Forum: ห้องฟังเพลง
Topic: เล่าขานตำนานเพลงลูกทุ่ง
started by: add

Posted by add on 14 Sep. 2003,07:27
เล่าขานตำนานเพลงลูกทุ่ง


     ถ้าจะพิจารณาถึงกำเนิดของเพลงลูกทุ่งแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเพลงลูกทุ่งถือกำเนิดมาเป็นระยะเวลานานเท่ากับเพลง ไทยสากล เนื่องจากแรกเริ่มเดิมทีนั้น ยังไม่มีการแยกประเภทเพลงไทยสากลออกเป็นลูกทุ่งหรือลูกกรุง ถือว่าเป็นเพลง กลุ่มเดียวกัน นักแต่งเพลงและผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีหลายท่านในช่วงต้นล้วนแล้วแต่ไม่ประสงค์ให้แบ่งแยกเพลงไทยสากล ออกเป็นเพลงลูกทุ่งและ เพลงลูกกรุง

     อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่าในยุคแรกมีนักร้องเพลงไทยสากลที่มีชื่อเสียงกลุ่มหนึ่งนิยมร้องเพลงที่มีสาระบรรยาย ชีวิตชาวชนบท หนุ่มสาวบ้านนาและความยากจน ชาวบ้านเรียกเพลงกลุ่มนี้ว่า "เพลงตลาด" หรือ "เพลงชีวิต"

        เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงเวลานี้ มีนักร้อง แนวเพลงตลาดอยู่หลายคนที่แต่งเพลงเองด้วย อาทิ ไพบูลย์ บุตรขัน,ชลอ ไตรตรองสอน,พยงค์ มุกดา,มงคล อมาตยกุล,เบ็ญจมินทร์ (ตุ้มทอง โชคชนะ) ,สุรพล สมบัติเจรฺญ เป็นต้น ส่วนวงดนตรีที่เด่น ๆ ของเพลงแนวนี้ ได้แก่ วงดนตรี "จุฬารัตน"' ของ มงคล อมาตยกุล วงดนตรี "พยงค์ มุกดา" และวงดนตรี "สุรพล สมบัติเจริญ" นับได้ว่าวงดนตรีทั้งสามนี้ เป็นแหล่งก่อกำเนิดแยกตัวเป็นวงดนตรีเพลงลูกทุ่ง จำนวนมากในกาลต่อมา

     นักร้องที่ร้องเพลงแนวดังกล่าวในระยะต้นยังไม่เรียกกันว่า 'นักร้องลูกทุ่ง' นักร้องชายที่รู้จักชื่อกันดี เช่น คำรณ สัมบุณณานนท์, ชาญ เย็นแข, นิยม มารยาท, ก้าน แก้วสุพรรณ, ชัยชนะ บุณยโชติ, ทูล ทองใจ ฯลฯ ส่วนนักร้องหญิง ที่มีชื่อเสียงเด่น ได้แก่ ผ่องศรี วรนุช, ศรีสอางค์ ตรีเนตร

     เพลงลูกทุ่งแยกออกเป็นเอกเทศชัดเจนจากเพลงลูกกรุงนับตั้งแต่ ประกอบ ไชยพิพัฒน์ จัดรายการเพลงสถานีไทย โทรทัศน์ โดยตั้งชื่อรายการว่า "เพลงลูกทุ่ง" เมื่อปลายปี พ.ศ.2507 และต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2509 มีการ จัดงานแผ่นเสียงทองคำพระราชทานครั้งที่ 2 ปรากฎว่า สมยศ ทัศนพันธ์ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ในฐานะ นักร้องลูกทุ่ง ชายยอดเยี่ยม จากเพลงชื่อ "ยอดทิพย์รวงทอง" (ในการจัดงานครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2507 ยังไม่มีเพลงลูกทุ่งส่งเข้าประกวด)

      ผู้ที่ทำให้เพลงลูกทุ่งพุ่งผงาดอยู่ในความนิยมของวงการเพลงด้วยลีลาและรูปแบบเฉพาะตนคือ สุรพล สมบัติเจริญ ซึ่งแต่งเพลง ร้องเองเป็นส่วนใหญ่ เขาเริ่มชีวิตจากการร้องเพลงจากกองดุริยางค์ทหารอากาศ สุรพลชอบใช้เพลงจังหวะ รำวงในเพลงที่เขา แต่ง ผลงานเพลงของเขามีลีลาสนุกสนานครึกครื้นเป็นส่วนใหญ่ เช่น เพลง "เสียวไส้" "ของปลอม" ฯลฯ ยุคของสุรพล สมบัติเจริญ อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เพลงลูกทุ่งพัฒนามาถึงจุดสุดยอดเป็นยุคทองของเพลงลูกทุ่ง อยู่ระหว่างปี พ.ศ.2506 - 2513 เป็นช่วงเวลาที่เพลงลูกทุ่งออกมาเป็นจำนวนมากมาย นักแต่งเพลงรุ่นนี้สืบทอดการแต่งเพลง มาจากครู เพลงในยุคต้น ตัวอย่างเช่น พีระ ตรีบุปผา เป็นศิษย์ของสมยศ ทัศนพันธ์ ส่วนศิษย์ของวงดนตรีจุฬารัตน์ ได้แก่ พร ภิรมย์, สุชาติ เทียนทอง และ ชาย เมืองสิงห์ นักแต่งเพลงที่สำคัญท่านอื่นๆ มีอาทิ เพลิน พรหมแดน, จิ๋ว พิจิตร, สำเนียงม่วงทอง, ฉลอง การะเกด, ชาญขัย บัวศร,สมเสียร พานทอง ฯลฯ

     ในช่วงยุคทองของเพลงลูกทุ่งนี้ มีนักร้องเกิดขึ้นใหม่หลายคนนักร้องเด่นของยุคนี้ได้แก่ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, เพลิน พรหมแดน, พร ภิรมย์, ชาย เมืองสิงห์, ศรคีรี ศรีประจวบ ฯลฯ


    คำจำกัดความของเพลงลูกทุ่งคืออะไรในหนังสือกึ่งศตวรรษ เพลงลูกทุ่งไทย ก็ให้คำจำกัดความไว้ว่า "เพลงลูกทุ่ง หมายถึงเพลง ที่สะท้อนวิถีชีวิต สภาพสังคมอุดมคติและวัฒนธรรมไทย โดยมีท่วงทำนอง คำร้อง สำเนียง และลีลาการร้องการบรรเลงที่เป็นแบบแผน มีลักษณะเฉพาะซึ่งให้บรรยากาศ ความเป็นลูกทุ่ง"

       http://kids.mweb.co.th/learning/00431.html
Posted by add on 14 Sep. 2003,07:27
ประวัติสุรพล สมบัติเจริญ

     

เกิด เมื่อ วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2473
สถานที่เกิด บ้านเลขที่ 125 ถ.นางพิม อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
ชื่อบิดา นายเปลื้อง สมบัติเจริญ อาชีพ รับราชการที่สรรพากร จ.สุพรรณบุรี
ชื่อมารดา นางวงศ์ สมบัติเจริญ อาชีพ ค้าขาย
พี่น้อง 6 คน เป็นพี่คนที่ 2 ชาย 4 หญิง 2 คน เรียงตามลำดับ อุดม,ลำดวน(สุรพล)เสียชีวิตแล้ว,จินดา,เฉลียว(เสียชีวิตแล้ว),ไสวและสมาน(เสียชีวิตแล้ว)

การศึกษา 
โรงเรียนประสาทวิทย์ จ.สุรพรรณบุรี
โรงเรียนกรรณสูตรศึกษาลัย จ.สุพรรณบุรี(จบมัธยม 6)
โรงเรียนก่อสร้างอุเทนถวาย เรียนได้เพียง 1 ปีเศษ
โรงเรียนจ่าทหารเรือ(กรมแพทย์ทหารเรือ) แผนกทหารหมอ

การทำงาน
เป็นครูประจำโรงเรียนสุพรรณกงลีเสียเสี้ยว
กรมช่างอากาศโยธา กองทัพอากาศดอนเมือง (ที่นี่เปลี่ยนชื่อจากลำดวนเป็นสุรพล)
ข้าราชการประจำกองดุริยางค์มหารอากาศจ่าอากาศตรี
ต่อมาก็ได้เลื่อนยศเป็นจ่าอากาศโทและจ่าอากาศเอกตามลำดับ

ภรรยา
ศรีนวล สมบัติเจริญ
บุตร-ธิดา 5 คน เรียงตามลำดับ สมพงษ์,สุรชัย,ศิรินทิพย์,สุรชาติและสุรเดช สมบัติเจริญ

นิสัย
ร่าเริง,เจ้าระเบียบ,ตระหนี่,ไม่ถือตัว,รักเสียงเพลง
การแต่งกาย
แต่งตัวตามสบาย ผ้าขาวม้าคาดพุง รองเท้าแตะ

ชอบ
การแต่งเพลงเป็นชีวิตจิตใจ(โดยเฉพาะที่พบเห็นกับตัว),สูบบุหรี่เกล็ดทองสั้น

กีฬา
สนุกเกอร์,บิลเลียด(ใส่หมวกปิดหน้า)

อาหาร
อาหารไทยน้ำพริก,แกงส้ม,ปลาเค็ม,ไก่,เนื้อเค็ม,ขนมปลากริมไข่เต่า,บัวลอยไข่หวาน,โอเลี้ยง,ลูกอมฮอลล์ขาว


วันที่สิบหกสิงหาคม... ครบรอบวันจากไปของ เอลวิส และบรมครู สุรพล สมบัติเจริญ...

ครูสุรพล สมบัติเจริญ...ซึ่งมีผลงานเพลงดังมากมายแต่ไม่เคยได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำกับเขาเลย..เป็นเพราะว่า คณะกรรมการตัดสินบอกว่าครูสุรพล ออกเสียงไม่ชัดเจน(คือยังออกเสียงพื้นบ้านของครูสุรพลเอง) จึงทำให้ไม่ได้รับรางวัลใดใด แต่ผลงานของครูสุรพล ก็ติดตรึงและประทับใจเราชาวไทยมากมาย


< ครูสุรพล สมบัติเจริญ >
Posted by add on 14 Sep. 2003,22:42
สุรพล - เอลวิส "ความเหมือนที่แตกต่าง 6 ประการ

โดย เจนภพ จบกระบวนวรรณ

     คนเกิดวันเดียวกันหรือตายวันเดียวกันเป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะ มีทางเป็นไปได้อยู่แล้วไม่ถึงกับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแต่อย่างใด ถ้าบังเอิญคนเกิดวันเดียวกันเป็นคนธรรมดาสามัญอย่างเราๆท่านทั้งหลาย

     แต่นี่ไม่ใช่คนธรรมดาแต่เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงและมีคนรักคนรู้จักมากมายมหาศาล จึงนับเป็นเรื่องน่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง

    ผมกำลังพูดถึง ศิลปินนักร้อง 2 คน ที่เชื่อมั่นว่าท่านผู้อ่านรู้จักดี
ถ้าท่านเป็นคนสนใจดนตรีกาลแล้ว ท่านต้องเคยได้ยินเพลงที่ศิลปิน
นักร้องทั้ง 2 ท่านนี้ขับขานแน่นอน เพราะหากท่านบอกว่าไม่รู้จัก
ไม่เคยได้ยินเพลงอะไรเลย ผมว่าท่านน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบ
ประสาทหรือไม่ท่านอาจจะเป็นคนตายด้านทางศิลปะอย่างสิ้นเชิง
ก็เป็นได้

    ท่านหนึ่งคือ ครูสุรพล สมบัติเจริญ คนไทย

    

    อีกท่านนึ่งคือ เอลวิส เพรสลี่ย์ คนอเมริกัน

    

    เราลองมาคิดอะไร สนุกๆระหว่างคนสองคนนี้ดูดีไหมครับ ลองแสวงหา" ความเหมือนที่แตกต่าง " ของคนดังคู่นี้ดูเพื่ออรรถรสของการอ่านการเป็นคนช่างสังเกต และเพื่อเสน่ห์อย่างหนึ่งของการฟังการดูที่มีคุณภาพ

     ผมจะลองหยิบยกตัวอย่างความเหมือนพอเป็นสังเขปนะครับ เอาเฉพาะที่เหมือนก่อน ส่วนที่แตกต่างนั้น เว้นวรรคไว้ให้เป็นเรื่องแสวงหาของท่านผู้อ่านที่สนใจใคร่รู้จริงจังได้หาเอาเองแล้วกันเพราะหาเรื่องที่แตกต่างมันหาง่ายกว่า

ประการที่ 1 - เป็นนักร้องเหมือนกัน

     อันนี้แทบจะไม่ต้องอธิบายนะครับ เพราะเชื่อว่าทุกท่านทราบดีอยูแล้ว  ครูสุรพลเป็นนักร้องลูกทุ่ง และเอลวิสเป็นนักร้องเพลงสากล นั่นคือส่วนของความเหมือนแต่ในประเด็นแตกต่างในรายละเอียดสำคัญๆ คือ

     ครูสุรพล เป็นนักแต่งเพลงมือฉมังสร้างลูกศิษย์ลูกหามากมาย------- แต่เอลวิสไม่ปรากฎชัดเจนว่าแต่งเพลงและไม่ได้สร้างลูกศิษย์ลูกหาอะไร    มีแต่คนเลียนแบบอยากเป็นเอลวิสมากกว่าและเอลวิสเป็นนักแสดง  ไม่เคยแสดงภาพยนตร์เลยเคยแต่เล่นละครเพลงหน้าเวทีวงดนตรีเท่านั้น


ประการที่ 2 - เป็นราชาเพลงเหมือนกัน

     ตรงนี้ก็ชัด ครูสุรพล คือ ราชาเพลงลูกทุ่งไทยผู้ยิ่งใหญ่ ------ส่วน เอลวิส คือราชาเพลงร็อคแอนด์โรล ระดับโลกที่มียอดขายผลงานเพลงมหาศาลเพราะขายกันทั้งโลก ถ้าเทียบทั้งโลกก็มีคนร้องเพลงของเอลวิสมากกว่า แต่ถ้าเฉพาะเมืองไทย ผมว่าคนร้องเพลงครูสุรพลมากกว่านะ

ประการที่ 3 - เสียชีวิตวันเดียวกัน

     นี่นับว่าเป็นเรื่องราวมหัศจรรย์อย่ายิ่ง ครูสุรพล สมบัติเจริญ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ปี พ.ศ.2511 ส่วน เอลวิส เพรสลี่ย์ เสียชีวิต
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ปี พ.ศ. 2520 วันเดียวกันเป๊ะ แต่ห่างกัน 9 ปี
เท่านั้นเอง ส่วนสาเหตุของการเสียชีวิตอันนี้แตกต่าง คือ ครูสุรพล นั่น
ถูกลอบยิงเสียชีวิต เรียกว่ามีคนอื่นมาทำร้ายท่าน

     ---- แต่เอลวิสวิเคราะห์ข้อมูลแล้วเชื่อว่าเขาทำร้ายตัวเองด้วยการกินยาลดความอ้วนจนเกินขนาดทำให้หัวใจล้มเหลวตาย ถ้าลองเทียบอายุเล่นๆ พบว่า ครูสุรพลเสียชีวิตขณะมีอายุแค่ 37 ปี 10 เดือน 23 วัน ------ส่วนเอลวิส นั้นอายุ ยืนยาวกว่าครูนิดหน่อย เพราะเสียชีวตตอนอายุประมาณ 42 ปี


ประการที่ 4 - ใช้ชื่อจริงนามสกุลจริงเหมือนกัน

    อันนี้หลายท่านอาจจะคิดไม่ถึง ไม่ได้สังเกต คือคนเรานั้นไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติจะมีชื่อจริง นามสกุลจริง ชื่อเล่น แต่หากคนๆนั้นเกิดเป็นศิลปิน นักร้อง นักแสดง นักเขียน ก็อาจจะมีการตั้งชื่อใหม่ เป็นนามปากกาบ้าง หรือนามที่ใช้ทางการแสดงโดยเฉพาะบ้าง เพื่อเป็นเสน่ห์ดึงดูดคนให้จดจำง่าย  แต่ทั้งสองท่านนี่มั่นใจมั่นคงคงในการใช้ชื่อจริงนามสกุลจริงเลยครับ ครูสุรพล เดิมทีท่านชื่อ ลำดวน และท่านมาเปลี่ยนตอนเข้ารับราชการดังนั้นชื่อที่ปรากฎในบัตรประชาชนในทะเบียนบ้านต่อมาจึงเป็นสุรพล สมบัติเจริญ

    -----ส่วนเอลวิส ก็มีชื่อจริงสกุลจริงว่า เอลวิส แอรอน เพรสลี่ย์ คือมีชื่อกลางด้วย คล้ายๆชื่อเล่นอะไรประมาณนั้น  เวลาร้องเพลงก็ใช้ เอลวิส เพรสลีย์

ประการที่ 5 - เป็นทหารเหมือนกัน

    ในรายละเอียดของชีวิตของทั้งสองท่านนี้ก็พอดีมีอะไรผูกพันกับชีวิตทหารเหมือนกันอีก นั่นคือครูสุรพล นั่นเป็นทหารอากาศยศพันจ่าอากาศโท

     ---ส่วน เอลวิส นั่นเป็นทหารบก เคยไปประจำการถึงประเทศเยอรมัน เข้าทหารโดยผ่านการเกณฑ์เมื่ออายุ 21 ปี ซึ่งตอนนั้นเอลวิสดังระเบิดเถิดเทิงแล้ว โดนทหาร 2 ปี ปลดมาได้รับการติดยศสิบเอกเป็นกรณีพิเศษ แต่ระหว่างนั้มีเพลงติดชาร์ตตลอด

ประการที่ 6 - โยกไมค์ร้องเพลงเหมือนกัน

     เอลวิส นั่นไม่ต้องพูดถึงเพราะภาพลักษณ์ที่เด่นชัดของเขาคือ ลีลาการโยกคลึงอย่างเร้าใจ โดยเฉพาะจังหวะร็อค จังหวะทวิส อะไรพวกนี้ ภาพที่เราคุ้นตาคือลีลาการโยกไมค์ร้องเพลงของเขาติดตาติดใจคนหนุ่มสาวทั้งโลกเลย ยิ่งมีภาพยนตร์สนับสนุนด้วยแล้ว ลีลาแบบเอลวิสก็ยิ่งทะลุทะลวงจิตใจคนใหญ่

      แต่สำหรับ ครูสุรพล ถ้าไม่ใช่มิตรเพลงตัวจริงที่ติดตามการแสดงหน้าเวทีของครูอาจจะไม่ทันสังเกตว่า ครูก็มีลีลาโยกไมค์เหมือนกัน แต่ของครูไม่เต้น โยกแล้วหมุนไมค์ ร้องเพลงเอียงคอยักคิ้วไปตามลีลาเพลงเท่านั้น เพราะเพลงของครูส่วนใหญ่ก็อยู่ในส่วนจังหวะรำวง


< สุรพล - เอลวิส >
Posted by add on 16 Sep. 2003,02:04
เล่าขานเรื่องราว สุรพล สมบัติเจริญ

    ทางคุณพ่อต้องการให้สุรพล หรือเด็กชายลำดวนเป็นช่าง เมื่อเรียนจบที่สุพรรณบุรี  คุณพ่อจึงส่งสุรพลเข้ามาเรียนต่อที่ช่างก่อสร้างอุเทนถวายแต่สุรพลก็เรียนได้เพียงปีครึ่งไม่ถึงดีก็ต้องลาออกเพราะ
ใจไม่รัก  แต่มาเรียนด้วยไม่อยากขัดใจคุณพ่อ การเรียนก็เลยไม่ดี  แต่ถึงกระนั้นคุณพ่อเปลื้องก็ไม่ค่อยเอ่ยปากดุด่าหรือว่ากล่าวอะไรลูกสักคำเดียว  เพราะเป็นคนเข้าใจลูก เข้าใจโลก เพียงแต่ปลอบใจ และให้สุรพลเลือกทางเดินชีวิตเอาเอง

     เมื่อเป็นเช่นนั้นสุรพลก็ต้องเลือกที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยลำแข้งของตัวเอง เขาไปสมัครเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนสุพรรณกงลิเสียเสี้ยว เป็นโรงเรียนจีน แต่สอนอยู่ได้แค่ครึ่งปีก็ลาออก ด้วยใจไม่ได้รักอาชีพนี้อย่างจริงจัง


     
     
     "นักร้อง " ต่างหากล่ะ ที่สุรพลใฝ่ฝันอยากจะเป็นมากที่สุดในเวลานั้น  เขาหลงใหลในน้ำเสียงของราชาเพลงรำวง อย่างเบญจมินทร์มากที่สุด  

     ด้วยเหตุนี้ การสมัครเข้าไปเป็นทหารอยู่ที่โรงเรียนนักเรียนจ่าทหารเรือในเริ่มแรกที่หวังจะได้รับใช้ชาติและหาลู่ทางเข้าสู่ถนนเสียงเพลง จึงค่อนข้างจะผิดหวัง ประกอบกับเกิดเหตุการณ์คึกคะนองตามประสาวัยรุ่น  สุรพลได้แอบหนีไปกับเพื่อนคู่ใจเพื่อไปดูเขาเล่นการพนัน โดยอาศัยความมืดหลบยามรักษาการณ์แล้วปีกำแพงและว่าจ้างเรือแจวข้ามฟากที่ท่าช้าง  เพื่อไปแหล่งการพนันที่ใหญ๋ในยุคนั้น แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าจับพวกนักพนันรวมทั้งสุรพลด้วย โดนตำรวจจับไปที่โรงพักชนะสงคราม โดยเป็นที่ขังครั้งแรกเพื่อรอการพิจารณาคดี  ผลการสอบสวนปรากฎว่ามีความผิดทางวินัยทหาร 3 กระทง ได้แก่

1. ออกนอกบริเวณโดยไม่ได้รับอนุญาต
2. เล่นการพนันอันผิดกฎหมาย
3. หลบหนีเจ้าพนักงาน

     สุรพลกับเพื่อนทหารจึงถูกส่งตัวไปยัง " สมอแดง " ซึ่งเป็นที่คุมขังนักโทษทหารเรือของกรมแพทย์โดยเฉพาะเป็นเวลา 45 วัน ก็เลยกลายเป็นขวัญใจของนักโทษทหารทั้งหมดเพราะเขาคอยร้องเพลงกล่อมทหารจนกว่าทุกคนจะหลับหมด  จึงจะหลับได้  เมื่อถึงเวลาพ้นโทษทุกคนรู้สึกเสียดาย และอาลัยอาวรณ์

     ออกจากคุกทหารก็ถูกปลดจากนักเรียนจ่ามาเป็น " พลทหารหมวดเรือเล็ก " เป็นหมวดสำหรับทหารเกณฑ์เป็นเวลา 4 เดือนเต็ม เมื่อครบกำหนด 2 ปี ที่เป็นลูกประดู่รับใช้ชาติอยู่นั้น เขามองไม่เห็นแสงสว่างที่จะก่าวไปสู่ประตูการเป็นนักร้องได้เลย สุรพลเลยตัดสินใจทิ้งเครื่องแบบทหารเรือ แล้วหันไปสมัครเป็นคนงานธรรมดาอยู่ที่กองทัพอากาศรับค่าแรงเป็ยรายวันวันละ 12 บาท และที่นั่นเขาได้ตัดสินใจเด็ดขาดเปลี่ยนชื่อจาก " ลำดวน " มาเป็น
" สุรพล สมบัติเจริญ "

     ชื่อเสียงทางด้านการร้องเพลงเริ่มต้นมาจากในหมู่เพื่อนฝูง จากกลุ่มเล็กๆ  ค่อยๆขยายเป็นกลุ่มใหญ่ความหวังที่เคยมืดสนิทเริ่มจะส่องประกายเล็กๆขึ้นมาบ้างแล้ว จนกระทั่งได้มีโอกาสโชว์ลูกคอในงานสังสรรค์ภายในกองทัพอากาศคราวหนึ่ง น้ำเสียงของเขาได้ไปสะดุดหู เรืออากาศศรีปราโมทย์วรรณพงษ์ หัวหน้าคณะนักมวยเลือดชาวฟ้าเข้าอย่างจัง รุ่งขึ้นอีกวันเขาก็ถูกเรียกเข้าไปพบที่ห้องทำงานของหัวหน้าคณะนักมวย   หลังจากนั้นสุรพล สมบัติเจริญก็ได้ย้ายเข้าไปประจำกองดุริยางค์ทหารอากาศ

     ในเวลาต่อมาโดยการสนับสนุนของเรืออากาศตรีปราโมทย์  ชีวิตที่สุรพลเคยฝันปละโปรดปรานที่สุดก็เริ่มต้นจากที่นี่ เขาขยันและฝึกตัวเองอย่างหนักจนที่สุดก็ได้ออกร้องเพลงประจำดุริยางค์บ่อยขึ้น

     

      เพลงแรกในชีวิตการเขียนเพลงและร้องบันทึกแผ่นเสียงของเขาจึงเกิดขึ้นในห้วงเวลานั้น เพลง " น้ำตาสาวเวียง " เป็นเพลงแรกที่เขาได้บันทึกเสียงเมื่อปี พ.ศ.2496 พร้อมๆกับอีก 9 เพลง แต่ที่ดังและเป็นที่รูจักของคนทั่วไปก็คือเพลง " ชูชกสองกุมาร " ที่ร้องคู่กับเด็กชื่อ " จ้อย " (ไม่ทราบชื่อจริง )

      และจากเพลงนี้ที่คนเริ่มจะรู้จัก สุรพลก็มีงานเพลงชุดใหม่ตามออกมา มีชื่อเสียงมากในหมู่นักดูวงกองทัพอากาศ หรือจะว่าดังในเขตทหารอากาศ ชุดใหม่ก็มีเพลง โดดร่ม , พระรามตามกวาง และ คำเตือนเพื่อนชาย

       เพลงที่ดังสนั่นเมืองเลื่องลือไปทั่วประเทศและทำให้คนรู้จักความเป็น " สุรพล สมบัติเจริญ " อย่างแท้จริงในเวลาต่อมาก็คือเพลง " ลืมไม่ลง " และเมื่อชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป สุรพลจึงมีงานร้องเพลงนอกสังกัดถี่ขึ้นเป็นลำดับ อาทิ ร่วมร้องกับวง " แมมโบ้ร็อค " ของ เจือ รังแรงจิตร วง " บางกอกช่ะช่ะช่ะ " ของ ชุติมา สุวรรณรัตน์ และ สมพงษ์  วงษ์รักไทย ส่วนวงดนตรีที่สุรพลร้องด้วยมากที่สุดคือ วง " ชุมนุมศิลปิน " ของ จำรัส วิภาตะวัตร และตัวจำรัสกับ ทองแป๊ะ สินจารุ โฆษกยุคนั้นก็เป็นคนที่สุรพลรักและเคารพนับถือมาก


< เล่าขานเรื่องราวสุรพล สมบัติเจริญ >
Posted by add on 17 Sep. 2003,19:48
สุรพลกับงานวงดนตรี

    วันเปิดวงดนตรีสุรพล สมบัติเจริญวันแรก ตรงกับวันตรุษจีนพอดี ที่วัดโชติทายการาม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ตรงกับปี พ.ศ.2503

    


จากปากคำของครูพยงค์ มุกดา

       

       ท่านเล่าว่าครั้งหนึ่งได้ไปเจอกันในงานประชันวงดนตรี ซึ่งสุรพลก็ได้รับเชิญไปกับวงที่จะมาประชันกัน เจอกันก็คุยกัน คุณนี่น่าจะตั้งวงได้นะ ซึ่งเขาก็บอกว่าความสามารถเขายังไม่ถึงขั้นหรอกในทำนองถ่อมเนื้อถ่อมตัว ซึ่งผมก็ชี้แจงให้เขาฟังว่าเขามีไอเดีย มีสไตล์มีแบบฉบับ เพลงที่เขาแต่งร้องอัดแผ่นเสียงที่ได้ยินมามันไม่ใช่เป็นเพลงที่เขาร้องเพื่อตัวเขา เช่นแต่ง เพลงชูชกสองกุมาร มีลักษณะเป็นลูกเล่นลูกหัวอยู่ในตัว เป็นละครโดยเอาเด็กมาร้องด้วย ซึ่งก็บอกไปว่าลักษณะอย่างนี้เขาน่าจะเป็นหัวหน้าวงได้

      ซึ่งเขาก็รับฟังแล้วก็เก็บๆเอาไว้ และก็คงจะมีความรู้สึกในใจว่าน่าจะตั้งวงลองกระทำดู หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก เพราะเขาเป็นนักร้องรับเชิญเมื่อไปในงานต่างๆบางทีก็เจอบางทีก็ไม่เจอกัน เขายังให้ความเคารพเหมือนเดิม จนกระทั่งมาทราบว่าข่าวตอนหลังว่า เขาได้พบกับ ก้านแก้วสุพรรณ แล้ว ผ่องศรี วรนุช ซึ่งเป็นนักร้องในยุคเดียวกันแล้วก็เกิดพอใจกันที่จะร่วมกันตั้งวง

     " เมื่อพูดสุรพล สมบัติเจริญ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเป็นเวลา 30 ปีที่จากเราไป   มันยังเป็นภาพที่เหมือนกับไม่นานมานี่เองที่ผมได้เจอกับสุรพล ซึ่งในตอนนั้น ผมยังเป็นนักร้อง นักแต่งของวงดุริยางค์ทหารเรือ และมีวงดนตรีที่แสดงอยู่ที่เฉลิมบุรีและที่ต่างๆ  สุรพลที่รู้จักตัวก็จากเสียงเพลงที่เขาร้องอัดแผ่นเสียง โดยมากร้องเพลงแบบรำวง เมื่อได้ฟังเสียงก็นึกถึงเบญจมินทร์  เพราะว่ารู้สึกว่าสไตล์จะมาจากเบญจมินทร์ก่อน ตอนนั้นเบญจมินทร์ได้ฉายา ราชารำวง ตอนที่เจอตอนนั้นเขาออกมาจากทหารเรือแล้ว แล้วก็มาอยู่เป็นทหารอากาศ แต่วาไม่ได้อยู่ที่กองดุริยางค์ไม่ได้เป็นนักร้อง ส่วนมากทีเจอกันก็จะเจอตามงานต่างๆ สุรพลจะเป็นนักร้องรับเชิญ นักร้องอิสระ พอใจก็ไปไม่สังกัด
ที่ไหน " ครูพยงค์นั่งทบทวนอดีตให้ฟัง


     ในวันเปิดวงที่ราชบุรี ครูสำเนียง ม่วงทอง ที่หลายคนเชื่อว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องและอยู่ในบรรยากาศของวันนั้นด้วย ได้เปิดเผยว่า วันที่สุรพลเปิดวงไม่ได้  เพราะต้องแยกตัวไปตั้งวงรวมดาวกระจายในวันเดียวด้วย

     " ถ้าพูดถึงสุรพลกับผมแล้วเรียกได้ว่าเป็นคู่หูกันก็ว่าได้ เคยร่วมงานกันมาประมาณ 10 ปี ก่อนที่จะแยกตัวไปตั้งวงต่างคนต่างไป เรารักกันมาก แต่งเพลงร่วมกัน ตอนที่ร่วมงานกันมีเงินรวมกันแล้วไม่ถึง100ิ บาท ต้องเดินขายเพลง  แต่พอตอนหลังที่แยกกันสุรพลมีเป็นล้านส่วนผมยังเป็น 100 เหมือนเดิม "


     " การเขียนพลงของสุรพลส่วนใหญ่จะเป็นเพลงในแนวรำวง ผิดกับผมที่ชอบ จะแต่งเพลงแนวหวานๆเศร้าๆ ตอนที่เขาถูกยิงตาย จำได้ว่าวงรวมกระจายอยู่ที่จังหวัดนครพนนม รู้ข่าวจากวิทยุในวันรุ่งขึ้น ตอนนั้นเสียใจมากเหมือนกับเขายังอยู๋ใกล้ๆเรา "

     " สุรพลจะเป็นคนง่ายๆคิดง่ายๆตรงไปตรงมา เจ้าระเบียบ ตระหนี่ถี่เหนียว " ครูสำเนียงหยอดท้าย

     ก้าน แก้วสุพรรณ เพื่อนซี้อีกคนหนึ่งของสุรพลที่มักจะเรียกขานกันว่า " ไอ้เฒ่า"

    

     ในวันเปิดวงก็ไม่ได้ไปร่วมงาน เพราะติดงานวงประกายดาวของตัวเองเช่นกัน  แต่ก้านได้รำลึกถึงการแสดงหน้าเวทีของวงดนตรีสุรพล สมบัติเจริญ ให้ฟังว่า  ด้านหน้าเวทีวงสุรพลจะโดดเด่น เอกลักษณ์ของสุรพลคือการร้องไปแล้วก็ยักคิ้ว  หลิ่วตากับแฟนเพลงเป็นเสน่ห์ในตัวเองของสุรพลที่แฟนเพลงรัก เวลาไปแสดงที่ไหนจะได้รับการต้อนรับจากแฟนเพลงอย่างคับคั่ง และสุรพลก็ไม่เคยทำให้
แฟนเพลง ผิดหวังเพราะเขาทุ่มเทให้กับงานมาก

     " ลูกศิษย์ทุกคนเมื่ออยู่หน้าเวที สุรพลจะห้ามนำเพลงของคนอื่นมาร้องเด็ดขาด  จะต้องร้องเพลงที่สุรพลแต่งให้เท่านั้น และแนวเสียงก็จะแตกต่างกันไปคุณภาพหน้าเวทีของวงสุรพลจึงมีอยู่ตรงนี้  การแสดงของสุรพลีกย่างหนึ่งที่แฟนเพลงประทับใจมากคือละครเพลงหน้าเวที ซึ่งจะแสดงร่วมกับชาวคณะเรียกทั้งน้ำตา  และเสียงหัวเราะได้อย่างมาก "

    " ผมประทับใจในตัวสุรพลตรงที่ความเป็นห่วงเป็นใยที่สุรพลมีให้" ก้านย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    < เล่าขานเรื่อง สุรพล สมบัติเจริญ >
Posted by add on 18 Sep. 2003,23:43
กังวานไพร ลูกเพชร

           ลูกศิษย์คนล่าสุดได้พูดถึงบุคลิกหน้าเวทีการแสดงของสุรพล สมบัติเจริญ ว่า สุรพลเป็นต้นแบบของลูกทุ่ง การพูดหน้าเวทีก็แบบลูกทุ่งตรงไปตรงมา ไม่มีการอ้อนแบบลืเกเหมือนกับที่นักร้องรุ่นใหม่ๆเขาปฎิบัติกันอยู่ในเวลานี้ และการขึ้นโชว์ก็ต้องเป็นไปตามกำหนดเวลาส่วนใหญ่จะขึ้นเวทีตอน 4 ทุ่มเป็นมาตรฐาน แต่ก็ไม่ได้ร้องเพลงเยอะ ที่ต้องออกหน้าเวทีก่อนก็เพราะต้องมายืนแนะนำนักร้องประจำวง ช่วงแรกๆจะร้องแค่ 4-5 เพลง   จะหนักไปทางการพูดเล่นพูดหัวกับพวกตลกที่จะคอยออกมาแจมอยู่ทุกๆช่วง เพราะเมื่อก่อนไม่มีหางเครื่อง   ครูจะเป็นคนเดียวที่ใช่วาทะศิลป์มากกว่าการร้องและจะปิดวิกเอาตอนเที่ยงคืนกว่าๆ

        " ที่ว่าครูเจ้าชู้ชอบยักคิ้วหลิ่วตาให้คนดูนั้นยืนยันได้ว่าจะยักคิ้วเฉพาะในเพลงเท่านั้น คือถ้าเป็นเพลงที่พูดถึงเรื่องผู้หญิง อย่างเช่นว่า สวยก็จริงนะสาวขาวก็จริงนะน้อง.... คือไม่ใช่ยักเรื่อยเปื่อย "

       " ครูจะเป็นคนเด็ดขาด ดุในที เหล้าไม่ดื่มแต่จะสูบบุหรี่เกล็ดทอง ชอบดื่มโอเลี้ยงเป็นประจำการรับนักร้องมาอยู่ในวง สุรพลจะมีกฎห้ามรับนักร้องที่ร้องแนวเสียงสุรพล   ครูจะว่าแล้วมันจะดังได้ยังไงถ้ามาร้องแนวเสียงแก จะสังเกตเห็นว่านักร้องยุคก่อนแนวเสียงจะแตกต่างกันไป "

       " เทคนิคในการดึงดูดใจผู้ชมให้ตรึงตาอยู่หน้าเวทีของสุรพลก็คือ ทั้งนักร้อง-ตลกหรือผู้แสดงต้องจับกลุ่มเป็นก้อนเดียว    ถ้าใครทำตัวออกห่างกลุ่มไปสร้างจุดเด่นอยู่คนเดียวครูจะเรียกไปดุทันที ซึ่งปัจจุบันนี้วงดนตรีหลายวงมักไม่ใส่ใจตรงนี้ นักร้องร้องอยู่หลังหางเครื่องก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จะไปร้องทำไม ให้เขาโชว์หางเครื่องเสีย
ก็สิ้นเรื่อง " กังวานไพรว่าพลางหัวเราะหึๆและว่า


        สุรพลเป็นคนพูดน้อย มีระเบียบ มีวินัย เพราะท่านเป็นทหาร จะไปแสดงที่ไหนก็ตามต้องตรงต่อเวลา   ถ้าใครมาไม่ทันก็ต้องตามกันสุดกู่ทีเดียว อยู่ที่ไหนต้องตามให้ทัน   ถ้าผิดระเบียบจะต้องถูกสั่งพักไปไหนไปด้วยกันเป็นหัวหน้าวงที่ไม่ทิ้งลูกน้อง กลับก็กลับด้วยกัน ในการเป็นครูกับศิษย์ ครูสุรพลจะไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง ท่านเรียบง่ายเพียง
แต่ลูกศิษย์จะเกรงใจท่านไปเอง แต่เวลาแสดงอะไรต่อมิอะไรครูก็จะดูแลทุกอย่างตั้งแต่เริ่มดนตรี เพลงมาร์ชขึ้นไตเติ้ลขึ้นแกก็จะอยู่ในภวังค์ของแกตลอด ถ้าไม่ดูก็ฟังอย่างตั้งใจ  ฟังหมดน้กร้องจะร้องผิดร้องเพี้ยนอย่างไรท่านรู้หมดแล้วท่านก็ติเอง

        " สิ่งที่ได้มาจากครูในชีวิตการเป็นนักร้องคือตรงต่อหน้าที่ ตรงต่อเวลา ซื่อสัตย์ต่อเจ้าภาพ รับปากไปแสดงแล้วต้องไปให้ได้ แล้วก็ความประหยัด    ครูจะสอนเรื่องความประหยัดการใช้จ่ายเงินทอง ถ้าครูเห็นลูกศิษย์มีสร้อยใส่มีแหวนมีนาฬิกา แต่งตัวดีๆครูก็จะภูมิใจมาก "
Posted by add on 20 Sep. 2003,00:26
ขอบคุณ คุณนิด ที่เอาเพลงดีๆมาฝากค่ะ

เล่าต่อเรื่องสุรพล สมบัติเจริญ นะคะ

ผ่องศรี วรนุช  อดีตนักร้องแม่เหล็กหญิงของวงได้ลำดับเรื่องราวในอดีตให้ฟังว่า

     


     "สมัยร่วมงานกันพี่พลเป็นคนตลกร่าเริง สนุก แต่จริงจังต่องาน บางครั้งก็ตลกทะลึ่งแหย่เล่นกันในทีมงานเพราะเรารักกันเหมือนพี่เหมือนน้อง เมื่อสมัยก่อนนั้นพี่เขาจะเรียกผ่องศรีว่า " อีแป้น "    ส่วนพี่พลก็จะเรียกกันว่า " เจ้ายาว " ส่วนพี่ก้านก็จะเรียกว่า " ไอ้เฒ่า "ก็จะเรียกกันอย่างนี้จะไม่โกรธกันเลย"

     "พี่พลเป็นคนดีรักครอบครัว เป็นห่วงครอบครัว ทำงานตรงนี้ก็เพื่อครอบครัว ถึงเวลาดนตรีจะไปทำการแสดงจะขึ้นรถที่ไหนก็แล้วแต่พี่พลจะนัดจุดเอาไว้ พอถึงที่ปุ๊บลูกน้องขนของเข้าโรงเรียบร้อย พี่พลจะตรงไปที่โต๊ะบิลเลียดทันที พี่พลชอบเล่นบิลเลียดเป็นชีวิตจิตใจ พอใกล้ถึงเวลาแสดงก็จะกลับมาหาข้าวราดแกงกินข้างหลังเวที พี่พลจะกิน
ง่ายๆ "

     " เวลาโกรธก็หน้าเง้าหน้างอบ่นพึมพัมแล้วก็เดินดุ่มไปเลยจะโกรธไม่นาน แต่กับผ่องศรี  แกโกรธจนแก่สิ้นบุญแกยังไม่อภัยให้เลย เหตุเป็นเพราะที่ผ่องศรีแยกตัวออกมาจากวงดนตรีของแกในขณะที่กำลังดังนั้นแหละ  มีอยู่ช่วงหนึ่งเจอแกที่ห้องอัดเสียง หรือจะเจอ
ที่ไหนสักแห่ง พอผ่องศรีเห็นแกลงจากรถก็รีบวิ่งไปยกมือไหว้แกหันปากหันก้นสะบัดแวบเลยไม่ยิ้มไม่ยกมือรับไหว้ไม่พูดอะไรทั้งสิ้นแต่ผ่องศรีก็ไม่เคยถือเจอแกที่ไหนก็ยกมือไหว้ตลอด แต่คิดว่าเอาเฮอะจะต้องชนะพี่พลให้ได้  จะยกมือไหว้เรื่อยไปจนกว่าพี่เขาจะรับไหว้ใจเราคิดอย่างนั้น แต่แกก็ไม่ยอมรับไหว้ "

     "คราวที่ไปเล่นประชันกันที่โคราชคราวนั้นผ่องศรีบอกคนจัดเลยว่า  ถ้าไปแล้วเขาไม่ให้ร้องผ่องศรีอายเขาแย่นะ คนจัดเขาบอกว่าเดี๋ยวเขาจัดการเองจำได้ว่าเป็นงานของป๋าศักดิ์เกษม พอผ่องศรีเดินขึ้นบันไดไป แกก็ยืนอยู่กับกลุ่มนักดนตรีตรงบันไดนั่นแหละ พอเห็นผ่องศรีแกหันหลังเดินผละไปเลย ไม่มองหน้าสักนิด แต่ก็แอบดูว่าผ่องศรีจะพูดอะไรกับใครใจแกเด็ดจริงๆ " ผ่องศรีเล่าความหลัง


บทความ " สุรพล-เอลวิส " โดย อาจารย์สุขุม นวลสกุล

บทความ " สุรพล-เอลวิส ความเหมือนที่แตกต่าง" โดย เจนภพ จบกระบวนวรรณ
Posted by add on 21 Sep. 2003,06:08



น้ำตาจ่าโท

สุรพล สมบัติเจริญ




สิ้นสุดกันที ไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน
เท่านี้ก็สาแก่ใจ ซาบซึ้งทรวงในอกเรา
โบราณท่านว่า บรรดาช้างสารงูเห่า
อีกทั้งข้าเก่าเมียรัก ท่านเปรียบไว้นัก อย่าได้วางใจ


เช่นดั่งตัวผม ต้องตรมดวงใจสุดถอน
เมียรักที่เคยกอดนอน ต้องมาหนีจรจากไป
ลืมผัวทิ้งลูก ปลูกฝังคิดคบชู้ใหม่
เมียเอ๋ยช่างเลวเหลือร้าย ผีป่าหรือไร สิงใจแม่นาง


..ลืม น้ำพริกผักจิ้มไตปลา
เจ้าลืมแม้กลิ่นปลาร้า เจ้าลืมกระทั่งปลาย่าง
เจ้าไม่ถวิล จึงโบยบินคิดติดปีกหาง
อำลาผัวไปไกลห่าง ทิ้งลูกร้องครางจนแทบขาดใจ


..สิ้นสุดกันเถิดหนา แม่นางโมราใจสอง
ชาตินี้ไม่ขอใฝ่ปอง ให้มามัวหมองต่อไป
สงสารแต่ลูก เฝ้าแต่คร่ำครวญร้องไห้
ลูกเอ๋ยแม่จากเจ้าไป พ่อยังเลี้ยงได้นะลูกยา


..ถึงแม้พ่อมียศจ่าโท สองบั้งไม่ใหญ่ไม่โต
เจ้าไม่ต้องกลัวน้อยหน้า
พ่อจะส่งเสียให้เจ้าได้รับการศึกษา
ต่อไปในภายภาคหน้า เจ้าจะได้มีวิชาติดตัว


สิ้นชาติขาดกัน ตั้งแต่วันนี้เถิดหนา
นางหญิงใจทรามชั่วช้า เยี่ยงนางโมรา ฆ่าผัว
ไม่เคยนึกอิ่ม ชอบชิมรสกามเมามัว
จนลืมรักลูกรักผัว
..น้ำใจแสนชั่ว ผัวเดียวไม่พอ...




---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by add on 30 Sep. 2003,11:10
เพลง เสียวไส้ เป็นเพลงฮิตเพลงหนึ่งของ สุรพล สมบัติเจริญ




เสียวไส้ 
สุรพล สมบัติเจริญ




เสียวไส้จริง ๆ คุณผู้หญิง คุณผู้หญิงสมัยนี้
แต่งตัวออกจากบ้านแต่ละที (แต่งตัวออกจากบ้านแต่ละที)
ช่างสั้นสิ้นดี นะแม่คุณเอ๋ย

ผ้าผ่อน เมตรละไม่กี่สตางค์
ทำไมน้องนาง จึงขี้เหนียวจังเลย
ขา ขาวขาว ก็พอไหว เอ๊า (ขา ขาวขาว ก็พอไหว)
แต่บางคนขาลาย ไม่เอาไหนเลย Solo.... ..

เสียวไส้เต็มทน ตามถนนตามถนนหนทาง
ไม่ว่าสาว ไม่ว่าสาวแก่แม่นาง (ไม่ว่าสาว ไม่ว่าสาวแก่แม่นาง)
นุ่งสั้นกันจัง ตามอย่างกันเปี๊ยบเลย

แท็กซี่ วิ่งอยู่ตามถนน
พอมองขาหน้ามนรถเลยชนกันเลย
ฮ่วย! ช่วยมันซวยแต่เช้า ก็เพราะไอ้ขาขาวขาว เลยค้างค่าเช่าตามเคย

เสียวไส้จริงจริง คุณผู้หญิง คุณผู้หญิงสมัยนี้
แต่งตัวออกจากบ้านแต่ละที (แต่งตัวออกจากบ้านแต่ละที)
ช่างสั้นสิ้นดี นะแม่คุณเอ๋ย

ผ้าผ่อน เมตรละไม่กี่สตางค์
ทำไมน้องนางจึงขี้เหนียวจังเลย
ขา ขาวขาว ก็พอไหว เอ๊า (ขา ขาวขาว ก็พอไหว)
แต่บางคนขาลาย ไม่เอาไหนเลย .

เสียวไส้เต็มทน ตามถนนตามถนนหนทาง
ไม่ว่าสาว ไม่ว่าสาวแก่แม่นาง (ไม่ว่าสาว ไม่ว่าสาวแก่แม่นาง)
นุ่งสั้นกันจัง ตามอย่างกันเปียบเลย

แท็กซี่ วิ่งอยู่ตามถนน พอมองขาหน้ามน รถเลยชนกันเลย
ฮ่วย ช่วยมันซวยแต่เช้า ก็เพราะไอ้ขาขาวขาว เลยค้างค่าเช่าตามเคย



---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by add on 03 Oct. 2003,07:49





บ้านนี้ฉันรัก (บ้านน้อยหลังนี้)

คำร้อง - ทำนอง สุรพล สมบัติเจริญ
ขับร้อง สุรพล สมบัติเจริญ
(บันทึกเสียงครั้งแรก พ.ศ. 2508)




บ้านน้อยหลังนี้สุขีเสียจริง
ปลูกไว้สมใจทุกสิ่ง สวยจริงนะฉาบสีฟ้า
หน้าต่างประตู ติดม่านสวยหรูงามตา
ยามน้องผ่านไปมา พี่ยืนในบ้านแหวกม่านมองเห็น


บ้านน้อยหลังนี้สุขีเสียจัง
แอบมองน้องทางหน้าต่าง ตั้งแต่เช้าจรดเย็น
แหวกม่านมองดูอดสูเหลือจะลำเค็ญ
เกี้ยวก็เกี้ยวไม่เป็น ได้แต่แอบมองน้องอยู่ทุกวัน


เห็นน้องเดินเดี่ยว เปลี่ยวใจพี่อยากจะทัก
แต่แล้วก็ต้องชะงัก เพราะใจไม่วายนึกหวั่น
จะยิ้มจะหัว ก็กลัวน้องจะไม่หัน
หัวใจพี่แสนอัดอั้น มาทุกวันจวบจนบัดนี้


บ้านน้อยหลังนี้ถึงแม้ฉันจน
กัดกินแม้เพียงเกลือป่น ยอมทนไม่จากหน่ายหนี
เงินหมื่นเงินแสน ไม่อาจแม้นมาราวี
พรากบ้านฉันไปขยี้ บ้านน้อยหลังนี้ฉัน รักจริง



---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by add on 07 Oct. 2003,22:31






พี่ยังไม่แก่หรอกน้องเอ๋ย 

สุรพล สมบัติเจริญ




(พูด)"เพลงนี้ขอมอบให้ บรรดาผู้ที่ไม่ยอมแก่ทั้งหลาย"
พอพี่ ร้องเพลงว่าแก่
หนอยแน่ะหาว่าพี่สิ้นชาย
พี่ล้อเล่นหรอกเนื้อเย็นของพี่
อย่าใจเสาะนักซี หยุดเสียทีอย่าร้องไห้
คนอย่างพี่หรือจะสิ้นความหมาย
ต่อให้ปี๊บร้อยใบพี่ก็ยังเตะดังปัง
"พี่ยังไม่แก่หรอกน้องเอ๊ย"

*พอ พี่ร้องเพลงว่าแก่
หนอยแน่ะน้องทำเป็นเกลียดชัง
คนอย่างพี่หรือจะสิ้นหมดภูมิ
ยอมแพ้ความเป็นหนุ่มน้องควรคิดดูบ้าง
ถึงพี่แก่พี่ยังแน่นะนวลนาง
ต่อให้ช้างร้อยตัวพี่ก็ยังไม่กลัวมัน

พี่ยัง ไม่แก่หรอกน้อง
รับรองว่ายังหนุ่มอีกนาน
ถึงฟัน จะหัก ถึงหนัง จะเหี่ยว
มันก็ไม่เกี่ยวเพราะว่าเป็นเรื่องของมัน

อย่าเพิ่งนึกว่าพี่แก่
เหลียวแลพี่บ้างเถิดแจ่มจันทร์
มะพร้าวห้าวที่เขาเอามาขูด
อีกมะนาวมะกรูดน้องเห็นบ้างไหมนั่น
มะพร้าวห้าว ยิ่งแก่ยิ่งมัน
พี่ขอบอกแจ่มจันทร์ พี่ยังไม่แก่หรอกน้องเอ๋ย
"พี่ยังไม่แก่หรอกน้องเอ๊ย"



---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by add on 08 Oct. 2003,22:56



แก้วลืมดง

สุรพล สมบัติเจริญ




สมหัวใจเจ้าแล้ว
แม่นกแก้วที่ลืมดง
ข้าอุตส่าห์ปราณีถนอม
เลี้ยงดูให้เจ้าอยู่ในกรง
ป้อนน้ำป้อนข้าวเจ้ายังทำข้าลง
ถลาบินจากกรงหลงคืนไม่กลับคอน

สมหัวใจเจ้าแล้ว
แม่นกแก้วที่แสนงอน
ปีกเจ้ากล้าขาแข็ง
ค่าตัวแพง แล้วซินะหล่อน
ถึงได้ลืมบ่อน ลืมคอนที่เคยโผ-ลง

สมหัวใจเจ้าแล้ว
เสียงแจ๋วเชียวนะแม่แก้วลืมดง
ข้าไม่ควรจะคิดอุ้มชู
เลี้ยงดูให้เจ้ามาสูงส่ง
ก่อนนี้หยุดลงก็คงไม่มีราคา

*สมหัวใจเจ้าแล้ว
แม่นกแก้วที่มารยา
เจ้า ไม่ต้องบินสูง
เหมือนยูงทองหรอกนะแก้วจ๋า
โปรดบินแค่สนก็พอแล้วนะกานดา
เพราะ ใครใครก็รู้ว่า ตระกูลของเจ้าอยู่ป่าดง



---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by add on 09 Oct. 2003,22:54






สาวสวนแตง

สุรพล สมบัติเจริญ




สาว สวนแตงแห่งเมืองสุพรรณ
ชื่อเสียงน้องมาลือลั่นดังโจษจันไปทั้งทั่วกรุง
เพราะเข้าประกวด เทพีสวนแตงดาวรุ่ง
ภาพเจ้ามาถึงกรุง เจ้าจึงพุ่งสู่ความสนใจ

สาว สวนแตงเปลี่ยนแปลงศักดิ์ศรี
ข่าวภาพน้องเป็นเทพี จึงได้มีชื่อเสียงเกริกไกร
เสียงหนังสือพิมพ์ แมวมองหมายปองเจ้าไป
สู่ดารายิ่งใหญ่ สู่กลิ่นไอของความลาวัลย์

*ข่าว สังคมเขาชมไม่สร่าง
วิทยุต่างต่างมีคนขอเพลงให้ฟังทั้งวัน
กลัว เจ้าเพลินจนลืมสุพรรณ
สวนแตงแหล่งเรารักมั่น เฝ้าคอยวันให้เจ้ากลับไป

สาว สวนแตงแห่งเมืองสุพรรณ
พี่คิดถึงเจ้าทุกวันคอยแจ่มจันทร์แม่แตงร่มใบ
พื้นดินแล้งแห้ง ไร่แตงเหมือนคนหมองไหม้
โปรดไปเป็นขวัญใจ กลับสู่ไร่นะสาวสวนแตง



---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by add on 11 Oct. 2003,20:23






เดือนหงายที่ริมโขง

สุรพล สมบัติเจริญ




โอ เวียงจันทร์ แดนนี้ ฉันเคยได้ไป
โอ..เวียงวิไล แดนที่ฉัน นั่นเคยได้พบ
เจอะคนรัก ก็เวียงราตรี ....
โอ..เวียงจันทร์ คืนนั้นเดือนหงายแจ่มฟ้า
ทอแสงมากระทบลำโขง
โขงเจ้าเอ๋ย ไหลเอื่อย
ไหลเรื่อย เป็นลำคดโค้ง
เหมือนเชื่อมโขงหัวใจพี่
ให้ฮักเจ้า จนสิ้นชีวา .... .

เจอะเจ้า พี่ตามฝากรัก
พี่ทักเจ้าด้วยสายตา
ใช่ว่าพี่จะเจ้าชู้
ฮักหนู พี่จึงข้ามมา
เห็นเดือนเจิดจ้า ที่ริมฝั่งโขง
พี่จึงทอดโยง สายเรือ
จัดรถท่าเดื่อ มาหาขวัญใจ ....

เจอะเจ้า พี่ขอฝากรัก
น้องรัก ฮักพี่บ้างไหม
พี่ถามว่าฮักพี่บ่ เจ้าตอบ ว่าฮักพี่หลาย
พี่ถามว่าฮักเท่าใด
เจ้าตอบ ว่าฮักเท่าฟ้า
โอ้ ขวัญตา ของเรียมนี้เอ๋ย
แม่ขนตางอน ผู้งามเอ๋ย

โอ้..เวียงจันทร์ แดนนี้ ฉันเคยได้ไป
โอ้..แดนวิไล แดนที่ฉันนั้นเคยได้พบ
เจอะคนรัก ก็ที่เพียงราตรี
เจอะกันเพียง เดี๋ยวเดียว
เกลียวรัก ไม่ทัน ทวี
อย่าพึ่งนึกด่า ว่าพี่หน่ายหนี
น้องเอ๋ย คนดี เป็นเพราะ หน้าที่
จึงทำให้พี่ ต้องจาก เวียงจันทร์.



---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by add on 14 Oct. 2003,21:34






ของปลอม 
สุรพล สมบัติเจริญ




โลกนี้ มีอะไรน่าแปลกจริง
เรื่องผู้หญิงพูดไปแล้วเบื่อจัง
อย่าเพิ่งโกรธ หรือว่าอย่าเพิ่งเกลียดชัง
(อย่าเพิ่งโกรธ หรือว่าอย่าเพิ่งเกลียดชัง)
ขอพูดอีกครั้งเถิดนะน้องนางเจ้าอย่าเพิ่งฉิว
ปากแดงแดง ตากลมกลม ปล่อยผมโชว์
อกโตโตเหมือนแตงโมที่หิ้ว
แต่ทำไมน้องสาว จึงเดินลิ่ว
(แต่ทำไมน้องสาวจึงเดินลิ่ว)
น่ากลัวคงหิ้ว เอามาแต่ของปลอม


ของไม่จริงมันจึงไม่สั่น ไม่ไหว
เขย่าเท่าไรจะให้มันไหวมันก็ไม่ยอม
สงสัย ข้างในคงเป็นของปลอม
(สงสัย ข้างในคงเป็นของปลอม)
ที่แม่เนื้อหอม ปลอมไว้หลอก คุณลุง
ผู้หญิงไทยสมัยนี้ผิดกว่าเดิม
หน้าอกเสริมใส่ฟองน้ำกันให้ยุ่ง
ผิดกับยายของฉัน ที่บ้านทุ่ง
(เอ้า ยายของฉันละ ที่บ้านทุ่ง)
แกปล่อยเสื้อเลยพุง ยานเป็นถุงกาแฟ


เฮ้อ สาวเอ๊ยสาว ของแท้ที่อีพ่ออีแม่เพิ่นให้มา
เจ้าบ่พอใจ ดั๊น ไปใส่ของปลอมเดินโซว์
เค็ดเป็นซ่งบักโม บับเบิด แท้น้อ ฮ่วย)


ของไม่จริงมันจึงไม่สั่น ไม่ไหว
เขย่าเท่าไรจะให้มันไหวมันก็ไม่ยอม
สงสัย ข้างในคงเป็นของปลอม
(สงสัย ข้างในคงเป็นของปลอม)
ที่แม่เนื้อหอม ปลอมไว้หลอก คุณลุง
ผู้หญิงไทยสมัยนี้ผิดกว่าเดิม
หน้าอกเสริมใส่ฟองน้ำกันให้ยุ่ง
ผิดกับยายของฉัน ที่บ้านทุ่ง
(เอ้า ยายของฉันละ ที่บ้านทุ่ง)
แกปล่อยเสื้อเลยพุง ยานเป็นถุงกาแฟ
(พูด เฮ้อ สมัยนี้..ของปลอมทั้งนั้น)



---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by add on 16 Oct. 2003,19:53






มอง

สุรพล สมบัติเจริญ




*มอง…..เธอสาวเธอสวยฉันจึงได้มอง
หากเธอไม่สวยฉันจะไม่มอง
หากเธอไม่แจ่ม ฉันจะไม่จ้อง
ฉันจะไม่มองให้หัวใจเต้น ..

พักตร์เธอสวยแจ่มดั่งจันทร์เพ็ญ
ฉันแทบช็อคตาย เพราะใจเต้น
ถ้าหากไม่เห็นฉันคงไม่มอง
ไม่มอง มอง เธอ เธอ
สวยน่ารักฉันจึงได้มอง

ต่อให้เทวีที่อยู่บนฟ้า
ต่อให้สีดาก็ยังเป็นสอง
ต่อให้ไซซีที่โลกยกย่อง
ถ้าเจอะกันสองต่อสอง
ฉันว่าพระอินทร์ยังต้องมองเธอ



---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by add on 19 Oct. 2003,22:17







หัวใจเดาะ
สุรพล สมบัติเจริญ





โอ๊ย หัวใจผมเดาะ ……
แหมจำเพาะ มาเดาะเอาตรง หัวใจ
ที่อื่นมีถม ไม่ไปเดาะนี่เพราะอะไร
ดัน มาเดาะเอาตรงหัวใจ ใครบ้างที่เหมือนอย่างผม


โอ๊ย หัวใจผมปวด……
เหมือน โดนนวด ปวดเสียจนอกตรม
จะมีบ้างไหม คุณหมอสาวๆ ที่มาช่วยผม
โปรดมาระงับความตรม ช่วยดามหัวใจให้ผมที ..


ตาย… ผมถ้าจะตายเสียแน่
ไม่มีหมอแก้ คงตายเสียแน่คราวนี้
ไอ้โรคอย่างผม นิยมแต่หมอสตรี
หากรักษาให้ดี ไม่ต้องกินยาก็หายเลย ..


โอ๊ย หัวใจผมเดาะ…….
เพราะโรครักเกาะ กลุ้มเสียจริงท่านหญิงเอ๋ย
หากใครสงสาร ช่วยผมที อย่านิ่งเฉย
อย่าเพิ่งให้ผมตายเลย เอาไว้ฟังเสียงผมเถิดคุณ ……..



---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by add on 21 Oct. 2003,20:06







แซ่ซี้อ้ายลื้อเจ็กนั้ง 

สุรพล สมบัติเจริญ






แซ่ ซี้ อ้ายลื้อ เจ็ก นั้ง เป็น ตาย พี่ก็ยัง รักเธอ
อาม่วย ทั้งหลายที่เฮียได้ เจอะเจอ
ยังไม่สวย เลิศเลอ เท่ากับเธอ คนเดียว


หาก แม้ ได้น้องมาเคียงคู่
จะพาไปดูหนังไทยทุกรอบเชียว
ซิวอิก ซิวหยี พี่จะพาน้องเที่ยว
จะไปไหว้เจ้าเจี้ยว ที่เมือง ชล บุรี


*หว่าง กิม เล้ง ร้อง เพลง ให้ เจ้า ฟัง
เสร็จ จาก ดู หนัง ไป บางแสน ดินแดน สุขี
ดู พระจันทร์ตกน้ำ ตกเมื่อยาม ราตรี
น้อง กับ พี่ คุย กัน ที่บน หาดทราย


แซ่ ซี้ อ้ายลื้อ เจ็ก นั้ง
เห็นใจพี่บ้างเปล่าสาวไทย
หากแม้ได้เจ้ามาเป็นคู่ขวัญใจ
เฮียจะพาลื้อไป เจี๊ยะผักบุ้ง ไฟแดง 



---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by add on 23 Oct. 2003,00:01
ดรรชนีไฉไล

     เป็นเพลงของสุรพล สมบัติเจริญ เล่าเรื่องราวของนวนิยายเรื่องดรรชนีนาง  ซึ่งได้เคยโพสต์ไว้ในเว็บ ไทยอ๊อคโทเบอร์ เมื่อ 26 มีนาคม 2545 ว่า

อ้างถึง
อ่านเรื่อง “จากดวงใจ” ของดร.สาทิส
อินทรกำแหง เขียนเกี่ยวเรื่องเพลง ในตอนท้ายได้กล่าวถีง เพลง “หนาวตัก” ของอิงอร จึงทำให้เราเกิดรำลึกได้ขึ้นมาทันที  จึงอยากจะเล่าให้ฟังบ้าง

  อิงอร เป็นนักเขียนนวนิยาย (ผู้ชาย ) เรื่องที่โด่งดังมากของเขา คือเรื่อง “ดรรชนีนาง” เรื่องนี้เคยทำเป็นหนังเมื่อปี 2511 เข้าใจว่าพิศมัย วิไลศักดิ์ เล่น ( เพราะพิศมัยเป็นคนร้องเพลง หนาวตัก) เราไม่เคยดูหนัง แต่ที่บ้านมีหนังสือรวมนวนิยายของอิงอร จึงจำได้ (อ่านหลายเที่ยว)

   นางเอกในเรื่องอยู่ชายทะเล พ่อมีอาชีพชาวประมง วันหนึ่งก็มีทหารเรือมาขึ้นบกขณะที่พ่อไม่อยู่ นางเอกอยู่กับลิงลูกสมุน ลิงเก็บมะพร้าวมาให้ นางเอกเป็นคนฟันมะพร้าวให้ แต่พลาดไปโดนนิ้วชี้  เป็นต้นเหตุที่ทำให้พระเอกกับนางเอกเกิดความสัมพันธ์กัน พระเอกก็สัญญิงสัญญาว่าจะกลับมาหา 

   เมื่อพ่อของนางเอกรู้เรื่องเข้า ก็โกรธมาก เอาหางกระเบนที่เหน็บไว้ในกระท่อม มาตีลูกสาวจนเนื้อแตก( รู้สึกว่าพ่อจะมีอดีตฝังใจเกี่ยวกับเรื่องแม่ของนางเอก ก็เลยโกรธมากขนาดทำร้ายลูก ทั้งๆที่มีลูกเพียงคนเดียว)

   ต่อมา พระเอกก็เข้าพิธีแต่งงานกับสาวดูดีมีสกุลในเมือง ฝ่ายนางเอกรู้เข้า ก็ใจเด็ด ตัดนิ้วชี้ตัวเองดองใส่ขวดส่งไปให้เป็นของขวัญวันแต่งงาน เจ้าสาวเปิดห่อของขวัญก็ตกใจ คาดคั้นความจริง(เพราะมีคำตัดพ้อแนบมาด้วย) พระเอกก็ตอบว่า ไอ้เพื่อนคนที่เป็นหมอมันแกล้งตัดนิ้วศพเจ๊กที่โรงพยาบาล ส่งมาแกล้ง ว่าแล้วก็ขว้างขวดนั้นลงทะเลไป  เศร้าแมะ.?…

   เพลงหนาวตัก ก็เป็นเพลงเอกในเรื่องนี้
    คำร้อง – อิงอร  ทำนอง – สมาน กาญจนะผลิน

       ทะเลงามยามดึกดื่น........เมื่อคลื่นหลับ 
    แสงเดือนจับส่องนภาเวหาหาว
    นั่งเรือน้อยเคลื่อนคล้อยใต้แสงดาว
    พร่างน้ำพราวผ่องเพชรเกล็ดนที

        ดูซิดูใครสอนให้นอนหนุนตัก
    ซุกซนนัก ไม่กลัวน้องจะหมองศรี
    หนาวตัก..หนักจิต...ดรรชนี
    หากนาวีอรุโณทัยไม่กลับคืน

        -----------------


  






ดรรชนีไฉไล 

สุรพล สมบัติเจริญ






ดรรชนี ไฉไล นามนี้อยู่กลางดวงใจพี่ดวงเดียว
สงขลาแดนป่าดงพงเปลี่ยว
พี่ยังเที่ยวซอกซอนหาบังอรแม่ดรรชนี
นิ้วเจ้าขาดเพราะพิศวาสบาดทรวง
น้ำตาพี่ไหลร่วง กลัวพุ่มพวงสิ้นชีวี
เห็นใจแล้วหนอน้องแก้วดรรชนี
เห็น ใจว่ารักพี่แล้วดรรชนีน้องนาง


ดรรชนี ไฉไล
ความรักจึงทำให้นิ้วต้องขาดกลาง
เพราะรักผัวยอมมอบตัวทุกอย่าง
ถึงชีพจะวายวางน้องนางก็ยังยอม
ผัวเจ้าสิ้นพิศวาสคลายคืน
แต่งงานกับหญิงอื่นทิ้งนางขม ขื่นตรมตรอม
อยู่สงขลากินน้ำตาเสียผ่ายผอม
แอบตัวอยู่ในห้องของพยอมพงไพร


**ดรรชนี เอ๋ย ดรรชนี นามนี้พี่จะขอจำเจ้าจนตาย
เพราะรักผัวยอมตัดนิ้วน้องใส่
มาในโหลดองเพื่อเป็นของขวัญวันวิวาห์
ซึ้งแล้วเจ้าเมื่อพี่เปิดโหลดู
ขนหัวพี่ลุกซู่ชูนิ้วน้องที่ส่งมา
ผัวใจเต้นพี่แทบเผ่นจากเตียงวิวาห์
ปากละเมอเพ้อหา น้องจ๋า น้องดรรชนี **
ดรรชนี ดรรชนี ดรรชนี ไฉไล
ดรรชนีไฉไล ดรรชนีไฉไล ดรรชนี ไฉ ไล..




---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by KiLiN on 19 Dec. 2003,08:34
16 ปีแห่งความหลัง เพลงยุคปลายของสุรพล 
สุรพลเอาเนื้อหาในชีวิตจริงมาร้องเป็นเพลง  แต่งเองร้องเอง และเป็นเรื่องจริงในชีวิตจริง จึงร้องได้อารมณ์ น้ำเสียงที่ร้อง ทำนองของเพลง สื่อออกมาถึงความพลัดพราก ความไม่สมหวัง ความเศร้าอย่างกินใจมาก cry2.gif







สิบหกปีแห่งความหลัง

สุรพล สมบัติเจริญ



สิบหกปี แห่งความหลัง
ทั้งรักทั้งชังทั้งหวานและขมขื่น
สิบหกปีเหมือนสิบหกวัน
รักเอ๋ยช่างสั้นไม่ยั่งยืน
มีหวานมีชื่นมีขื่นมีขม

สิบหกปี ที่เธอและฉัน
ครองความรักกันสุขสันต์สุดเหลือข่ม
อุตส่าห์ถนอมน้ำใจกันมา
ไม่เคยนึกว่าจะมาระทม
กลายเป็นสวรรค์ล่ม
อกตรมกลัดหนอง

ไปดีเถิดนะพี่ขออวยพร
ให้เจ้าไปดี
ลืมสิบหกปีเสียเถิดนะน้อง
นึกว่าหลับฝันชั่วพลันเราตื่น
ลืมคืนเราสอง
ที่ครองความรักกันมาถึงสิบหกปี

..สิบหกปี แห่งความฝัน
ที่เธอและฉันจบเกมรักกัน เพียงนี้
สิบหกวันเหมือนสิบหกเดือน
สิบหกเดือนเหมือนสิบหกปี
พี่ตรมฤดีเพราะพี่ขาดเธอ..




---- ---- ---- ---- ---- ----



Posted by add on 27 Apr. 2004,02:12




น้ำค้างเดือนหก

คำร้อง สาโรจน์ ศรีสำแล(ไพบูลย์ บุตรขัน)
ทำนอง ไพบูลย์ บุตรขัน
ขับร้อง สุรพล สมบัติเจริญ
(บันทึกเสียงครั้งแรก 2503)




**น้ำค้างเดือนหกตกแล้ว
น้องเอย น้องแก้ว เจ้าไม่หนาวบ้างหรือไร
เมื่อไหร่จะหาเพื่อนมาช่วยจับคันไถ
รู้ตัวหรือเปล่าว่าใคร
คนหนึ่งชอบน้อง

น้ำค้างที่หยาดจากฟ้า
เหมือนเป็นสัญญาปรารถนาคู่รักครอง
หากพี่เสนอ แล้วเธอไม่ตอบสนอง
น้ำค้างคงเป็นน้ำคลอง
คู่ครองคงเป็นคู่จาง

ห้องจะกลายเป็นรังหนู
เรือนหอที่รอรักอยู่จะกลายเป็นเรือนร้าง
ข้าวที่มองเห็นอยู่เต็มฉาง
ก็เหมือนก้อนดินที่วางอยู่ตามท้องนา

น้ำค้างเดือนหกตกแล้ว
วับวาวเหมือนแก้ว
พรั่งพราวแพรวบนยอดหญ้าคา
แม่หยดน้ำค้าง รักนางขอปรารถนา
ถึงใครจะมองไร้ค่า พี่อยากได้มาไว้ครอง**



---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by add on 12 May 2004,23:36




หงส์ปีกหัก

คำร้อง - ทำนอง สุรพล สมบัติเจริญ
ขับร้อง  สุรพล สมบัติเจริญ
(บันทึกเสียงครั้งแรกปี พศ2505)



โอ้เจ้าหงส์ฟ้าเอย แสนงาม
เหตุไฉนถึงทรามทำตัวเย่อหยิ่งหนักหนา
อวดเป็นหงส์ทอง ลอยล่องฟ้า
เหยียดหยามปักษาพวกเดียวกันว่าต่ำเพียงดิน


ศักดิ์เจ้าเป็นหงส์ทอง โสภา
แต่สกุลนั้นหนาเจ้ามีค่าเพียงปักษิณ
อวดทะเยอทะยานเหิoลอยสูงเยี่ยมเมฆินทร์
เหยียดหยามชาวดิน
โบยบินข้ามหัวไม่กลัวเกรง


**อย่าหยิ่งนักเลยนะเจ้า พลาดพลั้งจะเหงา
ซบเซาเศร้าทรวงเอง
เพราะเจ้านั้นไม่กลัวเกรง
เหยียดหยามกันเองว่าเป็นปักษาที่ต่ำวงศ์


โอ้ เจ้าหงส์ฟ้าเอย โสภี
อย่าทนงนักซี คิดดูให้ดีนะหงส์
หากลมบนพัดพา ฝนฟ้ากระหน่ำเปียกองค์
พลาดท่าถลำลง
หงส์เอยปีกหักแล้วจะโทษใคร**



---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by add on 04 Jun. 2004,21:21






หัวใจผมว่าง

คำร้อง - ทำนอง สุรพล สมบัติเจริญ




หัวใจผมว่าง จะมีใครบ้าง จับจอง
เปิดโอกาสให้คุณครอบครอง
มาจับมาจองหัวใจผมได้
รับรองไม่เสียนายหน้าแป๊ะเจี๊ยะแต่อย่างใด
ให้คุณผู้หญิงมาจองไว้ แต่คุณผู้ชายผมห้ามจอง


หัวใจผมว่างเหมือนตึกที่สร้างไฉไล
หากมาจองกันช้าไปคุณจะเสียใจที่ไม่ได้ห้อง
หากคุณมาช้าคนอื่นเขาคว้าใจผมไปครอง
ถ้าหากคุณพลาดการเป็นเจ้าของ
แล้วคุณจะต้อง เสียดาย


**ถ้าหากคุณจอง รับรองเมื่อไหร่เมื่อนั้น
ผมบริการรับใช้มิได้แหนงหน่าย
ยามกินจะป้อน ยามร้อนจะพัดให้
คุณเมื่อยคุณปวดผมนวดยังไหว
ให้คุณเป็นนายใจผม


หัวใจผมว่างให้คุณมานั่งบงการ
ให้คุณชี้นิ้วใช้งาน แล้วแต่คุณนั้นจะขู่หรือข่ม
ผมขอรับใช้อยู่กับคุณนายที่ผมนิยม
ถ้าหากคุณเห็นเหมาะสม
มาจองใจผมเป็นของคุณ**



---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by add on 07 Jun. 2004,21:43






เป็นโสดทำไม

คำร้อง - ทำนอง  พยงค์ มุกดา
ขับร้อง -  สุรพล  สมบัติเจริญ
(บันทึกเสียงครั้งแรกปี 2505)



**เป็นโสดทำไม
อยู่ไป ให้เศร้าเหงาทรวง
ไม่คิดจะหาคู่ควง
เดี๋ยวจะล่วงพ้นวัยไปเปล่า
เกิดมาเดียวดาย
จะตายเพราะความเหงาเศร้า
แต่งงานกันเสียเถอะเรา
อยู่ว่างเปล่าไม่มีอะไร


เป็นโสดทำไม
เปลี่ยวใจในยามร้อนรน
ควรหาคนรักสักคน
ไว้เปรอปรน ช่วยพัดวีให้
เมื่อเข้าหน้าฝน
มีคนคู่เคียงชิดใกล้
หน้าหนาวกระแซะเข้าไป
กอดกันให้ ผ้าห่มอิจฉา


เป็นโสดทำไม
ใคร ใครที่เขารักกัน
สุขศรีอยู่ทุกวี่วัน
หอมแก้มกันหวานมันเป็นบ้า
เจ็บป่วยจาบัลย์
ป้อนน้ำข้าวกันเห็นหน้า
มีลูกแทนหูแทนตา
ได้ชื่อว่ารักชาติชูเชิด


เป็นโสดทำไม
ตายไป เจอะยมบาล
ท่านรู้ ว่าไม่แต่งงาน
เดี๋ยวจะพาล ไม่ให้มาเกิด
เกิดมาทำไม
ไม่หาสุขอันล้ำเลิศ
เกิดมาอย่าเสียชาติเกิด
แต่งงานเถิดคุณหนุ่มคุณสาว**



---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by add on 27 Sep. 2004,00:08






คนหัวล้าน

คำร้อง - ทำนอง - สุรพล สมบัติเจริญ
ขับร้อง - สุรพล สมบัติเจริญ



อย่าเพิ่งด่าว่าคนหัวล้าน
อย่าเพิ่งประจานว่าคนหัวล้านไม่ดี
ล้านบางคนถึงกับเป็นเศรษฐี
ล้านมั่งล้านมีที่ดีมีมากมาย


ผมจะกล่าวเล่าให้ท่านฟัง
ถ้าล้านหน้าล้านหลังเขาเรียกว่าล้านผู้ใหญ่
ถ้าเว้าหน้าหน่อยเขาเรียกว่าล้านรอยควาย
พอเดินผ่านมาเห็นแต่ไกลมันไฉไลชวนมอง


บางท่านล้านเหมือนดั่งขุนช้าง
เขาเรียกว่าล้านมีสตางค์ฝูงชนนิยมยกย่อง
ล้านมีเสน่ห์ดูแล้วเก๋ชวนมอง
เขาเรียกว่าล้านเงินทองหรือล้านครองความมั่งมี


ถ้าล้านอย่างไอ้ที่ตรงกลางหัวแดง
เขาเรียกชะโดตีแปลงล้านนี้กำแหงเหลือที
พูดเรื่องหัวล้านนี่สุดจะสรรมากมี
ถ้าล้านอย่างผมนี่มันหล่อดีนะคุณ



---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by anukul2495 on 18 Apr. 2005,02:59
ได้รับทราบข้อมูลจากท่านต่าง ๆ ที่ได้แสดงมาแล้ว น่าทึ่งมาเกี่ยวกับครูสุรพล   ผมเคยได้รับทราบจากเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งเล่าว่า เพลงทพ"หรีดรัก" ที่คุณสุเทพ หรือคุณนริศ อารีย์ ร้องนั้นเป็นบทเพลงที่แต่งโดยครูสรุพล สมบัติเจริญ เมื่อสมัยที่ยังไม่มีชื่อเสียง จริงหรือไม่ใครทราบบ้างช่วยยืนยันด้วยครับ

อ๊อด
Posted by add on 18 Apr. 2005,06:14
สวัสดีค่ะ คุณ anukul2495

      ดิฉันก็ไม่ทราบมาก่อนเหมือนกันว่า เพลง หรีดรักนั้น สุรพล สมบัติเจริญเป็นคนแต่ง จนกระทั่ง คุณคิลิน ได้มาโพสเพลงนี้ไว้ และบอกชื่อคนแต่งคำร้อง  เขาแต่งเพลงเศร้าได้ดีพอๆกับที่เขาแต่งเพลงตลกๆได้ถูกใจผู้ฟังนะคะ  thumbsup.gif

      < เพลงหรีดรัก >
Posted by add on 29 Apr. 2005,03:23






สาวหน้าฝน 

คำร้อง - ทำนอง สุรพล สมบัติเจริญ
ขับร้อง - สุรพล สมบัติเจริญ




**สาวเอยแม่สาวสมัยใหม่
แต่งตัวแล้วจะไปไหนกันหนอเธอ
ดูซิเออเอ้อเฮอสวยดี

สงสัยว่าจะไปหาแฟน
ยิ้มแป้นออกมาคอยแท็กซี่
เขียนคิ้วเสียโก่งเชียวหนอนงราม
แต้มไฝเม็ดงามระหว่างคิ้วพอดี....

ยืนคอยตั้งนานรถไม่ผ่านสักที
เหงื่อกาฬไหลตก
เลยหยิบกระจกออกมาดู
โธ่เอ๋ย คิ้วกูมันชักจะต่ำลงทุกที....

แหงนมองดูฟ้าแล้วทำท่าไม่ค่อยดี
เมฆฝนลมบนพัดมาเอาละว้าเอาละซี
เปียกแน่แล้วเราคราวนี้จะทำยังไง
ยิ่งคอยคอยไปรถไม่มาก็สักที

คอยรถ ตุ๊กๆหรือมันก็ไม่เห็นมี
กลับบ้าน ไม่ทันผัวคงพาลทุบตี
แหงนมองดูฟ้าแล้วแม่ก็ทำหน้านิ่ว
วิ่งหนีตัวปลิวกลัวขนคิ้วจะไม่มี**



---- ---- ---- ---- ---- ----
 


Posted by น.ส. บูรพา on 20 Feb. 2006,16:42
สุรพล สมบัติเจริญ
เกิดวันที่   25 กันยายน พ.ศ. 2473
อ้างอิงจาก < http://www.tapeburapa.com/kunpolopleng.htm >


จิตร ภูมิศักดิ์
เกิดวันที่   25 กันยายน พ.ศ. 2473
อ้างอิงจาก < http://members.thai.net/wanyong/jitt.htm >


ไม่มีอะไร แค่เอามาให้ดู
เกิดวันเดียวกัน ปีเดียวกัน สุดยอดทั้งคู่ เคยถูกขังทั้งคู่
มีอารมณ์ศิลปินทั้งคู่
Posted by KiLiN on 20 Feb. 2006,21:04
ขอบคุณครับ flo_1.gif ไม่ได้สังเกตเลยครับ
Posted by ปักเป้า on 01 May 2006,04:32
a3.gif ใครฆ่า สุรพล .............
         ตายฟรีเช่นนั้นหรือ.......
         ตำรวจสมัยนั้นไร้ฝีมือหรือเบี้ยว..
        ใครฆ่า สุรพล ...ใครฆ่า สุรพล ...ใครฆ่า สุรพล ...   tears.gif
Posted by น.ส. บูรพา on 23 Jun. 2006,18:16
อ้างถึง (น.ส. บูรพา @ 20 กพ. 2006,02:42)
สุรพล สมบัติเจริญ
เกิดวันที่  25 กันยายน พ.ศ. 2473
อ้างอิงจาก < http://www.tapeburapa.com/kunpolopleng.htm >


จิตร ภูมิศักดิ์
เกิดวันที่  25 กันยายน พ.ศ. 2473
อ้างอิงจาก < http://members.thai.net/wanyong/jitt.htm >


ไม่มีอะไร แค่เอามาให้ดู
เกิดวันเดียวกัน ปีเดียวกัน สุดยอดทั้งคู่ เคยถูกขังทั้งคู่
มีอารมณ์ศิลปินทั้งคู่

คาร์ล มาร์กซ
เกิด  วันที่ 5 พ.ค. 2361
อ้างอิงจาก
< http://th.wikipedia.org/wiki....0%B8%8B >

จิตร ภูมิศักดิ์
เสียชีวิต วันที่ 5 พ.ค. 2509
อ้างอิงจาก
< http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W4368531/W4368531.html >


ไม่มีอะไร แค่เอามาให้ดู
วันคล้ายวันเกิดของมาร์กซ เป็นวันเสียชีวิตของคุณจิตร
Posted by KiLiN on 24 Jun. 2006,10:31
อืมม...นับว่าคุณ น.ส. บูรพา ช่างสังเกตมากนะครับ  winkthumb.gif
Posted by KiLiN on 17 Aug. 2007,00:02
ครบรอบวันตายของอดีตราชาเพลงลูกทุ่ง  16 สิงหาคม 2511 เลยเอาเพลงสุดท้ายที่เขาร้องก่อนตายมาโพสต์ไว้  16 ปีแห่งความหลัง ที่มีเนื้อหาในชีวิตจริงมาร้องเป็นเพลง  แต่งเองร้องเอง และเป็นเรื่องจริงในชีวิตจริง จึงร้องได้อารมณ์ น้ำเสียงที่ร้อง ทำนองของเพลง สื่อออกมาถึงความพลัดพราก ความไม่สมหวัง ความเศร้าอย่างกินใจมาก cry2.gif




สิบหกปีแห่งความหลัง

สุรพล สมบัติเจริญ



สิบหกปี แห่งความหลัง
ทั้งรักทั้งชังทั้งหวานและขมขื่น
สิบหกปีเหมือนสิบหกวัน
รักเอ๋ยช่างสั้นไม่ยั่งยืน
มีหวานมีชื่นมีขื่นมีขม

สิบหกปี ที่เธอและฉัน
ครองความรักกันสุขสันต์สุดเหลือข่ม
อุตส่าห์ถนอมน้ำใจกันมา
ไม่เคยนึกว่าจะมาระทม
กลายเป็นสวรรค์ล่ม
อกตรมกลัดหนอง

ไปดีเถิดนะพี่ขออวยพร
ให้เจ้าไปดี
ลืมสิบหกปีเสียเถิดนะน้อง
นึกว่าหลับฝันชั่วพลันเราตื่น
ลืมคืนเราสอง
ที่ครองความรักกันมาถึงสิบหกปี

..สิบหกปี แห่งความฝัน
ที่เธอและฉันจบเกมรักกัน เพียงนี้
สิบหกวันเหมือนสิบหกเดือน
สิบหกเดือนเหมือนสิบหกปี
พี่ตรมฤดีเพราะพี่ขาดเธอ..



---- ---- ---- ---- ---- ----



Posted by KiLiN on 19 Aug. 2007,09:27
มีเพลงเก่าๆที่เคยชอบอยากจะโพสต์  ฟังเพลงเก่าๆ  ทำนองเก่าๆของวันวาน ให้นึกถึงเรื่องเมื่อวันวานที่ผ่านไป  เมื่อผ่านไปแล้วก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ดุจดังร่องรอยตามชายหาดที่เราเหยียบย่ำไป  เมื่อน้ำทะเลซัดผ่านร่องรอยนั้นก็กลืนหายไปในทะเล เหมือนไม่เคยมีร่องรอยนั้นอยู่   กาลเวลาจึงกัดและกลืนกินสรรพสิ่ง   เรื่องเมื่อวันวานเมื่อมาถึงวันนี้   ทุกสิ่งกลายเป็นความว่างไปแล้ว cry2.gif




หอมหน่อย

สุรพล สมบัติเจริญ


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


หอมหน่อยจะได้ไหม  
อย่ามัวคิดเหนียมอายไปเลยน้องเอยขอหอมหน่อย  
หอมเบาๆมิให้แก้มเจ้าเป็นรอย
พี่ขอหอมเพียงค่อยๆ รับรองว่ารอยไม่มี

หอมนิดเถิดหนานวลน้อง  
พี่ขอร้องได้ไหมน้องเอยอย่าอายหน้าพี่  
หอมนิดเดียวอย่าเหนียวให้มากนักสิ  
เอียงสิเอียงแก้มให้พี่รับรองไม่มีใครเขามอง

หรือว่าเธอมีเจ้าของหอมแล้ว  
อยากรู้นักน้องแก้วว่าใครเขาเป็นเจ้าของ  
แม้นหากไม่มี พี่ขอสมัครจับจอง  
เปิดอกบอกหน่อยเถิดน้องเจ้าของมีแล้วหรือยัง

* หอมหน่อยได้ไหมแม่สาว  
โปรดอุทิศแก้มขาวให้พี่ได้หอมสักครั้ง  
ถึงจะเป็นตายไม่ยอมแหนงหน่ายจากนาง  
ได้หอมน้องเพียงสักครั้ง  ถึงตายก็ยังไม่ลืมหอมเลย *

(ซ้ำ *)


---- ---- ---- ---- ---- ----



Posted by KiLiN on 20 Aug. 2007,11:29



ผู้แพ้รัก

สุรพล สมบัติเจริญ


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


รักเอ๋ย...ดูหรือใยไม่น่าเลยหนอ
หลงรักเขาเฝ้ารอ รักเพิ่งชูช่อกลับพังสลาย
เพียงเจ้าเห็นว่าเขาร่ำรวยซ้ำมีเงินมากมาย
น้องจึงกลายแปรคู่ ดูหรือดูน้ำใจของนาง

เจ้ามาจากจรทิ้งให้พี่นอนฝันค้าง
คอยแม่นางจนฟ้ารุ่งสางด้วยใจซื่อ


* น้องเอ๋ย...ลืมแล้วหรือรักเก่าเราสอง
ไหนว่าน้องรักพี่  มิมีเป็นอื่น  ลืมแล้วหรือ..
ส่วนพี่นั้นยังจำไม่ลืม  รักยังคงดูดดื่ม
เพราะพี่เป็นคนซื่อยึดถือรักเป็นอมตะครอง

พี่เป็นผู้แพ้ เพราะพี่ยากจนเงินทอง
จึงสูญน้องเพราะไร้เงินทองเอาไปแต่ง *

(ซ้ำ *)


---- ---- ---- ---- ---- ----



Posted by KiLiN on 21 Aug. 2007,08:08



สาบานรัก

สุรพล สมบัติเจริญ


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


ฆ่าพี่เสียเถิดอย่าหาว่าพี่ท้าทาย
ให้พี่มันตายเสียจากยุพิน
อยู่ไปขายหน้าชาวฟ้าชาวดิน  
สูญสิ้นศักดิ์ศรีเพราะมีคู่แข่งแย่งรักไปครอง

ฆ่าพี่เสียเถิดอย่าหาว่าพี่ท้าทาย
พี่หมดความหมายเสียแล้วน้อง
ความจนขวางกั้นบั่นรักเราสอง
สุดปองสุดคว้าน้องเป็นดอกฟ้าพี่เป็นดอกดิน

น้องเอยพี่ขอลา  พี่ต้องขอลาแล้วยุพิน
สกุลของพี่ต่ำเพียงดิน  ไม่ควรถวิลเจ้ามาครอง
น้องสูงดังดอกฟ้า  พี่เป็นดอกหญ้าหรือจะเทียบน้อง
เปรียบดังกระต่ายที่หมายปอง  จ้องมองจันทร์

พี่ขอหลั่งน้ำตาจนหยุดสุดท้ายให้จอมขวัญ
เพื่อตอบแทนของกำนัล  ในวันวิวาห์แม่นาง
ขอให้น้องมีสุข  อย่าได้มีทุกข์เข้ามาเคียงข้าง
ส่วนพี่นี้ขอแยกทาง  ทนระทมแต่ผู้เดียว

สิ่งเอยศักดิ์สิทธิ์โปรดจงมาเป็นพยาน
หญิงอื่นหมื่นพันพี่จะไม่เกี่ยว
พี่ขอเป็นทาสพิศสวาทแม่นางคนเดียว
ไม่เกี่ยวไม่ข้องหญิงใดในท้องทั่วปฐพี


---- ---- ---- ---- ---- ----



Posted by KiLiN on 22 Aug. 2007,09:43



น้ำตาจ่าโท

สุรพล สมบัติเจริญ




สิ้นสุดกันที ไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน
เท่านี้ก็สาแก่ใจ ซาบซึ้งทรวงในอกเรา
โบราณท่านว่า บรรดาช้างสารงูเห่า
อีกทั้งข้าเก่าเมียรัก ท่านเปรียบไว้นัก อย่าได้วางใจ

เช่นดั่งตัวผม ต้องตรมดวงใจสุดถอน
เมียรักที่เคยกอดนอน ต้องมาหนีจรจากไป
ลืมผัวทิ้งลูก ปลูกฝังคิดคบชู้ใหม่
เมียเอ๋ยช่างเลวเหลือร้าย ผีป่าหรือไร สิงใจแม่นาง

..ลืม น้ำพริกผักจิ้มไตปลา
เจ้าลืมแม้กลิ่นปลาร้า เจ้าลืมกระทั่งปลาย่าง
เจ้าไม่ถวิล จึงโบยบินคิดติดปีกหาง
อำลาผัวไปไกลห่าง ทิ้งลูกร้องครางจนแทบขาดใจ

..สิ้นสุดกันเถิดหนา แม่นางโมราใจสอง
ชาตินี้ไม่ขอใฝ่ปอง ให้มามัวหมองต่อไป
สงสารแต่ลูก เฝ้าแต่คร่ำครวญร้องไห้
ลูกเอ๋ยแม่จากเจ้าไป พ่อยังเลี้ยงได้นะลูกยา

..ถึงแม้พ่อมียศจ่าโท สองบั้งไม่ใหญ่ไม่โต
เจ้าไม่ต้องกลัวน้อยหน้า
พ่อจะส่งเสียให้เจ้าได้รับการศึกษา
ต่อไปในภายภาคหน้า เจ้าจะได้มีวิชาติดตัว

สิ้นชาติขาดกัน ตั้งแต่วันนี้เถิดหนา
นางหญิงใจทรามชั่วช้า เยี่ยงนางโมรา ฆ่าผัว
ไม่เคยนึกอิ่ม ชอบชิมรสกามเมามัว
จนลืมรักลูกรักผัว
..น้ำใจแสนชั่ว ผัวเดียวไม่พอ...


---- ---- ---- ---- ---- ----



Posted by KiLiN on 23 Aug. 2007,08:08



น้ำตาเมียหลวง
คำร้อง/ทำนอง : สุรพล สมบัติเจริญ
ขับร้อง : ผ่องศรี วรนุช




คุณเห็นดีแล้วหรือคุณเจ้าขา
ที่คุณนำเมียน้อยมา
บูชาเหนือเมียและลูก
คุณทำอย่างนี้ คิดหรือว่าคุณทำถูก
คุณไม่รักเมียรักลูก
สิ้นความพันผูกลูกน้อยตาดำ ๆ

คุณเห็นดีแล้วหรือจึงไม่คิด
คุณลืมคู่ร่วมชีวิต
ครั้งเคยยากไร้ต้อยต่ำ
ทบทวนหน่อยซิ
อย่าเห็นว่าฉันพูดพร่ำ
เมื่อครั้งที่คุณต้อยต่ำ
คุณเคยระกำมากับใคร

*อยู่กินกันมา น้ำตาน้องไม่เคยตก
พี่มาตบตีต่อยชก
น้องหรือจะทนพี่ไหว
น้ำพริกถ้วยเก่า
บัดนี้สิ้นรสหรือไร
คุณจึงไม่พึงพอใจ
จึงหาคนใหม่เข้ามาขัดขวาง

ผัวจ๋าสงสารลูกเมียสักนิด
อย่าเพลินหลงเดินทางผิด
คิดถึงลูกและเมียบ้าง
ลืมตาสักนิด
อย่าหลงเมียน้อยแนบข้าง
อย่าทิ้งลูกเมียไกลห่าง
เห็นใจเมียบ้างเถิดผัวเอย*

(ซ้ำ*)


---- ---- ---- ---- ---- ----



Posted by KiLiN on 25 Aug. 2007,08:24



น้ำตาผัว

สุรพล สมบัติเจริญ


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


เมียจ๋า หันหลังฟังผัวสักนิด
ที่ผัวหลงเดินทางผิด
คิดชั่วปลีกตัวเหินห่าง
ผัวช่างเลวร้าย ทำลายรักไปนอกทาง
หลงควงเมียน้อยแนบข้าง
ผัวไม่ควรสร้างให้หมางใจเมีย

ฟังเสียงเมียร้อง รำพันเบื้องหลัง
เจ็บในหัวใจผัวจัง
พลั้งผิดจิตใจระเหี่ย
ผิดไปแล้วหนา ย้อนมาขอโทษกับเมีย
หมดแรงเหมือนคนง่อยเปลี้ย
เฝ้าคิดถึงเมียที่ดีแสนดี

ร้อย ชู้หรือจะสู้เมียตน
หญิงอื่น หมื่นคนหรือจะสู้ เมียพี่
น้ำพริกถ้วยเก่า
ปลาร้าปลาเจ่าผักดองของดี
ผัวไม่เคยเบือนหนี
ยังรักเมียพี่ท่วมล้นดวงใจ

ผัวรู้ตัวแล้ว เมื่อผัวผิดหวัง
เมียจ๋าลืมผัวหรือยัง
พลั้งพลาดอกตรมหมองไหม้
พี่ติดตามหา เมียจ๋าอย่าหนีห่างไกล
กลับมาตั้งต้นกันใหม่
ที่แล้วแล้วไป อภัยผัวเถิด...


---- ---- ---- ---- ---- ----



Posted by KiLiN on 26 Aug. 2007,19:30



ลืมไม่ลง
คำร้อง/ทำนอง : สำเนียง ม่วงทอง
ขับร้อง : สุรพล สมบัติเจริญ
(บันทึกแผ่นเสียงเป็นครั้งแรก  ในราวปี พ.ศ.2501)



 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 


ไม่ลืม ไม่ลืม ไม่เลือน เหมือนเดือนคู่ฟ้า
ไม่ลืมรสรักที่เคยฝากฝัง
ไม่ลืมความหลังที่เคยผ่านมา
จวบจนชีวาสิ้น ก็ไม่ลืม

ไม่ลืม ไม่ลืม ไม่ลืม ไม่ลืม ไม่ลืม

ไม่ลืม ไม่เลือน ชั่วเดือนและปี
ไม่ลืมรักเราที่เคยสุขสันต์
ไม่ลืมความฝันเมื่อครั้งก่อนนี้
กี่เดือนกี่ปี ฉันก็ไม่ลืม

ไม่ลืม ไม่ลืม ไม่ลืม ไม่ลืม ไม่ลืม

ขอเพียงแต่เธออย่าเผลอลืมก่อน
ฉันนั้นแน่นอนไม่เคยจะลืม
ยังจำรสหวาน อันซึ้งซ่านใจ
ไม่เคยแหนงหน่าย เปลี่ยนใจหลงลืม
ดูดดื่มเพียงนี้ หรือพี่จะลืม

ไม่ลืม ไม่ลืม ไม่ลืม ไม่ลืม ไม่ลืมไม่ลืม ไม่ลืม

ไม่ลืม ไม่ลืมสัญญาที่เคยผูกพัน
ว่าเราสองคน จะครองมั่นหมาย
กอดคอกันตาย ไม่คลายจากกัน
ตราบสิ้นชีวิน ฉันก็ไม่ลืม

ไม่ลืม ไม่ลืม ไม่ลืม ไม่ลืม ไม่ลืม ไม่ลืม


---- ---- ---- ---- ---- ----



Posted by KiLiN on 27 Aug. 2007,19:41



ไหนว่าไม่ลืม
คำร้อง/ทำนอง : สำเนียง ม่วงทอง
ขับร้อง : ผ่องศรี วรนุช
(บันทึกแผ่นเสียงครั้งแรก เมื่อพ.ศ.2502)





























src=mms://streaming5.trueworld.net/StreamingODAudio/319/20050901023611877319_ND.wma
rate=1
balance=0
currentPosition=0
playCount=10
autoStart=0
loop=0
currentMarker=0
invokeURLs=-1
volume=100
mute=0
uiMode=full
stretchToFit=0
windowlessVideo=0
enabled=-1
enableContextMenu=0
fullScreen=0
SAMIStyle
SAMILang
SAMIFilename
captioningID
enableErrorDialogs=0
_cx=7938
_cy=6482
width=220
height=64>



ไหนว่าไม่ลืม
ไม่ลืมไม่เลือนเหมือนเดือนคู่ฟ้า
ไม่ทันแสงเดือนจะเลือนหรี่คล้อย
ไม่ทันเมฆน้อยจะคล้อยผ่านตา
ไม่ทันตะวันลับฟ้าก็ลืม
(ผู้ชายนะโธ่ผู้ชาย..ไม่ทันเท่าไหร่ก็ลืม)


ไหนว่าไม่ลืม
ไม่ลืมไม่เลือนชั่วเดือนแหละปี
ไม่จริงเหมือนคำพูดเลยสักครั้ง
ไม่จริงเหมือนดังพูดเลยสักที
ไม่ทันถึงปีแล้วพี่ก็ลืม
(ไม่ทันถึงปีก็ลืม)


น้ำคำผู้ชายพูดง่ายฟังยาก
(ผู้ชายนะโธ่ผู้ชาย)
พูดจาซ้ำซากปากว่าไม่ลืม
(ปากว่าไม่ลืม..ไม่ลืม)
พอมีรักสองมาครองอกเขา
ก็พลันทิ้งเราเปลี่ยนใจหลงลืม
นี่แหละนิสัยผู้ชายชอบลืม
(ผู้ชายนะโธ่ผู้ชายไม่ทันเท่าไหร่ก็ลืม)


ไหนว่าไม่ลืม
ไม่ลืมสัญญาที่เคยผูกพัน
จะเอาแน่นอนอะไรกับเขา
เมื่อยามใกล้เราก็ทำปากหวาน
พูดพร่ำรำพันว่าจะไม่ลืม
ผู้ชายนะโธ่ผู้ชาย
(ไม่ทันเท่าไหร่ก็ลืม)
ผู้ชายนะโธ่ผู้ชาย
(ไม่ทันเท่าไหร่ก็ลืม)
ผู้ชายนะโธ่ผู้ชาย
(ไม่ทันเท่าไหร่ก็ลืม)

ไหน..ว่า..ไม่ลืม...


---- ---- ---- ---- ---- ----



Posted by KiLiN on 28 Aug. 2007,21:28
มีเพลงอยู่เพลงหนึ่ง  สุรพลแต่งให้สุเทพ วงศ์กำแหงร้อง  เป็นเพลงลูกกรุง  คำร้อง-ทำนอง-และความหมายดี  เป็นเพลงที่ผมชอบเพลงหนึ่ง  เมื่อก่อนร้องให้ตนเองฟังบ่อยๆ  ออกเศร้าๆ cry2.gif





หรีดรัก
คำร้อง/ทำนอง : สุรพล สมบัติเจริญ
ขับร้อง : สุเทพ  วงศ์กำแหง
(บันทึกแผ่นเสียงครั้งแรก เมื่อพ.ศ.2499)


เห็นพวงหรีดรักที่วางบนหลุมฝังเจ้า
โธ่เอ๋ยไยเล่าเจ้ามาด่วนหนี
จากไปชั่วกัลป์ ร้อยวัน หมื่นปี
เจ้าจากไปชาตินี้มิมีวันที่จะกลับได้

แสงเดือนเลือนลับแลเห็นดวงเทียน และธูป
หัวใจเย็นวูบอารมณ์หวั่นไหว
กอดเนินที่ฝัง น้ำตาหลั่งไหล
สุดระทมหมองไหม้ฤทัยแทบขาดรอน

* ดึกดื่นค่อนคืน เรไรร่ำร้อง
น้ำตาอาบนอง เปียกหมอน
หลับตา ครั้งใดยังให้อาวรณ์
เห็นหรีด อนุสรณ์ บนหลุมฝังนั่น

** ขออธิษฐานให้ดวงวิญญาณของเจ้า
จงลอยไปเข้าสู่สรวงสวรรค์
ชาติหน้ามีจริง แล้วค่อยเจอะกัน
สุขจนชั่วนิรันดร์พบกันทุกชาติเอย

(*, **)







Posted by KiLiN on 29 Aug. 2007,10:42
ไหนว่าจะจำ..ต้นฉบับของแท้ดั้งเดิม..

หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า  เพลง"ไหนว่าจะจำ"ที่ดิอิมพอสซิเบิ้ลนำไปร้องจนโด่งดังเมื่อหลายปีก่อนนั้น  สุรพลเป็นคนขับร้องมาก่อนแล้วนานหลายปี




ไหนว่าจะจำ
คำร้อง/ทำนอง : พยงค์ มุกดา
ขับร้อง : สุรพล สมบัติเจริญ





























src=http://www.rimpingfunds.com/writing/song/8/05.wma
rate=1
balance=0
currentPosition=0
playCount=10
autoStart=0
loop=0
currentMarker=0
invokeURLs=-1
volume=100
mute=0
uiMode=full
stretchToFit=0
windowlessVideo=0
enabled=-1
enableContextMenu=0
fullScreen=0
SAMIStyle
SAMILang
SAMIFilename
captioningID
enableErrorDialogs=0
_cx=7938
_cy=6482
width=220
height=64>


ไหนว่า-จะจำ (จะจำแล้วไงไม่จำ)
พี่เชื่อถ้อยคำแม้จำติดใจ
ไม่ลืม (มิลืมไม่ลืม)
ให้จำคืนหนึ่งคืนนั้น สวรรค์อันเคยดูดดื่ม
แล้วใครที่ลืมถ้อยคำ (ไหนเธอว่าจงจดจำ)
ไหนว่าจะจำ (พี่ยังฝังใจจดจำ)
พี่เฝ้าเก็บงำหัวใจให้เธอผู้เดียว (รักเธอผู้เดียว)
จะมีนางอื่นหมื่นแสน ทอดแขนพี่ยังไม่เกี่ยว
รักเดียวพี่จึงจดจำ (รักจริงจึงจำ)

* จำไว้ (คำนี้พี่จำได้)
ก็ใยหัวใจเจ้าจึงไม่เคร่ง (หัวใจไม่เคร่ง)
สัญญากับพี่เอง สาบานกับพี่เอง
พร้อมใจให้พี่เอง แล้วมาข่มเหงให้พี่ช้ำ
ไหนว่าจะจำ (จะจำแล้วไงไม่จำ)
แต่เจ้ากลับคำหัวใจไม่จำ ไม่จริง (หัวใจไม่จริง)
ช่างลวงช่างหลอกยอกย้อน ดังน้ำใบบอนกลอกกลิ้ง
น้ำใจไม่จริงอย่างคำ (โถใจไม่จำ)*

(ดนตรี)
ไหนว่าจะจำ (จะจำแล้วไงไม่จำ)
แต่เจ้ากลับคำหัวใจไม่จำไม่จริง (หัวใจไม่จริง)
ช่างลวงช่างหลอกยอกย้อน ดังน้ำใบบอนกลอกกลิ้ง
น้ำใจไม่จริงอย่างคำ (โถใจไม่จำ)

(*)



Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard