสูงมาก    เราเอาผ้าที่ทำเสื้อวอร์มมาตัดถุงเท้า   ห่อหุ้มอย่างมิดชิด   มันยังสามารถเจาะไชเข้าไปกัดกินเลือดเราได้    บางครั้งไต่ขึ้นมาถึงเอวแล้วมุดเข้าไปกัดบริเวนใต้ร่มผ้า   เคยมีสหายถูกกัดตรงจั๊กแร้ก็มี   กัดตรงง่ามก้นก็มี   แต่มีอีกตัวหนึ่งร้ายกาจกว่าทากอีก    แต่ความบ่อยน้อยกว่าคือตัวเห็บ    เห็บเป็นสัตว์ที่ตัวเล็กจนแทบจะมองไม่เห็น   แต่เวลากินเลือดจนอิ่มจะเห็นตัวแดงเรื่อๆขนาดเท่าหัวไม้ขีด  และจะไม่หลุดไปเอง  เห็บชอบทำรังตรงขอนไม้ผุ    หรือกองใบไม้แห้ง    ถ้าใครนั่งทับรังเห็บเข้ามันจะไต่ยุบยับขึ้นทั้งตัวนับจำนวนไม่ถ้วน    อาบน้ำถูสบู่   ฟอกด้วยแฟ๊บก็ไม่หลุด  มันชอบซุกซ่อนอยู่ตามบริเวนที่ลึกลับและอับชื้น    สหายชายเวลาเจอเห็บ    จะนุ่งผ้าขาวม้าแล้วผัดกันจับ    หลังจากคิดว่าจับหมดแล้ว    อีกสามวันจะพบว่าถูกเห็บกัดบริเวนเนื้ออ่อนๆใต้ร่มผ้า   อย่างน้อย 2-3ตัว  โดยเฉพาะตรงลูกล้อปืนใหญ่   เพราะเห็บมันอาศัยอยู่ที่กางเกงใน    ซักตากแดดแล้วมันก็ยังอยู่    เห็บร้ายกว่าทากตรงที่เมื่อถูกมันกัดแล้วจะอักเสบคัน    ยิ่งเกายิ่งมัน   จนแกะเสก็ดแผลถึง 17 ครั้งจึงจะหายคัน    สหายหญิงคนหนึ่งป่วยอยู่นานโดยไม่ทราบสาเหตุ     กว่าจะพบว่าเป็นเพราะถูกเห็บกัดในรูหู   ก็นานถึงสองอาทิตย์

เราทำที่นอนของเราที่โรงเทคนิค   โดยปรับพื้นให้ต่ำกว่าพื้นที่ทำงาน   เวลาฝนตกน้ำจะนองพื้นใต้เตียง    เราสังเกตเห็นมีใส้เดือนจำนวนมากจะวิ่งพล่านเหมือนกับมาเล่นน้ำอยู่ใต้พื้นเตียง     ใส้เดือนในป่าตัวโตคืบกว่าๆ    แล้วก็จะมีสัตว์อีกชนิดหนึ่งเหมือนใส้เดือนมาก   โตประมานนิ้วก้อย   ตัวยาวซักฟุตเห็นจะได้   เคลื่อนไหวอยู่ในหมู่ใส้เดือน    แต่ว่องไวกว่ากันเยอะ  เราคิดว่ามันคือใส้เดือนป่า  แต่แล้วเราก็เห็นมันจิกที่ปลายข้างใดข้างหนึ่งของใส้เดือน  แล้วดูดรวดเดียวก็กลืนลงท้องไปทั้งตัว  มันยังคงไล่กินใส้เดือนอย่างสนุกสนาน    เราก็อยากเล่นกับมันบ้าง    จึงเอาไม้อันหนึ่งคอยเขี่ยหัวใส้เดือนออกไม่ให้มันจิก จนมันไม่สามารถจิกที่หัวใส้เดือนได้     แต่มันกลับจิกตรงกลางลำตัวแล้วดูดใส้เดือนตัวนั้นพับครึ่งลงไป   เห็นแล้วหวาดเสียวพิลึก

มีตัวต่อหัวเสือมาบินวนเวียนอยู่ในโรงเทคนิคสองสามตัว    มันไม่ได้ทำอะไรเรา  แต่ทำให้รู้สึกรำคาญ    เราเลยตีมันตาย   แต่จำนวนต่อกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ   ยิ่งตีจำนวนยิ่งเพิ่ม   ผลสุดท้ายเราเลยแกะรอยจนพบรังของมันเข้า    เป็นต่อหลุม   สหายบอกถ้าใครเดินตกหลุมมันเข้าต้องตายแน่นอน    เราจึงวางแผนการขุดต่อหลุมในคืนเดือนมืดคืนหนึ่ง    การขุดต่อหลุมทำไม่ยาก   เราก่อไฟบนรังของมัน    แล้วคอยดูว่ามันบินออกมาจากรูไหน    แล้วเอาดินอุดจนเหลือรูออกเพียงรูเดียว    ย้ายกองไฟไปใกล้กับรูออกที่เหลือ    เอาด้ามจอบกระทุ้งรังมัน    มันจะทยอยบินออกมาเรื่อยๆ   พอออกจากรูก็จะถูกไฟเลียปีก    ร่วงลงมาเดินยั้วเยี้ยเต็มพื้นไปหมด     ใครไม่ระวังยังสามารถถูกต่อยได้ในช่วงนี้    เราใช้เวลาหลายชั่วโมง    จึงมั่นใจว่าต่อหมดรังแล้วจึงเริ่มทำการขุด    ได้ไข่ต่อและตัวอ่อนมาประมานหม้อหนึ่ง    ผัดใส่เกลือกินอร่อยมาก

เครื่องฝังเข็ม R.Q.PUNCTURE
เทคนิคทางการแพทย์อย่างหนึ่งในป่า   คือการฝังเข็ม   ซึ่งสามารถใช้แก้สารพัดโรค   ตั้งแต่โรคกระเพาะ   ท้องผุ  เป็นหวัด   ปวดหัว   บางคนใช้ฝังเข็มแก้โรคความจำเสื่อมก็มี   หน่วยแพทย์ได้เอาเครื่องกระตุ้นการฝังเข็มด้วยไฟฟ้ามา   แล้วให้เราสร้างเครื่องนี้ให้กับหน่วยแพทย์  เราได้สร้างโดยใช้วงจร  Oscillator  กับวงจร        IC 555 เพื่อสร้างสัญญาน Puls ที่มีความถี่ต่างๆกันใช้สำหรับกระตุ้นการฝังเข็ม   เป็นอีกหนึ่งโครงการณ์ของหน่วยเทคนิค   เครื่องนี้ปัจจุบันเรายังเก็บเครื่องต้นแบบไว้เป็นที่ระลึก

ช่วงหลังกองศูนย์เริ่มมีความวุ่นวายมากขึ้น     มีสหายเยาวชนชายหญิงอายุประมาน 12-15ปี ขึ้นมาหลายคน   เป็นมวลชนจากเขต 01  และ  02 จัดตั้งคงตั้งใจจะให้การศึกษาเพื่อบ่มเพาะเป็นผู้ปฏิบัติงาน   เยาวชนเหล่านี้ค่อนข้างจะขาดความพร้อม   ศึกษาลัทธิมาร์กได้ประโยคสองประโยค   ก็ร้อนวิชาเที่ยวเอาทฤษฎีเที่ยวไปอวดอ้างข่มผู้อื่น   เข้าตำราใช้ลัทธิคัมภีร์กับผู้อื่น  ใช้ลัทธิเสรีกับตัวเอง  แล้วยังมีปัญหาชิงรักหักสวาทกันอีก   ทำให้เกิดความวุ่นวาย   ต้องแก้ปัญหากันรายวัน   กองศูนย์เริ่มจะกลายเป็นกองกำลังที่พะรุงพะรัง   ประกอบกับ สปท.ถูกปิด   จัดตั้งได้ให้พวกเราติดตามสถานะการณ์จาก   สถานีวิทยุปักกิ่งภาคภาษาไทยแทน   ทำให้เกิดเสียงวิพากวิจารณ์ในหมู่สหาย   นิรันดร์ถึงกับไม่ไปร่วมฟังข่าวเลย    สถานะการ์ณการปฏิวัติเริ่มอึมครึม    บรรยากาศทางการเมืองเงียบเหงาสหายส่วนใหญ่เก็บความรู้สึกไว้ในใจ    และแอบคุยกันในหมู่คนที่สนิทเท่านั้น     ช่วงปลายปี 2523  จัดตั้งมีมติให้ย้ายกองศูนย์ไปที่ใหม่    และลดขนาดลงเหลือเพียงหน่วยโรงจักรเย็บ   มีสหายวรรณ  สหายภู  สหายแก้ว   หน่วยเอกสารสิ่งพิมพ์มีสหายณา  สหายมาลัย   และสหายในหน่วยเทคนิคอีก 4 คนเท่านั้น
Posted by สข1 on 24 Sep. 2002,21:44
ขอบคุณทุกคนครับ
ผมไม่มีปัญหาสำหรับความคิดเห็นหรือมุมมองที่แตกต่างครับ ผมตั้งใจจะเล่าจนถึงวาระสุดท้ายของเขตงานสงขลา 1 ผมพยายามจะเล่าเรื่องที่เล่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยไม่ใส่มุมมองหรือความเห็นของผม  ส่วนเรื่องผิดถูกก็ขอให้เป็นพิจารณาของผู้อ่าน
Posted by STUV on 25 Sep. 2002,05:18
ทากดูดเลือดในป่า (ทากดูดเลือดไม่อยู่ในเมืองแน่นอน) มี 2 ชนิด
ชนิดแรกอยู่ตามพื้น ทากจะไต่ขึ้นจากรองเท้าแล้วชอนไชเข้าที่ลับตากัดและดูดเลือด
ทากอีกชนิดหนึ่งอยู่บนใบไม้สูงระดับเอว พวกนี้จะเข้าไปซุกซ่อนตามลำตัว แขน คอ
ทากที่อยู่ตามพื้นคงไม่อดทนชอนไชขึ้นไปถึงรักแร้จึงจะดูดเลือดหรอกครับ

ในหน้าแล้งไม่ค่อยมีทาก แต่ก็จะเจอกับเห็บอย่างที่พี่ สข1 เล่าให้ฟัง
พวกผู้ชายหากถูกกัดในที่สำคัญจะเกิดอาการ "เห็บจ๋ำ"
ส่วนสาวๆ ทั้งหลายจะเกิดอาการ "เห็บจ๋อย" ครับ biggrin.gif biggrin.gif biggrin.gif
Posted by add on 25 Sep. 2002,09:44
ก๊ากๆๆๆๆๆ
    อยู่ป่ามาตั้ง 4 ปี  เพิ่งได้ยินสองคำนี้เดี๋ยวนี้เอง
    ฮ่าฮ่า  ทีเด็ดนาย Stuv  !!!
Posted by สข1 on 26 Sep. 2002,20:09
หัวหน้าหน่วยเทคนิค
อย่างที่เคยกล่าวไว้ว่าหน่วยเทคนิครู้สึกจะไม่เคยมีหัวหน้าหน่วยที่แท้จริง   ในการทำงานเราค่อนข้างจะทำงานและประสานซึ่งกันและกันได้ด้วยตัวเอง    หัวหน้าหน่วยที่จัดตั้งแต่งตั้งให้จึงมีหน้าที่ประชุม   ชี้แจงมติ   กำหนดเป้าหมายเท่านั้น    แต่ไม่เคยมาทำงานร่วมกับเราเลย    หัวหน้าหน่วยคนแรกคือคุณพิทักษ์    ซึ่งน่าจะเรียกผู้ชี้นำทางการเมืองมากกว่า    เพราะไม่ค่อยได้มาคลุกคลีกับเรานัก   นานๆจะมาเพื่อนำการประชุม   โดยเฉพาะเวลาเริ่มโครงการณ์ใหม่   (สหายในหน่วยเทคนิคเป็นหน่วยเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนไปทำหน้าที่อื่นเลย)    คนที่สองคือ คุณกิจ   ความจริงคุณกิจแกเป็นโรคกระเพาะ    ไม่สามารถไปทำหน้าที่อื่นได้   จึงมาพักฟื้นที่กองศูนย์ชั่วคราว   เลยให้มานั่งตำแหน่งหัวหน้าหน่วยเทคนิคด้วย    โดยตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่ง    แกไม่เคยมายุ่งเกี่ยวกับงานของหน่วยเลย    คนที่สามคือ คุณกานต์   ถึงแม้แกจะไม่รู้เรื่องงานเทคนิก   แต่เป็นหัวหน้าหน่วยที่ใกล้ชิดกับเรามากที่สุด    กองศูนย์ใหม่มีเพียงคุณวรรณและคุณณาที่เป็นสมาชิกพรรค    คุณแก้วคุณแสงเป็น สยช.  คุณประวัติก็พึ่งจะเข้ารับการอยรมเพื่อยกระดับเป็น สยช. วันหนึ่งคุณแก้วได้เป็นตัวแทนจัดตั้งมาประชุมหน่วยเทคนิค   โดยถามพวกเราว่าเห็นสมควรให้ใครเป็นหัวหน้าหน่วย    พวกเราได้ถามว่าทุกครั้งก็เห็นแต่งตั้งมาโดยไม่เคยถาม    แล้วทำไมครั้งนี้จึงต้องถาม   คุณแก้วบอกว่าเพราะเราได้ลดขนาดของกองศูนย์ให้เล็กลง    คุณกานต์ได้ย้ายไปอยู่ 02  จัดตั้งไม่ทราบว่าควรจะตั้งใครถึงจะเหมาะสม   จึงอยากถามความเห็นของพวกเรา    พวกเราถามอีกว่าอย่างนี้ถือเป็นการเลือกตั้งหรือเปล่า   คุณแก้วบอกว่าไม่ใช่   เป็นการสอบถามความเห็น    เพื่อจะได้แต่งตั้งคนที่เหมาะสม    หลายคนมีความเห็นว่าคุณแสงเหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าหน่วยเทคนิค    หลังจากนั้นจัดตั้งได้ประกาศว่าเนื่องจากจัดตั้งไม่สามารถแต่งตั้งผู้ที่เหมาะสมไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยเทคนิคได้   จึงให้สหายในหน่วยเลือกตั้งกันเองสหายในหน่วยเทคนิคได้เลือกให้คุณแสงเป็นหัวหน้าหน่วยเทคนิค     ทำให้สหายอื่นๆได้มาถามพวกเราว่า     ทำไมสหายในหน่วยเทคนิคไม่ขึ้นต่อจัดตั้ง    ถึงกับต้องเลือกหัวหน้าหน่วยกันเอง

กังหันพลังน้ำของPELTON
กองศูนย์ใหม่ตั้งอยู่ในหุบเขาเล็กๆ    มีน้ำตกเล็กๆไหลผ่าน   มีหมอกปกคลุมตอนเช้า   ถ้าวันไหนฝนตกก็จะเป็นเมืองในหมอกทั้งวัน   วันๆแทบจะไม่เห็นแสงตะวันเลย   จัดตั้งบอกที่ตั้งกองศูนย์ถือเป็นความลับ   ไม่อนุญาตให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรับรู้    เราจึงอยู่เป็นเอกเทศแทบจะไม่ติดต่อกับโลกภายนอก    เราใช้เวลาในการสร้างค่ายไม่กี่เดือน  กองศูนย์ใหม่มีต้นลาโอนเป็นดง  กลางวันเราแบกเครื่องเลื่อยไปเลื่อยไม้กระดาน  ตกเย็นจะโค่นต้นลาโอนแล้วตัดยอดกลับไปให้พี่เลี้ยงทำกับข้าว  ชีวิตการงานเราค่อนข้างจะมีความสุข  ถึงแม้จะรู้สึกอึดอัดในทางการเมือง  ในยามว่างจากงานประจำเราจะไปสำรวจน้ำตกสายนี้อยู่บ่อยๆ   ตั้งแต่เส้นทางการไหลของน้ำ  ความลาดชันในแต่ละช่วง  ปริมานน้ำที่ได้ในแต่ละจุดต่อชั่วโมง    บริเวนที่จะสร้างเขื่อน    และจะสามารถเปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำได้อย่างไร   ในระหว่างนี้เป็นช่วงที่มีข่าวการออกจากป่าของ  บุญส่ง  ชเลทร  และเสกสรรค์  ประเสริฐกุล    ทำให้บรรยากาศทางการเมืองเพิ่มความอึมครึมมากขึ้น    แต่เรากลับไม่ได้ให้ความสนใจกับความเป็นไปเหล่านั้น    เพราะตั้งแต่การศึกษาวินัยทปท.ครั้งนั้นจบลง   พวกเราก็รู้สึกโดดเดี่ยวและเป็นคนแปลกหน้า

หลังจากเราได้สำรวจภูมิประเทศ   และทิศทางและปริมานของน้ำละเอียดดีพอแล้ว   จึงเสนอโครงการไฟฟ้าพลังน้ำตกโดยใช้หลักการกังหันน้ำของ เพลตัน ต่อจัดตั้ง    เราเสาะหาได้ มู่เล่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เซนต์    จากเหมืองแห่งหนึ่ง    ส่วนใบพัดใช้ท่อประปาขนาดสี่นิ้ว    มาตัดผ่าแล้วดัดเคาะจนได้รูปเป็นชิ้นส่วน    เอามาเชื่อมติดกันแล้วเจียรขัดจนเป็นใบพัดที่ดูเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกัน   (เพราะเราไม่สามารถจะปั๊มหรือเคาะให้ได้รูปร่างตามที่ต้องการ  ในชิ้นเดียวได้)  โชคดีที่เหมืองยอมให้เราใช้ช็อปและเครื่องมือของทางเหมืองซึ่งมีความพร้อมมากกว่าเรา    และยังคอยหุงหาอาหาร   ตลอดจนช่วยซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ขาดแคลนบางอย่างให้กับเรา    เราทำงานอยู่ในเหมืองประมานสองอาทิตย์กว่า   โดยผลัดกันเฝ้ายามหนึ่งคน    คอยสำรวจบริเวนรอบๆอีกหนึ่งคน   และทำงานอีกสองคน    ประกอบกันเรียบร้อยเราจะได้กังหันตามแบบของ เพลตัน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาน 80 เซนต์  งานต่อไปคือการขุดคลองเปลี่ยนเส้นทางเดินของน้ำ   เพื่อสร้างเขื่อนและเดินท่อ    ในทำเลที่เราเลือกแล้วว่าเป็นจุดที่มีความชันและระยะทางเหมาะสมที่สุด   งานนี้ถือเป็นงานที่หนักที่สุดของเรา    ทุกคนมือไม้แตกพองกันหมด    สหายประวัติจะหนักที่สุด   เพราะถูกหินก้อนขนาดสามคนโอบทับหัวแม่เท้าแตก   ขณะที่ช่วยกันงัดหินออกให้พ้นเส้นทางเดินท่อ    เราใช้เวลาประมานหนึ่งเดือนในการสร้างเขื่อน   เดินท่อ  และติดตั้งกังหันประกอบเข้ากับเจนเนอเรเตอร์ขนาด 7KVA  วันแรกที่เดินระบบไฟฟ้าภายในค่ายเสร็จ   และปล่อยกระแสไฟที่ปรับแรงดันเรียบร้อยแล้วเข้าสู่อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในค่าย    เมื่อแสงสว่างของไฟดวงแรกที่โรงเทคนิคสว่างขึ้น    เรามีความรู้สึกภูมิใจและมีความสุขที่สุด    โครงการต่อไปเราคิดจะทำระบบสปริงเกอร์    รดน้ำในไร่ให้กับหน่วยการผลิต  

ตั้งแต่ปลายปี เป็นต้นมาบรรยากาศทางการเมืองค่อนข้างจะสับสนอึมครึม   มีสหายออกจากกองทัพไปอย่างเงียบๆหลายคน   บางคนเป็นลูกที่ดีของพรรค  และมีบทบาททางการเมืองสูง มักมีการพูดคุยถึงแนวทางที่ผิดพลาดของพรรคในสหายบางกลุ่ม     บางคนก็วิพากวิจารณ์การดำเนินงานของจัดตั้ง   แต่ก็มีปรากฏการณ์ที่แปลกอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นคือ  สหายจะแต่งงานกันบ่อยมากในช่วงนี้   แต่งกันครั้งละ 3-4 คู่  

ช่วงเดือนกุมภามีสหายจากเขตงานพัทลุงคนหนึ่ง  ชื่อสหายอ้วน  แกออกไปซื้ออุปกรณ์ในเมืองแล้วถูกจับที่หาดใหญ่   แต่หลบหนีได้ระหว่างทาง  แล้วเดินทางเข้ามาที่เขตสงขลา    แกได้เข้ามาพูดคุยถึงแนวทางที่ผิดพลาดของพรรคให้พวกเราฟัง     ตั้งแต่การวิเคราะห์สังคมไทยว่าเป็น กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา  ความเข้าใจและการปฏิบัติที่ผิดในทฤษฎีเรื่อง    ประชาธิปไตยรวมศูนย์   ทฤษฎีชนชั้น   และวัตถุนิยมวิภาษ  การดำเนินการที่ไม่ชอบธรรมของจัดตั้งบางเขต  รวมทั้งเล่าปัญหาความขัดแย้งของ เสกสรรค์ให้พวกเราฟังในอีกแง่มุมหนึ่ง    สหายสนใจฟังแกพูดมาก   ผมเห็นจัดตั้งหลายคนจะนั่งคุยกับแกเป็นการส่วนตัวเป็นเวลานานๆ   ขณะเดียวกันก็มีสหายจากเขตพัทลุงอีกสี่คนเดินทางมาที่เรา  มีคนหนึ่งชื่อสหายเฟื่อง  สหายอ้วนเป็นคนบอกเราว่า   คุณเฟื่องเป็น กกจ เขตสามจังหวัดพัทลุง    ส่วนอีกสามคนเป็นทหารองครักษ์    เขตสามจังหวัดพัทลุงต้องจัดประชุมสมัชชาจังหวัด   เพราะทนเสียงเรียกร้องจากผู้ปฏิบัติงานระดับล่างไม่ไหว   ตามระเบียบการพรรคฯ    ถ้ามีการประชุมสมัชชาจังหวัดต้องมีการเลือกตั้ง กกจ ชุดใหม่   และการประชุมสมัชชาครั้งนี้มี กกจ สี่คนหลุดจากตำแหน่ง   ทางศูนย์กลางได้มีคำสั่งย้าย กกจ สองคนไปดำรงตำแหน่ง กกจ ที่เขตอื่น   อีกสองคนย้ายเข้าศูนย์กลางดำรงตำแหน่งในฐานะเทียบเท่า กกจ    คุณเฟื่องคงจะส่งมาดำรงตำแหน่ง กกจ ที่เขตนี้    

เรายังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานของเราต่อไป   ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกับปัญหาที่ฟังมานัก  แต่ช่วงนี้จะมีสมาชิกพรรคเดินทางมาที่กองศูนย์บ่อยขึ้น   มาคราวละ3-4  คน  เมื่อมาถึงก็จะจับกลุ่มคุยกับสมาชิกพรรคที่กองศูนย์     คุยกันตั้งแต่กลางวันจนถึงกลางคืนดึกดื่น    สหายเหล่านั้นได้มาทักทายและชื่นชมผลงานเราบ้าง    มีครั้งหนึ่งเราได้ถามคุณปาน  และคุณช่วยว่าเป็นอย่างไรสหาย    แกตอบว่าเหนื่อยความคิดทุนนิยมขึ้นสูง    ต่อสู้ไม่ค่อยไหว    มีอีกครั้งหนึ่งคุณแก้วนั่งจับกลุ่มคุยกับสมาชิกพรรคจาก 02  และตั้งวงดื่มเหล้าด้วย   แกมาชวนเราตั้งแต่หัวค่ำ    แต่เราไม่ได้ไป   ตกเที่ยงคืนเราหลับกันหมดแล้ว    คุณแก้วได้มาปลุก ผมกับนิรันดร์ให้ไปร่วมวง    ผมบอกดึกแล้วผมง่วงอยากจะนอนพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปตรวจโรงไฟฟ้า(เราจะไปตรวจดูทุกเช้า)    แต่คุณแก้วก็ลากผมกับนิรันดร์ไปจนได้   เราไปนั่งฟังอย่างสลึมสลือโดยไม่ได้ร่วมพูดคุยหรือดื่มเหล้าเลย   สหายที่เป็นสมาชิกพรรคคร่ำครวญถึงความท้อแท้บนเส้นทางการปฏิวัติ    ความไม่มั่นใจในแนวทางของพรรคฯ    และต่อๆไปก็จะมีสมาชิกพรรคเดินทางมาพักผ่อนที่กองศูนย์เป็นระยะๆ    ด้วยข้ออ้างว่าติดปัญหาแนวทาง   ขณะเดียวกันศัตรูได้เริ่มเคลื่อนกำลังเข้าล้อมปราบอีกครั้ง

เดือนมีนาคม  สหายจาก 02 มาแจ้งว่าคุณกานต์เหยียบกับระเบิดเสียชีวิต    ส่วนคุณวีระบาดเจ็บ   ให้สหายทุกคนไปร่วมงานศพคุณกานต์
Posted by add on 27 Sep. 2002,22:22
อ่านเรื่องเข้าป่าแบบเข้มข้นจากคุณ สข1 แล้ว มาอ่านเรื่องเล่าในป่าแบบสบายๆของดิฉันบ้าง เป็นการผ่อนคลาย จะได้รู้ว่าในป่าก็มีหลายแบบค่ะ 

     หลังจากไปอยู่ที่ไร่ได้ไม่นาน ทางค่ายก็เรียกตัวดิฉันกลับไป เพื่อพาไปลงเขตงานหมู่บ้านคนไทย ดิฉันก็ไปด้วยความรู้สึกยินดี ที่จะได้ไปทำงานมวลชน ก็ต้องเตรียมตัวจัดเสื้อผ้า ข้าวของเหมือนกับที่ไปไร่ แต่จะให้ใส่แต่ชุดทหาร แล้วเขาให้ปืนยาวคาร์บินมาให้สะพาย 1 กระบอก เขาสอนบอกว่ายิงอย่างไร เคยให้หัดยิงเป้าหนเดียว เขาให้ยิงขึ้นฟ้าในงานพิธี 1 ครั้ง เฮ้อ กลัวจะตาย เสียงมันดังจนหูอื้อไปเลย ดิฉันยังคิดเลยว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นไม่รู้เราจะยิงปืนได้หรือเปล่า ?  ลงเขตงานครั้งแรกเขาให้สหายพื้นที่ที่อายุมากหน่อยไปกับดิฉันด้วย เพื่อจะสอนว่าต้องทำอะไรบ้าง เช่นการหุงข้าว ทำกับข้าว เรื่องก่อไฟ หาฟืน พวกผู้ชายเขาจะช่วยอยู่แล้ว คุณนาอยู่กับดิฉันแค่ 2-3 วันก็กลับค่าย ดิฉันก็ต้องเป็นหญิงคนเดียวในหน่วยงาน ซึ่งก็มีสหายอีก 3 คน ดิฉันก็ได้เรียนรู้ชีวิตในหน่วยงานมากมาย ที่จริงดิฉันจะมีปัญหาเรื่องภาษามาก เพราะเราพูดภาษาท้องถิ่นซึ่งเป็นภาษาใต้ไม่ได้

    เมื่อลงไปพูดคุยกับชาวบ้านที่หมู่บ้าน ฉันก็ต้องมีล่ามคอยแปลคำบางคำซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น ชาวบ้านก็เอ็นดูฉันมาก เพราะเห็นฉันเป็นผู้หญิงที่อายุยังน้อย วันหนึ่งป้าที่ขายของที่ร้านค้าในหมู่บ้าน แอบเข้ามาถามฉันว่า
    “ลูกเอ๊ย..ลูกมาทำไมไกลๆบ้านอย่างนี้ ทำไมไม่เรียนหนังสือ”
    ฉันพยายามจะอธิบายให้เขาฟัง แต่ดูเขาไม่เข้าใจที่ฉันพูดนัก เขาคิดว่าฉันคงตามผู้ชายคนใดคนหนึ่งในเขตงานนี้มามากว่า ในที่สุดป้าก็กระซิบว่า
    “กลับกรุงเทพฯมั้ย ป้าจะไปส่ง” ฉันยืนยันว่า ไม่กลับหรอก ป้าก็ยังอุตส่าห์บอกอีกว่า
    “อยากกลับเมื่อไร บอกป้านะ ป้าจัดการให้”


    ชาวบ้านตามร้านค้านี้ เขาจะคอยซื้อของให้พวกเรา อย่างเช่นข้าวสาร แต่เขาจะซื้อให้ทีละมากๆไม่ได้ เพราะจะมี ตชด.ที่ด่านคอยตรวจอยู่ ถ้าซื้อเป็นกระสอบๆทุกวันทางการก็จะสงสัย จึงต้องซื้อแค่วันละถังสองถัง การซื้อขายนี่ก็ทางเราไม่เคยเอาของจากชาวบ้านมาฟรีๆ เราฝากเงินไปซื้อเสมอ ยกเว้นข้าวของในไร่ที่เขามีจิตใจอยากให้เราเอง เช่น ดีปลี (พริกขี้หนู) แตงร้าน (แตงกวาลูกใหญ่ ผ่าออกมาแล้วขูดๆกินเลย อร่อยชื่นใจมาก ) ขี้พร้า (ฟัก) เป็นต้น

    การลงมาอยู่เขตงานทำให้ฉันต้องเรียนรู้เรื่องใบไม้ชนิดต่างๆ ชนิดไหนที่กินได้ก็เก็บไปที่พักเพื่อเอาไว้ทำกับข้าวมื้อต่อไป เช่น ใบผักหวาน และใบหมากหมกที่ชอบขึ้นในป่ายาง เอาไปจิ้มน้ำพริกอร่อย ใบมะม่วงป่าอ่อนๆจะมีรสเปรี้ยว ใบลูกเนียงอ่อนๆมีสีม่วง เวลากินจะฝาดๆ บางวันก็ต้องไปเก็บหอยขมในนาข้าว บางทีก็มีสหายไปโละกบ หรือจับปลามาได้บ้าง แต่นานๆครั้ง เนื่องจากเขตงานนี้ก็ไม่ค่อยจะปลอดภัยนัก 

     สิ่งที่ได้เรียนรู้จากสหายท้องถิ่น บางทีก็มีค่ามาก เช่น การหุงข้าวโดยใช้ใบไม้หรือใบไผ่เนื่องจากหาฟืนไม่ได้ เราต้องหาใบไม้แห้งเป็นจำนวนมากเพื่อให้พลังงานความร้อนมากพอที่จะหุงต้ม การหุงข้าวเมื่อฟืนเปียก และพยายามไม่ให้มีควัน การต้มน้ำด้วยผ้าขาวม้า น่าทึ่งมากที่ผ้าไม่ไหม้ไฟไปก่อนที่น้ำจะเดือด เป็นต้น 

     ส่วนชีวิตของชาวบ้านส่วนใหญ่ ผู้หญิงจะเป็นคนทำมาหากิน ต้องตื่นตั้งแต่ตี 1 ตี 2 ไปกรีดยาง ถ้ามีฐานะยากจนหน่อย สามีอาจตื่นมาช่วยกรีดยางด้วย แต่บางบ้านผู้หญิงทำคนเดียว พอตัดยางเสร็จ ก็ต้องเก็บน้ำยาง แล้วเอามาทำเป็นยางแผ่น จึงจะเสร็จสิ้นการทำยางจริงๆ หลังจากนั้นผู้หญิงก็ยังไม่ได้พัก ต้องมาตำข้าว เพื่อจะหุงกินแล้วก็ทำกับข้าวด้วย เช่น ย่างปลาเค็ม ตำน้ำพริก สองอย่างนี้เป็นอาหารประจำของชาวบ้านแถบนี้ ส่วนผู้ชายจะสบายกว่ามาก พ่อบ้านหลายคนตกเย็นก็กินเหล้า แล้วก็เมาไปจนวันรุ่งขึ้น ตื่นใกล้เที่ยงไปช่วยเมียทำยางแผ่น เสร็จแล้วก็กลับมากินข้าว หลังจากนั้นก็ไปเสวนาตามร้านค้า หรือไม่ก็ไปยิงนก หาปลา ดักสัตว์ พอตกเย็นก็ดื่มเหล้าต่อได้อีก 
    


     แต่เมื่อดูจากวิถีชีวิตของพวกเขาแล้ว ยิ่งมองย้อนใน ณ จุดที่เราอยู่นี้ ยิ่งมองเห็นชัดว่า การใช้เงินของชาวบ้านในแต่ละวันนั้นน้อยมาก ยิ่งถ้าไม่ได้ซื้อเหล้าแล้วละก็ ชาวบ้านจะมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้เงินเลย เพราะ ข้าวเขาก็ปลูกเอง กับข้าวก็เก็บเอาจากพืชผักที่ปลูกทิ้งไว้หลังหน้าเก็บเกี่ยว หรือไม่ก็หาผักป่า หาปลา และดักสัตว์ ฯลฯ เงินทองที่จะใช้ก็เมื่อซื้อของในครัว เช่น เกลือ น้ำปลา น้ำมัน กระเทียม กะปิ เป็นต้น ช่างเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายยิ่ง และแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน
Posted by สข1 on 01 Oct. 2002,00:05
ช่วงวิกฤต
หลังจากเสร็จสิ้นงานศพของคุณกานต์   ศัตรูได้เข้าล้อมปราบตามเขตงาน    บรรยากาศในกองทัพเริ่มเกิดความวุ่นวาย    สหายบางส่วน  ต่างจับกลุ่มพูดคุยกันถึงความผิดพลาดในการนำของพรรค    บางส่วนก็คร่ำครวญถึงความอึดอัดใจของตนเอง  มีบางคนเมาเหล้าแล้วร้องโวยวายทั้งคืน   มีเสียงเรียกร้องให้เปิดเวทีประชาธิปไตย    เพื่อพูดคุยปัญหากันในฐานะที่เท่าเทียมกันทุกคน    สหายไม่ยอมทำงานตามที่บัญชา    หน่วยทหารไม่ยอมออกรบ    และพวกเราก็ไม่ได้กลับไปทำงานกันที่กองศูนย์กันอีก    จัดตั้งไม่สามารถที่จะควบคุมสถานะการณ์ได้    

เวทีประชาธิปไตย
ในที่สุดจัดตั้งได้เปิดเวทีประชาธิปไตยขึ้น    คุณไพในฐานะสหายนำได้ประกาศสลายกรรมการหน่วยพรรค  ทุกคนมีฐานะเท่าเทียมกันหมดในเวทีนี้    สามารถแสดงความคิดเห็น   และวิพากวิจารณ์ได้ทุกเรื่อง    ตามมาด้วยการขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคของสหายอีกหลายๆคน    ต่อจากนั้นก็เป็นการระบายความอัดอั้นตันใจในการทำงาน     ความไม่เสมอภาคในการจัดการปัญหาของจัดตั้ง    ความไม่มีประชาธิปไตยภายในพรรค   สหายบางคนได้วิจารณ์แนวทางที่ผิดพลาดของพรรค   การสรุปว่าสังคมไทยเป็นสังคมกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาตามจีน   โดยที่ยังไม่เคยมีการสำรวจสังคมไทยเลย   การยึดถือเอาความคิดเหมาเจ๋อตงเป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดของลัทธิมาร์ก    การรับเอาทฤษฎีของจีนมาปฏิบัติอย่างหลับหูหลับตา    โดยไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้    มีสหายจากฐานที่มั่นผ่านมาพักที่เราสองคน   ฟังมาสองสามวันแล้วได้ถามว่า   รู้สึกว่าพรรคจะไม่มีอะไรที่ดีหรือถูกต้องเลยในความเห็นของสหายที่นี่   แล้วเขตงานที่ขยายก้าวหน้ามาถึงระดับนี้มันเกิดจากอะไร    เขาบอกว่าที่ฐานที่มั่นของเขา   กว่าจะเดินออกมาพบกับมวลชนต้องเดินทางประมาน 8 วัน   นี่เป็นเส้นทางที่ใกล้ที่สุดแล้ว    เวลามีโครงการณ์สู้รบต้องใช้เวลาเตรียมการประมาน 6 เดือน    กว่าจะไปสำรวจสภาพ   แล้วต้องเตรียมสเบียงตามรายทาง   กว่าจะเดินทางไปถึงเป้าหมาย    พอดีต้องยกเลิกโครงการณ์    เพราะสภาพการได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว   เขาได้มาเห็นความเจริญก้าวหน้าของที่นี่   เขตงานขยายไปเกือบจะติดเมือง    คนป่วยสามารถกินก๋วยเตี๋ยวราดหน้าที่ยังอุ่นๆอยู่   มีไฟฟ้าใช้    ถ้าไม่ใช่เกิดจากการชี้นำที่ถูกต้องของพรรค   แล้วมันเกิดจากอะไร  

สหายหลายคนได้เดินทางกลับไปที่เขตงาน   บางคนไปคร่ำครวญอยู่ในวงเหล้า   บางคนก็ไปมอบตัวกับศัตรู    บางคนก็เมาเหล้าแล้วเกลือกกลิ้งร้องไห้อยู่กลางสนาม    มีสหายคนหนึ่งได้ยิงปืนตลอดทางจากเขตงานจนมาถึงค่ายเพื่อจะพาน้องสาวกลับไปบ้าน    ที่ประชุมได้เลือกกรรมการชั่วคราวขึ้นมาชุดหนึ่ง    เพื่อดูแลชีวิตความเป็นอยู่เฉพาะหน้า    มีอดีต กกจ.ถูกเลือกกลับเข้ามาสามคน   ไม่ค่อยมีสหายอยู่ในสภาพพร้อมรบและทำงาน  งานพี่เลี้ยงหุงหาอาหารตกเป็นหน้าที่ของสหายอาวุโส   เช่นคุณลุงรัน  ป้าเพิ่มเป็นต้น   สหายยังคงทยอยกลับสู่เขตงานเรื่อยๆ   ในขณะที่การประชุมในโรงเรียนยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น

ทิศทางการสร้างกองทัพ
การปฏิวัติของเรายังอยู่ในขั้นการทำสงครามจรยุทธ์   ต้องการกองกำลังที่กระทัดรัดและคล่องตัวสูง   แต่การทำงานมวลชนที่มุ่งระดมผู้คนเข้าป่าจับอาวุธโดยไม่ได้คัดสรรค์คนที่เหมาะสม    ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ เด็ก  นักเลง จิ๊กโก๋   ทำให้กองทัพอุ้ยอ้ายเทอะทะ   แล้วยังขาดคุณภาพ   เกิดปัญหาไร้สาระขึ้นทุกวัน    กว่าครึ่งของงานปฏิวัติคือปัญหาเรื่องกินเรื่องอยู่   เรื่องความปลอดภัย    นอกจากนี้ยังต้องคอยแก้ปัญหาการทะเลาะเบาะแว้ง   ความกระจองอแงของเด็กๆ  ยังไม่นับถึงการรับเอาคนที่เป็นสายของศัตรูที่แฝงตัวเข้ามา   ทิศทางการสร้างกองทัพเหมือนมุ่งไปสู่การสร้างเมืองใหม่ในป่า   ที่ไม่มีพลังในการทำลายศัตรู   ในปัญหานี้สหายจากเขตฐานที่มั่นได้ร่วมแสดงความคิดเห็น    เล่าถึงการสร้างฐานที่มั่นโดยเอากำลังทหาร   เข้าไปยึดและปกครองชนชาติส่วนน้อย    ที่อยู่ห่างไกลอำนาจรัฐ   แล้วสฐาปนาการปกครองของพรรคขึ้นมา    ก็เป็นการสร้างเมืองใหม่ที่ไม่อาจก่อผลสะเทือนให้กับชนชั้นปกครองเช่นกัน

วิเคราะห์วินัย ทปท.                        
1. ปฏิบัติการทุกอย่างต้องฟังคำบัญชา                           2. ไม่เอาข้าวของของมวลชน
3. ต้องเคารพและช่วยเหลือประชาชน                            4. ซื้อขายราคายุติธรรม   ยืมของต้องคืนทำเสียต้องชดใช้
5. ต้องถนอมพืชผลของประชา                                     6. ไม่ดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่
7. พูดจาสุภาพ  ไม่วางท่าดุด่าทุบตีผู้อื่น                         8. ไม่ลวนลามดูหมิ่นสตรี
9. ไม่ทารุนเชลยที่ยอมจำนน   ไม่ริบทรัพย์สินส่วนตัว    10.สินสงครามต้องมอบให้ส่วนรวม

วินัยใหญ่ 3 ข้อและข้อควรระวัง 8 ขัอ(ของจีน)
1.ปฏิบัติการทุกอย่างต้องฟังคำบัญชา                              2.ไม่เอาข้าวของของมวลชน
3.สินสงครามและเงินสนับสนุนต้องมอบให้ส่วนรวม
ข้อควรระวัง 8 ข้อ
1.พูดจาสุภาพอ่อนโยนให้ความเคารพต่อมวลชน               2.ซื้อขายราคายุติธรรม
3.ยืมของใข้แล้วต้องคืนเจ้าของ                                      4.ทำของผู้อื่นเสียหายต้องชดใช้ตามมูลค่า
5.ไม่ดุด่าทุบตีผู้อื่น                                                      6.เวลาเดินทัพต้องรักษาพืชผลของมวลชน
7.ไม่ลวนลามสตรี                                                       8.ไม่ทารุนเชลยที่ยอมจำนน  ไม่ริบทรัพย์สินส่วนตัว

จะเห็นว่า พคท. ได้นำเอาวินัย 3 ข้อรวมกับข้อควรระวัง 8 ข้อของจีน  โดยรวมเอาบางข้อเข้าด้วยกัน(เช่นข้อควรระวังข้อที่ 2 3 และ 4  เป็นวินัยข้อที่ 4)  ข้อที่ 6 พคทได้เพิ่มขึ้นเองเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพของคนไทย   เป็นวินัย 10 ข้อของทปท. วินัยทหารนั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจล่วงละเมิด   แต่การเอาข้อควรระวังหรือข้อเรียกร้องมาตั้งเป็นวินัย   ทำให้เกิดความยากลำบากในทางปฏิบัติ  ไม่อาจชี้ชัดในความถูกผิด   การพิจารณาต้องให้จัดตั้งชี้ขาด   ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างสหายทั่วไปกับสหายนำหรือสหายที่เป็นคนใกล้ชิด  บางครั้งจัดตั้งก็ละเมิดวินัยเสียเองโดยที่ไม่มีใครกล้าท้วงติง  สหายคนหนึ่งพูดว่าถ้าผมปฏิบัติตามวินัยได้ครบถ้วนผมคงจะบรรลุเป็นอรหันต์ได้

ความไม่เท่าเทียมกันในการพิจารณาโทษระหว่างสหายนำกับสหายทั่วไป
ความผิดที่เกิดขึ้นในกองทัพ    ที่จับต้องได้ชัดเจนที่สุดคงเป็นเรื่องความผิดด้านศีลธรรม(การเป็นชู้กับสามี-ภรรยาผู้อื่นหรือการได้เสียกันก่อนแต่งงาน)   โทษส่วนใหญ่ก็จะถูกปลดจากตำแหน่ง   ปลดอาวุธ   และต้องวิจารณ์ตนเองหน้าโรงเรียนเป็นเวลา 3 เดือน   แต่ถ้าสหายนำทำความผิดด้านนี้มักจะปกปิด   ถ้าเรื่องแดงขึ้นมาก็จะย้ายไปอยู่เขตอื่น   ที่สข1เราเคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นสองครั้ง(-------)   เมื่อพูดถึงเรื่องนี้สหายที่มาจากเขตฐานที่มั่นได้ร่วมแสดงความคิดเห็น    และได้ยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในเขตของตัวเอง    ก็มีการดำเนินการเช่นเดียวกัน

การใช้ทฤษฎีอย่างตายตัว
โดยเฉพาะเวลามีสหายต้องตกขบวนไป   จะเป็นข้อสรุปสำเร็จเสมอว่าเงื่อนไขภายในของตัวสหายเป็นสิ่งชี้ขาด   จัดตั้งไม่เคยพิจารณาถึงเงื่อนไขของแต่ละคน    ว่ามีสาเหตุที่แตกต่างกัน   เงื่อนภายในเป็นหลักและเงื่อนไขภายนอกเป็นรอง    คือหลักการทั่วไปของวัตถุนิยมวิภาษ    ในทางปฏิบัติถ้าเงื่อนภายในสุกงอม   ก็ต้องมาเร่งอุณหภูมิหรือแก้ไขที่เงื่อนไขภายนอก    ทำให้แปลเปลี่ยนความเป็นหลักและรองซึ่งกันและกันในแต่ละเหตุการณ์    ไม่มีตัวใดเป็นหลักหรือรองอย่างตายตัว   การมีข้อสรุปสำเร็จรูปในทุกกรณีเช่นนี้   ทำให้สหายที่ดีมีความตั้งใจต้องตกขบวนไปเป็นจำนวนมาก    และเป็นการใช้ทฤษฎีอย่างตายตัว    ไม่ใช่ศึกษาเป็นใช้เป็นอย่างที่ศึกษากัน   ซึ่งคำนี้เป็นคำที่แปลมาจากภาษาจีน   โดยไม่มีใครทราบว่าคำว่าเป็นในที่นี้   แปลว่าไม่ตายหรือมีชีวิต

ลัทธิบูชาตัวบุคคล
ขบวนการเรายึดถือหลักวัตถุนิยม-วิภาษวิธี   คัดค้านจิตนิยม   และลัทธิวีรชนเอกชนที่บูชาตัวบุคคล   แต่ทำไมจึงยึดถือตัวประธานเหมาดุจดั่งเทพเจ้าที่ใครก็แตะต้องไม่ได้   คำพูดของของประธานเหมาเปรียบเสมือนมนต์ศักสิทธิ์  ที่เนรมิตให้อะไรก็สำเร็จได้  มีนิยายปฏิวัติจากจีนเรื่องหนึ่ง  พูดถึงนักดำน้ำที่ปกติสามารถดำน้ำได้นานประมาน  นาที   แต่พอใช้ความคิดประธานเหมาก็สามารถดำได้นานเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว  เอกสารบางชิ้นที่ไม่ใช่ของประธานเหมา   ก็มีการแอบอ้างชื่อประธานเหมา  เช่น จดหมายประธานเหมาถึงหลานสาว (มีผู้ยืนยันว่าประธานเหมาไม่ได้เขียน  และไม่มีต้นฉบับภาษาจีน)  เรื่องราวของ โกมลคีมทอง ที่ถูก ทปท เขตสุราษฎร์สังหาร  เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นฝ่ายศัตรูแฝงตัวเข้ามา   หลังจากนั้น พคท ได้ออกแถลงการณ์ยกย่อง โกมล  คีมทอง  และป้ายความผิดให้กับฝ่ายศัตรู   ลักษณะต่างๆเหล่านี้เป็นวัตถุนิยมหรือจิตนิยม   เป็นท่าทีของนักปฏิวัติที่ซื่อตรงองอาจ  หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง  ที่สำคัญสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา พคท ไม่เคยมีเอกสารชี้นำการปฏิวัติที่เป็นของตัวเองเลย
Posted by นกกะปูด on 02 Oct. 2002,02:15
ได้รื้อฟื้นความรู้ และมันส์ดีค่ะ นึกถึงสมัยที่เรียนวิชาสังคมศึกษา again.gif
Posted by สข1 on 04 Oct. 2002,04:36
คุณสถูบครับ
ไอ้พวกผู้ชายที่ผมเวลาถูกเห็บกัดของลับเขาร้องว่า เห็บจ๋ำนะ
Posted by สข1 on 04 Oct. 2002,04:39
ระเบียบการพรรค
ประชาธิปไตยในกองทัพ
พคท.เป็นองค์กรที่จัดตั้งตามระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์   คำๆนี้เป็นคำที่แปลมาจากภาษาต่างประเทศ   ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาหลายคนได้ยืนยันว่า   คำที่ถูกต้องต้องแปลว่า  รวมศูนย์ประชาธิปไตย    และมีความหมายว่าอำนาจการรวมศูนย์ใดๆล้วนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของประชาธิปไตย   พคท.ใช้คำว่าประชาธิปไตยรวมศูนย์   หมายถึงการมีประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำที่รวมศูนย์    และการรวมศูนย์บนพื้นฐานประชาธิปไตย   การใช้คำอย่างไรคงไม่ใช่ปัญหา    แต่พคท.ดำเนินการทุกอย่างภายใต้ข้อความที่ว่า  การมีประชาธิปไตยใดๆต้องอยู่ภายใต้การชี้นำที่รวมศูนย์   โดยที่ยังไม่เคยมีการรวมศูนย์ครั้งไหนตั้งอยู่บนพื้นฐานของประชาธิปไตยเลย   ทั้งๆที่ในระเบียบการพรรคระบุชัดว่า  พรรคคัดค้านพฤติกรรมที่เน้นแต่การรวมศูนย์ด้านเดียว   และกดประชาธิปไตยแบบรวบอำนาจโดยบุคคล   ในทางปฏิบัติจริงพคท.เป็นองค์กรที่เป็นเผด็จการ 100 เปอร์เซนต์   ไม่อนุญาติให้ผู้ใดมีความคิดเห็นที่แตกต่าง    แม้แต่เข้าใจความหมายของข้อความในทฤษฎีหรือคำชี้แนะไม่ตรงกันยังไม่ได้    ที่สำคัญผู้นำการศึกษา    หรือจัดตั้งบางคนใช้ท่าทีแบบขุนนาง  ทำตัวเป็นผู้ชี้ขาดความถูกตัอง  ยอมรับไม่ได้เมื่อถูกโต้แย้ง   และใช้อำนาจในทางที่ผิด(กรณีสหายสุนทร)

ระเบียบการพรรคมีหลายหมวดและหลายขัอ    ไม่ว่าจะเป็นหมวดสมาชิกภาพ    การประชุมสมัชชาระดับต่างๆ   การเลือกตั้งกรรมการหน่วยพรรค    โดยเนื้อหาแล้วจะเป็นประชาธิปไตยแบบมีเงื่อนไข   ต้องได้รับความเห็นชอบจากจัดตั้งชั้นบน   หน้าสุดท้ายของระเบียบการ   เป็นบทเฉพาะการ  ระบุไว้ว่าในภาวะสงครามที่ไม่เอื้ออำนวยให้มีการประชุม    สมัชชาในระดับต่างๆ   ให้คณะกรรมการการเมืองพิจารณาดำเนินการได้ตามเหมาะสม

องค์กรนำทุกชั้นของพรรคมาจากการเลือกตั้ง   แต่กรรมการหน่วยพรรคระดับต่างๆเท่าที่มีอยู่   ล้วนได้เป็นเพราะชั้นบนกำหนดให้เป็นทั้งสิ้น   ยังไม่เคยมีใครได้รับการเลือกตั้งเลย   แม้แต่คนที่ได้เป็นสมาชิกพรรค   ก็ได้เป็นเพราะถูกกำหนดจากชั้นบนทั้งสิ้น    สมัชชาจังหวัดกำหนดไว้ว่าประชุม 2 ปีต่อครั้ง    แต่เขตสงขลา 1 ยังไม่เคยมีการประชุมเลย   ตั้งแต่สร้างกองทัพมา   ถึงแม้จะมีการประชุมสมัชชาจังหวัดแต่ถ้าไม่เป็นที่พอใจ   ศูนย์กลางก็ไม่ยอมรับมติ   (กรณีเขตสามจังหวัดพัทลุง)   ส่วนสมัชชาทั่วประเทศเป็นที่ทราบกันดีว่า   ตั้งแต่สมัชชา 3 มาจนถึงปัจจุบันเกือบ 10 ปีแล้วยังไม่มี สมัชชา 4เลย  จะเห็นว่า พคท. ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบการที่กำหนดไว้เลย   ใช้บทเฉพาะการในหน้าสุดท้ายดำเนินการปฏิวัติมาร่วมสิบปี

วาระสุดท้ายของเขตงาน สงขลา 1
การประชุมในโรงเรียนดำเนินอยู่ประมาน 10 วัน   ช่วงหลังมีสหายเขัาร่วมไม่มากนัก   มีสหายทยอยลงสู่เขตงานทุกวัน    บางคนไปมอบตัว   บางคนก็เอาเรื่องราวไปถ่ายทอดแก่มวลชน  เกิดความปั่นป่วนที่เขตงาน   มีสหายในเมืองชุดหนึ่งตัดสินใจเดินทางลงจากกองทัพ   แต่พบว่าศัตรูเริ่มเคลื่อนกำลังเข้าสู่เขตป่าเขา   จึงต้องย้อนกลับมากอง 02 เริ่มจะไม่ปลอดภัย   และเราก็ไม่อยู่ในสภาพพร้อมรบ   จึงเคลื่อนย้ายกำลังที่เหลือเข้าไปอยู่ในกองศูนย์   สหายที่เหลือยังคงอยู่ในสถาพที่ระส่ำระสาย   กลางวันยังคงมีคนร้องไห้คร่ำครวญ   ตกกลางคืนสหายเอากระดาษสีที่หาได้   มาปิดหลอดไฟในโรงเทคนิค   แล้วเปิดเพลงดิ้นกันทั้งคืน   สหายหญิงบางคนเอาเหล้ากรอกปาก   แล้วเมาร้องไห้อยู่ในครัว   ใครพูดอะไรผิดหูก็มีการชักลูกเลื่อนปืน   ทุกคนร้องไห้แล้วถามว่าทำไมพวกเราถึงได้เปลี่ยนไปถึงขนาดนี้   ในเวลาเพียงชั่วไม่กี่วัน   อุดมการณ์หายไปไหน   ความรักทางชนชั้นที่เคยมีต่อกันมันหายไปไหน   มีสหายที่ยังครองสติได้อยู่เพียงไม่กี่คนกรรมการชั่วคราวที่เลือกตั้งมาต่างขอถอนตัวโดยเฉพาะอดีต กกจ. เสนอเลือกตั้งใหม่ก็ไม่มีคนยอมรับ  จนมีสหายถามว่า   ในช่วงที่สถานะการณ์ยังดีอยู่   พวกคุณต่างก็เสนอตัวเข้าแบกรับงานกันอย่างเร่าร้อน    โฆษณาปลุกระดมชักชวนให้มวลชนเข้าร่วมการปฏิวัติ  พวกเขาต่างเข้าร่วมการปฏิวัติ  เพราะเชื่อมั่นและศรัทธาในการนำของพวกคุณ    ตอนนี้เหตุการณ์แปรเปลี่ยนไปอย่างคาดไม่ถึง  ที่ออกไปมอบตัวก็มากแล้ว   ที่อยู่ก็ระส่ำระสาย    ศัตรูก็เคลื่อนกำลังเข้ามา  ในสภาพอย่างนี้พวกคุณต่างก็ถอนตัวกันหมด   ไม่มีใครรับผิดชอบ   แล้วคุณจะให้พวกที่เหลืออยู่ทำอย่างไร    จะปล่อยให้ฆ่ากันเองตาย   หรือให้ศัตรูฆ่าตายให้หมด  

คืนหนึ่งคุณไพหายตัวไปจากค่าย   เราไปตามหาที่ค่าย 02  พบคุณไพกำลังต้มไก่กินอยู่   แกบอกว่าไม่มีปัญหาอะไร  เพียงแต่หนวกหูอยากจะหาที่สงบนอนพักเท่านั้น   เราได้นั่งคุยกันถึงแนวทางที่จะแก้ปัญหาในอนาคต    ประมานเที่ยงคืนเห็นแสงไฟจากร้านสหายแห่งหนึ่งสว่างขึ้น จึงเดินเข้าไปดู   เห็นสหายไก่กำลังจัดข้าวของอยู่   ตัวเปียกทั้งตัว   แกบอกว่าแกหนวกหูนอนไม่หลับ   ก็เลยจะมานอนที่นี่   แต่ลื่นตกลงไปในน้ำตกดีที่ไปติดอยู่ที่เขื่อนกังหันน้ำก็เลยเปียกทั้งตัว (สหายไก่เป็นสหายหญิง  เป็นเด็กนักเรียนที่ขึ้นช่วงหลัง 6 ตุลา เป็นคนที่ไม่คล่องตัว  จะเดินหลง  และหกล้มเป็นประจำ   แต่เป็นคนที่มีความตั้งใจและอดทนสูงมาก)  เราถามว่าแล้วแกออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่   แกบอกตั้งแต่หัวค่ำ   เราถามอีกว่าแล้วทำไมพึ่งจะถึง   แกบอกว่าตอนที่แกลื่นตกลงไปไฟฉายหล่นแล้วหาไม่เจอ   แกเดินคลำมาในความมืดเลยพึ่งจะถึง   ตอนแกติดอยู่ที่เขื่อนแกได้ยินเสียงคนเดินผ่านแต่ไม่กล้าเรียก

รุ่งเช้าเราเดินกลับมาที่กองศูนย์   มีสหายหายไป 2-3 คน   เราจึงย้ายออกจากกองศูนย์   ไปพักอยู่ที่ๆไม่ไกลจากเดิมเท่าไหร่นัก   สหายต่างหาที่ที่เหมาะทำที่พักชั่วคราว    ต่างอยู่กันอย่างเงียบ   วันรุ่งขึ้นผมได้รับคำสั่งให้กลับไปที่กองศูนย์อีกครั้ง   เพื่อเก็บข้าวของที่สำคัญกลับสหายอีก 10 คน    เราไปถึงกองศูนย์ประมานเที่ยง    หลังจากกินข้าวเที่ยงก็จัดเก็บข้าวของให้เป็นสัดส่วน   เพื่อเตรียมเอาไปเก็บไว้ในที่ๆปลอดภัย  คืนนี้เราพักที่กองศูนย์อีกหนึ่งคืน   ฟ้าเริ่มสว่างรำไรคุณอารีย์ได้ปลุกพวกเราให้รีบกินข้าวแล้วรีบทำงาน   ขณะที่พวกเรากำลังตักข้าวอยู่ก็ได้ยินเสียงหึ่งๆเบามาก   สหายบอกเครื่องบินมาแล้วแต่ยังอยู่ไกลมาก   กว่าจะวนหาที่หมายอีก   ยังคงพอมีเวลาอยู่  เสียงพูดไม่ทันขาดคำ   เสียงเครื่องบินทยานขึ้นดังสนั่น    แล้วตามด้วยเสียงระเบิดจนดินสะเทือน   เราทิ้งชามข้าวแล้ววิ่งไปทางน้ำตก   ถึงตีนน้ำตก  สหายแสงอยู่หน้าสุดตะโกนถามว่า ซ้ายหรือขวา   ผมก็ตะโกนโดยไม่ได้คิดว่า ซ้าย  ทุกคนวิ่งไปทางซ้าย  พอตัวผมหลบพ้นสันควน   เสียงระเบิดลูกที่สองก็ลงทางขวา  เศษดินเศษใบไม้ร่วงกลบพวกเราแทบมิด    เสียงต้นไม้หักโค่นตามมาติดๆ    เราลุกขึ้นวิ่งต่อ   สหายหญิงคนหนึ่งต้องถอดผ้าถุงเหลือแต่กางเกงใน   เราวิ่งมาหลบอยู่ในดงหินแห่งหนึ่ง   รอจนเครื่องบินทิ้งระเบิดหมดแล้ว   จึงรีบถอยออกจากกองศูนย์ทันที    ก่อนจากไปเราได้ดักทุ่นไว้ 5-6แห่ง   มีลูกหนึ่งเราวางไว้ใต้ลูกบาสก์อยู่หน้าโรงเทคนิค   เราคาดว่าโดยนิสัยคนเราเห็นอย่างนี้จะต้องเตะลูกบาสก์แน่ๆ   ตกเย็นเราได้ยินเสียงทุ่นระเบิดขึ้น   รุ่งเช้าจึงกลับเข้ามาสำรวจ    มีทุ่นระเบิดขึ้นสองลูก   คือที่ลูกบาสก์และที่ครัว   พบรองเท้าบู้ทอีกสองข้าง   ที่แปลกคือข้าวของในโรงเทคนิคยังอยู่ในสภาพเดิมทุกประการ   ไม่มีร่องรอยการรื้อค้นเลยแม้แต่น้อย  ผมมองป้ายที่เขียนว่า  ห้ามหยิบหรือเคลื่อนย้ายข้าวของในโรงเทคนิค   ซึ่งเป็นป้ายที่เขียนช่วงย้ายสหายเข้ามากองศูนย์   แล้วสหายชอบมาหยิบของในโรงเทคนิคไปดูบ้างเล่นบ้าง   เราได้เอาข้าวของที่สำคัญบางส่วนไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัย   แล้วเดินทางไปสมทบกับกำลังส่วนใหญ่

เราพักอยู่ที่ที่พักชั่วคราวนี้หลายวัน    บรรยากาศเงียบเหงา   กลางคืนแทบจะไม่เห็นผู้คนเลย   เราได้ส่งหน่วยลาดตระเวนไปสำรวจสภาพ   มีอยู่คืนหนึ่งหน่วยลาดตระเวนกลับมาบอกว่า    เจอสัตรูทุกคนกลับมาได้หมดยกเว้นคุณไก่   ไม่ทราบหายไปไหน   เราส่งคนออกไปเสาะหาอยู่สามวันก็ไม่พบร่องรอยเลย
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 04 Oct. 2002,05:27
ความจริงที่เป็นกับความจริงที่เขียนที่พูดมันไม่เคยเป็นเรื่องเดียวกันมาตลอด จนแม้ปัจจุบันนี้ นี่คงเป็นเรื่องวิสามัญที่เป็นสามัญไปแล้ว
 กฏหมายเขียนอย่าง ระเบียบพรรคเขียนอย่าง พระวินัยเขียนอย่าง แต่ล้วนทำอีกอย่าง แต่อ้างกฎหมาย ระเบียบพรรค และพระวินัยมาบัง
 อย่างงี้เค้าเรียกว่าพวกซาตานในคราบนักบวช
 สำหรับมนุษย์ปุถุชนแล้ว อุดมการณ์เป็นเพียงความฝันที่สวยงามเท่านั้น เอาไว้หลอกตัวเองว่ามันมีอยู่จริง เข้าถึงได้
 
 กำลังมันส์เลยครับ อย่างรู้ว่าสหายไก่จะเป็นยังไง ..ภาวนาให้เธอรอดครับ แล้วก็อยากรู้ว่าความขัดแย้งของเสกสรรค์อีกแง่หนึ่งนั้นเป็นยังไงครับ เล่าให้ฟังหน่อยดิครับพี่..ขอบคุณคับ
Posted by Din on 04 Oct. 2002,06:35
ลุงสข.๑ จะกรุณาขยายความกรณีสหายสุนทร และ กรณีเขตสามจังหวัดพัทลุงหน่อยได้ไหมครับผม   สนใจและอยากเข้าใจขอรับ   bigsmile.gif
Posted by สข1 on 05 Oct. 2002,09:56
ถามยาวจัง   คือผมเขียนด้วยวิธีระลึกชาติเลยช้าบ้างหล่นบ้างข้ามไปบ้าง  ต้องขออภัย

ในเรื่องของความเป็นจริงที่ขัดกับหลักการที่ถูกต้อง   ผมคงเห็นด้วยกับคุณฤษีเพียงครึ่งเดียวเพราะผมยังมีความมั่นใจในสัจจธรรมว่า  ธรรมย่อมชนะอธรรม   สิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่อาจดำรงค์อยู่เป็นนิรันดร์  เพียงแต่เราจะอยู่ถึงวันที่สัจจธรรมปรากฏหรือไม่

เรื่องสหายไก่ยังไม่จบจะต่อตอนหน้า  ส่วนเรื่องสหายสุนทรที่ไม่ได้ขยายความ  เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเข้าเวบ  ไทอ๊อกเป็นครั้งแรกตอนนั้นเป็นกระทู้ฮิตจนถูกเบรก  ถ้าจะฉายหนังซ้ำคงไม่ว่ากัน

ผมได้มีโอกาสเข้าแถวต้อนรับสหายสุนทร   แกเป็นคนบ้านโคกเหลียง(ตำบลคลองหอยโข่งในปัจจุบัน)  เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มช.ออกงานชนบทที่บ้านเกิด   จัดตั้งมวลชนและเคลือญาติไว้มากมาย  คนที่บ้านเกิดยอมรับให้สั่งซ้ายหันขวาหัน   หลัง 6 ตุลา  นำมวลชนจัดตั้งเข้าสังกัดพรรคฯ   ตอนนั้นพรรคยังเคลื่อนไหวอยู่ห่างไกลทีเดียว   ผมไม่ค่อยชื่นชมแกหรอก  เพราะบุคคลิกแกไม่ค่อยดีนัก   แต่ต้องนอนเตียงเดียวกับแก   ช่วงหลังแกซึมอยู่แต่บนเตียง   แต่ที่ทำงานผมที่ตั้งอยู่หน้าเตียง   ก็เลยเห็นแกทุกวัน   แกพยายามจะคุยกับผม   ผมก็เลยต้องแสดงความถนอมรักสหาย   แกเล่าให้ผมฟังว่า  แกเป็นนักเขียนตั้งแต่ยังเรียนอยู่   มีทั้งบทความบทกลอนลงในนิตยสารหลายฉบับ  นามปากกาอันหนึ่งเป็นที่รู้จักทั่วไปคือ  ปัฐมาภรณ์  เชื้อจ้าว  คุณคงจะรู้จัก(สาบานจริงๆว่าผมไม่กล้าบอกแกว่าผมไม่รู้จัก)   แกเอาบทกลอนที่เขียนในป่าให้ผมอ่าน   แกต้องการจะส่งออกอากาศทาง สปท. แต่จัดตั้งบอกแกว่ากลอนของแกไม่มีลักษณะปฏิวัติ   ไม่ได้เชิดชูพรรค  แกโต้ว่า   แกเขียนเพื่อปลุกเร้าการต่อสู้ของประชาชน   ยกย่องเกียรติภูมิของประชาชน  มันไม่ปฏิวัติ  และไม่เชิดชูพรรคอย่างไร   ทำไมพรรคต้องการให้ยกยอปอปั้นอะไรนักหนา   แกไม่รู้หรอกว่าคำสุดท้ายของแกทำให้แกมีโทษถึงชีวิต   แกหายไปช่วงปลายปี 20  สหายทั่วไปทราบว่าแกขอย้ายไปอยู่เขตสามจังหวัดพัทลุง  มีสหายที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ถกเถียงกับจัดตั้งเท่านั้นที่ทราบว่าแกไม่ได้อยู่ในโลกนี้อีกแล้ว   แต่ก็เข้าใจว่าแกเสียชีวิตเพราะสหายเขตพัทลุง   ผมมาทราบเอาช่วงวิกฤตว่าแกไปถึงแค่ป่ากล้วยใกล้กับเขตงานพัทลุงเท่านั้น   โดยผมทราบจาก กกจ.ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังพร้อมกับบอกว่า  ใน กกจ.ก็เคยพิจารณาว่า  คุณก็น่าจะเป็นพวกศัตรูที่แฝงตัวเข้ามาทำลายพรรค  แต่ยังไม่ทันได้ข้อสรุป  ตอนนั้นผมมีเรื่องตึงเครียดเฉพาะหน้ามากกว่า ก็เลยไม่ค่อยได้ใส่ใจ  มานึกเอาตอนหลังแล้วเสียวสันหลังวาบ    

ส่วนเรื่องสามจังหวัดพัทลุงตอนก่อนประชุมสมัชชาจังหวัด  ก็มีการตกแต่งองค์ประชุมสุดฤทธิ์(การประชุมกรรมการระดับใดๆ  ตามระเบียบการ  มีสองอย่าง) 1คือที่ประชุมสมัชชา  องค์ประชุมคือสมาชิกทั้งหมดในระดับนั้นๆ  2.ที่ประชุมผู้แทนสมัชชา  องค์ประชุมคือตัวแทนจากหน่วยต่างๆ   ซึ่งมักจะเป็นผู้รับผิดชอบหน่วยนั้นๆ  ยังไม่เคยมีหน่วยใดเลือกตัวแทนหน่วยโดยสมาชิก  ถึงอย่างนั้นก็ตามยังมีกรรมการจังหวัดเดิมหลุดจากตำแหน่ง 4 คน  ซึ่งศูนย์กลางก็ส่งมาดำรงตำแหน่ง กกจ.ที่สงขลา1 หนึ่งคน  ส่งไปดำรงตำแหน่ง กกจ.ที่อื่นอีกหนึ่งคน  ส่วนอีกสองคนเข้าสังกัดศูนย์กลางในตำแหน่งเทียบเท่า  สหายกลุ่มหนึ่งที่เขตพัทลุง  จึงตั้งโครงการณ์ว่า  จะส่งคนเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคทุกปี(เพราะระเบียบการก็อนุญาติ  แต่ต้องให้หน่วยจัดตั้งชั้นบนอนุมัติ)   และพร้อมที่จะให้พรรคทดสอบ  ถ้าไม่ผ่านการทดสอบ  ขอให้จัดตั้งแจงเหตุผล  และชี้จุดอ่อน  แล้วเราจะขอปรับปรุงตัวอีกหนึ่งปี  ผมไม่ทราบว่าโครงการณ์นี้ดำเนินไปถึงไหน  เท่าที่ทราบคืออีกไม่นานสหายกลุ่นนี้ก็ต้องตกขบวนไปเหมือนสายน้ำ  ส่วนที่สข1 ยังไม่ได้เริ่มต้นเลย

เรื่องราวของเสกสรรค์ที่รับฟังจากจัดตั้งคือ   แกเย่อหยิ่งจองหอง   คิดว่าตัวเองเลิศสุดๆ   ไม่เห็นพรรคไม่เห็นมวลชนอยู่ในสายตา  มวลชนไม่ยอมรับแก  แกจึงอยู่ไม่ได้  แต่ข้อมูลสหายอ้วน  เสกสรรค์ก็ถูกวิธีการตกแต่งที่ประชุมเช่นเดียวกัน   แต่คนที่อยู่ข้างเสกสรรค์ก็ไม่น้อย  เกือบมีการประทะด้วยกำลัง   ผลสุดท้ายเสกสรรค์ขอถอนตัวเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่รุนแรง   โดยมีข้อตกลงว่าให้เสกสรรค์เดินทางออกนอกประเทศ   ตอนเดินทางลงมาที่ห้วยขาแข้ง  มีหน่วยทหารตามมาทีหลังหน่วยหนึ่ง  กระแสข่าวหนึ่งว่าจัดตั้งให้มาเก็บ  แต่อีกกระแสหนึ่งบอกว่า  ให้ความคุ้มครองโดยไม่ให้รู้ตัว

ข้อมูลเหล่านี้ผมได้คุยกับสหายบางคนที่อยู่เขตเดียวกับเสกสรรค์  ซึ่งทุกคนตอบว่าไม่รู้เรื่องเหล่านี้  บางคนก็บอกว่าไม่น่าเป็นไปได้  ผมเองก็คงไม่กล้ายืนยันไปในทางใดทางหนึ่ง  แต่เป็นประเด็นที่เราถกเถียงกันในเวทีประชาธิปไตย
Posted by สข1 on 06 Oct. 2002,21:39
ศัตรูยังคงใช้เครื่องบินถล่มเราด้วยระเบิดและยิงกราดในเขตป่าเขา  เราได้มีการส่งหน่วยทหารออกไปต้านศัตรูเหมือนกัน   อย่างน้อยก็เป็นการชลอการเคลื่อนกำลังทางภาคพื้นดิน   หรือแจ้งข่าวให้เราทราบล่วงหน้าได้   สามวันผ่านไปมีสหายกลับมาคนหนึ่งบอกว่าหน่วยทหารพบสัตรูแล้วแต่ไม่ได้ทำการสู้รบ   กลับถอยไปตั้งหลักอยู่คนละลูกควน   ทำให้เส้นทางในป่าถูกเปิด   แต่ก็ได้มีการดักทุ่นตามเส้นทาง   เราจึงต้องเคลื่อนย้ายที่พักกันอีก  

หลังจากนั้นไม่นานศัตรูก็ถอยไปตรึงกำลังอยู่ที่เขตงาน   สถานะการณ์การสู้รบได้คลายตัวลง  สหายหลายคนเริ่มหาทางลงจากกองทัพกันอีกระลอก   ผมเองไม่ค่อยทราบว่าใครไปตั้งแต่เมื่อไหร่  กรรมการชุดใหม่จะเรียกผมไปคุยหรือฟังเขาคุยจนดึกจนดื่นทุกคืน  จนสหายประวัติพูดกับผมว่า ระวังคุณกำลังอยู่ในอันตราย  คุณห่างเหินมวลชน   มัวแต่ประชุมกับคนที่คุณก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไรกับคุณ  พอออกจากที่ประชุมก็ไม่พบใครแม้แต่คนเดียว   ค่ายทั้งค่ายดูเหมือนค่ายร้าง   ไม่รู้ว่าสหายหลบไปนอนที่ไหนกันหมด   ผมจะหามุมที่คิดว่าปลอดภัยรโหฐานผูกเปลนอนอยู่ในพุ่มไม้ตรงทางออก   พอเช้าตื่นขึ้นมาก็จะเห็นสหายเดินออกไปเป็นกลุ่มโดยไม่รู้ว่าไปทำอะไร  แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเห็นกลับเข้ามา   สหายจะคุยกันเฉพาะกลุ่มที่สนิทใกล้ชิดกัน   และต่างก็ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอ่านอย่างไร  ไม่รู้ว่าใครเป็นพวกใคร   สหายค่อยๆทยอยหายไปทีละคนสองคน    แม้แต่สหายในหน่วยเทคนิคผมยังไม่ทราบเลยว่าใครหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่  สหายที่เคยเป็นลูกที่ดีของพรรค   สหายที่มีบทบาทนำ  กกจ.เก่าและกรรมการชุดใหม่ก็ทยอยหายไปเช่นกัน   มีอดีตกกจ.ท่านหนึ่งและเป็นกรรมการชุดใหม่ที่เคยขอถอนตัวได้มาพูดกับผมก่อนไปว่า   คุณอยู่ที่นี่ไปก่อนนะผมจะไปศึกษาสังคมไทยก่อน   แล้วค่อยกลับมาปฏิวัติ   ท้ายสุดเหลือคุณไพเพียงคนเดียว  และคงยังมีคุณไพเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังคิดว่าจะนำพาสหายที่เหลืออยู่ให้อยู่รอดได้อย่างไร   ยังพอที่จะได้รับการยอมรับจากสหาย   พอที่จะพูดอะไรเพื่อยุติปัญหาได้บ้าง   สหายนักศึกษาเท่าที่จำได้เหลือประมานสี่ห้าคน  นอกนั้นเป็นสหายท้องถิ่น  และส่วนใหญ่จะเป็นสหายที่ค่อนข้างใหม่   ยังไม่ค่อยมีบทบาทนัก  รู้สึกว่าสหายเหล่านี้กลับจะได้รับผลการกระทบทางจิตใจน้อยกว่า  

เราย้ายที่พักกันแบบเร่ร่อนอีกครั้ง   แต่จิตใจสู้รบถดถอยกว่าช่วงถอยทัพมาก    ประมานเดือนมิถุนายน   มีสหายสื่อสารเอาจดหมายจากศูนย์กลางมาส่งให้คุณไพ   ข้อความในจดหมายกล่าวว่า การสลายองค์การนำของพรรค   แล้วเลือกตั้งองค์การนำขึ้นมาเอง   เป็นการกระทำที่ค้านพรรค  ค้านจัดตั้ง    ถือเป็นความผิดร้ายแรง   ขอให้คุณไพกลับตัวเสีย     อย่าไปหลงเชื่อคำยุยงของพวกปฏิปักษ์ปฏิวัติ   ให้สืบหาตัวการที่แฝงตัวเข้ามาก่อความเสียหายในขบวนการ  และจัดการขั้นเด็ดขาด   คุณไพได้พูดกับพวกเราว่าแกไม่รู้ว่าใครเป็นพวกปฏิปักษ์ปฏิวัติ   ไม่รู้ว่าใครคือตัวการที่แอบแฝงเข้ามา   แต่แกรักสหายทุกคน   แกเชื่อว่าสหายที่ได้ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกันทุกคนบริสุทธิ์   เมื่อสหายมีปัญหาแกขอเลือกอยู่กับสหาย   และยอมทำทุกวิถีทางถ้ามันแก้ปัญหาให้สหายได้   ต่อปัญหานี้แกจะเดินทางไปชี้แจงต่อพรรคด้วยตนเอง   เชื่อว่าพรรคคงจะฟังความคิดเห็นของเรา   ขอให้ทุกคนรอฟังข่าวจากแก

เมื่อคุณไพจากไป   พวกเราอยู่กันเป็นกลุ่มๆไม่ค่อยจะขึ้นต่อกันนัก    สหายที่ยังครองสติได้ก็พยายามประคับประคองกันไป  เราตัดสินใจสร้างค่ายกันใหม่   โดยมีความหวังอันริบหรี่ว่าคุณไพคงกลับมา    พร้อมกับกอบกู้สถานะการณ์อันเลวร้ายนี้ให้ฟื้นขึ้นมาได้   หนึ่งเดือนกว่าที่ไม่เคยได้ข่าวคราวจากคุณไพเลย   เดือนสิงหาคมสหายสื่อสารเดินทางเข้ามา   บอกคุณไพถูกกักตัวไว้ห้ามไม่ให้ไปไหน   ห้ามผู้ใดเข้าพบ   และห้ามไม่ให้พูดคุยกับใคร   และบอกว่าทางศูนย์กลางอาจจะส่งกำลังเข้าเคลียร์พื้นที่เขตสงขลา    เรายังคงสร้างค่ายกันต่อไป   เพราะคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรที่ดีกว่านี้ได้   วันหนึ่งคุณสินและคุณเศียร   มาบอกกับพวกเราว่าสหายเขต 2 ทุกคนอยากกลับบ้านไม่รู้ว่าพวกคุณคิดอย่างไร   เราบอกว่าตอนนี้ใครจะทำอะไรเราก็ห้ามไม่ได้อยู่แล้ว   แกบอกเห็นพวกคุณยังจะสร้างค่ายกันอีก   พวกเราก็ไม่อยากจะทิ้งกัน    แต่สหายไม่มีใจที่จะอยู่และไม่รู้ว่าจะอยู่เพื่ออะไร   เราจึงได้คิดอ่านกันว่าจะทำอย่างไรถึงจะส่งสหายให้ถึงบ้านกันทุกคน    เรารวบรวมเงินได้จำนวนหนึ่ง    พอจะแบ่งให้กับคนที่บ้านอยู่ไกลเป็นค่าเดินทาง   วันหนึ่งหลังอาหารเย็นเราได้ประชุมแจ้งให้ทุกคนทราบว่า  สถานะการณ์ของเราได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน  ผมนึกไม่ถึงจริงๆว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะพังทลายลงภายในชั่วข้ามคืนอย่างยากที่จะฉุดรั้งไว้ได้   สภาพของเราตอนนี้แม้แต่จะรักษาสถานะให้คงเดิมยังเป็นไปไม่ได้   อย่าว่าแต่จะสร้างองกรณ์นำขึ้นมาใหม่  แล้ววิเคราะห์สังคมไทย  กำหนดยุทธศาสตร์ยุทธวิธี   และขั้นตอนการปฏิวัติที่สอดคล้องกับความเป็นจริง   เพื่อยืนหยัดทำการปฏิวัติต่อไปอย่างที่เราหวังไว้แต่แรก   สหายหลายคนมีความเห็นว่าการยืนหยัดต่อไปในสภาพเช่นนี้    นอกจากจะไม่มีอนาคตแล้ว    ยังอาจจะเกิดผลเสียที่ไม่อาจคาดคิด    จึงเสนอว่าให้ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน     บรรยากาศได้กลับเข้าสู่ความสงบ   สหายได้หันกลับเข้าสู่ความเป็นห่วงเป็นใยต่อกัน   อาลัยอาวรณ์ถึงความสัมพันธ์อันดีที่เคยมีต่อกัน    ก่อนจะเดินทางเพียงวันเดียวคุณไก่ได้เดินทางกลับเข้ามา   แกเล่าให้ฟังว่า   คืนนั้นที่ออกไปลาดตระเวนกับสหาย   พอถึงบริเวนผาดำได้ยินเสียงสหายที่เดินหน้าตะโกนว่า  ศัตรู  ทุกคนกระโดดหลบไปคนละทิศละทาง   พอแกรู้สึกว่าสงบแล้วก็ไม่เจอใครอีกเลย   แกหลงทิศหาทางกลับไม่เจอ   เดินคลำอยู่ในความมืด   พอฟ้าสว่างก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน   จึงเดินต่อไปเรื่อยๆจนมืดก็หาที่นอน   ในที่สุดแกก็เลยเดินตามสายน้ำไปเรื่อยๆ   เพราะจำที่สหายเคยบอกว่า  สายน้ำย่อมไหลลงสู่ที่ราบ   ถ้าเดินตามสายน้ำไปเรื่อยๆในที่สุดจะต้องพบผู้คน    เดินอยู่สามวันก็ไปเจอชาวบ้านที่เขตจังหวัดสตูล   แกหลบอยู่ในชายป่า   ซักเสื้อผ้าตากแดดจนแห้งรอจนฟ้ามืด   จึงไปเคาะประตูบ้านหลังหนึ่ง   บอกว่าเป็นนักเรียนมาทัศนะศึกษาแล้วพลัดหลงกับเพื่อน   มวลชนก็ใจดีรีบเอาเสื้อผ้าให้เปลี่ยน    แล้วให้กินข้าว   ให้ตังค์ค่ารถ   แล้วพาไปส่งที่ท่ารถ   เราถามว่าแล้วมวลชนเขาเห็นคุณใส่ชุดเขียวปกแดงเขาว่าอย่างไร   แกว่าเขาไม่เห็นพูดอะไร    พอถึงบ้านแกก็ถูกทางบ้านกักตัวไว้ไม่ให้ไปไหน    แกพึ่งจะหนีออกมาได้  ก็รีบเดินทางเข้ามาทันที   เราถามอีกว่าแกรู้ไหมว่าพวกเราที่อยู่ในนี้ตอนนี้เป็นอย่างไร    แกบอกตอนมาถึงเขตงานก็รู้แล้วว่าข้างในตอนนี้ปั่นป่วนไปหมด   เหลือสหายอยู่ไม่กี่คน    เราก็เลยถามว่าแล้วแกเข้ามาทำไม  แกบอกว่าแกเป็นห่วงสหาย    รู้ว่าสหายที่เคยนำไม่มีใครอยู่    คนที่เหลือก็ไม่มีประสบการณ์    คิดว่าคงจะมาช่วยทำอะไรได้บ้าง    เราก็เลยบอกแกว่าเราตกลงกันแล้วว่าจะแยกย้ายกลับบ้านกันหมดทุกคน    แกบอกว่าแกไม่อยากให้พวกเราทิ้งป่า    เพราะถ้าพวกเราไม่อยู่พวกทำไม้เถื่อนจะต้องตัดถนนเข้ามาตัดไม้จนหมดป่า   แล้วอีกหน่อยถ้าพวกเราจะฟื้นการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกันอีก เราก็จะไม่มีป่าให้มาตั้งกองกำลังกันอีก  อย่างน้อยก็อยากให้อยู่เพื่อรักษาป่าเอาไว้

วันรุ่งขึ้นพวกเราทำลายเอกสาร  แล้วเอาข้าวของบางอย่าง   และอาวุธไปเก็บซ่อน   สหายหลายคนเดินยิงปืนไปตลอดทาง    ยิงเป้า  ยิงยอดไม้  ยิงขึ้นฟ้า   เจออะไรก็ยิง   ยิงจนกระทั่งวางปืนลงจากมือ   เราเดินมาถึงทางแยกระหว่างเขตเขาลูกช้างและเขตเกาหลางก็ต้องแยกจากกัน   ทุกคนกอดกันร้องไห้ร่ำลากันด้วยความเสียอกเสียใจ    รำพึงรำพันถึงชตากรรมที่ประสบ   เสียดายผลงานที่ทุ่มเทสร้างด้วยชีวิต   ความรักความอาลัยอาวรณ์ที่มีต่อกันได้หวลกลับมาอีกครั้ง   ไม่มีบรรยากาศของความขัดแย้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาหลงเหลือให้เห็นอีกเลย    ผมออกทางเขาลูกช้างที่คุณจิตรรับผิดชอบอยู่   มวลชนในเขตนี้เป็นชนชาติมุสลิม   ยังค่อนข้างสงบอยู่   ทหารเพียงแต่มาตั้งด่านตรวจอยู่สองด่าน  แต่ไม่มีความเคลื่อนไหวอย่างอื่น  คุณจิตรจัดการหารถส่งผมออกไปในเมือง   และบอกว่าปัญหาที่เราพูดคุยกันมาตั้งหลายเดือนแกไม่เข้าใจหรอก   แต่แกยังคงจะทำงานมวลชนต่อไป    จนกว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง    ส่วนในกองทัพยังคงเหลือกลุ่มคุณสัน   แกบอกว่าจะไปเข้าร่วมกับเขตพัทลุงทำการต่อสู้ต่อไป

ผมได้ให้สหายสื่อสารติดต่อคุณไพ  ให้แกออกมาพบพวกเราที่ช่องช้าง   เล่าเรื่องราวให้แกฟังทั้งหมดและบอกแกว่าพวกเราได้สลายตัวกันไปหมดแล้ว   เหลือเฉพาะกลุ่มคุณจิตร   และคุณสันเท่านั้นที่ยังอยู่  ส่วนแกก็บอกกับเราว่าเขาไม่รับฟังอะไรจากเราเลย   ตั้งแต่มาจนถึงบัดนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับใครเลย   เขาหาว่าเราเป็นกบฏไม่ยอมพูดคุยด้วย  และไม่ยอมให้คนอื่นพูดคุยด้วย   เพราะกลัวเราจะเผยแพร่ความคิดให้คนอื่น

วันที่ 24 สิงหาคม 2524 ผมได้เดินทางถึงกรุงเทพ   เริ่มต้นชีวิตใหม่ในสังคมเก่าที่ครั้งหนึ่งตัวเองได้เคยปฏิเสธ
Posted by add on 07 Oct. 2002,09:53
แจ้งข่าวค่ะ  
   วันนี้ดิฉันได้พบกับพี่คนหนึ่งที่เคยอยู่ที่เขต 2 สงขลาด้วยกัน  เขาเล่าให้ฟังว่า  ตอนนี้  พรรคคอมมิวนิสต์มลายู  ซึ่งเคยมีถึง 3 กลุ่มนั้น  ตอนนี้  ส่วนหนึ่งก็กลับไปเป็นพลเมืองชาวมลายู ในประเทศมาเลเซีย  อีกส่วนหนึ่งกำลังขอโอนสัญชาติมาเป็นคนไทย  เพราะเขาคุ้นเคยกับการอยู่อาศัยในเขตแดนไทยมากกว่า  ซึ่งก็คงจะได้ในไม่ช้านี้  

    เรียกว่าเป็นการสิ้นสุดของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาแล้วค่ะ
Posted by makok on 07 Oct. 2002,22:52
เรื่องใบไม้ที่กินแล้วตาย
คนม้งเรียกกันว่า "สามใบตาย"
กินไปสามใบก็ตาย
คิดว่ามีครับ
สมัยอยู่ที่ พะเยา (ปี พ.ศ.2524 ราวๆต้นปี)
อยู่ๆก็ได้ฟังข่าวนี้ ว่าเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งลองกินเล่นๆเลยตายไปเลย
Posted by STUV on 07 Oct. 2002,23:06
ยินดีที่เจอพี่ makok ที่บอร์ดนี้
สงสัยเป็นเหตุให้ฝนถล่ม กทม กว่า 130 มิลลิเมตร biggrin.gif  biggrin.gif
Posted by นกกะปูด on 08 Oct. 2002,01:00
ขอบคุณพี่มะกอกค่ะ
ป่ะ..พี่STUV เราไปช่วยกันหาซัก 6 ใบ เนอะ ic-12.gif
Posted by STUV on 08 Oct. 2002,01:11
ไม่อยากตาย ไม่อยากตาย cry3.gif.gif

ผมกลัวผี cranium.gif smash.gif
Posted by นกกะปูด on 08 Oct. 2002,01:18
เปล่าค่ะ เปล่า ไม่ได้ให้พี่โตกิน
นู๋จะเก็บไว้ยัดปากเด็กสองคนที่บ้านนี้ค่ะ laugh1.gif
Posted by add on 08 Oct. 2002,01:26
ใบไม้นี่เรียกว่า ชั่วน่อตั่ว เป็นภาษาม้ง แปลว่า ใบกินตาย 
ใบไม้นี้เป็นความลับที่เป็นไม้ตายของผู้หญิงม้ง ถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายสู่อิสรภาพของสาวชาวม้ง ซึ่งเล่าขานกันสืบมาว่า

   ตามธรรมเนียมของชาวม้ง ก่อนที่หญิงสาวจะออกเรือนไปแต่งงานกับผู้ชายนั้น แม่จะแนะนำให้เธอรู้จักใบไม้ชนิดนี้ เพื่อที่จะบอกว่า ถ้าหากเธอไปอยู่กับชายม้งแล้วทนไม่ไหว ก็ให้เธอฆ่าตัวตายเสียด้วยการกินใบไม้นี้ 3 ใบ เรียกกันว่า สามใบตาย

   สาเหตุที่ผู้หญิงจะทนไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับผู้ชายชาวม้ง คือ ต้องทำงานหนักทั้งวันและทุกวันในขณะที่ผู้ชายนอนดูดฝิ่น หรือผู้ชายนอกใจ ดังนั้นหากผู้หญิงต้องการอิสรภาพจากการถูกบีบคั้น ก็มีทางเดียวคือ ฆ่าตัวตายด้วยวิธีการดังกล่าว

   มีคนเล่าให้ฟังค่ะ แล้วเอามาเล่าต่อ  ผิดถูกอย่างไร ให้คุณมะกอกและคนที่รู้ช่วยเพิ่มเติมด้วยนะคะ
Posted by Din on 08 Oct. 2002,03:31
ขอบคุณลุงสข.๑ ครับ ที่กรุณาขยายความ เข้าใจแจ่มแจ้งขึ้นครับ

เคยได้ยินจากเขตอื่นก็มีลักษณะที่คล้าย คล้ายกับที่คุณไพเจอครับ รุ่นพี่บอกว่าหลั่งเลือดอาสาเข้าแบกรับภารกิจ โดยมิได้มุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตน แต่ถ้าขัดแย้งกับพรรค กับจัดตั้ง ก็อาจได้รับการปันดินให้ ๔ ศอก

เคยอ่านขบวนการนั้นชื่อ พรรคคอมมิวนิสต์ ของปวีณา เดชกล้า ยิ่งเห็นความจริงที่เป็นไปในขบวนปฏิวัติครับ
เมื่อวานกระผมไปฟังการเสวนาในงาน รำลึก ๖ตุลาประชาธิปไตย อาจารย์ใจพูดในงานว่า พคท.เป็นพรรคการเมืองที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาในเมืองไทย แต่ก็เป็นเผด็จการที่สุดด้วยครับ ซึ่งจุดนี้ผมเห็นด้วยทั้งสองด้านและเห็นว่าเป็นจุดอ่อนจุดหนึ่งจากหลายหลายจุดที่ทำให้ล่มสลายครับ
ส่วนตัวกระผมเองเห็นว่าคุณธรรมปฏิวัติเป็นคุณธรรมขั้นสูงที่ปฏิบัติได้ยากมากมากสำหรับปุถุชนคนทั่วทั่วไป  ไหนจะต้องทำการผลิตเพื่อเลี้ยงตนเอง  ต้องทำการรบกับศัตรูที่กดขี่เอารัดเอาเปรียบ ต้องดูแลเอาใจใส่รับใช้ประชาชนที่ทุกข์ยาก ผลประโยชน์ส่วนตัวขึ้นต่อส่วนรวม ใช้แรงงานอยู่อย่างประหยัดเรียบง่าย จนถึงที่สุดแม้แต่ชีวิตก็ยอมพลีให้ได้ ซึ่งบทสรุปรวบยอดของผมก็คือการคิดถึงคนอื่นคนทุกข์คนยากก่อนตนเอง และพร้อมที่จะสละแม้แต่ชีวิตครับ
กระผมก็เชื่อครับว่าธรรมย่อมชนะอธรรม และเชื่อว่าสิ่งใหม่ที่ดีกว่าย่อมเข้าแทนที่สิ่งเก่าครับผม
(กระผมเองก็ยังเป็นปุถุชนคนทั่วทั่วไปอยู่นะขอรับ)
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 08 Oct. 2002,04:59
ผมเคยเชื่อว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรๆต่างๆในองค์กร ในสังคมเราได้ ผมเชื่อว่าเหตุผลที่ดี ความจริงใจของเราสามารถเปลี่ยนแปลงคนอื่นได้  ผมจึงพูด พูด และก็พูดในสิ่งที่อยากให้เป็น อยากให้เกิด ด้วยหวังว่าจะมีแนวร่วมคิดเห็น ทำ อะไรๆที่ดีมีเหตุผล
   ผมลืมไปว่าสิ่งที่ผมกำลังจะเปลี่ยนแปลงคือคน คน คนที่มีศักยภาพจะทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง ดังนั้นมันไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงคนด้วยคำพูด แล้วก็รู้มาอย่างว่าหากคิดจะเปลี่ยนแปลงผู้อื่น เปลี่ยนแปลงสังคม ต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง ต้องทำให้มากต้องพูดให้น้อย
    คำพูดนั้นเบาดั่งขนนก การกระทำซิหนักแน่นเหมือนขุนเขา
    พรรคคอมมิวนิสต์ คิดสร้างสังคมใหม่ ใช้การหล่อหลอมสะกดจิต ตอกย้ำ ล้างสมองนักปฏิวัติในกระบวนให้คิดตามอุดมคติที่วาดไว้ พระสงฆ์องค์เจ้าอยากให้สังคมเป็นอยู่ในคลองธรรมก็เทศน์ให้คนฟังถึงความดีของศีล สมาธิ ปัญญา เทศน์แล้วก็เทศน์ เฉกเช่นเดียวกับครูบาอาจารย์ที่พร่ำสอนแต่เรื่องจริยธรรม
   ผมไม่เชื่อว่าคำพูด หรือตัวหนังสือ จะเปลี่ยนแปลงอะไรๆได้ มันอาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของกระบวนการ
   ผมเชื่อว่านักปฏิวัติที่แท้ต้องปฏิวัติตนเองก่อน
   พระพุทธเจ้าท่านไม่มีอามิสสินจ้างให้พระภิกษุที่เดินตามท่าน ไม่มีอาวุธมาข่มขู่หรือบังคับ และไม่มีพันธะสัญญาใดที่ผูกพันต่อกัน ผู้ใดอยากจะออกจากร่มกาสาวพัทธ์ ก็เพียงแต่กล่าวลาแล้วเดินออกไป แต่ท่านสามารถสร้างองค์กรขนาดใหญ่ได้ และยังเป็นองค์กรที่มีอายุยืนยาวมาถึง ๒๐๐๐ กว่าปี  เป็นองค์กรที่พระราชารวมถึงกุลบุตรที่มีความรู้เข้ามาศึกษาอบรม ท่านนำพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาลด้วยอะไร ด้วยคำพูดหรือ ผมว่าไม่ใช่ บางครั้งพระองค์พูดเพียงไม่กี่ประโยคผู้ที่ฟังก็เอ่ยปากขอบวชเรียนแล้ว ผมว่าสิ่งที่ท่านใช้เปลี่ยนแปลงผู้อื่น และสร้างองค์กร กับสังคมพุทธขึ้นมาก็คือ คุณธรรมในตัวท่าน ความจริงที่ท่านรู้ ท่านเห็น และที่ท่านเป็น มันมีพลังที่จะสร้างบุคคล สร้างสังคม
   กล่าวโดยที่สุดแล้ว ตัวความจริงต่างหากที่เป็นพลังแห่งการปฏิวัติ และความจริงนั้นมัน รู้ได้ด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยหู
   ทุกวันนี้ผมจึงไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรต่อไป เวลาเห็นว่าสิ่งแวดล้อมมันห่วย ก็คิดว่าเราไม่ใช่นักปฏิวัติหรอก เราเล็กเกินไปกว่าที่จะเป็นผู้ปฏิวัติ ทำตัวเองให้ดีดีกว่า เรื่องอื่นมันใหญ่เกินไปกว่าที่จะจัดการ ...
    ชีวิตผมมันหดสั้นลงเพียงแค่เรื่องของตัวเอง ผมแบกรับความทุกข์ของผู้อื่นก็เฉพาะความทุกข์ที่อยู่ในวิสัยที่จะแบกรับได้เท่านั้น ผมไม่เคยคิดเรื่องอะไรใหญ่ๆอีกเลย  cigar.gif
Posted by Din on 08 Oct. 2002,10:16
เห็นด้วยครับว่าต้องเริ่มที่ตนเองก่อน  bigsmile.gif   วันที่มีเสวนา ๖ ตุลาที่มธ.  ป้ามด-วนิดา ก็พูดว่าต้องเริ่มที่ตนเองก่อน

ขออนุญาตคัดบางตอนจากหนังสือแด่หนุ่มสาว  โดยกฤษณมูรติ  แปลโดยพจนา จันทรสันติ มาแลกเปลี่ยนครับ

ท่านเชื่อว่า  ก่อนที่เราจะพูดถึงการปฏิวัติเพื่อนำสังคมอันสันติสุขมาสู่มนุษย์ เราจำเป็นอย่างที่สุดที่ต้องปฏิวัติภายในหัวใจของเราเองเสียก่อน และไม่ใช่สิ่งที่ค่อยเป็นค่อยไป หากต้องกระทำอย่างจริงจังรวดเร็ว และก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ด้วย

เราไม่อาจเข้าใจชีวิตโดยการปลีกตัวออกจากสังคม เพราะในความสัมพันธ์กับชีวิตอื่นและสิ่งแวดล้อมต่างๆของเรา ด้วยหัวใจที่เปิดด้วยความรักและความเคารพเท่านั้น ที่เราจะเข้าใจถึงธรรมะอันมีอยู่ในสรรพสิ่งได้

ท่านสอนให้เรากล้า กล้าที่จะเป็นกบฏต่อความเชื่อ ปฏิเสธสถาบันประเพณีต่างๆ โดยมีสติ อีกทั้งกล้าที่จะเผชิญกับความตายด้วยความสงบ

อาจารย์สันติสุข โสภณสิริ เขียนคำนำไว้บางตอนดังนี้
ถ้าว่ากันให้ถึงที่สุด กบฏที่แท้มิใช่เพียงกบฏต่อสิ่งภายนอก แต่เป็นการกบฏต่อตนเอง มิให้ลื่นไหลไปตามกระแสสังคมอันฉาบฉวย เป็นการแสวงหาสาระด้านในของชีวิต เมื่อพูดถึงการแสวงหา ก็ชวนนึกถึงภาพเขียนที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยใช้เป็นปกหนังสือของท่าน คือภาพคนที่กำลังดำดิ่งลงไปค้นหาดอกบัวบานภายในก้นบึ้งของตนเอง

จำได้ว่าสมัยยังเป็นนักศึกษา หนังสือเล่มนี้เป็นที่ชื่นชอบและท้าทายสำหรับหนุ่มสาวสมัยนั้นมาก เพราะเรียกร้องให้คนเป็นขบถต่อความเคยชินความเชื่อต่างๆครับ ดังเช่นประโยคต่อไปนี้

ไม่มีใครสนับสนุนเธอให้ขบถหรอก ไม่มีใครอยากให้เธอซักถาม ไม่อยากให้เธอค้นหาด้วยตนเอง
ด้วยกลัวว่าการขบถจะทำให้เธอกลายเป็นปฏิปักษ์กับสิ่งผิดทั้งมวล

biggrin.gif  biggrin.gif  biggrin.gif
Posted by add on 08 Oct. 2002,20:58
ดิฉันเห็นด้วยกับคุณฤษี  กับคุณดิน ค่ะ
   
   ในอดีต  สภาพสังคมและโอกาส เงื่อนไขต่างๆอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดขบวนการปฎิวัติ  ซึ่งเท่าที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นแล้วว่า  มันเป็นไปไม่ได้  ด้วยเงื่อนไขและปัจจัยหลายๆประการ

    ในสภาพปัจจุบัน เรายิ่งต้องตระหนักและหาบทบาทของตัวเองให้พบ  เหมือนอย่างที่คุณฤษีพูด  ก็เป็นบทสรุปที่ดีสำหรับคนๆหนึ่งที่จะวางบทบาทของตนเองในสังคม

    "หากคิดจะเปลี่ยนแปลงผู้อื่น เปลี่ยนแปลงสังคม ต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง "

     แต่มีคนอีกหลายคนดูเหมือนจะหาตนเองไม่พบ  และอารมณ์ค้างอยู่กับคืนวันที่ผ่านมา  บางคนพร่ำเพรียกหา การปฎิวัติ โดยไร้จุดมุ่งหมาย  ไม่รู้จะปฎิวัติอะไร  เพื่ออะไร  บางคนพูดประโยคสวยหรู  ใส่อารมณ์รุนแรงเพียงเพื่อสนองอารมณ์ที่ผิดหวังในการปฎิวัติที่ผ่านมา  บางคนมองว่า ตนเองจะสามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้  โดยลืมคิดไปว่าตัวเองเป็นเพียงมด  ตัวเล็กๆตัวหนึ่ง  บางคนกล่าวถึงการต่อสู้เสียสละต่อสู้เพื่อประชาชน แต่ชีวิตส่วนตัวของตนเองฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย  และหลายคนมักเรียกร้องคนอื่นๆมากกว่าจะเรียกร้องตนเอง  มากกว่าที่จะหันกลับมาดูตนเอง  และปฎิวัติตนเองเสียก่อน

       ดิฉันไม่ได้ปัญหากับพวกเขาเหล่านี้หรอกค่ะ  ให้เขาพูด ให้เขาแสดงออก ก็คงจะทำให้เขาสบายใจ  ให้มีคนฟังเขาพูดบ้างเขาก็คงดีใจ  ดิฉันเพียงแต่เป็นห่วงความคิดเช่นนี้ของพวกเขา  นับวันก็จะยิ่งทำให้เขาเริ่มโดดเดี่ยวมากขึ้นทุกที  และในที่สุดเกรงว่าเขาจะกลายเป็นคนที่ล้าหลังไป  เหมือนเช่นที่เขาเคยโจมตีว่ากล่าวคนอื่่นมาแล้วในอดีต

      ทุกวันนี้ดิฉันก็ทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้มากที่สุด และดีที่สุด ในสังคมแคบๆที่ดิฉันรับผิดชอบอยู่  ยึดถือความเรียบง่าย และช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่เราจะช่วยได้  แค่นี้ก็มีความสุขและจิตใจสงบดีค่ะ  ส่วนการคิดจะเปลี่ยนแปลงความคิดคนอื่นนั้น  ทำมากจนเลิกทำไปแล้วค่ะ  เพราะค้นพบแล้วว่า เราทำเช่นนั้นไม่ได้หรอกค่ะ  

      ทำเท่าที่เราทำได้  ไม่ฝืนตัวเองดีกว่าค่ะ
Posted by KiLiN on 08 Oct. 2002,21:22
ใช่ครับ...... การปฏิวัติที่แท้ต้องปฏิวัติตนเองก่อน
ศัตรูที่แท้จริง...ไม่ใช่ผู้อื่น สิ่งอื่น แต่คือตนเอง
การชนะตนเอง....สำคัญกว่าการชนะผู้อื่น
ชนะผู้อื่นถ้าไม่ชนะตนเอง....ท้ายที่สุดเราจะแพ้ตนเอง แล้วล้าหลังในที่สุด
รู้จักผู้อื่น...ก็ไม่เท่าแจ่มแจ้งในตนเอง
เมื่อรู้จักตนเอง เข้าใจตนเอง แจ่มแจ้งตนเอง เรื่องอื่นใดๆก็รู้ได้

ดังคำตรัสของพระพุทธองค์ที่ว่า
เราคือโลก  โลกคือเรา

เพราะพระองค์รู้ซึ้งในตนเอง และตนเองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสรรพสิ่ง กับโลก กับจักรวาล

Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 08 Oct. 2002,23:25
"บางคนมองว่า ตนเองจะสามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้  โดยลืมคิดไปว่าตัวเองเป็นเพียงมด  ตัวเล็กๆตัวหนึ่ง " ๕๕๕ เคยคิดอย่างงั้นครับ น้าแอ็ด  เมื่อหวนกลับมามองอีกครั้งแล้วรู้สึกอับอาย อ้ายเรานี่โง่จริงๆ อ้ายเรานี่เป็นใครวะคิดจะเปลี่ยนแปลงสังคมรอบตัวเราเนี่ย ขนาดพระพุทธองค์เองท่านยังเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย
   ผมคิดว่าเหตุการณ์ต่างๆในสังคมการเมืองก็ดี ในสังคมเล็กๆใกล้ตัวเราก็ดี มันเป็นเพียงปรากฏการณ์ มีขึ้น มีลง แล้วมันจะคลี่คลายของมันเอง แต่มันก็จะคลี่คลายอยู่ระหว่างขึ้นและลงนี่เอง ถ้ามันเป็นขาขึ้นเราก็เพียง ทำ ทำ และก็เป็นส่วนหนึ่งของการขึ้น แต่ถ้ามันเป็นขาลง เราก็คงทำ ทน แล้วก็รอ รอให้ถึงเวลาของขาขึ้น ผมว่าสังคมมันมีชีวิต มันเคลื่อน แล้วก็เคลื่อนด้วยรูปแบบเดียวกับชีวิตเรานี่แหละ มีขึ้นๆๆๆๆ ลงๆๆๆ
   อีกอันหนึ่งถ้าจะปฏิวัติภายใน ความคิดที่ว่าจะเป็นขบถต่อความเชื่อ วัฒนธรรมเดิม อันนี้น่ากลัว มันต้องถูกปฏิวัติจัดระเบียบก่อนใครเลย ๕๕๕ เพราะตัวความคิดอย่างงี้มันเป็นการคิดอย่างแอ็คเกรสซีฟ การปฏิวัติภายในเป็นเพียงกระบวนการเห็นที่เหนือกว่าการเห็นธรรมดาเท่านั้น ด้วยการเห็นเช่นนี้มันจึงทำให้เราเห็นความจริงอีกระดับหนึ่ง ซึ่งคนทั่วไปไม่เห็น ความจริงนี้เอง มันเปลี่ยนแปลงเรา และมันมีอิทธิพลไปเปลี่ยนแปลงคนอื่นด้วย ถ้าความเชื่อ หรือ วัฒนธรรมใดมันขัดแย้งกับความรู้ที่เกิดขึ้น มันก็เป็นเท็จในใจเรา เราก็ไม่รับมันอยู่เอง ไม่รับมันอยู่เองนะครับ ไม่ใช่คิดว่าจะไม่รับ การคิดว่าจะไม่รับ คิดว่าจะแอนตี้ คิดว่าจะเป็นขบถต่อมัน ความคิดนั้นแหละที่ผูก " มัน " ไว้กับเรา เพื่อเราจะได้ขบถ หรือขึ้นชื่อว่าเป็นขบถต่อมัน แต่ที่นั่นเราจะไม่เห็นมันอย่างแท้จริง เราไม่ได้เป็นอิสระจากมัน และเราก็ไม่ได้ปฏิวัติอะไรในใจเรา...เลย
  ผมคิดว่าผมเคยผ่านจุดที่คิดว่าแอนตี้ๆๆๆๆ   อะไรๆ หลายยยยยยๆๆๆอย่างมาก่อน หนังสือของกฤษณะมูรติ นี่ก็ได้อ่าน พจเนิง พจนา นี่ก็อ่านอยู่ครับ อยากจะเป็นอิสระอย่างที่เค้าว่า แต่ท้ายที่สุดด้วยคิดจะแอนตี้นี่แหละ ทำให้ไม่พบอิสระอย่างแท้จริง ยังไงก็ตามก็ยังโชคดีที่ได้รู้ว่าถ้าอยากปฏิวัติ ถ้าอยากอิสระ สิ่งที่ต้องระวังก็คือ ความคิด ความอยากทั้งปวง ถ้อยคำ ท่าทีของนักปฏิวัติ รวมถึงความคิดที่ว่ามีอะไรที่ต้องปฏิวัติด้วย
  ผมรู้สึกว่า ท่าทีของหนุ่ม-สาวที่คิดจะเปลี่ยนแปลงในวันนี้ยังเหมือนเดิมคือ กูทนไม่ได้ที่จะเห็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม กูอยากเปลี่ยนแปลงมัน ก็จะเป็นขบถต่อความชั่วร้ายทั้งหลายทั้งที่เห็นตัวและที่มองไม่เห็น กูจะตอบโต้มัน กูจะพูดๆๆๆ ด่ามัน กูจะเสนอสวรรค์ทางงามที่กูเชื่อให้ผู้คน และท้ายที่สุดก็กลัดกลุ้มกับสวรรค์ที่ไม่อาจสร้างได้ เพราะตัวหนังสือ และความคิดที่จะปฏิวัติ ไม่อาจทำให้เห็นความจริงใดๆได้เลย ..และท้ายที่สุดเขาก็จะอยู่กับอดีตและค่านิยมนักปฏิวัติ แต่ไม่ได้ทำการปฏิวัติใดๆเลย
Posted by สข1 on 09 Oct. 2002,07:53
หลังจากถึงกรุงเทพแล้ว  ผมได้งานทำพอที่จะเลี้ยงตัวได้   แล้วอยู่อย่างเงียบๆ   คอยสดับตรับฟังข่าวสารและความเป็นไปของสหายที่เขตสงขลา1  สหายท้องถิ่นส่วนใหญ่จะเข้าไปอยู่ในศูนย์เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย   สหายนักศึกษาหลังจากรายงานตัวแล้วก็กลับเข้าศึกษาต่อ   มีสหายอีกส่วนหนึ่งมาทำธุรกิจร่วมกัน   ผมจะได้ข่าวที่ไม่ค่อยดีของสหายอยู่บ่อยๆ   คนที่ทำธุรกิจด้วยกันก็มีอันต้องแตกคอกัน   บางกลุ่มถึงขนาดเกือบจะฆ่ากันเชียว   สหายที่แต่งงานกันก็ต้องเลิกรากันไป  โดยเฉพาะคู่ที่แต่งกันระหว่าง   สหายชาวนากับปัญญาชน   สหายหลายคนกลายเป็นคนที่ไม่สามารถควบคุมจิตใจตัวเองได้   มีสหายคนหนึ่งไม่ยอมทำงานอะไร   แต่งชุดทหารผูกเปลนอนตรงหน้าต่าง   ร้องเพลงปฏิวัติ   ชอบคุยการเมืองหรือรำพันถึงอดีตอันรุ่งโรจน์ตามร้านเหล้าร้านกาแฟ   สหายคนอื่นต้องไปตามตัวกลับบ้านอยู่เป็นประจำ    จนถึงวันนี้สหายท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็มีชีวิตอยู่ตามอัตภาพ   มีบางคนยังคงต่อสู้อยู่ในรูปของกลุ่มพลังมวลชน  หรือกลุ่ม NGO  บางคนก็ไปรับใช้นักการเมือง  หรือกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น   ส่วนพวกนักศึกษาส่วนใหญ่จบการศึกษามีชีวิตการงานที่ค่อนข้างดี   มีหลายคนประสบความสำเร็จทางธุรกิจมีฐานะที่ดีพอสมควร   แต่ก็มีบางคนอีกเล็กน้อยที่จนป่านนี้ยังไม่สร่างเมาจากความผิดหวังทางการเมืองเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

ลักษณะของเขตงานสงขลา 1
ผมคงจะจบ เรื่องเล่าตอนเข้าป่า กับ เขตงานสงขลา1 ของผมเพียงเท่านี้  แต่มีสหายบางคนที่อยู่ร่วมเหตุการณ์จนถึงวาระสุดท้ายของเขตงานสงขลา1   บอกว่าถ้าผมไม่ถ่ายทอดความรู้สึกของสหายอีกส่วนหนึ่ง   ที่ยามปกติต้องถูกกดดัน   ตราหน้าว่าเป็นคนล้าหลัง   ไม่ก้าวหน้า   ทั้งๆที่เขาก็ได้เสียสละมอบชีวิตให้กับการปฏิวัติ   การปฏิบัติตัวไม่ได้ฝ่าฝืนกฏระเบียบมากไปกว่าพวกสหายที่ดี   บางครั้งสหายที่เป็นพวกญาติและคนใกล้ชิดจัดตั้ง  ทำตัวฝ่าฝืนมากกว่าเขาเสียอีก   แต่กลับได้รับการปกป้องและชื่นชม   และท้ายที่สุดพวกเขากลับถูกทอดทิ้งในยามวิกฤต  ให้เผชิญกับชตากรรมเพียงลำพังในช่วงท้าย  ก็รู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเล่าเรื่องครั้งนี้ของผม  ผมจึงขอสรุปลักษณะของเขตงานสงขลา1ดังนี้  

1.เขตงานสงขลา1 เป็นเขตงานใหม่ของ พคท.   อย่างที่เคยกล่าวไว้ว่าช่วงก่อน 6 ตุลา  มีสหายเก่าอยู่เพียง สิบกว่าคน   มีปืนยาวอยู่ 7 กระบอกเท่านั้น   สหายเก่าล้วนเป็นมวลชนพื้นฐาน   ปฏิบัติงานไปตามการชี้นำของพรรคด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่น  แบบชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ โดยที่ตัวเองก็ไม่มีความเข้าใจในทฤษฎีการเมืองใดๆ    ช่วงหลัง 6 ตุลามีสหายจากในเมือง   ทั้งกลุ่มกรรมกร   กลุ่มนักศึกษา   และผู้รักชาติรักประชาธิปไตยสาขาอาชีพต่างๆเข้าร่วมขบวนกว่าสิบเท่าตัว   ในจำนวนทั้งหมดนี้เป็นกลุ่มนักศึกษาท้องถิ่นประมาน 90%   การขยายตัวของขบวนการอย่างกว้างขวางช่วงหลังการล้อมปราบปี 2520  เป็นผลงานที่เกิดจากการถาโถมตัวเข้าแบกรับภาระกิจของสมาชิกรุ่นหลังเหล่านี้  

2.ฝ่ายนำของเขตสงขลา1 มีจิตใจค่อนข้างกว้างขวาง  ยอมรับบทบาทและความแตกต่างของสหายใหม่ที่มาจากในเมืองได้ค่อนข้างมาก  เพราะเหตุนี้คุณไพจึงเลือกที่จะสลายองค์การนำของพรรค  แทนที่จะแตกหักกับสหายเมื่อเกิดวิกฤตศรัทธาในหมู่สมาชิกพรรค   สหายที่มาจากในเมืองก็ค่อนข้างอ่อนน้อมถ่อมตน  มีความศรัทธาต่อพรรคต่อจัดตั้งสูง   ถึงแม้สหายเหล่านั้นจะไม่ค่อยมีความรู้   บ่อยครั้งที่ฝ่ายนำบางคนพูดหรือให้คำชี้นำแบบผิดๆถูกๆหรือฟังไม่รู้เรื่อง   สมาชิกพรรคบางคนอ่านหนังสือได้แบบงูๆปลาๆ   แต่ก็ได้การรับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วย   เวลานำเอามติหรือคำชี้นำมาถ่ายทอดก็พูดไม่รู้เรื่อง  แล้วก็จะออกตัวว่าชั้นก็เป็นแค่ชาวนา   ไม่มีความรู้และไม่ค่อยค่อยเข้าใจทฤษฎีการเมืองอะไรมากนัก   ขอให้สหายช่วยชี้แนะ   สมาชิกพรรคหญิงบางคนไม่มีความรู้เรื่องอาวุธหรือการรบเลย   แต่โดยฐานะทางการเมือง ก็ต้องรับผิดชอบการทหารในบางโอกาส   ถ้าคิดโดยสามัญสำนึกที่ไม่โน้มเอียงแล้ว   ต้องยอมรับว่าสมรรถนะการสู้รบต่ำกว่าฝ่ายตรงข้ามมาก   นี่เป็นปัญหาของการใช้นโยบาย  คุณธรรมนำความสามารถอย่างตายตัว   (แต่ผมกลับคิดว่านี่ก็คือลัทธิพรรคพวกเป็นการแปรทฤษฎีให้สนองเจตนารมณ์ของตนเอง   ส่งเสริมเฉพาะพรรคพวกของตัวเอง   เพื่อรักษาฐานอำนาจของตัวเองนั่นเอง)    แต่ถึงอย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ก็สามารถที่จะทำงานร่วมกันได้ค่อนข้างจะกลมกลืน   ไม่ค่อยมีสหายในเมืองปฏิเสธหรือไม่ยอมรับการนำของสหายชาวนา

3.สหายใหม่ได้รับการขยายบทบาทค่อนข้างมาก   ในช่วงท้ายๆสหายที่มาจากในเมืองจะได้รับการบ่มเพาะ  ให้เป็นสมาชิกพรรคเป็นส่วนใหญ่ เหลือเพียงส่วนน้อยที่ยังเป็น สยช.  และเหลือเพียงสองคนเท่านั้นที่ไม่เคยได้รับการบ่มเพาะทางการเมืองใดๆเลย   มีสหายนักศึกษาถึงสามคนได้รับการเสนอแต่งตั้งให้เป็นกรรมการหน่วยพรรคระดับจังหวัด  และหนึ่งในสามคนนั้นเป็นเพียงปัญญาชนผู้รักความเป็นธรรม   ที่เข้าป่าเพื่อหลบภัยขาวกรณ๊ 6 ตุลาเท่านั้น   ในช่วงท้ายของเขตงานสงขลา1 ผู้บัญชาการทหารก็เป็นสหายนักศึกษาที่ขึ้นป่าหลัง 6 ตุลาเช่นกัน  ส่วนสหายที่มาจากในเมืองคนอื่นๆ   ก็ล้วนได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าหน่วย   หัวหน้าแผนกกันทั่วหน้า   ได้ขยายบทบาทและสร้างคุณูปการให้กับขบวนการไม่น้อยทีเดียว   เป็นความกลมกลืนที่ไม่ค่อยจะมีในเขตอื่นๆ   แต่ก็มีบางคนเห็นว่าเพราะเหตุนี้เขตสงขลา1 จึงเปราะบางและล่มสลายอย่างง่ายดาย   เพราะพวกปัญญาชนนายทุนน้อย  จุดยืนไม่มั่นคง   สามารถแปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา  เมื่อยามเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย   คนเหล่านี้พร้อมที่จะเปลี่ยนจุดยืนละทิ้งขบวนการทันที

4.ในความคิดแรกเริ่มของเรา   เราคิดว่าถ้าเราสามารถสะสางเรื่องแนวทางทางการเมืองของพรรค  จนมีข้อสรุปที่ชัดเจน  และได้รับความเห็นชอบจากสหายส่วนใหญ่   เราก็จะตั้งตัวแทนเพื่อนำเสนอต่อพรรค  เรามีความเชื่อมั่นว่าพรรคคงจะฟังความคิดเห็นของเรา  เพราะมันคือวิธีการจากชั้นบนถึงชั้นล่าง  จากชั้นล่างถึงชั้นบน และจากมวลชนสู่มวลชน   ตามหลักประชาธิปไตยรวมศูนย์  เราไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าเราจะเลิกปฏิวัติ  ไม่ได้คิดว่าพรรคจะไม่ฟังเรื่องราวของเราแม้แต่น้อย  และคิดไม่ถึงว่าศูนย์การนำของพรรคจะล่มสลายลง   ความเชื่อและความศรัทธาจะสูญสิ้นเพียงชั่วข้ามคืน   หลังเปิดเวทีประชาธิปไตย  ลูกศรได้ตีกลับ 180องศาอย่างคาดไม่ถึง   สหายที่เคยเป็นลูกที่ดีของพรรค   กลับกลายเป็นคนที่สร้างปัญหา   และหนีเอาตัวรอดเมื่อสถานะการณ์วิกฤต    ปล่อยให้คนที่ตัวเองเคยตราหน้าว่าเป็นคนมีความคิดทางการเมืองต่ำ  เป็นสหายเสรี  เผชิญกับชตากรรมตามลำพัง   ในทางกลับกันสหายเหล่านี้กลับครองสติได้ดีกว่า   และเป็นคนที่พยายามประคับประคองไม่ให้ทุกอย่างมันเลวร้ายลงไปกว่าเดิม  สถานะการณ์ช่วงหลัง  ไม่ค่อยมีใครสนใจเรื่องของแนวทางทางการเมือง   เรื่องทฤษฎี  หรือเรื่องของระเบียบการพรรค   อะไรจะผิดหรือถูกก็แล้วแต่    มันควรจะเป็นความขัดแย้งในหมู่ประชาชนที่แก้ไขได้   พรรคควรจะมองเห็นคุณค่าของดอกผลแห่งการปฏิวัติอย่างเราบ้าง   สิ่งที่ยิ่งกว่านั้นก็คือเราไม่คิดว่าผู้นำที่เราเคยศัทธาและเชื่อมั่น   กลับพึ่งพาอะไรไม่ได้เลยในยามวิกฤตมาเยือน   ไม่ว่าแนวทางของพรรคจะผิดหรือไม่   พรรคจะไม่เห็นความสำคัญของเรา   แต่มิตรภาพของเราน่าจะยังคงอยู่   ความรักและความผูกพันที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมาไม่น่าจะสิ้นสุดตามไปด้วย   เรารู้สึกชื่นชมสหายอาวุโสเช่นคุณลุงรัน  คุณป้าเพิ่ม  คุณจิตร  ที่ยังคงความเสมอต้นเสมอปลายไม่ว่าจะอยู่ในสถานะการณ์เช่นไร

5.สำหรับ พคท.ก็เป็นเพียงพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง    ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อยึดอำนาจรัฐและจัดตั้งรัฐบาล   เหมือนกับพรรคการเมืองอื่นๆ    แตกต่างกันที่พรรคเลือกวิธีการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ   การชูอุดมการณ์ที่สวยหรูเพียงเพื่อระดมการเข้าร่วมของมวลชนเท่านั้น    พคท.ใช้วิธีการปกครองเหล่าสมาชิกที่ถือปืน    ด้วยการสร้างศรัทธาอย่างงมงาย   สร้างบรรยากาศและความรักในสังคมอุดมการณ์ (ความจริงก็เหมือนๆกับการลุกขึ้นสู้ของมวลชนผู้ยากไร้ในประวัติศาสตร์  ทั้งในประเทศไทยและประเทศจีน)  มิฉนั้นคงไม่สามารถปกครองกองกำลังอาวุธให้อยู่ในความเรียบร้อยได้   ประวัติศาสตร์สามสี่สิบปีที่ผ่านมาของ พคท.ไม่เคยมีการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน   ไม่มีการข่มขืนหรือเข่นฆ่ากันเอง(ความจริงมีเหมือนกันแต่ถือว่าน้อยมาก)   ไม่ว่าจะมีความขัดแย้งกันรุนแรงขนาดไหน    ผมต้องยอมรับคุณงามความดีในจุดนี้ของ พคท.

6.สหายในหน่วยเทคนิค(อันนี้สหายในหน่วยขอฝากมา)  ปัจจุบันยังคงสภาพความเป็นหน่วยเทคนิค   ทำงานร่วมกันโดยไม่มีจัดตั้ง  ทุกคนประกอบอาชีพในหน้าที่เป็นนักเทคนิกที่ยิ่งยงเช่นเดิม   และมีความสุขกันตามสมควร   เราภูมิใจที่เรารักษาความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างคงเส้นคงวา  ไม่ว่าจะเป็นสถานะการณ์ที่รุ่งโรจน์   หรือในช่วงวิกฤต   ความจริงเราก็มีความสุขกับการทำงานในหน่วยเทคนิคไม่น้อย   มีสหายที่มีความรักต่อเรา   อยากคบหาพูดคุยกับเราไม่น้อย    เราก็มีจิตใจที่ปฏิวัติเหมือนกัน   รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด  มีความเชื่อมั่นและศรัทธาในพรรคไม่น้อยกว่าคนอื่น    แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเราเห็นว่าสิ่งที่จัดตั้งปฏิบัติตรงข้ามกับสิ่งที่พยายามให้การศึกษาเรา   และเลือกปฏิบัติต่อสหายแต่ละคนไม่เท่าเทียมกัน    จึงมีการกระทำบางอย่างที่ออกมาในลักษณะประชดประชัน   แต่ก็ทำให้เราได้เข้าใจในสัจจธรรมของมนุษย์มากขึ้น   เรียนรู้ถึงวิธีคิดวิธีการทำงานที่เป็นวิทยาศาสตร์   การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า    และคุณธรรมน้ำมิตรที่แท้จริงเมื่อยามเผชิญหน้ากับความตาย   เป็นสิ่งที่เราได้ยึดถือในการทำงานและดำรงค์ชีวิตในปัจจุบัน

ผมขอจบการเล่าเรื่องราวของเขตงานสงขลา1 เพียงเท่านี้   การเล่านี้เพียงแต่บอกว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง   ไม่ได้บอกว่าอะไรผิดอะไรถูก    และคงมีข้อผิดพลาด  ตกหล่น  หรือสับสนเรื่องเวลา    เป็นเรื่องที่ผมยังไม่เคยมีโอกาสพูดหรือเล่าให้ใครฟังจนถึงตอนจบ   เพราะในสายตาของคนบางคนเห็นว่า   บางเรื่องเป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บ    เป็นมุมมองที่จงใจจะโจมตี หรือลดความน่าเชื่อถือของพคท.ของผู้ที่ผิดหวังและอกหัก   แต่ผมเห็นว่าข้อเท็จจริงย่อมเป็นข้อเท็จจริง   ไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหน   และการยอมรับความจริงแล้วแก้ไขข้อบกพร่องด้วยความจริงใจต่างหาก   คือความน่าเชื่อถือที่ถาวรและมีเกียรติ   ขอขอบคุณ  Web Thummada.Com ครับ
Posted by KiLiN on 09 Oct. 2002,09:12
ต้องขอบคุณ คุณ สข1 มากครับ
เล่าเดินเรื่องได้ดี  และสรุปได้ดีครับ

ขอขอบคุณอีกครั้งแทนสมาชิกทุกคนด้วยครับ
     
Posted by Din on 09 Oct. 2002,18:33
ขอบคุณลุงสข.๑ ครับผม

โดยเฉพาะบทสรุปชัดเจน  ชอบมากครับ  ช่วยตอบปัญหาหลายอย่างที่เคยคาใจผมอยู่ครับ

หวังว่าคงมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนกับลุงสข.๑ มากกว่านี้ครับ  โดยเฉพาะเรื่องสมาคมลับต่างๆของจีน  เป็นความสนใจส่วนตัวขอรับ  bigsmile.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 10 Oct. 2002,03:45
น่าจะเขียนเป็นสารคดีขายนะครับ คนรุ่นหลังจะได้มีข้อมูลไว้ศึกษา
Posted by เชาว์54 on 20 Oct. 2002,11:48
ผมได้อ่านเรื่องคุณ สข.1 ตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว ถ้าไม่ออกมาพูดบ้างก็กระไรอยู่   เพราะผมเองก็เป็นนักศึกษาที่แตกพ่ายมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 คุลาคม 2519   ได้เข้าร่วมสู้รบในเขตเดียวกับคุณสข.1 และสุดท้ายก็ประสบปัญหา (ทางความคิด) เช่นเดียวกับสหายหลายๆคน 
       คุณสข.1 ครับ คุณคงจำผมได้  ผมเป็นสหายที่มีภูมิลำเนาบ้านเกิดอยู่ในเขตงานกองทัพทปท. 01 สงขลา คนที่รอดตายจากเหตุการณ์ 6 ตุลา  ซึ่งได้รับมอบหมายจากจัดตั้งให้เล่าบรรยากาศการเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ในเหตุการณ์ 6 ตุลาให้สหายฟัง เพื่อปลุกเร้าสหายให้ฮึดสู้ ในวันแรกที่ขึ้นถึงกองทัพ 01  หลังจากผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาในครั้งนั้น   ผมตัดสินใจเข้าป่าร่วมกับ ทปท. ด้วยความคาดหวังที่จะสร้างสังคมใหม่ที่สวยงาม สังคมที่ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ ไม่มีการขูดรีด มีแต่ความป็นธรรม และสำคัญที่สุดก็เพื่อได้ล้างหนี้เลือดให้แก่วีรชน 6 ตุลา   วิธีเข้าป่าของผมออกจะแปลก แตกต่างจากคนอื่นที่มีสายงานมีจัดตั้งคอยรับส่ง   วิธีของผมคือ เดินเท้าจากบ้าน เข้าป่า ถามหาสหายถามหาพรรค ซึ่งผมก็ได้พบกับสหายคนแรกคือ ส. ว่อง  ที่เขต 2 บ้านเกาหราง เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2519 ขณะอายุ 22 ปี  หลังจากนั้นเราก็ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันมา จากกองทัพที่มีปืนประมาณ 10 กระบอกมีสหายประมาณ 10-15 คนก่อร่างสร้างตัวสร้างกองทัพจนมีคนเป็นร้อยภายในเวลาไม่กี่เดือน ( รายละเอียดโดยรวม คุณ สข.1ได้บรรยายไว้แล้ว)
      หลังจากหลุดลอดการล้อมปราบ “ ดาวใหญ่มุสน่า” ถอยทัพไปพึ่งกอง 08 พัทลุงตรังสตูล ผมก็ได้ทบทวนความคิดของตนเอง ศึกษาแนวทางของพรรค ผมสรุปเอาเองว่า สหายนำของเราน่าจะนำเราผิดทาง ผมครุ่นคิดตลอดโดยเฉพาะหลังจากที่ร่วมรับรู้ข้อขัดแย้งระหว่างจัดตั้งกับคุณสุนทร ที่ค่าย ป่าพน สตูลในวันนั้น   คุณสุนทร บอกผมว่าจะขอจัดตั้งย้ายไปเขตงานอื่นถ้าไปทางภาคเหนือได้ก็ดีมากเพราะ คุณสุนทรเคยทำงานมวลชนที่นั้นตอนเรียน มช.  (บทกวีที่คุณสุนทรแต่ง แล้วจัดตั้งไม่ยอมรับนั้น คุณสุนทร แต่งเป็นฉันท์ผมอ่านแล้วยอมรับว่ามีถ้อยคำที่ไพเราะมาก เนื้อหาปลุกเร้าแต่จัดตั้งไม่ยอมรับหาว่า เป็นซากเดนศักดินา )
แล้วคุณสุนทรก็จากไปตั้งแต่วันนั้น โดยที่ผมยังคิดว่าคุณสุนทรย้ายเขตงาน ไปทำงานที่อื่น
      สำหรับผมเองผมมีปัญหาที่ต้องครุ่นคิดแต่ไม่ได้พูดคุยกับใคร เช่น   ทำไมเราต้องลอกแบบจากพรรคจีนทุกกระเบียดนิ้ว   ทำไมเราต้องเต้นระบำคติพจน์สีแดง ของประธานเหมา  ผมเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า พคท.มีตัวตนจริงหรือ เพราะทุกอย่างลอกแบบจากจีนหมด   ทำไมไม่ดัดแปลงส่วนดีๆของจีน รัสเซีย เวียตนาม หรือแม้กระทั่งคิวบามาประยุกต์ใช้ สุดท้ายมีอยู่ครั้งหนึ่งเพียงครั้งเดียว ที่ผมกล้าถามสหายนำ(คุณ ค. ) ขณะออกไปขนส่งเสบียงในเขตงาน ผมถามว่าเราจะเชื่อได้แน่หรือว่าจีนจะเป็น ป้อมปราการให้กับฝ่ายโลกสังคมนิยม
โดยไม่เปลี่ยนแปลง   ผมใช้คำว่า  ถ้าเราคิดว่า “ผายลม “ของประธานเหมาหอม ตลอด  ผมว่าเราจะหลงทาง   ในวันนั้นมีสหายมวลชนท้องถิ่นท่านหนึ่งโกรธแค้นหาว่าผมลบหลู่ปรมาจารย์  แต่ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายคุณ ค. ได้ช่วยไกล่เกลี่ย  เรื่องราวจึงยุติ
        และหลังจากนั้นไม่นานผมตัดสินใจเดินเท้ากลับบ้าน  ผมเข้าป่าด้วยความสมัครใจผมก็กลับด้วยความสมัครใจของผมเอง ขณะวัยย่างเบญจเพส   คุณสข.1 และสหาย 01สงขลาที่รักทุกท่าน จนถึงวันนี้ผมกับสหายท่านนั้นเลิกพูดถึง "ปรมาจารย์ "แล้ว    เพราะ ณ วันนี้เรามีภารกิจสำคัญเฉพาะหน้าร่วมกันคือ   เราจะร่วมกันรักษาป่าผาดำ ที่ตั้งของค่าย  01  ป่าผืนสุดท้ายของสงขลาให้คงอยู่เพื่อคนรุ่นต่อไป ให้ได้  เพราะ ณ วันนี้จังหวัดสตูลได้ขอจัดสรรงบประมาณสร้างถนนมาประชิดผืนป่าทางด้านตะวันตกแล้ว   ทางด้านตะวันออก อบจ .สงขลา ก็อนุมัติงบพัฒนาน้ำตกผาดำเป็นแหล่งท่องเที่ยว  ถนนจะเข้ามาพร้อมๆกับเครื่องเลื่อยยนต์  ผมว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องรวมกันอีกครั้ง   เพื่อหาวิธีการรักษาป่า ที่มั่นของเราในอดีต ....
Posted by KiLiN on 21 Oct. 2002,00:10
สวัสดีครับ คุณเชาว์54
ขอต้อนรับเข้าสู่บ้านฅนธรรมดา ด้วยความยินดียิ่งครับ
เพื่อนๆ ที่นี่จะได้ฟังคุณเชาว์54 เล่าประสพการณ์เพิ่มเติมในกระทู้นี้
กำลังรออ่านต่อ อยู่ครับ 
  again.gif   again.gif   again.gif
Posted by สข1 on 21 Oct. 2002,08:50
สวัสดีครับ คุณเชาว์  
ผมจำคุณได้ครับ  ได้ข่าวว่าตอนนี้คุณเป็นใหญ่เป็นโตอยู่  วันหลังจะไปขอพึ่งพา  ถ้าจำไม่ผิดคุณขึ้นถึงที่ค่ายบนประมาน 2 ทุ่ม  พร้อมกับ คุณสุนทร  แต่ผมจำไม่ได้ว่าคุณหายไปเมื่อไหร่  พวกคุณ(อีกหลายคนที่ผมได้คุยตอนหลัง)  มีความรู้สึกไวกว่าผมเยอะ  เพราะตอนนั้นผมยังไม่มีปัญหาแบบคุณ  นอกจากจะขัดแย้งกับคุณ ค.เรื่องความเข้าใจทางทฤษฎีบ้าง  เรื่องการดำเนินการบางอย่างบ้าง  ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่าเป็นปัญหาตัวบุคคล  ยินดีที่ได้พบกันอีกครับ
Posted by เชาว์54 on 22 Oct. 2002,09:38
หวัดดีครับ คุณ สข.1 และสหายที่คิดถึงทุกท่าน
ผมขออนุญาตชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน  คือที่คุณ สข.1  ได้ข่าวว่าผมเป็นใหญ่เป็นโตแล้วนั้น ความจริง ยัง    ผมยังมีเจ้านายที่คอยสั่งการ  ยังไม่ใหญ่พอ   แต่ก็ยอมรับว่าลูกน้องที่ผมรับผิดชอบควบคุมมีเป็นพัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ  ผู้ด้อยโอกาสในสังคมและ คนที่ผมดูแลก็คือ  คนจนและคนโง่ อย่างที่ท่านรองนายกฯจตุรนต์ พูดนั้นแหละ ( ท่านจตุรนต์คือคนเดือนตุลาที่เป็นคนใหญ่คนโตตัวจริง)  พูดก็พูดเถอะ   ยังนึกเสียดายไม่หาย   ท่านรองนายกพูดว่า  คนติดคุกในประเทศไทยส่วนใหญ่คือคนจนและคนโง่ ผมเองประทับใจแนวคิดและแนวทางแก้ปัญหาของท่าน  ถ้าท่านเป็น รมว.ยุติธรรม ต่อ   ก็น่าจะดี  
 
สำหรับเรื่องของผมนั้น   ผมออกจากป่าเมื่อ 23 ปีก่อน   จะไปเรียนต่อเมืองนอก เอาดีกรีดอกเตอร์กับเขาบ้างก็ทำไม่ได้เพราะภูมิหลังทางครอบครัวของผมผิดกับสหายอีกหลาย ๆ คน จึงจำเป็นต้องกระโดดเกาะอะไรก็ได้ที่พอจะประคองตัวให้มีชีวิตอยู่ต่อไป   ผมเลยหลงเข้าไปเป็นกลไกอำนาจรัฐชิ้นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม
และที่คุณ สข.1 บอกว่าจะไปพึ่งพาผมบ้างนั้น   ถ้าข้างนอกผมพร้อมเสมอ  แต่ถ้าข้างใน ผมว่าอย่าเลยครับ   เพราะตอนนี้ผมมีสหายที่ต้องคอยดูแลอยู่หลายคนแล้ว บอกตรงๆ สหายที่พลัดหลงเข้ามาอยู่กับผม คือสหายมวลชนท้องถิ่นทั้งนั้น  เมื่อพรรคแตก  ด้วยความจำเป็นที่จะต้องอยู่รอดหรืออาจจะเคยชินกับการใช้อาวุธก็เลยทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคดี ฆ่าผู้อื่น หรือคดีปล้น เหล่านี้ผมยอมรับได้  ผมพร้อมช่วยเหลือจุนเจือตามเงื่อนไขที่พอทำได้ในฐานะที่เราร่วมเส้นทาง “ล่าฝัน”มาด้วยกัน ( สหายกองทัพทปท.เขต 01 สงขลา ที่เข้ามาอยู่กับผมมีอยู่ 1 คน  คดีฆ่าฯ)   แต่มีอยู่คนหนึ่ง  (ประมาณปี 2532เป็นสหายเขตอื่นจังหวัดอื่น)  ที่ผมรับไม่ได้จริงๆคือ เดิมสหายเราทุกคนเคยคิดเคยฝันว่าจะสร้างสังคมใหม่ที่สวยงาม เพียบพร้อม  แต่พอพรรคแตก  สหายคนนี้กลับมาค้ายาเสพติด โดยอ้างเหตุผลว่าต้องหาเงินฟื้นฟูพรรค   เรียกได้ว่าค้าเสพติดเพื่อช่วยการปฎิวัติ      เหตุผลดังกล่าว  เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นจริงๆ  ผมเลยบอกกับคนที่มาติดต่อผมไปว่า  สหายแท้ต้องทำในสิ่งที่มีคุณต่อสังคม  แม้จะอ้างว่าเป้าหมายสุดท้ายเพื่อการปฎิวัติ แต่ถ้าด้วยวิธีการค้ายาเสพติดมอมเมาประชาชน    นั้นไม่ใช่การปฎิวัติ และ เขาไม่ใช่สหายของผมแน่นอน   ผมยืนยันความคิดนี้มาตลอด  
 
อีกเรื่องหนึ่ง ที่ท่าน kilin ว่าจะให้ผมเขียนเรื่องประสบการณ์เข้าป่า บ้างนั้น  ผมยังไม่รับปากนะครับ  เพราะส่วนมากผมจะถนัดในเรื่อง บ่น เสียมากกว่า และอีกอย่าง ศิลปะในการเขียนของผม ยังเทียบชั้นคุณ สข.1ไม่ได้ แต่ก็จะพยายามทบทวนความจำ  ถ้ารื้อฟื้นได้ก็คงจะนำเสนอให้สหายได้อ่านกัน   ในช่วงนี้ผมขอความกรุณาสหายเขตงาน 01 สงขลาที่ยังอยู่ทุกคน  ใครที่พอจะจำชื่อสหายเราที่ได้เสียสละเพื่อการปฏิวัติ จำเหตุการณ์วันที่สูญเสีย หรือจำสถานที่ฝังศพของสหายได้ กรุณาจดบันทึกเป็นหลักฐานไว้   อย่างน้อย  เราควรทำ เพื่อ  คุณน้อย คุณชา คุณสมหวัง คุณดาว คุณวิทย์  คุณเพียร  คุณว่อง คุณศักดา  คุณกานต์ คุณเคียว  คุณยอดและอีกหลายๆคน ที่เสียสละไป  วีรกรรมของสหายถือเป็นหน้าที่ของเราผู้ยังอยู่ทุกคนจะต้องเล่าขาน ต่อไป      เราต้องทำให้ได้   นะสหาย
                                                                                     ด้วยความรัก
                                                                                          ส.เชาว์
Posted by KiLiN on 22 Oct. 2002,20:20
เห็นด้วยกับแนวคิดของคุณ ส.เชาว์ ที่ว่า วิธีการที่จะไปบรรลุเป้าหมายต้องสอดคล้องไปกันได้กับเป้าหมายนั้น

    ก่อนผมเคยคิดว่าผลลัพธ์นั้นสำคัญกว่าวิธีการ วิธีการอาจยืดหยุ่นอย่างไรก็ได้เพื่อให้บรรลุได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ เดี๋ยวนี้ไม่คิดอย่างนั้นแล้ว ผมกลับเห็นว่าวิธีการสำคัญกว่าผลลัพธ์  เพราะวิธีการที่ดีจะได้ผลลัพธ์ที่ดีตามมาเองในที่สุด แต่ในระหว่างปฏิบัติวิธีการที่ดีจะหล่อหลอมตนเองด้วยตลอดเวลา อันนำมาซึ่งการยกระดับความคิดยกระดับจิตใจ ยิ่งๆขึ้นไป นั่นหมายถึงการติดอาวุธทางความคิดทางปัญญา เมื่อมีอาวุธทางปัญญาที่แหลมคม จะให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกี่ครั้งกี่จำนวนมากเท่าใด ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป  เปรียบเสมือนเรียนหนังสือจะเอาความรู้หรือเอาปริญญา
Posted by นกกะปูด on 15 Dec. 2002,18:31
นู๋เสียดายกระทู้ดีๆ ที่ตกไปอยู่หน้าสองค่ะ
ก็เลยขุดขึ้นมา เพื่อให้สมาชิก ที่มาทีหลังได้อ่านกันบ้าง
คุณเชาว์54 ทบทวนความทรงจำไปถึงไหนแล้วคะ นู๋ยังรออ่านอยู่นะคะ
ส่วนพี่สข1 แม้เรื่องเล่าจะจบไปแล้ว แต่ก็ยังมีเหตุการณ์
และความทรงจำในอดีตที่น่าสนใจ คอยร่วมแจมอยู่ค่ะ

มีสมาชิกบ้านฅนธรรมดาอีกท่านหนึ่ง เคยเข้าป่าในเหตุการณ์ตุลา
นู๋อยากให้เข้ามาเล่าเรื่องราวในป่า ให้เด็กรุ่นหลังได้ฟังกันบ้างอ่ะค่ะ
(((((((((((((((พี่มะนาว))))))))))))))) ยู้ฮูๆๆๆๆๆ smash.gif  smash.gif
Posted by Yaya on 16 Dec. 2002,04:38
รอฟังด้วย คน ค่ะ .... blush.gif
Posted by มะนาว on 16 Dec. 2002,06:21
เรียนท่านทั้งหลายพยายามหาเวลาเตรียมและค้นข้อมูลอยู่ครับ ถ้าพอนึกออกและยืนยันได้คงหาเวลารวบรวมสักพักครับ ตอนนี้อยากให้วันหนึ่งนานขึ้น .......จะได้นอนนานๆอีกหน่อย
Posted by นกกะปูด on 16 Dec. 2002,06:35
เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
พี่มะนาวเล่าเรื่องได้สนุกมากค่ะ มิเสียแรงที่ติดตามอ่านเลยค่ะ
คราวหน้าแวะมาเล่าอีก นะคะ เย้ๆๆๆ again.gif  again.gif  again.gif
Posted by มาลัย on 16 Dec. 2002,14:12
ความอดทน

ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นฉันลงไปขนเสบียงที่เขต1 มาที่ค่าย แบบเช้าไปเย็นกลับไม่ได้เอาเสื้อผ้าเปลหรือผ้ายางไปเลย ตอนช่วงสายฝนก็ตก แต่ไม่มีปัญหาในการเดินทางถึงแม้ฝนจะตกพวกเราก็เดินทางกันได้ตามปรกติ ขากลับขนเสบียงขึ้นค่ายมาถึงที่คลอง(บาโรย)น้ำป่าไหลหลากน้ำขึ้นสูงมากฝนก็ตกตลอดเวลา วันนั้นเป็นอันว่าพวกเราข้ามคลองไม่ได้ต้องติดอยู่ที่ริมฝั่งคลอง จะหาที่พักบริเวณนั้นก็ไม่มี สุดท้ายคืนนั้นเราก็นอนกันที่ริมฝั่งคลองนั่นแหละ หิวก็หิว ง่วงก็ง่วง ฝนก็ตกตลอด ทั้งคืนหลับๆตื่นๆตลอด จนเช้าถึงได้ข้ามฝั่งขนเสบียงขึ้นค่ายได้

 นี่คือความทรงจำหย่อมหนึ่งของชีวิตค่ะ
Posted by สข1 on 18 Dec. 2002,17:03
คุณนิรันดร์ฝากบอกมาว่า  จำได้คุณมาลัยเดินช้าๆ คอเอียงๆ  แล้วกระแทกส้นหน่อยๆ  ดูแยกไม่ค่อยออกระหว่างเป็กับตัว
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 31 Dec. 2002,03:45
อยาก อ่าน สิ่งที่ได้จากการเข้าป่า
และ มูลเหตุ ของการเข้า จวบจน ออกมา มากกว่าครับ
bowsdown.gif
Posted by เชาว์54 on 02 Jan. 2003,01:40
เมื่อ 2 เดือนก่อนผมได้เข้ามาเยี่ยมชมบ้านคนธรรมดา พบคุณ สข.1 สหายร่วมรบเมื่อ 25 ปีก่อน เล่าเรื่องความเป็นไปในค่าย 01 สงขลา ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า( แม้ว่าจะไม่เห็นหน้าเห็นตาก็ตาม)เลยขอเข้ามาแจมครั้ง 2 ครั้ง ต้องขอขอบคุณ เจ้าของบ้านเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลังจากเจอะเจอสหาย ณ ที่นี่แล้ว ผมก็ได้ใช้เบาะแสที่พอมีปะติดปะต่อสืบหา จนถึงวันนี้ผมได้พบเพื่อนเก่าผ่านทางอินเตอร์เนท แล้วหลายคน ขอขอบคุณมากครับ
    
ประเด็นเล่าเรื่องความหลังครั้งเข้าป่านั้น ผมขอออกตัวนะครับว่า การเล่าความหลังของผมคงยากลำบากน่าดู เหตุผลก็คือข้อมูลเก่าของผมค่อนข้างเลอะเลือน สมองของผมค่อนข้างจะเสื่อม จำชื่อสหายไม่ค่อยได้วินัย ทปท.ก็ลืมหมด   จนถึงวันนี้ก็ได้อาศัยบันทึกของคุณ สข 1 นั้นแหละ ช่วยกู้ข้อมูลเดิมได้เยอะ ผมต้องขอเวลาทบทวน ( เช่นเดียวกับกับคุณมะนาว ) ถ้ารื้อฟื้นได้ก็คงได้อ่านกัน  ในช่วงนี้ต้องขอตัวไปสังสรรค์กับสหายเก่าก่อน

อย่างไรก็ตามถ้ามีเวลาผมก็แวะเข้ามาด่อมๆมองๆบ้านคนธรรมดาอยู่บ่อย แต่ไม่ค่อยได้ส่งเสียงทักทายเท่านั้น
inlove.gif toy44.gif
Posted by add on 02 Jan. 2003,15:36
สวัสดีค่ะคุณเชาว์ 54  สวัสดีปีใหม่ด้วย.........

    ไม่ต้องเล่าเรื่องความหลังก็ได้ค่ะ  เล่าเรื่องอื่นๆในสังคมปัจจุบันที่คุณประสบ และอยากจะถ่ายทอดให้พวกเราฟังน่ะค่ะ  เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในงานก็ได้ค่ะ

    หรือจะเป็นเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยก็ได้ค่ะ

    แล้วจะคอยอ่านนะคะ
Posted by SuperG on 02 Jan. 2003,16:36
มารออ่านค่ะ
Posted by นกกะปูด on 02 Jan. 2003,17:15
นู๋ก็มารออ่านเรื่องราวของพี่ซุปเปอร์จีด้วยค่ะ
ยังจำได้เลยค่ะ นู๋เคยถามพี่เรื่องกาบมะพร้าวกับวันนั้นของผู้หญิง
พี่ซุปเปอร์จีตอบได้สนุกดีค่ะ .. เล่าอีกนะพี่.. again.gif
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 02 Jan. 2003,20:28
จากวันนั้น ที่พากันเข้าป่า ด้วย สาเหตุ ใดใดก็ตาม
มาวันนี้ สิ่งที่ได้จากป่า สอนอะไร คนรุ่นนั้น และเป็นอุธาหรณ์อะไร ให้คนรุ่นใหม่บ้าง ครับ
เพราะ บัดเดี๋ยวนี้ คนที่ไปอยู่ในป่า
ยังใช้คำว่า
"อยากรู้เรื่องความรัก ให้ลองไปตีหม้อ ดู"
เลยงง ครับ
crying1.gif  ohman.gif
Posted by add on 03 Jan. 2003,21:13
การเข้าป่าให้อะไรแก่เราบ้าง...

      ไม่ว่าคนเดือนตุลาหรือคนเดือนไหนๆ ก็คงไม่แตกต่างกันนัก
เพียงแต่ว่าคนเดือนตุลามีประสบการณ์ที่แตกต่างไป ก็คือ การได้ชีวิตในป่าเขาที่ยากลำบาก ในช่วงเวลาเพียงระยะหนึ่ง 1-5 ปี เท่านั้นเอง

      ส่วนที่ว่าคนเดือนตุลาได้อะไรจากป่ามาบ้าง  ก็ต้องแล้วแต่ว่าแต่ละคนจะเก็บรับอะไรมาได้บ้าง สิ่งที่แน่นอนที่สุดที่ทุกคนได้สัมผัสมาก็คือ ความเป็นอยู่อย่างยากลำบาก จะเรียกได้ว่า มีชีวิตความเป็นอยู่อย่าง Primitive เลยทีเดียว

      สิ่งต่อมาที่ควรจะได้คือ จิตใจทรหดอดทนต่อสู้กับความยากลำบากต่างๆ ทั้งทางการหาอยู่หากิน และการต่อสู้กับศัตรู ตามที่คุณ สข1 ได้เล่ามาเป็นส่วนใหญ่

      สิ่งต่อมาที่ได้ ก็คือ ชีวิตรวมหมู่ร่วมกัน ตรงนี้ ใครนิสัยป็นอย่างไร จะแสดงออกได้อย่างชัดเจน ไม่มีทางปิดหรือซ่อนเร้นกันได้ เพราะเราต้องใช้ชีวิตร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ดังนั้นเราจึงรู้ว่า บางคนขี้เกียจคอยหลบเลี่ยงงาน ในขณะที่บางคนขยันขันแข็งคอยช่วยเหลือเพื่อนๆเสมอ บางคนก็เก่งแต่พูด แต่ทำงานไม่เก่ง บางคนก็ไม่อยากจะอยู่ป่าเลย แต่จำเป็นต้องอยู่เพราะตามคนรักมา จึงมีปัญหางอแงได้ทุกวัน บางคนก็มีจิตใจกล้าหาญกล้าต่อสู้ ไม่กลัวตายจริงๆ บางคนเห็นแก่ตัวแอบเก็บของดีๆไว้กินไม่ยอมแบ่งปัน แต่บางคนก็ให้คนอื่นตัวเองยอมอด ฯลฯ 

      การไปอยู่ป่าอาจทำให้คนบางคนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น  แต่บางคนก็ไม่เปลี่ยนแปลง ซ้ำบางคนกลับยิ่งพกพาเอาความเจ็บช้ำ ขมขื่นกลับมา กลายเป็นคนผิดหวังในชีวิต มองโลกในแง่ร้ายไปเลยก็มี 

      ความเป็นคน เมื่ออยู่ที่ไหน ก็จะแสดงความเป็นคนออกมาให้เห็น คนมีทั้งด้านดีและด้านเสีย ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนเดือนตุลา หรือเดือนไหนๆ ก็จะเป็นมนุษย์ที่มีสองด้านเสมอ มีทั้งความดีและความเลวอยู่ในตัวเอง 

      ขอให้พวกเรามองคนอื่นอย่างรอบด้าน ไม่มีใครสมบูรณ์ทุกอย่าง อย่ามองคนแบบบูชา อย่ามองคนแบบไม่มีที่ติ เพราะคุณจะผิดหวังอย่างแน่นอน 

      คนเดือนตุลาก็เหมือนคนเดือนอื่นๆ มีทั้งคนดีและไม่ดีมากมายหลายประเภท และมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในคนๆเดียวกัน เหมือนเช่น มนุษย์คนอื่นๆนั่นแหละค่ะ
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 03 Jan. 2003,22:17
รื้อฟื้น เรื่อง เดิม นิด
"อยากรู้ก็ไปตีหม้อดิ" ไม่น่าเชื่อนะครับว่า
เป็น คำแนะนำจากปากผู้นำทางสังคมของไทยคนหนึ่ง

    จากวันนั้น ที่พากันเข้าป่า ด้วย สาเหตุ ใดใดก็ตาม
มาวันนี้ สิ่งที่ได้จากป่า สอนอะไร คนรุ่นนั้น และเป็นอุธาหรณ์อะไร ให้คนรุ่นใหม่บ้าง ครับ
เพราะ บัดเดี๋ยวนี้ คนที่ไปอยู่ในป่า
ยังใช้คำว่า
"อยากรู้เรื่องความรัก ให้ลองไปตีหม้อ ดู"

      คุณอิสระชนครับ คุณรู้จักเสกสรรค์แค่ไหน ผมไม่ได้บอกว่ารู้จักแกมากมายหรือมากกว่าคุณนะครับ ผมแค่เป็นแฟนหนังสือแกเท่านั้น ไม่ได้รักชอบพอกันเป็นส่วนตัว ...ผมคิดว่าถ้าคุณยังไม่รู้จักใครดีพอ ก็อย่าอาศัยเท่าที่รู้เท่าที่เห็นเที่ยววิจารณ์ใครเลยครับ อย่าไปปรามาสคนอื่นทั้งๆที่เรายังไม่รู้จักความคิดเขา อย่าสรุปจากถ้อยคำพูดเพียงบางคำของเขา ด้วยความเคารพทำอย่างงั้นผมว่ามันน่าอาย
      ผมเองตามอ่านที่คุณโพสมาหลายกระทู้ ตั้งแต่คุณยังแบเบาะของที่นี่ อ่านมาตั้งแต่คุณเที่ยวด่าเที่ยวสั่งสอนชาวบ้านเค้า  จนเค้าต้องออกมาเทศนาคุณ แล้วคุณร้องห่มร้องไห้บอกว่าจะไม่กลับมาอีก แล้วก็อ่านตอนคุณกลับมาโพสจนเปรอะเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น บอกจริงๆผมก็งงกับพฤติกรรมคุณเหมือนกัน และก็บอกตามสัตย์ด้วยความเคารพว่าผมไม่ชอบที่คุณโพสเป็นส่วนใหญ่ สำนวนคุณผมก็ไม่ชอบ แกมจะหมั่นไส้เอาเสียด้วย แต่ผมก็ไม่เคยวิจารณ์หรืออวดฉลาดบังอาจมาแนะนำสั่งสอนคุณ หรือจับถ้อยที่คุณโพสมาพูดทำนองว่า " ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เป็นครูบาอาจารย์เค้ายัง......." ซึ่งมันเป็นการหมิ่นความคิด ตัวตน ของกันและกันโดยอาศัยเพียงประโยคไม่กี่ประโยค ผมไม่ได้ทำอย่างนั้นทั้งๆที่อยากจะทำ ต้องหักห้ามใจไว้ด้วยคิดว่าทุกคนมันมีความคิดไม่เหมือนกัน แตกต่างกันได้ แต่ไม่แตกแยก อะไรที่โพสแล้วมันสะเทือนซางกันก็พยายามหลีกเลี่ยง พลาดพลั้งไปก็ขอโทษขอโพยกัน ..
    ผมอาจไม่เข้าใจความคิดของคุณ แต่ผมก็ไม่วิจารณ์ในสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ ถ้าผมอยากวิจารณ์ผมคงต้องเข้ามาถามคุณในข้อสงสัย แล้วค่อยวิจารณ์กันตามความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน แต่ตอนนี้ผมไม่อยากวิจารณ์คุณและก็ไม่อยากเห็นคุณเที่ยววิจารณ์ใครพร่ำเพรื่อ ..ขอร้องนะ คุณเป็นสิ่งแวดล้อมของที่นี่ ..ขอร้อง
     สำหรับถ้อยคำถึงเสกสรรค์ ตอบว่าวันนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแกคิดอะไร แกอาจจะกวนตีนผม หรือ ตอบผมจริงๆก็ได้ ผมไม่รู้..รู้แต่ว่าผมจำมันได้และคิดว่าเข้าใจสิ่งที่แกพูดในวันนั้น
   คุณอิสระชน คนเดินทางครับ คุณรู้จักเสกสรรแค่ไหน คุณรู้จักตัวคุณแค่ไหน คุณรู้จักผู้อื่นแค่ไหน คุณรู้จักอารมณ์คุณแค่ไหน คุณรู้จักความรักแค่ไหน แล้วคุณรู้จักหม้อแค่ไหน ? แค่ไหน...ไม่ได้วิจารณ์ ไม่ได้สอน นะครับ แค่ถามเฉยๆ ผมมันแค่เสียงในใจคุณเท่านั้น
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 10 Jan. 2003,06:58
เสกสรร ประเสริฐกุล
เป็นอย่างไรนั้น
ผม ไม่ใครสนใจนัก
ผมเอง เคยตามอ่านงานของเขา อยู่พักหนึ่ง
แต่พอ เขามาตั้ง ปXป
ผมก็ลดการติดตามอ่านงานของเขา
ด้วยเหตุผลส่วนตัวหลายประการ
แม้ในครั้งนี้ ผมก็ปล่อยให้เนิ่นนาน เพราะ ไม่ใคร่ใส่ใจ
แต่ด้วยเพราะมี ผู้คะยั้ยคะยอให้มาตอบ
......
ผมนั้น เป็นเพียง เด็กวัดครับ
ไฉนเลยจะไปหาญกล้า
ด่า ทอ ผู้เป็นภันเต
หรือให้ใครมาชื่นชอบชื่นชมถ้อยวลีผม
ผม ไม่ได้อยากดังในทางการเขียน อยู่แล้ว นี่ครับ
แต่เอาล่ะ ตอบก็ตอบ
.......
ผมเอง รู้จัก คนที่เคยเข้าป่ามาก็มาก
ทั้งคนเดือนตุลา 2516 และ 2519
เป็นญาติสนิทก็เป็น มี
ผมเข้าใจ เมื่อไม่นานมานี้เอง
คนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น มีมากกว่า แสนคน
ทั้งแสนคน เข้าป่า ไม่ครบ
ตายไปก็มี
อยู่เมืองก็มี
แต่ให้สังเกต ดีดี
วันนี้
คนที่เคลื่อนไหวในวันนั้น
อยู่ทั้งสองขั้ว หรืออาจจะมากกว่านั้น
คือมีทั้งฝ่ายรัฐ
ฝ่ายสภา
และฝ่ายเอกชน
ต่างฝ่ายต่างเคยมีแนวความคิดไปในทิศทางเดียวกัน (ในตอนนั้น)
ผมเคารพ และนบนอบ อาจารย์ป๋วย  อึ้งภากรณ์
เท่านั้น ครับ
คนเดือนตุลา เพราะท่านเป็นเพียงผู้เดียว ที่ ไม่เปลี่ยนแปลง แนวคิด
มาวันนี้ ต่างฝ่ายต่างโจมตีกันว่า เปลี่ยนอุดมการณ์ เปลี่ยนแนวคิด
หรือว่าเป็นมาตั้งแต่ก่อนเข้าป่า ผมไม่แน่ใจ
.......
ที่ผมว่า เป็นผู้นำทางสังคม ไม่ควรพูดจาแบบนั้น
ผมยืนยันว่าผมพูดไม่ผิด ถ้าแกพูดอย่างนั้นจริง ๆ
แกอาจจะไม่ผิด แต่คนที่นำมาเผยแพร่ นั่น อาจจะผิด ที่นำมาเผยแพร่
และผมก็มีสิทธิ์ที่จะคิดเช่นนั้น เพราะถ้อยคำที่ใช้ แม้จะล้อเล่นก็ไม่บังควร เพราะตัวเป็นอาจารย์ และ พูดในสถานศึกษา ในฐานะที่เป็นอาจารย์เสียด้วยสิครับ
ประเด็นมันอยู่ตรงนั้น
ถ้าเขา ไม่ใช่อาจารย์ แล้วพูดคำนี้ ผมก็เฉย ๆ นะ ยิ่งพูดในสถานศึกษาด้วย ผม ว่า มันน่าเกลียด
โดยส่วนตัว ผม น่ะ ชื่นชอบ เสกสรร  ประเสริฐกุล
ไม่ได้ลด ความชื่นชมด้วยซ้ำไป
แต่ หากมีคน ออกมา ปกป้อง แบบนี้ ผมว่า จะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี แก่ เสกสรร  ประเสริฐกุล
......
ถ้า เป็นที่ขัดเคืองใจ ขอโทษ มา ณที่นี้ด้วย
.....
 bowsdown.gif  bowsdown.gif  bowsdown.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 10 Jan. 2003,08:26
" แม้ในครั้งนี้ ผมก็ปล่อยให้เนิ่นนาน เพราะ ไม่ใคร่ใส่ใจ
แต่ด้วยเพราะมี ผู้คะยั้ยคะยอให้มาตอบ
   แต่เอาล่ะ ตอบก็ตอบ "

   เอาอีกแล้วครับ คุณนี่เอาอีกแล้ว ฟอร์มเยอะเหลือเกิน ไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบดิครับ ใครไปว่าอะไร โตๆกันแล้ว ถ้าจะมาตอบก็อย่ามาอ้างคนโน้นคนนี้คะยั้นคะยอเลย ที่เขียนมาหนะมันก็ออกมาจากเซล์สมองคุณทั้งนั้นแหละ คุณอยากมาตอบเอง คุณตัดสินใจเอง ทำอ้างโน่นอ้างนี่ไปได้


   ในเรื่องเสกสรรไหนว่าเคยอ่านงานของเค้าไง  อ่านแล้วยังไม่รู้จักบุคลิกภาพแกอีกเหรอ  พื้นฐานแกเป็นเด็กบางประกง ลูกชาวประมงต่อยตีกับคนมาแต่เด็กจนหนุ่ม เข้าป่าไปจับปืนฆ่า่คนภายใต้ธงคอมมิวนิสต์ แล้วมาเป็นโจรป่า ( ผู้ติดอาวุธแต่ไม่สังกัดอุดมการณ์ทางการเมืองใด) อยู่อีก ปีกว่าๆ ก่อนจะออกมามอบตัว
   
    ภูมิหลัง บุคลิกภาพและประสบการณ์ของแกมันอนุญาตให้แกพูดอะไรอย่างตรงไปตรงมาอยู่แล้ว หรือคุณจะให้แกพูดว่า  " เอ้อ ..คุณนักศึกษา่ครับ ด้วยความเคารพอย่างสูงผมเรียนแนะนำว่า คุณน่าจะลองไปเสพสังวาสกับหญิงโสเภณีก่อนดีไม๊ครับ เป็นไปได้ว่ามันอาจเป็นวิธีที่ดีที่ทำให้คุณได้คำตอบในสิ่งที่คุณอยากรู้ก็ได้นะครับ.. " เอางี้เหรอ ผมว่าแม่งตุ๊ดแล้วอย่างงั้นหนะ  ลูกผู้ชายพูดจากันครับ ลูกผู้ชายสองคนพูดกันในเรื่องของชีวิต เรื่องหัวใจ ไม่ใช่อาจารย์กับลูกศิษย์กำลังถกปัญหาทฤษฏีโรแมนติกกันคร้าบ เข้าใจตามนี้ด้วย ...
ื      
     ขออีกนิดสำหรับประเด็นเรื่องเปลี่ยนอุดมการณ์ แนวคิด ผมว่าเรื่องพวกนี้คนเรามันเปลี่ยนกันได้ (ไม่ได้ผิดศีลผิดกฏหมายนี่หว่า )การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเลว อยู่ที่ว่าคุณเชื่ออย่างจริงใจในสิ่งที่คุณเปลี่ยนหรือเปล่า ถ้าคุณเฮ็ดในสิ่งที่เซื่อ และเซื่อในสิ่งที่เฮ็ด มันก็บ่เป็นปัญหา  ความจริงใจต่อตนเองนี่สำคัญนะคร้าบบบบ   ลูกผู้ชายต้องจริงใจต่อตนเอง พูดแล้วต้องทำ และต้องทำในสิ่งที่พูด ...
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 10 Jan. 2003,20:12
แล้วด้วยเหตุผลกลใดเล่า
จึงจะ ทำให้ผม วิพากษ์ เสกสรร  ประเสริฐกิล
ที่เป็นบุคคลสาธารณะไม่ได้
ผมคิดและเข้าใจตามครรลองของผม
ผมก็สงสัยและถามวิพากษ์ไปตามครรลองของผม
ก็เหมือนกับ ภูมิหลัง และบุคลิกภาพของผม มันอนุญาตให้ผมทำเช่นนั้น
เช่นกัน
bowsdown.gif
Posted by add on 11 Jan. 2003,01:25
พี่ขอแสดงความคิดเห็นหน่อยนะคะ

   การที่เรามาแสดงความคิดเห็นกันนี่เป็นเรื่องที่ดีนะ แต่สิ่งที่จำเป็นในการแสดงความคิดเห็นต่อกัน คือเราต้องยอมรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน เรียนรู้ความคิดเห็นที่แตกต่าง อย่ายึดมั่นว่าความคิดเห็นของตนเองถูกต้องเสมอ เราจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ทั้งในสังคมบ้านของเราเอง และในสังคมใหญ่ที่เราอาศัยอยู่ค่ะ

   พี่ไม่ได้เป็นเพื่อนกับคุณเสกสรรค์ เป็นแค่เพื่อนร่วมอุดมการณ์ พี่เคยแค่ทักทายกับเขาในสมัยที่เป็นนักศึกษาสถาบันเดียวกัน ซึ่งก็แน่ใจว่าตอนนี้เขาไม่รู้จักพี่อย่างแน่นอน แต่พี่ก็พอจะรู้นิสัยใจคอของเขาจากคนที่เคยอยู่ใกล้ชิด อยู่ร่วมกับเขาในป่า และถึงแม้ออกมาอยู่ในสังคมปัจจุบันก็พอจะทราบข่าวคราวของเขาอยู่บ้าง แต่พี่จะเอามาพูดในนี้ไม่ได้เพราะเป็นเรื่องนิสัยส่วนตัวของเขาซึ่งเราก็ควรจะเคารพในเรื่องนี้

   การที่เขาบอกกับลูกศิษย์ว่า "อยากรู้เรื่องความรัก ให้ลองไปตีหม้อ ดู" พี่เห็นว่าก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย หรือทำลายภาพของเขาแต่อย่างใด ที่พี่รู้สึกเช่นนี้อาจเป็นเพราะพี่รู้ว่าเขาเป็นคนเช่นนี้เองก็เป็นได้ แต่คุณอิสรชนมองภาพเขาเป็นภาพที่ดีมากๆๆจึงรับคำพูดประโยคนี้ไม่ได้ อันที่จริงก็อาจเป็นสไตล์ในการพูดของเขาที่ทำให้คนฟังเก็บเอาไปคิด 

   พี่จึงอยากจะชี้ให้เห็นว่า เราไม่ควรมองคนอย่างเป็นรูปเคารพบูชา อย่ามองคนสมบูรณ์แบบอย่างที่พี่เคยได้พูดประเด็นนี้ไปแล้ว เราอย่ามองคนเข้าป่าว่าดีสมบูรณ์แบบ อย่ามองคนอื่นๆที่เราเห็นว่าน่านับถืออย่างไม่มีข้อบกพร่อง มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนเช่นนี้อยู่ในโลก

   พี่เคยเอาเรื่องความรักของมาร์กซิสต์มาลง (ลองอ่านดูนะคะ อยู่ในห้องศิลป์นี้เอง ) มีคนที่เคยเข้าป่าก็ฉงนว่า มาร์กซ์เป็นเช่นนี้ด้วยหรือ เป็นได้ค่ะ แม้เขาจะรักชนชั้นกรรมาชีพ แต่เขาก็รักผู้หญิงคนหนึ่งอย่างลึกซึ้งอย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งจะรักผู้หญิง ถ้าบางคนที่คลั่งไคล้ลัทธิมารกซ์อย่างหัวปักหัวปำก็จะรับเรื่องนี้ไม่ได้  ไม่อยากจะเชื่อ แต่มันเป็นความเป็นจริง ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องมี 

   มนุษย์ที่จะต้องมีทั้งด้านดีและด้านเสียอยู่ในคนๆเดียวกัน  ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะมีข้อเสียมากหรือน้อย  

   การที่เรายอมรับว่าคนทุกคนย่อมมีข้อเสีย จะทำให้เราไม่ผิดหวัง ไม่รันทดหดหู่ เมื่อเจอความผิดพลาดของบุคคลอื่นๆ อันจะส่งผลดีแก่จิตใจของตัวเรา ทำให้เราไม่มองโลกในแง่ร้าย และมีจิตใจเบิกบาน

   อีกประการหนึ่ง คือ การที่เราจะพูดถึงเรื่องอะไรก็ตาม เราควรที่จะศึกษาค้นคว้าเรื่องนั้นก่อน อย่าพูดตามความรู้สึกเพราะอาจเกิดความเสียหายแก่คนที่เรากล่าวถึงได้ เราจึงควรพูดด้วยเหตุผลกันมากกว่าอารมณ์ความรู้สึกค่ะ

   โอย...ตายละ พี่ว่าจะพูดนิดเดียว ทำไมยาวขนาดนี้ เคิ้กๆๆๆๆ
ตกลงว่า ค่อยๆพูดกันด้วยเหตุผลนะคะ และพยายามให้อภัยซึ่งกันและกันนะคะ เคิ้กๆๆๆ จบดีกว่า
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 11 Jan. 2003,07:33
หวัดดีครับน้าแอ็ด
        น้าแิอ็ดเทศน์ได้จับใจครับ ขอติดกันเทศน์ด้วย  coffee.gif หน่อย
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 11 Jan. 2003,08:56
พี่แอ๊ด ครับ
ด้วยความเคารพ
ผมเคารพพี่แอ๊ด ครับ
และคง ไม่ใช้คำใครยืมเพื่อถากถางใครอีก
ผมเห็นเช่นเดียวกับพี่แอ๊ดครับ
....
นอกจากจะไม่ใช่รูปเคารพแล้ว
คนเรา ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา
ติดยึดไปไย
กระจกไม่มีฝุ่นจับอะไร ....????
......
bowsdown.gif  bowsdown.gif  bowsdown.gif  bowsdown.gif  bowsdown.gif
Posted by สข1 on 14 Jan. 2003,16:39
ผมได้มีโอกาสไปที่พรรคพี่น้องมาลายาช่วงต้นเดือนพฤกษจิกายน 2521 คณะเราทั้งหมดมี 5 คน  มีคุณชิตเป็นผู้รับผิดชอบ สำหรับภาระกิจที่แท้จริงนั้นผมคงไม่ทราบชัด  แต่ตัวผมนั้นจัดตั้งบอกให้ไปศึกษาประสบการณ์  ของพรรคพี่น้อง   เราเดินทางอยู่ประมาน 3-4 วันก็ผ่านถนนดำ  ที่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่าง  สงขลาเขต 1 และเขต 2   ถึงที่ทำงานมวลชนของพรรคพี่น้องมาลายา  สหายพรรคพี่น้องมาลายาให้การต้อนรับเราอย่างอบอุ่น  อาหารมื้อแรกที่เขตงานมีกับข้าวถึง 4 อย่าง  มีไก่นึ่งจิ้มซีอิ๊ว  ไก่ผัดเห็ดกระป๋อง  ผักผัก  และแกงจืด   เป็นมื้อที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดตั้งแต่อยู่ป่ามา  ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่  ระหว่างพรรคเขากับพรรคเราในตอนหลัง  สหายเขาได้บอกว่า  งานปฏิวัติเป็นงานที่นอกจากอันตรายแล้วยังหนักหนา  ตากตรำ  และยาวนาน  ถ้าเรากินอาหารไม่ครบถ้วนสมบูรณ์  3ปี5ปีคงไม่เป็นไร  แต่พวกเขาแต่ละคนอยู่ในสภาพอย่างนี้มาแล้ว  ไม่ต่ำกว่าคนละ 20 ถึง 30 ปี  คงไม่อาจจะทนทานได้   นานเข้าคงต้องกลายเป็นทหารปฏิวัติที่พิการ  ไม่สามารถยืนหยัดจนถึงวันได้ชัย  

เราอยู่ร่วมกับพวกเขาที่เขตงาน  ไปพบมวลชนของเขา  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน  เขาจะแนะนำพวกเราให้มวลชนเขารู้จัก  และเราก็จะโฆษณาถึงพรรคเราให้มวลชนได้รับรู้ว่า  เราก็มีพรรคปฏิวัติของไทยเช่นเดียวกัน   สหายพรรคพี่น้องแข็งแรงมาก  เวลาเดินทางเขาจะเป้น้ำหนักมากกว่า 50 กิโล  บางคนเป้ได้ถึง 80 กิโลก็มี  เป้ของเขาจะยาวและใหญ่กว่าของเรามาก  สหายหญิงบางคนพอเอาเป้ขึ้นหลังจะมองไม่เห็นตัว  เวลาเดินเป็นขบวนจะเห็นเหมือนกระสอบเดินได้   เราเดินทางไป  โฆษณามวลชนไปประมาน 10วันก็ถึงค่ายอุโมงค์เขาน้ำค้าง

โครงสร้างการปกครองของพรรคพี่น้องมาลายา  มีลักษณะเป็นทางการมากกว่าเรา  เขาจะประกาศอย่างเป็นทางการว่าใครเป็นผู้นำ  ใครเป็นผู้ปฏิบัติงานระดับไหน   เวลากินข้าวเขาจะมีโต๊ะของผู้นำต่างหาก  กับข้าวก็จะมีมากกว่าสหายทั่วไปหนึ่งอย่าง  พวกเราเป็นแขกก็จะได้กินร่วมโต๊ะกับผู้นำ  แม้แต่ห้องน้ำห้องท่าของสหายนำก็จะแยกต่างหากเช่นเดียวกัน  ปัญหานี้ทำให้เราติดใจเช่นเดียวกัน  รู้สึกว่ามันเป็นการแบ่งชนชั้นในขบวนการปฏิวัติ  ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับสหายเขาเช่นกัน  ซึ่งได้รับการชี้แจงถึงความสำคัญของผู้นำต่อขบวนการปฏิวัติ  ผู้นำที่นำผิดทิศผิดทางย่อมมีผลต่อความพ่ายแพ้และชนะของการปฏิวัติ  ผู้นำที่ดีคนหนึ่งๆไม่ใช่จะสร้างกันได้ง่ายๆ  จึงมีความจำเป็นในการพิทักษ์ปกป้องผู้นำ  แต่สหายทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้  ขึ้นอยู่กับคุณธรรมความสามารถ  นี่คือประชาธิปไตยและความเสมอภาคในขบวนการของเขา

ผมอยู่ที่นี่ประมาน 15 วัน  10วันผ่านไปกับการฟังประวัติการต่อสู้ของพรรคเขา   ตั้งแต่สมัยสงครามต่อต้านญี่ปุ่น  ต่อมาก็ทำสงครามขับไล่รัฐบาลอังกฤษ  จนกระทั่งอังกฤษขอเจรจาสงบศึกและจัดตั้งรัฐบาลปกครองประเทศมาเลเซียร่วมกัน   หลังจากยอมรับข้อเสนอของรัฐบาลอังกฤษ  วางอาวุธสลายกองทัพปลดแอกได้ไม่นาน  ก็ถูกรัฐบาลอังกฤษกวาดจับขนานใหญ่   สหายที่หนีรอดจึงเข้าป่าจับปืนอีกครั้งภายใต้การนำของ  เฉินผิง
Posted by นกกะปูด on 14 Jan. 2003,18:48
ลงชื่อรออ่านต่อค่ะ again.gif
Posted by bucwee on 15 Jan. 2003,19:15
เข้ามาแอบขวังหลังกะติครับ
Posted by สข1 on 17 Jan. 2003,15:31
พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา(พคม.)ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1930 โดยแยกตัวมาจากสาขาหนึ่งของ  พรรคคอมมิวนิสต์หนานหยาง(เอเซียอาคเนย์)  ซึ่งก่อตั้งโดยสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน  ที่แตกพ่ายสงครามมาจากจีนในปี ค.ศ. 1927  ภาระกิจในการสู้รบช่วงนั้นก็คือสงครามต่อต้านญี่ปุ่น   ปี ค.ศ. 1945 เดือน 8 ญี่ปุ่นแพ้สงคราม  ในตอนนั้น พคม.มีกองกำลังติดอาวุธ ประมาน 20,000 คน  แบ่งออกเป็นกรมอิสสระอยู่ทั่วประเทศ 12 กรม  ปลดปล่อยพื้นที่ในชนบทกว่าค่อนประเทศ  ไม่นับกองหลัง  กองกำลังที่ไม่ติดอาวุธ  และองกรณ์จัดตั้งมวลชนอื่นๆ  เปรียบเทียบกับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม  ภายใต้การนำของโฮจิมินซึ่งกำลังพลเพียง 6,000 คนเท่านั้น

เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม  แต่ละกรมเตรียมพร้อมที่จะรุกต่อเข้ายึดเมือง  เพื่อทำสงครามขับไล่รัฐบาลอังกฤษ  แต่ศูนย์กลางพรรคกลับมีมติให้วางอาวุธ   เจรจาสงบศึกกับรัฐบาลอังกฤษ  เดินเข้าสู่หนทางรัฐสภา  ละเลยโอกาสหนึ่งเดียวที่มีในการทำสงครามปลดปล่อยประชาชาติประชาธิปไตย  

ปี ค.ศ. 1948 หลังจากถูกรัฐบาลกวาดล้างครั้งใหญ่  พคม.ได้มุ่งสู่ชนบทดำเนินการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธอีกครั้ง  กำลังของ พคม.ยังคงกล้าแข็งเป็นที่หวาดหวั่นของรัฐบาลอังกฤษ  ปี ค.ศ.1957 ประเทศมาเลเซียได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษ  ทำให้เป้าหมายการปฏิวัติเปลี่ยนไป  กลายเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชาติจีนกับชนชาติมาลายู  ทำให้พคม.ขาดการสนับสนุนจากมวลชนส่วนใหญ่  กำลังเริ่มถูกลดทอนลงจากสภาพการต่างๆ  จนต้องถอยร่นสู่ชายแดนไทย  ปี ค.ศ.1960 เฉินผิง และผู้นำคนสำคัญต่างเดินทางออกนอกประเทศ  ตอนนี้กองกำลังที่เคยเข้มแข็งลดลงจาก 12 กรม  เหลือเพียง 3 กรม  และอยู่ในเขตชายแดนไทยมาเลทั้งหมด

กลางปี ค.ศ. 1968 ศูนย์กลาง พคม. ดำเนินการกำจัดใส้ศึกภายใน 22 คน   ปี 1969 เดือนกุมภาพันธ์  กรรมการกลาง "อาเยี่ยน"เดินทางมายังกรม 8 เขาน้ำค้างพร้อมด้วยกำลังทหารสิบกว่าคน  แจ้งข่าวการกำจัดใส้ศึกที่แฝงตัวเข้ามาในศูนย์กลาง 22 คน   และแจ้งมติจากศูนย์กลางว่ามีใส้ศึกแฝงตัวเข้ามาอย่างเป็นขบวนการ   ให้ทุกกรมกองกวดขันอย่างเข้มงวดจัดการกับใส้ศึกอย่างเด็ดขาด   พร้อมกับกำจัดใส้ศึกในกรม 8 ตามรายชื่อที่มีมา 9 คน
Posted by สข1 on 19 Jan. 2003,18:02
เขาน้ำค้างเป็นสันควนย่อยเส้นหนึ่ง  ที่แยกออกมาจากเทือกเขาที่กั้นพรมแดนระหว่างไทยกับมาเลเซีย  ส่วนยอดที่สูงที่สุดสูงกว่า 2000 ฟุต  เป็นเส้นแบ่งระหว่าง อ.นาทวี และ อ.สะเดา  ถ้ามองจาก อ.สะเดาไปทางทิศตะวันออก  จะมองเห็นยอดเขาน้ำค้างสูงตระหง่านปกคลุมด้วยเมฆ   เนื่องจากในตอนเช้าจะมีเกร็ดน้ำค้างเกาะตามยอดไม้ใบหญ้าอยู่ตลอดทั้งปี   จึงเรียกว่าเขาน้ำค้าง

เนื่องจากมวลชนบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน  จึงเป็นเขตเคลื่อนไหวของหน่วยจรยุทธ์กลุ่มย่อย  ที่อยู่ภายใต้การนำของ พคม. เพื่อทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่น  ต่อมามีการประสานงานร่วมมือกับ  กองทหารประชาชนไทยผดุงธรรม  ทำให้การเคลื่อนไหวต่อต้านญี่ปุ่นมีพลังเข้มแข็งขึ้น   หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามในปี ค.ศ.1945  สงครามประชาชนในมาเลเซียได้สงบลงระยะหนึ่ง  จนถึงปี ค.ศ.1948 ไฟสงครามประชาชนเริ่มคุกรุ่นขึ้น  ทหารจรยุทธ์ต่างทยอยเข้าป่าจับปืน   รวมถึงที่เขาน้ำค้างนี้ด้วย   ปี ค.ศ.1949  กองทัพปลดแอกประชาชนมาลายา  ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ  เขาน้ำค้างมีหน่วยจรยุทธ์อยู่ 8 หน่วยย่อย  จึงรวมตัวกันก่อตั้งเป็น  กองทัพปลดแอกประชาชนมาลายา  กรมที่ 8 เรียกสั้นๆว่า กรม 8 อยู่ภายใต้การนำที่เป็นเอกภาพของ พคม.

ช่วงปี ค.ศ.1950-1960  พคม.ได้ปรับเปลี่ยน นโยบายและเข็มมุ่งใหม่  ภายใต้คำขวัญ  อำนาจรัฐเกิดจากปากกระบอกปืน  ทำให้สถานะการณ์สงครามประชาชนขึ้นสู่กระแสสูง  ประกอบกับการประกาศการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของ พคท.ในปี ค.ศ.1965   ทำให้กรม 8 สามารถขยายฐานมวลชน  และมีกำลังพลเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว  นอกจากทำการปฏิวัติในประเทศมาเลเซียแล้ว   ยังทำการอบรมด้านการทหารให้กับ  ทหารปลดแอกไทยถึงสิบกว่ารุ่น  ผู้ที่ผ่านการอบรมจากกรม 8  มากกว่า 200 คน  ผู้ปฏิบัติงานในระดับสูงและระดับก่อตั้งพรรคของ พคท. บางคนก็เป็นสมาชิกพรรคของ พคม.มาก่อน

หลังจากนที่อาเยี่ยนดำเนินโยบายการกำจัดใส้ศึกที่กรม 8 จำนวน 9 คนผ่านไปแล้ว  ทางศูนย์กลางยังคงมีโทรเลขส่งรายชื่อใส้ศึกมายังกรม 8 อยู่เรื่อยๆ   ส่วนใหญ่เป็นสหายใหม่ที่ขึ้นมาเนื่องจากการขยายงานมวลชน  บางคนเป็นเยาวชนที่มีอายุเพียง 14-15ปี  ส่วนใหญ่เป็นคนที่มาจากครอบครัวที่สนับสนุนการปฏิวัติมาเป็นเวลาช้านาน  บางคนเป็นคนที่ได้คลุกคลีอยู่กับสหายมาตั้งแต่ยังเด็ก  และทุกคนก็เป็นคนที่ขยันขันแข็ง  ทุ่มเทให้กับการปฏิวัติทั้งสิ้น  จึงไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนที่ศัตรูส่งมาได้  แต่ศูนย์กลางก็ยืนยันว่าพวกนี้ได้รับการอบรมมาอย่างดี  มีลักษณะหลอกลวงสูง  ถ้าไม่ผ่านการสอบสวนที่เข้มงวด  จะไม่ยอมรับง่ายๆ  บางคนปากแข็งเรียกว่าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาทีเดียว  ในที่สุดกรม 8 ทนรับการกดดันไม่ไหว  จึงประชุมสหายทั้งหมด  ประกาศแยกตัวออกจากศูนย์กลาง  ก่อตั้งพรรคใหม่ชื่อ  พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา(ฝ่ายปฏิวัติ)  ในวันที่ 26 เดือนกันยายน  ค.ศ. 1970  อี้เจียง ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรค  อาเลี่ยนได้รับเลือกเป็นรองเลขาฯ  และกรรมการกลางอีก 4 คน  หลังจากนั้นอีกไม่นาน  กรม 12 กอง 2 ที่นำโดย จางจงหมิง  ก็ก่อขบถแยกตัวเป็นอิสสระ  ตั้งเป็นพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา(ลัทธิมาร์กเลนิน)อีกพรรคหนึ่ง
Posted by สข1 on 24 Jan. 2003,10:18
สิบวันผ่านไปกับการรับฟังประวัติการต่อสู้อันยาวนานของ พคม.  ซึ่งเริ่มต้นก่อน พคท.ประมาน 13 ปี  หลังจากนั้นเป็นการพาชมกิจการต่างๆที่พวกเขาทำกันเช่นโรงพยาบาล  โรงเทคนิก  ซึ่งก็ใหญ่โตกว่าของเรา(โดยเฉพาะที่สงขลาเขต 1 ที่ผมอยู่)  สิ่งที่ผมทึ่งก็คือโรงพยาบาลของเขานอกจากจะสามารถ  ทำการผ่าตัดใส้ติ่งได้แล้ว  ยังมีแผนกหมอฟัน  สามารถจะถอนฟัน อุดฟันและยังทำฟันปลอมได้ด้วย   เขาใช้คนถีบวงล้อจักรยาน  แล้วต่อสายพานทดรอบไปยังมู่เล่ของเครื่องกรอฟัน  สามารถเพิ่มความเร็วรอบถึง 30 เท่า  ใช้สำหรับกรอฟันเพื่อทำการอุดฟันและทำฟันปลอม  ฟันปลอมทำด้วยทอง  เพราะฉนั้นเดินไปทั้งค่ายจะเห็นสหายส่วนใหญ่  ใส่ฟันทองกันเต็มปาก  เป็นที่ขบขันสำหรับสหายเรา   ที่ผมทึ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือ  เขาสามารถสื่อสารถึงหน่วยอื่นๆด้วยการส่งโทรเลขผ่านเครื่องส่งวิทยุคลื่นสั้น(SW)ขนาดเล็ก  มีเครื่องปั่นไฟแบบมือหมุนที่ทำเอง   และยังมีเครื่องพิมพ์ดีดภาษาจีนใช้  ส่วนงานที่โรงเทคนิก  นอกจากทำทุ่นระเบิดเป็นหลักแล้ว   งานที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง  คืองานตีมีด  มีดพกที่สหายเขาพกกันล้วนมาจากโรงเทคนิก   สามารถกำหนดแบบและขนาดได้ตามชอบใจ  ผมยังตีมาเล่มหนึ่งใช้สารพัดประโยชน์ในการเดินป่ามาจนถึงทุกวันนี้

นับเป็นสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออุโมงค์สามชั้นของที่นี่  ที่สามารถบรรจุคนถึง 300-400 คน  ดำรงชีวิตปกติประจำวันได้ตลอดช่วงการล้อมปราบ   มีห้องนอนทั้งสหายทั่วไปและสหายครอบครัว  มีโรงครัว  ห้องประชุม  และห้องทำงานของหน่วยสื่อสาร  และสหายระดับผู้ปฏิบัติงาน  สหายอี้เจียงบอกกับเราว่า  เขาเก็บเสบียงไว้เพียงพอที่จะหลบอยู่ในอุโมงค์นี้นานถึง 4 เดือน   ถ้าเผชิญการล้อมปราบที่ยาวนาน   การล้อมปราบครั้งใหญ่เมื่อต้นปี 2520  พวกเขาก็ต้านอยู่ที่นี่โดยไม่ได้ถอยไปไหน  เราเดินไปถึงอุโมงค์ตันช่วงหนึ่ง  มีเป้ายิงปืนอยู่ข้างหน้า  สหายอี้เจียงบอกว่า  ระยะตรงนี้คือ 50 หลา  ใช้สำหรับปรับศูนย์ปืน  เพราะปืนที่เราใช้อยู่นานหลายๆปี  เราไม่รู้ว่ามันยังยิงได้เที่ยงตรงหรือเปล่า  จึงต้องมีการตรวจสอบและแก้ไขให้เที่ยงตรง  เพื่อประสิทธิภาพในการสู้รบ  ระยะ 50 หลาคือระยะที่ปรับศูนย์ปืนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด  สหายวีได้ฟังก็ปลดเจ้าคาร์ไบน์ประจำกายส่งให้ทันที  บอกว่าช่วยปรับศูนย์ปืนกระบอกนี้ให้ผมหน่อย  เพราะผมรู้สึกว่ามันจะยิงไม่ค่อยตรง   สหายอี้เจียงรับปืนของสหายวีมา  ยกประทับบ่าแล้วยิงทันที  ปรากฏว่าเข้าวง 9   แล้วก็ส่งคืนให้บอกว่า  ถ้ายิงได้ขนาดนี้ยังไม่ต้องปรับอะไร  เพราะมันอาจไม่เข้าวง 10 เพราะผมยิงไม่แม่น

กรม 8 ยึดเอาเขาน้ำค้างเป็นฐานที่มั่น  เคลื่อนไหวมวลชนแถบนี้มาเป็นเวลาหลายสิบปี   ผ่านการล้อมปราบใหญ่น้อยหลายสิบครั้ง  ต้องตะรอนย้ายค่ายแบบเร่ร่อนโดยตลอด   บางค่ายอยู่ได้ไม่ถึงปีก็มี  แต่ละค่ายที่ผ่านมาเพียงแต่ขุดหลุมหลบภัยหรืออุโมงค์ขนาดเล็กเท่านั้น  ในปี ค.ศ. 1972 จึงคิดขุดอุโมงค์ขนาดใหญ่  และสร้างค่ายอยู่อย่างถาวร  โดยเริ่มขุดจากบริเวณโรงเรียนมีทางเข้าออกเพียงสามสาย  สายหนึ่งทะลุที่บ้านของอี้เจียง  ต่อมาจึงค่อยๆขุดเพิ่มทีละเล็กละน้อย  จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1979 จึงเสร็จสิ้น  กลายเป็นอุโมงสามชั้น  มีทางเข้าออกทะลุไปยังจุดสำคัญต่างๆ 16 แห่ง  มีป้อมยามและบังเกอร์สำหรับสู้รบอีก 6 แห่ง  แต่ละจุดทะลุถึงกันหมด  ภายในมีโรงพยาบาล  โรงเรียน  โรงครัว  ห้องนอนรวม  ห้องทำงานที่สำคัญ  และมีห้องน้ำห้องส้วมสำหรับสหายนำด้วย

กรม 8 ได้ยึดเอาค่ายอุโมงค์แห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยจนถึงปี ค.ศ.1989 จึงตัดสินใจวางอาวุธ  ทำสัญญาสงบศึกกับรัฐบาลไทย  ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้อนุญาติให้  สมาชิกกรม 8 ที่ประสงค์จะอาศัยอยู่ในประเทศไทย  ตั้งรกรากอยู่บริเวณเขาน้ำค้าง  โดยตั้งเป็นหมู่บ้านชื่อ หมู่บ้านปิยมิตร 5  และพัฒนาอุโมงค์เขาน้ำค้างเป็นแหล่งท่องเที่ยว   อยู่ห่างจากอำเภอหาดใหญ่ประมาน 80 กิโลเมตร
Posted by มาลัย on 24 Jan. 2003,17:12
ติดตามอ่านตลอดค่ะ  แต่สงสัยไม่ค่อยมีเวลามาเขียนหรืออย่างไร ถึงมาเอาตอนตีสาม และนานๆมาที  รอตอนต่อไปอยู่ค่ะ
Posted by สข1 on 26 Jan. 2003,07:53
ผมเดินทางกลับจากเขาน้ำค้างต้นเดือนธันวาคม   ก่อนวันเดินทางพรรคพี่น้องได้จัดงานเลี้ยงส่ง  พร้อมกับงานแต่งงานของสหายคู่หนึ่ง  เนื่องจากสหายพรรคพี่น้องเขาตีค่าใช้จ่ายของแต่ละคนเป็นเงินเดือน  หักค่ากินค่าอยู่และค่าใช้จ่ายต่างๆที่ส่วนรวมรับผิดชอบแล้ว  จะมีเงินเหลือเป็นเงินเก็บของแต่ละคนคนละ 50 บาทต่อเดือน  เป็นเงินสำหรับใช้จ่ายส่วนตัวของสหายแต่ละคน  เพราะฉนั้นเวลาแต่งงาน   สหายชายจะต้องทำการสู่ขอสหายหญิงกับจัดตั้ง   และต้องจ่ายสินสอดทองหมั้นให้แก่ฝ่ายหญิง  และคู่แต่งงานต้องออกเงินในการจัดงานเอง  ซึ่งก็แล้วแต่ว่าคู่แต่งงานนั้นจะมีเงินมากน้อยแค่ไหน  บางคู่ที่ไม่มีเงินเลย  ก็แค่เลี้ยงน้ำชาก็มี  แต่คู่นี้ผมได้กินซาลาเปา  และกาแฟ  สหายพรรคพี่น้องชายหญิงสามารถคุยเรื่องความรักกันได้โดยอิสสระ  ไม่ต้องขออนุญาติจัดตั้ง  เวลาคุยกันสองต่อสองก็ไม่ต้องมีจัดตั้งมาร่วมนั่งฟังอยู่ด้วย  (ตรงนี้ไม่เหมือนของพรรคไทยเรา)  แต่ก็ห้ามได้เสียกันก่อนแต่งงานเช่นเดียวกัน

ในงานเลี้ยงส่งคุณเพ็ญและคุณวีได้ออกไปโชว์การรำมโนราห์   ส่วนคุณชิตได้แสดงหนังตะลุงให้ชมหนึ่งเรื่อง  ก็เป็นเรื่องของลูกหลานมวลชน  ที่ถูกข่มเหงจากอำนาจรัฐท้องถิ่น   แล้วก็ตัดสินใจขึ้นป่าในที่สุด

ขากลับเนื่องจากเราเดินกันอย่างต่อเนื่อง  โดยไม่ได้แวะทำอย่างอื่นที่ไหนอีก  เพียงแค่ 4 วันก็ถึงเขตงานมวลชนที่เขต 2 ของเรา   ในกลางดึกของคืนวันที่ 6 ธันวาคม  เรานอนพักกันในป่ายาง   ตอนเช้ามืดฟ้าเริ่มสว่างรางๆ  พวกเราสดุ้งตื่นกันทั้งหมด  เพราะได้ยินเสียงปืนดังสนั่น   เรารีบเก็บข้าวเก็บของแล้วออกเดินทางต่อทันที   มีสหายหญิงคนหนึ่งปวดท้องตามประสาผู้หญิง  ผมจึงต้องสพายเป้สองใบไปตลอดทาง   เราเดินรวดเดียวถึงหนำตาอินโดยไม่รู้สึกเหนื่อยเลย  พักรอจนสายๆ  สหายที่ไปสืบสภาพกลับมาบอกว่า  ศัตรูเข้ามาซุ่มที่บริเวณหมู่บ้าน(ผมไม่แน่ใจว่าชื่อหมู่บ้านอะไร)  ตั้งแต่ตอนตี 2  พอดี คุณแดน ออกไปตอนเช้ามืด  จึงถูกซุ่มยิงตาย  พวกเรามาคิดดูเห็นว่าคงเป็นเพราะตอนเดินผ่านเขตขาว  พวกเราเห็นว่าเข้าสู่เขตของเราแล้วจึงไม่ระมัดระวัง  ถูกศัตรูพบร่องรอยของคณะเราเข้า   แล้วตามรอยของพวกเราเข้ามา  ดีที่พวกเราผ่านหมู่บ้านก่อนพวกมันมาถึง   จึงปลอดภัย  แต่ก็ต้องสูญเสียคุณแดนไป
Posted by add on 26 Jan. 2003,19:36
เสียใจกับเรื่องของคุณแดนด้วยค่ะ

     ดิฉันไม่ค่อยรู้เรื่องของสหายพี่น้อง ที่ที่ดิฉันอยู่เรียกพวกเขาทหารพรรคมลายาว่า สหายพี่น้องค่ะ ดิฉันจำภาพของของเขาได้ คือ ชุดทหารสีเขียวขี้ม้า กางเกงจะออกพองๆตรงบริเวณต้นขา ช่วงน่องขากางเกงจะลีบเล็ก ดิฉันเคยไปค่ายใหญ่ที่เขาอยู่ ก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดี มีสหายหญิงของเราบางคนต้องไปฝึกทหาร ฝึกวิชาฝังเข็มที่นั่น ปรากฎว่าพอหลังจากที่สหายไทยกลับมา สหายหญิงของสหายพี่น้องก็เกิดอยากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ เช่น จากที่เคยใช้เสื้อชั้นในที่ตัดเย็บเองด้วยผ้า ก็อยากจะมาใช้เสื้อชั้นในมียี่ห้อแบบที่สหายหญิงไทยใช้บ้าง เนื่องจากเพราะเห็นสหายหญิงไทยเอาไปใช้ให้เห็นนั่นเอง

     สหายพี่น้องรอบคอบ เขาจะฝังข้าวไว้ตามภูเขาทางฝั่งไทย โดยทำเป็นกล่องอลูมิเนียมใหญ่ๆ เอาข้าวใส่ไว้ แล้วเอาน้ำมันยางปิดทาโดยรอบถังให้สนิท ช่วงที่เราข้าวไม่พอกิน เขาก็ให้เราไปขุดเอามากิน ข้าวที่เราไปขุดขึ้นมานั้น เขาฝังไว้ 13 ปีแล้ว เมื่อหุง  ข้าวจะเป็นสีเหลือง กินพุ่ยๆ ไม่ค่อยมีรสชาติ แต่ก็ช่วยบรรเทาความหิวไปได้

    ดิฉันเคยต้องไปช่วยดูแลสหายพี่น้องซึ่งเป็นสหายนำคนหนึ่งที่มาผ่าตัดที่โรงพยาบาลในเมือง ช่วงนั้นดิฉันเข้ามาอยู่ในเมือง พูดกันไม่รู้เรื่องเลยค่ะ แต่ก็มีคนที่ดูแลใกล้ชิดช่วยเป็นล่ามให้ ดิฉันจึงเป็นเพียงผู้อยู่เป็นเพื่อนเท่านั้นเอง เป็นเรื่องแปลกที่สายการติดต่อนำสหายพี่น้องมาผ่าตัดในโรงพยาบาลในไทยจนหายเป็นปกติได้
Posted by สข1 on 26 Jan. 2003,20:05
ขอบคุณครับคุณแอ๊ด สำหรับคุณแดนรู้สึกจะเป็นญาติของคุณมาลัย ช่วงนี้ทำไมสมาชิกเวบถึงเงียบหายกันไปหมดครับ

ผมลืมไปนิดหนึ่งคือวันเลี้ยงส่ง เขาก็มีการแสดงโชว์เราเหมือนกัน เป็นการร้องเพลงหมู่ เพลงที่ร้องส่วนใหญ่เป็นข้อความในคติพจน์ เพลง เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ ที่สหายไทยเราร้อง ผมก็ได้ยินภาคภาษาจีนที่นี่ โดยใช้ทำนองเดียวกัน  เลยไม่ทราบว่าใครเป็นคนแต่ทำนอง ส่วนการแสดงอีกอย่างหนึ่งคือการบรรเลงพิน พินของสหายพี่น้อง เอาไม้มาขุดเป็นรูทรงกระบอก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาน 5 นิ้ว แล้วขึงด้วยผ้าพลาสติกถุงปุ๋ย คอยาวประมานหนึ่งฟุต ขึงด้วยสายเอ็นซัก3เส้นมั้ง  เวลาดีดเสียงดังป๋องแป๋ง แต่เวลาบรรเลงพร้อมๆกัน 30-40 คน ฟังดูกระหึ่มมีพลังเหมือนกัน สหายพรรคพี่น้องจะมีพินประจำตัวกันทุกคน และเล่นได้กันทุกคน เวลาว่างก็จะเอามาเล่นคนเดียวบ้าง เล่นร้องเพลงกันเป็นกลุ่มบ้าง

ส่วนเรื่องชุดชั้นในสหายหญิง  ที่ผมเขาก็เอาผ้าทบหลายๆชั้น  แล้วเย็บเป็นริ้วๆใส่เหมือนกันครับ
Posted by สข1 on 31 Jan. 2003,09:59
ยี่สิบกว่าปีผ่านไป  ผมได้มีโอกาสเข้าไปฟังการประชุมของพรรคพี่น้องมาลายาสามฝ่าย  ร่วมกับรัฐบาลไทย  เรื่องการขออาศัยอยู่เป็นพลเมืองไทยอย่างถาวร  หลังการทำสัญญาสงบศึกยุติการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ   ผมได้พบกับอี้เจียงและภรรยาอีกครั้ง   แต่ตอนนี้ทุกคนเป็นผู้อาวุโสที่อายุเกิน 75 ปีแล้วทั้งนั้น  ในขณะที่พักดื่มกาแฟกัน  ท่านเลขาธิการ อาวุโส  คงเห็นผมนั่งอยู่กับที่เพียงคนเดียว  และอาจจะเห็นผมเป็นคนแปลกหน้าเพียงคนเดียวก็ได้  จึงกวักมือเรียกผมเข้าไปหา  แล้วถามว่า คุณเป็นใคร  ผมบอกชื่อแซ่แล้วก็แนะนำตัวเองว่า  ผมเคยเป็นไพร่พลของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย  อยู่เขตสงขลา  ท่านได้ถามผมว่าผู้รับผิดชอบเขตผมชื่ออะไร  และผมรู้จักคนนี้หรือคนนั้นไหม  หลังจากนั้นท่านก็บอกว่า ผมรู้เรื่องราวของพวกคุณดี   สภาพของพวกคุณแตกพ่ายกันลงมาเอน็จอนาจมาก  แต่ของพวกผมเราได้ประชุมร่วมกัน  ทุกคนมีความเห็นพ้องกันว่า  การยืนหยัดการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธนั้นไม่มีอนาคตอีกต่อไป  ทั้งไม่เป็นผลดีต่อตัวเอง   และเป็นผลร้ายต่อผู้อื่น  จึงตัดสินใจวางอาวุธลงจากป่าเขา  เราไม่ได้ยอมจำนน  แต่เป็นการสงบศึกอย่างมีเกียรติ  แล้วกลับมาทำมาหากินอย่างปุถุชนคนธรรมดา  พวกเรายังคงอยู่ร่วมกันด้วยความรักความสามัคคีต่อกัน  

ผมได้เล่าเรื่องราวความเป็นไปของสงขลาให้ท่านฟังคร่าวๆ   พอฟังจบท่านพูดกับผมอย่างออกตัวว่า  ความเป็นจริงของพวกคุณเป็นอย่างไรผมไม่ทราบ   แต่ในยามที่เกิดวิกฤตในกองทัพ   ผู้นำที่ดีต้องแสดงความกล้าหาญและเสียสละในการแก้ปัญหา   การทิ้งกองทัพหนีเอาตัวรอดของผู้นำอย่าว่าแต่ทหารฝ่ายเราเลย   แม้แต่ทหารปฏิกริยาก็ไม่ทำกัน  ผมได้ถามว่า  ในฐานะที่พวกเราต่างก็เคยผ่านการต่อสู้อย่างถวายชีวิตมาด้วยกันมาแล้วทั้งนั้น  พวกท่านและพวกเราหลายคนแทบจะใช้ชีวิตตลอดทั้งชีวิตหมดไปกับการทำสงครามประชาชน  ปัจจุบันหลายคนก็เป็นผู้อาวุโสที่มีอายุใกล้จะ 80 ปีแล้ว  ตัวผมเองก็ใกล้จะ 50ปีแล้วเหมือนกัน  ในที่สุดพวกเราทุกคนก็กลับมาดิ้นรนปากกัดตีนถีบในสังคมคนกินคนที่เราเคยปฏิเสธกันอย่างถ้วนหน้า  บางคนเอาเปรียบเบียดเบียนแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ที่เคยมีอุดมการณ์ร่วมกันด้วยซ้ำไป  ผมอยากจะถามว่า  แล้วอะไรคืออุดมการณ์  อะไรคือจุดมุ่งหมายของการปฏิวัติ   แล้วพวกเราควรจะทำอะไรกันต่อไปในภายภาคหน้า  ท่านตอบผมว่า  ผมก็ตอบคำถามนี้ไม่ได้  แต่ผมรู้ว่าทุกคนต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด  หน้าที่ของผมในตอนนี้คือดูแลสมาชิกของผมให้มีชีวิตอยู่รอดทุกคน  ส่วนจุดประสงค์ของการปฏิวัติก็คือ  การสร้างสังคมที่ประชาชนอยู่ดีกินดีร่วมกัน  ตราบใดที่ประชาชนยังทุกข์ยากอยู่การปฏิวัติก็ยังไม่สิ้นสุด  และไม่จำเป็นต้องเป็นการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ  ไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคคอมมิวนิสต์  ไม่จำเป็นต้องเป็นลัทธิมาร์กหรือเหมา ใช้วิธีอะไรก็ได้ที่สอดคล้องกับสถานการณ์
Posted by มาลัย on 05 Feb. 2003,03:08
คอมฯนู๋ป๋วยหนักเพิ่งจะหายวันนี้เองเลยแวะมาเยี่ยมเยือนค่ะ มาฟังพี่แอ้ดกับพี่สข1 เล่าเรื่องเสื้อชั้นในสหายหญิงกัน เรื่องกางเกงในของสหายหญิงก็เช่นกันเป็นกางเกงในผ้าในล่อนตัวใหญ่มาก เวลาใส่แล้วมีความรู้สึกเหมือนกับไม่ได้ใส่อะำไรเลยอิิอิ  นู๋มีความลับมาเปิดเผยค่ะครั้งใดที่คุณนิรันดร์กลับเข้าเมืองนู๋จะสั่งซื้อชุดชั้นในทุกครั้งค่ะ เป็นความสามารถพิเศษของคุณนิรันดร์คือคุณนิรันดร์แกจะซื้อได้พอดีทุกครั้ง คุณนิรันดร์จะซื้อชุดชั้นในลายหมีลายการ์ตูนมาฝาก พี่สข1ช่วยถามคุณนิรันดร์ถึงความสามารถพิเศษนี้ด้วยว่าใช้วิธีไหน เป็นความลับที่นู๋เก็บมา20กว่าปีค่ะอิอิอิ  laugh1.gif  laugh1.gif  laugh1.gif
Posted by เชาว์54 on 06 Feb. 2003,06:28
ผมไม่ได้เข้ามาเยี่ยมเวบไซท์คนธรรมดาประมาณเดือนกว่าแล้ว 
เนื่องด้วยมีกิจธุระเรื่องปากท้อง  พอมีโอกาสก็เลยแวะเข้ามา 
เจอเรื่องเล่าของคุณ สข.1 ก็เลยได้โอกาสทบทวนความหลังอีกครั้ง
โดยเฉพาะเพิ่งรู้ความลับเรื่องชุดชั้นในของคุณมาลัยก็เลย อยู่นิ่งเฉยไม่ได้ ผมเองก็เคยทำหน้าที่จัดหาชุดชั้นให้แก่สหายสาวๆ(ในสมัยนั้น)เหมือนกัน เหมือนกับคุณนิรันดร์ สหาย ท่านนั้น ( ผมลืมไปแล้วว่าเป็นใคร ) คงแอบเห็นชุดชั้นในของคุณมาลัยแน่นอนเลยเจาะจงสั่งผมให้ซื้อยี่ห้อ วาโก้ ระบุด้วยว่าต้องการสีนั้นสีนี้ ผมในฐานะสหายหน่วยงานมวลชนที่ดี ก็ต้องปฏิบัติตาม ผมขอร้องมวลชน(ผู้ชาย)ในเขตงานช่วยซื้อให้ มวลชนของผมก็ดีหลาย ยอมตายเพื่อการปฏิวัติ ยอมเสี่ยงกับการโดนเมียเพ่นกบาลในข้อหาซื้อชุดชั้นในให้เมียน้อย จัดหามาได้ตามที่สหายบนกองทัพสั่ง ผมเข้าใจว่า สหายสาวๆคงอยากแต่งตัว แต่กลัวถูกวิจารณ์ ก็เลยหาทางออกด้วยการหาชุดชั้นในสวยๆ
(ถึงไม่มีใครเห็น เห็นอยู่คนเดียวก็ไม่เป็นไร)
ถึงจะเป็นนักรบ ทปท.ก็เถอะแต่เรื่องสวยๆงามๆก็ต้องมีกันบ้าง  ใช่ไหมครับ คุณมาลัย
                                                                ส. เชาว์

inlove.gif inlove.gif inlove.gif
Posted by วันดี on 06 Feb. 2003,18:44
ได้อ่านบทสนทนาระหว่างคุณ สข1 กับผู้อาวุโสของพรรคพี่น้อง ที่นำมาเล่าให้ฟังแล้วติดอยู่ในความคิดหลายวัน

ฉันมีประสบการณ์ส่วนตัวที่อยากนำมาแลกเปลี่ยน  

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  เมื่อฉันยังอยู่ภายใต้ร่มธงแดง  ในการประชุมหน่วยฉันถูกวิจารณ์จากสหายรุ่นเดียวกันว่า  เป็นเพียงนักมนุษยธรรม  ไม่ใช่นักปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพ  สหายระดับสูงในที่นั้นหลายคน  ไม่ได้พูดอะไรกันต่อ  ไม่ว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้าน  หรือแม้แต่ชี้แจงเพื่อนำทางความคิดของหน่วย

ปัญหานี้ติดอยู่ในใจฉันตลอดมา  ระหว่างการอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์อย่างสงบสุข  กับการเข่นฆ่ากันเพื่อยึดอำนาจการปกครอง  ถ้าหากฉันต้องเลือก  ฉันเลือกประการแรก  

สหายท่านนั้นพูดไม่ผิด  พคท.สุดไปทางยึดอำนาจ  เมื่อทุกอย่างผิดพลาด  องค์กรจึงเหมือนเรือแตก  ทุกคนละทิ้งเรือว่ายน้ำเอาตัวรอด  ผู้อาวุโสทั้งหลายที่ก่อนหน้านี้เคยชี้ทิศนำทางให้คนเดินทางนั้นทางนี้  มาบัดนี้หลายคนยังว่ายน้ำไม่ถึงฝั่งด้วยซ้ำ  ลักษณะผู้นำในบางท่านหายไปจนหมดสิ้น เหลือแต่คนชราที่ยืนอยู่ตรงทางแยกที่การจราจรสับสนวุ่นวาย

เมื่อหลาย ๆ ปีก่อน  ฉันเคยไปเยี่ยมสหายเก่าที่หมู่บ้านสันติสุข จ.น่าน ไปนอนค้างคืนในบ้านของพวกเขา  พวกเขาอยู่ร่วมกันเป็นหมู่บ้านใหญ่  ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามสายญาติ  มีความเป็นอยู่ที่พอสมควรกับความจำเป็นในชีิวิต  มีบางคนที่พิการเนื่องจากการสู้รบ  ทำให้การทำงานในไร่ไม่ค่อยง่ายนัก  เราคุยกัน  ฉันชักชวนให้เขามาอยู่กับฉันในเมือง  หลายวันต่อมาฉันได้รับจดหมายจากเขา  สิ่งที่เขาเขียนมาเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยนึกเลย  เขาตั้งเงื่อนไขต่าง ๆ มาเป็นข้อ ๆ เช่น  จะต้องประกันชีวิตความเป็นอยู่ของเขา  จะต้องดูแลครอบครัวของเขา  และอีกหลาย ๆ อย่าง  ที่สะท้อนมุมมองของเขา  มุมมองที่คิดว่ายังมีพรรค  ยังมีการนำของพรรค  พรรคจะต้องดูแลเขาผู้พิการจากการสู้รบ  และมองว่าฉันคือตัวแทนของพรรค

ฉันรู้สึกเศร้าใจมาก  ได้แต่บอกเขาว่า  ฉันไม่ใช่อย่างที่เขาคิด  หากฉันช่วยอะไรเขา  ก็เป็นเพราะตัวฉันเอง  ไม่ใช่มาจากการชี้นำของใคร ๆ หรือของอะไร  เพราะคนเหล่านั้นหรือสิ่งนั้นฉันก็หาไม่พบแล้วเหมือนกัน

เราจากกันโดยเขาไม่เคยเขียนมาหาฉันอีกเลย
Posted by สข1 on 06 Feb. 2003,21:00
คุณมาลัยครับ
   คุณนิรันดร์บอกว่า คนเป็นช่างเทคนิกขนาด น๊อต สกรู ตัวกะติ๊ดหนึ่ง มองแว๊บเดียวยังรู้เลยว่ากี่หุน กี่มิล ยาวกี่นิ้ว แล้วคนตัวตั้งเบ้อเร่อทำไมจะกะไม่ถูก ไม่ได้ไปแอบเห็นอย่างที่คุณเชาวน์แกกล่าวหาหรอกครับ

ส่วนของคุณวันดีผมคิดอย่างนี้นะครับ
   นักปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพก็ต้องมีมนุษยธรรมเหมือนกันนะครับ นักปฏิวัติถ้าขาดมนุษยธรรมก็เป็นเพียงนักฉวยโอกาส ที่แฝงตัวเข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น คนประเภทนี้สามารถทำเรื่องเลวร้ายอะไรก็ได้ทั้งนั้น เมื่อยามวิกฤตมาเยือน ความเป็นจริงก็ปรากฏเด่นชัดขึ้นมา
     พวกเราในอดีตคงมีทั้งคนที่บริสุทธิ์ใจและคนที่แอบแฝงปะปนกันไป ส่วนในทางความคิดชี้นำแล้วต้องยอมรับว่าใช้มุมมองที่ซ้ายจัดไปมองปัญหา และกำหนดทิศทางตลอดมา  ส่วนอีกความคิดหนึ่งคือลัทธิหวังพึ่ง ที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสถานะการณ์ สิ้นหวังจาก พคท. ก็มองหาที่ยึดเหนี่ยวใหม่ ผิดหวังอีกก็มองหาอันใหม่ไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด จนถึงวันนี้ก็ยังมีนักปฏิวัติหลายคน ที่กระจัดกระจายอยู่ในการต่อสู้ของประชาชน แต่ก็ยังงมงายอยู่กับการต่อสู้ที่ย่ำอยู่กับความคิดในอดีตไม่สร่าง และอีกหลายคนก็ยังเฝ้ารอการกลับมาของ พคท.อย่างโหยหา
        ผมไม่เสียดายหรือเสียใจกับการล่มสลายของ พคท.เลย มันเป็นขั้นตอนของประวัติศาสตร์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่เคยให้ความสนใจอะไรกับพวกสหายนำที่หนีเอาตัวรอด รวมทั้งคนบางคนที่ถูกมองว่าเปลี่ยนสีแปรธาตุในปัจจุบัน แต่ผมเสียดายที่ในขบวนการต่อสู้ของประชาชน ไม่สามารถบ่มเพาะคนที่มีคุณภาพได้เท่าที่ควร
Posted by เชาว์54 on 08 Feb. 2003,10:25
ขอประทานโทษ คุณ สข.1 
(ช่างเทคนิคผู้ปะรองเท้า ต้านจักรวรรดินิยม)

ผมไม่ได้หมายถึงคุณนิรันดร์หรอกครับ
ผมอยากจะบอกว่าสหายหญิงของเราคนหนึ่ง(ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้แล้ว)
คงแอบเห็นชุดชั้นในของคุณมาลัยเข้า และด้วยความที่อยากมีบ้างก็เลยมาบอกผมให้ช่วยซื้อ”วาโก้”ให้
วรรคตอนของผมผิดไม่นิด    คุณสข.1 เลยคิดไปไกล 
ผมคงไม่มองสหายในแง่ร้ายอย่างนั้น หรอกครับ 
                  ส . เชาว์

icon_donot.gif icon_donot.gif icon_donot.gif icon_donot.gif
Posted by add on 08 Feb. 2003,20:47
เคิ้กๆๆๆๆๆ

     เรื่องเสื้อชั้นในวาโก้นี่เป็นเรื่องยอดฮิตค่ะ
     ทางเขตดิฉันก็ฝากสหายที่ลงมาในเมืองซื้อให้ค่ะ คนไหนเบอร์อะไรก็จดบอกกันไปค่ะ

     เท่ากับว่า พวกเรานักศึกษาที่เข้าไปอยู่ป่าเนี่ยยังละทิ้งนิสัยรักสวยรักงาม และจงรักภักดีกับยี่ห้อไม่ได้หรอกค่ะ

     ที่เขตดิฉันจะอ้างกันว่า เวลาที่ถูกศัตรูยิงตาย แล้วศัตรูเอาศพไปถอดเสื้อผ้าประจาน ศพของเราก็ยังสวยเพราะใช้ชุดชั้นในดีๆค่ะ เพราะสหายเก่าเล่าว่าเคยมี สหายหญิงของเราถูกลากศพไปใส่ชุดชั้นในเก่าๆขาดๆ

     เหตุผลนี้คงไม่ใช่เหตุผลจริงๆ เหตุผลจริงๆก็คือ เรานักศึกษายังละทิ้งชนชั้นของคนเองไม่ได้หรอกค่ะ นี่พูดจากความรู้สึกของสหายหญิงนะคะ บางทีเราทำงานหนัก ทำงานเหนื่อยได้ แต่ขอยึดติดกับสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้บ้าง อย่างเช่นขอมีเสื้อชั้นในสวยๆใส่บ้าง ก็เป็นสุขใจค่ะ

        ก็คงไม่ได้มีเรื่องเสื้อชั้นในอย่างเดียวหรอกค่ะ  สหายหญิงแต่ละคนก็มีสิ่งละอันพันละน้อยกันถ้วนหน้า  อย่างดิฉันมีหวีสวยๆ มีสมุดบันทึก  แล้วก็มีปากาดีๆที่ให้ทางบ้านส่งไปให้ด้วย  เคิ้กกกกกกกก
Posted by นกกะปูด on 09 Feb. 2003,01:51
นู๋ติดตามกระทู้นี้มาตั้งแต่เริ่ม พอคุยกันถึงเรื่อง "วาโก้" ก็เลยอยากคุยด้วยคนค่ะ.. คือว่าคุณผู้ชาย(บางคน) อาจไม่ทราบสรรพคุณไอ้เสื้อชั้นในยี่ห้อนี้ และคงสงสัยว่าทำไมสหายหญิงต้องสั่งซื้อไอ้ยี่ห้อนี้ด้วยหล่ะ? ยี่ห้ออื่นใส่ไม่ได้หรือยังไง?.. คืออย่างงี้ค่ะนู๋ว่าผู้หญิงร้อยทั้งร้อยไม่มีใครปฏิเสธ "วาโก้" ค่ะ ไม่เจาะจงเฉพาะสหายหญิงที่อยู่ในป่า ผู้หญิงที่อยู่นอกป่าอย่างนู๋ก็ชอบค่ะ มันสวย, ถูก และที่สำคัญมันทน เรียกว่าซักกันจนสีซีด แต่ประสิทธิภาพของยางยืดก็ยังกระชับ นู๋ใส่ยี่ห้อนี้ตั้งแต่โดน มดตะนอยต่อยค่ะ เอิ๊กๆๆๆ ic-12.gif
Posted by มะนาว on 17 Feb. 2003,04:57
ได้ข่าวว่าช่วงนี้ นู๋ นกไปเที่ยวป่า แล้วอย่าลืม กลับมาเล่าให้ฟังบ้างนะ เสียดายไม่ได้ไปด้วย ไม่รู้ว่าเป็นยังไง ตอนนี้เหมือนได้กลิ่นไข่เจียวลอยมาจากไหน น้า อ้าวไหม้ด้วย เฮ้ย......ของเราเอง cry3.gif.gif
ohman.gif
Posted by สาวน้อย on 26 Feb. 2003,21:55
ติดตามอ่านมาหลายวันแล้ว สงสารค่างกับเจ้าตัวที่โดนเผาทั้งเป็นแล้วก็เจ้าหมาน้อยตัวนั้นด้วย เข้าใจในความจำเป็น แต่ก็สงสารพวกเค้าค่ะ

มีพูดถึงเสกสรร แต่ไม่เห็นมีใครพูดถึงธีรยุทธมั่งเลยค่ะ อยากทราบว่าเค้าทำอะไรและออกมาจากป่าแบบเดียวกับเสกสรรรึเปล่า แล้วก็จิระนันท์ด้วย อยากรู้เรื่องพวกเค้า
Posted by add on 28 Feb. 2003,11:43
คุณเสกสรรค์ จีรนันท์ และคุณธีรยุทธ  เข้าป่าทางภาคเหนือค่ะ  เขตน่าน พะเยา ไปเมืองลาวอะไรแถบโน้น    แต่ที่เล่ากันทางนี้เป็นคนที่เคยเข้าป่าทางใต้ค่ะ  เลยไม่ทราบเรื่องราวของท่านทั้งสามค่ะ  คุณสาวน้อยลองเข้าไปที่  http://www.thaioctober.org นะคะ
Posted by add on 16 Mar. 2003,23:50
แสนอาลัยถึงสหายไก่..........

     สหายไก่ที่อยู่เขต 2 สงขลา เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งแล้วเมื่อวันอังคารที่ 11 มีนาคม นี้หลังจากที่ผ่าตัดและรักษาตัวมาประมาณ 2 ปีเศษ 

     ในงานศพคุณไก่ ได้เจอคุณปาน คุณสามารถ คุณเกียรติ คุณแคล้ว คุณเจี๊ยบ ซึ่งเข้าใจว่าจะอยู่เขต 1 แล้วก็อาจมีคนอื่นๆอีกที่จำได้ไม่หมด ส่วนสหายเขต 2 ก็มากันมากมายหลายคนค่ะ

     โอกาสนี้จึงถือโอกาสเอารูปปกหนังสืองานศพคุณไก่มาฝาก
และงานฌาปนกิจศพคุณไก่ คือเวลา 14.00 น. ของวันที่ 18 มีนาคมนี้ ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์

     
Posted by add on 07 May 2003,08:12
คุณสข1 มีเรื่องเล่าอีกหรือเปล่าคะ ดิฉันมาเล่าเรื่องปฎิวัติแบบสบายๆๆต่อนะคะ 

โนห์รา

      ลุงแคล้วเป็นครอบครัวที่เล่นโนห์รา ลุงแคล้วฝึกลูกสาวให้เล่นโนห์ราตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ตอนฉันไปเจอเธอนั้นเธออายุ 16 ปี แต่ก็สามารถรำโนห์ราได้ดูแข็งแกร่งและอ่อนช้อยงดงาม ที่ว่าแข็งแกร่งหมายความว่า เมื่องอเข่าและแขนจะต้องตั้งตรงเป็น 90 องศาเสมอ อ่อนช้อย คือมือที่ร่ายรำจะต้องพลิ้วอ่อน เท้าที่ซอยย่ำก็จะต้องรัวพลิ้วไปตามจังหวะกลอง และสิ่งที่มหัศจรรย์ของสาวน้อยคนนี้คือ มีความสามารถพิเศษที่แอ่นตัวไปข้างหลัง เอามือยันพื้นไว้ ทำให้ตัวโค้งไปข้างหลังจนมือแตะพื้นได้ และค่อยๆโค้งต่อไปอีกจนศีรษะแตะพื้น ในการทำตัวโค้งเช่นนี้จุดมุ่งหมายก็เพื่อให้คนที่ชมโนห์รา เอาตังค์โยนไว้บนเวทีเพื่อให้นางโนห์ราเอาปากคาบเงินขึ้นมาได้ในท่าที่แอ่นตัวกลับหลัง และเธอก็สามารถเอาปากไปแตะพื้นแล้วคาบเอาเงินขึ้นมาได้จริง ท่าที่คาบเงินขึ้นมาแล้วก็ต้องค่อยๆยกตัวขึ้นด้วยความนิ่มนวลตามจังหวะจะรีบร้อนไม่ได้ เธอเป็นสาวน้อยมหัศจรรย์ของหมู่บ้านจริงๆ และเธอก็ได้รับเงินมากมายจากการแสดงแต่ละครั้ง

       ฉันลงไปเขตงานกับสหายชาวนาตาหวานรูปหล่อคนหนึ่งชื่อ คุณชาญ และคุณเชียร เราก็ไปคุยกับชาวบ้านหลายๆบ้าน แต่ที่บ้านลุงแคล้วนี้เราจะไปบ่อย เพราะน้าให้ภรรยาของลุงแคล้วจะใจดี และมีลูกสาวที่เก่งและน่ารัก ฉันน่ะชอบไปคุยกับน้าให้มากกว่าเพราะดูเขาน่าสงสาร ต้องตื่นมากรีดยางตั้งแต่ตีสองตีสาม  พอเช้าก็รีบเก็บยาง ลูกสาวก็มาช่วยเก็บยางด้วย เก็บยางมาทำแผ่นกว่าจะเสร็จก็บ่ายแล้ว น้าให้ก็จะรีบมาตำข้าว หุงข้าวย่างปลาเค็ม เป็นข้าวมื้อแรกของวัน ลุงแคล้วอาจจะตื่นในตอนสายแล้วไปดูแร้วที่ดักสัตว์ไว้ หรือบางวันที่ฝนจะตก ลุงแคล้วจะไปช่วยเก็บยางทำแผ่นบ้าง แล้วจึงมากินข้าวเช้าในตอนบ่าย ข้าวน้าให้เป็นข้าวนาที่หอมอร่อยจริงๆ น้าให้เคยหุงให้พวกเรากินมาแล้วหลายครั้ง แค่กินกับปลาเค็มที่ปิ้งบนถ่านที่ดงข้าวก็อร่อยเสียจนบอกไม่ถูกแล้ว

      เวลาที่เราลงไปเคลื่อนไหวมวลชนในเขตนี้ไม่นานนัก ประมาณสักเดือนเศษ ลูกสาวลุงแคล้วก็ตัดสินใจหนีทางบ้านขอเข้าป่าด้วย ฉันเองก็ยังงงอยู่ว่า เกิดอะไรขึ้น เธอจึงได้ตัดสินใจเข้าป่าได้รวดเร็วขนาดนี้ ฉันเองแทบไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ รู้แต่ว่าวันที่เราต้องกลับกองทัพก็มีน้องโนห์ราตามเรากลับมาด้วย

      นับว่าเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ เราทำงานมวลชนได้ผลจึงมีมวลชนตามมาอยู่กับเราด้วย คุณเยาว์น้องโนห์ราขึ้นมาก็ได้โชว์ผลงานการร่ายรำโนห์ราที่แสนมหัศจรรย์ของเธอ แต่ฉันดูว่าไม่คึกคักและเร้าใจเหมือนกับที่เธอร่ายรำอยู่ที่หมู่บ้าน โดยมีพ่อเป็นคนตีกลองให้จังหวะ แต่อย่างไรก็ยังได้ยินเสียงร้องอื้อฮือๆ โอ้โฮๆ ของสหายบนกองทัพอยู่ไม่ขาดระยะ

      ต่อมาไม่นาน เราก็ได้รู้ว่า ที่คุณเยาว์เขาขึ้นมาบนกองทัพเพราะเขาติดใจคุณชาญตาหวานอยากจะตามมาอยู่กับคุณชาญ แต่เมื่อขึ้นมาบนกองทัพก็ได้รู้ความจริงว่า คุณชาญมีคู่หมั้นแล้ว เธอก็คงผิดหวัง แต่ก็มีคนช่วยปลอบใจกันใหญ่ ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจแต่งงานกับลูกชายสหายนำซึ่งมีตำแหน่งรับผิดชอบกองทหารของกองทัพเลยทีเดียว
Posted by เก่ง on 07 May 2003,10:31
สวัสดีครับ

เรื่อง 6 ตุลาคม 2519
ผมทราบน้อยมาก หาอ่านก็ยาก
น่าจะบรรจุในหลักสูตรของนักเรียน ให้รู้ว่าใครทำอะไร
ผมเคยรู้จักพี่ผู้หญิงคนหนี่ง เขาหนีเข้าป่าเหมือนกัน ตอนหลังก็ออกมาเรียนต่อ ปัจจุบันทำงานที่ JPL NASA

พอดี คุณพ่อผมเป็นกลุ่ม เศรษฐศาสตร์ มธ. 2504 ครับ
แล้วก็แวบไป 14 ต.ค. กับเขาด้วย ตอนนั้นผม 5 ขวบเอง ม่ายรู้เรื่อง
มาอ่านหนังสือ ต้องห้าม ทั้งหลายทีหลังครับ
พวก ดาวแดงอันแรงฤทธิ์ .....  เป็นต้น ยังเก็บไว้อย่างดีครับ  laugh1.gif

ป่าสมัยก่อน คงมีที่พักผิงให้มากกว่าป่าสมัยนี้เยอะนะครับ
ผมว่าเรียนจบแล้ว อาจจะกลับไปทำไร่แทนเหมือนกัน  ic-12.gif

เรียนมากๆแล้วเริ่มเบื่อชีวิตในเมืองครับ

bowsdown.gif  
ขอคารวะแด่วีรชนคนตุลา
Posted by add on 07 May 2003,11:10
เรื่อง 6 ตุลาป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะโหดร้ายทารุณ และกระทบกระเทือนความรู้สึกของผู้คน ไม่มีการชี้ชัดลงไปว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งก็อาจจะสอดคล้องกับความรู้สึกของคนไทยที่ส่วนใหญ่มักไม่ชอบความขัดแย้ง ชอบประนีประนอมมากกว่า จึงไม่มีการบรรจุเป็นประวัติศาสตร์ที่แจ่มชัด

    หนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องหกตุลา เช่น เราคือผู้บริสุทธิ์ จัดพิมพ์โดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

    ยินดีที่ได้รู้ว่าคุณพ่อคุณแม่คุณเก่งเป็นรุ่นพี่ที่ มธ.ค่ะ

     ป่าที่พวกเราอยู่สมัยก่อนจะเป็นป่าจริงๆ แต่หลังจากที่พวกเราออกมากันแล้ว ป่าถูกทำลายไปมากอย่างน่าเสียดายค่ะ

        คุณเก่งลองอ่านเรื่องเพิ่มเติมที่ไทยตุลานะคะ

         < บ้านตุลาไทย >
Posted by ขวัญ on 14 Jul. 2003,12:50
สหายเล่าเรื่องกันไปมากแล้ว ฉันมีเรื่องที่เขียนบันทึกไว้จากความทรงจำที่ประทับใจ เรื่องนี้แอบเขียนบันทึกไว้ตั้งแต่ตอนที่อยู่ป่า แล้วเอาติดตัวมาด้วย ก็อยากจะเอามาให้อ่านกันบ้าง............ 



                              --แม่เฒ่า--

                               --ตอน ๑-

      ทุกครั้งที่เราไปที่บ้านหลังนั้น เราจะเห็นแม่เฒ่าคนหนึ่งเดินหลังค่อมคู้ออกมาทางหลังบ้าน แม่เฒ่าจะมายืนดูพวกเราด้วยดวงตาที่ฝ้าฟาง  เขาว่ากันว่าแม่เฒ่ามองไม่ค่อยเห็นแล้ว  แม่เฒ่ามักจะบ่นพึมพัมตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ใคร?” แต่ก็ไม่มีใครสนใจแม่เฒ่าเลย บางคนพูดว่า “แม่เฒ่าน่ะบ้า” ทั้งๆที่ แม่เฒ่าคือ “แม่” ผู้ให้กำเนิดเจ้าของบ้านใหญ่นั่นเอง

      ทุกครั้งที่ไปที่บ้านหลังใหญ่นั้น ฉันรู้สึกว่าไม่รู้จะเอาตัวเองไปวางไว้ตรงไหน ฉันมีปัญหาเรื่องภาษาเพราะฉันไม่ใช่คนท้องถิ่น  ฉันจึงไม่ค่อยกล้าพูดกับใคร  คนอื่นพากันขึ้นไปบนเรือนใหญ่กันหมด ฉันจึงเริ่มหันมาสนใจแม่เฒ่า แต่ก็ยังไม่ค่อยกล้าเพราะเคยถูกหัวเราะเยาะว่า คนภาคกลางน่ะคุยกับคนแก่ๆทางใต้ไม่รู้เรื่อง  ในที่สุดฉันก็เอาชนะความกลัวของตัวเองเดินตรงไปที่เรือนเล็กซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังเรือนใหญ่ และฉันก็ได้ค้นพบว่า ฉันคุยกับแม่เฒ่ารู้เรื่อง และแม่เฒ่าก็ไม่ใช่คนบ้า.....

      เห็นแม่เฒ่าแล้วทำให้ฉันหวนนึกถึงยายของฉันเอง อายุคงจะรุ่นราวคราวเดียวกัน ฉันจึงมักเรียกแม่เฒ่าว่า “ยาย” บ้าง “แม่เฒ่า” บ้าง แม่เฒ่าถามคำถามมากมาย ถามว่าพวกเราเป็นใคร ? อันที่จริงแม่เฒ่าก็คงพอรู้ๆอยู่แล้วเพราะหลานสาวคนหนึ่งของแม่เฒ่าก็หนีขึ้นไปอยู่บนกองทัพกับพวกเรา  แม่เฒ่าบอกว่า แม่เฒ่าไม่กลัวพวกเราหรอก แต่แม่เฒ่าชี้มาที่ปืนแล้วพูดว่า 
       “กูกลัวไอ้สัตว์นี่ เอาไปตั้งห่างๆกูหน่อย"
       
        แม่เฒ่าเล่าว่าที่ต้องมาอยู่เรือนเล็กเพราะลูกสะใภ้ไม่ชอบ ดูท่าทางแม่เฒ่าก็ไม่ใช่คนที่ยอมใครง่ายๆ ฉันคาดว่าก็คงเหมือนกับคนแก่ทั่วๆไปที่ขี้บ่น และคงมีการปะทะคารมกันขึ้นระหว่างแม่ผัวและลูกสะใภ้

        ฉันยอนหมาก (ตำหมาก) ให้แม่เฒ่า แล้วจึงไปตักน้ำให้ ต้องไปโพงน้ำในบ่อแล้วหิ้วใส่กระป๋องมาเทใส่ตุ่มบนเรือน น่าสงสารแม่เฒ่าที่ต้องหุงข้าวกินเอง กับข้าวก็มีแต่น้ำชุบ(น้ำพริก) ฉันตั้งใจว่าวันหลังจะเก็บผักมาฝากแม่เฒ่า 

        นี่คือจุดเริ่มแห่งความสัมพันธ์ครั้งแรก.......
Posted by สข1 on 15 Jul. 2003,06:04
ผมยังคงติดตามกระทู้นี้อยู่ครับ เพียงแต่ยังไม่มีประเด็นที่น่าสนใจจะโพสท์เท่านั้นเอง ยังรออ่านเรื่องปฏิวัติโรแมนติกของคุณแอ๊ดอยู่  เชิญคุณขวัญคุณแอ๊ดเล่าต่อนะครับ ผมพยายามจะจินตนาการว่าอยู่ที่ไหน และเป็นอย่างไร
Posted by ขวัญ on 16 Jul. 2003,18:43
----ตอน ๒---

        “แม่เฒ่า” คือ คนแก่ที่หนังเหี่ยวย่นตลอดร่าง ผมที่ยาวขาวเกือบจะทุกเส้นขมวดเป็นมวยเล็กๆอยู่ที่ท้ายทอย  ไม่มีแววตาที่สดใสเหมือนสาวแรกรุ่น มีแต่ความฝ้ามัว ปากและฟันของแม่เฒ่าคล้ำเปรอะไปด้วยน้ำหมาก หลังก็ค่อมคู้ยามเดินต้องถือไม้เท้ากะย่องกะแย่ง ไม่มีความงดงามใดๆหลงเหลืออยู่อีกเลย อย่างไรก็ตาม นี่คือภาพเหมือนที่ทุกคนต้องก้าวไปสู่อย่างแน่นอน

        แม้ว่าแม่เฒ่าจะมีรูปร่างหน้าตาไม่งดงาม แต่ฉันก็รู้สึกว่าแม่เฒ่าเป็นคนแก่ที่น่ารัก น่าสงสาร แม่เฒ่าเป็นคนซื่อๆที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร ความเหงาทำให้แม่เฒ่าคุยกับฉันได้เป็นเวลานาน แม่เฒ่าผ่านโลกมาถึง ๗๐ กว่าปีแล้ว และก็เป็นแม่ผู้ให้กำเนิดคนอีกหลายๆคน ซึ่งนานทีปีหนแม่เฒ่าจึงจะได้พบกับพวกเขาเหล่านั้น ยกเว้นคนที่อยู่บนเรือนใหญ่ที่อาจได้เห็นหน้ากันบ่อยกว่าคนอื่นๆ

        วันไหนที่เก็บผักได้ ไม่ว่าจะเป็นผักบุ้งหรือผักกูด ฉันก็จะมาแบ่งให้แม่เฒ่า เก็บพลูมาฝาก เมื่อไฟบีบ(ไฟแช็ค)ไม่ติด ฉันก็จะแต่งให้(ซ่อมให้)  และสิ่งที่ไม่เคยลืมทุกครั้งที่ฉันไปหาแม่เฒ่าก็คือ ยอนหมากและตักน้ำ ในระยะหลังฉันสนิทกับแม่เฒ่ามากจนกล้าพอที่จะเย้าแหย่แม่เฒ่า  เอามือเอื้อมไปจับหนังอันเหี่ยวยานเล่น หวีผมเกล้ามวยให้ ฉันรู้ได้ว่าแม่เฒ่ามีความสุข  เพราะแม่เฒ่าหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างเบิกบาน พร้อมกับพึมพัมว่า
        “ อิ๊ ไอ้เค้านี่ มันทำให้กูทุกสิ่ง”
        
        ฉันพาเพื่อนสหายอีกหลายคนไปคุยกับแม่เฒ่า ไปช่วยตักน้ำ  ยอนหมาก บางคนเอายาหม่องไว้ให้แม่เฒ่าใช้ แม่เฒ่าไม่เคยลืมเลยว่า ใครมาทำอะไรให้แม่เฒ่าบ้าง เพราะแม่เฒ่าจะถามถึงเมื่อไม่เห็น  แม้กระทั่งคนที่มาตกบันไดเรือนแล้วต้องต้องซ่อมบันไดให้ แม่เฒ่าก็ถามถึง
Posted by ขวัญ on 17 Jul. 2003,12:37
----ตอน ๓---


        ฉันต้องไปทำงานที่หมู่บ้านข้างนอก ไม่ได้พบแม่เฒ่าหลายเดือน พอกลับมาก็ได้รู้ข่าวว่าแม่เฒ่าถามถึงฉันทุกที 

        วันหนึ่งฉันไปหาแม่เฒ่า เข้าไปคุยกับแม่เฒ่าตั้งนาน จู่ๆแม่เฒ่าก็ถามขึ้นว่า
         “อีขวัญมันหายไปไหนล่ะ” ฉันหัวเราะก๊าก เอ็นดูแม่เฒ่าเหลือเกิน แม่เฒ่าดวงตาฝ้าฟาง มองก็ไม่ค่อยเห็น จำก็ไม่ค่อยได้ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าฉันมานั่งอยู่ตรงหน้าแล้ว
         “ก็นั่งอยู่นี่ไงจ๊ะ ยายจ๋า ขวัญเองแหละ”

          “อ้อ อีขวัญหรอกเรอะ”
          แม่เฒ่าดีใจใหญ่ รีบเล่าให้ฟังว่า แม่เฒ่าเคยถามพวกสหายที่ลงมาบ่อยๆว่า อีขวัญหายไปไหน มีคนบอกว่า อีขวัญมันตายแล้ว ทำเอาแม่เฒ่าใจคอไม่ดี  แม่เฒ่าสุขภาพทรุดโทรมลงมาก  ไอบ่อยๆ  มีเสลด  ท้องอืดเป็นประจำ

           ได้เจอกันครั้งนั้นแล้ว ฉันก็ต้องจากแม่เฒ่าไปอีกนาน  เพราะพวกเสือพรานมาตั้งค่ายที่หมู่บ้านด้านนอก ทำให้ฉันไม่ได้มาพบแม่เฒ่าอีกเลย
Posted by ขวัญ on 18 Jul. 2003,12:25
-----ตอน ๔----

                    ต่อมาฉันได้มีโอกาสลงมาที่หมู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง    มาพบแม่เฒ่าในสภาพที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน  แม่เฒ่าไม่สบายมาก   อยู่ที่เรือนเล็กคนเดียวไม่ได้แล้ว   จึงต้องมานอนที่เรือนใหญ่  คนบนเรือนใหญ่เล่าว่า   แม่เฒ่าบ่นหาถึงฉันบ่อยที่สุด  ฉันรู้สึกตื้นตันใจจนอยากจะร้องไห้    ได้แต่นึกในใจว่า

                   “ยายจ๋า  ยายคงเหงา  ยายคงไม่มีคนคอยดูแลจึงนึกถึงฉัน   ฉันที่คอยมาคุย  มากระเซ้าเย้าแหย่  ทำให้ยายได้หัวเราะเบิกบาน “

                  ฉันเข้าไปนั่งข้างๆแม่เฒ่า  แม่เฒ่านอนกระสับกระส่าย   ขาของแม่เฒ่าบวมจนเห็นได้ชัด  ฉันเอื้อมมือไปจับมือแม่เฒ่าบีบเบาๆ  วูบหนึ่งอยากจะร้องไห้  สงสารแม่เฒ่า  

                 “ยายจ๋า  ขวัญมาแล้ว”  ฉันเรียกเบาๆ
                 แม่เฒ่าร้องอือๆออๆ  หอบและกระสับกระส่าย  ตาแม่เฒ่าเบิ่งขึ้นนิดหนึ่งแล้วก้หลับลงอีก  แม่เฒ่าคงจะมองไม่เห็นอะไรแล้ว  และก็คงจำอะไรไม่ได้ด้วย  

                ฉันบอกให้แม่เฒ่านอนหลับ  แม่เฒ่านอนได้ไม่ถึง 5 นาทีก็ผวาลุกขึ้น  พลิกตัวนอนท่าใหม่   ดูเหมือนแม่เฒ่าจะอึดอัดมาก ฉันนั่งนวดขาให้แม่เฒ่าเบาๆ  ใจลอยไปถึงอดีตที่ฉันมีความสุขอยู่กับแม่เฒ่า  เรามีความรักความผูกพันต่อกันทั้งๆที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย  แทบไม่น่าเชื่อ  ฉันเป็นคนภาคกลาง แม่เฒ่าเป็นคนภาคใต้   เราพูดกันด้วยสำเนียงที่ไม่เหมือนกัน   แต่เราก็เข้าใจกันได้  ฉันรู้สึกผูกพันกับแม่เฒ่าเหมือนแม่เฒ่าเป็นยายแท้ๆของฉัน  ฉันอยากจะให้แม่เฒ่ามีชีวิตยืนยาวต่อไป   เพื่อเราจะได้พบกัน ได้คุยกัน  ได้เห็นหน้ากันอีก  แต่คิดอีกที  การมีชีวิตอยู่มันคงจะทรมานแม่เฒ่ามากเพราะแม่เฒ่าแก่มากแล้ว   ฉันอยากจะบอกแม่เฒ่าว่า

                “ยายจ๋า ไม่ว่ายายจะอยู่ที่ไหน  ขวัญก็จะระลึกถึงยายตลอดไป”

                ฉันนึกสลดใจกับความคิดของคนบางคนเหลือเกินที่คิดว่าจะรอคอยกินหมูในวันงานศพของแม่เฒ่า  เขาจะคิดว่าชีวิตของแม่เฒ่ามีคุณค่าบ้างไหมหนอ ?  เขาจะหวนนึกถึงคุณงามความดีที่แม่เฒ่าได้ทำมาตลอดเจ็ดสิบกว่าปีนี้บ้างไหม?  ซึ่งอย่างน้อยที่สุดแม่เฒ่าก็มีคุณค่าของความเป็นแม่  เป็นแม่ของลูกตั้งหลายคน......
Posted by ขวัญ on 19 Jul. 2003,12:18
----ตอนจบ----

                          และแล้ววันนั้นก็มาถึง  วันที่ ๑๓ พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๕๒๒  ฝนตกในขณะที่แดดแดง   ฟ้าคงจะร้องไห้กับการจากไปของแม่เฒ่า  ฉันไม่มีโอกาสได้ไปดูแม่เฒ่าอีก  “เราคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว ยายจ๋า”  แต่แม่เฒ่าก็คงจะได้พ้นทุกข์เสียที กับวัยอันยาวนานถึง๗๘ ปี  

                         แม่เฒ่าทำให้ฉันได้พบกับความจริง  ความจริงที่น่าสงสารของคนแก่ที่ถูกทอดทิ้ง  คงไม่ใช่มีเพียงแม่เฒ่าคนนี้คนเดียวที่ถูกทอดทิ้ง    คงจะมีแม่เฒ่าอีกหลายต่อหลายคนที่เป็นเช่นนี้ และอาจจะยิ่งกว่านี้  

                        “ยายจ๋า หนูไม่อยากเห็นคนแก่ที่เหงา  เพราะถูกทอดทิ้งเลย  หนูอยากเห็นคนแก่ที่หัวเราะเบิกบาน  เหมือนวันนั้น  วันที่หนูอยู่กับยาย  เห็นยายหัวเราะอย่างมีความสุข”

                           ฉันจะพอช่วยใครได้บ้างไหมหนอ?


                                 -------------------------

เรื่องจากเขตงาน บ้านถ้ำตลอด  อ.สะบ้าย้อย  จ. สงขลา
Posted by KiLiN on 18 Oct. 2004,10:55
เดือนนี้เดือนตุลา เลยเอาเพลงความใฝ่ฝันของฅนเดือนตุลามาให้ฟังกัน เป็นเพลงเมื่อวาระครบรอบ ๒๐ ปี ๖ ตุลา ... เพลงสานฝัน








สานฝัน

คำร้อง : รังสรรค์ หฤหรรษ์เริงร่า
ขับร้อง : บุษปรัตน์ พันธ์กระวี



แม่สั่งสอนไว้ ให้เป็นคนดี ที่มีคุณค่า
และปรารถนา ให้เป็นดวงใจ ดั่งแม่ใฝ่ฝัน
พ่อจากไปแล้ว เมื่อวันที่ ๖ ตุลาครานั้น
เหลือแม่กับฉัน อยู่กันสองคน ดิ้นรนเรื่อยมา

แม่บอกกับฉัน แม้ทนลำบาก ทุกข์ยากไม่หวั่น
จะสู้กัดฟัน ให้ลูกร่ำเรียน เพียรเพิ่มปัญญา
และเฝ้ารอวัน ที่ฉันจะสืบ ทอดเจตนา
ของพ่อคนกล้า ไม่ยอมก้มหัว คนชั่วครองเมือง

*พ่อจ๋า หลับตาเถิดพ่อ ลูกจะสานต่อ
วันที่พ่อใฝ่ฝัน วันสังคมงาม มีความรุ่งเรือง
ฟ้าหมดเมฆร้าย ไร้คนปล้นชาติ ผูกขาดฝืดเคือง
เปลื้องการกดขี่ มีการศึกษา เป็นประชาธิปไตย

แม่จ๋า แม่เคยบอกลูก พ่อยังคอยอยู่
ตรงหน้าประตู มหา'ลัย ไม่เคยหวั่นไหว
พ่อรอลูกสวม ชุดครุยเดินอยู่ กับผู้ยากไร้
ขอพ่อวางใจ ลูกจะรังสรรค์ สานฝันเป็นจริง (ซ้ำ)*

---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by สข1 on 22 Oct. 2004,05:43
ฝากถึงคนแต่งเพลงนี้นะครับว่า   ให้ระวังคนที่จะสืบทอดเจตนารมณ์อย่าเป็นเมฆร้ายเสียเอง
Posted by KiLiN on 25 Oct. 2004,01:27
ฝากใครเหรอครับ ฝากผมเหรอ ผมไม่รู้จักอ้ะคน รู้จักแต่เพลง ic-12.gif

ความปรารถนา ความใฝ่ฝันในสิ่งที่ดีงาม นั่นก็เรื่องหนึ่ง
ส่วนความเป็นจริงจะไปสู่สิ่งที่ฝัน จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หลายครั้งมันไม่เป็นเรื่องเดียวกัน

ลองฟังอีกสักเพลงนะครับ เพลงว่าด้วยความใฝ่ฝัน......นักเดินทาง






นักเดินทาง

คำร้อง : วาทิต จันสุริยวงศ์
ขับร้อง : เสรี กลางสาทร



......สู่ขอบฟ้า...สู่แดน...แสนไกลห่าง
ผ่านคืนวันอ้างว้าง...สายทาง...นั้นดูเหยียดยาว
หวิวหวีดลม...โชยพัด...ให้เหน็บหนาว
ผ่านเรื่องราว....ผ่านวันที่สุข....และทุกข์ทน
.....เกือบค่ำแล้ว....ดวงตะวัน...ลับลงตรงหน้า
เหม่อคนึงครวญหา....สนธยา.....ที่บ้านเรา
น้ำปริ่มคลอง....พี่น้อง.....เคยหยอกเย้า
จวบดาวพราว...แสงเดือนส่อง....สาดแสงมา
.....แสงเดือน....เป็นเพื่อนเรา....
ยังหมู่ดาวคอยปลอบใจ........ก้าวต่อไปไม่หวั่น
สายธารยังหลั่งริน...ใจโบกบิน...มุ่งไป
สู่ความ.......ฝันใฝ่.......แสนงาม
.....สุดขอบฟ้า...สุดแดน....แสนไกลห่าง
ไม่ลืมเลือนลาร้าง....สายทาง....ของมวลประชา
แม้คลื่นลม....พัดโหม...จนอ่อนล้า
แต่ศรัทธา....ประชามีสุข......ยังลุกโชน


---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by นักดนตรีพเนจร on 13 Jan. 2005,10:13
flower.gif เรื่องนี้มีครบรสเลยแฮะ เศร้าสลด ตื่นเต้น เฮ้อเคยดูที่เค้าถ่ายเหตุการณ์ 6 ต.ค.ไว้ค่ะ ดูแล้วหดหู่มาก ๆ cry2.gif ฟ้าใหม่แล้วขอให้เหตุการณ์อย่างนั้นอย่าเกิดขึ้นอีกเลย flower.gif  toy19.gif  toy45.gif  toy44.gif
Posted by pakae on 18 Jun. 2005,04:26
อืม  ได้อ่านเรื่องเล่าตอนเข้าป่า   แล้วก็มีทั้งระทึกใจ
ตื่นเต้น  เศร้าใจ  แต่สุดท้ายแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง  ก็ต้องเดินไปตามครรลองที่ควรจะเป็น  แต่ก็ไม่อยากให้มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นมาอีกเลย
บทความนี้  คงจะทำให้เด็กรุ่นหลังๆได้เข้าใจสิ่งต่างๆดีขึ้น   ขอบคุณสำหรับเรื่องเล่าคะ
Posted by วันดี on 18 Jun. 2005,07:06
laugh1.gif สวัสดีค่ะpakae

laugh1.gif เข้ามาทักทายว่าคนเคยรู้จักกันหรือเปล่าคะ

Posted by pakae on 18 Jun. 2005,07:57
สวัสดีค่ะพี่วันดี love.gif

      ถ้าเป็นพี่วันดีคนเดียวกับในนกน้อยละก็เราเคยรู้จักกันมาแล้วคะ   พอดีเพิ่งทราบจากพี่แอ๊ดคะว่าเป็นพี่วันดีที่เราเคยรู้จักกันมาก่อน

      ที่แท้พี่วันดี  มาอยู่ที่นี่เอง   ก็พี่ไม่ไปที่นกน้อยอีกเลย เราก็เลยต้องตามมาหาเองไงละ  อุอุอุ

     ดีใจที่ได้พบพี่วันดีที่นี่ค่ะ  พี่วันดีเป็นอย่างไรบ้างคะ   ทุกอย่างดีขึ้นหรือว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว  เอาใจช่วยนะคะ   แต่คนเก่งๆ   ที่ผ่านเหตุการณ์มาได้ถึงเพียงนี้ต้องเป็นคนที่เข็มแข็งมากๆอยู่แล้ว   ได้มาอ่านเรื่องเข้าป่าแล้วอึ้งค่ะ  มีแต่คนไม่ธรรมดาในบ้านคนธรรมดาทั้งนั้นเลย   ข้าน้อยขอคาราวะ bowsdown.gif
Posted by วันดี on 19 Jun. 2005,00:35
wavey.gif ดีจังที่ป้าแก่มาบ้านนี้ด้วย  ขอบคุณที่ถามทุกข์  มันจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ  ลูกสาวบอกว่า  เมื่อมันเลวร้ายที่สุดแล้ว  สิ่งที่ตามมาจะดีขึ้น  เพราะจะไม่มีอะไรเลวร้ายกว่าเลวร้ายที่สุดค่ะ

wavey.gif ป้าแก่สบายดีนะคะ  พี่วันดีไม่ได้ไปเยี่ยมที่นกน้อย  เนื่องจากอยู่ในระยะยุ่งมาก  แว่บเข้าไปที่นั่นบ่อย ๆ แต่ไม่ได้เขียนด้วยเท่านั้นเอง  ส่วนใหญ่จะมาเขียนที่นี่ค่ะ  ป้าแก่เข้ามาอีกนะคะ  ที่ท้ายครัวคึกคักมากค่ะ  เข้าไปคุยกันที่นั่นด้วยนะ

Posted by KiLiN on 02 Oct. 2005,06:46
เข้าสู่เดือนตุลาอีกครั้งหนึ่ง เลยเอาบทเพลงเก่าๆ มารำลึกความหลัง





เพื่อมวลชน

คำร้อง : จิ้น กรรมาชน, นพพร ยศฐา
ทำนอง : จิ้น กรรมาชน
ขับร้อง : จิ้น กรรมาชน



ถ้าหากฉันเกิดเป็นนกที่โผบิน
ติดปีกบิน ไปให้ไกล ไกลแสนไกล
จะขอเป็นนกพิราบขาว
เพื่อชี้นำชาวประชาสู่เสรี

ถ้าหากฉันเกิดเป็นเมฆบนนภา
จะนำพาความร่มเย็นเพื่อท้องนา
หากฉันเกิดเป็นเม็ดทราย
จักถมกายเป็นทางเพื่อมวลชน

ชีวา.....................ยอมพลีให้
มวลชน.................ผู้ทุกข์ทน
ขอพลีตนไม่ว่าจะตายกี่ครั้ง


---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by pilgrim on 02 Oct. 2005,18:37
คุณ KiLin ทราบไหมคะ เพลงนี้เหมือนเป็นเพลงแม่บท ที่พวกเรามักนำไปหัดเล่นกีตาร์กัน ตอนนั้น พิลกริมกับเพื่อนๆก็เหมือนกันค่ะ กับอีกเพลงที่ขึ้นว่า

นกพิราบบิน เหินลอยทั่วไพรกว้าง ตะวันสาดแสงมา อาบไล้ปีกเจ้างาม...

มีเพื่อนคนหนึ่ง หยิบกีตาร์มาทีไร จะต้องขึ้นด้วยเพลงนี้ทุกที จนเพื่อนๆแซว baaa.gif
Posted by วันดี on 02 Oct. 2005,18:45
เพลงนี้ ชื่อว่า "แด่เธอผู้มีศรัทธาและความรัก"

วิญญาณของเธอนั้นไร้พันธนาการ
เสียงเธอก้องกังวานยิ่งกว่าเสียงฟ้าคนอง
เกียรติของเธอเสมอดังเรืองแสงทอง
ทาบฟ้าผ่องเรืองรองท้องนภา

เสียงเธอผ่องผุดบริสุทธิ์ด้วยศรัทธา
ก้องกังวานมาจากส่วนลึกแห่งดวงใจ
เสียงเธอก้องฟ้าข้ามป่าเขาลำเนาไพร
ปลุกความมั่นใจแด่ชนผู้ใฝ่เสรี

ใครกล้าประณามหยามว่าเธอมีราคี
โลกสดุดีเป็นศรีของมวลชน

ความรักศรัทธาใหญ่ยิ่งกว่ามหาสมุทร
ชะโลมจิตมนุษย์ให้ผุดผ่องโสภา
เจ้ายืนตระหง่านดุจปราการเหล็กศิลา
สูงสุดฟ้าศรัทธาจงเจริญ

แด่เธอผู้มีความรักสูงส่ง
แด่เธอผู้มั่นคงดุจศิลา
แด่เธอนักรบเสรีที่หาญกล้า
แด่เธอผู้มีศรัทธายิ่งใหญ่
แด่เธอผู้มีใจงามแสนงาม
แด่เธอผู้แทนนามชนชาวไทย
แด่เธอนักรบผู้ชูโบกธงชัย
แด่เธอผู้มั่นใจในศรัทธา

เชื่อเถิดแสงทองจะเรืองรองผ่องทาบขอบฟ้า
วันชัยนั้นจะมาความชั่วช้าจะสูญสิ้นไป
พวกเราพร้อมใจกันร่วมป้องกันเอกราชชาติไทย


รบกวนคุณaddหาเพลงนี้มาให้ฟังหน่อยค่ะ
Posted by มะเหมี่ยว on 03 Oct. 2005,21:07
love.gif เพื่อมวลชนมาแล้วค่ะหม่ามี้

 bowsdown.gif thankssign.gif  bowsdown.gif คุณ KiLiN ค่ะ
Posted by KiLiN on 03 Oct. 2005,23:35
ทราบข่าวว่า ตี้กรรมาชนได้เสียชีวิตแล้ว





ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย
และคุณงามความดี ความรัก ความศรัทธา ความมุ่งหวังต่อสิ่งที่ดีงาม
ที่คุณตี้ได้สั่งสมมาตลอดชั่วชีวิต 
จงดลบันดาลให้คุณตี้ ได้ไปสู่สุขคติภพ ด้วยเทอญ..




ถือโอกาสเอาเพลงแด่เธอ มาลงไว้แทนคุณแอ๊ดด้วย
เนื้อร้องอาจมีหลายตอนที่ไม่ตรงกับคุณวันดีโพสต์ไว้
แต่จะเป็นเนื้อเดียวกับในเพลงโดยตรง  เป็นเสียงร้องของเอื้อย จรยุทธ์ 





แด่...เธอ

ขับร้อง : เอื้อย จรยุทธ์


วิญญาณของ เธอนั้น ไร้พันธนาการ
เสียงเธอก้องกังวาน ยิ่งกว่าเสียงฟ้าคะนอง
เกียรติของเธอ เสมอดั่งเรืองแสงทอง
ทาบฟ้าผ่อง เรืองรองท้องนภา
เสียงเธอผ่องผุด บริสุทธิ์ด้วยศรัทธา
ก้องกังวานมา จากส่วนลึกแห่งดวงใจ
เสียงเธอก้องฟ้า ข้ามป่าเขาลำเนาไพร
ปลุกความมั่นใจ แด่ชนผู้ไร้เสรี

ใครกล้าประณาม หยามว่าเธอมีราคี
โลกสดุดี เป็นศรีของมวลชน

ความรักศรัทธา ใหญ่ยิ่งกว่ามหาสมุทร
ชะโลมจิตมนุษย์ ให้ผุดผ่องโสภา
เจ้ายืนตระหง่าน ดุจปราการดังเหล็กศิลา
สูงสุดขอบฟ้า ศรัทธาจงเจริญ

แด่เธอ...ผู้มีความรักสูงส่ง
แด่เธอ...ผู้มั่นคงดุจศิลา
แด่เธอ...สหายผู้หาญกล้า
แด่เธอ...ผู้มีศรัทธายิ่งใหญ่
แด่เธอ...ผู้มีใจงามแสนงาม
แด่เธอ...นักรบผู้นำชนชาวไทย
แด่เธอ...วีรชนผู้ชูโบกธงชัย
แด่เธอ...ผู้มั่นใจในศรัทธา

เมื่อคราแสงทอง จะเรืองรองส่องจากขอบฟ้า
วันแห่งชัยนั้นจะมา ความชั่วช้าจะหมดสิ้นไป
พวกเราพร้อมใจกัน เพื่อสร้างสรรค์ เอกราช..ชาติไทย


---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by add on 04 Oct. 2005,02:48
ขอบคุณค่ะคุณคิลิน bowsdown.gif

      เมื่อวานนี้เดินทางไปปลงศพ สหายต้น ที่บางนา ก็มีเพื่อนโทรมาบอกข่าวว่าตี้เสียแล้ว แม้ว่าเราจะเตรียมใจกันไว้แล้วแต่ก็อดสะเทือนใจไม่ได้ พวกเราส่วนหนึ่งหลังจากที่เสร็จพิธีฌาปนกิจแล้วจึงพากันขับรถไปอยุธยากันเลย( ป่อง ต้นกล้า แก้ว ศิลา โคมฉาย  พอไปถึงก็มีคุณ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ คุณทองขาว นิตยา บักวี + เลดี้ คุณแม่ตี้ คุณเรดซัน คุณชงโค คุณดิน พี่สม น้องไดโล ฯลฯ กำลังพูดคุยกันเรื่องการจัดงานศพ รู้คร่าวๆว่า ปลงศพวันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคมนี้ที่วัดสุวรรณดาราราม (พอเสร็จงานศพ ลูกสาวตี้ก็ต้องไปนิวซีแลนด์ต่ออีก 3 วิชา ก็จบปริญญาตรี)

     รูปนี้เป็นภาพยามเย็นที่วงเวียนกลางเมืองอยุธยา ก่อนถึงบ้านตี้

     

      แด่ตี้

      ถึงเพื่อนอยู่ห่างไกลมองไม่เห็น
      เธอยังเป็นคนที่เราเฝ้าคิดถึง
      เพราะตัวเธอมีค่าควรหวนคะนึง
      มีความดีที่ตราตรึงงามซึ้งใจ

 

Posted by pilgrim on 04 Oct. 2005,10:53
ขอร่วมไว้อาลัย คุณตี้ ด้วยคนนะคะ tinyrose.gif

เธอคือสายฝนที่หล่นร่วง
กลายเป็นห้วงมหาสมุทรสุดไพศาล
คือธุลีดินร่วงลงเต็มลาน
เหลือไว้เพียงตำนานให้ขานนาม

ขอคุณตี้สถิตในสัมปรายภพค่ะ
Posted by วันดี on 04 Oct. 2005,20:06
แด่ตี้

แด่เธอผู้มีความรักสูงส่ง
แด่เธอผู้มั่นคงดุจศิลา
แด่เธอนักรบเสรีที่หาญกล้า
แด่เธอผู้มีศรัทธายิ่งใหญ่
แด่เธอผู้มีใจงามแสนงาม
แด่เธอผู้แทนนามชนชาวไทย
แด่เธอนักรบผู้ชูโบกธงชัย
แด่เธอผู้มั่นใจในศรัทธา

Posted by pakae on 05 Oct. 2005,00:14
ขอร่วมไว้อาลัยคุณตี้และแสดงความเสียใจกับครอบครัวคุณตี้ด้วยค่ะ     tinyrose.gif  tinyrose.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 05 Oct. 2005,00:27


"หลับให้สบายนะคะคุณตี้" bowsdown.gif

Posted by ไหมหนัน on 05 Oct. 2005,09:17
tears1.gif  ตือ ohman.gif  ต้อม ohman.gif  ต้น ohman.gif  ตี้ ohman.gif  ask.gif
Posted by KiLiN on 05 Oct. 2005,11:56
มาโพสต์ตัว ต ต่อจากคุณไหมหนัน ตาย 
เพลงความตาย ซึ่งขับร้องโดย ตี้ กรรมาชน
ช่วงสุดท้าย จะมีเสียงของ อ๊อด กรรมาชนด้วย





ความตาย

คำร้อง : จิ้น กรรมาชน
ขับร้อง : ตี้ กรรมาชน
จากชุดรวมวงแสดงสด ๑๔ ตุลาคม ๒๕๓๒



ชีวิตคนนั้นมีมาก แต่เป็นคนยากหนักหนา
ตายเพื่อประชา หนักกว่าภูผา ชีวาสูงค่า
มวลประชา เทิดไว้ความดี

แต่บางคน ใจอำมหิต กดขี่คน ขูดรีดประชา
ตายอย่างขนนก เบากว่าแรงใด ชีวาไร้ค่า
ปวงประชา จะเอาขึ้นศาลลงทันฑ์

....ความตาย...อย่างมีค่า
....ความตาย...หนักกว่าภูผา
....ชีวา...ยอมสละ..เพื่อมวลชน 

  
---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by KiLiN on 06 Oct. 2005,12:04
เพลงนี้แสดงที่สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ 
เนื่องในวาระครบรอบ ๒๐ ปี ๖ ตุลา 
เป็นเพลงที่อยากนำมาโพสต์นานแล้ว
ถือโอกาสนำมาโพสต์วาระเวียนมาครบอีกครั้งหนึ่ง ๖ ตุลา 





เทอดอิสรา

ป่อง - ต้นกล้า
แสดงสดวงดอกหญ้าไหว ๒๐ ปี ๖ ตุลา



ฟ้าแดงฉาน...............ฟ้าแดงฉาน
ลำน้ำเดือด................ลำน้ำเดือด
เลือดเพื่อนไหล ไหลโลมทั่วพสุธา
เพื่อนผู้หาญ โถมกายลงทุกหย่อมหญ้า
โขดเขาราวป่า ด้วยศรัทธาแกร่งไกร

ชูชัย...เทอดอิสรา...................


วิญญาณเขา.............วิญญาณเขา 
เนาว์ดาวเด่น... .........เนาว์ดาวเด่น
ไม่ซ่อนเร้น ฉายโชน กลางใจประชา
ซื่อสดใส ไร้กล ลวงเล่ห์มารยา
สว่างไสวเจิดจ้า สง่างามล้ำชั่วกัลป์

ชูธรรม...นำสันติธรรม................
...............ชูธรรม...นำสันติธรรม


เทอดจิตใจ.............เทอดจิตใจ
หาญกล้า................หาญกล้า
๖ ตุลา ยืนยงมั่นคงตระกาล
สถิตใน ใจไทย แนบจิตวิญญาณ
สืบสาน พิสุทธิ์ ร่วมกันรุดหน้าไป

ชูชัย...เทอดอิสรา.................
..................ชูชัย...เทอดอิสรา


  
---- ---- ---- ---- ---- ----




Posted by add on 09 Oct. 2005,00:19





แด่..ตี้ กรรมาชน..

ปี่โอโบพลิ้วผ่านเสียงหวานแว่ว
แซกโซโฟนเป่าแผ่วเสียงแหบพร่า
แอคคอร์เดียนเสียงใสใส่ลีลา
เร่งจังหวะเริงร่าอย่างท้าทาย

เสียงของเขากังวานสะท้านก้อง
ดุจเสียงเพรียกเรียกร้องไม่ห่างหาย
ของผู้คนทนทุกข์ทั้งใจกาย
สื่อความหมายเป็นเพลงบรรเลงไว้

"ความหวังดีที่เธอให้แก่สังคม 
ฉันชื่นชมเธอเสมอ.."เธอรู้ไหม
"เพื่อพี่น้องผองเพื่อนผู้ยากไร้
รวมดวงใจของเราเข้าฝ่าฟัน"

ตี้คือกรรมาชนคนหาญกล้า
เพื่อประชามุ่งไปไม่หวาดหวั่น
ถึงไปไกลแค่ไหนก็ไปกัน
ทั้งชีวิตอุทิศมั่นอุดมการณ์

ไม่มีปี่พลิ้วหวานที่ลานป่า
ใบไม้ร่วงหล่นลาคราลมผ่าน
หยาดน้ำตาร่วงหล่นปนสายธาร
คารวะดวงวิญญาณวีรชน


---- ---- ---- ---- ---- ----



' พลังใจ '



Posted by KiLiN on 12 Oct. 2005,07:14








คนภูเขา

คำร้อง : วิสา คัญทัพ
ทำนอง : สุรชัย จันทิมาธร
ดัดแปลงจากเพลง : เน็ด เคลลี่



ร้อนดาวร้อยเดือนมา
ร้อยดวงมาเรียงเป็นวง
ร้อยใจสายใยยาว
กูเกี่ยวดาวมาไว้ดิน

ชาวนาผู้ขมขื่น
เขาหยัดยืนขึ้นถือธง
คือคนคงคู่คน
เปล่งเสียงสู้เหนือภูพาน

คือผู้ที่อยู่ป่า
เป็นแนวหน้ากลางป่าเขา
คือดาวที่วาวเงา
อันทอดดวงเอื้อปวงชน

ร้อยดาวร้อยเดือนมา
ร้อยดวงมาเรียงเป็นวง
ร้อยชนที่ชูธรรม
ชนจะนำไปชูไท


  
---- ---- ---- ---- ---- ----



Posted by KiLiN on 13 Oct. 2005,20:35
เอาเพลงเก่าๆมาให้ฟัง
ข้าวคอยฝน แสดงสดเนื่องในงานธรรมศาสตร์ ๕๐ ปี
ชอบข้าวคอยฝนเวอร์ชั่นนี้ ฟังเสียงฟรุ๊ตจากพงษ์เทพ music.gif






ข้าวคอยฝน

คำร้อง : สุรชัย จันทิมาธร
ทำนอง : พื้นบ้านเขมร



อยู่อย่างข้าวคอยฝน
บ่พ้นราแรงแห้งตาย
ชีวิตชีวาน่าหน่าย
จะหมายสิ่งหมายไม่มี

จากบ้านเกิดเมืองนอน
พเนจรลูกเล็กเด็กแดง
สองขาของเฮามีแฮง
ตะวันสีแดงส่องทาง

ส่องทางให้เห็นเส้นทาง
ร่วมทางเพื่อชูชัยมา
เพื่อท้องนาประโยชน์อุดม
ทุนนิยมจำถูกทำลาย

อยู่อย่างข้าวคอยฝน
กี่คนกี่คนแห้งตาย
กี่คนกี่คนสบาย
ขี่ควายไม่เหมือนขี่คน


  

---- ---- ---- ---- ---- ----



Posted by add on 14 Oct. 2005,20:03
มาแล้วค่ะ คุณไหมหนัน น้องต้นหอม เพลง < Unchained  Melody >  ที่คุณไหมหนันเปิดกระทู้เข้าป่า  อ่านเรื่องของคุณตี้ แล้วฟังเพลง นี้คลอไปด้วยจนร้องไห้กันไปหมด

          เพลงไทยสากลที่คุณตี้ชอบร้องคือเพลง < สไบแพร >  เพราะเคยได้ยินพ่อร้องให้ฟังบ่อยๆ

         เรื่องเล่าเกี่ยวกับตี้  ....... thumbsup.gif

         คืนก่อนที่ตี้จะเข้า รพ. มีเพื่อนคนหนึ่งฝันว่า  ไปเจอตี้  แต่ข้างหลังตี้กลับเป็นภาพของตี้เองใส่กรอบไว้

          วันที่ตี้เสีย 2 ต.ค. เป็นวันที่กำลังเดินทางไปงานฌาปนกิจศพ สหายต้น   เพื่อนโทรมาบอก  เราเศร้าใจจึงเอาแผ่นเพลง mp 3  ที่มีเพลง 200 กว่าเพลงมาเปิดจนเจอเพลง สไบแพร  ก็ฟังจบเพลงนี้แล้วก็เปิดเพลงต่อๆไปฟังไปเรื่อยๆ  จนถึงมอเตอร์เวย์ก็หยุดแวะกินข้าว   พอกินข้าวเสร็จขึ้นรถ  ก็จะเปิดฟังเพลงที่ฟังค้างไว้ต่อ  พอเปิดขึ้นมา  กลับกลายเป็นเพลง  สไบแพรอีก  เล่นเอาขนลุก น้ำตาซึม  นั่งอึ้งไปและฟังเพลงนี้อีกรอบจนจบ  ในใจก็คิดว่า  เขาคงอยากฟังเพลงนี้ละมั้ง  หรือไม่เขาก็มาแหย่เราเล่น  cry2.gif

          ส่วนเพื่อนอีกคน  อยู่ต่างจังหวัดเหมือนกัน ลังเลว่าจะไปงานตี้ดีไหม?  เขาบอกว่ากลางคืนเขาอยู่ในห้องแอร์ที่มิดชิด กลับมีกลิ่นธูป   วันต่อมาเขาจึงต้องมางานศพ

           ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เหอๆ   tongue.gif
Posted by KiLiN on 15 Oct. 2005,06:52








นกสีเหลือง

คำร้อง/ทำนอง : วินัย อุกฤษณ์
- คาราวาน -



กางปีก หลีกบิน จากเมือง. ...เจ้านก สีเหลือง จากไป.
เจ้าบิน ไปสู่ เสรี. ...บัดนี้ เจ้าชี วาวาย
ฮือ.. ฮือ......

เจ้าเหิร ไปสู่ ห้วงหาว. ...เมฆขาว ถามเจ้า คือใคร.
อาบปีก ด้วยแสง ตะวัน. ...เจ้าฝัน ถึงโลก สีใด
ฮือ.. ฮือ......

(พูด) คุณจำได้ไหม เหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๔-๑๕ ตุลาคม..
คุณจำได้ไหม รอยเลือด คราบน้ำตา และฝันร้ายของผู้คน
วีรชนคนหนุ่มสาวของเรา ได้ตายไปท่ามกลางห่ากระสุนและแก๊สน้ำตา
ตายไปขณะชูสองมืออันว่างเปล่า เพื่อเรียกร้องหาเสรีภาพ
ณ บัดนี้ขอให้พวกเราจงพากันหยุดนิ่ง
และส่งใจระลึกถึงไปยังพวกเขาเหล่านั้น
อย่างน้อยก็เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ
และจะได้เป็นกำลังใจสำหรับผู้ที่จะอยู่ต่อสู้อีกต่อไป

กางปีก หลีกบิน จากเมือง. ...เจ้านก สีเหลือง จากไป.
เจ้าคือ วิญญาณ เสรี ...บัดนี้ เจ้าชี วาวาย
ฮือ.. ฮือ......

เจ้าคือ วิญญาณ เสรี ...บัดนี้ เจ้าชี วาวาย

  
---- ---- ---- ---- ---- ----



Posted by KiLiN on 17 Oct. 2005,06:51
สานแสงทอง เพลงเพื่อชีวิตเพลงแรกๆ
ซึ่งเอาทำนองมาจากเพลง เพลง Find The Cost of Freedom ของ Crosby, Stiils, Nash & Young






Find The Cost of Freedom

Crossby, Stills, Nash & Young
- 1970 -
Lyric : Stephen Stills
Vocals : Crossby, Stills, Nash & Young
Guitars : Stephen Stills, Neil Young



Find the cost of freedom, buried in the ground.
Mother Earth will swallow you,
Lay your body down.  

---- ---- ---- ---- ---- ----








สานแสงทอง

คอนเสิร์ตอำลาฅาราวาน ๑๕ ปี
คำร้อง : สุรชัย จันทิมาธร
ทำนอง : เพลง Find The Cost of Freedom ของ Crosby, Stiils, Nash & Young



ขอผองเราจงมาร่วมกัน ผูกสัมพันธ์ยิ่งใหญ่
สานแสงทองของความเป็นไทย
ด้วยหัวใจบริสุทธิ์.  

---- ---- ---- ---- ---- ----



Posted by KiLiN on 23 Oct. 2005,05:33







ดาวแดงแห่งภูพาน

คำร้อง-ทำนอง::ศิลาโคมฉาย
เรียบเรียงเสียงประสาน: พีรภา อภิสุข
บรรเลงเปียโน: พีรภา อภิสุข



เหนือแผ่นดินสูงแห่งแดนอีสาน   
สูงเอยภูพานเป็นกำแพงตระหง่านเสียดฟ้า
ดาวแดงเด่นฉานคู่ขานภูพานนานมา  
เป็นดาวแดงแห่งประชาชี้ทางคนจนพ้นความระทม

โอ้...ดาวแห่งพรรคประกายใสส่อง
อาบอิ่มใจผองเรานักรบกล้า
ยืนต้านศัตรูกู้ถิ่นมารดา
ภูพานอาบทาเลือดวีรชน

เหนือแผ่นดินสูงแห่งแดนอีสาน
สูงเอยภูพานเป็นดวงใจของมวลประชา
ดาวคือความหวังรุ่งรางตามกาลเวลา
เป็นดาวแห่งศรัทธารุ่งในใจคนไม่มีเลือนลาง

  
---- ---- ---- ---- ---- ----



Posted by chobchat on 28 Nov. 2005,21:35
สารภาพว่า เพิ่งมาเห็นกระทู้นี้เป็นครั้งแรก
ใช้เวลาสามชั่วโมง อ่านเรื่องราว 23 หน้า อ่านอย่างตั้งใจอ่านมาก
ได้ภาพการเข้าป่าที่ชัดเจนขึ้น แม้ตัวเองจะไปถึงกับเข้าป่า แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น มีผลกระทบต่อจิตใจมาก กลุ่มเพื่อน ๆ ที่เข้าป่า จะเข้าทางโคราช เข้าทางน่านบ้าง มีเพื่อนรักคนหนึ่งถูกยิงตายในป่า เพราะเกิดการหักหลังกันเอง ยังได้เห็นเรื่องราวของเขาจากหนังสือ รำลึกถึงเพื่อนเดือนตุลา ที่ได้มาตอนงานรำลึก 25 ปีหกตุลาคม เพื่อนอีกหลายคนรอดจากป่ากลับมาเรียนต่อเมื่อปี 23 บางคนเปลี่ยนไปนับถือคริสต์ บางคนไปตั้งรกรากต่างประเทศ อีกหลายคนยังได้ไปร่วมม๊อบมือถือเมื่อเดือนพฤษภาคม 35
มีคนรู้จักคนหนึ่ง ไปทำงานด้วยกัน นั่งเครื่องกลับมาจากย่างกุ้ง เห็นมือเขา เห็นเล็บเขา เล็บนิ้วโป้งผิดรูป ดูเหมือนคนกรำงาน ไม่เหมือนนักวิชาการที่อยู่กับโน๊ตบุ๊คตลอดเวลาอย่างที่เห็น ก็ถามว่า ไปทำอะไรมา เขาก็บอกตรง ๆ ว่า โดนปืนกระแทก ก็เลยได้คุยกัน ความสนิทสนมเกิดขึ้นเร็วมาก เขาเล่าว่าเดินเท้าออกทางโคราชแล้วไปจนถึงเมืองจีน เมืองอะไรจำไม่ได้แล้ว แต่อยู่ในป่าตามเส้นทางสายนั้นหลายปี จนรู้จักเส้นทางอย่างดี เมื่อคนในป่ากลับเข้าเมือง เวลาผ่านไป ความชำนาญของเขา กลายมาเป็นประโยชน์ให้ฝ่ายทหาร ตอนที่มีการจัดทำ แผนที่ GIS ฟังเรื่องของเขาเพลินมาก ปัจจุบัน เขาเป็นนักวิชากรเวลามาทำงาน เป็นชาวสวนและเป็นครูเวลาอยู่บ้าน เขาปลูกข้าวกินเอง เกี่ยวข้าว ปีนต้นมะพร้าว เรื่องราวของเขาน่าสนใจ สองชั่วโมงจากย่างกุ้งถึงกรุงเทพ ผ่านไปไม่รู้ตัว เหมือนกับได้อ่านเรื่องราวตรงนี้ เพลินจนเพิ่งจะรู้ว่าอู้งานมาเกือยสามชั่วโมงแล้ว ขอตัวไปทำงานละค่ะ
ขอบคุณสหายทุกท่าน ที่นำประสบการณ์จริงมาเผยแพร่ค่ะ ฟังมาเยอะ แต่จะเป็นเขตจัดตั้งด้านอีสานกับเหนือ เพิ่งเคยได้อ่านเรื่องทางใต้นี่แหละค่ะ bowsdown.gif
Posted by add on 06 Dec. 2007,21:13
เมื่อบ่ายวันนี้สหายจันทร์  หรือ  มด  วนิดา  ตันติวิทยาพิทักษ์  เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง   ตั้งศพบำเพ็ญกุศลอยู่ที่ศาลา 3  วัดวชิระธรรมสาธิต  สุขุมวิท 101/1  ฌาปนกิจ วันที่ 12 ธันวาคม 2550


                 แด่ มด - สหายจันทร์...

              ตัวเธอคือมดงานขยันยิ่ง

            เป็นยอดหญิงแกร่งกล้าท้าความฝัน

            เพื่อคนจนเธอยอมพลีแม้ชีวัน

            เธอคือจันทร์ประดับในใจทุกคน


                        ----------

Posted by วันดี on 07 Dec. 2007,07:23
คารวะมดด้วยใจทั้งดวง

EM145.gif

บทกวีของมดที่ชื่อว่า "ฉันคือหิ่งห้อย"  ไพเราะมาก  และเป็นตัวตนของมดจริง ๆ คุณaddหามาลงที่นี่หน่อยได้ไหมคะ

Posted by วันดี on 07 Dec. 2007,08:02
ฉันคือหิ่งห้อย





...ฉันคือหิ่งห้อย



ฉันจะเรืองแสงในยามที่ทุกสิ่งมืดมิด

ฉันจะบินว่อนฉวัดเฉวียน

เฝ้าดูความเป็นไปของสรรพสิ่งอย่างเงียบสงบ

ฉันจะมีอุเบกขา ในสิ่งที่พบเห็น

จะไม่ยินดี หรือยินร้าย ต่อทุกข์โศก หรือรื่นรมย์



ฉันภาวนาขอให้ผู้คนที่ทนทุกข์ และตัวฉัน

ได้หลุดพ้นจากโซ่ตรวนของกิเลส และตัณหา

ฉันภาวนาให้พ่อแม่ พี่น้องของฉัน หลานของฉัน

เป็นเช่นหิ่งห้อย

เรืองแสงร่วมกันบนหนทางธรรม



ฉันจะร่วมกับหิ่งห้อยนับล้านล้าน

ทอแสง สร้างขวัญ ขึ้นแทนหมู่ดาว



คราเมื่อพระอาทิตย์ส่องแสงพราว

หิ่งห้อยน้อยค่อยจากจร….





วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์

20 กันยายน 2546

เขียนขึ้นจากแรงบันดาลใจในการเข้าฝึกปฏิบัติธรรม

ณ ศูนย์ฝึกอบรมวิปัสสนากรรมฐานโกเอ็นก้า..




EM145.gif

Posted by pilgrim on 07 Dec. 2007,08:51
ขอคารวะและไว้อาลัยพี่มดด้วยคนค่ะ

ถึงจะไม่เคยได้คุยกัน แต่ก็เคยเห็นพี่อยู่บนเส้นทางสร้างธรรมเสมอๆ

และเป็นพี่สาวของเพื่อนสมัยเมื่อเรียนปริญญาตรี

หลับให้สบายนะคะ
โลกนี้ยังจะมีหิ่งห้อยนับร้อยนับหมื่นโบยบิน............

เพลงหิ่งห้อย

ขอเป็นเหมือนดังหิ่งห้อย
แสงเรืองน้อยพราวไสว
ส่องเป็นกำลังใจ
อยู่ชิดใกล้เพื่อมวลชน

เมื่อยามฟ้ามืดดับ
แสงเดือนลับเวหาหน
หิ่งห้อยบินลอยวน
เพื่อให้คนเห็นเป็นความหวัง

ยึดมั่นสัจธรรม
แต่ต้องจำเป็นถอยหลัง........


จากบทเพลงหิ่งห้อย

Posted by KiLiN on 07 Dec. 2007,20:58
< บทเพลงหิ่งห้อย  ที่เคยโพสต์ไว้เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว (14 กย. 2545) >


Posted by วันดี on 10 Dec. 2007,12:52
คุณKiLinคะ  

ขออนุญาตนำปาฐกถาของมดเรื่องทำไมต้องช่วยคนจน ที่เธอแสดงเมื่อต้นปี2540มาลงที่นี่ได้ไหมคะ

Posted by KiLiN on 10 Dec. 2007,23:38
ได้ครับ  ยินดีครับ  flo_1.gif
Posted by วันดี on 11 Dec. 2007,08:25
‘ทำไมต้องช่วยคนจน’
โดย วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์
ปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง ประจำปี 2540
แสดง ณ หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540

****************
1
กราบสวัสดีท่านอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ อาจารย์ประเวศ วะสี ผู้ที่ดิฉันเคารพเสมอมา กราบสวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่านที่ได้สละเวลามาในวันนี้ และต้องขอขอบคุณพี่ชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ ที่ได้กรุณาแนะนำตัวดิฉัน ซึ่งดิฉันรู้สึกว่า พี่ชาญวิทย์เป็นพี่ชายของดิฉันมาโดยตลอด และต้องขอขอบพระคุณมูลนิธิโกมลคีมทองที่ได้จัดงานนี้ขึ้นมา

ความจริง ดิฉันค่อนข้างจะละอายใจที่ได้รับเกียรติเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันคิดว่าการพูดของดิฉันในวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากหัวใจของดิฉัน อีกส่วนหนึ่งมากจากเสียงเรียกร้องของคนจน และอีกส่วนมาจากวีรชนนิรนามทั้งหลาย ที่เป็นผู้อุทิศทำงานเพื่อคนยากจน เพื่อความเป็นธรรมในสังคม แต่ไม่เคยปรากฎชื่อเสียงเรียงนาม

มีผู้ตั้งคำถามมากมายว่าทำไมต้องช่วยคนจน ทำไมไม่เอาตัวเองให้รอดเสียก่อน ทำไมจะต้องไปยุ่งเกี่ยวเรื่องของคนอื่น และก็มีคำถามอีกมากมาย เบื้องหลังของคำถามนี้ บางครั้งก็มาจากความห่วงใย แต่บางครั้งก็ด้วยความขุ่นเคือง

ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ความยากจนเป็นสิ่งที่ทุกคนรังเกียจ และพยายามจะหนีไปให้ไกลที่สุด บางคนพยายามจะฆ่าตัวตายเพื่อหนีความยากจน และบางคนพยายามจะฆ่าคนอื่นเพื่อหนีให้พ้นความยากจนเช่นกัน สภาพชีวิตของดิฉันที่ผ่านมา บางครั้งก็อาจเรียกได้ว่ายากจนอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงขนาดอดมื้อกินมื้อ หรือไม่มีที่นอน ถ้านับว่ามีคนจนมากมายแค่ไหนในประเทศนี้ สมมติว่ามีประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ดิฉันคิดว่าดิฉันยังอยู่ห่างจากพวกเขาหลายเท่าตัวนัก


แต่ดิฉันคิดว่าความยากจนไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจ ถ้าเป็นเพียงความยากจนทางด้านวัตถุ หรือว่าไร้ชื่อเสียงเกียรติยศต่างๆ

เพราะว่าความยากจนก่อให้เกิดความเรียบง่าย ความสมถะ และลึกๆ แล้วมีความสุข


(ติดตามตอนต่อไปค่ะ)

Posted by วันดี on 12 Dec. 2007,10:37
2
ดิฉันเคยเป็นแม่ค้า เคยมีชีวิตต้องดิ้นรนอยู่กับการคำนวณตัวเลข การกักตุนสินค้า การพูดคุยหลอกล่อผู้คน ซึ่งดิฉันประสบความสำเร็จพอสมควร แต่ดิฉันก็รู้สึกว่าการประสบผลสำเร็จเช่นนั้น ดิฉันไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่นัก เพราะในโลกของการแข่งขัน เราไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง และรู้สึกว่าเป็นนายพรานที่คอยล่าเหยื่อ

ดิฉันคิดว่ามนุษย์ในสังคมทุกวันนี้ ทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นทั้งนายพรานและเป็นทั้งเหยื่อ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีสัญชาตญาณการเอาตัวรอด แต่มนุษย์มีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดซึ่งอยู่บนความวอดวายของสิ่งอื่นๆ ได้อย่างน่าตกใจ

หลายครั้งที่ดิฉันประสบความล้มเหลว ประสบภาวะล้มละลายหรือถังแตก แต่ในภาวะอย่างนั้น ดิฉันกลับพบมิตรแท้ เพื่อนที่คอยเอื้ออาทร ช่วยเหลือเกื้อกูลโดยที่ไม่มุ่งหวังสิ่งตอบแทน

ดิฉันเคยเดินเข้าไปในสลัม ได้รับการต้อนรับจากผู้คนในสลัม ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยรู้จักหัวนอนปลายตีนมาก่อน แต่เขาก็ให้การต้อนรับด้วยสิ่งที่ดีที่สุดที่เขามีอยู่

ดิฉันเคยไปที่บ้านของคนจนในประเทศอินเดีย บริเวณเทือกเขาหิมาลัย พวกเขาให้การต้อนรับดิฉันเหมือนเป็นคนในครอบครัวของเขา ภายใต้เสื้อผ้าขาดๆ หรือใบหน้ามอมแมม ดิฉันพบความจริงใจอยู่มากพอสมควร

นี่คือสิ่งที่ดิฉันพยายามบอกว่า ในความยากจนนั้นก็มีสิ่งที่ดีงามอยู่มากมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าความยากจนจะดี หรือความมั่งมีจะไม่ดี เพียงแต่สาระสำคัญที่แท้จริงของธรรมชาติก็คือ ในความมืดย่อมสามารถหาแสงสว่างได้ และในความสว่างจ้าเฉกเช่นดวงอาทิตย์ ก็ยังมีความมืด นั่นคือหลุมดำอยู่เช่นกัน เพราะฉะนั้น จะมั่งมีหรือจะยากจน เราสามารถแสวงหาความสุขได้เท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับใจของเราเอง

ความยากจนคืออะไร ดิฉันคิดว่าแม้ไม่จบ ป.4 หรือ ป.6 ทุกคนก็ตอบได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ดิฉันคิดว่าความยากจนน่าจะเกิดมาจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกรังแกและขาดโอกาส

มีบางคนบอกว่า ไม่มีความยากจนถ้าพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ แต่ดิฉันขอเสริมว่า ไม่มีความทุกข์ยาก ถ้ามีความยุติธรรม ทำไมดิฉันใช้คำว่าความทุกข์ยาก เพราะบางครั้งความ ยากจนไม่ใช่ความทุกข์ เช่น ไม่มีเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ อาจจะไม่ใช่ความทุกข์ แต่ถ้าเราไม่มีจะกิน ไม่มีที่อยู่อาศัย ดิฉันคิดว่านี่คือความทุกข์

(ยังมีต่อค่ะ)

Posted by pilgrim on 12 Dec. 2007,20:37
ติดตามอ่านด้วยความซาบซึ้งใจค่ะ พี่วันดี EM111.gif
Posted by วันดี on 13 Dec. 2007,12:43
มุมมองของเขาสวยงามนะพิลนะ
3
ดิฉันคิดว่าสาเหตุแห่งความทุกข์ยากเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องของเวรกรรม เพราะว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน มนุษย์ทุกคนเกิดมาตัวเปล่า ไม่มีอะไรติดตัวออกมาเลย แต่ทำไมบางคนมีชีวิตที่สุขสบายโดยไม่ต้องทำงานหนัก แต่ทำไมบางคนทำงานหนักแทบตาย เพียงเพื่อจะมีอาหารแค่มื้อนี้หรือมื้อหน้าเท่านั้น ดิฉันคิดว่าน่าจะมีอะไรซับซ้อนมากกว่านั้น

เมื่อห้าปีที่แล้ว ดิฉันได้ไปที่จังหวัดอุบลราชธานี ชาวบ้านที่นั่นยังมีวิถีชีวิตดั้งเดิม หาปลาเพื่อที่จะเป็นอาหาร เพื่อที่จะเป็นค่าเล่าเรียนของลูก ใช้พักผ่อนหย่อนใจ หรือเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย พวกเขามีวิถีชีวิตเช่นนี้มานานหลายร้อยปี หลักฐานสำคัญคือ ชุมชนที่ตั้งอยู่ริมน้ำมูลนั้นเป็นชุมชนที่ใหญ่พอสมควร พื้นดินไม่ค่อยมีความอุดมสมบูรณ์ แต่ธรรมชาติก็ได้ให้แม่น้ำมูลที่มีความอุดมสมบูรณ์ แม่น้ำมูลช่วงปลายในจังหวัดอุบลราชธานีมีแก่งต่างๆ ถึง 30 กว่าแก่ง ประชาชนชาวบ้านปากมูลใช้ชีวิตอยู่บนแก่ง เช้าขึ้นก็จะลงไปที่แก่ง เอาเบ็ด เอาแห เอาอวน หรือเครื่องมือต่างๆ ที่ทุกคนถนัดใช้จับปลา ผู้หญิงหรือคนแก่ก็จะเข้าป่า เก็บผัก ผ่าฟืน หากได้ปลามาก ก็จะหาบปลาไปแลกข้าว เพราะที่นั่นไม่ค่อยจะมีนาปลูกข้าว ที่ดินไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าที่ควร

ดิฉันได้ไปที่นั่น ขณะที่ชาวบ้านกำลังต่อต้านการสร้างเขื่อนปากมูล เขื่อนปากมูลได้รับการอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรีในยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และก่อสร้างในยุค รสช. ดิฉันทราบภายหลังว่าการอนุมัติสร้างเขื่อนปากมูล คณะรัฐมนตรีไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เขาอนุมัติเพราะตัวเลขความสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าตกใจ เพราะว่าแม่น้ำมูลช่วงปลายเป็นที่อุดมสมบูรณ์แห่งเดียวของภาคอีสานที่เหลืออยู่ เป็นบริเวณเดียวที่เป็นทางเข้าของปลาที่มาจากแม่น้ำโขง ซึ่งหล่อเลี้ยงผู้คนภาคอีสานกว่า 11 จังหวัดที่แม่น้ำมูลไหลผ่าน

ทำไมดิฉันถึงเข้าร่วมกับชาวบ้านที่ปากมูล ตอนนั้นดิฉันยังไม่เข้าใจอะไรมากนัก เพราะกินข้าวเหนียวไม่เป็น ปลาร้าก็ยังไม่รู้จัก เคยเห็นแต่อยู่ในจานหรือเคยได้ยิน ไม่เคยเข้าใจวิถีชีวิตของคนอีสาน การเข้าร่วมกับชาวบ้านปากมูล เป็นครั้งแรกที่ดิฉันเรียนรู้ว่า วิถีชีวิตของคนชนบทที่พึ่งพาธรรมชาติมีความละเอียดอ่อนมากแค่ไหน

ชาวบ้านไม่มีธนาคาร ไม่มีเงินฝากธนาคาร ไม่มีห้างสรรพสินค้าจะไปจับจ่ายซื้อของ เพราะเขาไม่มีเงิน แต่เขาอยู่ได้อย่างไร เขาอยู่กับธรรมชาติค่ะ ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทำให้ขาสามารถเลี้ยงลูกหลานสืบทอดมาจนกลายเป็นชุมชนที่ใหญ่โตของบริเวณอำเภอโขงเจียม อำเภอสิรินธร และอำเภอพิบูลมังสาหาร ฟังชื่อก็ทราบแล้วว่าพิบูลมังสาหารแปลว่าอะไร

มีแม่ใหญ่คนหนึ่งเป็นผู้นำการต่อสู้ของชาวบ้านปากมูล พูดภาษาไทยไม่ได้ แต่พูดภาษาอีสานบอกว่า ถ้ามีคนขึ้นมาบนบ้าน แล้วบอกให้ถอนเสาเรือนออกไป อพยพออกไป จะมีความรู้สึกอย่างไร นี่คือคำพูดของแม่ใหญ่เต่านาจาน ซึ่งท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว ในขณะที่การต่อสู้ของชาวบ้านปากมูลยังคงอยู่

พี่น้องคะ ขณะนี้ชาวบ้านปากมูลไม่เหลืออะไรแล้วในชีวิต เพราะเขาไม่เคยฝากเงินกับธนาคาร ไม่เคยรู้ว่าวันใดที่รัฐบาลจะมาสร้างเขื่อน ซึ่งเขาไม่สามารถหากินบริเวณนั้นได้อีกต่อไป แม่น้ำมูล ธรรมชาติริมมูล คือธนาคารของชาวบ้าน เพราะฉะนั้นเขาไม่เคยคิดจะสะสมเงิน ถ้าชาวบ้านจะจับจ่ายใช้สอย เขาก็ลงไปหาปลาชาวบ้านไม่เคยมีความโลภว่าต้องหาปลามากๆ เพื่อเป็นพ่อค้าปลาเอาไปขายในห้องเย็น ไม่เคยเป็นอย่างนั้น พ่อค้าหรือแม่ค้าที่อยู่ในหมู่บ้านเป็นเพียงคนหาปลาและรวบรวมปลาในหมู่บ้านไปขายต่อเท่านั้น

ชีวิตเป็นอย่างนั้นจนกระทั่งปี พ.ศ.2534 ในขณะที่พวกเราในเมืองหลวงเริ่มรู้จักการใช้บัตรเครดิต เริ่มรู้จักการกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม เริ่มรู้จักใช้โทรศัพท์มือถือ

เขื่อนปากมูลสร้างเพื่อผลิตไฟฟ้า 136 เมกะวัตต์ ดิฉันไม่ทราบว่ามากมายแค่ไหน แต่เท่าที่มีคนบอก 136 เมกะวัตต์อาจจะใช้ได้เท่ากับห้างสรรพสินค้า 10-20 ห้างอย่างมากที่สุด แต่เราได้แลกไฟฟ้ากับความอุดมสมบูรณ์แห่งสุดท้ายของจังหวัดอุบลราชธานี หรือภาคอีสาน

นี่คือบทเรียนที่ดิฉันทำได้เพียงสะท้อนสิ่งเหล่านี้ออกไปให้กับผู้คนที่ไม่มีข้อมูลเหล่านี้ได้ทราบ

เขื่อนปากมูลห่างจากเขื่อนสิรินธรไม่เกิน 10 กิโลเมตร เขื่อนสิรินธรเป็นเขื่อนที่สร้างในยุคเผด็จการ คือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร จุดมุ่งหมายเดียวของการสร้างเขื่อนสิรินธรคือเพื่อความมั่นคงของชายแดน ผืนนาที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของชาวบ้านอุบลราชธานีบริเวณแม่น้ำโดมน้อยสองแสนไร่จมน้ำ แม่น้ำโดมน้อยอยู่เหนือปากมูลขึ้นไปประมาณ 10-20 กิโลเมตร เป็นแม่น้ำที่ไหลลงแม่น้ำมูล เขากั้นเขื่อนตรงนั้นเพียงเพราะว่าไม่ต้องการระบอบคอมมิวนิสต์ ไม่ต้องการให้คนเป็นคอมมิวนิสต์ เลยเอาน้ำท่วมคอมมิวนิสต์นั่นแหละค่ะ


(ยังไม่จบค่ะ)

เพื่อน ๆ ไปส่งมดกันมากมายเมื่อวานนี้

Posted by วันดี on 14 Dec. 2007,11:57
4
บริเวณป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของจังหวัดอุบลราชธานีเป็นป่าดงดิบ มีแม่น้ำ มีน้ำตกที่สวยงามที่สุดที่ร่ำลือกันในสมัยนั้น ท่านเผด็จการทั้งหลายก็ได้สร้างเขื่อนบริเวณนั้น หลายหมู่บ้านต้องอพยพไปอยู่ประเทศลาว เพราะไม่มีการจัดที่ดินอุดมสมบูรณ์ทดแทนให้ พี่น้องบางส่วนกลายเป็นขอทาน เดินไปขอทานหมู่บ้านอื่นๆ ที่พอจะมีข้าว
พี่น้องเขื่อนสิรินธรขณะนี้กำลังมาเรียกร้องอยู่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เป็นผลพวงจากความคับแค้นจากการเสียสละเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ลูกหลานต้องไปทำงานก่อสร้าง ต้องไปเสี่ยงตายที่ต่างประเทศ ทุกวันนี้ชาวบ้านเขื่อนสิรินธรหลายพันครอบครัวยังมีชีวิตอยู่ เยี่ยงที่เขาบอกว่าใต้เส้นความยากจน เมื่อปีที่แล้วท่านนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา ได้ไปดูพื้นที่ด้วยตัวเอง ยอมรับว่าที่ดินที่รัฐจัดสรรให้นั้นไม่สามารถปลูกอะไรได้เลย

ความทุกข์ทรมานของชาวเขื่อนสิรินธรเหล่านี้มีมา 20 กว่าปีแล้ว จะไม่ให้ชาวบ้านปากมูลประท้วงครั้งแล้วครั้งเล่าหรือคะ เพราะนั่นคือภาพที่เขาเห็นอยู่ทุกวัน เป็นภาพยนตร์ที่ฉายให้พวกเขาดูอยู่ตลอดเวลาว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีการสร้างเขื่อน เพราะฉะนั้น พี่น้องอาจจะรำคาญบ้างเมื่อได้ยินหรือได้ทราบข่าว เอาอีกแล้วไอ้พวกนี้ประท้วงอีกแล้ว ปากมูลอีกแล้วหรือนี่ทำไมไม่จบไม่สิ้น ถ้าท่านเป็นชาวบ้านปากมูล ท่านก็ต้องทำอย่างนี้ค่ะ เหมือนกับอยู่ดีๆ เรามีเงินเดือน แล้วไม่ได้รับอีกต่อไป หรือเรากำลังคิดสร้างบ้านให้กับลูกชาย แต่ทุกกิจกรรมต้องหยุดหมด เมื่อมีการประกาศสร้างเขื่อน

ในหลายๆ เขื่อน เขื่อนโป่งขุนเพชร เขื่อนแก่งเสือเต้น ชาวบ้านอยู่มานาน พอประกาศสร้างเขื่อน รัฐหยุดการพัฒนา ไม่ทำถนน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำ เพราะว่าบริเวณนั้นจะใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ชาวบ้านแก่งเสือเต้นอยู่กับสภาพอย่างนี้กว่าสิบปีแล้ว หวาดวิตกว่าจะสร้างเขื่อนหรือไม่ จะปลูกต้นมะขามสักต้นก็คิดแล้วคิดอีกว่าปลูกไปแล้วจะได้ประโยชน์อะไรเพราะน้ำจะท่วม วิตกทุกข์ร้อนว่าลูกหลานจะอยู่อย่างไร

พี่น้องปากมูลพยายามที่จะยืนหยัดคัดค้านการสร้างเขื่อน จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมได้รับบาดเจ็บ ถูกจับกุม เขื่อนก็ได้ก่อสร้างจนสำเร็จ ขณะนี้ลูกหลานชาวปากมูลหลายคนต้องออกจากโรงเรียน หลายคนแทนที่จะได้เรียนต่อในชั้นมัธยม ก็ต้องไปเป็นกรรมกรก่อสร้าง นี่คือข้อเท็จจริงที่อยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล ถ้าพี่น้องหรือท่านทั้งหลายอยากจะเข้าใจ ลองไปสอบถามพวกเขาได้

หลายวันก่อน ดิฉันนั่งแท็กซี่ คนขับแท็กซี่บอกว่า “ทำไมไอ้พวกคนจนไม่ยอมกลับบ้านเสียที มานั่งขอเงินรัฐบาล” ใช่ค่ะ ขณะนี้พวกเขาเป็นขอทาน ขอทานเกิดจากอะไร ขอทานเกิดจากวิธีการพัฒนาที่ผิดพลาดในอดีต ถ้าท่านเดินไปตามท้องถนนเห็นขอทานเดินผ่าน ท่านลองสอบถามเขาดู เขาอาจมาจากหมู่บ้านที่มีการก่อสร้างเขื่อนโดยไม่ดูตาม้าตาเรือก็ได้

หันมามองอีกด้านหนึ่ง ดิฉันเคยไปที่จังหวัดกำแพงเพชร เป็นหมู่บ้านของชาวม้งและชาวปกากะญอ หรือที่พวกเราเรียกว่าชาวกะเหรี่ยง อยู่ในป่าอุทยานแห่งชาติของจังหวัดกำแพงเพชร พวกเขาได้รับผลกระทบจากนโยบายอพยพชาวเขาลงมาจากดอยทั้งหมดหลายสิบจังหวัด หลายร้อยอำเภอในภาคเหนือ ตามนโยบายของกรมป่าไม้

พวกเขามีความผิดอะไร พวกเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุกทำลายป่า พวกเขาอาจมีผ้าห่มคนละ 2-3 ผืน แต่เขามีความสุขกับการมีที่ดินไว้ปลูกข้าว มีที่ดินที่จะทำไร่หรือปลูกผัก มีแม่น้ำลำธารอยู่บนภูเขาที่ใช้อาบ มีเวลาได้นั่งร้องเพลง นั่นคือชีวิตหลายร้อยปีมาแล้วของพี่น้องที่อยู่บนดอย ซึ่งถูกข้อหาตัดไม้ทำลายป่า แต่ใครกันแน่ที่ตัดไม้ทำลายป่า ดิฉันคิดว่าไม่ต้องบรรยายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านทั้งหลายที่อยู่ในนี้เข้าใจสภาพการณ์บ้านเราดีว่าป่าไม้ต้องหมดไปเพราะอะไร

พี่น้องชาวเขาขณะนี้กำลังถูกข้อหาทำลายป่า จะต้องอพยพออกจากพื้นที่ที่จังหวัดกำแพงเพชร ได้มีการอพยพมาหลายพันครอบครัว มาอยู่ที่ราบติดถนน ถ้าเป็นนายทุนจะต้องร่ำรวยแน่ถ้ามาอยู่บริเวณนั้น แต่นี่พี่น้องชาวเขามีบ้านไม้ไผ่อยู่ริมทางหลวง เพราะว่ารัฐไม่ได้สร้างบ้านให้ พวกเขาต้องหาไม้ไผ่สร้างบ้านกันเอง ในหมู่บ้านริมทางหลวงก็ไม่ค่อยมีใครอยู่ ส่วนใหญ่มีแต่คนแก่กับเด็ก คนหนุ่มสาวล้วนเข้ามาในเมืองทั้งสิ้น บางคนต้องแอบไปรับจ้างเพราะไม่มีบัตรประชาชน

ป่าไม้ของเราหมดไปไม่ใช่เพราะชาวเขา ดิฉันยืนยันได้ เพราะดิฉันเห็นกับตา เพราะถ้าป่าไม้หมดเพราะชาวเขา ป่านนี้ชาวเขาน่าจะเป็นชาวเมืองไปแล้ว น่าจะได้มาอยู่คอนโดมิเนียม กระบวนการตัดไม้ทำลายป่าเป็นกระบวนการซับซ้อนภายใต้ระบบบริโภคนิยมที่บริโภคอย่างไม่รู้จักพอ คนร่ำคนรวยหรือนักการเมืองทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่รัฐสภาขณะนี้  มีเงินใช้จ่ายในการหาเสียงก็มาจากการสัมปทาน หรือการผลาญทรัพยากรธรรมชาติทั้งสิ้น โดยโยนข้อหาเหล่านี้ให้แก่ประชาชนผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่


(พรุ่งนี้จะมาโพสท์ตอนต่อไปค่ะ วันนี้ยาวไปนิด)

Posted by pilgrim on 14 Dec. 2007,23:42
อ่านแล้วสะท้อนใจนะคะ พี่วันดี

อ่านแล้วก็มองเห็นว่า การอยู่แบบที่เขาเรียกว่าคนจน ก็คือ การอยู่กับธรรมชาติ อยู่แบบ eco-living คือ มีชีวิตอยู่โดยอาศัยธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็อนุรักษ์ บำรุงเลี้ยงธรรมชาติให้ยั่งยืนยาวไปด้วย

ไม่จำเป็นต้องสะสมสิ่งใด ไม่เห็นแก่ความเลิศหรูว่าเป็นสาระสำคัญในชีวิต

แต่การทำลายธรรมชาติก็เกิดจากความโลภของคนแท้เทียว
ยิ่งทำลายธรรมชาติ ก็ยิ่งสร้างคนจนให้เพิ่มมากขึ้น เพราะดัชนีชี้วัดความรวย มันคือ เงินและวัตถุไปเสียแล้ว

Posted by วันดี on 15 Dec. 2007,08:32
นี่คือโลกของทุนนิยมและวัตถุนิยมหรือบริโภคนิยม  เรากำลังอยู่กันตรงนี้ทุกคน  เพียงแต่พวกเราพอจะได้เปรียบบ้าง  ถามว่าให้เราสละสิ่งเหล่านี้เพื่อคนที่เสียเปรียบที่มดพูดถึงได้ไหม  พี่ว่าทุกคนมีคำตอบ  จะมีสักกี่คนที่ตอบได้อย่างมด  และนี่คือความยิ่งใหญ่ของมดที่พี่เห็น  เขาคิด  เขาตอบ  และเขาลงมือทำในสิ่งที่พวกเราจำนวนมากมีได้แต่ความเห็นใจ  รวมทั้งพี่เอง

5
ท่านทั้งหลายอาจจะเคยได้ยินว่าชาวบ้านโพธิ์เขียวเป็นชาวสุพรรณบุรีแท้จริง ทำนาอย่างเดียว ในชีวิตไม่เคยทำอย่างอื่น เพราะชีวิตของคนภาคกลางนั้นอยู่บนความอุดมสมบูรณ์ของที่ราบลุ่มภาคกลาง เป็นเวรกรรมของพี่น้องโพธิ์เขียวไปอยู่ในบริเวณที่จะขยายความเจริญ จะมีการสร้างศูนย์ราชการ ศูนย์ราชการคืออะไรคะ ศูนย์ราชการคือการสร้างสถานีอนามัยแห่งใหม่ คือการสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและความเจริญใหม่ๆ พี่น้องสุพรรณบุรีก็ถูกข้อหาบุกรุกที่ดินสาธารณะประโยชน์ พวกเขาไม่รู้ว่ามันเป็นที่ดินสาธารณะไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาทำนามาร้อยปี ไม่ีมีใครบอกว่านี่เป็นที่สาธารณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีก็ยังถมดินลงไปในนาข้าว คนปลูกข้าวจะมีความเจ็บปวดมากแค่ไหน ข้าวที่กำลังขึ้นงอกงามแตกรวงนั้นถูกเอาดินถมยังไม่ทันได้เก็บเกี่ยว เรื่องนี้มีมานานแล้ว ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว

พี่น้องจังหวัดบุรีรัมย์ก็เช่นเดียวกัน ท่านโดนข้อหาบุกรุกสถานที่ที่ดินสาธารณะประโยชน์ มีการประกาศหนังสือ นสร.ประกาศว่าเป็นที่ดินของรัฐ โดยมีการขึ้นทะเบียนไว้ ทั้งๆ ที่รอบข้างเป็นที่ดินของ ส.ส. แต่เฉพาะที่ของชาวบ้านทุ่งดอนแก้ว อ.นางรอง เป็นที่ดินสาธารณะ ต้องเป็นที่ดินหลวง ซึ่งจะต้องเอามาทำศูนย์ราชการ มาสร้างศาล สร้างเรือนจำ การก่อสร้างศาลก็ไปละเมิดสิทธิของชาวบ้านด้วย การยึดที่ของชาวบ้านก็เหมือนกันค่ะ

กรณีโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมเจนโก้ก็เช่นเดียวกัน พี่น้อง อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ปลูกยางพารา ทำสวนทุเรียน สวนเงาะ วันดีคืนดีก็มีโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดที่จะขยายโครงการเข้าไปจัดสร้างนิคมอุตสาหกรรมขนาดยักษ์ ไม่ใช่ขนาดใหญ่นะคะ เรียกได้ว่าขนาดยักษ์ แต่ว่าการลงทุนของภาคเอกชนหรือการลงทุนของนายทุนต่างชาติในบ้านเรา ดิฉันคิดว่าเป็นการลงทุนอย่างละโมบ เพราะเรื่องโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมเพิ่งมีคิดสร้างกันภายหลัง ไม่มีการวางแผน ไม่มีการคิดอย่างเป็นระบบ เพราะฉะนั้น จะหาที่ซึ่งราคาถูก ก็ต้องไปเอาที่ของชาวบ้าน ไปสร้างอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ซึ่งคนต้องบริโภคกันทั้งอำเภอ พี่น้องชาวปลวกแดงก็คัดค้านกันอย่างหนัก จนบัดนี้ เรื่องก็ยังอยู่ในกระทรวงอุตสาหกรรม ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าจะสร้างโรงงานกำจัดกากที่ไหน

อีกกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ทำงานในโรงงานมาสามสิบปี ปอดถูกเฉือนไปครึ่งหนึ่งเนื่องจากฝุ่นฝ้าย ฝุ่นจำนวนมากในโรงงานเข้าไปในปอด เจ้าของโรงงานไล่เขาออก ข้อหาว่าไม่สามารถปฏิบัติงานได้ โดยที่รัฐไม่ได้เข้ามาเหลียวแล ประเทศเราพัฒนาอุตสาหกรรมมาสามสิบกว่าปี ล้วนแต่ใช้ชีวิต เลือดเนื้อ และอนาคตของคนงานเหล่านี้ทั้งสิ้น แต่วันดีคืนดีที่พวกเขาเจ็บป่วยกลับไม่มีใครเหลียวแล ผู้นำแรงงานที่ต่อสู้เพื่อเรื่องนี้ถูกไล่ออก สามีถูกกลั่นแกล้ง อนาคตของพวกเขาอยู่ที่ไหน

เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าความยากจนเหล่านี้น่าจะเกิดจากความไม่เป็นธรรมมากกว่า และยังเกิดจากระบบที่เลือกปฏิบัติ ทำไมคนบางคนจึงสามารถมีชีวิตอยู่ได้บ้างพอสมควร แ่ต่ว่าคนส่วนใหญ่ต้องเดือดร้อน หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ ดิฉันจึงคิดว่าระบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เป็นระบบเลือกปฏิบัติกับผู้ที่อ่อนแอกว่า กับผู้ที่มีโอกาสน้อยกว่า กับผู้ที่รู้น้อยกว่า

สิ่งที่ดิฉันอยากจะพูดอีกเรื่องหนึ่งคือ ทำไมเราถึงต้องช่วยคนจน

ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ในนี้ ไม่มีใครปลูกข้าว ไม่มีใครทอผ้าใส่เอง ไม่มีใครทำถนนได้เอง แม้กระทั่งยาสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคก็มาจากชนบท มาจากป่าเขาลำเนาไพร คนกวาดถนน คนลอกท่อ คนทำความสะอาดในบ้านเราก็มาจากคนยากคนจนทั้งสิ้น ถ้าไม่มีคนเหล่านี้เราจะอยู่ได้อย่างไร ข้าวที่เรากินก็มาจากชาวนา ปลาที่เรากินก็มาจากชาวประมง อาคารบ้านเรือนใหญ่โต ใครเป็นผู้สร้าง ในอดีต ปิรามิดใครเป็นผู้สร้าง กำแพงเมืองจีนใครเป็นผู้สร้าง ถ้าไม่ใช่คนยากจนหรือคนทุกข์ยากที่ถูกเกณฑ์มา อารยธรรมทั้งหลายที่สร้างด้วยน้ำมือของคนจน ความเจริญทั้งหลายสร้างด้วยน้ำมือของคนจน แต่เมื่อมีความเจริญ พวกเขากลับถูกกีดกันออกไปไม่ให้รับความเจริญ

พี่น้องเขื่อนสิรินธรไม่มีไฟฟ้าใช้สามสิบปี เรามีไฟฟ้าใช้เมื่อไหร่คะ ในกรุงเทพฯ มีไฟฟ้าใช้มาแล้วสี่สิบปี คนบริเวณเขื่อนสิรินธรเพิ่งมีไฟฟ้าใช้เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ชาวบ้านเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ ก็เพิ่งมีไฟฟ้าใช้เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ความเจริญเหล่านี้ถูกดึงเข้าสู่คนที่มีโอกาสกว่า แต่คนที่เสียสละถูกกีดกันออกไป

ในยุคสังคมปัจจุบัน เราวัดค่ากันที่เงิน แม้กระทั่งราคาของความเป็นคนก็วัดกันที่เิงิน แต่ดิฉันอยากถามว่าใครเป็นผู้กำหนดอัตราค่าแลกเปลี่ยนเหล่านี้ คนจนมีส่วนร่วมไหม ถ้าคนจนมีส่วนร่วม ทำไมข้าวเปลือกถึงถูก ข้าวสารถึงแพง ทำไมค่าแรงถึงต่ำ แต่สินค้าสำเร็จรูปถึงได้มีราคาแพง เพราะว่าคนยากจนซึ่งเป็นผู้ผลิตสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีโอกาสกำหนดมูลค่าของสิ่งของที่มีอยู่ในสังคมปัจจุบันนี้ เขาถูกเอาเปรียบพอสมควร

เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าความยากจนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากเวรกรรม แต่เกิดขึ้นจากความไม่เป็นธรรม


(คราวหน้าจะพยายามลงจนจบค่ะ)

Posted by วันดี on 16 Dec. 2007,08:14
6
หันมาดูเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พวกเราเป็นคนที่อยู่ในเมือง หลายคนมาจากภาคธุรกิจเอกชน หลายคนเป็นข้าราชการ เป็นคนชั้นกลาง แต่ดิฉันคิดว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นสามัญชนซึ่งซึมซับหรือยอมรับได้ว่า ทรัพยากรทั้งสิ้นทั้งปวงล้วนอยู่ในชนบท สิ่งที่พวกเราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสะดวกสบายพอสมควร ก็ล้วนเอามาจากธรรมชาติทั้งสิ้น วัตถุดิบหรือวัตถุดิบที่แปรรูปแล้ว ก็ลำเลียงมาจากชนบท ผู้คนในชนบทเป็นผู้สร้าง ผู้ผลิต และเป็นผู้ดูแลรักษา ถ้าไม่มีคนชนบทเราจะดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

ดิฉันเคยคุยกับชาวบ้านที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติจังหวัดอุบลราชธานี เขาบอกว่าอยากจะรักษาป่า แต่นายทุนลำเลียงไม้ผ่านหน้าบ้านเขา เขาไม่รู้จะจัดการอย่างไร เพราะรัฐไม่ได้ออกกฎหมายให้เขามีอำนาจจัดการคนเหล่านี้ นายทุนเข้าไปตัดไม้เป็นเวลาหลายสิบปีจนกระทั่งไม้หมด รัฐบาลไปประกาศว่าเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เพื่อที่จะปลูกป่าให้สมบูรณ์ แต่เอาชาวบ้านออกจากพื้นที่ โดยอ้างว่าชาวบ้านจะตัดไม้ทำลายป่า

คนชนบทเป็นคนที่สามารถดูแลทรัพยากรได้ เพราะป่าไม้ ภูเขา แม่น้ำ คืีอชีวิตของเขา ถ้าไม่มีป่าไม้ เขาก็อยู่ไม่ได้ จะเอาป่าที่ไหนหาสมุนไพร จะเอาป่าที่ไหนหาเก็บเห็ดหรือหน่อไม้ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถผลิตจากโรงงาน แต่เกิดขึ้นจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ถ้าเขาไม่สามารถรักษาป่าได้ด้วยตัวเขาเอง เขาก็อยู่ไม่ได้

แม่น้ำก็เช่นเดียวกัน พี่น้องปากมูนส่วนใหญ่เป็นชาวประมงริมน้ำ หากินตามธรรมชาติ ไม่ได้ละโมบโลภมาก เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาจับปลามากเกินไป ลูกหลานเขาจะไม่มีกิน เขาก็จับเพียงพอสมควร พอเอาไว้ใช้สอย เพื่อให้ลูกหลานได้มีปลาที่จะจับ ในชนบทที่อื่นก็เช่นเดียวกัน

ดิฉันคิดว่าผู้คนในชนบทเหล่านี้จะเป็นกำลังในการรักษาธรรมชาติ แต่ที่ผ่านมารัฐเป็นผู้จัดการทำเิองทั้งหมด รัฐเป็นผู้ีรวมศูนย์การจัดการทรัพยากร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐจัดการป่าไม้โดยกรมป่าไม้ จัดการน้ำโดยกรมชลประทาน แต่การจัดการทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรป่าไม้ ล้มเหลวมาตลอดเวลาเกือบ 100 ปี ก็เพราะว่าเราไม่เคยให้ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่นั้นจริงๆ ได้มีส่วนร่วมกำหนดว่ามีความเหมาะสมเพียงไหน ที่จะสร้างเขื่อน ที่จะตัดไม้ทำลายป่า

พี่น้องส่วนหนึ่งในภาคอีสานถูกบังคับให้ออกไปจากพื้นที่ที่เขาเคยอยู่ เพราะรัฐจะไปปลูกป่าเพิ่มเติม รัฐจะทำให้ป่าเพิ่มขึ้นด้วยการดูจากตัวเลขว่า ถ้าพื้นที่ป่าไม้มี 20 เปอร์เซ็นต์ ก็จะแสดงถึงความไม่มั่นคงไม่มีเสถียรภาพทางระบบนิเวศ เพราะฉะนั้นน่าจะมีป่า 50 เปอร์เซ็นต์ ก็เลยคิดจะปลูกป่า แต่ต้องให้นายทุนมาปลูกป่า ถ้าปลูกแบบชาวบ้าน เขาว่าจะเพิ่มพื้นที่ป่าได้น้อย พอปลูกแบบนายทุนก็ต้องมีผลประโยชน์ตอบแทน ก็ต้องปลูกไม้โตเร็ว ไม้โตเร็วส่วนใหญ่คือยูคาลิปตัส ซึ่งพวกเราหลายคนก็พอทราบอยู่ว่า ยูคาลิปตัสนั้นทำลายระบบนิเวศในบริเวณที่ปลูกมากมายแค่ไหน ชาวบ้านเล่าว่าแม้แต่ตัวกะปอมหรือกิ้งก่าก็ไม่กล้าเกาะต้นยูคาลิปตัส ใบยูคาลิปตัสเป็นพิษทั้งหมด ต้นข้าวที่อยู่ใต้ยูคาลิปตัสก็จะตาย น้ำในบริเวณนั้นก็จะเหือดแห้งในไม่กี่ปี

ดิฉันคิดว่าการจัดการทรัพยากรที่ผ่านมาล้มเหลวจากระบบที่เราพยายามรวมศูนย์ ฝากความหวังไว้กับรัฐ แต่รัฐเองเป็นผู้ใช้ทรัพยากรเหล่านั้น เป็นผู้คอรัปชั่นด้วยกระบวนการฉ้อฉลต่างๆ เพื่อที่จะนำทรัพยากรนั้นไปแปรเป็นเงินให้กับนักการเมือง ให้กับข้าราชการ หลายท่านคงทราบดีว่าตำแหน่งอธิบดีกรมต่างๆ นั้นต้องใช้เงินซื้อมากมายแค่ไหน เท่าที่ดิฉันทราบตัวเลข ล่าสุดเกินร้อยล้านขึ้นไป ท่านอธิบดีทั้งหลายจะเอาเงินมาจากไหน ท่านก็ลองคิดดูนะคะ

สิ่งที่ดิฉันได้พูดมาทั้งหมด อยากจะเรียนให้ท่านทั้งหลายได้ทราบว่า ความยากจนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากความเป็นธรรมชาติของมันเอง แต่ความยากจนเกิดจากความไม่เป็นธรรม การจัดสรรที่ไม่เป็นธรรม ขาดการแบ่งปันให้กันและกัน ดิฉันคิดว่าคนยากจนทั้งหลายคือพลังที่ยิ่งใหญ่ของสังคม ท่านที่เป็นพ่อค้า ท่านที่เป็นนายทุน ท่านจะผลิตให้ใครบริโภค ถ้าไม่ใช่คนจน ท่านจะผลิตให้ใครซื้อ ถ้าไม่ใช่คนจน คนจนเป็นคนที่มีอำนาจซื้อมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันเป็นคนที่มีอำนาจอ่อนแอที่สุดเหมือนกัน

ดิฉันคิดว่าสังคมจะอยู่อย่างมีความสุข ด้วยการที่เราพยายามช่วยเหลือคนจนเหล่านี้ ไม่ด้วยทางใดก็ทางหนึ่ง เราจำเป็นต้องตอบแทนพวกเขา ในขณะที่เราไม่ต้องปลูกข้าว ถ้าเราไม่ช่วยชาวนา ลูกหลานของเราในอนาคตอาจจะไม่มีข้าวกิน ในขณะที่เราไม่ต้องทอผ้า เราก็ต้องช่วยคนงาน เพราะว่าคนงานคือคนที่จะผลิต ทอผ้าให้เรา

พี่น้องสมัชชาคนจนที่นั่งอยู่ที่นี่ และท่านทั้งหลายที่มาให้กำลังใจการพูดของดิฉันในวันนี้ หรือให้กำลังใจกับคนยากคนจนที่อยู่หน้าทำเนียบโดยทางอ้อม ดิฉันคิดว่าในยุคสมัยนี้ถึงเวลาที่พวกเราไม่ว่ายากดีมีจนจะต้องร่วมมือกัน ต้องช่วยเหลือกัน เพราะสังคมนี้เป็นของลูกหลานของเราในอนาคต พวกเราไม่มีสิทธิที่จะซื้อขายหรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นมรดกของคนรุ่นต่อไป คนรุ่นต่อไปต้องมีสิทธิที่จะใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เท่าเทียมกับคนในยุคของเรา

ขณะนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกหลานของเราเองต้องประสบกับมลพิษทางอากาศ เด็กเกิดมาไม่ได้อยู่ในอ้อมอกของพ่อแม่อีกต่อไป แต่ต้องมีกระบวนการจัดการให้คนอื่นมาเป็นผู้ดูแล ดิฉันอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ทุกวัน เด็กเล็กๆ จะต้องตายไปโดยไม่มีสาเหตุอันควร เพราะอยู่ห่างไกลพ่อแม่ พ่อแม่ไม่มีโอกาสได้ดูแล พออายุสองขวบก็ถูกส่งเข้าเนิอร์สเซอรี่ อายุสามขวบถูกส่งเข้าอนุบาล ใครจะรักลูกเท่ากับพ่อแม่ ใครจะสามารถดูแลลูกทุกเวลาทุกวินาทีได้เท่ากับพ่อแม่ กระบวนการจัดการสังคมแบบใหม่ทำให้ชีวิตครอบครัวต้องแตกสลาย ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย ทำให้ผู้คนเกลียดชังกัน ทำให้ผู้คนแก่งแย่งแข่งขัน ฆ่าฟันกันเอง ดิฉันมีเพื่อนหลายคนที่ร่วมต่อสู้มาด้วยกัน แทบจะตายแทนกันได้ แต่พอเข้ามาดิ้นรนเอาตัวรอดในสังคมนี้ก็แทบจะฆ่ากันเหมือนกัน

ท่านทั้งหลาย ความสุขของเราก็คือการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในสังคม เราอยู่ไม่ได้ถ้่าข้างบ้านเราไฟกำลังลุกไหม้ เราต้องดับไฟของเพื่อนบ้านก่อนที่ไฟจะมาถึงเรา เช่นเดียวกันค่ะ ถ้าเราช่วยคนจนก็คือการช่วยดับไฟ

วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างที่ท่านได้ยินข่าวอยู่คือ การชุมนุมของสมัชชาคนจนจำนวน 20,000 คนที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ขณะนี้เดือนหนึ่งแล้ว ที่เขาอยู่กันอย่างอดทน เราพยายามใช้ความดี เราพยายามใช้อหิงสา เราพยายามใช้สัจธรรม เพื่อที่จะโน้มน้าวจิตใจข้าราชการนักการเมืองที่เป็นผู้แก้ไขปัญหา แต่ยังไม่พอค่ะ ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี้จะต้องเป็นกำลังใจจะต้องส่งเสียงเรียกร้อง ให้รัฐบาลช่วยเหลือผู้คนเหล่านี้ เพราะถ้าชาวบ้านเหล่านี้ช่วยตัวเองได้ ผลสะท้อนกลบมาสู่ตัวท่านมีมากมายมหาศาล เรากำลังต่อสู้เพื่อที่จะให้ชาวบ้านเป็นผู้รักษาป่า เรากำลังต่อสู้คัดค้านความคิดที่ว่าคนอยู่กับป่าได้ มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ และมนุษย์ที่อยู่กับธรรมชาติได้ดีที่สุดก็คือมนุษย์ที่อยู่ในชนบท มนุษย์ที่ทำการเกษตร พวกเขาจะช่วยพวกเราดูแลแม่น้ำลำธาร ภูเขา ป่าไม้ หรือเราจะยอมให้ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของเจ้าหน้ารัฐอีกไม่กี่คนอีกต่อไป เรายังจะไว้วางใจการจัดการในอดีตที่ผ่านมาอีกหรือ ถึงเวลาแล้วที่พวกเราควรจะทบทวนเรื่องนี้ รัฐบาลนั้นไม่ฟังเสียงของคนจนหรอกค่ะ แต่ถ้าพลังของคนจนมีพลังของท่านสนับสนุน รัฐจะหันมาฟังค่ะ ดังนั้น การช่วยพี่น้องที่ยากจนขาดการพัฒนาของรัฐ ไม่ใช่ยากจนจากบุญทำกรรมแต่ง คือการช่วยเหลือพวกเราทั้งหลายเองในอนาคตด้วย

สุดท้ายนี้ ดิฉันคงพอตอบคำถามท่านทั้งหลายได้ว่าทำไมถึงต้องช่วยคนจน ดิฉันได้แต่ภาวนาว่าการต่อสู้ของคนยากคนจนเหล่านี้จะได้รับความสำเร็จบ้าง เพราะวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นทุกขณะทุกวินาทีที่พวกเรานั่งอยู่ในที่นี้มันจะร้ายแรงขึ้นทุกวัน ถ้าคนเป็นหมื่นเป็นแสนครอบครัวไม่มีที่ทำกิน จะเกิดอะไรขึ้น คนเป็นหมื่นเป็นแสนไม่มีข้าวที่จะให้ลูกหลานเขากิน จะเกิดอะไรขึ้น

ดิฉันก็คงขอสรุปคำพูดของดิฉันเองแต่เพียงเท่านี้ และขอขอบพระคุณคุณพ่อคุณแม่ของดิฉันเองที่ได้ให้ชีวิตที่มีความสุขพอสมควร ขอบคุณเพื่อนกัลยาณมิตรทั้งหลายที่เป็นกำลังใจอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา ขอบคุณพี่น้องคนจนที่ให้ึความอบอุ่นเหมือนดิฉันเป็นครอบครัวเดียวของท่าน และในวันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็ึคือการรำลึกถึงคุณโกล คีมทอง ผู้เป็นแบบอย่างที่ดีเลิศของสามัญชน ขอให้พวกเราช่วยกันเคารพด้วยการยืนขึ้นหนึ่งนาทีค่ะ

ขอบพระคุณ สวัสดีค่ะ


จบแล้วนะคะ  ปาฐกถาของมด  ปาฐกถาครั้งนี้ของมดได้รับคำชมเชยจากอาจารย์สุรักษ์ ศิวรักษ์ว่า

“เชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะคิดเหมือนผมว่า ปาฐกถาวันนี้เป็นปาฐกถาที่ดีที่สุดของมูลนิธิโกมลคีมทอง...สิ่งที่คุณวนิดาพูดนั้นไม่ได้พูดมาจากสมองอย่างเดียว แต่พูดจากหัวใจ หัวสมอง ชีวิตทั้งหมด...และคงจะเห็นด้วยว่าเธอถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ความต้องการของคนจนได้อย่างกระชับจับใจพวกเราที่เป็นชนชั้นกลาง”

ในสายตาของพี่  มดคือคนเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่

Posted by pilgrim on 16 Dec. 2007,20:07

(วันดี @ 15 Dec. 2007,08:32)
QUOTE
นี่คือโลกของทุนนิยมและวัตถุนิยมหรือบริโภคนิยม  เรากำลังอยู่กันตรงนี้ทุกคน  เพียงแต่พวกเราพอจะได้เปรียบบ้าง  ถามว่าให้เราสละสิ่งเหล่านี้เพื่อคนที่เสียเปรียบที่มดพูดถึงได้ไหม  พี่ว่าทุกคนมีคำตอบ  จะมีสักกี่คนที่ตอบได้อย่างมด  และนี่คือความยิ่งใหญ่ของมดที่พี่เห็น  เขาคิด  เขาตอบ  และเขาลงมือทำในสิ่งที่พวกเราจำนวนมากมีได้แต่ความเห็นใจ  รวมทั้งพี่เอง

ถูกต้องที่สุดค่ะ พี่วันดี หลายคนได้แต่คิด และทำเมื่อมีโอกาสทำได้ หรือทำได้เท่าที่ตัวเองจะไม่ต้องลำบาก ไม่ต้องลงไปร่วมชะตากรรม

แต่จะมีใครสักกี่คนคะ ที่จะมีความมุ่งมั่น ทำให้ได้อย่างที่ใจคิดอยากทำ อยากสร้าง ด้วยหัวใจที่จริงใจและงดงาม

ถามตัวเองอยู่เหมือนกันค่ะ flo_1.gif

Posted by add on 16 Dec. 2007,21:10
ขอบคุณพี่วันดีที่นำปาฐกถาของมดมาลงให้อ่านกันค่ะ  flo_1.gif  

          ตั้งแต่วันที่มดเสียชีวิตฉันก็ป่วยกระเสาะกระแสะมาเรื่อย  ส่วนหนึ่งโรคก็มาจากเรื่องตามใจปากตัวเอง  ซื้อ ผักเสี้ยนดอง กับปลาพล่ามากิน   ทั้งท้องเสีย  ปวดหัว  หมดแรงสารพัด  ก็อาศัยให้ร่างกายรักษาตัวเองจนหายเป็นปกติดีแล้ว

             มดเป็นคนที่คิดถึงคนอื่น(คนยากคนจน)ตลอดชั่วชีวิต  แม้กระทั่งใกล้จะสิ้นใจเธอก็ยังเป็นห่วงน้องๆกรรมกร(อดีตกรรมกรฮาร่า)  และเขียนขอโทษว่าต้องจากไปก่อนคนอื่นๆอีกด้วย

            มดมีกำลังใจเข้มแข็งที่เผชิญกับโรคร้ายอย่างอดทน  หมอก็ยังเอ่ยปากชมว่า  กำลังใจยอดเยี่ยม  เพราะขนาดไปหาหมอก็ยังพูดเล่นอยู่เป็นประจำ   แต่เมื่อกลับมานอนก็เจ็บปวดไปทั้งตัว

            ในโลกจินตนาการของมด  เธอยังเขียนบันทึกฝันถึงเมฆขาวฟ่องที่ล่องลอยอยู่ในท้องฟ้า  ที่มีพี่น้อง พ่อแม่และใครๆต่อใครอยู่กันอย่างมีความสุข

             นอกเหนือจากพี่น้องของมดแล้ว  คนที่ดูแลมดอย่างใกล้ชิด  คือพี่ตุ๊  พี่ที่เคยอยู่ร่วมกันในป่า  รินร์ เพื่อนร่วมสถาบัน  และน้องๆอดีตกรรมกรฮาร่า  ที่เฝ้าดูแลจนลมหายใจเฮือกสุดท้าย  นี่เป็นภาพดีๆที่แสดงถึงความผูกพันอันลึกซึ้ง

             อุดมการณ์ของมด  คือ  ทำเพื่อคนยากคนจน  และต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ (อาจหมายรวมถึงต่อต้านรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยอย่างที่มีคนสรุปไว้)  

             เธอไปสู่อีกโลกหนึ่งก่อนพวกเรา  และในทึ่สุดพวกเราก็คงจะตามเธอไปทีละคนๆ  yin-yang.gif

Posted by แมวเหมียว on 17 Dec. 2007,09:40
ขอคารวะจิตใจที่กล้าหาญ เสียสละและอุทิศตนเพื่อผู้เสียเปรียบในสังคมของคุณวนิดาด้วยค่ะ

ขอให้ดวงวิญานของเธอไปสู่สุขคติ tinyrose.gif


tinyrose.gif  tinyrose.gif  tinyrose.gif

Posted by pakae on 26 Dec. 2007,10:18
ขอคาราวะจิตใจและดวงวิญญาณคุณวนิดาที่มุ่งมั่นเพื่อผู้ที่ถูกเอาเปรียบทางสังคม  yin-yang.gif

       ขอให้ดวงวิญญาณของเธอไปสู่สรวงสวรรค์ tinyrose.gif  tinyrose.gif

Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard