Forum: ห้องบทกวี
Topic: ๏๏๏ นักเรียนโคลง ๏๏๏
started by: almitra

Posted by almitra on 13 Sep. 2003,05:44


… ๏๏๏ คารวะครูโคลง ๏๏๏…

๏ จอมปราชญ์ประพันธ์ถ้อย.....ฤ ชะรอยเกษมใจ
เริงร่ายกวีใด.......................อุระใคร่ขยายความ
๏ หมายซึ่งสนองตน..............อนุชนนิพนธ์ตาม
หากยากสิเพียรทาม..............และสิพร่ำประพันธ์สาส์น
๏ ลำบากและตรากตรำ...........ธุระนำประจักษ์นาน
สอนวิทยาการ.....................สรพันวิชามี
๏ ปราศผลเจริญเอื้อ...............มิจะเบื่อละหน้าที่
เมตตาและปรานี...................บ มิพลั้งระทมเผย ๚


๏ จอมปราชญ์จารบทถ้อย.......ทบกวี
บังเกิดความสุนทรีย์...............กอปรเกื้อ
ปีติล่วงกรณีย์......................ใดยาก
มวลพิชญ์อาจเพียรเยื้อ*.........เสกสร้างดังใจ ๚

๏ ภาระอันหนักอึ้ง.................หลากปการ
หากมุ่งหมั่นเจือจาน...............ศิษย์รั้น
ลางคราวอาจยากนาน............เนื่องเสื่อม เจริญนา
เพียงจิตเมตตานั้น................ไป่พลั้งคำใด ๚ะ๛

 
..ขอสวัสดีอย่างเป็นทางการค่ะ ..
Posted by almitra on 13 Sep. 2003,05:48
....๑...

๏ โทสี่เอกเจ็ดนั้น.................พึงจำ
สัมผัสรับส่งคำ.....................คู่คล้อง
อรรถรสบทความนำ...............เขียนสื่อ
วางเอกแม่นโทต้อง...............อย่าได้ลืมหลง ๚

....๒...


๏ บาทหนึ่งวางเอกใกล้-..........โทเสมอ
ตำแหน่งคำอย่าเผลอ..............สี่ห้า
เอกโทอาจนำเสนอ................สลับที่  กันแฮ
เสียงจบจักเหมาะถ้า...............ต่อด้วยสามัญ ๚

....๓...

๏ บาทสองวางเอกให้.............ตามผัง
คำที่สองเป็นดัง....................ว่าไว้
จบวรรคแรกเสียงยัง................พ้องบาท-  หนึ่งเฮย
วรรคที่สองเอกให้..................อยู่หน้าเสียงโท ๚

....๔...

๏ บาทสามเอกนั้นอยู่.............คำสาม
เสียงวรรคแรกตรองตาม...........ถี่ถ้วน
คล้องจองบาทสองยาม...........จบวรรค-  แรกนา
อีกวรรคหนึ่งเอกล้วน..............อยู่เบื้องอวสาน ๚

....๕...

๏ บาทสี่มีเอกตั้ง..................ตรงคำ-  สองเฮย
ท้ายวรรคหนึ่งพึงกำ-.............หนดได้
เสียงโทคู่ควรนำ...................ปรากฏ
อีกวรรคหนึ่งควรใช้................เอกตั้งก่อนโท ๚

....๖...

๏ วรรคสองบาทสี่นั้น..............เคยสดับ  มาแฮ
เอกก่อนโทเสียงรับ................ส่งให้
สองคำอีกพึงจับ-..................จบบาท
สุดวรรคสองอย่าได้................ผิดเพี้ยนแผกวรรณ-  ยุกต์เอย ๚

....๗...

๏ สร้อยโคลงจงอย่าใช้............เจตนัง
อาจอยู่บาทหนึ่งยัง.................ต่อท้าย
บาทสามสุดวรรคสัง-...............เกตใส่-  สร้อยเฮย
บาทที่สี่โยกย้าย....................ต่อท้ายอีกสอง  บารนี ๚

....๘...

....โบราณสอนเรื่องสร้อย-........โคลงมา
ตำแหน่งบาทพิจารณา.............ใส่บ้าง
หากใครไม่นำพา....................หาผิด-  ใดเอย
ปราศจากสร้อยอวดอ้าง............ใช่สิ้นความสลวย ฯ

....๙...

....คำตายสามารถใช้...............แทนเอก
แม่กก กด กบ  เฉก.................เช่นนั้น
วางตามกฎเกณฑ์เสก-.............ฉันทลักษณ์  เหมาะแล
ผิดเอกผิดโทปรั้น*..................เปรียบไร้โคลงงาม ฯ

....๑๐...

๏ จังหวะ...บาทแรกนั้น............สองนำ-  สามแล
บาทที่สอง...อย่าถลำ..............พลาดพลั้ง
บาทสาม...ดั่งคงฉมำ*.............สองอีก  สามเฮย
บาทที่สี่...ยับยั้ง.....................อ่านได้สามสอง ๚

....๑๑...

๏ ลัก...ลอบเลียนจากผู้...........คงเรียน
จำ...จดกำหนดเพียร...............สื่อบ้าง
คำ...สอนสั่งดุจเทียน..............ขจัดมืด-  มนฮา
ปราชญ์...เมตตาเสกสร้าง..........ศิษย์ให้หายเขลา ๚

....๑๒...

๏ บัง...เกิดความแช่มชื้น..........ยินดี
อาจ...สื่อความสุนทรีย์............ผ่องแผ้ว
เขียน...คัดอัศจรรย์มี..............ปรากฏ
โคลง...สื่อความส่อแล้ว...........หากเพี้ยนโปรดอภัย ๚ะ๛
Posted by KiLiN on 13 Sep. 2003,06:22
โห...ยินดีต้อนรับครับ คุณอัลมิตา toy19.gif
อย่างเยี่ยมเลยครับ  winkthumb.gif clap.gif
  again.gif  again.gif  again.gif
Posted by almitra on 13 Sep. 2003,09:50
สวัสดีค่ะ คุณเจ้าบ้าน ..ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ อัลมิตรากำลังฝึกหัดเขียนโคลงค่ะ ช่วยแนะนำด้วยนะคะ ...

… ๏๏๏ นักเรียนโคลง ๏๏๏…


๏ นักเลียนเขียนมั่วบ้าง.............บางกาล
ใช่แผกแปลกบุราณ.................จักโจ้*
วิสัยทัศน์อาจสื่อสาร.................เสมือนหนึ่ง  ปูเฮย
แม่ลูกเดินเร่โล้.......................โยกย้ายรายเรียง ๚

๏ นักลอกอาจเพ่งรู้..................ลักจำ
นักปราชญ์อาจอมพะนำ.............เนิ่นไว้
หวงแหนซึ่งรสคำ-...................ความลึก--  ลับแล
ขอลอกเลียนแบบใกล้...............ท่านผู้ครูโคลง ๚

๏ นักเลงโคลงไต่เต้า................ไป่รา-  มือเฮย
หลุมหล่มปลักอาจพา................อกลื้น*
พลัดตกอาจโศกา....................ใจบอบ-  ช้ำเฮย
เปรียบร่ำเรียนโคลงอื้น*.............มุ่งให้ครูสอน ๚

๏ นักเรียนกอบเก็จแก้ว.............คำกรอง
อันศิษย์หมายนบผอง-..............ปราชญ์ผู้
เจียมตนยิ่งยังตรอง..................ตามท่าน-  สอนนา
หวังเมื่อคราวรอบรู้...................จักได้ฉกาจตาม ๚

๏ นักเขียนเพียรร่ายร้อย............โคลงเผย
ดุจรากจักงอกเงย....................จากเหง้า
เปรียบหนึ่งหยดหมึกเคย...........จารบท-  โคลงนา
อาจเปลี่ยนจากมูลเค้า...............แปลกถ้อยแปลงสาร ๚

๏ นักโคลงจงข่มบึ้ง.................บางวัน
เพ่งคันฉ่องมองพลัน................ทั่วหน้า
น้อมรับผิดคราวบรร-.................พชนปราชญ์-  ติงเฮย
มิอวดตนกาจกล้า...................โอ่ด้วยถือดี ๚ะ๛
Posted by add on 13 Sep. 2003,21:12
ถึงคุณ almitra ค่ะ

     เขียนโคลงจนเก่งกล้า     นับถือ
   คนแต่งมีฝีมือ            เลิศล้ำ
   อดทนหมั่นฝึกปรือ         จนเก่ง แล้วนา
   ใครจักกล้ากรายกล้ำ        ร่ำร้องอาจารย์

     ข้าน้อยมิอาจกล้า        สั่งสอน
   ยังอ่อนด้านโคลงกลอน      ต่อถ้อย
   เขียนกันเล่นเป็นตอน        สนุก ใจนา
   แต่จักให้เรียงร้อย          เรื่องนั้นหวั่นใจ

     เขียนได้แค่นี้แหละค่ะ  blush.gif
     รออ่านของคุณ  almitra อีกค่ะ เขียนเก่งจัง  again.gif
Posted by นกกะปูด on 14 Sep. 2003,00:13
๑ นกกะปูดเจื่อยแจ้ว........... จำเรียง
ริอ่านหัดออกเสียง..............  จึ่งเศร้า
ปูดปูด!" พูดสำเนียง............ เพียงแค่ นี้นา
ฝีปากมิอาจก้าว.................   กล้าเทียบ แต่งโคลง

ohman.gif ohman.gif ohman.gif ohman.gif
Posted by almitra on 14 Sep. 2003,09:50
...แด่เธอผู้เดียวดาย...

๏ สองบ่าคราพรั่งพร้อม.............สัมภา-  ระเฮย
ถมทับกับชีวา.........................แบกไว้
ท่ามกลางแห่งโลกา.................คราอ่อน-  แรงนอ
อีกโดดเดี่ยวยากไร้-.................ปราศผู้เคียงคลอ ๚

๏ เธอคงหวังหนึ่งผู้..................ปลอบโยน-  แม่เอย
เพียงเพื่อผ่อนพิโลล*...............ทุกข์ร้อน
ขมขื่นดื่นพึงโอน.....................สู่มิตร-  สหายนา
เพียงโอษฐ์เปล่งเสียงซ้อน-........เรียกร้องสรรพนาม ๚

๏ กาลเมื่อจิตเหว่ว้า..................กังวล
กาลปัจจุบันดล-......................จิตช้ำ
คลายหมองหม่นจินต์จล.............สงบนิ่ง  นาแม่
ปราศสิ่งสิงจิตย้ำ......................รุ่มร้อนนอนหนาว ๚

๏ คราเมื่อปรารถน์หนึ่งผู้.............ชิดเชย
เหน็ดเหนื่อยแหนงหน่ายเผย........ผ่อนร้าย
คืนค่ำพร่ำเพรียกเคย.................จิตแนบ  อนงค์นา
ยามเมื่อนุฏนาชคล้าย................นิ่มน้องนางวัง ๚

๏ เราคือบุรุษนั้น......................นวลอนงค์  แม่เอย
คราเมื่อจิตจำนงค์.....................เนื่องใกล้
ขับขานซึ่งนามตรง-...................เพรียกพี่  นาแม่
ยามย่ำอาจกล่อมให้..................โศกร้างสลดเลือน ๚

๏ .ผันวารกาลผ่านพ้น................สบสมัย
พฤกษ์พืชสลัดใบ.....................ร่วงพื้น
สรรพสิ่งดุจตกไป.....................สู่บ่า
เปรียบทุกข์ทบถมสะอื้น.............ดื่นซ้ำสุมทรวง ๚

๏ คราวเมื่อเจือจิตล้า-.................อ่อนแรง
คนหนึ่งอาจจำแลง-...................ฉุดยื้อ
โอบกอดพลอดพจน์แสดง...........กานท์กล่อม
มูลเหตุฉะนี้หื้อ*.......................ดุจให้คลายตรม ๚

๏ เพียงเหตุอาเภทร้าย...............เบียดเบียน-  แม่เอย
นามชื่อวงษ์สกุลเพียร................เพรียกพ้อง
หากหมองหม่นดำเนียร*..............นิจจ์เนื่อง  นวลแม่
อาจเอ่ยเผยนามก้อง..................กู่ฟ้าสนั่นภูมิ ๚

๏ ในยามความเหว่ว้า.................สิงทรวง
หาใช่อาชญาลวง......................ลอบย้ำ
ละขมลดตรมปวง-.....................ห่วงมัด-  จิตนา
เราต่างยังมากพร้ำ*...................พรั่งพร้อมกาลเสมอ ๚

๏ ปราศสรรพสิ่งพลั้ง-.................พลาดมหันต์  นาแม่
หากพี่จักรับขวัญ......................ปลอบเจ้า
เพียงกาลปรารถน์สมานฉันท์.........เสมือนชิด  ชมเฮย
ยามโศกวิตกเร้า.......................เรียกย้ำนามเผือ ๚ะ๛


ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณแอ๊ด คุณนกกระปูด .. อัลมิตราอ่านที่คุณสนทนากับเพื่อนๆ รู้สึกดีจัง และวันนี้ก็เป็นวันที่ได้รับเกียรติ์จากคุณทั้งสองคน .. ขอมอบโคลงชุดนี้ให้ค่ะ ซึ่งแปลงมาจากเพลง ..You're Only Lonely.....( J.D. Souther )..... ค่ะ


มิตรภาพตราบสิ้นฟ้า
Posted by add on 14 Sep. 2003,17:51
เอาเพลงมาให้ฟังค่ะ คลิกข้างล่างฟังดูนะคะ 

You're Only Lonely"
By: J. D. Souther

When the world is ready to fall on your little shoulder
And when you're feeling lonely and small
You need somebody there to hold you.
You can call out my name, when you're lonely
Now, don't don't ever be ashamed, you're only lonely

When you need somebody around on nights that try you
Remember I was there when you're a queen
And I'll be the last one there beside you
So you can call out my name, when you're only lonely
Now, don't you ever be ashamed, you're only lonely

When the world is ready to fall on your little shoulders
And when you're feeling lonely and small
You need somebody there to hold you
So don't you ever be ashamed, you're only lonely
Ah, you can call out my name, you're only lonely

When you're only lonely
Ah, it's no crime, darling we've got lots of time
Ah, there's nothing wrong with you
Darling, I get lonely too
So if you need me, all your gotta do is call me
You're only lonely...


< You're Only Lonely >
Posted by almitra on 15 Sep. 2003,00:22
อัลมิตราคงมีปัญหาเกี่ยวกับ font คือว่า เปิดตาม link ที่ให้ไว้แล้ว ตรงเนื้อร้องภาษาอังกฤษอ่านได้ค่ะ แต่ตรงอื่นๆ อ่านไม่เป็นคำเลยค่ะ ทีนี้เลยไม่ทราบว่าจะเปิดเพลงฟังตรงไหนด้วยค่ะ คุณแอ๊ด
Posted by KiLiN on 15 Sep. 2003,00:58
แฮ่ะๆๆๆ ไม่ใช่คุณอัลมิตาคนเดียว ผมด้วย อิอิ
มีภาษาอังกฤษส่วนหนึ่งฝั่งซ้าย ส่วนใหญ่เป็นภาษายึกยือ
ส่วนเพลงมันเปิดให้ฟังอัติโนมัตครับ
อย่างไรก็แล้วแต่ ผมเลยไปเอามาจ่อให้ฟังถึงที่
กด play ได้เลยครับ flower.gif

















Posted by add on 15 Sep. 2003,04:07
ฮ่าๆ  คนหา  ก็อ่านไม่ได้เหมือนกันแหละค่า.....แต่หน้านี้มันมีเพลงที่ฟังได้ทั้งเสียงร้องและดนตรี    ก็เลยลิงค์ตัวยึกยือมาให้เป็นของแถม  เพราะรู้ว่าเดี๋ยว  คุณคิลินเขารำคาญก็มาแปะให้เองแหละ   เหอๆๆ    blush.gif
Posted by almitra on 15 Sep. 2003,11:20
๑.

.....เคียงคลอขอกล่อมน้อง...........ยามหนาว
ก่อนพรากจากนวลคราว................รุ่งหล้า
รำพันหวั่นจิตราว-.......................ชีพปลิด  แม่เอย
วันพรุ่งอาจมุ่งหน้า......................สู่ฟ้าสรวงสวรรค์ ฯ

๒.

.....เดือนดาวพราวพร่างแท้............แลสะคราญ  แม่เอย
ลอยเด่นเป็นพยาน......................หยั่งรู้
แสงส่องผ่องดวงมาลย์..................ปานจิต-  พี่นา
จักมั่นตราบชีพทู้*.......................ท่านท้าวมัจจุ-  ราชา ฯ

๓.

.....ไออุ่นหนุนแนบเนื้อ.................นวลลออ
ภพพรุ่งอาจเกินรอ........................ยิ่งแล้ว
เคยชิดสนิทพะนอ........................พอพลัด-  พรากเฮย
จักคร่ำครวญยามแคล้ว...................คลาดเจ้าเยาวมาลย์ ฯ

๔.

.....ใครหนอจักกอดเจ้า................คราวคืน
มดไต่ยุงไรหืน*..........................ดื่นใกล้
ใครหนอจักหยัดยืน......................ปัดเป่า
นวลแม่อาจแลไหม้......................หม่นแล้วเรียมสงวน ฯ

๕.

.....อาหารหวานข้าวอุ่น.................โอชา
แกงกับสำรับหา...........................ค่ำเช้า
อาจบูดดุจอสุภะพา.......................หมองจิต
หาเทียบเปรียบจวักเจ้า...................แต่งให้ชิมชม ฯ

๖.

.....มองเรือนเหมือนรกร้าง..............เลือนรา-  ศีนอ
จักเงียบเปรียบพฤกษ์พณา...............ปราศช้าง
เตียงตั่งดั่งโหยหา.........................คนนั่ง-  นอนเฮย
เงียบเชียบเปรียบพี่ร้าง....................ห่างน้องฤาไฉน ฯ

๗.

.....นมแมวโมกแก้วยี่-....................สุ่นไสว
จักเหี่ยวเหลียวทางใด.....................ไป่แย้ม
ราตรีทิวาไย.................................ใบหม่น-  หมองนา
ซ่อนกลิ่นกลับงามแฉล้ม...................ช่อแย้มแซมงาม ฯ

๘.

.....รัตติกาลพลันเคลื่อนคล้อย...........ยามเลย-  ล่วงนอ
ดาวเด่นเดือนเดี่ยวเผย.....................อ่อนล้า
อาจดับลับมหรรณพ์เปรย..................เปรียบพี่
จำจากดุจโสมหม้า..........................พรากหล้าคราอรุณ ฯ

๙.

.....พรุ่งเพรียกจักจากเจ้า.................เยาวมาลย์  แม่เอย
ครวญคร่ำวรรณกรรมขาน...................ผ่านถ้อย
อาลัยบ่ายนงคราญ..........................พลันสลด
เกินพร่ำคำสรรค์สร้อย......................เฉกไร้จินตนาการ ฯ

๑๐.

.....เกล็ดแกมแวมแห่งไต้.................กระจ่างตา
ปานเพ็ชรเกล็ดประภา.......................พร่างแพร้ว
วับวาวเยี่ยงจันทรา..........................คราเพ่ง-  พิศม์นอ
แน่แน่วแววคลาดแคล้ว.....................ฟากฟ้าสุราลัย ฯ

๑๑.

.....ระทมแสงใต้เรื่อ-.......................เรืองฉาย
จำห่างดังชีพวาย............................ดับแล้
แสงใต้ดับดุจมลาย..........................ตายจาก-  แม่นา
มิอาจปราถน์เคียงแม้........................จิตใกล้อนงค์นวล ฯ

๑๒.

.....เคียงคลอรอใต้พล่า...................เพลิงผลาญ
พลอดพร่ำรำพันผสาน.....................โอบเนื้อ
น้ำตาดั่งวสันตกาล..........................เยี่ยมโลก
กานท์กล่อมกาพย์กล่าวเกื้อ................เผื่อเจ้าคลายครวญ ฯ

๑๓.

.....เสร็จกิจพี่จักย้อน.......................กลับเรือน
นวลแม่ยามแลเบือน.........................บ่ายหน้า
ขอชมชื่นเปรียบเสมือน......................คราวก่อน-  เถิดแม่
กายห่างจิตยังคว้า............................ไขว่เจ้าเคียงใจ ฯ

๑๔.

.....ไก่ขันพลันเศร้ายิ่ง......................นุชนาฏ  แม่เอย
ปานดาบของเพชฌฆาต.....................บั่นแล้ว
แสนสลดพจน์มิอาจ..........................เรียงร่าย
ขอกอดหอมก่อนแคล้ว......................คลาดเจ้าคราวอรุณ ฯ

๑๕.

.....เอกชัยหมายจ้ำคัด.....................ชลยาน
เรือพระที่นั่งทะยาน.........................แหวกน้ำ
งามเด่นเช่นรัศมิมาน........................โปรดโลก-  ธาตุแฮ
หมายมุ่งผดุงค้ำ.............................กิจยั้งเกียรติภูมิ ฯ





หากมีใครสักคนที่ร่ำลาหญิงคนรัก ด้วยบทโศลกโคลงอันเศร้าสร้อยเยี่ยงพันท้ายนรสิงห์ .. แม่หญิงนวล จักเป็นเช่นไร ..
Posted by almitra on 19 Sep. 2003,09:49
...หลงรูปจูบจันทร์...

๏ หลง....ใหลไยห่วงห้วง...........มหรรณพ์หาว
รูป.....ลักษณ์มักแพรวพราว.........หลอกล้อ
จูบ.....จับกับเดือนดาว................สุกสว่าง
จันทร์.....เจิดเพริศเกิดท้อ...........เพ่งหล้าโอบอิง ๚

๏ ปราศจันทร์อาจแจ่มแจ้ง...........จิตถวิล
คลาดเคลื่อนเดือนดับดิน.............ดาษด้าว
โหยหากว่าชีวิน........................สูญสาบ  ดับนา
หาดับกับรุ่งเช้า.........................พ่ายแพ้สุริยงค์ ๚

๏ ใครกันพลันอาจต้อง...............อิงกาย  แม่เอย
จิตพี่อาจฟูมฟาย......................ใคร่ห้าม
จักชิงช่วงทวงหมาย...................ปักษ์ปก
ชายอื่นพันหมื่นคร้าม.................หากใกล้หมายนวล ๚

๏ หลงจันทร์ผันผกคล้าย.............รัตติกาล
อาจหม่นจนมรณานต์.................จิตร้าว
เวิ้งว้างว่างศฤงคาร....................ดังดับ  จันทร์เฮย
มิอาจจรัศอะคร้าว......................พร่างฟ้าจันทร์ฉาย ๚ะ๛



ไม่รู้จะหาภาพประกอบใดดี .. รบกวนท่านเจ้าบ้านแล้วล่ะค่ะ

:) ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
Posted by ธงกวีศรีประชา on 21 Nov. 2003,03:52
อยากจะเขียนส่งข้อ    ความมา
ให้ท่านอัลมิตา       รับรู้
จากธงกวีศรีประชา     ยากแต่ง
โคลงสี่ร่วมกระทู้      สักน้อยได้ไหม

เราเป็นนักปราชญ์น้อย   ขอเรียน
กับเหล่าท่านจอมเธียร   แห่งบ้าน
ธรรมดามุ่งจะเพียร     พากย์ตลอด
หวังเก่งจนโลกสะท้าน   สดับด้วยมนต์กวี

ชื่อ อาจยังใหม่บ้าง     แต่มี
สหายแห่งภูโหดซี     พบแล้ว
เคยพากย์อ่านบทกวี    กลางป่า
ยามเป๊อะข้าว flower.gif กวีแก้ว ปลุกเร้าฮึกหาญ

beer2.gif.gif เป็นผลงานแห่งชั้น   ชนเรา
      มิใช่พวกโง่เชลา       หรอกไซร้
      เป็นผลผลิตแห่งเชาวน์    กวีแห่ง
     ชนชั้นผู้ยากไร้         แต่งให้ทหารหาญ

อาจมีวันหนึ่งได้      ส่งมา
ภูตระหง่านเมฆา     เสียดฟ้า
แต่ตกอยู่ใต้บา-      ทาเหยียบ
เราย่อมเป็นกวีผู้      แต่งให้สหายฟัง

ด้วยลีลาปลุกเร้า      สหายลำเลียง
ยืนอ่านสดสดเสียง    สนั่นก้อง
หุบเชาร่ำสำเนียง     โคลงสี่
เสียงอ่านย่อมกึกก้อง   ป่าห้วยละหาน

ขอยึนหยัดต่อสู้       ตลอดกาล
ยึดมั่นอุดมการณ์      ตราบม้วย
แม้หลายหมื่นทิวาวาร   จักผ่าน
จักมุ่งมั่นจิตด้วย       ไม่ท้อสิ่งใด love.gif
Posted by almitra on 30 Nov. 2003,04:02
๏ เพียงกริชมีดเล่มน้อย........เจียมตน
หาเทียบทวนดาบสกล..........หอกง้าว
โคลงบทหนึ่งดังดล.............ใจนอบ-  น้อมนา
หวังเหล่าปราชญ์แดนด้าว......บ่งชี้หลักการ ๚

๏ นิยามความลึกล้ำ.............วิทยา-  ยุทธเฮย
กระบี่เดียวอาจพา...............ชีพม้วย
ดุจโคลงเฟื่องภาษา.............สรรพศาสตร์
บทหนึ่งอาจแฝงด้วย............สิ่งเร้นเห็นความ ๚

๏ โยน...ดาบมากราบผู้.........เล่าฮิว
...หิน...แกร่งใช่เพียงผิว.......นอกนั้น
...ถาม...ไถ่ท่านโฉบฉิว........ควรหลบ เลี่ยงฤๅ
..ทาง...มากเพียงอยากรั้น.....เร่งเท้าตามเธียร ๚ะ๛



ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการค่ะ คุณธงกวีศรีประชา ...คนโคลงด้วยกันขอคารวะด้วยไมตรีค่ะ

มิตรภาพตราบสิ้นฟ้า
Posted by คชาไพร on 02 Dec. 2003,19:55
คุณalmitraครับ
     ผมเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ไม่กี่วันแต่อ่านกะทู้นักเรียนโคลงมาตั้งแต่ได้รู้จักเว็บนี้ ผมก็ชอบโคลงเหมือนกันครับ แต่ผมเขียนได้ไม่ไพเราะมีเสน่ห์อย่างของคุณalmitraครับ
     ผมมีโอกาสนั่งเรือออกไปแถวแม่น้ำบางปะกงบ่อยโดยเฉพาะฤดูกาลที่มีปลาโลมาเข้ามาหาเหยื่อแถวปากอ่าวเลยขออนุญาตฝากโคลงจากนักเรียนโค่งร่วมกิจกรรมด้วยคนครับ.

              "บางปะกง"

        บางปะกงเปี่ยมน้ำ     ปริ่มบาง
     ปากอ่าวลมพัดพลาง      แผ่วพลิ้ว
     ลอยเรือรับลมกลาง       เกลียวคลื่น
     ละลอกน้ำเรียงริ้ว         รื่นรี้ริกไหว

        เขียวไม้ไกวกิ่งล้อ     ระบัดลม
     มองเหยี่ยวร่อนเฉี่ยวชม     โฉบน้ำ
     อาทรทาบอารมณ์        อาบจิต
     ธรรมชาติพิลาสล้ำ        เลิศล้วนชวนถนอม

        แลมวลเหล่าแมกไม้     หลากพรรณ
     จรดป่าชายเลนอัน         เลิศเชื้อ
     ทัศนียภาพอนันต์         อเนกค่า
     อุบัติแดนโอบเกื้อ         กอปรสร้างอุดมสรรพ์

        น้ำจืดจากแม่น้ำ        นองมา
     บรรจบทะเลพา           แผกเค้า
     กำเนิดปิยธารา           รสกร่อย
     ชาวประมงคำเช้า          ชีพได้ชื่นสม

         พาเรือล่องผ่านแล้ว     เพลินตา
     เห็นหมู่ปลาโลมา         โผล่ใกล้
     พลิกผุดพลิกว่ายพา        โผนผาด
     พุ่งโลดพลันหลบให้        ตื่นเต้นตะลึงหลง
    
         บางปะกง บ่งชี้       ชื่อบาง
     สรรพชีพดำรงกลาง         แหล่งเกื้อ
     ก่อความหลากหลายทาง     ชีวภาพ
     พึงพิทักษ์พึงเอื้อ          โอบอ้อมหวงแหน .

                  wavey.gif
Posted by almitra on 09 Dec. 2003,10:47
๏ รุ่งระวีเหลื่อมหล้า............รัศมี-  พราวแล
สีผ่องเพริศพรรณี..............ที่ฟ้า
สายยิ่งงดงามสี.................พราวพร่าง-
อัจจิมาพุ่งแสงจ้า...............จรัสด้วยฉลวยเลือง ๚

๏ ดุจมนุษย์ต้องมุ่ง.............ผดุงกิจ-  การแล
คิดหมั่นงานสุจริต...............เนื่องให้
ธรรมกิตติ์เชิดชีวิต...............สัมฤทธิ์
เรืองรุ่งฟูเฟื่องไร้-...............เรื่องร้อนเคืองระคาย ๚

๏ จงยืนหยัดกาจกล้า...........สง่าสม
ศักดิ์วิกรมวโรดม................ข่มล้า
หายทุกข์โศกปรารมภ์..........ขมขื่น
คลายดุจดังสายจ้า..............เหลื่อมหล้าสุรีย์ฉาน ๚

๏ ดำรงชีพมั่นเพี้ยง.............ระวีวาม
งามยิ่งยามปริณาม..............อร่ามจ้าน
ชีวิตพินิศตาม....................ความเชี่ยว-
ชาญคิดสร้างงานมิคร้าน........หมั่นหั้นจำเริญ ๚ะ๛



รุ่งระวีเหลื่อมหล้ารัศมี
พราวแลสีผ่องเพริศพรรณีที่ฟ้า
สายยิ่งงดงามสีพราวพร่างอัจจิมา
พุ่งแสงจ้าจรัสด้วยฉลวยเลือง

ดุจมนุษย์ต้องมุ่งผดุงกิจ
การแลคิดหมั่นงานสุจริตเนื่อง
ให้ธรรมกิตติ์เชิดชีวิตสัมฤทธิ์เรือง
รุ่งฟูเฟื่องไร้เรื่องร้อนเคืองระคาย  

จงยืนหยัดกาจกล้าสง่าสม
ศักดิ์วิกรมวโรดมข่มล้าหาย
ทุกข์โศกปรารมภ์ขมขื่นคลาย
ดุจดังสายจ้าเหลื่อมหล้าสุรีย์ฉาน

ดำรงชีพมั่นเพี้ยงระวีวาม
งามยิ่งยามปริณามอร่ามจ้าน
ชีวิตพินิศตามความเชี่ยวชาญ
คิดสร้างงานมิคร้านหมั่นหั้นจำเริญ ๚ะ๛


สวัสดีค่ะ อัลมิตราก็เคยไปชมแม่น้ำบางประกงนะคะ ตอนไปไหว้หลวงพ่อโสธรค่ะ .. และวันก่อนอัลมิตราได้ไปที่ชายทะเลบางขุนเทียนมองไปไกลที่ปากอ่าวเห็นปลาโลมาด้วยนะคะ ตัวเล็กจัง(มองแทบไม่เห็น)..คุณพ่อพาไปทานข้าวที่ปากอ่าวค่ะ ..

คุณคชาไพรเขียนได้ดีนะคะ และสามารถพรรณาให้เห็นภาพได้ ..ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการค่ะ
Posted by คชาไพร on 24 Dec. 2003,01:04
ขอบคุณคุณอัลมิตรามากครับที่ให้ร่วมกิจกรรมด้วย
    เมื่อคืนดูข่าวโทรทัศน์ เรื่องอเมริกาเพิ่มระดับสัญญาณอันตรายจากการก่อการร้ายในช่วงคริสตมาสเป็นสีส้มซึ่งเป็นระดับสูงกว่าเดิม แล้วอ่านหนังสือมติชนสุดสัปดาห์เป็นบทความของอาจารย์สุรชาติ บำรุงสุขที่จุฬาฯ อาจารย์กล่าวถึงหลังเหตุการณ์ระเบิดที่บาหลีแล้วเชื่อมโยงกับวินาศกรรมและก่อการร้ายในภูมิภาคเลยขอเอาโคลงบทนี้มาโพสต่อครับ

             อย่าก่อการร้ายที่เมืองไทย
  
  คล้อยหลังระเบิดบึ้ม               บาหลี
   ร้อยชีพดับชีพพลี                 พรากดิ้น
   ภูมิภาคอาบรังสี                 อำมหิต
   สันติสุขอาจสิ้น                 สลดเศร้าโศกหมอง

   วารนี้มิว่างเว้น                 หวาดเสียว
    มาตรการขันเกลียว                 กวดเข้ม
    บัดดลเงียบบัดเดี๋ยว                 เดือดระอุ
    ข่าวเปิดปิดมิดเม้ม                 มุ่งร้ายทำลายขวัญ

     เมืองไทยธรรมเปี่ยมท้อง         -ถิ่นไทย
    เมืองพุทธสว่างไสว          สะอาดล้ำ
    เมืองสงบเปี่ยมน้ำใจ          จรุงจิต
    เมืองพระมหากษัตริย์ค้ำ         ครอบเกล้าไทยผอง

      ไม่เคยอาฆาตแค้น               คิดราญ ใครเอย
    โปรดอย่ามาประหาร       โหดร้าย
    ผูกสมัครรักสมาน       เสมอมิตร  ทั่วนา
    เทิดศาสน์ทุกศาสน์คล้าย       หนึ่งเนื้อศาสน์เดียว

วิปโยควิบากกล้ำ       กังวล
     หากเกิดเหตุสับสน       สุดเศร้า
     มาไทยมุ่งเที่ยวดล       ดาลสุข
    คงไม่หมายคอยเข้า       ขุ่นแค้นรังควาน

สืบสานสันติเกื้อ              สุขสันต์
     วอนทุกชาติช่วยกัน       กอปรสร้าง
     โปรดอย่ามุ่งประจัญ       ประจญศึก
     อย่าก่อการร้ายล้าง       เลือดร้อนรอนสยาม.

Posted by almitra on 28 Dec. 2003,14:06
๏ เวลาถูกจับแล้ว..............เสือกอาย
ทำชั่วช้ากลับกลาย............เก่งกล้า
หยามตัวบทกฏหมาย..........เสมือนไม่-  กลัวเฮย
ลงโทษทัณฑ์อย่าช้า..........ดาบนั้นคืนสนอง ( ศรีปราชญ์ )  ๚ะ๛.

อารมณ์พลิกผันเล็กน้อย เมื่อย้อนกลับไปดูข่าวที่นิสิต มธ. ต้องประสบชะตากรรม  ...รู้สึกสลดใจเหลือเกินค่ะ ..
Posted by noktalay on 29 Dec. 2003,01:08
สวัสดีคะ คุณอัลมิตรา

           นกทะเลแวะมาอ่านโคลงบทล่าสุดของคุณ  นกทะเลฟังข่าวมาในช่วงเดือนนี้เกี่ยวกับการตีกันของนักเรียนอาชีวะ(กลุ่มหนึ่ง) แล้วทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน.....สงสารคนที่ประสบเหตุโดยไม่มีส่วนรู้เห็น  ครั้งแล้วครั้งเล่าที่อ่านข่าวเจอ  เมื่อไหร่คนเหล่านั่นจะสำนึกตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อตนเอง และสังคม เมื่อไหร่จะเป็นเหตุการณ์ครั้งสุดท้าย บ้านเราเมืองพุทธ  แต่ข่าวฟังดูโหดร้ายขึ้นทุกวัน  ถ้านกทะเลเป็นคนในครอบครัวของน้องนักศึกษา มธ.  นกทะเลจะทำใจอโหสิกรรมให้กับคนที่ทำผิดได้หรือเปล่า
           ในขณะเดียวกันทหารไทยในอิรักก็เสียชีวิต ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมโลก เป็นบุคคลที่ต้องสรรเสริญในความกล้าหาญ  แต่เหตุการณ์เหล่านี้คงไม่เกิดถ้าไม่มีคำว่า แค้นนี้ต้องชำระ
            แล้วจะติดตามผลงานต่อคะ คุณอัลมิตรา
Posted by คชาไพร on 30 Dec. 2003,06:30
สวัสดีครับคุณอัลมิตราและคุณนกทะเล

        ผมเองก็รู้สึกเศร้าใจไปกับข่าวนักศึกษา ม.ธ.ที่ต้องเสียชีวิตไปทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทะเลาะวิวาท ผู้อยู่หลังคงจะทำใจลำบากในเรื่องนี้เมื่อต้องเสียลูกซึ่งเป็นความหวังของครอบครัว  มีกลอนอยู่หนึ่งบทที่ผมเขียนไว้ในช่วงที่เกิดเหตุ แม้ไม่ใช่โคลงแต่ขออนุญาตโพสไว้ตรงนี้นะครับเพราะน่าจะเชื่อมโยงกันได้ครับเพราะเป็นเรื่องใกล้เคียงกัน

             a3.gif อาวุธ

เก็บอาวุธสุดร้ายทำลายล้าง
ผู้กว้างขวางครอบครองเป็นต้องจับ
บทลงโทษแสนหนักเกินจักรับ
ไม่สดับคำอุทธรณ์หรือผ่อนปรน

ใช้วิธีส่งคืนยื่นต่อหน้า
หรือแจ้งมาทิ้งที่ไหนพร้อมไปขน
ขีดเส้นตายเอาจริงอย่าดิ้นรน
ได้เป็นคนบริสุทธิ์นั้นสุดดี
ปืนสงครามมากมายหลายประเภท
เคยถูกใช้ก่อเหตุหลากหลายที่
ลูกเกลี้ยงลูกน้อยหน่าใครกล้ามี
ถึงวันนี้ถูกทำลายมากรายการ

ผู้ประกอบสัมมาอาชีวะ
พึงสุขพร้อมทุกขณะทั่วทุกด้าน
สบายใจไม่เดือดร้อนตอนทำงาน
แล้วกลับพาลถูกลูกหลงกลางดงปืน
เป็นขั้นตอนหนึ่งขั้นสร้างสรรค์ชาติ
ไร้อำนาจอิทธิพลพาชนชื่น
คนดีทุกชีวิตสิทธิ์ยั่งยืน
ยิ้มระรื่นทุกที่ไม่มีภัย

ปลดอาวุธจากมือถือว่ายอด
พาสืบทอดสันติธรรมนำสุขให้
ปลดอาวุธสุดดีปลดที่ใจ
เพื่อคนไม่ก่อกรรมห้ำหั่นคน.

Posted by นกกะปูด on 13 Jan. 2004,12:03
สวัสดีค่ะคุณอัลมิตรา คุณคชาไพร คุณนกทะเล
อยากอ่านโคลงของคุณอัลมิตรา กับคุณคชาไพรอีกค่ะ
คุณธงกวีศรีประชาก็หายหน้าไปนะคะ
ฝีมือดีๆ แต่งโคลงเก่งๆ อย่างนี้อยากติดตามค่ะ

เผอิญไปเจอผัง+โคลงเลยเอามาแปะไว้
เผื่อจะมีเด็กนักเรียนสนใจแต่งโคลง
ตามหัวข้อกระทู้ "๏๏๏ นักเรียนโคลง ๏๏๏" ค่ะ



๏ เสียงฦๅเสียงเล่าอ้าง ........... อันใด พี่เอย
เสียงย่อมยอยศใคร ............... ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับใหล ................ ลืมตื่น ฤๅพี่
สองพี่คิดเองอ้า .................... อย่าได้ถามเผือ

 again.gif again.gif again.gif again.gif
Posted by almitra on 10 Feb. 2004,00:12


..๏ ศิลป์ศาสตร์ควรแปดเปื้อน......อนาจาร ฤาพ่อ
ไยจึ่งคิดหักหาญ.....................สิ่งล้ำ-
เลิศลักษณ์หากผสมผสาน..........สกปรก
อาจย่ำยีเหยียบซ้ำ...................ชาติชั้นงานศิลป์ ๚

..๏ เขียนรูปเขียนร่างแล้ว...........ลืมตรอง
ศิลป์เปรอะศิลป์เปื้อนปอง-..........ปาดป้าย
ขีดขูดขีดข่มของ-....................เคารพ
คงสื่อคงส่อคล้าย....................คับแค้นจริงเหวย ๚

..๏ หัวโขนอาจเปรียบด้วย..........บรมครู
ชาวนาฏศิลป์เชิดชู....................ยิ่งแล้
ไยไม่คิดตรองดู.......................ก่อนสื่อ- ภาพนอ ?
อวดเด่นดังจริงแท้....................แต่ไร้วิญญาณ- ศิลป์เอย ๚

..๏ ชีวิตแสนสั้นยิ่ง...................ดังสัจ- จธรรมนา
หนึ่งภาพศิลป์เด่นชัด.................เช่นอ้าง
หากมวลจิตรกรอัจ-...................ฉริยภาพ
มุ่งมั่นรังสรรค์สร้าง....................จักได้คำสรร- เสริญเอย ๚ะ๛
Posted by noktalay on 10 Feb. 2004,00:35
สวัสดีคะ คุณอัลมินตรา

นกทะเลอ่านแล้วต้องขอชื่นชมด้วยใจคะ


applaud.gif applaud.gif applaud.gif applaud.gif


วันก่อนนกทะเลมีโอกาสดูรายการถึงลูกถึงคนในหัวข้อ โขนนู้ด งานศิลป์หรืองานวาดลบหลู่ครูโขน  นกทะเลไม่เข้าใจงานศิลป์ นกทะเลมองแบบชาวบ้านทั่วไปว่า ภาพส่วนใหญ่ที่เห็นไม่เหมาะสม คนวาดภาพบอกว่าศึกษาข้อมูลก่อนวาด ทำไมละเลยเรื่องเหล่านี้ไปได้ นกทะเลว่าเป็นเรื่องของจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าคะ คนต่างชาติอยากเรียนรู้วัฒนธรรมไทย เราก็คงต้องรู้จักให้มากกว่า (ซึ่งนกทะเลก็พยายามอยู่เช่นกันคะ) ขอบ่นยาวแบบกลอนพาไปนะคะ จะติดตามผลงานต่อไปคะ
Posted by almitra on 13 Feb. 2004,11:14
..๏ เงาโศกแผ่ปกครึ้ม...........คราวคืน
ลมพัดผ่านดังขืน.................กิ่งใว้
โยกคลอนอ่อนเอนฝืน...........ใบกวัด
จนดอกร่วงโลมไล้................ภาคพื้นธรณี ๚

..๏ วิเวกอีกว้าเหว่................เดียวดาย
ยามดอกโศกเรี่ยราย.............เกลื่อนต้น
เพียงซากเหี่ยวเกินหมาย........ดอมกลิ่น
ให้หม่นหมองเกินพ้น.............โศกเศร้าแสบทรวง ๚

..๏ ลมพัดกรายผ่ายพริ้ว.........ปลิวไสว
ก้านกิ่งกวัดแกว่งไกว.............โยกย้าย
โอ้อกคร่ำครวญใด.................เกินกล่าว
ยามโศกเยือนโศกคล้าย..........ยิ่งย้ำความขม ๚

..๏ หมายหอมดอมเด็ดให้.......คลายตรม
ไยมิอาจต้านลม....................ลอบย้ำ
ฤๅดอกโศกหลงชม................ลมแผ่ว
ยามหมดกลิ่นดอกช้ำ..............ร่วงพื้นลำพัง ๚

..๏ พักพิงอิงร่มไม้-...............โศกสัน-  ทัดเฮย
คงร่ายโคลงรำพัน..................โศลกใว้
อกขมขื่นเกินบรร-..................เทาหม่น-  หมองนา
ขอซบนอนซมใต้...................กิ่งก้านอันครึ้ม  บารนี ๚ะ๛


:) นำโศลกโศกมาวางไว้ แต่ยังหาภาพต้นอโศกไม่ได้เลยค่ะ ติดไว้ก่อนนะคะสำหรับรูปภาพ
Posted by คชาไพร on 26 May 2004,03:54
๐อัลมิตรามิตรผู้               ผ่องใส
คมวาทคมบาดใจ             จิตข้อง
โคลงไพเราะเสนาะใส       โสตสดับ
เพลงทิพย์บรรโลมพร้อง     เพริศด้วยวจีหวาน

๐ไฉนมิตรจึงว่างเว้น          วางมือ
หยุดพักมิว่างหรือ             ป่วยไข้
เชิญกลับร่วมกระพือ          เพลงอัก -ษรนา
ร้อยรสบทโคลงไว้            วาดถ้อยผจงสรรค์

Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard