Forum: ห้องนักเขียน
Topic: ..เมื่อฤษีเข้าป่า..
started by: นกกะปูด

Posted by นกกะปูด on 31 Jul. 2002,15:56
กระทู้:.. เมื่อฤษีเข้าป่า.., ผจญไพร..ไปกับฤษีข้ามน้ำ

จะเที่ยวที่ไหน...
จะไปอย่างไร...
แค่พกความมั่นใจและจริงใจ...
รับรองที่ไหนๆ ก็น่าสนใจทั้งน๊านนนน 

สนุก.. ตื่นเต้น.. เร้าใจ.. ไม่ไป.. ไม่รู้หรอก... ผู้ชายคนนี้เขามีอะไรดีๆ มาให้อ่านค่ะ ถ้าอยากอิ่มอารมณ์ และดื่มด่ำธรรมชาติอย่างเต็มที่ แนวการเขียนแฝงไว้ด้วยแนวคิด น่าติดตามตลอดทุกเรื่อง เชิญติดตามงานเขียน เกี่ยวกับการท่องเที่ยวผจญไพร ของนาย "ฤษีข้ามน้ำ" ค่ะ
thumbsup.gif thumbsup.gif thumbsup.gif thumbsup.gif thumbsup.gif thumbsup.gif




อุทยานแห่งชาติปางสีดา

มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอสระแก้ว อำเภอวัฒนานคร อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยทรัพยากรธรรมชาติทีสำคัญ และมีค่ามีสภาพธรรมชาติและเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง เช่น น้ำตกปาง น้ำตกหน้าผาใหญ่ โขดหินตามลำน้ำที่มีลักษณะแปลกๆ อุทยานแห่งชาติปางสีดามีเนื้อที่ประมาณ  844 ตารางกิโลเมตร หรือ 527,500 ไร่



๑๙/๑/๒๕๔๕

เมื่อวานผมเตรียมตัวเดินทางมาที่ "อุทยานแห่งชาติปางสีดา"
ความจริงแล้วเตรียมตัวล่วงหน้ามาประมาณ ๓ สัปดาห์
เริ่มตั้งแต่ออกวิ่ง ยกน้ำหนัก นอนหัวค่ำ และขอยืมอุปกรณ์ต่างๆ
จากเอี๊ยดและพี่พิเชษฐ์ ยิ่งใกล้วันเดินทางจิตใจเริ่มกระสับกระส่าย…
กลัว… ถามตัวเองว่ากลัวอะไร จริงๆ แล้วก็สารพัดที่จะกลัว
กลัวป่วย กลัวหิว กลัวท้องเสีย กลัวเป็นภาระให้ผู้ร่วมทาง
ก็จะไม่ให้กลัวได้อย่างไร เดินป่าครั้งสุดท้ายตอนอยู่ปี ๓
 

วันเวลาผ่านไปอะไรๆ ก็เปลี่ยน ร่างกายทรุดโทรม จิตใจก็ถดถอย
เรื่องราวที่เคยมั่นใจในอดีตกลับเป็นเรื่องยากเย็นในวันนี้
ชีวิตคิดหน้าคิดหลังมากขึ้น ย้ำคิดย้ำทำ การตัดสินใจดูจะลำบากกว่าเก่า


จริงๆแล้วในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยถึงไม่รู้จัก
มนุษย์ย่อมไม่อาจคำนวณอะไรได้ คงทำได้เพียงคาดการณ์จาก
ประสบการณ์ในอดีต เงื่อนไขที่จะเกิดขึ้นอยู่ในกำมือของผู้ที่ไม่อาจมองเห็น 
เราคงทำได้เพียงเข้าใจและยอมรับ แต่ในหลายครั้งเพียงแต่
ยอมรับ แต่ไม่อาจเข้าใจ...


เช้านี้ผมตื่นแต่เช้า...
เรียกว่าพระอาทิตย์ยังต้องรอให้ผมมาปลุกทีเดียว
ระหว่างรอคอยอยู่นั้น ผมได้ยินเสียงนกชนิดหนึ่งไม่รู้ว่าเป็นนกอะไร
เสียงมันแหลม กังวาลไปก้องป่า นั่นเป็นอารมณ์ของป่าเขา


เสียงนกร้องยามรุ่งสางของเช้านี้
รู้สึกได้อย่างว่ามันช่างไพเราะและมีมนต์ขลังอย่างบอกไม่ถูก
ผมหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมจึงรู้สึกเช่นนี้
จนกระทั่งผมได้ยินเสียงของนักเรียนชายหญิงที่มาตั้งแคมป์ลูกเสือ
ตะโกนด่าพ่อล่อแม่กันลั่นป่า ได้ยินเสียงเครื่องยนต์และเสียงวิทยุตามสาย
ผมถึงได้รู้ว่าเสียงนกนี้ มันขลังอย่างไร


…ที่นี่เป็นป่า นี่เป็นบ้านของมัน
มันเกิดที่นี่และต้องตายที่นี่ มันกับบ้านของมันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
การประสานสอดคล้องอย่างกลมกลืนเป็นความงาม..
      
บรรพบุรุษของเราก็เกิดที่นี่
และในยุคหนึ่งทั้งหมดก็ตายที่นี่ ความรู้สึกต่อบ้านหลังนี้ถูกส่งทอดมายังเราทางพันธุ์กรรม
พวกเราไม่น้อยจึงเดินทางมาที่นี่ ถ้าถามถึงเหตุผลส่วนใหญ่คงตอบสั้นๆว่า
"ชอบป่าถึงมาเที่ยว"
แต่แท้จริงแล้วมูลเหตุแห่งการมาป่านั้น เป็นเพียงแค่รสนิยมเท่านั้นหรือ
หรือว่าแท้จริงแล้วคือสัญชาติญาณที่จะกลับบ้านซึ่งฝังลึกอยู่ก้นบึ้งของหัวใจ.


จะอย่างไรก็ตามไม่ว่าสิ่งที่พาเรามาเดินอยู่ที่นี่จะเป็นเรื่องของ
"อารมณ์" หรือ “เหตุผล”
ในวันนี้พวกเราส่วนหนึ่งก็ไม่สามารถกลับบ้านได้อย่างแท้จริง
เพราะในหัวใจเรานั้นเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกของเมือง ซึ่งบ้านเเห่งนี้ไม่ยอมรับ


เช้าวันพรุ่งผมจะมาปลุกตะวัน...
และรอฟังเสียงนกอีกครั้ง บรรยากาศในช่วงเช้าเช่นนี้
ทำให้ผมเห็นภาพบางอย่างซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน...


~ฤษีข้ามน้ำ~

Posted by STUV on 31 Jul. 2002,16:37
รออ่านต่อครับ
ผมเคยไปสองครั้ง เป็นที่ที่เหมาะสำหรับดูนกและเที่ยวธรรมชาติอีกที่หนึ่งครับ...
Posted by Yaya on 31 Jul. 2002,16:46
.....ประทับใจเสียงนก..ฮี่ ฮี่ ..ตัวไหนคะ ...แล้วไปป่าทริป นี้ ไม่เอานกไปปล่อยป่า ..เหรอคะ ...
    พี่ STUV ที่ๆ เหมาะสำหรับชมนก ที่ไหนดีคะ ...แนะนำมั่งสิเผื่ออยากไปดูนกบ้างน่ะ.. hehe.gif
Posted by STUV on 31 Jul. 2002,17:03
ใจกลาง กทม ก็คงเป็นที่สวนลุมพินี
แต่ผมไม่ชอบเพราะอึกทึกไปด้วยเสียง chinese karaoke
ทำลายบรรยากาศของการดูนกชะมัดเลย
สวนรถไฟ สวนสมเด็จ แถวจตุจักรก็ได้
ชานเมืองไปหน่อยก็แถวบางกระเจ้า ปอดของกรุงเทพ อ่างเก็บน้ำบางพระ
ถ้าขับรถสักสองชั่วโมงก็ต้องเป็นเขาใหญ่ แก่งกระจาน
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 31 Jul. 2002,18:24
เฮ้ย!
Posted by Yaya on 31 Jul. 2002,21:57
พี่ฤษีฯ ...อย่าพูดเฮ้ย สิ ไม่เพราะ.. hehe.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 01 Aug. 2002,12:58
อุทานครับ โต๊ะจาย เห็นเรื่องนี้มาลงเป็นกระทู้แล้วโต็ะจายครับ พี่แกเอาทุกเรื่องเลยนี่หว่า๕๕๕ ผมลืมไปแล้วนะเนี่ยเรื่องนี้ ..
ต้องกลับไปนั่งคิดก่อนว่าเคยเขียนอะไรให้พี่แกอ่านไปบ้างเนี่ย
Posted by Yaya on 01 Aug. 2002,22:30
...มีเป็นกรุเลยใช่มั๊ย คะ ...ม๊ะ ..คุณนกเปิดกรุ ..กวี..ของพี่ฤษีฯ มาให้อ่านให้หมดเลย ..เร๊ว..ย๋าจะรออ่านเองนะ ...รอ..รอ..รอ ..ค่ะ.. music.gif
Posted by นกกะปูด on 02 Aug. 2002,14:37
(ต่อ)...

หวนคิดไปถึงเมื่อวาน..
มันเป็น ๒๔ ชั่วโมง ที่เต็มไปด้วยรสชาติจริงๆ ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว
ทั้งท้อ ทั้งโกรธ แต่ในบางเวลาก็มีความสวยงาม รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ


เรื่องราวเริ่มต้นในเวลาเช้า
หลังจากผมถูกปลุกขึ้นมาด้วยเสียงนก เสียงไพร
ผมก็ตรวจสอบสิ่งของในเป้ นำของที่ไม่จำเป็นออกไป
หลังจากที่ทุกคนจัดการธุระในตอนเช้าเสร็จสิ้น ก็เป็นเวลาของอาหารเช้า
บอกไปใครจะเชื่ออาหารเช้ามื้อนี้เป็น ไข่ดาว ไส้กรอก ขนมปังทาเนย
แล้วตามด้วยข้าวต้มหมู ตบท้ายด้วยกาแฟ 3 IN 1
ทั้งหมดเป็นฝีมือของพี่โจและโกที่ช่วยกันผลิตขึ้น


หลังอาหารเช้าผมกับพี่ยุทธไปอาบน้ำ..
พี่ตุ๋ยไปรวบรวมอุปกรณ์ที่จำต้องใช้ในการยังชีพในป่า เรียมไปล้างจาน
หลังจากที่พวกเราจัดเตรียมข้าวของเสร็จ มีพวกเราอีก 3 คนตามมา
หนึ่งคือพี่เจี๊ยบน้องพี่โจ สองคือคุณกั้งเพื่อนพี่เจี๊ยบ
สุดท้ายคือเจ้ากอล์ฟหลานชายคุณกั้ง


จากนั้นพวกเราทั้งหมดไปถ่ายรูปกับป้ายที่หน้าอุทยานไว้เป็นหลักฐาน



ครู่หนึ่งรถปิคอัพ ๑ คันมีไม้พาดที่ด้านหลังเป็น ๓ แถวมาจอดอยู่ข้างหน้าเรา
นั่นเป็นยานพาหนะสุดท้าย ที่จะนำเราไปส่งยังจุดที่เราจะไม่ลืม..


ผมกับพวกทั้ง ๙ คนกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้อีก ๑ คนชื่อพี่ทวี
โดยสารรถดังกล่าวไปตามทางลูกรังที่อุทยานทำขึ้น
เพื่อให้เป็นเส้นทางไปยังจุดท่องเที่ยวต่างๆ เส้นทางดังกล่าวมีความยาว ๔๐ กิโลเมตร
ผ่านทางลงหรือขึ้นไปน้ำตกหลายแห่ง และแห่งสุดท้ายปลายทางคือ..


"น้ำตกแควมะค่า"


...ก่อนออกเดินทางผมเข้าไปดูรูปในที่ทำการอุทยานแล้ว
น้ำตกแควมะค่าเป็นน้ำตกที่อยู่ไกลที่สุด ใหญ่ที่สุด
และในสายตาของผมอาจสวยที่สุด วันนี้แหละเราจะพิชิตมัน!!!


~ฤษีข้ามน้ำ~

Posted by นกกะปูด on 03 Aug. 2002,14:43
(ต่อ)...

เส้นทางที่รถวิ่งบางจุดอยู่ติดกับเหว
และบางช่วงทางวิ่งมีรอยแตกรถต้องวิ่งคร่อม และคอยหลบหลุมต่างๆ
หลายครั้งต้องจอดรถ แล้วให้เจ้าหน้าที่ลงไปดูทาง
ระหว่างทาง... ผมเห็นนกขนาดใหญ่บินผ่านไป
แต่มองไม่ชัดเข้าใจว่ามันคือ "นกเงือก" เมื่อรถจอดให้ดูเหยี่ยว
จึงได้คำตอบจากพวกที่นั่งกระบะหลังว่านั่นคือนกเงือกจริงๆ


จากที่เคยรู้..นกเงือกนั้นเป็นดัชนีวัดค่าความสมบูรณ์ของป่า
ป่าใดมีนกเงือกแสดงว่าป่านั้นระบบนิเวศยังสมบูรณ์
และสิงห์สาราสัตว์ยังมีอยู่มาก อดจะดีใจไม่ได้ที่เรายังคงมีป่าที่สมบูรณ์อยู่
แต่จะเหลือกี่ป่ากันนะ.. ที่ยังมีนกเงือกคอยรับรองคุณภาพ…


….รถแล่นมาถึงกิโลเมตรที่ ๓๓ ก็จอดเพราะเส้นทางขาด
นั่นหมายความว่าเราต้องเดินตามทางที่ขาดไปอีก ๗ กิโลเมตร
และเดินลงเขาไปยังน้ำตกอีก ๗ กิโลเมตร
ทุกคนลงจากรถ ตวัดเป้ขึ้นทาบแผ่นหลัง สาวเท้าเดินหน้าไปด้วยความคึกคัก
เส้นทางที่เดินไปนั้นบางตอนยังเห็นสภาพของถนนที่ชัดเจน
แต่บางตอนถนนถล่มหายไปกว่าครึ่ง บางช่วงของทางเต็มไปด้วยหญ้าคา
ไผ่ต่างๆ และต้นเล็บอินทรี เมื่อใดที่เราต้องฝ่าดงหญ้าคานี้
สิ่งเดียวที่ต้องทำคือ ก้มหัวให้คางติดหน้าอก
อาศัยปีกหมวกช่วยบังใบหน้า ใบหู ส่วนมือทั้งสองข้างก็กางไปข้างหน้า
แหวกหญ้าให้พ้นจากใบหน้าให้มากที่สุด หญ้าคาต้นหนึ่งสูงราว ๒ เมตร
ใบกว้างขนาดนิ้วหัวแม่มือผู้ใหญ่ แต่ขอบใบเล็กบางพอๆ กับมีดโกน
ผิดเหลี่ยมผิดมุมไป ก็ได้เลือดเหมือนกัน..


ดังนั้นพวกเราส่วนใหญ่จึงใส่เสื้อแขนยาว
แต่พวกที่เก๋าอย่างพี่ตุ๋ย พี่โจ และโกนั้นใช้ผ้าขาวม้าคลุมทั้งหัว ทั้งแขนและไหล่
มุดเข้าดงหญ้าคาแบบง่ายๆ ไม่ต้องพึ่งพาเสื้อแขนยาวให้เปลืองน้ำหนัก
หญ้าคาคงรบกวนอารมณ์เราได้ระดับหนึ่ง แต่ที่กวนอารมณ์จริงๆ นั้นคือ...
"เล็บอินทรี" ซึ่งมีทั้งแบบที่แห้งตาย และแบบที่ยังเขียวสดอยู่
ด้วยหนามที่โค้งงอเหมือนเล็บของนกกินเนื้อ บวกกับความเหนียวของลำต้น
พวกนี้ไม่ว่าตายหรือเป็น คุณภาพก็ไม่แตกต่างกัน
ยามเกี่ยวเข้ากับกางเกงแล้ว อย่าได้กระชากเป็นอันขาด
เพราะที่ขาดไม่ใช่หนามเล็บอินทรี แต่เป็นกางเกง


เรื่องนี้ผมรู้ดี...
เพราะกางเกงของผมก็ได้สังเวยให้แก่คมเล็บของมันมาแล้ว
ลองคิดดูว่า หากที่เกี่ยวเป็นเนื้อเราจะเป็นอย่างไร?
คำตอบนั้นอยู่ที่รอยอักเสบเป็นทาง บนแขนของพี่ยุทธ
อย่างไรก็ตาม..ใช่ว่าใบไม้ป่า จะให้แต่อารมณ์ที่เข็ดขยาดเพียงอย่างเดียว
บางช่วงของทางมีใบไม้หลากสี หลายขนาด ทั้งใบไม้แห้งสีเหลือง
สีส้ม สีน้ำตาล ใบไม้สดสีเขียว หล่นอยู่บนพื้น
และมียอดไม้เลื้อยสีเขียวอ่อนๆ พาดผ่านไปมา บนทางดินสีหมากอ่อน...




ครั้งเเรกที่เห็น... อดตื่นเต้นไม่ได้
เพราะไม่คิดว่าทางป่าจะมีสีสันขนาดนี้
มันเป็นงานศิลปะบนพื้นพิภพจริงๆ
อดเสียดายไม่ได้ ที่ไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปไปด้วย
ไม่รู้ว่าจะมีโอกาส ได้เห็นสีสันอย่างนี้อีกหรือเปล่า...


~ฤษีข้ามน้ำ~

Posted by นกกะปูด on 04 Aug. 2002,15:15
เฮ้อ!! คนอยากดูนก คนอยากเดินป่า คนรออ่านต่อ ไปไหนหมดซะแร้ว
เจ้าของเรื่องก็ต๊กกะใจหนีเตลิดเปิดเปิงเข้าป่าไปอีกคน ปล่อยให้เรานั่งพิมพ์เปิดกรุ อยู่คนเดียว มีใครอ่านกันบ้างไม๊เนี่ย..ส่งเสียงหน่อยยย

ฤษีเข้าป่าคราวนี้ไม่ธรรมดานะ..จะบอกให้ เป็นการเดินป่าครั้งแรก หลังจากที่ห่างเหินไปนานสิบกว่าปี บรรยายกันแบบเห็นภาพ ไม่ต้องทุลักทุเลบุกป่าฝ่าดงเข้าไปสัมผัสเอง ช่วงท้ายมีรูปฤษีเปลือยกายอาบน้ำในแอ่งด้วยหล่ะ ... ใครไม่อยากเป็นตากุ้งยิง ก็ปิดตาซะนะ..ขอ บอก..
withstupid.gif  withstupid.gif  withstupid.gif
Posted by Din on 04 Aug. 2002,21:43
ติดตามอ่านอยู่อย่างสม่ำเสมอครับผม   bigsmile.gif
Posted by Yaya on 04 Aug. 2002,21:52
ไม่ได้หายไปไหนค่ะ..ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาอ่านอยู่เหมือนเดิม...เพียงแต่รอจังหวะให้คุณนกพักเหนื่อย...ส่วนพี่ฤษีฯ ..ไม่ใช่หนีไปจำศีลที่ไหนแล้วเหรอเห็นเงียบๆ ไปน่ะ .... ย๋าน่ะนะ ฟังไป..อ่านไป..เช็ดเลือดไป..อินมาก..จนรู้สึกเหมือนโดนหญ้าคา ที่เจ้าของเรื่องบรรยายไว้ว่าเหมือนใบมีดโกน..บาด น่ะ ..โอ๊ย.thumbs-up.gif  music.gifเลือดซิบๆ เลย...
Posted by STUV on 04 Aug. 2002,22:57
อ่านครับ
สองวันนี้เก็บกวาดบ้าน เหนื่อยจนพูด(พิมพ์)ไม่ไหว
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 04 Aug. 2002,23:01
ไม่ได้หนีไปจำศีลครับ แหม! แค่หลบไปเดินห้างแป็บเดียวหาว่าเราหนีไปจำศีลซะแล้ว เมื่อกี้ก็ยังคุยกันอยู่ดีๆเลยนี่นา ๕๕๕
  เรื่องที่ว่ามีรูปผมโป็หนะ มีจริงคับ คุณนกแกเป็นคนพูดจิงทำจิงแกทำไ้อ้อยู่แล้ว เดี๋ยวคงเอามาลงให้ดูกันใช่ไม๊ครับคุณนก ..
  เสียววุ้ย.......
Posted by Yaya on 04 Aug. 2002,23:23
วุ๊ย... อุจาด.. คุณนก คิดดีๆ นะที่จะเอารูป แบบว่ามาลงน่ะ ..เดี๋ยวคนที่นี่แตกตื่น หนีกันหมดกลายเป็นบ้านร้างไม่รู้ด้วยนะ ... อ้อถามหน่อยเถอะ ที่ลงเล่นน้ำ น่ะ ปลาตาย ลอยขึ้นอืด ดังที่เคยปรากฏเป็นข่าวน่ะคงเป็นเพราะเหตุ นี้สินะ ... ฤษีฯ เปลือย ..อึ๋ยส์... ปิดตา ..ไม่อยากคิด.. cool.gif  iDude.gif
Posted by นกกะปูด on 05 Aug. 2002,01:33
แหะๆๆๆ ปลื้มใจแทนคุณฤษีฯ มิตรรักแฟนเพลงยังเหนียวแน่นปึ๊ก...
อดทนอ่านต่อกันหน่อยนะจ๊ะ นู๋เพิ่งสแกนรูปภาพเสร็จค่ะ
คงได้เห็นฤษีโป๊ก็งานนี้แหละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า baaa.gif  baaa.gif
ว่าแต่... คืนนี้มาววววว พิมพ์ไม่ไหวแล้วง่ะ..อ๊วกกกก
beer2.gif.gif  beer2.gif.gif  beer2.gif.gif  beer2.gif.gif
Posted by Yaya on 05 Aug. 2002,09:08
มิน่าหละคุณนก...เมื่อคืนรอตั้งนาน..ไม่เห็นมาที่ไหนได้แอบไป ดริ๊งค์ ซะนี่ ..มาวเลยเหรอ... อ้อรูปที่แสกนน่ะ..ผ่านเซนเซอร์ รึยังคะ...เตรียมปิดจมูก.. ฮ่า ฮ่า ฮ๋า ... hehe.gif  tongue.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 05 Aug. 2002,13:36
เดี๊ยวเถอะ เห็นรูปกายเราแล้วจะหลง เฮอะ!
  เอ้า ..คุณนกโชว์ด่วน......
Posted by Yaya on 05 Aug. 2002,15:05
" เดี๋ยว..จะหลง.." .. หลงป่า หลงทาง หาทางออกไม่ได้หนะสิ ..ไม่ว่า หาใช่หลงในรูป อันอวบอั๋น ของพี่ฤษีฯ ที่ไหน กัน... ไม่มีทางหลง..ฮ่า ฮ่า ... สำคัญตัวเองผิดไปแล้ว ..เพ่...แหวะ แหวะ แหวะ.. tongue.gif  tongue.gif  tongue.gif  tongue.gif  tongue.gif  tongue.gif
Posted by นกกะปูด on 05 Aug. 2002,15:53
อ้าวววว!!! จะตีกันซะแร้ววว
น้าแอ๊ดขา..หาไม้เรียวมาหวดก้นเด็กๆ เร้วววว tongue.gif tongue.gif 
เรื่องรูปภาพประกอบ นู๋วางสคลิ๊ปไว้ตอนสุดท้ายของการเดินป่าค่ะ
ช่วงนั้นคุณพี่ฤษี จะบรรยายตอนเปลือยกายลงเล่นน้ำค่ะ..
พวกพี่ๆ ในคณะที่คุณฤษีร่วมเดินทาง แอบถ่ายไว้และเอามาให้นู๋ดูค่ะ
อดทนอ่าน... อดทนรอชมภาพอันสุดสยิว..อึ๋ยยยย อีกหน่อยนะคะ withstupid.gif

(ต่อ)..

เราเดินอยู่บนทางเรียบประมาณ ๒ ชั่วโมงเศษ
เนื่องจากในเวลานั้น เริ่มใกล้เที่ยงและอากาศเริ่มร้อน
เราทำเวลาไม่ได้ และส่วนหนึ่งก็ยังไม่อยากทำเวลา
เนื่องจากต้องการสงวนแรงไว้สำหรับช่วง ๗ กิโลเมตรสุดท้าย
ราวๆ เที่ยงเศษ พี่ทวีซึ่งเดินนำหน้าสุด หยุดบอกว่า..
ถึงช่วงลงเขาแล้ว ผมกับพวกที่มาถึงก่อนหยุดคอยสาวๆ และพี่ตุ๋ย


เมื่อพร้อมกันแล้ว พวกเราทั้งหมดเลี้ยวซ้ายเข้าไปในป่า
ข้างทางรอบตัวเรานั้น มีต้นไม้ขนาดเล็กและขนาดใหญ่สลับกันเต็มไปหมด
บางช่วงของเส้นทาง เป็นโขดหินขนาดต่างๆ ถูกจัดวางขวางทางไว้
เราต้องปีนป่ายข้ามไป บางช่วงมีขอนไม้ล้มขวางทางอยู่
ก็ต้องถอดเป้ออก แล้วลอดพร้อมกับลากเป้ตามไป
ส่วนของมีคมในป่านั้น เราโชคดีที่ไม่ต้องเผชิญกับหญ้าคาอีกต่อไป
แต่โชคร้ายที่ต้องผจญกับเล็บอินทรียังไม่หมดสิ้น
และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ป่าได้ส่งน้องใหม่มาทักทายเรานั่นคือ...


"ต้นช้างร้อง" (น่าเสียดายที่หาภาพไม่ได้)
ช้างร้องเป็นไม้พุ่มสูงประมาณเมตรเศษ มีกิ่งก้านมากมาย
และแต่ละกิ่งมีหนามแหลมประมาณนิ้วก้อย ติดตั้งอยู่เป็นสิบๆ หนาม
ถ้าพลาดพลั้งสะดุดล้มไปโดนมันเข้า ก็มีสิทธิกลายพันธุ์ เป็นเม่นได้ในทันที


เราเดินฝ่าขวากฝ่าหนาม มาได้ประมาณครึ่งชั่วโมงก็หยุดพัก
พี่โจหยิบข้าวเหนียว หมู เนื้อหวาน กับส้ม ๑ ลูก มาแจกให้แต่ละคน
ทุกคนจัดการด้วยความรวดเร็ว จากนั้นพวกเราทั้งหมดออกเดินทางต่อ
เส้นทางยังคงเดิม รกทึบ เต็มไปด้วยขวากหนาม และโขดหิน
แต่ที่ไม่คงเดิมคือ ความลาดชันซึ่งดูจะมากขึ้นตามระยะทาง
ด้วยความแห้งแล้งของพื้นที่ ประกอบกับความเหนื่อยล้าที่เพิ่มมากขึ้น
ทำให้พวกเราต้องหยุดพักดื่มน้ำกันบ่อยขึ้น...


เราเดินต่อมาได้ประมาณ ๒ ชั่วโมง ก็มาถึงลานหินแห่งหนึ่ง
ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้ว หากมีน้ำไหลผ่านมันคงเป็นน้ำตกขนาดย่อมๆ ทีเดียว
แต่ในวันนี้ไม่ใช่ มันคงเป็นเพียงลานหินกับแอ่งน้ำขนาดเล็ก ๒ แอ่งเท่านั้น
ข้อที่แปลกของลานหินนี้คือ มันมีรูกว้างขนาดกำปั้นผู้ใหญ่
ลึกประมาณ ๑ ฟุตอยู่ทั่วลาน คล้ายมีคนพิเรนทร์มาเจาะไว้...


โกบอกว่า นั่นเป็นรูสำหรับปักร่มขายของ
และเราโชคดี อีกไม่นานคงมีแม่ค้าขายน้ำมาปักร่มแน่ๆ
ผมเสริมขึ้นว่า ขอแม่ค้าขายผลไม้ด้วย อยากกินสัปปะรดเย็นๆ
พี่โจรีบแซวขึ้นทันทีว่า แม่ค้าที่นี่เขาขายเฉพาะเวลาราชการ
เรามาเสาร์ - อาทิตย์... "หมดหวัง"...
แล้วเสียงฮาในอารมณ์เพ้อเจ้อของเราทั้งสาม ก็ดังขึ้นอย่างพร้อมกัน


ความเหน็ดเหนื่อยส่วนหนึ่งถูกถ่ายเทลงไปในหลุมปักร่มนี่เอง
ลานแห่งนี้ถ้าเป็นน้ำตก จะชื่ออะไรไม่ทราบ
แต่คณะกรรมการเรารับรู้เพียงว่ามันเป็นลานหิน
และตั้งชื่อโดยมีมติเอกฉันท์ว่า .. "ลานปักร่ม" ...


พี่ทวีบอกว่า...
ลานปักร่มนี้ เป็นครึ่งทางของเส้นทางลงเขา นั่นหมายความว่า
เราต้องใช้เวลาเดินทางอีกราว ๒ ชั่วโมง จึงจะถึงจุดหมาย
เราพักล้างหน้าล้างตาที่ลานปักร่มครู่หนึ่ง แล้วออกเดินทางต่อ
การเดินทางในช่วงนี้ยังคงยากลำบากเหมือนเดิม
เพราะความชันในบางช่วง ชันขนาด ๓๐–๔๕ องศา
และเป็นการเดินลงเขาเพียงอย่างเดียว ซึ่งหากพลั้งพลาด..
ภาพที่ไม่อาจเป็นอื่นคือ การกลิ้งลงเขาไม่ต่ำกว่า ๕-๖ เมตร
และการกลิ้งลงเขา ไม่ว่าจะเป็นระยะทางเท่าใด ล้วนมีความเสี่ยง
ที่จะเจ็บหนักได้ทั้งนั้น เราจึงใช้ความระมัดระวังสูงขึ้น
และการเดินทางก็ย่อมช้าลงโดยสภาพ...


ในการเดินทางช่วงนี้...
ไม่ใช่แต่เพียงความลาดชันเท่านั้นที่เป็นปัญหา
อากาศที่ร้อนเพิ่มขึ้น กับปริมาณน้ำในร่างกายที่น้อยลง
ทำให้พวกเราหลายคนเริ่มออกอาการเหน็ดเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด
ผลคือทำให้การเดินแบบเป็นกลุ่มใหญ่ แตกเป็นกลุ่มเล็กๆ
หลายๆ กลุ่ม เดินตามกันไป ซึ่งในบางครั้ง ผู้ที่เหน็ดเหนื่อยที่สุด
อาจต้องไปเดินอยู่ท้ายแถวตามลำพัง…


นั่นมิใช่เรื่องเพื่อนร่วมทางทอดทิ้ง
แต่เป็นเพราะเส้นทางในป่านั้นคดเคี้ยว
เพียงเพื่อนเราขึ้นเขา หรือเข้าโค้งก่อนเรา
เนินดินและแนวป่าข้างหน้า ก็ทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวได้


เป็นที่แน่นอนว่าเส้นทางในป่าเขานั้น
หารูปทางที่ชัดเจนตายตัวไม่ได้
ในรูปทางที่ชัดเจนนั้นคงเป็นทางกว้างขนาด ๑ คนเดิน
ซึ่งสังเกตได้จากลักษณะทาง ที่ไม่มีต้นไม้เล็กขึ้นในช่องทางนั้น
ช่องทางที่ว่านี้ เกิดขึ้นจากการเดินของนักเดินป่า
หรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และมันจะคงอยู่ต่อไป ตราบเท่าที่ยังมีการเดิน
อย่างไรก็ตาม ช่องทางเดินนี้ไม่ได้มีอยู่ตลอด
ในบางภูมิประเทศที่เป็นโขดหิน หรือเป็นลานกว้าง
ที่มีใบไม้หล่นทับเป็นจำนวนมาก เส้นทางนี้ย่อมหายไป
หรือไม่อาจเกิดขึ้นได้ และแน่นอนนั่นเป็นปัญหา
ทำให้ผู้ที่ตามมาทีหลัง ไม่อาจแกะรอยผู้ผ่านมาก่อนได้


ในสถานการณ์เช่นนี้...
สิ่งที่ทำได้คงมีเพียงหยุด และร้องถามทางจากผู้มาก่อนเท่านั้น
พูดถึงเส้นทางในป่าในเขา แม้จะไม่ชัดเจน แต่โดยมากก็ไม่คลุมเคลือ
แต่เส้นทางในจิตใจของคนเราเล่า..โดยมากเป็นอย่างไร?
ผู้คนเดินป่า หลงทิศหลงทาง ยังร้องถามทาง ถามทิศจากเพื่อนได้
แล้วผู้คนที่หลงทางอยู่ในเมืองเล่า..? จะถามทิศถามทางจากผู้ใด?
ในเมื่อผู้คนส่วนใหญ่...ไม่เคยเดินทาง…


~ฤษีข้ามน้ำ~

Posted by add on 05 Aug. 2002,21:09
รูปสวยจัง....
     อือ...น้องหนูป่าวประกาศซะ น้าแอ๊ดรอลุ้นจะดูก้นคุณฤษีมั่ง
     ยังกับตอนที่ลุ้นดูก้น ฮิวแกรนท์  ในหนังเรื่อง Micky Blue Eyes เลย  แต่เปล่าหรอก ฉากที่ว่าเห็นก้น  เห็นนีด...นิด ..เดียวจริงๆ ลุ้นแทบตาย  

     ฉากนี้ก็คงเหมือนกันละมั้ง ?
Posted by นกกะปูด on 05 Aug. 2002,22:07
อืมมม เอาแบบเห็นกันจะๆ เลยค่ะน้าแอ๊ดขา..
ว่าแต่หลงพี่เหอะ.. ไม่รู้ว่าจะเข้ามาแอบอ่านอ่ะป่าว
หากมาเห็นภาพเรทX อาจจะถูกแบนค่ะ..น้าแอ๊ดขา.. withstupid.gif
Posted by Yaya on 05 Aug. 2002,22:23
โห..เรท X เลยเร๊อะคุณนก...แบบนี้เด็กดีอย่างย๋าคง..ทนดูไม่ได้แล้วมั้ง..อ๊ะ..แต่ก็จะทนดูนะ...นะ น้าแอ๊ด นะคะ..ทนๆ ดูกันไป..จะได้เก็บไว้ปลง ไง คะ... hehe.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 05 Aug. 2002,23:00
ดูแล้วหลงไม่รู้เน่อ ..เดี๋ยวจะหาว่าข้าเจ้าไม่เตือน อ้อ. ถ้าติดใจมี vcd แบบเต็มอัลบัมให้ดูด้วยใช่ไม๊คุณนก แผ่นละ ๘๐ บาทครับ ราคามาตรฐาน หาเงินเข้ามูลนิธิคนตาบอดครับ ๕๕๕
Posted by Yaya on 05 Aug. 2002,23:21
มูลนิธิ คนตาบอด..แถมเป็นโรคจิต น่ะดิ... เอาไว้ขายให้คนตาบอดเถอะพี่ .. VCD ..อัลบั้ม รวมฮิตที่ว่าน่ะ ..คนตาบอดน่ะแหละถึงจะพอทำใจดูได้น่ะ... tongue.gif  tongue.gif  tongue.gif  tongue.gif
Posted by นกกะปูด on 06 Aug. 2002,13:54
โห!! นิทานยังไม่ทันจบ เด็กสองคนจะยกพวกตีกันซะแร้ววว
อยากรู้จัง ถ้าเจอกันแบบตัวเป็นๆ สงสัยต่างคน ต่างจ๋อยมั๊ง อิอิ

(ต่อ)...

การเดินทางในครึ่งทางหลังนั้น แม้ระยะทางจะไม่มาก
แต่เนื่องจากเราเดินทางมาไกลและเสียน้ำไปมาก
การเดินทางในช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุด
เราหยุดพักดื่มน้ำบ่อยขึ้น ในที่สุดน้ำทุกกระติกก็หมด คอเราแห้งผาก...
เรียมนั้นหน้าแดงก่ำ ส่วนพี่เจี๊ยบทำท่าจะไปต่อไม่ไหว


ช่วงก่อนที่จะถึงจุดหมายซักครึ่งชั่วโมง
พี่โจต้องหยุดนอนเพราะเป็นตะคริวที่ท้อง
ส่วนผมนั้นแม้จะรู้สึกว่ายังเดินไหวแต่ขามันก็สั่นอยู่บ่อยๆ
โดยไม่ได้นัดหมาย ผม พี่โจ พี่ตุ๋ย พี่เจี๊ยบ และเรียม
ต่างนอนพักอยู่บนทางลาดเชิงเขา
ส่วนพี่ทวี โก พี่ยุทธ คุณก้างและกอล์ฟล่วงหน้าไปก่อน
สภาพตอนนี้ของเรานั้นโทรมสุดๆ เสื้อผมเปียกโชกไปทั้งสองตัว
ส่วนกางเกงเหงื่อซึมมาเกือบถึงหัวเข่า คนอื่นก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก


เราเริ่มกังวลถึงการเดินทางขากลับ
เพราะเราเดินลงทางชันราว ๔๕ องศา มาเกือบชั่วโมง
และตลอดทางที่มาล้วนเป็นการเดินลงเขาทั้งสิ้น
เมื่อคิดถึงขาขึ้นแล้วเกรงว่าจะไปไม่ไหว
พี่เจี๊ยบเป็นผู้หญิงร่างอ้วนหนักประมาณ ๖๐ กิโลกรัม
ส่วนเรียมแม้จะรูปร่างสันทัดกว่า แต่ก็เหมือนกับพี่เจี๊ยบคือไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน 
ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมบวกกับน้ำหนักที่กดบนบ่า
และความเหนื่อยล้าของวันนี้ ทำให้จินตาภาพของการเดินทางวันพรุ่งนี้
ไม่อาจเป็นสวรรค์ไปได้..
.  

การเดินทางครั้งนี้ถูกจัดขึ้นตามข้อเรียกร้องของผม
ซึ่งระบุชัดเจนว่าปรารถนาที่จะเดินป่าแบบโหดๆ 
ดังนั้นในบางครั้งที่คณะเรารู้สึกเหนื่อย และท้อแท้
ก็มักจะมีคำพูดแซวขึ้นว่า "ก็เพราะท่านนั่นแหละ"
ไม่ว่าจะแซวเล่นหรือพูดจริงก็ตาม แต่ในใจผมนั้นรู้สึกผิด
ที่มีส่วนทำให้ทุกคนต้องลำบาก
เมื่อเห็นสภาพพี่เจี๊ยบและเรียมตอนนั้นแล้ว
สิ่งเดียวที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงคือกล่าวคำ "ขอโทษ" 
แม้มันอาจจะไม่ทำให้เธอทั้งสองหายเหนื่อย 
แต่มันก็ปลดน้ำหนักบางอย่างในใจผมลงได้


... ในช่วงที่ท้อแท้ที่สุด หลายคนเริ่มคิดหาทางออก
จากจุดที่เราหยุดพัก พี่เจี๊ยบได้ยินเสียงคล้ายเสียงรถ
เลยเสนอให้เราตัดทางตรงออกไปยังถนน
แต่พี่ตุ๋ยค้านเพราะเราไม่มีแผนที่ โอกาสที่จะหลงมีสูง
แผนต่อไปคือโทรศัพท์เรียกเจ้าหน้าที่ป่าไม้สองคนมารับเรา
เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักบนหลังในขากลับ
แผนนี้ดูจะเป็นไปได้ แต่จะเป็นจริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับสัญญาณโทรศัพท์
ในขณะที่วางแผนนี้ สัญญาณเป็นศูนย์
ความหวังทั้งหมดจึงอยู่ที่ลานกว้างบริเวณน้ำตก


“แควมะค่า” จึงไม่ใช่รางวัลแห่งการเดินทางเพียงอย่างเดียว
แต่มันคือความหวังที่จะสร้างสวรรค์ในการเดินทางขากลับด้วย
จากจุดที่เราพัก เราทั้ง ๕ คน ตกลงที่จะเดินต่อรวดเดียวให้ถึงน้ำตก
เมื่อเดินมาได้ครู่หนึ่งเราได้ยินเสียงของโก ร้องตะโกนบอกว่าถึงแล้ว
ระยะห่างของเสียงอยู่ใกล้ใช้เวลาเดินไม่เกิน ๑๐ นาที
แต่ให้ตายเหอะ!! เราไม่ได้ยินเสียงน้ำเลย..


เราเดินต่อมาอีกครู่หนึ่งก็เห็นพี่ทวี และพรรคพวกที่ล่วงหน้ามาก่อน
เบื้องหลังพวกเขาเป็นภูผาหินกว้างประมาณ ๗๐-๘๐ เมตร
สูงประมาณตึก ๔ ชั้น และไม่มีน้ำซักหยดไหลลงมาจากหน้าผา
ผมเหม่อมองดูมัน ในใจนั้นเป็นรสชาติที่บอกไม่ถูก
อดคิดถึงคำพูดของใครคนหนึ่งไม่ได้ 
"จุดหมายกับปลายทางนั้นเป็นคนละเรื่องกัน"
มีซักกี่คนที่ปลายทางคือจุดหมาย...
และมีซักกี่ครั้งที่เมื่อถึงจุดหมายแล้วกลับไม่พบอะไร..


อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีน้ำตกให้เราชื่นชม
แต่ก็ยังดีที่มีแอ่งน้ำให้เราใช้สอย แอ่งแรกเป็นแอ่งขนาดใหญ่อยู่ใกล้กับหน้าผา
น้ำในแอ่งใสพอจะตักมาต้มดื่มได้ ส่วนอีก ๒ แอ่งเป็นแอ่งเล็กๆ
อยู่ถัดออกมาประมาณ ๒๐ เมตรน้ำในแอ่งสีคล้ำ เพราะตะกอนใบไม้ที่ทับถม
สิ่งแรกที่เราทำคือหาน้ำมาดื่มให้เพียงพอ
ผมตักน้ำจากแอ่งใหญ่ใส่กาและหม้อสนามอีก ๒ ใบ
ส่วนพี่ยุทธเริ่มก่อไฟบริเวณลานหิน
โกนั้นปีนหน้าผาขึ้นไปตัดกระบอกไม้ไผ่มาใส่น้ำ
เรานำภาชนะทั้งหมดมาตั้งไฟ แต่เนื่องจากฟืนที่ใช้เป็นเศษไม้ใบไม้น้ำจึงไม่เดือด
ผมถือกาน้ำกับหม้อสนามกลับมายังจุดที่วางของไว้
เพราะเห็นพี่ทวีกำลังก่อไฟหุงข้าวเลยฝากน้ำให้ต้มด้วย 
ส่วนพี่ยุทธยังคงต้มน้ำในหม้อสนามและกระบอกไม้ไผ่ต่อไป
จะเป็นเพราะความบางความสดของไม้ไผ่หรือเพราะอย่างไรไม่ทราบ
ต้มได้ครู่เดียวกระบอกไม้ไผ่ก็แตกระเบิดเสียงดังตูม
นกเงือกที่อยู่บริเวณนั้นบินแตกฮือออกมา!!!
 

คุณก้างว่าบินออกมาจากป่าเกือบ ๑๐ ตัว
ส่วนผมมาทีหลัง คงเห็นเกาะอยู่ที่ขอนไม้ตัวเดียว
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เห็นนกเงือกจะๆ อย่างนี้
มันเกาะอยู่บนกิ่งไม้ห่างประมาณ ๑๐ เมตร
ลำตัวยาวประมาณศอกครึ่ง ปากสีเหลืองขนาดใหญ่ตัดกับขนสีดำ
มันเกาะอยู่ราว ๑ นาทีก็บินจากไป
ไม่มีใครถ่ายรูปมันไว้ได้เพราะฟ้าเกือบจะมืดแล้ว
คงได้แต่เก็บภาพมันไว้ในความทรงจำ..
.

ก่อนฟ้ามืด.. พวกเราทุกคนได้ดื่มน้ำกันถ้วนหน้า
พี่โจเตรียมอาหารมื้อเย็น รู้สึกจะเป็นเนื้อ-หมูเค็มทอด กับผัดเปรี้ยวหวานหมู
พวกเราทุกคนกินกันอย่างสุดกำลัง เพราะหากไม่อิ่มก็ต้องแบกท้องไปรอเติมเอามื้อหน้า
หลังจากจัดการกับอาหารมื้อค่ำแล้ว ทุกคนแยกย้ายกันไปทำภารกิจส่วนตัว
ส่วนผมตรงไปที่แอ่งน้ำใหญ่ ถอดเสื้อผ้าที่เกรอะกรังออกมา


ภายใต้แสงจันทร์..
เสี้ยวร่างกายที่เปลือยเปล่าเห็นเป็นเพียงเงารางๆ เช่นเดียวกับสรรพสิ่งรอบข้าง
กลิ่นชื้นของใบไม้ที่ทับถม และน้ำในแอ่งที่เย็นสบายทำให้รู้สึกสดชื่น
การเปลือยกายอาบน้ำท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ ทำให้ผมกับป่าใกล้ชิดกันมากขึ้น
และในบางห้วงสำนึก ผมรู้สึกราวกับตัวเองเป็นสัตว์ป่าตัวหนึ่ง..
.

ใช่หรือไม่...
ว่าเมื่อเราเปลือยเปล่าตัวเองต่อหน้าธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ สงบ เรียบง่ายและทรงพลัง
เราไม่สามารถแสดงปมเขื่อง อันเป็นมายาของอัตตาออกมาได้
ที่รู้สึกได้คงเป็นความจริงที่ตนแสนต่ำต้อย เช่นเดียวกับสรรพสัตว์
เปลือยกายต่อหน้าธรรมชาติ บางทีก็คล้ายเปลือยใจต่อหน้าบุคคลที่เรารัก
ท้ายสุดเป็นความสบายใจ เพราะได้สำนึกว่าตัวเราไม่ได้ใหญ่โตเหมือนอย่างที่คิด..


~ฤษีข้ามน้ำ~




นี่เป็นภาพเปลือยกายอาบน้ำ ของพ้มเองคร๊าบบบ..  tongue.gif  tongue.gif
Posted by Yaya on 06 Aug. 2002,15:25
แหะ..แหะ...ก็ดีแล้วที่รู้จักตัวเอง ..พี่ฤษีฯ ...

"เพราะได้สำนึกว่าตัวเราไม่ได้ใหญ่โตเหมือนอย่างที่คิด"... ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ฮิปโปตัวนี้เอง...เข้าใจเล่น นะคุณนก กะพี่ฤษีฯ ... หลอกให้แฟนๆ ..ใจ จดใจจ่อ ที่ไหนได้ ..อลังการ์ กว่าที่คิดไว้เยอะ ... อย่างพี่ฤษีฯ น่ะน่าจะใช้รูปปลาไหลตากแห้งนะ ... ไม่แน่จริงนี่นา... ตอนนี้ดีกันแล้วสิ ร่วมมือกัน หรอกชาวประชา ..แล้วมานั่งหัวเราะจนแทบกลิ้ง... เดี๊ยะ ๆพี่ฤษีฯ ..ได้เจอ ..แบบด้นสด ๆ..อีก...ไม่นึกถึงตอนงอนกันแล้วให้เราไกล่เกลี่ยนะ ... คอยดู คราวนี้ย๋างอน มั่ง..หึ.. tongue.gif  tongue.gif  baaa.gif  baaa.gif  baaa.gif  baaa.gif  baaa.gif  baaa.gif  baaa.gif
Posted by นกกะปูด on 06 Aug. 2002,16:43
โธ่.. น้องย๋าจ๋า...โอ๋ โอ๋ โอ๋
นกกะพี่ฤษีไม่ได้ร่วมมือกันหลอกชาวประชา(ซะเมื่อไหร่) อิอิ
เมื่อกี๊ส่งภาพให้เว็บมาสเตอร์ดูแล้ว ท่านบอกว่าลงไม่ด้ายยยย
ลงไม่ด้ายยยย ยังไงก็โดนแบนจ้ะ..บอกแล้วไงมันเรทX
มันเห็นปลาไหลแห้งๆ ของพี่ฤษีฯ จ้ะ..  withstupid.gif
Posted by add on 06 Aug. 2002,16:51
โธ่เอ๊ย!  น้าแอ๊ดอุตส่าห์ติดตามด้วยใจระทึก  
     เล่นหักมุมจบแบบนี้  น่าตีนักเชียว
     เด็กพวกนี้.....ฮ่าฮ่า
Posted by KiLiN on 06 Aug. 2002,19:38
นึกอยู่แล้วเชียว  ดูทำไมฤษีเปลือย
สู้ดูเทพเปลือย ของคุณ add แจ๋วกว่าเยอะ   biggrin.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 06 Aug. 2002,22:43
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด..... ทุเรศที่สุดเลยหวะ ฮ่าๆๆๆๆๆ คิดได้ไงเนี่ย สงสัยผมต้องขอหมายค้นไปค้นไฟล์รูปภาพในเครื่องคุณแล้ว มีอีกไม๊ไอ้รูปแบบนี้หนะ ดีๆทั้งนั้นนะ ดูเดะมันสะบัดหางเล่นน้ำด้วย กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
  ว่าแต่ว่าไอ้ตัวนี้คือไอ้ตัวที่แรดไปกัดลูกนังมะลิป่าวเนี่ย...หือ tongue.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 06 Aug. 2002,22:50
ต่ออีกหน่อย ดูหน้าฮิปโปตัวนี้่ดิ หน้ามันกวนซะด้วยเนอะ (สงสัยเป็นคนร้ายที่กัดลูกนังมะลิแหงเลย ไปแจ้ง สน.ดุสิตไหมคุณนก เผื่อได้ตังเอามาอุดหนุนเป็นค่าทำเว็บของพี่กิเลนเค้า)
 อ้อ! แล้วรู้สึกน้องหยาจะเสียใจมากเลยนะที่ไม่ได้เห็นรูปโป๊ของพี่ เก็บๆ อาการหน่อยเป็นครูบาอาจารย์นะ ไม่อาจใครก็อายน้าแอ็ดบ้าง ผู้หลักผู้ใหญ่เค้าคอยดูอยู่...ดูเดะพูดแค่นี้หน้าแดงเลย..หรือจะเถียงว่าไม่จริง หือ...
Posted by Yaya on 07 Aug. 2002,12:48
ใคร..ใคร ..บอกย๋าอยากดู ..ย๋าก็แกล้งทำเป็นอยากดูให้คนที่อยากโชว์เค๊าดีใจไปงั้นแหละ ... ไม่เห็นอยากดูเลย..อิอิ ..รูปปลาไหลตากแห้งยังน่าดูกว่าอีก... ไม่ได้แสดงอาการอะไรซะหน่อย ..มาหาตู่เค๊า.. ดีแล้วหละ ที่คุณนกหักมุมแบบนี้น่ะ ไม่งั้น ..เวบนี้ ก็จะไม่มี Yaya มาโผล่ .. tongue.gif

นี่ขนาดไม่ มา คืนเดียว.. เหงาไปตามๆ กันนะ คุณนกนะ ..ฮ่า ฮ่า ฮ่า ..สะใจ.. tongue.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 07 Aug. 2002,13:33
เฮ้ยๆๆๆ เอาที่ไหนมาพูด เหงา เหงว อะไรกันเค้าอยู่กันสบายดี ...น้องหย๋า มาสร้างภาพอีกแล้ว (ล้อเล่นนะ ..อย่างอนอีกหละ)
  ผมชอบฮิบโปตัวนี้จัง ... ชอบจริงๆเลยเนี่ย
Posted by นกกะปูด on 07 Aug. 2002,14:02
มันเหมือนตัวจริง ของคุณพี่ฤษีใช่ม๊า?
นี่ยังดีนะที่ไม่ฉีกหน้ากัน เอ..รึว่าจะเอาภาพโป๊ภาพนั้นมาลงดีน๊า...?
ขอคิดดูก่อนละกัน...กลัวทำบอร์ดหลงพี่เค๊าพังหน่ะ.. music.gif  music.gif  music.gif
Posted by Yaya on 07 Aug. 2002,14:28
.. แน่ใจนะว่าไม่เหงาเดี๋ยว จะหนีเข้าป่า สัก 10 วัน ดูสิ จะเกิดอะไรขึ้น... อ้าวคุณนก..ตอบทีเกิดอะไรขึ้น... แต่เวลาย๋าเข้าป่าน่ะ ไม่ไป..ล่อนจ้อน..อวด น้ำ อวด ฟ้าเหมือนใครบางคนหรอกนะ.. ... คงนึกว่าศิลป์ ตาย หละสิ ... ที่ไหนได้ ... เหอ เหอ ...  hehe.gif  hehe.gif  hehe.gif  hehe.gif  hehe.gif  hehe.gif
Posted by นกกะปูด on 07 Aug. 2002,16:10
ย๋าหนีเข้าป่าเหรอ? ตอนนั้นย๋ายังแก้ผ้ากระโดดอาบน้ำอยู่เลยมั๊ง..
ตอนเหตุการณ์ตุลาฯ น่ะ จริงป่าวคะน้าแอ๊ดขา..

ว่าแต่ฤษีเข้าป่าก็จบแล้ว อยากให้น้าแอ๊ดเล่าตอนที่หนีเข้าป่าสมัยตุลาฯ
ให้น้องๆ หลานๆ ฟังเป็นวิทยาทานน่ะค่ะ นะๆๆๆ น้าแอ๊ด..คนดีของนู๋  inlove.gif  inlove.gif

ย๋าเข้าป่าซัก 10 วัน พี่ฤษีก็ร้องไห้ตาแดงเหมือนนกกะปูดอ่ะสิ
(แบบว่าดีใจ..จนต้องกอดคอกันร้องไห้หน่ะ อิอิ ล้อเล่นนา) withstupid.gif
Posted by Yaya on 07 Aug. 2002,17:37
อึ้ม...จริงด้วยน้าแอ๊ด ..ย๋าก็อยากฟังเล่าๆ ...น้าแอ๊ด... ตอนนั้น.. น่ะ ยังแก้ผ้า เล่นน้ำอยู่เลย...อยากรู้ค่ะ เล่า ๆ ..น้าแอ๊ด เล่า.. music.gif
Posted by add on 07 Aug. 2002,18:52
โอ้โฮ...เอากันใหญ่  จะดูก้นคุณฤษีแล้วไม่ได้ดู ไหงหันกลับมาหาน้าแอ๊ดเนี่ย.....

     น้าแอ๊ดอยู่ในป่า อาบน้ำในลำธาร มีความสุขจะตาย  ฮ่าฮ่า  เอาไว้ค่อยเล่า  เดี๋ยวจะเล่าเป็นตอนสั้นๆดีมั้ย  จะได้ไม่เบื่อ เช่นอยู่กันแบบไหน หุงข้าวยังไง  อาบน้ำกันยังไง  แล้วเวลาสงสัยอะไรจะได้ถาม ได้   เดี๋ยวให้ซุปเปอร์จีช่วยเขียนเล่าด้วย  เนาะ เนาะ  หลัง 12 สิงหาไปก่อนนะ หนูๆทั้งหลาย  

    (รับรองอาบน้ำในป่า ไม่ต้องมีรูปแบบคุณฤษี โรแมนติคสุดๆ)
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 07 Aug. 2002,21:34
จริงๆแล้วเรื่องนี้ยังไม่จบครับที่เหลืออยู่ในบันทึกผม แต่ไม่ได้เล่าให้คุณนกฟัง อยากฟังป่าว..ไม่เล่าหรอก
Posted by นกกะปูด on 07 Aug. 2002,21:49
อ้อ..มีกั๊กไว้ด้วยเหรอพี่ฤษี? จำไว้นะ..ฮื่มมม  iDude.gif  iDude.gif
Posted by Yaya on 07 Aug. 2002,21:50
.... อย่าเล่านะ ไม่อยากฟัง... baaa.gif  devil.gif  tongue.gif
Posted by Yaya on 08 Aug. 2002,10:22
... ขอโทษค่ะ ..แค่ล้อเล่นน่ะ นะ ..ที่บอกว่าไม่อยากฟัง...ไม่ใช่โกรธ งอนกันไปแล้วเหรอหายเงียบไปทั้งคุณนก และพี่ฤษีฯ น่ะ ...อยากฟังค่ะอยากฟัง...เล่าต่อเร๊ว..พี่ฤษีฯ เล่าเองเลย.. นะคะ...  sleeping.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 08 Aug. 2002,22:37
น้องหยาไปกินเห็ดเมามาเหรอ เดี๋ยวอยากฟังเดี๋ยวไม่อยากฟัง นังหนูนี่
  ไปฟังเรื่องน้าแอ็ดเข้าป่าไม่ดีก่าเหรอ น้าแอ็ดนี่ของจริงเลยนะอันนั้นอยู่ป่าเลย..น่าสนใจก่าอีก
Posted by add on 08 Aug. 2002,22:54
เอ้า เล่าเหอะ คุณ ฤษี  น้าแอ๊ดยังอยากฟังเลย  
   ...แล้วรูปที่ว่า  มีจริงรึเปล่า  หรือแกล้งหลอกกันเล่น  สงสัยๆ
Posted by Yaya on 08 Aug. 2002,22:56
....ได้ ๆ ..พี่ฤษีฯ ..ย๋าไปนั่งล้อมวงกับน้าแอ๊ดแล้วตอนนี้...ส่วนเรื่องของพี่..ไว้มาเล่า..เรื่องโมโกจู..อีกทีก็แล้วกันนะ..บางทีตอนนั้น..ย๋าอาจจะได้ช่วยเล่าก็ได้ นะ ..อิ อิ อิ.. tongue.gif  tongue.gif
Posted by นกกะปูด on 20 Aug. 2002,14:52
มาแย้ววว มาแย้ววววว...นู๋แอบไปถ่ายภาพพี่ฤษีโป๊ มาให้ดูกันค่ะ
ข่าวว่าพี่ฤษีแกออกกำลังกายทุกวัน เพื่อเตรียมตัวไปเที่ยวโมโกจูค่ะ
แบกเป้อย่างเดียวแกบอกว่ามันเบาไป อยากอุ้มสาวๆ อีกซักคน
อย่าหักโหมมากนักนะพี่ฤษี นู๋ฉงฉ๋านพุงโค้งๆ ง่ะ... laugh1.gif laugh1.gif


Posted by Yaya on 20 Aug. 2002,22:26
เอ๊า...พี่ฤษีฯ สู้ สู้ ... ใกล้ความจริงแล้ว พุงลดไป 2 นิ้ว ... ว่าแต่ว่า ...ฝากเจ้าหนมปังไปด้วยตัวแล้วกัน ..ตอนนี้กะลังให้มันฟิตร่างกายอยู่ค่ะ ..กลัวโดนหั่นทำเนื้อแดดเดียว น่ะ .. เอ๊า .. 1 2..1..2..1...2 wavey.gif  wavey.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 20 Aug. 2002,23:31
smash.gif นี่ๆๆๆๆๆๆๆตีหัวคุณนก
 ช่างหาภาพทุเรศมาลงได้เก่งจริงๆ iDude.gif
 ผมไม่อ้วนอย่างไอ้ตัวชมพูนั่นหรอก เจออีกทีแล้วอย่าร้อง WoW ก็แล้วกัน
  น้องหย๋าไอ้ขนมปังนี่มันตัวอะไรอ่ะ กินได้ด้วยเหรอ ฝากไปให้กินหรือเปล่า....แล้วเจ้าของไม่ไปแล้วเหรอ เหอๆๆๆ ถอดใจกันเป็นแถวเลยสิ พอบอกว่าต้องวิ่งให้ได้ ครึ่งชัวโมง สัปดาห์ละ ๒ วันแค่เนี้ย ไม่ยากนี่นา
Posted by Yaya on 20 Aug. 2002,23:41
เจ้าหนมปังก็เซนต์เบอร์นาร์ดที่บ้านย๋าไง...กะว่าจะส่งมันไปลองเส้นทางก่อน...ถ้ามันรอดกลับมา ..ย๋าถึงจะไป..ถอดใจ? ..ไม่ๆๆๆ.. ยังใส่ใจ อยู่ค่ะ ..ยังไม่ถอด..ตอนนี้ก็เลยกำลังขุน เจ้าหนมปังอยู่ ..ฝากใส่เป้ไปด้วยนะ ...แล้วเป้รุ่นที่มีกระเป๋าใส่หมาน่ะ ..จะใส่เจ้าหนมปังได้เร๊อะ..เหอ..เหอ...หนักกว่าคนอีก นะ.. smokin.gif
Posted by นกกะปูด on 23 Aug. 2002,10:48
มาแย้วววว มาแย้วววววว withstupid.gif withstupid.gif withstupid.gif
ต้องขอหมายค้น ไปเอาสมุดบันทึกของพี่ฤษีมานะเนี่ยยย
(ต่อ) ฤษีเข้าป่า.. ภาคพิศดาร เอ๊ย ! ภาคสอง ตอนขากลับ..ค่ะ



หลังจากอาบน้ำเสร็จ...(หล่อไม๊คร๊าบบบ) ผมกลับมาที่จุดตั้งแคมป์
พี่ตุ๋ยบอกว่าจากที่สังเกตขาลงนั้นเราเดินอ้อมมาก
และหากจะถึงที่หมายให้เร็วขึ้น เราต้องเดินทางลัด
โดยปีนหน้าผาน้ำตกขึ้นไป เมื่อสอบถามพี่ทวี ก็ได้รับคำยืนยันว่า
หากปีนหน้าผาขึ้นไป เราสามารถลัดเส้นทางได้ประมาณ ๑ กิโลเมตร
เป็นอันว่าในวันพรุ่งนี้พวกเราทั้งหมดจะปีนหน้าผาขนาดตึก ๔ ชั้นขึ้นไป
สำหรับปัญหาเรื่องน้ำนั้น พี่โจว่าในตอนเช้าจะไปตัดกระบอกไม้ไผ่
มาเจาะรูแทนขวดน้ำที่ไม่พอ ตกลงว่าพรุ่งนี้ เราจะแบกกระบอกไม้ไผ่ปีนหน้าผากัน


คืนนี้ผมเข้านอนประมาณ ๔ ทุ่ม
และกะว่าจะหลับให้เร็วที่สุด แต่มันกลับตรงกันข้าม
สาเหตุคงเพราะกังวลว่าเส้นทางขากลับนั้น
เป็นการเดินขึ้นเขามากกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์
การเดินทางย่อมยากลำบากเป็นสองเท่าของขามา
และหากเราขาดน้ำเหมือนเคยแล้ว.. ก็เป็นไปได้
ที่อาจมีใครบางคนเป็นลม ซึ่งนั่นอาจเป็นภาระของหมู่คณะ


ผมหลับไปตอนไหนก็ไม่ทราบ มาตื่นอีกทีก็ตอนดึก...
ลืมตาขึ้นแล้วยัง งงๆ ผมมองไม่เห็นอะไรเลยแม้แต่มุ้งที่อยู่ตรงหน้า
มันมืดไปหมด สิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่ายังอยู่ในโลก
คือความรับรู้ว่าร่างกายยังวางนอนอยู่บนเปลที่ผูกไว้
ผมเปิดไฟฉายที่แขวนไว้เหนือมุ้งแล้วออกไปทำธุระส่วนตัว
ก่อนกลับมานอน ก็กินยานอนหลับไป ๑ เม็ดซึ่งก็ได้ผล ตื่นมาอีกทีก็ราว ๒ โมงเช้า
ครู่หนึ่งทุกคนก็ทะยอยตื่นจนครบ แล้วเริ่มเก็บเปล เก็บเต็นท์
ซึ่งในระหว่างนั้นพี่โจได้ปีนหน้าผาไปตัดกระบอกไม้ไผ่มาทำกระบอกน้ำ
พี่ตุ๋ยกับพี่ทวีช่วยกันก่อไฟ เรียมจัดเตรียมอาหารเช้าซึ่งผมจำไม่ได้ว่าเป็นอะไร


หลังจากเสร็จมื้อเช้าเราช่วยกันต้มน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่ และกระติกทุกใบ
พี่โจนำมะนาวที่เหลือจากการทำกับข้าวมาแจกจ่ายกันคนละลูกแก้หิวน้ำ
ส่วนผมนำน้ำตาลกับเกลือมาผสมลงในถุงพลาสติก
กะว่าจะเอาไว้ผสมน้ำให้เป็นน้ำเกลือแร่
พี่โจหันมาเห็นพอดี เลยบอกให้เรียมหยิบพริกป่นมาให้
เป็นการแซวว่ามันน่าจะเป็นพริกกับเกลือมากกว่า
แถมบอกว่าเดี๋ยวผ่านต้นมะม่วงป่า จะเขวี้ยงเอาลูกมันมาจิ้มกิน...
ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอิ๊กกกก (เสียงหัวเราะของนู๋ เล็ดลอดไปถึงแควมะค่า) เอิ๊กกกกก

laugh1.gif laugh1.gif laugh1.gif laugh1.gif laugh1.gif laugh1.gif laugh1.gif laugh1.gif laugh1.gif laugh1.gif laugh1.gif laugh1.gif

ผมไม่สน ยังไงๆ ผมก็ต้องเอามันติดตัวไปด้วยแน่
หลังจากกรอกน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่ได้บางส่วน พี่ตุ๋ย พี่เจี๊ยบ เรียม
คุณก้างกับเจ้ากอล์ฟได้ออกเดินทางไปก่อน ส่วนผมตามไปทีหลัง
เมื่อถึงหน้าผา แหงนมองขึ้นไปเห็นพวกที่ไปก่อน ปีนขึ้นไปประมาณครึ่งทาง
โดยมีพี่ตุ๋ยคอยช่วยเหลือ ผมปีนตามขึ้นไป...


และในที่สุดพวกเราทั้งห้าก็สามารถพิชิตกำแพงหินนี้ได้
ผมก้มมองลงไปข้างล่าง เห็นพื้นดินอยู่ลิบๆ อดเสียวไส้ไม่ได้
หินที่เราปีนขึ้นมานั้นทั้งชันและลื่น เพราะมีใบไผ่แห้งๆ ปกคลุมไปทั่ว
หากหินที่รองรับเท้า เป็นหินขนาดเล็กแล้วแตกออก
หรือก้าวย่างเหยียบไปบนใบไผ่แห้งๆ นั้น
เกิดลื่นขึ้นมา ร่างเราคงแหลกเหลว..


นี่เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ชีวิตถูกวางไว้ในจุดที่ล่อแหลม
และอนาคตฝากไว้ในมือของผู้ที่มองไม่เห็น…
ด้านบนของหน้าผาเป็นแอ่งน้ำขนาดย่อมๆ ๑ แอ่ง
วางอยู่ในแนวโขดหิน ที่ทอดตัวเข้าไปในป่า
เข้าใจว่ามันคือเส้นทางเดินของน้ำ ก่อนที่จะตกลงไปที่หน้าผาเบื้องหน้า
ใกล้ๆ แอ่งน้ำมีต้นไทรขนาดใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง
พวกเราอาศัยร่มเงานั่งพัก วักน้ำขึ้นล้างหน้าล้างตา
และชื่นชมกับความสำเร็จที่รอดปลอดภัยมาได้อีกครั้ง...


ครู่หนึ่งพี่โจกับโกก็ไต่ตามขึ้นมา
ตามด้วยพี่ทวีและพี่ยุทธเป็นคนสุดท้าย
เราตัดเส้นทางลัดมาได้ประมาณ ๑ กิโลเมตร
ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ๑๐ โมงเช้า
เรานัดเจ้าหน้าที่ป่าไม้มารับที่จุดเดิมในเวลาห้าโมงเย็น …


๑๓ กิโลเมตรในเวลา ๗ ชั่วโมงนั้น ดูไปแล้วไม่ง่าย
แต่ด้วยอากาศที่เย็นคล้ายจะมีฝน กับกำลังใจที่ย่นระยะทางมาได้ช่วงหนึ่ง
ทำให้เราเป็นแพะภูเขาที่ฮึกเหิม หลังจากล้างหน้าล้างตากันจนเป็นที่พอใจแล้ว
เราทั้งหมดก็ออกเดินทางต่อ พี่ทวีหักเลี้ยวเข้าแนวป่าข้างทาง
เราฟันฝ่าขวากหนามกิ่งไผ่ไปได้ช่วงหนึ่ง ก็ถึงเส้นทางเดินป่าแนวเดิม
การเดินในช่วงแรกยังเป็นการเดินเกาะกลุ่มเพราะยังฟิตกันอยู่
เดินต่อมาได้อีกช่วงหนึ่งก็หยุดดื่มน้ำ
น้ำอุ่นๆ หอมกลิ่นเยื่อไผ่จากกระบอกไม้ไผ่เขียวสด
ดับกระหายของพวกเราได้อย่างปลิดทิ้ง และเป็นความรื่นรมณ์ที่ยากจะลืมเลือน...


~ฤษีข้ามน้ำ~

Posted by นกกะปูด on 24 Aug. 2002,16:50
โกเอามะนาวที่ติดตัวมาฝานบางๆ แล้วขอยืมเกลือแร่จากผมไปเหยาะใส่
อมเข้าไปแล้วดื่มน้ำตามบอกว่าอร่อยจริงๆ ผมลองทำตาม…
รสเปรี้ยวจากมะนาว เกลี่ยด้วยหวานกับเค็มทำให้ในปากนั้น
ดูจะเกิดการจราจลย่อยๆ แต่เมื่อดื่มน้ำอุ่นๆ หอมๆ ตาม 
รสชาติทั้งหมดจึงเบาบางลง กลายเป็นรสหวานปะแล่มๆ ชุ่มคออย่างบอกไม่ถูก
โกนั้นติดใจในกระบอกไม้ไผ่ และตกลงใจว่าจะขนมันไปใส่น้ำดื่มที่บ้าน
ส่วนมะนาวนั้นกลายเป็นของล้ำค่าที่ทุกคนถามหาตลอดทาง


เราเดินอีกครู่ใหญ่ๆ ก็ถึงลานปักร่ม เมื่อมาถึงก็ล้างหน้าล้างตากัน
โกกับพี่ทวีช่วยกันก่อไฟหุงข้าว ครู่เดียวข้าวร้อนๆ กับหมู-เนื้อเค็มทอด
ยำปลากระป๋องและแกงเขียวหวาน(กระป๋อง) ก็ถูกพวกเราล้อมกรอบไว้
อึดใจเดียวพวกมันก็ถูกบดรวมกันอยู่ในท้อง
หลังจากจัดการมื้อเที่ยง(แก่ๆ) เสร็จ เราก็ตักน้ำมาต้มเพิ่มเติม
เนื่องจากน้ำหมดไปหลายกระบอกแล้ว และที่สำคัญเส้นทางยังเหลืออีกไกล
ต้มน้ำกรอกใส่กระบอก และภาชนะทุกชิ้นเสร็จก็ออกเดินทางต่อ


ในช่วงหลังนี้รู้สึกว่าการเดินทางจะเป็นไปโดยราบรื่น
อาจเพราะอากาศช่วงนี้เริ่มจะเย็นขึ้นเพราะมีแนวเมฆปกคลุมอยู่บนฟ้า
อีกส่วนหนึ่งคงเป็นแรงฮึกเหิมในใจ เพราะเราพิชิตเส้นทางมาได้กว่าครึ่ง
ทั้งยังมีน้ำพอดื่ม เหนือสิ่งอื่นใดคือ อีกไม่กี่กิโลเราจะได้ดื่มน้ำเย็นสมปรารถนา
พร้อมกับจบสิ้นการเดินทางที่แสนทุรกันดารนี้เสียที...


จากหลุมปักร่มเราเดิน เดิน แล้วก็เดินต่อมาได้อีกราว ๒ ชั่วโมง ก็ถึงทางราบ
รอยยิ้มและความมั่นใจ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเราทุกคน
เพราะระยะทางที่เหลือนั้นเพียง ๗ กิโลเมตร ทั้งเป็นทางราบที่ไม่ต้องไต่ให้เมื่อยเข่า
ส่วนน้ำนั้นก็เหลือเพียงพอ อย่างไรเสียข้างหน้านั้นก็ยังคงมีน้ำเย็นรออยู่


อากาศในช่วงเย็นนี้คล้ายจะมีฝน
ผมรู้สึกว่าความชื้นในอากาศสูงมาก
เพราะระหว่างเดินรู้สึกได้ยินเสียงลมปะทะหู
แต่เมื่อหยุดเดินก็ไม่พบว่ามีลมพัดแต่อย่างใด
ที่แท้เสียงลมที่ได้ยินนั้น เกิดจากเราเดินผ่านอากาศที่มีน้ำหนักมากนั่นเอง..


๑๘.๔๕ นาฬิกา...
พระอาทิตย์ดวงกลมแดงปรากฏเหนือเส้นขอบฟ้า
อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงความมืดจะมาเยือน
บรรยากาศภายนอกนั้นเริ่มเย็น มีลมพัดอยู่เป็นระยะๆ
ฝูงนกเริ่มบินกลับรัง ผมยังคงย่ำเดินอยู่บนทางโดยลำพัง
ในบรรยากาศที่มัวๆ ใกล้จะมืด มีเพียงเสียงลมที่อื้ออึงอยู่ในหู
กับเสียงรองเท้า กระทบพื้นอย่างเป็นจังหวะเท่านั้น


ในใจผมนั้นเงียบสงัด
จิตใจผ่อนคลายและรู้สึกเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูก
ผมคิดถึงน้องชายผม น้อยชายที่ไม่ค่อยจะได้พูดกัน
ทุกวันนี้เขามีปัญหาและมันยากที่จะฝ่าฟัน
ผมอยากให้เขาอยู่ที่นี่เวลานี้
บรรยากาศเช่นนี้อาจทำให้ระยะห่างระหว่างเราน้อยลง
ผมอาจเป็นพี่ชายเหมือนที่คนอื่นๆ เป็น
และผมอาจแบ่งเบาน้ำหนักในใจเขาได้บ้าง


ผมคิดถึงใครอีกหลายๆ คน ล้วนเป็นคนที่ผมรัก
ผมอยากให้พวกเขามาอยู่ที่นี่กับผมในเวลานี้...
เราอาจเข้าใจกันมากขึ้น อาจจะรักกันมากขึ้น
คนเราเมื่อผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน ย่อมเข้าใจกันได้ยิ่งขึ้น
ความยากลำบากในชั่วค่ำคืนเดียว
อาจมีค่ามากกว่าถ้อยคำที่พร่ำพูด พร่ำบอกกันในแรมปีก็เป็นได้


ฟ้าใกล้มืดเต็มที...
กะว่าไม่เกิน ๑๕ นาที ทุกอย่างรอบตัวจะมืดสนิท
ผมได้ยินเสียงโกและพี่โจกู่ร้องอยู่ข้างหน้า
ประมาณจากเสียงคิดว่าอีกไม่เกิน ๔๐๐ เมตร ก็คงถึงจุดที่จอดรถ
ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะรีบ การเดินอยู่ตามลำพังในป่าที่เกือบจะมืด
ไม่ใช่รสชาติที่จะหาชิมกันได้โดยง่าย ผมเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ
นึกถึง ๒๔ ชั่วโมงที่ผ่านมา ความลำบาก ความเหนื่อยล้า
และความทรมาน จากการอยากน้ำ...


ภาพต่างๆ หลั่งไหลมาจากความทรงจำ
และสุดท้ายเป็นภาพของหน้าผาหิน ซึ่งเพิ่งจะปีนมาเมื่อครู่
มันยังคงตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าลึก และสิงสถิตในใจผม
ผมรู้ว่าจะต้องกลับไปเยี่ยมเยือนมันอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ไม่ได้ไปพิชิต
แต่เพื่อทบทวนความรู้สึกที่ผ่านมา และเพื่อบรรลุจุดหมายเดิมคือ
เยี่ยมคารวะต่อผืนน้ำตกที่ยิ่งใหญ่แห่งป่าอีสาน นาม...
"แควมะค่า"




~ฤษีข้ามน้ำ~

Posted by Yaya on 24 Aug. 2002,22:12
เรื่องราวการเดินทางสู่ ..น้ำตก ปางสีดา ..และแควมะค่า ก็จบไปแล้ว...ย๋าอ่านกลับไปกลับมาตั้งหลายรอบก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ไหน..(ขอโทษทีอับเฉาเบาปัญญา) ...แล้วตอนสุดท้ายบอกว่า
"เยี่ยมคารวะต่อผืนน้ำตกที่ยิ่งใหญ่แห่งป่าอีสานนาม...
"แควมะค่า"..."  อยู่ที่อีสานนี่ที่ไหนคะ ..เดี๋ยวย๋าจะลองไปดูมั่งใกล้บ้านย๋ามั๊ยหละ... แล้วพี่ฤษีฯ ..น่ะ หายหน้าหายตาไปนะ ..หรือมัวแต่เตรียมตัว ..เล่าเรื่องอื่นให้ฟังอีก... จบไปแล้ว..ก็มาโชว์ตัว ..ปิดกระทู้หน่อยดิ...หรือว่าเดี้ยงไปแล้ว...หือ.. tongue.gif  again.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 24 Aug. 2002,23:45
ปางสีดานี่อยู่ที่สระแก้วครับ มันเคยเป็นอำเภอหนึ่งของปราจีนซึ่งมันอยู่ทางภาคตะวันออกของเราครับ แต่ผมคิดว่ามันติดกับโคราชก็เลยคิดว่ามันอยู่ภาคอีสาน น่าจะอยู่ภาคตะวันออกครับ อย่างไรเดี๋ยวพี่สถูปเข้ามาคงอธิบายที่ถูกต้องให้ทราบ
  ยังอยู่ครับไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ช่วงนี้มีเรื่องวุ่นวายใจนิดหน่อย กำลังจะฆ่าคนหนะครับ ฮ่าๆๆๆ พวกคนพูดไม่รู้เรื่องหนะ ก็เลยวุ่นๆไปหามีดหาดาบมาเตรียมไว้ก่อน
   เรื่องอื่นไม่มีแล้วครับ หมดแล้วครับ ตอนนี้รอฟังเรื่องของน้าแอ็ดอยู่ ถ้าอยากฟังเรื่องเข้าป่า อยากสัมผัสก็ต้องเข้าป่ากันหละครับ ทำไมไม่ลองจีบพี่สถูปดูหละครับ ให้พี่แกจัดเที่ยวซักที มีดูนก เล่นน้ำตกอะไรแบบนี้ดีไม๊  ลองจีบพี่แกดูเผื่อพี่แกใจอ่อนพาไปเที่ยว ข่าวว่าแกหนะชั้นครูเชียวนา..
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 24 Aug. 2002,23:49
อ้อ..ต้องขอขอบพระคุณ บก.นกกระปูดด้วยนะครับที่หารูปสวยๆมาใส่ประกอบรูปสวยถูกใจจริงๆๆ แม้แต่รูปฮิปโปก็ยังน่ารักเลย
   
    ขอบคุณครับ
Posted by Yaya on 25 Aug. 2002,22:04
โหดจัง เตรียมมีด..เตรียมอีโต้ จะไปเฉาะหัวใคร..คงไม่ใช่หัวคนพูดไม่รู้เรื่องแถวนี้นะ ..เพ่ ...พี่ STUV น่ะเหรอ... พี่เค๊าคงไม่เล่าให้ฟังหรอกมั๊ง... ว่าไง พี่จะเล่ามั๊ย ...ก็รอฟังจากทุกคนน่ะแหละค่ะ ..นั่งรอ..ตาปริบ ๆๆๆ... again.gif  hehe.gif
Posted by STUV on 26 Aug. 2002,09:23
ค้นมาให้ครับ

อุทยานแห่งชาติปางสีดา เมื่อก่อนคือ ป่าแก่งดินสด ป่าแก่งใหญ่ ป่าเขาสะโตน และป่าทากะบาก
อยู่ในเขตตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี ตำบลบ้านแก้ง ตำบลท่าแบก ตำบลโคกปี่ฆ้อง จังหวัดสระแก้ว
และตำบลหนองน้ำใส ตำบลช่องกุ่ม อำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี

ทั้งจังหวัดสระแก้วและปราจีนบุรีถือว่าอยู่ในภาคกลางครับ
Posted by นกกะปูด on 07 Sep. 2002,02:38
ต้องขอขอบคุณพี่ STUV ที่ให้ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ของแควมะค่า
และขอบคุณพี่ฤษี ที่อนุญาตให้นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังค่ะ
คราวหน้าไปโมโกจู คงมีเรื่องราวสนุกๆ มาฝากอีกนะคะ

เฮ้อ.. อยากเห็นพี่ฤษีไปนั่งเป่าปี่บนยอดเขา เหมือนภาพนี้จังเลย ic-12.gif


Posted by add on 07 Sep. 2002,03:59
ปี่อะไร ทำไมเหมือนปืนจังเลย
Posted by Yaya on 07 Sep. 2002,09:11
ปี่ ปืนค่ะ ...ปี่ ปืนแง๋ๆ...แหะ แหะ ..เอาไว้ยิงใคร...สงสัยยิงนก นะ..หุหุ.. wavey.gif
Posted by Yaya on 28 Sep. 2002,22:36
พี่ฤษีฯ ...เห็นเข้าบ้านมาได้แล้ว ... ไปเที่ยว ป่าเล่นน้ำตกกลับมา เล่า ..ให้ฟังมั่งสิคะ ..รูปสวยๆ เมื่อไหรจะได้ดูซะที ... ไมาสงสารคนที่เค๊าไม่ได้ไปด้วยเหรอ ... รอฟังอยู่นะคะ .. คุณนก มาช่วยกันเล่าด้วย ค่ะ ..ย๋าจะรอฟังค่ะ ...เล่าที่บ้านเราสะดวกใจดีออก ... นะ คะ .. smokin.gif
Posted by นกกะปูด on 28 Sep. 2002,23:47
นี่..น้องย๋า เดี๋ยวนี้หัดสูบบุหรีหรือไง นี่ๆๆๆ smash.gif smash.gif ทีหลังอย่าสูบนะ (เอามานี่ๆ)

เรื่องเข้าป่า อดใจรออีกนิด ตอนนี้พี่ฤษียุ่งมากกกก งานแยะค่ะ รออีกแป๊ปนะ เดี๋ยวนกมีรูปภาพประกอบ ตอนนี้มีปัญหาคือไฟล์รูปภาพมันใหญ่เกินไป เดี๋ยวให้หลงพี่จัดการให้ ก็คงได้ดูภาพสวยๆ หล่อๆ กันหล่ะ อิอิ พี่ฤษีอนุมัติให้ลงภาพได้จ้ะ..
Posted by Yaya on 29 Sep. 2002,04:37
เร๊ววว...อยากดู๊๊....คุณนกกกก... smokin.gif  smokin.gif  smokin.gif
Posted by นกกะปูด on 29 Sep. 2002,12:04


น้ำตกโกรกอีดก

         มีลักษณะเป็นน้ำตกไหลจากผาสูงชัน ซึ่งสูงประมาณ 50 เมตร จัดเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดสระบุรี มีต้นกำเนิดจากป่าดิบแล้งของเขาใหญ่ ตามเส้นทางเดินมีต้นไม้ขนาดใหญ่หลายคนโอบจำนวนหลายต้น (พี่ฤษียังชี้ให้ดูเลยเนอะ) มีสัตว์ป่าหายากอาศัยอยู่ เหมาะสำหรับผู้ที่รักการผจญภัย ชอบเดินป่าท่องไพร สามารถเดินทาง ไปเช้า-เย็นกลับ หรือแวะค้างแรม 1 คืน
Posted by นกกะปูด on 29 Sep. 2002,12:14
เรื่องนี้พี่ฤษีนำไปเล่าที่พันทิป พี่STUV กะน้องย๋า คงได้อ่านกันแล้ว แต่น้าแอ๊ดและพี่ๆ คนอื่น คงยังไม่ได้อ่านกัน นู๋ขออนุญาตนำมาลงไว้ในกระทู้นี้นะคะ อยู่ที่โน่นแป๊ปเดียวกระทู้ก็เด้ง น่าเสียดายค่ะ พี่ฤษีอย่าตื๊บบบนู๋หล่ะ อิอิ ic-12.gif


หวัดดีครับมาเล่าให้ฟังครับ

วันแรกนี่วันที่ ๒๐ พ.ค ๒๕๔๕ ผมออกจากบ้านตอนบ่าย ๓ (แต่นัดคุณนรก เอ้ย! คุณนกไว้ที่บ้านในเวลาเดียวกัน แหะๆ) ไปถึงบ้านคุณนกตอนเกือบ ๔ โมงเย็นได้ ก็รีบบึ่งรถท่ามกลางสายฝนขึ้นโทลเวย์ ตะบึงไปออกสระบุรี ฝ่าสายฝนโม้กันมาตลอดทาง ก็มาแวะซื้อเหล้าซื้อยาที่ปั๊มน้ำมันแล้วตรงเข้าไปที่ จุดบริการนักท่องเที่ยวเจ็ดคต ไปสอบถามเจ้าหน้าที่บอกว่าเพื่อนผมมาแล้ว ขับปิ๊คอัพสีแดงมา ก็เลยถามถึงเจ้าหน้าที่นำทาง เค้าบอกว่าถ้านำทางเข้าไปเฉยๆ คิด ๔๐๐ แต่ถ้าพักค้างคืนด้วยคิดอีก ๔๐๐ รวมเจ้าหน้าที่สองคน ก็ ๑,๖๐๐ โอ้.. ฟังแล้วสยอง มาให้อุทยานปล้นหรือนี่ตู..



(ภาพถ่ายบนอุทยานฯ จุดกางเตนท์บริเวณริมอ่างเก็บน้ำ)

หลังจากฟังข่าวร้ายแล้วผมก็ตรงไปที่ริมอ่างเก็บน้ำ พบเพื่อนอีก ๓ คนมาคอยอยู่ก่อน หนึ่งคือพี่ตุ๋ยทหารปืนใหญ่สุดหล่อ สองคือป๋าเศรษฐีลพบุรีวัย ๖๐ และคนสุดท้ายพี่น้อยเป็นทหารปืนใหญ่ลพบุรี หน้าใหม่เพิ่งเจอกันครั้งแรก พี่ตุ๋ยหุงข้าวไว้รอแล้ว กับข้าวก็มีผัดกระเพราะกบมวกเหล็ก (เพราะซื้อมาจากตลาดมวกเหล็ก) แล้วก็เนื้อ-หมู แดดเดียว ซึ่งเป็นอาหารมาตรฐานในการเดินป่าของทีมเรา …ข้าวเสร็จแล้วกับก็เสร็จแล้วแต่ไม่กินกันหรอก กินเหล้ากันก่อน ป๋าบอกว่ากินแป๊บเดียวเพราะพรุ่งนี้ต้องเดินไกล ไม่รู้ว่าแป็บตรงไหน หมดไป ๑ กลม ๑ แบนกับอีกติ๊ดหนึ่งที่เหลือในขวดที่รถผม กินกันไม่รู้จักเมา อาจเพราะอากาศที่นี่มันดีก็ได้ บรรยากาศก็ดี เรากินกันข้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เป็นกลุ่มเดียวที่นั่งกินกัน รอบอ่างเก็บน้ำเป็นที่โล่งปลูกหญ้าไว้ให้นั่งนิ่มๆ มีการเอาหินขนาดใหญ่มาวางประดับซึ่งเราใช้มันเป็นที่ทำอาหารและโต๊ะกินข้าว ใกล้ๆ กับอ่างเก็บน้ำมีขอนไม้ขนาดใหญ่วางไว้ให้นักท่องเที่ยวนั่งดูน้ำ ดูฟ้า พวกดื่มกันอยู่ครู่หนึ่งก็มีสองสามีภรรยาเข้ามาคุย บอกว่าขออนุญาตกางเต็นท์นอนใกล้ๆ เราก็บอกเอาเลย ชวนทานข้าวด้วยตามระเบียบ พอลับหลังเราก็แอบนินทาว่า สงสัยว่าเค้ากลัวพวกเราปล้นเค้าหวะ ถึงมาฝากเนื้อฝากตัว แต่ละคนดูโจรๆ น่ากลัวยังไงไม่รู้ ๕๕๕

คืนนั้นไม่มีพระจันทร์ แม้ว่าวันพรุ่งจะเป็นวันไหว้พระจันทร์ก็ตาม เพราะเมฆบนฟ้ามันเยอะเหลือเกิน พอเราเข้านอนได้ครู่หนึ่งฝนก็ตก …..

~ฤษีข้ามน้ำ~

Posted by STUV on 29 Sep. 2002,12:42
น้ำตกสวยครับ
ภาพถ่ายก็สามารถถ่ายทอดความงามได้เต็มที่ ชอบครับ
เห็นภาพแล้วอยากไปนอนแช่แอ่งน้ำตกเล่นจังเลย
Posted by add on 29 Sep. 2002,19:29
โอ้โฮ  น้ำตกสวยจัง  นี่กล้องของนกกะปูดหรือเนี่ย....น้องหนูถ่ายเองหรือเปล่า  ฝีมือยอดเยี่ยม  น้ำฟุ้งเป็นปุยเชียว...ดีจังเลยได้ดูภาพสวยๆและเรื่องเล่าสนุกๆ

   กระทู้เด้งแปลว่าอะไรหรือ?
Posted by นกกะปูด on 29 Sep. 2002,23:09
ไม่ใช่ๆๆ ค่ะน้าแอ๊ดขา.. ภาพน้ำตกที่เห็นนี่ นู๋ไปเอามาจากที่อื่นแล้วก็เอามาตัดออกไปบางส่วนค่ะ น้ำตกโกรกอีดก ที่นู๋ไปเที่ยวมาสวยกว่านี้ค่ะ เพราะเป็นช่วงหน้าฝน น้ำเยอะมาก พี่ฤษีเป็นคนถ่ายภาพนั้นไว้ได้ แต่น่าเสียดาย ที่นู๋ไม่ได้เอาไปสแกนค่ะ  crying1.gif

"กระทู้เด้ง" นู๋หมายถึงถ้ามีคนอื่นตั้งกระทู้ขึ้นมาใหม่ กระทู้เก่ามันก็จะหล่นหายไปจากหน้าจอค่ะ
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 30 Sep. 2002,01:15
น้ำตกจริงๆจะถ่ายให้สวยยากครับ เพราะต้องขึ้นไปอีกจากจุดที่พวกเราไปถึง แต่มันลื่นมาครับชันด้วยกลัวไปแล้วไม่ได้กลับครับ ...
 พี่สถูปครับ วันหลังเราหาเวลาว่างๆไปลงอ่าง..เอ้ย.ลงแอ่งกันครับ จะได้สอนผมดูนกด้วย แหะๆๆๆ ic-12.gif
Posted by นกกะปูด on 30 Sep. 2002,01:16
ก่อนหน้าที่ฉันจะเดินทางไปยังน้ำตกชื่อแปลกๆ นี้ ฉันกับพี่ฤษีนัดแนะกันล่วงหน้าประมาณ 2 อาทิตย์ ตอนแรกกะว่าจะไปโมโกจู แต่พี่ฤษีเห็นว่าต้องทดสอบกำลังก่อน มิฉะนั้นฉันอาจไปตายกลางทางก็เป็นได้ ก็เลยหาทริปที่มันโหดน้อยหน่อย พี่ฤษีเลือกไปเขาใหญ่ที่ทุ่งสมอปูน แต่มีเหตุขัดข้อง ก็เลยเปลี่ยนมาเป็น อุทยานแห่งชาติเจ็ดคต น้ำตกโกรกอีดก ที่คณะเราเพิ่งไปลุยกันมานี่แหละค่ะ

พี่ฤษี(สั่ง)ให้เตรียมข้าวของทั้งหมด 11 รายการ คุณเอ๊ดเป็นคนขับรถพาไปหาซื้อทั้งหมด เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ฉันก็นั่งนับวันรอหน่ะซี... ทั้งตื่นเต้นและดีใจ ก็นี่มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่จะไปเที่ยวผจญภัยในป่า และที่สำคัญฉันจะได้เจอหน้าเพื่อนรัก ที่ห่างหายกันไปนานเกือบ 2 ปี

20 กันยายน 2545...

เซฟิโล่สีน้ำเงิน มาจอดเลยหน้าบ้าน คนขับเดินยิ้มแก้มบานมารับฉัน เขาไม่ใช่ใคร เพื่อนรักที่ฉันรอคอยนั่นเอง และคราวนี้เขาก็มาพร้อมกับฝนที่ตกหนักตลอดเส้นทาง... เมื่อมาถึงอุทยานพี่ฤษีแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนใหม่นิสัยดี



1. พี่ตุ๋ยสุดหล่อ เป็นทหารปีนใหญ่ที่ลพบุรี เขาเป็นขาโจ๋ เป็นนักล่า นักเดินป่าตัวจริง เคยล้อมปราบพวกคอมมิวนิสต์ เข้าป่าล่าสัตว์ (แต่ปัจจุบันล้างมือไปนานแล้ว) นี่ฉันกำลังพยายามหว่านล้อมให้พาไปล่าสัตว์ล้างมือเป็นครั้งสุดท้าย แบบว่า..อยากกินแกงป่านกเงือกของพี่STUV อิอิ นั่งค้อนสิท่า..

2. พี่น้อย เป็นทหารปีนใหญ่ที่คอยเป็นลูกมือของพี่ตุ๋ย ในการทำกับข้าวเลี้ยงพวกเราในป่า

3. ป๊า แกขายร้านทองได้เงิน 20 กว่าล้าน มีที่ดินให้เช่าทำสวนส้มอีก 300 ไร่ ชอบใช้ชีวิตกับธรรมชาติ เคยเดินป่าหกล้มแขนหักพักรักษาตัวอยู่เป็นปี แต่ยังไงก็ไม่ทิ้งป่าเขาและธรรมชาติ..


เมื่อฉันสัมภาษณ์ เอ๊ย! คุยกับเพื่อนใหม่ๆ เหล้ามันก็หมดได้ไงไม่รู้ หลังจากนั้นฝนเริ่มตกปรอยๆ พวกเราก็ไปอาบน้ำ แล้วแยกย้ายกันไปนอน เหลือฉันกับพี่ฤษีนั่งโม้กันบนขอนไม้ ริมอ่างเก็บน้ำสักพักใหญ่ เสร็จแล้วก็เข้านอน..



นี่เป็นภาพแนะนำตัว เรียงตามลำดับความหล่อ พี่ฤษี พี่ตุ๋ย นกกะปูด พี่น้อย และป๊า
(ภาพนี้เราถ่ายรูปพร้อมกันทั้งคณะหลังจากเก็บเต็นท์ และข้าวของเสร็จเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน)
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 30 Sep. 2002,02:46
เล่าแต่ต้นเลยนะคุณนก เอาให้จบเลย ไหนๆก็ไหนๆแล้ว
   แหมรูปผมรูปแรกก็เอารูปที่เปียกมาลงเลยนะ
    ที่เห็นเสื้อข้างในสีดำหนะคือถุงดำใส่ขยะครับ เอามาโมดิฟายทำเสื้อเพราะเสื้อเปียกไม่มีใส่ครับ บนหัวก็ผ้าครับกำลังเช็ดศีรษะครับ ก็ฝนมันตกไม่หยุดเลย ที่ที่เห็นคือจุดที่เราตั้งแคมป์กันครับ ..ข้างหลังเป็นธารน้ำเราใช้อาบน้ำกัน ic-12.gif
Posted by STUV on 30 Sep. 2002,02:47
โห! ตัดรูปคนอื่นทิ้งหมดเลย เหลือแต่นกกะปูดกับพี่ตุ๋ยแค่สองคนเท่านั้น

ผมชักกลัวๆ ที่จะเจอกับพี่ตุ๋ยซะแล้วซี
ชื่อของแกแฝงความหมายอย่างอื่นไว้หรือปล่าวเนี่ย กึ๋ยยยยย
Posted by STUV on 30 Sep. 2002,02:55
เราไปหาแอ่งตื้นๆ เล่นน้ำกันดีกว่าพี่ฤษี
ผมเสนอแอ่งแถวๆ ถ.พระรามเก้า หรือไม่ก็แอ่งที่อยู่ใกล้ๆ กับทางรถไฟแถวมักกะสัน ดีมะ....
Posted by Yaya on 30 Sep. 2002,09:50
แหะ แหะ ..ย๋ามาช้าไปมั๊ย เนี่ย จบหรือยัง ...มัวแต่ยืนชะเง้ออยู่หน้าบ้าน ..เรียกใครก็ไม่มีใครเปิดประตูให้ ..เลยปีนหน้าต่างเข้ามา ...พอดีฝนตกหน้าตากเปียก ลื่น ล้ม หกคะเมน ตกลงไปอีก..เลยต้องนั่งทายาอยู่พักนึง เลยเข้ามาช้านี่แหละค่ะ .... เหอะ ..เหอะ .. ในที่สุด ก็ได้เห็นตัวจริงของเด็กพุงโค้ง ..แล้ว ค่ะ ...เหมือนรูปไม่มีผิด ..  laugh1.gif  ... ไปกันแค่ 5 คน น่ะ .. ทริปต่อไป จอง 1 ที่นั่งนะคะ ..แล้วจาก กรุงเทพฯถึง หระรี ควบ เซอฟิโร่ เข้าป่า ลุยน้ำตกเลยเหรอคะ ... น่าจะหาที่ บู๊ กว่านี้ ขับไป นะคะ ..ถ้าย๋าไปด้วยจะควบโฟ วิด์ล ม่า ม๊า พาลุย ค่ะ .. ทริปหน้าไม่พลาดแน่ นะ ..พี่โต .. ขอพี่ฤษีฯ กะคุณนก ไปด้วยนะคะ ... อ้าวคุณนกเล่าต่อ ...แหม ..เห็นหนุ่มๆ หน้าตาดีไม่ได้เลย นะ คะ .. อิอิ ... again.gif  ic-12.gif
Posted by นกกะปูด on 30 Sep. 2002,23:47
แหม..พี่โตรู้ดีจริงๆ นะคะ ว่าแถวไหนมีอ่างที่ไหนมีแอ่ง ไม่เล่าให้ฟังดีก่า iDude.gif iDude.gif

น้องย๋าชอบหนุ่มหน้าตาดีคนไหนหล่ะ เดี๋ยวจะโพสท์ให้ดูใกล้ๆ เอาไม๊? ที่เห็นในภาพไม่ใช่ตัวจริงของเด็กพุงโค้งนะ เป็นแค่ภาพเท่านั้น พี่แกถ่ายรูปขึ้นหน่ะ (ขึ้นอืด เหอๆ) ย๋าไปหัวเราะพี่เค๊าน้อยใจนะ แกฝากบอกมาว่า "ผมไม่หล่อ แต่ผมก็เร้าใจหน่ะคร๊าบบบ"

อ้อ พี่โตคะ พี่ตุ๋ยตัวจริงน่ารักมากค่ะ ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ นิสัยดีจริงๆ ค่ะ คอยช่วยเหลือเพื่อนๆ ทุกคน เป็นแมนเต็มตัว แกบอกว่า "ผมไม่ได้เป็นแต๋วนะฮ้า" ..อิอิ ic-12.gif
Posted by Yaya on 01 Oct. 2002,00:05
แหะ ๆ อยากดูรูป พี่ฤษีฯ ชัด ๆ น่ะ ค่ะ ... คุณนก .. laugh1.gif
Posted by นกกะปูด on 01 Oct. 2002,03:05
(ต่อ)
คืนแรกที่ได้สัมผัสกับเต็นท์ผ้าใบ ฉันตื่นเต้นจริงๆ เหมือนอยู่ในกระท่อมน้อยๆ มิยักกะรู้ว่าไอ้เต็นท์เนี่ย มันยกและย้ายเคลื่อนที่ได้ พี่ตุ๋ยบอกว่าถ้าลมแรง ต้องใช้สมอบก แล้วเอาเชือกขึง แต่ถ้าลมไม่แรงก็ไม่ต้องใช้ มันจึงย้ายไปมาได้ตามแต่เราจะเลือกทำเล พี่ฤษีเอาถุงนอนมาให้ แต่ใช้ไม่เป็นอ่ะค่ะ (โง่..เจงๆ)

คืนนั้นฉันไม่ได้หลับทั้งคืน อาจเป็นเพราะทั้งตัวเปียกชื้นไปด้วยฝน หรือเป็นเพราะในใจมันชุ่มฉ่ำเกินไป ที่ได้นอนฟังเสียงกรน คร่อกกก ฟี้ ของพี่ฤษีที่ดังมาจากเต็นท์ข้างๆ ฉันนอนยิ้ม..และเผลอหลับไปตอนฟ้าใกล้สาง...

21 กันยายน 2545...

รุ่งขึ้นพี่ตุ๋ยพี่น้อยและป๊าตื่นขึ้นมาก่อน เพื่อเตรียมอาหารเช้า พี่ฤษีเอากาแฟ 3 in 1 มาให้ฉันถึงในเต็นท์ แต่.. "บอยไม่ดื่มค่ะ" เอ๊ย! นกไม่ดื่มครับ.. ก็เมื่อคืนกินเหล้าเยอะไปหน่อย พอเช้าขึ้นมามันก็รู้สึกแฮงค์ ประกอบกับไม่ได้หลับอีกด้วย ทีนี้ก็มึนหน่ะซี ยิ่งถ้าเจอคาเฟอีนที่ฉันแพ้ด้วยแล้วล่ะก้อ เพื่อนๆ อาจได้ไปเที่ยวโรงพยาบาล เหอๆ

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ อาหารเช้าวันนั้น ข้าวสวยติดก้นหม้อดำๆ ด้วยหล่ะ ไข่เจียว ไข่เค็ม กุนเชียง พี่ฤษีฟาดไปสองจาน สำหรับฉันหน่ะเหรอ? โห!!... กว่าจะกลืนได้แต่ละคำ ต้องเอาน้ำหยอดตามไปด้วย ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่กิน แต่พอนึกถึงว่าจะต้องเดินทางไกล ก็เลยต้องกินประทังชีวิตไว้ก่อน โอยยยยยย พี่ตุ๋ยใจร้ายเหลือเกิน ที่ให้ฉันกินข้าวมื้อเช้าด้วยข้าวสวย... (พี่ฤษี ห้าม! ไปฟ้องพี่ตุ๋ย นา..) 

เมื่อกินข้าวเสร็จ ฉันทำตัวเป็นคนดี คือช่วยพี่น้อยล้างจาน พวกเราช่วยกันเก็บขยะ และข้าวของสัมภาระที่จำเป็นต้องใช้ในป่า พี่ฤษีขับรถขึ้นไปจอดเก็บไว้บนอุทยานฯ และพาฉันขึ้นรถปิ๊คอัฟสีแดงของพี่น้อยเพื่อไปยังจุดหมาย ระหว่างรอรับเจ้าหน้าที่นำทาง เด็กพุงโค้งของเรา ก็บ่นหิวข้าวอีกแล้ว... (น่าฉงฉานเนอะ) ส่วนฉันกับป๊านั่งปรึกษากันว่า "เหล้าหมด" พี่ฤษีก็เลยควักตังค์ ซื้อเหล้าให้อีก 1 ขวด เหอๆ ฉันรีบเก็บใส่เป้ ประคับประคองรักษายิ่งกว่าชีวิตซะอีก

ระยะทางจากอุทยานฯ ถึงจุดสุดท้ายที่รถยนต์เข้าถึงประมาณ 20 กม. พี่ตุ๋ยเป็นคนขับรถ เส้นทางบางช่วงทุลักทุเล ทางขาด มีน้ำตกไหลท่วมถนน ทั้งสองข้างทางมี "กล้วยป่า" ขึ้นเรียงรายเต็มไปหมด ฉันนึกในใจว่าอยากกินกล้วยป่า และก็ได้กินจริงๆ ลูกมันเล็กๆ รสชาดก็เหมือนกล้วยเล็บมือนางของทางภาคใต้ แต่เม็ดมากกว่าเนื้อ พี่ฤษีกินทั้งเม็ดเคี้ยวกรอบๆ บอกว่าอร่อยเหมือนสอดไส้คาราเมล...

เมื่อมาถึงที่หมาย ต้องจอดรถทิ้งไว้แล้วเดินลุยกันต่อ พอลงจากรถพวกเราก็แบกเป้ขึ้นหลัง เดินไปไม่กี่ก้าว การผจญภัยก็เริ่มทักทาย พวกเราต้องเดินข้ามน้ำที่ท่วมสูงประมาณสะโพกของฉัน ตอนเดินแรกๆ ก็เป็นผู้หญิงแถวหน้า แต่พอหลังๆ ชักจะอมบ๊วย โอยยยย เหนื่อยจังแฮะ "เมื่อไหร่จะถึงหว่า?" ฉันถามเจ้าหน้าที่นำทางตลอด ระหว่างทางมีต้นไม้ใหญ่หลายคนโอบหลายต้นทีเดียว เราเดินลุยข้ามน้ำ ปีนเขา พักกินน้ำอยู่หลายรอบ ในที่สุดเราก็ถึงจุดกางเตนท์ เฮ้อ..!! ฉันถอนหายใจแบบโล่งอก...



ภาพนี้ถ่ายระหว่างเดินทางก่อนถึงจุดกางเต็นท์ พี่ฤษีเป็นคนจับภาพไว้ค่ะ

ปล. น้องย๋าอยากดูภาพหล่อๆ ของพี่ฤษี ช่วงนี้พี่เค๊ายังไม่มีภาพค่ะ
เพราะมัวแต่เป็นตากล้องให้นกกะปูด เหอๆ
Posted by STUV on 01 Oct. 2002,06:30
น่าสนุกๆ again.gif  again.gif  again.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 01 Oct. 2002,09:31
พีีสถูปครับ
  ผมถ่ายรูปสวยไม๊ครับพี่ ผมว่าโอเคนะพี่นะ แหม..ปลื้มฝีมือตัวเองจัง มุมกล้องผ่านนะพี่นะ แหะๆๆ ขอชมตัวเองหน่อย
   น้องหย๋าจะดูรูปพี่ไมหละน้อง จะจ้างคนมาจับไปเรียกค่าไถ่เหรอ
    พี่สถูปไปลงอ่างกัน
Posted by STUV on 01 Oct. 2002,10:47
มาดึกไปหน่อย ตู้ปิดหมดแล้ว
จำศีลดีกว่านะพี่ฤษี .....
Posted by นกกะปูด on 02 Oct. 2002,04:44
(ต่อ)
จุดกางเตนท์ข้างลำธารมีพื้นที่โล่งไม่มากนัก พี่ฤษี พี่ตุ๋ยและป๊า ช่วยกันหาทำเลผูกเปลให้ฉันเป็นอันดับแรก เปลที่ฉันนอนเรียกว่าเปิดซิงเลยหล่ะ เพราะป๊าเพิ่งซื้อมาใหม่ๆ ข้างลำธารมีโขดหินที่เล็งไว้ว่าคืนนี้จะต้องมานั่งดูพระจันทร์ให้ได้... เมื่อผูกเปล กางเต็นท์เสร็จ เราก็กินอาหารกลางวัน มื้อนั้นมีข้าวสวยที่หุงไว้ตั้งแต่ตอนเช้า หมู-เนื้อเค็ม ไข่เค็ม ผัดเผ็ดกระดูกหมูคั่วกลิ้ง (พี่ฤษีหอบมาจากบ้าน) แล้วก็อะไรอีกหว่า..? จำไม่ได้ค่ะ เพราะรู้สึกว่าจะกินข้าวมื้อนั้นไปไม่กี่คำ ก็มันยังแฮงค์และเหนื่อยอยู่นี่นา.. พอกินข้าวเสร็จฉันก็นอนหลับในเปล

"ตื่น!! ตื่น ไปดูน้ำตกเร็ววว" เสียงพี่ฤษีร้องเรียกและเขย่าเปล ขณะที่ฉันกำลังจะฝันหวานซะหน่อย โอยยยย ต้องเดินอีกแล้วเหรอเนี่ย เช่ารถคาร์ทไปได้อ่ะป่าว ชั่วโมงละ 1,000 ก็เอาว๊า.. ฉันอิดออดไม่อยากไป รีบหาเหตุผลมาแก้ตัว ว่าจะเป็นผู้เสียสละนั่งเฝ้าของเป็นเพื่อนป๊า แต่พี่ฤษีไม่ยอม บอกว่า "มาเที่ยวทั้งที ต้องได้เห็นน้ำตก" สรุปคือฉันต้องเดินต่อ.. แง๊ๆๆๆๆ bawling.gif

ระยะทางจากจุดกางเต็นท์ไปยังน้ำตกโกรกอีดก ต้องปีนเขาล้วนๆ ซึ่งเป็นทางชันประมาณ 60 องศา ข้างทางเป็นหน้าผาสูง หินก็ลื่นมาก ฉันไม่กล้ามองลงไปข้างล่าง โอยยย เสียว วุ้ยยย.. ช่วงปีนเขาระยะทาง 800 เมตร ยอมรับว่าโหดสุดๆ กว่าจะยกขาได้แต่ละก้าว รู้สึกว่าน้ำหนักของขาแต่ละข้างมันจะหนักซัก 50 กก. ระหว่างปีนเขาก็พักตลอดทาง เกือบทุกๆ 10 ก้าวได้มั๊ง พี่ฤษีต้องคอยพัด คอยให้น้ำ เหมือนกับเป็นพี่เลี้ยงนักมวย ส่วนตัวพี่ฤษีเอง ก็เครื่องร้อนจัด ควันขึ้นหน้าโขมงเลยค่ะ 555 แล้วในที่สุด เราก็ถึงจุดหมาย ความงดงามของน้ำตก ความสนุกสนานของพวกเรา ฉันบรรยายไม่ถูก ดูรอยยิ้มในภาพกันเอาเองละกัน...  


"น้ำตกโกรกอีดก" พี่ฤษีเป็นคนถ่ายภาพนี้ไว้ค่ะ




ที่เห็นพี่ฤษีชูสองนิ้ว นี่หมายความว่า "ผมล้มหงายท้องสองหน หน่ะคร๊าบบบ"


Posted by นกกะปูด on 03 Oct. 2002,02:03
(ต่อ..ตอนจบ)

เมื่อพวกเราถ่ายภาพและชื่นชมความงามของน้ำตกได้สักครู่ เราก็เดินทางกลับเพราะใกล้ค่ำแล้ว ฉันบอกลาน้ำตก คงเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ฉันมาที่นี่ ช่วงทางลงเดินสบายมาก ไม่เหนื่อยเลยค่ะ พี่ตุ๋ยยังตะโกนแซวให้พี่ฤษีฟังว่า "ท่าน..ลูกศิษย์ผมเดินตัวปลิว พริ้วเชียวนะ" ฉันกลายเป็นผู้หญิงแถวหน้าอีกครั้ง ในขณะที่พี่เลี้ยงของฉันเดินอมบ๊วยเพราะเข่าเจ็บ และเพิ่งมารู้ทีหลังว่าพี่ฤษีลื่นหกล้มถึงสองครั้ง พี่ฤษีบอกว่า "ถ้าผมลื่นตกเหว ใครจะช่วยผมเนี่ย" ฉันรู้สึกผิด.. แม้เป็นคำพูดเล่นก็ตาม ก็ทีตอนปีนขึ้นเขา ฉันหอบแทบตายจนลิ้นจุกปาก เพื่อนของฉันก็คอยดูแลไม่ห่าง แล้วทีตอนนี้ฉันดันทิ้งเพื่อน "ขอโทษ..ขอโทษจริงๆ" คำพูดนี้มันคงดีกว่าคำแก้ตัว...

เมื่อเดินเกือบถึงจุดกางเต็นท์ ผ่านแอ่งน้ำใสๆ เย็นเจี๊ยบ และมีน้ำตกขนาดย่อม พี่น้อยกับเจ้าหน้าที่นำทาง เดินกลับไปก่อนเพราะเป็นห่วงป๊าที่นอนเฝ้าเต็นท์... พี่ตุ๋ย ฉันและพี่ฤษี ก็ลงเล่นน้ำกันในแอ่ง พี่ฤษีจอมซนว่ายน้ำหายแว๊บเข้าไปในม่านน้ำตก แล้วก็ว่ายออกมาพาฉันเข้าไปนั่งเล่นในม่านนั้นด้วย ตอนออกจากม่านน้ำตกพี่ฤษีก็ผลัก(หรือถีบไม่รู้ อิอิ) ให้ว่ายน้ำออกมาตามแรงดันของน้ำตก ฉันกินน้ำไปหลายอึกเหมือนกัน พี่ตุ๋ยบอกว่าเห็นหายกันไปสองคน คิดไม่ถึงว่าจะเข้าไปอยู่ในนั้นได้ เพราะมองจากข้างนอกไม่เห็นอะไรเลย คราวนี้พี่ฤษีก็เลยลากพี่ตุ๋ยเข้าไปนั่งเล่นในม่านน้ำตกด้วยกันทั้งสามคน สนุกจริงๆ รู้สึกเหมือนว่า ได้กลับเป็นเด็กอีกครั้ง...

หลังจากเล่นน้ำเสร็จ เราสามคนก็พากันเดินมายังที่พัก อาบน้ำ สระผม ที่ลำธารข้างจุดกางเต็นท์ เมื่อแต่งตัวเสร็จ ฝนที่ตกปรอยๆ ก็เริ่มตกหนักขึ้น "ฟลายชี๊ต" (เรียกถูกหรือเปล่าไม่รู้ ที่ขึงเอาไว้เหมือนกับหลังคากันฝน) ที่เปลของฉัน ก็เลยกลายเป็นทั้งห้องอาหาร ห้องครัว ห้องนั่งเล่น และห้องนอนไปในตัว พวกเราทั้งทีมพากันมากระจุกอยู่ที่เปลของฉัน ค่ำวันนั้นพี่ตุ๋ยหุงข้าว ทำแกงป่าเนื้อ พี่น้อยและป๊าเป็นลูกมือ ส่วนคุณหญิงอย่างฉันก็ได้แต่นอนดูอยู่บนเปล พี่ตุ๋ยไม่ให้ลงมากลัวว่าจะเปียกฝน... ตั้งแต่เกิดมาฉันก็เพิ่งเคยเห็นหม้อสนามนี่แหละ มันใช้เป็นหม้อสารพัดประโยชน์ ทั้งหุงข้าว ทำกับข้าว และใช้เป็นกาต้มน้ำ

ดินเนอร์วันนั้นท่ามกลางสายฝนและแสงไฟอ่อนๆ มีบทเพลงแห่งน้ำตกบรรเลงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย... อร่อยที่ซู๊ดดด เพราะมีแกงป่าของโปรด มีคั่วกลิ้งของพี่ฤษี หมู-เนื้อเค็มแดดเดียว(อีกแล้ว) พี่ตุ๋ยตักข้าวและกับส่งให้ฉันกินบนเปล พอกินข้าวเสร็จพี่ฤษีก็ตบท้ายด้วยกาแฟ ส่วนฉันนึกถึงน้ำสีเหลืองในเป้... ดื่มเพียวๆ ตามด้วยน้ำ ป๊าบอกว่า "แก้หนาว.. คนละนิดหน่อย" สรุปว่าพวกเราคงจะหนาวกันมาก วนกันไป วนกันมาทั้งสี่คน (พี่ตุ๋ยไม่ดื่ม) สักพักใหญ่ น้ำในขวดก็หายไปหมด... (จ๊ากกกก นู๋ยังไม่หายหนาวเลย crying1.gif )

ก่อนนอนเราสองคนนั่งโม้กันอีก วางแผนถึงทริปหน้าว่าจะไปตกปลากัน พี่ฤษีเล่านิทานนกเงือกให้ฟัง... ฝนยังคงตกไม่หยุด คืนนั้นฉันเลยอดดูพระจันทร์ ด้วยความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน พี่ฤษีกางมุ้งให้และส่งฉันเข้านอน โดยมีเสียงเพลงแห่งป่าเขา ประชันกับเสียงน้ำตกที่ไหลลงลำธาร เป็นเพื่อนกล่อมนอน...

22 กันยายน 2545

ฉันตื่นขึ้นมาตอนเช้า วันนี้ทำตัวเป็นคนดีอีกครั้ง คือช่วยเก็บถ้วยชามไปล้าง อาหารเช้าวันนี้ก็ถูกปาก เป็นกาแฟและโจ๊กสำเร็จรูปร้อนๆ ใส่ไข่ โรยพริกไทย ซึ่งเป็นฝีมือของพี่ตุ๋ยอีกเช่นเคย เมื่อกินข้าวเสร็จก็นั่งชมธรรมชาติ สูดอากาศสดชื่นในยามเช้า หลังจากนั้นเราก็ช่วยกันเก็บข้าวของใส่เป้ และถ่ายรูปพร้อมกันไว้เป็นที่ระลึก ว่าครั้งหนึ่ง.. เราเคยใช้ชีวิตร่วมกันในป่า...



โพสท์ให้ดูอีกรอบ พวกเราถ่ายพร้อมกันทั้งคณะ


ช่วงเดินทางขากลับ น้ำท่วมสูงกว่าตอนที่เราเดินมา เพราะฝนตกทั้งคืน พวกเราเดินลุยข้ามน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ต้องใช้ไม้เท้าช่วยค้ำเหมือนกับคนแก่ พี่ตุ๋ยเดินนำหน้าเก็บภาพไว้ให้ค่ะ





สองผู้เฒ่า...แห่ง "บ้านฅนธรรมดา"




"ฤษีข้ามน้ำ"


เมื่อเดินลุยป่าข้ามลำธารฝ่าสายฝนที่ตกโปรยปรายได้สักครึ่งทาง พวกเราก็ต้องนั่งพักถอนหายใจกันเฮือกใหญ่ น่าสงสารที่สุดคือป๊า แกเดินจนเหงื่อเปียกชุ่มตัว เม้มปากกันฟัดจนปากสั่นไปหมด... เบื้องหน้าของเราคือ เดินข้ามธารน้ำตกที่ไหลเชี่ยวกรากที่สูงเกือบเท่าคอของฉัน พวกเราปลดเป้ออกจากหลัง ฉันจุดบุหรี่ขึ้นสูบและนั่งครุ่นคิด ขนาดพี่ตุ๋ยที่ว่าแข็งแรงที่สุด ยังเดินได้แค่ริมธารก็ถูกน้ำซัดซะแล้ว และโอกาสที่พวกเราจะลอยตามน้ำก็เป็นไปได้สูง เพราะไม่มีเถาวัลย์ให้ยึดเหนี่ยวสักต้น... หรือว่าจะใช้เวทมนต์ของฤษีข้ามน้ำ โอมมม เพี๊ยงงง...

ได้ผลจริงๆ แฮะ เพราะสักพักหนึ่ง.. เจ้าหน้าที่นำทางมาบอกว่า "ไปได้แล้ว" พวกเราเดินลัดเลาะมายังอีกที่หนึ่ง เบื้องหน้าที่ฉันเห็นคือ เจ้าหน้าที่ตัดต้นไม้ใหญ่เท่าเสาเข็ม มาพาดไว้กับโขดหินทั้งสองข้างลำธาร พวกเราก็เดินเกาะต้นไม้ข้ามน้ำมาได้ แต่ฉันเกือบตาย.. เพราะน้ำพัดจนตัวลอย ละลิ่ว พี่ตุ๋ยรีบคว้าแขนไว้ พี่ฤษีช่วยดึงเป้บนหลัง ไม่งั้นป่านนี้คงไปนั่งเล่าให้ยมบาลฟัง... "เจ้าเป็นอะไรตาย?".."โดนไบกอนเหลือง" เหอๆ (น่าเสียดายที่ไม่มีภาพช่วงนี้)

เราเดินลุยทางราบกันอีกพัก พี่ฤษีได้กลิ่นดอกไม้ป่า จึงเรียกให้หยุด มันหอมเย็นๆ แต่ไม่รู้ว่ากลิ่นมันมาจากต้นไหน ในที่สุดเราก็มองเห็นรถปิ๊คอัฟสีแดง การผจญภัยครั้งสุดท้ายอยู่ข้างหน้า พวกเราต้องเกาะเถาวัลย์ข้ามน้ำสูงท่วมอก แต่เป็นปลายลำธารน้ำจึงไม่เชี่ยว เดินข้ามกันอย่างสบายๆ ยืนพักถอนหายใจ อัดบุหรี่เข้าเต็มปอดอยู่ข้างรถสีแดง

เมื่อกลับมายังอุทยานฯ พวกเราก็นั่งพัก เปลี่ยนเสื้อผ้า คุยกับเจ้าหน้าที่บนอุทยานฯ แล้วก็ร่ำลา แยกทางกันไปในที่สุด เพื่อนใหม่นิสัยดี ฉันหวังว่าเราคงได้ผจญภัยกันอีก คราวหน้าฉันจะทำตัวเป็นคนดี จะหัดหุงข้าว ทำกับข้าวในป่าให้พวกคุณกิน จะช่วยเหลือทุกอย่าง ฉันบอกกับพี่ฤษีว่าไปเที่ยวครั้งนี้ ประทับใจเพื่อนใหม่มากกว่าน้ำตก ขอบคุณพี่ฤษีข้ามน้ำที่ให้โอกาสดีๆ ฉันให้หมวกเดินป่าใบใหม่แก่พี่ตุ๋ย ส่วนพี่ตุ๋ยให้มีดเดินป่าเพื่อเป็นการตอบแทน...(ความจริงอยากได้ 9 ม.ม. รมดำที่เหน็บในเอวมากกว่า อิอิ) พี่ฤษีกับฉันขับรถย้อนไปกินสเต๊กที่ร้านครูต้อ ระหว่างส่งฉันกลับบ้าน ฝนตกหนักอีกแล้วหรือนี่..?

อุ่นรักห่มใจให้ หายหนาว
พร่างพรมวิญญาณพราว เพริศแพร้ว
ใจดึกมุ่งหาดาว พักหลับ
หวังสู่อมฤตแก้ว เรือนฟ้า ฝั่งฝัน..

~ฤษีข้ามน้ำ~






Posted by STUV on 03 Oct. 2002,02:59
อ่านแล้วรู้สึกอิ่มเอิบในความสุขกลางธรรมชาติ
อยากเล่นน้ำตกบ้างจังเลย แต่ว่ายน้ำไม่เป็นครับ
เป็นการผจญภัยที่ romantic จริงๆ
Posted by Yaya on 03 Oct. 2002,08:42
อึ้มมมม.... ซาบซึ้งค่ะ ...  inlove.gif
Posted by นกกะปูด on 03 Oct. 2002,11:55
ถ้าพี่โตกะน้องย๋าไปด้วย พี่ฤษีแกก็คงลากเข้าไปเล่นน้ำในม่านน้ำตกแน่ๆ เลยค่ะ น้ำไม่ลึกหรอกค่ะ แค่สูงท่วมหัวพี่ฤษีเท่านั้น ประมาณ 2 เมตร เหอๆ พี่โตไม่จมน้ำตายหรอกค่ะ

เรื่องราว Adventure กลายเป็น Romantic ไปได้ไงเนี่ย สงสัยว่าเป็นเพราะบทโคลงของพี่ฤษีที่นู๋ตัดเอามาแปะ.. บอกแล้วไม่เชื่อว่าพี่ฤษีเข้ามาเล่าเองดีก่า บรรยายได้มันส์ดีอ่ะค่ะ บอกให้เค๊าเขียนแล้วตัวเองหายจ้อยไปไหนล่ะเนี่ย.. crying1.gif (((((((((((( พี่ฤษี )))))))))))))
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 04 Oct. 2002,00:41
((((((((((((อยู่นี่คร้าบบบบบบบบบ))))))))))))))
    อ่านอยู่คร้าบบ  พี่ถูปครับ โรแมนติกตรงไหนพี่ ตอนเช้าผมว่าจะไปทำโจ๊กแถวริมธารน้ำซะหน่อย ไปเห็นอึกองเล็กๆอยู่กองหนึ่ง หมดรมณ์เลย เลยเดินกลับไปรอปล่อยเอาที่ทำการ ..ยังจำได้เลย อึกองเล็กๆน่่ารักตรงโคนต้นไม้ ..ของใครหว่า ๕๕๕๕ (สงสัยของพี่ตุ๋ย)
   คิดถึงน้ำตกเล็กๆตรงที่คุณนกว่า มันน่ารักจริงๆ เราสามารถเดินแอบเข้าไปอยู่ใต้หินได้ ก็จะไม่ถูกน้ำ เข้าไปอยู่ในนั้นได้ประมาณ ๓ คน คุยกันพอได้ยิน ตอนออกมาก็ออกมาทางข้างขวาของน้ำตกมันจะเป็นทางน้ำทีนี้น้ำมันก็พัดเราดิพี่มันส์ดี น้ำมันแรงพัดเราไปจนเกือบสุดแอ่งไม่ต้องว่ายเลย เวลาจะเข้าต้องเข้าด้านซ้ายของน้ำตก คิดดูแล้วนี้เป็นแอ่งน้ำวนจากุ๊ดชี่ดีๆนี่เอง
  อยากให้พี่โตกับน้องหย๋าไปเล่นอ่างจากุ๊ดชี่ผมจังเลย ..จะจับเจ้าหย๋ากดน้ำเสียให้เข็ด ฮ่าๆๆๆๆิ นี่ๆๆๆตีหัวด้วย smash.gif
Posted by นกกะปูด on 04 Oct. 2002,01:12
จ๊ากกกกกกกกกกกกก devil.gif  devil.gif devil.gif  devil.gif
วันนี้รู้สึกเกลียดขึ้หน้าตาฤษีจัง ไม่เข้ามาโพสท์หน่ะดีแล้วนะ รู้ป่าว? น้าแอ๊ดอยู่หนายยยย ช่วยทีค่ะ ไอ้ที่น้าสอนไว้หน่ะ.. นู๋ลืมค่ะ

เห็นพี่ฤษีบอกว่าพี่ตุ๋ยจะเข้ามาอ่านกระทู้นี้ และก็จะมาเป็นสมาชิกที่บ้านเรา พี่เค๊าจะมาดูภาพหล่อๆ อ่ะค่ะ พี่ตุ๋ยยอมรับสารภาพไปเหอะนะ ว่ากองนั้นมันเป็นของพี่ เดี๋ยวท่านตัน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งค่ะ

ปล. ((((( พี่ตุ๋ยขา.. เดือนไม่ได้นินทาพี่นะ อาหารของพี่อร่อยจริงๆ พี่ตุ๋ยใจดี๊ใจดี ที่บอกว่าพี่ตุ๋ยใจร้ายหน่ะ นู๋พิมพ์ผิดค่ะ)))))
Posted by STUV on 04 Oct. 2002,01:51
กระทูนี้มีกลิ่นด้วยแฮะ .... ic-14.gif  ic-14.gif
Posted by add on 04 Oct. 2002,02:26
อ้าว  อะไรกันละเนี่ย...
เกิดอะไรกันขึ้นเหรอ  เห็นสนุกกันอยู่ดีๆ
อ๋อ...กระทู้มีกลิ่นหรือ Stuv

ฮ่าฮ่า  รึว่าคณฤษี เป็นนักแกะรอย
แหมเรื่องธรรมชาติ ...

ไม่เชื่อลองอ่านที่คุณ สข1 เล่าสิ
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 04 Oct. 2002,04:33
ไม่ได้แกะรอยครับ จะไปหาที่สงบๆพิจารณาอาหารเก่าอยู่ครับ ไม่รู้บังเอิญมีใครมาใจตรงกันในที่สงบนี้ มันก็ไม่สงบซะแล้ว หึๆๆๆ รู้สึกว่า เจ้าของเขาจะมาแล้วนะครับ เที่ยวโบ้ยของกลางไปให้คนโน้นคนนี้ ..ใครหว่า ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  ic-12.gif
Posted by fong on 05 Oct. 2002,07:21
อ่านกระทู้ที่ไปเที่ยวป่าของคุณนก รู้สึกสนุกจังแล้วก็
ตื่นเต้นหวาดเสียวดีจริงๆ แต่ท่าทางโหดน่าดูเลยเนอะ
เห็นรูปคุณนกหลายรูป  คุณนกน่ารักจัง
Posted by นกกะปูด on 05 Oct. 2002,23:44
ขอบคุณมากค่ะ คุณฟอง flower.gif

แหม.. นานๆ จะมีคนชมซักครั้ง ดีใจจังค่ะ แต่ตัวจริงหน่ะ ไม่น่ารักหรอกค่ะ น่าตื๊บบบบ มากกว่า ที่เห็นในภาพดูเป็นคนขึ้นมาหน่ะ ก็ขอยืมโปรแกรม ACDsee ของพี่STUV มาอ่ะค่ะ เลือกคลิ๊กตรง Beautiful more and more and more..คลิ๊กไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสวย ถึงเอามาโพสท์ค่ะ อิอิ

คราวหน้าไปเที่ยวป่า จะชวนคุณฟองไปลุยด้วยกันค่ะ พี่ฤษีหาทริปแบบ โหด มันส์ ฮา ให้หน่อยจิ น้องย๋าปิดเทอมพอดีจะได้ไปช่วยกันลุยค่ะ พี่โตจะตามไปถ่ายภาพ ส่วนน้าแอ๊ดจะทำกับข้าวให้กินค่ะ
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 06 Oct. 2002,01:53
เอาจริงป่าว อย่าโมเมคนเดียวนา เดี๋ยวไม่มีคนไปไม่รู้ด้วย smokin.gif
Posted by fong on 06 Oct. 2002,09:32
ฮ่า ฮ่า ฮ่า  มีด้วยเหรอ คุณนก โปรแกรมที่มีปุ่ม
Beautiful more and more and more..น่ะ  
คือ..คือ...คือว่าอยากจะขอยืมมาใช้มั่งอ่ะ
เผื่ออยากโพสต์รูปตัวเองมั่ง จะได้ทำให้สวยๆก่อน อิอิ
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับที่จะชวนพี่ไปเที่ยวด้วย
ถ้าไม่ โหด มันส์ ฮา แบบคุณนก พี่ก็อยากจะไปด้วยค่ะ
แต่ถ้าขนาดทริปคุณนก ไม่หวายยยยยยอ่ะ หวาดเสียววววจัง
Posted by Yaya on 06 Oct. 2002,09:53
ขอเม้าท์เรื่องเก่าให้เสร็จก่อน นะคะ ...เกี่ยวกับร่องรอยและหลักฐาน ที่พี่ฤษีฯ แบบไปพิสูจน์มา น่ะ ...เห็นบอกว่าเป็นกองเล็กๆ น่ารัก ...แล้วก็สัณนิฐาน ว่าเป็นของคุณนก  น่ะ ..อิอิ .. ขนาดเจ้าสิ่งนี้ยังมองแล้วน่ารักได้ .. นะพี่นะ ...แล้วย๋าก็จินตนาการ ต่อไปอีกว่า ดูจากรูปร่างของเจ้าของแล้ว ..ถ้าเป็นของพี่ซะเอง คง ใหญ่โต มโหฬาร .. น่าดู นะเคอะ ..อึ๋ยส์ ไม่อยากจินตนาการต่อเดี๋ยวได้พิสูจน์กลิ่นกัน จะ ยุ่งกันใหญ่ ... ของใครมารับเอาไป ... อิอิอิ ... blush.gif
   ช่ายยย.... ปิดเทอมพอดีด้วย ... รีบๆ ซะเดี๋ยวจาเปิดก่อนก็กลับเข้ากองหนังสือต่อ .. นะคะ ..จะบอกให้... ic-12.gif
Posted by นกกะปูด on 06 Oct. 2002,13:06
เฮ้..น้องย๋าเค๊าเปลี่ยนเรื่องกันแล้วจ้ะ นี่ๆๆๆ smash.gif ขอซัดซักสองสามทีเหอะ นี่ๆๆๆๆๆ smash.gif

คุณฟองคะ (ที่จริงต้องเรียกน้องนะเนี่ย) โปรแกรมที่ว่าหน่ะ คงไม่ต้องใช้แล้วมั๊ง นกเห็นรูปคุณตอนแรกถึงกับหน้าแตกเลยค่ะ ปล่อยให้เราเรียกพี่ซะตั้งนาน เหอๆ สวยอย่างงี้ยังจะมาพึ่งโปรแกรมอีกเหรอ? ic-12.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 06 Oct. 2002,22:28
ตรงนั้นหนะมีต้นไม้มีหนามด้วย ไม่รู้นั่งไปได้ยังไง ...เหอๆๆๆ
  คุณฟองฝันหวัดดีครับ ไม่ได้คุยกันเลย มีรูปสวยๆให้ดูด้วยเหรอครับ เอางี้ไม๊ ผมว่าตอนนี้ผมรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมมีคนเห็นรูปฤษีพุงโค้งกันหมดแล้ว ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เอาเป็นว่าให้ทุกคนที่เป็นสมาชิกมาโพสรูปตัวเองใส่ไว้ดีป่าว...คิดตั้งนานแล้ว หาเสียงสนับสนุนอยู่ ใครเห็นดีเห็นงามยกมือขึ้น..เพื่อความเป็นธรรม
Posted by นกกะปูด on 06 Oct. 2002,23:55
เฮ้ย..พี่ฤษีเล่นไม่เลิกนะ เดี๋ยวกัดให้มั่งหรอก
บอกว่าของกลางหน่ะเป็นของพี่ตุ๋ยก็ไม่ยอมเชื่อ
น้องย๋าจ๊ะ.. ที่เห็นพี่ฤษีรูปร่างใหญ่โตหน่ะ
จะบอกให้นะ...ไอ้นั่นติ๊ดดดดดดดดเดียว เหอๆ laugh1.gif  laugh1.gif  (อึ) จ้ะ

ขอหนับหนุนความเห็นพี่ฤษี อยากเห็นรูปน้าแอ๊ดคนเดียวค่ะ
เพราะคนอื่นๆ เห็นหมดแย้ววววว อ้อ กระซิบหน่อย พี่โตหล่อเจงๆ
Posted by fong on 07 Oct. 2002,00:19
ซาหวัดดีค่ะ คุณฤษี(พุงโค้ง) สุดหล่อของสาวๆ
แหมเรียกซะเต็มยศเลย เรียกแค่ ฟอง ดีกว่ามั้ง
ส่วนคำว่า "ฝัน" ละไว้ในฐานที่เข้าใจก็ละกัน

อ้าว..คุณนก ลืมบอกคุณนกไป  ก็รูปนั้นน่ะ
พี่ใช้โปรแกรมของคุณ stuv ไปแล้วนะ
พี่คลิกตรง Beautiful more and more and more..
หลายครั้งเลยล่ะ   กว่าจะออกมาได้ขนาดนั้นน่ะ
Posted by Yaya on 07 Oct. 2002,00:20
หนับหนุนความคิดพี่ฤษีฯ อีกคนค่ะ แต่ก็ต้องยื้ม ไอ้โปรแกรม ..อะไร นะ..แต่งรูป ให้ More beautiful จากพี่โต ซะก่อนนะคะ..  ที่คุณนกบอกว่าเคยใช้ มาก่อน... อิอิ ..แล้วถ้าจะให้เด็ดสุดต้องไปโพสต์ท่า ถ่ายรูป สาวโบราณดีดพิณ อย่างคุณนก น่ะ ... เด็ดสุด ... 555... พี่ฤษีฯ ... เด็กเสื้อส้มพุงโค้งน่ะ ..อยากเห็น ตอนนั่งบัลลังค์ ที่ใครบางคน คลั่งไคล็ นัก หนา เจง ๆ น่ะ .. หวาย... เผ่นดีกว่าเดี๋ยวโดนทุบกะบาลแยก อีก .. แว๊บ.. wavey.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 15 Oct. 2002,23:15
เค้าโม้หนะน้องหย๋า อย่าไปเชื่อเขา ไม่มีไรหรอก..
Posted by นกกะปูด on 16 Oct. 2002,19:46
ไม่ได้โม้ซะหน่อย...
ว่าแต่คุณเหอะ ไปโมโกจูต้นเดือนหน้า กลับมาเล่าให้ฟังบ้างหล่ะ
ข่าวว่าจะไปฟังเสียงหัวใจตัวเองเต้นเงียบๆ คนเดียวบนยอดเขาหน่ะ
ฟังแล้วหมั่นไส้จังว่ะ แหวะๆ ระวังมันจะหยุดเต้น นา..
ถึงว่าเหอะ..ไม่ยอมให้เราไปด้วย แง๊ๆๆ  bawling.gif  bawling.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 16 Oct. 2002,23:18
อ้าว..มาโทษเราได้ไง ก็ตัวเองไม่ฟิตเองนี่นา..ต้องโทษตัวเองดิ เอาแต่พูดแต่ไม่ยอมวิ่งใครจะให้ไป หือ.. smash.gif  smash.gif นี่ๆๆๆๆ
Posted by Yaya on 17 Oct. 2002,09:15
แหะ...ๆ นั่งดู... 2 ผู้เฒ่า แห่งบ้านคนธรรมดาเถียงกันทุบกันไป ทุบกัน มา หนุกดี นะ.... ic-14.gif
Posted by นกกะปูด on 18 Oct. 2002,01:33


พี่ฤษีจัดเป้ เตรียมตัวไปโมโกจูแล้วนะน้องย๋า
"จะเที่ยวเผื่อนะคร๊าบบบบ... บ๊ายยบาย เด้อออออ"
Posted by Yaya on 18 Oct. 2002,03:15
แหะ...แหะ... แล้วตัวที่ห้อยติดหลังน่ะ ..เจ้าหนมปังของย๋าหละสิ ..ขอบคุณนะคะพี่ฤษีฯ ที่เอาเจ้าหนมปังไปด้วย ...ถึงย๋าไม่ได้ไปด้วยก็เถอะ ... ดูแลมันดีๆด้วยนะค๊า ...อย่าเอาไปทำเนื้อแดดเดียว นะคะ ... แล้วคุณนกก็อย่า ไปเลยค่ะ ลำบากออก...ปล่อยคนที่เค๊าไม่เคยเจอความลำบากไปเผชิญซะมั่งดีกว่านะคะ ... พี่ฤษีฯ น่ะสบายมามากแล้ว ..ไปตกทุกข์ได้ยากซะให้เข็ด น่ะดีแล้ว...ขอให้เจออะไร โหดๆ สมใจ นะคะ ... จะรอฟังเรื่องราวตอนกลับมา...โชคดีค่ะ ..อ้อฝากสวัสดี .. นายโต..ด้วยเผื่อได้เจอตัวเป็นๆ...แล้วจัดการซะ..ให้มันรู้ซะมั่งใครเป็นใคร..(เอ๊...ประโยคนี้คุ้นๆ ค่ะ) ...ลำบากเผื่อด้วยแล้วกัน.. wavey.gif
Posted by STUV on 18 Oct. 2002,05:58
ก่อนไป ควรติดต่อแพทย์ที่ชำนาญด้านการถอดเล็บเท้าก่อนนะ
กลับมาจะได้รักษาได้ทันท่วงที
cranium.gif  cranium.gif  cranium.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 19 Oct. 2002,00:08
ครับพี่โต
      แต่ผมหนะไปถอยรองมือสองมาคู่หนึ่ง ดูแล้วไม่น่าจะกัดผมนะพี่ ขนาดพอดี อย่าแช่งกันดิ  smash.gif  smash.gif  smash.gif นี่ๆๆๆเอาไปพี่
       ตอนนี้ผมขาดแต่เตาแก็สแบบพกพาขนาดเล็ก ที่มีสายต่อไปที่กระป๋องแก็สหนะคับ (ที่มีอยู่เป็นแบบใหญ่ ถือเป็นกระเป๋าเจมส์บอนเลย) แหะๆๆๆ พี่โตมีป่าวคับ เมตตาน้องน้อยที่น่าสงสารคนนี้ซักนิดนะครับพี่  ic-12.gif  ic-12.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 19 Oct. 2002,00:10
PLEASE ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ic-12.gif
Posted by STUV on 19 Oct. 2002,04:50
ผมมีแก๊ส ปตท ถังเล็กสุดขนาด 4 กก. ใฃ้แทนได้ไหม
ตอนเดินลงเขา ปลายเท้าจะไปยันกับหัวรองเท้า
ถ้ารองเท้าหลวมเกินไป ปลายนิ้วเท้าจะไปจิกรองเท้าทุกครั้งที่เดินลงเขา
เล็บม่วงกันมาเยอะแล้วครับ
Posted by baitong_002 on 19 Oct. 2002,09:13
โห ความรู้ ความรู้ ทั้งนั้น อ่านแล้วเหมือนได้ไปเที่ยวมาเองเลย เอาอีกพี่ฤษี เที่ยวเก่งเป็นบ้าเลย เห็นสมบูรณ์อย่างนี้แต่ลุยเนอะ เอาอีกเพ่ มันส์ดี ภาพประกอบก็สวยมาก
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 19 Oct. 2002,11:19
ขอบคุณครับพี่โต ๔ กิโลเหรอ a3.gif  a3.gif  a3.gif  a3.gif  a3.gif  นี่ๆๆๆๆ ยิงให้พรุนเลย
     เรื่องรองเท้าก็ขอบคุณจริงๆครับ ระมัดระวังอยู่ครับ ตอนนี้เอามาใส่เล่นอยู่ครับ ไม่กัด เพราะมันกัดคนก่อนไปแล้ว
      น้องใบตองครับ พี่เที่ยวไม่เก่งหรอกครับ เพิ่งจะเริ่ม ที่เที่ยวเก่งต้องพี่ถูปหนะครับ
      จะว่าอ้วนก็พูดมาเถอะ เฮอะ! ทำอ้อมค้อม yuck.gif
Posted by add on 01 Nov. 2002,11:20
ได้ข่าวว่าคุณฤษีจะไปท่องเที่ยว...โมโกจู...(ไม่รู้จัก..ชื่อน่ากินจัง )
น้าแอ๊ดขออวยพรให้คุณฤษีสนุกสนานนะคะ  แล้วกลับมาอย่าลืมเล่าให้ฟังมั่งนะ   ขอดูภาพสวยๆด้วย  

    แล้วก็ระวังรักษาสุขภาพด้วย....

Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 01 Nov. 2002,11:33
ขอบคุณครับนาแอ็ด ไปวันศุกร์นี้แหละครับ โมโกจู ชื่อนี้มันน่ากินตรงไหนอ่ะ..น้าหิวข้าวหรือเปล่าตอนพิมพ์เนี่ย ๕๕๕
  เรื่องเล่ากับดูภาพไม่รับปากนะครับ ภาพอาจได้ดู แต่เล่านี่ไม่แน่ครับ บางทีมันก็ไม่มีอะไรน่าประทับใจมาให้เล่าเหมือนกันนะน้า..
  ขอบคุณที่อวยพรนะครับ เอาใจช่วยผมด้วยหละ..เดินตั้ง ๕๐ กว่าโลแหนะ ic-12.gif
Posted by STUV on 01 Nov. 2002,16:27
ขอให้เดินทางปลอดภัยตลอดทริป
อยากเจออะไรก็ให้ได้เจอ
ไม่อยากเจออะไรก็อย่าได้เจอ

ฝากหาเจ้ากระเต็นขาวดำใหญ่ด้วย
อยู่ในป่าลึกๆ มองหาตามสายน้ำลำธาร
เอาอะไรไปก็เอากลับมาให้ครบทุกชิ้นส่วน
เที่ยวให้สนุกครับ แล้วกลับมาเล่าให้ฟังบ้างเน้อ ....

B o n V o y a g e
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 01 Nov. 2002,16:47
ขอบคุณครับพี่
   ขอบคุณสำหรับคำอวยพรครับ
    กลัวอยู่เหมือนกัน ตั้ง ๕๐ กว่ากิโลกว่าๆๆ
    ถ้าเจอได้ตัวข้างบนนี่ผมจะจับใส่ถุงมาฝากละกันนะพี่
    รอคนมาส่งอยู่เนี่ย ... ic-12.gif
Posted by นกกะปูด on 01 Nov. 2002,19:13
โชคดีๆๆๆ ค่ะ...พี่ฤษี icon_bye.gif
ฟังเสียงหัวใจตัวเองบนยอดดอย
แล้วกลับมาเล่าให้ฟังบ้างเด้อออออ

Have a nice trip.Take care of yourself na kha.
Posted by Yaya on 01 Nov. 2002,21:12
ใครๆ ก็มาอวยพร ... ขอให้โชคดี ..กัน พี่ฤษีฯ ไป ครั้งนี้ ขอให้พบกับความลำบากลำบน ที่ปรารถนา ..และเอาชนะ มันให้ได้ ตามที่ใจหวังนะคะ ... คนบ้านธรรมดารอฟัง ข่าวคราว ... กลับมาก็ต้องเล่าเรื่องราวสิ ..เอ๊อ ... ไม่เล่าได้ไง ... หัวใจเต้นจังหวะไหน .ควบคุมให้ดี .. อย่าให้ เต้นช้าหรือเร็วเกินไป นะ คะ คุณ พี่ ... โห 50 โล ... ไปให้ถึงนะคะ ..โชดดีค่ะ... wavey.gif  wavey.gif
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 04 Nov. 2002,07:19
ขอให้มีพลัง และความสุข มาก ๆ ครับ devil.gif
Posted by นกกะปูด on 04 Nov. 2002,20:34
ฝนที่ตกทางนู้นนน หนาวถึงฅนบ้านนี้
ยังอยากได้ฟังเรื่องราว..
เธอลำบากอะไรไหม เธอผอมไปอ่ะป่าว
อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง...
ยังกินจุอยู่ใช่ไหม เธอเดินไหวอ่ะป่าว
กลับมาเล่าสู่กันฟัง...
Posted by freebird on 05 Nov. 2002,01:30
พี่ฤษีเจ้าขาไอ้สถานที่ๆ พี่จะไปเที่ยวหนะอยู่ส่วนไหนของโลกคะ ฟรีเบิร์ดไม่เห็นจะรู้จัก  แต่ขอให้มีความสุขในการเดินทางในครั้งนี้นะคะ สุขี ๆ ๆ ๆ นะจ๊ะ  กลับมาอย่าลืมเล่าให้ฟังนะ wavey.gif  wavey.gif  wavey.gif  smokin.gif
Posted by Yaya on 22 Nov. 2002,05:00
ประกาศ...ถึงพี่ฤษีฯ .. นี่ก็หลายเพลา ปาเข้าไปเกือบเดือนแล้ว นะคะ พี่ท่าน ... ที่ท่านกลับจากป่า.. นามว่า .โม โก จู ... ขาที่ว่าบวมคงยุบแล้ว ...พุงที่ว่าโค้ง ก็คงแฟบ ลงบ้าง ... ให้เวลาพักสะสมพุงใหม่พอแล้ว ...ท่านพี่ พร้อม ที่จะเล่า..เรื่องในป่าครานี้พร้อมภาพดีๆ ชอตเด็ดๆ นำมาโชว์ได้หรือยังคะ ... photographer.gif  อ้าวพี่ๆ เพื่อนๆ ครายสนใจอยากจะดู อยากจะอ่านเรียงแถวกันเข้ามา ค๊า thumbsup.gif  again.gif  again.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 22 Nov. 2002,06:45
คร้าบบบบบบ... กำลังเร่งผลิตอยู่คร้าบบบ แหม! รู้สึกผิดจัง
  ผมกลับจากโมโกจู วันที่ ๖ พ.ย. ครับ สองอาทิตย์เองยังไม่ถึงเดือนจั๊กกะหน่อยน้องหย๋า แหม..ประโคมซะนานเชียว
  ตอนนี้เอารูปที่ถ่ายกันมา แสกนลงเครืองไปบางส่วน ( ต้องให้เด็กๆเค้าทำให้ ทำเองไม่เป็นครับ ) รูปเสร็จเรื่องก็คงเสร็จมั้ง ก็เขียนอยู่หนะครับ ว่างๆก็เขียน ตอนกลางวันก็เขียน หัวหน้ามาแอบดู หัวเราะหึๆๆ เลยปิดเครื่องลงไปทำงานสร้างภาพซะหน่อย ไม่รู้ว่าหัวเราะเรื่องที่เขียนหรือหัวเราะว่่าเอ็งเอาเวลาราชการมาทำเงี้ยหนะนะ..
  ก็จะรีบเร่งนะครับ เขียนให้เสร็จหนะง่าย แต่ให้พอใจเราหนะมันยากครับ.. ic-12.gif
Posted by add on 22 Nov. 2002,15:33
น้าแอ๊ดก็เป็นแควน..รออ่านของคุณฤษีอยู่ค่ะ
แต่ไม่เป็นไรใจเย็นๆ  คุณฤษีค่อยๆเขียน  พวกเรารอด้ายยยย.....

อ้ะ cigar.gif  cigar.gif  cigar.gif  จะได้ใจเย็นๆ
Posted by oud66 on 22 Nov. 2002,16:53
ผมก็รออ่านอยู่เหมือนกันครับ  น่าสนุกนะครับ  ผมเองก็อยากไปเดินป่าแบบคุณฤษีบางจัง  hum.gif ทำอย่างไรดีครับ
Posted by นกกะปูด on 22 Nov. 2002,19:00
แหะๆๆ ก่อนที่จะได้อ่านเรื่องราวการผจญไพร ที่บรรยายด้วยถ้อยคำเฉียมคมในสไตล์ของฤษีข้ามน้ำ... นู๋แอบขโมยภาพมาโพสท์ เพื่อเรียกน้ำย่อยแควนๆ ค่ะ เหอๆ ดูยัยย๋ากับพี่โตสิ น้ำลายไหลเชียว.. อ่ะๆๆ เอากระดาษทิชชู่ไป เหอๆ

พี่ฤษีอย่าตื๊บนู๋หล่ะ ที่เอาภาพมาลงโดยไม่ได้ขออนุญาตหน่ะ.. สงสารแควนๆ ที่ใจจดจ่อรอชมอ่ะ


สามหนุ่มผู้พิชิตยอดเขาสูง "โมโกจู" จากซ้ายไปขวา คุณโก พี่ฤษีข้ามน้ำ พี่ตุ๋ยสุดหล่อ ค่ะ
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 23 Nov. 2002,07:00
หวัดดีครับ
 คุณอ็อดวันหลังเราไปด้วยกันก็ได้ครับ ยินดีต้อนรับ .... ic-12.gif
Posted by Yaya on 23 Nov. 2002,07:10
อู้......ว๊าวววววว....... พี่ฤษีฯ ถ้าจะเข้ากันได้ดีกับอากาศ หนาว นะคะ ...ไม่ฟูเหมือนตอนไปย่ำ น้ำตก...5555....ภูมิใจกับรูปนี้ มากมายเลยสิพี่...อ้อ คุณตุ๋ยคนเดียวกับไปน้ำตกไหม คะ ..ไหงพี่แก..เหมี่ยมได้ขนาดนั้นหละคะ ....ยอดนี่สูงสุดเลยรึปล่าวคะ ... wavey.gif

พี่oud66อย่าหลวมตัวไปกับพี่ฤษีฯเชียวนะคะ ...แล้วจำหาว่าไม่เตือน....พี่ฤษีฯ เรื่องน่ะเสร็จยัง....รอค่ะ..รอกันทั้งบ้าน เลยยยยย... icon_rotfl.gif  icon_rotfl.gif
Posted by freebird on 23 Nov. 2002,08:10
โห... พี่ฤษีไปเสียนาน คิดถึง คิดถึงมากค่ะ เมื่อไรจะเขียนเล่าเรื่องสนุก ๆ ให้ฟังหละจ๊ะ สงสัยไปทริปคราวนี้ท่าทางจะมีความสุขมากนะคะเพราะน่าตามันฟ้องหง่ะ อย่าลืมนะว่าแควน ๆ รออ่านเรื่องอยู่ ยินดีต้อนรับกลับบ้านจ๊ะ coffee.gif coffee.gif coffee.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 23 Nov. 2002,21:53
คร้าบบบบบ..กำลังเริ่มเขียนวันที่สองอยู่คับ ไม่ยักรู้ว่ามีแฟนๆกะเค้าด้วย..หลอกกันป่าว..หือ ic-14.gif
   อ้อ..จริงๆแล้วพี่ตุ๋ยแกหน่อครับ แต่กล้องดิจิตอลตัวนี้สงสัยว่ามันจะไม่ละเอียด มันเลยถ่ายภาพตอนแก่ให้หนะครับ ยืนยันว่าตัวจริงหนะหล่อสุด..ไม่เชื่อถามคุณนกดู นั่นหนะแควนพี่ตุ๋ยเลย
Posted by นกกะปูด on 25 Nov. 2002,10:42
อ้าวววว ไหงโยนเราให้พี่ตุ๋ยซะหล่ะ เหอๆๆๆ
พี่ตุ๋ยตัวจริงหล่อมากกกก ค่ะ ไม่ต้องใช้ตะไบเหมือนพี่ฤษีฯ
แต่ขอแก้ข่าวหน่อยค่ะ เดี๋ยวพี่ตุ๋ยเสียหายโม๊ดดดดดด
นกกะปูดเป็นลูกศิษย์เดินป่าค่ะ
(((((((((((((((( บ่ใช่แควน ))))))))))))))))
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 25 Nov. 2002,20:31
โทษทีฮะ  ที่ว่าแควนหนะหมายถึงมิตรรักแฟนเพลงอะไรทำนองนี้ คุณนกหนะเค้าเป็นลูกศิษย์เดินป่าย่ำดงของพี่ตุ๋ยหนะแหละ ต้องมาแก้ข่าวหน่อย แฟนๆคุณนกเค้าเยอะ เดี๋ยวพี่ตุ๋ยถูกยิงทิ้ง a3.gif
Posted by นกกะปูด on 30 Nov. 2002,03:40


..เสียงจันทร์ที่โมโกจู..

     

โอ้ดาวเอยไหนเลยจะรู้บ้าง
เดือนอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเดี่ยวไฉน
โอ้เจ้าดาวสิงสู่อยู่หนใด
ได้ยินไหมเสียงจันทร์ที่คร่ำครวญ...

ได้ยินแล้วส่งเสียงมาสักนิด
เดือนเฝ้าคิดถึงดาวไห้โหยหวน
เดือนกระจ่างกลางฟ้ามิเรรวน
ดาวก็ควรเคียงคู่อยู่กับเดือน...

     

โอยยยย พี่ฤษี เมื่อไหร่จะเขียนเสร็จซักที แฟนๆ รอจนเหงือกแห้งแล้ว ว๊อยยยย

< ohman.gif โปรดคลิ๊กที่นี่แก้เซ็งค่ะ ohman.gif >



Posted by Yaya on 07 Dec. 2002,06:00
... ohman.gif คลิ๊กแล้วคลิ๊ก อีกแก้เซ็ง น่ะค่ะ ...
(((((((((พี่ฤษีฯ )))))))))) เมื่อไหร่จะเสร็จ คะ ..อยากอ่านเต็มทนแล้ว..เร๊วววววววว...แควนๆ เรียกร้อง ค่ะ ... มาแควนๆ มาช่วยกันร้อง เร่ง เร๊วววววววว (((((((( พี่ฤษีฯ))))))))))... wavey.gif
Posted by fong on 07 Dec. 2002,20:06
((((((((คุณฤษี)))))))) ยู้ฮู ยู้ฮู  นั่งเขียนอยู่หนายยยยยยย
รอแล้ว รอเล่า เฝ้าแต่รอออออ เขียนใกล้เสร็จยังน้าาาาา
อยากอ่านๆๆๆๆๆๆๆ
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 14 Dec. 2002,18:12
คร้าบบบบบ..กำลังเขียนวันที่ ๔ อยู่คร้าบ  ใกล้แล้วครับ รออีกนิด
Posted by นกกะปูด on 07 Jan. 2003,00:56
"โมโกจู ๑/๒๕๔๕"



นายพลแม็คอาเธอร์ ที่ความสูง 1,964 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล


๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
     
บ่าย ๓ โมงของวันที่ ๑ พ.ย. ๒๕๔๕ สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาที่หน้าต่าง แข่งกับเสียงฝักบัวในห้องน้ำ อีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี่ผมต้องเดินทาง อดกังวลไม่ได้ เพราะชีวิตหลังจากนี้อีก ๕ วัน สิ่งที่คลุมหัวคงมีแต่หมวกผ้าใบเล็กๆ ในป่าดงพงลึก ชีวิตในเมืองกับเม็ดฝนหนักนาน คงไม่สู้ดีนัก

บ่ายสามโมงกว่า... 
ผมเหวี่ยงเป้ใบเก่งใส่พาหนะคู่ชีพออกเดินทางไปรับเพื่อนรุ่นน้อง โสภณ ทับแห น้องชายผู้แสนสุภาพกับเพื่อนร่างใหญ่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ..นายเจ  จากนั้นพวกเราเดินทางฝ่าสายฝนไปรับเพื่อนอีกคนหนึ่ง บุรุษร่างเล็กรวยไปด้วยอารมณ์ขัน ผู้ที่ยามเดินป่าแล้วไม่เคยยอมให้ใครหายใจรดต้นคอ ชื่อของเขาคือ โก..

จากนั้นพวกเราทั้ง ๔ ชีวิตออกเดินทางฝ่าการจราจรจราจลของวันศุกร์ ท่ามกลางความชุ่มฉ่ำของสายฝนตรงไปยัง อ.อินทร์บุรี ที่นั่นเราได้พบกับพี่ชายใจดีที่ต้องมรสุมสุขภาพ ไม่อาจร่วมทางกับเราได้ พี่โจมารออยู่ก่อน พร้อมกับสั่งอาหารไว้รอต้อนรับเป็นการเลี้ยงฉลองทริปเดินป่าครั้งใหญ่ของทีมเรา หลังจากเสร็จมื้อเย็นเราก็ตรงไปที่อุทยานแห่งชาติแม่วงศ์ อ.คลองลาน จ. กำแพงเพชร 

…สายฝนยังคงกระหน่ำเราอยู่ตลอด อากาศภายนอกดูอึมครึม รถวิ่งฝ่าไปท่ามกลางความมืด นานๆ ทีจึงมีแสงไฟจากรถที่สวนมาเป็นระยะ พวกเราพูดคุยกันถึงเป้าหมายในครั้งนี้ “โมโกจู” ยอดเขาสูงที่สุดแห่งป่าตะวันตก ๑,๙๖๔ เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ป่าเมฆ และความเหนื่อยยากในการเข้าถึง สำหรับผมแล้ว “โมโกจู" ปรากฏอยู่ในโสตประสาทตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๔ ในครั้งแรกที่มีโอกาสได้เดินป่า พี่ยุทธเพื่อนเดินป่าอาวุโสท่านหนึ่ง เอ่ยปากชวนให้ไปเยือนมันสักครั้ง พร้อมกับเล่าความเหนื่อยยากที่ได้รับฟังจากการเดินทางไปยอดชื่อประหลาดนี้ให้ฟัง ซึ่งในทันทีที่ฟังจบผมก็ไม่ลังเลที่จะตอบปฏิเสธไปทันที แต่หลังจากการเดินป่าครั้งแรกในชีวิต ในใจกลับมีความห้าวเล็กๆ ตั้งแต่นั้นมาชื่อ “โมโกจู” มันก็รบกวนจิตใจผมเสมอมา และหนึ่งปีผ่านไปผมก็รวบรวมสมัครพรรคพวกร่วมอุดมการณ์เพื่อทำมโนภาพนั้นให้เป็นจริง 
      
๕ ทุ่มเศษ รถของเราก็แล่นอยู่บนถนนที่ตัดมาจากโค้งวิไล แสงไฟของรถที่แล่นสวนมากลายเป็นสิ่งมีค่าสำหรับเรา ในนาทีนั้นเหมือนกับว่ามีเพียงเราทั้ง ๔ , รถ, ถนนกับความมืดเท่านั้น.. นานๆ ทีจึงเห็นคนเดินหาปลา หากบ อยู่ข้างทาง ซึ่งนั่นทำให้เรามั่นใจว่าเรายังคงขับรถอยู่บนโลกใบนี้... 

ก่อนหน้านี้ผมได้อ่านหนังสือ ที่บอกเล่าถึงประสบการณ์และโศกนาฏกรรมในการเดินทางพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรส ของนักเขียนสารคดีชื่อดัง จอน คราเคาเออร์ และเพื่อสร้างบรรยากาศการผจญภัย ผมตกลงใจเล่าเรื่องอัปมงคลนี้ให้ทุกคนฟัง.. มันเป็นการเดินทางขึ้นพิชิตยอดเขาสักการะมาธา ในปี ค.ศ.๑๙๙๖ (สักการะมาธา แปลว่า เทวีแห่งฟากฟ้า …เป็นชื่อที่เรียกขานกันในหมู่คนเนปาล ส่วนคนธิเบตเรียกว่า โจโมลุงมา แปลว่า มารดรแห่งโลก) มีคณะที่ตัดสินใจเดินทางอยู่หลายคณะ หนึ่งในนั้นเป็นคณะ “แอ็ดเวนเจอร์คอนซัลแตนต์" ซึ่งเป็นคณะของไกด์นิวซีแลนด์นามอุโฆษ …ร็อบ ฮอลล์ และ คณะของคู่แข่งรายสำคัญ “เมาท์เทินแมดเนส" นำทีมโดย สก๊อต ฟิชเชอร์ ร็อบนั้นสามารถพิชิตยอดเอเวอเรสได้ถึง ๓ ครั้งในขณะที่สก็อต พิชิตได้ ๒ ครั้ง ทั้งสองคนต่างทำงานเป็นไกด์นำบุคคลทีมีตัณหาในเรื่องที่สูง (และมีเงินจ่าย) ไปยังจุดที่สูงที่สุดของโลก 

พวกเขามากันจากหลายที่ และหลายสาขาอาชีพ บางคนเป็นนักข่าวนิตยสาร บางคนเป็นแพทย์ บางคนเป็นผู้จัดการบริษัท เป็นดาราและบ้างเป็นพนักงานไปรษณีย์ ทั้งหมดใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นเดือนๆ ฝึกฝนร่างกายให้ชินกับสภาพอากาศที่หนาวและร้อนผิดปกติ และ ฝึกการหายใจให้ชินกับสภาพอากาศที่มีปริมาณออกซิเจนจำนวนน้อย ทุกคนมาร่วมกันลำบากเพื่อเป้าหมายเดียวกัน...

แล้วในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๖๖ คณะของร็อบ และสก๊อต ก็ได้ขึ้นไปเหยียบยอดหลังคาโลก แต่ละคนอยู่ที่นั่นเพียง ๑ หรือ ๒ นาทีเท่านั้น เพราะที่นั่นไม่ใช่ดินแดนสำหรับสิ่งมีชีวิต จากนั้นทุกคนก็หันหลังกลับลงมาในเวลาต่างๆ กัน... และแล้วในระหว่างทางเทพีแห่งฟ้าก็เล่นตลก พายุเฮอร์ริเคนได้ก่อตัวและพัดกระหน่ำคณะทั้งสอง จนหลายคนไม่อาจหาเส้นทางเดินกลับที่พักได้ มีบางคนถูกพายุพัดตกไปตามช่องเขาซึ่งมีความลึกกว่า ๘๐๐ เมตร และอีกหลายคนถูกพายุตัดขาดบีบบังคับให้ต้องจำนนอยู่ท่ามกลางหิมะ ท้ายที่สุดก็หมดเรี่ยวแรง ล้มตายไป

สำหรับร๊อบ เขาติดอยู่ที่ทางเดินห่างจากยอดเขาไม่กี่ฟุต มีความพยายามจะส่งเชอร์ปา (คนพื้นเมืองซึ่งทำงานรับจ้างเป็นลูกหาบในคณะปีนเขา) ไปนำเขากลับลงมา แต่ไม่สำเร็จเพราะร็อบติดอยู่ในจุดที่สูงเกินไป ท้ายสุดเขาทิ้งเมียที่กำลังท้อง ๗ เดือนไว้ที่บ้าน ส่วนสก็อตได้จบการแข่งขันกันในวันเดียวกัน มีคนพบศพเขาอยู่ภายใต้น้ำแข็งใกล้กับยอดเขา ที่ตายก็ได้ตายไป.. แต่ที่รอดทรมานกว่า บางคนต้องตัดมือทั้งสองข้างทิ้งเพราะหิมะกัด บางคนอวัยวะอยู่ครบแต่ต้องสำนึกเสียใจไปตลอดชีวิต เมื่อนึกถึงนิ้วมือเล็กๆ ของเพื่อนหญิงร่วมทาง ที่เลื่อนหลุดจากขาของเขา โดยที่เขาไม่ได้แม้กระทั่งเหลียวมามอง และที่เสียใจที่สุดคงไม่พ้นภรรยาท้องแก่ของร็อบที่ได้พูดคุยกับสามีในขณะที่กำลังดิ้นรนหนีมัจจุราชอยู่ที่ยอดเขา ทั้งที่รู้อยู่ว่าเค้าไม่มีทางรอดกลับมาดูหน้าลูก 

ผมเล่าเรื่องนี้จบ เพื่อนๆ ในรถต่างเงียบ ผมไม่รู้ว่าใครคิดอะไร แต่สำหรับผม "โมโกจู" ไม่อาจเทียบเอเวอเรสต์ได้ในทางใด ไม่ว่าจะเป็นความสูง ตลอดไปถึงความยากลำบากในการเดินทาง ไม่ต้องพูดถึงว่าการไปเอเวเรสต์คือการปีนเขา แต่การไปโมโกจูเป็นเพียงการเดินเขาเท่านั้น... อย่างไรก็ตามระหว่างโมโกจูและเอเวอเรสต์มีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ คือมันเป็นยอดเขา และเป็นยอดเขาที่กดทับอยู่ในใจใครหลายๆ คน...

รถเราเคลื่อนตัวมาอยู่ในเส้นทางขึ้นสู่ที่ทำการอุทยาน อากาศภายนอกเริ่มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ฝนยังคงตกอยู่และกระหน่ำเป็นระยะๆ ทุกคนในรถใจคอไม่ดี เรารู้ดีว่า การเดินในระยะทาง กว่า ๕๐ กิโลเมตร ท่ามกลางสายฝนไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ ระยะเวลาเดินที่มากขึ้น โอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บจากการลื่นล้มมากขึ้น อุปสรรคในการก่อไฟทั้งหลายทั้งปวงเป็นปัญหาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง 

โสภณหันมาถามผมอย่างติดตลก "เอาไงพี่ จะกลับไม๊" ผมหัวเราะ ก่อนจะตอบไปว่า "มากันขนาดนี้แล้วจะทำไงได้" โสภณได้แต่ยิ้ม.. เพราะรู้ดีว่านั่นไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง เหตุที่ผมไม่ถอยไม่ใช่เพราะระยะทางที่ดั้นด้นหรือเพราะสภาพภูมิอากาศ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพราะผมต้องการทำให้มันเสร็จ …เสร็จไปจากใจผม

"….หากชีวิตคือการดิ้นรน คนหนึ่งคนต้องเดินก้าวไป
ให้เรียนรู้เส้นทางแห่งใจ แล้วก็ไปให้ถึงที่นั่น
เพราะชีวิตคือการต่อสู้ ให้เรียนรู้ด้วยใจตั้งมั่น
เส้นทางไกลแค่ไหนช่างมัน คนช่างฝันเท่านั้นทำได้ …"


< คลิ๊กฟังเพลงที่นี่ค่ะ >


เสียงเพลงจากเทปของโลโซ ดังขึ้นก่อนที่เราจะถึงที่ทำการไม่กี่นาที... เกือบเที่ยงคืนพวกเราทั้ง ๔ ก็มาถึงที่ทำการและพบว่า พี่ตุ๋ย พี่ยุทธ พร้อมกับเพื่อนอีกสองคนยึดเต็นท์ที่เจ้าหน้าที่กางไว้รอรับนักท่องเที่ยวนอนกันไปแล้ว  พวกเราจึงแยกย้ายกันยึดเต็นท์ที่เหลือ... ผมเอนหลังลงหลับตา ฟังเสียงฝนตกกระทบหลังคาเต็นท์ เม็ดแล้วเม็ดเล่า จนหลับไป...

~ฤษีข้ามน้ำ~

Posted by add on 07 Jan. 2003,03:03
ไชโย!!!!!!

      ได้อ่านแล้ว หลังจากที่รอมาตั้งนาน  
      โห...ไม่ลืมซิการ์เลยนะ ท่านนายพล.....


       ตื่นเต้นๆๆ ที่นี้จะมารออ่านทุกวันเลยจ้ะ
Posted by Yaya on 07 Jan. 2003,04:40
...รอ มานาน เรา ..เฝ้า มองมานาน...ในที่สุดก็ได้กระโดดเข้าไปนั่งในเป้ ของพี่ฤษีฯ ..และ แอบมานั่งฟังตาปริบๆ ..เรื่องเอฟเวอรเรส..กับ ..เมาเทินแมดเนส ..ที่พี่เล่าน่ะ ..เป็นหนูไปด้วย ..มีหวังร้องไห้กลับ บ้าน ..แหงมๆ..หวัง่า พี่คงไม่คิดจะพิชิตเอฟเวอเรส กับเค๊า นะ ...ไงๆ ก็ ..รอดูหน้า.... ก่อนก็แล้ว กัน ...5555 wavey.gif  again.gif
Posted by fong on 07 Jan. 2003,20:13
โอ้โฮ..คุณฤษี ไม่ผิดหวังเลยค่ะ สมกับที่รอคอยอ่านอยู่
เขียนได้น่าอ่านจริงๆ  เรื่องราวชวนติดตามจังเลย
รีบๆมาลงตอนต่อไปเร็วๆนะคะ อยากอ่านอีกๆๆๆๆ again.gif
Posted by freebird on 08 Jan. 2003,01:08
โอย...พี่ฤษี cigar.gif กว่าจะมาได้ รอจนหงิก                 
                                         
แต่ก็คุ้มกับการรอคอย เขียนได้สนุกมาก                         
ตอนต่อไปจะมาเมื่อไรเจ้าคะ อีฉัน จะรออ่านนะเจ้าคะ                        
อ๊ะ ให้รางวัลนักเล่าเรื่อง จะได้มีแรงเขียนต่อ  coffee.gif beer2.gif.gif
Posted by นกกะปูด on 08 Jan. 2003,19:41
มาแย้ววววววๆๆๆๆ โอยยยย รอจนหงิกไปตามๆ กันเนอะ  
พี่ฤษีแกเป็นเฒ่าโลว์เทคค่ะ โพสท์ภาพไม่เป็น  
ก็เลย(สั่ง)ให้ บก. นกกะปูด ช่วยจัดการให้
ตอนนี้ทั้งรูปและเรื่องอยู่ในมือนกกะปูดแล้วค่ะ
มิตรรักแฟนนิยายคอยติดตามอ่านกันนะคะ จะค่อยๆ ทะยอยลงค่ะ
Posted by นกกะปูด on 08 Jan. 2003,22:43
๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๕

ผมตื่นขึ้นมาในราว ๗ โมงเช้า ได้ยินเสียงคนเดินอยู่รอบๆ เต็นท์ ครู่หนึ่งโสภณเดินเข้ามาในเต็นท์ “ไปได้แล้วพี่" ผมเก็บถุงนอนเดินงัวเงียออกมาด้านนอก อากาศยามเช้าที่อุทยานแจ่มใส ฝนหยุดตกแล้ว ผม เจ โสภณ เดินไปล้างหน้าที่อ่างล้างหน้าของอุทยาน มันเป็นอ่างน้ำที่ถูกนำมาวางบนตอไม้เก่าๆ มีการต่อน้ำเข้ามาใช้ เราล้างหน้าแปรงฟันกันท่ามกลางขุนเขา หลังจากเสร็จภาระกิจผมก็ได้พบ พี่ตุ๋ย พี่ยุทธ และเพื่อนร่วมทางอีกสองคน พี่ตี๋ และคุณหมู เราแนะนำตัวกันเล็กน้อย เพราะต้องรีบแบ่งข้าวของกองกลางใส่เป้ของแต่ละคน ทุกคนแบกสัมภาระไปกองไว้ที่โรงอาหาร หลังจากรับประทานข้าวเช้าและสั่งข้าวเที่ยงใส่ห่อแล้ว พวกเราก็แบ่งข้าวของกองกลางกัน 

จากนั้นก็ไปฟังการบรรยายของหัวหน้าที่ทำการ หัวหน้าที่ทำการกล่าวต้อนรับ และอวยพรให้ทุกคนโชคดี และกำชับว่าหากสภาพภูมิอากาศไม่อำนวยก็ขอให้กลับ อย่าได้ดันทุรัง ปีหน้าฟ้าใหม่ค่อยว่ากันใหม่ หลายๆ คนกระสับกระส่าย ในใจนั้นคงไม่มีใครอยากถอย เพราะเตรียมตัวเตรียมใจกันมาหลายเดือน กว่าจะรวมคนได้ กว่าจะจองเวลาได้ ถ้าจะต้องถูกธรรมชาติกลั่นแกล้งก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย อย่างไรก็ตามเราได้แต่ภาวนาว่าขอให้ฝนฟ้าเป็นใจ อย่าได้กระหน่ำซ้ำเติมจนไปไหนกันไม่ได้ หลังจากเสร็จการบรรยาย พวกเราออกมาที่เคาท์เตอร์ด้านหน้า ลงชื่อ ที่อยู่ และบุคคลที่สามารถติดต่อได้หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน!

" ..ฝากน้องสองคนนี้ด้วยนะค๊ะ ไปโมโกจูด้วยกัน" เสียงเจ้าหน้าที่ร้องบอก พวกเราหันไปตามเสียงก็เห็นไอ้หนุ่มหน้าใสสองคน เจ้านก กับเจ้าโอ๋ สองนักศึกษาปริญญาโท ม.นเรศวร... ผมยิ้มให้..ไปน้องไปด้วยกัน ถ่ายรูปกันก่อน.. ว่าแล้วทั้ง ๑๐ ชีวิต ก็ออกมายืนรวมกันหน้าที่ทำการ ที่นั่นเราได้พบกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ สามคน คนแรกคือ พี่ดอน คนที่สองคือ พิเชษฏ์ คนสุดท้ายคือ อาทิตย์ 


รวมพล.. คนขึ้นเขา

แต่เนื่องจากคณะที่จะไปโมโกจูมี ๓ ทีม ตอนนี้มาสองทีมแล้ว อีกทีมหนึ่งก็ยืนยันว่าจะมา ทางอุทยานก็เลยตกลงให้อาทิตย์กับพิเชษฎ์ ไปกับพวกเราก่อน ส่วนพี่ดอนกับอีกทีมหนึ่งตามไปทีหลัง พวกเราทั้งหมดถ่ายรูปที่หน้าที่ทำการไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นก็แบกเป้ใส่บ่ามุ่งหน้าสู่ป่าด้านหลังที่ทำการ... 

ทางเดินช่วงแรกเป็นทางดินกว้างประมาณ ๕ เมตร เป็นทางที่ทางอุทยานต้องการจะตัดขึ้นใหม่เพื่อย่นระยะทางให้แก่นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปโมโกจู และน้ำตกแม่กระสา เนื่องจากฝนเพิ่งหยุดตก สภาพทางตอนนี้จึงเป็นดินเหลว เหยียบพลาดไปก็ลึกถึงครึ่งแข้ง เดินแล้วหนืดเหนื่อย กว่าจะพ้นทางนี้ได้ก็ใช้เวลาเกือบ ๔๐ นาที 

หลังจากผ่านทางนี้แล้วก็ถึง “เนินดินเค็ม" เป็นเนินเขาที่ค่อนข้างชัน ผมเดินมาได้ครึ่งเนินรู้สึกว่าหายใจไม่ทัน ต้องหยุดพักเป็นระยะๆ ยิ่งเดินก็ยิ่งชันแล้วก็ดูจะไกลซะด้วย ความจริงหนะผมเริ่มแย่มาตั้งแต่ทางดินเหลวแล้ว มาเจอเนินนี้อีกก็หมดสภาพ ในใจคิดว่านี่เราจะไม่ไหวตั้งแต่เริ่มเลยเหรอนี่... ใจตอนนั้นมันคิดว่าทางอีกไกลแล้วคงจะลำบากกว่านี้อีก นึกถอดใจอยากกลับบ้านเอาดื้อๆ มาทราบทีหลังว่าหลายๆ คนก็หมดแรงที่เนินนี้เหมือนกัน  


นู๋เก็บภาพของทริปที่ 2 มาค่ะ ป่าไผ่มีอยู่ทั่วไปในผืนป่าอุทยานฯ แม่วงก์

สภาพทางตั้งแต่เนินดินเค็มเป็นต้นไปจะเป็นทางเดินของชาวบ้าน ป่ารอบข้างเป็นป่าไผ่ มีต้นไผ่เขียวครึ้ม ขึ้นห่างๆ กัน ทางเดินเป็นทางกว้างประมาณ ๓ เมตรได้ ตรงขอบทางเดินจะมีร่อง ดูๆ ไปคล้ายรอยล้อรถ ผมเพิ่งมาทราบตอนขากลับว่าสภาพทางที่เห็นเป็นฝีมือของกระเหรี่ยงที่ทางอุทยานจ้างให้มาเซาะทำทางไว้ ระหว่างทางเราเห็นคลองอยู่เป็นจำนวนมาก มันเป็นคลองธรรมชาติ คดเคี้ยวไปมา น้ำในคลองค่อนข้างขุ่น พิเชษฎ์เล่าให้ฟังว่าปีก่อนที่มาคลองยังไม่เยอะขนาดนี้ มีเพียง ๗ หรือ ๙ คลองเท่านั้น แต่ปีนี้ฝนตกหนักและยาวกว่าปีก่อน จำนวนคลองที่ต้องข้ามจึงเยอะขึ้นมาก ผมมารู้ทีหลังว่าเนื่องจากสภาพป่าที่เป็นป่าไผ่ ไม่มีไม้คลุมดิน ดังนั้นเมื่อเกิดฝนตก น้ำฝนจะซึมลงดินไม่ทันและจะไหลมารวมกันที่ตีนเนิน จากนั้นจะไหลคดเคี้ยวไปตามโค้งเนินมุ่งสู่คลองใหญ่ด้านล่าง .. "คลองแม่กระสา"

ผมฟังพิเชษฎ์เล่าถึงที่มาของคลองแล้วรู้สึกหวั่นๆ ใจชอบกล เราเดินและกระโดดข้ามคลอง คลองแล้วคลองเล่า ก็มาถึงคลองใหญ่คลองหนึ่งกว้างประมาณ ๕-๖ เมตร อีกฝั่งหนึ่งของคลองมีเพิงไม้ไผ่มุงด้วยใบตองปลูกอยู่ ๒ เพิง ที่นี่เรียกว่า “คลองมะนาว” เป็นครึ่งทางของระยะทางวันแรก นั่นหมายความว่าเราเดินมาได้ ๗ กิโลเมตรแล้ว เมื่อมาถึงก็ได้พบกับทีมที่ไปน้ำตกแม่กระสา ต่างคนก็ต่างงัดข้าวกลางวันออกมากินกัน ของทีมเราเป็นหมูสับผัดใบกระเพรากับข้าวสวย มันเป็นหมูผัดกระเพราที่อร่อยที่สุดที่ผมเคยกินเลยสาบานได้

หลังจากเสร็จกิจ ผมเดินไปตักน้ำในคลองก็เห็นชายหนุ่มหน้าแขก ตาปรือ หน้าตาคุ้นๆ กับว่าเคยเห็นในเว็บไซด์มาก่อน ก็เลยเข้าไปทัก “นายโตใช่ไม๊" ไอ้หนุ่มหน้าแขกยิ้มให้  “คุณฤษี ?" ผมยิ้มตอบ เราแนะนำตัวกันคร่าว ๆ พูดคุยกันอีกคำสองคำก็แยกย้ายกันสะพายเป้ออกเดินทางต่อ โดยพี่ตุ๋ย คุณหมู พี่ตี๋ โก เจ เจ้านกกับเจ้าโอ๋ ออกเดินล่วงหน้าไปก่อน ส่วนผม พี่ยุทธ และโสภณ เดินตามไปห่าง ๆ

ประมาณ ๓ โมงกว่าๆ เราก็ได้ยินเสียงน้ำไหลดังมาจากทางด้านขวามือ เราเดินอีกสักครู่ก็เห็นคลองขนาดใหญ่อยู่หลังดงไผ่ เราเดินขนานไปกับแนวคลองอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหักลงไปตามเสียงน้ำ นาทีแรกที่ไปถึงริมฝั่ง ภาพที่เห็นทำเอาผมตะลึง.. มันเป็นคลองขนาดใหญ่ กว้างราว ๓๐ เมตร น้ำสีขุ่นคลักไหลเชี่ยวกราก เสียงน้ำกระทบกับหินดังสนั่น คลองแม่กระสาตอนนี้เหมือนหญิงสาวที่คลุ้มคลั่ง หล่อนพร้อมจะกระชากทุกผู้ที่พยายามผ่านหล่อนไป ให้สังเวยกับโขดหินข้างหน้า…

ที่กลางคลองมีพวกเราบางคนกำลังต่อสู้กับพละกำลังของหล่อน ส่วนฝั่งตรงข้ามมีพวกเราบางส่วนกับทีมที่ไปน้ำตกแม่กระสา นั่งตัวเปียกคอยลุ้นและช่วยเหลือพวกที่กำลังข้าม ส่วนฝั่งที่ผมยืนอยู่มีพวกเรากับทีมแม่กระสาที่เหลือนั่งรอเวลาที่จะเป็นรายต่อไป สีหน้าของทุกคนดูจะไม่มั่นใจและหวาดหวั่น เพราะรู้ว่าชีวิตที่เหลือฝากไว้กับเส้นเชือกและกำลังแขนของตนเท่านั้น... 


รูปพี่ตี่ข้ามคลองค่ะ


ภาพนี้ท่านโสภณยอมทิ้งสำนวน (โดนหลอกไปเข้าป่า แบกเป้ข้ามคลอง)

ท่ามกลางกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ไม่มีใครช่วยใครได้และราคาของความผิดพลาดอาจหมายถึงจบสิ้น.. ผมปลดเป้ลงนั่ง ควักบุหรี่ออกมาสูบ เพ่งมองดูสายน้ำกับการดิ้นรนของเพื่อนร่วมทาง… แล้วอดรู้สึกไม่ได้ว่า... ภายใต้พลังอำนาจของธรรมชาติ มนุษย์ช่างเป็นสิ่งที่ต่ำต้อยอะไรเพียงนี้ … “คราวนี้พี่ได้เป็นฤษีข้ามน้ำจริงๆ แล้ว" นายโตพูดขณะเดินผ่านหน้าผมไป ผมยิ้มก่อนพ่นควันเป็นทางยาว.. นึกในใจ "ก็คงถูกของคุณ ถ้าผมไม่พลาด"…


"ฤษีตกคลอง" ... เอ๊ย "ฤษีข้ามน้ำ"

๔ โมงกว่า.. ทีมเราทุกคนก็ข้ามคลองแม่กระสามาได้สำเร็จ และเมื่อข้ามมาได้ก็เป็นจุดที่ตั้งแค็มป์พอดี หลังจากผูกเปล กางเต็นท์ อาบน้ำอาบท่ากันแล้ว ก็หุงหาอาหาร นี่เป็นมื้อแรกในป่าของเรา เจ้าโอ๋กับเจ้านกมาร่วมวงด้วย พวกเราล้อมวงกันข้างๆ กองไฟ อาหารมื้อแรกของเรามี หมูผัดพริกใส่ผักกูดที่พี่ตุ๋ยไปเด็ดมา แล้วก็มีหมูแดดเดียว มีอาหารกระป๋องของเจ้านกกับเจ้าโอ๋ และก็อะไรอีกหลายอย่าง แล้วที่สำคัญ มีคั่วกลิ้งสีเหลืองสด


ฤษีกินคั่วกลิ้งยืนยิ้มแฉ่ง ที่จุดตั้งแคมป์คลองแม่กระสา...

พี่ตุ๋ยบอกว่าอาหารแต่ละมื้อถูกจัดมาแล้วต้องกินกันให้หมด เพราะไม่อยากแบกไปกินต่อในมื้อหน้า พวกเราปฏิบัติตามคำสั่งโดยเคร่งครัด แถมยังเอาอาหารในมื้อหลังมากินปนซะอีก พอถึงมื้อหลังๆ ก็แทบไม่มีอะไรจะกินกัน หลังจากอิ่มหนำกันแล้ว โกก็งัดเหล้าออกมาล้อมวงแจกกัน จนตึงๆ ก็แยกย้ายกันไปนอน ผมตะกายเนินด้านหลังมุดเข้าไปในเปล เสียงไม้ไผ่ที่หัวเปล เสียดสีกันดังเอี๊ยด อ๊าด 

ลมเอื่อยๆ จากริมน้ำไล่ขึ้นมาตามเนินดินเป็นระยะ บรรยากาศภายนอกคล้ายฝนจะตก ผมหลับตานึกถึงการเดินทางที่ผ่านมา ๑๔ กิโลเมตร ที่ยาวไกลและสายน้ำใหญ่ข้างหลัง ห้วงน้ำที่ทั้งกว้างทั้งเชี่ยวกับความพยายามที่จะพาตัวเองข้ามพ้น มีกี่ห้วย มีกี่คลองและกี่สายน้ำที่มาขวาง อีกกี่เขา กี่เนิน ที่ต้องข้าม กี่ความพยายามที่ต้องตั้งต้นใหม่  นึกถึงความวิตกกังวลกลัวในขณะข้ามน้ำ นึกถึงความโล่งใจเมื่อได้ข้ามพ้น นี่เป็นเพียงโหมโรงเท่านั้น ความลำบากที่แท้จริงรออยู่ในวันที่ ๓ ของการเดินทาง 

... เสียงน้ำกระทบแก่งหินดังอยู่ด้านหลัง แสงไฟที่ก่อไว้ค่อยๆ หรี่ลง บรรยากาศข้างนอกเงียบสงบ... ที่เคลื่อนไหวคงมีเพียงสายน้ำ เสียงสุดท้ายที่ผมได้ยินในคืนนี้เป็นเสียงใบไผ่เสียดสีกันเพราะต้องสายลม…

~ฤษีข้ามน้ำ~

Posted by add on 08 Jan. 2003,22:58
โอ้โฮ......

      อ่านแล้วทั้งตื่นเต้นไปด้วย
      และหลงใหลในสำนวนคนเขียนเลยนะเนี่ย  
      สำนวนหล่อมากๆๆเลยค่ะ  เคิ้กๆๆๆๆ
      (คนเขียนก็หล่อค่ะ....)
Posted by นกกะปูด on 10 Jan. 2003,23:27
๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๕

ผมตื่นขึ้นราว ๗ โมงเช้า ลุกออกมาจากเปลก็เห็นพี่ตุ๋ยกำลังง่วนอยู่ที่กองไฟ โก โสภณ เจ และเจ้านกกับเจ้าโอ๋ป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ดูเหมือนกำลังเมาขี้ตา ทั้งหลายกำลังรอน้ำต้มกาแฟกันอยู่ หลังจากกาแฟและขนมปังปิ้งทาเนยแล้ว ก็ตามด้วยโจ๊กใส่ไข่ และข้าวต้มหมู แป็บเดียวหลายคนก็หายไปหามุมสงบนั่งพิจารณาธรรมชาติ จากนั้นก็เริ่มเก็บข้าวของออกเดินทาง เป้าหมายของเราในวันนี้คือแค้มป์แม่รีวา เราออกเดินทางกันตอน ๙ โมงเช้า เส้นทางเดินยังเป็นการเดินในป่าไผ่ เราเดินเลาะตามริมน้ำไปได้ครู่หนึ่ง แล้วก็เดินตามเนินเล็กๆ อีกราว ๒-๓ เนิน ใช้เวลาเดินราว ๑ ชั่วโมงก็ถึงที่พัก 

แค้มป์แม่รีวาเป็นที่ราบขนาดใหญ่อยู่ริมธาร น้ำที่ไหลมาจากน้ำตกแม่รีวาซึ่งอยู่ห่างออกไปราว ๓ กิโลเมตร น้ำตกแม่รีวาเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ในสามน้ำตกของแถบนี้ นำหน้าด้วยน้ำตกแม่กระสา ซึ่งนิตยสารเอเชียวีคเคยจัดให้มีความงามเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย น้ำตกแม่กี และน้ำตกแม่รีวา


สายธารแม่รีวา บริเวณจุดตั้งแคมป์

เมื่อถึงที่พักทุกคนก็หาที่กางเต็นท์ผูกเปลกันตามอัธยาศัย ผมกับพี่ยุทธผูกเปลใกล้ๆ กัน โก พี่ตี๋ และคุณหมูผูกอยู่ถัดออกไป ส่วนโสภณ เจ และเจ้านกกับเจ้าโอ๋ ไปสร้างหมู่บ้านจัดสรรบนเนินราบใกล้ทางขึ้นเขา ที่เท่ห์ที่สุดคงเป็นพี่ตุ๋ยที่ผูกเปลอยู่ริมน้ำ แต่ที่ร้ายคือมันเป็นทางที่พวกเราใช้ลงไปอาบน้ำนี่แหละ ดังนั้นจะไปอาบน้ำทีก็ต้องลอดใต้ถุนบ้านพี่ตุ๋ยทุกทีไป...

หลังจากจัดการเรื่องที่พักเสร็จ ก็ตามด้วยข้าวกลางวัน มื้อนี่คงเป็นคั่วกลิ้งอาหารหลัก และกุนเชียงทอด เสร็จจากมื้อเที่ยงพิเชษฎ์ก็ชวนไปดูน้ำตกแม่รีวา โก โสภณ พี่ยุทธ คุณหมู ปฏิเสธอ้างว่าเราต้องมีอุดมการณ์ เรามาดูยอดเขาไม่ได้มาดูน้ำตก ดังนั้นไม่ไป นี่คงเป็นข้ออ้างของคนที่ขี้เกียจเดิน ผมเองก็สนับสนุนเต็มที่ แหม.. ก็เมื่อวานเดินมาเกือบ ๒๐ กิโล มีโอกาสได้พักใครหละจะอยากเดิน.. ร่ำจะไปลงเปลนอนซะหน่อยได้ยินเสียงพี่ตี๋พูดขึ้นว่า มาตั้งเป็นร้อยโลกะอีแค่ ๓ กิโลแค่นี้ก็ได้เห็นน้ำตกสวยแล้ว ไม่ไปได้ไง ผมฟังแล้วก็..เออ จริงแฮะ หากวันหลังเกิดกิเลสอยากดูน้ำตกแม่รีวาขึ้นมาไม่ต้องแบกสังขารมาเดินอีก ๒๐ กิโลหรือนี่ เอ้า..ไปก็ไป ว่าแล้วก็สะพายกระติกน้ำออกตามพี่ตี๋และพวกไป

….เราเดินกันตามทางที่กระเหรี่ยงเดินอยู่ได้ระยะหนึ่ง ก็มาถึงริมลำธาร ข้างลำธารมีขอนไม้ใหญ่ขวางอยู่ พิเชษฎ์บอกว่าข้ามขอนแล้วไปเดินข้างโน้นดีกว่า ไปได้เหมือนกัน และไม่ต้องข้ามน้ำให้เปียกด้วย พวกเราก็พากันข้ามไป... เดินไปเดินมาได้ครู่หนึ่งพิเชษฎ์ก็หยุดหันมองไปรอบๆ แล้วก็หันมายิ้มเขินๆ แล้วบอกว่าสงสัยจะหลง เอางี้ดีกว่าเดินตามธารน้ำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึง... เอาก็เอา พวกเราก็เดินหักลงมาตามเสียงน้ำ ลัดเลาะไปตลิ่งริมน้ำเรื่อยๆ สภาพทางไม่ต้องพูดถึง บางช่วงเป็นหินก้อนใหญ่มีตะไคร่ขึ้นเต็ม ต้องค่อยๆ คลานขึ้นไป พลาดพลั้งอย่างดีก็หัวแตก อย่างมากก็ไม่ได้กลับบ้าน



นอกจากหินลื่นๆ แล้วบางช่วงยังเป็นทางดินชันซึ่งชื้นแฉะเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญมันเป็นทางที่พิเชษฏ์ตัดขึ้นเองเดี๋ยวนั้น ดังนั้นมันจึงรกมาก ไม่รู้ว่าเพราะความรกของเส้นทางหรือเพราะความอุ้ยอ้ายของผม เพียงครู่เดียวผมก็ตามพวกไม่ทัน ยังดีที่มีพี่ตุ๋ยเดินเป็นเพื่อน ผมกับพี่ตุ๋ยเดินเลาะริมลำธารและแกะรอยเท้าคนข้างหน้าไปได้ครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงน้ำตก เราเร่งเดินกันใหญ่เพื่อจะได้เห็นความอลังการของมันโดยเร็ว แต่ไม่รู้เดินอีท่าไหน ผมกับพี่ตุ๋ยผ่าไปเดินอยู่บนสันเขาได้ เมื่อมองลงมาก็เห็นน้ำตกขนาดใหญ่สวยงามมาก และที่ด้านล่างมีพวกพ้องเรากำลังนั่งชมน้ำตกอยู่ ผมกับพี่ตุ๋ยหาทางลงไม่ได้เพราะทางมันชันเหลือเกิน เจ้านกตะโกนบอกว่าให้ลงมาตามทางที่ชี้บอก ผมชะโงกหน้าไปดูทางที่ชี้ถึงกับผงะ นึกในใจ… กูไม่ใช่แพะภูเขานะโว้ย นั่นมันเหวชัดๆ ตกไปก็ตายห่_ กันพอดี


สภาพทางก่อนไปน้ำตกแม่รีวา กับฤษีอุ้ยอ้าย..

ว่าแล้วผมกับพี่ตุ๋ยก็หาทางลงกันเอง แต่ก็ไม่ได้ดีเด่กว่าเหวของเจ้านกเท่าไหร่ ครู่หนึ่งเราก็มาถึงลำธารอีกครั้ง และท้ายที่สุดเราก็คลานไปจนถึงน้ำตกจนได้ น้ำตกแม่รีวาทั้งใหญ่ทั้งสูง ด้านบนเป็นแอ่งน้ำสามารถเล่นน้ำได้ ด้วยความแรงของน้ำตกทำให้มีละอองน้ำกระเด็นมายังจุดที่เรานั่งอยู่ตลอด ความชื้นจากไอน้ำนี้ทำให้เราหายใจได้อย่างโล่งจมูก เรานั่งชมน้ำตกกันอีกครู่หนึ่ง ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานแล้วก็เดินทางกลับ เพราะฝนจะตก

"น้ำตกแม่รีวา"







ถึงน้ำตกแม่รีวาแล้วคร๊าบบบบบ

ขากลับเราเดินย้อนกลับตามทางที่มา ซึ่งเดินเร็วไม่ได้เพราะมีแต่หินลื่นๆ พี่ตุ๋ยคงรำคาญที่ต้องมาปีนหินหนีน้ำกันอยู่ แกเลยพาน้องๆ โดดน้ำตัดทางใหม่ คราวนี้เราก็เลยเดินในน้ำบ้างบนดินบ้าง และเราก็ตัดสินใจว่า ไปเดินกลับทางที่พี่ดอนพาอีกกลุ่มหนึ่งมาดีกว่า เพราะไหนๆ ก็เปียกแล้ว ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะเดินง่ายกว่าขามามาก

เราเดินกันอีกไม่นานนักราว ๔ โมงเย็น ก็ถึงแค้มป์แม่รีวา ก่อนถึงที่พักก็แวะเก็บผักกูดกันตามระเบียบ เมื่อกลับมาถึงก็มาอาบน้ำอาบท่า น้ำในลำธารเย็นอย่างกับน้ำในตู้เย็นที่บ้าน แต่อาบแล้วทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ขึ้นมาจากน้ำพิเชษฎ์ก็งัดเอายาดองเหล้ามาแจกกันดื่มเรียกน้ำย่อยก่อนถึงเวลาอาหาร พิเชษฎ์บอกว่าใช้เวลาดองสิบกว่าวัน สมุนไพรที่ใช้ก็มีม้ากระทืบโลง โด่ไม่รู้ล้ม ดีงูเห่า แล้วก็กวาง…แฉะ 

หลังจากจัดการจัดการเรียกน้ำย่อยจนร้อนท้องแล้ว ก็มาถึงเวลาอาหารเย็นค่ำกันตามปกติ แต่ที่เริ่มไม่ปกติคือคนที่จะกินมันนี่แหละ โสภณ เริ่มมีอาการท้องเสียตั้งแต่ช่วงเย็น และคงถ่ายอยู่ตลอดแถมอาเจียรอีกด้วย ส่วนพี่ตี๋เมื่อกินข้าวไปได้คำหนึ่งก็หยุดไปคายทิ้ง แล้วหายไปนอนหน้าซีดอยู่ในเปล ทราบว่าแน่นท้องอย่างแรง พวกเราใจคอไม่ค่อยดีเพราะพรุ่งนี้เป็นงานหนัก และที่สำคัญเราอยากให้ทุกคนได้อยู่ที่ยอดพร้อมกัน ก็ได้แต่ถามไถ่อาการ หาหยูกยา และเอาใจช่วยให้หายทัน

ในป่าในเขาอย่างนี้ ยามเจ็บป่วยไม่ใช่เรื่องสนุกเพราะมันพาลคิดไปได้ต่างๆ มากมาย ถ้าอาการหนักขึ้นจะทำอย่างไร เราจะไปกันต่อโดยทิ้งเพื่อนไว้ หรือจะรอไปพร้อมกัน ซึ่งอาจหมายถึงกลับพร้อมๆ กันเลยก็ได้ อย่างไรก็ตามปัญหาหนักใจนั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะไม่กี่นาทีต่อมาทั้งสองก็กลับมาสู่เกมส์ได้ตามปกติ 

สำหรับอาหารเย็นมื้อนี้ เราได้รับเกียรติจากพี่ดอน พรานกิตติมาศักดิ์ของป่าแม่วงศ์มาร่วมวงด้วย ข้าวปลาอาหารก็คงมี คั่วกลิ้ง หมูแดดเดียว ผักกูดจิ้มน้ำพริกกระปิ กุนเชียงทอด กับอาหารกระป๋องของเจ้านกกับเจ้าโอ๋ เสร็จจากอาหารก็มานั่งคุยกันเรื่องเส้นทางพรุ่งนี้ พี่ดอนบอกว่ามันเป็นทางขึ้น ชัน และเดินนานด้วย แกรับสารภาพว่าเวลาเดินนี่แกก็ท้อเหมือนกันอยากจะให้ถึงเร็วๆ แต่ถ้าไม่ถอดใจซะก่อนหละก็เดินถึงแน่ 

แกก็เล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งมีนักท่องเที่ยวจ้างให้แกพาขึ้นยอดเขา ที่แตกต่างคือมีในกลุ่มมีผู้หญิงขาเป๋ เป็นโปลิโอไปด้วย แรกๆ แกคิดว่าคงไปไม่ถึง แต่ไม่เช่นนั้นผู้หญิงคนนี้มีความพยายามและอดทนสูงมาก ค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ ไม่ปริปากบ่น และท้ายที่สุดแกก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่พิชิตยอดโมโกจูได้สำเร็จ พอพี่ดอนเล่าจบทุกคนก็เงียบไปอึดใจ ไม่รู้ใครคิดอะไร

เจส่งบุหรี่ให้พี่ดอน แล้วใครคนหนึ่งก็ถามทำลายความเงียบขึ้นว่า ก่อนเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานพี่ดอนทำงานอะไรมาก่อน พี่ดอนพ่นควันบุหรี่เป็นทางยาว อดคิดไม่ได้ว่าคำถามนี้ล่วงเกินอะไรแกบ้างหรือเปล่า แกอัดบุหรี่หนักๆ อีกครั้ง แสงไฟจากเทียนส่องเห็นรอยตีนกาและดวงตาที่แดงเพราะฤทธิ์เหล้าป่า

"…ตะก่อนนี้ผมเป็นนายพราน ตามพ่อเข้าป่าล่าสัตว์ตั้งแต่เด็ก ผูกห้างกันบนต้นไม้คนละต้น นั่งเฝ้าสัตว์มากินดินโป่ง กลางคืนก็น่ากลัว มีแต่ความมืด เวลาสัตว์เข้ามาที่โป่งบางทีมันทำเสียงแปลกๆ ก็คิดไปได้ต่างๆ นาๆ ถ้าจิตไม่แข็งนี่คิดไปจนบ้าได้… ตอนนั้นใช้ปืนลูกกรด กระสุนนี่ทำเอง หัวกระสุนเอาตะกั่วมาหลอม ดินขับก็ใส่เพิ่มให้ได้แรงพอใช้ล้มกระทิงได้ ผมยิงมาหมดแล้วตั้งแต่หมูป่า เก้งกวาง ยันกระทิง กระทิงนี่ได้ราคาดีหัวหนึ่งเป็นหมื่นอยู่ได้ไปหลายวัน พวกค่างก็ได้ราคาดี ยิงได้แล้วเอามาทำส้ม เรียกว่าส้มค่าง ก็เหมือนปลาส้มหนะแหละ แต่ค่างนี่แปลกถ้าตกถึงพื้นนี่ไม่มีเลือด แม่พระธรณีเอาเลือดมันไปหมด จริงๆ นะ พวกนี้ถ้าตายคาคบไม้หละก็ถึงจะได้เห็นเลือดกัน…"

"แล้วทำไมพี่ดอนมาเป็นเจ้าหน้าที่ได้หละ" … " ก็ถูกจับไงวันนั้นมาเลื่อยไม้ ผู้ใหญ่เค้าให้หา บอกอยากได้ไม้กระดานสักสองสามแผ่น ผมกับเพื่อนก็เข้าไปเลื่อย ทีนี้เจ้าหน้าที่เค้ารู้ตามมาล้อมไว้ ผมทิ้งเลื่อยหยิบขวานเดินฝ่าออกมาเลยบอกว่า ใครขวางกูฟัน เจ้าหน้าที่เค้าก็ไม่กล้า ตอนหลังผมกับเพื่อนมาถูกจับข้างล่างติดคุกไป ๒ เดือน.. ต่อมาป่าไม้เค้าเห็นไม่มีงานทำก็เลยมาตามให้มาเป็นเจ้าหน้าที่ บอกตามตรงนะ ถ้าเลิกจ้างผมผมก็จับปืนล่าสัตว์อีก.."

..ผมฟังแล้วอดถามไม่ได้.. "แล้วพี่ไม่กลัวต้องปะทะกับพวกเดียวกันเหรอ" … แกหัวเราะในลำคอก่อนจะตอบว่า..
"ทำไงได้ถ้าครอบครัวผมไม่มีกิน มันก็ต้องเอา.." 
ฟังคำตอบแล้วผมรู้สึกได้ทันทีว่าผมไม่ควรถามคำถามโง่ๆ นี้เลย... พี่ดอนหยิบบุหรี่อีกมวนขึ้นจุด ควันบุหรี่นอกบางเบาไหลออกทางจมูกแกเป็นสาย…
"ผมหนะไม่ธรรมดานะ เคยมีฝรั่งมาจ้างด้วย มันบอกว่าจะทำสารคดี ผมก็พาเข้าไป ค่าจ้างงาม กินนอนกับมันอยู่ ๕ เดือน"  แกเล่าถึงตอนนี้ก็ยิ้มก่อนจะเล่าต่อว่า..
"กลับบ้านมาอีกทีเมียหายไปแล้ว ทิ้งลูกสองคนไว้ให้ผมเลี้ยง" …

ในวงที่ฟังอยู่ไม่มีใครคิดว่าเป็นเรื่องขำ ชีวิตที่ปากกัดตีนถีบจนต้องเสียเมียไป แม้จะเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ไม่ยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะฟังได้โดยชินชา เมื่อถึงตอนนี้ไม่มีใครอยากรู้เรื่องราวชีวิตแกอีก เพราะไม่มีใครทราบว่ามันจะเป็นการเปิดบาดแผลเก่าเก็บของแกหรือไม่...

เราหันเหมาพูดคุยกันเรื่องสมุนไพรและเรื่องตลกโปกฮาซึ่งเป็นเรื่องถนัด บรรยากาศในวงข้าวดูจะสนุกสนานขึ้น ยิ่งค่ำเสียงก็ยิ่งดัง ผมรู้สึกว่าในวันนี้พวกเราคุ้นเคยกันมากขึ้น แนบแน่นกันกว่าเก่า อาจเป็นเพราะฤทธิ์ยาดองเหล้าของพิเชษฏ์หรือเพราะความรู้สึกร่วมชะตากรรมก็ไม่ทราบได้ แต่รู้ว่ามันเป็นความรู้สึกที่ดี... 

ราว ๓ ทุ่มกว่าๆ พวกเราก็แยกย้ายกันไปนอน เสียงบ้องไผ่สดที่ใส่ไว้ในกองไฟแตกดังโพละ ไม่นานไฟในกองก็มอดลง ความมืดเข้าครอบคลุมทุกตารางนิ้ว ค่ำคืนที่มืดเหมือนตาบอด ไร้ซึ่งสรรพเสียงของชีวิต เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก ภาพหินประหลาดและถ้อยบรรยายเส้นทางเดินไปโมโกจูผุดขึ้นมาในหัว ผมหลับตาพยายามข่มใจให้หลับ แต่มันแสนยากเย็น ผมยอมรับว่ากลัวการเดินทางในวันพรุ่งนี้ มันเป็นทางชันที่สุด ยาวที่สุด เหนื่อยที่สุด เท่าที่ได้ฟังมา ความวิตกกังวลสารพัดโถมทับทั่วสำนึก และผมหลับไปพร้อมกับความรู้สึกเช่นนี้... 

~ฤษีข้ามน้ำ~

Posted by fong on 11 Jan. 2003,01:38
สนุก ตื่นเต้นเร้าใจ บรรยายได้เห็นภาพดีจังค่ะ
อ่านแล้วเกิดความรู้สึกปนเปกันหลายอย่าง
บางช่วงก็นึกอยากจะมีโอกาสไปผจญภัยแบบนี้บ้าง
รู้สึกว่าเป็นการท้าทายและเป็นรสชาดของชีวิตดี
แต่พอถึงบางช่วงก็นึกกลัวขึ้นมาอย่างจับใจเลย
คิดไปว่าถ้าเราไปเอง อาจจะต้องเอาชีวิต
ไปทิ้งไว้ในป่าซะมากกว่าละมัง...
การเดินป่านี่เป็นการวัดความเข้มแข็งของร่างกายและจิตใจ
และความอดทนต่อความยากลำบาก  ได้วิธีหนึ่งเลยนะ
Posted by STUV on 11 Jan. 2003,06:32
สนุก ตื่นเต้น เร้าใจ ไม่แพ้พนมเทียนเขียนเพชรพระอุมาเลยล่ะ.....
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 11 Jan. 2003,06:41
ขอบคุณคร้าบพี่ฟอง พี่โตด้วย พี่โตหายหน้าไปเลยนะครับพี่ สบายดีป่าว ดึกๆดื่น ยังแอบเมียมาเล่นเน็ตเหมือนเดิมป่าวพี่ ( ฮ่าๆๆๆ )  ic-12.gif  

    เรียนท่าน บก.นกกาปูดคับ ช่วยคัดรูปหล่อของฤษีมาลงหน่อยนะครับ ไอ้แบบขอบตาำๆ ทำตาปรือ พอแล้วครับ เอาหล่อๆ ลงบ้าง เดี๋ยวพี่น้องเค้าเข้าใจผิด..
Posted by นกกะปูด on 11 Jan. 2003,06:45
ic-12.gif
Posted by Yaya on 12 Jan. 2003,01:28
...แม๊...มันส์ๆ ลุยๆแบบนี้ ..ครั้งต่อไปขอติดเป้ไปด้วยคน นะคะพี่ฤษีฯ ... ic-12.gif
พี่โต น่ะแอบมาตอนดึกๆ ค่ะมาไม่มาปล่าวๆ แอบมาทำผีหลอก ย๋า ด้วย..นี่แน่ะ smash.gif  smash.gif มาอีกสิจะฟ้องคน ที่บ้าน สั่งแบนห้ามมา 3 เดือน เลย นี่.. laugh1.gif

คุณนก..มีด้วยเหรอรูปหล่อๆ ของพี่ฤษีฯ ..ที่ว่าน่ะ ...สงสัยรูปหล่อๆ น่ะต้องกลับไปถ่ายมาใหม่หละมั๊ง...เพราะ ที่หล่อๆ น่ะ หมดแล้ววว..5555
... rasp.gif  photographer.gif
Posted by นกกะปูด on 12 Jan. 2003,07:16

ฮ่า ฮ่า ฮ่า
คราวหน้าน้องย๋าจะตามไปด้วยใช่ป่าว? ข่าวแว่วๆ ว่า ไอ้ตัวข้างบนเนี่ย
มันไม่ได้กินเนื้ออวบๆ ขาวๆ มานานแล้วนา.. เหอๆๆ
Posted by Yaya on 13 Jan. 2003,22:33
เหอ เหอ ...กว่ามัน ..จะมากิน ขาว อวบ แบบย๋า ..มันคงสวาปาม ขาว กว่า อวบกว่า ..แบบพี่ฤษีฯ อิ่ม จนพุงกาง 360 องศา ไปก่อน แล้ว มั๊ง... น่ากินกว่ากัเย๊อะะะะ... laugh1.gif  laugh1.gif
Posted by นกกะปูด on 14 Jan. 2003,03:03
๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๕

ผมตื่นนอนราว ๖ โมงเช้า แต่ไม่ได้ลุกออกมาจากเปล คงนอนนิ่งฟังเสียงรอบข้าง เป็นเสียงน้ำ เสียงพิเชษฎ์กับอาทิตย์กำลังคุยกันเบาๆ อยู่ที่ข้างกองไฟ มันเป็นเหตุการณ์ปกติที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ทั้งสองคนนี้จะมาก่อไฟและหุงข้าวก่อนที่พวกเราจะตื่น จริงๆ แล้วเราเพียงจ้างพวกเค้ามาเพื่อนำทางเท่านั้น แต่ด้วยน้ำจิตน้ำใจที่มากล้น ทำให้อดรู้สึกว่าเค้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่มานำทาง แต่เป็นพี่น้องที่ร่วมทุกข์สุขในการเดินทางครั้งนี้ เรากินข้าวหม้อเดียวกัน กินเหล้าจอกเดียวกัน เก็บผักเก็บหญ้าด้วยกัน หัวเราะและเอื้ออาทรต่อกัน มันเป็นความรู้สึกที่ดี ….

…ครู่หนึ่งทุกคนก็ทยอยตื่นกัน แล้วก็จัดการเก็บเต็นท์และเปล วันนี้เราต้องออกแต่เช้าเพราะต้องใช้เวลาเดินขึ้นเขา พิเชษฏ์บอกให้เราออกเดินทาง ๗ โมงเช้า แต่เราต่อรองขอเป็น ๘ โมง หลังจากเก็บข้าวของและจัดการอาหารเช้าเสร็จ ก็ล่วงไปถึง ๘ โมงครึ่ง เราเริ่มเดินทางกันทันที สภาพทางช่วงแรกยังคงเป็นป่าไผ่ ความชันไม่มาก เดินกันพอหอบ...

เดินได้ครู่หนึ่งก็เห็นเต่าตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งเดินอยู่ข้างทาง ตัวมันขนาดกำปั้นเห็นจะได้ พวกเราจับมันมาวางบนก้อนหินให้มันโพสท่า แล้วถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตแรกที่พบเห็น จากนั้นก็ออกเดินทางกันต่อ





ทางเดินในป่าช่วงนี้ยังคงชื้นดินอ่อนนุ่ม ระหว่างทางเราเห็นรอยสัตว์มากมาย ตั้งแต่รอยกวาง เก้ง หมูป่า กระทิง และยังมีรอยหมีอีกด้วย รอยกระทิงเป็นรอยกีบขนาดใหญ่ลึกลงไปในดินประมาณครึ่งฟุต ส่วนรอยหมีเป็นรอยเกิดจากการตะกุยดิน ลักษณะเป็นรอยเท้ายาวคล้ายเท้าคนจิกลากดินเป็นทาง มีรอยเล็บอยู่ด้านบนของส่วนที่น่าจะเป็นนิ้วเท้าด้วย ที่พบมีรอยเดียว ที่สำคัญคือทั้งรอยหมีและรอยกระทิงเป็นรอยที่ปรากฏบนเส้นทางที่เรากำลังเดินอยู่ และเป็นรอยที่ใหม่เสียด้วย นั่นหมายความว่ามันเพิ่งจะเดินสวนลงมาก่อนเราเดินไม่นานนัก คาดว่าไม่น่าจะเกิน ๑ ชั่วโมง...

เราเดินไปอีกครู่หนึ่งก็พบรอยเท้าสัตว์ขนาดชามใบกลาง มีความยาวประมาณ ๕-๖ นิ้ว มันเป็นรอยกลมใหญ่ลึกลงไปในดินและมีรอยกลมเล็ก ๔ รอยอยู่ด้านบน ทันทีที่เห็นไม่มีใครสงสัยถึงที่มาของมัน รูปทรงสัณฐานเหมือนรอยเท้าของแมวที่พบเห็นกันบ่อยๆ ตามฝากระโปรงรถ แตกต่างเพียงแต่ขนาดที่เทียบกันไม่ได้ เราพบรอยเจ้าแมวใหญ่อยู่สองรอย ทางด้านซ้ายของทาง ๑ รอยและด้านขวาอีก ๑ รอย คาดว่าน่าจะเป็นเท้าหน้ากับเท้าหลัง และรอยที่พบยังคงสดใหม่เช่นกัน พิเชษฎ์กะดูจากขนาดและความลึกของรอย เชื่อว่ามันคงมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า ๑ ตัน และด้วยช่วงขาที่ค่อนค่างยาวจึงคิดว่าน่าจะเป็น “เสือโคร่ง" มันคงเดินตามกระทิงไปเพราะรอยไปทางเดียวกัน เหมือนเช่นเคยพวกเราหยุดถ่ายรูปรอยเท้าเจ้าป่าไว้เป็นหลักฐาน แล้วรีบเผ่นไปโดยเร็ว 



ทางเดินช่วงหลังๆ นี่ ยิ่งเดินก็ยิ่งชัน พวกที่มีกำลังดี ต่างเดินล่วงหน้าไปก่อน คงมีผม พี่ยุทธและโสภณเดินรั้งท้ายโดยมีพิเชษฎ์กับอาทิตย์คอยสลับอยู่เป็นเพื่อน ระยะทางที่ชันทำให้เราเดินกันได้ช้ามาก จะว่าไปแล้วที่เคลื่อนไหวอยู่อาจไม่เหมาะจะเรียกว่าเดิน ที่ถูกน่าจะเรียกว่าย่องมากกว่า… “ย่องป่า” มันเป็นสูตรการเดินของพี่ยุทธ เดินให้ช้าแต่สม่ำเสมอ และไม่หยุด ในช่วงแรกเราเดินถึง ๒ ชั่วโมงจึงจะหยุดสักครั้งหนึ่ง แต่หลังๆ ระยะทางมันชันมากและเราก็เริ่มล้าจึงเดิน ๑ ชั่วโมงแล้วหยุดพัก ๗ นาที เราเดินด้วยอัตราเร่งขนาดนี้โดยตลอด..


เดินมาได้ช่วงหนึ่งสภาพป่าก็เปลี่ยนไป จากป่าไผ่เป็นป่าดิบชื้นต้นไผ่หายไปต้นไม้รอบข้างเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เราไม่รู้จัก อากาศเริ่มเย็นลงอย่างประหลาด เมื่อเดินถึงยอดเนินบางเนินเราจะเห็นภูเขาสลับซับซ้อนอยู่ในระดับสายตา สายลมพัดพาหมอกเข้าประทะ อากาศช่วงนั้นจะเย็นสดชื่นเป็นพิเศษ ยิ่งเดินนานขึ้นเราก็พบว่าอากาศจะเย็นลงเรื่อย ๆ แต่ทางก็จะชันและลื่นขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน และทางที่ชันนี้เหมือนมันไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งเดินก็ยิ่งท้อ... 

~ฤษีข้ามน้ำ~

Posted by นกกะปูด on 14 Jan. 2003,20:45
สภาพภูมิประเทศไม่เปิดโอกาสให้เราได้พักเดินสบายๆ บ้างเลย มีบ่อยครั้งที่ผมอดไม่ได้ต้องมองขึ้นไปข้างบนด้วยหวังว่าสุดทางที่มองเห็นนั้นคงจะเป็นสันเขา และเป็นทางลงจากความทุกข์ยากนี้เสียที  พูดอย่างไม่อายเลยก็ได้ว่าทั้งสันเขาและทางเดินลงนี่เป็นปรารถนาเดียวของผมในวันนั้น แต่ก็อีกนั่นแหละเกือบจะทุกครั้งที่ขึ้นไปถึงยังจุดที่หมายตาไว้ ก็พบว่าแผ่นดินยังคงทอดสู่เบื้องสูงเช่นเดิม และด้วยความชันที่สม่ำเสมอ กับการเดินอย่างต่อเนื่องมาถึง ๓ ชั่วโมง ไม่ช้าไม่นานผมก็เริ่มหมดแรง และเดินตามโสภณกับพี่ยุทธไม่ทัน ความพยายามที่จะเร่งฝีเท้าให้เร็วขั้น ทำให้ยิ่งเหนื่อยมากขึ้น ผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองดังอยู่ข้างๆ หู ตลอดระยะเวลาหลายนาที ได้ยินเสียงหายใจของตัวเองดังเหมือนสูบลมของรถจักรยาน และแสบท้องเพราะหิวข้าว เรี่ยวแรงที่พอจะเหลือพาลจะหมดไปดื้อ ๆ จิตใจก็เริ่มท้อถอยไม่อยากจะไปต่อ...
 
ในนาทีวิกฤตินั้นผมเห็นภาพผู้หญิงขาเป๋เดินอยู่ข้างหน้า เธอเดินๆ ลากขาไปเรื่อยๆ ไม่พูดไม่จากับใคร เธอกำลังเดินในเส้นทางเดียวกับผม เดินขึ้นเขาอย่างทรมานแต่ทรหด ภาพผู้หญิงขาเป๋แบกเป้ใหญ่เดินย่ำอยู่ข้างหน้านี้ เหมือนเป็นคำท้าที่ไม่อาจเมินหน้าหนี ผมได้แต่เดินต่อไปอย่างเลื่อนลอย... ก้าวแล้ว..ก้าวเล่า หอบแล้ว..หอบอีก ใช่…สังเวียนนี้ไม่ใช่เพียงการต่อสู้ระหว่างผมกับแรงฉุดรั้งของโลกเท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้เพื่อรักษาหน้าตาของเพศพันธ์ที่ผมสังกัดด้วย…


เราเดินต่อไปได้อีกครู่ใหญ่ราวบ่ายโมงเห็นจะได้ก็ถึงจุดพักทานข้าวกลางวัน อาหารกลางวันของเรามีคั่วกลิ้ง กุนเชียง หมูผัดน้ำพริก หมู-เนื้อหวาน ผมตักข้าวเหมือนกรรมกร และกินเหมือนหมู ชีวิตไม่เคยกินได้มูมมามขนาดนั้น มันเป็นการกินเพื่อดับทุกข์อย่างแท้จริง..
หลังจากเสร็จมื้อเที่ยงเราก็ออกเดินทางต่อ เป็นการเดินลงเขาและก็พบธารน้ำขนาดเล็กซึ่งเป็นแหล่งน้ำสุดท้ายก่อนที่จะถึงที่พัก เราทุกคนล้างหน้าล้างตา ตักน้ำใส่กระติกจนเต็มแล้วมุ่งหน้าขึ้นเขาต่อไป สภาพป่าในช่วงนี้เป็นป่าดิบเขา มีต้นไม้ขึ้นระเกะระกะหนาแน่น เรียกว่าหาทางเดินไม่เจอเลย จะว่าไปแล้วต้องบอกว่าไม่มีทางเดินมากกว่า เพราะเรามาเป็นชุดแรกต้องเบิกทางกันเอาเอง ดังนั้นทางบางช่วงจึ่งเป็นการเดินลุยเข้าไปในป่ารกๆ มีเพียงรอยราบของต้นไม้เท่านั้นที่ให้ความเชื่อมั่นว่าไม่ผิดทาง


จำได้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งหลังจากขึ้นมาจากธารน้ำ เราต้องเดินเลียบเขาซึ่งมีไม้ล้มขนาดใหญ่ยาววางขนานอยู่ ทางช่วงนี้นับว่าเป็นทางที่สุดเถื่อนจริงๆ คือทั้งลื่น ชัน แคบ รก และไม่มีทางเดิน เราต้องย่ำไปตามที่เห็นที่ควรเอาเอง ผมเองตอนเดินอยู่ยังนึกด่าพี่ดอนในใจว่าพามาเดินทางอะไรเนี่ย ทำไมไม่เดินตามรอยกระทิงไปซึ่งน่าจะง่ายกว่า ออกจากทางเถื่อนนี้แล้วสภาพทางต่อๆ มาก็ไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไหร่ ในบางช่วงถึงกับต้องใส่โฟร์วิล คือใช้ทั้งมือทั้งเท้าตะกุยไป ส่วนเรื่องความชันคงไม่ต้องพูดถึง...



ผมไม่คาดหวังกับสันเขาหรือทางลงอีก เพราะทั้งสองสิ่งเหมือนเป็นคำขอที่เกินเลยสำหรับที่นี่ อย่างไรก็ตามท่ามกลางการปีนขึ้นที่ไม่สิ้นสุดเรายังมีความหวัง… เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเราก็จะถึงแค้มป์สุดท้าย และหลังจากนั้นไปถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเราก็จะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

๔ โมงเย็น พวกเราก็บุกป่าฝ่าหนามมาจนถึงลานกว้างแห่งหนึ่ง มันคงเป็นพื้นที่ที่เคยมีการหักล้างถางไว้สำหรับตั้งแค้มป์มาก่อน นี่คือแค้มป์ตีนดอยที่พักสุดท้ายก่อนถึงยอดโมโกจู… ตอนเรามาถึงอากาศที่แค้มป์เย็นจัด หมอกลงหนาจนบางครั้งแทบมองกันไม่เห็น รอบๆ ตัวเราเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่แน่นทึบ เหมือนว่าเราอยู่ภายใต้วงล้อมของป่าเขา บรรยากาศดูวังเวง และน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก ทันทีที่มาถึงเราถกเถียงกันว่าจะนอนที่นี่หรือเดินต่อไปนอนที่สันดอย เพื่อย่นระยะทางไปยอดเขา ซึ่งทำให้สามารถเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นได้ทัน 

ผมเสนอให้นอนที่นี่เพราะอยู่ใกล้แหล่งน้ำ แต่ส่วนใหญ่จะไปนอนที่สันดอย ผม เจ และโสภณก็เลยต้องไปช่วยกันตักน้ำเพื่อจะเอาไปใช้ดื่มกินข้างบน และทันทีที่กลับมาที่แค้มป์เราก็พบสิ่งผิดปกติ… เจ้านกไปยืนเกาะต้นไม้โก่งคออ้วกอย่างน่าเวทนา ผมได้แต่เข้าไปลูบหลังและให้กำลังใจ และทราบว่าก่อนหน้านี้พี่ตี๋และโก ก็มีอาการเดียวกัน ตอนนี้ทั้งสองคนผูกเปลนอนเงียบกันไปแล้ว เป็นอันว่าเรื่องไปนอนที่สันดอยคงยุติไป สถานการณ์พวกเราตอนนี้ย่ำแย่ นอกจากเจ้านก พี่ตี๋และโกที่ร่วงไปก่อนแล้ว ผมเองและเจ้าโอ๋ก็รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนเช่นกัน...

สักพักเดียว ทั้งเจ้านก ผม และเจ้าโอ๋ก็วิ่งเข้าป่ากันเป็นแถว ภายหลังมานั่งหาสาเหตุกันก็พบว่าน่าจะเป็นเพราะ เจ้าคั่วกลิ้งตัวร้าย ความไม่คุ้นเคยกับเครื่องแกงใต้ และต้องรีบกิน รีบเดิน อาหารจึงไม่ย่อย ประกอบกับมาเจอสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน ร่างกายปรับตัวไม่ทันทำให้ล้มป่วยกันเป็นแถว

ในค่ำคืนนั้น เรากินอาหารกันอย่างเงียบๆ (โดยปราศจากเจ้าวายร้ายสีเหลือง ) สีหน้าของทุกคนดูไม่ดี อีกเพียง ๘๐๐ เมตรก็จะถึงยอดเขา แต่เรามีเพื่อนสามคนที่ล้มหมอนนอนเสื่ออยู่ ผมรู้ว่าทุกคนรู้สึกเหมือนกันคือไม่อยากไปดูยอดดอยโดยปราศจากพวกเขา เรามากันไกลเกินกว่าที่จะทิ้งกัน คิดถึงพวกเราที่ล้มป่วยอาเจียรกันหนักขนาดนั้น ท้องไส้ปั่นป่วนเพียงใดผมรู้ดี ท่ามกลางป่าเขาอันหนาวเหน็บ นอนหลับไปกับความหวังซึ่งดูจะริบหรี่ มันน่าท้อแท้ผิดหวังเพียงใด …

หลังอาหารมื้อค่ำพวกเราที่เหลือก็ต้มข้าวต้มไว้รอพวกที่ป่วย และก็นั่งคุยกันตามปกติ ระหว่างนั้นอาทิตย์กับพิเชษฎ์ก็ช่วยกันเอาฟืนใส่กองไฟ และใช้ปากเป่าเร่งให้ข้าวเดือดโดยเร็ว แต่มันเป็นเรื่องที่แสนลำบากเพราะความชื้นที่นี่สูงมาก ฟืนทุกชิ้นเปียกชุ่มไปด้วยละอองน้ำ ดังนั้นมันจึงเพียงคุกรุ่นแดงเรือๆ เท่านั้น แสงสลัวๆ ของไม้ฟืนภายใต้ค่ำคืนที่มืดมิดกับเมฆหมอกที่กดทับ ทำให้บรรยากาศรอบด้านนั้นดูซึมเศร้ายิ่งขึ้นไปอีก…

ราวสองทุ่มกว่า เพื่อนๆ ก็ทยอยกันเข้านอน ที่กองไฟคงเหลือผม พิเชษฏ์ และอาทิตย์ ผมนั่งดูพิเชษฏ์และอาทิตย์พยายามรักษากองไฟไว้ให้ถึงเช้า เปลวไฟลุกโชนขึ้นทุกครั้งที่ใครคนใดคนหนึ่งเป่าลมเข้าไป แสงสว่างส่องให้เห็นใบหน้าของทั้งสองชั่วครู่ก่อนที่เปลวไฟจะหรี่ลง ความพยายามของเจ้าหน้าที่ทั้งสองที่ได้แสดงออกมาในสามวันนี้เป็นที่น่าประทับใจ พวกเขาทำงานของเขาอย่างเต็มที่ เต็มใจและไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วทั้งสองก็เหนื่อยไม่น้อยไปกว่าพวกเรา ด้วยค่าแรงลูกจ้างรายปีวันละ ๑๔๐ บาท กับหน้าที่ต้องตรวจป่า เสี่ยงชีวิตตามจับพวกลักลอบตัดไม้ล่าสัตว์ และต้องมาบริการนักท่องเที่ยวในฤดูเดินป่า ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าทำไมทั้งสองถึงมาทำอาชีพนี้ เมื่อไล่เลียงเคียงถามจึงได้รู้ว่าพิเชษฎ์เคยทำงานอยู่บริษัทยักษ์ใหญ่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคมาก่อน ซึ่งเดิมทางบริษัทเคยให้โบนัสประจำปี

ภายหลังเศรษฐกิจซบเซาก็เลยงดโบนัสและเริ่มดุลพนักงานออก พนักงานใช้แรงงานอย่างพิเชษฎ์เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ต้องไป หลังจากนั้นพิเชษฎ์จึงมาสมัครเป็นลูกจ้างประจำของกรมป่าไม้ โดยนำภรรยามาทำงานรับจ้างเป็นแม่บ้านอยู่ที่อุทยานด้วย พิเชษฏ์มีลูกสาว ๑ คนและคิดว่าวันหนึ่งจะพาครอบครัวกลับไปทำนาที่อุตรดิษฐ์บ้านเกิด เพื่อที่จะได้อยู่กับพ่อและแม่อีกครั้ง

ส่วนอาทิตย์ หนุ่มร้อยเอ็ดวัย ๒๐ ก่อนหน้านี้ก็ทำงานรับจ้างอยู่ที่โรงงานผลิตเบียร์แห่งหนึ่ง ด้วยความที่ชอบกินเหล้า และติดเหล้ามาแต่เด็กทำให้อาทิตย์ต้องแอบขโมยกินเบียร์ในโรงงานอยู่บ่อยๆ ครั้งสุดท้ายซัดไป ๑๕ ขวด เมาหน้าแดงหัวหน้าคนงานจับได้ ผลคือถูกไล่ออก ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันผมสังเกตได้ว่าอาทิตย์เป็นคนที่ประหยัดคำพูด  เมื่อถูกซักถามเค้าจะยิ้มอย่างอายๆ ก่อนจะตอบอะไรเพียงสั้นๆ แต่คราวนี้แตกต่าง... 



อาทิตย์กลับเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟัง ทั้งยังเป็นเรื่องที่น่าอายในสายตาของใครบางคน ผมไม่รู้ว่าทำไม แต่เมื่อมองดวงตาของเค้าผมรู้ว่า เรื่องที่หนุ่มน้อยนี้เล่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมดา ๆ ในแววตาของอาทิตย์ มันเต็มไปด้วยความรู้สึกสยบยอม เจียมตน และบางวูบเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ มันทำให้ผมนึกถึงวันหนึ่งที่ขับรถผ่านหน้าร้านขายยางในเมืองใหญ่ และได้เห็นลูกจ้างของร้านเป็นชายอีสานร่างใหญ่วัยกลางคน นั่งอยู่บนม้าหินหน้าร้านเหมือนคอยให้ใครสักคนมาปะยาง เค้านั่งเหม่อลอย ในดวงตานั้น มีแววของการสยบยอม ทุกข์ทน และสิ้นหวัง มันเป็นดวงตาคู่ทีเศร้าที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเห็นมา ความรู้สึกของผมตอนนั้นคืออยากจอดรถแล้วเข้าไปพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร ผมได้แต่ขับรถต่อไปพร้อมกับภาพของสิงโตที่ถูกขังอยู่ในกรง แววตาคู่นั้นรบกวนผมอยู่ระยะหนึ่งก่อนที่ผมจะลืมเลือนไป และบัดนี้ผมได้พบกับแววตาคู่นั้นอีกครั้ง มันปรากฏอยู่ในดวงตาของหนุ่มน้อยชาวร้อยเอ็ด และเหมือนกับครั้งแรกคือ มันเป็นแววตาที่ทำให้ผมรู้สึกผิด อับอาย และเศร้าอย่างบอกไม่ถูก….

~ฤษีข้ามน้ำ~

Posted by Yaya on 16 Jan. 2003,18:28
อืมมม ... พี่ฤษีฯ นอกจากจะสนใจ ศึกษาการเดินป่า และค้นหา สิ่งที่ชอบ...แล้วยังไม่วายจะสังเกตและค้นหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ของเพื่อนร่วมทาง...น่านับถือค่ะ ..เชื่อแน่ว่า "อาทิตย์" หนุ่มน้อยจากที่ราบสูงคงไม่มีวันลืม ..."ฤษีข้ามน้ำ" ตนนี้แน่... เอ๊..แบบนี้ถ้าเราไปมั่ง ต้องได้นั่งเล่าเรื่องราวชีวิต .. มหัศจรรย์ ของเรา..มั๊ยเนี่ย...หุ หุ... blush.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 17 Jan. 2003,06:38
ชีวิตน้องหย๋ามีเรื่องอัศจรรย์ด้วยเหรอ ..ยั้นมาเลย มาๆๆๆ มาลงเป้พี่ซะดีๆ เดี๋ยวจะแขวนไว้ข้างหน้า เดินไปสบตากันไป ค้นหาเรื่องมหัศจรรย์ดีไม๊ ic-12.gif
  เรื่องของอาทิตย์นี้ ถ้าใครไม่ได้เห็นพฤติกรรมของเค้าหรือเห็นแววตากับหน้าซื่อๆและยิ้มที่เขินอายของเจ้าหนุ่มคนนี้แล้วหละก็ คงจะเข้าใจยาก รูปที่ถ่ายมาพวกก็ดันไม่ยิ้มซะอีก เอ้อ..น้อยเอ้ยยย
Posted by นกกะปูด on 21 Jan. 2003,19:52
อ้าวว ระวังนา.. พี่ฤษี
ถ้าไปเที่ยวป่า นั่งสบตากับน้องย๋า
กลับมาจะมือไม้สั่นเขียนบทอัศจรรย์ไม่ถูก เหอๆๆ

เข้ามาดันกระทู้ค่ะ แควนๆ ไปไหนกันหมด
ยังติดตามอ่านกันอยู่หรือเปล่าคะ? ส่งเสียงหน่อยค่ะ wavey.gif
Posted by oud66 on 22 Jan. 2003,16:53
beer2.gif.gif beer2.gif.gif ยังติดตามอยู่ครับ นุกดีครับ bowsdown.gif  bowsdown.gif
Posted by นกกะปูด on 22 Jan. 2003,20:10
๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕

ความหนาวเย็นของขุนเขาแทรกอยู่ในกระดูก ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกว่าเท้าทั้งสองข้างชาไปหมด ท้องฟ้ายังคงมืดมิด... เสียงคุณหมูร้องเพลงลูกทุ่งเบาๆ แว่วมาทางหัวเปล แล้วก็เป็นเสียงโก เดินมาที่เต็นท์ของเจ้านกกับเจ้าโอ๋ “นกเป็นไงบ้าง" "ดีขึ้นแล้วครับพี่" เสียงเจ้านกตอบมาทันควัน ดูเหมือนทุกคนจะตื่นแล้ว 

“((((((( พร้อม))))))" โกตะโกนก้องป่า แสงอาทิตย์เรืองๆ ส่องผ่านกลุ่มหมอกที่ปกคลุมอยู่เหนือแค้มป์ เราคงไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดดอยไม่ทัน แต่ไม่เป็นไร อย่างไรเสียพวกเราทุกคนคงได้ขึ้นไปพร้อมกันแน่ๆ “((((((( พร้อม )))))))" โกแหกปากตะโกนอีกครั้งอย่างอารมณ์ดี เหมือนเป็นการยืนยันแทนพวกที่ป่วยทุกคนว่า พวกเขาพร้อมแล้วสำหรับโมโกจู

ม่านหมอกเริ่มจางลง พวกเราทุกคนทะยอยลุกจากเปล เดินกระย่องกระแย่งมารวมกันที่กองไฟ พิเชษฏ์กับอาทิตย์กำลังช่วยกันก่อไฟอุ่นข้าวต้มที่เหลือมาจากเมื่อคืน ทุกคนดูเหนื่อยอ่อนเพราะหลับไม่เต็มตาเนื่องจากความหนาวเย็น เราตกลงกันว่าจะกลับขึ้นไปที่ยอดก่อนแล้วค่อยกลับมากินข้าวตอน ๑๑ โมง โดยรวบเอามื้อเช้ากับมื้อเที่ยงไว้ด้วยกัน เมื่อแสงอาทิตย์มากพอเห็นทางเราก็เริ่มออกเดิน มันเป็น ๘๐๐ เมตรสุดท้าย เป็นเพียง ๘๐๐ เมตรเท่านั้น!

เราเดินไปทางลำธารด้านหลังแค้มป์ ไต่ขึ้นไปตามป่าไผ่ เส้นทางยังคงชันและค่อนข้างลื่น อากาศภายนอกทั้งชื้นและเย็น หมอกยังคงปกคลุมเป็นระยะ ๆ เมื่อเดินมาได้ครู่หนึ่ง โกก็หยุดหอบหายใจ หน้าซีดปากซีด.. ตั้งแต่เย็นวานมาเค้าอาเจียรอย่างหนักและไม่ได้กินอะไรเข้าไปเลย สภาพตอนนี้จึงเหมือนศพเดินได้ เราตกลงกันว่าจะเดิน ๒๐ ก้าวแล้วพัก ดูจากสภาพตอนนั้นแล้วผมไม่คิดว่าโกจะมีแรงพอที่จะกลับลงไปได้ เราอาจต้องนอนค้างที่ตีนดอยอีกหนึ่งคืน 

เราเดินไปพักไปได้ครู่หนึ่งก็มาถึงแค้มป์สันดอย พบเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งที่มาตั้งแค้มป์ที่นี่กับพี่ดอนนั่งหน้าซีดหมดเรี่ยวแรง เข้าไปสอบถามได้ความว่า ตลอดคืนที่ผ่านมาแกทั้งอ้วกทั้งถ่ายแกพูดอย่างท้อใจว่า “เดินป่ามาตั้งหลายสิบปีนึกว่าจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งที่โมโกจูนี่ซะแล้ว” ที่สำคัญตอนแกอ้วกเอาของใหม่ออกมานั้น ของเก่ามันก็ออกมาอีกทางหนึ่งด้วย และที่แค้มป์ก็ไม่มีน้ำ แกต้องใส่กางเกงสามตัวนอน แล้วก็พยายามอยู่ห่างๆ นักท่องเที่ยว ฟังแล้วทั้งขำ ทั้งสงสาร ก็จะไม่ให้ขำได้ไง โถ่! พรานใหญ่เกือบต้องมาขี้แตกตายอยู่กลางป่า เพราะดันไปสวาปามคั่วกลิ้ง เจ้ามัจจุราชสีเหลืองอย่างไม่บันยะบันยัง



…ที่แค้มป์นี้โกกับเจ้านกหยุดซัดข้าวต้มกับเนื้อเค็มของอีกทีมหนึ่งจนเรียบ ผมเองก็เข้ามามั่วกับเค้าด้วย เมื่อได้เรี่ยวได้แรงแล้วก็ออกลุยกันต่อ สภาพทางตอนนี้เดินสบายมาก เป็นป่าโปร่ง มองลอดไปเห็นแต่หมอก เมฆ และทิวเขาสลับไปมาเป็นระยะๆ มันเป็นภาพที่สวยงามมาก และเมื่อคิดว่าอีกไม่กี่นาทีเราจะได้เห็นภาพเช่นนี้อย่างชัดเจนในมุมมอง ๓๖๐ องศา ทุกคนจึงเดินตะบึงกันอย่างฮึกเหิม ลุยและลุยกันอย่างเดียว

เราเดินตามป่าโปรงครู่หนึ่งแล้วก็หักเลี้ยวขึ้นเนินซึ่งมีต้นไม้รกครึ้มต้องลอดไปมา ในดงไม้นั้นมีต้นเล็บอินทรีอยู่ด้วย ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาฝ่าพงหนามไม่พูดไม่จากัน โผล่ออกมาจากดงหนามก็มาเราถึงกับผงะเพราะทางเดินหายไปดื้อ ๆ ข้างหน้ากลับเป็นหุบเหว มองไปเป็นเทือกเขาและท้องฟ้าสุดลูกหูลูกตา เราต้องเดินเลี้ยวเกาะไปตามสันเขาแคบๆ และฝ่าดงหนามไปอีกระยะหนึ่ง ก็มาถึงเนินเขาลูกหนึ่ง เป็นเนินขนาดย่อมๆ พอให้พวกเราทุกคนยืนกันได้ ที่นี่เราสามารถมองเห็นภูมิประเทศโดยรอบได้ ๓๖๐ องศา





ผมหลงดีใจนึกว่ามาถึงยอดเขาแล้ว หันรีหันขวางดูไปรอบๆ อ้าว! หินรูปเรือใบหายไปไหนหว่าใครเอาไปทิ้งที่ไหนแล้วเนี่ย .. "ยังไม่ถึงครับพี่ ยอดโมโกจูอยู่โน่นครับ"  ผมมองตามมืออาทิตย์ไปเห็นยอดเขาสูงลางๆ อยู่ในกลุ่มหมอกหนาทึบข้างหน้า…ให้ตายดิ! มองแทบไม่เห็นเลย เราจะไปกันยังไงเนี่ย… "ต้องรอให้หมอกจางก่อนครับถึงจะไปได้ ครับพี่" แล้วมันอีกนานไหมหละนี่ พิเชษฏ์ซึ่งตามมาทีหลังบอกว่า "ผมมาที่นี่ ๔ ครั้งแต่ไปถึงยอดได้แค่ ๒ ครั้ง ทางข้างหน้าอันตรายมาก หมอกลงจัดจนมองไม่เห็นทางเลยต้องพากันกลับ"… ทุกคนเงียบ สีหน้าดูกังวล เรามากันไกลเกินไปกว่าที่จะทำใจถอยได้…

~ฤษีข้ามน้ำ~

Posted by นกกะปูด on 27 Jan. 2003,22:57
(ต่อ)

ตามโปรมแกรมนั้นเราต้องลงจากยอดดอยประมาณ ๓ โมงเช้าเป็นอย่างช้า เพราะต้องเดินไปให้ถึงแค้มป์คลองแม่กระสาก่อนค่ำ แต่ถ้าฟ้าเปิดช้าเราอาจไปได้แค่แค้มป์แม่รีวา เราหารือและตกลงกันว่าจะดื่มกาแฟรอจนกว่าฟ้าจะเป็นใจ ครู่หนึ่งกาแฟ โอวัลติน ขนมปังกรอบถูกแจกจ่ายกันไป ดื่มกาแฟท่ามกลางความงดงามของม่านหมอกหมู่เมฆ และทะเลภูเขา เป็นอารมณ์ที่ยากจะบรรยาย เมื่อเมฆหมอกจางไปยอดโมโกจูก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น ทุกคนร้องออกมาอย่างตื่นเต้นในขณะเดียวกันก็ตกใจในลักษณะทางภูมิศาสตร์ของมัน มันเป็นยอดเขาที่ชันดิกจนเรานึกไม่ออกว่าจะขึ้นไปได้อย่างไร


ต้มกาแฟคอยหมอกสลายก่อนถึงยอดดอย

ครู่หนึ่งสายหมอกก็กลับถมทับมันหายไปอีกครั้ง อาทิตย์ถือมีดมุ่งตรงไปยังสันเขา บนสันเขามีทางเดินเป็นทางแคบๆ เดินได้ทีละคน สองข้างของสันเขาเป็นพื้นลาดชันประมาณ ๔๕ องศา และไม่มีต้นไม้ใดๆ ให้ยึดเกาะ ดังนั้นหากใครพลาดพลั้งหล่นไปที่เหลือคงได้แต่มอง

…หมอกยังคงปกคลุมยอดเขา อาทิตย์หยุดนั่งสูบยาเส้นรอการจากไปของกลุ่มหมอก ส่วนพวกเราก็นั่งดื่มกาแฟรออาทิตย์อีกทีหนึ่ง ในแววตาทุกคนมีความวิตก ถ้าอาทิตย์ถอย เราคงต้องถอยด้วย ผมนั่งลงจุดบุหรี่สูบ เหม่อมองฝ่าสายหมอกเบื้องหน้าเห็นยอดโมโกจูดำทะมึนเป็นเงาลางอยู่ลิบๆ ลมหนาวคงกรรโชกแรงเป็นระยะ… การจะไปถึงยอดโมโกจูนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราเพียงลำพัง แท้จริงแล้วขึ้นอยู่กับมัน ว่าจะอนุญาตให้เราขึ้นไปเหยียบหรือไม่...

เรื่องราวในโลกนี่คงไม่แตกต่าง เราทำได้เท่าที่ทำ แต่จะบรรลุหรือไม่หลายครั้งขึ้นอยู่กับอะไรบางอย่าง หลายคนเรียกมันว่า โชคชะตา บ้างเรียกว่าโอกาส แต่ผมเลือกที่จะเรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น" อาทิตย์ลุกขึ้นแผ้วทางและหยุดเป็นระยะๆ พี่ตี๋ลุกขึ้นเดินไปประกบเพราะกลัวอาทิตย์จะถอย พวกเราทยอยเดินตามไปตามเส้นทางที่อาทิตย์ตัดฟันไว้ สุดทางสันเขาเป็นทางเลี้ยวลงไปตามลาดเขาอ้อมก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง จุดนี้เป็นจุดที่อันตรายที่สุด เพราะต้องหันหน้าเข้าหาก้อนหิน แล้วสืบเท้าตะแคงเดินไปทีละก้าว พื้นดินที่เหยียบคงมีพื้นที่กว้างแค่ ๑ ฝ่าเท้า ด้านหลังเราเป็นเหว ที่ยึดเกาะได้คงเป็นเพียงกอหญ้าริมหินเท่านั้น เสียงพิเชษฏ์ร้องตะโกนบอกให้หันหน้าเข้าหาหินแล้วอย่างมองลงไปด้านหลัง พร้อมกับสั่งการให้ค่อยๆ เดินทีละก้าว ในช่วงเวลานั้นชีวิตเหมือนอยู่บนเส้นด้ายหากเพียงฟ่อนหญ้าที่กำไว้หลุดลอย หรือกระทั่งเหยียบพลาดไปสักนิด โลกนี้ก็จะกลายเป็นอดีตที่ถาวร…


สภาพทางอันตรายช่วงสุดท้ายก่อนถึงยอดดอย

ดีที่ว่าช่วงเวลานี้ไม่ยาวนานนัก ท้ายที่สุดพวกเราทุกคนก็ผ่านภูมิประเทศที่น่าหวาดเสียวนี้สำเร็จ จากนั้นเราก็เดินเลียบเลาะขอบเขารกๆไปอีกช่วงหนึ่ง ด้านขวามือของทางยังคงเป็นทะเลภูเขา กับหมู่เมฆ เมื่อหลุดจากทางรกนี้แล้วก็โผล่มาก็ถึงเนินหญ้าโล่ง และข้างหน้าเราคือ หินรูปใบเรือ.. หินที่เราเห็นอยู่ในรูปภาพ หินทรงประหลาดที่ผู้คนกล่าวถึง ได้มาอวดโฉมอยู่ต่อหน้าเราแล้ว บนความสูง ๑,๙๖๔ เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ท่ามกลางขุนเขาแห่งผืนป่าตะวันตก ทุกคนลิงโลด ร้องตะโกนอย่างยินดี 


หินรูปใบเรือ สัญญลักษณ์ "โมโกจู"


ในที่สุดความเหนื่อยยากที่ฝ่าฟันกันมาก็จบสิ้นเสียที ผมตรงเข้าไปจับมือกับพี่ยุทธ ผู้ที่จุดประกายการเดินทางในครั้งนี้ เราร้องขึ้นอย่างยินดีพร้อมๆ กัน จากนั้นก็เป็นเวลาของการเฉลิมฉลอง ซิการ์ถูกจุดขึ้น ทุกคนเลือกหามุมถ่ายรูปกันอย่างบ้าคลั่ง พี่ตี๋ท้าทายความหนาวถอดเสื้อถ่ายรูปกับหิน โกปีนขึ้นไปประทับจูบไว้ที่ยอด ครู่หนึ่งทีมของพี่ดอนก็ขึ้นมาถึง พื้นที่บนยอดเขาอัดแน่นไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ผมยืนดูภูมิประเทศโดยรอบ ทะเลหมอก ขอบฟ้าที่ไกลสุดลูกหูลูกตา หมู่เมฆที่ด้านล่าง นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสโลกจากที่สูงเพียงนี้ มันยากจะบรรยายความรู้สึก ทั้งแจ่มใส ทั้งภูมิใจ ทั้งตื่นเต้นยินดี

แต่เมื่อความรู้สึกทั้งหมดจางลงผมกลับรู้สึกต่ำต้อยอย่างประหลาด นี่เป็นความรู้สึกเดียวกันกับเมื่อได้พบพานสายน้ำใหญ่… ผมอดถามตัวเองไม่ได้ว่าทำไมถึงรู้สึกเช่นนั้น ภาพของพระพุทธเจ้านั่งอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง ในอดีตการณ์ พราหมณ์ผู้อหังการ ต่างยอมตนเมื่อเผชิญหน้าพระชินสีห์ ด้วยพระสัทธรรมที่ไม่อาจปฏิเสธ และด้วยบุคลิกภาพที่เป็นสัจจะนั้น.. 

ฤาว่าขุนเขา เมฆหมอก แมกไม้ ถึงสายน้ำ คือความจริง คือ คุณธรรม? !… ผมไม่อาจด่วนสรุปเช่นนั้น ที่รู้คือขุนเขาไม่เคยปฏิเสธรอยเท้าของบุคคลใด สายลมไม่เคยเลือกบุคคลที่จะพัดผ่าน และสายน้ำดับกระหายให้กับทุกผู้ สำหรับธรรมชาติแล้ว ไม่มีสีผิว ไม่มีพรมแดน ไม่มีลัทธิทางการเมืองหรืออุดมการณ์ใดทั้งสิ้น สรรพชีวิตล้วนถูกโอบอุ้มโดยเท่าเทียมกัน  และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เรารู้สึกเคารพ และรู้สึกต่ำต้อยเมื่อคิดว่ากำลังเผชิญหน้ากับความจริงอีกด้านหนึ่งที่อยู่ห่างไกล…

~ ฤษีข้ามน้ำ ~

Posted by นกกะปูด on 28 Jan. 2003,19:37


เราดื่มด่ำกับความงามและความรู้สึกอยู่อีกพักหนึ่ง เมื่อแดดจัดขึ้นเราทั้งหมดก็จากมาด้วยความอาลัย ระหว่างทางขากลับผมเห็นรอยกระทิงอยู่ข้างทาง พิเชษฏ์เล่าว่าโมโกจูถูกพบโดยนายพรานคนหนึ่ง ซึ่งตามรอยกระทิงขึ้นมา ในวันสุดท้ายนายพรานได้พบเจ้าของรอยเท้ายืนเด่นเป็นสง่าอยู่ที่ยอดเขาและมันกลับลงไปทางด้านอุ้มผางซึ่งเป็นเขตป่าติดต่อ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะพบเห็นรอยมันบริเวณนี้... เจ้าเจถามโพล่งไปว่าแล้วมันขึ้นมาทำอะไร ไม่เห็นจะมีอะไรเลย พี่ดอนที่ตามมา..หัวเราะหึๆ ..มันก็มาเที่ยวหนะดิ .. พวกเราหันไปค้อนแกดังขวับ ..แหม ! กระทิงที่นี่มันโรแมนติกจริงนะพี่ มีมากินลมชมเมฆซะด้วย…

เราเดินกันไปหัวเราะกันไปตามความรู้สึกปลาบปลื้มที่ยังมีอยู่ ครู่เดียวก็กลับมาถึงแค้มป์ตีนดอย เมื่อจัดการกับปากท้องเสร็จ ก็เก็บข้าวของออกเดินทาง ก่อนจะไปผมรู้สึกว่ามีทรายอยู่ในรองเท้า มันเจ็บๆ ขัดๆ ชอบกล จึงไปล้างเท้าและซักถุงเท้าที่ลำธารด้านหลัง แล้วก็ตามพรรคพวกไป แต่เมื่อเดินไปสักพักหนึ่งผมก็รู้สึกเจ็บ เหมือนว่าทรายกำลังเสียดสีอยู่ตามร่องนิ้วเท้า ผมไม่ได้เอะใจคิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก ประกอบกับอยากให้ถึงที่พักไวๆ จึงเร่งเดินตามเพื่อนให้ทัน 


ถ่ายรูปที่แคมป์ตีนดอยว่ากลับมากันครบ


ก่อนออกจากแคมป์ตีนดอย

สภาพทางขากลับก็คงเหมือนขาไปคือยังคงลื่นและชื้น และด้วยขากลับเป็นการเดินลงเขาล้วนๆ การเดินทางจึงไปได้ไว ผมเองในช่วงแรกหันหน้าเดินลงเหมือนชาวบ้าน แรงดึงดูดของโลกทำให้ผมลงได้เร็วและเรื่อย ๆ โดยไม่หยุดพัก แต่เมื่อเดินมาได้ครู่ใหญ่ก็เริ่มรู้สึกเจ็บที่เข่าซ้าย จากเดิมที่แค่เสียวเวลาเดิน กลับเป็นปวดหนึบๆ อยู่ตลอดเวลา เรียกว่าเหยียบลงดินทีไรเป็นอันต้องซู๊ดปากเหมือนกินพริกเลยทีเดียว เหตุคงเป็นเพราะเจ้าไขมันหน้าท้องที่มีมากกว่าใคร ผมเพิ่งมาสำนึกได้เดี๋ยวนั้นเองว่า ไอ้เจ้าไขมันกลมๆ ที่พุงนี้ มันเป็นปัญหาของชีวิตผมได้ไม่น้อย... 


ขากลับจากแคมป์ตีนดอย (เกาะกิ่งนี้แล้วร่วงเลย) หุหุหุ

เดินต่อไปอีกพักเดียวผมก็เป็นไอ้เป๋สมบูรณ์แบบ และกลายเป็นผู้ชายหางแถวอย่างถาวร ยังดีที่มีโสภณกับพิเชษฏ์คอยดูแลอยู่ตลอด ระหว่างเดินเป๋อยู่นั้นพิเชษฏ์เล่าให้ฟังว่าที่เขาช่องเย็นมีกระทิงอยู่ตัวหนึ่ง มันเป็นกระทิงโทน ดุด้วย เคยขวิดรถนักท่องเที่ยวตกข้างทางมาแล้ว เจ้ากระทิงตัวนี้มันไม่เข้าพวกกับใครเหตุเพราะขามันพิการไปข้างหนึ่ง และปัจจุบันมันยังคงป้วนเปี้ยนอยู่ในป่าแม่วงศ์นี่แหละ… อ้าว! ยังไงเนี่ยพิเชษฏ์.... โสภณ หันมาแซว ก็พี่ไงหละ ตอนนี้เป็นไอ้กระทิงเป๋ไปแล้ว ฮ่าๆๆ … "เออ..เป็นกระทิงเป๋อยู่ในป่า ก็ยังดีกว่าเป็นหมาขาเป๋ในเมืองหละวะ"... ผมสวนทันควัน... จริงๆ แล้วไม่ว่ากระทิงหรือหมาขาเป๋ นี่มันก็ลำบากพอกัน แต่ดูแล้วเป็นกระทิงเป๋ยังดีกว่า อย่างน้อยมันก็มีศักดิ์ศรีที่จะเลือกไม่เข้ากลุ่มกลับใคร

ผมมาถึงแค้มป์แม่รีวาราว ๔ โมงกว่า เกือบ ๖ ชั่วโมงเต็มในการเดินเป๋อยู่บนเขา เมื่อมาถึงก็พบเพื่อนๆ รออยู่แล้ว สอบถามแล้วได้ความว่าพวกเค้ามาถึงก่อนผม ๒ ชั่วโมง ซึ่งนั่นยังมีเวลาเหลือพอที่จะเดินไปนอนที่แค้มป์แม่รีวาได้ แต่ทุกคนเลือกที่จะนอนที่นี่ เหตุผลก็คงเป็นเพราะผมกลับบ้านผิดเวลานั่นเอง… เมื่อมาถึงสิ่งแรกที่ผมทำคือลงไปนอนแช่เท้าอยู่ในน้ำ ความเจ็บปวดเมื่อครู่หายไป ความชาเข้ามาแทนที่ ผมยกเท้าขึ้นสำรวจ โอ้ !.. .ให้ตายดิ เท้าผมหรือนี่ มันซีดเหมือนศพ และตามร่องนิ้วเป็นแผลอันเกิดจากการถูกทรายกัด เล็กบ้างใหญ่บ้าง ทันทีที่ขึ้นมาจากน้ำผมถึงได้รู้ว่าแผลน้ำกัดนั้นมันไม่น้อยทีเดียว มันจะแสบทุกครั้งเวลาเดิน แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นคือหัวเข่าและฝ่าเท้า ดูเหมือนว่ามันจะอักเสบ ร้อนผ่าวไปหมด


TEEN ผมเองคร๊าบบบบ

๖ โมงเย็นวันนั้นพวกเรานั่งกินข้าวและล้อมวงคุยกันถึงความงดงามของธรรมชาติที่ยอดเขา ทุกคนรู้สึกเหมือนกันว่ามันเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่แสนสั้น ธรรมชาติที่งดงามและเรื่องราวของแต่ละคนถูกนำพูดคุยและหยอกล้อ ยานวดถูกนำมาแจกจ่าย พี่ตี๋ไปเรียกเพื่อนอีกทีมหนึ่งซึ่งเป็นพยาบาลมาช่วยทำแผลให้ผม 

เมื่อฟ้ามืดสนิทและดวงดาวปรากฏเหนือยอดไผ่ เทียนไขก็ถูกจุดขึ้น อากาศภายนอกเริ่มเย็นลง แม้เสียงพูดคุยจะไม่ขาด แต่บรรยากาศนั้นแฝงความเงียบเหงาอย่างบอกไม่ถูก โมโกจูถูกพิชิตลงแล้ว พรุ่งนี้เราจะเดินทางกลับ และเวลาที่เราจะได้ร่วมสุขทุกข์จะเป็นอดีต... พิเชษฏ์กับอาทิตย์เข้ามานั่งร่วมวงอย่างเงียบๆ คอยยิ้มและหัวเราะเมื่อมีใครพูดอะไรขำๆ ขึ้นมา วันนี้อาทิตย์ดูกล้าที่จะเข้ามาพูดคุยมากขึ้น ผมถามถึงอนาคตของเขา อาทิตย์ยิ้มอายๆ ก่อนที่จะตอบว่าเค้าจะสมัครเป็นทหารในปีหน้า และก็จะหาทางเรียนหนังสือต่อให้จบ ม. ๓ เพื่อจะมาสอบโรงเรียนนายสิบ เค้าอยากเป็นทหารราบ..ทหารราบเท่านั้น

อาทิตย์พูดด้วยดวงตาเป็นประกาย… สำหรับเรานั้น นายสิบไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร ทั้งจะว่าไปแล้วเราไม่เคยคิดถึงมันด้วยซ้ำไป แต่สำหรับลูกชาวไร่ชาวนาก้างปลาบนบ่าคงไม่ใช่เป็นอารมณ์ส่วนตัว หากแต่เป็นอนาคตของเขาและครอบครัวด้วย นี่เป็นอีกครั้งที่ท่าทีและแววตาของอาทิตย์ทำให้ผมหดหู่ ก้างปลาอันเล็กๆ นั่นมันปลดปล่อยอาทิตย์จากการเป็นกรรมกร จากการเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ซึ่งเป็นแอกที่ติดตัวเขามาแต่เกิด ก้างเหล็กนั้นทำให้เขาไม่ต้องทนกินข้าวหยาบๆ แข็งๆ อีกต่อไป ทั้งยังทำให้เขาสามารถซื้อหยูกยาดีๆ มาใช้แทนสมุนไพรที่รู้จักเพียงไม่กี่ชนิด ยังไม่ต้องพูดถึงหน้าตาตำแหน่งแห่งที่ในสังคม อย่างไรเสียลูกผู้ชายชาติทหารก็มีที่อยู่ที่ยืนกว่ากรรมกรเป็นแน่… 

ผมนั่งดูอาทิตย์พูดคุยเรื่องทหารกับพี่ตุ๋ย แล้ว อดคิดไม่ได้ว่าทำไมคนเราถึงต่างกันอย่างนี้ ทำไมเพื่อนร่วมโลกร่วมแผ่นดินเราถึงต้องทุกข์ทนเพียงนี้ จะว่าไปแล้วความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมดาที่รับกันได้ แต่แตกต่างกันเหมือนอยู่กันคนละประเทศกันนี่มันก็เหลือจะรับเหมือนกัน ขณะที่คนหนึ่งมีกินจนเหลือ แต่อีกคนหนึ่งไม่พอจะกิน ขณะที่คนหนึ่งเจ็บป่วย สามารถซื้อยาดีๆ แพงๆ กินได้ แต่อีกคนหนึ่งต้องนอนซมและปล่อยชีวิตไปตามยถา หยูกยาที่พอหาได้ก็เป็นแค่ยาแก้ปวดราคาถูก เราเป็นคนเท่าๆ กัน หิว เหนื่อย เจ็บ และกลัวตายเหมือนกัน แต่ทำไมเราไม่สามารถมีชีวิตที่เหมือนกันหรือแม้แต่ใกล้เคียงกัน... ฤาว่าโลกนี้คือชุมนุมของสวรรค์และนรกตามที่พระท่านว่า…และนี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องยอมรับให้ได้ แม้ว่าจะยากเย็นเพียงใด…

เราทั้งหมดพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันต่ออีกครู่หนึ่ง ราว ๆ ๒ ทุ่มก็แยกย้ายกันไปนอน ผมค่อยๆกะเผลกเดินไปที่เปล เท้าที่เจ็บยังคงร้อนผ่าว บริเวณที่เป็นแผลตึงเปะ คราใดที่พยายามจะงอนิ้วเท้า จะรู้สึกเจ็บเหมือนมีเข็มทิ่มขึ้นมาทันที  ผมพยายามข่มตาให้หลับ พรุ่งนี้ผมต้องเดินอีกราว ๒๐ กิโล เดินด้วยเท้าคู่นี้ ไม่มีใครช่วยอะไรได้ ผมต้องเดินออกจากป่านี้ด้วยตัวเอง เพื่อกลับบ้าน…

แสงไฟที่กองฟืนเริ่มมอดลงแล้ว... อีกไม่นานเราก็จะเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก เสียงน้ำในคลองแม่รีวายังดังไม่ขาดสาย.. เสียงนกกลางคืนร้องแทรกอยู่เป็นระยะ.. ถุงนอนถูกคลี่ออกคลุมกาย เปลแกว่งไกวไปตามแรงเหวี่ยง เสียงไม้ไผ่เสียดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าด.. ภาพความงามของทิวทัศน์ที่ยอดเขาโมโกจูปรากฏขึ้นในสำนึกอีกครั้ง ถัดไปเป็นภาพของบาดแผลและความเจ็บปวดที่เท้า และสุดท้ายก่อนจะหลับไหลเป็นภาพใบหน้าของเมียผม...




พรุ่งนี้ผมจะกลับบ้านแล้ว กลับไปหาวิถีชีวิตเดิมๆ เวลาแห่งความสุข เวลาแห่งความเหนื่อยยากและเจ็บปวดจะจบสิ้นลงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า...

~ ฤษีข้ามน้ำ ~

Posted by Yaya on 28 Jan. 2003,23:00
ใกล้ จะถึงวันกลับแล้ว ค่ะ...อ่านมาตั้งแต่ต้นถึงตรงนี้...มีความรู้สึก...
ตื่นเต้น..ที่จะได้สัมผัส..
เหนื่อย ยากลำบากกับสิ่งที่ได้สัมผัส
ประทับใจกับสิ่งที่ได้สัมผัส
แม้กระทั่งอารมณืและความรู้สึก ของเพื่อนร่วมทาง
เจ็บปวดเหนื่อยอ่อน ..ทรมาน..
หิวโหย...กระหาย... และอิ่มหนำกับอาหารธรรมดา
ที่เลิศ โอชากลางป่าเขา...
และตอนนี้กำลังรู้สึก อาลัย...กับ..สิ่งที่ดั้นด้นมา สัมผัส..
และกำลังจะจบลง และผ่านพ้นไป...
.... พี่ฤษีฯ ...ถ่ายทอดความรู้สึก ...การเดินทางการแสวงหาได้น่าประทับใจจริงๆค่ะ ... clap.gif  winkthumb.gif

" ได้ข้อคิดอย่างหนึ่งว่า ... อะไรก็ตามที่คนเราโหยหาและอยากที่จะสัมผัส...แต่แล้วในที่สุดวันนึงก็ต้องสิ้นสุดลง...และกลับมาเผชิญกับโลกแห่งความจริงจนได้...นี่แหละชีวิต คน..." (อินไปรึป่าว คะนี่... hum.gif )
Posted by สาวน้อย on 29 Jan. 2003,22:31
couch.gif
เอ่อ...แอบตามลิงค์มาจากเว็ปอช.แม่วงก์ค่ะ รู้สึกผิดที่ผิดทางเล็กน้อย เหมือนหลงเข้ามาในห้องส่วนตั๊วส่วนตัวของใครบางคน น้องใหม่ฝากเนื้อฝากตัวกับพี่ๆด้วยแล้วกัน  blush.gif

ตามมาอ่านเรื่องโมโกจูของคุณฤษี ชอบมากอยู่แล้ว มาเจอเรื่องปางสีดาอีก อ่านเพลินงานการไม่ต้องทำเลย  again.gif

ต้องตามเข้าไปชะโงกดูห้องหลายๆห้องในนี้ ท่าทางน่าหนุก ขอบคุณสาวกฤษี...น้องนกกะปูดที่ช่วยเปิดหูเปิดตา พามารู้จักบ้านหลังนี้  toy19.gif
Posted by นกกะปูด on 30 Jan. 2003,05:08
สวัสดีค่ะคุณสาวน้อย
ดีใจจริงๆ เลยค่ะ ที่บ้านเรามีสมาชิกใหม่เข้ามา
เรื่องสั้นของคุณฤษีข้ามน้ำยังมีอีกค่ะ อยู่ในห้องศิลป์โน่นค่ะ
ถ้าคุณสาวน้อยว่างๆ ก็แวะเข้ามาอ่านอีกนะคะ
หรือจะเอาเรื่องราวของคุณสาวน้อยมาโพสท์ให้พวกเราได้อ่านกัน
ก็จะขอบคุณมากๆ เลยค่ะ ฝีมือการเขียนของคุณก็อ่านสนุกดีค่ะ

ยินดีต้อนรับค่ะ rose.gif
สาวก ฤษีฯ (นกกะปูด)
Posted by Yaya on 30 Jan. 2003,23:07
นึกว่าใครที่ไหน..สาวกฤษีฯ...ที่แท้ก็นกกะปูดตัวดี นี่เอง..เดี๋ยวจับย่างสดๆ ซะเลย...เหอ เหอ... ic-14.gif  ic-12.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 04 Feb. 2003,23:42
โอ้โห ..อุตส่าห์ตามมานะครับคุณสาวน้อย
    ขอบคุณครับ
Posted by สาวน้อย on 06 Feb. 2003,23:29
ค่ะ คุณฤษีสลัดสาวน้อยไม่หลุดแน่ เกาะแน่นเลยแถมตามติดทุกที่ด้วย  icon_donot.gif  กลัวมั้ย  rasp.gif
ปูเสื่อจิบน้ำ  toy19.gif  รออ่านตอนต่อไปอยู่นะคะ ไม่ได้เร่งนะ แต่...เมื่อไหร่ๆๆๆๆ
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 13 Feb. 2003,01:53
หวัดดีครับทุกท่าน
    ได้ส่งเรื่องตอนสุดท้ายไปให้ บก.นกกระปูดแล้วครับ เดี๋ยวท่าน บก.คงนำมาลงให้ คือต้องขออภัยอย่างแรงครับ งานมันรัดตัวจัง นี่ยังค้างอีก ๓ เรื่องอยู่ในตู้ แต่หนีมาทำงานราษฎ์ก่อน ( แหะๆ) ขออภัยครับ ที่ทำให้อารมณ์ขาดตอน หากมีคราวหน้าจะเร่งผลิตรวดเดียวเลยครับ
   อ้อ..ขอบคุณทุกท่านนะครับที่อุตส่าห์ติดตาม
    เห็นว่าวันที่ ๑๔ ก.พ.นี้ บก.นกกระปูด พี่ฟอง พี่สข.๑ จะไปเดินป่ากันที่สระบุรี ก็เลยรีบผลิตมาส่งให้ทันเหตุการณ์ ขอให้เที่ยวกันให้สนุกนะครับ เอ..แล้วทำไมไปกันน้อยจัง ยังไงๆ ก็เก็บรูปมาให้ดูกันบ้างนะคร้าบบบบ. ic-12.gif
Posted by นกกะปูด on 14 Feb. 2003,04:30
๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ (ตอนสุดท้าย) "สั่งลาป่าแม่วงก์" icon_bye.gif

เสียงน้ำที่คลองแม่รีวายังคงดังไม่ขาดสาย อากาศภายนอกเย็นสบาย ควันไฟลอยเข้ามาในมุ้งเป็นช่วงๆ... พิเชษฏ์กับอาทิตย์ตื่นแล้ว ตอนนี้ทั้งสองคงกำลังหุงข้าวกันอยู่ ผมลุกขึ้นนั่งมองไปที่กองไฟ อ้าว! ตื่นกันหมดแล้ว คุณหมู เจ โสภณ ยืนอยู่ริมกองไฟ คงรอน้ำต้มกาแฟเหมือนเคย ถัดไปพี่ตี๋ โก พี่ตุ๋ยกำลังเก็บเปล ผมพลิกก้าวลงจากเปล..ทันทีที่เท้าแตะพื้น ก็ถึงกับเขย่ง ไม่มีอะไรดีขึ้น ทั้งเท้าและเข่ายังเจ็บเหมือนเดิม ผมฝืนเดินไปเดินมาเพื่อให้เท้าชินกับความเจ็บปวด แต่มันช่างยากเย็น อากาศตอนเช้าที่เย็นทำให้ฝ่าเท้าตึงและเส้นเอ็นยึดไปหมด อดกังวลไม่ได้ว่าวันนี้ผมจะต้องเดินออกไปกี่ชั่งโมง และกว่าจะถึงจะเป็นอย่างไร… อาหารมื้อเช้านั้นเป็น ข้าวต้มกับกับข้าวสองสามอย่าง มันเป็นมื้อสุดท้ายในป่า เรากะกันว่าจะไปกินข้าวเย็นกันยังที่ทำการ ผมเข็ดขยาดกับความหิวที่เผชิญมาเมื่อวานซืน จึงตักข้าวกับหมูหยองใส่ถุงพลาสติกติดตัวไปด้วย หลังจากอาหารมื้อเช้าแล้วเราก็เก็บข้าวของ...

๘.๒๕ นาฬิกา พวกเราก็อำลาแค้มป์แม่รีวา และเช่นเคยผมยังคงออกเดินเป็นคนสุดท้าย โดยมีโสภณกับพิเชษฏ์เดินเป็นเพื่อนอยู่ใกล้ๆ ทันทีที่เริ่มเดินอาการเจ็บที่เท้าและเข่าก็เริ่มจู่โจม ผมข่มความรู้สึกเจ็บโดย พยายามเร่งเดิน และก้าวหนักๆ ให้แผลชินกับแรงกด จากก้าวแรกที่เจ็บแปลบกลายเป็นความชาด้านในเวลาไม่นานนัก ระหว่างทางโสภณเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง เข้าใจว่าคงอยากฆ่าเวลาที่ต้องเดินกันอีกไกล เรื่องราวเมื่อครั้งวัยรุ่นระหว่างเรียนมหาลัย จนถึงไปรับราชการเป็นปลัดอำเภอถูกถ่ายทอดมาเป็นระยะๆ ดูเหมือนว่าเค้ากำลังอยู่ในอารมณ์ส่วนตัว ผมมองตามเป้สีส้มที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านหน้าและรับฟังเรื่องต่างๆ ไปเรื่อยๆ พักหนึ่งโสภณก็หยุดเล่า แต่แล้วจู่ๆก็เอ่ยขึ้น “บางทีการเดินช้าๆนี่ก็ดีเหมือนกันนะพี่ ได้คิดอะไร และก็คิดอะไรได้หลายอย่าง"... "อะไรหละ?" ผมถาม …"เยอะไปหมดหละพี่" ผมรู้สึกสบายใจที่ได้ยินคำตอบนี้... 

โสภณเดินป่าเป็นครั้งแรกในชีวิตโดยผมเป็นคนชวน เหตุที่ชวนมาเพราะชอบพอในนิสัยใจคอของเจ้าน้องคนนี้ ประกอบกับเห็นว่าเรามีความคิดอะไรบางอย่างคล้ายกัน จึงเชื่อว่าจะเป็นภาระและรับภาระของกันได้ จุดมุ่งหมายเบื้องต้นคืออยากให้เค้าได้ออกมาผจญภัย ซึ่งก็ไม่ผิดหวังตั้งแต่ได้เกาะเชือกฝ่าลำน้ำด้วยกัน แต่โดยเบื้องลึกแล้วผมอยากให้เค้าได้มีโอกาสอยู่กับตัวเอง ผมเชื่อว่าการที่เราต้องเดินไปเรื่อย ในภูมิประเทศที่สวยงาม รวมถึงภูมิประเทศที่ลำบากนั้นมันทำให้เรายุติเรื่องราวบางอย่าง และบางทีก็ทำให้ได้เริ่มต้นอะไรบางอย่าง นี่เป็นความลับในใจผม…

ย่ำอยู่ในป่าในทางที่ไม่คุ้น บางครั้งก็เหมือนย่ำอยู่ในภูมิประเทศในใจที่หลงลืม.. ความชันภายนอก ไม่แน่นักว่าจะชันกว่าภายใน.. ในขณะร่างกายที่ปีนป่ายเสี่ยงอันตราย ใช่หรือไม่ที่ในใจก็กำลังป่ายปีนอยู่ด้วย… อาจกล่าวได้ว่านั่นเป็นเหตุผลหลักที่ผมอยากให้ทุกคนที่รัก มาลุยน้ำ ตระเวนดงด้วยกัน.. ก็จะมีที่ไหนบ้าง สถานการณ์ใดบ้าง.. ที่เปิดโอกาสให้เราได้อยู่ลำพังกับใจตัวเองเพียงนี้ 

เราเดินกันไป คุยกันไปครู่หนึ่งก็มาถึงแค้มป์แม่กระสา ตอนนี้มีการทำสะพานไม้ไว้ข้ามคลองแล้ว น้ำในคลอลดลงไปมาก บัดนี้ลำธารที่เชี่ยวกรากเหลือเพียงน้ำไหลเอื่อยๆ เท่านั้น ผมเดินข้ามคลองไปด้วยความอาลัย ปล่อยให้เสียงน้ำที่ไหลเอื่อยๆ ค่อยๆ จางหายไปทางเบื้องหลัง... หลังจากข้ามคลองแล้วก็เดินไล่ตามเนินที่เคยมาเมื่อ ๔ วันที่แล้ว เลียบเลาะตามเนินมาได้ครู่ใหญ่ เรี่ยวแรงที่มีอยู่ก็ค่อยๆ ลดลงไปพร้อมกับน้ำในกระติก ท้องก็เริ่มร้อง ผมยกนาฬิกาขึ้นดู ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ๑๑ โมงเช้าเห็นจะได้ ให้ตายดิ! เหลือระยะอีก ๑๐ กว่ากิโล หากเดินกันอย่างงี้มีหวังถึงเย็นแน่

ผมตกลงใจว่าจะไม่กินข้าวจนกว่าจะถึงที่พักริมคลองมะนาว เพราะจากจุดนั้นห่างจากที่ทำการเพียง ๗ กิโลเมตรเท่านั้น ผมกับโสภณเดินกันไปหยุดพักกันไป ส่วนพิเชษฎ์ล่วงหน้าไปก่อน คงสั่งให้อาทิตย์มาคอยดูแลพวกผม อาทิตย์เดินนำหน้าอยู่ห่างๆ และหยุดรอเมื่อเห็นว่าเราทั้งสองเดินล้าหลังมากเกินไป.. ผมกับโสภณเดินกันไปคุยกันไป ยิ่งใกล้เวลาเที่ยงเรี่ยวแรงก็เหมือนจะหมดลงจริงๆ เรื่องที่คุยก็พลอยจะหมดลงเช่นกัน ตอนนี้เราทั้งสองช่วยกันเงี่ยหูฟังเสียงน้ำ ฟังดูว่ามันใช่เป็นเสียงน้ำจากคลองมะนาวหรือไม่ แต่ในหลายๆ ครั้งที่เราได้ยินและเร่งเดินไปให้ถึง กลับพบว่าเสียงไหลรินที่จดจ่อนั้นมาจากคลองแยกย่อยต่างๆ.. คลองแล้วคลองเล่าที่ลวงเราให้ดีใจ… โสภณหันมาพูดยิ้มๆ ในขณะที่ข้ามคลองเล็กๆ คลองหนึ่ง “ชีวิตคนเรานี่มันอยู่ด้วยความหวังจริงๆนะพี่" ผมยิ้มเป็นคำตอบ…ใช่ ! เพราะเชื่อว่าอย่างไรเสียก็ต้องเจอคลองมะนาวอยู่ข้างหน้า และเราจะเดินไปหามันในไม่ช้านี้ ความเชื่อมั่นที่ว่าจะเป็นอะไรถ้าไม่ใช่ความหวัง และด้วยความหวังนี่ทำให้เท้าเราก้าวเดินต่อไป…

ผมนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่เพิ่งจะผูกคอตายไปเมื่อราวสองอาทิตย์ก่อนหน้านี้ เค้าทำงานไม่ได้ และไม่เชื่อว่าจะทำงานได้ ลังเลและสับสน ไม่มีผลงานผลิตออกมาเป็นเวลาถึง ๑ ปี นานวันความไม่มั่นใจก็มากขึ้นเรื่อยๆ ท้ายสุดศรัทธาในตัวเองก็หมดลง นานมาแล้วมีใครคนหนึ่งเคยพูดว่า “มนุษย์จะฆ่าได้ก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าสิ่งนั้นมีค่าน้อยกว่าตนเอง" ดังนั้นเมื่อใครสักคนสิ้นศรัทธาในตัวเอง ชีวิตมันก็หมดค่า และไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำลายมัน

... เราเดินกันไป บ่นกันไป ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ทางด้านขวามือ แต่เราไม่เชื่อใจซะแล้ว เมื่อเดินไปได้อีกหน่อยก็พบกับแนวต้นไม้คุ้นตา คราวนี้ชัวร์ ผมจำได้ว่าพ้นจากแนวต้นไม้นี้แล้วเดินหักไปทางขวาก็จะพบกับคลองมะนาว และก็ไม่พลาด.. เพิงพักริมคลองอยู่ที่นั่น พิเชษฎ์นั่งสูบยาเส้นรออยู่ ส่วนอาทิตย์กำลังก่อไฟต้มมาม่า ผมรอไม่ไหว งัดข้าวที่เตรียมมาออกโซ้ยก่อน.. ครู่หนึ่งมาม่าถูกลำเลียงมา เราทั้งสี่นั่งกินมาม่ากันอย่างเอร็ดอร่อย ระหว่างนั้นโสภณเล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนเดินลงจากโมโกจู ได้กลิ่นสาบอยู่ใกล้ ผมนึกขึ้นมาได้ว่าผมเองก็ได้กลิ่นแต่ไม่ได้สนใจเพราะหมกมุ่นอยู่กับการเร่งเดิน จำได้ว่ามันเป็นกลิ่นสาบสัตว์และไม่ใช่กลิ่นของฉี่สัตว์ที่เราได้กลิ่นประปรายอยู่ตามทางแน่ๆ พิเชษฎ์บอกว่าอาจเป็นกลิ่นสาบเสือ.. ซึ่งนั่นก็เป็นไปได้ เพราะตอนขาขึ้นเราก็พบรอยเท้าของมัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มันจะอยู่ใกล้ๆ ที่สำคัญกว่าคือมันมาอยู่ใกล้ๆ เราทำไม.. พิเชษฎ์เล่าให้ฟังว่า เสือที่นี่ไม่ดุ มีบ่อยครั้งที่พรานได้เจอมัน และเท่าที่พบมันเป็นเสือบาดเจ็บ รู้สึกว่าขาจะหักเนื่องจากถูกยิง และที่ว่าไม่ดุก็เพราะเมื่อมันพบเห็นคนมันก็จะรีบหนีไปทันที  หลังจากจัดการกับมื้อเที่ยงแก่ๆ และเติมน้ำใส่กระติก และสูบยาเส้นกันจนเป็นที่พอใจแล้ว เราก็ออกเดินทางกันต่อ...

ระยะทางที่เหลืออีกเพียง ๗ กิโลเมตรเท่านั้น แม้ว่าอาการเจ็บที่ฝ่าเท้าและเข่าจะยังคงมีอยู่แต่ผมก็มีกำลังใจขึ้น.. ๗ กิโลเมตรไม่ใช่เรื่องลำบากแต่อย่างใด ในเมื่อผมลากสังขารเดินมาได้กว่าครึ่งทาง เราออกเดินทางจากคลองมะนาวราวๆ บ่ายโมงเศษ เดินย่ำไปตามป่าไผ่และข้ามคลองที่คุ้นตา  ระหว่างทางผมนึกถึงเรื่องเสือที่พิชษฎ์เล่า เราเจ็บป่วยอยู่ในป่า ไม่ช้าไม่นานก็ได้ออกมารักษาพยาบาล แต่เจ้าเสือที่ว่าต้องทนแบกสังขารที่พิการไปจนกว่าจะตาย จะมีกี่คืนที่มันต้องร้องครวญครางอยู่ตามซอกหลืบของป่าเขา ความตายอาจเป็นหนทางเดียวที่ยุติปัญหาของมันได้ แต่ผมเชื่อว่ามันไม่คิดจะเลือกหนทางนั้น ไม่ใช่เพราะมันคำนึงถึงศักดิ์ศรี แต่เพราะมันยังรักที่จะมีชีวิตต่อไป...ไม่มีสัตว์ชนิดใดในโลกที่คิดว่าชีวิตที่ไม่สมบูรณ์เป็นสิ่งไร้ค่าที่ต้องบั่นทิ้ง..ประเด็นเรื่องคุณค่าของชีวิตคงมีอยู่ในสมองของมนุษย์เท่านั้น และเพราะคุณค่าที่คิดกันไปนี่เอง ที่ทำให้มนุษย์ถึงกับต้องทำลายกัน และบางครั้งถึงกับต้องทำลายตัวเอง...

ภาพของเสือลำบากผ่านไป ภาพของกระทิงเป๋ที่ช่องเย็นผ่านเข้ามา…เสียงปืนที่ดังก้อง กลิ่นดินปืนที่คละคลุ้ง แววตาที่ตื่นตระหนก เสียงร้องอย่างโหยหวนเมื่อลูกปืนชำแรกผ่านกล้ามเนื้อ เลือดสีข้นทะลักออกมาตามแรงสูบฉีดของหัวใจ กล้ามเนื้อที่กระตุกสั่นด้วยความเจ็บปวด เสียงใบไม้กิ่งไม้หักลั่น ขณะตะเกียกตะกายหนีเอาชีวิตรอด ภาพของการไล่ล่าปรากฏขึ้นในสมองอย่างช้าๆ ตามด้วยความเจ็บปวดทรมานที่ตามมาหลังจากรักษาชีวิตไว้ได้... แล้วจู่ๆ ภาพของพี่ดอน ของอาทิตย์และพิเชษฎ์ก็แทรกเข้ามา หากการไล่ล่าหมายถึงการที่ใครคนหนึ่งอาศัยพละกำลังที่เหนือกว่าบีบบังคับ จำกัดให้อีกฝ่ายยอมจำนนแล้วช่วยชิงเอาทรัพยากรที่มีอยู่ไป พรานทั้งสามก็คงเป็นเหยื่อ คนจนในประเทศนี้ก็คงเป็นเหยื่อเช่นกัน นายทุนใช้เม็ดเงินเป็นเหยื่อล่อให้พวกเค้าต้องออกจากบ้าน จำกัดเค้าด้วยข้อตกลงที่ต้องจำยอม โดยอาศัยความไม่เท่าเทียมกันในระบบเป็นความชอบธรรม และช่วงชิงเอาแรงงานซึ่งเป็นทรัพยากรเดียวที่เขามีอยู่ไปจนหมดสิ้น 

มันจะต่างอะไรกับการที่มนุษย์ล่าเสือล่าสัตว์… หากจะต่างก็คงที่ผู้ถูกล่ายังไม่รู้ถึงการไล่ล่า จนกว่าจะถึงวันจบสิ้น และสำนึกได้ว่าเค้าถูกปล้นชิงทุกอย่างไป โดยเหลือแต่ลมหายใจรวยรินกับพิษไข้ที่รุมเร้าเท่านั้น.. แววตาของอาทิตย์ปรากฏขึ้นในสำนึกอีกครั้ง.. และผมรู้แล้วว่าทำไมผมถึงรู้สึกผิด และเศร้าทุกคราวที่ได้พบเห็นแววตาเช่นนี้… ผมอยู่ในโครงสร้างส่วนบนของสังคม เป็นชนชั้นที่ได้เปรียบ สังกัดอยู่ในชนชั้นของนายพราน…ว่าแต่ว่าเหล่านายพรานผู้ได้ปรียบทางโครงสร้างสังคมอย่างเราๆ นี่ แน่ใจได้อย่างไรว่า เราไม่ได้กำลังถูกไล่ล่าอยู่ด้วย…

ราวบ่ายสามโมงกว่าๆ ผมพบตัวเองเดินอยู่บนเนินชันลูกหนึ่ง เป็นเนินยาวที่คุ้นเคย เนินโหดเนินแรกหลังจากเดินออกมาจากที่ทำการ อากาศตอนนี้เริ่มร้อนขึ้น พระอาทิตย์ฉายแสงเปรี้ยงใส่เราเป็นช่วงๆ พ้นจากเนินนี้แล้วก็จะถึงทางเละๆ ที่เกิดจากการไถทางในช่วงฤดูฝน และสุดทางคือเพื่อนๆ ที่รออยู่... ผมใช้เวลาย่ำให้พ้นเนินดินเค็มอยู่ช่วงหนึ่ง โสภณเดินนำหน้าหายลับไปกับยอดเนิน ส่วนพิเชษฎ์เดินตามหลังอยู่ห่างๆ... ผมเดินอาบแดดอยู่บนเนินตามลำพัง มีเพียงเสียงหัวใจเป็นเพื่อน... โมโกจูถูกทิ้งไว้ข้างหลังทีละก้าว.. ทีละก้าว ก้อนหินรูปใบเรือยังคงโดดเดี่ยวท้าแรงลมอยู่ที่นั่น... รอนักท่องป่าชุดใหม่มาเยี่ยมเยือน

ไม่ช้าไม่นานผมก็พ้นจากเนินดินเค็ม และก็พบทางรถเละๆ นั่น ผมเดินขโยกขเยกไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าตอนขามา ทางนี้มันไม่ยาวเท่าไหร่ แต่ทำไมขากลับทางมันยาวเหลือเกิน เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงปากทางซะที พิเชษฎ์ที่เดินตามหลังมาบอกว่าอีกเดี๋ยวครับพี่... อีกเดี๋ยวถึง… ขอบคุณมากน้อง กำลังใจของพิเชษฎ์ไม่เคยขาด และมีให้ทุกครั้งที่เรารู้สึกเซ็งกับการเดิน ผมเดินมาได้อีกราวครึ่งชั่วโมง ก็เห็นอาทิตย์เดินตรงมาหา อาทิตย์ไปถึงที่ทำการแล้วเดินย้อนกลับมาจะช่วยผมแบกเป้.. ผมปฏิเสธ บอกว่ายังไหว ครู่หนึ่งโกก็เดินโบกมือยิ้มเข้ามา บอกว่าถึงตั้งแต่เที่ยงแล้ว โกมาช่วยผมแบกเป้ ผมบอกว่าไม่เป็นไร เข้ามาอย่างไรก็ต้องออกไปอย่างนั้น เดินไปอีกหน่อยคราวนี้เป็นพี่ยุทธกับพี่ตุ๋ยถือโค๊กใส่กระติกน้ำแข็งมาเลย ผมดื่มโค้กแต่ปฏิเสธที่จะให้ใครแบกเป้แทน ก็แค่ผมแบ่งเปลกับถุงนอนให้พี่ตุ๋ยกับพี่ตี๋แบกไปนี่ มันก็ทำให้ความภาคภูมิใจที่มีลดน้อยไปเต็มทีแล้ว หากต้องมาสละเป้ที่อุตส่าห์แบกมาจนเกือบจะถึง ผมคงต้องทำความเข้าใจกับตัวเองอีกนาน…

ผมเดินออกมาจากป่าท่ามกลางหมู่เพื่อนๆ พี่ๆ ที่มาเอาใจช่วย มันเป็นความรู้สึกที่ดี ผมนึกถึงภาพตอนที่ไปลูบหลังเจ้านกตอนอ้วก ภาพตอนที่ต้องเดินไปหยุดไปเพื่อรอให้โกฟื้นแรง และความช่วยเหลืออื่นๆ ที่เราต่างหยิบยื่นให้แก่กัน เราไม่ได้ทิ้งกันและไม่เคยทิ้งกัน เราเดินกันไปหัวเราะกันไป เยาะเย้ยเส้นทางที่ผ่านมาว่าทำอะไรเราไม่ได้บ้าง แล้วก็มาถึงปากทาง โสภณเจ้าหนุ่มเป้ส้มยืนยิ้มรอผมอยู่ที่ชายป่า ข้างหน้าคือถนนด้านหลังที่ทำการ “ผมไม่ทิ้งพี่หรอก ยังไงเราก็ต้องออกจากป่าพร้อมกัน" โสภณยิ้มกวนๆ ผมเดินเข้าไปตบไหล่แรงๆ “เอ้า ไป ๆ” แล้วเราทั้งสองก็เดินออกจากชายป่าพร้อมกัน ผมเอามือแตะริมปากแล้วก้มไปแตะที่เส้นเหลืองกลางถนน เส้นสตาร์ทก่อนออกเดินทาง เป็นสัญญานว่าเราสองคนสุดท้ายได้กลับมายังจุดเริ่มต้นแล้ว


วินาทีแรก ที่กลับมาถึงที่ทำการอุทยานฯ


๔ โมงกว่าๆ ๘ ชั่วโมงเศษที่ผมย่ำอยู่ในป่า หลังจากอาบน้ำอาบท่าแล้วพวกเราก็มานั่งล้อมวงกัน หารเฉลี่ยค่าใช้จ่ายและเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้นรถ อาทิตย์กับพิเชษฎ์มานั่งอยู่ใกล้ ไม่พูดไม่จา ผมไม่รู้ว่าทั้งสองคิดอะไร.. รู้สึกอย่างไร.. การที่ต้องมากินนอนด้วยกัน ๔ คืน ๕ วันนี้ มันทำให้พวกเรารู้สึกผูกพันกัน ยามจะจากกันมันก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้ อย่างไรเสียผมมั่นใจว่าพวกเราไม่ได้ปฏิบัติต่อพิเชษฎ์กับอาทิตย์อย่างผู้ถูกล่าเป็นแน่ ผมหันมาถามอาทิตย์ว่าไปเที่ยวกับพวกพี่สนุกไม๊ พิเชษฏ์กับอาทิตย์หันมายิ้ม รอยยิ้มของทั้งสองเป็นสิ่งที่แทนคำตอบ...

เรารวบรวมเงินก้อนหนึ่งให้กับอาทิตย์และพิเชษฏ์ เป็นการตอบแทนน้ำใจที่ทั้งสองมีให้ ผมลุกขึ้นลากสังขารที่อ่อนล้าไปที่รถ เจ้าโอ๋ เจ้านก กับเจนั่งอยู่ด้านหลัง โสภณสตาร์ทเครื่อง รถเคลื่อนออกไปจากที่ทำการช้าๆ พร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ค่อยๆ หรี่ลง... รถวิ่งไปตามทางเลียบเขา ทิวเขาสลับซับซ้อนปรากฏอยู่นอกหน้าต่าง ทุกคนหันไปมอง ยอดโมโกจูเป็นยอดไหน ? ผมเชื่อว่าในใจทุกคนคงมีคำถามเช่นนี้…

ระหว่างทางเรานั่งคุยกันถึงเรื่องราวที่ผ่านมา... ความยากลำบากของเส้นทาง ความตื่นเต้นตอนข้ามลำน้ำ ความงามของยอดเขา ความเจ็บไข้ได้ป่วย น้ำมิตรน้ำใจระหว่างทาง และทุกครั้งก็จะลงด้วยบทสรุปที่ว่า เราเดินกันไปได้ยังไงนะมันออกจะไกลขนาดนั้น... รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เสียงแซวหยอกล้อกันดังขึ้นไม่ขาด ผมหยิบเทปใส่เข้าไปในเครื่องเล่น เสียงเพลงผู้ชนะของโลโซดังขึ้นอีกครั้ง…

"...ขอเพียงหนึ่งคนที่ทนฟันฝ่า
พลังศรัทธาคือสิ่งดี 
ได้มาเท่ากัน เหมือนกันทุกที่
เพียงใจที่มีให้มั่นคงเข้าไว้"…


โสภณ ฮัมเพลงเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ หันมา... ผมยิ้มให้พร้อมกับส่งมือไป โสภณเอื้อมมือมาจับมือผมไว้ แล้วเราก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน รถวิ่งฝ่าความมืดของป่าแม่วงศ์ออกไป พร้อมกับเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มทั่วรถ 

"…ขอเพียงแค่ฝันให้ไกล แล้วไปให้ถึงที่สุดทาง 
โปรดจงมั่นใจที่ทำลงไปหนะถูกแล้ว
อย่างฟังคำคน อย่าสนใจใครอย่าเปลี่ยนแนว
คนแน่แน่วเท่านั้นผู้ชนะ..."



~ฤษีข้ามน้ำ~

Posted by สาวน้อย on 21 Feb. 2003,23:47
จบซึ้งจัง......
Posted by add on 27 Feb. 2003,21:43
เฮ้ออออออออ.....อ่านจบแล้วได้ข้อคิดและความรู้สึกดีๆ........

      จะพิมพ์รวมเล่มหรือยังคะ  ชื่อหนังสือ  ~ท่องเที่ยวผจญไพรกับฤษีข้ามน้ำ~  โห.....น้าแอ๊ดว่าฟังดูดีนะ....

       คิกกกกกกก laugh1.gif
Posted by ฤษีข้ามน้ำ on 12 Mar. 2003,12:17
ic-12.gif ขอบคุณครับน้าแอ็ด มันคงไม่ดีพอจะทำเป็นหนังสือหรอกครับ อ่านกันเล่นๆดีก่า ยังไงก็ขอบคุณน้านะครับที่ตามอ่าน .. ic-12.gif
Posted by STUV on 14 Mar. 2003,21:52
อ่านสนุกตั้งแต่ต้นจนจบ
เข้าป่าบ่อยๆ เสาะหาวัตถุดิบมาเล่าสู่กันฟังเรื่อยๆ นะครับ ...
Posted by นกกะปูด on 26 Jul. 2003,01:24
ผะผะผีหลอกค่ะ!!!!
หลงพี่ช่วยด้วยค่ะ ลองเข้าไปดูหน้า 6 ให้หน่อยสิคะ นู๋เอาภาพประกอบเรื่องเล่าปางสีดาของพี่ฤษี ชื่อภาพว่า sun11 มันภาพพระอาทิตย์ใกล้ตกดินสีแดงระเรื่อ แต่ทำไมมันกลายเป็นภาพจรวดหล่ะคะ ภาพนั้นพี่ฤษียิ่งชอบอยู่ด้วยค่ะ มันหายไปไหนหล่ะคะ
แง๊ๆๆๆๆ cry3.gif.gif  cry3.gif.gif
Posted by KiLiN on 26 Jul. 2003,02:13
ผีที่ไหนจะมาหลอก...
รูปนั้นเป็นภาพบั้งไฟ  ที่ย๋าโพสต์ไว้เมื่อ 11 พค.ในกระทู้บั้งไฟ
เรื่องของเรื่อง  ก็คือ ย๋าคงตั้งชื่อไฟล์ซ้ำกับในกระทู้นี้
พออัพโหลด  ก็จะไป.ซ้อนทับกับไฟล์เดิม
น่ากลัวได้เวลาที่ต้องตั้งโฟลเดอร์ใหม่ให้อัพโหลดแล้วมั้ง
Posted by นกกะปูด on 26 Jul. 2003,02:30
อ้าวว เป็นงั้นไป แล้วทำไงถึงจะได้ภาพนั้นกลับคืนมาหล่ะคะ
เดี๋ยวคนอ่านงง แย่เลย เข้าป่ายังไงว๊า? เอาบั้งไฟไปจุดด้วยแฮะ เอิ๊กๆๆ laugh1.gif
Posted by KiLiN on 26 Jul. 2003,06:25
ก็ต้องไปหาไฟล์รูปภาพนั้น  ตั้งชื่อใหม่อย่าให้ซ้ำ
แล้วอัพโหลดขึ้นไปใหม่  กับไปแก้ชื่อไฟล์ที่กระทู้ให้ตรงกัน
เป็นใช้ได้
Posted by Yaya on 27 Jul. 2003,01:20
laugh1.gif  laugh1.gif  laugh1.gif

55555555555 ..... ที่แท้แอบ เอาบั้งไฟย๋าไปจุด..อ่ะป่าว น่ะหือ ..คุณนก ..พี่ฤษีฯ หายไปไหนหละนี่...ไม่มีวี่แวว..
((((((((((((พี่ฤษีฯ))))))))))))))))
(((((((((ข้ามน้ำ))))))))))))))))))
(((((((((ตกน้ำรึยัง))))))))))))))))

laugh1.gif  laugh1.gif  laugh1.gif
Posted by นกกะปูด on 27 Jul. 2003,11:52
โห.. แล้วจะไปหาไฟล์รูปภาพนั้นมาได้ยังไงหล่ะ ก็ลบไปแล้วอ่ะค่ะ
ต้องตีหัวอาจานย๋า นี่ๆๆๆๆ smash.gif  ชื่อคนตายมีตั้งสิบล้านชื่อไม่ตั้ง
ดันมาตั้งชื่อเดียวกัน นี่ๆๆๆ smash.gif  ถึงว่าเหอะ คนเกิดเดือนเดียวกันมักจะชอบอะไรคล้ายๆ กัน นี่ๆๆ smash.gif
Posted by นกกะปูด on 13 Apr. 2005,01:28
มีข่าวดีมาบอกกกกกกกกกกกกก ค่ะ

หลังจากที่พี่ฤษีข้ามน้ำวุ่นวายกับการสร้างคฤหาสน์หลังงามเสร็จเกือบเรียบร้อย ก็ส่งซิกแนลมาบอกว่า อยากจะหาเรื่องอกหัก เอ๊ย เดินป่าอีกรอบ เพือเปนแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องราวการผจญไพร หนุกๆ สวยๆ ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ได้อ่านกัน

ตอนนี้ได้รับคำชวน หรือขู่ ไม่แน่ใจ ว่านกกะปูดอาจจะได้ไปลุยป่าด้วย
โดยมีข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่มากกกกก คือ
ต้องออกกะลังกาย ลดน้ำหนักให้เหลือ 45 กก.  จ๊ากกกกกกกก
ด้วยเหตุผลที่ว่า "พ้มไม่อยากแบก (ลาก) ผู้หญิงอ้วนๆ เข้าป่านะคร๊าบบบบบบบ"

พี่น้องท่านใดอยากอ่านเรื่องราวของฤษีเข้าป่า ช่วยเปนกะลังใจให้นกกะปูดด้วยนะค้าาา crying1.gif  crying1.gif  crying1.gif
Posted by KiLiN on 20 May 2005,00:34
แล้วสรุปว่า ได้ไปหรือเปล่าละจ๊าก เหอๆ icon_rotfl.gif

  ป่าไม่ได้เข้า ก็เข้า... pain.gif แทนก็ได้เนาะ อิอิ rasp.gif
Posted by นกกะปูด on 03 Jun. 2005,13:13
พี่ฤษี... ไปแล้ว

แวะมาบอกว่าพี่ฤษีข้ามน้ำได้ถูกหลอกลวงไปในทางที่ชอบ เมื่อ 10 โมงเช้าวันนี้ค่ะ เริ่มแรกเดิมทีก็ตั้งใจว่าจะไปผจญไพร ที่ น้ำตกเต่าดำ อุทยานฯ คลองวังเจ้า จ. กำแพงเพชร แต่เนื่องจากสภาพการเดินทางเข้าน้ำตกโหดมากกกกกกกก ต้องใช้รถ 4WD เท่านั้น และยิ่งเป็นช่วงหน้าฝน ถนนจะเละตุ้มเป๊ะ พี่ฤษีแกก็เลยถอดใจ(ร้ายๆ) เปลี่ยนทริปไปนอนแช่แข็งที่ "ช่องเย็น" อุทยานฯ แม่วงก์ แทนค่ะ

งานนี้นกกะปูดเกิดปวดท้องกระทันหัน ทั้งที่เตรียมตัวและนัดหมายกันไว้ดิบดี เลยอดไปเที่ยวในทริปนี้ ส่วนพี่ฤษีก็ใจดี๊ใจดี อุตส่าห์จัดยาให้กิน และบอกว่าจะรอจนอาการดีขึ้นค่อยเดินทาง หรือให้ขับรถตามไปทีหลัง เฮ้อๆๆ นี่ก็ตะเกียดตะกายมาบอกว่า

(((((((((((((ยังไม่หายเลยค่ะ))))))))))))))) pain.gif pain.gif หลงพี่KiLiN แช่งไว้แหง๋ๆ

ก็ได้แต่ฝากความคิดถึงและอิจฉาไปยังพี่ตุ๋ยและคณะที่ร่วมเดินทาง พี่ฤษีข้ามน้ำอย่าลืมเหยียบเมฆให้แบนแต๊ดแต๋ แล้วเอาติดรองเท้ามาฝากด้วยนะคะ

ปล. ขอให้ทั้งคณะ เดินทางโดยสวัสดิภาพ ให้อากาศหนาวกินเหล้าแกล้มฝนกันแบบสะใจ และรีบกลับมาเล่าเรื่องราวผจญไพรให้แควนๆ อ่านกันนะคะ อ้อ! ถ้าฝนตก อย่าลืมฮัมเพลงนี้ให้ฟังด้วยหล่ะ

อยากจะลืม ใครสักคน
เมื่อหยาดฝนพร่างพรมพริ้วมา
สายน้ำที่ร่วงหล่น
ปนเคล้าหยาดน้ำตา
กลับไปคิดถึงครา
แรกที่เราพบกัน...

กลับไปคิดถึงครา
เมื่อเธอลาฉันไป...

Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard