Forum: ห้องนั่งเล่น
Topic: ???...ปริศนา? นิทาน"เวตาล"...???
started by: มะเหมี่ยว

Posted by มะเหมี่ยว on 09 Apr. 2005,01:51



ปริศนา?นิทาน "เวตาล"
      


      

  • ปริศนา?นิทานเวตาล เดิมพบในหนังสือสันสกฤตโบราณ ภายหลังได้นำมาแปลเป็นภาษาอินเดียและภาษาอื่นๆ อีกเกือบทุกภาษา
  • โดยในฉบับภาษาไทยนั้น "กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์" ทรงพระนิพนธ์เอาไว้
  • ต่อมาได้ถูกดัดแปลงเป็นนิทาน สำหรับบุคคลทั่วไปเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยยังคงเค้าโครงเรื่องเดิม.
  • ซึ่งในบทที่1-11 จะเป็นบทนำเข้าปริศนา? นิทานเวตาล โดยได้นำ
    นิทานเวตาลมาทั้งหมด 10 เรื่อง จากของเดิม 25เรื่อง ดังต่อไปนี้...

Posted by มะเหมี่ยว on 09 Apr. 2005,02:16
บทที่ 1 พระเจ้าวิกรมาทิตย์


     ณ เมืองอุชชยินีนั้น มีกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า "พระเจ้าวิกรมาทิตย์" พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในทุกๆ ด้าน พระองค์ทรงมี กวี นักปราชญ์ อยู่ถึง 9 คน สำหรับแต่งกลอนยอพระเกียรติ ซึ่งในรัชกาลของพระองค์นับได้ว่าเป็นเวลาที่ "วิชา" เจริญรุ่งเรืองมากที่สุด

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองของพระองค์ให้ได้รับความสงบสุขเรื่อยมา จนกระทั่งพระองค์ทรงมีพระชนมายุล่วงเข้า 30 พระพรรษา จึงทรงมีพระดำริว่า

     "ภายในบ้านเมืองของเราเวลานี้ ก็นับว่าสงบสุขดี ราษฎร์ไม่ต้องแก่งแย่งที่ทำมาหากินกัน ข้าราชการในสำนักก็รักใคร่ปรองดองกันเป็นอย่างดี เรานั้นมีอายุมากขึ้นทุกวัน ไม่ควรที่จะมานั่งๆนอนๆ อยู่แต่ในวังนี้ เพราะบ้านเมืองในแคว้นใด ที่เราเคยได้ยินแต่ชื่อ มีกิตติศัพท์เลื่องลือ ก็ยังไม่เคยเห็นสักครั้ง เราควรไปดูให้ประจักแก่สายตา
     
     "ทหาร"
     "พระเจ้าค่ะ" ทหารยามได้เข้าเฝ้าตามรับสั่งแล้ว พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงตรัสขึ้นว่า
     "เจ้าจงไปทูลเชิญ องค์พระภรรตฤราช ให้เสด็จมาพบข้าที่ตำหนักนี้ ทูลพระองค์ไปว่าข้ามีเรื่องจะปรึกษา"
     "พระเจ้าค่ะ" ทหารยามออกไปตามคำสั่ง.

Posted by มะเหมี่ยว on 09 Apr. 2005,09:02
บทที่ 2 พระภรรตฤราช




     พระภรรตฤราช ทรงเป็นพระอนุชาของพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ซึ่งพระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงรักและไว้พระทัยพระอนุชาองค์นี้ของพระองค์อย่างที่สุด

     พระภรรตฤราช ทรงมีพระชายาองค์หนึ่ง พระนามว่า "สัตยวตี" พระองค์ทรงรักพระชายาองค์นี้มาก ต่อมาภายหลังพระองค์ต้องสูญเสียพระชายาสุดที่รักไป จึงมีแต่ความเศร้าโศกหงอยเหงาเนื่องจากพระองค์เป็นต้นเหตุ กล่าวคือ

     วันหนึ่ง พระภรรตฤราชเสด็จออกไปทรงล่าสัตว์ตามปกติ ระหว่างที่เสด็จผ่านไปนั้น พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพิธีการเผาศพพราหมณ์ และพราหมณี ภรรยาของผู้ตายก็ได้กระโดดเข้าสู่กองไฟ เผาร่างของตนไปพร้อมกับศพของสามีอย่างไม่สะทกสะท้าน

     ครั้นพระองค์กลับถึงพระนคร จึงทรงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดกับพระชายาฟัง พลางตรัสสรรเสริญว่า

     "นางช่างมีน้ำใจเด็ดเดี่ยว จงรักภักดีต่อสามีเป็นที่สุด ช่างประเสริฐแท้"

     "แต่หม่อมฉันไม่เห็นด้วยเพคะ ในเมื่อสามีเสียชีวิตไปแล้ว หญิงที่ดีก็จะต้องมีชีวิตอยู่ ต่อสู้กับความทุกข์มากกว่าที่จะตายตามสามี ทำไมนางช่างโง่เขลา ไม่ต่อสู้กับชีวิตเพคะ" พระชายาทูลแย้ง

     วันรุ่งขึ้น พระภรรตฤราช เสด็จออกประพาสป่าล่าสัตว์อีกเช่นเคย และในขณะนั้นพระองค์นึกอยากที่จะลองพระทัยพระชายาว่า จะรักพระองค์มากน้อยเพียงใด จึงตรัสแก่ทหารว่า

     "เจ้าจงนำเอาเสื้อที่ขาดและเปื้อนเลือดของข้า กลับไปถวายพระชายาที่ตำหนัก แล้วบอกว่าข้าถูกเสือกัดตายเสียแล้ว"

     ทหารได้ทำตามรับสั่งทุกประการ ฝ่ายพระชายาสัตยวตีได้ทรงฟังเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับพระสวามี ก็ทรงตกพระทัยสิ้นพระชนม์ทันที และเมื่อพระภรรตฤราชทรงทราบเหตุก็เสียพระทัย ที่ได้สูญเสียพระชายาอันเป็นที่รักไป นับแต่นั้นมาพระองค์ก็ทรงเปลี่ยนไปไม่เหมือนก่อน จมอยู่กับความเศร้าหมอง ถึงแม้พระองค์จะทรงมีพระชายาองค์อื่นๆอยู่อีกมากมาย

     ครั้นทหารมาทูลว่า พระเจ้าวิกรมาทิตย์ พระเชษฐามาทูลเสด็จให้เข้าเฝ้านั้น จึงรีบเสด็จมาทันที

     "ภรรตฤราชน้องรัก ระหว่างที่พี่ไม่อยู่ในพระนคร เธอจงช่วยเป็นหูเป็นตาปกครองบ้านเมืองแทนพี่จนกว่าจะกลับมาจากธุระ หวังว่าเธอคงจะช่วยพี่ได้"

     "เสด็จพี่เชิญเถอะพระเจ้าค่ะ ขออย่าได้ทรงเป็นห่วงเลย แล้วเสด็จพี่จะเสด็จไปตามลำพังหรือพระเจ้าค่ะ" ภรรตฤราชทูลถาม

     "ขอบใจเธอมากนะที่เป็นห่วงพี่ พี่จะพา "ธรรมธวัช" หลานเจ้าไปด้วย " พระเจ้าวิกรมาทิตย์รับสั่ง

      ดังนั้นพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงมอบราชการบ้านเมืองให้พระอนุชาดูแลแทนแล้ว พระองค์กับพระโอรสก็ปลอมองค์เป็นโยคี เสด็จออกจากเมืองเพื่อไปตามหัวเมืองและแคว้นต่างๆ ตามที่ตั้งพระทัยเอาไว้.

Posted by มะเหมี่ยว on 09 Apr. 2005,09:23
บทที่ 3 พระชายาองค์ใหม่


     เมื่อพระเจ้าวิกรมาทิตย์ เสด็จออกจากพระราชวังไปแล้ว พระภรรตฤราชก็ทรงทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระเชษฐา และทรงทำด้วยความเรียบร้อยทุกประการ แต่ในพระทัยนั้นยังคงโศกเศร้า และไม่มีความสุขกายสบายใจ จนบรรดาขุนนางอำมาตย์ ต่างเร้าร้อนใจในพระอาการ จึงปรึกษาหารือกัน อำมาตย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกล่าวขึ้นว่า

     "ข้าพเจ้าคิดว่า พวกเราลองทูลเชิญเสด็จประพาสป่าดีไหมล่ะท่าน ความงามและความแปลกตาในป่า อาจทำให้พระองค์คลายความทุกข์ลงได้บ้าง"

     ขุนนางรีบแย้งขึ้นทันทีว่า "ไม่ได้ ไม่ได้แน่ๆ อาจทำให้พระองค์สะเทือนใจขึ้นมาอีกน่ะซิ เรื่องอะไรก็น่าจะรู้ดีกันอยู่แล้ว"

     พลันทุกคนนั่งเงียบ มองหน้ากันไปมา ท่านโหราจึงพูดขึ้นว่า

     "ข้าพเจ้ามีหลานสาวอยู่คนหนึ่งชื่อ "นางสมุททชา" นางมีความสวยงามเป็นเลิศ ฉลาด อ่อนหวาน ข้าพเจ้าจะพาเข้าถวายตัวกับพระองค์ ซึ่งบางทีอาจจะทำให้พระองค์ทรงคลายทุกข์ได้"

     เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รุ่งเช้าท่านโหราจึงพานางสมุททชาเข้าเฝ้า เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นนาง ทรงรำพึงว่า

     "ผู้หญิงสาวคนนี้ สวยจริง สวยยิ่งกว่าเทพธิดา"

     พระองค์ทรงหลงรัก และรับเป็นพระชายาองค์ใหม่ทันที และนับแต่นั้นมา พระภรรตฤราชก็กลับเป็นพระภรรตฤราชองค์เดิม มีแต่ความแจ่มใส ไม่อมทุกข์เหมือนดังเก่า.

Posted by มะเหมี่ยว on 09 Apr. 2005,12:34
บทที่ 4 พราหมณ์สองสามี ภรรยา



     ไม่ห่างไกลจากตัวเมือง อุชชยินี มากนัก มีพราหมณ์สองผัวเมียคู่หนึ่ง พราหมณ์ผู้สามีชื่อ "กามินท์" ส่วนนางพราหมณีชื่อ "จันที" ทั้งสองปลูกกระท่อมอาศัยอยู่ มีฐานะยากจนข้นแค้น และในวันหนึ่ง ภรรยาได้ปรึกษากับสามีด้วยใบหน้าที่หม่นหมองว่า

     "ท่านพี่ เราสองคนนี่มันจนจริงๆ เลยนะ แม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อก็ยังไม่มี"

     สามีถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน พลางพูดกับภรรยาว่า

     "เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เราสองคนมาทำสมาธิด้วยการอดข้าว มันจะได้ไม่หิว เวลาหน้าหนาว เราก็ทำสมาธิลงแช่ในน้ำเย็นก็แล้วกัน ร่างกายจะได้ไม่หนาว ครั้นพอหน้าร้อน เราก็นั่งทำสมาธิเอาไฟมาผิงรอบๆตัวเรา ร่างกายก็จะชินไปเอง และจะได้ไม่ต้องทุกทรมาน"

     เมื่อทั้งสองปรึกษากันเป็นที่ตกลงแล้ว ก็เริ่มบำเพ็ญเพียรสมาธิจนสำเร็จแก่กล้า ทำให้บรรดารุกขเทวดาทั้งหลายพากันหวาดกลัว ร้อนถึงพระอินทร์ต้องส่งเทวฑูตลงมาจากสวรรค์.

Posted by มะเหมี่ยว on 09 Apr. 2005,13:09
บทที่ 5 ผลไม้ทิพย์



     เทวฑูต ได้มาปรากฏร่างอยู่ตรงหน้าพราหมณ์กามินท์ พลางพูดว่า

     "ท่านพราหมณ์ องค์อัมรินทร์และเหล่าเทวาทั้งหลาย ต่างรู้สึกชื่นชมในความเพียรของท่านในการทำสมาธิจนเป็นผลสำเร็จ ดังนั้นจึงมีรับสั่งให้ข้าพเจ้านำผลไม้ทิพย์ผลนี้ มามอบให้แก่ท่านเป็นรางวัล และเมื่อท่านกินผลไม้ทิพย์นี้แล้ว ชีวิตท่านจะเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย"

     พราหมณ์กามินท์ดีใจ ยื่นมือไปรับผลไม้ไว้

     ฝ่ายนางพราหมณี ซึ่งได้ยินคำพูดของเทวฑูตที่กล่าวแก่สามีทุกคำ นางจึงคิดว่า ไม่ยุติธรรมกับนางเลย ฉะนั้น...เมื่อนางเห็นสามีกำลังจะกินผลไม้ นางจึงร้องค้านออกไปว่า

     "หยุดก่อน!!! ท่านพี่ ท่านคิดดีแล้วหรือที่จะอยู่อย่างเป็นอมตะ การมีชีวิตอยู่นั้นแสนจะแร้นแค้น ยากจน อดอยาก ส่วนการที่จะต้องตายนั้น มันก็เป็นความทุกข์แค่ประเดี๋ยว ท่านพี่กับฉันเวลานี้ก็แก่เฒ่าจนฟันฟางหักเกือบหมดปาก นับวันก็หาประโยชน์อะไรไม่ได้ นอกจากทำปุ๋ย แต่ถ้าหากท่านพี่กินผลไม้ทิพย์นี้แล้วกลับกลายเป็นหนุ่ม มีประโยชน์ต่อสังคม ฉันจะดีใจมาก และจะไม่คัดค้านท่านพี่แม้แต่คำเดียว"

     "เออ...จริงของเจ้า เจ้าพูดถูก ดังนั้นอย่ากินมันเลย ทิ้งมันไปก็แล้วกัน"

     พูดจบพราหมณ์กามินท์ก็โยนผลไม้ลงพื้นดิน อย่างไม่แยแส
    
     นางพราหมณีเห็นเช่นนั้น ก็ซ่อนยิ้มไว้ มิให้สามีเห็น พลางพูดว่า

     "หยุดก่อนท่านพี่ อย่าเพิ่งทิ้งผลไม้ทิพย์นั้นเลย อันผลไม้ทิพย์นี้ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ เมื่อท่านพี่ไม่กิน เราก็อาจหาประโยชน์จากผลไม้นี้ได้นะท่านพี่ เพียงแต่ท่านนำไปถวายแด่องค์พระภรรตฤราช แล้วทูลถึงสรรพคุณให้พระองค์ทรงทราบ พระองค์จะต้องประทานรางวัลให้แก่เราสมกับค่า เราจะได้หาความสุขในบั้นปลายของชีวิตไงล่ะท่านพี่"

     พราหมณ์กามินท์ ได้ฟังคำของภรรยาก็เห็นชอบด้วย จึงนำผลไม้ทิพย์นั้น เข้าไปถวายพระภรรตฤราชในทันใด

     เมื่อพระภรรตฤราชได้ฟังสรรพคุณของผลไม้ทิพย์ ก็ทรงดีพระทัย รับผลไม้เอาไว้ แล้วบำเน็จรางวัลให้อย่างสมค่า

     "นี่ ท่านพราหมณ์ ทองที่มีอยู่เต็มพระคลังในขณะนี้ ท่านจงขนกลับไปได้ตามสติกำลังแรงของท่านที่มี ว่าจะขนไปได้มากน้อยเพียงใด เราอนุญาต" พลางชี้พระหัตถ์ไปยังห้องพระคลัง

     พราหมณ์กามินท์ดีใจ ได้เปลื้องผ้าที่ห่มมาบรรจุทองจนเต็ม แล้วจึงทูลลาออกจากพระราชวังไป

                           (ยังมีต่อ...)

Posted by มะเหมี่ยว on 09 Apr. 2005,13:41
ผลไมทิพย์ (ต่อ)



     ครั้นพราหมณ์กามินท์ ออกไปจากพระราชวังแล้ว พระภรรตฤราชก็เสด็จไปยังตำหนักของนางสมุททชา(พระชายาองค์ใหม่) และพระองค์ทรงประทานผลไม้ทิพย์ให้แก่นาง

     "น้องรักของพี่ เจ้าจงรับผลไม้นี้ไปเถิด แล้วจงกินมันซะ ความสวยงามของเจ้าจะได้อยู่คงคู่กับเจ้า พี่จะได้ชื่นชมเจ้าต่อไปอีกเป็นเวลานาน"

     "ทำไมเสด็จพี่ไม่เสวยเองล่ะเพคะ พระชนม์ชีพจะได้เป็นอมตะ นำมาประทานให้หม่อมฉันทำไมล่ะเพคะ หรือไม่เสด็จพี่ก็ควรที่จะเสวยผลไม้นี้พร้อมๆ กับหม่อมฉัน" นางสมุททชา ทูลตอบอย่างอ่อนหวาน

     "ไม่ได้หรอก ต้องกินคนเดียวให้หมดทั้งลูกจึงจะได้ผล เจ้าจงกินเสียเถิด" พระองค์รับสั่งจบก็เสด็จกลับ และทิ้งผลไม้ทิพย์ไว้ให้นางกินตามลำพัง

     ฝ่ายนางสมุททชานั้น จริงแล้วนางหาได้มีใจรักและซื่อสัตย์ต่อพระสวามีก็หาไม่ นางกลับมีใจไปเผื่อแผ่ ลอบรักกับอำมาตย์หนุ่ม นามว่า "มหิปาล"

     นางเรียกคนสนิทเข้ามา พลางสั่งว่า "เจ้าจงไปตามมหิปาล มาพบเรา บอกว่ามีธุระจะปรึกษา"

     "เพคะ พระชายา"  นางคนสนิทรับคำแล้วรีบไปทำตามที่พระชายาสั่ง

     เมื่อมหิปาน มาถึง นางสมุททชากล่าวว่า "มหิปาล ท่านจงนำผลไม้ทิพย์นี้ ไปกินเสียเถิด องค์พระสวามีหน้าโง่นำมามอบให้เรากิน แต่เรานึกถึงท่านมากกว่า จึงเก็บไว้ เพื่อท่านอันเป็นสุดที่รักของเรา"

     อำมาตย์หนุ่มรับผลไม้ไว้แล้ว ก็เสแสร้งเล้าโลมนางสมุททชาอยู่ชั่วครู่ ค่อยตรงออกไปหานางกำนัลผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นภรรยาลับ แล้วจึงมอบผลไม้ทิพย์นี้ให้

     "น้องรัก เจ้าจงรับผลไม้นี้ไปกินเสีย เจ้าจะได้สวยสด เป็นอมตะให้พี่เชยชมเจ้าไปนานๆ"

     ครั้นอำมาตย์มหิปาลลงจากเรือนไปแล้ว นางกำนัลจึงรีบเข้าวัง เพื่ออยากจะมีความดีความชอบใส่ตัว โดยที่นางก็หารู้ไม่ว่าความเป็นมาของผลไม้ทิพย์นี้นั้นได้กันมาอย่างไร นางจึงนำผลไม้ทิพย์นั้นเข้าเฝ้าพระภรรตฤราช

     เมื่อพระภรรตฤราชทรงทอดพระเนตรเห็น ก็ทรงจำได้ว่า เป็นผลเดียวกับที่พระองค์ได้ประทานให้กับ นางสมุททชา อันเป็นที่รัก....


                                

Posted by มะเหมี่ยว on 09 Apr. 2005,21:02
บทที่ 6 ความลับเปิดเผย



     พระภรรตฤราช ทรงแปลกพระทัยยิ่งนัก ว่านางกำนัลผู้นี้ไปได้ผลไม้ทิพย์มาจากที่ใด จึงทรงรับสั่งถาม

     "ใครเป็นผู้ให้ผลไม้นี้แก่เจ้า เจ้าได้มาได้อย่างไร?"

     นางกำนัลกราบทูลว่า "หม่อมฉันไม่ทราบหรอกเพคะ ว่าผลไม้ทิพย์นี้ได้มาอย่างไร เพียงแต่ท่านอำมาตย์มหิปาล ผู้เป็นสามีเป็นคนมอบให้หม่อมฉันเพคะ ฝ่าบาท แต่หม่อมฉันเห็นว่าผลไม้นี้เป็นของสูง ไม่เหมาะกับหม่อมฉัน จึงได้นำมาถวายให้ฝ่าบาทเพคะ"

     พระภรรตฤราช ทรงรับผลไม้จากนางกำนัลแล้วประทานทรัพย์สินเงินทองมีค่ามากมายให้เป็นรางวัล พระองค์ยังคงประทับอยู่ที่เดิม และทรงรำพึงในพระทัยว่า

     "ผู้หญิงกับมายา มักเป็นของคู่กัน คือความลุ่มหลงเร้าร้อน ไม่มีความแน่นอน"

      พลันพระองค์ก็รีบเสด็จไปยังตำหนักของนางสมุททชา(พระชายา) โดยทรงซ่อนผลไม้ทิพย์ติดพระองค์ไปด้วย ฝ่ายนางสมุททชารู้ว่าพระสวามีเสด็จมา นางก็มาเข้าเฝ้า และปรนนิบัติด้วยความหวานเหมือนเช่นเคย โดยพระภรรตฤราชทรงรับสั่งถามนางสมุททชาว่า

     "น้องรัก ผลไม้ทิพย์ ที่พี่ให้เจ้านั้นเจ้ากินหรือยัง"

     นางสมุททชาได้ฟังเช่นนั้น ก็ทำจริตมายา ตัดพ้อต่อว่าด้วยความน้อยใจ

     "พระองค์รับสั่งเหมือนไม่ไว้ใจหม่อมฉัน มีอะไรบ้างที่หม่อมฉันไม่ปฏิบัติตาม"

     พระภรรตฤราช ได้ฟังก็ทรงยิ้มในพระพักตร์ พลางคิดว่า ถ้าเป็นดังก่อนที่ยังไม่รู้ความจริง เราคงจะปลาบปลื้มในคำกล่าวของพระชายา แต่ในเวลานี้ เนตรของพระองค์นั้นสว่างแล้ว มิได้หลงใหลในคำพูดของพระชายา พระองค์ทรงหยิบผลไม้ทิพย์ออกชูให้นางดู พลางรับสั่งว่า

     "ไหนเจ้าลองบอกซิว่า นี่คืออะไร ใช่ผลไม้ทิพย์ ผลเดียวกับที่เจ้ากินไปหรือเปล่า ? "

     นางสมุททชาเห็นเช่นนั้นก็ตกใจ แทบสิ้นสติ แต่ก็พยายามหาข้อแก้ตัวเพื่อให้พ้นผิด แต่พระภรรตฤราชทรงกริ้วมากขึ้น รับสั่งบริภาษอย่างรุนแรง

     "นางแพศยา มากชู้หลายผัวเยี่ยงเจ้านั้น ถึงจะดูสวยงามภายนอก แต่มีความมักมากในกาม ไม่รู้จักอิ่มจักพอ รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น เจ้ากับข้า ขอจงอย่าได้พบกันอีกเลยทุกๆ ชาติไป ไม่ว่าจะชาตินี้ชาติไหนก็ตาม"

     พลางรับสั่งเรียก "ทหาร"

     "พระเจ้าค่ะ"
 
     "เจ้าจงนำหญิงชั่วผู้นี้ไปตัดหัว พร้อมกับชู้รักของมัน เอาหัวไปเสียบประจานไว้ที่หน้าเมือง อย่าให้ใครได้เอาเยี่ยงอย่าง ส่วนร่างกายที่งามแต่จิตใจโสมมของมันทั้งสอง เจ้าจงเอาไปสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วโยนให้แร้งกามันจิกกิน"

     รับสั่งจบ ก็เสด็จออกจากห้องของพระชายา โดยมิทรงสนใจใยดีต้องการวิงวอนใดๆ หรือแม้กระทั่งคำด่าทออย่างหยาบคายของนางสมุททชา

     ครั้นเสด็จกลับถึงพระตำหนักแล้ว พระภรรตฤราช ก็โปรดฯ ให้นางกำนัลนำผลไม้ทิพย์ไปล้างให้สะอาด แล้วเสวยด้วยพระองค์เองจนหมดทั้งผล จากนั้นพระองค์ก็เข้าป่าละทิ้งราชสมบัติ ออกบวชเป็นโยคี และไม่เสด็จกลับพระนครอีกเลย.

     

Posted by KiLiN on 09 Apr. 2005,22:16
clap.gif again.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 10 Apr. 2005,11:54
bowsdown.gif thankssign.gif bowsdown.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 10 Apr. 2005,12:07
บทที่ 7 อสูรปัถพีบาล



     ครั้นพระภรรตฤราช เสด็จออกบวชแล้ว เมืองอุชชยินีจึงว่างกษัตริย์ปกครองดูแล ร้อนถึงพระอินทร์จึงโปรดฯ ให้ยักษ์ตนหนึ่งเข้าเฝ้า และทรงรับสั่งว่า

     "ท่านปัถพีบาล เวลานี้เมืองอุชชยินีไม่มีใครปกครอง เพราะพระภรรตฤราชออกบวช และ องค์พระวิกรมาทิตย์ยังคงเสด็จออกตามหัวเมืองต่างๆ เราเกรงว่าเมืองจะมีภัย จึงอยากให้ท่านลงไปคอยสอดส่องดูแล ปกป้องรักษาจนกว่าพระเจ้าวิกรมาทิตย์จะเสด็จคืนพระนคร"

     "พระเจ้าค่ะ ข้าพระองค์จะปฎิบัติตามพระบัญชาทุกประการ พระเจ้าค่ะ"

     อสูรปัถพีบาล รับคำแล้วจำแลงกายลงมารักษาเมือง เฝ้ายามทั้งกลางวันกลางคืน มิให้มีภัยมากล้ำกรายได้.

Posted by มะเหมี่ยว on 10 Apr. 2005,12:49
บทที่ 8 คืนพระนคร



     กล่าวถึง พระเจ้าวิกรมาทิตย์ พร้อมด้วยพระธรรมธวัช(ราชบุตร) ปลอมองค์เป็นโยคี ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆก็ทรงเบื่อหน่าย ครั้นได้ยินข่าวลือว่าพระภรรตฤราช(พระอนุชา) ละทิ้งเมืองเข้าป่าบวชเป็นโยคีแล้ว ก็ทรงพระวิตก รีบพาราชบุตรกลับพระนคร ทั้งสองพระองค์ทรงดำเนินอย่างเร่งรีบ เป็นเวลาหลายวัน ก็เสด็จถึงพระนครในเวลาเที่ยงคืน

     ครั้นจะเสด็จเข้าพระราชวังก็ปรากฏว่า มีชายรูปร่างสูงใหญ่ยืนขวางประตูไว้มิให้พระองค์เข้า แล้วร้องถามด้วยเสียงอันดังว่า

     "นั่นใครมา เจ้าจงหยุดเดี๋ยวนี้ แล้วบอกชื่อของเจ้ามาซะดีๆ ว่าเป็นใคร"

     "ข้าคือ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ กษัตริย์ครองเมืองอุชชยินี แห่งนี้ แล้วเจ้าล่ะเป็นใครจึงบังอาจมาขวางทางมิให้ข้าเข้าเมือง"

     อสูรปัถพีบาล ทูลตอบว่า

     "ข้าพระองค์คือ อสูรปัถพีบาล องค์อัมรินทร์ ใช้ให้มารักษาพระนครแห่งนี้ แล้วข้าพระองค์จะเชื่อได้อย่างไรว่า ฝ่าบาท คือ พระเจ้าวิกรมาทิตย์"

     "ถ้าอย่างนั้น เจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร เจ้าจึงจะเชื่อ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ รับสั่งถาม

     "ฝ่าบาท ก็ต้องพิสูจน์ด้วยทางสู้รบกับข้าพระองค์ก่อนซิพระเจ้าข้า"  อสูรปัถพีบาลตอบ

     "ตกลง" พระเจ้าวิกรมาทิตย์ รับคำท้าประลองทันที

     อสูรปัถพีบาลนั้น มีกำปั้นใหญ่เท่าผลแตงโม ลำแขนแข็งดั่งกระบองหนามเหล็ก ส่วนพระเจ้าวิกรมาทิตย์สูงเพียงเอวยักษ์ ถ้าเป็นคนธรรมดาที่ไม่กล้าหาญสติมั่นคงแล้ว ก็อาจจะแพ้ตั้งแต่แรกเห็น

     ทั้งสองต่อสู้กันอยู่พักใหญ่ อสูรปัถพีบาล เสียหลักล้มลง พระธรรมธวัช ราชบุตรคอยโอกาสอยู่แล้ว ก็กระโดดขึ้นไปนั่งทับบนหน้าท้องของยักษ์ ส่วนพระเจ้าวิกรมาทิตย์ นั้นขึ้นอยู่บนคอยักษ์ แล้วยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างจิกลงไปในเบ้าตายักษ์ ทำทีว่าจะควักลูกตาออกมา อสูรปัถพีบาล ร้องขึ้นดังลั่น

     "ข้าพระองค์แพ้แล้ว พระเจ้าค่ะ แต่ข้าพระองค์ยังมีเรื่อง ที่องค์อัมรินทร์ฝากให้มาทูลแก่พระองค์ด้วย"

     อสูรปัถพีบาล จึงทูลต่อว่า

     "ฝ่าพระบาทจะต้องสิ้นพระชนม์ในเร็วๆนี้ พระเจ้าค่ะ"

     "เจ้าเอาอะไรมาพูด ข้าไม่เข้าใจ" ( รับสั่งอย่างไม่พอพระทัย )

     อสูรปัถพีบาล จึงทูลขึ้นว่า

     "ฝ่าพระบาทอย่าทรงกริ้วซิพระเจ้าคะ ทรงฟังเรื่องที่หม่อมฉันจะเล่าถวายต่อไปนี้เสียก่อน" 

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ กับพระธรรมธวัช เสด็จลงจากตัวยักษ์ ยักษ์จึงลุกขึ้นั่งแล้วเล่าเรื่องต่อไป.

Posted by มะเหมี่ยว on 10 Apr. 2005,13:50
คืนพระนคร (ต่อ)



     "ในกรุงอุชชยินีนี้ มีคนเกิดในวัน เดือน ปีเดียว และฤกษ์เดียวกัน อยู่ 3 คน คนที่ 1 ก็คือฝ่าพระบาท ผู้ทรงพระนามว่า "พระวิกรมาทิตย์" ส่วนคนที่ 2 เป็นบุตรพ่อค้าน้ำมัน และคนที่ 3 เป็นโยคี ซึ่งต่อมาโยคีผู้นี้ได้ฆ่าบุตรพ่อค้าน้ำมัน เพื่อบูชา "นางทุรคา" จากนั้นก็ได้ไปบำเพ็ญเพียรทำตะบะ ห้อยตัวเอาหัวลงอยู่บนต้นไม้ในป่าช้า และมีความคิดที่จะฆ่าฝ่าพระบาทด้วยในเร็วนี้ กระทั่งบุตรของตนโยคีก็ได้ฆ่าตายแล้ว"

     "อ้าว ! ทำไมโยคีฆ่าบุตรของตนล่ะ"

     อสูรปัถพีบาล ทูลตอบและเล่าต่อไปว่า

     "เมื่อครั้งตั้งแต่พระราชบิดาของฝ่าพระบาท เสด็จขึ้นครองราชย์นั้น วันหนึ่งพระองค์ได้เสด็จประพาสป่า ได้ทอดพระเนตรเห็นโยคีผู้หนึ่งนั่งทำตะบะอยู่ใต้ต้นไม้ ฝูงปลวกพากันมาทำรังเกาะอยู่รอบๆ ตัวโยคี สัตว์เลื้อยคลานต่างๆพากันไต่ตามตัวและใบหน้า หมาร่าทำรังอยู่บนผม แต่โยคีก็ยังคงนั่งนิ่งทำตะบะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พระราชบิดาของพระองค์สงสัยและแปลกพระทัยมาก ทรงใคร่จะทดลองตะบะของโยคีว่า จะกล้าแข็งสักเพียงใด

     ในที่สุดก็มีรับสั่งให่ป่าวประกาศทั่วพระนครว่า ถ้าใครสามารถทำให้โยคีเข้ามาในพระนครได้ จะประทานรางวัลให้อย่างสมค่า 

     ขณะนั้นมีนางระบำผู้หนึ่ง ชื่อ นางวสันตเสนา ได้เข้าเฝ้าพระราชบิดาของฝ่าพระบาท รับอาสาที่จะไปนำโยคีเข้ามาในท้องพระโรง และจะแบกทารกมาด้วย

     นางวสันตเสนา เข้าไปในป่าหาโยคีจนพบ นางได้นำอาหารรสหวานชนิดหนึ่ง ค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้โยคี แล้วเอาอาหารนั้นป้ายที่ปาก โยคีรู้สึกถึงความหวานก็เลียกินเข้าไป นางก็ป้ายอีกหลายครั้ง จนวันที่สาม โยคีก็ลืมตาขึ้นดู

     นางวสันตเสนา กล่าวขึ้นว่า "ข้าเป็นบุตรของเทวดา ลงมาในป่านี้เพื่อต้องการความสงบในการบำเพ็ญเพียรให้แก่กล้า แต่วิธีของข้าเวลาถือศีลนั้น ต้องใช้ของที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ ต้องแต่งตัวให้สวย กินอาหารดีๆ จิตใจจะได้เป็นสุข จึงจะบรรลุผลโดยเร็ว" นางกล่าวพลางก็เอื้อมมือไปแกะดินจอมปลวก และชักชวนให้โยคีชำระล้างร่างกายให้สะอาด พร้อมนำอาหารอย่างดีมาต้อนรับ

     ต่อมาไม่นาน โยคีก็อยู่กินกับนางวสันตเสนา จนมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน นางได้กล่าวกับสามีว่า

     "ท่านพี่ เราทั้งสามคนได้จำศีลภาวนา มาด้วยกันในป่าก็เป็นเวลาพอสมควร เราทั้งสามคนควรจะไปอาบน้ำชำระร่างกายตามท่าน้ำ ที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นศิริมงคล"

     โยคีได้ฟังเช่นนั้น ก็เห็นชอบด้วย จึงอุ้มทารกแบกขึ้นบ่าออกเดินตามผู้เป็นภรรยาไป นางวสันตเสนาก็นำทางตรงเข้าเมืองอุชชยินี และเข้าเฝ้ายังท้องพระโรง พระราชบิดาของฝ่าพระบาททรงพระสรวล เห็นโยคีตะบะแตก ก็ขบขัน ขุนนางต่างๆ ก็พากันหัวเราะเกรียวกราว

     ฝ่ายโยคี เมื่อรู้ความเป็นมาก็โกรธ ได้สติว่า ตนเกิดกิเลส จึงทำให้เสียผลแห่งตะบะที่ได้บำเพ็ญเพียรมาเป็นเวลานาน ครั้นมารู้ตัวก็สายเสียแล้ว โยคีจึงอุ้มบุตรขึ้นบ่า และสาปแช่งคนทั้งหลายที่อยู่ ณ ที่นั้น

     พอโยคีกลับไปถึงป่า ก็ฆ่าบุตรของตนเสีย แล้วก็เริ่มบำเพ็ญตะบะใหม่ แต่ในใจยังคงผูกขาดพยาบาทพระราชบิดาของฝ่าบาท แต่พระราชบิดาของฝ่าบาทได้สิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน โยคีจึงหันมาคิดทำร้ายฝ่าบาทกับพระราชบุตรแทน หวังจะเอาเลือดเป็นเครื่องบูชา เพื่อครองความยิ่งใหญ่ในโลก ปัถพีบาลเล่าเรื่องถวายจบลง ก็ทูลพระวิกรมาทิตย์ว่า

     "พระองค์ต้องทรงระวังองค์ให้มาก อย่าทรงเชื่อคำพูดของผู้ที่มีสำนักในหมู่คนตาย"

     แล้วร่างของอสูรปัถพีบาลก็อัตรธานหายไปต่อหน้าพระพักตร์

     ฝ่ายชาวเมืองก็ได้จัดงานฉลองรื่นเริง ที่พระเจ้าวิกรมาทิตย์และพระราชบุตร ได้เสด็จกลับคืนสู่พระนครอย่างปลอดภัย.

     

     

Posted by มะเหมี่ยว on 10 Apr. 2005,14:40
บทที่ 9 พ่อค้าพลอย



     วันหนึ่ง พระเจ้าวิกรมาทิตย์เสด็จออกว่าราชการตามปกติ ได้มีพ่อค้าคนหนึ่งฐานะร่ำรวยมาจากแดนไกล นำผลไม้มาถวาย แล้วทูลลาไป ครั้นเมื่อพ่อค้าพ้นไปแล้ว พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ก็ทรงพระดำริว่า

     "คนที่อสูรปัถพีบาล ให้เราคอยระวังตัว อาจจะเป็นพ่อค้าคนนี้ก็ได้ ฉะนั้นเพื่อความไม่ประมาท เราจึงไม่ควรที่จะกินผลไม้นี้"

     ครั้นรุ่งขึ้น พอค้าคนเดิมก็ขอเข้าเฝ้าอีก และได้ถวายผลไม้อีก 1 ผล พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ก็รับสั่งให้นางกำนัลเก็บผลไม้นั้นไว้ จนผลไม้ที่อยู่ในพระคลังกองใหญ่ขึ้น ทุกวันๆ

     วันหนึ่ง พระเจ้าวิกรมาทิตย์ เสด็จออกไปทอดพระเนตรม้า ณ โรงม้า โดยพระองค์ได้ถือเอาผลไม้นั้นไปด้วย พอดีผลไม้ตกกลิ้งไปใกล้ลิง ที่ผูกไว้กับต้นไม้ ลิงหยิบผลไม้ขึ้นมาฉีกกิน ทันใดนั้นทับทิมเม๊ดใหญ่ งามจับตา ก็หล่นลงมาจากผลไม้ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงระแวงพระทัย รีบให้คนไปตามพ่อค้ามาเข้าเฝ้า

     "ท่านพ่อค้า ทับทิมเป็นของมีค่า ทำไมเจ้าจึงมอบทับทิมแก่เรา"

     พ่อค้าทูลขึ้นว่า "อันธรรมดาประเพณี ซึ่งมีมาแต่โบราณสอนเอาไว้ ว่าการที่จะไปหาใครนั้น เช่น พระเจ้าแผ่นดิน ตุลาการ หรือหญิงสาว ไม่สมควรไปมือเปล่า กระหม่อมเองก็ได้ถวายทับทิมชนิดเดียวกันนี้แก่ฝ่าบาทมาก็มากแล้ว แต่ทำไมฝ่าบาทจึงรับสั่งถามถึงเม็ดนี้เม็ดเดียวล่ะพระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ได้ทรงรับฟัง ดังนั้นก็รับสั่งเรียกให้ทหาร ผ่าผลไม้ออกดูทุกผล พบทับทิมเม็ดใหญ่โต น้ำงาม เสมอกันอยู่ในผลไม้ทุกลูก

      พ่อค้าทูลต่ออีกว่า "ราคาเม็ดทับทิมเหล่านี้ เพียง 1 เม็ด สามารถซื้อทวีปได้ทั้งทวีป ไม่เป็นการสามควรที่ข้าพระองค์จะเก็บไว้ พระเจ้าค่ะ"

      "ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านต้องการอะไร เราจะให้" พระเจ้าวิกรมาทิตย์รับสั่งถาม

     "ขอเดชะ ฝ่าพระบาท ความจริงแล้วกระหม่อมฉันไม่ใช่พ่อค้าธรรมดา หากแต่ว่ากระหม่อมฉันเป็นโยคี มีนามว่า "ศานติศีล" พระเจ้าค่ะ และจุดประสงค์ที่กระหม่อมฉันมาเข้าเฝ้าพระองค์ คือกระหม่อมฉันกำลังจะทำพิธีกรรมอย่างหนึ่งในป่าช้า ณ ริมฝั่งแม่น้ำ "โคทาวารี" และในพิธีกรรมครั้งนี้ กระหม่อมใคร่ทูญเชิญฝ่าพระบาทและ พระธรรมธวัชราชบุตร ให้เสด็จไปยังป่าช้านี้ด้วย ถ้าพระองค์จะกรุณา การทำพิธีกรรมครั้งนี้จึงจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงได้ยินว่า ป่าช้า ก็สะดุ้งในพระทัย หวลรำลึกถึงคำทูลของอสูรปัถพีบาลขึ้นมาได้ แต่พระองค์เป็นกษัตริย์ จึงทรงระงับพระทัยไว้ พระองค์ทรงตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก็ทรงดำริว่า

     "เราได้ลั่นพระโอษฐ์อนุญาตว่าจะให้ แล้วไม่ทำตามก็จะเสียคำไป ท่านโยคี จงกำหนดวันและบอกเวลามาเถิด เรากับลูกชายจะไปในพิธีกรรมครั้งนี้"

     โยคีทูลว่า "พระองค์ต้องเสด็จไปกับพระราชบุตรเพียงลำพังนะพระเจ้าค่ะ ภายในแรม 14 ค่ำ เดือนนี้ และพระองค์ต้องทรงถืออาวุธติดองค์ไปด้วยนะพระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงตอบตกลงรับคำ.




     

Posted by add on 11 Apr. 2005,00:04
เฮ่อ ..สนุกจัง  เมื่อตอนเด็กๆเคยอ่านแล้วก็ลืมไปหมด  นี่น้องมะเหมี่ยวมาทำให้น้าแอ๊ดวัยกลับซะแล้ว เหอๆ  ชอบตอนผลไม้ทิพย์น่ะ  rose.gif  rose.gif  rose.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 12 Apr. 2005,09:18
บทที่ 10 โยคีศานติศีล



     ฝ่ายพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ครั้นโยคีกลับไปแล้ว พระองค์ก็เสด็จขึ้นข้างใน ทรงทบทวนข้อความซึ่งพระองค์ทรงประทานสัญญาให้แก่โยคี โดยพระองค์ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้เลย แม้จะทรงคิดได้ว่าพิธีการครั้งนี้อาจมีบางสิ่งที่ไม่ค่อยสู้ดี แต่พระองค์ก็มิได้ทรงรับสั่งให้ใครฟัง แม้แต่อำมาตย์ที่ใกล้ชิดก็ตาม

     ครั้นถึงกำหนดนัดในเวลากลางคืน แรม 14 ค่ำ พระเจ้าวิกรมาทิตย์กับธรรมธวัชราชบุตร ก็เตรียมองค์โพกผ้า พระหัตถ์ถือดาบคู่พระทัย ซึ่งสามารถสู้ได้ทั้งคู่อริที่เป็นทั้งมนุษย์และอมนุษย์ แล้วทั้งสองพระองค์ก็ลอบเสด็จออกจากวัง ทรงดำเนินไปตามถนน บ่ายพระพักต์เข้าสู่ป่าช้า ริมแม่น้ำโคทาวารี

     คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด แต่ทั้งสองพระองค์ก็ทรงดำเนินไปจนเห็นแสงไฟอยู่กลางป่าช้า จึงเสด็จตรงไปหาแสงไฟนั่น ระหว่างทาง พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงหยุดชะงักเพราะขยะแขยง ทรงทอดพระเนตรเห็นสิ่งที่พึงรังเกียจต่างๆอยู่รอบกองไฟ ที่เพิ่งเผาศพเสร็จใหม่ๆ ภูติผีปีศาจปรากฏร่างให้เห็น และหมาไนกำลังกัดกินซากศพ หมีก็ยืนเคี้ยวกินตับเด็กทารก อีกทั้งเสียงลม เสียงฝน เสียงเห่าหอนของสุนัข น่ากลัว

     ในท่ามกลางสิ่งที่น่าเกลียด และน่าสะพึงกลัวเหล่านี้ โยคีศานติศีลกลับนั่งสงบนิ่งอยู่ใกล้กองไฟ มือทั้งสองข้างถือกระดูกมนุษย์เคาะกระโหลกศรีษะที่วางอยู่เป็นจังหวะ โดยมีภูติผีปีศาจเต้นระบำไปมาอยู่รอบๆตัว

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงข่มพระทัย รวบรวมความกล้าอย่างที่สุด ครั้นทรงเห็นมนุษย์ที่แวดล้อมไปด้วยภูติผีเช่นนั้น ก็ทรงคิดถึงคำพูดยักษ์ แต่พระองค์ก็ต้องรักษาสัญญาที่มีไว้ต่อโยคี พระองค์ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์จึงทรงเสด็จนำรพะราชบุตรเข้าไปหาโยคี กระทำกิริยาเคารพเป็นอันดี แล้วทรงนั่งลงบนพื้นดินตามคำทูลเชิญ สักครู่ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ก็ทรงรับสั่งว่า

     "เรามาตามสัญญาแล้ว ท่านจะให้เราทำสิ่งใดก็รีบบอกเรามาเถอะ"

     โยคีศานติศีล ทูลตอบว่า

     "เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงแล้ว ก็จงปฏิบัติตามประสงค์ของหม่อมฉันข้อที่หนึ่งก่อน คือ ในทิศใต้จะมีป่าช้าเช่นเดียวกันนี้อีกแห่งหนึ่ง และในป่าช้านั้นมีต้นอโศกอยู่ และบนต้นอโศกนั้นจะมีศพแขวนอยู่ศพหนึ่ง พระองค์จงไปเอาศพนั้นมาให้กระหม่อมโดยเร็วเถิด"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงฟังเช่นนั้นก็จับพระหัตถ์พระธรรมธวัชราชบุตร ไปในทางทิศใต้ พระองค์ทรงแน่พระทัยว่า "ศานติศีล" ผู้นี้เอง คือโยคีที่พระราชบิดาของพระองค์ได้ทรงก่ออริเอาไว้

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงคิดหาอุบายที่จะป้องกันพระองค์และราชบุตร มิให้โยคีทำร้ายได้ เมื่อทรงดำริเช่นนั้นแล้วพลางดำเนินต่อไป ทางที่เสด็จดำเนินนั้นก็มืดมาก มองไม่ค่อยเห็นทาง มีภูติผีปีศาจตามหลอกหลอนให้ตกพระทัย แต่พระเจ้าวิกรมาทิตย์กับพระราชบุตรก็มิได้ทรงครั่นคร้ามหรือท้อถอย ทรงพากันดำเนินต่อไปจนถึงป่าช้าที่โยคีศานติศีลกล่าวทูลไว้.

Posted by มะเหมี่ยว on 12 Apr. 2005,09:24
thankssign.gif ขอบคุณค่ะน้าแอ๊ด bowsdown.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 13 Apr. 2005,15:35
บทที่ 11 เวตาล



     ทั้งสองพระองค์ เสด็จดำเนินต่อไปอีกสักครู่ก็ทรงเห็นต้นอโศกต้นใหญ่ กำลังลุกเป็นไฟแดงทั้งต้น แต่พระเจ้าวิกรมาทิตย์กับพระราชบุตรก็มิได้ทรงหวาดกลัวหรือย่อท้อ กลับเดินตรงเข้าไปจนถึงโคนต้นไม้ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ก็ทรงหยุดยืนพิจารณาดูศพ ซึ่งแขวนอยู่บนกิ่งอโศก

     ศพนั้นลืมตาโพลง ลูกตาเป็นสีเขียวเรืองๆ ผมสีน้ำตาล ตัวผอมและเห็นซี่โครงเป็นซี่ๆ เอาหัวห้อยลงมาในทำนองเดียวอย่างค้างคาว เมื่อจับถูกตัวก็เย็นชืดเหนียวๆคล้ายงู เหมือนกับว่าไม่มีชีวิต แต่หางซึ่งเหมือนแพะนั้นกลับกระดิกได้

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น ก็ทรงเข้าพระทัยว่า ตัวที่ห้อยอยู่นั่นคือ "เวตาล" เมื่อทรงคิดได้เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงปีนขึ้นไปบนต้นอโศก รับสั่งให้พระราชบุตรยืนให้ห่างออกไป แล้วทรงพระแสงดาบฟันกิ่งไม้ที่เวตาลห้อยอยู่ ขาดลงบนพื้นดินพร้อมเวตาล

     เวตาลเมื่อตกลงสู่พื้นดินก็กัดฟันร้อง เสียงเหมือนเด็กทารก ซึ่งได้รับความเจ็บปวด

     "อุแว้ ๆ ๆ ๆ ๆ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ตรัสว่า "อ้ายตัวนี้ มีชีวิตนี่"

     แต่พอรับสั่งแทบไม่ทันจะขาดคำ เวตาลก็หัวเราะเยาะด้วยเสียงอันดัง

     "ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ"  แล้วกลับขึ้นไปห้อยเกาะกิ่งไม้กิ่งอื่นอยู่บนต้นอโศกอย่างเก่า ห้อยพลางหัวเราะพลาง จนตัวแกว่งไปแกว่งมา

     "ฮ่ะ ฮ่ะ เอิ้ก เอิ้ก"

     ฝ่ายพระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงคิดว่า เวตาลนี้คงจะต้องเป็นบุตรของพ่อค้าน้ำมันเป็นแน่ ฉะนั้นจะต้องปีนขึ้นไปตัดกิ่งไม้ลงมาอีกครั้ง จึงรับสั่งกับพระราชบุตรว่า

     "เมื่อเวลาพ่อตัดกิ่งไม้ เจ้าเวตาลตกลงถึงพื้นดินแล้ว ให้ลูกจงจับตัวมันไว้ให้มั่นนะ"

     "พระเจ้าค่ะ เสด็จพ่อ"  พระธรรมธวัชทรงรับคำ

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงปีนต้นไม้ และตัดกิ่งไม้เพื่อจะจับตัวเวตาล อยู่ถึงเจ็ดครั้ง เวตาลเห็นถึงความพยายามของพระองค์ เวตาลจึงยอมให้พระองค์จับในครั้งที่เจ็ด

     เมื่อพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงจับเวตาลได้แล้ว ก็นำเวตาลใส่ย่าม เวตาลร้องถามพระองค์ว่า

     "ท่านี้คือใคร และท่านจะทำอะไร"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ รับสั่งตอบว่า

     " เอ็งจงรับรู้ไว้เถิด ว่าคือพระเจ้าวิกรมาทิตย์ กษัตริย์แห่งกรุงอุชชยินี ข้าจะจับตัวเอ็งไปให้คนคนหนึ่ง ซึ่งเห็นแก่ความสนุกในการเคาะกะโหลกหัวผีเป็นเพลงให้ผีฟัง"

     เวตาลจึงทูลตอบว่า สุภาษิตโบราณว่าไว้ ลิ้นคนนั้นสามารถตัดคอคนมาเสียมากต่อมากแล้ว
และหม่อมฉันเป็นคนช่างพูด โดยระหว่างทางเดินตั้งแต่ที่นี่ไปจนถึงผู้ที่เคาะกะโหลกผีในป่าช้านั้น หม่อมฉันจะเล่านิทานเล่น เพราะปราชญ์ผู้มีความรู้นั้น ย่อมใช้เวลาของตนในเรื่องของหนังสือ มิใช่การนอน ขี้เกียจ แบบคนโง่ และในเวลาที่หม่อมฉันเล่านิทานนั้น หม่อมฉันจะถามปัญหาฝ่าบาท โดยฝ่าบาทห้ามตอบหม่อมฉัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม อาจจะเป็นเพราะพระองค์โง่เขลาหรือมีสติปัญญา ก็แล้วแต่พระองค์ หม่อมฉันถึงจะยอมตามไปด้วย แต่ถ้าพระองค์ตอบคำถามของหม่อมฉันเมื่อไหร่ หม่อมฉันก็จะกลับไปอยู่ในที่ของหม่อมฉัน ทันที
     
     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ได้ทรงฟังดังนั้น ก็คิดเคืองในพระทัย เหมือนเจ้าเวตาลจะดูถูกพระองค์ว่าโง่ ทรงคิดดังนั้นแล้วก็ทรงจับเวตาลลงใส่ย่าม แล้วยกขึ้นสะพาย พลางเสด็จออกรีบทรงดำเนินไป

     ฝ่ายเวตาล ครั้นออกเดินได้สักครู่ ก็ทูลถามปัญหาสั้นๆ ซึ่งพระเจ้าวิกรมาทิตย์มิได้ทรงตอบแต่ประการใด เวตาลจึงทูลขึ้นว่า

     "ต่อไปนี้หม่อมฉันจะเล่านิทานถวาย ซึ่งเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น ขอให้พระองค์ทรงตั้งใจฟังเถิด.
Posted by มะเหมี่ยว on 14 Apr. 2005,07:56
จบบทนำเรื่องทั้ง 11 บทแล้ว ต่อไปจะเข้าสู่ปริศนา? นิทานเวตาลทั้ง 10 เรื่อง ดังต่อไปนี้ค่ะ...... thumbsup.gif thumbsup.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 14 Apr. 2005,08:33
นิทานเวตาล เรื่องที่ 1



     ยังมีพระราชาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า "พระประตาปมุกุฎ" ครองราชสมบัติอยู่ ณ กรุงพาราณสี มีพระโอรสองค์หนึ่ง พระนามว่า "วัชรมุกุฎ"

     วันหนึ่ง พระวัชรมุกุฎ อยากเสด็จประพาสป่าเพื่อล่าสัตว์ จึงได้ไปชวนพระสหาย ซึ่งเป็นบุตรของอำมาตย์ นามว่า "พุทธิศริระ" ทั้งสองขี่ม้าเข้าไปในป่าแห่งหนึ่ง พบสระใหญ่ มีกำแพงล้อมรอบ เป็นที่ร่มรื่น และอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาชนิด

     ทั้งสองไม่เคยพบสระนั้นมาก่อน ก็แปลกใจ จึงทรงลงจากม้า พาไปผูกไว้ใต้ร่มไม้ แล้วเดินไปริมสระ พากันเข้าไปในศาล "พระมหาเทพ" ทำความเคารพแล้วจึงสวดมนต์

     ต่อมาครู่หนึ่ง มีหญิงสาวหลายคน พากันมาที่ริมสระน้ำฝั่งตรงข้าม บางนางก็ลงเล่นน้ำในสระ แต่องค์ธิดาซึ่งเสด็จมาในกลุ่มนางเหล่านี้ มิได้ลงเล่นในสระนี้ด้วย กลับทรงดำเนินเที่ยวเล่นกับพระสหายหญิง ก็เผอิญพระธิดาเสด็จดำเนินมาถึงตรงที่พระวัชรมุกุฎทรงยืนอยู่

     เมื่อพระวัชรมุกุฎ ครั้นเห็นนางก็ทรงตกตะลึง และใฝ่ฝันหาทันที พลางรำพึงออกมาเบาๆ เหมือนคนละเมอว่า

     "งาม งามเหลือเกิน ทำไมนางถึงได้งามเช่นนี้หนอ?"

     พระราชธิดา ได้ยินก็ทรงยิ้มหยุดยืนดูกิริยาของพระวัชรมุกุฎ แล้วพระราชธิดาก็ทรงดำเนินกลับไปจนถึงสระฝั่งตรงข้าม พระธิดาก็เหลียวกลับมามองว่า ชายหนุ่มที่ตกประหม่าผู้นั้นจะนิ่งอยู่กับที่ หรือทำอย่างไรต่อไป 

     ครั้นทรงเห็นว่าพระวัชรมุกุฎยังทรงจ้องมองดูอยู่ พระธิดาก็ทรงยิ้มแล้วเสด็จลงไปที่ขอบสระ
 เก็บดอกบัวดอกหนึ่งชูขึ้นไหว้ฟ้า แล้วเอามาเสียบที่เกศา(ผม) แล้วนำมาทัดที่กรรณ(หู)แล้วกัดด้วยทนต์(ฟัน) จากนั้นเอากลิ้งลงเหยียบด้วยบาท แล้วทรงหยิบขึ้นมาปักที่อุระ(อก)

     เมื่อพระธิดาทำเช่นนั้นเสร็จแล้ว นางก็กลับพระนคร เมื่อพระวัชรมุกุฎเห็นร่างของนางจากไปลับตาแล้ว ก็ให้เร้าร้อนกระวนกระวาย รีบเสด็จกลับไปยังศาลพระมหาเทพ พอดีพบพุทธฺศริระกำลังเดินออกมา พระองค์จึงทรงรับสั่งว่า

     "พุทธิศริระ เพื่อนรัก เราได้เห็นนางคนหนึ่ง สวยงามนัก ซึ่งเราไม่อาจรู้ได้ว่านางมาจากสวรรค์ชั้นใด นางช่างงามเหลือบรรยาย นางคือ ความรัก เพื่อนรัก...ถ้าหากเรามิได้นางมาเป็นของเราแล้ว เราจะไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป เราขาดนางไม่ได้แล้ว"

     ครั้นเสด็จดำเนินมาถึงพระนครแล้ว ในคืนนั้นพระวัชรมกุฎ เข้าบรรทม แต่พระองค์หาได้ทรงบรรทมหลับไม่ ทรงกระสับกระส่ายอยู่ตลอดเวลาทั้งคืนจนรุ่งเช้า และในวันที่สองก็ทรงประชวรมีอาการเป็นไข้ พลางรับสั่งเพียงว่า "จะสิ้นพระชนม์" และทรงได้เขียนรูปนางงามผู้เก็บดอกบัว มาทำกิริยาอาการแปลก จนพระองค์ฝังใจ ทรงเพ่งพิศรูปภาพนั้นด้วยพระเนตรที่เศร้าหมอง...........


        

.........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ.........

Posted by มะเหมี่ยว on 15 Apr. 2005,22:31
    นิทานเวตาล เรื่องที่ 1 (ต่อ)


     ฝ่ายพุทธิศริระผู้เป็นสหายนั้น รู้ถึงพระอาการดี ได้กล่าวทูลว่า

     "พระโรคชนิดนี้ต้องเสวยยาอย่างขมๆ และต้องทรงงดของสแลงทุกชนิดให้จริง มิฉะนั้นโรคนี้จะไม่หายขาด พะย่ะค่ะ"

     พระวัชรมุกุฎ ได้ทรงฟังก็รู้ว่า พุทธิศริระนั้นอาทรในพระองค์ จึงเอื้อมพระหัตถ์จับมือของพุทธิศริระไว้ น้ำพระเนตรคลอ พลางรับสั่งว่า

     " ชายใด ถ้าเดินเข้าไปในความรักแล้ว ชายนั้นจะมีชีวิตรอดไปไม่ได้ หรือถ้ายังไม่สิ้นชีวิต ชีวิตนั้นก็มิใช่อื่น คือความทุกข์ที่จะต้องทรมานยืดยาวออกไปนั่นเอง พุทธิศริระเพื่อนรัก เรานั้นได้ก้าวเท้าเดินไปทางนั้นเสียแล้ว ที่สุดแห่งทางนั้นจะเป็นความสุขหรือทุกข์ก็ตามแต่บุญแต่กรรมของเราก็แล้วกัน"  ตรัสแล้วก็ทรงถอนใจ

     ฝ่ายพุทธิศริระ เห็นพระวัชรมุกุฎมีอาการเช่นนั้นก็อดสงสารมิได้ จึงทูลถามว่า

     "เมื่อเวลาที่นางจากไปนั้น นางได้กล่าวอะไรแก่พระองค์บ้างหรือเปล่าพะย่ะค่ะ หรือพระองค์ได้ทรงกล่าวอะไรแก่นางบ้าง"

     พระวัชรมุกุฎทรงส่ายพระพักตร์ แล้วรับสั่งว่า

     "เราไม่ได้กล่าวอะไรแก่กันเลย"

     พุทธิศริระทูลว่า "ถ้าเช่นนั้นก็คงยากที่สุดที่จะตามหานางมาได้"

     พระวัชรมุกุฎ ทรงถอนพระทัย พลางรับสั่งอย่างเศร้าๆ ว่า "เราคงใกล้จะถึงเวลาตายแล้วซินะ ชีวิตของเราในเวลานี้คงจะหาความสุขอีกมิได้ "

     พุทธิศริระ นึกเคืองอยู่ในใจที่พระวัชรมุกุฎทรงขาดสติ เพราะการพูดถึงความตายนั้นไม่ใช่ทางออก หรือจะทำให้ได้นางมา พุทธิศริระนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จึงทูลปลอบพระทัยว่า

     "พระองค์ จงทรงระงับความทุกข์ที่สุมอยู่ในพระทัยลงบ้างเถิด หม่อมฉันรู้ชื่อและที่อยู่ของนางที่รพะองค์ทรงได้พบแล้ว คือ 
เมื่อนางเก็บดอกบัวชูขึ้นไหว้ไปบนฟ้านั้น หมายความว่า นางแสดงความยินดีต่อเทพเทวาที่ดลใจให้นางได้พบพระพักตร์อันประเสริฐของพระองค์ พะย่ะค่ะ และเมื่อนางยกดอกบัวทัดหูนั้น เป็นที่ให้เข้าใจว่า นางเป็นชาวเมืองกรรณาฏกะ และเมื่อนางกัดดอกบัวด้วยฟัน นางทำสัญญาให้ทรงทราบว่า นางเป็นราชธิดาของท้าวทันตวัต คู่กรณีของพระบิดาของพระองค์ ครั้นเมื่อนางเหยียบดอกบัวนั้น นางแสดงให้เห็นเป็นเครื่องหมายว่า นางชื่อ ปัทมาวดี และเมื่อนางเอาดอกบัวปักที่อก ก็เป็นที่หมายว่า พระองค์นั้นทรงอยู่ในพระทัยของนาง เช่นเดียวกัน พะย่ะค่ะ"

     พระวัชรมุกุฎ ได้ทรงฟังก็ทรงผุดลุกขึ้นด้วยความดีพระทัย อาการไข้ก็หายเป็นปลิดทิ้ง ทรงกระปรี้กระเปร่าเหมือนดังแต่ก่อน รับสั่งชมความรอบรู้ของพุทธิศริระ พลางอ้อนวอน ให้ช่วยทูลขออนุญาตพระราชบิดาพากันไปยังพระนครของนาง

     พระวัชรมุกุฎ กับ พุทธิศริระ แต่งตัวเป็นคนเดินทางขึ้นม้าไปเป็นเวลาหลายวัน จึงถึงนครกรรณาฏกะ ทั้งสองจึงหยุดพักริมทาง โดยพุทธิศริระเที่ยวสอบถามหาที่พัก จนมีหญิงชราผู้หนึ่งซึ่งกำลังนั่งปั่นฝ้ายอยู่หน้ากระท่อม

     "แม่เฒ่าจ๊ะ ฉันเป็นพ่อค้ามาจากเมืองไกลสองคนด้วยกัน ต้องการจะหาที่พัก ถ้าแม่เฒ่าจะกรุณายอมให้ฉันและเพื่อนพักในเรือนนี้แล้ว ฉันจะให้เงินแม่เฒ่าเป็นค่าตอบแทนอย่างคุ้มค่าเลยทีเดียว"

     ฝ่ายหญิงชรานั้น นอกจากจะเป็นหมอดูแล้วยังชำนาญในการดูลักษณะคนอีกด้วย " ตามสบายเถิดพ่อ คิดเสียว่ากระท่อมนี้เป็นบ้านของเจ้าทั้งสองก็แล้วกัน"

     พุทธิศริระ เอ่ยถามแม่เฒ่าระหว่างพาชายหนุ่มทั้งสองเข้าไปยังห้องพักว่า "แม่เฒ่าอยู่เพียงลำพังหรือไร ลูกหลานไปไหนกันหมดล่ะจ๊ะ"

     หญิงชราตอบแก่พุทธิศริระว่า "ลูกชายของยายนั้นเป็นคนรับใช้คนสนิทของท้าวทันตวัต เจ้าเมืองพระนครแห่งนี้ ส่วนยายก็เป็นนางนม ของพระธิดาองค์ใหญ่ นามว่า "ปัทมาวดี" ครั้นเมื่อยายแก่ชราจึงขอลามาอยู่กับบ้าน แต่ยายจะต้องเข้าเฝ้าพระธิดาทุกวัน" นางกล่าวถึงพระธิดาของนางอย่างชื่นชม

     พระวัชรมุกุฎ กับ พุทธิศริระ พักอยู่กับแม่เฒ่าหลายวัน ทั้งสองพยายามทำให้แม่เฒ่ารักใคร่และไว้ใจ จนกระทั่งวันหนึ่ง พระวัชรมุกุฎ ก็ทรงตรัสถึงพระราชธิดา พลางรับสั่งว่า

     "แม่เฒ่า คราวหน้าเวลาไปเข้าเฝ้าพระธิดานั้น ฉันขอให้แม่เฒ่าช่วยถือหนังสือ ไปถวายพระองค์ด้วยสักฉบับหนึ่งจะได้ไหมจ๊ะ"

     หญิงชราตอบด้วยความยินดีว่า "พ่อคุณ ไม่จำเป็นต้องรอถึงพรุ่งนี้ ยายจะถือไปให้พระธิดาเดี๋ยวนี้เลย"

     พระวัชรมุกุฎได้ฟังดังนั้น ก็ทรงตื่นเต้นดีพระทัยเป็นยิ่งนัก รีบเสด็จไปหาพุทธิศริระ เพื่อทรงปรึกษาว่าจะเขียนหนังสือถึงนางอย่างไร นางจึงจะประทับใจ

     แล้วพุทธิศริระ ก็เดินไปหยิบเครื่องเขียน มานั่งเขียนอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นเมื่อเสร็จแล้วก็ปิดผนึก แล้วเขียนรูปดอกบัวดอกหนึ่งบนหลังปิดผนึก แล้วจึงนำจดหมายนั้นไปให้แม่เฒ่า แม่เฒ่าจึงตรงเข้าพระตำหนักทันที.........




..........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..........

Posted by แมวเหมียว on 16 Apr. 2005,09:25
สนุกค่ะ winkthumb.gif
again.gif  again.gif  again.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 16 Apr. 2005,22:27


ขอบคุณค่ะ พี่แมวเหมียว thankssign.gif

อ่านนิทานกันมาตั้งหลายตอนแล้ว พักจิบกาแฟกันก่อนนะคะ

ขอเรียนเชิญคุณ KiLiN น้าแอ๊ด และสมาชิกทุกท่านด้วยค่ะ thumbsup.gif thumbsup.gif 

Posted by มะเหมี่ยว on 16 Apr. 2005,23:50
     นิทานเวตาล เรื่องที่ 1 (ต่อ)


     ฝ่ายนางปัทมาวดี ครั้นเห็นนางนมเข้าไปเฝ้าก็ตรัสเรียกให้นั่งลงสนทนาด้วย นางนมจึงพูดคุยถึงเรื่องอื่นๆ อยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงทูลขึ้นว่า

     "พระองค์จงทอดพระเนตรหนังสือฉบับนี้ซึ่งมาจากชายหนุ่มรูปงาม และมีนิสัยดีที่สุดเท่าที่หม่อมฉันได้เคยเห็นมาเพคะ" พลางส่งหนังสือถวาย

     พระราชธิดา ทรงรับหนังสือไปทอดพระเนตร แล้วทรงเปิดผนึกออกอ่านพบอินทรวิเชียรฉันท์ดังนี้ (ขอกล่าวถึงฉบับย่อ)
   

               งอนงามอร่ามโรจน์    ฉวิโชติประชันชวน
               แข่งขันพระจันทร์บวรณ์  ศศิแน่จะแพ้นาง
               ยามยลพิมลโฉม      อุระโหมพระเพลิงพลาง
               ร้อนรักตระหนักกลาง   จิตข้าศิขาดูล
               นางกลับและลับเนตร   ก็เทวษทวีคูณ
               เร่าร้อนบ่ผ่อนพูน      พิษรักประจักษ์แด
               คิดไปก็ใจหาย       เพราะกระต่ายจะหมายแข            
               เวียนหวังระวังแล     ศศิไซร้บ่ใยดี.    
     พระธิดาทรงอ่านข้อความในหนังสือโดยตลอด ก็ทรงกริ้ว รับสั่งด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราดว่า

     "นี่แม่นม เป็นอะไรไป ทำไมถึงบังอาจนำหนังสือเช่นนี้มาให้เรา คนโง่ที่เขียนฉันท์ไม่เป็น ก็ยังจะแค่นมาแต่งกับเขาด้วย อยากรู้นักว่าเรียนหนังสือมาจากสำนักใด ถึงได้เลวขนาดนี้"

     นางตรัสพลาง ก็ทรงฉีกหนังสือตรงข้อความที่ว่า
"ศศิไซร้บ่ใยดี" แล้วรับสั่งว่า

     "จงนำเอาคำตอบนี้ ไปให้กับคนที่แต่งฉันท์ไม่เป็นผู้นั้น แล้วอย่าบังอาจถือหนังสือเช่นนี้มาให้เราอีกเป็นอันขาด จำไว้"

     นางนมได้ฟังพระธิดารับสั่งและกริ้วนางถึงเพียงนี้ ก็เสียใจรีบทูลกลับไปบ้าน ครั้นพระวัชรมุกุฎได้ฟังคำตอบก็ไม่คิดจะมีชีวิตอยู่

     ฝ่ายพุทธิศริระ นิ่งฟังโดยตลอดแล้วจึงทูลว่า

     "พระองค์อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ซีพะย่ะค่ะ จงทรงตรึกตรอง และพิจารณาความที่พระธิดาตรัสให้ท่องแท้ เมื่อพระองค์ได้รู้จักหญิงมากๆ แล้ว จะทรงทราบว่าเมื่อผู้หญิงตอบว่าไม่ใยดีนั้น แปลว่าใยดี เพราะฉะนั้นแผนการของเราครานี้ ถือว่าสำเร็จตามความคาดหมายไปข้อหนึ่ง และที่นางถามว่าพระองค์เรียนหนังสือมาจากสำนักไหนนั้น นางหมายถึงว่าพระองค์เป็นใคร มาจากที่ใด พะย่ะค่ะ"

     พระวัชรมุกุฎ ได้ทรงฟังเช่นนั้นก็ทรงยินดี พอวันรุ่งขึ้น จึงได้บอกกับแม่นมให้ไปทูลกับพระธิดาว่า พระองค์เป็นราชบุตรแห่งกรุงพาราณสี

     ฝ่ายนางนม เมื่อรู้ความจริงก็ดีใจ พลางกล่าวว่า "หม่อมฉัน รู้แต่แรกแล้ว ว่าพระองค์ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ"

     แล้วนางก็รีบเข้าวังเพื่อเฝ้าพระธิดา และทูลว่า

     "บัดนี้ พระวัชรมุกุฎราชบุตรแห่งกรุงพารณสี ซึ่งได้พบกับพระธิดาที่ริมสระในป่านั้น รับสั่งให้หม่อมฉันมาทูลพระธิดาว่า ขอให้พระธิดาทรงรักษาสัญญาที่ให้ไว้เถิดเพคะ หม่อมฉันคิดเห็นว่า พระราชบุตรพระองค์นี้ทรงเหมาะสมกับพระธิดาของหม่อมฉัน ยิ่งกว่าใครๆ ทรงเชื่อหม่อมฉันเถิดเพคะ"

     นางปัทมาวดี ได้ทรงฟังก็ทรงกริ้ว แสดงความโกรธยิ่งกว่าครั้งก่อน นางเสด็จลุกไปเอากระแจะจันทน์มารดลงบนฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองข้าง แล้วตบที่แก้มนางนมทั้งสองข้าง พลางตรัสว่า

     "ไป๊ ! จงรีบไสหัวออกไปจากวังนี้ให้เร็วที่สุด จำไม่ได้หรือว่าข้าห้ามไม่ให้เอาเรื่องนี้มาพูดอีกเป็นอันขาด"

     นางนมวิ่งออกจากวังอย่างลนลาน กลับไปทูลให้พระวัชรมกุฎได้ทรงทราบ ครั้นพุทธิศริระได้ยินความก็หัวเราะเบาๆ พลางทูล่วา

     "พระองค์อย่าทรงตกพระทัย หรือเสียพระทัยไปเลยพะย่ะค่ะ การที่พระธิดาเอากระแจะจันทน์ตบแก้มแม่นมด้วยนิ้วมือทั้งสิบนิ้วนั้น ก็หมายความว่า กลางคืนตอนนี้ยังมีแสงจันทร์อยู่อีกสิบคืน เมื่อพ้นสิบคืนนี้ไปแล้ว นางจะออกมาพบกับพระองค์ในคืนเดือนมืด"

     เมื่อพุทธิศริระ ทูลแปลกิริยาท่าทางต่างๆ ของพระธิดาแล้ว ก็ทูลเสริมต่อไปว่า "พระธิดาองค์นี้ฉลาดเกินไป ไม่น่าจะทำให้พระองค์มีความสุขได้พะย่ะค่ะ หม่อมฉันอยากให้พระองค์ยับยั้งชั่งใจดูให้แน่เสียก่อน ในขณะที่ยังทรงพอมีเวลาที่จะถอนพระองค์ได้พะย่ะค่ะ"

     แต่คำเตือนนี้ พระวัชรมุกุฎ มิทรงเชื่อฟังแม้แต่น้อย

     ครั้นพอครบกำหนดสิบวันผ่านไปแล้ว ชายหนุ่มทั้งสองก็ให้นางนมเข้าเฝ้าพระธิดาอีก คราวนี้พระธิดากริ้วมาก ฉุดตัวนางนมไปที่ประตูทางทิศตะวันตก แล้วทรงผลักให้ออกจากประตูนั้น แล้วตรัสว่า

     "ถ้าแกยังขืนกลับมาอีก ข้าจะตีแกด้วยแส้นี่"

     นางนมรีบเดินทางกลับไปเล่าให้พุทธิศริระฟัง พุทธิศริระได้อธิบายว่า

     "พระธิดา เชิญองค์พระวัชรมุกุฎให้เสด็จไปพรุ่งนี้ เวลาเที่ยงคืน และให้เข้าทางประตูทิศตะวันตก พะย่ะค่ะ"

     ครั้นถึงเวลาเที่ยงคืน พระวัชรมุกุฎก็เสด็จไปยังประตูทางด้านทิศตะวันตกของพระราชวัง พระองค์ทรงพบหญิงสาวผู้นำทางทำสัญญาณให้เดินไปเงียบๆ สักครู่หนึ่งจึงถึงห้องที่ตกแต่งสวยงามด้วยของสำราญต่างๆ โดยพระธิดาประทับรออยู่ที่ห้องนั้นแล้ว พลางทูลเชิญให้พระวัชรมุกุฎประทับและทรงต้อนรับด้วยการชะโลมกระแจะจันทร์ และโปรยน้ำกุหลาบถวาย

     ทั้งสองพระองค์ทรงพระสำราญอยู่ด้วยกันทั้งคืน

     เวตาล เล่าถวายมาถึงตรงนี้ ก็หยุด พลางทำกระแอมกระไอ ประหนึ่งจะยั่ว พระธรรมธวัช(ราชบุตร) ทรงอยากจะรู้เรื่องต่อไป ก็ทรงเร่งว่า

     "เรื่องมันเป็นอย่างไรต่อล่ะเวตาล เจ้านี่บทบาทมากจริงนะ"

     เวตาล ก็พูดเย้าต่อว่า "ทรงอยากฟังแน่นะพะย่ะค่ะ งั้นหม่อมฉันเล่าถวายเดี๋ยวนี้แหละพะย่ะค่ะ"

     แล้วเวตาลก็เล่าต่อไปว่า.........
 




..........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..........

Posted by แมวเหมียว on 17 Apr. 2005,19:08
blush.gif ..เวตาล เล่าถวายมาถึงตรงนี้ ก็หยุด พลางทำกระแอมกระไอ ประหนึ่งจะทูลว่า..
whisper.gif "หม่อมฉันอยากจิบน้ำชาพะย่ะค่ะ" couch.gif

laugh1.gif laugh1.gif laugh1.gif again.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 18 Apr. 2005,05:48
"อ้อ...กล้วยตาก อร่อยๆ ในตู้เย็นของพี่แมวเหมียว สักชิ้นสองชิ้นก็ยิ่งดี พะย่ะค่ะ" เวตาลทูลเสริม  ic-12.gif thankssign.gif
Posted by KiLiN on 18 Apr. 2005,07:26
ฮี่ๆ ic-12.gif มีคอฟฟี่เบรคด้วย

แต่ควันฉุยเลย จิบๆ spit.gif

อือม เล่าต่อได้เวตาล  music.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 18 Apr. 2005,10:22
      นิทานเวตาล เรื่องที่ 1 (ต่อ)


     ครั้นเวลารุ่งเช้า นางปัทมาวดีก็ซ่อนพระวัชรมุกุฎไว้ในที่ลับ พอตกตอนกลางคืนก็ออกมาทรงสำราญด้วยกันเหมือนเช่นคืนก่อน จนพระวัชรมุกุฎมีความสุขที่จะหาอะไรมาเปรียบมิได้ แม้กระทั่งโลกทั้งโลกก็ทรงลืมหมด

     ฝ่ายนางปัทมาวดีนั้น นางเป็นหญิงที่เฉลียวฉลาด ยิ่งนานวันนางยิ่งสงสัยว่า พระสวามีไม่ได้มีความเฉลียวฉลาดอย่างที่นางคิด จะต้องมีใครอีกสักคนแน่ๆ ที่รู้เห็นเป็นใจให้กับพระสวามีในเรื่องลักลอบรักกับนาง แต่นางก็มิได้ปริปากทูลถาม จนในที่สุดพระวัชรมุกุฎก็ทรงเล่าให้นางฟังถึงพุทธิศริระ พระสหายผู้มีปัญญาเป็นเลิศ พระองค์ทรงเล่าตั้งแต่ความรอบรู้ของพุทธิศริระ ที่สามารถแปลกิริยาท่าทางของนางได้ จนถึงความคิดเห็นต่างๆ ของพุทธิศริระ ที่มีต่อนางว่า

     "นางฉลาด เกินกว่าที่จะเป็นเมียให้ความสุขแก่สามี"

     นางปัทมาวดีได้ฟังดังนั้น ก็ทรงคิดอยู่ในใจว่า

     "ถ้าเราไม่ได้แก้แค้นเจ้าพุทธิศริระ คนอวดดี หยิ่งผยองผู้นั้นให้ได้แล้วล่ะก็ ขอให้เราไปเกิดเป็นลาโง่ทุกชาติไป"

     ทรงคิดเช่นนั้นแล้วก็แกล้งเสแสร้งกล่าวชมความฉลาดของพุทธิศริระ พลางตรัสกับพระสวามีว่า

     "หม่อมฉันรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณของสหายผู้นี้ของเสด็จพี่เหลือเกินเพคะ ทำอย่างไรหม่อมฉันจึงจะได้ตอบแทนบุญคุณเขาสักครั้ง"

     พระวัชรมุกุฎ ทรงพระสรวลเบาๆ พลางรับสั่งว่า "น้องหญิง ไม่ต้องเป็นกังวล ยังไงๆ น้องก็ต้องได้พบเพื่อนคนนี้ของพี่แน่นอน"

     เป็นเวลาเดือนเศษ ที่พระวัชรมุกุฎทรงซ่อนพระองค์อยู่ในตำหนักของนางปัทมาวดี พระองค์ทรงเริ่มเบื่อหน่าย เพราะไม่ได้ออกไปล่าสัตว์เหมือนแต่ก่อน ก็เกิดประชวร เสวยไม่ได้ จะซ่อนพระองค์อยู่ก็ไม่เป็นสุข วันหนึ่งขณะที่ทรงอยู่ตามลำพัง ก็ทรงรำพึงขึ้นมาดังๆ ว่า

     "เราทิ้งบ้านเมืองมาอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว ข่าวคราวอะไรก็ไม่รู้เลย พุทธิศริระเพื่อนรัก จะเป็นอย่างไรบ้าง"

     ขณะนั้น นางปัทมาวดี ได้เสด็จมาเข้าเฝ้าพอดี ทรงแอบได้ยินก็เข้าใจเรื่องตลอด นางจึงเห็นช่องทางที่จะทำลายพุทธิศริระ จึงแกล้งตรัสกับพระสวามีว่า

     "เสด็จพี่ ไม่รักหม่อมฉันแล้ว พระทัยโลเลไม่ยั่งยืน"

     ครั้นพระวัชรมุกุฎ ทรงตรัสปฏิเสธ นางก็มิทรงฟัง คงยังกล่าวซ้ำซากฟูมฟาย จนพระวัชรมุกุฎเริ่มจะกริ้ว พลางตรัสว่า

     "อันคัมภีร์โบราณกล่าวว่า ถ้าภรรยาไม่มีลูก สามีควรทิ้งไปหาใหม่ในปีที่ 8 และภรรยาที่พูดจาหยาบคาย ดุดันกับสามีนั้น สามีควรทิ้งไปหาใหม่ได้ทันที"

     นางปัทมาวดี ได้ยินพระสวามีรับสั่งเช่นนั้น นางจึงกล่าวว่า

     "เสด็จพี่ประทับอยู่กับหม่อมฉันที่นี่ แต่พระทัยกลับไปอยู่กับพระสหายเช่นนี้ จะทรงมีความสุขได้อย่างไร"

     จากนั้น นางปัทมาวดีก็แนะนำให้พระวัชรมุกุฎเสด็จออกไปหาพุทธิศริระในคืนวันนั้น เพื่อจะได้คลายความกังวล พลางนางก็กล่าวว่า

     "หม่อมฉันจะขอฝากของไปให้พุทธิศริระบ้าง เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณที่เขามีแก่เราทั้งสอง โดยเสด็จพี่ต้องประทานถุงขนมนี้ให้ถึงมือพุทธิศริระนะเพคะ เพราะหม่อมฉันได้ทำด้วยฝีมือของหม่อมฉันเอง ถึงคนที่ฉลาดอย่างพุทธิศริระ"

     พระวัชรมุกุฎ ทรงดีพระทัย และเมื่อได้ร่ำลานางปัทมาวดีแล้ว ก็ทรงรีบดำเนินตรงไปยังบ้านของนางนมทันที ซึ่งในขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงคืน แต่พุทธิศริระก็ยังคงนั่งอยู่หน้าเรือน พระวัชรมุกุฎทอดพระเนตรเห็นพุทธิศริระซูบผอม จึงรีบสั่งถามด้วยความร้อนพระทัย พุทธิศริระทูลว่า

     "หม่อมฉันเป็นห่วงพระองค์ เพราะไม่ได้ยินข่าวคราวเลยว่าพระองค์ทรงเป็นอย่างไรบ้าง ก็เลยเป็นทุกข์ร้อน กินไม่ได้นอนไม่หลับ พะย่ะค่ะ"

     พระวัชรมุกุฎได้ฟัง ก็พระสรวลเบาๆ พลางอธิบายถึงความสุขสำราญต่างๆ ว่าเปรียบเหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์ นี่นางก็ยังกล่าวชื่นชมความสามารถของท่าน และยังประทานของกินที่นางทำเองด้วยมือของนางมาให้ ท่านจงรับไปเสียเถอะ

     พุทธิศริระ จึงทูลถามว่า  " พระองค์ทรงนำเรื่องอขงหม่อมฉันไปรับสั่งให้นางฟังใช่ไหม พะย่ะค่ะ ประการที่พระองค์ทรงรับสั่งบอกชื่อของหม่อมฉันนั้น ไม่เป็นผลดีเลย เพราะนางคงไม่ต้องการให้ความลับของนางรู้ไปถึงชายอีกคนหนึ่ง ยิ่งพระองค์ทรงทำให้นางรู้ว่าทรงห่วงใยรักใคร่ เมตตาหม่อมฉันนั้น ไม่เป็นทางที่ดีเลย เพราะผู้หญิงมักจะไม่ชอบและเกลียดเพื่อนของชายที่ตนรัก ถ้าหม่อมฉันจะทูลถามถึงขนมที่นางประทานมาให้นี้ หม่อมฉันขอยอมเอาชีวิตของหม่อมฉันมาพนันกับชีวิตของสุนัขได้เลยว่า ขนมนี้ต้องผสมยาพิษ พะย่ะค่ะ"

     พระวัชรมุกุฎ ไม่ทรงเชื่อและทรงตรัสว่า

     "เป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด ไม่มีใครในโลกนี้จะทำอย่างที่ท่านพูดมานี่หรอก"

     พุทธิศริระ เรียกสุนัขที่อยู่ข้างๆ นั้นมา แล้วโยนขนมให้กิน ชั่วประเดี๋ยวเดียวก็ล้มลงขาดใจตายทันที

     พระวัชรมุกุฎ ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็ตกพระทัย และเสียใจเป็นที่สุด รับสั่งว่า

     "ทำไมนางถึงเป็นเช่นนี้ไปได้ เราไม่คิดเลยว่านางจะชั่วช้าถึงเพียงนี้ ใจคอนางโหดร้าย ต่ำช้า เสียแรงที่เราหลงรักนักหนา แล้วเราจะกลับไปอยู่กับนางได้อย่างไรกันนี่"

     พุทธิศริระ ทูลปลอบพระทัยว่า

     
     "สิ่งใดก็ตามเมื่อมันจะเกิดต้องเกิด หม่อมฉันเกรงไว้แต่แรกแล้วว่า พระราชธิดานั้นทรงมีพระปัญญาเฉลียวฉลาดหลักแหลม คงกล้าทำอะไรชนิดนี้เป็นแน่ ผู้หญิงที่มีปัญญาจะทำผิดได้อย่างสนิทสนม หม่อมฉันขออยู่ห่างผู้หญิงที่มีปัญญามาก ขออยู่กับความพอดีหรือความโง่เขลายังจะมีความสุขเสียกว่า พะย่ะค่ะ"................




..........โปรดติดตามตอนจบค่ะ.........

Posted by มะเหมี่ยว on 20 Apr. 2005,09:52
นิทานเวตาล เรื่องที่1 (ตอนจบ)

     ครั้นถึงตอนนี้ พระวัชรมุกุฎ มิได้ทรงยกย่องความฉลาดอีกเลย พุทธิศริระจึงทูลต่อไปว่า

     "หม่อมฉันได้ทูลกำชับพระองค์แล้ว เพราะเกรงว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้ และนี่ก็ได้เห็นฤทธิ์เดชของนางแล้ว หม่อมฉันก็เบาใจ หม่อมฉันอยากที่จะทรงถามพระองค์สักข้อว่า ถ้าพระองค์ไม่ได้อยู่กับนางปัทมาวดีผู้นี้แล้ว พระองค์จะอยู่ต่อไปอย่างมีความสุขหรือไม่ พะย่ะค่ะ"

     พระวัชรมุกุฎทรงถอนพระทัยใหญ่ แล้วตรัสว่า "เราคงอยู่ไม่ได้เป็นแน่ ถ้าเราต้องขาดนาง เราตรึกตรองดูแล้วว่า นางกระทำไปเพราะนางรักเรามิใช่หรือ"

     พุทธิศริระ จึงทูลว่า " ถ้าไม่ได้ พระองค์ต้องทรงเอาชนะนางด้วยปัญญา หม่อมฉันก็คิดดังพระองค์อยู่ส่วนหนึ่ง ว่านางกระทำไปเพราะรักและหวงในตัวพระองค์ ปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้นางเปลี่ยนใจไม่คิดเคืองหม่อมฉัน พะย่ะค่ะ และในการที่พระองค์เสด็จออกมาหาหม่อมฉัน นางกำหนดให้พระองค์กลับไปเมื่อไหร่พะย่ะค่ะ"

     พระวัชรมุกุฎรับสั่งว่า "เมื่อเราหมดห่วงท่านแล้ว จึงกลับไป"

     พุทธิศริระจึงทูลว่า

     "ถ้าเช่นนั้น ความต้องการของพระองค์คือ จะพาพระธิดาเสด็จไปด้วย เมื่อพระองค์มั่นใจว่าจะเปลี่ยนพระทัยของพระธิดาเรื่องหม่อมฉัน พระองค์จงรับตรีศูล(สามง่าม) ด้ามนี้ซ่อนไว้ในพระองค์ แล้วอย่าทรงรับสั่งถึงเรื่องทั้งหมดนี้เป็นอันขาด และเมื่อนางบรรทมหลับแล้ว พระองค์จงลอบนำผงยาให้นางดม นางจะหลับเหมือนตายไปถึงเช้า จากนั้นพระองค์จึงรีบถอดเครื่องเพชรพลอย ที่ประดับในตัวนาง แล้วเอาตรีศูลแทงที่พระชงฆ์ซ้ายของนาง แล้วรีบเสด็จหนีมาหาหม่อมฉัน พะย่ะค่ะ"

     พระวัชรมุกุฎ ทรงรับคำและทรงปฏิบัติตามแผนทุกประการ ฝ่ายนางปัทมาวดี หลงคิดว่าอุบายที่นางคิดนั้นสำเร็จลุล่วงด้วยดี นางจึงมิกังวลใดๆ

      ครั้นรุ่งเช้า พระวัชรมุกุฎนำเครื่องประดับอันมีค่าเหล่านี้ เสด็จกลับไปหาพุทธิศริระ แล้วทั้งสองก็ปลอมตัว โดยพุทธิศริระให้พระวัชรมุกุฎเป็นผู้นำเครื่องประดับไปขายให้กับร้านช่างทองแห่งหนึ่ง เมื่อช่างทองเห็นก็กล่าวว่า

     "ของพวกนี้เป็นของชั้นเลว หาราคามิได้ แต่...ก็จะรับซื้อไว้ให้ในราคาถูกๆ ก็แล้วกัน"

     พระวัชรมุกุฎไม่ยอมขาย ครั้นจะเสด็จออกจากร้าน นายช่างทองก็กั้นประตูไว้ ขู่ว่าถ้าไม่ยอมขายให้จะเรียกนายตำรวจมาจับ เพราะข้ารู้ว่าของเหล่านี้มาจากที่ใด

     ในระหว่างที่กำลังถกเถียงกันนั้น ก็มีคนมามุงดูกันแน่น จนข่าวแพร่ออกไปถึงนายตำรวจ

     พระวัชรมุกุฎแสร้งทำเป็นกลัว แล้วรับสั่งตอบว่า " ครูของข้ามอบของเหล่านี้ให้ข้ามาขาย ข้าไม่รู้เรื่อง ปล่อยข้าไปเถอะ"

     ฝ่ายผู้บังคับการตำรวจได้ยินคำให้การเช่นนั้น ก็ให้คนไปเชิญตัวพุทธิศริระมา แล้วพาทั้งสองพร้อมของกลาง นำไปเข้าเฝ้าท้าวทันตวัต กษัตริย์ผู้ครองเมือง เมื่อท้าวทันตวัตได้ฟังความก็ตรัสถามพุทธิศริระว่า

     "ท่านได้ของเหล่านี้มาจากที่ใดรึ"

     พุทธิศริระได้ยินรับสั่งถาม จึงทูลตอบไปว่า

     "ข้าพระองค์ขอกล่าวเป็นคำสัตย์ ด้วยมีพระมหาเทพเป็นพยานว่า ของเหล่านี้ข้าพระองค์ได้มาจากแม่มดตนหนึ่ง เมื่อข้าพระองค์ได้ท่องมนต์อยู่ในป่า ปรากฏมีแม่มดมาทำกิริยากำเริบอุกอาจ ไม่เกรงกลัว ข้าพระองค์จึงต้องลงโทษด้วยตรีศูลอันนี้ ถูกตรงขาซ้าย ถึงกระนั้นก็ยังคงดื้อดึง ข้าพระองค์จึงต้องปลดเอาของมีค่าเหล่านี้ออกไว้เสีย แล้วไล่นางไป ฉะนั้นของเหล่านี้ต้องเป็นของข้าพระองค์โดยชอบ พะย่ะค่ะ"

     ฝ่ายท้าวทันตวัตได้ทรงฟังเช่นนั้น ก็ทรงสั่งให้ทุกคนรออยู่ที่ท้องพระโรง เพื่อเข้าไปพบพระราชมารดา ทรงทูลว่า

     เสด็จแม่ ทรงเสด็จไปยังตำหนักของลูกปัทมาวดี ทรงตรวจดูพระชงฆ์ข้างซ้ายว่ามีรอยอะไร และเป็นรอยชนิดใดบ้าง หม่อมฉันจะรอฟังอยู่ตรงนี้กระหม่อม"

     พระราชมารดา เสด็จไปได้สักครู่หนึ่งแล้วก็เสด็จกลับมา ตรัสกับท้าวทันตวัตราชบุตรว่า

     "ปัทมาวดีหลานรัก นางนอนอยู่ในที่บรรทม มีบาดแผลอยู่ที่พระชงฆ์ด้านซ้าย มีอยู่ด้วยกันสามรอย มีอาการเจ็บปวดมาก"

     ครั้นเมื่อท้าวทันตวัต ได้ทรงฟังดังนั้น ก็อ้ำอึ้งในพระทัย ดำริเพียงลำพังว่า "เมื่อนางปัทมาวดีเป็นแม่มด นางก็ไม่ใช่บุตรีของเราอีกต่อไป" ท้าวทันตวัตโปรดให้ทหารคนสนิท จับตัวนางแล้วพาไปปล่อยนอกเมือง ทิ้งไว้กลางป่าท่ามกลางภูติผีปีศาจ

     ฝ่ายพระวัชรมุกุฎ และพุทธิศริระสหายรัก รีบกลับไปยังเรือนของแม่นม ให้รางวัลแก่นางที่ช่วยปิดบังความลับ แล้วทั้งสองก็ตามทหารที่พานางปัทมาวดีไปปล่อย จนพบนางเดินกระเซอะกระเซิงอย่างตื่นตระหนกอยู่กลางป่า พระวัชรมุกุฎจึงชวนนางไปกรุงพาราณสี เพราะมั่นใจว่าจะเอาชนะใจนางเรื่องสหายรักได้

     ฉะนั้น เราท่านไม่ต้องสงสัยเลย ว่านางจะไปด้วยหรือไม่ เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้

     เวตาลเล่ามาถึงเพียงนี้ ก็ทูลถามพระวิกรมาทิตย์ว่า

     "ฝ่าบาททรงนิ่งฟังหม่อมฉันเล่านิทานถวายมานี่ ก็นานแล้ว หม่อมฉันจะขอทูลถามปัญหาของหม่อมฉัน แต่พระองค์จะทรงตกนรกแน่ๆ ถ้าพระองค์มิทรงตอบ หรือจะเพราะพระองค์เขลา เบาปัญญา ก็อาจเป็นได้ ปัญหาของหม่อมฉันก็คือ

     
     ชายหนุ่ม ! สหายของชายหนุ่ม ! หญิงสาว ! บิดาของหญิงสาว ! ทั้งสี่คนนี้ ใครสมควรที่จะถูกตำหนิติโทษมากที่สุด??? "

     พระวิกรมาทิตย์ ทรงนิ่งตรึกตรองตรึกตรองอยู่ ยังมิทันตรัสแต่ประการใด เวตาลก็ทูลเตือนว่า " ฝ่าบาท ทรงจนปัญญาแล้วหรือพะย่ะค่ะ"

     พระวิกรมาทิตย์ มิทรงระวังองค์ ครั้นโดนยั่ว จึงทรงรับสั่งว่า

     "ท้าวทันตวัต เป็นผู้ที่สมควรได้รับการติเตียนมากที่สุด เพราะ


     

         
  • พระวัชรมุกุฎนั้น กำลังอยู่ในเวลาที่ลุ่มหลงผู้หญิง จะให้รับผิดชอบประพฤติของตนเองนั้นไม่ได้
         
  • พุทธิศริระ เป็นข้ารับใช้ ก็ต้องกระทำการให้นายจนสำเร็จโดยหน้าที่
         
  • ฝ่ายนางปัทมาวดี นางเป็นสตรี เพราะฉะนั้นนางอาจฆ่าคนเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้านางหึงหวง ก็ไม่นับว่าแปลกอะไร
         
  • สำหรับท้าวทันตวัต เป็นถึงกษัตริย์ผู้ครองแผ่นดิน พระชนม์มิใช่เด็ก ควรที่จะรอบคอบแก่งานทั้งปวง ไม่สมควรเชื่อกลอุบายตื่นๆ "

     
     เวตาลได้ยินรับสั่งเช่นนั้น ก็หัวเราะร่า ดังก้องฟ้า พลางกล่าวว่า

     " มิทรงรอบคอบเหมือนพระองค์ใช่ไหม พะย่ะค่ะ เกิดมาไม่เคยเห็นกษัตริย์พระองค์ใดขาดสติ มิระวังองค์ ทรงหลงตอบปัญญหาของหม่อมฉันจนได้ บัดนี้หม่อมฉันจะกลับไปอยู่ที่ต้นอโศกเดี๋ยวนี้แหละ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ "

     แล้วเวตาลก็ลอยกลับไปห้อยหัวที่ต้นอโศกเช่นเดิม.




..........จบนิทานเวตาล เรื่องที่ 1 ค่ะ..........

Posted by KiLiN on 20 Apr. 2005,22:36
ฮ่ะๆ จบตอน ๑ เสียแล้ว  icon_rotfl.gif

ว่าแต่ว่า  คนเล่า เล่าข้ามหรือเปล่า
ระหว่างช่วงวันที่ ๑๖ ต่อกับวันที่ ๑๗

หรือนี่ เป็นส่วนหนึ่งของปริศนาเวตาลด้วย เหอๆๆ  ic-14.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 21 Apr. 2005,09:01
สวัสดีค่ะ คุณ KiLiN น้าแอ๊ด พี่แมวเหมียว และสมาชิกทุกท่านค่ะ

คุณ KiLiN หมายความถึงวันที่ ๑๖ ตอนที่ พุทธิศริระ กล่าวว่า
"กลางคืนยังมีแสงจัทร์อยู่อีกสิบคืน เมื่อพ้นสิบคืนไปแล้ว นางจะออกมาพบกับพระองค์ในคืนเดือนมืด " 

แล้วในวันที่ ๑๗ มะเหมี่ยว ก็ต่อว่า
"ครั้นรุ่งเช้า นางปัทมาวดีก็ซ่อนพระวัชรมุกุฎไว้ในที่ลับ ครั้นพอตกกลางคืนก็มาทรงสำราญด้วยกันเหมือนเช่นคืนก่อน"


ใช่ตอนต่อกันตรงนี้หรือเปล่าคะ? 
ขาดตอนที่ทั้งสองไปพบกันในคืนเดือนมืดใช่ไหมคะ?

ถ้าใช่ เดี๋ยวมะเหมี่ยว จะย้อนกลับไปเสริมใหม่นะคะ bowsdown.gif bowsdown.gif bowsdown.gif

ขอขอบคุณ คุณKiLiN ที่กรุณาติ-ชม ให้มะเหมี่ยวนะคะ....ขอบคุณค่ะ thankssign.gif
Posted by KiLiN on 21 Apr. 2005,10:41
ใช่แล้ว พ่ะย่ะค่ะ  laugh1.gif  laugh1.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 21 Apr. 2005,19:18
สวัสดีค่ะ คุณ KiLiN และสมาชิกทุกท่าน bowsdown.gif

มะเหมี่ยวกลับไปแก้ไข เพิ่มเติมเรียบร้อยแล้วค่ะ

ต้องขอขอบคุณ และขออภัยคุณ KiLiN และสมาชิกทุกๆ ท่านไว้ ณ.ที่นี้ด้วยนะคะ. bowsdown.gif  bowsdown.gif  bowsdown.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 22 Apr. 2005,19:25
นิทานเวตาล เรื่องที่2



     ครั้นเมื่อเวตาลหลุดลอยกลับไปอยู่ที่ต้นอโศกแล้ว พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงยืนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงหันพระพักต์พาพระธรรมธวัชราชบุตร ทรงดำเนินกลับไปยังต้นอโศกทันที เมื่อถึงก็ทรงปีนขึ้นไปปลดเวตาลลงมาใส่ย่ามแบกกลับดังเดิม และในระหว่างทางเวตาลก็เล่าเรื่องถวายอีกครั้ง ดังนี้

     ในเมืองโภควดี มีพระราชกุมารองค์หนึ่ง พระนามว่า "พระรามเสน" เป็นพระราชบุตรของ "พระราชาธิบดี "

     ครั้นพระราชาธิบดีสวรรคตไปแล้ว พระรามเสนราชบุตรก็ขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อมา

     พระรามเสนมีนกแก้วตัวหนึ่ง ซึ่งพระองค์ได้รับเป็นมรดกจากพระราชบิดา มันมีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทองทั้งหลาย มันมีชื่อว่า "จุรามัน" สามารถพูดภาษสันสกฤตคล่องราวกับบัณฑิต และรู้ศาสตร์ทุกอย่างเป็นอย่างดี

     นกแก้วจุรามันตัวนี้ ยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ในภารกิจราชการและส่วนพระองค์อีกด้วย

     อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้ารามเสน ตรัสถามนกแก้วจุรามันว่า

     "เจ้านกช่างพูดของข้า ไหนเจ้าลองบอกข้ามาซิว่า ผู้หญิงที่สมควรจะมาเป็นคู่ครองของข้านั้น ข้าจะหาได้จากที่ไหน?"

     นกแก้วจุรามันทูลว่า

     "ข้าแต่พระองค์ ที่เมืองมคธ มีพระราชาทรงนามว่า "ท้าวมคเธศวร" มีพระธิดาองค์หนึ่งนามว่า "จันทราวดี" พระธิดาองค์นี้เหมาะสมแก่พระองค์เป็นที่สุด พระเจ้าค่ะ"

     พระรามเสนได้ทรงฟังก็ไม่แน่พระทัย จึงตรัสเรียกพระราชครูให้เข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า

     "ท่านราชครู ไหนท่านลองตรวจดูตำราซิว่า เราจะได้ใครเป็นคู่ครอง"

     พระราชครูรับคำ แล้วตรวจดูจนแม่นยำ แล้วทูลว่า

     "ขอเดชะ นางที่จะมาเป็นพระมเหสีของพระองค์นั้น พระนามว่า "จันทราวดี" และในไม่ช้าพระองค์กับนางจะได้มีการอภิเษกกันแน่พระเจ้าค่ะ"

     พระรามเสนได้ทรงฟังก็ยินดี ใคร่อยากจะเห็น ดังนั้นจึงได้ส่งพราหมณ์ผู้หนึ่ง เป็นทูตไปเข้าเฝ้าท้าวมคเธศวรเพื่อทูลขอพระราชธิดา

     ฝ่ายพระราชธิดาของท้าวมคเธศวร ก็ทรงมีนกขุนทองอยู่ตัวหนึ่ง พูดภาษาสันสกฤตได้คล่องไม่แพ้นกแก้วของพระรามเสน นกขุนทองนั้นเป็นนางนกชื่อ "โสมิกา" มีความรู้ในใจหลายร้อยเล่มสมุด จะหาตัวไหนทรงความรู้เช่นนี้ไม่มี

     วันหนึ่ง พระธิดาจันทราวดีทรงนั่งตรัสกับนางนกโสมิกา นกขุนทองตัวโปรดในอุทยาน แล้วทรงตรัสถามว่า

     "ชายที่สมควรเป็นสามีแห่งเรานั้นมีหรือไม่?"

     นางนกโสมิกา ทูลว่า   "หม่อมฉันเห็นเหตุการณ์ภายหน้าได้ดี พระรามเสน กษัตริย์ครองกรุงโภควดี จะเป็นพระสวามีของพระธิดา เพคะ"

     พระราชธิดาได้ทรงฟังดังนั้นก็เกิดความรักใคร่ ทั้งๆ ที่ยังมิได้พบกันสักครั้ง อาจกล่าวได้ว่าทั้งสองมีใจปฏิพัทธ์กันอยู่ไกลๆ

     ครั้นพราหมณ์ ซึ่งพระเจ้ารามเสน ทรงแต่งตั้งให้ไปเป็นทูตขอนางจันทรวดีนั้น ไปถึงยังเมืองมคธ ท้าวมคเธศวรก็ทรงรับรองเป็นอย่างดี และตรัสถวายพระธิดากับพระรามเสนโดยง่ายและยินดี ทั้งยังตรัสให้เตรียมการมงคลในเร็ววันอีกด้วย..........




..........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..........

Posted by มะเหมี่ยว on 24 Apr. 2005,01:17
นิทานเวตาล เรื่องที่ 2 (ต่อ)

     ฝ่ายพระรามเสน ทรงทราบข่าวก็ทรงแช่มชื่นในพระทัยเป็นอันมาก ครั้นถึงวันนัดหมายก็เสด็จออกจากเมืองโภควดี แวดล้อมด้วยข้าราชบริพารมากมาย ทรงดำเนินผ่านป่าไปจนกระทั่งถึงเมืองมคธ ก็เข้าเฝ้าท้าวมคเธศวรกระทำความเคารพและแสดงไมตรีอันดี

     เมื่อถึงเวลาฤกษ์งามยามดีแล้ว ก็ได้จัดให้มีพระราชพิธีอภิเษกพระธิดาจันทรวดีอย่างเอิกเกริกมโหฬาร มีการแห่ขบวนและเล่นดนตรีดังเอ็ดอึงไปทั่วพระนคร

     เมื่อพระราชพิธีอภิเษกเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระเจ้ารามเสนก็ทูลลาท้าวมคเธศวร พานางจันทรวดีกลับเมืองโภควดี ซึ่งนางได้พานางนกขุนทองโสมิกาไปด้วย และในระหว่างที่เสด็จไปตามทาง นางก็ทูลเล่าเรื่องและความฉลาดของนางนกขุนทองโสมิกาถวายพระสวามี และทรงทูลว่า นางนกตัวนี้เป็นผู้กล่าวพระนามของพระสวามีให้ทรงทราบก่อนที่จะได้ฟังจากที่อื่น

     พระเจ้ารามเสน ได้ทรงฟังเช่นนั้น พระองค์จึงทรงเล่าถึงนกแก้วจุรามันของพระองค์ ว่ามีความฉลาดและรู้ภาษาสันสกฤตเป็นอย่างดี นางจันทราวดีได้ทรงฟังจึงทูลพระสวามีว่า

     "ในเมื่อนกของเราทั้งสองตัววิเศษถึงปานนี้ หม่อมฉันว่าเราควรที่จะเลี้ยงในกรงเดียวกัน และให้แต่งงานกัน ดีไหมเพคะ"

     พระเจ้ารามเสนจึงรับสั่งว่า  "ที่เจ้าพูดมาน่ะถูกต้องแล้ว ถ้านกทั้งสองไม่มีคู่จะอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไร"

     ครั้นทั้งสองพระองค์ เสด็จถึงเมืองโภควดีแล้ว ก็รับสั่งให้เจ้าพนักงาน ยกกรงใหญ่มาตั้งต่อหน้าพระพักต์ แล้วทรงจับนกปล่อยเข้าไปในกรงทั้งสองตัว ฝ่ายนกแก้วจุรามันนั้นเกาะอยู่บนคอน เอียงคอดูนางนกขุนทองโสมิกาซึ่งเกาะอยู่อีกคอนหนึ่ง นางนกกำลังเชิดหน้าชูปากขึ้นไปบนฟ้า แสดงกิริยาดูหมิ่น นกแก้วจุรามันนิ่งดูอยู่ครู่หนึ่ง ก็พูดว่า

     "นางนกขุนทอง เจ้าคงอยากจะบอกละกระมังว่า เจ้าไม่อยากจะมีคู่"

     นางนกขุนทองโสมิกา ตอบกลับไป

     "ที่ท่านพูดมานั้นก็เห็นจะไม่ผิดหรอก เราไม่อยากมีคู่ เพราะใจเราเป็นเช่นนั้น พวกท่านซึ่งเป็นเพศชายย่อมประกอบขึ้นด้วยความบาป ความโกง ความหลอกลวง ความเห็นแก่ตัว ปราศจากธรรมในใจ มักเห็นผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ"

     พระเจ้ารามเสนตรัสแก่พระมเหสีว่า

     "นางนกขุนทองตัวนี้ กล้าหาญ พูดจาไม่เกรงใจใครเลย"

     นกแก้วจุรามันจึงทูลพระเจ้ารามเสนว่า "พระองค์ก็ถือเสียว่า คำที่นางนกพูดนั้นเปรียบเสมือนลมซึ่งเข้ากรรณนี้แล้วออกไปกรรณโน้นเถิดพระเจ้าค่ะ"  เมื่อพูดจบแล้ว นกแก้วก็หันไปพูดกับนางนกขุนทอง

     "แล้วพวกเจ้านั้น ถ้าไม่ได้ประกอบขึ้นด้วยความหลอกลวงและความคดในใจ ก็ไม่รู้ว่าจะประกอบไปด้วยอะไรที่ดีกว่านี้ได้เล่า"

     พระมเหสีทูลพระสวามีว่า "นกแก้วของเสด็จพี่ ก็ปากกล้านักนะเพคะ พูดจาไม่ยำเกรงผู้ใดเลย"

     นางนกโสมิกา จึงทูลพระมเหสี "ที่หม่อมฉันกล่าวนั้น อาจนำพยานหลักฐานมาแสดงได้นะเพคะ"

     นกแก้วจุรามัน ก็ทูลพระรามเสนว่า "ข้าพระองค์ ก็อาจนำเรื่องมาเล่าให้ผู้หญิงเห็นจริงได้เหมือนกัน พะย่ะค่ะ"

     พระเจ้ารามเสนกับพระมเหสี ได้ทรงฟังดังนั้นก็ตกลงกัน ประทานอนุญาตให้นกทั้งสองตัวนำหลักฐานเข้ามาแสดงเป็นพยานในคำที่กล่าว พระมเหสีทูลขอให้นางนกโสมิกาแสดงก่อน ซึ่งพระเจ้ารามเสนก็ทรงอนุญาต.........




..........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..........

Posted by มะเหมี่ยว on 24 Apr. 2005,22:33
นิทานเวตาล เรื่องที่ 2 (ต่อ)


     ฝ่ายนางนกขุนทองโสมิกา ครั้นเมื่อได้รับประทานอนุญาตดังนั้นแล้ว นางนกก็เริ่มเล่าเรื่องของตนทันใด

     "เมื่อก่อนที่หม่อมฉันจะมาเป็นข้ารับใช้ของพระธิดานั้น หม่อมฉันเคยอยู่กับนางรัตนาวดี บุตรสาวของพ่อค้าที่มั่งคั่ง ร่ำรวยด้วยทรัพย์สมบัติ นางเป็นหญิงสาวที่น่ารักน่าชมไปซะทุกอย่าง" นางนกเล่ามาได้เพียงเท่านี้ก็ร้องไห้ พระมเหสีทรงสงสารก็รับสั่งปลอบโยนเป็นอันดี นางนกก็เล่าต่อไปว่า

     "แต่ในเมือง ยังมีพ่อค้าผู้ร่ำรวยอีกคนหนึ่ง ได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมาก เพราะไม่มีบุตร ดังนั้นพ่อค้าจึงทำโยคะ ด้วยการอดอาหาร และท่องเที่ยวไปในบุณยสถานต่างๆ เพื่อขอบุตร และต่อมาพ่อค้าก็ได้บุตรชายดังประสงค์ พ่อค้าดีใจมาก จัดงานสมโภชบุตรชายอย่างใหญ่โต

     พ่อค้าเฝ้าเลี้ยงทะนุถนอมบุตรชาย จนมีอายุได้ห้าขวบก็สอนหนังสือให้ ครั้นเมื่อโตขึ้นก็ส่งไปเรียนกับครูผู้มีชื่อเสียง

     แต่บุตรชายของพ่อค้านั้น นับวันหน้าตารูปสมบัติกลับดูไม่ได้ เค้าหน้าเหมือนลิง ขายาวเหมือนนกกระเรียน หลังโกงเหมือนอูฐ ชอบประพฤติตนเหลวไหล เวลาไปเรียนหนังสือกับครูก็มิได้ไปถึงครู เมื่อพบผู้หญิงก็จะลวนลามชักชวนไปในทางกาม กระทำการลามก จนบิดาเสียใจล้มเจ็บอยู่ได้ไม่นาน ก็ถึงแก่กรรม

     ครั้นบิดาเสียชีวิตแล้ว บุตรชายได้รับมรดกมากมาย จับจ่ายใช้สอยไปในทางการพนันและผู้หญิง ในไม่ช้ามรดกที่ได้รับมาก็หมดไป จนไม่มีอะไรเหลือ เมื่อทรัพย์สินของตนหมดแล้วก็เริ่มทำลายทรัพย์สินของเพื่อนบ้าน ในที่สุดก็ถูกจับได้ว่าเป็นขโมย แต่เผอิญหลบหนีเจ้าหน้าที่ไปได้ จึงเดินกระเซอะกระเซิงหนีออกจากเมืองไปเดินป่าด้วยความลำบาก พลางปากตะโกนด่าเทวดาฟ้าดินต่างๆ นาๆ ว่าให้แต่ความโชคร้าย
  
     บุตรชายพ่อค้าผู้นี้ เดินทางรอนแรมมาจนถึงบ้านของบิดานางรัตนาวดีผู้ซึ่งหม่อมฉันเคยอยู่ด้วย และเมื่อบุตรชายพ่อค้ารู้ว่าบิดาของนางนั้นนามว่า "เหมคุปต์" ก็นึกขึ้นได้ว่าเคยติดต่อค้าขายกับบิดาของตน บุตรชายของพ่อค้าจึงเข้าไปหาเหมคุปต์ แนะนำตัวแล้วร้องห่มร้องไห้กล่าวเพียงว่า

     "เวลานี้บิดาได้สิ้นชีวิตเสียแล้ว ขณะนำเรือบรรทุกสินค้าแล่นใบอยู่กลางทะเล ถูกพายุลูกใหญ่ได้รับความเสียหายทั้งเรือและสินค้า ทุกคนเสียชีวิตหมด เหลือเพียงแต่ข้าพเจ้าที่เกาะกระดานลอยอยู่คนเดียว เผอิญยังไม่ถึงที่ตาย จึงรอดขึ้นฝั่งมาได้และเดินทางรอนแรมมาจรถึงเมืองนี้ ข้าพเจ้าไม่สามารถกลับไปยังบ้านเมืองของข้าพเจ้าได้ เพราะสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว ไม่มีใครนับถือ ผู้ที่เป็นอริกันก็เยาะเย้ยถากถาง ข่มขี่ต่างๆ นาๆ ข้าพเจ้าไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร เหตุที่เป็นเช่นนี้คงเพราะผลกรรมแต่ชาติปางก่อน" 

     บุตรชายพ่อค้าพูดเพียงเท่านี้ก็แสร้งร้องไห้อย่างหนัก

     เหมคุปต์ได้ฟังดังนั้นก็สงสาร จึงต้อนรับเลี้ยงดูให้อยู่อาศัยในบ้านของตน ชายใจชั่วเห็นช่องทางที่จะได้ดี ก็ฝืนใจทำเป็นคนดี จนเหมคุปต์ไว้ใจให้มีส่วนรู้เห็นในการค้าขาย


     นับวันเหมคุปต์ ยิ่งเอ็นดูและไว้ใจบุตรชายพ่อค้า วันหนึ่ง เหมคุปต์นึกตรองในใจว่า

     "ในหลายๆ ปีที่ผ่านมานี่เราไม่เคยมีความสบายใจเลย เพราะเพื่อนบ้านต่างซุบซิบนินทาครอบครัวของเรา ว่ามีบุตรสาวที่ได้ผ่านพ้นวัยอันควรที่จะมีคู่มาหลายปีแล้ว ซึ่งข้อติเตียนข้อนี้เราเดือดร้อนมาเป็นเวลานาน

     แต่บัดนี้พระเจ้าโปรดเมตตาให้เราพ้นทุกข์ จึงดลบันดาลให้ชายหนุ่มผู้นี้มาหาเราถึงบ้าน เขาก็เป็นคนดี ปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรม เราน่าจะยกลูกสาวของเราให้กับชายหนุ่มผู้นี้ ถ้าชักช้าต่อไปคงไม่เป็นการสมควร"

     เหมคุปต์ ตรึกตรองเป็นที่ตกลงใจแน่แล้ว จึงไปปรึกษากับนางรัตนาวดีบุตรสาว และภรรยา ฝ่ายนางรัตนาวดีเมื่อได้รู้ความประสงค์ของบิดา ก็ตอบตกลงทั้งๆที่นางไม่ได้รักชายรูปร่างอัปลักษ์ผู้นี้ หากเป็นเพราะนางต้องการตอบแทนพระคุณบิดา-มารดา

     แต่ด้วยความช่างเอาอกเอาใจ และแสร้งทำเป็นดีของบุตรชายพ่อค้านั้น ไม่นานนางรัตนาวดีก็หลงรัก และกลับสงสารบุตรชายพ่อค้ามากขึ้นเป็นทวีคูณ ความขี้ริ้วของสามีนั้นไม่เป็นเหตุให้นางเกลียดชังแต่ประการใด

     ครั้นเมื่อวันเวลาผ่านไป ชายหนุ่มที่เค้าหน้าเหมือนลิง ขายาวเยี่ยงนกกระยาง และหลังค่อมเหมือนอูฐ ได้สมประสงค์ตามแผนการแรก ก็คิดจะเริ่มแผนการต่อไป เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สมบัติทั้งหมดของท่านเหมคุปต์และครอบครัว..........



..........โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ..........

Posted by มะเหมี่ยว on 26 Apr. 2005,08:58
นิทานเวตาล เรื่องที่ 2 (ต่อ)


      เช้าวันหนึ่ง บุตรชายพ่อค้าผู้ซึ่งมีหน้าตาและรูปร่างอัปลักษณ์  นั่งตรึกตรองคิดแผนการชั่ว หวังที่จะได้กลับมาเป็นเศรษฐีอีกครั้ง กล่าวกับนางรัตนาวดีว่า

         "พี่ได้จากบ้านเมืองของพี่มาอยู่ที่เมืองนี้นานหลายปีแล้ว ตอนนี้มีใจอยากรู้ข่าวบ้านเกิดเมืองนอนบ้าง เจ้าจงไปขออนุญาตพ่อแม่ของเจ้าให้พี่กลับไปเยี่ยมบ้าน และเจ้าจะไปกับพี่ด้วยก็ได้"

         นางรัตนาวดีได้ยินสามีพูดเช่นนั้น นางก็รีบไปบอกพ่อแม่ ตามคำที่สามีกล่าว ท่านเศรษฐีจึงอนุญาตให้บุตรเขยกลับบ้านด้วยความยินดี  และเมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านเศรษฐีเหมคุปต์ก็ให้ทรัพย์สิน เงินทอง แก่บุตรเขยและบุตรสาวเป็นจำนวนมาก พร้อมคนรับใช้ไปด้วยหนึ่งคน จากนั้นบุตรเขยและบุตรสาว ก็ลาเพื่อออกเดินทางไป

         ฝ่ายชายหนุ่มหลังค่อมอัปลักษณ์ พาภรรยาเดินป่ามาเป็นเวลาหลายวัน ก็ตรองไม่ตกว่าจะทำวิธีอันใดจึงจะทิ้งภรรยาเสียได้ เพราะถ้าพานางกลับไปบ้านเมืองด้วยแล้ว นางคงจะจับได้ว่าตนพูดเท็จ หลอกลวงทั้งหมด การที่ชายหลังค่อมแต่งงานกับนางรัตนาวดีนั้นก็เพราะอยากได้แค่สมบัติ ไม่อยากได้ตัวนางมาเป็นที่รำคาญ

         กระทั่งไปถึงป่าเปลี่ยวแห่งหนึ่ง จึงหยุดพักแล้วกล่าวกับภรรยาว่า   "ตำบลนี้มีผู้ร้ายชุกชุม ให้น้องถอดของมีค่าเอามาให้พี่เก็บรักษาไว้เถิด เพื่อความปลอดภัย"

         นางรัตนาวดีทำตาม ปลดเครื่องประดับอันมีค่าจำนวนมากส่งให้สามีซ่อนไว้ แล้วชายหลังค่อมก็ล่อหลอกให้คนรับใช้ออกไปห่างจากที่ภรรยานั่งอยู่ ชายหลังค่อมก็เอามีดเชือดคอชายคนรับใช้จนตาย แล้วทิ้งศพไว้กลางป่าจึงค่อยกลับไปหาภรรยา หลอกให้ภรรยาเดินไปใกล้ๆ เหว แล้วผลักภรรยาให้ตกลงไป  แต่เผอิญก้นเหวนั้นมีใบไม้รองอยู่มาก นางจึงไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ไม่ช้ามีชายเดินป่าได้ยินเสียงคนร้องไห้ขอความช่วยเหลือ ชายผู้นั้นจึงปลดผ้าโพกหัวหย่อนลงไปในเหว แล้วฉุดตัวนางขึ้นมาจนสำเร็จ

         ฝ่ายชายหลังค่อม ครั้นผลักภรรยาตกลงเหวไปแล้ว ก็รวบรวมทรัพย์สมบัติทั้งหมดเดินทางกลับไปยังบ้านเมืองของตน

         ชายเดินป่า ผู้ที่ช่วยนางรัตนาวดีไว้ พานางรัตนาวดีไปส่งยังบ้านบิดาที่เมืองจันทปุระ  เมื่อนางกลับไปถึงบ้านแล้ว นางก็เล่าเรื่องว่า  

         "ระหว่างทางได้พบกับโจรป่า พวกมันได้ฆ่าคนรับใช้ตาย และจับตัวสามีของนางไปด้วย"

         ท่านเศรษฐีได้ยินดังนั้น ก็เชื่อ และสงสารบุตรสาว จึงกล่าวปลอบโยน แต่นางรัตนาวดีก็มิคลายความเศร้าโศกลงได้ เพราะเรื่องในใจนั้นผิดกับเรื่องที่บอกให้บิดา-มารดาฟัง

         กล่าวถึงชายหลังค่อม เมื่อไปถึงยังบ้านเมืองของตน เพื่อนฝูงก็ออกมาต้อนรับเป็นอย่างดี เพราะดูเห็นว่ามีทรัพย์เป็นอันมาก เพื่อนที่มีนิสัยนักเลงก็พากันรุมล้อม พากินพาเที่ยว เมาสุรา เล่นการพนัน และชู้สาว ในไม่ช้าโทษทั้งหลายก็เกิด ทรัพย์สินทั้งหลายที่ได้มาจากความไม่ถูกต้อง ก็หมดไป ทุกคนตีตัวออกห่างเหมือนเช่นเก่า เข้าบ้านไหนเขาก็ปิดประตูไม่ต้อนรับ ไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วยเมื่อหมดทรัพย์สิน ชายหลังค่อมจึงต้องเร่ร่อนออกจากบ้านเมืองของตนอีกครั้งหนึ่ง และขณะเดินอยู่ในป่าอย่างหิวโหยนั้น ก็คิดในใจว่า

         "เราจะต้องกลับไปหาพ่อตา แต่งนิทานให้ฟังว่า นางรัตนาวดีบัดนี้ได้คลอดบุตรเป็นชายหนึ่งคนแล้ว เราจึงมาเพื่อบอกข่าวดีให้พ่อตาทราบ  แล้วเราอาจจะได้สมบัติเพื่อเป็นรางวัลอีกครั้ง"

          เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว ชายหลังค่อมหน้าตาอัปลักษณ์ก็ตั้งหน้าเดินทางไปยังบ้านเหมคุปต์ พ่อตาผู้เป็นเศรษฐี  แต่เมื่อถึงประตูบ้านก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อเห็นภรรยาวิ่งออกมารับ คิดว่าเป็นผี เพราะนึกว่านางคงจะตายในเหวแล้ว หรือถ้านางยังไม่ตายนางก็ต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้แก่ท่านเศรษฐีฟัง

         นางรัตนาวดีเห็นสามียืนลังเล มีสีหน้าอันซีดเผือกด้วยความกลัวเช่นนั้น ก็พูดว่า

         "ท่านพี่ อย่าเพิ่งตกใจ หรือกลัวไปเลย ฉันมิได้พูดความจริงให้พ่อรู้หรอก ฉันบอกว่าท่านพี่ถูกโจรจับตัวไป นี่ฉันดูอาการของพี่ก็รู้ว่าต้องลำบาก ได้รับความทุกข์ทรมานหนัก เสื้อผ้า และร่างกายถึงได้ขะมุกขะมอมเหมือนเช่นนี้ ท่านพี่ตามฉันขึ้นมาบนเรือนเถิด แล้วผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า กินอาหารดีๆ ฉันจะคอยดูแลท่านพี่ทุกอย่าง"

         ชายหลังค่อม ได้ฟังภรรยากล่าวเช่นนั้น แม้เป็นผู้มีจิตใจชั่วช้า ก็แทบจะร้องไห้ ท่านเศรษฐีเองก็ปลอบโยนรับขวัญเป็นอย่างดี  จัดการให้บุตรเขยอยู่กินมีตำแหน่งในครอบครัวดังเดิม

         แต่ไม่ช้า สันดานเดิมก็ออกอีก เพราะการกระทำความดีนั้นมันฝืนนิสัย ทำได้ก็เพียงพักเดียวเท่านั้น ชายหลังค่อมได้เข้าคบกับโจรในเมือง ครั้นเวลาเที่ยงคืนก็พาพวกเข้าปล้นบ้านท่านเศรษฐี  นางรัตนาวดีกำลังหลับสนิท ชายหลังค่อมก็เอามีดแทงภรรยาแสนดีของตนจนตาย แล้วพาพวกฆ่าท่านเศรษฐีและภรรยาท่านเศรษฐีก่อนที่จะขนทรัพย์สมบัติซึ่งล้วนแต่เป็นของมีค่า มีราคา ออกจากเรือนไป..........

       



..........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..........

Posted by แมวเหมียว on 26 Apr. 2005,19:46
ขอบคุณน้องมะเหมี่ยวที่โพสต์นิทานเวตาลมาให้อ่านกัน

whisper.gif ความลับค่ะ พี่แมวเหมียวซื้อหนังสือนิทานเวตาลมา
ตั้งนานแล้วยังอ่านได้นิดเดียว ic-12.gif ..อ่านของน้องมะเหมี่ยวสนุกกว่าเยอะเลยค่ะ winkthumb.gif

again.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 26 Apr. 2005,20:14
bowsdown.gif ขอบคุณพี่แมวเหมียวที่แวะมาให้กำลังใจนะคะ bowsdown.gif มะเหมี่ยวดีใจ ที่พี่แมวเหมียวชอบค่ะ thankssign.gif  
Posted by add on 26 Apr. 2005,23:24
พี่เคยอ่านแล้ว  แต่จำไม่ได้ทั้งหมด  พอมาอ่านอีกก็รู้สึกสนุกอย่างที่แมวเหมียวว่า  again.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 28 Apr. 2005,09:09
นิทานเวตาล เรื่องที่2 (ต่อ)


     ครั้นนางนกขุนทองโสมิกา เล่าเรื่องถวายพระรามเสนและพระธิดาจันทราวดี มาจนถึงเพียงนี้ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่พักใหญ่ แล้วจึงเล่าต่อไปว่า

      "เมื่อชายหลังค่อม เดินผ่านกรงของหม่อมฉันในเวลาที่กำลังจะหนีออกไปจากบ้านนั้น มันมองดูหม่อมฉัน และยืนจับประตูกรงจะเปิดเอาตัวหม่อมฉันมาหักคอ แต่เผอิญสุนัขเห่าขึ้นมามันจึงตกใจ เลยรีบหนีไป หม่อมฉันจึงมีชีวิตรอดอยู่ได้ กระทั่งพระธิดาจันทราวดีมาพบหม่อมฉันนี่ล่ะ เพคะ

     เรื่องที่หม่อมฉันได้ยินด้วยหูรู้ด้วยตามานั้น เป็นเรื่องที่ทำให้หม่อมฉันทุกข์เป็นอันมาก จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หม่อมฉันรังเกียจผู้ชายทั้งหลาย และจะขออยู่โดยไม่มีคู่ไปตลอดชีวิต พระองค์จงทรงพระดำริออกมาเถิดว่า นางรัตนาวดีนั้น นางมิได้ทำความผิดอะไรเลยยังเป็นได้ถึงเพียงนี้ เพราะผู้ชายนั้นย่อมมีน้ำใจเป็นโจรทั้งสิ้น ผู้หญิงมักเป็นมิตรกับชายโดยมิรู้ว่าตนจะเอางูเห่ามาเลี้ยงไว้ในอก"

     เมื่อนางนกขุนทองโสมิกาพูดจบ ก็หันไปหานกแก้วจุรามัน แล้วบอกให้นกแก้วจุรามันเล่าเรื่องของตนบ้าง

     นกแก้วจุรามัน หันไปทูลกับพระรามเสนว่า

     "พระองค์จงฟังเถิด นางนกขุนทองตัวนี้ได้พูดมายืดยาวน่าเบื่อเต็มที ต่อแต่นี้ ข้าพระองค์จะขอเล่าเรื่องซึ่งเกิดแก่ข้าพระองค์บ้าง ซึ่งทำให้ข้าพระองค์ตกลงใจว่าจะอยู่โดยไม่มีคู่ไปจนตลอดชีวิต"

     นกแก้วจุรามัน ชูคอขึ้นตรงแล้วเริ่มเล่า

     "เมื่อข้าพระองค์ยังเป็นลูกนกอยู่นั้น ยังมิได้ร่ำเรียนวิชาอันใดก็ได้บินไปติดกับดัก แล้วมีพ่อค้านำไปขายให้กับเศรษฐีที่มีนามว่า "สาครทัต" ซึ่งเป็นพ่อม้ายมีบุตรสาวคนหนึ่งชื่อ "นางชัยสิริ"

     กิจวัตรประจำวันของท่านเศรษฐี ก็จะยุ่งอยู่กับธุรกิจการค้าและตัวเลขทั้งวันทั้งคืน ไม่มีเวลาจะดูแลบุตรสาว นางชัยสิริจึงประพฤติตนตามอำเภอใจของนางเอง

     นางชัยสิรินั้นเป็นคนรูปร่างสูง เจ้าเนื้อ ตาใหญ่กว้าง(ตาโต) ผมดำเป็นมัน ผิวขาว เสียงค่อนข้างแหลม และนางมักใช้ความงามของตนเป็นเครื่องหลอกล่อให้ชายมาติดพัน โดยนางชัยสิริจะไม่มีความละอายแก่ใจ นางจะไม่ยอมให้มีผู้ชายมาพัวพันนางน้อยกว่าคราวละครึ่งโหล เป็นอันขาด

     นางชัยสิริ จะจัดเวลานัดหมายของชายแต่ละคนเอาไว้อย่างดี และถ้าหนุ่มคนไหนผิดเวลาหรือแสดงอาการหึงหวง ชายหนุ่มคนนั้นก็จะถูกขับไล่ออกไปจากประตูบ้านโดยเร็ว

     ครั้นมีชายหนุ่มอยู่คนหนึ่ง มีบ้านอยู่ติดกันกับนางชัยสิริ และบิดาของทั้งสองเป็นเพื่อนกัน ชายหนุ่มผู้นี้ชื่อ "ศรีทัต" ได้ไปทำการค้าขายอยู่เมืองไกลหลายปี และได้เคยหลงรักนางชัยสิริมาตั้งแต่ครั้งยังเด็ก เมื่อกลับมาถึงบ้านเมืองของตน ศรีทัตบอกกับบิดาของตนว่าอยากจะใคร่ได้นางมาเป็นภรรยา

     บิดาของศรีทัต ตอบอนุญาตและยินดี ศรีทัตจึงรีบวิ่งไปบอกแก่ตัวนางด้วยตนเอง ฝ่ายนางชัยสิริทำตัวเป็นสาวสมัยใหม่ ไม่ต้องการความคิดเห็นใดๆของบิดา เมื่อศรีทัตมาพูดกับนางเช่นนี้ นางก็แสร้งทำทีว่าเหมือนจะตกลง ทำให้ศรีทัตดีใจ หลงคิดว่านางจะมีใจด้วย.............




..........โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ..........

Posted by มะเหมี่ยว on 30 Apr. 2005,21:36
นิทานเวตาล เรื่องที่ 2 (ต่อ)


     และในเวลาต่อมาไม่นาน นางชัยสิริก็บอกกับศรีทัตว่า นางชอบเขาแบบเพื่อน และถ้าคิดจะเป็นสามีล่ะก็ นางจะเกลียดเป็นที่สุด

     ศรีทัตได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกเสียใจเป็นทุกข์เป็นร้อน ที่ถูกนางหลอก จึงคิดจะฆ่าตัวตาย แต่เมื่อได้ไตร่ตรองดูแล้ว นึกได้ว่านี่ไม่ใช่เป็นวิธีที่จะได้นางมาเป็นภรรยา "ขันติ" อันเป็นธรรมที่ประเสริฐต่างหาก ที่จะทำให้เราไม่ฟุ้งซ่าน

     ฝ่ายนางชัยสิริ เมื่อตกลงใจเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า จะไม่รับศรีทัตเป็นสามี ก็ทำใจแข็งอยู่พักหนึ่ง และในไม่ช้านางก็เปลี่ยนใจใหม่ ตอบตกลงที่จะรับศรีทัตเป็นสามี นางพูดเล้าโลมจนศรีทัตยอมเปลี่ยนใจ กระโดโลดเต้นที่จะได้นางมาเป็นภรรยา ศรีทัตไม่รอช้า รีบจัดการพิธีต่างๆ ตามประเพณีทันที

     นางชัยสิริ เมื่อได้แต่งงานกับศรีทัตแล้ว ไม่ช้านางก็เบื่อและเกลียดสามี เพราะอุปนิสัยของนางเป็นเช่นนั้น นางเริ่มครวญหาถึงชายอื่น นางลงเรือนไปเที่ยวกับชายเสเพลทั้งวันยังค่ำ ครั้นเมื่อกลับไปถึงบ้าน นางก็ยังขึ้นไปบนเรือนคอยแอบมองทางช่องหน้าต่าง เมื่อนางเห็นชายใดเดินผ่านมา นางก็เกิดสนใจใฝ่ฝันอยากรู้จัก ถึงกระสับกระส่ายอยู่หลายวัน นางจึงตกลงใจว่าถ้านางยังขืนอยู่ห่างจากชายหนุ่มเสเพลที่เดินผ่านแล้วนางหลงรัก นางคงจะหาความสุขไม่ได้เป็นอันขาด

     คืนหนึ่งเมื่อสามีหลับสนิท นางก็ลุกจากที่นอน ค่อยๆ ย่องออกไปจากเรือน เดินไปตามถนน ขณะนั้นมีโจรคนหนึ่งเดินตามมา เห็นนางชัยสิริเดินมาคนเดียวก็นึกในใจว่า

     "ผู้หญิงคนนี้ แต่งตัวสวย ประดับกายด้วยทองคำเพชรพลอยอันมีค่าเช่นนี้ นางจะเดินไปไหนกันในเวลาดึกดื่นเที่ยงคืน เราน่าจะสะกดรอยตามไปดู เพื่อจะได้แย่งชิงของมีค่าเหล่านั้น"

     โจรคิดดังนั้นแล้วเดินตามนางชัยสิริไป โดยมิให้นางรู้ตัว

     นางชัยสิริ เมื่อไปถึงเรือนของชายเสเพลคนหนึ่ง นางก็ขึ้นบันไดไป พบชายเจ้าของบ้านนอนขวางอยู่หน้าประตู นางคิดว่าเขาคงจะหลับเพราะความเมา แต่แท้ที่จริงชายเสเพลคนนั้นได้ตายเสียแล้ว เพราะถูกโจรแทงก่อนที่นางจะไปถึงไม่นานนัก นางเข้าไปนั่งข้างๆ และเขย่าตัวชายเสเพล แต่ก็ไม่ตื่น นางแน่ใจว่านี่ต้องเป็นพิษสุรา นางจึงช้อนศรีษะขึ้นและกอดรัดแสดงความรักต่างๆ

     ขณะนั้นในร่างของชายเสเพล มีวิญญาณร้ายของภูตผีตนหนึ่งเข้าอาศัยอยู่ ครั้นเห็นนางชัยสิริเข้ามากอดรัดก็นึกสนุก กระโดดกัดจมูกของนางแหว่งไปทั้งชิ้น นางชัยสิริตกใจและเจ็บปวดมาก นางรีบวิ่งกลับบ้านแล้วเข้าไปในห้อง เอามือกุมจมูกร้องครวญครางจนได้ยินไปถึงเพื่อนบ้าน ทุกคนในบ้านและเพื่อนบ้านจึงรีบวิ่งมาดู และเห็นนางชัยสิริจมูกแหว่งเช่นนี้ ก็กล่าวกับศรีทัตว่า

     "เจ้านี่ ชั่วร้ายมาก ไม่มีความละอาย ไม่กลัวกฎหมายบ้านเมือง เจ้าทำจมูกของนางแหว่งเช่นนี้ เจ้ามีเหตุผลอะไร"

     ศรีทัตกล่าวว่า  "เราขอสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่นับถือทั้งปวงว่า เรามิได้ทำอะไรแก่นางเลย ถ้าเราโกหกแม้แต่คำเดียว ก็ขอให้เราสิ้นเนื้อประดาตัวเถิด"

     แต่คำพูดของศรีทัตไม่เกิดผลอะไร เพราะไม่มีใครเชื่อสักคนเดียว

     ฝ่ายสาครทัต ผู้เป็นบิดา เห็นเหตุร้ายนั้นก็รีบเข้าแจ้งกับผู้บังคับการตำรวจ ให้จับตัวศรีทัตไปไต่สวน แล้วพาไปเข้าเฝ้าะพระราชา เมื่อพระราชาทราบเรื่อง ก็รับสั่งให้นางชัยสิริทูลให้การตามความจริง นางก็ชี้ที่จมูกแหว่ง แล้วทูลว่า

     "ข้าแต่พระองค์ เรื่องสัตย์จริงปรากฏอยู่ที่ซึ่งควรจะมีจมูกติดอยู่ เพคะ"

     ศรีทัตจึงทูลขึ้นบ้างว่า

     "ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า อันจมูกของนางขาดไปด้วยเหตุใดข้าพระองค์หารู้ไม่ ข้าพระองค์นอนหลับอยู่ ก็ตกใจตื่นเพราะเสียงร้องของนาง ก็เห็นนางเป็นเช่นนี้อยู่แล้วพระเจ้าค่ะ"

     พระราชาได้ฟังก็ทรงตรัสว่า
 
     "ผู้ใดใครก็เห็น ว่าเจ้านอนอยู่กับนางเพียงลำพัง เจ้ายังจะไม่ยอมรับอีกหรือ ถ้าเจ้าไม่สารภาพข้าจะตัดแขนเจ้าออกที่ละข้าง"

     ศรีทัต ไม่ได้รับความยุติธรรม ก็ทูลว่า

     "ถ้าพระองค์ดำริเช่นไร ก็ทรงโปรดฯ อย่างนั้นกับข้าพระองค์เถิด พระเจ้าค่ะ"

     พระราชาพิโรธมาก สั่งทหารให้เอาตัวศรีทัตไปตัดแขนตัดขา เสียบหัวประจานอย่างไร้เหตุผล...........





..........โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ.........

Posted by มะเหมี่ยว on 02 May 2005,06:25
นิทานเวตาล เรื่องที่ 2 (ตอนจบ)


     ฝ่ายเจ้าโจรนั้น รู้เหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ ได้ตามเข้าไปฟังคำพิพากษาคดีด้วย ครั้นได้ยินคำตักสินเช่นนั้น แม้เป็นโจรก็มิอาจจะทนนิ่งเฉยได้ จึงแหวกผู้คนเข้าไปทูลขอร้องว่า

     "ขอเดชะ ทรงหยุดก่อนเถอะพระเจ้าค่ะ พระองค์จงทรงฟังคำที่ข้าพระองค์จะทูลก่อน พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม มีหน้าที่ยกย่องคนดี และลงโทษคนชั่ว พระองค์อย่าเพิ่งประหารชีวิตชายหนุ่มผู้นี้เลยพระเจ้าค่ะ"

     พระราชาได้ทรงฟังเช่นนั้น จึงโปรดให้โจรเล่าไปตามสัตย์จริง โจรจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้พระราชาทรงทราบตั้งแต่ต้นจนจบ เว้นไว้แต่เรื่องที่ตนไปแทงชายเสเพลคนนั้นตาย

     พระราชาได้ฟังเรื่องราวโดยตลอด ก็รับสั่งว่า

     "ทหาร เจ้าจงไปตรวจศพชายที่เจ้าโจรผู้นี้กล่าวอ้าง หากคำให้การของเจ้าโจรเป็นความจริง ชายผู้นี้ก็จะพ้นโทษไป"

     เมื่อทหารได้ฟังรับสั่งเช่นนั้น ก็ตรงไปยังบ้านของชายเสเพล ตรวจศพไม่ช้าก็พบจมูกของนางสิริชัย จึงกลับมากราบบังคมทูลแก่พระราชา

     พระราชาทรงทราบความจริงแล้ว ก็โปรดฯให้ศรีทัตพ้นโทษไปจากคำที่กล่าวหา จากนั้นก็ทรงตัดสินโทษนางสิริชัยว่า

     "นางผู้นี้ประพฤติตนเหลวแหลก ชอบคบชู้สู่ชาย อีกทั้งยังให้ร้ายต่อสามี ฉะนั้น ทหารเจ้าจงนำเอาดินหม้อผสมน้ำมัน ทาให้ทั่วใบหน้าของนางผู้นี้ โกนผมและคิ้วให้เกลี้ยง แล้วพานางไปเดินประจานรอบๆ พระนครให้ทั่ว จากนั้นขับไล่นางไปอยู่ในป่า ห้ามมิให้ใครช่วยเหลือ"

     นกแก้วจุรามันทูลพระเจ้ารามเสนต่อว่า

     "เรื่องที่ข้าพระองค์เล่าถวายมานี้ เป็นเรื่องที่ข้าพระองค์ได้ยินด้วยหูรู้มาด้วยตาของตนเอง ซึ่งในเวลานั้นข้าพระองค์ยังเป็นลูกนก แม้กระนั้นก็ยังทำให้ข้าพระองค์ กำหนดไว้ในใจจนถึงบัดนี้ว่า หญิงทั้งหลายนั้นเกิดมาก็เพื่อจะทำลายความสุขของเราทั้งนั้น"

     จากนั้น นางนกขุนทองกับเจ้านกแก้ว ต่างเล่านิทานมาแล้วเช่นนี้ ก็เกิดทุ่มเถียงกันเป็นการใหญ่ ต่างฝ่ายต่างตำหนิติเตียนซึ่งกันและกันอย่างรุนแรง จนพระมเหสีจันทราวดีพิโรธนกแก้วจุรามัน พลางตรัสสั่งว่า

     "เจ้านกแก้วปากกล้าสามหาว ผู้ที่ดูถูกดูแคลนผู้หญิงนั้น มักหามีความเที่ยงธรรมอยู่ในใจไม่ และเจ้าควรจะละอายในคำพูดของเจ้า เพราะแม่ของเจ้าก็เป็นนกตัวเมียเหมือนกัน"

     ฝ่ายพระเจ้ารามเสน เมื่อทรงได้ยินนกขุนทองพูดว่ากล่าวติเตียนชายก็ทรงกริ้ว รับสั่งดว้ยความพิโรธเช่นกัน จนแตกออกเป็นสองฝ่าย หาข้อสรุปกันมิได้ว่าฝ่ายใดดีฝ่ายใดไม่ดี

     เวตาลกล่าวทูลต่อไปสั้นๆ กับพระเจ้าวิกรมาทิตย์และราชบุตร ว่า

     "ทั้งสองพระองค์ และนกสองตัว ทุ่มเถียงขัดคอกันเช่นนี้ ถ้าหากฝ่าพระบาททรงประทับอยู่ในที่นั้นด้วย ปัญหาต่างๆ ก็คงจะได้รับคำตัดสินที่ถูกต้อง เพราะฝ่าพระบาททรงมีพระปัญญารอบรู้ อาจจะทรงชี้แจงข้อความเหล่านี้ให้รู้แจ้งได้ โปรดชี้แนะเถิด พะยะค่ะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์จึงตรัสตอบว่า

     "หญิงนั้น อย่างไรก็ย่อมชั่วกว่าชายอยู่นั่นเอง ชายนั้นถึงจะชั่วปานใด ก็ยังรู้ผิดอยู่บ้าง แต่หญิงนั้นไม่รู้สำนึกเสียเลย"

     เวตาลได้ฟังก็หัวเราะด้วยเสียงอันดัง แล้วตอบว่า

     
"ฝ่าพระบาททรงเห็นเป็นเช่นนั้นเพราะฝ่าพระบาททรงเป็นชาย หม่อมฉันเห็นว่า ชายหรือหญิงย่อมเท่ากัน อยู่ที่ใครจะดีหรือชั่วร้ายเพียงใด โลกเราล้วนมีหญิงดีชายดี และหญิงเลวชายเลว ปะปนกันไปมิใช่หรือ พะยะค่ะแต่กระนั้นหม่อมฉันก็ดีใจที่ได้ฟังพระดำริของฝ่าพระบาท เพราะพระดำรินั้นเป็นเหตุให้หม่อมฉันจะได้กลับไปอยู่ที่ต้นอโศกเดี๋ยวนี้แหละ พะยะค่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

     เวตาลพูดจบเท่านั้นก็ลอยออกจากย่าม หัวเราะก้องฟ้าอีกครั้งหนึ่ง เอิ้กๆๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ แล้วกลับไปห้อยหัวอยู่ที่ต้นอโศกตามเดิม.




..........จบตอนที่ 2 ค่ะ.........

Posted by มะเหมี่ยว on 05 May 2005,10:18
นิทานเวตาล เรื่องที่ 3



     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ครั้นเวตาลหลุดลอยออกไป ก็ทรงตกตะลึงอยู่ชั่วครู่ เมื่อได้พระสติก็หันกลับพาพระธรรมธวัชราชบุตร เสด็จทรงดำเนินไปยังต้นอโศกอีกครั้ง ครั้นถึงก็เสด็จปีนขึ้นไปบนต้นปลดเวตาลลงมาใส่ย่ามอย่างเก่า พลางกล่าวตำหนิตนเองถึงความเพลิดเพลิน ที่ทำให้ขาดสติ แล้วพระองค์ก็เสด็จออกทรงดำเนินไปได้สักครู่ เวตาลเริ่มเล่าเรื่องถวาย ซึ่งกล่าวว่าเป็นเรื่องจริงอีกเรื่องหนึ่ง ดังนี้

     ในกาลก่อน มีเมืองอยู่เมืองหนึ่ง ชื่อ "โศภาวดี" พระราชาทรงพระนามว่า "รูปเสน" พระองค์ทรงมีข้ารับใช้ผู้ใกล้ชิดคนหนึ่ง ชื่อว่า "สุรเสน" เป็นแม่ทัพที่มีกำลังและสติปัญญาเฉียบแหลม ว่องไว ชำนาญในการสู้รบเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วบ้านใกล้เรือนเคียง

     วันหนึ่งแม่ทัพสุรเสน นั่งว่าราชการอยู่หน้าจวน ก็มีผู้รับใช้เข้าไปบอกว่า มีชายหนุ่มคนหนึ่งถืออาวุธมา จะขอเข้ารับราชการ สุรเสนแม่ทัพให้นำตัวเข้าไปซักถาม ชายหนุ่มจึงแสดงตัวว่า

     "ข้าพเจ้า ชื่อ "วีพล" เป็นผู้ที่มีความชำนาญอาวุธทุกชนิด มีชื่อเสียงในความกล้า และซื่อสัตย์โดยปรากฏอยู่ทั่วไป"

     แม่ทัพสุรเสน พูดขึ้นว่า

     "เจ้าหนุ่มน้อย ไหนเจ้าจงชักดาบของเจ้าออกมา แสดงความสามารถของเจ้าให้ปรากฏแก่สายตาของข้าสิ"

     วีรพล ได้ยินดังนั้นก็รู้ความในใจของแม่ทัพว่าอยากจะลองความสามารถของตน จึงมิหวาดหวั่น เอามือขวาชักดาบออกกวัดแกว่งเหนือศรีษะ มือซ้ายเหยียดออกไป แล้วใช้มือขวาหวดดาบเต็มแรง ตัดเล็บที่นิ้วก้อยมือซ้ายขาดตกลงอยู่ที่พื้น โดยมิได้ถูกนิ้วหรือเนื้อเป็นเหตุให้เลือดตกยางออกแม้แต่น้อย

     สุรเสน แม่ทัพเห็นก็ชอบใจ จึงสนทนากับวีรพลถึงยุทธวิธีในการทำสงคราม ซึ่งวีรพลก็แสดงความคิดเห็นที่มีหลักการที่มั่นคง

     เมื่อเป็นเช่นนนั้น สุรเสนแม่ทัพก็เห็นว่า วีรพลต้องไม่ใช่คนสามัญธรรมดาแน่ๆ จึงพาตัวไปเข้าเฝ้าพระเจ้ารูปเสน และกราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบทุกประการ

     พระเจ้ารูปเสนนั้น ทรงเป็นพระราชาที่รับสั่งน้อย แต่คิดมาก ครั้นได้ยินที่แม่ทัพทูลมาโดยตลอดแล้ว ก็รับสั่งถามวีรพลว่า

     "ข้าควรที่จะให้เบี้ยเลี้ยงแก่เจ้าวันละเท่าไหร่"

     วีรพลจึงบกราบบังคมทูลทันที

     " หนึ่งพันตำลึง ถึงจะพอเป็นค่าใช้จ่ายของข้าพระองค์ พระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้ารูปเสนทรงตรึกตรองและตั้งปัญหาถามพระองค์เองว่าเป็นเพราะเหตุใดชายหนุ่มคนนี้ ถึงได้ตีราคาความรับใช้ของตนแพงดังเช่นที่พูด หรืออาจจะเป็นด้วยคุณงามความดีอย่างมาก ซึ่งอาจจะเห็นได้ภายหลัง พระองค์จึงรับสั่งเรียกนายคลังมาสั่งว่า ให้จ่ายทองคำให้แก่วีรพลวันละหนึ่งพันตำลึง ตามที่ขอ

     ฝ่ายวีรพล เมื่อได้รับพระราชทานสินจ้างมากมายถึงเพียงนั้น ก็ใช้ทรัพย์ของตนในทางที่ดีที่สุด กล่าวคือ

     ในเวลาเช้าทุกวัน ได้เอาทรัพย์ที่ได้มาแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งแจกจ่ายให่กับนักบวช และอีกส่วนที่เหลือก็ถูกแบ่งออกเป็นอีกสองส่วน ส่วนแรกแจกให้กับพวกขอทาน ส่วนที่สองวีรพลได้ให้คนจัดอาหารชั้นดี เลี้ยงผู้คนที่ขัดสน ต่อเมื่อเหลือแล้วตนเอง ภรรยาและบุตรทั้งสองถึงจะกิน

     ครั้นในเวลาค่ำคืน วีรพล จะถืออาวุธเข้าไปยืนอยู่ใกล้ๆ แท่นบรรทมทุกคืน เมื่อใดพระเจ้ารูปเสนทรงตื่นขึ้นมา จะมีรับสั่งถามว่า

     "ใครอยู่ที่นั่น"

     วีรพล ก็จะทูลตอบทันทีว่า

     "ข้าพระองค์ วีรพล อยู่ที่นี่ พระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้ารูปเสนตื่นบรรทมขึ้นและตรัสถามครั้งใด ก็จะทรงได้ยิน วีรพลทูลตอบเช่นนี้เสมอ จนพระองค์แทบจะเบื่อ บางคราวนึกอยากให้มีเหตุอันใดขึ้นมาจริงๆ เพื่อจะได้เห็นความสามารถของวีรพล......





.........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..........

Posted by มะเหมี่ยว on 07 May 2005,11:31
นิทานเวตาล เรื่องที่ 3 (ต่อ)


     ในคืนวันหนึ่ง พระเจ้ารูปเสนทรงบรรทมตื่นขึ้น เพราะด้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้อย่างโหยหวนคร่ำครวญ อยู่ในป่าช้าใกล้พระราชวัง จึงทรงตรัสถามขึ้นว่าใครอยู่แถวนั้น วีรพลก็ทูลตอบตามเคย พระองค์จึงทรงรับสั่งว่า

     "เจ้าจงไปดูซิว่า มีผู้หญิงมาร้องไห้คร่ำควรญอยู่ทำไม แล้วจงรีบกลับมารายงานโดยเร็ว"

     "พระเจ้าค่ะ"  วีรพลรับคำสั่ง

     ครั้นวีรพลไปแล้ว พระเจ้ารูปเสน ก็ทรงเครื่องชุดดำคลุมองค์ลอบเสด็จตามวีรพลไป เพื่อจะได้แอบทอดพระเนตรถึงความกล้าของชายผู้นี้

     ครู่หนึ่ง วีรพลก็ไปถึงป่าช้า ได้เห็นหญิงงามผู้หนึ่ง กำลังกระโดดโลดเต้น วิ่งไปรอบๆ ทั้งเอามือตีที่ศีรษะของตนเอง แล้วร้องไห้คร่ำครวญ แต่วีรพลไม่รู้ว่า นางนั้นเป็นพระแม่ธรณี จึงเอ่ยถามนางว่า

     "เป็นเพราะเหตุใด เจ้าจึงมาร้องไห้คร่ำครวญอยู่เช่นนี้"

     พระแม่ธรณี ได้กล่าวชี้แจ้งให้วีรพลฟังว่า

     " ในพระราชวังแห่งนี้ มีผู้กระทำการลามก เพราะเหตุนี้ความเสื่อมจะมีมาสู่พระราชฐาน และต่อไปนี้อีกไม่นาน องค์พระราชาจะทรงประชวรหนักถึงสิ้นพระชนม์ เรารู้สึกเสียใจเราจงร้องไห้ดังนี้"

     วีรพล ถามนางต่ออีก

     "เหตุร้ายที่แม่นางกล่าวมานี้ จะมีทางป้องกันได้หรือไม่"

     พระแม่ธรณีตอบว่า

     "ทางป้องกันนั้นมีอยู่ทางเดียว คือท่านจะต้องตัดศีรษะของบุตรชายท่านด้วยมือของท่านเอง เพื่อนำไปเป็นเครื่องบูชาพระเทวี ที่ศาลซึ่งอยู่ห่างจากตรงนี้ไปทางทิศตะวันออก"

     แม่พระธรณีกล่าวจบเพียงนั้น ก็อันตรธานหายไป

     ฝ่ายวีรพล เมื่อได้รับความรู้เช่นนี้แล้ว ก็ตรงกลับสู่บ้าน ไปเล่าให้ภรรยาและบุตรฟัง

     เมื่อนางผู้เป็นภรรยาได้ฟัง ก็ตอบว่า  "ภรรยาที่ดีต้องปฏิบัติตามที่สามีเห็นชอบ"

     บุตรชายนั้น ก็ตอบไม่ต่างจากมารดาว่า "บุตรที่ดีต้องปฏิบัติตามที่บิดาเห็นชอบเช่นกัน"

     แต่ฝ่ายลูกสาวไม่เห็นด้วยกับความคิดเหล่านี้ ก็ขัดหรือทำอะไรมิได้  ได้แต่เดินตตามพ่อ แม่ และพี่ชาย ตรงไปยังศาลพระเทวี

     ครั้นเมื่อไปถึง วีรพลก็เข้าไปพนมมือนมัสการ กล่าวคำวิงวอนองค์พระเทวีว่า

     "ข้าแต่องค์พระเทวี ข้าพเจ้าจะประหารชีวิตของบุตรชายถวายเป็นเครื่องบูชาพระองค์ ขอพระองค์ทรงอำนวยพรให้พระราชาของข้าพเจ้า จงทรงมีพระชนมายุยั่งยืนยาวนานไปจวบจนพันปีด้วยเถิด"

     เมื่อวีรพล กล่าวคำอธิษฐานเสร็จแล้ว ก็ลงมือฟันดาบถูกคอบุตรชาย ศีรษะขาดกระเด็นไปกลิ้งอยู่หน้าเทวรูป วีรพลจึงโยนดาบขว้างไปให้ไกลตัว ฝ่ายลูกสาวเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็วิ่งเข้าไปฉวยเอาดาบมาเชือดคอตนเองสิ้นลมหายใจไปอีกคนหนึ่ง นางผู้เป็นแม่เห็นลูกหญิงลูกชายต้องตายลงไปต่อหน้าต่อตา ก็เหลือที่จะสะกดใจไว้ได้ นางจึงวิ่งไปหยิบดาบฟันคอตนเองตายตามไปเป็นสามศพด้วยกัน

     วีรพล เมื่อเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ก็พูดกับตัวเองว่า

     "สิ้นลูกเมียอย่างนี้แล้ว ชีวิตเราจะอยู่ไปทำไม"

     เมื่อคิดดังนี้ วีรพลก็เอาดาบฟันคอตัวเองฉับ ลงขาดใจตายข้างๆ ลูกและเมียนั่นเอง

     ฝ่ายพระเจ้ารูปเสนทอดพระเนตรแอบดู เห็นคนสี่คนต้องมาตายแบบนี้ ก็ทรงสลดพระทัย พระองค์จะไม่ขอมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะความละอายแก่ใจ และกลัวการสาปแช่ง

     พระเจ้ารูปเสนทรงพระดำริดังนี้แล้ว พระองค์ก็ทรงหยิบดาบขึ้นจะประหารชีวิตพระองค์เอง แต่เทวรูปพระเทวีทรงยึดพระหัตถ์ไว้ รับสั่งห้ามมิให้ทำเช่นนั้น และให้ทรงขอพรแล้วแต่พระประสงค์

     พระเจ้ารูปเสน ได้ฟังก็ทรงดีพระทัย ทูลขอชีวิตคืนให้แก่วีรพลและลูกเมีย

     ในพริบตานั้นเอง ร่างทั้งสี่ก็กลับคืนสู่ชีวิต มีลมหายใจดังเดิม พระเจ้ารูปเสนจึงรับสั่งให้ทั้งหมดเดินตามเสด็จกลับยังพระราชวัง เพื่อจะทรงแบ่งราชสมบัติประทานให่แก่วีรพลและครอบครัว

     เวตาลเล่ามาถึงเพียงนี้ ก็หยุดแล้วทูลถามพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ว่า

     "ขอเดชะ ฝ่าพระบาท หม่อมฉันใคร่อยากทูลถามฝ่าพระบาทสักข้อหนึ่งว่า ในบรรดาคนทั้งห้านี้ คนไหนโง่ที่สุด พะยะค่ะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงรับสั่งด้วยสำเนียงโกรธๆ ว่า

     "อ้ายผีโง่ กูจะตอบได้เองทันทีว่า "พระเจ้ารูปเสน" เอ็งนี่มันผีปัญญาตัน ยากที่จะเข้าใจ ก็วีรพลนั้นมีหน้าที่สละชีวิตเพื่อเจ้านาย ส่วนลูกชายก็ทดแทนพระคุณพ่อจึงปฏิบัติตาม และสำหรับหญิงเช่นภรรยาและบุตรสาวนั้น เมื่อเห็นใครฆ่าฟัน ก็อ่อนไหวเป็นธรรมดาของหญิง แต่พระเจ้ารูปเสนนั้น ในเมื่อวีรพลและครอบครัวตายไปแล้ว ยังจะทรงสละราชบัลลังก์เพื่ออะไรกัน วีรพลและครอบครัวก็คงจะตายเปล่า แล้วประชนที่อยู่ภายหลังอีกมากมายเล่า"

     เวตาล ได้ฟังก็หัวเราะชอบใจ แล้วทูลว่า

     "ฝ่าพระบาท มิทรงเบื่อที่จะต้องไปปีนต้นไม้สูงๆ บ้างดอกหรือ พะยะค่ะ ใครกันแน่ที่ปัญญาตัน ฮะ ฮะ ฮะ "

     เวตาลพูดเท่านี้ก็ลอยออกจากย่าม หัวเราะก้องฟ้า ว่าพระเจ้าวิกรมาทิตย์ พระทัยไม่หนักแน่น แล้วจึงย้อนกลับไปห้อยหัวอยู่ที่ต้นอโศกตามเดิม.
    





..........จบตอนที่ 3 แล้วค่ะ โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ.....

Posted by มะเหมี่ยว on 10 May 2005,09:51
นิทานเวตาล เรื่องที่ 4



         เมื่อพระเจ้าวิกรมาทิตย์ เสด็จถึงยังต้นอโศกก็ทรงปีนขึ้นไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยอีก แล้วทรงปลดเวตาลลงมาใส่ย่ามตามเดิม พระเจ้าวิกรมาทิตย์และพระธรรมธวัช ราชบุตร ทรงดำเนินไปได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น เจ้าเวตาลก็เริ่มเล่านิทานอีก

         ในแผ่นดินของ "พระเจ้าวีรวร" นั้น มีพ่อค้าธรรมดาสามัญคนหนึ่ง มีฐานะปานกลาง ชื่อว่า "หิรัณยทัตต์" และพ่อค้าได้มีบุตรสาวคนหนึ่ง ชื่อ "นางมัทนเสนา" ซึ่งนางมีรูปร่างหน้าตางดงามนัก ยากที่จะหาใครเสมอเหมือน

         ครั้นนางมัทนเสนา มีอายุสมควรที่จะออกเรือนได้แล้ว บิดา มารดาก็ต่างปรึกษาหารือถึงการแต่งงานของบุตรสาว

         ฝ่ายบรรดาชายหนุ่ม และไม่หนุ่มทั้งหลายทุกทั่วสารทิศ ล้วนอยากจะได้นางมาเป็นภรรยา ต่างก็ไปหาช่างเขียนรูปมาวาดรูปของตน แล้วส่งรูปนั้นไปยังบ้านของหิรัณยทัตต์ เพื่อให้นางมัทนเสนาตรวจดู  แต่พอนางได้ดูแล้วก็ตอบกับบิดาว่า

         "ลูกไม่อยากเลือก เพราะไม่ชอบใจใครเลยสักคน ลูกอยากให้พ่อเลือกผู้ชายคนอื่นที่รูปงาม มีคุณงามความดี และเป็นผู้มีความคิดจ๊ะพ่อ"

         ต่อเมื่อเวลาล่วงไปแล้ววันหนึ่ง ได้มีชายหนุ่มรูปงามสี่คน มาจากเมืองคนละเมือง ตรงมายังบ้านของพ่อค้าหิรัณยทัตต์ เพื่อจะมาสู่ขอนางมัทนเสนาไปเป็นภรรยา หิรัณยทัตต์กล่าวว่า

         "ข้าพเจ้าไม่มีอะไรที่ขัดข้อง แต่ข้าพเจ้าจะต้องการรู้ว่าพวกท่านมีวิชาอะไรติดตัวกันบ้าง และมีคุณงามความดีอย่างไร จงแสดงให้ปรากฏเถิด"

         ชายหนุ่มคนที่หนึ่ง ตอบว่า

         "ข้าพเจ้ามีความรู้ที่แตกฉาน หามีผู้เสมอเหมือนได้ยาก"

         ชายหนุ่มคนที่สอง ตอบว่า

         "ข้าพเจ้ามีความรู้ในด้านการยิงธนู  สามารถยิงธนูออกไปถูกเป้าหมายได้ โดยมิต้องมองเห็น แค่เพียงได้ยินเสียงเท่านั้น"

         ชายหนุ่มคนที่สาม ตอบว่า

         "ข้าพเจ้ารู้ภาษาสัตว์เป็นอย่างดี และข้าพเจ้ามีกำลังมากยากที่จะหาคนเสมอได้"

         ชายหนุ่มคนที่สี่ ตอบว่า

         "ข้าพเจ้ามีวิชาทอผ้าชนิดหนึ่ง ที่สามารถจะแลกทับทิมได้ถึงห้าเม็ด และเมื่อข้าพเจ้าได้ทับทิมมา ข้าพเจ้าก็จะแบ่งทับทิมเม็ดหนึ่งให้กับพวกพราหมณ์ เม็ดที่สองจะถวายเป็นเครื่องสักการบูชาเทวดา เม็ดที่สามข้าพเจ้าจะเก็บไว้ประดับกายตนเอง  และเม็ดที่สี่ข้าพเจ้าจะมอบให้แก่ภรรยา  ส่วนที่เหลือเม็ดที่ห้านั้น ข้าพเจ้าก็จะขายนำเงินมาจับจ่ายใช้สอยเลี้ยงผู้คน"

         หิรัณยทัตต์ ได้ฟังแล้วก็ยังไม่ตกลงใจ คิดตรึกตรองต่อไปว่า

         "ชายที่มีความรู้มากนั้นน่าจะเป็นพราหมณ์  ส่วนชายคนที่มีความสามารถในด้านธนูนั้นต้องเป็นกษัตริย์ และชายที่มีวิชาทอผ้านั้นคงไม่ใช่คนธรรมดา  แต่สำหรับชายที่เข้าใจภาษาสัตว์ ต้องเป็นคนวรรณเดียวกันกับเราแน่ ฉะนั้นชายหนุ่มผู้นี้เราควรที่จะยกบุตรสาวให้"

         หิรัณยทัตต์ ตกลงใจเป็นที่แน่นอนแล้ว ก็จัดการตกลงเรื่องการจัดงานวิวาห์บุตรสาวทันที

         ตกเย็นนางมัทนเสนา ออกไปเดินชมดอกไม้อยู่ในสวน เผอิญได้พบชายผู้หนึ่ง ชื่อว่า "โสมทัต"  ซึ่งเป็นบุตรของพ่อค้าอีกเมืองหนึ่ง  โสมทัตเห็นโฉมนางมัทนเสนาแล้วก็ตกตะลึง หลงในความงามของนาง

         แต่หิรัณยทัตต์ ผู้เป็นบิดาได้ตกลงกับชายหนุ่มที่เข้าใจภาษาสัตว์ว่าจะยกนางให้เป็นภรรยาแล้ว  โสมทัตเหมือนถูกไฟกำลังเผากายให้มอดไหม้  บอกกับนางมัทนเสนาว่า จะขอลาตาย  นางมัทนเสนา จึงตอบว่า

         "ต่อแต่นี้ไปยังคงเหลือเวลาอีกห้าวัน ก็จะถึงวันแต่งงานของข้าพเจ้า ถ้าท่านไม่คิดฆ่าตัวตาย ข้าพเจ้าให้สัญญาว่า ในวันงานนั้นข้าพเจ้าจะไปหาท่าน แล้วจึงจะกลับไปอยู่กับสามี"

          แล้วโสมทัตก็ลากลับบ้านของตนไปด้วยใจอาวรณ์.........




..........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..........

Posted by มะเหมี่ยว on 13 May 2005,09:17
นิทานเวตาล เรื่องที่ 4 (ต่อ)


     ครั้นถึงวันแต่งงาน เจ้าบ่าวไปถึงบ้านเจ้าสาวก็ได้กระทำการวิวาห์ไปตามประเพณี มีทั้งอาหารชั้นดี และงานรื่นเริงใหญ่โต

     ต่อเมื่อเสร็จพิธีแต่งงานแล้ว สามีก็ได้พานางมัทนเสนาผู้เป็นภรรยาไปสู่บ้านของตน ในระหว่างทางนางมัทนเสนาจึงเล่าเรื่องที่ได้ให้สัญญาไว้แก่โสมทัต ให้สามีฟังตามความจริงทุกประการ

     เจ้าบ่าว ได้ฟังภรรยาพูดเช่นนั้นก็นิ่งอึ้งไปชั่วครู่ แล้วจึงตอบว่า

     "หากเจ้าคิดอยากจะไปหาเขาก็จงไปเสียก่อนเถิด"

     ฝ่ายนางมัทนเสนา เมื่อได้รับอนุญาตจากสามีแล้วนางก็รีบลุกขึ้นรีบเดินไปยังบ้านโสมทัต ทั้งๆ ที่ยังแต่งกายเต็มยศด้วยชุดแต่งงานนั่นเอง

     ในขณะที่เดินไปตามถนนนั้น นางมัทนเสนาได้พบโจรคนหนึ่ง เดินตรงเข้ามาหมายต้องการทรัพย์สินเงินทอง โจรจึงเข้าไปถามนางว่า

     "ระหว่างทางที่แม่นางเดินมานี่ ใครเป็นผู้ให้ความคุ้มครองปลอดภัยรึ"

     นางมัทนเสนา ได้เล่าให้โจรฟังตามความจริงเช่นกัน แล้วให้สัญญากับนายโจรว่า

     "ท่านนายโจร อย่าเพิ่งเอาเพชรพลอยและเครื่องประดับของเราไปตอนนี้เลย เราขอสัญญากับพระแม่คงคาว่า เมื่อเรากลับมาเราจะให้ของเหล่านี้ทั้งหมดแก่ท่าน"

     โจรได้ฟังก็นึกในใจว่า

     "การที่จะเอาเครื่องประดับของนางเสียในทันทีนั้น ก็คงจะหาประโยชน์อันใดไม่ได้ ในเมื่อนางจะให้ด้วยความเต็มใจ เราก็ควรรอ"

     ดังนั้นโจรจึงให้นางมัทนเสนาไปยังบ้านโสมทัต โดยมิได้ทำอันตรายแต่อย่างใด นางมัทนเสนาก็รีบเดินต่อไปจนถึงบ้านของโสมทัต 

     ฝ่ายโสมทัตเห็นนางมัทนเสนามาหาตนจริงๆ ก็ตกใจ มีอาการสั่นกลัว นางมัทนเสนาจึงกล่าวว่า

     "เมื่อวันก่อนท่านพบข้าพเจ้าในสวน ท่านเคยคิดจะฆ่าตัวตาย ข้าพเจ้าจึงขอไว้ และให้สัญญาว่าจะมาหาท่านก่อนที่จะอยู่กินกับสามี ท่านจำคำของท่านไม่ได้หรือ"

     โสมทัตจึงถามนางว่า

     "นางได้บอกเรื่องนี้ให้กับสามีของนางทราบหรือเปล่า"

     นางมัทนเสนาตอบว่า

     "ข้าพเจ้าเล่าให้สามีฟังตลอด สามีของข้าพเจ้าเป็นคนมีเหตุผล จึงยอมให้มาตามสัญญา"

     โสมทัตได้ยินดังนั้น ก็ตรึกตรองด้วยใจอันเหี่ยวแห้งว่า

     "นางจงกลับบ้านไปหาสามีเถิด นางเป็นผู้รักษาสัญญาและช่วยชีวิตข้า แต่นางได้เข้าเป็นภรรยาของชายอื่น ข้าได้รู้แล้วว่าข้าไม่มีสิทธิ์ที่จะผูกพันอยู่กับนางได้"

     ฝ่ายนางมัทนเสนา เมื่อฟังโสมทัตพูดเช่นนั้น ก็รีบลงจากเรือนกลับไปหาสามี ครั้นเมื่อพบนายโจรก็เล่าให้ฟังทั้งหมด และยอมถอดเครื่องประดับอันมีค่าให้กับโจรตามสัญญา  โจรจึงพูดว่า

     "ข้าไม่ขอรับของเหล่านี้ของแม่นางหรอก แม่นางเป็นคนดี รักษาคำสัตย์ ขอให้มีแต่ความจำเริญๆ เถิด"

     แล้วโจรก็ปล่อยนางกลับบ้านไป

     ครั้นกลับไปถึงบ้าน นางก็เล่าให้สามีฟังทุกอย่าง แต่สามีนั้นได้สิ้นรักนางเสียแล้ว และพูดกับนางมัทนเสนาว่า 

     "พระราชาก็ดี ผู้เป็นภรรยาก็ดี แม้ผมหรือเล็บของคนก็ดี เมื่ออยู่ผิดที่แล้วก็ไม่น่าดูเลย อนึ่ง คนขี้ริ้วยังงามได้ด้วยความรู้ และหญิงงามนั้นงามเพราะความบริสุทธิ์ทั้งกายใจ"

     เวตาลเล่ามาถึงตรงนี้ ก็เปลี่ยนเสียงกลับทูลถามพระเจ้าวิกรมาทิตย์ในขณะที่ทรงฟังเพลินอยู่ว่า

     "ฝ่าพระบาทพะยะค่ะ ชายทั้งสามคนนั้น ได้แก่ ผู้เป็นสามี โสมทัต และโจร คนไหนมีคุณธรรมมากที่สุด พะยะค่ะ"

     พระธรรมธวัชราชบุตร ทรงเกรงว่าพระบิดาจะทรงตรัสตอบกับเวตาลอีก ก็รีบบุ้ยใบ้หน้าตาห้ามมิให้รับสั่ง แต่พระเจ้าวิกรมาทิตย์ก็ทรงพลั้งปากอีกตามเคย ตรัสตอบไปว่า

     "โจรน่ะสิ มีคุณธรรมดีกว่าคนอื่น อันการปล้นจี้นั้นเป็นวิสัยของโจร ที่ใช้ทำมาหากิน แต่การที่โจรพิจารณาเห็นความซื่อสัตย์ของนาง แล้วปล่อยตัวนางไป ก็หมายถึงโจรยังพอจะรู้ผิดรู้ถูกอยู่บ้าง"

     เวตาลหัวเราะแล้วกล่าวว่า

     "ฮะ ฮะ ฮะ เอิ๊กๆๆๆ นิทานเรื่องนี้จบเพียงแค่นี้หล่ะ พะยะค่ะ"

     แล้วเวตาลก็ลอยออกจากย่ามไป หัวเราะก้องฟ้าหายไปในความมืด

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ กับ พระธรรมธวัชราชบุตรยืนตะลึงจ้องพระเนตรกันอยู่ สักครู่พระเจ้าวิกรมาทิตย์ รับสั่งตรัสกับพระราชบุตรว่า

     "ธรรมธวัช คราวหน้าถ้าอ้ายตัวนั่นมันตั้งปัญหาถามพ่อละก็ พ่ออนุญาตให้ลูกทำอะไรพ่อก็ได้ ให้พ่อรู้ตัวก่อนที่จะตอบคำถามของมัน ถ้าไม่เช่นนั้นเราทั้งสองคนคงไม่อาจทำการนี้สำเร็จแน่"

     "พระเจ้าค่ะเสด็จพ่อ"

     พระธรรมธวัชราชบุตร ทรงรับคำพระราชบิดา แต่ก็ทรงนึกตำหนิพระราชบิดาอยู่ในพระทัยบ้าง.





..........จบตอนที่ 4..........

Posted by มะเหมี่ยว on 18 May 2005,01:30
นิทานเวตาล เรื่องที่ 5



     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ต้องทรงพระดำเนินกลับขึ้นไปเอาตัวเวตาลลงมาจากต้นอโศกอีกครั้ง
     
     เสียงเล่านิทานของเวตาลนั้น ดุจมีเวทย์มนต์ทำให้เพลิดเพลินจนพระเจ้าวิกรมาทิตย์ หลงตอบคำถามเจ้าเวตาลมาหลายหน คราวนี้ทั้งสองพระองค์ทรงระมัดระวังตัวเป็นที่สุด

     และในระหว่างทางนั้นมีความเงียบสงบอยู่ได้ไม่นาน เวตาลก็เริ่มเล่านิทานอีก แล้วกล่าวว่าเป็นความจริงอีกเช่นเคย

     "ขอเดชะ ข้าแต่พระราชาผู้ทรงคุณประเสริฐ ฝ่าบาททรงมีพระปัญญา ยากยิ่งกว่าผู้ใดจะเสมอเหมือนในโลกนี้ก็จริง แต่หมาซึ่งเป็นสัตว์สี่เท้ายังรู้พลาดและหกล้มเวลาเหยียบที่ลื่นฉันใด ผู้เป็นนักปราชญ์ แม้มีปัญญาสักเพียงใด..."

     เวตาลพูดยังไม่ทันขาดคำ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ก็ทรงจับย่าม กระชากแรงๆ เวตาลร้องควรญครางเหมือนดังเจ็บปวดมากเหลือเกิน

     "โอ๊ยๆๆๆ"

     แต่เพียงครู่เดียว เวตาลก็เล่านิทานต่อไปด้วยเสียงอันสดใสว่า

     ณ เมืองมาลยะ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอินเดีย มีเมืองๆ หนึ่ง ชื่อเมือง "จันทร์อุทัย" มีพระราชานามว่า "รันธีระ"

     โดยพระองค์มีข้าราชบริพารคนหนึ่ง ชื่อว่า "คุณศังกร" ซึ่งรับราชการในตำแหน่ง "ธรรมมาธิการ" คอยสอดส่องดูแลความสงบสุขทั่วไปของประชาชน

     คุณศังกรนั้นแตกต่างจากข้าราชบริพารทั่วไป เพราะเป็นคนฉลาด มีความยุติธรรม การตัดสินคดีในแต่ละครั้งจะเป็นไปด้วยความรอบคอบอย่างยิ่ง ถึงแม้จะมีผู้มาติดสินบนมากมาย ซึ่งพอจะทำให้ครอบครัวอยู่สุขสบายไปทั้งชีวิต คุณศังกรก็ยังมิยอมรับ

     ดังนั้นคนทั้งหลายในเมืองจันทร์อุทัย จึงพากันรักและเคารพนับถือคุณศังกรเป็นอย่างมาก แต่ถึงจะเคารพนับถือเพียงใดก็ยังมิสามารถป้องกันการโจรกรรมทั้งหมดได้ จนประชาชนไม่รู้จะหาทางแก้ไขกันอย่างไร จึงรวมตัวกันไปร้องทุกข์ต่อคุณศังกร

     คุณศังกรได้ฟัง ก็พาพวกพ่อค้าและชาวบ้านที่เป็นทุกข์เหล่านั้น เข้าเฝ้าพระเจ้ารันธีระ และบอกให้กราบถวายบังคมทูลให้ทรงทราบ

     เมื่อพระเจ้ารันธีระทรงทราบ ก็ตรัสปลอบโยนเป็นอย่างดี พลางรับสั่งว่า

     "พวกเจ้าจงวางใจเถิด คืนวันนี้ข้าจะจัดการอย่างใหม่ พวกเจ้าทั้งหลายต้องสิ้นความเดือดร้อนกันในคราวนี้แน่"

     และในคืนนั้นเอง พระเจ้ารันธีระก็ทรงปลอมองค์แบบโจร เสด็จแอบออกไปนอกพระราชวังเพียงลำพัง แม้ผู้อยู่ใกล้ชิดก็มิอาจรู้ได้ พระองค์ทรงดำเนินไปตามถนนในพระนครอย่างช้าๆ ทันใดก็มีชายคนหนึ่งทะลึ่งลุกขึ้นมาจากที่มืด ซึ่งใช้กำบังร่างอยู่ แล้วร้องถามว่า

     "เฮ้ย นั่นใครวะ"

     พระเจ้ารันธีระ รับสั่งตอบว่า

     "ข้าเอง เป็นโจร แล้วเอ็งล่ะเป็นใคร"

     โจรก็ตอบว่า

     "ข้าเองก็เป็นโจร เหมือนเจ้านั่นแหละ มา...เอ็งกับข้าจงไปด้วยกันเถิด"

     เจ้าโจรไม่มีท่าทีสงสัย ดังนั้นพระเจ้ารันธีระกับโจรก็พากันเดินไปตามทาง ได้พบพวกโจรซุ่มอยู่ตามท้องถนนเป็นอันมาก แต่พวกโจรเหล่านี้มีที่กำบังที่ดี หากเจ้าโจรไม่บอก พระเจ้ารันธีระก็ไม่มีวันรู้ได้เลย

     ในไม่ช้า พระเจ้ารันธีระและโจรผู้เป็นสหาย ได้กระทำการโจรกรรมได้ทรัพย์สินมีค่ามาจำนวนมากแล้ว โจรจึงพูดกับพระเจ้ารันธีระว่า

     "นี่แน่ะเกลอ ข้าได้ทรัพย์สินมากตามต้องการแล้ว ข้าจะกลับไปที่ซ่อนของข้าล่ะนะ"

     พระเจ้ารันธีระ ทรงได้ยินดังนั้นก็แอบยินดีในพระทัย เพราะพระองค์ทรงตั้งพระทัยอย่างแน่วแน่แล้วว่า จะต้องตามไปให้ถึงรังโจรพวกนี้ให้ได้ ดังนั้นพระองค์ทรงขอตามไปที่ซ่องโจรด้วย โจรก็ไม่นึกเอะใจในท่าทีของพระเจ้ารันธีระเลย เพราะพระองค์ทรงกระทำกิริยาทุกอย่างให้เหมือนพวกโจรมากที่สุด โจรจึงไม่ทันระวังตัว และชวนพระเจ้ารันธีระไปกินเลี้ยงสุรากันยังที่ของตน..........

  



..........โปรดติดตามต่อค่ะ..........

Posted by add on 19 May 2005,07:26
thankssign.gif  again.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 19 May 2005,21:58
bowsdown.gif ขอบพระคุณที่น้าแอ๊ดแวะมาเป็นกำลังใจค่ะ thankssign.gif

.~o*o~. .~o*o~. .~o*o~. .~o*o~. .~o*o~. .~o*o~. .~o*o~.


นิทานเวตาล เรื่องที่ 5 (ต่อ)


     ในระหว่างทาง พระเจ้ารันธีระทรงทอดพระเนตรเห็นรูหนูรูหนึ่ง พระองค์ทรงแสดงความยินดีทั้งคำพูดและอาการ เพราะการที่ได้พบรูหนูนั้น ตามประเพณีของโจรให้ถือว่าโชคดี เมื่อโจรเห็นเช่นนั้นก็พอใจ และยิ่งเชื่อสนิทใจว่าพระเจ้ารันธีระเป็นโจรจริงๆ จึงวางใจและสอนทำสัญญาณสำหรับเป็นรหัสผ่านประตูเข้าไปยังที่พักของโจร

     เมื่อไปถึงป่าแห่งหนึ่ง พระเจ้ารันธีระกับสหายโจรก็พากันทำสัญญาณตามที่ได้ซ้อมกันไว้ ไม่นานก็มีคนถืออาวุธออกมาถามรหัสลับ ทั้งสองก็สามารถตอบได้แล้วพากันเดินผ่านเลยไป ซึ่งพีเจ้ารันธีระก็ทรงสังเกตและจดจำสัญญาณเหล่านั้นไว้จนหมด ทั้งยังทรงสังเกตทางเดินและทำเครื่องหมายไว้ทุกประการ

     ครั้นเดินต่อไปไม่นานก็ถึงเชิงหน้าผา โจรก็เดินไปที่หน้าผาแล้วทำความเคารพ เสร็จแล้วเดินไปที่ว่างแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบริเวณนั้น เลิกหญ้าขึ้นก็เห็นฝาปิดปากหลุม โจรกับพระเจ้ารันธีระก็ช่วยกันเปิดฝานั้น จึงแลเห็นแสงสว่างอยู่ภายใน ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอยู่ด้านล่างอย่างสนุกสนาน

     นายโจรชวนพระเจ้ารันธีระ ให้เดินตามลงไปในหลุม ครั้นพอถึงพื้นเบื้องล่าง พระเจ้ารันธีระก็ทอดพระเนตรเห็นเป็นห้องโถงใหญ่ มีคบไฟจุดปักไว้โดยทั่ว โจรพาพระเจ้ารันธีระไปยังห้อง ๆ หนึ่ง ที่ห้องนี้มีพวกโจรกำลังฉลองสุรากันอยู่เป็นจำนวนมาก

     พระเจ้ารันธีระ ทอดพระเนตรเห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีตำแหน่งเป็นกองตระเวร กลับเป็นโจรเสียเอง ก็ทรงถอนพระทัย และทรงทราบในทันทีว่า เหตุใดการโจรกรรมจึงไม่สงบลงได้เลย

     ฝ่ายนายโจร ผู้ซึ่งพาพระเจ้ารันธีระเข้ามาในซ่องโจรนั้น ปรากฏว่าเป็นนายซ่องหัวหน้าโจรนี่เอง นายโจรจึงแนะนำให้พวกโจรทั้งหลายได้รู้จักกับโจรที่มาใหม่ แล้วซักถามถึงผลงานซึ่งกันและกัน สักครู่ก็พากันไปกินเลี้ยง ดื่มสุราฉลองกันอย่างสบาย

     เวลาผ่านไปสองสามชั่วโมง คบไฟที่ติดอยู่เริ่มจะมอดลง ความง่วงเริ่มมาเยือนคนเหล่านั้น ต่างคนก็ต่างล้มตัวลงนอนระเกะระกะไปตามๆ กัน สักครู่ก็มีหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง นางเป็นหญิงรับใช้ของพวกโจร ครั้นนางได้เข้ามาพบกับพระเจ้ารันธีระ นางก็ตกใจ เพราะจำได้ จึงทูลถามขึ้นว่า

     "พระองค์เสด็จเข้ามาอยู่ในหมู่พวกโจรใจบาปหยาบช้าพวกนี้ได้ยังไงเพคะ พระองค์รีบเสด็จหนีไปโดยเร็วเถิด ถ้าไม่เช่นนั้นคนพวกนี้ตื่นขึ้นมา จะต้องฆ่าพระองค์แน่ๆ เลย เพคะ"

     พระเจ้ารันธีระรีบพระดำเนินกลับพระราชวัง ตามคำเตือนของหญิงรับใช้ทันที

     ครั้นเมื่อเสด็จกลับถึงวังแล้ว ก็ทรงเปลื้องเครื่องปลอมพระองค์ได้ไม่ทันไร พวกพ่อค้าในพระนครก็พากันมากราบบังคมทูลขอเข้าเฝ้าอีกครั้ง

     "ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงความยุติธรรม เมื่อวานนี้เหล่าข้าพระบาท กราบทูลเรื่องโจรมาก่อความเดือนร้อน พระองค์ก็ได้ทรงเมตตาปลอบใจ และทรงสัญญาว่าจะกำจัดพวกโจรให้ได้ แต่เมื่อคืนนี้ พวกข้าพระบาทกลับต้องเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมากให้กับพวกโจรหนักกว่าเดิม พระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้ารันธีระ จึงทรงรับสั่งกับพวกพ่อค้าว่า

     "เอาเถอะ พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วง เราจะเอาทรัพย์สินกลับมาคืนให้พวกท่านให้ได้ และเราจะทำลายพวกมันให้สิ้นซากในเร็ววัน......"




..........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..........

Posted by add on 19 May 2005,22:50
แหม สมัยโบราณกับสมัยปัจจุบันนี้ไม่ต่างกันเลยนะ  ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่กลับเป็นโจรเสียเอง   cry2.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 24 May 2005,23:44
นิทานเวตาล เรื่องที่ 5 (ต่อ)

     
     ฝ่ายพวกโจรเหล่านั้น เห็นโจรคนใหม่หนีหลบไปตั้งแต่ตอนกลางคืน เที่ยวค้นหาก็ไม่พบตัว ก็รู้แน่ว่าอาจมีภัยมาถึงในคืนนี้แน่ นายโจรจึงรีบประชุมพวกสมุนโจร และจัดเตรียมอาวุธที่จะใช้ทำการต่อสู้

     ครั้นพระจันทร์ขึ้น พวกโจรที่ซุ่มอยู่ก็มองเห็นพระเจ้ารันธีระ ทรงนำหน้าพวกทหาร และรีบเสด็จดำเนินโดยมิได้ระมัดระวัง เพราะพระองค์ทรงประมาทว่า พวกโจรคงจะไม่สงสัยและคงจะกำลังหลับเพราะการเลี้ยงสุรากันเหมือนอย่างเคย คราวนี้พระองค์ทรงแน่พระทัยว่าจะต้องจับโจรเหล่านั้นในถ้ำใต้ดินได้ เพราะความประมาทของพวกโจรเอง แต่กลับกลายเป็น พระเจ้ารันธีระเป็นผู้ประมาทเสียเอง

     และเมื่อพระองค์ ทรงนำทหารไปถึงตรงบริเวณที่โจรแอบซุ่มอยู่นั้น นายโจรก็ปล่อยให้พวกทหารเดินถลำเข้าไปจนใกล้ แล้วจึงให้สัญญาณพวกที่ซุ่มรออยู่ ทันใดพวกโจรก็ขึ้นมาจากที่ซ่อนพร้อมกัน
และได้เข้าโจมตีทหารวังโดยมิทันรู้ตัว ก็พากันแตกตื่นกระจัดกระจายพากันถอยหนีไม่เป็นกระบวน

     ฝ่ายพระเจ้ารันธีระ ก็ชะงักทรงหยุดยืนประจันหน้ากับนายโจร แล้วทั้งสองก็ชักดาบออกต่อสู้กันเป็นสามารถ พระเจ้ารันธีระนั้นทรงชำนาญในเพลงดาบเป็นอย่างยิ่ง ส่วนนายโจรก็ชำนาญไม่แพ้พระองค์
ทั้งสองต่อสู้กันอย่างรุนแรงและดุเดือด ต่างผลัดกันรุกและรับอยู่นาน จนกระทั่งนายโจรพลาดเหยียบก้อนหินจนล้มลง พระเจ้ารันธีระได้โอกาสก็ทรงจับนายโจรมัดมือไขว้หลัง แล้วทรงผลักไสให้นายโจรเดินเข้าสู่พระนคร โดยใช้พระแสงดาบจี้บังคับ ส่วนพวกสมุนโจร เมื่อเห็นนายของตนล้มลงก็วิ่งหนีเอาตัวรอดไปจนหมดสิ้น

     ครั้นรุ่งเช้า พระเจ้ารันธีระรับสั่งให้คุมตัวนายโจรออกมาอาบน้ำชำระล้างร่างกาย แล้วแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอย่างดี ให้ขึ้นนั่งบนหลังอูฐแล้วจูงตระเวนไปรอบๆ พระนคร โดยมีผู้ประกาศข่าวป่าวร้องประจานนำหน้าไปด้วยว่า

     "ท่านทั้งหลายจงฟัง นี่เป็นพระราชโองการ โปรดฯให้เรามาประกาศป่าวร้องให้ท่านทั้งหลายทราบว่า คนคนนี้คือโจร ซึ่งลักลอบปล้นสะดมพวกเรา ขอให้ท่านทั้งหลายชวนกันมาประชุมในเย็นวันนี้ที่หน้าประตูเมืองด้านทะเล เพื่อจะได้รู้โทษของการประกอบกรรมชั่ว"

     พระเจ้ารันธีระ โปรดฯ ให้ประหารชีวิตนายโจรด้วยวิธีเอาตัวขึ้นตีตะปูทั้งมือและเท้าให้กางออก สิ่งใดที่นายโจรอยากกินก็ป้อนให้กิน เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ทรมานต่อไปได้อีกนานๆ และเมื่อเห็นว่าใกล้จะตายก็ให้หลอมทองคำเทลงไปในคอ จนกว่าทองคำจะล้นแล้วแตกออกมาตามคอและส่วนอื่นๆ ของนายโจร

     ครั้นได้เวลาเย็น ผู้คุมก็พานายโจรออกมาเพื่อจะนำไปประหารชีวิตตามรับสั่ง แต่ขบวนแห่ต้องเดินผ่านไปทางบ้านเศรษฐีผู้หนึ่ง ซึ่งมีทรัพย์สินมากมาย เศรษฐีมีบุตรสาวคนหนึ่ง เป็นที่รักและหวงเป็นที่สุด ชื่อ "นางโศภนี" แต่ท่านเศรษฐีมิยอมให้ชายใดได้แลเห็นบุตรสาวของเขาได้เลย แม้จะไปไหนมาไหน หรือจะออกนอกกำแพงสวนก็ลำบาก เนื่องจากแม่นมผู้ที่เคยเลี้ยงดูนางโศภนีมา และเป็นผู้ที่ชาวบ้านพากันนับถือว่าเป็นผู้ที่รอบรู้เหตุการณ์ในภายหน้าได้ดีนั้น เคยทำนายก่อนที่นางจะตายด้วยความชราว่า

     "นางโศภนี จะเป็นหญิงงามที่คนทั่วพระนครจะชื่นชอบ แต่นางจะต้องฆ่าตัวตายเพราะคนที่นางหมายปอง"

     นับตั้งแต่นั้นมา ท่านเศรษฐีก็คอยสอดส่องดูแลบุตรสาว มิให้ใครได้เห็น เว้นก็แต่นางคนรับใช้ส่วนตัวในบ้าน.......




..........โปรดติอตามตอนต่อไปนะคะ..........

Posted by add on 25 May 2005,02:37
อุย โหดจังเลย  เอาทองคำเหลวเทเข้าไปในคอ  อึย...กัวแย้วๆ  crying1.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 25 May 2005,20:41
นิทานเวตาล เรื่องที่ 5 (ต่อ)


     อันมนุษย์นั้น จะหนีกฎแห่งกรรมไปไม่ได้เป็นอันขาด ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม ฉะนั้นในเย็นวันที่จะนำนายโจรไปประหารชีวิตเผอิญเพลิงไหม้ขึ้นในบ้านของท่านเศรษฐี ทางด้านที่เป็นที่อยู่ของพวกผู้หญิง เลยทำให้พวกผู้หญิงรวมทั้งนางโศภนีก็ต้องหนีออกจากห้อง มาพักรวมกันอยู่ที่ห้องที่อยู่ติดถนน และในถนนเวลานั้นมีผู้คนแน่นไปหมด มีเสียงพูดคุยไปตามทาง มีแต่คำกล่าวขานถึงแต่นายโจรที่ปล้นสะดมคนทั้งหลายในเมือง และมีรับสั่งจากรพะราชาให้ประหารชีวิตเสีย

     ขณะนั้นนางโศภนีแอบดูอยู่ที่หน้าต่าง และเมื่อขบวนแห่นายโจรผ่านหน้าต่างไปนั้น ใบหน้าของนายโจรซึ่งขี่อูฐสูงเสมอกันกับใบหน้านางโศภนีพอดี นางจึงรีบวิ่งไปหาบิดา พลางพูดว่า

     "ท่านพ่อ ท่านพ่อรีบไปขอเข้าเฝ้าพระราชาแล้วทูลขออภัยโทษให้ปล่อยนายโจรผู้นั้นเสียเถิด"

     "อะไรนะลูก"

     ท่านเศรษฐีตกใจ เมื่อได้ยินคำพูดของบุตรสาว แล้วพูดขึ้นว่า

     "นั่นคือ หัวหน้าโจร ที่พระองค์ทรงจับตัวมาได้ และรับสั่งให้นำตัวไปประหาร แล้วพ่อสำคัญอย่างไรเล่าลูก ถึงจะได้มีหน้าเข้าไปขออภัยโทษให้แก่มัน"

     นางโศภนี ได้ฟังบิดาพูดเช่นนั้น นางก็เป็นทุกข์เป็นร้อน และพยายามพูดอ้อนวอนบิดาว่า

     "ทรัพย์สินของเราก็มีมากมายนี่พ่อ ลูกเกิดรักนายโจรผู้นั้นเสียแล้ว"

     ฝ่ายท่านเศรษฐี เมื่อเห็นลูกสาวมีอาการเช่นนั้นก็รู้แก่ใจนางว่า ถ้าไม่ได้ดังที่นางขอแล้วนางคงจะยอมตาย ตัวเองก็คงจะทนมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นท่านเศรษฐีจึงรีบเข้าเฝ้าพระเจ้ารันธีระ ทูลขอด้วยสำเนียงอันสั่นพร่าด้วยความเศร้าว่า

     "ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ข้าพระองค์ขอถวายทรัพย์สินเป็นจำนวนสี่แสน เพื่อประทานอภัยโทษนายโจรให้หลุดพ้นจากพระราชอาญาครั้งนี้ พระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้ารันธีระ รู้สึกแปลกพระทัย ทรงดำริว่า

     "ไอ้โจรนั่นมันก่อกรรมทำเข็ญเอาไว้มาก ปล้นฆ่าชิงทรัพย์ สร้างความเดือดร้อนไปทั่วเมือง และมันยังทำลายทหารหลวงของข้าต้องล้มตายไปมากมาย ข้ามิสามารถปล่อยมันได้เป็นอันขาด เจ้าจงกลับไปเสียเถิด"

     ท่านเศรษฐีได้ฟังรับสั่งเช่นนั้น ก็เห็นว่าจะทูลขอต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่ก็ยังไม่หยุดรำพันวิงวอนขอด้วยน้ำตาว่า "ถ้าตนทูลขอชีวิตนายโจรไม่ได้ บุตรสาวของตนก็จะฆ่าตัวตายตามนายโจรไปในครั้งนี้ด้วย ซึ่งตนก็ไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้หากขาดบุตรสาว"

     ถึงแม้ท่านเศรษฐีจะอ้อนวอน และกล่าวอย่างไรก็ตาม แต่ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ท่านเศรษฐีจึงร้องไห้กลับไปยังบ้านของตน แล้วเล่าความทุกอย่างให้บุตรสาวฟัง

     "ลูกเอย พ่อได้พยายามทุกทางแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ พระราชาไม่ทรงโปรดฯ สิ่งที่เราถวายพระองค์ มาเถอะลูก เราจงไปตายด้วยกัน"

     ฝ่ายพนักงานผู้คุมตัวนายโจรไปประหารนั้น ก็จัดการลงโทษตามพระราชกำหนด นายโจรทนรับโทษด้วยจิตใจอันเข้มแข็ง ไม่แสดงอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด แต่เมื่อมีคนเล่าให้ฟังถึงนางโศภนี นายโจรกลับอดใจไว้ไม่ไหวก็ร้องไห้ออกมาปานจะขาดใจ ชั่วครู่นายโจรกลับหัวเราะด้วยเสียงอันดังราวกับอยู่ในงานฉลอง จนเสร็จสิ้นการประหารเสียงของนายโจรจึงเงียบลงไปทันใด

     เมื่อนางโศภนีรู้ข่าวนายโจร นางก็เสียใจเป็นอันมาก และตั้งใจจะเผาตัวเองในกองเพลิงที่เผาศพชายผู้ซึ่งไม่ได้เป็นสามี และไม่เคยพูดคุยกันเลย

     นางโศภนีจึงสั่งคนให้ขุดหลุมขึ้นหลุมหนึ่ง แล้วนำกิ่งไม้มาเรียงเป็นตาราง ใส่ฟืนและเชื้อเพลิง นางจึงนำเอาศพของนายโจรชะโลมน้ำมันก่อนที่นางจะวางลงไปในหลุมนั้น นางโศภนีกล่าววิงวอนขอพร เทพเจ้า แล้วตนจึงลงไปนั่งบนตารางเชื้อเพลิงแล้วนางก็จุดไฟขึ้นเผานายโจรและตนเอง แต่เมื่อไฟได้ลุกขึ้นแล้วนั้น ผู้ใดจะเห็นร่างของนางขยับเขยื้อนก็ไม่มี

     เมื่อบุตรสาวต้องมอดไหม้ตายไปในกองเพลิงแล้ว ท่านเศรษฐีร้องไห้น้ำตาปานจะเป็นสายเลือด ไม่นานท่านเศรษฐีก็ฆ่าตัวตายตามบุตรสาวไปด้วยการเชือดคอ

     เวตาลหยุดนิ่งอยู่ครู่นึง พระธรรมธวัชราชบุตร ทรงเก็บควาสงสัยไว้ไม่อยู่ก็ทูลถามพระราชบิดาว่า

     "เสด็จพ่อ นายโจรจะตายแล้วยังหัวเราะเสียงลั่น ด้วยเหตุอันใด้พระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์เห็นราชบุตรสงสัย พระองค์จึงตอบไปว่า

     "ก็หัวเราะในความบ้าเหลือเกิน ของนางโศภนีนั่นไงลูก"

     เวตาลได้ยินก็หัวเราะออกมา พลางพูดว่า

     "หม่อมฉันขอบพระทัยฝ่าบาท พะยะค่ะ ที่ทรงปล่อยหม่อมฉันออกจากย่ามอันคับแคบอีกครั้ง คำถามที่พระราชบุตรถามนี่แหละเป็นคำถามที่หม่อมฉันกำลังจะถามพระองค์อยู่พอดี พะยะค่ะ แต่ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็ยังผิดอยู่ดี เพราะนายโจรร้องไห้เนื่องจากมองไม่เห็นช่องทางใดที่จะตอบแทนน้ำใจของนางโศภนี และที่นายโจรหัวเราะนั่นเป็นเพราะนายโจรคิดถึงความไม่เท่ากันของมนุษย์ต่างหาก ฮะ ฮะ ฮะ ทูลลาทีล่ะพะยะค่ะ"

     ครั้งนี้พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงรู้แล้วว่า เวตาลขี้โกง จะหนีไปดื้อๆจึงปลดย่ามออกจากพระอังสา แล้วเอาลงมาไว้ที่พระกรและทรงหนีบไว้แน่น แต่ก็ไม่มีประโยชน์อันใด เพราะเวตาลหลุดออกจากย่ามได้โดยง่ายดายอีกตามเคย และลอยตัวหัวเราะก้องฟ้ากลับไปยังต้นอโศกตามเดิม........





..........จบตอนที่ 5 ค่ะ..........

Posted by มะเหมี่ยว on 25 May 2005,20:46
whisper.gif น่าเสียดายทองคำนะคะน้าแอ๊ด

มะเหมี่ยวว่า ไม่น่าเอาของมีค่าไปเสียกับนายโจรที่กำลังจะตายเลยค่ะ
เอาไปแจกชาวบ้านที่เคยถูกปล้นจะดีกว่า laugh1.gif

หนูเล่าเองก็ค้านเองค่ะ ic-12.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 29 May 2005,06:51
นิทานเวตาล เรื่องที่ 6



     ครั้นพระเจ้าวิกรมาทิตย์ เสด็จพระดำเนินกลับไปถึงต้นอโศกแล้ว ก็ทรงต้องปีนขึ้นไปบนต้นอโศกเพื่อปลดเวตาลลงใส่ในย่ามตามเดิม และทรงดำเนินพาพระราชบุตรออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เวตาลก็เริ่มเล่านิทานอีกเรื่องหนึ่ง และโอ้อวดว่าเป็นเรื่องจริงอีกตามเคย

     ณ ฝั่งของแม่น้ำยมุนานั้น มีเมืองธรรมสถลตั้งอยู่ และในเมืองนี้มีพราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อว่า "เกศวะ" มีบุตรสาวชื่อว่า "นางมธุมาลตี" ซึ่งอยู่ในวัยที่สมควรจะแต่งงานได้แล้ว ทั้งพ่อ แม่ และพี่ชาย ก็เดือดร้อนเป็นทุกข์ด้วยการหาคู่ครองให้ เพราะโบราณกล่าวไว้ว่า

     "ลูกหญิงซึ่งมีอายุสมควรมีคู่แล้วแต่ไม่มี ย่อมเป็นเช่นก้อนอุบาทว์ห้อยเหนือหลังคาบ้านเรือน"

     วันหนึ่ง พราหมณ์เกศวะออกจากบ้านไปเพื่อสืบหาคู่ให้บุตรสาว ส่วนบุตรชายคนโตก็ไปแสวงหาวิชาความรู้ตามสถานที่ต่างๆ และในระหว่างที่พราหมณ์เกศวะกับบุตรชายไม่อยู่บ้านนั้น ได้มีชายคนหนึ่งมาที่บ้านของพราหมณ์ นางพราหมณีผู้เป็นภรรยา พิจารณาดูชายหนุ่มแล้วก็เข้าใจว่าต้องเป็นคนดีแน่นอน จึงบอกยกลูกสาวให้

     ฝ่ายพราหมณ์เกศวะนั้นไปพบพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่ง เป็นที่ถูกอกถูกใจ ก็เอ่ยปากยกลูกสาวให้อีก  สำหรับบุตรชายที่ไปร่ำเรียนวิชา ไปพบเพื่อนที่เรียนด้วยกัน เห็นว่าเป็นคนดีและขยัน ก็เอ่ยปากว่ายกน้องสาวของตนให้เหมือนกัน แล้วทั้งสองก็พาชายหนุ่มที่ตนพอใจมายังบ้านเพื่อให้แต่งงานกับนางมธุมาลตี

     ดังนั้น จึงทำให้เกิดปัญหายุ่งยากขึ้นทันที เพราะชายทั้งสามคน ต่างก็ไม่ยินยอม พากันร้องทุกข์ โดยชายคนที่หนึ่ง กล่าวว่า

     "ข้าพเจ้ามาถึงเรือนก่อน นางควรจะเป็นของข้าพเจ้า"

     ชายคนที่สอง กล่าวว่า

     "บิดาของนางเป็นผู้เอ่ยยกนางให้แก่ข้าแล้ว และบิดาย่อมมีสิทธิ์กว่าใครๆ เพราะเป็นหัวหน้าครอบครัว"

     ชายคนที่สาม กล่าวว่า

     "พี่ชายของนางซึ่งเป็นเพื่อนรักกับข้าพเจ้า ก็ได้ยกนางให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ดูแลต่อไป เพราะเขารู้ดีว่าข้าพเจ้าเป็นคนเช่นไร"

     จึงเป็นอันว่า ในเวลานั้น "ธรรม แยกออกเป็นสามทาง เพราะชายหนุ่มสามคน" ต่างฝ่ายต่างอ้างเหตุผลโต้แย้งกันไปต่างๆ

     ขณะที่ทุกคนกำลังเจรจากันอยู่นั้น มีงูพิษตัวหนึ่งเลื้อยมากัดนางมธุมาลตี ถึงแก่ความตาย ทุกคนในที่นั้นต่างตกใจควบคุมสติไม่อยู่ ร้องไห้เอะอะโวยวายกัน ครั้นพอได้สติถึงได้รีบวิ่งไปตามหมอ แม่มด และคนที่มีวิชาเรียกพิษงู แต่เมื่อคนเหล่านั้นมาพบศพของนาง ต่างคนก็ส่ายหน้าไปตามๆ กัน หมอกล่าวว่า

     "อย่าว่าแต่หมอใดๆ เลย แม้แต่พระพรหม ก็ไม่อาจช่วยได้"

     ครั้นหมอทั้งหลายกลับไปหมดแล้ว พราหมณ์เกศวะก็จัดการเผาศพบุตรสาว แล้วกลับบ้านด้วยความเศร้าโศก

     ฝ่ายชายหนุ่มทั้งสาม ก็ตกลงใจกันว่าจะขอท่องเที่ยวไปตามบุญตามกรรมดีกว่า ชายคนที่หนึ่ง ก็เก็บกระดูกของนางมธุมาลตีรวบรวมเป็นห่อห้อยขึ้นบ่าไปด้วย

     ฝ่ายชายคนที่สองนั้น ได้กวาดเอาเถ้าถ่านที่เผาศพ รวมกันเป็นห่อ แล้วใส่ย่าม เดินทางตรงเข้าป่า

     ส่วนชายคนที่สาม ได้ไปบวชเป็นโยคี เที่ยวเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ และปฏิบัติตนตามควรแก่โยคีทุกประการ

     วันหนึ่ง โยคีได้ผ่านไปยังบ้านแห่งหนึ่ง ก็แวะเข้าไปเพื่อขออาหาร ครั้นชายเจ้าของบ้านเห็นโยคีมาก็ออกมาต้อนรับอย่างดี และเชิญเข้าไปเพื่อจะเลี้ยงอาหารในบ้าน

     ธรรมดานั้น เจ้าของบ้านจะขับไล่แขกที่มาถึงในเวลาตอนเย็นให้ไปพ้นบ้านนั้นไม่ได้ เจ้าของบ้านจึงเชิญชวนให้โยคีพักค้างคืนด้วย

     โยคีตอบตกลง และระหว่างที่โยคีกำลังรับประทานอาหารอยู่นั้น ภรรยาเจ้าของบ้านเกรงว่าโยคีจะไม่อิ่ม ก็ลุกไปจัดอาหารมาเพิ่มเติม แต่บุตรผู้เป็นทารกร้องไห้จ้าด้วยเสียงอันดัง แล้วคลานไปยึดชายผ้าของมารดาไว้ มารดาบอกให้หยุดร้องก็ไม่หยุด ยิ่งร้องและดึงผ้าไว้แน่น มารดานึกขัดใจขึ้นมาก็วางสำรับอาหารลง แล้วจับตัวลูกโยนเข้าไปในกองไฟ จนทารกน้อยนั้นไหม้เป็นเถ้าถ่าน..........





..........โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ..........

     

Posted by มะเหมี่ยว on 01 Jun. 2005,09:15
นิทานเวตาล เรื่องที่ 6 (ต่อ)


     ฝ่ายโยคี เมื่อเห็นดังนั้นก็ตกใจลุกขึ้นจากที่นั่ง เจ้าของบ้านจึงถามขึ้นว่า

     "ท่านโยคีทำไมถึงไม่กินอาหารต่อล่ะท่าน"

     โยคีตอบว่า

     "ข้าไม่อาจจะกินอาหารของคนที่ประพฤติตนเลวเยี่ยงนี้ได้"

     เมื่อเจ้าของบ้านได้ยินโยคีกล่าวเช่นนี้ก็ยิ้มออกมา แล้วลุกขึ้นไปหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากที่ซ่อนบนขื่อ สมุดเล่มนั้น เป็นตำรา "สังชีวนีวิทยา" คือวิชาชุบคนตายให้คืนชีวิต ครั้นหยิบหนังสือออกมาแล้ว ชายเจ้าของบ้านก็กางตำราออก ทำพิธีชุบลูกของตนให้คืนชีวิต ไม่ช้าทารกน้อยนั้นก็กลับมาร้องไห้จ้าเสียงดังเหมือนเก่า บิดาของเด็กจึงพูดว่า

     "บรรดาของมีค่าทั้งหลาย จะหาสิ่งใดเกินกว่าวิชานั้นได้ไม่"

     ฝ่ายโยคี เห็นเป็นอัศจรรย์เช่นนั้น ก็นึกในใจว่า

     "ถ้าเราได้สมุดตำราเล่มนี้มา เราก็อาจจะนำไปชุบชีวิตนางมธุมาลตี หญิงอันเป็นที่รักได้ แล้วเราจะได้เลิกประพฤติตนเป็นโยคีเสียที"

     โยคี นึกตรึกตรองได้ดังนี้แล้ว ก็กลับนั่งลงกินอาหารตามเดิม และตกลงใจค้างคืนที่เรือนนั้น จนเวลาเที่ยงคืนมาถึง ทุกคนหลับสนิทกันหมดแล้ว โยคีก็ค่อยๆ ย่องเข้าไปในห้องเจ้าของบ้าน แอบโขมยหยิบเอาตำราสังชีวนีวิทยาลงมาจากขื่อได้แล้ว ก็หลบออกจากบ้านไปในทันที เพื่อมุ่งตรงไปยังป่าช้าที่เผาศพนางมธุมาลตี

     ระหว่างทางเผอิญพบชายหนุ่มสองคน ที่เคยหมายปองนางมธุมาลตีเหมือนกัน จึงได้ไต่ถามความเป็นอยู่ต่อกัน โยคีได้เล่าว่า

     "ข้าพเจ้าได้เรียนวิชาชุบคนตายให้ฟื้นคืนชีวิตได้ จากอาจารย์ผู้เก่งกล้า"

     ชายหนุ่มทั้งสองได้ฟังก็ดีใจ รีบตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า

     "ถ้าท่านมีวิชาอย่างที่ท่านว่า ท่านก็จงชุบนางผู้เป็นที่รักของพวกเราให้คืนชีวิตขึ้นมาเถิดท่าน"

     ชายผู้เป็นโยคี ก็จัดการทำพิธีด้วยการให้ชายทั้งสองนำกระดูกและเถ้าถ่านของนางมธุมาลตี มากองรวมกันไว้แล้วจึงเริ่มร่ายมนต์คาถา ไม่ช้านางมธุมาลตีก็ฟื้นคืนชีวิต ลุกขึ้นมานั่งร้องไห้ ชายทั้งสามจึงพานางไปส่งยังบ้านของนาง

     ฝ่ายชายทั้งสาม เมื่อนางคืนชีวิตมาแล้ว ก็เกิดการวิวาทแย่งชิงตัวนางอีก ต่างคนก็กล่าวว่าตนควรจะได้นางเป็นภรรยาโดยชอบธรรม

     ชายคนที่หนึ่ง กล่าวว่า

     "นางควรจะเป็นภรรยาของข้าพเจ้า เพราะนางคืนชีวิตมาได้เนื่องมาจากกระดูกที่ข้าพเจ้าเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี"

     ชายคนที่สอง กล่าวว่า

     "ไม่ได้ นางควรจะเป็นภรรยาของข้าสิจึงจะถูกต้อง เพราะข้าเป็นคนเก็นเถ้าถ่านของนางต่างหาก"

     ชายคนที่สามหัวเราะเยาะชายทั้งสองคน แล้วกล่าวว่า

     "ถ้ากระดูกและเถ้าถ่านนั้น ไม่ได้ตั้งพิธีและร่ายมนต์ตราของข้า แล้วนางจะฟื้นคืนชีวิตมาได้อย่างไร ฉะนั้นนางควรจะต้องเป็นภรรยาของข้าพเจ้า"

     ชายทั้งสามเถียงกันเป็นการใหญ่ เพราะไม่มีใครยอมใคร จึงพากันไปหาบัณฑิตผู้มีปัญญาปราดเปรื่องให้เป็นผู้ตัดสิน แต่ก็ไม่มีบัณฑิตคนไหนสามารถตัดสินปัญหานี้ได้เลย

     น่าแปลก ที่ไม่มีใครนึกถึงพระราชา แต่พากันไปหาผู้รอบรู้แทน

     เวตาล กล่าวต่ออีกว่า

     "ในส่วนตัวนั้น หม่อมฉันก็สงสัยอยู่ว่าทำไม แล้วฝ่าพระบาทซึ่งนามว่า "วิกรมาทิตย์" นั้น เป็นพระราชาผู้ประกอบไปด้วยปัญญายิ่งกว่ามหากษัตริย์ทั้งปวงมิใช่หรือ ฝ่าพระบาทคงจะตัดสินได้บ้างกระมัง พะยะค่ะ ว่านางควรเป็นของชายคนใดอย่างชอบธรรม"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงขุ่นพระทัยในคำพูดดูถูกของเวตาล ที่กล่าววาจาดูถูกพระราชาทั้งปวง ครั้นเวตาลทูลให้ตัดสิน ก็เผลอตรัสออกมาว่า

     "เอ็งมันโง่ ช่างไม่รู้จักอะไร ชายคนที่สอง นั่นสิควรจะได้นางมธุมาลตีเป็นภรรยา"

     เวตาลทูลถาม ว่า

     "เพราะเหตุใดล่ะ พะยะค่ะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงกริ้วหนัก ตวาดว่า

     "อ้ายผีสมองทึบ เอ็งโง่แล้วยังพูดมากอีกด้วย ก็ชายคนที่หนึ่งนั้น เก็บกระดูกของนางมธุมาลตีรักษาไว้ จึงอยู่ในตำแหน่งเสมอลูก ไม่ควรได้นางมาเป็นภรรยา

     ส่วนชายคนที่สามนั้น ได้ชุบชีวิตนาง คือ ให้ชีวิตแก่นาง จึงอยู่ได้ในตำแหน่งบิดา ไม่ควรได้นางเป็นภรรยาเช่นกัน

     แต่ชายคนที่สอง เก็บไว้เพียงแต่เถ้าถ่าน จึงควรแก่ตำแหน่งสามีของนางที่สุด

     คำอธิบายเช่นนี้ จะทะลุความโง่ของเอ็งเข้าไปในสมอง ทำให้เอ็งเข้าใจได้แล้วหรือยังวะ อ้ายผี"

     เวตาลทูลตอบว่า

     " ความโง่ของหม่อมฉัน บัดนี้ได้ทะลุแล้วพะยะค่ะ แต่ของฝ่าบาทนั้น "ยัง" ฉะนั้นจึงเป็นเหตุให้หม่อมฉันได้กลับไปแขวนตัวยังต้นอโศกตามเดิม ฮะ ฮะ ฮะ "

     แล้วเวตาลก็ลอยลิ่ว หายตัวไปในความมืดอีกเช่นเคย.




..........จบตอนที่ 6 ค่ะ..........

Posted by มะเหมี่ยว on 08 Jun. 2005,22:23
นิทานเวตาล เรื่องที่ 7



     ครั้นเวตาล หัวเราะก้องฟ้าลอยไปแล้ว พระเจ้าวิกรมาทิตย์กับพระราชบุตร ก็ต้องเสด็จดำเนินกลับไปยังต้นอโศกอีกครา พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงปีนขึ้นไปปลดเวตาลลงมาใส่ย่าม พลางทรงรำพึงว่า

     "ถ้าเรานั่งลงแล้ว ฟังอ้ายตัวนี้เล่าให้มันจบๆ ไปจนสิ้นฤทธิ์ของมัน ก็คงจะดี แล้วค่อยเดินทางต่อ"

     เวตาลรู้ดังนั้น ก็ร้องทุกข์ว่า

     "ฝ่าบาท ทรงผิดระเบียบการทำสัญญานะ พะยะค่ะ หม่อมฉันไม่ยอม"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงตรัสตอบว่า

     "เอ็งจะยอมหรือไม่ข้าไม่รู้ เพราะในสัญญามิได้บอกว่าจะเดินหรือนั่ง"

     เวตาลบ่นอุบอิบ แล้วทูลว่า

     "หม่อมฉันสาบานว่าจะไม่พูดอะไรต่อไปอีก คอยดูซีพะยะค่ะ"

     แต่ในไม่ช้า เวตาลก็อดพูดไม่ได้ เอ่ยเล่านิทานขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็กล่าวว่าเป็นความจริงอีกเช่นเคย

     ยังมีเมืองอยู่เมืองหนึ่ง ชื่อว่า "กุสมาวดี" กษัตริย์ผู้ครองเมือง ทรงพระนามว่า "พระเจ้าสุพิจาร" พระองค์ทรงมีพระราชธิดาพระองค์หนึ่ง เป็นหญิงที่งดงามมาก พระนามว่า "จันทร์ประภา"

     วันหนึ่งในฤดูฝน พระธิดาจันทร์ประภาเสด็จลงยังพระราชอุทยาน แวดล้อมไปด้วยสาวสรรกำนัลนาง เพื่อทอดพระเนตรพันธุ์ไม้นานาชนิด ที่ผลิดอกออกช่องดงามทั้งอุทยาน

     เผอิญขณะนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อ "มนัสวี" ได้แอบมาเที่ยวเล่นในอุทยานและแอบนอนหลับอยู่ในที่กำบัง ภายใต้ต้นไม้ โดยเจ้าหน้าที่รักษาอุทยานไม่ทันเห็น จึงมิได้ปลุกและไล่ไปให้พ้นก่อนที่พระธิดาจะเสด็จออกชมพระราชอุทยาน

     ฝ่ายพระธิดาจัทร์ประภา ทรงวิ่งเล่นหยอกล้อกับนางกำนัลจนเหนื่อยแล้วก็ทรงหยุดเล่น หวังที่จะเสด็จไปพักผ่อนที่ตำหนักในอุทยาน ซึ่งในขณะนั้นมนัสวีชายหนุ่ม กำลังนอนหลับอยู่ใกล้ทางดำเนิน ครั้นได้ยินเสียงพระธิดาดำเนินผ่านไปใกล้ๆ มนัสวีก็รีบตื่น และลุกขึ้นนั่งทันที

     พระธิดา ทรงดำเนินมาถึงก็ทรงสะดุ้งตกใจ เพราะไม่นึกว่าจะมีชายหนุ่มมาอยู่ในเขตพระราชอุทยานนี้ได้ จึงทรงอุทานออกมาเบาๆ ว่า

     "อุ๊ย คุณพระช่วย"

     มนัสวี หันมามองสบพระเนตรพระธิดา ต่างก็เกิดความเสน่หาซึ่งกันและกันในทันใด

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ก็ทรงตรัสแย้งเวตาลว่า

     "เจ้าผีช่างพูด มันจะเป็นไปได้ยังไง ไม่จริงหรอก หญิงกับชายเจอกันแค่นาทีแรก ก็จะเกิดความรักกันได้ เอ็งมันโม้มาตลอด"

     เวตาลทำคอย่น บ่นอุบอิบในลำคอแล้วเล่าต่อไปว่า

     ครั้นพระธิดา เสด็จกลับเข้าในพระตำหนักหลวงแล้ว มนัสวีก็ปานจะขาดใจ นั่งเหม่อลอยและร้องไห้คร่ำครวญ จนกระทั่งมีพราหมณ์สองคน มีวิชาแก่กล้า ชื่อ "ศศี" คนหนึ่ง และ "มูลเทวะ" คนหนึ่ง เดินเข้าไปทำธุระในสวนหลวง พบชายหนุ่มมีอาการเช่นนี้ ก็รู้ว่าเป็นโรคหัวใจมากกว่าโรคกาย จึงถามขึ้นว่า

     "พ่อหนุ่ม ทำไมจึงได้มานั่งร้องไห้คร่ำครวญอย่างนี้เล่า"

     มนัสวี มองดูพราหมณ์ทั้งสอง แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

     พราหมณ์มูลเทวะ ได้ฟังมนัสวีพูดเช่นนั้น ก็เกิดความเห็นใจ จึงกล่าวกับมนัสวีว่า

     "เจ้าจงมากับเราเถิด เราจะหาอุบายช่วยท่านให้ท่านสามารถครองคู่กับพระธิดาได้"

     สนัสวี ดีใจ หยุดร้องไห้คร่ำครวญ พลางกล่าวว่า

     "ข้าแต่ท่านบัณฑิต ผู้มีใจเมตตากรุณา ขอท่านจงได้โปรดช่วยให้ข้าพเจ้าสมดังประสงค์ด้วยเถิด"

     พราหมณ์มูลเทวะ รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าจะจัดการให้สมตามปราถนา แล้วก็พามนัสวีกลับไปยังบ้านของตน เมื่อไปถึงบ้าน พราหมณ์มูลเทวะก๊ทำการรับรองเป็นอย่างดี แล้วพราหมณ์มูลเทวะก็เดินไปหยิบลูกอมมาสองลูก พร้อมทั้งอธิบายวิธีการใช้ของลูกอมนั้นให้มนัสวีฟังว่า

     "ในบ้านของเรานี้ มีวิชาสืบทอดเป็นมรดกติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายชั่วคนแล้ว แล้วเราได้ใช้วิชานี้ให้ประโยชน์แก่คน แต่การใช้วิชาความรู้ของเรานี้ คือจะต้องมีจิตใจบริสุทธิ์ และตั้งใจจริงจึงจะได้รับผลประโยชน์

     ลูกอมนี้ถ้าเจ้าอมเข้าปากไปเจ้าก็จะกลายเป็นหญิงสาว แล้วถ้าเจ้าเอาออกจากปากก็จะคืนรูปร่างเดิม และหากเจ้าเอาไปใช้ในทางไม่ดี ก็จะเกิดเหตุร้ายให้เป็นทุกข์ใจอย่างใหญ่หลวง

     ส่วนทีเหลืออีกเม็ดหนึ่ง ใครอมเข้าไปก็จะกลายเป็นคนแก่ชราลงทันตา"

     พราหมณ์มูลเทวะ ส่งลูกอมที่ทำให้เป็นสาว ให้แก่มนัสวีอม ส่วนตนเองนั้นอมลูกที่ทำให้กลายเป็นคนชรา จึงทำให้ทั้งสองมีรูปร่างเปลี่ยนไปทันที พรามหมณ์กำชับมนัสวีว่า ให้ระวังอย่ากลืนล่วงเข้าไปในคอเป็นอันขาด แล้วทั้งสองก็ตรงไปขออนุญาตเข้าเฝ้าพระสุพิจาร(กษัตริย์) ณ ท้องพระโรง

     ฝ่ายพระสุพิจาร ทรงทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ชราอายุมาก เข้ามายังท้องพระโรงก็ต้อนรับเป็นอย่างดี และเชื้อเชิญให้นางที่มาด้วยนั่งในที่อันสมควร จึงทรงรับสั่งถามว่า

     "ท่านผู้เป็นอาจารย์ ท่านมาจากสำนักใด"

     พราหมณ์มูลเทวะ ทูลว่า

     "เมืองของข้าพระองค์นั้น อยู่ทางฟากเหนือ ข้าพระองค์ออกจากบ้านท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อศึกษาวิชา ก็ได้พบนางคนนี้ ซึ่งเหมาะที่จะเป็นภรรยาของบุตรชายของข้าพระองค์ จึงขอนางมาและจะพากลับบ้านด้วย แต่พอกลับถึงบ้าน ปรากฎว่าภรรยาและบุตรของข้าพระองค์ก็อพยพไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว ซึ่งข้าพระองค์ก็ไม่รู้ได้ว่าไปอยู่ที่ไหนกัน และหากข้าพระองค์มีนางคนนี้เป็นห่วงผูกคออยู่ จะออกเที่ยวตามหาบุตรและภรรยาก็มิได้

     จนข้าพระองค์ได้ยินคำเล่าลือถึงพระองค์ผูทรงธรรมว่า มีพระทัยเมตตากรุณา ข้าพระองค์จึงตั้งใจจะนำนางคนนี้มาถวายฝากไว้ ชั่วระยะหนึ่ง ขอพระองค์จงทรงโปรดรับนางไว้ด้วยเถิดพระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้าสุพิจาร ได้ทรงฟังเช่นนั้น ก็ทรงนั่งนิ่งตรึกตรองอยู่นาน ก่อนที่จะตรัสตอบตกลง

     เป็นอันว่าการนี้พราหมณ์มูลเทวะ และชายหนุ่ม ทำสำเร็จไปขั้นหนึ่ง พราหมณ์มูลเทวะจึงรีบทูลลาออกจากที่เฝ้าไป................





..........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..........

Posted by add on 10 Jun. 2005,09:03
นิทานเรื่องที่หกนี่คนพูดถึงกันบ่อยเลยนะมะเหมี่ยว  ว่าใครควรจะได้นางเป็นภรรยา  แต่เรื่องที่เจ็ดนี่ตลกจังอมลูกอมแล้วกลายเป็นหญิง เหอๆ  laugh1.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 12 Jun. 2005,07:22
coffee.gif งั้นมาฟังนิทานเวตาลเรื่องที่ 7 กันต่อเลยนะคะน้าแอ๊ด

*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~

นิทานเวตาล เรื่องที่ 7 (ต่อ)


     ครั้นพราหมณ์มูลเทวะในร่างชายชรา ได้ออกจากที่เฝ้าไปแล้ว พระเจ้าสุพิจารจึงรับสั่งเรียกนางจันทร์ประภาพระราชธิดาให้มาเข้าเฝ้า พลางตรัสว่า

     "นางคนนี้ เป็นคู่หมั้นคู่หมายของบุตรพราหมณ์แก่ ได้นำตัวนางมาฝากไว้ให้พ่อคุ้มครอง เนื่องจากกำลังได้รับความเดือดร้อน และในไม่ช้าจะมารับกลับไป แต่ในระหว่างนี้ลูกจงให้นางไปอยู่ที่ตำหนักของลูกด้วย ลูกจงช่วยดูแลเอาใจใส่นางเป็นอย่างดี เข้าใจไหมลูก"

     พระธิดาจันทร์ประภา ได้ทรงฟังก็รับคำว่า

     "เพคะเสด็จพ่อ"

     แล้วพระธิดาก็พานางคู่หมั้นพราหมณ์ ไปยังตำหนักของนาง ทรงเอาใจใส่เป็นอันดี ฝ่ายนางคู่หมั้นพราหมณ์สังเกตเห็นว่า พระธิดานั้นไม่ทรงร่าเริง นางจึงทูลถามพระธิดาว่า

     "พระธิดาเพคะ หม่อมฉันสังเกตเห็นว่าพระองค์ไม่ทรงแจ่มใสเลยเพคะ"

     พระราชธิดาจันทร์ประภา จึงรับสั่งเล่าถึงชายหนุ่มชื่อ มนัสวี ให้นางคู่หมั้นพราหมณ์ฟังทั้งหมดด้วยความเศร้าใจยิ่งนัก

     นางคู่หมั้นพราหมณ์จึง ทูลถามต่อว่า

     "ถ้าหม่อมฉันทำให้พราหมณ์หนุ่ม ผู้เป็นที่รักของพระธิดาเข้ามาเฝ้าได้ ณ บัดนี้ พระธิดาจะทรงประทานอะไรให้หม่อมฉัน เป็นรางวัลบ้างเล่าเพคะ"

     พระธิดาจึงทรงรับสั่งตอบว่า

     "เราก็จะยอมเป็นทาสของเจ้าน่ะซี"

     นางคู่หมั้นพราหมณ์ ได้ยินรับสั่งดังนั้น ก็คายลูกอมออกจากปาก ร่างก็กลายเป็นมนัสวีโผเข้ากอดพระธิดา พระธิดาทรงดีพระทัยแต่ก็ทรงละอายพระทัยยิ่งนัก

     เมื่อมนัสวี ได้เข้าถึงองค์พระธิดาสมความปรารถนาแล้ว ก็อยู่ภายในวังประมาณได้ห้าเดือนเศษ คอยเปลี่ยนร่างกาย เป็นชายและหญิงทุกวันทุกคืน จนเกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องคอยแอบซ่อนและแปลงร่างกายอยู่อย่างนี้ มนัสวีจึงกล่าวโทษพระธิดาว่าไม่พาตนออกไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศบ้างเลย ฝ่ายพระธิดาก็เริ่มเกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องเป็นอยู่อย่างนี้เช่นกัน

     วันหนึ่ง พระเจ้าสุพิจารเสด็จไปเป็นเกียรติยศแก่งานมงคลที่บ้านอำมาตย์ โดยมีนางคู่หมั้นพราหมณ์ตามเสด็จไปด้วย ฝ่ายบุตรชายของท่านอำมาตย์ เมื่อเห็นนางคู่หมั้นพราหมณ์ มีรูปร่างหน้าตาต้องใจ ก็คิดอยากได้นางมาเป็นภรรยาทันที

     เช้าวันรุ่งขึ้น บุตรชายของอำมาตย์ได้ให้อำมาตย์ผู้เป็นพ่อ ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าสุพิจาร เพื่อกราบทูลขอนางคู่หมั้นพราหมณ์มาเป็นภรรยา เมื่อพระเจ้าสุพิจารได้ทรงทราบเรื่อง ก็ทรงพิโรธ ตรัสตวาดออกไปว่า

     "เจ้าจะเป็นบ้าไปแล้วหรือไง จึงมาพูดกับข้าเช่นนี้ ข้าเป็นพระราชา ข้าต้องให้ซึ่งความยุติธรรมเสมอ นางเป็นคู่หมั้นของบุตรพราหมณ์ เรามีหน้าที่ปกป้องดูแลนางตามคำฝากไว้ และเราจะเที่ยวยกผู้ที่อยู่ในความดูแลความรับผิดชอบนั้น ไปให้ผู้อื่น ย่อมเป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด"

     ครั้นบุตรชายของอำมาตย์ได้ฟังเรื่อง ก็ตรอมใจล้มหมอนนอนเสื่อ อาการเป็นตายเท่ากัน ท่านอำมาตย์เองก็ทุกข์ร้อนใจยิ่งนัก ไม่เป็นอันดูแลราชการบ้านเมือง เนื่องจากต้องคอยดูแลบุตรชาย บ้านเมืองจึงยุ่งเหยิงวุ่นวายไปหมด เหล่าท่านอำมาตย์และขุนนางท่านอื่นๆ ทนเห็นบ้านเมืองแย่ลงไม่ไหว จึงพร้อใจกันเข้าเฝ้าพระสุพิจารทันที และช่วยกันทูลว่า

     "ขอเดชะ เหล่าข้าพระองค์ทั้งหลายได้ลงความเห็นกันว่า พราหมณ์ผู้เฒ่านั้นก็ได้สูญหายไปเป็นเวลาช้านานแล้ว อาจจะตายและมีผู้พบเห็นจัดการเผาศพให้แล้วก็เป็นได้พระเจ้าค่ะ  และอีกประการหนึ่ง นางคู่หมั้นพราหมณ์นั้น ก็ได้เป็นแต่เพียงคู่หมั้น หาได้มีการแต่งงานอยู่กินเป็นสามีภรรยาไม่ ซึ่งเหล่าข้าพระองค์ทั้งหลายจึงเห็นสมควรที่พระองค์จะประทานนางให้แก่บุตรชายของท่านอำมาตย์ เพื่อให้ราชการบ้านเมืองพ้นจากความยุ่งเหยิงเถิดพระเจ้าค่ะ

      ส่วนพราหมณ์แก่นั้น หากยังไม่ตายและกลับมาจริง พระองค์ก็ประทานทรัพย์สินและหญิงงามที่งามกว่านางคู่หมั้นพราหมณ์ ให้พราหมณ์แก่พาไปเป็นภรรยาของบุตรชายก็ได้ พระเจ้าค่ะ "

     พระเจ้าสุพิจาร เมื่อได้ทรงฟังอำมาตย์และขุนนางทั้งหลายกราบทูลดังนั้น ก็เริ่มมีพระทัยโอนเอน จึงตรัสว่า

     "การที่พวกท่านกล่าวมาก็ดี เราจะขอตรึกตรองให้รอบคอบในคืนนี้ แล้วพรุ่งนี้เช้าเราจะให้คำตอบที่แน่นอนอีกครั้ง"

     เหล่าบรรดาขุนนางอำมาตย์ ได้ยินรับสั่งเช่นนั้นก็พอใจ พากันออกจากที่เฝ้าไปในทันที...........





..........โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ..........

Posted by มะเหมี่ยว on 14 Jun. 2005,21:08
นิทานเวตาล เรื่องที่ 7 (ต่อ)

     เมื่อเหล่าบรรดาข้าราชการเหล่านั้น ได้ยินรับสั่งก็แน่ใจว่า พรุ่งนี้เช้าจะต้องได้คำตอบที่ดีแน่นอน เพราะฝ่ายนางคู่หมั้นพราหมณ์คงจะไม่ปล่อยโอกาศที่จะได้อยู่ดีมีหน้ามีตาไปแน่ ฉะนั้นเมื่อพากันออกจากที่เฝ้าแล้วเหล่าบรรดาข้าราชการก็พากันตรงไปยังบ้านของท่านอำมาตย์และลูกชายผู้กำลังทุกข์ใจ เพื่อเล่าความทั้งหมดให้ทราบเรื่อง

     ฝ่ายพระเจ้าสุพิจาร เมื่อเสด็จเข้าข้างในแล้วก็เสด็จตรงไปยังตำหนักพระธิดา และเมื่อนางจันทร์ประภากับนางคู่หมั้นพราหมณ์มาเฝ้า พระเจ้าสุพิจารก็ทรงรับสั่งกับนางคู่หมั้นพราหมณ์ว่า

     "บุตรชายของท่านอำมาตย์มีความพึงพอใจในตัวเจ้ามาก จึงได้มาสู่ขอแก่ข้า ฉะนั้นเจ้าจงไปอยู่กินกับเขาเถิด จะได้มีหน้ามีตา ไม่ต้องมานั่งรอออะไรที่เอาแน่ไม่ได้เช่นนี้"

     นางจันทร์ประภา ได้ฟังดังนั้น ก็กล่าวติเตียนพระราชบิดาด้วยคำต่างๆ ว่า

     "เสด็จพ่อทรงทำอะไรไปเพคะ เสด็จพ่อเป็นกษัตริย์ที่ทรงประพฤติธรรมอยู่เป็นนิจ แต่ทำไมมาบัดนี้เสด็จพ่อมีพระประสงค์เปลี่ยนไปจากความเป็นธรรม คงจะเป็นเพราะเสด็จพ่อหวังแต่จะได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว เพคะ"

     ฝ่ายนางคู่หมั้นพราหมณ์ เห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ตัวเองก็อยากมีโอกาสออกไปดูโลกภายนอกบ้างจึงรีบตอบตกลงทันที

     "ฝ่าบาทเพคะ ถ้าพระองค์ทรงตั้งพระทัยเป็นที่แน่นอนแล้ว ที่จะให้หม่อมฉันไปเป็นภรรยาของบุตรชายอำมาตย์ หม่อมฉันก็ยินดีเพคะ"

     พระธิดาจันทร์ประภา ทรงกริ้วแต่ก็ไม่สามารถเล่าเรื่องของนางคู่หมั้นพราหมณ์ว่าแท้จริงแล้วนางเป็นชาย และเป็นสามีของตนเองให้ใครฟังได้ จึงได้แต่เสียพระทัย

     เช้าวันรุ่งขึ้น พระเจ้าสุพิจารเสด็จออกยังท้องพระโรง รับสั่งให้เหล่าบรรดาข้าราชการทั้งหลายเข้าเฝ้า รวมทั้งท่านอำมาตย์และบุตรชายด้วย แล้วจึงทรงรับสั่งถึงถ้อยคำของนางคู่หมั้นพราหมณ์ให้ฟังโดยพร้อมเพรียง

     และในระหว่างรอเตรียมการอันเป็นมงคลนั้น ท่านอำมาตย์ได้สู่ขอนางคู่หมั้นพราหมณ์ให้ไปพักอยู่กับภรรยาคนที่สวยที่สุดของตนก่อน แล้วกำชับว่า

     "เจ้าทั้งสองจงอยู่ด้วยกัน มีอะไรจงช่วยเหลือกัน จนกว่าการเตรียมงานทั้งหมดจะเรียบร้อย"

     เมื่อนางคู่หมั้นพราหมณ์ได้มาอยู่ที่บ้านอำมาตย์แล้ว ก็ได้พักอยู่ร่วมห้องเดียวกับภรรยาสาวสวยของท่านอำมาตย์ ในที่สุดก็ทนความเป็นหญิงต่อไปไม่ได้ ก็กลายร่างเป็นมนัสวีในเวลากลางคืนนั้น แอบลักลอบเป็นชู้กับภรรยาท่านอำมาตย์ พอถึงกลางวันก็แปลงกายเป็นหญิงดังเดิม

     มนัสวีกระทำการอยู่เช่นนี้ได้ไม่นาน บาปกรรมก็ตามมาทัน ในคืนหนึ่งเมื่อได้กลายร่างเป็นมนัสวีแล้ว พอรุ่งเช้าจะแปลงกลับมาเป็นหญิงก็เอาลูกอมใส่ปากด้วยความเลิ่นเล่อ ลูกอมก็เลยลื่นเข้าคอไป มนัสวีจึงแปลงร่างเป็นหญิงต่อไปไม่ได้อีก จึงต้องรีบหนีออกจากบ้านท่านอำมาตย์โดยเร็ว

     กล่าวถึงพราหมณ์แก่ ที่พามนัสวีซึ่งปลอมเป็นหญิงไปฝากพระเจ้าสุพิจารนั้น ครั้นออกมาจากที่เฝ้าก็คืนเป็นพราหมณ์มูลเทวะเช่นเดิม แล้วเดินทางกลับไปหาพราหมณ์ศศี เล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง พราหมณ์ศศีได้ยินดังนั้น ก็ทำหน้ายุ่งพูดเสียงขุ่นๆ กับพราหมณ์มูลเทวะว่า

     "ความมีน้ำใจดี และใจอ่อนของท่านนั้น ทำให้ท่านทำบาปโดยไม่รู้ตัว อันตรายอาจจะมาถึงท่านได้...................."






..........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..........

Posted by มะเหมี่ยว on 16 Jun. 2005,09:49
นิทานเวตาล เรื่องที่ 7 (ต่อ)


     พราหมณ์ศศีและพราหมณ์มูลเทวะ ถกเถียงกันอยู่พักหนึ่ง พราหมณ์มูลเทวะ จึงกล่าวว่า

     "ท่านศศี ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ข้าพเจ้าได้กำชับชายหนุ่มผู้นั้นแล้วว่า จะต้องทำการด้วยความบริสุทธิ์ ถึงจะไม่มีอันตราย"

     พราหมณ์ศศี กล่าวบ้างว่า

     "ท่านได้ให้อาวุธอันแหลมคม ไปกับคนที่ขาดสติและโง่เขลา มันต้องนำไปทำอะไรสักอย่างให้เกิดเหตุขึ้นจนได้นั่นแหละ ท่านกับข้าพเจ้ามาพนันกันเอาไหมล่ะ ถ้าชายหนุ่มผู้นั้นไม่ไปทำอะไรให้เกิดเหตุเสียก่อนแล้ว ข้าพเจ้าจะยอมมอบคัมภีร์ทั้งหลายของข้าพเจ้าให้เป็นทรัพย์สมบัติของท่าน แต่ถ้าชายหนุ่มผู้นั้น ไปทำให้เกิดความเสื่อมเสีย ท่านจะต้องใช้วิชาของท่าน ทำให้ข้าได้พระธิดาของพระเจ้าสุพิจารมาเป็นภรรยา ท่านจะตกลงไหม?"

     พราหมณ์มูลเทวะ ตอบตกลง ทั้งสองจึงทำสัญญากันอย่างมั่นคง ก่อนที่จะออกสืบข่าวในที่ใกล้พระนครจนถึงบ้านของท่านอำมาตย์ ก็ได้รู้ว่า "มนัสวี" คือคู่หมั้นพราหมณ์แปลงนั้น ได้หายไปจากบ้านท่านอำมาตย์เสียแล้ว ไม่มีใครรู้ร่องรอยว่าหายไปที่ใด

     พราหมณ์มูลเทวะ ยังคงสืบข่าวต่อไปอีก ก็ตรึกตรองได้ว่าตนเป็นผู้แพ้พนันพราหมณ์ศศีเสียแล้ว จึงยอมมอบลูกอมอีกลูกหนึ่งที่จะสามรถทำให้กลายร่างเป็นชายหนุ่มรูปงาม หน้าตาหล่อเหลาให้พราหมณ์ศศีอม ส่วนพราหมณ์มูลเทวะก็อมลูกอมที่ทำให้กลายเป็นพราหมณ์แก่เหมือนเคย แล้วทั้งสองก็พากันไปเข้าเฝ้าพระเจ้าสุพิจาร

     ขณะนั้นพระเจ้าสุพิจาร เสด็จออก ณ ท้องพระโรง ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์แก่ก็จำได้ ในขณะนั้นก็เกิดกระวนกระวาย แต่ก็ทรงระงับไว้ จึงทรงตรัสถามว่า

     "ท่านพราหมณ์ ท่านไปไหนมาจึงได้หายหน้าไปเป็นเวลาหลายเดือนเช่นนี้"

     พราหมณ์แก่ ทูลว่า

     "ข้าพระองค์ เที่ยวสืบเสาะไปหลายแห่งเพื่อตามหาให้พบบุตรชาย ครั้นเมื่อพบแล้วก็พากันมาเข้าเฝ้าพระองค์ เพื่อที่จะทูลขอนางคู่หมั้นคืนให้แก่บุตรชายของข้าพระองค์พระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้าสุพิจารตะลึงไปชั่วครู่ แล้วทรงรับสั่งอ้อมแอ้มอยู่นาน จนในที่สุดก็ทรงเห็นว่าจะปกปิดเอาไว้ไม่ได้ จึงรับสั่งเล่าเรื่องให้พราหมณ์แก่และบุตรชายฟังทั้งหมด

     พราหมณ์เฒ่า แสดงอาการโกรธอย่างไม่พอใจ พลางกล่าวขึ้นว่า

     "พระองค์ทรงทำแบบนี้ได้อย่างไรกัน พระองค์ไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ เอาภรรยาของบุตรชายข้าพระองค์ไปยกให้แต่งงานกับชายอื่น"

     พระเจ้าสุพิจาร ตกพระทัยจนทำอะไรไม่ถูก ทรงระงับพระทัยแล้วรับสั่งกับพราหมณ์ว่า

     "ท่านพราหมณ์ ท่านจงกรุณาแก่เราเถิด ที่เราทำไปเพราะไม่มีทางเลือก ท่านอย่าโกรธอย่าสาปแช่งเราเลย ท่านต้องการอะไรก็บอกมา เราจะจัดหาให้"

     พราหมณ์แก่ จึงกล่าวว่า

     "ถ้าพระองค์เกรงคำสาปแช่ง พระองค์ก็ทรงประธานพระธิดาจันทร์ประภาให้เป็นภรรยาของบุตรชายข้าพระองค์ ถ้าทรงยอมดังที่ว่ามานี้ข้าพระองค์ก็จะยอมยกโทษถวาย"

     พระเจ้าสุพิจาร นำความไปบอกแก่พระธิดาจัทร์ประภา พระธิดาเองกำลังตกอยู่ในระหว่างเศร้าพระทัย และอยากจะประชดมนัสวีที่ทิ้งตนไป จึงตอบตกลง

     เมื่อการเป็นเช่นนี้ พราหมณ์หนุ่มแปลงทั้งสอง จึงรับรพะธิดาจันทร์ประภา กลับไปยังบ้านของตน พร้อมด้วยทรัพย์สินมากมายที่พระเจ้าสุพิจารพระราชทานให้

     ฝ่ายมนัสวีนั้น เมื่อได้หนีออกมาจากบ้านท่านอำมาตย์แล้ว ก็เที่ยวหลบซ่อนตัวไปจนได้ทราบข่าวของพราหมณ์ศศี ว่าจะได้แต่งงานกับพระธิดาจันทร์ประภา และได้พานางกลับไปบ้านแล้ว มนัสวีจึงรีบตามไปยังบ้านของพราหมณ์ศศี พลางกล่าวกับพราหมณ์ว่า

     "ท่านพราหมณ์ พระธิดาจันทร์ประภานางเป็นภรรยาของข้าพเจ้า ได้โปรดคืนนางมาให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด"

     พราหมณ์ศศี จึงเถียงว่า

     "ใครบอกเจ้าว่านางเป็นภรรยาของเจ้า นางเป็นภรรยาที่ถูกต้องของข้าต่างหาก พยานของข้าก็มีอยู่"

     มนัสวี โกรธจัด กล่าวคำสาบานอย่างรุนแรง พลางว่า

     "นางเป็นภรรยาของข้าด้วยความเต็มใจ พราหมณ์มูลเทวะเป็นผู้วางแผนการให้ข้าได้พบกับนาง พราหมณ์มูลเทวะก็รู้เรื่องทั้งหมดมาตลอด"

     แต่ขณะนั้น พราหมณ์มูลเทวะได้หลบหน้าหายตัวไป พราหมณ์ศศีจึงพูดจาเยาะเย้ยว่า

     "ไหนล่ะ พราหมณ์มูลเทวะ พยานของเจ้า ฮะ ฮะ ฮะ"

     มนัสวีจึงหันไปกล่าวกับพระธิดาจันทร์ประภา แต่นางยังโกรธอยู่ นางจึงพูดด้วยอาการมึนชาว่า

     "ตั้งแต่ข้าเกิดมา ข้ายังไม่เคยรู้จักกับชายผู้นี้เลย"

     เวตาล หยุดพูดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า

     "แม้ว่ามนัสวีจะอ้างพยานไม่ได้ แต่ความจริงก็คือความจริง พราหมณ์ศศีเองก็รู้ แต่แกล้งไม่รู้ พระธิดาจันทร์ประภาก็แอบเป็นภรรยากับมนัสวีก็ยิ่งรู้ดี "

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงไม่โปรดการลอบรัก ครั้นได้ยินเวตาลกล่าวมา จึงตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงกริ้วว่า

     "อ้ายผีใจลามก พระธิดาจัทร์ประภาต้องเป็นภรรยาที่ถูกต้องของพราหมณ์ศศี มิใช่ชายแปลงที่ลอบรักกันแล้วทิ้งกันอย่างมนัสวี ซึ่งผิดตามคัมภีร์ศาสตร์กฎหมาย"

     เวตาลอมยิ้ม และกล่าวว่า

     "ฮะ ฮะ ฮะ หม่อมฉันยังไม่ทันเอ่ยถาม พระองค์ก็ทรงตรัสตอบ เพราะฉะนั้น ฝ่าบาทจงรีบก้าวพระบาทเถิดพระเจ้าค่ะ ลองดูซิว่าฝ่าบาทจะกลับไปถึงต้นอโศกก่อนหม่อมฉันได้หรือไม่ พะยะค่ะ"

     เวตาล ทูลจบแล้วก็ออกจากย่ามลอยไปในทันที

     "ฮะ ฮะ ฮะ เอิ๊กๆๆๆๆๆ"

     เวตาลหัวเราะก้องฟ้าลอยไปกับความมืด.





..........จบตอนที่ 7 ค่ะ...........

Posted by add on 20 Jun. 2005,18:17
ตกลงว่าเวตาลกับพระเจ้าวิกรมาทิตย์ นี่ใครฉลาดกว่ากัน?  hum.gif

           thankssign.gif  again.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 20 Jun. 2005,23:04
laugh1.gif ตามความคิดของหนู เวตาลน่าจะฉลาดแกมโกงนะคะน้าแอ๊ด ส่วนพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ก็ฉลาดแต่ขาดสติค่ะ laugh1.gif wave.gif 

" คนฉลาด ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดแกล้งโง่"

Posted by มะเหมี่ยว on 23 Jun. 2005,10:07
นิทานเวตาล เรื่องที่ 8



     เมื่อพระเจ้าวิกรมาทิตย์ เสด็จถึงยังต้นอโศกก็ทรงปีนขึ้นไปปลดเวตาลลงมาใส่ย่าม เวตาลหัวเราะเยาะเบาๆ ในลำคอ พลางทูลว่า

     "ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ หม่อมฉันมีความชื่นชมต่อฝ่าบาท เพราะทรงมีพระอุตสาหะพยายาม ไม่ทรงท้อถ้อยเลยแม้แต่น้อย แต่พระองค์ก็ยังทรงพลั้งพลาดอยู่เป็นนิจ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงกริ้ว จึงยกพระหัตถ์จับผมเวตาลกระชากแรงจนหน้าหงาย แต่เวตาลก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เอ่ยปากเล่านิทานถวายต่อไป

     ในเมืององคราษฎร์ มีกษัตริย์องค์หนึ่งพระนามว่า "พระยศเกตุ" มีพระสิริโฉมงามราวเทพบุตร จึงเป็นที่เพลินตาเพลินใจของนางๆ ทั้งหลาย ดังนั้น พระองค์จึงมีนางข้างในจำนวนไม่น้อย และเพิ่มปริมาณขึ้นอยู่เรื่อยๆ

     พระเจ้ายศเกตุ มีมุขมนตรีคนสนิทคนหนึ่งชื่อ "ทีรฆะทรรศิน" เป็นคนที่มีความสามารถ เฉลียวฉลาด เป็นที่ไว้วางรพระทัยอย่างยิ่ง พระเจ้ายศเกตุจึงพระราชทานอำนาจให้ดูแลราชการบ้านเมืองแทน ส่วนพระองค์นั้นทรงปล่อยปละละเลย มิได้เอาพระทัยใส่ในกิจการดูแลบ้านเมือง ทรงสุขสำราญอยู่กับสาวสรรกำนัลนางและน้ำจัณฑ์

     ครั้นทีรฆะทรรศิน ได้รับมอบหมายเช่นนั้น ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างด้วยความสุจริต โดยมิได้แสวงหาอำนาจ ลาภยศ เกินตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับพระราชทานแต่งตั้งแต่ประการใด แต่ถึงกระนั้นก็ยังมิวายที่จะถูกครหานินทา

     ทีรฆะทรรศิน เมื่อได้รู้ถึงคำเล่าลือ อันไม่เป็นมงคลแก่ตนเองเช่นนั้น ก็เกิดความน้อยใจและเสียใจอันมาก เมื่อกลับไปถึงบ้าน จึงพูดแก่นางเมธาวดี ผู้เป็นภรรยาว่า

     "น้องรัก พี่กลุ้มใจเหลือเกิน พระเจ้าอยู่หัวของเราเวลานี้ก็ทรงเสวยแต่น้ำจัณฑ์ มิทรงออกว่าราชการบ้านเมืองเลย ตัวพี่เองก็ได้กระทำหน้าที่อย่างสุจริต มิได้เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย แต่ว่าในเวลานี้มีผู้คิดไปในทางผิดๆ จนเป็นที่เล่าลือกันไปทั่ว เป็นที่ไม่สบายใจแก่พี่เหลือเกิน พี่ควรจะทำเช่นไรดีเล่าน้องรัก"

     นางเมธาวดี ครั้นได้ยินสามีกล่าวเช่นนั้น นางจึงตอบว่า

     "เพื่อเป็นการไปให้พ้นคำครหานินทาว่าร้าย สักระยะหนึ่ง ท่านพี่จงทูลลาพระเจ้าอยู่หัวไปเสียจากพระนคร โดยอ้างกับพระองค์ว่า จะไปยังท่าน้ำอันเป็นบุณยสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพื่อบอาบน้ำชำระบาป เมื่อท่านพี่ได้ไปเสียแล้ว คนทั้งหลายก็จะเห็นความจริงเองว่าท่านพี่มิได้มุ่งหมายที่จะหาอำนาจ คำเล่าลือก็จะหมดไปเอง และเมื่อท่านพี่ไม่อยู่ พระเจ้าอยู่หัวก็ต้องทรงดูแลออกว่าราชการบ้านเมืองด้วยพระองค์เอง เมื่อได้ทรงว่าราชการอย่างเหน็ดเหนื่อย ความหมกมุ่นในกามารมณ์ก็จำต้องลดน้อยถอยไป"

     ทีรฆะทรรศิน ได้ฟังภรรยาพูดเช่นนั้นก็เห็นชอบด้วย ดังนั้นวันรุ่งขึ้น จึงเข้าเฝ้าพระยศเกตุแล้วทูลพระองค์ตามที่ภรรยากล่าวไว้

     ครั้นพระเจ้ายศเกตุ ได้ทรงฟังเช่นนั้นก็ตรัสว่า

     "ท่านทีรฆะทรรศิน ท่านอย่าจากพระนครไปเลย เมื่อท่านไปแล้วใครจะทำหน้าที่แทนท่านได้ การทำบุญท่านสามารถทำที่บ้านท่านก็ได้ ซึ่งจะเป็นผลบุญพาท่านไปสู่สวรรค์เหมือนกัน ไม่เห็นว่าต้องออกเดินทางเลย"

     ทีรฆะทรรศิน ทูลตอบว่า

     "ความบริสุทธิ์ อันเกิดจากการที่จะต้องใช้ทรัพย์นั้น คนทั่วๆ ไปก็ทำได้พระเจ้าค่ะ แต่การอาบน้ำที่ท่าบุญนั้น ให้ความบริสุทธิ์อันมิรู้เสื่อมคลาย พระองค์จึงทรงโปรดประทานอนุญาตให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิดพระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้ายศเกตุมิได้ทรงรับสั่งแต่ประการใด ปรากฏแต่พระอาการว่าไม่เต็มพระทัยที่จะให้ไป และยังมิทันได้ประทานอนุญาต เมื่อมีขุนนางประจำห้องเข้ามาทูลว่า ได้เวลาสรงน้ำแล้ว พระเจ้ายศเกตุก็ลุกจากพระที่นั่ง เสด็จเข้าห้องสรงไปทันที

     ครั้นทีรฆะทรรศิน กลับถึงบ้านแล้ว ก็ได้สั่งเสียภรรยาให้อยู่ดูแลบ้านเรือน แล้วลอบออกเดินทางออกจากพระนครไป แม้แต่บ่าวไพร่ในเรือนก็มิมีใครรู้เลยแม้แต่น้อย..............






..........โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ..........

Posted by มะเหมี่ยว on 27 Jun. 2005,00:49
นิทานเวตาล เรื่องที่ 8 (ต่อ)


     ครั้นทีรฆะทรรศินได้ออกจากพระนครไปแล้ว ก็เที่ยวไปตามท่าน้ำต่างๆ จนเข้าแคว้นปาณฑระ มีเมืองๆ หนึ่งตั้งอยู่ใกล้ฝั่งทะเล ทีรฆะทรรศินได้ไปแวะพักผ่อนที่นั้น

     เผอิญได้มีพ่อค้าคนหนึ่งชื่อ "นิธิทัตต์" ได้แลเห็นทีรฆะทรรศินนั่งพักผ่อนอยู่ด้วยอาการอ่อนเพลียเพราะความร้อนของแสงแดด ร่างกายก็เต็มไปด้วยฝุ่นที่เกาะตามทางเดิน นิธิทัตต์เป็นพ่อค้าที่มีใจโอบอ้อมอารี ครั้นเห็นทีรฆะทรรศินมีอาการเช่นนั้น จึงเชิญให้ไปบ้านของตน

     ทีรฆะทรรศิน ตอบตกลงและตามไปยังบ้านของนิธิทัตต์ เมื่อไปถึงเจ้าของบ้านก็ต้อนรับเป็นอย่างดี นิธิทัตต์ก็เอ่ยถามว่า

     "ขอโทษเถิด อย่าหาว่าละลาบละล้วงเลย ข้าพเจ้ายังมิรู้ว่าท่านชื่อว่ากระไร แล้วมาแต่ไหน จะไปที่ไหนต่อล่ะท่าน"

     ทีรฆะทรรศินได้ฟังก็ยิ้ม พลางตอบว่า

     "ท่านผู้ใจบุญ ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์ชื่อ ทีรฆะทรรศิน มาจากเมืององคราษฎร์ เที่ยวอาบน้ำตามท่าบุญต่างๆ แล้วท่านล่ะ"

     นิธิทัตต์พ่อค้าเป็นคนชอบรับแขก เมื่อเห็นแขกมีลักษณะดีก็ยิ่งชอบใจ จึงตอบว่า

     "ข้าพเจ้าเป็นพ่อค้าชื่อ นิธิทัตต์ กำลังจะไปค้าขายยังเกาะที่มีชื่อว่า "สุวรรณทวีป" ท่านจงพักผ่อนอยู่ที่บ้านของข้าให้สบาย จนกว่าข้าจะกลับมา แล้วท่านค่อยเดินทางต่อไปเถิด"

     ทีรฆะทรรศิน จึงตอบว่า

     "ถ้าท่านเต็มใจให้ข้าพเจ้าเดินทางไปด้วย ข้าพเจ้าอยากไปยังสุวรรณทวีปกับท่าน"

     นิธิทัตต์ยินดียอมให้ตามต้องการ ทีรฆะทรรศินก็พักอยู่ในเรือนนั้นอีกคืนหนึ่ง เมื่อรุ่งขึ้นนิธิทัตต์ก็พาไปลงเรือ ซึ่งบรรทุกสินค้ามากมาย แล้วออกแล่นใบไปในทะเล

     ครั้นไปถึงที่หมาย นิธิทัตต์ก็ทำการค้าขายสินค้าตามธรรมเนียม ขากลับก็ได้ซื้อสินค้าบรรทุกเรือจนเต็มลำ แล้วจึงออกจากเกาะแล่นเรือกลับมาตามทาง

     ระหว่างทาง ทีรฆะทรรศินออกมายืนรับลมอยู่บนท้ายเรือ ได้เห็นคลื่นลูกหนึ่งเกิดขึ้นในทะเล แล้วมีต้นกัลปพฤกษ์ผุดขึ้นมาจากน้ำ กิ่งก้านเป็นทองทั้งต้น มีอาสนะประดับด้วยแก้ว และบนอาสนะนั้นมีนางทิพย์นั่งเอนกิ่งอยู่ ทีรฆะทรรศินมองตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง นางก็หยิบพิณขึ้นดีดและขับร้องด้วยสำเนียงอันไพเราะจับใจว่า

     อันปวงกรรมทำไว้ในปางหลัง
     เป็นพืชยังปางนี้ให้มีผล
     หว่านพืชดี ผลดีมีแก่ตน
     หว่านพืชชั่วกลั้วผลที่ข้นแค้นฯ

     แล้วนางทิพย์ก็ค่อยๆ กลับจมหายลงไปในทะเลดังเดิม ทีรฆะทรรศินยืนตรึกตรองอยู่เช่นนั้น ด้วยเพราะได้เห็นสิ่งประหลาด แต่นายท้ายเรือและลูกเรือทั้งหลายกลับไม่เห็นเป็นสิ่งแปลกอะไร เพราะนางนั้นมักจะผุดขึ้นจากทะเลและทำกิริยาเช่นนี้อยู่เสมอ จนคนเดินเรือทุกคนพากันชินตาเสียแล้ว

     ครั้นเรือสินค้าของนิธิทัตต์ถึงท่าแล้ว ลูกเรือก็พากันทยอยขนสินค้าขึ้นบก แล้วนิธิทัตต์ก็พาทีรฆะทรรศินกลับเรือนของตน แล้วจัดการต้อนรับดูแลเป็นอย่างดี ทีรฆะทรรศินพักอยู่กับพ่อค้าได้สองวัน ก็ได้ลากลับยังบ้านเมืองของตน ต่างคนต่างอวยพรแสดงความอาลัยต่อกัน แล้วทีรฆะทรรศินก็บ่ายหน้ากลับยังเมืององคราษฎร์ทันที

     ฝ่ายพระเจ้ายศเกตุทรงทราบว่า ทีรฆะทรรศินได้เดินทางกลับมา ใกล้จะถึงพระนครแล้วก็ทรงดีพระทัย เสด็จออกไปรับด้วยพระองค์เอง ทรงแสดงความยินดีแล้วตรัสให้ทีรฆะทรรศิน ซึ่งมีร่างกายขะมุกขะมอมเปรอะเปื้อน ให้ตามเสด็จเข้าไปในวัง แล้วทรงรับสั่งว่า

     "ท่านทีรฆะทรรศิน เป็นเหตุใดท่านจึงกระทำการโหดร้าย ปราศจากความกรุณาต่อเราเพียงนี้ ท่านทิ้งเราไปเราก็ได้รับความลำบากต่างๆ แล้วดูซิ ตัวท่านเองก็ได้รับความเดือดร้อน เพราะต้องทรมานร่างกาย เดินทางเตร็ดเตร่เร่ร่อน ท่านจงเล่าให้เราฟังซิว่าท่านเดินทางไปเมืองใดมาบ้าง และที่ผ่านมาในระหว่างทางเจ้าได้เห็นอะไรแปลกประหลาดไหม"

     ทีรฆะทรรศินได้ฟังรับสั่งถามดังนั้น ก็ทูลเล่าโดยตลอดนับแต่ออกจากพระนครไปเจอพ่อค้าใจบุญ และเล่าถึงนางทิพย์กับต้นกัลปพฤกษ์ จนกลับมายังพระนคร

     พระเจ้ายศเกตุ ครั้นได้ทรงฟังทีรฆะทรรศินเล่าถึงนางทิพย์ ก็เกิดความรุ่มร้อนในพระทัย ใคร่อยากจะได้เห็นนางบ้าง จึงตรัสแก่ทีรฆะทรรศินว่า

     "เราจำเป็นที่จะต้องไปเห็นนางองค์นั้นให้ได้ เราจะออกเดินทางไปตามที่ท่านเล่ามา โดยเราจะปลอมตัวไปเพียงลำพัง และท่านต้องคอยรักษาราชการบ้านเมืองแทนเราไว้ ความต้องการที่กล่าวมานี้ ท่านจะขัดขืนหรือคัดค้านมิได้เป็นอันขาด เมื่อกลับมาจากภารกิจนี้แล้วเราจะตั้งใจดูแลบ้านเมืองด้วยตัวเองเป็นอย่างดี"

     เมื่อพระเจ้ายศเกตุทรงรับสั่งแก่ทีรฆะทรรศินมุขมนตรี ของพระองค์อย่างเด็ดขาดแล้ว ก็ทรงตรัสให้ทีรฆะทรรศินกลับไปบ้าน เพื่อนำความยินดีมาสู่บุตรและภรรยา ซึ่งตั้งใจรอคอยการกลับมาของทีรฆะทรรศิน

     ครั้นวันรุ่งขึ้นเวลากลางคืน พระเจ้ายศเกตุก็ทรงปลอมองค์เป็นดาบสลอบออกจากพระนคร ไปลำพังเพียงพระองค์เดียว ทรงพระดำเนินไปตามทางที่ทีรฆะทรรศินได้ทูลไว้

     ณ ท่าจอดเรือ ลักษมีทัตต์พ่อค้าเรือสำเภา ได้แลเห็นพระดาบสมีลักษณะเหมือนองค์กษัตริย์ ดูมีสง่าราศรีจึงเลี้ยงดูต้อนรับเป็นอย่างดี และเมื่อดาบสแปลงเอ่ยปากขออาศัยลงเรือไปด้วย ลักษมีทัตต์จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง

     ไม่นาน เรือก็ได้แล่นไปถึงกลางท้องทะเล พระเจ้ายศเกตุได้ทอดพระเนตรเห็นต้นกัลปพฤกษ์ผุดขึ้นมาจากทะเล และมีนางทิพย์นั่งอยู่บนกิ่งไม้ตามที่ทีรฆะทรรศินได้ทูลไว้จริงๆ พระองค์ทรงเพ่งดูนางจนพระเนตรไม่กระพริบ แล้วนางก็หยิบพิณขึ้นมาดีดและขับร้องคำกลอนอันแสนจะไพเราะ....แล้วนางก็กลับจมไปในทะเลดังเดิม

     ฝ่ายพระเจ้ายศเกตุ เมื่อเห็นต้นกัลปพฤกษ์กำลังจะจมหายสู่ใต้น้ำทะเล พระองค์จึงกระโจนลงตามไปอย่างมิเกรงกลัวภัยอันตรายใดๆ ภายใต้เบื้องล่างนั้น พระองค์ได้ทอดพระเนตรแลเห็นและเสด็จไปยังเมืองๆ หนึ่งซึ่งสวยงามนัก มีแสงระยิบระยับจากเรือนมณี ประดับประดาด้วยของอันมีค่าต่างๆ มากมาย ภายในตัวเมืองนั้นมีเรือนอยู่มากมายหลายเรือน แต่ก็ปราศจากคนอยู่ พระเจ้ายศเกตุทรงเที่ยวดำเนินค้นหาตัวนางทิพย์ แต่ก็ยังไม่ทรงพบใครเลยแม้สักคนเดียว....





..........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..........

Posted by มะเหมี่ยว on 27 Jun. 2005,22:19
นิทานเวตาล เรื่องที่ 8 (ต่อ)

     ครั้นทรงดำเนินเที่ยวค้นหาต่อไปอีกครู่หนึ่ง ก็ทรงพบวังสูงใหญ่ประดับด้วยมณีงดงาม พระเจ้ายศเกตุจึงทรงเปิดประตูเสด็จเข้าไปทอดพระเนตรภายในวัง ทรงพบคนนอนอยู่บนเตียงคนหนึ่ง มีผ้าคลุมตัวโดยตลอดร่าง พระองค์จึงเปิดผ้าขึ้นดูก็ทอดพระเนตรเห็นนางทิพย์องค์ที่ปราถนา
   
     ฝ่ายนางทิพย์นั้น เมื่อลืมตาขึ้นเห็นชายหนุ่มรูปงามไปยืนอยู่ที่ข้างที่บรรทมเช่นนั้น ก็รีบผุดลุกขึ้นด้วยความรวดเร็ว

     "ท่านเป็นใคร และท่านมาที่นี่เพื่อประสงค์สิ่งใด ท่านคงไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่ เพราะกายท่านมีเครื่องหมายอย่างกษัตริย์ ขอท่านจงชี้แจงแก่ข้าพเจ้าด้วย"

     พระเจ้ายศเกตุ พลางตรัสอธิบายว่า

     "เราเป็นกษัตริย์ครองเมืององคราษฎร์ นามว่า "ยศเกตุ" เราได้ยินคำจากเพื่อนที่เชื่อถือและไว้ใจได้ เล่าถึงความงดงามของนาง เราจึงปลอมตัวมา ขอนางจงบอกเราเถิดว่านางเป็นใครกันแน่"

     นางทิพย์ก้มหน้า แล้วทูลตอบว่า

     "มีพระราชาองค์หนึ่ง มีวาสนาเป็นใหญ่ในหมู่พวกวิทยาธรเพคะ และหม่อมฉันนั้นเป็นพระธิดาของพระราชาพระองค์นั้น แต่พระราชบิดาของหม่อมฉันได้ไปเสียจากเมืองนี้แล้วเพคะ ทิ้งหม่อมฉันไว้เพียงลำพังผู้เดียว หม่อมฉันต้องอยู่อย่างว้าเหว่และหงอยเหงา ด้วยเหตุผลที่หม่อมฉันต้องคำสาปที่พระราชบิดากล่าวไว้ เพียงเพราะหม่อมฉันได้บูชาองค์พระศิวะเพลินไปตลอดทั้งวัน พระองค์จึงไม่ยอมเสวยพระกระยาหาร ตั้งพระทัยรอคอยหม่อมฉัน จนหิวมาก ก็เลยทรงพระพิโรธเพคะ
     แต่อีกไม่กี่เวลานี้ หม่อมฉันก็จะได้พ้นคำสาปแล้ว และเมื่อถึงวันนั้นหม่อมฉันจะต้อวรีบกลับไปเข้าพวกวิทยาธรโดยเร็วเพคะ"

     เมื่อพระเจ้ายศเกตุได้ฟังดังนั้น ก็ทรงเร้าร้อนพระทัย จึงคิดวางอุบายที่จะพานางไปอยู่บนโลกมนุษย์ให้ได้ จึงทรงตรัสกับนางวิทยาธรว่า

     "ถ้าพี่จำเป็นจะต้องพลัดพรากจากเจ้า ก็เพราะกรรมที่ทำไว้ เหลือที่ใครจะแก้ไขได้ แต่ขอให้เจ้าอยู่กับพี่สัก 7 วัน จากนั้นเจ้าจะไปเฝ้าพระราชบิดาก็ตามใจเจ้าปราถนาเถิด ส่วนพี่ก็จะกลับคืนสู่พระนครของพี่ เมื่อเจ้าจะต้องจากไป"

     พระเจ้ายศเกตุ ทรงวิงวอนร้องขอเช่นนี้ จนนางสงสาร ยอมทำตามพระประสงค์ และในระหว่างนั้นพระเจ้ายศเกตุก็ทรงตรัสถามนางทิพย์ถึงหนทางที่จะกลับคืนสู่โลกมนุษย์

     นางจึงพาพระเจ้ายศเกตุไปที่ห้องๆ หนึ่ง ซึ่งในห้องนั้นมีอ่างแก้วอันเป็นประตูที่จะพากลับไปยังโลกของนมุษย์ได้ ในเวลาที่นางทิพย์กำลังชะโงกหน้าชี้ให้ทอดพระเนตรอยู่นั้น พระองค์ก็กอดพระศอของนางแล้วพาโจนลงอ่างแก้วไป

     ในทันใดนั้น ทั้งสองพระองค์ก็เสด็จผุดขึ้นในสระของพระราชอุทยาน เมืององคราษฎร์ คนเฝ้าอุทยานเห็นองค์พระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับมาก็ดีใจ รีบไปส่งข่าวบอกให้ทีรฆะทรรศินรู้ทันที

     ฝ่ายทีรฆะทรรศินนั้น เมื่อได้เห็นพระเจ้ายศเกตุทรงพานางทิพย์ตามเสด็จกลับมาด้วย ก็อดแปลกใจไม่ได้ และรู้สึกในทันทีว่าเรื่องไม่ดีจะเกิดขึ้น

     ส่วนนางทิพย์นั้น เมื่อได้มาถึงยังพระนครแล้ว ก็คิดจะเหาะกลับไปยังพวกของตนโดยเร็ว แต่ครั้นจะเหาะก็เหาะไม่ขึ้น จึงแสดงอาการเศร้าโศกเสียใจจนพระเจ้ายศเกตุทรงสังเกตเห็น ก็ตรัสถามว่า

     "เป็นเพระเหตุใดนางจึงเศร้าโศกเสียใจเช่นนี้"

     นางทิพย์จึงทูลตอบว่า

     "ก็เพราะหม่อมฉันอยู่กับเสด็จพี่นานเกินควร ไม่รีบกลับไปเข้าพวกวิทยาธรด้วยกัน ทำให้หม่อมฉันลืมวิชาทั้งหมดเพคะ"

     พระเจ้ายศเกตุได้ฟังดังนั้น ก็ทรงพระสรวลด้วยความดีพระทัย ทรงตรัสว่า

     "ครั้งนี้เราได้นางไว้เป็นที่แน่นอนแล้ว เพราะนางไม่มีวิชาที่จะหนีไปไหนได้"

     ฝ่ายทีรฆะทรรศิน ก็เริ่มคิดตรึกตรอง นับตั้งแต่พระเจ้าอยู่หัวได้พานางทิพย์เสด็จกลับมาที่วังด้วย ก็นอนคิดคำนึงต่อไปจนสิ้นลมหายใจในทันที

     รุ่งเช้า มีผู้นำความไปกราบทูล พระเจ้ายศเกตุทรงเศร้าโศกเสียใจ เพราะไม่มีใครที่จะอยู่ดูแลราชการบ้านเมืองได้ พระเจ้ายศเกตุจึงต้องทรงดูแลเองต่อมาด้วยความยากลำบาก โดยมีนางทิพย์เป็นพระมเหสีสมพระประสงค์

     เวตาล หยุดเล่านิทานแล้วทูลถามพระเจ้าวิกรมาทิตย์ว่า

     "ทีรฆะทรรศิน นั้นสิ้นใจตายเพราะเหตุใด พะยะค่ะ"

     คราวนี้พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงนิ่งไม่รับสั่งประการใด เวตาลจึงทูลซ้ำอีกว่า

     "ฝ่าพระบาทคงจะคิดว่า ทีรฆะทรรศิน เสียใจตายเพราะไม่ได้นางทิพย์มาเป็นของตัวเองดอกละกระมัง พะยะค่ะ เพราะตัวได้เห็นนางก่อน ถ้าไม่นำความมาเล่าถวายพระเจ้าอยู่หัว แล้วตัวเองพากเพียรเอง ก็อาจจะได้นางมาเป็นเมียอีกคน"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ไม่โปรดความคิดของเวตาล ที่กล่าวหาทีรฆะทรรศิน ที่เป็นคนดี จึงทรงตรัสตอบว่า

     "อ้ายผีใจสกปรก ไม่ใช่อย่างที่เอ็งว่าเป็นอันขาด ทีรฆะทรรศินหาได้เป็นคนชนิดนั้นไม่ เหตุที่ทำให้ทีรฆะทรรศินเสียใจคิดมากจนตาย เพราะเขาคิดว่า "แม้แต่มนุษย์ที่เป็นหญิงธรรมดา พระเจ้ายศเกตุยังคงลุ่มหลงละทิ้งราชการบ้านเมืองเสียแล้ว ต่อเมื่อพระองค์ได้นางทิพย์นางสวรรค์ที่งดงามกว่ามาเช่นนี้ ต่อไปบ้านเมืองจะเป็นอย่างไรเล่า" ทีรฆะทรรศินเองก็เหนื่อยมามาก จนถึงกับต้องออกอุบายออกไปท่องเที่ยว ครั้นพอกลับมาหวังจะให้พระองค์ดีขึ้น การกลับตรงข้ามกัน ทีรฆะทรรศินจึงตายด้วยความเศร้าใจต่างหาก อ้ายผีโง่"

     เวตาล หัวเราะ แล้วทูลว่า

     "ถ้าพระองค์จะทรงกลับไปที่ต้นอโศก อีกหลายเที่ยวละก็ อย่าทรงเศร้าโศกจนสิ้นพระชนม์เร็วนักล่ะ พะยะค่ะ หม่อมฉันขอทูลลา ฮะ ฮะ ฮะ"

     เวตาลทูลเพียงเท่านั้น แล้วก็หลุดลอยออกไปจากย่ามตามเดิม.





..........จบตอนที่ 8 ค่ะ..........

Posted by sweet lemon on 09 Jul. 2005,15:53
inlove.gif inlove.gif inlove.gif


ขยันเสียจริงแม่หญิงคนนี้
ท่าทางดูดีส่งญาติไปขอ
ผลรับอย่างไรไป่นั่งลงรอ
อยู่แถวหน้าจอคอยเธอตอบมา


กุ๊กกุ๋ย... เหอๆๆ.. wavey.gif

จาบอกว่าอ่านตอนแปดจบแหล่ว กาลังย้อนอ่านตอนต้นๆๆค่า... greet.gif greet.gif greet.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 10 Jul. 2005,03:59
สวัสดีค่ะ ท่านเจ้าบ้านและสมาชิกทุกท่าน flower.gif

coffee.gif มะเหมี่ยวขออภัยคุณ sweet lemon และสมาชิกทุกท่านด้วยนะคะ ที่เว้นตอนที่ 9 ไปหลายวัน เลยไม่ต่อเนื่องเลย bowsdown.gif 

thumbsup.gif งั้นไปฟัง(อ่าน)นิทานเวตาลเรื่องที่ 9 ต่อกันเลยนะคะ...ขอบคุณค่ะ xmas.gif

^_^ ^_^ ^_^ ^_^ ^_^ ^_^ ^_^



นิทานเวตาล เรื่องที่ 9



     อะไรหนอ...ที่ทำให้พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ต้องเสด็จขึ้นไปปลดเจ้าเวตาลลงมาจากต้นอโศกครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงครั้งนี้

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงปลดเวตาลลงมาจากต้นอโศกแล้วใส่เวตาลกลับลงไปในย่าม ยังไม่ทันไรเจ้าเวตาลก็เริ่มเล่านิทานถวายต่อทันที แล้วยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงอีกเช่นเดิม

     ณ ดินแดนกว้างไกลออกไป ในประเทศอันสวยสดงดงามแห่งหนึ่งนั้น มีสาวงามที่เป็นที่เลื่องลือไปทุกทั่วสารทิศ นามว่า "มุกดาวลี" ซึ่งนางเป็นบุตรสาวของพราหมณ์หริทาส

     บรรดาบัณฑิตและกวีจำนวนนับร้อย ต่างพากันแต่งกาพย์กลอนแสดงความรัก บ้างก็กล่าวคำเยินยอ ถ้านางมุกดาวลีอยู่ ณ ที่ใด นางก็จะต้องได้ยินความเหล่านี้จนนางเกิดความเบื่อหน่าย และเกลียดผู้ที่แต่งกวีเหล่านั้นอย่างมาก จนวันหนึ่งนางจึงบอกกับบิดาว่า

     "ท่านพ่อคะ ถ้าคิดจะหาสามีให้ลูกแล้วล่ะก็ ต้องหาชายที่มีรูปร่างดี และไม่เคยแต่งกาพย์กลอนเป็นอันขาด โดยชายคนนั้นจะต้องเป็นคนมีเชาว์ปัญญาประกอบด้วยความรู้เป็นสำคัญ"

     เวลาล่วงเลยไปเป็นปี แล้ววันหนึ่งได้มีชายสี่คน มาจากสี่ทิศ ได้เข้ามาขอพบพราหมณ์หริทาส แจ้งความประสงค์อยากได้บุตรสาวพราหมณ์ไปเป็นภรรยา พราหมณ์หริทาสจึงแนะนำให้มาพบใหม่ในวันรุ่งขึ้น เพื่อจะได้ทดสอบความดีกันในด้านเจรจาแสดงความรู้

     วันรุ่งขึ้น ชายทั้งสี่ก็มาที่บ้านของพราหมณ์หริทาสตามนัด

     ชายคนที่ 1 กล่าวว่า "ข้าพเจ้าชื่อ "มหาเสนี" ชายใดที่ไม่เชื่อว่าโลกนี้มีความเปลี่ยนแปลง ชายนั้นย่อมเป็นคนโง่"

     ชายคนที่ 2 กล่าวว่า "ข้าพเจ้าชื่อ "มหิงสา" หญิงใดปฏิบัติชายผู้ซึ่งบิดา-มารดายกให้นั้น ได้ชื่อว่าเป็นหญิงดี

     ชายคนที่ 3 กล่าวว่า "ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลนักรบชื่อ "คุณากร" มารดาคุ้มครองบุตรเมื่อเป็นทารก บิดาคุ้มครองเมื่อบุตรเติบใหญ่ แต่บุรุษซึ่งเป็นชาตินักรบย่อมจะคุ้มครองรักษาสกุลของตนทุกเมื่อ"

     ส่วนชายคนที่ 4 นั้นมาจากตระกูลพราหมณ์ ชื่อว่า "รัตนทัตต์" และเป็นเพื่อนสนิทกับคุณากร(ชายคนที่ 3) ครั้นเมื่อได้ยินชายทั้งสามคนแสดงภูมิปัญญากันเช่นนั้น ตนก็นั่งนิ่งอยู่ไม่พูดจาแต่ประการใด จนชายทั้งสามคนพากันคิดว่า ชายคนนี้ต้องโง่เขลาเบาปัญญาแน่ๆ ผู้คนที่นั่งอยู่ ณ ที่นั้น ได้กล่าวขะยั้นขะยอให้พูด รัตนทัตต์ก็พูดเพียงสั้นๆ ว่า

     "ความนิ่งนั้นดีกว่าการพูด"

     เมื่อชายทั้งสี่คนได้กล่าวแสดงปัญญาจนครบแล้ว ก็เป็นอันสิ้นสุดการประลองภูมิปัญญา พราหมณ์หริทาสก็ยังลังเลใจอยู่ เพราะไม่แน่ใจว่าจะเลือกคนไหนดี ฝ่ายนางมุกดาวลีก็นั่งเอียงอายไม่ยอมพูดจาว่ากระไร แต่ชายหางตาดูรัตนทัตต์ ชายคนที่สี่ที่กล่าวว่า "ความนิ่งดีกว่าการพูด" พราหมณ์หริทาสเห็นอาการเช่นนั้น จึงตัดสินใจยกบุตรสาวให้รัตนทัตต์ ตามใจบุตรสาวต้องการ

     เมื่อรุ่งขึ้นมาถึง รัตนทัตต์จึงพานางมุกดาวลีกลับไปยังบ้านของตน ส่วนคุณากรนักรบคนกล้านั้นมีความผูกพันธ์ รักใคร่ ต่อนางมุกดาวลีและรัตนทัตต์ผู้เพื่อน ด้วยความเป็นชายชาตินักรบที่รักความยุติธรรม คุณากรจึงไม่มีความริษยาโกรธเคืองอย่างใด คุณากรได้ให้สัญญาต่อทั้งสองว่า จะไม่ทอดทิ้งคนทั้งสองไปก่อนเวลาที่รัตนทัตต์จะพาภรรยากลับไปถึงบ้าน แล้วทั้งสามก็ออกเดินทาง

     ระหว่างทางผ่านนั้น เต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะต้องข้ามยอดเขาหลายลูก ซึ่งมากไปด้วยภัยอันตรายต่างๆ นับแต่หน้าผาลึกแลดูน่ากลัว ลำธารน้ำเชี่ยวกรากไหลกระแทกหิน แต่ทั้งสามคนก็เดินฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นมาได้เพราะการช่วยเหลือกัน

     แต่ป่ายิ่งลึก อันตรายก็ยิ่งมากและน่ากลัวขึ้น รัตนทัตต์จึงได้หยิบด้ายออกมาจากย่ามเส้นหนึ่ง แล้วตัดออกเป็นสามเส้น ส่งให้นางมุกดาวลีเส้นหนึ่ง ให้คุณากรเส้นหนึ่ง พลางอธิบายว่า

     "ถ้าเกิดเหตุร้ายอันเป็นภัยต่อร่างกายแล้ว ให้เจ้าเอาเชือกที่เราให้นี้ ผูกเข้าที่แผล แผลก็จะเชื่อมต่อกันและหายสนิททันที"

     ครั้นแจกเชือกแล้ว รัตนทัตต์ก็สอนมนต์ให้เพื่อนและภรรยา ทั้งกำชับว่า

     "เจ้าทั้งสองต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ เพราะมันจะช่วยชีวิตในยามคับขันได้"

     แล้วทั้งสามก็เดินพ้นจากป่าออกสู่ท้องทุ่งในเวลาเย็นวันหนึ่ง แต่ได้มีพวกกลุ่มโจรจำนวนมากพากันเข้ามารุมจะทำร้าย รัตนทัตต์จึงรีบนำนางมุกดาวลีเข้าซ่อนเอาไว้ที่พุ่มไม้ แล้วกลับออกมาช่วยคุณากรต่อสู้กับพวกโจร แต่ด้วยกำลังน้อยจึงถูกอาวุธของพวกโจรสิ้นกำลังลงในไม่ช้า เมื่อพวกโจรป่าเห็นเช่นนั้น ก็ตรงเข้าไปปลดของมีค่า เสร็จแล้วก็ชักดาบออกมาตัดศีรษะให้ขาดออกจากร่างทั้งสองศพ จึงพากันกลับไป

     นางมุกดาวลีตกใจแทบสิ้นสติ ครั้นเมื่อได้ยินเสียงเงียบลงแล้ว นางจึงออกจากที่ซ่อน เห็นแต่ศพของสามีและเพื่อนนอนอยู่กลางดิน ส่วนหัวทั้งสองก็กลิ้งอยู่ข้างๆ นั้น นางนั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างศพทั้งสองอยู่นานจนเป็นเวลาค่ำ นางจึงนึกขึ้นได้ว่าสามีได้สอนมนต์ให้ไว้แล้ว นางจึงดีใจ ยกเอาหัวของคนทั้งสองมาวางต่อเข้ากับร่าง แล้วเอาด้ายผูกหัวกับตัวเข้าด้วยกัน แต่เวลานั้นเป็นเวลามืดมองเห็นไม่ถนัด ทั้งเป็นเวลาที่นางกำลังตกใจกลัว ไม่ทันได้พิจารณาอะไรให้ละเอียดรอบครอบ หัวและตัวที่ต่อกันจึงผิดต่างสลับกันไป

     นางมุกดาวลีไม่ทันสังเกตก็นั่งลงร่ายมนต์ชีวนี ซึ่งรัตนทัตต์ได้สอนเอาไว้ให้ ครั้นนางร่ายมนต์จบลงชายทั้งสองก็มีชีวิตคืนมา ต่างคนลืมตาลุกขึ้นนั่งลูบคลำตัวเอง เหมือนหนึ่งจะดูว่าร่างกายยังอยู่ครบหรือไม่ แต่เมื่อลูบพบร่างกายเต็มทั้งตัวแล้วก็ไม่หายสงสัย ต่างคนต่างสงสัยว่าต้องมีอะไรผิดเข้าสักแห่ง

     ฝ่านนางมุกดาวลีนั้น เมื่อเห็นชายทั้งสองทำกิริยาประหลาดๆ ก็นึกว่าเป็นเพราะความสับสนในสมองเพราะถูกตัดหัว นางจึงมองดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้ววิ่งเข้าไปกอดชายผู้มีหัวเป็นสามี แต่เขาไม่ยอมให้นางเข้าใกล้ตัว กลับผลักไสให้ออกห่าง จนนางมุกดาวลีละอายใจเป็นที่สุด จึงวิ่งเข้าไปกอดชายอีกคนหนึ่งซึ่งคิดว่าต้องเป็นสามีของตนแน่ๆ แต่ชายคนนั้นก็ผลักนางให้ออกห่างอีก พลางบอกว่านางเข้าใจผิดอีกเช่นกัน

     นางมุกดาวลี ยืนงงเพราะไม่เข้าใจอยู่ชั่วครู่ แล้วนางก็พิจารณาดูชายทั้งสองอีกครั้ง เมื่อนางแลเห็นความจริงก็ตกใจแทบสิ้นสติ นางได้ต่อหัวของคนทั้งสองผิดเสียแล้ว และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ได้แต่นั่งร้องไห้และเสียใจเป็นที่สุด

     หัวของพราหมณ์รัตนทัตต์ในร่างของคุณากรชายนักรบ กล่าวขึ้นว่า

     "นางผู้นี้เป็นภรรยาของท่าน"

     ฝ่ายหัวคุณากร นักรบผู้กล้า ที่ต่ออยู่กับร่างของพราหมณ์รัตนทัตต์ ก็ปฏิเสธว่า

     "ไม่ใช่ นางผู้นี้เป็นภรรยาของท่านต่างหาก"

     ชายทั้งสองที่หัวกับร่างอยู่สลับกัน ได้ถกเถียงกันไม่มีทางที่จะยินยอมกันง่ายๆ ต่างคนต่างไม่ยอมรับนางมุกดาวลีเป็นภรรยา และกล่าวว่านางเป็นคนโกหก ทุกอย่างกลับวุ่นวายสับสนไปหมด

     เวตาลหยุดเล่า และกล่าวว่า

     "ถ้าหม่อมฉันเป็นนางมุกดาวลี หม่อมฉันจะตัดหัวของคนทั้งสองแล้วต่อใหม่ ให้ถูกต้องตามเดิม แต่ถ้าพระพรหมท่านไม่เข้าข้างแล้ว ไม่สามารถจะตัดหัวมาต่อใหม่ได้ พระองค์ผู้ฉลาดปราดเปรื่องด้วยปัญญา พระองค์จะมอบนางให้แก่ชายคนใดเล่าเพคะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงเพลิดเพลินกับนิทานที่เวตาลเล่าถวาย ทั้งพระองค์ยังไม่พอพระทัยในคำตัดสินปัญหาต่างๆ ของเวตาล พระองค์จึงต้องเผลอ รับสั่งด้วยเสียงพิโรธว่า

     "เมื่อไหร่เอ็งจะเลิกปัญญาทึบเสียที ก็ถ้าตัดหัวไปต่อใหม่ไม่ได้ ชายคนที่มีหัวเป็นพราหมณ์รัตนทัตต์ จะต้องเป็นสามีของนาง เพราะวิญญาณความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์นั้น จะอยู่ที่สมองหาได้อยู่ในส่วนที่เป็นร่างกายไม่ ไอ้ผีเน่า"

     เวตาลจึงทูลตอบว่า

     "วิญญาณจะอาศัยอยู่ที่แห่งใดก็ไม่สำคัญ แต่ที่แน่ๆ หม่อมฉันต้องกลับไปอาศัยอยู่ที่ต้นอโศก พะยะค่ะ ฮะๆๆๆๆ เอิ๊กๆๆๆๆ ฮะ ฮะ"

     พูดเท่านั้นแล้ว เวตาลก็ลอยออกจากย่ามลอยหายไปกับความมืด

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์จึงพาพระราชบุตร ย้อนกลับไปที่ต้นอโศกและปลดเจ้าเวตาลลงมาอีกครั้ง พลางรับสั่งว่า
     

     "เอ็งจงเล่านิทาน ให้ข้าฟังอีกเรื่องเดี๋ยวนี้ แล้วมาคอยดูกัน ไอ้ผีเจ้าเล่ห์"




..........จบตอนที่ 9 แล้วค่ะ..........

Posted by sweet lemon on 10 Jul. 2005,07:52
คุณมะเหมี่ยวค่ะ ไม่ต้องรีบดอกค่ะ ถ้าคุณโพสไว เราจะอ่านไม่ทันเอาน๊ะ เพราะเป็นคนอ่านหนังสือช้า แถมต้องสะกดหลายๆๆรอบ จึงเข้าใจค่ะ แหะๆ เจี๊ยกกกกกกกกกกกกกกก...


wave.gif   wave.gif  wave.gif  wave.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 17 Jul. 2005,10:38
laugh1.gif คิกๆๆๆ มะเหมี่ยวเข้าใจผิดน่ะค่ะ ตาลาย ic-14.gif ไปอ่านว่าคุณ sweet lemon อ่านตอนที่ 8 จบแล้ว ตอนต่อไปยังไม่มาเลยต้องย้อนไปอ่านตอนต้นๆ อีกรอบ bowsdown.gif  smash.gif smash.gif smash.gif ความจริงมีท่านผู้มีพระคุณเคยสะกิดบอกแล้วด้วยค่ะ แฮะๆๆ ic-12.gif

ขออภัยนะค๊า... bowsdown.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 17 Jul. 2005,12:02
นิทานเวตาล เรื่องที่ 10



     เมื่อพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงปลดเวตาลลงมาจากต้นอโศก แล้วรับสั่งให้เวตาลเล่านิทานต่อไป เวตาลก็ทูลขึ้นว่า

     "วันนี้หม่อมฉันรู้สึกเขม่นตาซ้าย หัวใจก็เต้นแรง สายตาก็ไม่ดีมองอะไรดูมืดมัวไปหมด ไม่แจ่มใสเหมือนทุกๆ ครั้ง นับเป็นลางที่ไม่ดีเสียแล้วพะยะค่ะ แต่หม่อมฉันจะเล่านิทานถวายฝ่าบาทอีกสักเรื่องหนึ่ง"

     ในครั้งโบราณกาลนั้น ยังมีเมืองใหญ่เมืองหนึ่งชื่อว่า "เมืองธรรมปุระ" เจ้าครองเมืองทรงพระนามว่า "ท้าวมหาพล" พระองค์ทรงมีพระมเหสีที่ยังคงความสาวและความงดงาม แม้พระธิดาจะทรงจำเริญวัยเป็นผู้ใหญ่แล้ว พระมเหสีก็ยังคงคล้ายกับสาวรุ่น และถ้าจะเปรียบเทียบกับพระธิดาแล้ว ไม่ต่างอะไรกับพี่สาวและน้องสาวเลย ซึ่งความสาวของพระมเหสีนั้นเป็นเรื่องที่คนทั้งหลายต่างพากันแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง

     อยู่ต่อมาไม่นาน เมืองธรรมปุระได้ถูกข้าศึกมาล้อมไว้ ข้าศึกมีกำลังและความชำนาญในการทำสงครามเป็นอย่างยิ่ง จึงตีเมืองจนแตก ฝ่ายท้าวมหาพลทรงได้ลอบพาพระมเหสีและพระธิดา เสด็จหนีออกจากรพะนครไปได้ในเวลากลางคืน ทั้งสามพระองค์เสด็จเล็ดลอดพ้นแนวข้าศึกแล้ว ก็ตั้งพระทัยหันพระพักต์มุ่งไปยังเมืองเดิมของพระมเหสี

     วันรุ่งขึ้น ท้าวมหาพลทรงนำพระมเหสีและพระธิดา เสด็จพระดำเนินถึงท้องทุ่งแห่งหนึ่ง ได้ทอดพระเหตุเห็นหมู่บ้านแต่ไกล หาทรงทราบไม่ว่าเป็นหมู่บ้านโจร แต่พระองค์ก็มิได้ทรงวางพระทัย จึงตรัสกับพระมเหสีว่า

     "น้องกับลูกหญิงรออยู่ที่นี่อย่าเพิ่งเข้าไป หาที่กำบังตัวไว้ เดี๋ยวพี่จะเข้าตรวจตราเสียก่อน"

     "เพคะ เสด็จพี่ทรงกลับมาเร็วๆ นะคะ หม่อมฉันและลูกเป็นห่วง"

     พระมเหสีทรงรับสั่ง ท้าวมหาพลทรงพยักหน้ารับ แล้วทรงถืออาวุธเดินเข้าไปในหมู่บ้าน เพื่อจะหาอาหารมาให้พระมเหสีและพระธิดา

     ฝ่ายพวกชาวบ้าน ปกติก็ประพฤติตนเป็นโจร ครั้นเห็นชายแต่งตัวดี มีของมีค่าติดตัวมาเช่นนี้ ก็พากันออกมาทำการชิงทรัพย์ ท้าวมหาพลจึงทรงธนูยิงพวกโจรล้มตายไปไม่น้อย

     เมื่อหัวหน้าโจรรู้ว่า ท้าวมหาพลได้ฆ่าพวกของตนล้มตายไปเช่นนั้น ก็เป่าสัญญาณเรียกพวกโจรออกมาอีกเป็นจำนวนมาก พระองค์ถูกล้อมทำร้ายจนสิ้นพระชนม์ลง ณ ที่นั้น

     ฝ่ายพระมเหสีและพระธิดา เห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็ตกพระทัยจนพระองค์สั่น พากันค่อยๆ หลบหนีออกให้ห่างจากหมู่บ้านโจร ซึ่งทางที่จะไปจะเป็นทางไหนก็หาทราบไม่ ความมุ่งหมายมีอยู่แต่ว่าจะต้องหนีให้พ้น

     ทั้งพระมเหสีและพระธิดาทรงมีพระกำลังน้อย แต่ด้วยอำนาจแห่งความกลัว ทั้งสองพระองค์ก็เสด็จหนีไปได้ไกลพอสมควร จึงหยุดพักประทับอยู่ใต้ร่มไม้ริมทาง

     เผอิญขณะนั้น มีพระราชาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า "ท้าวจันทรเสน" เสด็จออกล่ายิงสัตว์ป่ากับองค์ราชบุตร กษัตริย์พ่อ-ลูกทั้งสองทรงม้าไปตามแนวป่า ทอดพระเนตรเห็นรอยเท้าหญิงสองคน ก็ทรงชักม้าหยุดดู ท้าวจันทรเสนทรงตรัสกับพระราชบุตรว่า

     "แปลกจริง รอยเท้าคนทำไมถึงมาอยู่ในป่าแถบนี้"

     พระราชบุตรทูลตอบว่า

     "รอยเท้าเหล่านี้จะต้องเป็นรอยเท้าของผู้หญิงเป็นแน่ พระเจ้าค่ะ เสด็จพ่อ ถ้าเป็นรอยเท้าผู้ชายคงจะโตกว่านี้"

     ท้าวจันทรเสน จึงทรงตรัสว่า

     "ถ้าจะจริง แต่เอ...ทำไมจึงมีผู้หญิงกล้ามาเดินอยู่ในป่าได้ แต่ถ้าเราจะพูดไปตามตำราแล้วนะลูก หญิงที่พบในป่ามักจะงดงามกว่าหญิงที่หาได้ในกรุง มาเถิดลูก...เราทั้งสองคนจะตามนางไป ถ้าพบนางงามจริงอย่างที่ว่าไว้ เจ้าจงเลือกเอาไปเป็นคู่คนหนึ่ง"

     พระราชบุตรทูลตอบว่า

     "ขอเดชะ เสด็จพ่อ รอยเท้านั้นถ้าสังเกตุดูดีๆ จะมีรอยเท้าหนึ่งที่ใหญ่กว่ากัน หม่อมฉันจะขอเลือกนางที่มีเท้าเล็กกว่ามาเป็นชายาของหม่อมฉัน เพราะนางคงจะเป็นสาวแรกรุ่นตามขนาดของเท้า ส่วนนางคนที่มีรอยเท้าค่อนข้างใหญ่กว่า ก็คงจะเป็นสาวใหญ่ ขอให้เสด็จพ่อทรงรับไว้เป็นมเหสีเถิดพระเจ้าค่ะ"

     ท้าวจันทรเสน ทรงพระสรวลเบาๆ แล้วตรัสว่า

     "ทำไมเจ้าพูดเช่นนั้นล่ะลูก พระราชมารดาของเจ้าเพิ่งจะสิ้นพระชนม์ไปไม่นานนี้เอง"

     พระราชบุตรจึงทรงตอบว่า

     "เสด็จพ่ออย่างทรงรับสั่งเช่นนั้นสิพระเจ้าค่ะ เพราะพระราชาที่ขาดพระมเหสีก็เปรียบเช่น บ้านที่ไม่มีคนดูแลนะพระเจ้าค่ะ"

     ท้าวจันทรเสน ทรงนิ่งตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบพระราชบุตรว่า

     "ถ้านางคนที่มีเท้าโตกว่า มีลักษณะเป็นที่พอใจของพ่อ พ่อจะทำตามที่เจ้าว่ามาแล้วกัน"

     ครั้นกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ ทรงทำสัญญาแบ่งนางกันดังกล่าวแล้ว ก็ทรงชักม้าไปตามรอยเท้าในป่า สักครู่หนึ่งก็ทอดพระเนตรเห็นนางทั้งสองนั่งพักอยู่ภายใต้ร่มไม้ ทั้งสองพระองค์จึงเดินเข้าไปหา แล้วทรงซักถาม พระมเหสีและพระธิดาก็ทรงเล่าเรื่องราวให้ทรงทราบโดยละเอียดทุกประการ

     ท้าวจันทรเสนกับองค์ราชบุตร ก็เชิญเสด็จนางทั้งสองขึ้นหลังม้า โดยพระธิดามีพระบาทค่อนข้างโตกว่าให้เสด็จขึ้นทรงม้ากับท้าวจันทรเสน(พ่อ) ส่วนพระมเหสีนั้นทรงมีพระบาทเล็กกว่าพระธิดา ก็ขึ้นทรงม้ากับองค์ราชบุตร แล้วทั้งสี่พระองค์ก็เสด็จเข้าพระนคร

     ต่อมาท้าวจันทรเสน กับ พระราชบุตร ก็ได้อภิเษกกับทั้งสองพระองค์ แต่สลับคู่กันไป เพราะเหตุว่าขนาดเท้าผิด คือ พระราชบิดา ทรงอภิเษกกับพระธิดา และพระราชบุตรทรงอภิเษกกับพระมเหสี

     การกลับกลายเป็นว่า ลูกสาวกลายเป็นเมียพ่อ แม่กลายเป็นเมียลูก ลูกสาวเลยกลายเป็นแม่เลี้ยงของสามีแม่ตัวเอง และแม่กลับต้องกลายเป็นลูกสะใภ้ และต่อมาพระโอรสและพระธิดาก็เกิดจากนางทั้งสองต่อๆ ไป

     เวตาลเล่าถวายมาเพียงเท่านี้ก็หยุดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อไปว่า

     "ขอเดชะ พระองค์คิดว่าพวกเขาจะนับญาติกันอย่างไรเล่าเพคะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ได้ทรงฟังปัญหาของเวตาลแล้ว ก็ทรงคิดไม่ออก แม่กับลูก ลูกกับพ่อ พี่กับน้อง โอย...พัวพันกันยุ่งไปหมด มิหนำซ้ำ แม่เลี้ยงก็คือลูกสาว ลูกสะใภ้กลับกลายเป็นแม่ ก็ทำให้พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงตีปัญหาไม่ออก จึงทรงนิ่ง เวตาลก็คอยทูลยั่วเย้าให้ตอบปัญหาด้วยการกล่าวคำว่า "โง่" เพราะเวตาลทราบดีว่าพระเจ้าวิกรมาทิตย์มิทรงโปรดให้ใครมาดูถูก ว่าพระองค์โง่

     เวลาผ่านไปชั่วครู่ เวตาลก็ทำกระแอม และกล่าวดูถูกพระเจ้าวิกรมาทิตย์

     "ฝ่าพระบาททรงจนปัญญาแล้วเป็นแน่ เรื่องเพียงเท่านี้พระองค์ก็มิสามารถชี้แจงได้ เป็นธรรมดาของคนเบาปัญญา แต่...บางทีพระราชบุตรอาจจะทรงเฉลียวฉลาดกว่า คงจะพอตอบคำถามหม่อมฉันแทนพระองค์ได้"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ตีคำถามนี้ไม่ได้จริงๆ พระองค์จึงทรงนิ่งมิได้ตรัสตอบอะไร ไม่ช้าพระองค์จึงเกิดสติ คิดขึ้นมาได้ว่า

     "ดีเลยที่เราคิดคำตอบไม่ออก เราจึงได้เงียบไม่เผลอตัวตอบปัญหาของมัน"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ จึงทรงบีบพระหัตถ์ของพระราชบุตรไว้แน่นเป็นเชิงห้ามมิให้ตอบคำถามของเวตาล พระธรรมธวัชราชบุตรก็ทรงนิ่งสนิท หาได้รับสั่งอะไรไม่

     คราวนี้ เพราะความไม่รู้จริงๆ จึงทำให้พระเจ้าวิกรณ์มาทิตย์ทรงเงียบไม่ตรัสตอบคำถาม เวตาลจึงเริ่มกระวนกระวายใจ.







..........จบตอนที่ 10 นะคะ..........

..........ตอนต่อไปจะเป็นตอนสรุปบทสุดท้ายค่ะ..........

Posted by มะเหมี่ยว on 31 Jul. 2005,10:56
สรุปบทสุดท้ายของ นิทานเวตาล


     
     เวตาลพยายามพูดยั่วเย้าต่างๆ นานา เพื่อให้พระเจ้าวิกรมาทิตย์รับสั่งออกมา แต่พระเจ้าวิกรมาทิตย์ก็ทรงนิ่งเฉยดุจเดิม ยิ่งทำให้เวตาลรู้สึกแปลกใจเป็นที่สุด แล้วก็กล่าวชมว่า

     "ฝ่าพระบาททรงตั้งใจดีแล้วนะพะยะค่ะ พระปัญญาล้ำลึกราวกับเทวดาและมนุษย์ที่มีปัญญารวมกัน จะหาผู้ใดมีปัญญาเสมอด้วยพระองค์หามิได้อีกแล้ว พะยะค่ะ หม่อมฉันขอถวายพระพร ให้ทรงพระเกษมสำราญด้วยผลของการที่ได้ทรงนิ่งในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ได้เคยทรงพยายามมาแล้วตั้งหลายหน แต่ก็ไม่เคยสำเร็จแม้ครั้งเดียว

     เอาล่ะ พะยะค่ะ หม่อมฉันจะไม่ทูลถามว่า การที่ทรงระงับความช่างรับสั่งนั้น เป็นไปด้วยความถ่อมพระองค์ หรือความสามารถที่จะคุมพระสติไว้ได้ หรืออาจเป็นเพราะความโง่เขลาเบาปัญญาเสียแล้ว และการที่หม่อมฉันไม่ทูลถามในครั้งนี้ ก็เป็นเพราะหม่อมฉันต้องการที่จะไว้พระพักต์ของฝ่าบาท เพราะหม่อมฉันคาดว่าคำตอบจะต้องเป็นอย่างหลังนี้เป็นแน่"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงกัดริมพระโอษฐ์จนรู้สึกเจ็บ เพื่อที่จะห้ามพระองค์เองมิให้ตรัสออกมา และแล้วก็ทรงห้ามไว้ได้

     เวตาล จึงทูลต่อไปว่า

     "หม่อมฉันรู้สึกสงสารพระองค์ ที่ต้องทนอัดอั้นตันพระทัย จึงยอมระงับความมุ่งหมายเดิมว่า จะทำให้พระองค์เดินย้อนกลับไปกลับมา จนหมดเรี่ยวแรงและสิ้นพระชนม์ลงในระหว่างทาง เพื่อหม่อมฉันจะได้เข้าสิงร่างของพระองค์ จะลองดูซิว่าจะมีรสชาติเป็นอย่างไรบ้าง แต่ครั้งนี้พระองค์ทรงระงับความช่างรับสั่งของพระองค์ได้ หม่อมฉันก็ขอถวายประโยชน์อย่างหนึ่งตามคำสัญญา แต่หม่อมฉันขอทูลถามเป็นครั้งสุดท้ายว่า พระองค์จะทรงขยับย่ามออกสักนิดเพื่อให้หม่อมฉันได้หายใจสะดวกขึ้นกว่านี้ได้ไหมพะยะค่ะ"

     พระธรรมธวัช ราชบุตร ทรงได้ยินดังนั้นก็กระตุกแขนเสื้อของบิดาแรงๆ เพื่อทรงเตือนให้รู้สึกพระองค์ มิให้ตรัสตอบแก่เวตาล

     เวตาลเมื่อเห็นพระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงนิ่งอยู่อย่างนั้นเป็นแน่ ก็ทูลต่อไปว่า

     "ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในหมู่นักรบ ฝ่าบาทจงทรงรำลึกนึกถึงคำของอสูรปัถพีบาลที่ได้ทูลเตือนไว้ว่า แม้ผู้ใดมุ่งจะฆ่าเอาชีวิตของฝ่าบาท ฝ่าบาทอาจตัดหัวผู้นั้นเสียก่อนโดยครองธรรม

     และในกาลข้างหน้านี้พระองค์จงทรงปฏิบัติตามคำที่อสูรกล่าวนั้น เพราะพ่อค้าพลอยซึ่งได้ถวายทับทิมแก่ฝ่าบาทเป็นจำนวนมาก ก็คือคนคนเดียวกันกับ โคยีศานติศีล ซึ่งพระราชบิดาของฝ่าบาทได้กระทำเหตุให้โกรธ และอาฆาต หมายจะแก้แค้นเป็นเวรเป็นกรรมกันอยู่จนถึงบัดนี้

     ส่วนหม่อมฉันเป็นบุตรของพ่อค้าน้ำมัน ซึ่งโยคีศานติศีลเกรงว่าหม่อมฉันจะทำการขัดขวางความเป็นใหญ่ในโลกของเขา จึงได้ฆ่าหม่อมฉันเสียด้วยอำนาจของตะบะ และพาศพของหม่อมฉันมาห้อยไว้ที่ต้นอโศก เพื่อเป็นเครื่องล่อลวงฝ่าบาท"

     "โยคีศานติศีล นั้นได้ใช้ให้ฝ่าบาททรงมาปลดหม่อมฉันแบกไปให้แก่เขา และเมื่อฝ่าบาททรงทิ้งหม่อมฉันลงที่เท้าของเขาเมื่อใด โยคีศานติศีลก็จะพาฝ่าบาทไปบูชาที่หน้าเทวรูป และในขณะที่ฝ่าบาททรงก้มลงทำการบูชานั้น โยคีศานติศีลก็จะกระทำการปลงพระชนม์ทันที"

     แล้ววิญญาณของบุตรพ่อค้าน้ำมัน ก็ลอยออกจากซากศพที่เรียกว่าเวตาล แต่ก่อนจะลอยหายไปบนท้องฟ้านั้น พลางกล่าวทูลสรรเสริญพระเจ้าวิกรมาทิตย์ และพระธรรมธวัชราชบุตร ว่า

     "ขอจงทรงพระเจริญเถิดพะยะค่ะ การที่ฝ่าบาททรงยอมรับความโง่เขลา เบาพระปัญญา และทรงลดความมีทิฐิมานะลงได้ ถือเป็นคุณงามความดี ซึ่งถ้ามีอยู่ในตัวของใครแล้ว ผู้นั้นย่อมมีความสุขที่สุดในโลก พะยะค่ะ"

     เมื่อวิญญาณของบุตรพ่อค้าน้ำมันลอยหายไปแล้ว พระเจ้าวิกรมาทิตย์ก็จูงพระหัตถ์องค์ราชบุตรรีบทรงพระดำเนินไปให้ถึงป่าช้า เพื่อพบโยคีศานติศีล

     ครั้นถึงแล้ว พระองค์ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นรอบๆ ตัวของโยคีศานติศีล มากมายไปด้วยซากศพ อสุรกายอันน่ากลัวทั้งหลาย พระเจ้าวิกรมาทิตย์ก็ทรงทิ้งย่ามลงตรงหน้าของโยคี โยคีก็แสดงความยินดี แล้วเอาเชื้อเพลิงใส่ลงไปในกระโหลกผี จุดไฟและเป่าจนลุกเป็นเปลวไฟใช้แทนโคมส่องทาง เพื่อนำพระเจ้าวิกรมาทิตย์และพระราชบุตรไปยังเทวรูป เป็นรูปหญิงกายดำ คอขาดจากตัว รูปร่างอัปลักษณ์ โดยหน้าเทวรูปนั้นได้มีเครื่องบูชาต่างๆ ล้วนแต่มีกลิ่นคาวเลือดทั้งสิ้น

     เมื่อโยคีศานติศีล พาทั้งสองพระองค์มาถึงหน้าเทวรูปแล้ว ก็กล่าวว่า

     "ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ พระองค์ไดกระทำการตามสัญญาแล้วกับหม่อมฉัน และเพราะเหตุที่พระองค์ได้ทรงเสด็จมา ณ ที่นี้ พิธีของหม่อมฉันก็กำลังจะเสร็จตามที่คาดหมายเอาไว้ หม่อมฉันขอทูลเชิญพระองค์ทรงกระทำการเคารพเทวรูป เพื่อพระอำนาจและความเจริญจะมียั่งยืนยาวไปชั่วกาลนาน พะยะค่ะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงฟังคำของโยคีศานติศีลแล้วก็ทรงรำลึกถึงคำพูดของเวตาล จึงรับสั่งแก่โยคีศานติศีลว่า

     "ท่านโยคี เราเป็นเจ้าผู้ครองนคร ไม่เคยกระทำการบูชาเช่นนี้ ขอให้ท่านผู้เป็นอาจารย์ทำให้เราดูก่อน แล้วเราจะกระทำตามท่าน"

     โยคีศานติศีล ผู้ฉลาดแต่ไม่เฉลียว ขุดหลุมดักพระเจ้าวิกรมาทิตย์ไว้ ก็ตกหลุมที่ตัวเองทำขึ้น ครั้นโยคีศานติศีล ก้มตัวลงทำการบูชาให้ดูเป็นตัวอย่าง พระเจ้าวิกรมาทิตย์ก็ชักพระแสงดาบออกฟันถูกศีรษะโยคีศานติศีล ขาดกระเด็นไป

     ทันใดนั้นเทวรูปก็ล้มคว่ำลงมา พระราชบุตรทรงเหลือบเห็นเสียก่อนก็จับพระกรของพระราชบิดา เหนี่ยวกระชากจนสุดแรง จึงรอดพ้นจากองค์เทวรูปล้มทับไปได้

     ในขณะนั้นก็มีเสียงดนตรีบรรเลงขึ้นมาในอากาศ และคำอวยชัยให้พรจากฟ้า อีกทั้งดอกไม้ทิพย์ก็โปรยปรายตกหล่นไปทั่ว

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ก็ทรงยกศพบุตรพ่อค้าน้ำมันและศพของโยคีศานติศีลใส่เข้าในกองไฟ ทันใดนั้นก็เกิดมีภูตสองตนปรากฏอยู่ต่อหน้าพระพักต์ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงตรัสว่า

     "เมื่อข้าเรียกเจ้า เจ้าทั้งสองจงมาในทันที"

     ภูตทั้งสองรับคำแล้วร่างนั้นก็อันตรธานหายไป พระเจ้าวิกรมาทิตย์ก็ทรงพาพระราชบุตรคืนกลับพระนคร และทรงปกครองบ้านเมืองด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ชั่วกาลนาน.......






..........จบบริบูรณ์..........

Posted by pimmmy on 26 Apr. 2006,01:58
ดีคะ ชื่นชอบที่เล่ามากมากเลยคะ
Posted by คนพื้นบ้าน on 12 Aug. 2006,00:45
สวัสดีครับ คุณมะเหมี่ยว
อ่านจบแล้ว สรุปอ่านง่ายและชวนติดตาม
ขอสัมภาษณ์หน่อยนะครับ ดาราดัง
1. อยากทราบว่า ที่เล่ามาโดยสำนวนของตัวเองนี่ จำได้หมดหรือว่า บางครั้งไปดูต้นฉบับ แล้วมาเรียบเรียงใหม่
2. ต้นฉบับเอามาจากฉบับไหน ผมคิดว่าคงมีหลายเวอร์ชั่น
3. ไม่เป็นคำถาม แต่ชมนิดๆ เวตาลหัวเราะได้ทันสมัยดี มีเอิ๊กๆ ด้วย เข้ายุคสมัยครับ
Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard