Forum: ห้องนั่งเล่น
Topic: มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง จากแมงเม้าถึงแมงโม้
started by: pilgrim

Posted by pilgrim on 21 Jun. 2006,17:39
ตอน: จากขึ้นโรงพักจนมาได้เป็นดารา (1)


จั่วหัวเล่นให้ดูตื่นเต้นค่ะ เรื่องของเรื่อง คือ พิลมีเหตุต้องไปเจรจากับตำรวจนิดหน่อย แล้วจากนั้น ก็มีคนมาชวนไปเล่นหนังค่ะ หนังอะไรต้องติดตามกันต่อไปนะคะ

วันนี้ อยากจะเล่าประสบการณ์จากการได้มาอยู่กับคนต่างที่ต่างถิ่นให้ฟัง sit01.gif

เมืองที่พิลอยู่เป็นเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ เล็กจนดูเหมือนหมู่บ้าน ไม่ใช่เมือง แต่สิ่งที่ทำให้เมืองนี้ใหญ่ขึ้น ก็คือ มหาวิทยาลัย คือ เมืองนี้มีมหาวิทยาลัยที่ค่อนข้างใหญ่ค่ะ นั่นทำให้มีนักศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศมุ่งหน้ามาเรียน มาอยู่ในเมืองนี้กันมากมาย

ด้วยความขึ้นชื่อเรื่องสาขาวิชาบางด้าน ทำให้นักศึกษาต่างชาติหลั่งไหลมาเรียนเมืองนี้กันมากเหมือนกันค่ะ โดยเฉพาะนักศึกษาจีนที่แทรกไปแทบทุกที่ (เพราะประชากรเขาเยอะเนอะ)

ชาวบ้านที่เคยอยู่กันสงบสุขก็เริ่มต้องทำใจรับกับสภาพผู้คนอันคึกคักวุ่นวาย ทุกหนทุกแห่ง เต็มไปด้วยนักศึกษาเต็มไปหมด บ้านช่องห้องหอกลายเป็นบ้านเช่าให้นักเรียนอยู่
กลิ่นกระเทียม กลิ่นซีอิ๊วกระจุยกระจายไปตามสายลม

แต่ก็คงมีชาวบ้านบางกลุ่มที่ทำใจไม่ได้ และไม่อยากทำใจ ก็เลยเริ่มรู้สึกเกลียดชังนักศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาต่างชาติ อันความรู้สึกเหยียดผิวนี่มันคงฝังรากลึกมานานค่ะ

เรื่องความเกลียดชังคนต่างชาตินี้ ดูเหมือนผู้ใหญ่ก็จะปลูกฝังให้เด็กๆ ลูกๆหลานๆด้วยเช่นกัน
เคยมีลูกของเพื่อนที่เป็นคนต่างชาติ มาถามพิลว่า ยูมาจากเมืองไทยนี่ คนไทยกินหมาเป็นอาหารประจำวันใช่ไหม
พิลก็ถามว่า ยูรู้ได้ไง
เด็กบอกว่า ที่โรงเรียนครูสอนเรื่องอาหารประจำชาติของประเทศต่างๆทั่วโลก แล้วก็สอนว่า คนตะวันตกกินขนมปัง คนจีนกินก๋วยเตี๋ยว แล้วก็คนไทยกินหมา

ได้ฟังก็อึ้งไปเหมือนกัน ว่าครูเขาสอนอย่างนี้ได้ยังไง เลยทำให้รู้สึกว่า การเป็นครูนี่ต้องระวังเหมือนกันนะ ว่าจะถ่ายทอดปลูกฝังอะไรให้เด็ก
เด็กก็บอกค่ะว่า ครูก็ดูมาจากสารคดีที่เข้ามาถ่ายทำในเมืองไทย คาดว่าคงจะเป็นแถวบางท้องที่ที่การกินหมา ถือเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนอังกฤษแล้ว เขาถือว่าเป็นเรื่อง"ช็อค" เพราะเขารักหมายิ่งกว่าเมีย(บางทีนะคะ อิๆๆ)
ข้อมูลที่เราได้รับผิดๆบางด้าน หรือวัฒนธรรมที่ต่างกันก็ทำให้เราเกิดอคติ ความชิงชังต่อกันได้ง่ายๆค่ะ

แต่สำหรับผู้คนในเมืองของพิล กลุ่มคนที่ก้าวร้าวต่อนักศึกษาต่างชาติมากที่สุด เห็นจะได้แก่เด็กวัยรุ่นค่ะ บางทีก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าพวกเราไปทำอะไรให้เขาไม่ชอบเราได้ถึงขนาดนี้ จะว่าเคยเดินไปเหยียบตาปลาพวกเขารึ ก็เปล่านี่นา

พิลเคยเดินไปกับเพื่อน มีเด็กรุ่นสาวสองคนเดินผ่านมา ทันใดนั้น เธอก็เอามือมาลูบหัวเพื่อนแล้วก็หัวเราะกันกิ๊กกั๊ก พิลก็ถามเพื่อนว่า รู้จักกันเหรอ เพื่อนบอกเปล่า

น้องคนไทยคนหนึ่ง เดินมาเรียนทุกวัน กลางทางจะมีเด็กมาดักคอยขว้างกิ่งไม้ใส่ โยนก้อนกรวดใส่
น้องคนนั้น(ผู้หญิง) เลือดร้อน เคยวิ่งไล่ตามเด็กเกเร แต่ก็วิ่งไม่ทันมันหรอกค่ะ มันก็วิ่งหนีกันไปหัวเราะกันครื้นเครงที่ทำให้พวกเราหัวปั่นได้

เขาเล่าว่า นักศึกษาจีนบางคน เคยถูกเด็กเอาซอสมะเขือเทศมาบีบใส่ (พุ่งมาจากการบีบขวดพลาสติกค่ะ)
น้องคนนั้น หนักๆเข้าเขาทนไม่ไหว เลยไปแจ้งตำรวจ แล้วเหตุการณ์ก็สงบไป เพราะตำรวจตามจับเด็กได้

เพื่อนแอฟริกันผิวดำบางคน เคยโดนเด็กๆตะโกนใส่หน้าว่า "Black beast" แปลได้ประมาณว่าคุณสัตว์ดำ
หรือบางทีถีบจักรยานกลับบ้าน ก็มีเด็กวัยรุ่นผิวขาวมากันเป็นกลุ่ม มารุมล้อมแล้วผลักจักรยานให้ล้ม

เพื่อนคนดำคนนี้ ชื่อเวม่าค่ะ แกมีลูกสองคน วันหนึ่ง แกพาลูกชายไปเล่นม้าหมุนที่มาตั้งที่ตลาด ให้พ่อแม่พาลูกๆมาเล่น (แบบเสียเงินเป็นรอบๆน่ะค่ะ)
แกบอกว่า พอแกอุ้มลูกขึ้นไปนั่งบนม้าหมุน เด็กต่างๆ ที่นั่งรออยู่แล้วก็ลุกกันหมด พ่อแม่ก็มาพาลูกของตัวออกไป
คนเก็บเงินก็มาว่าเวม่า ว่าเป็นเพราะยู ทำให้ลูกค้าเขาหายหมด ให้รีบออกไป อย่ามาเล่น
ลูกชายของเวม่า ยังเป็นหนูน้อยในวัยไร้เดียงสา ก็ถามพ่อว่า ทำไมเขาไม่เล่นกันล่ะครับพ่อ เขาไปไหนกันหมดแล้ว

ได้ยินเวม่าเล่าแล้วก็สะเทือนใจเลยค่ะ เวม่าเล่าว่า บางที พาลูกไปเล่นตามสวนสาธารณะที่เขามีเครื่องเล่น เช่น ชิงช้า กระดานหกให้เด็กเล่น พอลูกปีนขึ้นไปเล่นอันไหน เด็กคนขาวก็จะหนีหมด ลูกของเวม่าก็จะมองอย่างไม่เข้าใจ เพราะเขาเป็นเด็กๆ เขาก็มีหัวใจอยากจะเล่นกับเด็กๆด้วยกัน

ของพิลเองที่เคยเจอ ก็เดินๆอยู่ พวกเด็กคนขาวก็จะมาร้องทักแบบล้อเลียนว่า "หนีห่าว" ซึ่งภาษาจีนกลางหมายถึง สบายดีไหม

หรือบางคนก็พูดลอยๆว่า ชิงกี้ Chinky ซึ่งเป็นคำเรียกคนจีนอย่างหยาบๆดูถูก

คือคนขาวเขาก็แยกไม่ออกหรอกค่ะ ว่าเราเป็นชาติไหน ในสายตาของพวกเขา คนเอเชียก็หน้าตาคล้ายๆกันไปหมด คือ หน้าแบน หน้าดำ หน้าเหลือง และไร้ดั้ง(อิๆๆๆ)
เหมือนเราก็แยกไม่ค่อยถูกเหมือนกันว่า หน้าตาอย่างนี้คือฝรั่งชาติไหน

แต่พิลก็เฉยซะค่ะ เพราะคิดว่า อยากพูดก็พูดไป ให้มันลอยไปตามลม

แต่ที่เด็ดๆ มีอยู่สองทีค่ะ ตอนนั้นเป็นปีแรกที่เดินทางมาอยู่อังกฤษ เดินผ่านเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ไอ้หนูก็พูดขึ้นลอยๆว่า
"you want to smack my bum?" แปลตรงๆได้ประมาณว่า "เธออยากมาลูบ (หรือตี)ตูดฉันไหมจ๊ะ"
ตอนแรก หูยังไม่กระดิกค่ะ ยังหันไปถามมันว่า "อะไรนะ พูดใหม่ซิ"
มันก็ดีค่ะ พูดใหม่ให้ฟังอีกหน อิๆๆๆ คราวนี้ฟังออก ก็ตกใจ บอกมันได้คำเดียวว่า โน แล้วรีบเดินหนีมันเลย

อีกคราวที่เจอ คราวนี้ ไอ้หนูยิ้มให้มาแต่ไกลเลยค่ะ (จำไม่ได้หรอกค่ะว่าคนเดียวกันหรือเปล่า แต่บริเวณที่เจอคือบริเวณเดียวกัน คือใกล้ๆมหาวิทยาลัย)
ตอนแรก พิลก็ไม่รู้ว่าใคร เพราะตาสั้น มองไกลไม่ค่อยเห็น ไม่ได้ใส่แว่น ก็นึกว่าเป็นเพื่อน ก็เลยยิ้มตอบมันไป
พอมันเดินเข้ามาใกล้ ก็ถึงรู้ว่า เอ นี่เราไม่ได้รู้จักมันนี่หว่า ไม่ใช่เพื่อนเราสักหน่อย
ไอ้หนูนั่นก็เอื้อนเอ่ยเลยว่า "You're so sexy." ฮ่าๆๆ ขอบคุณที่ชม

เราก็ก้มดูตัวเอง มันเซ็กซี่ตรงไหนฟะ ก็แต่งตัวธรรมดา ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์หลวมๆ ไม่ได้ฟิตเปรี๊ยะสักหน่อย เสื้อก็คอปิด ไม่ได้ลึกล้ำจนเห็นใจน้อง

แถมวัยเราก็นะ แก่พอจะเป็นแม่มันได้ เหอๆๆๆ
ก็นึกในใจ แกนะทะลึ่งจริงๆ ไม่รู้จัก E แก่ซะแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้มันหรอกค่ะ ก็เดินผ่านกันไป
อาจจะเป็นเพราะพิลเป็นคนตัวเล็ก เตี้ยเหมือนเด็กๆวัยรุ่นที่นี่ มันก็เลยนึกว่าเรารุ่นเดียวกับมัน อีกอย่าง เราคงหน้าเป็น เดินเป็นแป๊ะยิ้มแบบรับแขกด้วย เด็กมันเลยสับสน หลงผิดคิดว่ายังเอ๊าะ เหอๆๆๆ

เล่ามาตั้งยาว ยังไปไม่ถึงไหนเลย บอกแล้วค่ะ แมงโม้ แมงเม้ามาเอง พักก่อนนะคะ เดี๋ยวมาเล่าต่อค่ะ ว่าไปพัวพันกับคุณตำรวจได้ยังไง wave.gif
Posted by แมวเหมียว on 22 Jun. 2006,00:31
คุณพิลเล่าสนุก.. winkthumb.gif แถมแสบๆคันๆค่ะ laugh1.gif 

again.gif again.gif again.gif

จาก กองเชียร์ค่ะ ไม่ใช่แมงโม้ hehe.gif
Posted by add on 22 Jun. 2006,03:41
พี่เคยดูสารคดีเรื่องเพื่อนบ้านในอังกฤษ เขาไม่ได้มีปัญหากับคนเอเซียเท่านั้น คนผิวขาวด้วยกันแต่อพยพมาจากที่อื่น มาอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน ก็ยังถูกคนอังกฤษกลั่นแกล้งต่างๆนานา และไม่ใช่รายเดียวด้วย 

      ยิ่งฟังพิลเล่ายิ่งน่ากลัว แล้วก็พวกบ้าบอลยิ่งน่ากลัวสุดๆ cry2.gif
Posted by pilgrim on 22 Jun. 2006,18:32
จากขึ้นโรงพัก จนมาได้เป็นดารา (2)

เอาละค่ะ คราวนี้ก็มาถึงเรื่องที่จะต้องไปพัวพันกับตำรวจ

เหตุมีอยู่ว่า พิลต้องย้ายบ้านเมื่อปีก่อน เพราะบ้านเช่าเดิมเป็นของมหาวิทยาลัย แล้วเขาต้องการเอาคืน เพื่อที่จะไปขายต่อ เพราะมหาวิทยาลัยคงขี้เกียจบริหารกิจการแล้ว

บ้านที่ย้ายมาใหม่ก็คือบ้านที่อยู่ปัจจุบัน ไม่ไกลจากบ้านเดิม
ใกล้ๆบ้านจะมีร้านค้าประจำหมู่บ้านอยู่สามสี่ห้อง ซึ่งเป็นลักษณะโดยทั่วไปของหมู่บ้านในอังกฤษ
ร้านหนึ่งนั่นเลยค่ะ ฟิชแอนด์ชิพ ที่พิลเคยเอารูปมาให้ดู อีกร้านขายอาหารอินเดียเทคอะเวย์ เคยไปซื้อกินอยู่หนเดียว เพราะอาหารอินเดียค่อนข้างจะมันย่อง
แล้วก็มีร้านทำผม (ไม่เคยใช้บริการเลย) กับร้านขายของชำกระจุกกระจิก ซึ่งร้านหลังนี้ พิลเข้าบ่อยมากที่สุด

ที่บริเวณร้านค้า จะเหมือนตึกแถวชั้นเดียวเรียงกันอยู่สามสี่ห้อง คือเป็นร้านอย่างเดียว ไม่ใช่ที่พักอาศัย บริเวณนี้แหละค่ะ ที่มักจะมีเด็กวัยรุ่นมาจับกลุ่มมั่วสุมกันเป็นประจำแทบจะทุกเย็น
เด็กพวกนี้ เป็นใครมาจากไหน ก็ไม่รู้
ตอนย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ ถ้าจะไปมหาวิทยาลัยก็ต้องเดินผ่านร้านค้านี่ เพราะเป็นเส้นทางหลัก

นี่ค่ะร้านค้าและทางเดิน รูปนี่ถ่ายมาตอนหน้าหนาวค่ะ เลยอึมครึมไปหน่อย พุ่มไม้เตี้ยๆสีน้ำตาลนั่นแหละค่ะ ที่พวกเด็กมาทำสงครามกองโจร แอบซุ่มอยู่ ตอนหน้าร้อน จะใบดกเขียวรกทึบเลยค่ะ



น้องคนไทยที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ก็ชอบมาเล่ากันว่า พวกเขาถูกเด็กเกเรพวกนี้แกล้งเอาเสมอ ไม่ว่า จะเอาก้อนกรวดปา หรือบางทีก็เด็ดลูกไม้แถวนั้นมาเขวี้ยง
หรือบางทีพวกเด็กเล่นบอลกันอยู่ ก็โยนบอลมาที่เรา ทำเหมือนจะให้โดนแบบเฉียดๆ
มีน้องผู้หญิงอีกคน เธอเป็นคนขี้เล่น พอเด็กโยนบอลมา เธอก็เลยรับไว้แล้วเตะกลับไป เท่านั้นแหละค่ะ มันด่าด้วยคำหยาบคาย ประเภทที่ขึ้นต้นว่า f..ck you เลย

ตอนแรกพิลก็ยังไม่โดนอะไร ก็มีบ้างเหมือนกัน ที่เวลาเราเดินผ่านมันก็จะตะโกนเสียงเอะอะ ประมาณว่าจะเรียกร้องความสนใจ
บางที มันก็แอบซุ่มอยู่ตามพุ่มไม้ หรือ ปีนแอบขึ้นไปแอบอยู่บนต้นไม้ คอยลอบโจมตีเราด้วยการขว้างอะไรใส่ เอากับมันสิคะ

ท่าทางมันคงจะสนุกมาก เคยสังเกตดู ถ้าเราเดินมา แล้วมีคนผิวขาวฝรั่งเดินมาด้วย มันก็จะเฉย ไม่โจมตีเรา
แม้แต่น้องผู้ชายก็โดนเหมือนกัน ไม่มีเว้น น้องบางคนเล่าว่า เพื่อนเธอที่อยู่ในละแวกนี้ เป็นคนจีน แล้วต้องเดินผ่านร้านค้า ก็โดนเหมือนกัน
พวกเราก็อยู่ด้วยความประสาทเสีย หวาดระแวงทุกครั้งที่ต้องเดินผ่านบริเวณนี้
บางคน ก็เดินเลี่ยงไปใช้ทางอื่น ที่อ้อมและไกลกว่าเดิม
แถมเด็กบางคนในกลุ่ม มีมอเตอร์ไซค์คันเล็กๆ พอตกดึก มันจะมาขับวนเวียนอยู่แถวบ้านพวกเรา เร่งเครื่องกระหึ่ม บรื้นๆๆๆ เวลาที่มันมาน่ะ หกทุ่ม ตีหนึ่งแล้วนะคะ ก็ยังสงสัยว่า ชาวบ้านแถวนั้น เขาไม่รู้ร้อนรู้หนาวกันเลยรึ


พิลก็รู้สึกรำคาญตะหงิดๆ อยู่ในใจ จนมาวันหนึ่ง กำลังเดินไปมหาวิทยาลัย ราวๆสิบเอ็ดโมงเช้า กลางวันแสกๆ
ขณะเดินผ่านร้านค้า ก็เห็นมีผู้ชายใส่หมวกแคพ ถีบจักรยานตรงมา พุ่งเข้าหาเรา ทำท่าจะชน

อีกแล้วค่ะ พิลก็นึกว่าเป็นเพื่อน (เพราะไม่ได้ใส่แว่น ก็เลยไม่ค่อยรู้ว่าใครเป็นใคร ที่ไม่ใส่เพราะตาเริ่มเปลี่ยนค่ะ ใส่แว่นแล้วรำคาญ จะใส่ก็ต่อเมื่อต้องมองไกลๆ เท่านั้น) 

ที่คิดว่าเป็นเพื่อน ก็เพราะบางทีเพื่อนผู้ชาย ที่เรียนอยู่ด้วยกัน ก็ชอบมาล้อเล่นด้วยวิธีนี้ คือ ถีบจักรยานมาเฉียดๆเรา เพื่อจะแหย่เล่น
ก็เลยมองหน้า กะจะยิ้มให้ แต่ปรากฏว่า เอ นี่ไม่ใช่เพื่อนเรานี่หว่า

มันก็ไม่หยุดค่ะ พุ่งจักรยานเข้ามาหาเรา พิลก็เลยจ้องมองมันแบบเอาเรื่องเหมือนกัน เท่านั้นแหละค่ะ พอถึงตัวเรา มันหักจักรยานหลบ แล้วเอามือตบหัวพิลหนึ่งที ประมาณว่า เบิ้ลกระโหลกสั่งสอน ที่บังอาจไปจ้องหน้า ตอบโต้กับมัน
ความโกรธวูบขึ้นมาในใจพิลทันที นี่ เล่นถึงเนื้อ ถึงตัว มันจะมากไปแล้วนะเฟ้ย

พิลก็เลยหยุดเดิน แล้วหันหลังจ้องมัน ว่ามันจะถีบรถไปทางไหน ปรากฏว่ามันก็หยุดรถจักรยาน แล้วไปเดินเตร่ๆอยู่แถวร้านค้าร้านหนึ่ง พิลก็เลยถึงบางอ้อ ว่า นี่มันเป็นไอ้พวกเด็กกลุ่มนั้นนี่เอง มันคงจะมารอคนอื่นๆ เพื่อจับกลุ่มกัน ก็ยังนึกแปลกใจว่า ทำไมวันนี้ มันมาแต่เช้า แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า อ้อ ตอนนี้ เป็นช่วงโรงเรียนปิดเทอม เหตุเกิดเมื่อราวๆ เดือนตุลาคมปีก่อนค่ะ
พิลก็นึกอยู่ในใจ
อ๋อ มันอย่างนี้นี่เอง ปกติก็มั่วสุม เฉพาะตอนเย็นหลังเลิกเรียน แต่เสาร์ อาทิตย์และปิดเทอม มีการเพิ่มรอบพิเศษ สิบเอ็ดโมงเช้า เหอๆๆๆๆ perturbed.gif

แต่ตอนนั้นก็ได้แต่หยุดเดิน แล้วคิดหนักเลยค่ะ ว่าเราจะตามเข้าไปเอาเรื่องมันเลยดีมั้ย อยากจะตามเข้าไปถามมันว่า แกมาตบหัวฉันทำไม แต่ก็กลัวเหมือนกันค่ะ เพราะไม่รู้ว่ามันจะมีเพื่อนตามมาสมทบหรือเปล่า แล้วถ้าเราเข้าไป แน่นอนต้องทะเลาะกับมันแน่ ก็กลัวว่าจะถูกแกล้งตอนเดินกลับบ้านตอนเย็นอีก

ก็เลยหักใจเดินต่อ (ไม่แน่จริงนี่หว่า laugh1.gif ) กลัวเด็กเตะเอาค่ะ หลบก่อนดีกว่า เพราะท่าทางมันร้าย แต่ในใจนั้นพลุ่งพล่าน คิดอยู่แต่ว่าจะจัดการกับมันอย่างไรดี

เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เดี๋ยวมาเล่าต่อค่ะ (ขอบคุณกองเชียร์พี่แอ๊ด และพี่แมวเหมียวค่ะ ที่เข้ามาเชียร์แมงเม้า)
เมื่อคืน พิลเพิ่งดูข่าวค่ะ เขาบอกคนงานต่างชาติ ที่เดินทางมาจากแถบยุโรปตะวันออก เพื่อเข้ามาทำงานหน้าเก็บเกี่ยวในไร่และฟาร์มที่อังกฤษ ก็ถูกกลั่นแกล้งและข่มขู่จากคนในท้องถิ่น ประมาณว่า เข้ามาเคาะประตูบ้าน แล้วก็ด่าแบบหยาบๆคายๆ ไล่ให้ย้ายออกไป ไม่ให้มาอยู่แถวนี้ ฟังแล้วก็เหนื่อยใจแทนค่ะ ohman.gif
Posted by KiLiN on 22 Jun. 2006,22:33
อ้างถึง (pilgrim @ 22 มิย. 2006,05:32)
อีกแล้วค่ะ พิลก็นึกว่าเป็นเพื่อน (เพราะไม่ได้ใส่แว่น ก็เลยไม่ค่อยรู้ว่าใครเป็นใคร ที่ไม่ใส่เพราะตาเริ่มเปลี่ยนค่ะ ใส่แว่นแล้วรำคาญ จะใส่ก็ต่อเมื่อต้องมองไกลๆ เท่านั้น)

ไม่ใช่ตาเริ่มเปลี่ยน แต่วัยเริ่มเปลี่ยน เริ่มแก่ไง คิก hehe.gif

อ้าววว...ว่าจะมาบอกว่าเล่าสนุก  ทำไมไปออกตรงนั้นได้ tongue.gif
Posted by แมวเหมียว on 22 Jun. 2006,22:49
อ้างถึง (KiLiN @ 22 มิย. 2006,09:33)
อ้าววว...ว่าจะมาบอกว่าเล่าสนุก  ทำไมไปออกตรงนั้นได้ tongue.gif

whisper.gif ..คงเพราะมีนิสัยเหมือนเด็กผู้ชายแก๊งค์นั้นน่ะแหละค่ะ couch.gif
Posted by KiLiN on 22 Jun. 2006,23:58
อืมม..ถ้าจะจริงแฮะ นิสัยไม่ดี


Posted by pilgrim on 23 Jun. 2006,16:57
เหอๆๆ สงสัยวันหลังต้องเชิญ คุณฉี่เฉี่ยวหัว เอ๊ย คุณคิลิน มาอังกฤษ มาสอนกระบวนท่านี้ให้ไอ้เด็กพวกนั้นมั่งค่ะ ดีไหมคะ พี่แมวเหมียว

ส่วนเรื่องวัยนั้น ยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งค่ะ เพราะงี้ E แก่ ถึงได้โมโหไง ที่เด็กดันมาตบหัวเล่น อิๆๆๆๆ
เอ พี่แมงโม้ปาเก้ของเราไปไหนนะ ไม่มาช่วยกันเม้าเลย

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ขอเชิญต่อไปเลยนะคะ

จากขึ้นโรงพัก จนมาได้เป็นดารา (3)

วันนั้น รู้สึกจะเซ็งไปทั้งวันเลยค่ะ เมื่อไปถึงห้องทำงาน ก็เล่าให้เพื่อนๆที่นั่งใกล้ๆกันฟัง เพื่อนคนหนึ่งที่เป็นคนอังกฤษ ก็แนะนำว่าให้ไปแจ้งกับหน่วยรักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย แต่ตอนนั้น พิลก็นึกในใจว่า เหตุมันเกิดนอกมหาวิทยาลัยนะ เจ้าหน้าที่ รปภ. เขาจะตามดูแลมาถึงข้างนอกเลยหรือ ตอนนั้น นึกแค้นใจมากค่ะ รู้สึกเหมือนถูกรังแกแต่ไม่มีทางโต้ตอบ นั่งทำงานก็น้ำตาซึม เพราะคิดถึงแต่ความเลวร้ายของผู้คน รู้สึกเจ็บใจอย่างบอกไม่ถูก

และแล้ว ก็มีนางฟ้าองค์หนึ่งเหาะมาช่วยค่ะ Dancer.gif

ช่วงนั้น เป็นช่วงที่วีซ่าพิล หมดอายุ และทางมหาวิทยาลัยเขามีบริการรับต่อวีซ่าให้ (แต่เราต้องเอาเอกสารหลักฐานไปให้เขาและจ่ายเงินเอง) งานนี้บริการโดย ที่ปรึกษานักเรียนนานาชาติ ชื่อว่า  ลูอิส วอลดรอน นี่แหละค่ะ นางฟ้าของพิล พิลไปติดต่อกับเธอไว้ก่อนหน้านี้แล้ว พบว่าลูอิส เป็นคนใจดีและมีท่าทางเป็นกันเองมาก วันนั้น ก็ได้รับอีเมล์จากลูอิส ว่าพาสปอร์ตของพิลได้คืนแล้ว ให้ไปรับได้ที่สำนักงานของเธอ พิลก็เลยเดินไปรับพาสปอร์ต เมื่อได้เจอลูอิส ก็เลยเล่าให้เธอฟังถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น

ตอนนั้น ไม่ได้กะจะให้เธอช่วยมากมายอะไรเลยค่ะ เพียงแต่อยากระบาย แล้วก็ถามเธอว่า มหาวิทยาลัยมีมาตรการหรือคำแนะนำอะไรที่จะให้แก่นักเรียนกะเหรี่ยงบ้างหรือเปล่า ว่าควรจะทำตัวหรือตอบโต้ยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะไอรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาของการเหยียดผิว แบ่งแยกเชื้อชาติ racism นะยู

ลูอิสก็ดีใจหายค่ะ บอกว่า มีสิ เรามีมาตรการช่วยเหลือเต็มที่ ยูอยากจะแจ้งตำรวจไหม เรามีบริการเชิญตำรวจมารับแจ้งความถึงมหาวิทยาลัยนะ ยูไม่ต้องไปที่โรงพักเองหรอก

พิลก็บอกว่า ดีสิ ไอน่ะอยากแจ้ง เพราะไอไม่ชอบที่มาเล่นถึงตัวแบบนี้ ลำพังแค่ร้องตะโกนด่าไอไม่สนหรอก(เพราะบางทีไอก็ฟังไม่ออก อิๆๆๆ ล้อเล่นค่ะ) แต่ลองมันมาตบกระโหลกไออย่างนี้ ไอก็กลัวว่ามันจะกล้าทำมากกว่านี้

ลูอิสก็บอกว่า นั่นสิ การมาตีกันอย่างนี้ ถือเป็นอาชญากรรมได้นะ ดีเลย งั้นเดี๋ยวถ้าไอนัดตำรวจได้ คือ พีซี บลิส ไอจะบอกให้ยูมาเจอนะ (ยศตำรวจที่นี่ ถ้าไม่ใช่ระดับสูงมาก เขาจะเรียกว่า พีซี หมดค่ะ ย่อมาจาก Police Constable)

พื้นที่ซุ่มโจมตี ได้แก่พุ่มไม้เขียวๆข้างทาง


พอตกปากรับคำกับลูอิสแล้ว พิลก็นึกขึ้นได้ว่า มีเพื่อนบางคนบอกว่า ตำรวจน่ะ เขาไม่สนกะเหรี่ยงอย่างเราหรอก ยังไงเขาก็ต้องปกป้องคนของเขา ประชากรของเขาไว้ก่อน ด้วยความร้อนใจ พิลก็เลยคิดว่า งานนี้ต้องปลุกม็อบ ทำเป็นฝูงชนลุกฮือเข้าไว้ ตำรวจจะได้ไม่ละเลย cheer.gif

แล้วพิลก็เลยส่งอีเมล์ไปหาเพื่อนและน้องคนอื่นๆ ที่เคยมาเล่าว่าถูกกลั่นแกล้ง ถูกดูถูกเหยียดหยาม ถูกด่า ส่งไปทั่วเลย เชิญเขาให้เข้ามาคุยกับ พีซี บลิส บอกทุกคนว่า เป็นโอกาสอันดีของพวกเราแล้วนะ จะมีตำรวจมารับฟังปัญหาถึงมหาวิทยาลัย ใครอยากมาเชิญได้เลย
ที่ลืมไม่ได้ คือ แจ้งเวม่า เพื่อนจากแทนซาเนียด้วยค่ะ เพราะสงสารแกที่โดนอยู่เรื่อย

และแล้วลูอิสก็แจ้งวันนัดพบกัน จัดห้องประชุมให้เรียบร้อย ก็มีนักเรียนทั้งหมดมากันประมาณ เกือบสิบคน คุณตำรวจก็มาพร้อมกับหัวหน้าหน่วย รปภ.ของมหาวิทยาลัย คือ คุณโรเจอร์ ลูอิสมากับ อเล็กเซีย บอล ที่ปรึกษานักเรียนนานาชาติอีกคนที่น่ารักมากๆเช่นกัน เธอเคยมาเที่ยวเมืองไทยด้วย

แล้วพีซี เดวิด บลิส ก็นั่งสอบถามทุกคน ให้เล่าว่าเจออะไรมาบ้าง
นอกจากนักเรียนไทยในหมู่พวกเราแล้ว ก็มีนักเรียนจีน นักเรียนสิงคโปร์ มาด้วย และก็มีเวม่า จากแทนซาเนีย

นักเรียนทั้งหมด ยกเว้นเวม่า พักอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับบ้านที่พิลอยู่ เรียกว่าเป็นแดนอันตราย
พอเล่าปัญหาเสร็จ พีซี บลิส และ โรเจอร์ก็บรรยายให้ฟังว่าเราควรทำอย่างไร

โรเจอร์บอกว่า ไม่ว่ายูจะไปประสบเหตุที่ไหนในเมืองนี้ ถ้าต้องการความช่วยเหลือ ขอให้แจ้งที่หน่วย รปภ.ได้ เพราะเรามีหน้าที่ดูแลสวัสดิภาพพวกนักศึกษาอยู่แล้ว
พีซี บลิสก็บอกว่า ถ้ายูถูกรังแกเมื่อไหร่ อย่าตอบโต้ แต่ให้มาหาตำรวจ พวกเราพร้อมจะแก้ปัญหาให้ยูเสมอ

ได้ยินอย่างนี้ก็ค่อยชื่นใจหน่อย
แล้วพีซี บลิสก็บอกว่า ปัญหาเรื่องพวกนี้ เด็กกลุ่มนี้ ไอก็รู้มาแล้ว เพราะชาวบ้านแถวนั้นก็มาร้องเรียนแล้ว
พิลก็นึกในใจ รู้แล้วทำไมไม่จัดการล่ะคะ คุณตำรวจ

พีซี บลิสก็ตอบเหมือนรู้ใจว่า เรายังจัดการอะไรไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่มีแต่การร้องเรียน ไม่ใช่การแจ้งความที่เป็นหลักฐานทางการ พวกยูต้องการจะแจ้งความไว้เป็นหลักฐานหรือไม่ ไอจะได้รวบรวมหลักฐานนี้ เพื่อดำเนินการต่อไป เพราะถ้าไม่มีหลักฐาน ไอก็ทำอะไรไม่ได้ ก็จริงของแกค่ะ ตำรวจที่อังกฤษไม่เหมือนตำรวจบางประเทศ (ที่คุณก็รู้ว่าประเทศไหน) ตำรวจที่อังกฤษ เขาทำทุกอย่างแบบเคารพสิทธิประชาชน ไม่ทำอะไรเอาแต่อำนาจ แม้แต่อาวุธเขาก็ไม่พกค่ะ อย่างมากก็มีแค่กระบองอันเดียว นานๆทีก็จะมีข่าวตำรวจถูกคนร้ายยิงตาย ด้วยความที่เขาไม่ได้พกอาวุธนี่แหละ

พอมาถึงจุดนี้ นักเรียนไทยคนอื่นลังเลกันเป็นแถว พีซีบลิสก็บอกว่า พวกยูยังไม่ต้องตัดสินใจตอนนี้หรอก เอาไว้อาทิตย์หน้า ไอจะมาใหม่ ถ้าใครจะแจ้งความก็ให้มาพบไอ รับรองว่า ไอจะช่วยแก้ปัญหาให้พวกยูอย่างเต็มที่ เด็กพวกนั้น ไอก็มีรายชื่อหมดว่าใครเป็นใคร แล้วขอบอกว่า เด็กพวกนั้น ก็รู้จักชื่อไอ

พิลก็ปากไว แซวกลับไปว่า ถ้างั้น ระหว่างนี้ ถ้าเด็กพวกนั้นมาแกล้งไออีก ไอจะบอกมันนะ ว่าให้ระวัง พีซี บลิส
พีซี บลิสก็ทำหน้าปุเลี่ยนๆ พิกล คงนึกว่า ยายคนนี้มันบ้ารึเปล่าฟะ (แกคงไม่เข้าใจอารมณ์ขันแบบไทยๆนะ)

ต้นไม้อันตราย ที่ใบรกทึบเหมาะแก่การพรางตัวของพวกเด็กๆ เพื่อซุ่มโจมตีข้าศึกจากต่างชาติ อิๆๆๆๆ


เมื่อถึงวันแจ้งความ คงพอจะเดากันถูกใช่ไหมคะ นักเรียนไทย มีพิลคนเดียวที่เดินหน้าต่อ คนอื่นถอนตัวกันหมด เขาบอกว่า เขาไม่อยากให้เป็นเรื่องเป็นราวถึงขนาดนั้น เขาบอกว่าเขาทนได้ ส่วนนักเรียนคนอื่นๆเขาก็มาแจ้งความกัน อย่างนักเรียนจีน สิงคโปร์ และเวม่า

เรื่องนี้ ทำให้พิลรู้สึกเซ็งคนไทยขึ้นมาจับใจ เพราะเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาหลายหน ว่าเวลาสู้ ไม่ค่อยร่วมสู้ แต่จะคอยอาศัยผลพลอยได้มันทุกทีไป 

แต่ก็อย่างว่าค่ะ โตๆกันแล้ว ก็บังคับกันไม่ได้ เขาไม่อยากทำก็ช่างเขา แต่พิลคิดว่า พิลตัดสินใจถูกต้องแล้ว คนเราก็ต้องหาทางปกป้องตัวเองจากเรื่องร้อนใจอย่างนั้น จะมัวทนให้เด็กมันมาแกล้งได้ยังไง น้องๆพวกนั้น เวลาถูกแกล้งทีก็ได้แต่มาบ่นกันอุบๆอับๆ แต่ไม่ยอมหาทางระงับเหตุ

พิลก็นึกขอบคุณเพื่อนนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆอยู่ในใจที่เขาเดินหน้าต่อเหมือนกัน พิลคิดว่า ของแบบนี้มันต้องช่วยกันคนละมือคนละไม้ เสียสละเวลา และมีความกล้าที่จะทำกันบ้าง ในเมื่อทั้งตำรวจและมหาวิทยาลัยก็ยื่นมือมาช่วยถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าเราไม่ลงแรงอีกนิดเพื่อประสานกับเขา มันก็จะไม่เกิดการครบวงจรขึ้นมา การได้แต่มานั่งบ่นกันลับหลัง มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา ทั้งๆที่หนทางที่จะแก้ไขมันก็เปิดให้ถึงขนาดนี้แล้ว และผลที่เราลงแรง มันก็ไม่ได้แก่ตัวเราคนเดียว แต่มันจะเกิดประโยชน์แก่คนอื่นๆด้วย 

แล้วพิลก็ไปแจ้งความไว้กับพีซี บลิส ให้แกลงบันทึกหลักฐานไว้ แต่มันน่าขำตัวเอง เวลาแกถามรายละเอียด รูปร่างหน้าตา แม้แต่สีเสื้อ พิลกลับจำอะไรไม่ได้เลย ขอแนะนำเลยค่ะว่า ถ้าเกิดกรณีอย่างนี้ขึ้น ให้พยายามจดจำรายละเอียดของอีกฝ่ายไว้ให้มากที่สุด แต่ก็อย่างว่านะคะ ฝรั่งก็หน้าตาคล้ายๆกันทั้งนั้น เราคนเอเชียก็แยกพวกเขาไม่ค่อยออก (นอกจากดาราดังๆ เท่านั้น นอกนั้นมันหน้าคล้ายกันไปหมด) hum.gif

ตอนนั้น พิลก็คิดแต่เพียงว่า คงไม่ต้องถึงกับไปตามจับกุมเด็กคนนั้นหรอก ขอเพียงให้ตำรวจส่งรถมาลาดตระเวนบ้างเป็นบางครั้งแล้วกัน
แต่การแจ้งความได้ผลเกินคาดค่ะ หลังจากวันแจ้งความไม่กี่วัน เด็กๆพวกนั้น เริ่มหายไป มีบางวันเหมือนกัน ที่เห็นจับกลุ่มกันอยู่ แต่มันก็เงียบไปเยอะ ไม่มาตอแยกับพวกเราอีกต่อไป มอเตอร์ไซค์ก็เงียบไป ไม่มาอีกเลย

พิลได้รับการติดต่อจากตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันปัญหาการเหยียดผิว เป็นระยะๆ เพื่อคอยสอบถามว่า เรามีปัญหาอะไรอีกหรือเปล่า เมื่อบอกเขาว่า ไม่มีแล้ว เขาก็เงียบไป พีซี บลิสก็ให้เบอร์โทรศัพท์สายด่วนไว้ เผื่อเกิดกรณีขึ้นมาอีก

จากนั้น เจ้าหน้าที่สภาเขต ก็ส่งคนงานมาลิดกิ่งไม้ พุ่มไม้ ให้โล่งเตียน

น้องนักเรียนไทยคนหนึ่งมาบอกในภายหลังว่า พี่คะ หนูขอบคุณพี่มาก ได้อานิสงส์จากที่พี่ทำ ทำให้พวกเราไม่มีปัญหาร้อนใจอีก
พิลก็บอกค่ะว่า อือ พี่เห็นมีปัญหา ก็ต้องหาทางแก้ปัญหานะ ในเมื่อมันมีช่องทางจะให้แก้ พี่ก็ทำ ก็ดีแล้วละ จะได้อยู่กันสบายใจขึ้น

ก็ยังดีค่ะ น้องคนนี้ก็ยังเห็นว่าสิ่งที่เราทำนั้นมันมีประโยชน์กับเขา ช่วยแก้ปัญหาได้ อย่างน้อยก็จะได้เป็นแนวทางให้เขา ยามเมื่อเจอปัญหาต่อไป

เรื่องนี้ ทำให้พิลประทับใจลูอิสและอเล็กเซียมาก และก็ขอบคุณมหาวิทยาลัยด้วย ที่เขาจัดคน จัดหน่วยงานขึ้นมาดูแลนักศึกษาต่างชาติอย่างเข้มแข็ง ทำให้เราอุ่นใจ เพราะรู้สึกว่าเขาจริงใจที่จะช่วยจัดการปัญหาให้เรา ไม่ใช่สักแต่ว่ามีคนทำงานที่ไม่มีใจจะให้บริการ

พิลจึงส่งอีเมล์ไปขอบคุณลูอิสกับอเล็กเซีย และชื่นชมการทำงานของเขา พร้อมกับปวารณาตัวว่า ถ้าเขามีอะไรจะให้พิลช่วย เพื่อกิจการของนักเรียนนานาชาติแล้ว ขอให้บอกมาได้ทันที พิลยินดีจะให้ความร่วมมือเพื่อตอบแทนมหาวิทยาลัย

เล่ามาถึงตอนนี้ ยังไม่ถึงตอนไปแสดงหนังเลยค่ะ แหะๆๆ ตอนหน้ารับรองได้เล่นแน่ค่ะ photographer.gif
Posted by แมวเหมียว on 24 Jun. 2006,00:25
อ้างถึง (pilgrim @ 23 มิย. 2006,03:57)
เหอๆๆ สงสัยวันหลังต้องเชิญ คุณฉี่เฉี่ยวหัว เอ๊ย คุณคิลิน มาอังกฤษ มาสอนกระบวนท่านี้ให้ไอ้เด็กพวกนั้นมั่งค่ะ ดีไหมคะ พี่แมวเหมียว

อิ อิ คุณพิลจะไปสอนเด็กพวกนั้นทำไมคะ เดี๋ยวเค้าก็มาฉี่เฉี่ยวหัวคนอื่นๆอีก..

แต่ถ้าคิดจะสอนให้เจ้าเขี้ยวขาว รู้จักกัด..ซะให้เข็ด ก็ไม่ว่ากัน hehe.gif   sit01.gif

wave.gif
Posted by sweet lemon on 26 Jun. 2006,08:37
สมาชิกสมาคมแมงโม้ มามอบตัวแล้วคร้าบ...  hello2.gif
อ่านจบแย้วก๊าบ... winkthumb.gif  again.gif
Posted by pilgrim on 26 Jun. 2006,09:34
ขอต้อนรับสมาชิกสมาคมแมงโม้ ขวัญใจขาอ่อนเงินล้าน คนล่าสุดค่ะ signwelcome.gif
คุณคิลินหายไปไหนเลยพี่แมวเหมียว สงสัยถูกเขี้ยวขาวไล่งับนะคะ couch.gif bowsdown.gif

ตอนนี้ นายกสมาคมแมงโม้ปาเก้ก็ หายตัว จะแจ้งประกาศคนหายดีไหมเนี่ย couch.gif fone01.gif

จากขึ้นโรงพัก จนมาได้เป็นดารา (4)

เอาละค่ะ คราวนี้มาเฉลยกันสักทีว่าพิลไปเล่นหน้งอะไร รับรองเป็นหนังบนดินค่ะ อิๆๆๆๆ laugh1.gif

หลังจากปลอดโปร่งใจจากเด็กเกเรแล้ว เมื่อแผนกนักเรียนนานาชาติของลูอิส ต้องการจะทำอะไร และขอให้นักศึกษาเข้าไปมีส่วนร่วม พิลก็จะพยายามเข้าไปเสนอหน้า อาสากับเขาเสมอ เพราะต้องการตอบแทนที่เขาช่วยแก้ไขปัดเป่าปัญหาให้เรา ลูอิสก็เคยสอบถามว่า มีอะไรอยากจะให้ที่ปรึกษานักเรียนนานาชาติทำให้ไหม

พิลก็เสนอไปว่า อยากให้มหาวิทยาลัยมีการอบรม หรือให้ข้อมูลแก่นักศึกษาที่มาใหม่ ว่าในกรณีประสบภัยอย่างนี้ เขาควรจะทำอย่างไร มีหน่วยงานอะไรที่พอจะเป็นที่พึ่งให้พวกเราได้บ้าง

ลูอิส ก็เลยจัดบรรยาย ว่าด้วยหัวข้อความปลอดภัย เป็นระยะๆ โดยมี พีซี บลิส กับ โรเจอร์ หัวหน้าหน่วย รปภ. ของมหาวิทยาลัยเป็นผู้บรรยาย

มีอยู่วันหนึ่ง ลูอิสก็ส่งอีเมล์มาถึงนักศึกษาหลายๆคนที่เคยติดต่อกันอยู่ บอกว่า ทางมหาวิทยาลัย คิดจะสร้างหนังเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของนักศึกษานานาชาติ เพื่อเผยแพร่ให้นักศึกษาในปีการศึกษาหน้านี้ ที่กำลังจะเดินทางมา ต้องการดาราหน้ากล้องด่วน photographer.gif

ตอนแรก พิลก็ไม่ได้สนใจอะไรมากค่ะ เพราะเรื่องกล้องก็รู้ๆกันอยู่นะ ว่าเราไม่ควรจะเผยแพร่ความน่ารักของตัวเองให้คนอื่นดู (ฮ่าๆๆ สงสัยจะพูดผิดนะเนี่ย rasp.gif ) ขนาดตัวเราเอง ยังทนดูตัวเองไม่ค่อยได้ ก็นึกสงสารคนที่จะต้องมาดูเรา moon.gif

อีกอย่าง ช่วงที่เขาจะถ่ายทำกัน กำลังยุ่งกับการเขียน thesis สุดฤทธิ์เลยค่ะ งานนี้ก็เลยไม่รีบไปเสนอหน้าเหมือนเคย
แล้วก็คิดว่า เรื่องของดาราหน้ากล้อง คงจะมีแต่คนแห่แหนกันไปสมัคร

แต่แล้ววันหนึ่ง เวม่าเพื่อนที่มาจากแทนซาเนีย แกคงอยากเป็นดาราหน้ากล้องเต็มกำลัง แกอุตส่าห์ไปหาลูอิส แล้วเอาสคริปต์ถ่ายทำมาให้พิลดู พร้อมกับคะยั้นคะยอให้ไปช่วยกันเล่นหน่อย เพราะลูอิสหาคนไม่ได้เลย

พิลก็เลยเอาบทสคริปต์มานั่งอ่านๆดู เห็นมีอยู่สามสี่ช็อตที่จะต้องไปถ่าย ไม่ต้องใช้เวลาเยอะ บทเขาจะมีประเภท
1. จะทำอะไรก็แล้วแต่ อย่าปล่อยกระเป๋า หรือข้าวของให้ห่างตัว
2. เมื่อถูกคนท้องถิ่นหาเรื่อง ให้เดินหลบมาเสีย หรือพยายามผูกมิตรไว้ก่อน (ซึ่งขัดกับเรามากเลย เพราะเราอยากจะลุย a3.gif smash.gif fryingpan.gif )
เขาก็จะถ่ายทำแบบสาธิต เช่น ฉากนี้ เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรทำ แล้วก็ตัดมาอีกฉากหนึ่ง ว่าเป็นพฤติกรรมที่สมควรทำ

พิลก็เลยตอบรับลูอิสไปว่า เอาเป็นว่า ไอจะไปเล่นหนังนะกับเวม่าแล้วกัน

ที่ตลกก็คือ ในสคริปต์ตอนหนึ่ง มีตอนที่ มีการขโมยจักรยานกัน เวม่าแกก็บอกว่า แกคงไม่ต้องเล่นอะไรมาก นอกจากไปเล่นขโมยจักรยาน
พิลก็คุยกับแกว่า อย่าเชียวนะ เวม่า ยูจะต้องไม่ไปเล่นเป็นตัวร้ายเด็ดขาด มิฉะนั้นแล้ว คนเขาจะคิดว่า ขโมยก็มาจากพวกเราๆ เราต้องให้คนขาวมารับบทร้ายๆ อิๆๆๆ เราสิที่ตกเป็นเหยื่อของคนพวกนั้น whisper.gif
เวม่าก็หัวเราะก๊าก แล้วบอกว่า เออ จริงสินะ ไม่ได้ๆ เราจะต้องเล่นเป็นเหยื่อนี่นา

ในจดหมายลูอิส แจ้งว่า จะมีนักศึกษาต่างชาติมาเล่นแค่สามคน นอกนั้นจะเป็นเด็กอังกฤษที่จะมาเล่นเป็นขโมยและนักเลง cool1.gif

แต่พอถึงเวลาถ่ายทำเข้าจริงๆ นักเรียนต่างชาติอีกคน ก็ไม่มาตามนัด ก็เลยเหลือพิลกับเวม่าแค่สองคน เจ้ากรรมแท้ๆ (ตอนหลัง พิลไปหักคอน้องจ๊าบ นักเรียนไทยผู้ชายอีกคนมาเล่นได้อีกหนึ่งฉาก)

แล้ววันถ่ายทำก็มาถึง
ทีมงานประกอบด้วย นิโคล่า สาวอังกฤษคนสวย ยังเพิ่งเรียนปริญญาตรี กับเพื่อนหนุ่มชื่อ ร็อบ ซึ่งน่าจะเป็นแฟนเธอมากกว่า เพราะเห็นสนิทกันมาก
แล้วก็มีหนุ่มน้อยชาวอังกฤษ ชื่อ จอร์จ มาจากคอลเลจใกล้ๆ ยังเป็นนักเรียนอายุไม่ถึง 16 เลย มาเล่นเป็นขโมยให้
ช่างกล้อง คือ นิโคล่า ส่วนร็อบเป็นเหมือนผู้ช่วยนิโคล่า สาวน้อยนิโคล่าเรียนด้านมีเดีย ภาพยนตร์ ส่วนร็อบเรียนด้านรัฐศาสตร์ อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกับพิลทั้งคู่

การถ่ายทำก็เริ่มง่ายๆ ค่ะ นิโคล่ากับร็อบก็แบกกล้องมาตัวเดียว แล้วก็มาซักซ้อมทำความเข้าใจกัน
ฉากแรกที่จะต้องถ่าย จะเป็นตอนที่นักศึกษานานาชาติ เล่นบอลกันกลางสนาม แล้ววางกระเป๋าไว้ริมสนาม ขโมยก็จะถีบจักรยานมาคว้ากระเป๋าไป เขาก็ให้ใช้เป้ของพิลเป็นกระเป๋าในฉาก พิลเลยรู้สึกสงสารตาจอร์จเป็นกำลัง เพราะวันนั้น เอาเอกสารไปเยอะมาก กระเป๋ายอดจะหนักอึ้งเลย แล้วจอร์จก็ต้องทำท่าคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นจักรยาน ถีบหนีไป คงจะหนักน่าดู

นี่ค่ะ กองถ่าย ทั้งกองมีอยู่ 2 คนกับกล้องหนึ่งตัว ร็อบเสื้อขาว นิโคล่าเสื้อเขียว (หน้าตาเธอน่ารักดีค่ะ) แล้วก็ จอร์จหนุ่มน้อย เสื้อน้ำเงิน อายุยังไม่ถึง 16 แต่ตัวสูงยาว มาเล่นเป็นขโมยให้


รูปนี้ มีดาราจากแทนซาเนีย คือเวม่ามาเข้าฉาก พร้อมจักรยานคู่ชีพ ส่วนกระเป๋าเป้ของพิลก็อยู่ใกล้กับจักรยานของเวม่าค่ะ กระเป๋าหนักมากๆเลย ส่วนดาราจากเมืองไทย ขอหลบฉากก่อนค่ะ นี่เรากำลังจะเตรียมตัวลงไปเตะบอลกันกลางสนามค่ะ



ฉากนี้ พิลจึงต้องไปเล่นเตะบอลกับตาเวม่าอยู่กลางสนามค่ะ เวรกรรมของดิฉัน ตอนแรกนึกว่าเขาจะให้เราเล่นฉากที่เหมาะกับเรา ที่ไหนได้ จับเราเล่นแทบทุกฉาก เดี๋ยวมีตอนเด็ดยิ่งกว่านี้อีกค่ะ

ฉากนี้ พิลกับเวม่าก็เลยต้องไปเตะบอลเล่นกันอยู่ในสนามบอล
พิลก็ถามเวม่าว่า ฉันว่ามันแหม่งๆอยู่นา ปกติไม่ค่อยเห็นผู้หญิงลงมาเล่นบอลกับผู้ชายนี่หว่า
เวม่าก็บอกว่า มี ไอก็เคยเห็นผู้หญิงเขาเตะบอลกันเป็นทีม
พิลก็บอกแกว่า
นั่นเขาเล่นเป็นทีมหญิง ทีมชาย แต่นี่เรามาเตะกันสองคน มันดูประหลาดนะ ในความเป็นจริง ถ้าผู้ชายอยากเล่นบอล เขาก็ไปชวนเพื่อนผู้ชายมากกว่า นี่กลับเป็นเธอกับฉันมาเตะบอล แล้วฉันเป็นผู้หญิง ฉันก็ไม่ได้นึกอยากเล่นบอลเล้ย
เวม่าก็หัวเราะ แล้วบอกว่า ก็จริง ไม่เป็นไรหรอก ถ่ายๆไปเหอะ

ฉากนี้ พิลก็เลยต้องไปเตะบอลกับเวม่า ก็เตะส่งลูกกันไปมา ตอนแรกเขาก็จะบอกให้เอากระเป๋าไว้ริมสนาม แล้วมีขโมยมาคว้าไป
พออีกตอนหนึ่ง เขาก็บอกว่า ให้เอากระเป๋าไปไว้ใกล้ๆตัว บริเวณที่จะเล่น อย่าให้ห่างสายตามาก 
แล้วเขาก็จะเอาไปตัดต่อค่ะ ประมาณว่า ทำอย่างแรกผิด ทำอย่างหลังถูก

แล้วจะนำฉากต่อๆไปมาเล่าให้ฟังค่ะ แต่ที่ถ่ายมาทั้งหมด นี่ยังไม่ได้เห็นตัวเองเลยนะคะ ถ้ากลับเมืองไทยก่อน ก็คงไม่ได้ดู แต่ก็ยังนึกสงสารนักเรียนที่จะมาดูปีหน้าจริงๆ
เขาต้องนึกแน่ๆเลยว่า นี่มันหาคนเล่นที่หน้าตาเจริญหู เจริญตากว่านี้ไม่ได้แล้วรึ ฮิๆๆๆๆ rasp.gif

เดี๋ยวคราวหน้า มาเล่าต่อค่ะ ว่าบรรยากาศการถ่ายทำเป็นอย่างไร greet.gif
Posted by add on 26 Jun. 2006,11:31
ฮ่าๆ  ได้เป็นดาราหน้ากล้องจริงด้วยแฮะ   cheer.gif   inlove.gif
Posted by วันดี on 26 Jun. 2006,23:30
พิล  พี่เข้ามาอ่านช้าไปหน่อย  ไม่งั้นจะเข้าร่วมสมาคมกับพิลด้วย  เรื่องหยั่งงี้ยอมได้ไง  ว่ามั้ย

แต่ในที่สุดก็ได้เป็นดารา  นี่สิ  ตอนจบมันต้องหักมุม  


again.gif
Posted by แมวเหมียว on 27 Jun. 2006,23:26
สนุกจัง..อยากเห็นภาพดารานำฝ่ายหญิงน่ะค่ะคุณพิลฮิ ฮิ   tongue.gif

again.gif  again.gif
Posted by pilgrim on 28 Jun. 2006,18:57
จากขึ้นโรงพักจนมาได้เป็นดารา (5)

พอเตะบอลกันเสร็จแล้ว ท่าทางเราจะแสดงกันได้ดีมาก นิโคล่ากล่าวชมเปาะว่า "awesome" แปล ว่า "เลิศ" นะคะ แต่ถ้า "aweful" ล่ะก็คนละความหมายเลย อาจจะแปลได้ตามศัพท์คุณคิลินว่า "เห่ย" ของเราเป็นออซัมค่ะ ค่อยยังชั่วหน่อย tongue.gif (ก็มันไม่ต้องแสดงอะไรมากนิ แค่เตะบอลกันไปมา)

จากนั้นก็เข้าไปถ่ายกันในหอค่ะ คราวนี้พิลได้แสดงนำเดี่ยว นิโคล่ากับร็อบ ก็พาเข้าไปในหอนักเรียนชายอังกฤษคนหนึ่ง ไปขอเขาใช้สถานที่ในการถ่ายทำ ปรากฏว่าห้องแกยอดจะรกเลย เพราะเป็นห้องเด็กผู้ชาย

คราวนี้ พิลก็ต้องแสดงทำท่าวางเครื่องคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปไว้ข้างหน้าต่าง แล้วเดินออกจากห้อง จอร์จก็เข้ามาล้วงเอาเครื่องคอมฯไป ส่วนอีกฉาก เขาให้ปิดหน้าต่างแล้วย้ายเครื่องไปไว้ให้ไกลหน้าต่าง แล้วก็ค่อยเดินออกจากห้อง
เทคเดียวค่ะ ไม่มีปัญหา ดาราจำเป็นมาเอง laugh1.gif

ฉากต่อไปเป็น เวม่าฉายเดี่ยวบ้าง เข้าไปใช้ห้องสมุด แล้ววางเครื่องแล็ปท็อปทิ้งไว้
นักแสดงก็แสดงกันเต็มที่ค่ะ หนุ่มน้อยจอร์จก็เริ่มนึกสนุก แอคชั่นมากขึ้น
เข้ามาถ่ายในห้องสมุดก็ต้องแอบเข้ามา ไม่ให้บรรณารักษ์รู้ พิลก็นึกในใจ ทำไม มหาวิทยาลัยเขาไม่ประสานงานกันเพื่อขอใช้สถานที่เลยนะ hum.gif

จากนั้น เราก็ตระเวนไปถ่ายทำกันในบาร์ที่สโมสรนักศึกษา ไม่ต้องแปลกใจเลยค่ะ ในมหาวิทยาลัยมีบาร์ให้นักศึกษานั่งกินเหล้าอยู่สองสามแห่ง แถมมีร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างอ่อน (ที่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต) อยู่สองสามร้าน ดังนั้น นักศึกษาที่มาอยู่หอที่นี่ จึงเมากันได้แบบหัวราน้ำ ถ้าไม่ห่วงเรื่องการเรียน เพราะมีแอลกอฮอล์ขายจนถึงดึกดื่น ไม่แปลกใจใช่ไหมคะ ทำไมคนอังกฤษจึงขี้เมา เพราะเขาปลูกฝังกันมาแต่เด็กค่ะ นอกจากบาร์ในมหาวิทยาลัยแล้ว ยังมีผับอยู่ทั่วทุกหัวระแหงค่ะ กว่าจะปิดก็ราวๆตีหนึ่ง ตีสองค่ะ

ตอนมาปีแรก พิลเคยเข้าไปนั่งในบาร์กับเด็กๆ เพื่อนนักเรียนสิงคโปร์เพื่อไปดูบรรยากาศเหมือนกันค่ะ เราก็สั่งเหล้าค็อกเทลมาดื่มกัน แค่แก้วเดียวไม่เมา แล้วก็เดินกลับบ้านกัน

คืนวันศุกร์และเสาร์ บาร์พวกนี้จะแน่นมากค่ะ แถมเขามีการจัดดิสโก้ไนท์ทุกคืนวันศุกร์ด้วย (ตอนนี้ ไม่ทราบจะยังมีอยู่หรือเปล่า) เด็กๆสิงคโปร์เคยชวนไปดูลาดเลา เผื่อจะลองเข้าไปดูบรรยากาศ โอ้ เจอนักศึกษาชายหญิง เข้าแถวกันยาวเหยียดท่ามกลางลมหนาว แต่พวกสาวๆใส่เสื้อสายเดี่ยว
คุณป้าพิลกริมเลยถอดใจ เด็กสิงคโปร์ก็ถอดใจเหมือนกัน เพราะเห็นคิวแล้ว เราไม่สู้ แถมต้องยืนตากลมหนาวกว่าจะได้เข้า

ที่บาร์นี้แหละค่ะ ฉากแรก เขาให้พิลกับเวม่าเดินคุยกันไปที่บาร์ แล้วไปชนหนุ่มอังกฤษเข้า ก็จะมีเรื่องมีราวกัน เพราะไปชนเขาจนเครื่องดื่มเขาหก
ช็อตแรก เขาก็ให้เราทำท่าทะเลาะกัน ระหว่างนักเรียนต่างด้าวกับนักเรียนอังกฤษ พิลก็ต้องทำท่าท้าตีท้าต่อยกับเขาด้วย (เวรจริงๆ) ถ่ายไปก็ขำตัวเองไป ถ้าในชีวิตจริงทำแบบนั้น ฉันคงซ่าน่าดู เป็นผู้หญิงเนี่ยนะ ไปท้าตีท้าต่อยกับเขา
ช็อตสอง เขาให้เราทำท่าขอโทษพ่อจอร์จ แล้วซื้อเครื่องดื่มใช้ให้ เป็นการขอโทษ และแก้ปัญหาแบบละมุนละม่อม grouphug.gif

เสร็จจากการถ่ายทำที่บาร์ เราก็ต้องย้ายมาถ่ายที่ห้องแล็บ

นิโคล่ากับร็อบ ก็ปรึกษากันว่า แอบเข้าไปถ่ายที่แล็บใดแล็บหนึ่งแล้วกัน พอเราเข้าไปที่แล็บของภาควิชาพอลิเมอร์ ก็ถูกเจ้าหน้าที่ไล่ออกมา แป่ว ขนาดบอกเขาว่า มาถ่ายเรื่องความปลอดภัย คุณเจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ตึกเราก็มีระเบียบเรื่องความปลอดภัยเหมือนกัน ไม่ใช่จะให้ใครแบกกล้องเทิ่งๆเข้ามาได้ ถ้าอยากถ่ายให้ทำเรื่องมาก่อน โอ๊ยโย่
เดินออกกันแทบไม่ทันเลยค่ะ

พิลก็นึกในใจ เอาอีกแล้ว ทำไมเขาไม่ติดต่อประสานงานกัน ขอใช้สถานที่ให้เรียบร้อยเสียก่อน ก็นึกในใจ ฝรั่งก็ทำอะไรตลกดีเหมือนกันแฮะ

พิลก็เลยนึกถึงน้องจ๊าบ น้องนักเรียนไทยผู้ชายอีกคนหนึ่ง เพราะที่ภาควิชาเขามีห้องแล็บเหมือนกัน ก็เลยขอไปใช้ห้องแล็บที่น้องจ๊าบเรียนอยู่ถ่ายทำ น้องจ๊าบก็ขออนุญาตหัวหน้าคุมแล็บให้ ก็เลยเข้าไปถ่ายกันได้

พอดีเขาต้องมีฉากขี่จักรยาน ล็อคจักรยาน ขโมยจักรยาน ก็เลยให้น้องจ๊าบแสดงท่าขี่จักรยานซะเลย เพราะป้าพิลขี่จักรยานไม่เก่งค่ะ (เห็นไหมคะ ต้องแสดงหลายบทมาก)

วันรุ่งขึ้น มีถ่ายอีกสองฉากคือ ฉากที่สนามบาส ที่เราต้องเล่นบาสกันอยู่ แล้วมีนักเลงอังกฤษมาหาเรื่อง ตอนที่เราไปถึงสนามบาส พอดีมีเด็กผู้ชายสองคนจะมาเล่นบาส คนหนึ่งเป็นเด็กหน้าตาไปทางแขกอินเดีย อีกคนเป็นเด็กฝรั่ง เราเลยจับเขามาเล่นหนังด้วยเลย (เห็นไหมคะ ใครเดินผ่านไป ผ่านมา ได้เล่นหมด หนังเรื่องนี้ คัดตัวแสดงง้าย ง่าย) อ้อ วันนี้พ่อจอร์จมาไม่ได้ มีหนุ่มอะดัมมาเล่นเป็นนักเลงแทนคู่กับร็อบแฟนของนิโคล่าค่ะ



เมื่อวานเล่นบอล วันนี้เล่นบาสค่ะ แถมในหนัง เป็นผู้หญิงคนเดียวในหมู่ผู้ชายด้วย ถ้าเป็นในชีวิตจริง ซ่าขนาดไหน ลองคิดดูเถิดค่ะ
เราก็ต้องทำท่าชู้ตบาสไปตามเรื่อง โยนลูกกันไปมา แครี่ลูก แล้วพวกเด็กอังกฤษก็เข้ามาหาเรื่อง
ก็เหมือนเคยค่ะ ตอนแรก ก็ท้าตีท้าต่อยกัน พิลก็แสดงแบบไม่ยอมมัน ทะเลาะกัน แต่พอฉากต่อมา เราต้องเป็นฝ่ายเดินหนี



วันนี้ถ่ายแบบมืออาชีพค่ะ มีขาตั้งกล้องเอามาช่วยในการแพนกล้องด้วย เด็กสองคนที่นั่งอยู่ข้างหลัง เป็นดารารับเชิญค่ะ ส่วนหนุ่มเสื้อแดงเป็นดาราหน้าใหม่ของวันนี้ ชื่ออะดัม เวม่า จากแทนซาเนียเป็นดาราขาประจำค่ะ


จากนั้น ก็ไปถ่ายฉากเด็ดในตรอกแห่งหนึ่ง ที่พิลกับเวม่าต้องเดินเข้าไปในตรอกนั้น แต่มีวัยรุ่นอังกฤษสองคนมาขวางทาง เตรียมหาเรื่อง
เอาอีกแล้วค่ะ พิลต้องทำท่าท้าตีท้าต่อยกับเขาอีกแล้ว ถ่ายไปก็นึกสังเวชตัวเอง นี่ถ้านักเรียนรุ่นใหม่มาดู เขาคงนึกว่า ยายคนนี้มันซ่าน่าดู เป็นผู้หญิงแล้วยังไม่เจียม มาทำท่าจะมีเรื่องมีราวกับผู้ชาย

นึกๆแล้วก็ขำดีค่ะ อ้อ วันหลังนี้ รู้แกว เลยเอาแว่นดำมาใส่ คนเห็นเราจะได้จำหน้าเราไม่ได้ค่ะ cool1.gif

สรุปแล้ว ไปเล่นหนังให้มหาวิทยาลัย เหมือนตกกะไดพลอยโจนค่ะ เพราะตอนแรก ลูอิสบอกว่าไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ไปเดินเป็นตัวประกอบ เอาหน้าแบบกะเหรี่ยงเข้าไปโผล่ในหนัง ให้ได้บรรยากาศนักเรียนต่างชาติ ที่ไหนได้ พอไปจริงๆ ต้องไปเตะบอล ต้องไปเล่นบาส (ดีนะ ที่หนีฉากขี่จักรยานมาได้ เพราะไม่เคยขี่มาตั้งแต่จบมัธยมปลาย) ต้องไปดริงค์ในบาร์ แถมที่เด็ดคือ ต้องไปทำท่าจะมีเรื่องมีราวกับพวกนักเลงหนุ่มๆ ทั้งๆที่เราก็เป็นผู้หญิง(แก่ๆ)คนเดียวในเรื่อง เฮ้อ เนี่ยแหละค่ะ...ชีวิตของดาราอุกกาบาต(ขอยืมคำน้องโพมาใช้หน่อยนะคะ) ฮิๆๆๆๆ

มีรูปดาราจากเมืองไทยมาโชว์ตามคำเรียกร้องค่ะ ดูแบบไกลๆ เบลอๆ ดีกว่านะคะ อิๆๆๆ whisper.gif


Posted by KiLiN on 28 Jun. 2006,22:39
อ้าวววว...ดาราไหงไปยืนซะไกลล่ะ ยิ้วดาราขี้อาย moon.gif

เห็นมีแต่เขาเวลาถ่ายรูปกัน ก็มายืนหน้าพุ่มไม้ เอาพุ่มไม้เป็นฉาก
แต่นี่ถ่ายพุ่มไม้เอาดาราเป็นฉาก ฮ่าๆ laugh1.gif

ดาราเราไปยืนหน้าพองอยู่หลังพุ่มโน่น tongue.gif
Posted by แมวเหมียว on 29 Jun. 2006,00:29
laugh1.gif อิ อิ มามอบดอกไม้ให้ดาราค่ะ tinyrose.gif  flo_1.gif


again.gif  again.gif
Posted by add on 29 Jun. 2006,11:04
วู้ๆ  ดารามาแล้ว   inlove.gif  flo_1.gif
Posted by pakae on 29 Jun. 2006,11:42
แหมเสียดายจังตามมาอ่านช้าไปหน่อย     แต่ก็ยังไม่ว่างอ่านแบบจริงๆจัง    เนื่องจากมีธุระทุกวัน    กลับถึงบ้านก็มืดแล้ว    คิดถึงพิลและเพื่อนๆ    เลยแวะมาทักทายนิดหน่อย    greet.gif  

         มาเชียร์ดาราจำเป็นด้วยคนจ้ะ    วู๊ๆๆๆๆๆๆ    ขอเสียงหน่อย   cheer.gif  cheer.gif  again.gif  again.gif

Posted by sweet lemon on 29 Jun. 2006,15:08
ก็หน้าตาขี้เล่น(บ่ต้องกลับเด้อ..แหะๆ tongue.gif ) น่ารักอย่างนี้ ไผ๋ไม่เอามาเป็นนางเอก.. ก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วเนอะ  kissing.gif

เจ้พิล.. นักเตะบราซิลเบอร์10 เจ้พิลเคยสังเกตุหรือเปล่า (ขอนุยาดเปลี่ยนหนามบอล..เหอๆๆ) หนูตั้งชื่อเค้าว่าน้องม้า..ค่ะ เค้าวิ่งเก้งเก่ง ฟันไม่เข้า แถมยิ้มตลอดเวลา ..พี่พิลลองดูคราวหน้านะค่ะ ว่าหนูตั้งชื่อเค้าถูกป่ะ... wavey.gif
Posted by pilgrim on 29 Jun. 2006,16:53
คนนี้ใช่ไหมคะ น้องมะนาวหวาน เขาชื่อ Ronaldinho ค่ะ ตอนแรกเจ๊พิลก็ปล่อยไก่ กะต๊ากๆ อ่านว่า โรนัลดินโฮ แต่น้องที่เป็นคอบอลเขาบอกว่า ต้องอ่าน โรนัลดิญโญ่ ตามภาษาสเปนจ้ะ เขามีฉายาว่าเหยินเล็ก เพราะพี่โรนัลโด แกได้ฉายาว่า เหยินใหญ่จ้ะ อิๆๆๆ  ที่เจ๊พิลชอบทีมบราซิลก็เพราะเหตุนี้แหละ เขาเล่นบอลแบบอารมณ์ดี ทั้งเหยินใหญ่ เหยินเล็ก ยิ้มแป้น ตาคมกันทั้งคู่เลย แถมเตะเก่งอีกต่างหาก winkthumb.gif

เจ๊พิลก็เหยินเหมือนกัน เพราะงี้ ถึงต้องไปยืนหลบหลังพุ่มไม้ไง เพราะรู้ตัวว่าไม่จ๋วยอ้ะhehe.gif
อีกอย่างรู้ว่า หัวหน้าแก๊งค์เด็กป่วนมาเพ่นพ่านอยู่แถวนี้ (ต้องให้พี่แมวเหมียวเป็นพยาน) ก็เลยหลบหลังพุ่มกุหลาบดีกว่า ท่านหัวหน้าจะได้ไม่กล้ามาฉี่เฉี่ยวหัวจ้ะ อะเหอๆๆ หนามคมนะคะ เตือนไว้ก่อน (ย้อเย่นนะคะ rasp.gif) flo_1.gif อูย...ขออภัย.. bowsdown.gif

ขอบคุณพี่วันดี พี่แอ๊ด พี่ปาเก้ พี่แมวเหมียวค่ะที่มาเชียร์ดาราจำเป็น thankssign.gif

ตอนนี้ เรื่องโม้จบแล้ว ขอตัดกลับไปที่ห้องเรียนโฟโต้ช็อปของจานน้องมะนาวหวานค่ะ wave.gif
Posted by แมวเหมียว on 29 Jun. 2006,23:08
อ้างถึง (sweet lemon @ 29 มิย. 2006,02:08)
ก็หน้าตาขี้เล่น(บ่ต้องกลับเด้อ..แหะๆ tongue.gif ) น่ารักอย่างนี้ ไผ๋ไม่เอามาเป็นนางเอก.. ก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วเนอะ kissing.gif

. wavey.gif

พี่เห็นด้วยค่ะ ..

อ่านที่เจ้าตัวเล่าว่าเป็น..Eแก่บ้าง.. ดุบ้าง.. ดำบ้าง.. กะเหรี่ยงบ้าง..

ทำให้พี่จินตนาการไปอีกอย่าง แต่ตัวจริงกลับน่ารัก ไม่เหมือนที่ว่ามาซักนิด. หลอกกันเล่นนี่นาคุณพิล อิ อิ inlove.gif


 whisper.gif เชื่อแล้วว่าน้องมะนาวหวานบ้าบอลจริงๆ .. sit01.gif


wave.gif
Posted by วันดี on 30 Jun. 2006,05:20
ฮั่นแน่  ในที่สุดนางเอกก็ยอมเปิดเผยตัวเสียที  แม้มีดอกไม้มาบัง ๆ อยู่บ้าง  เค้าก็เห็นตัวเองแล้วล่ะ  อิอิ
laugh1.gif  laugh1.gif  laugh1.gif

จบแล้วเหรอ  จวนกลับบ้านหรือยัง  

Posted by sweet lemon on 01 Jul. 2006,09:36
อ้างถึง (แมวเหมียว @ 29 มิย. 2006,10:08)
whisper.gif เชื่อแล้วว่าน้องมะนาวหวานบ้าบอลจริงๆ .. sit01.gif wave.gif

thankssign.gif แต้งกิ้วหลายค่า..คุณพี่แมวเหมียว สำหรับคำชม...ฮึ่มๆๆ... เอาฟามลับมาเผยในที่สาธารณะ... tongue.gif
Posted by pilgrim on 01 Jul. 2006,17:16
แก่จริงๆค่ะ พี่แมวเหมียว รูปนั่นเห็นในระยะร้อยหลานะคะ อิๆๆๆ บ่ได้หลอกเด้อค่ะ withstupid.gif

ตอนนี้ ยังไม่จบดีค่ะพี่วันดี ผ่านท่านอาจารย์ที่ว่าหินๆมาได้สองด่านแล้วค่ะ
คราวนี้ ก็เหลือแต่สอบปากเปล่า กับกรรมการสอบอีกสองท่านค่ะ ยังไม่รู้เลยค่ะ จะถูกยำแค่ไหน help.gif

น้องมะนาวหวาน พี่สงสารอาร์เจนติน่าจังเลย ตอนท้าย แทบจะต่อยกันเลยนะ
อย่างว่าแหละ สงสารทุกทีมที่แพ้เลย  cry2.gif
Posted by sweet lemon on 02 Jul. 2006,14:41
พี่พิมจ๋า..เราเปลี่ยนหนามบอลมาอยู่แถวนี้ดีฝ่าเนาะ จะได้สมกับ..สมาคมแมงโม้ แมงเมาท์ ..แหะๆ tongue.gif ส่วนท้ายครัวเอารูปไปแปะเฉยๆๆ ดีป่าวค่ะ จานพี่.. yes.gif

เจ้พิลจ๋า ทีมอาเจนติน่า เล่นดีนะค่ะ แต่พอถึงตอนวัดดวง แบบเตะลูกหน้าประตู เค้าก็ตื่นเต้น ทั้งนักเตะ และผู้รักษาประตู โชคใครดีไม่ดี ก็อยู่ตรงนี้ค่ะ แถมมาเจอผู้รักษาประตูเยอรมันมือกาวอีก ...พี่พิลรูป่ะ ว่าตาคนนี้แกไปหัดทำมือกาวมาจากไหน...ก็ที่อังกฤษค่ะ... greet.gif
เรื่องตีกันตอนจบไม่รู้ว่าเกิดรัยขึ้นค่ะ (แบบว่าบอลแพ้ นักเตะไม่แพ้..เหอๆๆ) เหมือนคนเชียร์บอลเลยนิ boogie.gif

โค้ดอาเจนติน่า ลาออกจากหน้าที่ทันที...แบะแบะ ..โนคอมเมนต์ hehe.gif

ส่วนยูเครน เป็นทีมน้องใหม่ในวงการบอลโลกค่ะ เค้าเก่งนะค่ะที่ได้เข้ารอบนี้ ถึงแพ้เค้าก็ไม่เสียใจค่ะ

ทีมอังกฤษทั้งนักเตะ และผู้รักษาประตู เกิดความตื่นเต้น ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่เห็น ... เจ้า Pit Bull นี่ร้ายจริงๆๆนะค่ะ (เจ้พิล รู้ใช่ป่ะ ว่าคือใคร สมญานามเค้ามิใช่หรือ) นู๋ว่าคราวหน้าคงไม่ได้เล่นแล้วละค่ะ เพราะโค้ดรู้สึกว่าลาออกนะค่ะ (หากเห็นค่าตัวโค้ดคนนี้แล้วจะหนาว..เฮ้อ.. winkthumb.gif )

แล้วเจอกันไหม่นะค่ะ...อิอิ bowsdown.gif
Posted by pilgrim on 02 Jul. 2006,18:46
ดีจ้ะ เรายกหนามบอลมาไว้ตรงนี้แล้วกันเด้อ ตอนนี้ เรามาเลี้ยงลูก ส่งลูกกันก่อนนะ น้องแมงเม้ามะนาวหวาน flo_1.gif

วันนี้ เจ๊พิลก็สงสารบราซิลอีกแล้ว โถ ต่อไปนี้ก็ไม่ได้ดูพ่อเหยินใหญ่ เหยินเล็กแล้วสินะ
น้องม้าแกก็ยังเตะไป ยิ้มไปเหมือนเดิมนะ
ชอบรอยยิ้มของโรนัลโด เหยินใหญ่ พิมพ์ใจจริงๆ smile.gif

เรื่องอาร์เจนตินา นั่นอ่านจากข่าว เขาก็บอกเกิดจากการยั่วยุกันค่ะ ฝ่ายเยอรมันเป็นต่อ ก็ทำท่าจุ๊ๆให้อาร์เจนเงียบๆ เวลาเยอรมนียิงลูกโทษ ก็เลยหมั่นไส้กัน
แต่อาร์เจนก็ไม่ดีค่ะ ระงับอารมณ์ไม่อยู่ ไปเริ่มลุยเขาก่อน ซัดคนเล่นเยอรมันคนนึง ซะหมอบในสนาม boogie.gif

มันเป็นเรื่องของอารมณ์พาไปนะ เจ๊พิลชอบที่คลินสมัน โค้ชเยอรมันออกมาพูดว่า ฟุตบอลมันก็วูบวาบไปตามอารมณ์ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรในชีวิต เขาพูดแบบสุขุมมากๆเลย

แต่ตอนเจ๊นั่งดู บราซิลแข่งกับฝรั่งเศสก็วูบวาบเหมือนกันค่ะ spit.gif อิๆๆ โมโหคนพากย์เมืองปะกิด แกนั่งเชียร์แต่ฝรั่งเศสจนออกนอกหน้า ชมแต่ซีดานกับอองรี และวิเอร่า จนเจ๊ชักจะขวางๆหู โดยเฉพาะซีดาน แกชมซะ ราวกับเป็นพระเจ้าลงมาเตะบอล และกำลังจะอำลาวงการกลับคืนสวรรค์ เฮ้อ
เจ๊ไม่ได้เกลียดซีดานนะคะ แต่หมั่นไส้คนพากย์น่ะ ที่ไม่เป็นกลางเล้ย ท่าทางแกจะไม่ชอบบอลจากอเมริกาใต้เนาะ
แถมตอนประกาศว่า พุธหน้าฝรั่งเศสเจอกับโปรตุเกส แกยังมาพูดซะอีกนะ ว่าจริงๆน่าจะเจอกับอังกฤษ

ส่วนพ่อ พิทบูล รูนีย์นั่น แกก็กร่างจริงๆ แต่เจ๊ว่า อีตา คริสเตียโน โรนัลโด โปรตุเกส ก็แสบเหมือนกัน (สองคนนี่เล่นทีมเดียวกันที่แมนยูฯ) ตอนหลัง เขาเอามารีเพลย์ให้ดู โรนัลโดทำหลิ่วตากับเพื่อนร่วมทีม แล้วเดินเข้าไปฟ้องกรรรมการ เหมือนกับว่าจะยั่วรูนี่ย์ให้น็อตหลุด แล้วก็เป็นไปตามแผนค่ะ เพราะรูนี่ย์ยั่วขึ้น พร้อมจะมีเรื่องอยู่แล้ว เลยโดนใบแดงไปซะเลย
เฮ้อ คนเล่นก็อิน คนดูก็อิน perturbed.gif

สเวนโกรานก็ว่าจะออกคราวนี้แล้วค่ะ ที่ผ่านมาแกก็มีข่าวฉาวเรื่องชู้สาว จนเขาเอามาทำเป็นสารคดีชีวิตรักของแก ฉายในทีวีเลย แต่นั่นก็เรื่องของแกนะ ไม่เกี่ยวกับเรา อิๆๆๆ whisper.gif
เจ๊ชอบฮากรีฟส์นะ แกวิ่งสุดชีวิตดีจัง
วันนี้อังกฤษแพ้ เจ๊ไม่กล้าออกจากบ้านเลย กลัวกองเชียร์บ้าเลือดจ้ะ

รายงานข่าว จากเจ๊พิลแมงโม้จ้ะ fone01.gif kissing.gif
Posted by แมวเหมียว on 02 Jul. 2006,21:03
whisper.gif ย้ายวิกมาคุยที่นี่เราก็ตามมาแอบฟัง couch.gif  laugh1.gif


wave.gif
Posted by pilgrim on 03 Jul. 2006,09:17
ขอต้อนรับคนมาแอบฟังค่ะ couch.gif เชิญนั่งก่อนนะคะ sofaroll.gif เอ้า น้องมะนาวหวานส่งลูกมาหน่อย เอ๊ย ไม่ใช่จ้ะ ช่วยหาขนมมาเลี้ยงพี่แมวเหมียวหน่อยค่ะ coffee.gif toy19.gif fruit_02.gif tosalad.gif

วันนี้ ขอส่งการบ้านพี่วันดีค่ะ ขอโม้นอกเรื่องบอลนิดนึงนะคะ จานน้อง
bowsdown.gif couchplus.gif sit01.gif

ร้านค้าการกุศล - ที่พึ่งของคนยากไร้และน้ำใจสู่เพื่อนร่วมโลก

สืบเนื่องจากโครงการบริจาคเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมของพี่วันดี และพี่วันดีได้สนใจเกี่ยวกับการดำเนินการร้านค้าการกุศล หรือ charity shop ที่อังกฤษ พิลเลยไปค้นหาข้อมูลมา และจะขอมาเล่าให้ฟัง ณ ตรงนี้เลยนะคะ


ก่อนจะเดินทางมาเรียนที่อังกฤษ พิลได้ไปมองๆหาเสื้อผ้า อุปกรณ์กันหนาวตามห้างร้านในเมืองไทย ปรากฏว่าในเมืองไทย ราคาขายค่อนข้างแพงมากๆ แต่ก่อนร่อนชะไร เวลาเดินทางไปต่างประเทศทีไร อดีตหัวหน้าพิลท่านใจดีค่ะ ท่านจะให้ขอยืมเครื่องกันหนาวของท่านทุกที ก็เลยไม่ค่อยมีเป็นของตัวเอง

พี่ๆในสำนักงานที่เคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ ก็บอกว่า ช่วงที่พิลจะเดินทางมา คือเดือนเมษายน กำลังจะเข้าหน้าร้อนของอังกฤษ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเตรียมไปมากหรอก ให้ไปหาซื้อเอาที่นั่นดีกว่า เพราะจะได้ไม่เชย คือจะได้ใส่เหมือนที่คนที่นั่นเขาใส่กัน พิลก็เชื่อตามนั้น ขึ้นเครื่องบินก็ใส่เสื้อเบลเซอร์ของสำนักงานคลุมมาตัวเดียว ก็ไม่ค่อยหนาวมาก กำลังพอทน

พอมาถึงอังกฤษ ได้มาเจอกับเพื่อนๆคนไทย ก็ถามเขาว่า จะหาซื้อพวกเสื้อกันหนาวหรือเสื้อกันฝนที่เรียกว่า เรนโค้ท ได้ที่ไหนบ้าง เพื่อนๆก็พาไปร้าน charity shop นี้แหละค่ะ ในเมืองที่พิลอยู่ก็มีอยู่หลายร้านเหมือนกัน เพื่อนบอกว่า ถ้าเธอไม่รังเกียจว่าเป็นของใช้แล้ว ก็ลองเข้าไปดู เพราะราคาขายจะถูกกว่าตามร้านทั่วไปมาก

พิลก็ลองเข้าไปดู แล้วก็พบว่าจริงของเพื่อน เพราะเสื้อผ้ามีให้เลือกหลากหลาย แถมไม่เก่ามาก สภาพค่อนข้างดีมากๆเลย ราคาก็ถูกกว่าตามร้านค้าทั่วไปมากๆ

อย่างพิลเคยซื้อเสื้อกันหนาวของ Marks & Spencer (M&S) สภาพยังดี จากร้าน charity shop ได้ในราคา 500 กว่าบาท ขณะที่ ของใหม่ในร้าน M&S ที่เมืองไทย ที่พิลไปดูก่อนเดินทางมา ราคาตัวละเป็นหมื่นบาท และถ้าไปซื้อของใหม่ในร้าน M&S ที่อังกฤษ จะราคาตัวละราวๆ 4,000-5,000 บาท

นับแต่นั้นมา พิลก็เลยกลายเป็นสาวกของร้าน charity shop ไปโดยปริยาย วันเสาร์จะมีตลาดนัดกลางเมือง เราก็จะไปซื้อกับข้าว แล้วก็ถือโอกาสเดินแวะเวียนไปตามร้าน charity shop เข้าร้านนั้น ออกร้านนี้ เพื่อหาซื้อของต้องใจ ถ้าเป็นเสื้อผ้าธรรมดาที่ไม่ใช่เสื้อกันหนาว ตกราคาตัวละ 70-200 บาทเองค่ะ สภาพดีราคาถูก ของที่พิลชอบซื้อ คือ กางเกงยีนส์กับเสื้อสเว็ตเตอร์ หรือที่คนอังกฤษเรียกว่า jumper นอกนั้น ก็พวกผ้าคลุมผ้านวม ที่เราเรียกว่า duvet cover

ในร้านพวกนี้ เขาจะมีห้องลองเสื้อผ้าให้ด้วยนะคะ คือให้ลองจนแน่ใจ เพราะของที่ขายไปแล้ว เขาไม่รับคืนค่ะ ผิดกับร้านค้าทั่วไป ที่สามารถนำไปคืนได้ ถ้าเราไม่ชอบ แต่ต้องยังไม่มีการฉีกป้ายราคาออกและต้องนำใบเสร็จไปแสดงด้วย

เวลามีเพื่อนๆมาเยี่ยมจากเมืองไทย เพื่อนมักจะตกใจกับค่าเงินและราคาข้าวของในอังกฤษ เกิดอาการ มันนี่ ช็อค ซื้ออะไรไม่ลง พิลก็เสนอทางเลือกใหม่ ถูกกว่าเดิม คือ พาเข้าร้าน charity shop ซะเลย ปรากฏว่าเพื่อนๆติดใจกันเป็นแถว

ที่ตลกคือ มีเพื่อนคนหนึ่ง เธอเป็นคนรวย และอยู่ในธุรกิจค้าเสื้อผ้าที่เมืองไทยมาก่อน พอพวกเราเข้าร้าน charity shop กัน เธอก็จะบอกว่า "พวกแกเข้าไปกันเถอะนะ ฉันไม่เข้าว่ะ ไม่ชอบว่ะ กลิ่นเสื้อผ้าเก่าๆเวียนหัว" (พวกเราชอบพูดกันให้เว่อร์ แซวกันอย่างนี้แหละค่ะ) พวกเราก็จะตอกกลับบอกว่า "อ๋อ นี่แก เหม็นสาบคนจนเหรอ" อิๆๆๆ icon_donot.gif

แล้วเราก็จะเข้าไปเลือกกัน ได้ของติดไม้ติดมือกลับมา พอเอาออกมาชูให้ไอ้เพื่อนคนนี้ดู มันก็จะแซวอีกว่า "แกซื้อของใครมาก็ไม่รู้ ระวังเจ้าของเขามาทวงนะแก"
พิลก็จะบอกว่า "ไม่เป็นไร ให้เขามาตอนนี้ เพราะแกยังอยู่ แกจะได้เห็นเขาด้วย เหอๆๆ" คือเพื่อนๆมานอนรวมกันในห้องที่พิลเช่าบ้านอยู่ค่ะ เราก็นอนเรียงกันเป็นตับไปเลย

แล้วเพื่อนคนนี้นะคะ ตอนหลัง เธอพาหลานๆมาเรียนต่อที่อังกฤษก็ต้องเช่าบ้านให้หลานๆอยู่ แล้วก็ผลัดกันมาคอยดูแลหลานๆ เธอก็มาเล่าเองว่า ตอนหลัง เธอก็กลับใจ กลายไปเป็นสาวกของร้าน charity shop ซะแล้ว เพราะพอมาใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษจริงๆ เริ่มเสียดายเงิน ว่าทุกวันๆ เรื่องอะไรจะต้องซื้อแต่ของแพงๆ ในเมื่อมันก็มีของดีราคาถูกให้เลือกซื้อ พิลก็เลยแซวว่า "อ้อ เดี๋ยวนี้ แกไม่เหม็นสาบคนจนแล้วใช่ไหม" laugh1.gif

คราวนี้เรามารู้จักร้าน charity shop กันหน่อยนะคะ

ร้าน charity shop ในอังกฤษถือเป็นองค์กรทางการกุศลแห่งหนึ่ง โดยทั่วไปมักจะมีองค์กรแม่ที่ดำเนินกิจการการกุศลประเภทต่างๆ แล้วเปิดร้านค้าขายปลีกของมือสองที่ได้รับการบริจาคเข้ามา เพื่อหาทุน นำเงินเข้าองค์กรไปใช้ในการดำเนินกิจกรรมการกุศลต่อไป

องค์กรการกุศลในอังกฤษ ที่เปิดร้านขายของพวกนี้ ก็เช่น

British Heart Foundation ที่นำเงินไปทำการวิจัยและช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหัวใจ 
Oxfam นำเงินรายได้ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทั่วโลก (ให้ทั้งเงินและของบริจาคแก่ผู้ประสบความเดือดร้อน) และยังช่วยเหลือประชากรยากจนในทวีปแอฟริกา 
Cancer Research UK นำรายได้ไปทำการวิจัยด้านมะเร็งเพื่อช่วยเหลือและหาทางรักษาผู้ป่วย
The Sense นำรายได้ไปช่วยเหลือ ดูแลผู้ป่วยหูหนวกตาบอด
Loros นำรายได้ช่วยเหลือเด็กกำพร้าและบุคคลทั่วไปที่ขาดแคลนและต้องการความช่วยเหลือ
RSPCA นำรายได้ไปช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกทอดทิ้ง ไร้เจ้าของ หรือที่บาดเจ็บจากการถูกคนทารุณ ทำร้าย



แต่ก่อนนี้ ร้านค้าการกุศล มักจะเปิดแบบเงียบเหงาๆ คือหาที่เช่าร้านถูกๆ ในทำเลอับๆ ไม่ค่อยดีนัก แล้วเปิดขายของ แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อได้รับความนิยมมากขึ้น ร้านค้าการกุศล จึงมีทุนดำเนินการเช่าร้านในย่านการค้าที่ผู้คนจอแจ ที่เรียกว่า High Street เพื่อให้คนได้มีโอกาสเข้าถึงอย่างสะดวก





ร้านค้าการกุศลในอังกฤษ มีการริเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกจากทางโบสถ์ ซึ่งตั้งขึ้นเป็นองค์กรทางศาสนา เรียกว่า Salvation Army หาข้าวของและเสื้อผ้า ไปบริจาคช่วยเหลือคนจนผู้ยากไร้ในชนบท ในระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ก็ดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการนัก 

องค์กรการกุศลที่ริเริ่มจดทะเบียนก่อตั้ง อย่างเป็นทางการได้แก่ Oxfam ซึ่งให้ความช่วยเหลือผู้ขาดแคลนระหว่างสงคราม ของที่บริจาคได้แก่ผ้าห่มและเสื้อผ้า และได้ให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟูภายหลังสงครามสงบในประเทศกรีซด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาบริจาคกันมาก จนมีข้าวของเสื้อผ้าเหลือเฟือ Oxfam จึงตั้งร้านค้าเพื่อขายของบริจาคหาเงินขึ้น เป็นแห่งแรกที่อ็อกซ์ฟอร์ด



ในปัจจุบัน ร้านค้าการกุศลในสหราชอาณาจักรมีทั้งสิ้น 6,500 ร้าน และยังมีเฉพาะในลอนดอนอีกราวๆร้อยกว่าร้าน

แม้ในปัจจุบัน จะมีแนวโน้มที่มีการจ้างพนักงานเข้ามาจัดการ แต่โดยทั่วไปแล้ว ผู้เข้ามาทำงานโดยส่วนใหญ่จะเป็นอาสาสมัครที่เต็มใจเข้ามาทำงานช่วยเหลือ ทั่วประเทศ มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครถึง 100,000 คน และมีร้านหลายร้าน ที่คนจัดการดูแลเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครทั้งหมด

ร้านค้าการกุศล นับวันก็จะยิ่งได้รับความนิยมในอังกฤษ ด้วยเหตุที่ คนอังกฤษถือเป็นช่องทางหนึ่ง ที่เขาจะได้ทำการกุศล สามารถบริจาคเงินสนับสนุน ผ่านทางการซื้อสินค้า ไปให้กับองค์กรการกุศลที่เขาเห็นว่าทำสิ่งที่มีประโยชน์

นอกจากนั้น ในปัจจุบัน ร้านค้าการกุศล มีการขายของบริจาคที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากเสื้อผ้าเป็นหลักแล้ว ยังมีของใช้จำพวกเครื่องแก้ว ถ้วยโถโอชาม ของประดับแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ ของเล่น เครื่องประดับ ซีดี ดีวีดี วีดิโอ เทป หนังสือ กระเป๋า รองเท้า เข็มขัด ชุดว่ายน้ำ ผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ผ้าคลุมเตียง เรียกว่ามีครบแทบจะทุกอย่าง บางร้านมีชุดแต่งงานขายด้วย บางร้านก็ขายแต่หนังสือ หรือ เทป ซีดีเพลง
ของที่ขาย อยู่ในสภาพดี ค่อนข้างใหม่ บางครั้งก็มีของใหม่ บริจาคมาโดยร้านค้าและโรงงาน ราคาก็ถูกกว่าร้านค้าทั่วไปมาก



สินค้าที่นำมาวางขายนี้ 90% มาจากการบริจาคจากประชาชน อย่างบ้านที่พิลอยู่ วันดี คืนดี องค์กรการกุศลก็จะเอาถุงพลาสติกใบใหญ่ๆมาหยอดไว้ที่ช่องจดหมาย เพื่อขอรับบริจาคข้าวของเครื่องใช้ พร้อมกับบอกว่า จะมาเก็บถุงวันไหน หรือเราจะแบกของไปบริจาคเขาที่ร้านก็ได้ค่ะ ทางฝ่ายจัดการ เขาจะมีโกดังเก็บของบริจาคอยู่ แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะมาช่วยกันกำหนดราคา กำหนดรหัสสินค้าให้สะดวกต่อการทำสต็อค และทำบัญชี ติดป้ายรหัสและราคาที่ตัวสินค้า แล้วนำมาตกแต่ง จัดวางขาย ปกติก็จะมีคนขายเพียงคนเดียว คอยนั่งเก็บเงิน เป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ไม่รับเงินเดือน เรียกว่า มาช่วยๆกัน

แต่ก็มีบางร้าน ที่ซื้อของ ราคาถูกเข้ามา แล้วเอามาขายต่อ โดยการเอากำไรนิดหน่อย บางร้าน เช่นร้าน Oxfam ขายของประเภทที่เรียกว่า fair trade คือ รับซื้อของจากผู้ผลิตที่ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ใช้วัตถุดิบที่ดี ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่มีการกีดกันทางการค้า อย่างไรก็ตาม ต้องขายของที่ได้รับการบริจาคเข้ามาเป็นหลักค่ะ

จากการดำเนินการแบบอาสาสมัคร ทำให้ต้นทุนในการจัดการต่ำ และยังได้รับการยกเว้นทางด้านภาษีบางอย่าง อย่างไรก็ตาม ค่าดำเนินการที่แพงที่สุด เห็นจะได้แก่ ค่าเช่าร้าน และต้องตกแต่งร้านให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย รวมทั้งต้องมีการประกันร้านค้าตามกฎหมายอังกฤษด้วย

ภาษีที่ร้านค้าการกุศลในอังกฤษได้รับการยกเว้น ก็คือ ได้รับการยกเว้นภาษีการค้าถึง 80% (หลังหักต้นทุนแล้ว จ่ายภาษีเพียงแค่ 20% ของกำไร) และไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้าที่มีผู้บริจาคเข้ามา ส่วนภาษี 20% ที่ต้องจ่ายนั้น ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น จะให้การยกเว้นด้วยหรือไม่ ต้องไปตกลงกันเอง

เงินรายได้ทั้งหมดจากการขายของ จะนำเข้าองค์กรการกุศลต้นสังกัด อย่างในอังกฤษ ในแต่ละปี ร้านค้าการกุศลต่างๆ สามารถหาเงินได้ถึง ปีละ 90 ล้านปอนด์ (ราวๆ 6,300 ล้านบาทไทย) สามารถนำเงินไปช่วยเหลืองานวิจัยทางการแพทย์ ให้การช่วยเหลือผู้ยากไร้ในที่ต่างๆทั่วโลก จัดกิจกรรมรณรงค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้การสงเคราะห์ผู้ป่วยและเด็กขาดแคลน คนจรจัด ผู้ป่วยพิการทางจิตและทางกาย รวมทั้งสงเคราะห์สัตว์อย่างหมาๆแมวๆ และอื่นๆอีกมากมาย

การเติบโตและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วของร้านค้าการกุศล ทำให้เมื่อไม่นานมานี้ ทางสมาคมผู้ประกอบธุรกิจเอกชน เริ่มออกมาโวยว่า ร้านค้าการกุศล เริ่มเข้ามาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของร้านค้าปลีกทั่วประเทศ เพราะการที่ร้านค้าการกุศล สามารถซื้อของใหม่ มือหนึ่ง มาจำหน่ายควบคู่ไปกับของบริจาคได้ และจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าร้านค้าทั่วไป เพราะได้รับการลดหย่อนภาษี ทำให้ผู้คนต่างเดินเข้าร้านค้าการกุศลกันหมด คือ ได้ทั้งทำบุญ ได้ทั้งของถูกกลับบ้าน ร้านค้าปลีกธุรกิจ ก็พลอยซบเซาลงไป เพราะไม่สามารถทำธุรกิจแข่งกับร้านค้าการกุศล ที่ขยายสาขามากมายเต็มเมืองไปหมด

ผู้ประกอบการค้าในภาคธุรกิจ กล่าวว่า พวกเขาไม่เห็นด้วย ที่ร้านค้าการกุศล หันมาใช้ยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ มีการจ้างคนเข้ามาบริหาร และทำการซื้อมาขายไป ดังเช่นร้านค้าอื่นๆ เพราะเท่ากับมาแย่งตลาดร้านค้าเอกชน อย่างไม่เป็นธรรม เพราะธุรกิจเอกชน ต้องเสียภาษีเต็มที่ และเสียค่าจ้างพนักงานเต็มที่เช่นกัน

นอกจากนั้น การที่ร้านค้าการกุศลจ้างพนักงานเข้ามาจัดการ ก็เท่ากับว่า ต้องกันเงินรายได้ส่วนหนึ่ง ไปใช้ในการจ้าง ทำให้ผิดเจตนารมณ์ของการบริจาคเพื่อการกุศล ในข่าวกล่าวว่า เงินเดือนของพนักงานที่เข้ามาบริหารนั้นสูงลิบลิ่วเสียด้วย ผู้ประกอบการค้าบางรายบอกว่า ถ้าร้านค้าการกุศลจะขายของใหม่ มือหนึ่ง ก็ไม่ควรจะได้รับการยกเว้นภาษีในส่วนนั้น แต่ถ้าขายของมือสอง จะยกเว้นภาษีก็ไม่ว่ากัน

ผู้ประกอบการรายย่อย บอกว่า เท่านี้ พวกเขาก็กำลังจะตายกันอยู่แล้ว ไหนจะถูกแย่งลูกค้าจากร้านค้าพวก ซูเปอร์สตอร์ หรือ ดิสเคาท์สตอร์ อย่างเทสโก้ (โลตัสบ้านเรา) แล้วยังต้องมาแข่งขันกับร้านค้าการกุศลอีก

จึงมีคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐจะหันมาทบทวนนโยบายเกี่ยวกับร้านค้าการกุศลอีกครั้ง




นี่แหละค่ะ ความเป็นมาและความเป็นไปของร้านค้าการกุศลในอังกฤษ ก็หวังว่า คงจะมีประโยชน์กับพี่วันดีและท่านอื่นๆ ที่กำลังจะเล็งๆ โครงการหาทุน หรือการกุศลบ้างนะคะ

แต่หลักใหญ่ใจความแล้ว พิลว่า เราคงต้องกลับไปดูกฎหมายว่าด้วยมูลนิธิและองค์กรทางการกุศลของไทยค่ะ ว่าเขาครอบคลุมอะไรไว้บ้าง และมีหมวดที่ว่าด้วยร้านค้าการกุศลไว้ด้วยหรือเปล่า เรื่องภาษีเป็นอย่างไร (เรื่องนี้คงสำคัญที่สุด ที่จะทำให้ร้านค้าดำเนินการได้ โดยมีต้นทุนต่ำสุด)

ทัศนคติของคนไทยก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะพวกเราส่วนใหญ่ ยังนิยมชมชอบความโก้หรูอยู่มาก เรียกว่า ของไม่มียี่ห้อไม่ซื้อ ไม่ใช่ของนอกไม่ซื้อ ยิ่งถ้าเป็นของเก่าแล้ว หลายคนในเบื้องต้น อาจจะเกิดอาการแบบเพื่อนพิลค่ะว่า "เหม็นสาบคนจน" ผิดกับคนที่นี่ พิลได้รู้จักคนอังกฤษบางคน เขาก็รวย มีเงิน มีบ้านหลังใหญ่ แต่เขาก็ยังชอบไปเดินหาซื้อเสื้อผ้าตามร้านค้าการกุศล พิลคิดว่า เป็นเรื่องของคนที่รู้จักใช้เงิน ไม่ฟุ้งเฟ้อไปตามกระแสสังคมบริโภค

จะว่าไปแล้ว มันเหมือนเป็นศูนย์กลางที่เอาของมาแลกเปลี่ยนกันใช้เหมือนกันค่ะ เช่น เรามีเสื้อผ้าเยอะแล้ว และยังดีๆอยู่ หรือบางทีของยังใหม่ แต่เราใส่ไม่ได้แล้ว ก็เอาไปบริจาค เพื่อให้คนอื่นที่เขาใส่ได้ มาซื้อไปใส่ หรือเรามีหนังสือเต็มบ้านไปหมด ไม่มีที่เก็บ ก็เอาไปบริจาคให้ร้านเอาไปขาย แล้วเราเองก็อาจจะไปเลือกซื้อหนังสือที่คนอื่นบริจาคมา มาอ่าน เหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนกัน ขณะเดียวกัน ก็มีเงินส่วนเกิน ที่บริจาคเข้าองค์กรการกุศลได้ นับว่า กระสุนนัดเดียว ยิงนกได้หลายตัวเลยค่ะ
winkthumb.gif
Posted by pakae on 03 Jul. 2006,12:16
        อ้าวเขาย้ายวิกกันมาแมงเม้าท์แมงโม้กันที่นี่เอง    วันนี้ขอเป็นผู้ฟังที่ดีก่อน    วันอื่นถึงจะมาโม้ด้วยนะจ้ะน้องพิล และเพื่อนๆ wave.gif
Posted by pilgrim on 04 Jul. 2006,04:12
หวัดดีค่ะ จานน้อง พี่แมวเหมียว และพี่ปาเก้

วันนี้ ขอเม้าเรื่องบอลนิดนึง อย่างที่บอกไว้ท้ายครัวค่ะ ว่าเบคแฮม ประกาศลาออกจากการเป็นกัปตันทีมของอิงแลนด์แล้ว

ส่วนสเวน โกราน ก็ออกมาปกป้องรูนี่ย์ค่ะ ว่ายังไงก็ขอฝากรูนี่ย์ไว้ในอ้อมใจคนอังกฤษด้วย เพราะเขาเป็น golden boy

ส่วนกรณีใบแดงที่รูนี่ย์ได้ ข่าวที่อังกฤษบอกว่า คริสเตียโน โรนัลโด นักเตะ สัญชาติโปรตุเกส คงจะอยู่หากินเตะบอลที่ทีมแมนยูฯ ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะนักเตะอังกฤษ รับไม่ได้กับการกระทำแกล้งเพื่อนแบบนั้น ข่าวบอกว่า คริสเตียโนเอง ก็วางแผนจะย้ายไปเตะกับเรียล แมดริด สเปน อยู่แล้วค่ะ ก็เลยทำอะไรแบบไม่แคร์อังกฤษเลย

นี่แหละค่ะ เรื่องของบอลลูกกลมๆ และเรื่องของเงิน ที่ไม่เข้าใครออกใคร เพราะพวกนี้ เขาเป็นนักค้าแข้งเนอะ  
fone01.gif
Posted by add on 04 Jul. 2006,07:32
นั่นสิ ไม่มีคำว่ามิตรภาพเลยเนอะ แต่อย่างว่าแหละ  ทีมแมนยูเวลานักบอลคนไหนมีแววจะหมดสภาพก็เลิกว่าจ้างไม่เกรงใจเหมือนกัน ตั้งแต่สมัยคันโตน่า  นักเตะชาวฝรั่งเศสที่โด่งดังมาแล้ว

              พี่อยากจะรู้เหมือนกันว่า  เยน เลเมน ประตูเยอรมัน  กับ  ริคาร์โด นายทวารโปรตุเกส ใครจะเจ๋งกว่ากัน  ที่เขาเก่งรับบอลคนยิงลูกโทษได้ไม่ใช่สมองสั่งการในตอนนั้นนะ  แต่เป็นเพราะนายทวารต้องมีการบ้านนั่งดูวิดิโอว่านักบอลคนไหนถนัดยิงลูกโทษไปทางไหน  และจะต้องจำให้ได้ด้วย  (เคยได้ยินหลายปีมาแล้ว  จากทีมเยอรมัน)  winkthumb.gif

             charity shop ของพิลสนุกมากเลย  พิลหาข้อมูลมาละเอียดยิบสมกับว่าที่ด็อกเตอร์จริงๆ  ที่บ้านเรามีแต่ไปเหมาของใช้แล้วมาเป็นกระสอบๆ อย่างเสื้อผ้านี่แหละ แล้วเอามาเร่ขายตลาดนัด  เป็นอาชีพหนึ่งจ้ะ  แต่ไม่ได้ทำเพื่อการกุศล  พี่ยังเคยซื้อเสื่อสีขาวปกเชิ้ตมาในราคาตัวละ 20 บาทเลย ใส่ได้ดีด้วย  บางตัวไปซื้อผ้ามาแพงค่าตัดก็แพงแถมยังใส่ไม่สวยอีกต่างหาก   smash.gif
Posted by วันดี on 04 Jul. 2006,18:52
ขอบคุณค่ะพิลที่น่ารัก

พี่สนใจร้านการกุศล charity shop จริง ๆ ค่ะ  และคิดว่าจะทำด้วย  ใครมีความรู้ทางด้านกฎหมาย  ช่วยบอกพี่หน่อยว่ามีกฎหมายอะไรที่เกี่ยวข้องกับการนี้บ้าง  และในบ้านเราจะต้องทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย  

เวลานี้พี่มีทุนอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งได้มาจากการบริจาคของเพื่อน ๆ ตั้งแต่สึนามิ  พี่ใช้ไปกับการดูแลครอบครัวพนักงานที่เสียชีวิตและบาดเจ็บตามสมควรไปแล้ว  ก็ยังมีเหลืออีก  จึงตั้งเป็นกองทุนเพื่อการศึกษา(ไม่ได้จดทะเบียน)ดูแลลูกกำพร้าของพนักงานที่เสียชีวิต ตอนนี้กำลังร่อยหรอลง  จึงคิดหาวิธีที่จะดำรงกองทุนนี้ต่อไปให้ได้  กำลังหาทางออกหลาย ๆทาง  

เพื่อน ๆ มีแนวคิดอะไรดี ๆ ช่วยแนะนำนะคะ  หรือใครสนใจจะอาสามาช่วยกันทำก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง  ตอนนี้มีน้องที่เออลี่รีไทร์อาสามาช่วยคนหนึ่ง  กำลังคิดจะปรับปรุงเว็บไซต์ของกองทุนให้เรียบร้อย  และวางแผนจะไปเยี่ยมเด็กที่รับอุปการะตามบ้านด้วย  

มีใครสนใจบ้างคะ

Posted by pilgrim on 05 Jul. 2006,15:52
สนใจค่ะ พี่วันดี
อย่างนี้ น่าจะก่อตั้งเป็นมูลนิธินะคะ
แต่พิลไม่มีความรู้ด้านกฎหมายเรื่องมูลนิธิและองค์กรการกุศลเลยค่ะ
เดี๋ยวจะลองถามเพื่อนๆดูให้นะคะ เผื่อเขาจะชี้ช่องทางให้ได้บ้าง

ที่อังกฤษ ก็มีร้านขายเสื้อผ้ามือสองแบบที่ไม่ใช่ charity shop เหมือนกันค่ะ พี่แอ๊ด เขาก็ตระเวนขายตามตลาดนัดเหมือนกันเดี๊ยะเลยค่ะ

จะว่าไปแล้ว ที่อังกฤษนี้ เขานิยมตลาดนัด กับการเปิดท้ายขายของมากเลย
ตลาดนัดจะมีทุกเมือง ทุกหมู่บ้าน เรียกว่าตระเวนกันไปขาย มีทั้ง พืชผัก ผลไม้ แผงหมู แผงขายปลา ของทะเล เสื้อผ้า เครื่องถ้วยชาม ถุงเท้า รองเท้า กระดุม ลูกไม้ ผ้าผ่อนแพรพรรณ  ต้นไม้ เครื่องมือทำสวน

ที่เมืองพิล ยังมีอาทิตย์ละสองวันแน่ะค่ะ

วันนี้ เพื่อนที่โบสถ์ชวนไปเที่ยวบ้าน พิลเลยไปผัดไทยให้เขากิน เขาบอกว่า ที่หมู่บ้านเขา มีตลาดนัดสัตว์ด้วย คือ ชาวไร่ ชาวนา จะเอาสัตว์ในไร่อย่าง วัว แพะ แกะ ม้า เป็นๆ มาขายค่ะ  เสียดาย ไม่มีเวลาแวะเข้าไป เห็นแต่เป็นโรงเรือนใหญ่โล่งๆ เหมือนหอประชุมหรือโรงนากว้างๆ
คือเป็นวิถีชีวิตแบบชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนาจริงๆค่ะ

ส่วนเปิดท้ายขายของ เขาก็จะนัดกันในหมู่คนที่อยากขายของ แล้วเอาของใส่รถไปเปิดท้ายขายกัน ตามที่โล่งๆ ข้างถนน ใครจะเข้าไปซื้อของ เขาก็เก็บค่าผ่านประตูนิดหน่อยด้วยค่ะ แต่พิลไม่เคยไปเหมือนกัน เพราะบริเวณที่เขาขาย มักอยู่นอกเมือง ไม่มีรถผ่าน ต้องมีรถขับไป พวกเราไม่มีรถ ก็เลยอดไปค่ะ แต่เพื่อนที่เคยไป  เขาบอก ถูกมากๆ เพราะเจ้าของเอาของตัวเองใส่รถมาขายเอง ซึ่งก็เป็นของที่ยังมีสภาพดีอยู่ แต่เขาไม่ต้องการจะเก็บแล้ว ก็เลยเอามาขาย
Posted by วันดี on 05 Jul. 2006,18:39
เยอรมันแพ้ไปแล้ว ปล่อยให้อิตาลีเข้ารอบ ๒-๐ เยอรมันเงียบหงอยกันทั้งประเทศเลย บอลปีนี้พลิกจริง ๆ มีใครในบ้านนี้ผิดหวังกับเยอรมันบ้างเอ่ย
crying1.gif ic-14.gif

พี่เคยไปค่ะ ตลาดนัดเปิดท้ายรถขายของ คาร์บูธเซลในอังกฤษ ของที่เอามาขายส่วนใหญ่จะเป็นของใช้ของแต่ละบ้านที่ไม่ใช้แล้ว อยากโละออกจากบ้าน ราคาต่อรองกันได้ เพราะคนขายอยากกำจัดออกจากบ้าน พี่เคยได้แก้วไวน์และเหยือกเบียร์ทองเหลืองมาชุดหนึ่ง หน้าตาโบราณมาก ๆ ซึ่งพี่แต่งเรื่องให้มันอยู่ในสมัยวิคตอเรีย ถูกขโมยออกมาจากปราสาทแห่งหนึ่งโดยคนรับใช้ แล้วเป็นมรดกตกทอดมาถึงรุ่นนี้ ดูแล้วมันเชยและบาดตาบาดใจรุ่นหลานเหลน จึงเอาออกมาขายให้กับคนที่ควรเป็นเจ้าของที่แท้จริง คือพี่ ฮ่า ฮ่า ได้กลายเป็นเจ้าหญิงจากปราสาทไปเลย
rasp.gif rasp.gif

หลายประเทศในโลกที่เรียกกันว่าพัฒนาแล้ว เขาก็ยังให้ความสำคัญกับการเพาะปลูกอาหารนะคะ ในอังกฤษที่เราถือว่าเขาเป็นประเทศอุตสาหกรรมแล้ว เขาก็ยังมีพื้นที่จำนวนมากสำหรับการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ซึ่งคืออาหาร เกษตรกรของพวกเขาก็ได้รับการคุ้มครองอย่างดี แนวคิดนี้ต่างกับบ้านเราลิบลับ ชาวนาบ้านเราไม่ค่อยได้รับการเอาใจใส่หรือสนับสนุนให้เพาะปลูกได้ดีขึ้น ราคาดีขึ้น แต่กลับไปเน้นใหเขาบริโภคสินค้าอุตสาหกรรมมากขึ้น ออกจากไร่นาเข้าสู่โรงงานมากขึ้น จนกระทั่งลูกหลานชาวนารุ่นใหม่ ได้กลายเป็นคนงานในเมืองใหญ่กันเกือบหมด ต่อไปอาจไม่มีคนไทยปลูกข้าวให้เรากิน เราอาจต้องซื้อข้าวเวียดนามมากิน อย่างนี้ต่างหากที่เรียกว่าด้อยพัฒนา นะพิลนะ
help.gif help.gif help.gif

พิลจ๋า พี่อุบอิบรับพิลเข้าเป็นอาสาสมัครกองทุนฯ(หรือมูลนิธิ)เลยนะ แล้วเราจะค่อยปรึกษากันถึงแนวทางที่ดี ๆ ที่เราสามารถทำได้
rose.gif

วิธีเปิดรับของบริจาคแล้วปรับปรุงจัดการเอามาขายราคาถูก ในบ้านเรามีพระพยอมท่านทำอยู่ที่วัดสระแก้วของท่านมาระยะหนึ่งแล้ว พี่ยังไม่เคยไปดู แต่มีคนเล่าให้ฟังว่า ดีมาก ๆ ราคาที่ถูก ทำให้คนมีเงินน้อยสามารถหาซื้อไปเป็นของตนได้ เงินที่ได้ก็ยังได้เอาไปช่วยคนที่เดือดร้อนอีก ส่วนคนที่บริจาคออกมานอกจากความสุขทางใจที่ได้แบ่งปันแล้ว ยังได้ขจัดของใช้ที่หมดความจำเป็นออกไปด้วย ดีหลายอย่าง แต่การจัดการตรงนี้ก็คงต้องมีรายละเอียดมากพอสมควร และคงต้องหาคนมาช่วยกันทำหลาย ๆ คน ช่วยกันนะ

fone01.gif fone01.gif fone01.gif fone01.gif
Posted by add on 06 Jul. 2006,11:23
ผิดหวังจนไม่อยากจะเชียร์แล้วล่ะค่ะพี่วันดี เชียร์ทุกทีไม่ได้สักกะที hum.gif

      เปิดขายของที่ไม่ใช้แล้ว เคยเห็นที่อเมริกาค่ะ บางคนก็ติดป้ายให้ไปซื้อกันที่บ้านเลย อย่างกับนักเรียนไทยที่จบแล้วจะกลับเมืองไทยก็ติดป้ายไว้ตามถนนว่าเราขายของราคาถูกมากๆเพราะจะกลับบ้านแล้วก็ได้ผลดีค่ะ อันนี้ต้องถามคุณชายต้อ รู้สึกว่าเขาจะเรียกว่า Garage sale 

      ตลาดนัดของเกษตรกรก็ดีนะคะ ได้กินผลไม้สดๆ ข้าวโพดอร่อยๆ น่าจะเป็น Farmer Market ยูฮู คุณชายต้อ.... fone01.gif แวะมาเล่าหน่อย...

      ตลาดนัดเมืองไทยสิคะ สนุกน่ารักมากเลย ที่จันท์นี่จะมีตลาดนัดชุมชนตามวัน เช่น วันจันทร์ที่พลับพลา วันอังคารที่ปากแซง ฯลฯ ในตลาดนัดจะมีทุกอย่างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ แล้วแต่ขนาดของตลาดนัดนั้น มีตลาดนัดหนึ่งวันพุธและวันอาทิตย์เป็นตลาดที่ใหญ่มาก ที่จริงก็เกิดมาตอนแรกก็เป็นตลาดเล็กๆ แต่ขยายขึ้นไปตามความนิยมของผู้คน เขาเรียกกันตอนแรกว่าตลาดของถม เพราะเริ่มแรกขายของจุกจิกแบบคลองถม มี ซีดี(เถื่อน) เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆราคาถูกเป็นต้น ต่อมาก็ขยายไปเป็นมีทุกอย่าง ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้าใหม่และเก่า เครื่องมือเกษตร อาหารสด กับข้าวถุงที่ผัดกันเห็นๆ โรตี และแม้กระทั่งต้นไม้ คนขายก็มีทั้งแม่ค้าพ่อค้าอาชีพ ชาวสวน และแม้กระทั่งนักศึกษา เป็นตลาดนัดใหญ่ที่คนไปกันมากกว่าห้างเสียอีกค่ะ เห็นแล้วยังรู้สึกปลื้มใจว่า ตลาดนัดชุมชนของเราน่ารัก  ขายของพื้นๆและพิเศษๆที่ห้างไม่มี แค่เดินชมก็สนุกแล้วค่ะ  winkthumb.gif

      โครงการนี้ที่พี่วันดีอยากทำก็ดีนะคะ แต่ตอนนี้ขี้เกียจจังเลยค่ะ sleeping2.gif ตอนนี้ที่ทำแบบเป็นไปเอง และมีแนวโน้มจะเป็นจริง คือโครงการแลกเปลี่ยนต้นไม้กันค่ะ ที่ร้านจะเอาดอกไม้ป่า ดอกไม้แปลกๆมาปักแจกัน ( ร้านเด็กๆน่ะค่ะ)  คนมาก็สนใจไถ่ถามกันว่าดอกอะไร ปลูกยังไง ก็เลยกลายเป็นเอามาให้กัน แลกกัน ชื่นบานดีค่ะ ตอนนี้กำลังแจกต้นดองดึงอยู่ ลูกค้าก็เอาบัวดิน กล้วยประดับอะไรๆมาให้ แล้วก็กำลังจะแลกกล้วยไม้กันค่ะ rose.gif
Posted by pilgrim on 06 Jul. 2006,13:50
เยอรมันแพ้ อย่างเสียขวัญเลยนะคะ เพราะมาเสียลูกตอนใกล้เวลาที่ต่อจะหมด
พิลไม่ได้เชียร์ทีมไหนหรอกค่ะ แต่ตอนอิตาลียิงเข้าลูกแรก เผลอตบมือไปสองสามแปะ applaud.gif เพราะโล่งใจ ที่ในที่สุดก็มีคนยิงประตูเข้าเสียที ดูมาตั้งนาน ไม่มีใครทำประตูซะที อิๆๆๆ แต่ใจก็สงสารเยอรมันค่ะ เพราะเป็นเจ้าภาพด้วย แล้วนักเตะเขาก็เก่งๆ ชนิดบี้กันไม่ลง แต่ก็พลาดจนได้

วันนี้ คอยลุ้นฝรั่งเศสกับโปรตุเกสค่ะ


ตลาดนัดชุมชนที่พี่แอ๊ดเล่ามาน่ารักดีค่ะ แสดงว่าเดี๋ยวนี้ คนหันมาประกอบอาชีพอิสระ ค้าขายส่วนตัวกันมากขึ้นนะคะ แม้แต่นักศึกษาก็หาของมาขายเหมือนกัน พิลเคยรู้จักเพื่อนของน้องสาวคนหนึ่ง เขาเป็นพยาบาลอยู่ แต่พ่อแม่ขายของเร่ไปตามตลาดนัด พอคุณพ่อเขาเสีย น้องเขาตัดสินใจลาออกจากพยาบาลเลยค่ะ เพราะคุณแม่ขายของคนเดียวไม่ไหว เขาบอกว่า  ออกไปขายของได้เงินเยอะกว่าเป็นพยาบาลโรงพยาบาลของรัฐตั้งเยอะ แต่ก็คงเหนื่อยน่าดูเหมือนกันค่ะ (ไม่รู้อันไหน เหนื่อยกว่ากันเนาะ เป็นพยาบาลกับขายของ)

พี่วันดีคะ ด้วยความยินดีเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะที่ให้เกียรติเป็นอาสาสมัคร  แต่ยังไม่ทราบจะช่วยพี่ทำอะไรได้บ้างเลยค่ะ แหะๆๆ แต่ยินดีช่วยเต็มที่ค่ะ bowsdown.gif

พูดถึงเรื่องเกษตรกรรม วันนี้ ดูข่าว บีบีซี เขาบอกว่าเกษตรกรตามชายแดน จีน กับอินเดีย กำลังประสบปัญหาค่ะ
ที่อินเดีย เกษตรกรยากจน มีแต่หนี้สิน จนกินยาฆ่าแมลงฆ่าตัวตาย ทิ้งเมียไว้ทำนาลำพัง ประชากรก็เพิ่มขึ้นๆ จนแม้แต่โรงเรียนก็ไม่มีที่พอ เด็กๆบางกลุ่มต้องออกมานั่งเรียน นอกห้องเรียน
ส่วนที่จีน เกษตรกรที่ทำนา ทำไร่มาเกือบตลอดชีวิต ก็ถูกรัฐบาลยึดที่นาคืน เพราะจะเอาไปทำเขตอุตสาหกรรม
ยึดคืนไปเป็นหมู่บ้านๆ เลยนะคะ แล้วก็ต้อนชาวนาที่เคยอยู่ในกระท่อมติดดิน พื้นที่กว้างๆ ไปขึ้นแฟล็ตอยู่ในห้องแคบๆหมดเลยค่ะ
ชาวนาเหล่านั้น ก็หวังว่า ตัวเองคงจะได้เงินชดเชยบ้าง แต่ก็ยังไม่ทราบข่าวคราวเลย
ขณะที่อินเดียประชากรเพิ่ม ที่จีนประชากรลด จนตลาดแรงงานขาดแคลนค่ะ คนไม่พอกับงานที่ขยายตัวไปตามเศรษฐกิจ
ฟังๆดูแล้ว คล้ายเมืองไทยนะคะ เดี๋ยวนี้ ที่นาแถวปทุมธ่านี อยุธยา สระบุรี กลายไปเป็นนิคมอุตสาหกรรมหมดค่ะ cry3.gif.gif

พิลอยู่นี่ ซื้อข้าวของชาติไหนกิน ก็อร่อยๆสู้ข้าวหอมมะลิของไทยไม่ได้เลยค่ะ แม้แต่ข้าวบาสมาติ ที่แพงๆ ยิ่งข้าวเมล็ดยาว ลองเกรนของอเมริกัน ยิ่งแข็งกระด้าง ถ้าไม่กินตอนหุงสุกใหม่ๆ แทบจะกินไม่ลงเลยค่ะ
ที่บ้านพิล แม่ไม่ค่อยชอบข้าวหอมมะลิค่ะ แม่บอกว่ามันเหมือนแฉะๆ แม่ก็เลยไปซื้อข้าวพื้นบ้านอย่างที่เขาเรียกว่า เขาเสาไห้ ข้าวตาแห้ง ข้าวเหลืองอ่อนกิน และราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิ ขนาดข้าวถูกๆของเรา ยังอร่อยกว่าข้าวของชาติอื่นมากเลยค่ะ
hungry.gif
Posted by วันดี on 07 Jul. 2006,00:40
เมื่อคืนวานดูสารคดี Hour Asia เรื่อง The God of Rice  พระเจ้าแห่งข้าว  

ไม่ได้ดูครบทั้งตอน  แต่ได้ดูตอนจะจบ  เดาเอาว่าเป็นสารคดีเกี่ยวกับชาวนาและการทำนาข้าวของชาวนาแถบภูเขาของเกาะแห่งหนึ่งในอินโดนีเซีย  

ชาวนาที่ไหน ๆ ในประเทศแถบนี้จะคล้ายกันอยู่อย่างหนึ่งนะคะ  คือเขาทำนาด้วยความเคารพในผืนนาและเมล็ดข้าว  ที่นั่นเขามีพิธีกรรมต่าง ๆ มากมายเมื่อจะทำนา  ทั้งยามไถยามดำหรือเก็บเกี่ยว  ทำนองเดียวกับพิธีทำขวัญข้าว ไหว้แม่โพสพบ้านเรา  แต่มาถึงวันนี้  ชาวนามีแต่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่  รุ่นลูกไม่มีใครทำนา  ทุกคนมุ่งหน้าไปเมืองใหญ่  เข้าโรงงานหรือไปทำงานบ้าน  หรืองานอื่น ๆ ที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงิน  พิธีกรรมที่เคยถือกันว่ายิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์  ในผืนนาที่ทุกคนต้องนับถือบูชาและปฏิบัติ  ก็เหลือชายแก่อยู่ ๓ คนที่ร่วมกันประกอบพิธีอย่างเหงาหงอย

ตอนท้ายของรายการเขาพาเราไปดูการทำนาที่บาหลี  เกาะที่ได้ชื่อว่าอนุรักษ์วิถีแห่งชาวนาไว้ได้ดีที่สุด  ทั้ง ๆ ที่เป็นเกาะแห่งการท่องเที่ยวฮิตติดอันดับโลกและพื้นที่เป็นภูเขาทั้งนั้น  ที่นั่นเขาพัฒนาวิถีแห่งชาวนามานานหลายพันปี  มีระบบนาขั้นบันไดและระบบการจ่ายน้ำที่ได้ผลอย่างมาก  ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นมาเป็นพันปีทั้งสิ้น  มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ทางราชการยกเลิกการจ่ายน้ำระบบที่ว่า (มีชื่อเรียกค่ะแต่พี่จำไม่ได้) ทำให้การทำนาเกือบพังเสียหายหมดทั้งเกาะ  ในที่สุดราชการต้องยอมรับเอาภูมิปัญญาเก่าแก่ของบรรพบุรุษนั้นกลับมาใช้  แล้ววิถีแห่งชาวนาเกาะบาหลีก็กลับคืนมาดังเดิม

แต่ถึงอย่างไร  เมื่อชายชาวนาคนหนึ่งเล่าอย่างเศร้าใจว่า  เขาเคยทำนาในผืนนาของพ่อกับน้องชาย  บัดนี้น้องชายได้ละทิ้งที่นาไปทำงานโรงแรมเสียแล้ว  เขาต้องทำงานในนาอยู่คนเดียว  ซึ่งไม่รู้ว่าจะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่  ถ้าเขาตายไปก็คงไม่มีใครทำต่อ  ก็เศร้าใจตาม  เป็นปัญหาที่เหมือน ๆ กันทุกแห่ง

การทำนาปลูกข้าว  เป็นเรื่องพื้น ๆ เสียจนคนไม่ได้สนใจ  เด็กในเมืองบางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าวได้มาอย่างไร  นอกจากการกำเงินไปซื้อเมล็ดขาว ๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ต  ยิ่งไม่ต้องพูดถึงข้าวพันธุ์เสาไห้  เหลืองอ่อน  หรือหอมมะลิ  เพราะเดี๋ยวนี้เขาใส่มาเป็นถุง ๆ ที่ข้างถุงบอกยี่ห้อ  ไม่ใช่พันธุ์ข้าว  เด็กที่ถูกแม่ใช้ให้แวะซื้อข้าวก็จะจำแต่ข้าวตราชฎา  ตรานู่นนี่ไปตามที่พิมพ์อยู่ข้างถุง  เสียดายองค์ความรู้พวกนี้จัง  โลกจะพัฒนาไปสู่อาหารอัดเม็ดสำเร็จรูป  กลืนมื้อละสองเม็ดซะแล้วนะนี่
cry2.gif  cry2.gif

แล้วฝรั่งเศสก็ได้เข้ารอบ  พี่ไม่ได้ดูค่ะ  ง่วงมากทนไม่ไหว  มาฟังข่าวเอาตอนเช้า  ยังไงเยอรมันก็มีสิทธิ์ลุ้นที่ ๓ นะคุณaddนะ
hehe.gif

คุณaddอย่าขี้เกียจค่ะ  สนใจก็คุยกัน  ทำได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น  ถ้าเราช่วยกันคนละนิดละหน่อย  อะไร ๆ มันก็เกิดได้  ถือเป็นงานอดิเรกก็ได้ไม่ต้องทุ่มหมดตัว  ช่วยแรงไม่ได้ก็ช่วยคิดเถอะค่ะ  นะคะ  นะคะ

grouphug.gif  grouphug.gif  grouphug.gif
Posted by sweet lemon on 09 Jul. 2006,03:23
หวัดดีค่ะน้าวันดี น้าแอ้ด จานพี่ และแมงอ่านทุกท่าน..อิอิ tongue.gif

เจ้จานพี่ เป็นแมงโม้คงเลียวก่องเด้อ  greet.gif  ตอนนี้เวลานู๋มีน้อย ขอเป็นแมงแอบพลางๆก่อนนะค่ะ  wave.gif
Posted by pilgrim on 11 Jul. 2006,17:26
จ้ะๆ ไม่เป็นไร แต่อย่าแอบไปนานนะ
ขอให้หนูมะนาวหวาน ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าจ้ะ flo_1.gif
Posted by sweet lemon on 12 Jul. 2006,07:18
มาแย้วค่า.. bowsdown.gif  บอลตอนจบไม่หนุกเลยเนอะ ไม่ถูกใจลาวเล้ย ใจอยากดูอิตาลี VS ฝรั่งเศส ก็สมใจลาว แต่ว่าม่ายมันส์ รออีก4ปีดูใหม่ สนามที่แอฟริกาใต้ หวังว่าทุกทีมนักเตะ คงมีแต่ อว.นะ สว. ม่ายอยากเบิ่งหมดรมณ์ ... สว. แปลว่า สูงวัยค่ะ อว. แปลว่าอ่อนวัย แหะๆแปลกรงๆๆ เอิ๊กกก.. boogie.gif  greet.gif  wave.gif  wavey.gif

คารวะสว.ทุกท่านค่ะ.. กิ๊บกี้... kissing.gif
Posted by pilgrim on 13 Jul. 2006,06:07
ฮ่าๆๆ นี่เราก็กลายเป็น สว.ไปด้วยนะเนี่ย

ใช่ บอลมันไม่สนุก เพราะมันมีทะเลาะกันนี่แหละ  จนป่านนี้ ที่ซีดานทะเลาะกับมาแตราสซี่ ก็ยังไม่เคลียร์เลย
เพราะแหล่งข่าวกล่าวว่า มาแตราสซี่ไปกล่าวดูถูกแม่ของซีดานว่าเป็นโสเภณีอพยพมาจากอัลจีเรีย และว่า ครอบครัวนี้เป็น ผู้ก่อการร้าย terrorists
แต่มาแตราสซี่ก็ปฏิเสธ ว่าไม่ได้พูดอย่างนั้นเลย แต่พูดอะไรก็ไม่ยอมบอก เขาบอกแต่ว่า ก็พูดยั่วโมโหธรรมดา เหมือนอย่างในเกมอื่นๆทั่วไป

เลยไม่รู้ใครพูดจริง พูดเท็จเนอะ

แต่เห็นว่า ฟิฟ่าจะสอบสวนเรื่องนี้ เผลอๆ ซีดานอาจจะถูกถอนชื่อจากรางวัล ผู้เล่นดีเด่นของเวิร์ลคัพประจำปีนี้ ที่โวตเข้ามาโดยนักข่าวอีกด้วย

เรื่องของรูนีย์กับโรนัลโดน้อย ก็ยังยุ่งคาใจจ้ะ พ่อโรนัลโดน้อยเห็นท่าจะอยู่หากินในอังกฤษไม่ได้ แต่ข่าวบอกว่า เขาก็กะจะถีบหัวส่งแมนยูไปอยู่เรียลแมดริด อยู่แล้ว

นี่แหละ โลกของกีฬา ที่บางครั้ง มันก็ไม่ใช่ fair play and fair game เสมอไป ohman.gif
Posted by pilgrim on 13 Jul. 2006,06:36
มากินเคอบับกันไหมจ๊ะ




วันนี้เราลองมาหม่ำเคอบับกันหน่อยไหมคะ sit01.gif จากคำขอของพี่วันดีค่ะ
พิลไม่ทราบเหมือนกันว่าที่เมืองไทย มีอาหารประเภทเคอบับขายบ้างหรือเปล่า เพราะไม่เคยเห็นเลย แต่ถ้าที่อังกฤษนี่ เยอะมากๆค่ะ เขาบอกว่าอเมริกาก็เยอะเหมือนกัน

เคอบับ (kebab) อ่านว่าอะไรแน่ก็ไม่ทราบค่ะ เพราะดูในดิกชันนารี ฝรั่งบอกให้อ่านว่า คิบับ แต่เพื่อนๆชาวมุสลิม มักจะอ่านว่าเคอบับ ฟังๆดูก็คล้าย กะบับอย่างที่พี่วันดีอ่านเหมือนกัน เอาเป็นว่า ขอเรียกว่า เคอบับไปก่อนแล้วกันนะคะ

อาหารชนิดนี้เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวเปอร์เซียและชาวเติร์กหรือตุรกีค่ะ หมายถึง เนื้อสัตว์ย่าง ดั้งเดิม ทำมาจากเนื้อแกะ เนื้อแพะ หรือเนื้อวัว แต่ปัจจุบัน ที่นิยมกันคือแกะและไก่ ที่แน่ๆ ถ้าเป็นร้านต้นตำรับจะไม่มีทำจากหมูค่ะ เพราะชาวมุสลิมเขาไม่กินหมูนั่นเอง

แต่ถ้าไปแถบประเทศอาหรับตะวันออกกลาง เขาจะเรียกเคอบับว่า ชาวาร์มา (shawarma) ปิ้งๆ ย่างๆกันกลางแจ้งอยู่หน้าร้าน ข้างถนน เพื่อเรียกลูกค้าค่ะ

ชาวาร์มา


แต่ร้านขายเคอบับที่อังกฤษนี่ ขายกันในร้านเพราะอากาศมันเย็น และมักจะเป็นร้านประเภทเทคอะเวย์ หรือต้องซื้อออกไปกินนอกร้านค่ะ แต่ก็มีบ้าง ที่บางร้านมีเก้าอี้ให้ลูกค้านั่ง แต่เวลาเสิร์ฟ เขาก็จะเสิร์ฟมาในกล่องโฟม เหมือนอย่างที่ให้เราเทคอะเวย์ 

ถ้าเราเข้าไปในร้านขายเคอบับ เราจะพบว่า มีอาหารประเภทเคอบับ ปิ้งๆ ย่างๆ ให้เลือกหลายหลาก แต่ละร้านอาจจะแตกต่างกันไปเล็กน้อย แล้วแต่คนขายจะมาจากถิ่นประเทศไหน

แต่โดยทั่วไป จะมีอยู่สองแบบหลักๆค่ะ คือ ที่เรียกว่า แลมบ์ โดเนอร์ เคอบับ(แกะ) และ ชิคเก้น โดเนอร์ เคอบับ(ไก่)

เคอบับแกะ ก็จะทำจากเนื้อแกะบด ไข่ ผงขนมปังป่นผสมกับเครื่องเทศ ตามสูตรของเขาค่ะ แล้วนำมาย่างบนแกนหมุนในแนวตั้ง อย่างที่เห็นในรูปค่ะ



แต่ละย่านแต่ละท้องที่ รสชาติของเคอบับก็จะแตกต่างกันไป เวลาจะกิน เขาก็จะเอามีดมาเฉือนแล่เนื้อออกมาเป็นแผ่นบางๆ ยัดลงในขนมปังรูปรีๆ แบนๆ ที่เรียกว่า พิตต้า เบรด โปะผักสลัดลงไป แล้วราดด้วยซอสชนิดต่างๆ แล้วแต่ความชื่นชอบของผู้กิน แต่ตัวพิลกริมชอบซอสพริกมากที่สุดค่ะ เพราะมันจี๊ดจ๊าดเหมือนน้ำจิ้มแบบไทยดี

อันว่า ซอสพริก ของเขา ก็ไม่ใช่ซอสพริกศรีราชาแบบบ้านเรานะคะ แต่จะเป็นซอสพริกสดๆ เหมือนกับเอาพริกแดงสดๆมาปั่น รวมกับผักเครื่องเทศอื่นๆ เช่นผักชี ผสมน้ำ และอาจจะมีมะนาว เกลือ น้ำตาลนิดๆ รสชาติอร่อยแบบเปรี้ยวๆ หวานๆ เค็มๆค่ะ

พูดถึงเนื้อแกะ อาจจะมีหลายๆท่านไม่เคยรับประทาน มีอยู่ครั้งหนึ่ง พิลกริมเคยไปประชุมต่างประเทศ แล้วมีผู้เข้าร่วมประชุมท่านหนึ่งไปจากประเทศไทยเช่นกัน พี่เขาไม่เคยรับประทานเนื้อแกะ และเขาก็ไม่รับประทานเนื้อวัว เขาก็มาถามพิล จนคนตอบมึน เพราะเขาถามว่า
"เนื้อแกะ นี่มันเนื้อวัวหรือเนื้อหมู"
จะตอบไงดีล่ะพี่จ๋า เพราะ แกะ วัว หรือ หมูน่ะ มันคนละประเภทกันเลย หน้าตาก็ไม่ได้เหมือนกันสักนิด
แต่สันนิษฐานว่า พี่เขาคงอยากรู้ว่ามันคาวๆเหมือนเนื้อวัวหรือเปล่า เพราะปกติแล้ว คนที่ไม่กินเนื้อวัว ก็จะบอกว่า เนื้อวัวมีกลิ่นคาวจัด แต่คนที่กิน ก็จะบอกว่า กลิ่นเนื้อย่าง เสือร้องไห้ หอมหวนทวนลม ลางเนื้อชอบลางยาค่ะ

ดังนั้น สำหรับคนที่ไม่ชอบกินแกะ หรือไม่อยากจะลองกิน ก็มีชิคเก้น โดเนอร์ หรือ เคอบับไก่ ซึ่งจะเป็นเนื้อไก่ล้วนๆ เอาไปหมักกับเครื่องเทศอ่อนๆ แล้วนำไปอัดโปะบนแกนย่างในลักษณะเดียวกัน เวลาจะกินก็เฉือนๆ แล่ๆ ออกมาแล้วกินกับสลัด ยัดในขนมปังพิตต้า ราดด้วยซอสเหมือนกัน กินๆไปเหมือนไก่ย่างอิสลามบ้านเราจ้ะ ที่หอมขมิ้นและเครื่องเทศ แต่นี่ พิลไม่ทราบว่าเขาใส่เครื่องเทศอะไรบ้าง



ซอสที่ใช้ราดกินกับเคอบับ นอกจาก ซอสพริกอย่างที่กล่าวมาแล้วนะคะ ยังมีซอสกระเทียม ซึ่งเหมาะสำหรับคนไม่ชอบกินเผ็ด แต่ชอบกลิ่นหอมของกระเทียม
นอกจากนี้ บางร้านอาจราดโยเกิร์ตบนสลัดให้ด้วย ควบคู่กับซอสทั้งสองชนิด

อย่างร้านเคอบับในอังกฤษนี้ เขาเล่าว่า แถบที่นิยมกินเคอบับกับโยเกิร์ต คือแถวแคว้นยอร์คเชอร์ ทางตอนเหนือของอังกฤษ แต่ถ้าเป็นที่ลอนดอน จะไม่มีเลย และถ้าคนกินไปบอกให้เขาราดโยเกิร์ต คนขายก็อาจจะมองว่า เจ้าหมอนี่ มาแปลกแฮะ

คราวนี้ มาว่ากันด้วยเรื่องผักสลัดนะคะ
หอมหัวใหญ่ ดูเหมือนจะเป็นหัวใจสำคัญ ตามมาด้วยผักกาดหอม มะเขือเทศ แตงกวา กะหล่ำปลี และที่ขาดไม่ได้ สำหรับคนชมชอบความเผ็ด คือ พริกหยวกดองเม็ดใหญ่ สีออกเขียวอมเหลือง และรสชาติเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ อย่างในรูปค่ะ ปกติเขาจะให้กล่องละสองเม็ด



แต่ก่อน พิลเคยไปกินกับวาสเมีย เพื่อนแขกกาตาร์ พิลจะได้กินสามเม็ดทุกที เพราะวาสเมียเธอไม่สู้ค่ะ ได้มาสองเม็ด เอามาแบ่งให้พิลอีกเม็ดหนึ่ง เธอหม่ำแค่เม็ดเดียว เพื่อนคนนี้แหละค่ะ ที่ชักนำพิลให้ได้ไปรู้จักกับเคอบับ

แล้วเพื่อนคนนี้นะคะ เธอมักจะทำพิธีอดอาหาร (fasting) นอกเทศกาลรอมาฎอลอยู่เนืองๆ เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน รับประทานได้ ไปร้านเคอบับทีไร เธอจะสั่งชุดใหญ่มาด้วยความหิว แล้วก็กินไม่หมดสักที ทำให้เราต้องเข้าไปช่วยเธอจัดการตามประสาเพื่อนที่แสนดี (และตะกละ อิๆๆ) ตอนหลัง เลยต้องรีบสกัดเธอไว้ก่อน เวลาเธอขยับจะสั่งชุดใหญ่ มิฉะนั้น จะเดือดร้อนมาถึงกระเพาะของดิฉัน ครั้นจะทิ้งก็เสียดาย ของมันแพงน่ะค่ะ อย่างชุดในรูปนี่ราวๆสองร้อยห้าสิบบาทไทยค่ะ



นอกจากโดเนอร์ เคอบับแล้ว ยังมี ชิช เคอบับ และ คอฟต์ เคอบับด้วยค่ะ คือการนำเนื้อแกะ และเนื้อไก่หมัก มาหั่นเป็นชิ้นๆ เสียบบนไม้ย่างแบบบาร์บีคิวปนกับผักต่างๆ เช่น พริกตุ้ม (sweet pepper) มะเขือเทศ แต่ยังไม่เคยลองสักทีค่ะ คิดว่าน่าจะอร่อยเหมือนกัน

ชิช เคอบับ


คอฟต์ เคอบับ


ในร้านเคอบับที่ลอนดอน หลายๆร้าน จะมีอาหารอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า ฟาลาเฟล (falafel)ขายด้วย




ฟาลาเฟลนี้ จัดเป็นอาหารมังสวิรัติค่ะ คือจะทำมาจาก ชิคพี (chickpeas) ซึ่งเป็นถั่วพื้นเมืองชนิดหนึ่งทางอาหรับและอินเดีย เอามาผสมกับเครื่องเทศ แล้วปั้นเป็นก้อนๆ ทอด กินร้อนๆตอนเสร็จใหม่ๆ อร่อยมากค่ะ เขาบอกว่าเป็นอาหารขบเคี้ยวเล่นๆของชาวอาหรับ เหมือนที่ฝรั่งชอบกินเฟรนช์ฟรายกันเล่นๆ
คำว่า ฟาลาเฟล ในภาษาอาราบิกแปลว่า พริกไทย ถ้าเป็นต้นตำรับ เขาก็จะกินเปล่าๆ แต่ในประเทศฝรั่ง บางที่ เอามาดัดแปลงเอามาทำเป็นไส้แซนด์วิช เพื่อปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมการกินแบบท้องถิ่น

เรียกว่า เคอบับ เป็นอาหารราคาประหยัดที่มีคุณค่าอาหารใช้ได้เลยค่ะ คือมีทั้ง คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินและเกลือแร่ จากผัก แต่ก็ต้องระวังเรื่องไขมันเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม อาจจะถูกสุขอนามัยกว่า ฟิชแอนด์ชิพ ที่เป็นของทอดล้วนๆนะคะ ราคาก็ไม่หนีกันเท่าไหร่ คนอังกฤษก็เลยหันไปกินเคอบับแทนฟิชแอนด์ชิพกันเยอะค่ะ แต่ยังไงถ้ามีข้าวกล่องให้เลือกและอร่อยๆ แบบร้านคุณไหมหนัน หรือ น้องต้นหอม ก็ขอเลือกข้าวกล่องไทยไว้ก่อนเลยค่ะ
 
สนใจข้อมูลเพิ่มเติม เชิญได้ที่เว็บนี้นะคะ
< kebab >
Posted by pilgrim on 21 Jul. 2006,05:28
ตอน : ไปดูเด็กๆร่าเริง (1)


“เฮลโหล นั่นพิลเรอะ สบายดีหรือเปล่า”
เสียงเลสลีย์ดังมาตามสาย เป็นธรรมเนียมของฝรั่ง ที่เขามักจะต้องมาถามสารทุกข์สุกดิบกันก่อน ก่อนจะนำเข้าเรื่องที่อยากสนทนา
“เนโอมีจะไปเต้นระบำที่งานโรงเรียนเสาร์นี้ ไปดูกันไหม เขาอยากให้พิลไปด้วยนะ”
เลสลีย์เป็นป้าของเนโอมี เป็นพี่สาวของแคเรน ซึ่งเป็นแม่ของเนโอมี ทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทของฉันที่โบสถ์




แล้วเลสลีย์ก็นัดแนะจะมารับฉันที่บ้านเพื่อไปงานโรงเรียนของเนโอมีกัน
เมื่อถึงวันเสาร์อากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว เลสลีย์กับเนโอมีก็ขับรถมารับฉัน แล้วบอกว่า
“เดี๋ยวไปแวะที่บ้านก่อนนะ ไปรับแคเรนด้วย”
ทั้งสองศรีพี่น้องอยู่บ้านหลังเดียวกัน โดยแคเรนและสจ็วตสามีอยู่ห้องหนึ่ง ส่วนเลสลีย์กับเนโอมีก็นอนกันอีกห้องหนึ่ง สองคนป้าหลาน พวกเขาดีกับฉันมากๆ เวลาไปไหนๆ ก็มักจะนึกถึงและชักชวนฉันติดสอยห้อยตามไปด้วยเสมอ



โรงเรียนที่เนโอมีเรียน เหมือนเป็นโรงเรียนสำหรับชุมชนประจำหมู่บ้านนอกเมืองออกไป แต่สิ่งที่น่าทึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วแห่งนี้ ก็คือ ความเจริญของเขากระจายไปทั่งถึง ไม่ว่าจะอยู่หย่อมย่านบ้านไหน ไกลปืนเที่ยง

ฉันเคยคิดเล่นๆ กับเพื่อนนักเรียนไทยว่า ดัชนีชี้วัดความเจริญของเขา ที่มองเห็นง่ายๆ คงจะเป็นร้านค้าชื่อดังของอังกฤษ คือ มาร์คแอนด์สเปนเซอร์ และ บูตส์ สองร้านนี้ จะเป็นดัชนีชี้วัดความเจริญที่ดี เพราะกระจายไปทุกหย่อมย่าน เรียกว่า คนอังกฤษ ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหน ก็จะได้มีโอกาสซื้อสินค้าของสองร้านนี้ได้เท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องเข้ามาถึงเมืองใหญ่ๆ

โรงเรียนของเนโอมีก็เช่นเดียวกัน ฉันเดินเข้าไปดู เป็นเพียงโรงเรียนเล็กๆ แต่ก็มีอุปกรณ์การสอน เครื่องไม้เครื่องมือให้เด็กครบครัน ที่สำคัญมีสนามหญ้า ขนาดยักษ์ กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เด็กๆคงได้วิ่งเล่นกันสนุกสนาน

 เอ้า เร้ว กระเถิบเข้ามาอีกหน่อยสิจ๊ะ พ่อหนุ่ม จับมือไม่ถึงอ้ะ


ที่อาคารภายในโรงเรียน คุณครูตั้งโต๊ะขายบัตร ผู้เข้าชมงาน เลสลีย์ก็ซื้อตั๋วเผื่อฉันด้วย ตอนแรกฉันก็ไม่รู้ว่างานโรงเรียนนี้คืออย่างไร แต่เมื่อได้เดินชมการจัดงานของเขาแล้ว เรียกได้ว่า มีความคิดสร้างสรรค์ น่านิยมมากๆเลย

เมื่อเดินดูไปรอบๆ ฉันก็ถึง บางอ้อ ว่าโรงเรียนเขาหวังจะหาเงินรายได้ ระดมทุนเข้าโรงเรียนนั่นเอง จึงร่วมกับสมาคมผู้ปกครอง จัดงานหารายได้ขึ้นมา
การขายบัตรผ่านประตูของเขา ก็เป็นการหารายได้ส่วนหนึ่ง เขาไม่ได้ขายบัตรเข้าชมงานแพงมาก เรียกว่าเก็บนิดๆหน่อยๆ ถ้าเป็นบ้านเราก็อาจจะขายบัตรราคาสิบบาท เพื่อให้คนได้บริจาคเข้าโรงเรียนแต่ด่านแรก

เมื่อเดินเข้าไป ก็เจอกับโถงอเนกประสงค์ ซึ่งโรงเรียนเขาใช้เป็นโรงอาหารและห้องประชุมด้วยในคราวเดียวกัน
วันนี้ มีร้านอาหารว่างและเครื่องดื่มมาเปิดกันคับคั่ง บรรดาคนขายก็คือคุณครูทั้งหลายนั่นเอง อาหารว่างก็ได้แก่ คุ้กกี้และเค้ก อ้อ มีสตรอเบอรี่ราดครีมด้วย
ฉันเดินเข้าไปดู มีแต่ขนมน่ากินทั้งนั้นเลย แคเรนบอกว่า โรงเรียนขอความร่วมมือให้ผู้ปกครองทุกคนช่วยทำขนมมาบริจาค ใครจะทำมาก ทำน้อยก็ได้ แคเรนเองก็ทำซีเรียลคุ้กกี้ใส่กล่องเบ้อเริ่มมาให้ครู
แล้วคุณครูก็นำขนมเหล่านั้น มาขายชิ้นละสิบกว่าบาทเอง ซึ่งถือว่าย่อมเยามากสำหรับที่อังกฤษ เป็นการหารายได้เข้าโรงเรียนด่านที่สองแล้วนะคะ

เมื่อเดินลึกเลยโถงประชุมเข้ามาหน่อย ก็จะด่านหาทุนด่านที่สาม เป็นห้องเรียน สามสี่ห้อง ในห้องเรียน คุณครูก็จัดขายของอีกค่ะ เรียกว่า ขายกันแหลก มีอะไรขนเอามาขายได้ ก็ขาย แต่เป็นของบริจาคนะคะ ไม่ใช่เอาของโรงเรียนมาขาย แฮ่ๆๆ 

ฉันเดินๆดู ก็เจอห้องขายเสื้อผ้าที่ใช้แล้วแต่สภาพยังดี ห้องขายหนังสือ ห้องขายของแต่งบ้าน กับของกระจุกกระจิก มุมขายของเล่นและเกมส์สำหรับเด็ก

เต้นดีๆนะ ถ้าเต้นไม่ดี ฉันเอาไม้ฟาดหัวนะ


คนอังกฤษนี่ เขาไม่รังเกียจของใช้แล้วค่ะ โดยเฉพาะเสื้อผ้า มีร้านค้าการกุศล หรือร้าน charity shop นับสิบร้านที่รับบริจาคเสื้อผ้าใช้แล้ว แต่สภาพยังใหม่ ไม่ชำรุด เอามาขายระดมเงินหาทุนกันมากมาย คนรวยๆเอง ก็ยังไปเดินหาซื้อเสื้อผ้าใช้แล้ว เรียกว่า เขารวย แต่ไม่จำเป็นต้องหรูค่ะ เรียกว่า ของหรูเขาก็ใช้ แต่เขาก็ไม่รังเกียจของใช้แล้วเช่นกัน

แล้วของพวกนี้ สภาพยังดีมากๆ ฉันเองยังเคยไปเดินหาซื้อมาได้หลายตัว ใส่แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นของเก่าหรือของใหม่ บางครั้งก็ได้ของใหม่มาเสียด้วยซ้ำ เพราะห้างร้านหรือบริษัทบริจาคมา
ทำเป็นเล่นไปนะคะ ขนาดชุดแต่งงานและชุดราตรีหรูๆก็มีขายในร้าน charity shop พวกนี้ค่ะ เป็นของคนร่ำรวยบริจาคมาทั้งนั้น

นอกจากร้านค้าการกุศล แล้ว เขายังนัดกันเอาของมาเปิดท้ายรถขายกันมากมาย เป็นที่นิยมกันไม่เสื่อมคลาย เรียกว่า ราวกับตลาดนัดย่อมๆทุกวันเสาร์อาทิตย์

ความคิดแบบนี้เป็นเรื่องดีค่ะ เหมือนกับเอาของมาแลกเปลี่ยนกันใช้ ดีกว่าเก็บดองไว้ให้มันเก่าเก็บ ใครก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้สักคน รกบ้าน รกช่องเปล่าๆ

สิ่งนี้ ทำให้ฉันชื่นชมความคิดของคนอังกฤษ คนในประเทศที่ได้ชื่อว่าพัฒนาแล้ว แต่ประชาชนทั่วไป เขาไม่ได้ติดยึดกับความหรูหรา มีหน้ามีตา หรือของแบรนด์เนม แต่เขายึดหลักว่า สิ่งของใดก็ตามที่ดูดี และซื้อได้ในราคาประหยัด เขาก็ไม่ลังเลที่จะซื้อ

พวกเขาจึงมีชีวิตกันอย่างน่าทึ่ง เรียกว่า แง่มุมที่หรูหราก็มีอยู่ แต่เขาไม่ได้ยึดติดกับความหรูนั้นตลอดเวลา เพราะอีกด้านหนึ่งของเขา คือจิตใจที่คิดถึงการประหยัด และใช้เงินให้คุ้มค่า เหมาะแก่โอกาส



ฉันยังเคยคิดเล่นๆว่า คนอังกฤษนี่ฉลาดแฮะ ตามห้างร้านหรูหราในกรุงลอนดอน ถ้าดูดีๆ จะมีแต่นักท่องเที่ยวเข้าไปเดินจับจ่ายซื้อของ ที่เยอะมาก คือ พี่ไทย พี่แขกตะวันออกกลาง กับ พี่ญี่ปุ่น รองลงมาก็ชาติยุโรปอื่นๆ เรียกว่า เขาทำแบรนด์หรูๆ ดังๆ ไว้ขายคนต่างชาติซะเป็นส่วนใหญ่

คนไทยเองก็เดินกันขวักไขว่ในลอนดอนค่ะ จะว่าไปแล้ว คนรวยของเราก็ไม่น้อยหน้าชาติไหนเลย พนักงานขายในห้างฮารอดส์สุดหรู มักชอบถามเวลาเราไปจ่ายเงินว่า คุณมาจากประเทศไหน
พอตอบจากประเทศไทย บางคนก็จะ สวัสดีครับ ขอบคุณครับ ได้ด้วย

ร้านดังๆบางแห่ง อย่างเช่นในสวิตเซอร์แลนด์หรือฝรั่งเศส ถึงกับหาคนขายคนไทยไว้บริการนักท่องเที่ยวคนไทยเลย แสดงว่า คนไทยเราก็ไปทุกที่เหมือนกัน
อ้าว เลี้ยวออกนอกโรงเรียนไปอีกแล้ว นี่แหละ ฤทธิ์ของแมงเม้า
เหอๆๆๆ  ohman.gif

เดี๋ยว ตอนต่อไป จะมาเม้าต่อนะคะ whisper.gif 
ชมรูปเด็กๆ เต้นรำกับบรรยากาศงานโรงเรียนไปพลางๆก่อนค่ะ  thumbsup.gif thumbsup.gif
Posted by add on 21 Jul. 2006,08:39
ตายละ พี่พลาดเรื่องเคอบับของแมงโม้ไปได้ยังไงนะ   ตอนที่ไปมาเตร่า เจ้าแทนหมายมั่นว่าจะกินเคอบับ  แต่วันที่เห็นร้านเคอบับวันนั้นอิ่มแล้ว  พอวันหลังไปอีก อ้าว ...เขาปิดตอนบ่าย  ไปอีกทีอ้าวเขาปิดร้าน ฮ่า เลยอด อิอิ  ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลละเอียดยิบ

            เพื่อนๆพิลดูท่าทางน่ารักจัง  flo_1.gif
Posted by pilgrim on 22 Jul. 2006,17:45
เคอบับก็อร่อยดีค่ะ พี่แอ๊ด ใส่ซอสพริก มันจะเผ็ดเข้ากับรสที่เราคุ้นเคยดี ดีที่เขามีสลัดให้กินแนมด้วยค่ะ
แสดงว่าที่อิตาลีก็มีเคอบับเหมือนกันนะคะ

ตอน : ไปดูเด็กๆร่าเริง (2)

แต่งานโรงเรียนวันนี้ ฉันหลงใหลห้องที่เขาเอาหนังสือมาขายมากๆค่ะ ไปซื้อมาได้หลายเล่มเหมือนกัน หนังสือแพงๆสวยๆ ราคาจริงๆเล่มละเกือบพันบาท เขาเอามาขายเล่มละยี่สิบบาทเอง

ฉันได้หนังสือสวยๆสำหรับเด็กมาพอประมาณ เช่น นิทานจากหนังของวอลต์ ดิสนีย์ หนังสือชุดกระต่าย Beatrix Potter และชุด Winnie the Pooh พิมพ์สีหมดทุกหน้า กระดาษอาร์ตอย่างดี
เล่มละสิบสี่บาท เห็นแล้วรีบคว้ากระโดดเข้าใส่ เอามาเก็บไว้ดูเล่นก็เป็นปลื้มแล้วค่ะ

อย่างที่บอกค่ะ ผู้ปกครองเอามาบริจาค เหมือนแลกกันอ่าน ผู้ปกครองหลายคนก็มาซื้อหนังสือที่ตัวเองชอบไปเหมือนกัน
โรงเรียนก็ได้ประโยชน์นะคะ ได้เงินจากการขายหนังสือครั้งนี้ เรียกว่า ไม่ต้องลงทุนอะไรมากเลย อาศัยแรงผู้ปกครองมาช่วยกันบริจาค ช่วยกันซื้อ คุณครูมาขายและเก็บเงิน

เมื่อเดินออกไปกลางสนาม โอ้ วันนี้ แดดร้อนจัดมาก แต่รายการหาทุนยังไม่หมดแค่นี้ค่ะ
คุณครูเอาเตนท์มาตั้งรอบๆสนาม แล้วเปิดเป็นร้านค้าย่อยขึ้นมาอีก เตนท์หนึ่ง ขายเบอร์เกอร์ ทอดๆย่างๆกัน ควันฉลุย ขายถูกๆอีกเหมือนกัน

บางเตนท์ก็ให้เด็กนักเรียนมาคุมแล้ว สร้างกิจกรรมให้เด็กๆเล่น ใครอยากเล่นเกมไหน ก็จ่ายเงิน ถูกๆอีกแหละค่ะ ราวสิบกว่าบาท แล้วก็เล่นเกมกัน แต่เป็นเกมแบบเด็กๆนะคะ ไม่ใช่เกมเพลย์สเตชั่น ในคอมพิวเตอร์

อย่างเกมหนึ่งที่ฉันชอบคือ เขาให้เด็กล้วงลงไปในกล่อง แล้วก็หยิบเบอร์ขึ้นมาว่าจะได้ของอะไร เหมือนจับสลากนะคะ
อีกเกมหนึ่งที่เด็ด คือ เขาเอาไข่มาฝังไว้ในกระบะทราย ให้ไข่โผล่ยอดออกมาครึ่งหนึ่ง แล้วให้เด็กๆเลือกหยิบไข่ตามต้องการ โชคดีก็หยิบได้ไข่ดี โชคไม่ดีก็หยิบได้ไข่ที่มีแต่เปลือก คือ เขาเจาะรู เอาไข่ออกไปทำขนมแล้ว
เห็นเด็กๆเล่นกันแล้ว น่าสนุกค่ะ

แต่เกมที่ฉันชอบ และคิดว่าไอเดียเขาบรรเจิดที่สุดคือ เกมแก้แค้นคุณครู
เขาจับครูบางคนมาใส่ขื่อคา ยื่นแต่หัวออกมา ดูในรูปนะคะ แล้วให้นักเรียน ซื้อตั๋วเข้ามา เอาฟองน้ำเบ้งๆ ชุบน้ำ ปาหัวครูค่ะ



คงไม่ตกใจนะคะ เพราะที่นี่เขาไม่ถือสาเรื่องหัวกัน ขนาดเนโอมียังลูบหัวพ่อเล่นบ่อยๆ เพราะพ่อเธอหัวเหม่งค่ะ
ยิ่งความเป็นครูบาอาจารย์ เขาก็ไม่ได้กลัวหงอแบบบ้านเรามาก เขาถือว่า ทุกคนเท่าเทียมกันหมด (ซึ่งบางทีก็ดี บางทีก็ไม่ดีค่ะ)

คราวนี้ละค่ะ นักเรียนแต่ละคน ก็รุมล้อม จ่ายตังค์ เอาฟองน้ำ ชุบน้ำในถังปาหัวครู ถูกบ้าง ไม่ถูกบ้าง หัวเราะกันเอิ๊กอ๊าก นับได้ว่าเป็นการเอาคืนที่ครูดุมามาก สังเกตดูจะมีแต่ครูผู้ชายลงมาเล่นค่ะ

แต่เชื่อไหมคะ คุณครูที่โดนเด็กรุมปามากที่สุด คือ คุณครูคนที่เด็กรักมากที่สุด เด็กๆเขาดีใจที่ได้เล่นกับครูค่ะ ครูก็น่ารัก ยืนให้เด็กปายิ้มย่องผ่องใส

นี่แคเรนกับเลสลีย์บอกนะคะ ว่าคุณครูในรูป เป็นถึงผู้ช่วยครูใหญ่ ที่ทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง รักเขาทุกคน

นอกจากนั้น ยังมีของเล่นสูบลมให้เด็กเล่นค่ะ เรียกว่า bouncy castle กับ slider ซึ่งใครใคร่เล่นใคร่จ่ายเหมือนกัน แต่เงินไม่ได้เข้าโรงเรียนค่ะ เพราะทางโรงเรียนจ้างเขามาออกร้าน เพื่อบริการให้เด็กๆเพลิดเพลิน



แล้วก็ถึงตาที่เด็กๆออกมาเต้นรำกันค่ะ
การแสดงมีชุดเด็ดๆ อยู่สี่ชุดคือ ระบำเมย์โพล ที่เนโอมีออกไปเต้น การเต้นคันทรีดานซ์ การเต้นรำสมัยใหม่แบบดานเซอร์ และ การเต้นเชียร์ลีดเดอร์





แต่ฉันดูแล้ว ระบำเมย์โพลน่ารักสุดๆ แม้จะไม่ต้องใช้ศิลปะในการเต้นมาก แต่ต้องใช้ความตั้งใจให้การเต้นได้มาซึ่งศิลปะอันสวยงาม

การเต้นระบำเมย์โพล เป็นการเต้นระบำของหนุ่มสาวชาวบ้าน ที่มีมาแต่นับสมัยโบราณ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ โดยทั่วไปเขาจะเริ่มกันตั้งแต่เดือนพฤษภาคม

เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ นั่นหมายถึง ความหนาวเย็นอันยาวนาน เริ่มสิ้นสุดลง ท้องฟ้าจะเริ่มแจ่มใส ดอกไม้อย่างเช่น บลูเบล พริมโรส เดซี่ เริ่มผลิบานเด็มทุ่งหญ้า นกน้อยออกมาร้องเพลงกันอย่างร่าเริงใจ พร้อมโบกบินกันเรียงราย

มีคำกล่าวว่า เมื่อเธอได้เหยียบย่างแล้วเจอดอกเดซี่เบ่งบานอยู่บนพื้นเก้าดอกเมื่อใดละก็ นั่นคือ การมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ
ฤดูใบไม้ผลิ จึงคือสัญลักษณ์ของความแจ่มใส พืชพรรณไม้เริ่มผลิดอก ผลิใบ ฝูงแกะกลับคืนมาและเล็มหญ้าอยู่ในท้องทุ่ง 

ในสมัยโบราณ ตามหมู่บ้านชนบทของอังกฤษบางแห่ง จะเป็นธรรมเนียมของหนุ่มๆสาวๆที่จะตื่นแต่เช้าตรู่ แล้วใช้น้ำค้างยามรุ่งอรุณแห่งเดือนพฤษภา มาล้างหน้า โดยถือว่าเป็นเหมือนตัวยาอันวิเศษที่จะทำให้สวยใสไร้รอยกระ สิว ฝ้า (แหม จะลองมั่งก็สายไปแล้วนิ)

นี่คือ บทเพลงแห่งฤดูใบไม้ผลิ ที่เขามักร้องกัน

ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน
ดวงตะวันสาดแสงใส  ดวงตะวันสาดแสงใส
นกน้อย ผีเสื้อรำร่าย
ดอกไม้ผลิบาน งามประจักษ์แก่สายตา
ทุกสิ่งสวยงาม
เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน 


ระบำเมย์โพล จึงคือสัญลักษณ์แห่งความร่าเริงของคนหนุ่มสาว โดยที่เขาจะออกมาเต้นรำรอบๆเสา (pole) ที่ด้านบนผูกริบบิ้นหลากสีห้อยโยงไว้ แล้วคู่เต้นรำ จะต้องเต้นไปรอบๆ เพื่อสานริบบิ้นให้ออกมาเป็นลวดลายต่างๆ นี่แหละค่ะ ศิลปะของการเต้นระบำเมย์โพล


เด็กๆ เต้นไป สานริบบิ้นบนยอดเสาไปเป็นลวดลายต่างๆค่ะ







เด็กๆ ในวันนั้น เต้นรำได้ดีมากๆ พวกเขาเต้นแกว่งขากันไปอย่างร่าเริง สายตาก็จับจ้องปลายริบบิ้นบนยอดเสา ที่ตัวเองถืออยู่ แล้วตั้งอกตั้งใจสานริบบิ้นจนออกมาเป็นลวดลายสวยงาม



ระบำคันทรี หรือ country dance ก็น่ารักค่ะ พ่อหนู แม่หนูเต้นกันอย่างสวยงาม น่ารัก ตั้งใจเต็มที่

ระบำชุดอื่นๆ ค่อนข้างเป็นระบำสมัยใหม่ ที่แม้จะดูเร้าใจ แต่ฉันว่ามันเหมือนขาดเสน่ห์ แต่เห็นความตั้งใจของเด็กๆแล้ว ก็สัมผัสได้ ถึงความร่าเริงและความรับผิดชอบของเขา


เต้นไป สนุกไปค่ะ แม้วันนั้น แดดจะร้อนจัดจ้า แต่ทุกคนก็สนุก เพราะเขาคิดว่า เขาได้ทำประโยชน์บางอย่างตอบแทนให้กับโรงเรียน ให้กับชุมชน และแน่นอนให้กับเด็กๆ ลูกๆหลานๆ ในชุมชนของพวกเขา 

ฉันสังเกตดูสีหน้าของพ่อแม่และลูกๆแต่ละครอบครัว เห็นแต่ความปลาบปลื้มจากทั้งสองฝ่าย พ่อแม่ก็ปลื้มที่ได้เห็นลูกๆแสดงท่าเต้นอันน่ารักน่าเอ็นดู ลูกๆก็ปลื้ม ที่เขาได้แสดงอะไรให้พ่อแม่ดู บอกให้รู้ ว่าหนูทำได้ พวกเขาคอยสบตาแล้วแย้มยิ้มให้กำลังใจกันตลอดเวลา

ฉันขอบคุณเลสลีย์และแคเรน ที่ชักชวนมาดูงานเด็กๆที่แสนจะน่ารักเช่นนี้ เป็นงานที่จัดด้วยรูปแบบเรียบง่าย แต่ทุกคนพร้อมใจกันเสียสละ แสดงออกซึ่งจิตใจที่หวังสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับส่วนรวม

เป็นจิตใจที่เราควรปลูกฝังให้กับเด็กๆและผู้คนในสังคมของเรา เพื่อให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นนะคะ


อ้าว รูนี่ย์ก็มาเต้นด้วยแฮะ

Posted by แมวเหมียว on 24 Jul. 2006,04:33
winkthumb.gif น่ารักจังค่ะคุณพิล..ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่เลยค่ะ inlove.gif

again.gif  again.gif
Posted by KiLiN on 24 Jul. 2006,05:15
แมงเม้านี่โม้เก่งนะ  yes.gif
Posted by pilgrim on 25 Jul. 2006,16:54
hehe.gif ขอบคุณค่ะ พี่แมวเหมียว ที่มานั่งฟังแมงเม้านั่งโม้ fone01.gif

โม้ก็เก่ง เม้าก็เก่งค่ะ อย่างที่คุณคิลินว่า ฮ่าๆๆๆๆ rasp.gif yes.gif

พิลเขียนเรื่องงานโรงเรียนนี้ เผื่อคุณพ่อ คุณแม่ หรือคุณครูท่านไหน จะปิ๊งไอเดียกับการจัดกิจกรรมหาทุนให้โรงเรียนแบบนี้บ้าง เห็นเขาเข้าใจคิดดีค่ะ winkthumb.gif
Posted by sweet lemon on 26 Jul. 2006,04:17
เจ้พิลค่ะ...รูปหลงมาครั้งบอลโลกค่ะ...เพื่อนลิงเค้าให้ไว้เป็นของขวัญค่ะ...แต่เค้าไม่ได้ให้มะลาวดอกค่ะ... เค้ารู้ว่าเด๋วต้นไม้ตายโม้ดค่า...เหอๆๆ sofaroll.gif มะลาวก็เพียง  photographer.gif ไว้เป็นที่ระลึกค่ะ  boogie.gif


Posted by คนธรรมดา on 28 Jul. 2006,07:08
หวัดดีครับคุณพิล และทุก ๆ ท่าน เข้ามาอ่านแมงโม้ แล้วเห็นภาพตามเลยนะครับ

คุณพิล เล่าสนุกดี อย่างนี้ ผมต้องขอเป็นสมาชิกที่ต้องติดตามอ่านแมงเม้าอีกคนซะแล้ว

แต่เด็กอังกฤษนี่น่ารักจังเลยนะครับ  tongue.gif
Posted by pilgrim on 29 Jul. 2006,10:51
สวัสดีค่ะ คุณคนธรรมดา ที่มาอ่านเพราะมาเหล่ความน่ารักของเด็กอังกฤษใช่ไหมคะ  tongue.gif
ตอนนี้ มีอีกเรื่องอยู่ที่ห้องนักเขียนน่ะ ชื่อ แจ๋วเมืองผู้ดี (ถือโอกาสเชิญชวนไปอ่านซะเลย) thumbsup.gif

ว่างๆลองคลิกเข้าไปคุยกับพวกพี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ ที่ห้องท้ายครัวบ้างนะคะ เรามีปัญหาสนุกๆมาอำ เอ๊ย มาทายกันอยู่เรื่อยๆค่ะ greet.gif

ขอบคุณและยินดีต้อนรับค่ะ signwelcome.gif
Posted by แมวเหมียว on 29 Jul. 2006,17:39
สวัสดีค่ะคุณพิล คุณคนธรรมดา

แวะมาทักทายคุณคนธรรมดาด้วยค่ะ หายเงียบไปนานนน..เลยนะคะ xmas.gif

ที่ท้ายครัวยินดีต้อนรับเสมอค่ะ thumbsup.gif

wave.gif
Posted by คนธรรมดา on 31 Jul. 2006,02:22
หวัดดีคุณแมวเหมียว คุณพิล

จะแว๊ป ๆ ไดดูครับ

คุณแมวเหมียวครับที่ผมหายไป เพราะ มีเหตุสุดวิสัยเลยไม่ค่อยได้เข้ามาทักทายพี่ ๆ ทั้งหลายครับ
แล้วจะไปเยือนห้องครัวนะครับ  thumbsup.gif
Posted by pilgrim on 25 Nov. 2006,07:35
ยิ้มละมุนละไม...กับใจของเธอ

1. บิน..บิน...และบิน

การเดินทางของฉันเริ่มต้นขึ้น เมื่อเลสลีย์เพื่อนรักในอังกฤษ ชวนไปดูนิทรรศการ Property show ชื่อว่า A Place in the Sun ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติของอังกฤษที่เมืองเบอร์มิงแฮม เพราะเลสลีย์และแคเรนสองศรีพี่น้อง อยากจะใช้ชีวิตในวัยเกษียณ ณ ประเทศอันอากาศอุ่นสบาย(แต่ฉันว่ามันร้อน) ที่ไม่หนาวเย็น และค่าครองชีพแพงมหาโหดอย่างอังกฤษ

เราไปเจอบูธหนึ่ง ขายตั๋วเครื่องบินแพคเกจราคาไม่แพงนัก เหมารวมที่พัก 3 คืนในภูเก็ต พร้อมพาไปเยี่ยมชมโครงการ property site เลสลีย์ก็อยากไปทันที พร้อมทั้งคะยั้นคะยอให้ฉันไปด้วย เพราะฉันเป็นคนไทย ฉันก็ต่อรองว่า ถ้าจะให้ฉันไป ต้องยืดเวลานะ เพราะฉันอยากไปหาครอบครัวและเพื่อนๆด้วย เลสลีย์ก็ตกลง ทางบริษัทเรียลเอสเตทก็ตกลง ฉันก็เลยตกลง

แล้วเราก็เตรียมตัวออกเดินทางกัน ฉันรีบติดต่อคนทางเมืองไทยทันที แต่ก็ได้เป็นบางคน เพราะเวลาที่อยู่ในเมืองไทยมีน้อยมาก แค่อาทิตย์เดียว (ขนาดนี้อาจารย์ฉันยังด่า ว่ายูจะกลับไปทำไม มีอะไรพิเศษเหรอถึงต้องกลับไป โธ่ จานขาไม่เห็นใจกันบ้างเลย หนูน่ะ ไม่ได้เจอหน้าพ่อหน้าแม่มาสองปีแล้วนะ)

นอกจากพ่อ แม่ พี่น้อง ญาติๆ(เหลือป้าเพียงคนเดียว) แล้วก็มีเพื่อนสนิท และเพื่อนๆกลุ่มหนึ่งที่ฉันติดต่อมาได้ราวๆปีสองปี แต่แทบจะไม่เคยเห็นหน้าค่าตากัน ได้ดูเพียงจากรูปถ่ายที่บางคนแลกส่งมาให้ดูกัน ราวกับทหารเกณฑ์ที่เขียนจดหมายถึงสาวๆ

ฉันตัดสินใจติดต่อกับเพื่อนกลุ่มนี้พร้อมแจ้งวันกลับมาเยี่ยมบ้าน ด้วยเหตุเพราะเพื่อน(รุ่นพี่)กลุ่มนี้ แสนจะดีและน่ารัก คอยไถ่ถามถึงวันกลับของฉัน เพื่อจะรอวันนัดพบกันเสมอๆ แถมเป็นกำลังใจให้ฉันอย่างดี

แต่อีกใจหนึ่ง ฉันก็รู้สึกเกรงใจ นี่จะเป็นการรบกวนพวกเขาเกินไปหรือเปล่า แต่ละคนก็มีภาระครอบครัวที่จะต้องดูแล ไม่ได้ลอยไปลอยมาเหมือนฉัน

ใจหนึ่งก็บอกว่า ลองดูก่อนเถิดน่า ถ้าเขาไม่ว่างก็ไม่เป็นไร เพราะโปรแกรมท่องเที่ยวของฉันยืดหยุ่นได้
ทริปนี้เป็นทริปแบบทัวร์เต็มที่ เพราะฉันมีเลสลีย์พ่วงมาด้วย จะพาเจ้าหล่อนมานอนเกาพุงอยู่บ้านเฉยๆก็ไม่เข้าที

เราเริ่มกันที่ภูเก็ต ฉันกับเลสลีย์ออกเดินทางจากสนามบินเบอร์มิงแฮม เพื่อจะขึ้นเครื่องของสายการบินเอมิเรตส์ไปลงที่ดูไบ แล้วเปลี่ยนเครื่องไปกรุงเทพฯ

ฉันได้ยินว่าสายการบินเอมิเรตส์ก็ชักกลัวๆ เพราะเพื่อนๆเคยฟอร์เวิร์ดเมล์มาบอกว่า สายการบินนี้มีเรื่องการข่มขืน โดยจะมีผู้ชายแกล้งมาหลอกผู้หญิงที่เดินทางคนเดียวให้ไปช่วยเปลี่ยนผ้าอ้อมลูกที่ห้องน้ำ แล้วจะมีแกงค์เพื่อนรอข่มขืนอยู่ โดยที่ใครก็ช่วยไม่ได้ แถมบางคนถูกมอมยาไปขายที่ดูไบอีกด้วย

แต่มานึกอีกที ฉันเดินทางกับเลสลีย์ คงไม่น่าจะมีอะไร อีกอย่าง วัยปูนนี้แล้ว จะมาถูกข่มขืนตอนแก่ ก็นึกว่าคงทำเวรกรรมมาหนัก แต่ก็คงต้องระแวดระวัง และคิดว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด



แต่เมื่อขึ้นมาถึงบนเครื่องบิน ทุกอย่างผิดคาด

ฉันขอบอกเลยว่า สายการบินเอมิเรตส์เป็นสายการบินที่ดีมากๆ มีจอทีวีเล็กๆส่วนตัวให้ผู้โดยสารทุกที่นั่ง เลือกดูหนังได้เป็นร้อยเรื่อง เลือกฟังเพลงได้เป็นร้อยๆสถานี
พนักงานต้อนรับก็ดีทั้งหญิงทั้งชาย ฉันเองก็เคยบินมาแล้วหลายสายการบิน

ถ้าเป็นสายการบินของฝรั่ง พนักงานหรือแอร์ของเขาก็จะโหดๆหน่อย คือไม่ค่อยยิ้มแย้ม แต่ก็เป็นมิตรดี บริการทุกคนด้วยความเท่าเทียมกัน เพียงแต่ไม่ค่อยยิ้ม เดินเสิร์ฟอาหารและบริการแบบหนักแน่นจริงจัง เพราะคุณเธอตัวใหญ่ๆกัน

ถ้าเป็นสายการบินจีน พนักงานจะขาวสวยหมวยน่ารัก และยิ้มละเมียดละไมขึ้นหน่อย แต่การให้บริการบางทีก็ไม่นิ่มนวล ที่ฉันเคยเจอ ฉันขอให้คุณแอร์ช่วยเก็บกระเป๋าคอมพิวเตอร์แลพท็อปให้บนชั้นเหนือศีรษะ เพราะฉันตัวเตี้ย เขย่งก็ไม่ถึง คุณเธอเหวี่ยงกระเป๋าขึ้นวางเปรี้ยง ทำเอาฉันคอย่น เพราะสงสารน้องคอมฯจับใจ ตอนเอาลง ฉันเลยปีนเก้าอี้หยิบเอง(รู้งี้ ปีนเองตั้งแต่แรกแล้ววุ้ย) ohman.gif

ส่วนสายการบินแห่งชาติของเรานั้น อย่าให้พูดเลย ฉันแทบจะไม่ประทับใจ เพราะฉันไม่ใช่พวกไฮโซ พวกคุณแอร์คงไม่ค่อยอยากจะบริการฉันเท่าไหร่ เวลายิ้มๆ บางทีก็ดูเหมือนเธอสวมหน้ากากกันพิกล แถมคงเป็นเวรกรรมของฉัน ขึ้นเครื่องของสายการบินแห่งชาติทีไร ฉันมักจะถูกขอให้เปลี่ยนที่นั่งอยู่เรื่อย ประมาณว่าพอเราได้ที่นั่งสบายๆ ก็มักจะถูกขอให้เปลี่ยนไปนั่งที่เบียดเสียดยัดเยียด

ครั้งหนึ่ง ฉันเคยเช็คอินกับพ่อหนุ่มผิวดำใจดีที่อังกฤษ เขาให้ที่นั่งตรงประตูทางเข้า-ออกกับฉัน ซึ่งเป็นที่นั่งที่เหมือน โอ้ สวรรค์มาโปรด เพราะสามารถลุกยืน เหยียดขาได้ตามใจชอบ

คุณแอร์ทำท่าจะมาขอฉันเปลี่ยนอีกแล้ว เธอทำเป็นพูดกันเปรยๆว่า.... เนี่ยมีฝรั่งตัวใหญ่นะ ให้เขาไปนั่งที่ตรงอื่นๆเขาคงอึดอัดน่าดู...แล้วก็เล็งๆมาตรงฉัน ฉันก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่ก็นึกในใจ...ตัวใหญ่แล้วทำไมไม่ซื้อชั้น business ฟะ ถึงฉันตัวเล็กแต่ก็อยากนั่งที่สบายเหมือนกันนา
ไม่ใช่ว่าฉันใจดำนะ แต่บางทีมันก็เหลือทนเหมือนกัน ที่บางคน เขามักจะเห็นฝรั่งดีกว่าพวกเราเสมอ

ดีว่า ในที่สุด ไม่มีใครกล้ามาถามฉัน ฉันก็ยังนึกว่า ถ้าเจ้าหล่อนพวกนั้นเข้ามาถามจริงๆ ฉันก็คงปฏิเสธไม่ออกเหมือนกัน

อีกคราวหนึ่ง ได้ที่นั่งด้านริมแบบสามที่ มีพ่อหนุ่มคนหนึ่งนั่งริมหน้าต่าง ส่วนฉันนั่งริมทางเดิน(ฉันชอบมาก เพราะลุกเข้าออกสบาย) ส่วนที่ตรงกลางว่าง ไม่มีใครนั่ง

กว่าจะขึ้นเครื่องได้ก็เกือบตีสอง ฉันก็ง่วงเต็มที่ ก็เลยหลับๆก่อนเครื่องจะออก มาอีกแล้ว คุณแอร์ ทำเป็นมาคุยๆกันอยู่เหนือศีรษะฉันว่า อยากจะเปลี่ยนให้คุณแม่ลูกอ่อนมานั่งตรงนี้ เพราะที่ว่าง แต่คุณคนนี้เขาหลับเสียแล้ว sleeping2.gif

เฮ้อ ขนาดคนหลับ ยังตามมาเบียดเบียน ด้วยความที่เห็นแก่แม่ลูกอ่อน ฉันเลยต้องลืมตาขึ้นมา แล้วรับบทนางเอกผู้เสียสละไป

พลางก็คิดในใจ ทำไมต้องเป็นตูทุกทีเลยฟะ คาดว่า พวกเจ้าหล่อน คงเห็นฉันตัวเล็ก ฉบับกระเป๋าจะหยิบจับไปวางไว้ตรงไหนก็ได้ (เล็กแต่อ้วนนะจ๊ะ แม่คุณ ไม่เห็นใจกันบ้างเลย)

พนักงานของสายการบินเอมิเรตส์น่ารักทั้งผู้หญิง ผู้ชาย มีแอร์หลายชาติปะปนกันไปทั้งหญิงและชาย แต่ละคนขยันบริการสุดฤทธิ์ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง หรือเลือกบริการแต่ฝรั่ง หรือคนรวยๆเหมือนสายการบินบางสาย ยิ้มแย้มจากดวงตา ไม่สวมหน้ากากแล้วยิ้มเย็นๆ จนเราหนาวขั้วหัวใจ (คนดีๆก็มีนะ ไม่ใช่ว่าจะเหมารวมไปเสียหมด แต่ส่วนใหญ่ที่เจอจะเป็นแบบนี้จริงๆ ยิ่งแอร์แก่ๆ หรือแอร์กี่ละก็ ฮึ้ย อย่าให้พูดเลย)

อาหารบนเครื่องของเขาก็อร่อยใช้ได้ แต่ไม่มีหมูนะจ๊ะ เพราะเขาเป็นสายการบินแห่งชาติอาหรับ เป็นแขกจ้า

เสียอย่างเดียว ตอนขึ้นเครื่องจากดูไบมากรุงเทพฯ ฉันได้ที่นั่งติดกับพ่อหนุ่มแขกคนหนึ่ง พอแกเห็นฉันเป็นหญิงก็ทำมาเป็นเหล่ๆ แล้วยักคิ้วหลิ่วตาให้ แถมนั่งกางขา กางแขน จนฉันต้องนั่งตัวลีบ แต่ฉันก็เฉยๆซะ ไม่เสวนาด้วย พอพ่อหลับ ก็กรนเสียงสนั่นกรอกหูฉัน เฮ้อ เวรกรรมของตูจริงๆ tears1.gif

เราใช้เวลาบินจากเบอร์มิงแฮมมาถึงดูไบราวๆ เจ็ดชั่วโมง ก็ลงต่อเครื่อง ล้างหน้าแปรงฟันกัน จากนั้นก็ต่อเครื่องจากดูไบมากรุงเทพฯ อีกราวๆหกชั่วโมง
สนามบินดูไบก็สวยดี สว่างไสวและคนยุ่บยั่บ

ออกจากเบอร์มิงแฮมราวๆสองทุ่มวันพฤหัสฯ มาถึงดูไบเช้าวันศุกร์ เพราะเวลามันจะหายๆ เกินๆไป จากนั้นก็มาถึงกรุงเทพฯเอาตอนค่ำวันศุกร์ราวๆ หกโมงเย็น

ฉันตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะได้มาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก
สนามบินสุวรรณภูมิก็ดูใหญ่โต หรูหราดี แต่ฉันไม่ชอบเพดานเลย เพราะมันเป็นปูนล้วนๆ หรือเขาทาสีแล้วฉันตาไม่ดีก็ไม่รู้ มองขึ้นไปเหมือนอาคารจอดรถพิกล แต่ละเทอร์มินอลเดินไกลเหมือนกัน

ถึงกรุงเทพฯแล้วใช่ว่าจะต้องหยุดการเดินทาง หากแต่พวกเรายังต้องขึ้นเครื่องต่อไปภูเก็ตกันอีก แต่กว่าเครื่องจะออกก็ราวๆสี่ทุ่มกว่า พวกเราก็เลยไปเช็คอินไปภูเก็ตกันก่อน จากนั้นก็เริ่มหาข้าวเย็นหม่ำกัน
เดินไปถาม พนักงานสายการบินแห่งชาติที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ว่าร้านอาหารอยู่ทางไหนคะ

เธอก็ทำหน้าเย็นๆตอบกลับมาอีกแล้วว่า อยู่ชั้นสาม...หมายเหตุ ท่าทางเธออาวุโสค่ะ ไม่มีรอยยิ้มแม้สักนิด

ทำให้ฉันรู้สึกว่า การพูดภาษาไทยนี่ มันไม่ได้ให้คุณประโยชน์กับตัวเราเลย เพราะการเป็นคนไทย ดูเหมือนจะต้องกลับเข้ามาสู่การแบ่งแยกทางชนชั้น อาวุโส และความจน ความรวย
ปลอมตัวเป็นคนญี่ปุ่น มาเลย์ ฟิลิปปินส์ไปเลยดีกว่า (ฉันใช้มุขนี้ที่ภูเก็ตเป็นบางครั้งเหมือนกัน)

แล้วฉันกับเลสลีย์ก็รับประทานอาหารกันที่สนามบิน ข้าวหน้าเป็ดจานละ 80 บาท สุกี้น้ำทะเล จานละ 80 บาท บัวลอยเผือกถ้วยละ 50 บาท น้ำแร่ขวดละ 20 บาท กินกันสองคนหมดไปสามร้อยกว่าบาท ฉันก็พยายามนึกถึงเป็นเงินปอนด์เข้าไว้ จะได้ไม่ขนหัวลุกมาก อิๆๆๆ ก็เข้าใจว่า เขาต้องขายราคาต่างชาติ แต่สำหรับคนไทย มันก็อดขนพองสยองเกล้ามิได้นิ crying1.gif

เรื่องนี้มันน่าช้ำใจจริงๆ เพราะค่าเงินฝรั่งสูงกว่าเรา เขามาบ้านเรา อะไรก็ถูกไปหมด ขนาดว่าคนไทยโก่งราคาแล้ว เขาก็ยังเห็นว่าถูก ฉันมาแบบนี้ก็เลยต้องทำใจ คิดว่า ตอนเราอยู่อังกฤษ เรายังกินอยู่แบบแพงๆได้ มาคราวนี้ เมื่อต้องมากินอยู่แบบแพงๆ ก็คิดเสียว่า เอาเงินเข้าประเทศ เพื่อสร้างเศรษฐกิจให้หมุนเวียนแล้วกัน

จากนั้น เราก็วิ่งไปขึ้นเครื่องไปภูเก็ตกัน ก่อนขึ้นเครื่อง ฉันโทร.หาเพื่อนๆพี่ๆบางคน เพื่อยืนยันว่า ฉันมาแล้วนะจ๊ะ มาจริงๆ แน่นอน

นั่งเครื่องจากสุวรรณภูมิไปภูเก็ต เราได้ของว่างจากคุณแอร์ เป็นขนมพาย ที่แช่เย็นจนเย็นชืด เลสลีย์บ่นกระปอดกระแปดใหญ่ เพราะทั้งฉันและเธอ ไม่ชอบกินขนมพายที่เย็นอย่างนี้ ขนมพายมันน่าจะกินตอนอบมาร้อนๆมากกว่า ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมเขาถึงเอามาเสิร์ฟแบบเย็นๆ
เลสลีย์ก็เลยไม่ประทับใจสายการบินแห่งชาติ ด้วยเหตุนี้แล

เมื่อถึงสนามบินภูเก็ตราวๆ 5 ทุ่ม ซูซาน สาวตัวแทนของบริษัทเรียลเอสเตทมาคอยรับอยู่ เพื่อจะพาเราไปส่งที่โรงแรม เธอเป็นพนักงานขายชาวแคนาดาที่ทำหน้าที่ขายอสังหาริมทรัพย์ของคนไทยที่ภูเก็ต

เธอพาเราไปส่งที่รีสอร์ตหรู ชายหาดบางเทา พร้อมกับนัดกำหนดการวันรุ่งขึ้น ฉันถามเธอว่า ต้องใช้เวลานานไหม เธอบอกว่า ก็คงใช้เวลาดูโครงการราวๆ 40 นาที เธอนัดว่า จะมารับตอนสิบโมงครึ่งตอนเช้า ฉันก็คิดว่า หวานเรา จากนั้น เราจะได้ไปหาพี่วันดีกัน

โรงแรมที่ฉันพัก จัดกระเช้าผลไม้ไว้ต้อนรับพวกเราหนึ่งกระเช้า ฉันกับเลสลีย์เลยรับประทานผลไม้เป็นรอบดึกก่อนเข้านอน มีสับปะรดภูเก็ตที่เลสลีย์ชอบมากๆ ละมุดหวานอร่อย พุทราจีน กล้วยหอม และส้มเขียวหวาน ที่เลสลีย์ประหลาดใจว่า ขึ้นชื่อว่าส้มน่าจะเป็นสีส้ม แต่ทำไมเปลือกเป็นสีเขียว

ฉันนอนไม่หลับ เพราะสับสนกับเวลาระหว่างอังกฤษและไทย กว่าจะหลับจริงๆก็ตีสอง ตีสาม เช้าก็ไม่อยากตื่น ตอนนอนก็เฝ้าคิด อยากให้เช้าเร็วๆ เพราะอยากโทร.หาพี่วันดี

พี่วันดีจะหน้าตาเป็นอย่างไรหนอ จะดุหรือใจดี แล้วเราเจอกันจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ ฉันได้แต่คิดวนเวียนเช่นนี้จนหลับไป (นี่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะ เพราะมัวแต่ไปครุ่นคิดเรื่องอนาคตมากเกินไป)

แล้วก็ผล็อยหลับไปแบบไม่รู้ตัว
 sleeping2.gif
Posted by add on 25 Nov. 2006,08:31
อ้อ  เล่าแบบนี้ค่อยเห็นภาพทะลุปรุโปร่งหน่อย อิอิ  whisper.gif  ตอนเจอกันเวลาคุยมันน้อยนี่นะ  tongue.gif

           flo_1.gif  flo_1.gif
Posted by sweet lemon on 25 Nov. 2006,15:01
อ่านจบแย้ว...ขออนุญาตเกาปากหน่อยนะค่ะ คันคะ คันมั่กมาก  yes.gif  เรื่องอารายม่ายบอก  boogie.gif
Posted by แมวเหมียว on 26 Nov. 2006,01:33
whisper.gif ถึงไม่บอกเค้าก็รู้นะว่าคันปากเรื่องอะไร tongue.gif  laugh1.gif

คุณพิลเหมือนน้องสาวพี่ ..ตัวเล็กๆเหมือนกัน..  
ขยันเรียนเหมือนกัน เป็นโสดเหมือนกัน ไปโน่นไปนี่ตัวคนเดียว แล้วก็มักเจอคนที่มองคนจากภายนอก แล้วแสดงอาการอย่างที่คุณพิลเล่ามาบ่อยๆ อ่านที่คุณพิลเล่ามาเหมือนนั่งฟังน้องเล่าเลยค่ะ inlove.gif

again.gif
Posted by pilgrim on 28 Nov. 2006,04:50
2. ภูเก็ตพาราไดส์กับรอยยิ้มละมุนละไมเมื่อแรกพบเจอ



เราตื่นนอนกันราวๆเจ็ดโมงเช้า เพราะเริ่มหิว ทางโรงแรมมีอาหารเช้าให้รับประทานด้วย ฉันเริ่มปฏิบัติการโทร.หาพี่วันดี แต่ปรากฏว่าไม่มีผู้รับสาย
โธ่ พี่วันดี ไปอยู่ไหนเสียแล้วละจ๊ะ พี่จ๋า hum.gif

จากนั้น เราก็ต้องออกไปหม่ำอาหารเช้ากัน ทางโรงแรมจัดไว้เป็นแบบบุฟเฟต์มีทั้งแบบฝรั่งและแบบไทย ห้องอาหารของโรงแรมเป็นเรือนไม้แบบเปิดโล่ง อากาศภูเก็ต ภายนอกห้องแอร์อบอ้าวใช้ได้ แต่ไม่ถึงกับร้อนมาก

เลสลีย์เลือกกินซีเรียลกับขนมปังทาแยม
ส่วนฉันนั่นเลย ข้าวผัด ผัดซีอิ๊ว แถมด้วยเบคอนทอดและไส้กรอก และน้ำส้มคั้นอีกคนละแก้ว hungry.gif

เราได้ยินเสียงเด็กตะโกนเป็นภาษาอังกฤษมาเป็นระยะๆ สอบถามพนักงานจึงได้ทราบว่า มีเด็กนักเรียนจากสุราษฎร์ธานี มาเข้าค่าย English camp ที่นี่ เลสลีย์บอกว่าคุณครูที่สอนน่าจะเป็นคนอังกฤษ เพราะสำเนียงอังกฤษปร๋อ grouphug.gif

กินข้าวเสร็จ เราไปแวะที่เคาเตอร์ด้านหน้า พนักงานบอกว่า มีคนโทรศัพท์เข้ามาหา พร้อมกับให้เบอร์โทรศัพท์ไว้
ปรากฏว่าเป็นพี่วันดี ฉันจึงรีบเดินกลับห้อง เพื่อโทร.หาพี่วันดีอีกครั้ง
ในที่สุด ก็ได้ยินเสียงพี่วันดี ตัวจริง เสียงจริง พี่วันดีบอกว่า มัวแต่ลงไปอยู่ในสวน เลยไม่ได้รับโทรศัพท์ในตอนแรก เรานัดหมายกัน ว่าฉันจะโทร.หาพี่วันดีอีกครั้ง หลังจากเสร็จจากการดูโครงการบ้านของซูซานแล้ว

ค่อยโล่งใจ ว่าจะได้เจอพี่วันดีแน่ๆ เพราะฉันไม่อยากตระเวนไปกับเซลขายบ้านทั้งวัน

จากนั้น เราก็ไปเดินเล่นกันที่ชายหาดบางเทาอันเงียบสงบ อากาศร้อนพอประมาณ บางคนเริ่มลงเล่นน้ำกันแล้ว บางคนก็ลงมานอนผึ่งพุงอยู่ที่เก้าอี้ชายหาด



ฉันเห็นหญิงชาวบ้านดูเหมือนจะลงไปตกปลาอยู่ริมทะเล ขณะที่ลูกน้อยเล่นน้ำอยู่ไม่ห่าง แหม่มบางคนก็พาลูกลงมาว่ายน้ำเล่นเหมือนกัน

จากนั้น เราก็ลงไปนอนดูยอดมะพร้าว ฟังเสียงคลื่นลมทะเลที่เก้าอี้ชายหาดบ้าง แล้วจึงได้เดินออกไปรอซูซานที่เคาเตอร์ด้านนอก






ที่พักของเรา เปิดประตูหลังออกมาจะเจอสระว่ายน้ำเชื้อเชิญให้ลงไปแหวกว่าย


ซูซานมาตามเวลานัด แล้วพาพวกเราไปที่สำนักงานขายของเธอ ไม่ไกลจากโรงแรมนัก แล้วเธอก็นั่งอธิบายให้เลสลีย์ฟังถึงโครงการต่างๆ ส่วนฉันไม่สนใจหรอก เพราะไม่ได้เคยคิดจะซื้อเล้ย

แต่ไปๆมาๆ เลสลีย์ก็ดึงฉันเข้าไปร่วมวงโคจรด้วย โดยบอกว่า จะลงทุนซื้อร่วมกับฉัน ฉันก็เลยต้องตกกระไดพลอยโจน เอาก็เอาฟะ เพราะรู้ว่า เลสลีย์ก็หวังว่าอาจจะมีฉันเป็นตัวกลางกู้เงินกับธนาคารทางเมืองไทยได้ ฉันก็ยินดีทำให้เพื่อน ถ้าเพื่อนอยากจะได้จริงๆ 
คราวนี้ ฉันเลยต้องเข้าไปหมุนอยู่ในวงโคจรของเขาด้วย 

แล้วซูซานก็ขับรถพาเราไปดูโครงการนี้ โครงการนั้น
อสังหาริมทรัพย์เขาก็สวยดี ไม่ใช่สร้างแบบตึกแถว ทาวเฮ้าส์หรือคอนโดคอนกรีตไร้ศิลปะทางสถาปัตยกรรม ใจฉันยังนึกชอบเหมือนกัน



ดูหนักๆเข้า จนเที่ยงกว่าแล้ว ยังไม่เลิก ฉันเริ่มหิวแล้วสิ พอหิวแล้วก็หงุดหงิด ถามเลสลีย์ว่า ไหนซูซานบอกว่าดูแค่สี่สิบนาทีไง นี่ตั้งแต่สี่โมงครึ่งจนเที่ยงกว่าแล้วนะ

เลสลีย์ก็ยังไม่ว่าอะไร ฉันเลยถามซูซานว่า จวนเสร็จหรือยัง เพราะเพื่อนของพวกเรากำลังคอยอยู่
แต่ซูซานก็ยังไม่เลิก ข้าวกลางวันก็ไม่ให้กิน แต่พาพวกเราไปซื้อไก่ย่างไม้ละสิบบาทกับข้าวเหนียวที่หาดสุรินทร์กิน แล้วก็นั่งกินกันในรถ

จากนั้น ก็พาไปดูที่นั่น ที่นี่อีก ฉันบอกกับเลสลีย์อย่างหมดความอดทนเมื่อเวลาบ่ายโมงกว่าๆว่า เรามาภูเก็ตเพื่อจะมาฮอลิเดย์กันนะ ไม่ใช่วนเวียนไปตามพร็อพเพอร์ตี้ไซต์ที่แสนจะร้อนตับแตกอย่างนี้ บางโครงการยังไม่มีตึกมีบ้านให้เห็นด้วยซ้ำ มีแต่ที่ดินเปล่าๆ กับแบบโมเดลจำลอง

แล้วเราก็พร่ำถามซูซาน ว่าเมื่อไหร่จะเสร็จเสียที ถามอยู่สองสามหนกว่าเธอจะยอมพาพวกเรากลับมาที่สำนักงานขาย แล้วนั่งกล่อมให้เลสลีย์วางเงินมัดจำจองไว้ก่อน ราวๆห้าหมื่นบาท สำหรับห้องชุดแบบสตูดิโอ ราคาราวๆสามล้านกว่าบาท
เลสลีย์ก็บอกว่า ไม่เอาหรอก ยังตัดสินใจไม่ได้ ขอกลับไปคิดก่อน

ซูซานก็บอกว่า ไม่ได้ ไม่ยอม น่าเสียดายนะ ถ้าไม่วางเงินมัดจำ ห้องสวยนะ เดี๋ยวมีคนมาเอาไปซะ น่าเสียดายแย่เลย
ฉันก็บอกซูซานว่า ไม่เป็นไรหรอก เพราะเราคิดว่า ถ้าสิ่งไหนจะเป็นของเรา มันก็ย่อมจะเป็นของเรา ถ้าเราพลาดโอกาสไป ก็แสดงว่า มันไม่ใช่ของเรา

แต่ซูซานก็ไม่ฟัง แล้วก็ไม่ยอมปล่อยตัวพวกเรากลับโรงแรม เธอโทร.ติดต่อกับเจ้าของโครงการ จนในที่สุด ก็ยื่นข้อเสนอว่า ให้เลสลีย์วางเงินมัดจำไว้ แล้วภายใน 14 วัน ถ้าเปลี่ยนใจไม่เอาห้องชุด ทางโครงการจะคืนเงินให้

เลสลีย์ก็เลยต้องยอม แต่ฉันแอบถามเลสลีย์ว่า แน่ใจนะ ว่าการตกลงจะไม่ตุกติก แล้วฉันก็ถามซูซานว่า การโอนเงินจะมีขั้นตอนยุ่งยากหรือไม่ แล้วทางเราจะต้องเสียค่าธรรมเนียมอะไรหรือเปล่า
ซูซานก็บอกว่า ไม่ยุ่งยาก แล้วเราก็ไม่ต้องเสียอะไร 

ในที่สุด เงินเลสลีย์ก็ปลิวออกจากกระเป๋าไปห้าหมื่นบาท ซูซานจึงปล่อยตัวพวกเรากลับโรงแรม

จนป่านนี้ ฉันเองก็ยังไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่เลสลีย์จะได้เงินคืน เพราะดูๆแล้ว ซูซานพยายามขายของให้เราแบบหมกเม็ดเหมือนกัน คอนโดที่เลสลีย์จะตกลงซื้อนั้น จะมีบริษัทจัดการดูแล ปล่อยให้เช่าและซ่อมบำรุงห้องชุดให้

คงเป็นธรรมดาของเซลส์ทั้งหลาย ที่มักจะเสนอขายเรา แล้วพูดแต่สิ่งดีๆ แต่สิ่งที่ไม่ดีหรือเรื่องที่เราจะต้องเสียเงินเพิ่ม หรือเสียอะไรก็แล้วแต่ เขามักจะไม่ยอมบอกอย่างตรงไปตรงมา 

เหมือนอย่างกรณีนี้ ที่ซูซานยัดเยียดให้เราควักเงินจองห้องชุด แต่ไม่ยอมบอกความจริงทั้งหมด ฉันให้เลสลีย์ถามถึงค่าใช้จ่ายในการดูแล และรายรับที่เราจะได้จากการให้เช่าห้อง ซูซานก็ตอบอ้ำๆอึ้งๆ แล้วบอกว่าจะส่งเอกสารมาให้ที่โรงแรมทีหลัง แต่เธอบอกคร่าวๆว่า ค่าดูแลตกเดือนละประมาณ 8,000 บาท

ตอนหลัง เธอเอาเอกสารมาทิ้งไว้ให้ ปรากฏว่าเรายังต้องเสียค่าดูแลอีกยุบยับมาก มีค่านั่น ค่านี่ จนเรางงไปหมด ตัวฉันเองไม่ได้แตกฉานการลงทุนด้านนี้เลย (และไม่ว่าจะด้านไหน) ก็สุดปัญญาจะคิดต่อ เพราะค่าเช่าที่เลสลีย์จะได้จากการปล่อยเช่ารายเดือนเป็นเงินเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน จะคุ้มกับค่าดูแลหรือเปล่าก็ไม่รู้

เลสลีย์ก็เลยบอกว่า ไม่เอาดีกว่า ไม่อยากเดินหน้าแล้ว เพราะดูเหมือนจะมีเรื่องผูกมัดมากกว่าที่คิด ตอนนี้ก็มัดจำไปก่อน แล้วจะขอยกเลิกเพื่อเอาเงินมัดจำคืนแน่นอน

เมื่อถึงโรงแรม ฉันก็โทร.หาพี่วันดีอีกครั้ง คราวนี้ พี่วันดีบอกว่า จะมารับที่โรงแรม ฉันเองไม่รู้เลยว่า แถบที่ฉันอยู่กับบ้านพี่วันดีนั้น ค่อนข้างไกลกัน เมื่อมารู้ตอนหลัง จึงรู้สึกเกรงใจพี่วันดีมากๆ

ฉันมัวแต่ไปเข้าห้องน้ำ พนักงานจึงโทร.มาตามว่ามีคนมารอพบที่ด้านนอก ฉันรีบเดินออกมากับเลสลีย์ก็ได้เห็นสุภาพสตรีร่างเล็กๆผู้หนึ่ง หันหลังดูแผนที่อยู่ ฉันร้องเรียกว่า "สวัสดีค่ะ พี่วันดีใช่ไหมคะ" แล้วสุภาพสตรีท่านนั้นก็หันมายิ้มให้ฉัน

ในฉับพลัน ฉันจึงได้พบกับรอยยิ้มละมุนละไม smile.gif

ฉันรู้สึกคุ้นๆกับพี่วันดีอย่างประหลาด เมื่อเรามาถึงหาดกมลา ฉันพิศมองหน้าพี่วันดีแล้ว พูดออกมาได้คำเดียวว่า
"พี่วันดี สวยจัง" เป็นความรู้สึกจากใจจริงๆ
พี่วันดียิ้มให้แล้วเอ่ยว่า "แหม ทำไมไม่รีบบอก"

โธ่พี่จ๋า หนูก็ต้องดูลาดเลาก่อนสิ ขืนดุ่มๆบอกไปแต่แรกพบ กลัวหาว่าพิลทะลึ่งน่ะสิ ฮิๆๆๆ
พี่วันดีน่ารักและอบอุ่นมาก แถมพาคุณพ่อบ้านมาด้วย ขับรถพาเราไปเที่ยวชมภูเก็ต

จริงๆ ฉันตั้งใจว่า อยากเจอพี่วันดี และขอนั่งคุยกันสักพัก แล้วฉันจะซื้อทัวร์เที่ยวภูเก็ตกับเกาะพีพี แต่พี่วันดีกลับพาพวกเราท่องเที่ยวภูเก็ตอย่างเพลิดเพลินใจ ให้เวลาพวกเราเต็มที่ พร้อมชี้ชวนให้ฉ้นดูภูเก็ตในแง่มุมต่างๆ โดยเฉพาะหมู่บ้านบนเขา ที่ฝรั่งไปซื้อ ไปสร้างกันมากมาย จนพี่วันดีกลัวว่า ถ้าวันไหน ฝนตกหนัก ภูเขาถล่มลงมา คงจะวิบัติกันเป็นแถว

ฉันนั่งดูภูเก็ตแล้วก็สะท้อนใจกับประหลาดใจระคนกัน
วูบหนึ่ง ชวนให้รู้สึกว่า นี่คือประเทศไทยแน่หรือ ภูเก็ตดูเหมือนจะเป็นสวรรค์ของใครหลายๆคนไปเสียแล้ว ด้วยบ้านพักหรูหรา ที่ผุดขึ้นมาเต็มเมือง

พี่วันดีบอกว่า ภูเก็ตสวยขึ้นมาก ด้วยโครงการอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้น แต่ละที่ แต่ละแห่ง มีแต่คอนโด บ้านพัก สวยๆงามๆ ภูมิทัศน์หรือการจัดสวน สิ่งแวดล้อมก็เจริญหูเจริญตา
ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งเลย เพราะสายตามองเห็นความสวยงามนั้นๆอย่างชื่นชม

แต่ก่อนฉันเคยคิดในทางต่อต้านฝรั่งที่มาซื้อบ้านช่องในไทย เพราะรู้สึกเหมือน ประเทศไทยกำลังจะถูกยึดครองโดยฝรั่งต่างชาติ
หากแต่โลกทัศน์ของฉันเปลี่ยนไป เมื่อได้มาอังกฤษ เพราะฉันได้เห็นว่า ที่อังกฤษนี้ ก็มีคนหลายชาติ หลายภาษา รวมทั้งคนไทย มาซื้อบ้านช่องห้องหออยู่กันมากมาย แล้วรัฐบาลอังกฤษก็ไม่ได้กีดกันแต่อย่างใด

ฉันจึงรู้สึกว่า คำว่า "โลกไร้พรมแดน" เห็นท่าจะเป็นจริงขึ้นมาทุกขณะ ขอเพียงมีเงินและโอกาส เราจะไปทำมาหากิน ตั้งถิ่นฐานที่ไหนก็ได้

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังติดค้างอยู่ในใจ คือ เมื่อฝรั่งเข้ามา ค่าครองชีพต่างๆก็สูงขึ้น คนไทยก็เริ่มจะไม่ต้อนรับคนไทยด้วยกันเอง เพราะคนไทยด้วยกันเองก็พร่ำบ่นแต่คำว่า "แพงๆๆๆๆ"
ถ้าเราแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ฉันคิดว่า คงจะมีคนไทยไม่น้อยที่อยากไปเที่ยวภูเก็ตอย่างเต็มหัวใจ ไม่รู้สึกแปลกแยก จนทำให้
ฉันต้องปลอมตัวไปเป็นคนญี่ปุ่น มาเลย์ ฟิลิปปินส์บ้าง

พี่วันดีและคุณพ่อบ้านขับรถพาพวกเราไปดูชายหาดแทบจะทุกหาด ไม่ว่าจะเป็นหาดป่าตอง หาดกมลา หาดสุรินทร์ และอีกหลายๆหาด ทำให้ฉันได้สัมผัสถึงความสวยงามของภูเก็ตอย่างเต็มตา แถมยังขับพาชมวิวจากยอดเขา ทำให้เห็นผืนทะเลภูเก็ตอันสวยงาม ระลอกคลื่นน้ำสีน้ำเงินเทา สงบ พลิ้วน้อยๆ กระทบแสงแดดยามบ่ายเป็นประกายระยิบระยับ ราวกับมีใครคลี่ผ้าม่านสีเทาคราม คลี่คลุมผืนโลกแล้วทอแซมด้วยเส้นด้ายสีทองเรืองรอง

ภูเก็ต คือ The Island of Paradise ด้วยทะเลน้ำเขียวครามใส เวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา วันนี้ แม้จะยังมีร่องรอยจากซึนามิหลงเหลืออยู่ แต่ดูเหมือนการพักฟื้นจะทำให้ภูเก็ตเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

พี่วันดีพาพวกเราไปเดินซื้อแว่นกันแดด ยี่ห้อหรูของปลอมที่วางขายกันกลาดเกลื่อนที่หาดป่าตอง เลสลีย์เลือกได้มาหนึ่งอัน ต่อได้จากราคา 680 บาท เหลือ 300 บาท ฉันดูแล้ว สวยดีเหมือนกัน แต่เรื่องแว่นนี้ มีเรื่องตลกเกิดขึ้นภายหลัง laugh1.gif

แล้วเราก็ได้ไปดูพระอาทิตย์ตกดินกันที่แหลมพรหมเทพ ซึ่งก่อนจะได้ขึ้นไป ก็หลงทางกันนิดหน่อยอย่างที่พี่วันดีเล่า
วันนั้น เราได้เห็นบางเสี้ยวของพระอาทิตย์ที่ทิ้งตัวร่ำไร ราวกับจะหยาดหยดลงกลางทะเล แต่ในช่วงท้ายกลับมีเมฆหมอกมาบัง ทำให้พร่าเลือนไป





นักท่องเที่ยวยังพากันหลั่งไหลขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกดินกันอย่างหนาตา ไม่ว่าจะกี่สิบปีที่ผ่านพ้นไป
แหลมพรหมเทพวันนี้ แปลกเปลี่ยนไปจากครั้งที่ฉันเคยมาเมื่อสิบปีก่อนมาก มีสิ่งปลูกสร้างมากมาย มีลานปูนกว้าง และมีศาลพระพรหมให้สมกับชื่อแหลม
เลสลีย์มองตุ๊กตาช้างที่ผู้มีจิตศรัทธานำมาแก้บนพระพรหมอย่างทึ่งๆ

แล้วพี่วันดีก็พาพวกเราไปรับประทานมื้อเย็นกันที่ร้านอาหารริมทะเลในยามค่ำ พร้อมกับมีลูกสาวผู้แสนจะน่ารักและเพื่อนของลูกสาวตามมาสมทบด้วย

ฉันขอเลี้ยงพี่วันดีตอบแทน พี่วันดีก็ทำเป็นเสียงดุ ไม่ยอมให้เลี้ยง แม้แต่ขอเลี้ยงน้ำก็ไม่ยอมให้เลี้ยง
ทำให้ฉันรู้สึกเกรงใจพี่วันดีมากๆ เลยกินซะหมดเลย แฮ่ม (น้ำพริกกุ้งเสียบ กับผัดผักเหมียงอร่อยมากค่ะ จะว่าไปแล้วก็อร่อยทุกอย่างเลย)
พี่วันดีสั่งหอยชักตีนมาให้เราลองกินด้วย เลสลีย์เรียกว่า หอย pulling legs คำนี้ อาจมีความหมายว่า ทำให้ใครป่วนก็ได้ เช่น pulling your legs แปลได้ว่า กำลังแกล้งป่วนเธออยู่ ทำให้ฉันขำ เพราะกำลังกินหอยป่วนอยู่ อิๆๆๆ



แล้วเราก็ไปแวะบ้านพี่วันดีกัน ได้รับประทานขนมลาอันแสนอร่อย เหนียวหนึบแต่นุ่มลิ้น จากนั้น พี่วันดีและคุณพ่อบ้าน ก็ขับรถไกลแสนไกล มาส่งพวกเรากลับโรงแรม

นี่คือวันอันแสนมหัศจรรย์ อีกวันหนึ่ง กับคนที่ฉันไม่เคยรู้จักหน้าค่าตา แต่มีวาสนาได้พบเจอกัน และมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน การต้อนรับที่อบอุ่นเช่นนี้ ยังตราตรึงอยู่ในใจไม่รู้เลือน และก็ได้แต่หวังว่า สักวันหนึ่ง คงจะได้มีโอกาสทำประโยชน์ตอบแทนพี่วันดีบ้าง
 bowsdown.gif rose.gif
Posted by pilgrim on 28 Nov. 2006,04:52
สวัสดีค่ะ พี่แอ๊ด พี่แมวเหมียว น้องมะลาว wavey.gif

น้องมะลาวคันอะไรน่ะ อยากเล่าเหรอ พี่พิลก็ชักอยากรู้เหมือนนกันจ้า hehe.gif
Posted by sweet lemon on 28 Nov. 2006,05:24
ก๊ากก เจ้พิล มะลาวไม่มีอันใดเล่าค่ะ แต่อยากช่วยเจ้พิลperturbed.gif เงี้ยค่ะ greet.gif


เจ้พิลมะลาวคิดว่า คนเราถ้าไม่เคยทำบุญร่วมกันมาในชาติปางก่อน ก่อนไหนก็ช่าง ก็จะไม่เจอกัน แต่หากเคยร่วมบุญกันมาก็ต้องเจอกันและต่างก็จะมีความประหลาดใจเกิดขึ้นซึ่งกันและกัน จิงป่าวค่ะเฮียกสิน boogie.gif
Posted by KiLiN on 28 Nov. 2006,08:19
ใช่แหล่วๆ การันตีตามที่น้องมะลาวว่าและ smile.gif

อ้างถึง
เลสลีย์เลือกกินซีเรียลกับขนมปังทาแยม

แหม..อันนี้อ่านทีแรก นึกว่า ซีเรียส ยังนึกว่าอาหารอะไรหว่าแค่ชื่อก็ซีเรียสแล้ว ฮ่า laugh1.gif
อย่าถือสาเลย ก็อย่างนี้แหละ เจ๊กบ้านนอก พอๆกับลาวบ้านนอก เหอๆ hehe.gif
Posted by วันดี on 28 Nov. 2006,22:01
พิลนี่เขียนได้หวานแหวววูบไหวจริง ๆ อ่านแล้วชื่นใจว่าน้องเขามีความสุขที่ได้เจอเรา  ตอนจบอย่าหักมุมนะ  ic-14.gif

พิลจ๋า  อย่าไปนึกเรื่องจะตอบแทนอะไรเลยนะ  พี่วันดีพาพิลกับเพื่อนไปเที่ยวชมบางส่วนของภูเก็ต  ก็ได้รับความสุขกลับมาแล้วจ้า  cool1.gif

อยากอ่านตอนเจอกลุ่มใหญ่เสียแล้วสิ   sit01.gif

Posted by pilgrim on 30 Nov. 2006,06:44
อ้าว นอกจากเป็นคนธรรมดาแล้ว ยังเป็นคนบ้านนอกอีกเรอะ ฮิๆๆๆ งั้น เราก็พวกเดียวกันน่ะสิ แต่พิลน่ะ ไทยบ้านนอกจ้ะ ตัวดำๆ ปู่ย่าเป็นชาวนา หนุ่มบ้านทุ่งเลยหละ ประมาณแบบไอ้ขวัญ อีเรียมน่ะ รู้จักอ๊ะเปล่า หลงพี่ก๊วยเจ๋ง greet.gif rasp.gif  

ว่าแต่มะลาวหายไปไหนแล้วล่ะ เป็นลาวบ้านนอกกับเขาด้วยเรอะ ask.gif

อิๆๆๆ เรื่องนี้ ไม่มีหักมุมค่ะพี่วันดี รับรอง Happy ending เหมือนเดิม whisper.gif
Posted by pilgrim on 30 Nov. 2006,07:14
3. พีพี เกาะสวรรค์กลางทะเลที่สวยล้ำค่าเกินคำบรรยาย



ค่ำคืนนั้น หลังจากพี่วันดีมาส่งที่โรงแรม พวกเราก็เตรียมอาบน้ำเข้านอนกัน เพราะต้องตื่นไปลงเรือแต่เช้าตรู่
เลสลีย์หยิบแว่นกันแดดออกมาวางไว้ที่โต๊ะเหนือเตียง พลันเลนส์กระจกก็หลุดล่อนออกมากองกับโต๊ะ เมื่อพวกเราช่วยกันดู ก็พบว่าสกรูว์ที่ขันแว่นตาแต่ละตัว ไม่แน่นเลยสักตัว แล้วแว่นตาแบบที่เลสลีย์ซื้อก็มีสกรูว์เยอะมาก ในที่สุดเมื่อขยับเบาๆก็หลุดออกมาหมด เหลือแต่กรอบโบ๋ๆ (พี่วันดีไม่ต้องตกใจนะคะ พวกเราขำกันแทบตาย) พวกเราก็ไม่มีที่ขันสกรูว์มา ก็เลยไม่รู้จะทำยังไง ลองพยายามใช้มือขัน สกรูว์บางตัวก็กระเด็นหายเสียอีก

ในที่สุด ทั้งฉันและเลสลีย์ก็ถอดใจ เลสลีย์บอก ช่างมันเถอะ แล้วค่อยไปหาซื้อใหม่ดีกว่า

แล้วเราก็เข้านอนกัน ฉันก็ตาค้างอีกตามเคย ส่วนเลสลีย์หลับได้หลับดี จนน่าอิจฉา
ฉันนอนคิดไปคิดมา เลยคิดได้ว่า ลุกขึ้นมาหาทางซ่อมแว่นตาให้เลสลีย์ดีกว่า นอนต่อไปก็ไม่หลับ พลิกไปพลิกมาอยู่อย่างนี้

แว่นตาของเลสลีย์เป็นเลนส์กระจกที่ยึดติดกับกรอบด้วยสกรูว์ ดังนั้นที่กระจกแว่นจึงมีรูที่ใช้ขันสกรูว์อยู่
ที่โรงแรมมีอุปกรณ์เย็บผ้าเล็กๆ เช่นเข็มกับด้ายให้ด้วย ฉันเลยเอาด้ายมาร้อยที่รูสกรูว์ทุกรู แล้วผูกยึดติดไว้กับกรอบแว่น ใช้การได้ดีทีเดียว อย่างน้อยพรุ่งนี้ ไปเที่ยวเกาะพีพี เลสลีย์จะได้มีแว่นกันแดดใส่
มีอยู่รูเดียวไม่ได้ร้อยด้ายแล้วผูกยึด เพราะสกรูว์ยังติดอยู่

ฉันนั่งซ่อมแว่นตาจนเสร็จ แล้วก็เข้านอน หลับไปอย่างไม่ค่อยเต็มตานัก
วันรุ่งขึ้นก็ตื่นขึ้นมากินอาหารเช้า แล้วออกมานั่งรอรถที่จะมารับไปลงเรือ
เลสลีย์ดีใจใหญ่ที่ฉันซ่อมแว่นให้ เธอเข้ามากอดแสดงความซาบซึ้งขอบคุณ

รถที่มารับมาสายนิดหน่อย ฉันเลยโทร.ไปตามที่สำนักงานที่เขาให้เบอร์โทร.ไว้ พนักงานบอกว่า รถออกมาแล้ว แต่ไปรอรับคนอีกที่หนึ่งนาน เพราะหากันไม่เจอ ตอนนี้หากันเจอแล้ว และกำลังจะมารับฉัน

เมื่อขึ้นรถ เราก็ได้เจอหนุ่มน้อยแดเนียล ชาวอังกฤษ ที่ติดตามแฟนสาวชาวอังกฤษมาอยู่ที่ภูเก็ต แล้วตัวเองยึดอาชีพสอนสกูบา ไดวิ่ง หรือการดำน้ำลึกแบบใช้ถังอากาศ
แดเนียลก็เล่าให้ฟังแบบเปิดใจว่า เลิกกับแฟนแล้ว คงถึงเวลาที่จะต้องอำลาภูเก็ต แล้วผจญภัยต่อไป ตอนนี้ เขาจะไปเที่ยวเกาะพีพี จากนั้น ก็คงจะกลับอังกฤษ
แดเนียลเป็นหนุ่มน้อยนักผจญภัย เขาไปมาทั่ว อย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย

เขาบอกว่า คนมาเลย์น่ารัก คล้ายๆคนไทย คือยิ้มง่ายและเป็นมิตร ขณะที่คนอินโดฯจะหน้าตาบึ้งตึง ถมึงทึงและไม่ค่อยเป็นมิตร เขาบอกว่า คงเป็นเพราะสภาพภูมิประเทศและวัฒนธรรมแตกต่างกัน อินโดนีเซียเป็นประเทศที่รวมตัวกันจากเกาะหลายเกาะ ดังนั้น ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของประชาชนจึงไม่ค่อยมี ประชากรยังค่อนข้างล้าหลัง มีสงครามกลางเมืองกันเนืองๆ

ฉันเลยคุยกับเขาว่า ฉันเองเคยไปเที่ยวอินโดฯมาแล้ว ที่ทะเลสาบโทบ้า เมืองเมดาน บินไปจากปีนัง ไม่ไกลมาก ที่เกาะแถบนั้น เคยเป็นเกาะมนุษย์กินคนมาแต่โบราณ ทะเลสาบก็เกิดจากภูเขาไฟระเบิด กลายเป็นแอ่งน้ำลึกล้ำ คนขายของที่เกาะ ก็ไม่ค่อยเป็นมิตรนัก พอเราต่อราคามากๆ ก็จะโมโหเรา จนฉันไม่กล้าต่อ เพราะกลัวถูกชาวเกาะจับกิน(ตอนนี้ คงไม่มีแล้วละ ฉันก็เล่าให้เว่อร์ๆ ตลกไปอย่างนั้นเอง)



พอดีรถมาถึงท่าเรือรัษฎา เราก็ลงและแยกย้ายกันขึ้นเรือ นักท่องเที่ยวที่มาลงเรือที่นี่ มีแบบทั้งไปเช้าเย็นกลับอย่างฉัน และแบบค้างคืนบนเกาะ ดังนั้น พวกเราจึงได้รับสติกเกอร์ติดที่เสื้อต่างกัน เรือที่พวกเราลงคือ Sea Angel Cruise ซึ่งบริการดีมาก มีไกด์บรรยายเสียงใสเป็นระยะๆ ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แถมมีสับปะรดภูเก็ต ฝานเป็นแว่นๆ แจกให้กินบนเรือทั้งไปและกลับ ถูกใจเลสลีย์และฉัน ที่ชอบกินสับปะรดเป็นอย่างยิ่ง

เรือมีสามชั้น ชั้นล่างเป็นห้องแอร์ ปิดกระจก ชั้นสองเป็นโถงโล่งๆ มีเก้าอี้นั่งเรียงราย และมีหลังคาคลุม ชั้นสามคือดาดฟ้าเปิดโล่ง มีเก้าอี้ตั้งเรียงเป็นแถว
พวกเราลงเรือช้า ชั้นสองที่เปิดโล่งแต่มีหลังคาคลุมจึงมีคนนั่งจับจองกันเต็มไปหมด เลสลีย์กับฉันต้องปีนขึ้นดาดฟ้า ไปรับลมรับแดดกันเต็มที่ พวกเรารีบหยิบครีมกันแดดมาชโลมทากันทันที ที่นั่งดาดฟ้า มีคนนั่งค่อนข้างเต็มทุกแถวเหมือนกัน
เลสลีย์ประทับใจกับภูมิภาพอันสวยงามของทะเลอันดามันมาก เธอได้แต่นั่งชื่นชมและเฝ้าบอกว่า อยากพาแคเรนน้องสาวและเนโอมีหลานสาวมาด้วย

นี่แหละ คือน้ำใจของเลสลีย์ ถ้าเธอได้พบสิ่งดีๆ เธอมักจะคิดถึงผู้อื่นและต้องการให้คนที่เธอรักได้มาร่วมแบ่งปันความสุขเสมอๆ จำได้ว่า ถึงวันเกิดของฉันทุกปี เลสลีย์จะต้องพาไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่ ตามที่ต่างๆ ที่เธอเคยไปแล้วสนุก เธอจะวางแผนพาฉันไป ให้เป็นวันพิเศษของฉันเสมอ






ฉันเองก็เพิ่งเดินทางมาเกาะพีพี เป็นครั้งแรกเหมือนกัน ที่อื่นเคยไปมาแล้วแทบทั้งนั้น แต่ทำไมพลาด เกาะพีพีไปได้ก็ไม่รู้เหมือนกัน
เรือแล่นประมาณเกือบสองชั่วโมงก็ถึงเกาะพีพีดอน เรือจอดให้นักท่องเที่ยวค้างคืน ขึ้นจากเรือ ส่วนพวกไปเช้า-เย็นกลับ เรือจะพาไปเที่ยวชมเกาะพีพีเลต่อ







จากนั้น เรือก็แวะจอดให้เราดำน้ำแบบสนอร์เกิลสองที่ คือ ที่อ่าวมาหยา สถานที่ถ่ายทำเรื่อง The Beach ที่พ่อลีโอนาโด ดีแคปริโอ แกเล่น ส่วนอีกที่หนึ่งคือ Monkey Bay ที่หาดนี้ มีลิงป่าอยู่





ไกด์บอกว่า ที่อ่าวมาหยาเราขึ้นฝั่งไม่ได้ เพราะเรือจอดค่อนข้างไกล ถ้าว่ายน้ำไปเวลาจะไม่พอ แถมจะถูกเก็บเงินค่าขึ้นเกาะจากเจ้าหน้าที่อุทยานด้วย ส่วนที่ Monkey Bay ขึ้นเกาะได้ แต่ให้ระวังลิงป่า และหอยเม่น ฉันกับเลสลีย์เลยไม่ขึ้น ดำผุดดำว่าย จนหมดเวลา พนักงานประจำเรือก็มาลากเราขึ้นเรือไป (ลากจริงๆนะคะ เพราะพวกเราไม่ได้ยินเสียงนกหวีด เขาเลยให้เราเกาะเชือก แล้วเขาก็ลากพวกเราไปขึ้นเรือ)

ฉันได้เห็นปลาทะเลอันสวยงาม ปลาการ์ตูนดูเหมือนจะเยอะที่สุด พวกปลานี้ท่าทางอยากรู้อยากเห็นน่าดู เลสลีย์เอากล้องถ่ายรูปใต้น้ำแบบใช้เสร็จแล้วทิ้งเลยไปด้วย ก็เอามาให้ฉันถ่าย พวกปลาก็ว่ายมาวนเวียนดูกล้องกันใหญ่ แถมมีบางตัวตอดฉันเข้าให้ด้วยแน่ะ





แต่ปะการังแถบนี้ไม่ค่อยสวยนัก ฉันเคยไปดำดูที่หมู่เกาะสุรินทร์ สิมิลัน และเกาะไหง เกาะรอก แถบนั้นจะสวยกว่ามาก
แม้กระนั้น ฉันก็ยังดีใจที่ได้ลงไปแหวกว่ายในทะเล ได้เห็นโลกใต้ทะเลอันลึกเร้น และสิ่งมีชีวิตอันสวยงาม

ฉันหวนคิดถึงช่วงชีวิตที่หายไป แต่ก่อนเคยมีเพื่อนก๊วนหนึ่ง พวกเราก็ชอบเที่ยวลุยๆกันแบบนี้ แต่ตอนนี้ เพื่อนรุ่นพี่หัวหน้าก๊วน เสียชีวิตไปเสียแล้ว เมื่อพี่เขาเสียชีวิต ตอนที่ฉันมาเรียนต่อแล้ว ฉันเศร้าไปหลายวัน เพราะเคยคิดเสมอว่า เมื่อเรียนจบ จะกลับไปชวนพี่เขาเที่ยวอีก แต่พี่เขาไม่อยู่รอฉันแล้ว ทุกวันนี้ ก็ยังคิดถึงพี่เขาเสมอ

วันท่องทะเลไทยวันนั้น เลสลีย์มีความสุขมาก เธอขอบคุณฉันใหญ่ที่พามาทริปทางเรือนี้ เธอบอกว่า Fantastic จริงๆ

จากนั้น เรือก็พาเรากลับไปที่เกาะพีพีดอน เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน

พี่วันดีบอกว่า ถ้าไปแล้ว ให้ลองเดินไปดูสถานที่ที่ครั้งหนึ่งรีสอร์ตของพี่วันดีเคยตั้งอยู่ แต่วันนี้ มันไม่มีอะไรเหลือแล้ว กำลังดำเนินการก่อสร้างใหม่อยู่
พวกเราเดินไปดูแล้วก็สะท้อนใจกับซากปรักหักพังที่ยังเห็นอยู่ทั่วไป ต้นไทรใหญ่ยังหยัดต้นคงทน ขณะที่ต้นมะพร้าวหลายต้นหักโค่น ล้มตายไป
ฉันเล่าให้เลสลีย์ฟังถึงเหตุการณ์ซึนามิ ตัวเองก็ส่งใจอันสงบขอให้ดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่สุคติ





ทรายที่เกาะพีพีขาวละเอียด นุ่มเท้าราวกับแป้ง น้ำทะเลก็สวยสีฟ้าอมเขียวใสสด ธรรมชาติรื่นรมย์มาก พวกเราเดินย่ำกันไปตามแนวชายหาดอย่างเพลิดเพลิน จึงไม่ได้เดินขึ้นไปถึงจุดชมวิว ที่จะมองเห็นทะเลโค้งเป็นสองส่วนเข้าหากัน



ใกล้เวลานัดหมายลงเรือ ฝนตั้งเค้าและกระหน่ำลงมา พวกเราจึงรีบวิ่งไปขึ้นเรือแล้วอำลาจากเกาะพีพี

วันนี้ เป็นอีกวันหนึ่งในชีวิตที่ฉันได้ท่องเที่ยวอย่างมีความสุข ระคนกับความรู้สึกภาคภูมิใจกับความงดงามของเมืองไทยอันเป็นที่รักยิ่ง ประเทศไทยของเรามีสถานที่สวยงามมากมายเหลือเกิน จนเลื่องชื่อลือชา นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคน เฝ้ารอคอยที่จะกลับมาเยือนเมืองไทยของเราอีกปีแล้วปีเล่า
วูบหนึ่ง ฉันรู้สึกรักเมืองไทยจับใจ และไม่อยากกลับไปอังกฤษอีกแล้ว แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะภารกิจของฉันยังไม่สิ้นสุด

พอบ่ายคล้อย สกรูว์ที่หลงเหลืออยู่ตัวเดียวของแว่นตาของเลสลีย์ก็หลุดออก ทำให้แว่นกันแดดอันนั้นใช้ไม่ได้ พวกเราหัวเราะกัน แล้วเลสลีย์ก็ตัดสินใจโยนแว่นนั้นทิ้ง บอกไม่เอาแล้วดีกว่า
เลสลีย์บอกว่า เดี๋ยวซื้ออันใหม่ ไม่เลือกที่มีสกรูว์เยอะๆแบบนี้แล้ว

กลับมาถึงโรงแรม เลสลีย์โทร.ไปบอกเลิกนัดกับซูซาน เพราะตอนแรกซูซานจะพาพวกเราไปเที่ยวชายหาดป่าตองยามค่ำคืน แต่พวกเราเหนื่อยเสียแล้ว อีกอย่างเลสลีย์บอกว่า เห็นความสวยงามของเกาะพีพีแล้ว ก็ไม่อยากไปเห็นความคลาคล่ำของป่าตองอีก พวกเราก็เลยตัดสินใจพักผ่อนกันเงียบๆที่โรงแรม แล้วลงไปว่ายน้ำเล่นกันในสระน้ำขนาดใหญ่ของโรงแรม จากนั้นก็ขึ้นมาอาบน้ำหาอาหารเย็นรับประทาน

เราเดินออกมานอกโรงแรมตรงไปยังชายหาด เพราะเคยเห็นตั้งแต่เดินวันแรกว่า มีร้านอาหารตั้งอยู่เรียงราย แต่ขณะนั้น มืดค่ำแล้ว ฉันบอกเลสลีย์ว่า อย่าเดินไปไกลเลย เพราะไม่รู้ว่าจะปลอดภัยหรือเปล่า
เราก็เลยเลือกร้านอาหารเล็กๆติดกับโรงแรมเลย เพราะเห็นมีฝรั่งนั่งกันอยู่แล้วสองโต๊ะ

ราคาอาหาร ถ้าคิดตามค่าครองชีพแบบไทย ก็ต้องบอกว่าแพง แต่ฉันทำใจเสียแล้ว พยายามคิดเป็นเงินปอนด์เข้าไว้ แล้วก็บอกตัวเองว่า เอาน่า เอาเงินตราเข้าประเทศ เราเองก็มาเที่ยว คงไม่ได้อยู่กินอย่างนี้หลายมื้อนัก
ฉันคุยกับพนักงานหญิงคนหนึ่ง ท่าทางเป็นผู้ใหญ่หน่อย ไม่รู้ว่าเป็นเจ้าของร้านหรือเปล่า เธอก็ดูเป็นมิตรดี ไม่รังเกียจคนไทยอย่างฉัน

เสร็จจากมื้อเย็น เราก็ออกเดินเล่นไปตามความมืดของชายหาด เพื่อรับลมทะเล เห็นเรือหาปลาส่องแสงเรืองๆอยู่ในทะเลเป็นระยะๆ
มองเส้นขอบฟ้าในยามมืด กับแสงไฟเรืองๆจากอาคารโรงแรมที่เรียงรายตามแนวชายหาด วูบหนึ่ง ฉันรู้สึกรักเมืองไทยขึ้นมาจับใจ


ขอบฟ้าเอ๋ย ขอบฟ้ากว้างไกล
พาหัวใจฉันกลับมาคืนถิ่น
เสียงเพรียกจากมาตุภูมิยามยิน
ใจฉันโบยบินกลับคืน...



แล้วเราก็กลับเข้ามาจัดกระเป๋าแล้วเข้านอน เพราะวันรุ่งขึ้น เราต้องบินกลับกรุงเทพฯแต่เช้าตรู่ จะได้เจอหน้าพ่อแม่ญาติพี่น้องกันเสียที หลังจากมารอนแรมที่ภูเก็ตอยู่สามคืนสองวัน
Posted by add on 30 Nov. 2006,11:18
อ้อ พิลน่ารักอย่างนี้นี่เอง  นอนไม่หลับวันหลังจะให้เป็นยามนะ  อิอิ  pain.gif

            น้ำทะเลสีสวยจังนะ  ธรรมชาติก็มีสองด้านเนาะ  ทั้งสวยงามและโหดร้าย  ชีวิตยังอยู่เราก็สู้ต่อไปค่ะพี่วันดี   wavey.gif
Posted by sweet lemon on 30 Nov. 2006,14:13
ทะเลสวยจังค่ะเจ้พิล  ดีใจที่เพื่อนเจ้พิลมีความสุข และชอบเมืองไทยค่ะ winkthumb.gif


....ลาวบ้านนอกเป็นงัยหว่า.... ask.gif
Posted by แมวเหมียว on 30 Nov. 2006,20:29
พี่เคยไปเที่ยวเกาะพีพีตั้งแต่ตอนเป็นสาวๆค่ะคุณพิล tongue.gif couch.gif laugh1.gif

สมัยนั้นเพิ่งมีบังกาโลเล็กๆให้บริการเพียงเจ้าเดียว(ไม่ทราบว่าใช่ของพี่วันดีหรือเปล่านะคะ )

เกาะพีพียังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป มีเรือใหญ่ไป-มาวันละเที่ยวเดียว บรรยากาศเงียบสงบมาก..

ตื่นเช้าไปเล่นน้ำทะเล เดินจับหอยเม่นเล่นกับหมา หาคนแทบไม่เจอเลย อิ อิ

  เห็นภาพสิ่งปลูกสร้าง เรือลำใหญ่และผู้คนพลุกพล่านดูแปลกตาไปเยอะ(แม้หลังเกิดสึนามิแล้ว)

 แต่น้ำทะเลยังสวยเหมือนเดิม ..

  อ่านที่คุณพิลบรรยายแล้วเห็นภาพ winkthumb.gif รู้สึกเหมือนเพิ่งไปดำน้ำดูปะการังมาเมื่อวาน แม้ผ่านมาตั้งนานปีจนนับไม่ถูกแล้ว ฮิ ฮิ laugh1.gif 


flo_1.gif
Posted by pilgrim on 02 Dec. 2006,04:22
อิๆๆๆ จะให้ไปเป็นยามเฝ้าส้วมเหรอจ๊ะ พี่แอ๊ด ฮ่าๆๆๆ แหม พี่แอ๊ดรู้ใจว่าพิลชอบเข้าไปสำรวจห้องน้ำ moon.gif sm115.gif 

ฟังพี่แมวเหมียวเล่าเรื่องเที่ยวพีพีแล้ว ทำให้อยากไปด้วยจัง จะได้ไปจับหอยเม่น เล่นกับหมาบ้าง พีพีตอนนั้นคงจะสวยและสงบน่าดูเลยนะคะ smile.gif

พิลเองก็เคยไปเกาะเสม็ด ตั้งแต่ยังไม่มีรีสอร์ตมากมายเลยค่ะ ไปแล้วก็สงบและดูเวิ้งว้างมาก อย่างว่านะคะ ของดีของสวย นักท่องเที่ยวมักมุ่งอยากไปชม ดูแล้วก็อิ่มเอิบใจค่ะ inlove.gif

น้องมะลาว ตั้งปุจฉาว่า ลาวบ้านนอกเป็นไงหว่า แต่คุณคิลินยังไม่มาวิสัชนาเลยค่ะ สบายดีหรือเปล่าคะ ยู้ฮู
fone01.gif
Posted by pilgrim on 02 Dec. 2006,04:41
4. จากอยุธยา...สู่พิษณุโลก

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เราจองรถแท็กซี่ให้มารับตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เพราะต้องไปเช็คอินที่สนามบินเวลาหกโมงเช้า รอบตัวยังมืดมิด แท็กซี่พาเราวิ่งผ่านตลาดยามเช้า เห็นผู้คนเริ่มออกมาทำมาหากินกัน

ถึงสนามบิน แล้วก็รอขึ้นเครื่องบิน ไม่นานนัก เครื่องบินของสายการบินแห่งชาติ ที่แจกของว่างเป็นขนมเบเกอรี่แช่เย็น(อีกแล้ว) ก็นำเรากลับมาสู่สนามบินสุวรรณภูมิ

น้องสาวของฉันกับสามีของเธอมารับที่สนามบิน พวกเราขนกระเป๋าใส่รถแล้วมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ โดยไปแวะที่บ้านของคุณพ่อ คุณแม่ของสามีน้องสาวที่กรุงเทพฯก่อน เพื่อเล่นกับลูกชายของน้องสาว ซึ่งตอนนี้ ลี้ภัยน้ำท่วมจากอยุธยามาอยู่กับคุณปู่คุณย่าที่กรุงเทพฯ

ลูกชายวัยสามขวบของน้องสาว หน้าตาเอาเรื่อง กำลังช่างพูดช่างจา พูดเก่งเป็นต่อยหอย กินก็เก่ง(คนแซวว่า กินเก่งเหมือนป้า) หลานชายชื่อ น้องจ๊อบ เมื่อสองปีที่แล้ว ฉันกลับมาเยี่ยมบ้าน จำได้ว่า เวลาให้ขนม น้องจ๊อบจะรับไว้มือหนึ่ง แล้วก็กัดกิน ยังไม่ทันหมดชิ้น น้องจ๊อบก็จะแบมือขอขนมอีกชิ้นหนึ่ง เอาไปถือกั๊กไว้ เผื่ออันแรกหมด หลานใครหว่า ตะกละจริงๆ tongue.gif


จากนั้น เราก็มุ่งกลับอยุธยากันเพื่อไปหาพ่อแม่ ตามแผนการของเรา เราจะเดินทางไปพิษณุโลกกันต่อ เพื่อพาเลสลีย์ไปดูป่าเขา น้ำตก และเมืองเก่าสุโขทัย

เมื่อถึงอยุธยา บ้านฉันที่อยู่ริมคลอง น้ำยังท่วมจากโรงรถถึงตัวบ้าน พวกเราจึงจับเลสลีย์นั่งเรือพายเข้าบ้านกัน เลสลีย์ก็ตื่นเต้นใหญ่

แม่หาของกินไว้ให้กินตามเคย คือ ขนมจีนน้ำยา ซึ่งเลสลีย์ก็ลองกินโดยไม่เกี่ยงงอน แต่พวกเราแวะซื้อไก่ย่าง ส้มตำไว้เผื่อเลสลีย์ด้วย สรุปแล้ว ของกินเลยเยอะแยะไปหมด

เลสลีย์เคยพูดเปรยๆไว้ว่า อยากขี่ช้าง ฉันก็เคยรับปากว่า จะพาเลสลีย์มาขี่ช้างที่บ้านเกิด น้องสาวกับพ่อก็เลยขับรถพาพวกเรามาที่ปางช้างใกล้ๆกับวิหารหลวงพ่อมงคลบพิตร ติดกับบ้านไทยโบราณที่เรียกว่า คุ้มขุนแผน

ฉันถามน้องสาวว่า อยากขี่ช้างไหม เพราะฉันไม่อยากขี่เลย กลัวช้างคิดมากว่า เป็นพวกเดียวกัน ทำไมมาขี่กันเอง ohman.gif
อีกอย่างฉันเคยขี่ช้างมาแล้วที่ลาว ก็เลยไม่อยากขี่อีก

น้องสาวก็เลยบอกว่า เอา เพราะไม่เคยขี่ช้างเหมือนกัน ไปถามเขา เขาบอกว่า ค่าขี่ช้างสำหรับฝรั่ง 300 บาท คนไทย 200 บาท แล้วเลสลีย์กับน้องสาวฉันก็ระเห็จขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังช้าง






ฉันพยายามวิ่งตามถ่ายรูปให้ แต่ช้างเดินเร็วมาก พ่อเลยบอกว่าให้เดินไปอีกทางหนึ่ง แล้วไปดักข้างหน้า มัวแต่วิ่งตามช้างไม่ทันหรอก
ก็เลยได้รูปมาอย่างที่เห็น





จากนั้น เราก็พาเลสลีย์ไปเที่ยววัดไชยวัฒนาราม วัดโบราณริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงามมากๆ ด้านตรงข้ามเป็นพระราชวังสิริยาลัย ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
แม่น้ำเจ้าพระยายังคงมีระดับน้ำสูง ทางการต้องเอาถุงทรายมากอง และทำเขื่อนกั้นไว้ เพื่อป้องกันน้ำไหลทะลักเข้าวัด





พ่อ น้องสาว และเลสลีย์ป่ายปีนขึ้นไปดูบนพระปรางค์องใหญ่ ที่ข้างในมีำำพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ แต่ฉันขอบาย เพราะเคยปีนขึ้นไปแล้ว ขาลงกลัวแทบตาย แข้งขาอ่อน ฉันเป็นโรคกลัวความสูง คือให้ปีน ปีนได้ แต่ต้องทำใจเป็นอย่างมาก ตอนขาลง ขาขึ้นไม่กล้ว กลัวแต่ขาลง(ฮิๆๆ เหมือนนักการเมืองเลยวุ้ย) บันไดพระปรางค์สูงชันมาก






สำหรับคนที่ไปเที่ยวอยุธยา แล้วยังไม่เคยไปวัดไชยวัฒนาราม ฉันขอแนะนำให้ไปสักหน โดยเฉพาะขอให้ไปตอนบ่ายคล้อย พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน จะได้บรรยากาศของความสงบงาม ริมฝั่งน้ำ ทำให้ใจฉันจินตนาการไปถึงความรุ่งเรืองในอดีต winkthumb.gif

วัดนี้ ตามที่เคยอ่านมาเขาบอกว่า เป็นวัดที่ใช้ทำพระราชพิธีปลงพระศพของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์หรือเจ้าฟ้ากุ้ง กวีเลื่องชื่อในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่แต่งกาพย์ได้ไพเราะจับใจเป็นนักหนา เจ้าฟ้ากุ้งถูกประหารชีวิต ด้วยข้อหาลอบเป็นชู้กับสนมของพระราชบิดา เป็นข้อหาที่น่าเศร้ามากๆ





จากนั้น น้องสาวก็ขับรถพาพวกเรามุ่งสู่เมืองเหนือ จุดหมายปลายทางคือพิษณุโลกที่น้องสาวทำงานอยู่

ถึงพิษณุโลก เราเอากระเป๋าเดินทางเข้าเก็บที่บ้านน้องสาว แล้วจึงออกไปหาอาหารมื้อเย็นรับประทานกัน

น้องสาวพาเราไปที่ร้านข้าวต้มผักบุ้งลอยฟ้าอันโด่งดัง พวกเราขอให้เขาผัดโชว์ให้ดู เขาบอกว่า จะผัดก็ต่อเมื่อมีทัวร์มาลงเท่านั้น

เรานั่งรออาหารกันอยู่ เด็กในร้านวิ่งมาบอกว่า เดี๋ยวจะมีผัดผักบุ้งลอยฟ้าโชว์ให้ดู เพราะมีทัวร์จะมาลง

พวกเราเลยผละจากชามข้าวต้ม เดินไปดูกัน ดูเหมือนจะเป็นนักท่องเที่ยวจากอิตาลี นั่งสามล้อถีบมาชมผักบุ้งลอยฟ้า น้องสาวบอกว่า นักท่องเที่ยวเหล่านี้ มาเพื่อเที่ยวสุโขทัย แต่ที่สุโขทัยไม่มีโรงแรม จึงมาพักที่พิษณุโลกกันเป็นส่วนใหญ่

ฉันก็เลยนึกขึ้นได้ว่า สมัยก่อน ตัวเองเคยเป็นนักข่าว เขาให้ไปทำข่าวที่สุโขทัย ก็ต้องมาพักที่โรงแรมในพิษณุโลกเหมือนกัน แสดงว่า ยุคสมัยยังไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ยังจำคำพูดของผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยสมัยนั้นได้ ท่านพูดว่า สุโขทัยเป็นเมืองพระ ดังนั้น ควรอนุรักษ์ไว้ให้บริสุทธิ์ ปลอดจากมลทินของบาปใดๆที่จะมากล้ำกราย

ผักบุ้งลอยฟ้าที่เขาผัด ก็จะมีคนผัดอยู่ข้างล่าง หน้าร้านมีรถกระบะเก่าๆจอดอยู่คันหนึ่ง มีการต่อนั่งร้านเหล็กสูงขึ้นไปจากตัวกระบะท้าย

พ่อครัวผัดผักบุ้งจนไฟแดงลุกวาบ นักท่องเที่ยวฝรั่งที่มุงดูอยู่ด้วยความสนใจ วิ่งหนีกันเกรียวกราว เพราะไม่เคยเห็นไฟลุกท่วมกระทะ

แล้วคนผัดก็ตวัดผักบุ้งลอยขึ้นไปในอากาศ โดยมีคนรับปีนโครงเหล็กที่ท้ายรถกระบะ ขึ้นไปยืนถือจานรอรับอยู่ ข้างล่างมีการตีกลอง ร้องเพลง เชียร์กันสนั่นด้วย เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นเหมือนกัน หลังจากเคยดูแต่ในทีวี

ฉันมัวแต่ดูเพลินจนลืมถ่ายรูป ดูแล้วก็นึกว่า amazing Thailand จริงๆ คนไทยเรามีปัญญาทำได้ทุกอย่าง แม้แต่ผัดผักบุ้งก็ยังเรียกทัวร์มาลงได้ เยี่ยมจริงๆ applaud.gif

คืนนั้น ฉันค่อยหลับสบายขึ้นหน่อย ตอนอยู่ภูเก็ต นอนไม่ค่อยหลับ แต่หลังจากได้เจอหน้าพ่อแม่ น้องๆแล้ว ปรากฏว่าเริ่มจะหลับลง อีกอย่าง ร่างกายคงค่อยๆปรับแล้วด้วย เพราะเป็นวันที่สี่แล้วที่ฉันมาอยู่เมืองไทย

เช้าวันใหม่กำลังจะมาถึง พร้อมกับการท่องเที่ยวที่รอเราอยู่
wavey.gif
Posted by add on 02 Dec. 2006,06:28
โห...บันไดชันน่ากลัวจังนะ  น่าไปเที่ยวชมมากจ้ะ  flo_1.gif
Posted by pilgrim on 05 Dec. 2006,04:22
5. แก่งซอง ลำน้ำเชี่ยวกรากและเมืองเก่าสุโขทัยยามตะวันรอน

เราตื่นกันไม่เช้ามากนัก ราวๆโมงกว่าๆ จากนั้น ก็เริ่มปฏิบัติการธุระที่จะต้องทำ
ส่งเสื้อผ้าไปซักที่ร้านซักรีด เพราะที่บ้านน้องสาวไม่มีอุปกรณ์ซักรีดเลย จากนั้น ก็ไปซื้อตั๋วเครื่องบินพิษณุโลก-กรุงเทพฯ เพื่อจะบินกลับสุวรรณภูมิอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น

แล้วก็กินข้าวเช้า เลสลีย์ก็เริ่มงงๆ ว่าทำไมคนไทยกินข้าวกันแทบทุกมื้อ ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้า กลางวัน เย็น เรื่องนี้ ฝรั่งหลายคนถามฉันมาก ว่าพวกเรากินอะไรเป็นอาหารเช้า

พอฉันบอกว่ากินข้าว บางทีก็กินข้าวกับแกงเผ็ด เพื่อนบางคนทำหน้าประหลาดใจ ว่ากินแกงเผ็ดแต่เช้าเลยเหรอ

ก็จริงน่ะสิ เพราะคนไทยน่ะชอบกินข้าวแกงมากๆ ขอบอก จำได้ว่า ที่โรงอาหารในที่ทำงานฉัน คนแน่นทุกเช้า เพื่อมารอกินข้าวแกงกัน
ฉันก็บอกเพื่อนฝรั่งว่า ทียูยังกินขนมปังทุกมื้อได้ ทำไมฉันจะกินข้าวทุกมื้อบ้างไม่ได้ ก็ข้าวมันเป็นอาหารหลักของไทยนะ เหมือนขนมปังเป็นอาหารหลักของยูน่ะแหละ

แต่เราก็มีขนมปังเป็นทางเลือกให้นะ ใช่ว่าจะกินแต่ข้าว จริงๆแล้ว เรามีอาหารให้เลือกหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นข้าวแกง ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง น้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋
สิ่งหนึ่งที่เลสลีย์งงและประทับใจคือ คนไทยกินข้าวแล้วกับข้าวเยอะมาก เลสลีย์บอกว่าแทบจะเป็นสิบอย่าง ฉันบอกว่า คนไทยกินอย่างนั้นจริงๆ

จำได้ว่า ตอนเด็กๆบ้านเราใช่ว่าจะร่ำรวยนัก แต่ที่บ้านจะกินข้าวเป็นสำรับ

สำรับนั้น ถ้าเป็นงานสำคัญจะเป็นสำรับทองเหลือง แต่ถ้าในชีวิตประจำวัน จะเป็นสำรับสังกะสีที่พิมพ์ลวดลายสีสันสดใส เป็นรูปดอกไม้บ้าง นกบ้าง เวลาล้างถ้าทำหล่น สำรับมันจะเต้นดังโช้งเช้งๆ เป็นนานกว่าจะเงียบ ถ้าเราไม่รีบไปจับให้มันนิ่ง

ในสำรับจะมีกับข้าวหลายอย่าง ได้แก่น้ำพริก ปลาทู ผักสดหรือลวก แกงเผ็ดหรือ แกงส้มหรือแกงคั่ว อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็มีแกงจืดสำหรับเด็กๆที่ไม่ชอบกินเผ็ด มีผัดผักหรือผัดไก่ ผัดหมู บางทีก็มีไข่เจียว ไข่เค็ม ปลาเค็มหรือเนื้อเค็ม หมูทอดด้วย

ฉันเคยไปกินอาหารบ้านฝรั่ง โดยทั่วไป เขาจะทำไม่มาก คือ คาวอย่าง หวานอย่าง หรือถ้าหรูหน่อยก็มี อาหารจานเริ่ม ที่เรียกว่าสตาร์ตเตอร์ กับสลัดให้

ส่วนซุปนั้น บางทีก็เอามากินเป็นมื้อหลักด้วยซ้ำ คือ กินขนมปังจิ้มซุป แนมกับสลัด เอาให้อิ่มไปเลย เติมซุปได้ไม่อั้น

แต่เรื่องกินแบบนี้ ฉันมักไปกินแบบไม่ค่อยเป็นทางการเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็กินกันในหมู่เพื่อนๆ เขาก็กินเหมือนกินประจำวันทุกวัน ไม่ใช่งานเลี้ยง จะมีหรูหน่อยก็คริสต์มาสปาร์ตี้เท่านั้น ที่กินกันอู้ฟู่หน่อย

เมื่อหม่ำข้าวเช้าเสร็จ น้องสาวก็ขับรถพาพวกเรามุ่งสู่ น้ำตกแก่งซอง จ.พิษณุโลกทันที น้องสาวบอกว่า เป็นน้ำตกที่ใกล้ตัวเมืองพิษณุโลก จอดรถแล้ว ไม่ต้องเดินไกลมาก และสวยพอใช้ได้ เลยจากน้ำตกสกุโณทยานไปไม่ไกลนัก



ฉันจำได้ว่า เคยมาแก่งซองเมื่อหลายปีก่อนนั้น กับก๊วนเพื่อนที่เคยกล่าว ตอนนั้น ไม่ใช่หน้าน้ำ ลักษณะน้ำจึงเป็นเกาะแก่งจริงๆ มีลำน้ำไหลเลาะเป็นเกลียวกรากไปตามซอกแก่งหิน เหมือนลำธารน้ำตกเล็กๆ



แต่มาคราวนี้ หน้าน้ำหลาก เราจึงมองไม่เห็นเกาะแก่งกลางลำน้ำ
ใจฉันหวนคิดถึงสองปีก่อน เมื่อเพื่อนๆที่ทำงานเคยพามาล่องแก่งลำน้ำเข็ก ทั้งสนุกและหวาดเสียว ใจฉันก็กลัวเหมือนกัน แต่ก็ผ่านพ้นมาด้วยดี
ที่แก่งซอง น้ำไม่หลากเชี่ยวเหมือนที่เคยมาล่องแก่งลำน้ำเข็ก (แต่เป็นลำน้ำสายเดียวกัน)

เมื่อมองไม่เห็นน้ำตกอย่างที่หวัง น้องสาวเลยบอกว่า เดี๋ยวขากลับไปแวะที่รีสอร์ตเรนฟอเรสต์แล้วแวะหาอะไรดื่มกันดีกว่า
รีสอร์ตแห่งนี้ ตกแต่งร้านอาหารได้สวยงามมาก มีศาลาริมน้ำให้นั่งชื่นชมกับลำน้ำอันเชียวกราก และธรรมชาติอันสวยงามด้วย สภาพแวดล้อมของรีสอร์ตก็ปลูกป่าเอาไว้รกครึ้ม ร่มเย็น





ฉันลองสั่งน้ำอัญชันมาลองกิน พนักงานบอกว่า น้ำอัญชันจะเป็นสีม่วงแต่เมื่อบีบมะนาวลงไป จะเปลี่ยนสีเป็นสีแดงอมม่วง (ขออภัย ลืมถ่ายรูปน้ำอัญชันมาให้ดู)

จากนั้น เราก็ออกเดินทางต่อ ขับรถย้อนกลับเข้าเมือง เพื่อมุ่งไปสุโขทัยกัน
ปรากฏว่าถนนจากพิษณุโลกไปสุโขทัย กำลังซ่อมทาง จึงทำให้เราเสียเวลา เพราะขับรถเร็วไม่ได้ กว่าจะถึงสุโขทัยก็บ่ายคล้อย กว่าจะเข้าอุทยานประวัติศาสตร์จริงๆก็ราวๆบ่ายสามโมงกว่า

พวกเราสามารถนำรถเข้าไปในอุทยานได้ ก็เลยขับวนให้เลสลีย์ดูวัดต่างๆ ภายในอุทยานฯ โดยขับไปแวะจอดแล้วลงไปเดินภายในโบราณสถานกัน





ขณะเดินอยู่ที่วัดมหาธาตุ ในอุทยาน ฉันเห็นสามีภรรยาค่อนข้างสูงวัยคู่หนึ่งเดินมา ท่าทางน่าจะมาจากกรุงเทพฯ เสียงสามีพูดดังลั่นว่า
"ลงมาเดินดู สูดอากาศบริสุทธิ์ แบบธรรมชาติดีกว่า จะนั่งอยู่แต่ในรถทำไม"
เสียงภรรยาก็บอกแบบอ่อยๆว่า
"ก็อยากจะชมธรรมชาติอยู่หรอก แต่ขาน่ะสิ" ฉันเห็นเธอดูเหนื่อยล้า เดินกระย่องกระแย่ง ท่าทางจะขาไม่ค่อยดี เที่ยวตอนแก่ตัวก็แย่เหมือนกัน เพราะสังขารมันเริ่มจะไม่สู้แล้ว

เราหยุดถ่ายรูปกันเป็นระยะๆ วัดที่ฉันชอบมาก คือ วัดตระพังเงิน เพราะมีสระน้ำขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยบัวแดงสีสด แต่ตอนที่เราไป ดอกบัวบอกว่าบานมาทั้งวันเหนื่อยแล้ว ขอหุบพักเอาแรงก่อนนะ พรุ่งนี้ค่อยเจอกันใหม่ เราเลยไม่ได้เห็นความงามของบัวบานเลย





จากนั้น เราก็แวะไปสักการะ อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงกัน หน้าอนุสาวรีย์ มีระฆังใบใหญ่แขวนไว้เป็นอนุสรณ์ จำได้ว่า สมัยที่เรียนประวัติศาสตร์ตอนเด็ก พ่อขุนรามฯ จะปกครองแบบพ่อกับลูก ประชาชนเจ็บท้องข้องใจก็ให้มาสั่นระฆังเพื่อขอเข้าพบ ร้องเรียนได้

แต่สมัยนี้ ยุคสมัยเปลี่ยนไป สังคมมีความสลับซับซ้อนขึ้นเป็นเงาตามตัวของเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาขึ้น ประชาชนทุกวันนี้ จึงสามารถร้องทุกข์ผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้ (ถ้ามีเครื่องคอมฯ และเชื่อมต่อได้นะ) แต่ที่แน่ๆ ไม่ได้เจอตัวเป็นๆของคณะรัฐบาล ผู้บำบัดเรื่องเจ็บท้องข้องใจหรอก

ออกจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย น้องสาวขับรถพาไปดูวัดศรีชุม ที่ใช้เป็นโลเคชั่นถ่ายหนัง ดูเหมือนจะเรื่อง Tomb raider นะ ถ้าจำไม่ผิด
เราเจอพระสงฆ์ แม่ชี และฆราวาสกลุ่มหนึ่ง กำลังสวดมนต์และนั่งปฏิบัติธรรมกันในยามโพล้เพล้



สุโขทัย เมืองเก่า สวยสง่าและสงบ ฉันมาคราวใด ประทับใจคราวนั้น กับเจดีย์และพระปรางค์ที่เรียงกันเป็นหมวดหมู่ การขุดแต่งบูรณะกระทำได้อย่างค่อนข้างครบถ้วน มีอาณาบริเวณที่สงบ และมีเสน่ห์ด้วยสระน้ำ หรือที่เรียกในสมัยโบราณว่า ตระพัง ทำให้โบราณสถานแลดูงดงาม ร่มเย็น



ขากลับ ฉันบอกน้องสาวให้ซื้อข้าวแกงกลับมากินที่บ้านดีกว่า เพราะขี้เกียจนั่งในร้านอาหาร นั่งกินที่บ้านสบายกว่ามาก แล้วเราก็กินข้าว อาบน้ำ เข้านอนกัน เพราะวันรุ่งขึ้น ต้องตื่นเช้า(อีกแล้ว) ไปขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ

ฉันเริ่มตื่นเต้นอีกแล้ว เพราะคราวนี้ ที่กรุงเทพฯ จะได้เจอเพื่อนๆ พี่ๆ ก๊วนใหญ่ที่หมายมั่นปั้นมือ ว่าจะเจอกันมาตั้งนานเสียที
Posted by sweet lemon on 05 Dec. 2006,08:07
ว้าว ตื่นเต้ว แบบอ่านแล้วอินนะคร้าบ ฮาฮาฮา boogie.gif

รออ่าน ตอนต่อจากนี้นะค่ะ tongue.gif
Posted by add on 05 Dec. 2006,08:07
เราอยู่เมืองไทยตั้งนานยังไม่เคยไปเที่ยวที่นี่เลย   ว่าแต่ว่านางแบบใต้ต้นไม้น่ะใครกันล่ะพิล   wave.gif
Posted by add on 05 Dec. 2006,08:10
ว้ายๆ  หัวชนกับมะลาว โป๊ก!  โอยๆ หัวโนๆ ohman.gif
Posted by แมวเหมียว on 05 Dec. 2006,17:58
ภาพสวยค่ะคุณพิล winkthumb.gif

อิ อิ ตื่นเต้นจัง  ตอนหน้า คุณพิลจะจินตนาการให้เราเหมือนใครน้า  ask.gif

laugh1.gif
Posted by pilgrim on 06 Dec. 2006,07:17
ฮ่าๆๆ มีแต่คนตื่นเต้นจะรออ่านวันนัดพบ ถึงกับพี่แอ๊ดและมะลาวเดินชนกันหัวโน ohman.gif

หัวโนดีกว่าโดนผึ้งต่อยนะพี่แอ๊ดนะ smile.gif 

พี่แมวเหมียวคะ ก่อนเดินทางไปพบพี่ๆ พิลน่ะนั่งคิดไปบนทางด่วน ว่า เอ๊ จะเป็นยังไงบ้างนะ พี่ๆ เขาจะตกใจกับความงามแบบสมบูรณ์เปล่งปลั่งของเราหรือไม่ ฮิๆๆๆ tongue.gif

ตื่นเต้นไปตลอด อยากไปถึงไวไว แต่ก็ไปถึงช้ากว่าใครจนได้นิ ขออภัยค่ีะ bowsdown.gif

ว่าแต่พี่ปาเก้ ลุงช้างกับรจนาไม่แวะเวียนมาตรงนี้บ้างเลยเหรอนี่ ask.gif
Posted by pilgrim on 06 Dec. 2006,07:39
6. รอยยิ้มละไมในกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร





เราตื่นกันไม่เช้าเท่าไหร่นัก เพราะน้องสาวบอกว่า สนามบินในพิษณุโลกนี้ อยู่กลางเมือง ไม่ต้องขับรถออกไปไกล เลสลีย์ถามว่า ทำไมนั่งเครื่องบินล่ะ นั่งรถไฟ รถทัวร์ไม่ได้เหรอ

ฉันก็บอกว่า ไม่ได้หรอก เพราะวันนี้ ฉันมีนัดจะไปเจอเพื่อนตอนเที่ยงที่กรุงเทพฯ นั่งรถอื่นกลับมาไม่ทันแน่
เลสลีย์ถามว่า เพื่อนที่ทำงานเหรอ
ฉันบอกว่า เปล่าหรอก เพื่อนรู้จักกันทางเน็ตน่ะ ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนหรอก

เลสลีย์ หัวเราะแล้วบอกว่า ยูมีแต่เพื่อนแบบนี้เหรอ ที่ภูเก็ตก็คนนึงแล้วนะ (เธอหมายถึงพี่วันดี) เลสลีย์คงนึกกลัวๆเหมือนกัน เธอคงนึกว่าฉันบ้าระห่ำ ที่จู่ๆก็มานัดเพื่อนทางเน็ตมาเจอกัน ราวกับรู้จักกันมานับสิบปี

ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายกับเธอว่าไง ได้แต่บอกว่า รับรอง เพื่อนที่เราจะเจอนี้เป็นคนดี ฉันคุยกับเขามาร่วมสองปี แต่ละคนไม่มีพิษภัยแน่   (สงสัยเลสลีย์คงกลัวฉันถูกหลอกไปขาย)

เลสลีย์ก็คงงงๆ เหมือนกันที่เห็นฉันรับรองเป็นมั่นเหมาะ ฉันเองก็ไม่รู้จะบอกกับเธอว่าไง แต่ ในที่สุด เราไปไหนก็ไปกัน

ฉันบินกลับมาสุวรรณภูมิอีกครั้งพร้อมพ่อและเลสลีย์ คราวนี้ มีน้องลิง เพื่อนรุ่นน้องสนิทมากๆคนหนึ่งไปรับพร้อมกับคุณแม่ของน้องลิง

เพื่อนฉันเธอไม่ได้ชื่อ ลิงค่าง หรอกค่ะ ตรงกันข้าม เธอเป็นสาวสวยน่ารัก ดวงตาคมกลมโต หน้าหวาน แต่แววตาเป็นประกายตาซุกซน แถมทำอะไรก็ล่กๆลนๆ รวดเร็วฉับไว สามีเธอจึงตั้งฉายาให้ว่า เธอเป็นเทพีลิง คือสวยแต่ล่กๆลนๆ พวกเราก็เลยเรียกเธอกันว่า มิสไทยแลนด์ลิงบ้าง หรือ น้องลิงบ้าง

ฉันรู้จักและสนิทกับน้องลิงมาตั้งแต่ตอนเรียนธรรมศาสตร์ เพราะเราอยู่ในชุมนุมวรรณศิลป์ด้วยกัน น้องลิงเขียนกลอนเก่งมากๆ
เมื่อเรียนจบ เราก็แยกย้ายกันไป แต่ชีวิตเรามาวนเวียนเจอกันอีกครั้ง เพราะเธอเรียนโท แล้วบากบั่นมาหาฉันถึงบ้านเช่า เพื่อให้ฉันช่วยแปลบทคัดย่อวิทยานิพนธ์ให้ นับจากนั้น เราก็เลยไม่เคยพรากจากกันอีก

พอถึงตาฉันเรียนโทบ้าง ก็ได้อาศัยคอมพิวเตอร์ที่บ้านเธอพิมพ์วิทยานิพนธ์ เพราะตอนนั้น ฉันไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง
ไปนั่งพิมพ์วิทยานิพนธ์อยู่ที่บ้านเธอ นอนค้างอ้างแรม ได้คุณแม่ของเธอช่วยส่งกาแฟ ส่งขนม และหาข้าวให้กิน จนฉันรักแม่น้องลิงเหมือนแม่แท้ๆของฉันอีกคน จนเมื่อน้องลิงแต่งงานแยกบ้านไปแล้ว บางทีฉันก็ยังไปนอนค้างกับแม่น้องลิง นอนดูละครน้ำเน่ากัน แล้วก็เม้ากันเป็นที่สนุกสนาน

เราร่วมสุขร่วมทุกข์กันมาตลอด กัดกันก็บ่อยครั้ง เพราะฉันคือเสือ แต่เธอคือลิง แม้ขนาดเธอแต่งงานแล้ว ยังไม่วายกระเตงฉันไปนอนค้างที่บ้านด้วย สามีเธอก็แสนจะดี เปิดห้องให้นอน หาข้าวให้กิน เล่าเรื่องตลกแจกมุข แถมร้องคาราโอเกะให้ฟัง (บางทีก็แย่งกันร้อง) เรียกได้ว่า น้องลิงได้สามีที่ประเสริฐ

คราวนี้ก็เช่นกัน น้องลิงและสามีเป็นสปอนเซอร์ที่พักพิงที่กรุงเทพฯให้ฉันกับเลสลีย์
น้องลิงเล่าว่า สามีเธอตื่นเต้นมาก ถึงขนาดลงทุนจัดสวน แต่งบ้าน และเตรียมโปรแกรมต้อนรับฉัน ฉันเองก็ซาบซึ้งใจมาก นามสมมุติของสามีน้องลิง เราเรียกเขากันว่า พี่พม่า

น้องลิงมารับที่สุวรรณภูมิแล้วก็พากันกลับบ้านคุณแม่ไปก่อน เพราะคุณแม่ต้องกลับไปดูแลคุณพ่อของน้องลิงที่นอนป่วยด้วยโรคชราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

น้องลิงหาข้าวกล่องให้ฉันกิน ก่อนจะขอตัวเข้าที่ทำงาน จากนั้น ฉันกับเลสลีย์ก็นั่งรถตู้ขึ้นทางด่วนมาลงที่มาบุญครอง เพื่อจะมาต่อรถไฟฟ้าไปเซนทรัลชิดลมกัน แต่เวลาจวนแจมาก เพราะกว่าจะออกมาจากสุวรรณภูมิ กว่าจะกลับถึงบ้าน กว่าจะเดินทางมาถึงสยาม ฉันเลยโทร.บอกพี่แมวเหมียว ตามที่พี่แมวเหมียวให้เบอร์โทร.ไว้ ว่าฉันมาแน่ แต่อาจช้านิดนึง

ตอนแรก ตัดสินใจพาเลสลีย์ขึ้นแท็กซี่หน้ามาบุญครอง เพราะกลัวว่ากว่าจะเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า กว่าจะรอรถมา อาจต้องใช้เวลานาน แต่ปรากฏว่าคิดผิดที่ขึ้นแท็กซี่ เพราะถนนหน้าสยามเป็นวันเวย์ เราก็เลยลงจากแท็กซี่ แล้วเดินไปขึ้นรถไฟฟ้ากัน พี่ปาเก้ก็โทร.มาตามบอกให้ขึ้นรถไฟฟ้าดีกว่า (กว่าจะถึงพี่ปาเก้โทร.ตามอยู่หลายหน คงกลัวพวกเราหลง น่ารักจริงๆพี่เรา)

ในที่สุดก็มาถึงเซนทรัลชิดลมจนได้ เย้....

พี่ปาเก้บอกทุกคนมาพร้อมกันหมดแล้ว รออยู่ที่ Food loft บอกให้ฉันกับเลสลีย์ขึ้นบันไดเลื่อนมาเรื่อยๆ แล้วพี่ปาเก้จะคอยดักอยู่ที่ปากประตูทางเข้าศูนย์อาหาร

ฉันก็หาพี่ปาเก้ได้ไม่ยากนัก เพราะเราต่างเคยแลกรูปกันดูมาแล้ว ด้วยต่างคนยังอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็น อดใจไม่ไหวจนต้องแลกชมความงามของกันและกัน

จากนั้น ก็...แอ่น...แอน...แอ๊น...เดินมาที่โต๊ะ นั่งกันเต็มไปหมดเลย ฮิๆๆๆ ฉันพอจะเดาได้ไม่ยาก

ผู้ชายคนเดียวนั่งหัวโต๊ะ ต้องเป็นลุงช้างแน่ๆ จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้

ขาวๆนี่ก็ต้องเป็นน้องโพ เพราะดูเด็กกว่าใครเพื่อน ใบหน้ายิ้มย่อง สดใสราวกับท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ

ส่วนพี่แอ๊ดนี่ เคยเห็นกันมาบ้างแล้วในรูปถ่าย เดาได้เลย คุณพี่ตาโต คิ้วเข้ม ผมดำหยักสลวย สวยคมอีกคนหนึ่ง

ส่วนคุณพี่ร่างแบบบาง หน้าตาหวานละมุน น้ำเสียงไพเราะหวานละไมนี่ใช่เลย พี่แมวเหมียว (ผีเสื้อสมุทรนั่นเป็นภาพลวงตานะจ๊ะ)

พี่ปาเก้ของเรามาในเสื้อเหลือง หน้าตาเฮ้ว แต่ใจดีและยิ้มหวานเช่นกัน

ฉันแนะนำเลสลีย์ให้ทุกคนรู้จัก เริ่มนึกสงสารเลสลีย์ขึ้นมาตะหงิดๆ เพราะคราวนี้ เราจะเม้าแตกกันเป็นภาษาไทยแล้วนะ เลสลีย์ก็รับประทานไปแล้วกัน

แล้วเราก็เริ่มเม้าๆๆๆกัน มีนินทาคนโน้น คนนี้บ้างพอเป็นกระสาย (โดยเฉพาะคนที่ชอบค่อนแคะพวกเรา อิๆๆๆ คุณก็รู้ว่าเป็นใคร แฮ่ๆๆ)

ส่วนอาหารการกิน พี่ปาเก้ถ่ายรูปมาประจาน เอ๊ยมาแสดงแล้วนะจ๊ะ ว่าใครหม่ำอะไรกันบ้าง

ส่วนรูปถ่ายของพวกเรา มีอยู่ในกล้องของพี่ปาเก้คนเดียว ฉันเองก็รีบร้อนจนลืมกล้องถ่ายรูป พี่ปาเก้ว่างเมื่อไหร่ ส่งรูปมาให้ดูบ้างนะจ๊ะ

พวกเราได้รับแจกบัตรเหมือนคูปองอาหารคนละใบ พี่ปาเก้บอกว่าใบละพันบาท(ใช่ไหมจ๊ะ)

ฉันกับเลสลีย์เพิ่งจะงาบข้าวกล่องกันมาหยกๆ แถมตอนเย็น เพื่อนอีกคนจะพาไปเลี้ยงมื้อเย็นที่ร้านอาหารของเธอ เราเลยตกลงว่า งานนี้ เรากินแบบเบาๆไปก่อนแล้วกันนะ ฉันกับเลสลีย์ก็เลยกินแต่ไอติมกับผลไม้กัน (เก็บอาการจริงๆจ้ะ พี่แอ๊ด เพราะกะไปลุยมื้อเย็นที่ร้านเพื่อนกัน)

จากนั้น ก็เริ่มเม้าและโม้ ฉันก็เล่าให้พี่ๆและน้องโพฟังว่า มาภูเก็ตได้ยังไง

เราคุยกันมากจนจำไม่ได้แล้วว่า คุยอะไรกันบ้าง แต่ฉันก็ยังรู้สึกไม่ฉ่ำใจเลย เหมือนต้องแยกร่างคุยกับคนนั้นที คนนี้ที แถมยังต้องคอยเทคแคร์เลสลีย์ เพราะไม่อยากให้เพื่อนเซ็งกับซับไตเติลภาษาไทยของเรามากเกินไป หนักเข้า เลยนั่งมองคนนั้นที คนนี้ที มองแล้วก็มีความสุขอยู่ในใจคนเดียว

ดีใจจ้า ที่ได้เจอทุกๆคนเลย แต่ละคนน่ารัก สมดั่งที่วาดหวังจินตนาการไว้ ทำให้ฉันหวนคิดถึงเรื่องราวต่างๆที่ได้เคยอ่านมาในเว็บ

คิดถึงคูณแม่ใจดีที่พยาบาลลูกชายที่เป็นไข้เลือดออก และคอยบำบัดทุกข์บำรุงสุขนก หนู ปู ปลา ภายในบ้าน

คิดถึงคุณพี่น่ารักที่พาไปเที่ยวชมอิตาลีทางภาพและตัวอักษร และเป็นผู้รอบรู้ในเรื่องศิลปะ วรรณกรรม รวมทั้งเจ๊ๆ เฮียๆ ทั้งหลายในตลาดสด

คิดถึงบทกลอนหวานๆบ้าง ดุๆเด็ดๆบ้าง ของคุณลุงยังหนุ่มฟ้อ เอ๊ย คุณพี่ที่ตัวจริงทั้งอ่อนน้อม ใจดี และมีเฮ(ฮา)

คิดถึงบทแซวเจ็บๆขำๆ กับเรื่องราวต่างๆที่ คุณพี่เฮ้วของเราเขียน บางทีก็พาไปไหว้พระตั้งเก้าวัด

คิดถึงคุณน้องดวงจันทร์ เจ้าแม่พญางูบนศีรษะ ที่ไหล่ขวาสะพายกระเป๋า Billabong มือซ้ายมีไหดองเป็นอาวุธ (พี่ยังไม่ลืมภารกิจเรื่องตามล่าหารักแท้ของเรานะ)

คิดถึงคุณพี่คนไกล ชาวเกาะสวรรค์แดนใต้ ที่มักนำเรื่องราวดีๆในหนังสือต่างๆมาให้พวกเราได้อ่าน พร้อมทั้งเล่าเรื่องอาหารได้น่ากินชวนน้ำลายสอก็บ่อยครั้ง

แล้วก็หวนคิดถึง เพื่อนคนที่ไกลยิ่งกว่า ที่เคยได้เจอกันแล้วที่ลอนดอน แล้วเราไปป่วนในโรงละครเรื่องแฟนท่อมกัน

คิดถึงใครอีกหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นน้องมะลาวจอมแก่นแสนซน น้องแสบแม่ครัวผู้รอบรู้และฝีมือพอตัว อีกทั้งนกกะปูดที่บอกจะแกงป่าเห็ดให้กิน หรือคุณแสงดาว ที่คงจะพูดน้อย ต่อยหนัก ไม่ต่อยหอยเหมือนพวกเรา

แหม ถ้าได้เจอกันครบ คงจะไม่มีใครฟังใคร นอกจากจะแจกบัตรอาหารแล้ว คงต้องแจกบัตรคิวให้ผลัดกันพูด

น้องโพ ขอตัวแยกไปก่อน เพราะติดงาน ลุงช้างใจดียึดบัตรไว้ แล้วบอกจะเป็นเจ้ามือให้ แต่เกิดปัญหาคือ ถ้าไม่มีบัตรไปแสดง เขาไม่ให้ออกจากศูนย์อาหาร ลุงช้างเลยต้องเดินไปส่งที่ประตูทางออก ฉันก็เลยอธิบายให้เลสลีย์ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

พวกเราก็ยังโม้ ยังเม้าต่อกันอีกสักพัก แล้วลุงช้างก็เลียบๆเคียงๆมาเก็บบัตรอาหารทุกใบไป รวมทั้งบัตรของฉันกับเลสลีย์ด้วย

เลสลีย์ตกใจ รีบกระซิบบอกฉันว่า อยู่ดีๆ คุณผู้ชายคนนั้น เขาก็เดินมาเอาบัตรไปแล้วนะ เราจะออกจากศูนย์อาหารได้หรือเปล่า

ฉันก็ถึงบางอ้อ ว่างานนี้ ลุงช้างท่านขอเป็นเจ้าภาพ (ขอบพระคุณนะเจ้าคะ) bowsdown.gif

แล้วก็เลยบอกเลสลีย์ว่า ไม่ต้องตกใจ คุณผู้ชายคนนั้น เขาจะเป็นคนจ่ายให้พวกเรา เลสลีย์ก็เลยหายตกใจ แล้วกล่าวว่า ขอบคุณค่ะ ตามที่ฉันสอนเอาไว้ ด้วยน้ำเสียงแปร่งๆแต่น่ารักของเธอ


ฉันคิดถึงใครอีกหลายๆคน ที่ยังไม่มีโอกาสได้เจอ แต่ขอบอกเลยว่า งานนี้เป็นปลื้มมากที่ได้เจอพี่ๆและน้องโพ ต้องขอบคุณพี่ปาเก้ไว้ ณ ที่นี้จ้า ที่ช่วยเป็นโต้โผจัดนัดพบทั่วไทยให้ thankssign.gif

เลสลีย์บอกว่า เพื่อนยูคนนึงน่ะ เขานั่งรถมาตั้งสี่ร้อยกว่าโล เพื่อจะมาเจอยูนะ เธอหมายถึง พี่แอ๊ด

ทำให้ฉันเกรงใจพี่ๆและน้องโพเป็นกำลัง แต่ละคนมาไกลกันทั้งนั้น แถมธุระก็ยุ่งอีรุงตุงนัง ไหนจะติดพันเรื่องครอบครัวอีก

อย่างพี่ปาเก้ ลูกชายก็ไม่ค่อยสบาย แต่พี่ปาเก้ก็ยังนึกถึงน้องคนนี้ มาตามนัดจนได้ ตอนนี้ ลูกชายค่อยยังชั่วแล้ว ก็ขอเอาใจช่วยจ้ะ

พี่แมวเหมียวก็บ้านไม่ใกล้ แถมยังต้องรีบกลับไปรับลูก ยิ่งลุงช้างก็มาไกล ไม่ใช่น้อย

น้องโพก็งานยุ่งเป็นยุงตีกัน จนต้องเก็บบางส่วนดองไว้ในไห กันบูดเน่า

เลสลีย์บอกว่า เพื่อนยูเป็นคนดีกันทุกคน เชื่อแล้ว ว่าเราได้มาเจอคนดี แต่ก็น่าประหลาดใจนะ ว่าเพื่อนทางเน็ตจะดีได้อย่างนี้เชียวหรือ ดูอย่างเพื่อนยูที่ภูเก็ตสิ คนนั้นเขาก็ดีกับยูมากๆเลยนะ winkthumb.gif

ฉันได้ฟัง แล้วอยากแปลงร่างเป็นนักมวย ขึ้นเวทีแล้วไหว้กราดผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน รวมทั้งแอนตาซิล เอ๊ย คุณคิลิน ที่เป็นสื่อกลางทำให้พวกเราได้มีโอกาสโม้เม้า ทั้งในจอและนอกจอ(คอมพิวเตอร์) ขอกราบตรงนี้เลยแล้วกันนะเจ้าคะ bowsdown.gif



เมื่อได้เวลาแยกกัน พวกเราก็ลงลิฟต์มาชั้นล่าง ฉันบอกลุงช้างกับพี่แมวเหมียวว่า อยากจะแลกตังค์ เพราะมีแต่แบงก์พัน ไม่มีเงินขึ้นรถไฟฟ้า

ลุงช้างก็บอกว่า มาแลกนี่ก็ได้ ฉันหยิบแบงก์พันออกมา ลุงช้างก็หยิบแบงก์ร้อยให้ฉันหนึ่งใบ ฉันนึกว่าลุงช้างยังหยิบออกมาไม่หมด ก็พอดีลิฟต์จอด ลุงช้างกับพี่แมวเหมียวผลุนผลันเดินออกไป ฉันยังงงๆอยู่ ก็เลยเดินตามออกไปไม่ทัน หลงตามพี่ปาเก้ลงไปถึงชั้นที่จะลงไปที่จอดรถ ครั้นขึ้นลิฟต์มาใหม่ ก็ตามหาลุงช้างกับพี่แมวเหมียวไม่เจอแล้ว

สรุปแล้ว เลยเหมือนไถเงินลุงช้างมาอีกร้อยนึงเป็นค่ารถด้วย ตอนหลัง โทร.ไปขอโทษลุงช้าง ลุงช้างบอกว่า อย่าคิดอะไรมาก มิตรภาพสำคัญกว่าเรื่องเงินทอง (ขอขอบพระคุณและคารวะไว้ ณ ที่นี้อีกทีนะคะลุงช้าง) bowsdown.gif

จากนั้น ฉันก็พาเลสลีย์เดินวนเวียนในห้างอีกพักหนึ่ง ยังมีความหวังว่าจะได้เจอลุงช้างและคืนเงิน แต่เมื่อไม่เจอ ก็เลยตัดสินใจว่า เรากลับไปช้อปปิ้งที่ห้าง MBK ดีกว่า เพราะที่ชิดลมนี้ มีแต่ของแพงๆ หรูๆ ทั้งนั้นเลย

ขนาดเดินไปเข้าห้องน้ำของเขา ยังเผลอคิดว่าอยู่ในห้องน้ำที่ห้างฮารอดส์ กรุงลอนดอน การจัดแต่งห้องน้ำให้บรรยากาศเดียวกันเลย


เลสลีย์ตกกะใจกับรถแมงกะไซค์ที่จอดเรียงรายมากมายที่สยาม บอกให้ฉันชักรูปไว้ดู

เมื่อไปถึงมาบุญครอง ฉันก็พาเลสลีย์เดินดูตามร้านรวงต่างๆ โดยเฉพาะร้านขายของที่ระลึกแบบไทยๆ ซึ่งเลสลีย์และฉันต้องการซื้อมาฝากคนที่อังกฤษ

แล้วฉันกับเลสลีย์ก็เดินวนเวียน(เพราะหลงทาง) อยู่ในมาบุญครองอยู่นาน จนเย็น เพราะเลสลีย์อยากซื้อของมาฝากเพื่อนที่อังกฤษ รวมทั้งซื้อของอย่างอื่นด้วย เช่น เสื้อผ้า ที่เลสลีย์บอกว่า สวยและถูกมากๆ

จากนั้น เราก็นั่งแท็กซี่ไปแถว ถนนเพชรบุรี เพราะ เจ๊น้องเพื่อนคนหนึ่ง เปิดร้านอาหารกิจการของครอบครัว อยู่แถวประตูน้ำ กว่าจะหาร้านเจอค่อนข้างทุลักทุเล เพราะซอกซอยแถวนั้น แคบมากๆ ร้านอาหารก็อยู่ในซอย เพราะกลุ่มลูกค้าคือ ชาวต่างชาติที่มาพักโรงแรมแถวนั้น ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งเสื้อผ้าขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ

เจ๊น้องเป็นเพื่อนเรียนธรรมศาสตร์รุ่นเดียวกับน้องลิง สองคนนี้เข้าทีหลังฉัน ฉันเรียนเร็วมาแต่เด็ก เจ๊น้องอายุมากกว่าฉัน แต่ก็เรียกฉันพี่ เพราะฉันเข้าเรียนเป็นรุ่นพี่ ตอนเรียน เจ๊น้องเป็นเด็กกิจกรรมอยู่ชุมนุมสังคมพัฒนา เป็นสาวโสดอีกคนหนึ่งที่ทุ่มเทชีวิตให้หลานๆ

ฉันจบธรรมศาสตร์มาอย่างน่าแปลก คือไม่เคยติดต่อกับเพื่อนที่เรียนในวิชาเอกหรือคณะเดียวกันเลย เพื่อนที่ยังติดต่อกันอยู่ เป็นเพื่อนที่รู้จักกันจากชมรมกิจกรรมต่างๆทั้งสิ้น

ตอนเรียน ฉันก็ไม่ค่อยได้เข้าไปคลุกคลีกับเพื่อนที่เรียนร่วมชั้นวิชาเอกเลย หากแต่ใช้ชีวิตอยู่ที่ตึกสโมสรนักศึกษาข้างคณะวารสารศาสตร์ฯ เป็นหลัก  เหมือนเป็นบ้านอีกหลังหนึ่ง เพื่อนๆของฉันจึงต่างมาจากหลากหลายสาขาวิชา หลากหลายคณะ หากแต่มารวมกลุ่มกันเป็น"เด็กกิจกรรม" เป็นช่วงชีวิตที่สนุกมากๆ แม้สถานการณ์บ้านเมืองในช่วงแรกๆ จะยังอึมครึม

ที่ร้านอาหาร เจ๊น้อง พี่พม่า น้องลิง มารอพวกเราอยู่แล้ว เจ๊น้องสั่งอาหารในร้านตัวเองมาให้เรากินหลายอย่าง จำไม่ค่อยได้แล้วว่ามีอะไรบ้าง รู้แต่ว่าเป็นอาหารทะเลเสียเป็นส่วนใหญ่

ตอนจ่ายเงิน พี่พม่ากับฉันแย่งกันออก แต่ปรากฏว่าเจ๊น้องไม่ยอมเอาเงินของใครเลย เจ๊สั่งลุย สั่งเอง จ่ายเอง ในร้านของตัวเอง แถมน้องลิง ลิงสมชื่อ คุยออกรส ตวัดแก้วของร้านแตกไปหนึ่งใบ

อิ่มหนำสำราญ พวกเราแยกย้ายกันกลับบ้าน ฉันกลับมากับน้องลิงและพี่พม่า เพราะไปอาศัยบ้านเขานอน

ถึงบ้าน พี่พม่าพาชมสวนและศาลาในสวนที่สร้างใหม่ ใหญ่กว่าเดิม



]






น้องลิงแอบเม้าสามีว่า ศาลานี้น้องลิงขอตั้งชื่อว่า ศาลาฮานามิ เพราะพี่พม่าแกรวยเพื่อน ชอบชวนเพื่อนๆมาสังสรรค์ให้ครื้นเครงเป็นประจำ แต่น้องลิงเบื่อ เพราะขี้เกียจล้างจาน

บ้านนี้อยู่กันสองคนสามีภรรยา ไม่มีคนรับใช้ประจำ มีแต่แม่บ้านมาคอยทำความสะอาดซักรีดผ้าแบบเช้าไปเย็นกลับ ดังนั้น มื้อค่ำ น้องลิงจึงต้องรับบทแจ๋ว เก็บล้าง ปัดกวาดโต๊ะอาหารเอง ยิ่งถ้ามีแขกมาก น้องลิงก็ล้างจานมือเป็นระวิง

เลสลีย์ถูกใจสวนมากๆ ตามประสาคนอังกฤษ เธอบอกว่า สวนบ้านพี่พม่าสวยเหมือนเทพนิยาย
จากนั้น เราก็อาบน้ำ แล้วนอนพักผ่อนกัน เพราะพรุ่งนี้ ฉันจัดโปรแกรมให้เลสลีย์ไว้แล้ว จะไปไหนกัน โปรดติดตามตอนต่อไป
Posted by add on 06 Dec. 2006,08:05
ฮาๆๆ laugh1.gif สนุกมากจ้ะพิล พี่แอ๊ดนึกว่า ลุงช้างรับแบ็งค์ 1 พันไปแล้วให้แบ็งค์ร้อยพิลมาแค่ใบเดียวซะอีก  tongue.gif

      พี่เสนอไอเดียให้นะ ให้พิลเขียนเรื่อง "เพื่อนรอบโลก"นะจ๊ะ รับรองสนุกแน่  winkthumb.gif  คนอาไร้เพื่อนเยอะชิบเป๋ง wavey.gif

      ส่วนพิลยังหน้าเด็ก อยู่เมืองนอกหลอกฝรั่งได้สบาย ใช้ตั๋วเด็กได้ตลอดจ้า tongue.gif
Posted by pilgrim on 06 Dec. 2006,11:00
อิๆๆ น่าเขียนนะ พี่แอ๊ด นึกๆอยากเหมือนกัน แต่กลัวเพื่อนหาว่าเอามาเผาน่ะสิจ๊ะ แหะๆๆ (ที่ทำอยู่นี่ ยังไม่เรียกว่าเผานิ) smash.gif

อ้อ ลืมบอกไปจ้ะว่า นางแบบริมธารน้ำก็เลสลีย์ไงคะ ฮิๆๆ ถ้าพิลต้องย่อส่วนลงมากว่านี้ค่ะ(ย่อแนวตั้งนะคะ แต่ขยายแนวนอน)
Dancer.gif
Posted by sweet lemon on 06 Dec. 2006,12:53
น้องม้า น้องลิง น้องลาว น้องหมา อิอิ มีน้องไก่ น้องเป็ด น้องห่าน น้องหมู น้องฯลฯ อีกไหมค่ะเจ้พิลจ๋า ก๊ากกกกกกกกกกกกก boogie.gif


โหพี่พิลจะกลับเมืองไทยอีกเมื่อไหร่ค่ะเนี่ย นู๋อยากไปเจอตอนลุงช้างยื่นแบงค์ร้อยเนี่ย เอิ๊กกกกก นู๋อินอยู่เรื่องเดียวเนี่ย แหะๆๆ  tongue.gif


น้าแอ้ดคงเยสแล้วนะค่ะ เพราะโนแป๋บเดียว อะเห่ยอะเห่ย  greet.gif

มือก่ายหน้าผาก ยกขาขึ้นไขว้ นอนรออ่านตอนต่อไปค่ะ  sofaroll.gif



สวัสดีทุกท่านค่ะ  bowsdown.gif
Posted by แมวเหมียว on 06 Dec. 2006,17:24
couch.gif อ๋อยๆๆ..ใครก็ได้ช่วยจับหางแมวไว้หน่อย..รู้สึกตัวพอง เบาหวิวเหมือนจะลอยได้ tongue.gif

laugh1.gif ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครชมให้รู้สึกจะลอยได้เท่าคุณพิลเลย ..จริงๆค่ะ yes.gif  

ใครที่ยังไม่เจอคุณพิลต้องหาโอกาสไปเจอให้ได้ เพราะจะได้รับแต่คำชมมานั่งอมยิ้ม น้องมะลาวนัดหน้าพลาดไม่ได้น๊ะจ๊ะlaugh1.gif

จริงอย่างพี่แอ๊ดว่าคุณพิลหน้าตายังเด็กอยู่เลย  ตอนเห็นคุณพิลปุ๊บ พี่ก็คิดถึงเรื่องที่คุณพิลเล่าว่าแก๊งค์จักรยานเด็กผู้ชายเกเรที่อังกฤษมาตบหัวคุณพิล..

อิ อิ พวกเขาคงคิดว่าเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน tongue.gif 

hum.gif น้องมะลาวจ๋า นอนรอตอนต่อไป ทำไมต้องเอามือก่ายหน้าผากด้วยล่ะจ๊ะlaugh1.gif

again.gif
Posted by วันดี on 06 Dec. 2006,23:34
มาทันตอนมะลาวก่ายหน้าผากรอพอดี  พี่วันดีว่าถ้ามะลาวมาเล่าบ้างก็คงมีเรื่องมากมายให้สนุกแน่ค่ะ

เพื่อนทางเน็ต  คำนี้ฟังแล้วล่อแหลมในสังคมไทยเหมือนกันนะพิล  และที่สำคัญไม่น่ามาอยู่ในวัยของพวกเรา  เพราะข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มักจะมีเรื่องการล่อลวงทางเน็ต  พ่อแม้ต้องคอยระวังว่าลูกสาวแช็ตอยู่กับใคร  และเรื่องอะไร  ยิ่งนัดพบนี่  ห้ามเด็ดขาดเลยทีเดียว  พี่เองเวลาบอกลูกสาวว่านัดเพื่อนทางเน็ตก็ขำ ๆ เหมือนกัน  ว่าเป็นไปได้ยังไงนี่  อีกอย่างก็กลัวลูกสาวย้อนเอาว่า  ทีแม่ทำไมทำได้  แล้วจะมาห้ามหนู

คราวที่แล้วเจอกับรจนา  เราโผเข้ากอดกัน  รจนาแอบมากระซิบว่าคุณพ่อบ้านงง  อาไร้  ทำยังกับรู้จักกันมานานนม

ไม่รู้สิ  ใจพี่วันดีนั้นค่อนข้างเปิดรับเพื่อนในบ้านคนธรรมดา  ยิ่งแก๊งที่ต่อปากต่อคำกันอยู่ทุกวันยิ่งรู้สึกว่าสนิทใจ  และจากการที่ได้พบรจนา  ปาเก้  และพิล  ก็ยิ่งมั่นใจว่าเข้าใจไม่ผิด  อาจจะเป็นเพราะพวกเราที่นี่  เปิดใจให้กันนะพี่วันดีว่า  การเปิดใจและการแบ่งปันความรู้สึกที่ดีต่อกัน  ได้สร้างกลุ่มของเราขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ  

พวกเราคงขอบคุณคุณKiLinเหมือน ๆ กัน  ที่สร้างบ้านคนธรรมดาให้คนธรรมดาได้มาอาศัยพักพิง  และเป็นเพื่อนกัน


thankssign.gif
Posted by pilgrim on 07 Dec. 2006,11:36
7. โอ้กรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร สมเป็นนครมหาธานี
One day in Bangkok


ตอนเช้า น้องลิงติดงาน อยู่บริการพวกเราไม่ได้ เลยปล่อยให้ฉันกับเลสลีย์นอนกันอุตุ แต่เธอต้องออกไปทำงานแต่เช้า

น้องลิงเล่าให้ฟังว่า เข้าที่ทำงาน เจอหัวหน้าฉัน (น้องลิงกับฉันทำงานที่เดียวกันด้วยค่ะ) หัวหน้าฉันถามว่า พิลมาหรือยัง เป็นไงมั่ง น้องลิงตอบว่า มาแล้วค่ะพี่ ตอนนี้ หนูปล่อยให้อยู่กับสามีหนู ไม่รู้พี่พิลจะเคลมสามีหนูไปหรือยัง

ดูความทะลึ่งทะเล้นของน้องลิงเอาก็แล้วกัน เรามักจะชอบพูดแหย่กันอย่างนี้เสมอ

แต่ในความเป็นจริง เมื่อฉันเปิดประตูห้องนอนออกมา ก็เจอพี่พม่านอนเอกเขนกดูข่าวยามเช้าอยู่ที่ชั้นลอยตรงบันได พอพี่พม่าเห็นฉัน แกก็โดดผลุงลุกขึ้น แล้วเผ่นแน่บ เดินลงไปเปิดทีวีชั้นล่างดู

ฉันอาบน้ำ แต่งตัวเสร็จ ก็ตามแกลงไปชั้นล่าง หวังจะคุยกับเจ้าของบ้านบ้าง เดี๋ยวจะหาว่าเราเสียมารยาท มากินๆ นอนๆ อย่างเดียว ที่ไหนได้แกกลับเผ่นลงไปรดน้ำต้นไม้อยู่ในสวน
ฉันเลยไม่กล้าตามแกไปในสวนอีก กลัวแกจะเผ่นออกไปอยู่นอกบ้าน จะทำบาปกับเจ้าของบ้านเขาเสียเปล่าๆ อิๆๆ

พอตกเย็น ฉันกับน้องลิงคุยกัน ฉันบอกว่า ได้เคลมที่ไหน สามีแกเอาแต่เผ่นหนี จนท้ายสุดไปตั้งหลักอยู่ในสวน น้องลิงก็แกล้งทำโมโหฉัน แล้วบอกว่า อ้อ นี่แกหาว่าผ้วฉันเป็นเสือเผ่นเหรอ ฮิๆๆๆ

เรื่องของเรื่อง พี่พม่าแกขี้เขินค่ะ จะไม่เขินก็ตอนที่ร้องคาราโอเกะ เพราะแกจะชอบมาก ถึงไหนถึงกัน

ฉันยังจำได้ วันแต่งงานของแกกับน้องลิง แกทั้งร้อง ทั้งเต้น ราวกับศิลปินเดี่ยว ทำเอาเจ้าสาวคือน้องลิง ต้องเต้นหยองแหยงกับแกอยู่บนเวทีซะหลายเพลง ไม่ได้ร้องด้วยหรอก เพราะแกจะร้องของแกคนเดียว ฮ่าๆๆๆ

เลสลีย์กับฉันชงชามินต์ดื่มกัน จากนั้น ดอกเข็ม(คนเดียวกับที่เป็นเพื่อนรจนา) เพื่อนอีกคนที่ทำงานเอ็นจีโอก็ขับรถมาหาที่บ้านพี่พม่า เพราะดอกเข็มจะมารับพวกเราไปส่งวัดพระแก้ว 

ดอกเข็มก็เป็นเพื่อนฉันที่ธรรมศาสตร์เหมือนกัน อยู่ชุมนุมวรรณศิลป์ด้วยกัน เป็นเพื่อนรัก เพื่อนสนิทของฉันอีกคนหนึ่งที่คบหากันมายืดยาว เรียกว่าเรารู้จักกันตั้งแต่เข้าปีหนึ่งใหม่ๆ ตอนหลังฉันก็ย้ายไปเช่าบ้านอยู่ด้วยกันกับดอกเข็ม จนเล่าเรียนจบ ตอนนี้ เธอก็ยังเป็นโสด 

จากนั้น พี่พม่าก็ควงเราสามสาว(ทีงี้ไม่กลัวนะ) พาไปเลี้ยงข้าวแกงที่ร้านพฤกษชาติแถวๆบ้าน ก่อนจะแยกย้ายกัน 

พวกเราก็ขึ้นรถดอกเข็ม เพื่อมุ่งหน้าไปท่าพระจันทร์และวัดพระแก้วกัน
ดอกเข็มเพิ่งขับรถมาได้ราวๆปีสองปี พวกเราคุยกันถึงตอนที่ฉันหัดขับรถใหม่ๆ ตอนนั้น ดอกเข็มยังไม่ได้ขับรถ เมื่อขึ้นรถฉัน ดอกเข็มจะกลัวมาก คอยกำกับตลอด เช่น ตรงนี้ ทางโค้งนะ ตรงนี้ขับช้าๆ อย่าขับเร็วนะ

ตอนนั้น ฉันบรรทุกดอกเข็มกับเด็กในสำนักงานของเธอรวมทั้งสิ้นราวๆห้าคนในรถคันเล็กๆ ก็งงว่า ทำไมดอกเข็มบอกให้ขับช้าๆ เพราะที่ขับอยู่นั่น ก็เร็วไม่ได้อยู่แล้ว (คนนั่งตั้งห้าคนนิ) ฉันก็เลยย้อนถามดอกเข็มแบบงงๆว่า ยังมีช้ากว่านี้อีกเหรอ ฮ่าๆๆๆ ดอกเข็มยังจำได้จนทุกวันนี้ พอเอามาเล่าแล้วก็หัวเราะกันเฮ

ดอกเข็มเป็นคนตลกหน้าตาย เสียงเครียด ตอนเรียนธรรมศาสตร์เราเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน บางทีไปไหน ก็นั่งรถตุ๊กตุ๊กไปกัน บอกแล้วว่าดอกเข็มเป็นคนกลัวเรื่องรถ ส่วนพ่อโชเฟอร์ตุ๊กตุ๊กก็มักจะขับปาดซ้าย ป้ายขวาแบบไม่กลัวตาย ครั้งหนึ่ง ดอกเข็มคงกลัวสุดๆ เธอตะโกนบอกคนขับ

"โชเฟอร์ ขับช้าๆหน่อยได้ไหม ฉันยังไม่ได้แต่งงานมีลูกมีผัวเลย เดี๋ยวจะตายซะก่อน"

พี่พม่าบอกว่า เที่ยววัดพระแก้วเสร็จแล้วให้โทร.หา เผื่อตอนบ่ายจะมารับพาไปเที่ยวที่อื่น เรียกว่ามาบริการดูแลพวกเราแทนศรีภรรยา

ฉันกินเข้าไปอิ่มๆ ก็เลยง่วงนอน เจออากาศร้อนๆเข้า ก็ผล็อยหลับไปเลย วางโทรศัพท์มือถือไว้ข้างตัว พอรถมาถึงท่าพระจันทร์ ก็กระโดดลงแบบงัวเงีย ลืมหยิบมือถือติดตัวลงไปด้วย

เลสลีย์บอกว่า วันนี้ แดดร้อนจัง แถวนี้ มีร้านเสื้อผ้าขายไหม อยากซื้อเสื้อแขนยาวใส่คลุมๆแขนหน่อย เพราะแดดแรงมาก

ฉันพาไปเดินแถวริมน้ำท่าพระจันทร์ ก็พบร่องรอยน้ำท่วม ร้านเสื้อผ้าไม่เปิด ถามคนแถวนั้น เขาแนะนำให้ข้ามไปฝั่งท่าพรานนก ติดกับโรงพยาบาลศิริราช
ฉันก็เลยพาเลสลีย์นั่งเรือข้ามฟาก ข้ามไปอีกฝั่ง เลสลีย์ก็ซื้อเสื้อผ้าป่านมาได้สองตัว ซื้อแล้วใส่เลยตัวหนึ่ง แล้วก็ซื้อกางเกงผ้าฝ้ายยางยืดมาด้วย

เลสลีย์ชอบนั่งเรือข้ามฟากมาก เธออยากจะลองนั่งเรือด่วนเสียด้วยซ้ำ แต่เพื่อนๆฉันห้ามว่า อย่าเลย เพราะตอนนี้ กระแสน้ำกำลังขึ้นสูง แลดูน่ากลัว ฉันบอกเลสลีย์ เธอบอกว่า ไม่เห็นจะเป็นไรเลย คนอื่นเขายังนั่งกันได้เยอะแยะ
นี่แหละ เลสลีย์เพื่อนฉัน เธอจะชอบอะไรที่เป็นแบบผจญภัยเสมอๆ

ฉันก็เลยบอกว่า เดี๋ยวถ้ามีเวลาจะพานั่งแล้วกัน จากนั้น ฉันต้องรีบเดินหาตู้โทรศัพท์ โทร.ถามดอกเข็มเรื่องโทรศัพท์มือถือที่ลืมไว้ในรถ โชคดี เอาเบอร์สำนักงานของดอกเข็มติดไปด้วย ก็เลยโทร.ติดต่อกันได้ ดอกเข็มบอกว่า เดี๋ยวตอนเที่ยงกว่าๆ จะขับรถเอาโทรศัพท์มาให้แล้วกัน ตอนนี้ ก็ให้พวกเราไปเดินเที่ยวกันก่อน

แล้วเราก็ข้ามกลับมาฝั่งท่าช้าง เพื่อจะไปวัดพระแก้วกัน ระหว่างรอเรือฉันชี้ให้เลสลีย์ดูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างภาคภูมิใจ
ในหมู่เพื่อนๆนักกิจกรรมของฉัน พวกเราต่างเดินเข้ามหาวิทยาลัยด้วยความรู้สึกที่


"ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึงมาหาความหมาย..."


แต่สำหรับฉันแล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้อะไรกับฉัน มากกว่าที่ฉันคิด

ความรู้สึกเก่าๆยังคงหลงเหลืออยู่ เมื่อหวนคิดถึงบทกลอนบทหนึ่งซึ่งลงท้ายว่า


"หากขาดโดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์
เสมือนขาดสัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม"


แต่ทุกวันนี้ จิตวิญญาณหลายๆอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ตามวิถีของโลกและโลกาภิวัตน์


ธรรมศาสตร์ เจ้าพระยา และท่าพระจันทร์


วัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังยามสาย ร้อนมากๆ ฝูงชนซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวเดินกันขวักไขว่ จัดเป็นไฮไลต์ของการเที่ยวกรุงเทพฯ จริงๆ ที่ทุกคนต่างต้องมาเยี่ยมชม ฉันพาเลสลีย์เข้าไปซื้อบัตรจากเจ้าหน้าที่ ส่วนฉันไม่ต้องซื้อเพราะเป็นคนไทย จากนั้นก็เข้าไปชมวัดพระแก้ว หรือที่เรียกชื่อเต็มๆ ว่าวัดพระศรีบรมรัตนศาสดาราม







เลสลีย์ชื่นชมกับศิลปะอันสวยงาม แต่ด้วยความต่างศาสนาและวัฒนธรรม เธอคงไม่ได้มีจิตใจน้อมนบบูชาเหมือนอย่างคนไทย
เดินได้สักพัก ฉันเริ่มสำรวจลู่ทางหาห้องน้ำเข้า


เราไปเข้าห้องน้ำที่อยู่บริเวณเยื้องๆหน้าโบสถ์ เดินออกจากกำแพงวัดชั้นในออกไปสู่กำแพงชั้นนอก
แล้วฉันก็ตะลึงกับห้องน้ำ ในสถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อของคนไทย

เพราะห้องน้ำนั้นเป็นแบบนั่งยอง

อย่าหาว่าฉันดัดจริต  ฉันเคยไปเที่ยวเมืองจีนเมื่อเจ็ดแปดปีก่อน เคยเข้าห้องน้ำมาทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นส้วมหลุม ส้วมรางแบบนั่งมองฟ้าดิน หรือแม้แต่เข้าป่าเอาเสียมไปขุด หรือไปทุ่ง เก็บดอกไม้ เพราะฉันบากบั่นไปเที่ยวแถวชนบทเมืองจีน ไปนอนค้างบ้านชาวบ้านเชิงภูเขาธารน้ำแข็ง ก็ยังไม่เคยบ่นสักคำ รับได้ทุกรูปแบบ เพราะเราไปแบบไม่คาดหวัง และต้องการสัมผัสกับธรรมชาติเต็มที่

แต่ฉันรู้สึกว่า ห้องน้ำแบบนั่งยองในกรุงเทพมหานครและตามสถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อในเมืองไทยนี้ มันช่างไม่ "โกอินเตอร์" เสียเลย เพราะมันมักจะเปียกชื้นแฉะและรักษาความสะอาดได้ยากมาก ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุที่ต้องนั่งยักแย่ยักยันด้วย ที่สำคัญมันไม่เป็นสากล เพราะประเทศต่างๆ เขาใช้ห้องน้ำแบบโถชักโครกกันหมดแล้ว

ฉันดูแล้ว วัฒนธรรมห้องน้ำของเรายังไม่ได้พัฒนาเท่าใดนัก สถานที่ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า หรือปั๊มน้ำมันหลายแห่ง พยายามลองทำห้องน้ำแบบชักโครก โถนั่ง แต่พวกเราบางคนก็ยังอุตส่าห์ปีนขึ้นไปนั่งยองๆ เหยียบย่ำด้วยรองเท้าสกปรก จนผู้ใช้ห้องน้ำคนต่อๆไป สุดจะทนไปนั่งบนโถส้วมได้

เราได้แต่ว่าและดูถูกห้องน้ำเมืองจีน มาดูส้วมบ้านเราก่อนเป็นไร ก็ยังไม่เห็นจะดีกว่าเขาตรงไหน อาจจะดีอยู่สองอย่างคือ กลิ่นไม่ค่อยฉุนฉมชวนจะเป็นลม กับไม่มีอึลอยอยู่ให้เห็นคาตาเท่านั้น แต่สภาพห้องน้ำโดยรวม ไม่มีความสะอาดแบบเป็นสากลเลย

สำหรับฝรั่งอย่างเลสลีย์ ซึ่งไม่เคยเดินทางมาประเทศเอเชียมาก่อน เธอก็ค่อนข้างแปลกใจเหมือนกัน ว่าห้องน้ำเมืองไทยเป็นแบบนี้เหรอ ฉันคิดว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายๆคนก็คงแปลกใจเหมือนเลสลีย์

ฉันจึงเดินด้อมๆหาห้องน้ำแบบที่เป็นโถนั่งชักโครก เพราะไม่ชอบนั่งยอง ฉันแก่แล้ว เข่าไม่ค่อยดี
พนักงานทำความสะอาดถามฉันว่า พี่หาอะไรคะ
ฉันเลยบอกว่า หาห้องน้ำแบบโถส้วมค่ะ มีไหมคะ
เธอเลยชี้ให้ฉันเข้าห้องน้ำคนพิการ ที่คล้องกุญแจไว้แล้วบอกว่า ถ้าพี่ออกมาแล้ว ช่วยคล้องไว้ตามเดิม แต่ไม่ต้องล็อคนะคะ

ที่ไหนได้ พอฉันเข้าห้องนั้นเสร็จ เดินออกมา ฝรั่งและนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ มารอเข้าคิวต่อจากห้องที่ฉันใช้กันหลายคน

เห็นไหม ใครจะเลือกนั่งยองๆ ถ้ามีโถนั่งให้นั่ง แต่เสียใจ ห้องน้ำแบบโถนั่งมีเพียงห้องเดียวในบรรดาห้องน้ำเกือบสิบห้องที่เรียงรายอยู่ งานนี้ ฉันยอมเป็นคนพิการดีกว่า

ขณะที่ชมภาพเขียนรอบระเบียงวัดพระแก้ว เราเห็นเขากำลังวาดซ่อมแซมภาพเขียนด้วย


เมื่อชมวัดพระแก้วเสร็จ เราก็เดินเข้าเขตพระบรมมหาราชวัง แล้วเข้าไปดูตามพระที่นั่ง



อากาศวันนั้นร้อนตับแลบจริงๆ พวกเราใส่หมวกแก๊ปคนละใบยังเอาไม่อยู่ ฉันเห็นนักท่องเที่ยวหลายคนกางร่มกันเป็นแถว
เพราะเป็นที่รู้ๆกันว่า ในพระบรมมหาราชวังส่วนที่เราเดินชมนั้น ไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย มีเพียงต้นตะโกดัดเรียงเป็นหมวดหมู่กับลานปูนล้วนๆ ร้อนเพียงไหน คงจะนึกภาพออก





เมื่อออกจากพระบรมมหาราชวัง ฉันก็พาเลสลีย์นั่งรถตุ๊กๆ เพราะเลสลีย์ร่ำร้องอยากจะนั่ง ฉันเองน่ะ ไม่ได้อยากจะนั่งเล้ย เพราะกลัวตาย

แต่เมื่อเลสลีย์อยากนั่ง ก็เลยต้องพาเธอไปนั่ง เป็นการขึ้นตุ๊กๆที่แพงที่สุดในชีวิตของฉัน ในราคา 150 บาท

ตุ๊กๆก็ขับพาเราไปรอบวัดพระแก้วและวัง ผ่านวัดโพธิ์ จอดให้เราเข้าไปดูพระนอนแป๊บนึง จากนั้น ก็พาออกมาทางหน้ากระทรวงกลาโหม อ้อมวนดูสนามหลวง ผ่านมาด้านหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วมาจอดที่วัดมหาธาตุ ข้างกำแพงมหาวิทยาลัย เพราะฉันจะรอรับโทรศัพท์มือถือ ที่ดอกเข็มจะแวะเอามาให้ตรงจุดนี้

ฉันไม่รู้หรอกว่าคนอื่นเขานั่งกันเท่าไหร่ แต่คิดว่า นี่คงเป็นราคานักท่องเที่ยว ตอนแรก ตุ๊กๆบอกฉัน 300 บาทด้วยซ้ำ แต่ฉันไม่เอา คนขับจึงลดกระหน่ำลงมาครึ่งต่อครึ่ง
สำหรับเลสลีย์คงไม่คิดว่ามันมาก เพราะเป็นเงินแค่ 2 ปอนด์เท่านั้น นั่งรถเมล์ที่อังกฤษแค่คนเดียวไปกลับยังไม่ได้เลย

ดอกเข็มบอกว่า พี่พม่าให้โทร.หาด้วย เพราะจะมารับไปเที่ยวพระที่นั่งวิมานเมฆต่อ ฉันก็คิดว่าดีเหมือนกัน เลสลีย์น่าจะชอบที่นั่นมากกว่า
ระหว่างรอพี่พม่า เราก็เลยไปซื้อแตงโมกับสับปะรดในรถเข็นที่จอดอยู่แถวท่าพระจันทร์กินกัน หวานอร่อยชื่นใจ ฉันซื้อขนุนแถมด้วย เพราะชอบกิน

เมื่อไปถึงพระที่นั่งวิมานเมฆ เราก็ซื้อตั๋วเข้าไปเที่ยวชมข้างในพระที่นั่ง แต่เลสลีย์ไม่ต้องซื้อ เพราะตั๋วที่ชมพระบรมมหาราชวัง แถมให้เข้าชมพระที่นั่งวิมานเมฆด้วย ที่พระที่นั่งวิมานเมฆนี้ คนไทยเสียค่าดูคนละ 75 บาท

ฉันเดินชมพระที่นั่งวิมานเมฆแล้ว ก็หวนคิดถึงพระราชวังแฮมพ์ตันคอร์ท ให้บรรยากาศคล้ายๆกันเลย คือมีรั้วเป็นอิฐแดงๆ มีห้องหลายๆห้อง มีห้องเขาสัตว์เหมือนที่พระเจ้าเฮนรี่ที่แปดมีด้วย แล้วก็มีบริเวณสวนด้านนอก มีสระน้ำ



เราไม่ได้ถ่ายรูปในพระราชวังไม้สัก เพราะเขาไม่ให้ถ่าย ครั้นจะเดินข้างนอก ก็ร้อนมากๆ ในที่สุด เลยกลับกันดีกว่า ดูกันพอหอมปากหอมคอ

พี่พม่าบริการขับรถพาพวกเรากลับบ้าน แล้วขอแวะจ่ายกับข้าวที่ตลาดใกล้บ้าน เพื่อจะทำกินมื้อเย็น แถมพาพวกเราไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวต้มยำเจ้าอร่อยในตลาด เลสลีย์ไม่ได้กิน บอกร้อน กินอะไรไม่ค่อยลง จากนั้น พี่พม่าก็เดินจ่ายกับข้าว พวกเราก็เดินชมตลาดไป

กลับถึงบ้าน พี่พม่าให้เด็ดชะอม จะเอาไว้ทอดกินกับน้ำพริกกะปิ ตามออเดอร์ที่ฉันขอ
ตกเย็น น้องลิงก็กลับมา มีเจ๊น้องและดอกเข็มตามมาสมทบกินข้าวเย็น พร้อมเพื่อนพี่พม่าอีกสามสี่คน พี่พม่าทำอาหารมาตั้งวางเต็มโต๊ะ ส่วนพวกเราก็เม้าแตกกันตามเคย สลับกับการกิน


ร้องเพลงอะไรก็ไม่ีรู้ อ้าปากแบบเดียวกันหมดเลย


ในกระบวนพวกเรา ดอกเข็มดูจะเป็นคนจริงจัง เป็นงานเป็นการที่สุด และจะคอยจัดระเบียบพวกเราเป็นระยะๆ เช่นตอนไหน เราชักคุยกันเข้าข่ายทะลึ่งหวาดเสียว ดอกเข็มก็จะนั่งทำตาปริบๆ บางทีก็ยิ้มแบบอ่อนใจระคนเอ็นดูความบ้าของพวกเรา บางทีก็เปรยว่า
"ไอ้พวกนี้นี่" หรือ "เฮ้ยๆ ชักจะติดเรท" ฉันเลยแซวดอกเข็มว่า
"เฮ้ งานนี้เจ๊เบียบมาเอง มาจัดระเบียบสังคมให้พวกเรา"

ที่ฮาที่สุด คือ ตอนเช้า ดอกเข็มเห็นเทียนหอมสีขาวรูปดอกกุหลาบในกล่องพลาสติกที่เลสลีย์ซื้อให้เจ๊น้อง วางอยู่บนโต๊ะ เธอก็บอกด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า
"ไอ้นี่ ต้องเอาไปแช่ตู้เย็นไว้นะ" ดอกเข็มแนะ
พวกเราก็ฮากันตึง แล้วบอกดอกเข็มว่า
"อันนี้มันเทียนหอมนะจ๊ะ ไม่ใช่วุ้นกะทิ" ดอกเข็มเธอคิดว่าเป็นวุ้นกะทิค่ะ

ฉันเองเมื่อได้มาอยู่ในหมู่เพื่อนๆ ก็สงสารเลสลีย์เหมือนกัน เพราะพวกเราก็จะเอาแต่พูดภาษาไทยกัน เลสลีย์ก็เลยนั่งบื้อไปเลย บางทีนึกได้ต่างคนก็จะคุยกับเลสลีย์เป็นภาษาอังกฤษเสียที
ฉันบอกเพื่อนให้หมั่นกันคุยกับเลสลีย์บ้าง เพื่อนๆบอกว่า ไม่มันว่ะ สู้พูดภาษาไทยไม่ได้
ส่วนตัวฉันเอง จะพูดไป แปลไปก็ไม่มันเหมือนกัน เลยหาของกินให้เลสลีย์กินเป็นการชดเชย เลสลีย์ดูเหมือนจะเตรียมการมาดี หาหนังสือมานั่งอ่าน หยิบเอาไดอะรีมานั่งเขียน ปล่อยให้พวกเราเม้ากันไป

วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่เลสลีย์ประหลาดใจ เธอให้ฉันอ่านสมุดบันทึกของเธอ ตอนหนึ่ง เธอเขียนไว้ว่า คนไทยกินกับข้าวมากมายหลายอย่างจริงๆ อาหารที่เอามาตั้งบนโต๊ะมีเป็นสิบอย่าง เธอเรียกเมืองไทยว่า The Land of Eating
ฮ่าๆๆๆ ไม่รู้จักความอุดมสมบูรณ์ของเมืองไทยซะแล้ว เพื่อนเอ๋ย....

เหลืออีกสองวันจะหมดรายการการท่องเที่ยวโปรโมตเมืองไทยแล้วจ้ะ greet.gif

Posted by pilgrim on 07 Dec. 2006,11:51
อิๆๆ น้องมะนาวคงอ่อนใจกับความบ้าๆบ๊องๆของเจ๊พิลน่ะค่ะ พี่วันดี พี่แมวเหมียว เลยต้องก่ายหน้าผากรอ ohman.gif
ว่าแต่เมื่อไหร่ มะลาวจะมาเล่าเรื่องหนุกๆให้พวกเราฟังบ้างล่ะจ๊ะ

แหะๆๆ พี่แอ๊ด งานนี้ พิลเอาเพื่อนมาเผาอีกคนแล้วจ้ะ จะเข้าข่ายเผาเพื่อนรอบโลกหรือเปล่าเนี่ย tongue.gif

Posted by sweet lemon on 07 Dec. 2006,12:56
ถ้ามะลาวไม่เอามือ เอาขาก่ายหน้าผาก เจ้พิลคงไม่รีบมาเขียนต่อร๊อก แม่นบ่เจ้จ๋า  kissing.gif

มะลาวบ่มีอันหยังเล่าดอกค่า  wavey.gif
Posted by วันดี on 07 Dec. 2006,21:47
พิลมองเรื่องส้วมสาธารณะบ้านเราตรงกับพี่เลย  คนไทยมักกังวลเรื่องส้วมเวลาไปเมืองจีน  เพราะคนไทยไม่เคยเข้าส้วมสาธาณะในบ้านเมืองของตัวเอง  พิลต้องแปลกใจถ้ารู้ว่าเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง  เมืองไทยจัดงานหรูโชว์ส้วม  คนใหญ่ ๆ ในบ้านเมืองไปโชว์ตัวกับส้วมกันดูดีงดงาม  แต่ไม่มีใครได้พูดกันถึงส้วมสาธารณะพอให้ชื่นใจเลย  
sm115.gif

กำลังคอยอ่านตอนต่อไปค่ะ
again.gif

Posted by add on 07 Dec. 2006,22:36
ฮ่าๆ  สนุกมาก  เล่าน้ำลายแตกฟองเลยน้องเรา   laugh1.gif  เลสลีย์เขาน่ารักดีเนอะ  วันหลังชวนมาเที่ยวอีกสิ   greet.gif
Posted by pilgrim on 09 Dec. 2006,04:46
8. สวนสามพราน พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย 




ก่อนที่เลสลีย์และฉันจะมาเมืองไทย น้องสาวและน้องลิงนั่งคิดโปรแกรมให้จนเวียนหัว เพราะมีทางเลือกหลายทางเหลือเกิน น้องสาวฉันมีเพื่อนอยู่เชียงใหม่ ก็จัดโปรแกรมให้ฉันขึ้นไปดูงานพืชสวนโลก แล้วให้ไปค้างบ้านเพื่อนของน้องสาว และเพื่อนของน้องจะบริการรับส่งให้ตลอดทุกวันที่เราอยากไปไหนกัน

แต่พอมาลองเที่ยวจริงๆ ฉันก็เริ่มเหนื่อย เพราะโปรแกรมที่จัดกัน แน่นทุกวัน เรียกว่าเปลี่ยนที่นอนตลอด ฉันเลยบอกน้องว่า จะให้ไปถึงเชียงใหม่คงไม่สู้แล้ว

ดังนั้น พวกเราก็เลยไม่ได้ขึ้นเชียงใหม่กัน ก็เที่ยวก็อกๆแก็กๆ แถวกรุงเทพฯและใกล้เคียง อีกอย่าง อยากกลับไปคุยกับแม่บ้าง ตั้งแต่กลับมา เดินทางตลอด ยังไม่ได้คุยกับแม่เลย

เราจะต้องเดินทางกลับอังกฤษคืนวันเสาร์ พอวันศุกร์ก็ตัดสินใจเที่ยวใกล้ๆกรุงเทพฯดีกว่า น้องลิงเลยบอกว่า ไปสวนสามพราน หรือที่เรียกว่า Rose Garden กับพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งแล้วกัน ใกล้ดี จากนั้น จะพาไปส่งอยุธยาเพื่อเจอพ่อแม่อีกรอบ

หลังจากปาร์ตี้เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา พวกเราค้างคืนที่บ้านน้องลิงกันทุกคน เพราะเจ๊น้องจะไปเที่ยวกับฉันด้วย ส่วนดอกเข็มไปไม่ได้เพราะติดงาน แต่ก็ขอค้างคืน เพื่อที่จะได้อยู่คุยกันยันดึก

เช้าวันนั้น หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ พวกเรา มีน้องลิง เจ๊น้อง เลสลีย์และฉัน ก็มุ่งไปสวนสามพราน  ส่วนพี่พม่า หนีไปตีกอล์ฟแต่เช้ามืด

ฉันกอดร่ำลาดอกเข็มเพื่อนรักที่รู้จักกันมา 27 ปี แต่ความสัมพันธ์ของเรายังยืดยาว คอยช่วยเช็ดน้ำตาให้กันและกัน ยามเพื่อนมีความทุกข์

จากนั้นก็ขึ้นรถไปกับน้องลิง

พวกเราก็ขับรถหลงๆไปบ้าง แวะถามทางเขาบ้าง จนในที่สุดก็มาถึงสวนสามพรานจนได้

ตอนแรกตั้งใจว่า จะพาเลสลีย์มาชมการแสดงช้างและศิลปะวัฒนธรรมที่นี่ แต่ปรากฎว่าเขาเริ่มโชว์ตอนบ่ายสาม แต่เราไปถึงกันตั้งแต่ตอนสายๆ เลยขี้เกียจรอ ก็เลยขับรถชมในสวน และเดินไปถ่ายรูปสวนกล้วยไม้ และบ้านไทย ริมฝั่งแม่น้ำนครชัยศรีหรือแม่น้ำท่าจีน





ที่สวนสามพรานนี้ เขาจัดเป็นโรงแรม มีห้องจัดประชุม สัมมนา ห้องกินเลี้ยงสวยๆมากมาย บรรยากาศน่าจะดี เพราะอยู่ริมแม่น้ำ และมีสวนกุหลาบ สวนกล้วยไม้สวยๆให้ผู้มาเยือนชื่นชม บริเวณก็กว้างขวางมาก แต่วันที่เราไป ร้อนมากๆเช่นกัน






จากนั้นก็ได้เวลากินอีก น้องลิงก็โทร.ไปหาพี่พม่าซึ่งเป็นนักสรรกินตัวยง ว่าจะกินที่ไหนดี พี่พม่าก็แนะนำร้านหนึ่ง ริมแม่น้ำนครชัยศรี

น้องลิงไปไม่ถูกเลยไปถาม รปภ.ที่สวนสามพรานว่าร้านนี้ไปยังไง ไกลไหม รปภ.บอกว่าไม่ไกล ขับไปให้ถึงสะพาน แล้วไม่ต้องขึ้นสะพาน ให้กลับรถใต้สะพาน จะเห็นป้ายบอกชื่อร้านอยู่ (ร้านชื่ออะไรก็จำไม่ได้เสียแล้วค่ะ)

แต่ฉันขำน้องลิง ที่ไปถามเขาว่า
"เราจะไปพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งกันด้วย จะไปดูหุ่นก่อน หรือไปกินก่อนดี"

รปภ.ทำหน้างงๆ ฉันเองก็ขำอยู่ในใจ ถ้าฉันเป็น รปภ. ก็อยากจะตอบว่า
"จะไปรู้เอ็งเรอะ แม่พวกสาวๆ(แก่)นี่ ปากท้องตัวเอง ยังไม่รู้อีกเรอะ ว่าจะกินก่อนหรือจะดูก่อน" ฮ่าๆๆๆๆ


ฉันก็หัวร่อแล้วบอกน้องลิงว่า รปภ.เขาคงงงนะ ทำไมเราตัดสินใจเรื่องนี้เองไม่ได้
น้องลิงเลยชี้แจงว่า ก็ไม่อยากขับรถย้อนไปย้อนมา ถ้าพิพิธภัณฑ์มันอยู่ทางที่เราจะไปอยู่แล้ว จะได้ไปดูซะเลย เพราะจะว่าไปแล้ว ไม่ต้องใช้เวลาดูมาก

ในที่สุด พอขับรถไปไม่ไกล ก็ถึงสะพานข้ามแม่น้ำนครชัยศรี เลยตัดสินใจกินเลยดีกว่า พวกเรามุ่งตรงไปยังร้านอาหารที่อยู่ริมแม่น้ำนครชัยศรี เป็นเรือนแพยื่นลงไปในแม่น้ำ

แม่น้ำนครชัยศรีสวยและกว้างดี แต่ร้านที่เรานั่ง แม้จะอาหารอร่อย แต่ก็มีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์จากโรงงานกระดาษลอยมาตามลมเป็นระยะๆ น่าเสียดายธรรมชาติ ที่ถูกรุกรานโดยโรงงานอุตสาหกรรม ที่ไม่ค่อยดูแลเรื่องการบำบัดของเสียจากกระบวนการผลิต



อิ่มหนำสำราญก็พากันเดินทางต่อไปพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย

ก่อนชมหุ่นขี้ผึ้ง ฉันหาห้องน้ำเข้าอีกแล้ว และคิดว่า ไหนๆก็มารายการเที่ยวทั่วไทยแล้ว ก็ถือโอกาสสำรวจห้องน้ำแหล่งท่องเที่ยวไปเสียเลย อีกแล้วครับท่าน เจอส้วมนั่งยองอีกแล้ว

แต่ฉันเห็นป้ายติดว่า ทางพิพิธภัณฑ์กำลังปรับปรุงห้องน้ำ อีกด้านหนึ่งเป็นโถนั่ง แต่ไม่ใช่ชักโครก เป็นแบบให้ตักน้ำราดทำความสะอาด
วันนั้น มีนักเรียนโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่ง มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ด้วย ฉันได้ยินนักเรียนคุยกับครูว่า
"ทำไมห้องน้ำเขาเป็นแบบนั่งยองๆล่ะคะ"
เสียงคุณครูตอบว่า
"แบบโถก็มี แต่คนเข้าก็ดันอุตริปีนขึ้นไปนั่งบนขอบโถ สกปรกหมดเลย"
ฉันก็เลยได้เพื่อนร่วมชะตากรรม ว่าเจอคนที่รู้สึกคับข้องใจกับห้องน้ำตามแหล่งท่องเที่ยวเหมือนฉัน และเป็นคนไทยเสียด้วย

เราเดินชมพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งกันตามห้องต่างๆ บางห้องมีเด็กประถม แต่งชุดนักเรียน มายืนบรรยายให้เราฟังอย่างฉาดฉาน




เลสลีย์กับหุ่นนายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิล ของอังกฤษ


เพื่อนฉันคุยกับพวกหนูๆเหล่านั้น เธอเล่าให้ฟังว่า เป็นการเตรียมการเข้าประกวดมัคคุเทศก์รุ่นเยาว์ พวกหนูๆทั้งหลายมาจากโรงเรียนเทศบาลใกล้ๆ สำเนียงยังติดเหน่อๆ ฟังดูน่ารัก แต่เมื่อเห็นใบหน้าและแววตาเด็กๆแล้ว บอกได้คำเดียวว่า "เป็นปลื้ม"

ฉันภูมิใจกับความสามารถของหนูๆทั้งหลาย กับความมั่นใจของพวกเขา ที่ "เต็มร้อย" อยากให้อนาคตของชาติเป็นอย่างนี้เยอะๆ เพราะพวกหนูๆดูเอางานเอาการ ไม่เหลวไหลไร้สาระ หากแต่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ อันจะเป็นการช่วยบ่มเพาะความรับผิดชอบให้พวกเขาต่อไปในภายภาคหน้า



พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของไทยแม้จะมีบริเวณเล็กๆ ไม่ขึ้นชื่อเหมือนพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซที่ลอนดอน แต่การจัดแสดงทำได้ดีมาก เพราะแสดงถึงเอกลักษณ์ของความเป็นชาติไทยได้อย่างชัดเจน รู้สึกจะมีทัวร์ต่างชาติมาลงอย่างสม่ำเสมอ

ฉันคิดว่าเป็นการจัดแสดงผลงานที่สร้างสรรค์น่าชม พวกเราได้เรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตหุ่นขี้ผึ้ง ขณะเดียวกัน ก็ท่องชมไปตามห้องต่างๆ เช่น ห้องศาสนา ห้องพระมหากษัตริย์ ห้องประวัติศาสตร์ ห้องศิลปะวัฒนธรรม ห้องวรรณคดี และห้องบรมครูเพลงร่วมสมัย

ฉันว่า น่าจะเป็นแหล่งกระตุ้นการเรียนรู้และส่งเสริมจินตนาการของเด็กได้ดีทีเดียว ขณะเดียวกัน ก็น่าจะเป็นแหล่งปลูกฝังให้เด็กมีความรักในความเป็นไทย

ออกจากพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง เราก็มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯกัน เพื่อที่จะรับคุณแม่และน้องเหมียว หลานของน้องลิงนั่งรถไปส่งฉันที่อยุธยา 

พรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายแล้ว ที่เราจะอยู่เมืองไทย

อากาศที่อยุธยาค่อนข้างร้อนอบอ้าว แม้บ้านเราจะอยู่ริมคลอง แต่ก็ร้อนจนเหงื่อซึม อากา๋ศชายทะเลที่ภูเก็ต และอากาศใกล้ภูเขาที่พิษณุโลกดีกว่ามาก

เลสลีย์กลับมาเล่าให้เพื่อนคนอื่นๆ ฟังว่า บ้านของฉันอยู่ในแม่น้ำ (เพราะน้ำท่วม) รอบบ้านมีแต่น้ำ แต่อากาศก็ร้อนจนเหนียวตัว
พวกเราชอบมานั่งๆนอนๆกันที่ระเบียงหน้าบ้าน ที่เปิดโล่ง นั่นเป็นส่วนที่เย็นที่สุดของบ้านแล้ว

พอมาถึงบ้าน แม่หาของกินไว้ให้(อีกแล้วครับท่าน) คือ เป็ดพะโล้ กับขนมจีนแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย(อันนี้แม่ลงมือทำเอง) ได้กินอาหารฝีมือแม่แล้วฉันบอกได้คำเดียวว่า เกิดมาชาตินี้รักแม่ที่สุด love.gif เพราะขาและเข่าแม่ไม่ดีแล้ว แถมเป็นโรคหัวใจ ทำอะไรก็เหนื่อยง่าย แต่แม่ยังอุตส่าห์ไปตลาด ไปซื้อเนื้อปลากรายและข้าวของมาทำอาหารให้ฉันกิน

พวกเราที่ตามมาส่งฉัน อันมีเจ๊น้อง น้องลิง แม่น้องลิงและหลานน้องลิง นั่งโจ้มื้อเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อย ตอนแรกทุกคนบอกว่าไม่ได้ตั้งใจมากินหรอก แค่มาส่งฉันแล้วก็จะกลับ แต่เมื่อเห็นขนมจีนแกงเขียวหวาน ทุกคนก็ใจอ่อน ยอมลงนั่งกินแต่โดยดี

หลังจากนั้น ครอบครัวน้องลิงและเจ๊น้องก็เดินทางกลับกรุงเทพมหานครกันในยามค่ำ

Posted by pilgrim on 09 Dec. 2006,04:53
ห้องน้ำเมืองไทยแย่จริงๆจ้ะพี่วันดี  ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน จะมีแต่ส้วมนั่งๆยอง แล้วก็ชื้นแฉะไปหมด จริงอย่างพี่วันดีว่า เราคนไทยไม่ค่อยได้เข้าห้องน้ำตามที่สาธารณะเท่าไหร่

แต่ห้องน้ำที่อังกฤษนี้ดีมากๆ ตามจุดพักรถจะมีห้องน้ำราวๆยี่สิบห้องได้ สะอาดใช้ได้ มีทิชชูให้ทุกห้อง และไม่เก็บเงินเหมือนประเทศยุโรปอื่นๆด้วย ยกเว้นห้องน้ำตามสถานีรถไฟจะเก็บเงินค่าเข้า 20 เพนซ์ ก็ราวๆสิบสี่บาท แต่เขารักษาความสะอาดได้แจ่มแจ๋วเลยค่ะ

ฟองใกล้หมดแล้วค่ะพี่แอ๊ด โม้ซะระ้้เบิดเถิดเทิง fone01.gif  จนน้องมะลาวยกมือก่ายหน้าผากเลย ฮิๆๆๆ ohman.gif  เหลืออีกวันเดียวแล้วจ้า tongue.gif

พี่แมวเหมียวหายปลื้มอ๊ะยังจ๊ะ (บ่ได้ยกยอเด้อ ที่เห็นนั่นเป็นเช่นนั้นจริงๆ) greet.gif

Posted by sweet lemon on 09 Dec. 2006,06:39
ยังไม่ได้อ่านค่ะ แต่เซปไว้แล้ว เพียงจะบอกว่าที่เอามือ-ขาก่ายหน้าผากนะ นั่ง-นอนรออ่านค่ะ

ขอร้องนะค่ะ อย่าเพิ่งจบได้ไหม เพราะกะลังอาหร่อย อิอิ tongue.gif
Posted by แมวเหมียว on 10 Dec. 2006,18:27
inlove.gif แมงเม่า เอ๊ย แมงเม้าหายไปไหนน้า   laugh1.gif

รออ่านต่ออยู่จ้า again.gif

whisper.gif น้องมะลาวกะลังอาหร่อยน่ะ เพิ่งกินจับฉ่ายของคุณรจมาหรือไงจ๊ะ laugh1.gif

wave.gif
Posted by pilgrim on 14 Dec. 2006,06:03
9.ซุ้มป่าสักริเวอร์ครูส กับวันเดินทางกลับ


แล้วก็มาถึงวันสุดท้ายในดินแดนบ้านเกิดเมืองนอน.....

วันนี้ ..... น้องสาวฉันได้จองที่นั่งบนเรืออาหารที่ล่องระหว่างแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยาไว้ให้ โดยบอกน้องๆทุกคนรวมทั้งครอบครัว เท่าที่จะมาได้ให้มาลงเรือกินข้าวกลางวันกัน

ช่วงเช้าก่อนลงเรือ พี่เต๋าเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่ง ที่รู้จักมักคุ้นกัน ให้ลูกชายขับรถจากปากเกร็ดแวะมาหาฉันถึงบ้านด้วยความคิดถึง

พี่เต๋าเป็นคนทำงานให้กับสหภาพแรงงานต้นสังกัดของเธออย่างจริงจังมาก เธอเป็นคนมีอุดมการณ์อย่างที่ฉันอดนับถือน้ำใจเธอไม่ได้ เราเริ่มต้นรู้จักกันเพราะกิจกรรมสหภาพแรงงาน ตลอดเวลาที่รู้จักกัน พี่เต๋ามีแต่ความมุ่งมั่นและพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองเสมอ เธอเป็นสาวเปรี้ยวแกมเฮ้ว ขณะที่ฉันเป็นสาวเชยแต่เฮ้ว เรามาสนิทกันได้ เพราะคุยกันถูกคอและเธอเป็นคนจริงใจ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่ปากอย่างใจอย่าง ไม่เสแสร้งทำตัวเป็นผู้มีอุดมการณ์ แต่แอบแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว

เรื่องขำๆของพี่เต๋า คือ ครั้งหนึ่ง เราได้รับเชิญจากสหภาพแรงงานหญิงที่ญี่ปุ่นให้ไปฝึกอบรมที่โตเกียว
ที่โรงแรมที่เราพัก มีเครื่องทำน้ำแข็งหลอดตรงทางเดินหน้าห้องให้ด้วย เหมาะกับพี่เต๋าที่ชมชอบเครื่องดื่มมึนเมามาก
ที่โรงแรมจะมีเสื้อคลุมยูคาตะให้สวมทุกคน พี่เต๋าก็จัดแจงสวมชุดยูคาตะ แล้วเดินออกไปเอาน้ำแข็งหน้าห้อง เสร็จแล้วเธอก็กลับมาเล่าว่า
"เฮ้ย ตะกี้พี่เจอฝรั่งคนนึงตรงเครื่องทำน้ำแข็งว่ะ พอพี่เซย์เฮลโหลกับมัน มันทำหน้าเลิ่กลั่ก แล้วรีบเดินหนีไปเลย สงสัยจะนึกว่าพี่เป็นผีญี่ปุ่นนะ"
พวกเราเลยฮากันใหญ่ ว่าผีพี่เต๋ามีฤทธิ์ไล่ฝรั่งกระเจิง

บ้านพี่เต๋าอยู่ไม่ไกลจากที่พักของฉันนัก บางที เมื่อพี่เต๋ามาประชุมที่ทำงานฉัน เราก็จะกลับบ้านพร้อมกัน แล้วพี่เต๋าจะแวะที่ปากซอยหน้าบ้านฉัน นั่งกินข้าวต้มกัน ของโปรดของพี่เต๋าคือ กั้งดอง ไส้หมูพะโล้ และต้มจับฉ่าย พี่เต๋าจะกินเบียร์แกล้มข้าวต้มด้วย เธอมีความสามารถในทางกินเหล้า กินเบียร์มาก  เพราะงานในหน้าที่ ต้องออกสนามร่วมกับเพื่อนร่วมงานชายอยู่เสมอ เธอจบอุเทนถวายมา นิสัยส่วนตัวจึงห้าวและเฮ้วไม่ใช่ย่อย ส่วนฉันกินแต่กับ แฮ่ๆๆ (ก็มีฉายาผู้กินกับนิ)

แต่สองปีให้หลังมานี้ สุขภาพพี่เต๋าเสื่อมโทรมลง ถึงกับน็อคกลางอากาศระหว่างกินเบียร์ ต้องเข้าโรงพยาบาล ฉันได้แต่ฟังข่าวอยู่ทางนี้ ด้วยความเป็นห่วง นับแต่นั้น พี่เต๋าก็เพลาๆเรื่องสุรายาเมาไป เพราะกลัวตาย

ฉันเลยชวนพี่เต๋ากับลูกชายที่โตเป็นหนุ่มให้มาลงเรือด้วยกัน
เลสลีย์อยากซื้อกระโปรงดำให้เข้าชุดกับเสื้อปักที่ซื้อมาจากมาบุญครอง พี่เต๋าอุตส่าห์ขับรถพาไปดูที่ตลาดนัด โดยมีน้องสาวฉันคนที่เป็นพยาบาลนำทางไป
น้องสาวคนนี้แหละ ที่เป็นแม่ของน้องกอและน้องกาย ซึ่งตอนนี้ โตเป็นหนุ่มกันแล้ว 



น้องกอคนชอบไอ้มดแดง สูงยาวเข่าดี ตอนนี้ สูงกว่าฉันเสียอีก น้องสาวเล่าว่า น้องกอมนุษย์สัมพันธ์ดีเยี่ยม พวกเขาย้ายบ้านไปอยู่ใกล้ค่ายทหาร น้องกอก็รู้จักทหารเกณฑ์แทบจะทุกคนในกรมนั้น

ตอนเด็กๆ น้องกอไม่ค่อยกลัวใคร ฉันเคยพาน้องกอไปที่ทำงาน เจอเจ้าม้า(คนที่ไปอินเดียด้วยกัน) ซึ่งขึ้นชื่อลือชาเรื่องแหย่เด็กจนร้องไห้ แต่พอมาแหย่น้องกอ น้องกอตบหน้าเพียะเข้าให้เลย จนเจ้าม้าไม่กล้าเล่นด้วยอีก

ส่วนน้องกายคนที่หวงยาย แบบยายข้าใครอย่าแตะนั้น ตอนนี้ โตขึ้นมาเป็นเด็กอ้วน ทุกคนบอกว่าน้องกายกินเก่งเหมือนฉัน (อีกแล้ว) จนแม่น้องกายต้องคอยปรามๆ ไม่อยากให้ลูกอ้วนมากไปกว่านี้

เมื่อเจอกัน น้องกายพูดกับฉัน ทำเอาฉันตื้นตัน หลานบอกว่า
"ป้าพิลจำได้หรือเปล่า แต่ก่อนเราเคยเล่นเกมเศรษฐีกันนะ เดี๋ยวกายจะเอาเกมมาเล่นกับป้าพิลนะ"

น้องกายหมายถึงเกม Monopoly ที่เราจะได้รับแจกเงินและโฉนดที่ดิน การเล่นก็คือทอดลูกเต๋าไป แล้วถ้าเราไปตกตรงไหน เราก็มีสิทธิ์ซื้อที่ดินตรงนั้น แต่ก่อน ฉันมักจะเล่นกับน้องกอและน้องกายประจำ แต่เดี๋ยวนี้ น้องกอไม่เล่นแล้ว เพราะเริ่มเป็นหนุ่ม ขณะที่น้องกายยังเด็กกว่า และยังชอบเล่นเกมแบบเด็กๆอยู่

แล้วน้องกายก็หอบเอากล่องเกมมาเล่นกับฉัน ทำให้ฉันหลงรักหลานคนนี้จับใจ ที่เขายังไม่ลืมฉัน และยังจำวันเก่าๆของเราได้อยู่

เมื่อได้เวลา พวกเราก็หอบลูกจูงหลานและคนชราไปลงเรือกัน เรือลำที่เราลงใหญ่มาก เราจองไว้ 15 ที่ เพราะทั้งเด็กและผู้ใหญ่เยอะแยะไปหมด พี่เต๋าบอกว่า ไอ้พิล แกก็ญาติเยอะเหมือนกันนิ (นี่ขนาดยังมาไม่ครบเด้อ ขาดบ้านน้องเต้นไปครัวนึง เพราะติดงานกัน)

น้องสาวบอกว่า ลงไปกินมื้อเที่ยงดีกว่า จะได้ชมทิวทัศน์สองฝั่งได้ด้วย ถ้าไปมื้อเย็นจะมองไม่เห็นอะไร ได้แต่กินอย่างเดียว 
ภายในเรือ มีคาราโอเกะให้ร้องเล่นด้วย พวกเราประเดิมรายการด้วยการส่งแม่ไปร้อง อิๆๆ ส่งคนแก่ไปก่อนเพื่อแก้เขิน

จากนั้น น้องชายและน้องสะใภ้ของฉัน คนที่อยากร้องตัวจริงก็ส่งฉันกับเลสลีย์ขึ้นไปร้อง พอบอกให้เลสลีย์เลือกเพลง เธอก็ถามว่า เพลง Climb every mountain ในเรื่อง The Sound of Music มีไหม ฉันก็ได้แต่มึน แล้วก็นึกในใจ โธ่ เพื่อนจ๋า คนไทยเขาไม่ร้องคาราโอเกะกันเป็นเพลงคลาสสิค แบบต้องปีนบันไดขึ้นไปร้องหรอก
เมื่อเห็นท่าจะตกลงกันไม่ได้ ในที่สุด นักดนตรีก็เลือกเพลงให้เราร้องสองเพลงคือ You've got a freind และ All I have to do is dream อิๆๆๆ ก็ทู่ซี้ร้องจนจบลงไปได้



เลสลีย์ประทับใจการล่องเรือมาก เธออยากล่องฉันก็พามาล่องแล้ว และถือเป็นโอกาสอันดีในการรวมญาติด้วย
เลสลีย์บอกว่าเรือลำนี้ ตกแต่งหรูนะ เหมือนงานเลี้ยงแต่งงานเลย เพราะผ้าปูโต๊ะ ผ้าคลุมทุกอย่างเป็นสีขาวหมด
พอลงเรือ ฉันเลยถือโอกาสเดินเวียนถ่ายรูปไปรอบๆโต๊ะกับบรรดาญาติๆ ให้เหมือนงานแต่งงานซะเลย อะแฮ่ม






เรือที่เราล่องไป ผ่านบ้านริมน้ำ ที่ยังมีร่องรอยน้ำท่วม ผ่านวัดสำคัญๆหลายแห่ง ตรงถึงจุดของวัดพนัญเชิง ที่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักมาพบกัน จนเกิดเป็นกระแสน้ำเชี่ยวไหลวน แม่เคยเล่าว่า แต่ก่อนน่ากลัวมาก เพราะผู้คนยังใช้เรือพาย จึงมักจะมีคนตายที่คุ้งน้ำตรงนี้แทบทุกปี
แต่สมัยนี้ เมื่อเดินทางโดยเรือยนต์ ก็เอาชนะกระแสน้ำวนเชี่ยวนั้นได้

ณ วังน้ำแห่งนี้เอง ที่เกิดเป็นตำนานรักอันแสนเศร้าของเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ที่ยังมีศาลเจ้าแม่ สถิตอยู่ในวัดจนปัจจุบันนี้ เศร้าอย่างไร ขอเชิญไปชมดูได้นะคะ หลายๆท่านคงทราบดีแล้ว

ความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของอยุธยา คือ ตัวเมืองจะเป็นเกาะที่โอบล้อมด้วยแม่น้ำถึง 4 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก ลพบุรีและแม่น้ำน้อย
ในสมัยโบราณเมื่อครั้งเป็นเมืองหลวง จะมีชาวต่างชาติเข้ามาอยู่อาศัย มากมายหลายชุมชน เช่น
ชุมชนบ้านโปรตุเกส ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านญวณ ซึ่งจัดเป็นชุมชนชาวคริสต์มาแต่โบราณ ปัจจุบันที่บ้านโปรตุเกสยังมีร่องรอยซากโบสถ์ สุสานและโึครงกระดูกหลงเหลืออยู่
บ้านฮอลันดา บ้านญี่ปุ่นที่อยู่ไม่ไกลจากวัดพนัญเชิงนัก และอยู่กันคนละฟากแม่น้ำกับบ้านโปรตุเกส
บ้านลุมพลีและเพนียด ซึ่งเป็นชุมชนไทยมุสลิมเก่าแก่ของอยุธยา
ด้งนั้น ศิลปะวัฒนธรรมของหลายเชื้อชาติ จึงอยู่กระจัดกระจายรายรอบเกาะเมือง






เรือล่องผ่านโบสถ์คริสต์ของชุมชนชาวญวณ และวัดพุทไธยสวรรค์ วัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่ง จนมาถึงวัดไชยวัฒนารามเป็นอันสุดทาง จากนั้น ก็ล่องกลับให้เราไปขึ้นที่ท่าน้ำของร้านอาหารดังเดิม

เมื่อได้เวลาเดินทางประมาณสี่ทุ่ม น้องเขยก็เอารถตู้บรรทุกพวกเราไปส่งที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ไปถึงสนามบินคนแน่นมาก ฉันกับเลสลีย์รีบไปเข้าแถวเช็คอิน จากนั้นจึงมาร่ำลาพวกที่บ้าน พร้อมบอกให้เขากลับ เพราะมันดึกมาก เดี๋ยวน้องเขยที่เป็นคนขับจะง่วงนอน ทุกคนก็คงจะง่วงนอนเต็มที่ เพราะตอนนั้นมันราวๆหกทุ่ม ตีหนึ่งแล้ว

เมื่อได้พบเพื่อนๆ พ่อแม่ ญาติพี่น้องที่รัก ใจฉันก็อยู่ที่เมืองไทยเสียแล้ว ไม่อยากจะกลับมาอังกฤษอีก 

ขณะเดียวกัน เมื่อมาถึงอังกฤษ ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน ฉันก็รู้สึกดีใจที่ได้เห็นความงดงามของท้องทุ่งชนบทของอังกฤษอีกครั้ง กับอากาศที่เย็นสบาย และใบไม้ที่เปลี่ยนสีสัน เหลืองแดง อร่ามตา เป็นสีสันที่ตราตรึงอยู่ในใจฉันเช่นกัน
แต่ความคิดถึงบ้านก็มีไม่ย่อหย่อนไปจากกัน สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกวูบขึ้นมา คือ คนเราจะอยู่ที่ไหนก็ได้ ถ้าที่นั้นมีคนที่เรารักและรักเรา
สำหรับตัวฉันเองก็คงเป็นเช่นนั้น แต่ชีวิตฉัน มีความผูกพันเพียงแค่พ่อแม่ ป้า น้องๆและหลานๆอันเป็นที่รักเท่านั้น เพราะพวกเขารักฉันโดยแท้จริงอย่างไม่มีเงื่อนไข แม้แต่ความรักจากหลานอย่างน้องกายที่ฉันสัมผัสไดว่าเขาคิดถึงฉัน

ฉันเฝ้าแต่ถามตัวเองว่า เมื่อไหร่หนอ การเดินทางของฉันจะสิ้นสุดลงเสียที เพื่อฉันจะได้กลับไปหาครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่งและเพื่อนๆทุกคนที่คอยห่วงหาอาทร มีน้ำใจให้ฉันเสมอมา
Posted by sweet lemon on 14 Dec. 2006,13:50
มะลาวดีใจจังที่เจ้พิลและเลสลีย์มีความสุข  inlove.gif

จริงอย่างที่เพื่อนเจ้พิลบอกว่าจัดโต๊ะเหมือนงานแต่งงาน ก็ขาวไปโม้ดจิงๆเนาะ  tongue.gif

พี่พิลคิดเสียงดังว่า....เมื่อไหร่หนอ การเดินทางของฉันจะสิ้นสุดลงเสียที  เพื่อฉันจะได้กลับไปหาครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่งและเพื่อนๆทุกคนที่คอยห่วงหาอาทร มีน้ำใจให้ฉันเสมอมา

แม้เจ้พิล ไม่ได้ถาม มะลาวขอยื่นบัตร(เจือก) ตอบว่า...การเดินทางของเจ้พิลสิ้นสุดไปนานแล้วค่ะ แต่ "ใจ" ของเจ้พิลนะ ยังวิ่งอยู่ตลอดเวลา..ฮาฮา  boogie.gif
Posted by วันดี on 14 Dec. 2006,20:40
มะลาวตอบเป็นปริศนาธรรมอีกและ
bowsdown.gif

พี่วันดีชอบอ่านเรื่องของแมงเม้ามาก ๆ สนุก  ให้ความรู้สึกดี ๆ ทุกตอน  แล้วเขียนให้บรรดาแมงโม้ทั้งหลายได้อ่านกันอีกนะจ๊ะ
again.gif

สงสัยจังว่า  ทำไมถึงเรียกว่า  แม่น้ำเจ้าพระยา  คนยุดยารู้ไหม
hum.gif
Posted by pilgrim on 15 Dec. 2006,11:25
คนยุดยาก็ไม่รู้เลยค่ะพี่วันดี ตอนแรกเหมือนจะคิดว่า น่าจะได้ชื่อมาจากรัชกาลที่ 1 ที่เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก แต่พอลองค้นๆดู กลับไม่ใช่ค่ะ เขาบอกว่า ได้ชื่อมาจากตำบลแห่งหนึ่งที่แม่น้ำไหลลงสู่ทะเลใน จ สมุทรปราการ
แหะๆๆๆ พิลเลยพลอยได้รู้ไปด้วยเลยค่ะ รายละเอียดตามนี้เลยค่ะ


< แม่น้ำเจ้าพระยา >

• แม่น้ำเจ้าพระยา
ต้นกำเนิด
คอลัมน์รู้ไปโม้ด โดยน้าชาติ ประชาชื่น


แม่น้ำเจ้าพระยาทำไมถึงกว้างใหญ่ไพศาล ใครเป็นผู้ก่อให้กำเนิดสายน้ำอันกว้างใหญ่ขนาดนี้ น้าชาติช่วยตอบให้กระจ่างแจ้งทีเถิด จักขอบพระคุณมาก /แตงกวา วิสาปา

ตอบ
แม่น้ำเจ้าพระเจ้าŽ ผู้ให้กำเนิดคือธรรมชาติพระยาผู้ยิ่งใหญ่เหนือมนุษย์ จากเทือกเขาสูงของภาคเหนือทั้งภูเขาแดนลาว ภูเขาหลวงพระบาง ภูเขาถนนธงชัย ภูเขาเพชรบูรณ์ ภูเขาขุนตาล ภูเขาผีปันน้ำ ก่อเกิดแม่ปิง วัง ยม น่าน ไหลล่องลงใต้รวม 4 สาย เป็น เจ้าพระยาŽ ที่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ ไหลผ่านพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร แล้วลงสู่ปากอ่าวไทยที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นอันสิ้นสุดความยาวแม่นํ้าเจ้าพระยา โดยที่การสำรวจของการประปานครหลวงให้ตัวเลขว่า 372 กิโลเมตร


ก่อนจะเป็นเจ้าพระยา แม่น้ำอันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของแผ่นดินสยามเคยชื่อใดมาไม่มีหลักฐานปรากฏชัด สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า ที่เราเรียกกันว่าปากน้ำเจ้าพระยาทุกวันนี้ แต่โบราณเรียกว่าปากน้ำพระประแดง ภายหลังเมื่อแผ่นดินงอกห่างออกไปไกล เมืองพระประแดงจึงเรียกว่า ปากน้ำบางเจ้าพระยาŽ

ด้านม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเล่าถึงแม่น้ำเจ้าพระยาว่าเริ่มต้นที่จุดรวมของแม่น้ำน่านและแม่น้ำปิง ที่ปากน้ำโพ นครสวรรค์ ไปสิ้นสุดไหลออกทะเลที่ปากน้ำเมืองสมุทรปราการ ตำบลตรงที่แม่น้ำนี้ไหลออกทะเลนั้นเคยมีชื่อว่า เจ้าพระยาŽ ชื่อตำบลนั้นก็เลยใช้เรียกชื่อแม่น้ำทั้งสายว่า แม่น้ำเจ้าพระยาŽ เช่นเดียวกับที่เอาชื่อตำบลที่แม่น้ำสายอื่นๆ ไหลออกสู่ทะเลเรียกเป็นชื่อแม่น้ำ เช่น แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง เป็นต้น


ข้อมูลจากนักค้นคว้าศึกษา เอนก นาวิกมูล ว่าเจ้าพระยามีสาขาแยกออกไปหลายสาย เช่น แยกไปทางชัยนาท สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร เรียกเป็นแม่น้ำมะขามเฒ่า แม่น้ำสุพรรณบุรี แม่น้ำนครชัยศรี และแม่น้ำท่าจีน ต่างออกไปตามลำดับ แยกออกไปอีกสายหนึ่งเรียกว่าแม่น้ำลพบุรี ส่วนที่เป็นลำคลองเชื่อมเจ้าพระยากับแม่น้ำอื่นก็มี เช่น คลองบางแก้ว คลองบางโผงเผง คลองรังสิต คลองบางบัวทอง คลองดาวคะนอง คลองพระโขนง คลองสำโรง เป็นต้น


แม่น้ำเจ้าพระยาช่วงล่างคดเคี้ยวกว่าตอนบน ด้วยแผ่นดินค่อยๆ ลาดลง สายน้ำไหลช้าจนบางแห่งวกวนกลายเป็นรูปเกือกม้า เอกสารจากอดีตทำให้เห็นภาพน้ำเซาะแผ่นดินจนกลายเป็นเกาะเล็กๆ หลายแห่ง เรื่องเกาะในลำน้ำเจ้าพระยา และลำคลองที่เรียกกันทุกวันนี้ว่าคลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ แต่ก่อนโน้นก็เคยเป็นตัวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลคดเคี้ยวไปมา แต่เหตุที่แม่น้ำมากลายเป็นคลองก็เพราะลำน้ำช่วงนี้เดิมอ้อมมากนักจนมีเรื่องเล่าในหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์ฉบับแรกของปีพ.ศ.2408 (เข้าใจกันว่าเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ว่า แม้ลืมหม้อข้าวไว้ที่ทางเหนือน้ำ อ้อมแม่น้ำไปทางซ้าย จนตกเย็น ลงมาถึงอีกคุ้งหนึ่ง นึกขึ้นได้ว่าลืมหม้อข้าวไว้ที่คุ้งบน ยังสามารถเดินลัดไปเอาหม้อข้าวมาได้ (ระยะทางไม่กี่กิโลเมตรคือจากสถานีรถไฟบางกอกน้อย ลงไปถึงป้อมวิไชยประสิทธิ์ปากคลองบางกอกใหญ่)

(13 ตุลาคม 2547)


หวัดดีจ้ะ น้องมะลาวปริศนาธรรม แสดงว่าใจของพี่พิลยังไม่อยากหยุดนิ อย่างนี้ต้องไปฟังเพลงของจำรัส เศวตาภรณ์ เพลง การเดินทางของใจที่เที่ยงแท้ เพราะมากๆจ้ะ winkthumb.gif
Posted by วันดี on 15 Dec. 2006,20:32
ขอบคุณมากจ้าที่มาตอบให้ความรู้  เดี๋ยวจะพิมพ์ไปให้เด็กที่บ้านอ่านด้วย boogie.gif
Posted by แมวเหมียว on 15 Dec. 2006,21:00
อ่านจบแล้วค่ะ คุณพิลเขียนน่าอ่าน อ่านเพลินจริงค่ะ

winkthumb.gif   again.gif
Posted by pakae on 17 Dec. 2006,10:12
ตามมาอ่านแล้วจ้า basketball.gif

       พิลเล่าเรื่องได้สนุกน่าอ่านและประทับใจมากๆๆๆๆๆจ้ะ inlove.gif
กว่าพี่จะได้มาอ่าน     เนื้อเรื่องก็เดินมาหลายตอนจนพิลกลับไปถึงอังกฤษแล้ว  

       พี่ดีใจและยินดีไปกับพิลด้วย    smile.gif   ที่มีเพื่อนมากมายจากหลายๆที่และเพื่อนแต่ละคนก็ดีกับพิลเพราะว่าพิลก็ดีกับเขาด้วยเช่นเดียวกัน flo_1.gif

       เมืองไทยมีธรรมชาติที่งดงามหลายแห่ง     จนชาวต่างชาติพากันบินมาเที่ยวเมืองไทยกันมากมาย      ถ้าเราคนไทยไม่ช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาตินี้ไว้     คงน่าเสียดายมากเลยน่ะ help.gif

          แล้วก็ดีใจมากจ้ะที่พิลกับเลสลีย์มีความสุขที่ได้พบกับพี่ๆ   smile.gif    เรื่องนัดพบเพื่อนทางเน็ตเมื่อก่อนพี่ก็เคยว่าลูกชายว่า     อะไรกันไปพบเพื่อนทางเน็ต     จะไว้ใจได้เปล่าระวังตัวให้ดีนะ   ที่ไหนได้กลายเป็นแม่เนี่ยแหละ     นัดพบเพื่อนทางเน็ตมากกว่าลูกสะอีก   อิอิอิ tongue.gif     จริงเปล่าพี่วันดี greet.gif

       อ่ะนะทั้งพี่วันดี    พี่แอ๊ด   แมวเหมียว   มะลาว   หลงพี่   ตามมาอ่านกันตรึม  แต่ยังขาดรจนากับพี่ช้างเนอะ   ส่วนเราไม่รู้เรื่องเลย    มัวแต่ไปนอนหลับทับสิทธิ์เพลิน sleeping2.gif    ฮ่าๆๆๆๆแล้วดูสิกว่าพิลจะตามพี่มาอ่าน    ก็ถึงตอนจบแล้ว     เลยอดเม้าท์แตกไปกับเขาเลย    คราวหลังก็ตามมาเร็วกว่านี้หน่อยสิตะเอง      เกือบจะกลายเป็นดองไหข้ามปีแล้วนะน้อง hehe.gif

        ยินดีอีกครั้งจ้าที่ได้เจอกัน    ฝากความคิดถึงเลสลีย์ด้วยนะ    ถึงจะได้แต่นั่งยิ้ม    และนั่งมองหน้าพวกเราไปมาว่าพวกนี้โม้อะไรกันอยู่นะ   sit01.gif

Posted by pilgrim on 18 Jan. 2007,05:54
จิบน้ำชาฟังนิทาน...มา...มะ จะเล่าให้ฟัง

อาทิตย์ที่แล้วเลสลีย์เจ้าเก่า ชวนฉันไปทำอะไรหลายต่อหลายอย่าง เรื่องของเรื่อง เพื่อนฉันเธอเป็นคนรักการอ่าน การเขียน และตอนนี้ เธอเกิดแรงบันดาลใจอยากเป็นนักเขียน ก็เลยชวนฉันซึ่งเป็นนัก(อยาก)เขียน ไปดูลาดเลาว่าเขาทำอะไรกันบ้าง

ตอนแรก ฉันก็ไม่นึกอยากจะไปเท่าไหร่ เพราะรู้ตัวว่า เวลาที่มีอยู่เหลือน้อยเต็มทีแล้ว ออกไปนอกบ้าน กลับดึก เสียเวลาทำงานเรื่องเรียน และนอนดึกมาก ก็ตื่นเช้าทำงานไม่ค่อยไหว แต่เมื่อนึกๆดู ก็ไปเสียหน่อย ถือเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากความเคร่งเครียดจากการเรียนไปในตัว

วันพุธ เธอชวนฉันไปดูกิจกรรมเล่านิทาน หรือที่เรียกกันว่า storytelling เป็นการรวมตัวของนักเล่านิทานกลุ่มเล็กๆในเมืองดาร์บี้ ถือได้ว่าเป็นกลุ่มชุมชนประจำเมือง

พวกเขารวมตัวกันใช้ชื่อว่า กลุ่มลาบิน (ชวนให้นึกถึงบิน ลาเดน ไหมคะ) เขียนภาษาอังกฤษกำกับดีกว่าเพื่อความชัดเจน ชื่อว่า กลุ่ม The flying donkeys

กลุ่มนี้จะรวมพลคนรักการเล่าเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนิทาน เรื่องผี เรื่องตลก หรือเรื่องเล่าต่างๆเพื่อความสนุกสนานบันเทิง

ตอนแรกฉันยังไม่รู้โปรแกรม ก็คิดว่า เขามานั่งรวมกลุ่มกันแล้วผลัดกันเล่าเรื่องสู่กันฟัง ฉันก็ชักหวั่นๆ ว่าถ้าเขาให้ฉันเล่า ฉันจะเล่าเรื่องอะไรให้เขาฟังดี

เลสลีย์บอกว่า บางโอกาสเขาก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน แต่วันที่เราไปนี้ เขาเชิญนักเล่านิทานมือเยี่ยมมาเล่า พวกเราไม่ต้องเล่า ถ้างั้นก็ดีเลย เพราะขี้เกียจไปนั่งตื่นเต้น รอลุ้นเล่าเรื่อง

วันนั้น เขาเชิญนักเล่านิทานชาวอาร์เมเนีย แต่มาเกิดและโตที่อังกฤษ เธอมีชื่อว่า เวอร์จีน กัลเบนเกียน (Vergine Gulbenkian) เป็นสุภาพสตรีสาวสวย ร่างเล็กบอบบาง หน้าตาละม้ายไปทางแขกขาว เหมือนคนไทยก็เหมือน แต่เป็นคนไทยที่ละม้ายไปทางแขก คือ จมูกโด่ง คิ้วเข้ม ผิวขาว ใบหน้ารูปไข่เรียวงาม



เรื่องที่เธอเล่าในคืนนั้น คือ เรื่อง Wild ones of Sasoun เป็นนิทานพื้นบ้านของอาร์เมเนีย เกี่ยวกับครอบครัวของมนุษย์ร่างยักษ์ ในสมัยโบราณที่เล่ากันสืบทอดเป็นตำนานต่อเนื่องมา

ห้องที่เราไปฟังนิทานเป็นห้องเล็กๆ เราต้องซื้อบัตรเข้าไปนั่งฟัง เขาจัดสถานที่ไว้น่ารักมาก
มีโต๊ะตัวเล็กๆตั้งอยู่กระจายๆ เหมือนในร้านอาหาร บนโต๊ะมีแผ่นพับโปรแกรมวางแจก และมีเทียนถ้วยจุดส่องประกายวาววาม อบอุ่น ริบหรี่ รับกับแสงไฟจากผนังที่เปิดสลัวๆ


ภายนอกของตึกที่เราไปฟังเขาเล่านิทาน


ในราคาค่าตั๋ว 5 ปอนด์ (ราวๆ 350 บาท) เขามีน้ำชา กาแฟและเค้ก ขนมเป็นอาหารว่างเลี้ยงด้วย
ฉันเป็นนักเรียน ซื้อบัตรได้ในราคาสามปอนด์ จึงนับว่าคุ้มมากๆ
พวกเราจึงนั่งจิบชา ฟังนิทานกันอย่างสนุกสนาน

เรื่องเล่าของเวอร์จีน ฟังสนุก ฉันได้ฟังเวอร์จีนเล่า แล้วนึกทึ่งกับความสามารถของเธอ
เวอร์จีนมีอุปกรณ์ประกอบการเล่าด้วยคือ เครื่องเคาะจังหวะ ซึ่งเหมือนกับฉิ่งบ้านเรา

ยามเธอเล่า จะมีลีลาและเสียงประกอบต่างๆ ที่เธอสร้างขึ้นเอง เช่น เสียงหัวเราะ เสียงไอ เสียงดื่มน้ำดังอั้กๆ เสียงผิวปาก เสียงม้าวิ่ง เสียงนกร้อง เธอใช้ฉิ่งเคาะจังหวะเป็นระยะๆ

แต่ที่ฉันชอบมากๆ คือ เสียงร้องเพลงของเธอ เพราะเธอมีน้ำเสียงที่ทุ้ม นุ่ม เหมือนล่องลอยมาในอากาศ
เพลงที่เธอร้องเป็นเพลงโบราณประกอบนิทานฟังดูนุ่มนวล ชวนฝัน ละม้ายเพลงกล่อมเด็กโบราณ
นิทานของเธอก็มีเรื่องราวสนุก เป็นเรื่องยาวที่เรียกว่า มหากาพย์

ขณะเล่า นอกจากจะทำเสียงประกอบแล้ว เธอยังทำท่าทางประกอบ ด้วย เช่น ท่ายกก้อนหิน ท่าวิ่ง ม้ากำลังควบ ท่าเดิน ด้อมๆมองๆ
เป็นศิลปะที่ผู้จะเล่านิทานจะต้องมีความสามารถรอบตัวในการถ่ายทอด ดึงดูดความสนใจของผู้ฟัง น้ำเสียงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

การเล่านิทานก็คล้ายๆการแสดงละคร ผู้เล่าจะต้องมีน้ำเสียงที่ทรงพลัง และสามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกของตัวละครในเรื่องออกมาสะกดจิตใจผู้ฟัง

ตามประวัติกล่าวว่า เธอสนใจศึกษาเรื่องพื้นบ้านของชาวชนบทในอาร์เมเนียบ้านเกิด และศึกษาเรื่องราวประเพณีของชาวอาร์เมเนียที่มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด เธอเริ่มเล่านิทานเป็นอาชีพมาตั้งแต่ปี 1993 แล้วค่อยพัฒนามาเรื่อยๆจนช่ำชองชำนาญ เธอดัดแปลงการเล่านิทานมาผสมผสานกับการเรียนรู้หลายๆอย่าง เช่น นำเรื่องทางวิทยาศาสตร์มาเล่าเป็นนิทานให้ฟังสนุกและเพลิดเพลิน โดยทำโครงการร่วมกับพิพิธภัณฑ์

ที่เธอรักการเล่านิทาน นั้นเป็นเพราะตอนเด็กๆคุณยายของเธอมักจะเล่านิทานพื้นบ้านของอาร์เมเนียให้ฟังเสมอๆ คุณยายของเธอเป็นแหล่งทรัพยากรเรื่องเล่าชั้นดี เวลาเธอติดขัด ก็จะไปปรึกษาคุณยาย ผู้เปรียบเสมือนแรงบันดาลใจ

ตอนเด็กเวอร์จีนชอบเรียนวิชาภาษาอังกฤษและรักเรื่องราวที่เชคสเปียร์ กวีเอกของอังกฤษแต่งเป็นอันมาก
นั่นเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอเลือกวิชาการละคร เมื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย แต่แล้วเธอก็หันเหมารักการเล่านิทานเป็นชีวิตจิตใจ
เธอเดินทางกลับไปอาร์เมเนีย เพื่อคุยกับผู้คนที่นั่น และคนพวกนั้นต่างกระตือรือร้นที่จะเล่าเรื่องนี้ เรื่องนั้นให้เธอฟัง

เมื่อกลับมาอังกฤษ เธอจึงนำเรื่องราวเหล่านั้นมาถ่ายทอด ด้วยน้ำเสียง ลีลา และกิริยาท่าทาง ที่สร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้ฟัง ออกเล่าเรื่องไปตามที่สาธารณะต่างๆ เช่น โรงเรียน พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การประชุม ห้องสมุด และกลุ่มชุมชนต่างๆ

ตอนช่วงพักเบรค ฉันเดินไปเข้าห้องน้ำ ได้มีโอกาสทักทายเธอ
คำถามแรกที่เธอถามฉัน หลังจากทักทายกันคือ "คุณมาจากไหน"

เธอคงสงสัย ที่เห็นฉันนั่งหน้าเป็นกะเหรี่ยงอยู่คนเดียว เพราะคนอื่นเขาเป็นฝรั่งกันหมด แม้แต่อิเซล่าเพื่อนสาวชาวเม็กซิกันที่ฉันอาศัยอยู่ด้วย หน้าตาเธอก็เป็นฝรั่ง เพราะเธอเป็นลูกครึ่งอิตาเลียน

ฉันก็บอกว่าฉันมาจากประเทศไทย แต่ตอนนี้ มาเป็นนักเรียนอยู่ที่เมือง Loughborough
จากนั้น ก็แยกย้ายกัน เพราะเดี๋ยวเธอต้องกลับเข้าไปเล่านิทานต่อในช่วงสอง

งานนี้ไม่ได้ถ่ายรูปค่ะ เพราะไม่ได้เอากล้องไป อีกอย่างถ้าถ่ายรูปคงไปทำลายสมาธิและทำลายบรรยากาศของคนที่กำลังนั่งฟังนิทานอย่างเคลิบเคลิ้ม

ที่เอามาเล่า เพราะฉันชื่นชมการรวมกลุ่มของนักเล่านิทานนั้น เขารวมเอาคนที่รักชอบในสิ่งเดียวกัน มาไว้ด้วยกัน แล้วก็จัดกิจกรรมแบบเรียบง่าย แต่มีศิลปะ และสร้างสรรค์ จรรโลงใจมาก ขณะเดียวกัน สมาชิกกลุ่มก็ได้มารวมตัวกันเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์และฝึกฝนการเล่าเรื่อง เล่านิทาน ฝึกการใช้เสียงกัน

เรียกว่าได้ทั้งสนุก ได้ทั้งความรู้ จัดกิจกรรมก็อาศัยระดมทุนจากสมาชิกด้วยกัน มาช่วยกันซื้อบัตร มาช่วยกันสร้างกิจกรรมให้ชุมชน

นี่เป็นวัฒนธรรมแบบอังกฤษอย่างหนึ่งที่ฉันชื่นชม คนอังกฤษได้รับการกล่าวขานจากชาติอื่นๆในเรื่องของความขี้เหนียว ช่างประหยัด มัธยัสถ์ แต่เขากลับไม่ลังเลที่จะจ่ายเงินเพื่อการเสพศิลปะ เพื่อเป็นอาหารสร้่างความชุ่มชื่นให้แก่จิตวิญญาณ และหาความรื่นรมย์ง่ายๆให้แก่ชีวิต

อย่างเช่นกรณีนี้ พวกเขารักการเล่านิทาน ก็มารวมตัวกันจัดกิจกรรมเพื่อการเล่านิทาน มานั่งฟังเรื่องราวสนุกสนาน แล้วก็กลับบ้านด้วยความอิ่มเอิบใจ

ฉันคิดว่า พวกเขาเสพศิลปะวัฒนธรรมที่หลากหลาย เปรียบเสมือนโลกที่มีหลายมิติหลายมุมมอง ผิดกับบ้านเรา ที่ส่วนใหญ่ฮอลลีวู้ดจะเข้ามาเทคโอเวอร์

เวลาคิดถึงสิ่งบันเทิงใจ ที่จะทำในบ้านเรา บางคนก็นึกถึงการออกไปกินเหล้า กินเบียร์สังสรรค์ บ้างก็ไปดูหนังฮอลลีวู้ดตามโรง เป็นกระแสวัฒนธรรมที่เราเลือกรับมา
ซึ่งบางครั้ง ได้แต่ความบันเทิงใจ แต่ไม่ช่วยให้เกิดการคิดสร้างสรรค์

ฉันเองวันนั้นก็กลับบ้านด้วยความประทับใจ และฉงนฉงายว่าในโลกนี้ ก็มีอาชีพนักเล่านิทานด้วยหรือนี่

เคยทราบมาว่า เมืองไทยก็มีหลายคนที่ชื่นชมการเล่านิทาน เช่น เทพศิริ สุขโสภา จำได้ลางๆว่าเคยฟังเขาเล่านิทานได้เก่งและน่าประทับใจมาก แต่เขาเป็นศิลปินวาดภาพ คงจะไม่ได้ยึดการเล่านิทานเป็นอาชีพ

และฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าเมืองไทยจะมีอาชีพคนเล่านิทานได้

ก็เลยอยากเก็บมาเล่าให้ฟังค่ะ

ตอนต่อไป จะเป็นตอนที่เลสลีย์พาฉันไปสู่แวดวงนักเขียน

Posted by add on 18 Jan. 2007,06:25
ดีจังเลยนะพิล  ที่พิลไปไปเจออะไรดีๆแบบนี้  winkthumb.gif

               พี่เห็นด้วยกับพิลจริงๆที่ว่าเราไปรับวัฒนธรรมฮอลลีวูดมาเต็มเปา  แล้วเด็กวัยรุ่นเราก็เห็นดีเห็นงามประพฤติปฏิบัติตามหนังฮอลลีวูดไปด้วย น่าเศร้าจริงๆ   cry2.gif
Posted by sweet lemon on 18 Jan. 2007,11:30
เดี๋ยวนี้เทคนิคพัฒนาไปไกล การเล่านิทานจึงมีคนที่ชาญฉลาดรวมตัวกันขึ้นมา แล้วเล่านิทานอัดลงแผ่นซีดี สำหรับเด็ก สำหรับคนตาบอด สำหรับคนสูงอายุที่ตากับยายไม่สามัคคีกันแล้ว อิอิ สำหรับ ฯลฯ มีการเคาะโต๊ะ เคาะกาละมัง ทำเสียงแบบพากษ์หนังอ่ะ ....เขาอาจทำท่าทางประกอบด้วยแต่มองม่ายเห็งอ่ะ เอิ๊กกกกกก (ย้อเย่นค่า) สรุปว่าเค้าคงทำแบบอัดเพลงลงแผ่นนะ มะลาวไม่รู้เรื่องดอกค่ะ แต่เคยเห็นคุณยายคนหนึ่งนั่งฟังเรื่องหนังค่ะ  wave.gif

ขอบคุณเจ้พิลมากค่ะ ที่มีเรื่องดีดีมาเล่าแบ่งกันอ่าน  thankssign.gif
Posted by วันดี on 19 Jan. 2007,02:29
ที่จีนก็มีการเล่านิทานแบบนี้ค่ะ  ลีลาเหลือร้ายมากเหมือนกัน  อุปกรณ์ประจำกายส่วนใหญ่จะเป็นพัด  คลี่เข้าคลี่ออกเป็นภูเขา  เป็นม้า  เป็นทุ่งหญ้าได้สารพัด  เล่าไปเล่ามา  เราคนฟังมองไม่เห็นหน้าอาแปะคนเล่าหรอกค่ะ  แต่จะเห็นทุ่งหญ้าเลี้ยงม้า  หรือสายน้ำไหลในหุบเขา  เพราะวิธีการเล่านั้นทำให้จินตนาการของเราลื่นไหลเกินตาจริง
Posted by แมวเหมียว on 19 Jan. 2007,23:47
xmas.gif ตามมาแล้วค่ะ มานั่งรออ่านเรื่องเล่าตอนไปสู่แวดวงนักเขียนแล้วค่ะคุณพิล again.gif

 flo_1.gif
Posted by วันดี on 20 Jan. 2007,02:27
สงสัยว่าจะมาโม้ไม่ออก  เพราะได้ข่าวว่าไม่ฉะบายอีกแล้ว
sick.gif  sick.gif  sick.gif

หายเร็ว ๆ เด้อ  จาได้กลับบ้านแย้ว
signwelcome.gif

Posted by pilgrim on 20 Jan. 2007,09:46
เป็นไข้หวัดอีกแล้วค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะระบบหายใจระคายเคืองหรือเปล่า เพราะวันก่อน เพื่อนเขาเอาน้ำยาคลอรีนออกมาใช้ แล้วกลิ่นแรงมาก เลยทำให้พิลเดี้ยงไปเลย ขอบพระคุณนะคะ

แหม อยากฟังนิทานจีนที่พี่วันดีบอกจังค่ะ smile.gif

ที่อังกฤษนี่ก็มีซีดีนิทานขายค่ะน้องมะนาวหวาน เขาจะมีสื่อต่างๆที่สร้างให้คนพิการและเด็กพิการด้วย เช่น คนตาบอด ก็สามารถซื้อซีดีนี้มานั่งฟังได้ นอกจากนิทานแล้ว ยังมีการนำหนังสือเล่มดังๆ อย่างแฮรี่ พอตเตอร์มาอ่านอัดลงแผ่นขายด้วยค่ะ

พี่แอ๊ด พี่แมวเหมียวรอฟังเรื่องนักเขียนนะคะ  จะเล่าแล้วค่ะ sit01.gif
Posted by pilgrim on 20 Jan. 2007,10:04
ความรู้รอบโต๊ะกับอีโก้ของนักเขียน

หลังจากไปนั่งฟังนิทานในบรรยากาศอบอุ่นภายในห้อง แต่นอกห้องหนาวยะเยือกเมื่อคืนวันพุธ วันพฤหัสฯ เลสลีย์ก็จัดกิจกรรมยามเย็น วันนี้ เราจะออกไปผจญภัยเข้าร่วมประชุมกลุ่มนักเขียนแห่งหมู่บ้านโคลวิลล์(Coalville)

วันที่เราไปฟังนิทาน มีอิเซล่าไปด้วย แต่วันพบนักเขียน อิเซล่าขอตัว เพราะเธอไม่ถนัดทางเขียน จึงมีเลสลีย์กับฉันไปกันสองคน

ที่ว่าผจญภัยก็คือ เลสลีย์ไม่รู้ทางไป ปกติ อิเซล่าจะจำทางแม่นกว่าเพื่อน ส่วนเลสลีย์ไม่เคยจำทางอะไรได้ แต่ก่อน เธอเคยขับรถไปส่งฉันที่บ้าน พอถึงวงเวียน เธอก็ไม่ยอมเลี้ยว แต่กลับขับตรงไปทางที่จะไปบ้านเธอ ทำให้พวกเราขำในความเป๋อเหลอของเลสลีย์เสมอๆ

คราวนี้ เมื่อมีกันแค่สองคน เราจึงต้องงมทางกันไปในความมืด เพราะหน้าหนาวมืดเร็ว เลสลีย์ได้รับการแจ้งบอกเส้นทางไปจากนักเขียนคนหนึ่งในกลุ่ม ซึ่งเธอเขียนบอกมาอย่างละเอียด แม้กระนั้น เราก็ยังหลง เพราะเลี้ยวผิดทิศผิดทาง ทำให้ต้องแวะถามชาวบ้าน และขับรถตัดทุ่งนาในยามมืด

ตัวฉันน่ะไม่เดือดร้อนหรอกค่ะ เพราะชอบนั่งรถเที่ยวอยู่แล้ว ฉันบอกเลสลีย์ว่า ฉันน่ะเหมือนหมา แค่เจ้าของพานั่งรถเที่ยว ฉันก็มีความสุขแล้ว

แต่ในที่สุดเราก็ฝ่าลมหนาว และดาวเต็มฟ้า มาถึงหมู่บ้านโคลวิลล์กันจนได้ เรามาช้ากว่าเวลานิดหน่อย เมื่อเปิดประตูห้องประชุมเข้าไป บรรดาท่านๆนักเขียนก็นั่งประชุมกันเต็มโต๊ะแล้ว พวกเขาต่างขยับโต๊ะ เก้าอี้กันวุ่นวาย เพื่อหาที่ให้ฉันกับเลสลีย์นั่ง

บรรยากาศของโต๊ะนักเขียน ดูเคร่งขรึมและเป็นการเป็นงานมากกว่าบรรยากาศการเล่านิทานเมื่อวันก่อน

ชั้นล่างของห้องประชุมเป็นผับ มีเหล้า มีแอลกอฮอล์ขาย ฉันกวาดตามองรอบโต๊ะ นักเขียนแต่ละคน ไม่มีใครจิบชา กาแฟ แต่จิบไวน์และเบียร์กันเป็นทิวแถว
แม่เจ้าโวย นักเขียนต้องคอสูงซะละมังเนี่ย ไม่งั้น ไม่ได้บรรยากาศในการเขียน

ที่โต๊ะนั้น มีนักเขียนและนักอยากเขียนมาร่วมประชุมกัน 20 กว่าคน
ตอนที่เราไปถึง เขากำลังจะผลัดกันอ่านเรื่องที่เขียนมาให้กันฟัง เพื่อรอรับคำวิจารณ์จากเพื่อนร่วมกลุ่ม

ช่างโชคดีเสียนี่กระไร วันนั้น เขากำลังจะอ่านเรื่องผี
แต่ละคนก็นั่งอ่านเรื่องของตัวเองไป ฉันสังเกตท่านนักเขียนแต่ละคน นักเขียนชายส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีอายุแล้ว ดูเหมือนงามรวมพลคนเกษียณจัง แต่นักเขียนหญิงยังดูอายุเยาวเรศกว่า



เรื่องผีของแต่ละคนก็หลากหลาย บางคนก็เขียนถึงผีที่แอบอยู่ในตู้เสื้อผ้า บางคนก็เขียนถึงผีที่สิงอยู่ที่ต้นคริสต์มาส บางคนก็เขียนถึงเหตุการณ์มิติพิศวงเร้นลับ ย้อนยุค ข้ามกาลเวลา

ฉันได้ฟังแล้วก็เกิดแรงบันดาลใจพิกล ต่อมไฮเปอร์เริ่มกระดี้กระด้า ชักอยากจะเขียนเรื่องผีบ้าง

เขาผลัดกันอ่านไปทีละคน เมื่อคนหนึ่งอ่านจบ จะมีประธานในที่ประชุมคนหนึ่ง คอยกระตุ้นให้เพื่อนร่วมกลุ่มวิจารณ์งานเขียน การวิจารณ์ของเขา ก็ไม่ได้มีหลักอะไรมาก สิ่งแรกเลยที่พวกเขาบอกกัน คือ เขาชอบหรือไม่ชอบเรื่องนี้ ที่ชอบเพราะอะไร ไม่ชอบเพราะอะไร

จากนั้น ก็วิจารณ์เรื่องการใช้ศัพท์ เช่น ประโยคนี้ จะใช้ คำว่า กิน หรือ รับประทาน ดี เป็นต้น เพราะการบรรยายนั้น ต้องอาศัยคำศัพท์เป็นอย่างมาก นักเขียนที่ดีจึงควรจะมีคลังคำศัพท์เอาไว้บ้าง เช่น จะบรรยายถึงอากาศหนาว มีคำไหนบ้างที่สามารถสื่อถึงความหนาวเย็นบ้าง ยกตัวอย่างง่ายๆ เย็นเฉียบ เย็นยะเยือก เย็นเจี๊ยบ เย็นสุดขั้วหัวใจ เป็นต้น

ว่าด้วยเรื่องการบรรยายความเข้มข้นของเหตุการณ์บรรยากาศเช่นนี้ ฉันเคยเจอนักเขียนที่ส่งเรื่องเข้ามาในเว็บบางคน บรรยายถึงสภาพรถติดขนาดหนัก คำเดียวสั้นๆว่า "รถโคตรติด" ฉันอ่านแล้วรู้สึกจั๊กจี้หัวใจพิกล เพราะดูมันขาดความสุนทรีย์ในการบรรยาย และดูจะง่ายไปหน่อย ค่อนไปทางภาษาพูด

ทั้งๆที่จริงแล้ว เราสามารถบรรยายสภาพรถติดได้หลายแบบให้คนอ่านเห็นภาพ เช่น รถที่ติดกันเป็นแพบนท้องถนน หรือ รถแต่ละคันจอดกันแน่นิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน ราวกับงูยักษ์ตัวยาวใหญ่ที่ทอดตัวยาวเหยียด

เรื่องผีที่เขาเขียนกันมานั้น จัดเป็นประเภทเรื่องสั้น ซึ่งเขาจำกัดคำให้เขียนได้ไม่เกิน 1,000 คำ เพราะเวลาที่มาประชุมมีจำกัดเริ่มจากทุ่มครึ่งไปจนถึงสามทุ่มครึ่ง เพียงสองชั่วโมง ซึ่งเขาจะให้ทุกคนได้อ่านงานเขียนของตนให้คนอื่นวิจารณ์ ออกความเห็น

ในการประชุมวันนั้น มีการพูดถึงลักษณะของเรื่องสั้นที่ดี เขาบอกว่า เรื่องสั้นที่ดี ควรจะเสนอมุมมอง หรือประเด็น (viewpoint) เพียงมุมเดียว คือ จากมุมมองของใคร ก็ควรยึดไว้ที่คนนั้น และควรเป็นเรื่องที่มีหลักใหญ่ใจความ(theme)เดียว เช่น ต้องการเขียนถึงเรื่องของคนขอทาน ก็ควรจะถ่ายทอดให้ตรงจุด เขาบอกว่าถ้ามันแตกไปมาก จะทำให้เรื่องไม่คม สะเปะสะปะ และสร้างความสับสนให้แก่ผู้อ่าน

ก็มีนักเขียนอีกคนแย้งว่า แต่นี่เป็นการเขียนแบบสร้างสรรค์ (creative writing) นะ เราน่าจะเขียนยังไงก็ได้ เพราะถือเป็นการสร้างสรรค์
อีกคนบอกว่า จะสร้างสรรค์อะไรไม่ว่า แต่ให้คิดถึงคนอ่าน
การจะเขียนอะไรให้นึกไว้ก่อนเลยว่า งานเขียนของเราต้องการจะสร้างผลสะเทือน(impact) อะไรให้กับคนอ่าน

ฉันคิดดูแล้ว นัก(อยาก)เขียนในอังกฤษต่างต้องการให้ผลงานของตัวเองได้รับการตีพิมพ์กันทั้งนั้น เพราะอุตสาหกรรมการพิมพ์หนังสือเล่มของอังกฤษนั้น เฟื่องฟูไม่มีวันตาย ด้วยคนอังกฤษได้ชื่อว่าเป็นคนที่รักการอ่านมากๆ เขาอ่านกันทุกประเภท จนฉันเห็นแล้วทึ่ง

จากการคาดเดาของสำนักข่าวพิลกริม ที่สังเกตการณ์เอาเอง
หนังสือพ็อกเก็ตบุค น่าจะมาเป็นอันดับหนึ่ง ไปบ้านไหน บ้านนั้นต้องมี
ขึ้นรถไฟ ต้องเห็นคนนั่งอ่านหนังสือพ็อกเก็ตบุค

หนังสือแม็กกาซีนและหนังสือพิมพ์น่าจะมาเป็นอันดับสอง

ฉันรู้สึกทึ่งมากๆอีกอย่างหนึ่ง คือ คนอังกฤษชอบเรื่องซุบซิบดาราและคนดังมาก หรือที่เขาเรียกกันว่าหนังสือพิมพ์แทบล็อยด์ (tabloid) ซึ่งหลายคนบอกว่า หนังสือพิมพ์พวกนี้ชอบเต้าข่าว(ฉันเห็นหนังสือพิมพ์ไทยชอบใช้คำนี้ แต่มันมีที่มายังไงยังสงสัยอยู่) นั่นคือชอบสร้างเรื่องขึ้นเอง หนังสือพิมพ์ดังๆของที่นี่ ก็เช่น The Sun, Hello magazine

นอกจากหนังสือพิมพ์แทบล็อยด์ที่ชอบซุบซิบเรื่องดารา คนดัง และราชวงศ์แล้ว เดี๋ยวนี้หนังสือซุบซิบดาราคนดัง พัฒนากลายไปเป็นแม็กกาซีนสี่สีสวยงาม ลงภาพหลุดๆของคนดังทั้งหลายก็มี
ฉันเคยอ่านตอนไปนั่งรอหมอที่คลีนิกของมหาวิทยาลัยก็สนุกดีเหมือนกัน 

นอกจากหนังสือพวกนี้แล้ว ที่คนอังกฤษชอบอ่านอีกอย่างคือ หนังสือพิมพ์และแม็กกาซีนที่แจกฟรีตามสถานีรถไฟ รถใต้ดิน อันนี้ฉันก็ชอบอ่านเหมือนกัน (เพราะไม่ต้องซื้อ แหะๆๆ) ก็มีเรื่องหนุกๆให้อ่านเยอะ

ส่วนหนังสือโป๊ ก็มีขายเยอะเป็นแม็กกาซีน ขายกันหราตามร้านขายของประจำหมู่บ้าน ปะปนอยู่กับแม็กกาซีนสำหรับผู้หญิง เช่น Cosmopolitan, Voque, Elle เป็นต้น แต่หนังสือโป๊ ฉันไม่เคยซื้อ ได้แต่ไปยืนแอบๆดูหน้าปก couch.gif

เล่าเรื่อง หนังสือโป๊แล้ว ยังขำตอนไปเที่ยวนอรเวย์กับน้องลิงและเจ๊น้องเมื่อหลายปีมาแล้ว เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ที่นอรเวย์ หรือประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียนั้น เรื่องเซ็กส์ขึ้นชื่อลือชานัก

หนังสือโป๊ที่ขายที่นั่น โจ๋งครึ่มกว่าอังกฤษมาก คนอังกฤษกลายเป็นคนเรียบร้อยไปเลย ไม่โฉ่งฉ่างเหมือนประเทศอื่นๆในแถบยุโรป

พวกเราแอบเอาหนังสือบนชั้นหยิบมาดูกัน ก็เจอรูปคนเปลือยทั้งหญิง ทั้งชาย แล้วพวกเราก็หัวเราะกันกิ๊กกั๊กๆ พวกหนุ่มๆฝรั่งก็มาเมียงมองแล้วยิ้มกันใหญ่ จนพวกเราอาย รีบเอาหนังสือไปเก็บแทบไม่ทัน นึกๆไปพวกเราก็บ้าดีเหมือนกัน baaa.gif

ดังนั้น เมื่อประชากรอังกฤษเขารักการอ่าน ก็ทำให้อุตสาหกรรมการพิมพ์เฟื่องฟู ยืนยง นักเขียนก็มีกำลังใจเขียนกัน เพราะได้ค่าตอบแทนดีมาก ดูอย่างเจ๊ เค เอ๊ย เจ เค โรว์ลิ่ง ที่เขียนเรื่องแฮรี่ พอร์ตเตอร์ ตอนนี้เธอรวยเป็นอันดับสองรองจากควีนเอลิซะเบธนั่นปะไร

นี่เอง ที่ทำให้นักอยากเขียนทั้งหลาย จะเขียนอะไร ไม่ว่าจะสร้างสรรค์อย่างไร ก็ต้องให้โดนใจคนอ่านด้วย จะได้ได้ทั้งกล่องและเงิน เพราะถ้าเขียนงานแล้วคนอ่าน อ่านไม่รู้เรื่อง หรือไม่ชอบ ไม่กินใจคนอ่าน ก็เรียกว่าไม่มีโอกาสเติบโตในโลกของการประพันธ์  หรืออาจจะกลายเป็นวรรณคดีที่คนอ่านอีกร้อยปีข้างหน้า เอามานั่งเรียน วิเคราะห์ตีความกัน ว่าที่ยายคนนี้ หรือตาคนนั้นเขียนนั้น มันหมายถึงอะไรกันแน่ เรียกว่า กว่าจะโด่งดังก็อีกร้อยปีให้หลังนั่นแล

ฉันก็ว่าเป็นสิ่งที่น่าคิดเหมือนกัน

การประชุมวันนั้นมีช่วงหยุดพัก เมื่อถึงตอนหยุดแกนนำของกลุ่มคนหนึ่งก็เข้ามาคุยกับเลสลีย์และฉัน เธอเล่าให้ฟังว่า กลุ่มของเธอเรียกว่ากลุ่ม Grace Dieu Writers Circle เรียกว่าเป็นอัศวินโต๊ะกลมของนักเขียน
ประชุมกันเดือนละสองครั้ง อาทิตย์เว้นอาทิตย์ ใครอยากมาเข้าร่วมประชุม ก็ต้องมีความมุ่งมั่นในการเขียน และจ่ายเงินค่าสมาชิกปีละ 24 ปอนด์(ประมาณ 1,700 บาท) คิดแล้วตกเดือนละสองปอนด์เอง เท่ากับเสียค่ามาประชุมครั้งละปอนด์ นับว่าถูกมากๆ



นอกจากการประชุมในแต่ละเดือนแล้ว ทางกลุ่มยังมีการจัดกิจกรรมสัมมนานักเขียน หรือ อบรมการเขียนในรูปแบบต่างๆ เช่น ฝึกการเขียนเรื่องสั้น ซึ่งเป็นเวิร์คชอพวันเดียวจบ เขาก็จะสอนเทคนิคการเขียนรูปแบบต่างๆ ค่าธรรมเนียมเวิร์คชอพนี้ ครั้งละ 25 ปอนด์หรือ 1,800 บาท ก็นับว่าไม่แพง

การประชุมประจำเดือนในแต่ละครั้ง สมาชิกจะได้รับงานให้ฝึกเขียนแต่ละอาทิตย์ต่างกันไป เช่นครั้งที่ฉันไป เขาเขียนเรื่องผีมาส่งกัน

นอกนั้น ก็มีการเขียนเรื่องสั้นขนาดยาว การเขียนบทกวี เขียนนิทานเพื่อเล่าให้หลานฟัง เขียนเรื่องจากรูป เขียนเรื่องสำหรับเด็ก เขียนเล่าเรื่องการเดินทาง เขียนบรรยายถึงอดีตอันแสนสุข แล้วก็มีบางอาทิตย์ จะเขียนเรื่องอะไรก็ได้ตามอัธยาศรัยของผู้เขียน บางอาทิตย์ก็จะเชิญนักเขียนที่มีชื่อเสียง หรือผู้ทรงความรู้มาบรรยาย

แล้วก็มีกิจกรรมจัดประกวดเขียนเรื่องชิงรางวัลด้วย

ฉันบอกเลสลีย์ว่า ยูควรจะสมัครเป็นสมาชิกเขานะ เพราะดูแล้ว ยูจะเรียนรู้อะไรได้มากมายเลย
เลสลีย์บอกว่า จริง แค่มาวันเดียวก็รู้สึกว่าเรียนรู้ได้เยอะมาก แล้วเลสลีย์ก็บอกว่า เสียดายนะ ยูจะกลับเมืองไทยซะแล้ว ไม่งั้นจะได้มาฝึกเขียนกัน

ฉันก็ว่างั้น แต่ยังไงฉันก็ยังเขียนสู้ฝรั่งเขาเขียนไม่ได้หรอก เพราะไม่ใช่ภาษาของฉัน เรามันมีข้อจำกัดทางด้านคำศัพท์และการเข้าประโยค

เลสลีย์บอกว่า ถ้าฉันฝึกเขียน เธอจะช่วยขัดเกลาให้ แต่ฉันคิดแล้ว ฉันว่าความสามารถของฉันคงยังไม่ถึงที่จะเขียนนิยายเป็นภาษาอังกฤษแน่นอน ไม่เอาดีกว่า ขอสังเกตการณ์อยู่ห่างๆอย่างนี้ดีแล้ว ยังไม่อยากรวยเหมือน เจ๊เค อิๆๆๆ

ก่อนเลิกประชุมในวันนั้น เขาให้ทำแบบฝึกหัดด้วย คือให้เขียนบรรยายถึงอาหาร โดยไม่จำเป็นต้องบอกออกมาตรงๆว่าเป็นอาหารชนิดใด เช่น.....ฉันมองดูเส้นมะละกอที่คลุกเคล้ากับถั่วลิสงและกุ้งแห้งด้วยความอยากกิน เท่านี้ คงทายออกนะคะ ว่ามันคือ ส้มตำ
เป็นการฝึกเขียนบรรยาย แบบไม่ต้องพูดออกมาตรงๆ แต่ให้คนอ่านจินตนาการเอาบ้าง

สิ่งหนึ่งที่ฉันประทับใจในวันนั้น คือ นักอยากเขียนแต่ละคน เขามีใจเปิดกว้าง ยอมรับฟังคำวิจารณ์มาก คนวิจารณ์เอง ก็พูดจาด้วยความเป็นมิตร ไม่ใช่กะจะมาโจมตี ฟาดฟันให้ตกม้าตาย

เมื่อไม่เห็นด้วย หรืออยากจะแสดงความเห็น เขาก็แย้งกันอย่างสงบ แสดงเหตุผลมาโน้มน้าวกัน ไม่ใช่บอกว่า แกอย่ามาเถียงฉัน ฉันมีประสบการณ์มากกว่าแกนะ ฉันเก๋ากว่า แกนิ่งซะ

ทำให้ฉันเรียนรู้อีกอย่างหนึ่งด้วยว่า การเป็นนักเขียน นอกจากจะเขียนเก่งแล้ว ยังต้องจัดการกับอีโก้ของตัวเอง ไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านด้วย เพราะจะเป็นที่ขบขัน รำคาญของคนทั้งหลาย

ถ้าอีโก้เยอะ ถือตัวว่าข้าแน่ซะแล้ว ใครเล่าเขาจะอยากมายุ่งด้วย แกแน่ แกก็อยู่ของแกไปเองเหอะ อิๆๆ

อีกเรื่องหนึ่ง ที่ฉันประทับใจคือ โคลวิลล์เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ แต่เขากลับมีกลุ่มชุมชนที่รวมตัวกันเพื่อการสร้างสรรค์ได้ ถือเป็นการพัฒนาและสร้างรากฐานที่ดีให้แก่ชุมชน ขณะเดียวกันก็ตอบสนองความต้องการของคนบางกลุ่มในชุมชนได้

เรียกได้ว่า จะอยู่กลางท้องไร่ท้องนาอย่างไร ก็มีกลุ่มชุมชนให้เราเข้าร่วม ฝึกฝนและเรียนรู้ ไม่ใช่ว่าจะเรียนอะไรที ก็ต้องวิ่งเข้ามาถึงกรุงเทพฯ หรือต้องไปตามเมืองใหญ่ๆ อย่างบ้านเรา ที่ความเจริญกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่ที่ ถึงแม้จะมีแนวโน้มว่าความเจริญจะแผ่ออกไป แต่ก็เป็นไปในเชิงวัตถุเสียมากว่าเรื่องของจิตใจและคุณภาพของประชากร

เอ เล่าเรื่องนักเขียนอยู่ดีๆ มาวิจารณ์เมืองไทยอีกแล้ว พูดอย่างนี้ ยังอยากจะกลับไปไหมเนี่ย smash.gif

กลับจ้า ยังไงก็ไม่อยากอยู่อังกฤษหรอก ถึงจะสบาย(ต้องมีเงินด้วย) แต่ไม่หนุกจ้า
enough.gif


tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif

หมายเหตุ:< Grace Dieu Writers Circle > รูปประกอบเอามาจากในเว็บของเขาค่ะ smile.gif
Posted by แมวเหมียว on 21 Jan. 2007,17:33
ขอบคุณค่ะคุณพิล ไม่สบายยังมาเล่าต่ออีก

ขยันจริงๆเลยน้องคนนี้kissing.gif


tinyrose.gif  tinyrose.gif  tinyrose.gif

ขอให้พักผ่อนให้หายดีก่อน แล้วมาเล่าอีกนะคะ

thankssign.gif
Posted by sweet lemon on 22 Jan. 2007,05:14
ขอบคุณมากค่ะเจ้พิล ที่เอาความรู้รอบโต๊ะมาเปิดเผย  winkthumb.gif

มะลาวเบื่อตรงคำว่า เทอ เทอร์ ที่ใช้แทนคำว่า เธอ ในการเขียนกลอนค่ะ เจ้พิลเคยเห็นป่ะ พอมะลาวเห็นแค่นี้ ก็ผ่านเลยค่ะ งานนี้ไม่น่าสนใจ แล้วยังงี้ จะให้มีนักเขียน นักกลอนใหม่ๆเกิดได้ยังไงเนาะ  ohman.gif
Posted by add on 22 Jan. 2007,11:18
ที่พิลเขียนเล่ามาดีมากเลย winkthumb.gif

      ฝรั่งไม่ว่าอังกฤษ หรืออเมริกา และพี่คิดว่าน่าจะเป็นประเทศอื่นๆด้วย ตำราเรียนของเขาจะเริ่มตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน มีรายละเอียดที่มาที่ไป ว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งเป็นหลักที่ดีมาก ไม่ข้ามขั้นตอนแบบอยู่ดีๆโผล่มาก็เรียนเรื่องโน้นเรื่องนี้แบบตำราไทย ที่พูดแบบนี้เพราะพี่เคยลองลงเรียน การจัดการโรงแรมและ ภัตตาคาร จากโรงเรียนทางไกลในอเมริกา ตอนที่ลงเรียนนะตลกมากเลย สมัยนั้นบัตรเครดิตยังไม่นิยมใช้กัน พี่ก็ต้องไปส่งธนาณัติที่ไปรษณีย์ ปรากฎว่าไปรษณีย์ไทยทำไม่ถูก ไม่ส่งใบธนาณัติไปที่ปลายทาง พี่ก็เขียนไปทวงทางโรงเรียนว่าทำไมไม่ส่งหนังสือเรียนมาให้ทั้งๆที่ฉันจ่ายเงินไปแล้วด้วยธนาณัติเมื่อวันที่เท่านั้นเท่านี้ กว่าจะรู้เรื่องกันก็ปาไปหลายเดือน ทางโน้นบอกว่าเพิ่งจะได้รับธนาณัติเมื่อไม่กี่วันนี้เองจ้ะ แล้วเขาก็ส่งตำรามาให้ เขียนด้วยภาษาง่ายๆ สอนเราไปทีละอย่างๆเอียดดีมาก มีทดสอบท้ายบทเราก็ส่งคำตอบไป เขาก็ตรวจกลับมา ถ้าเราตอบผิดเขาก็จะเฉลยว่าตอบว่าอะไร ส่วนใหญ่จะเป็นปรนัย จะมีอัตนัยบ้างแต่น้อย 

     ต่อมาพี่ก็สนใจไปลงเรียนวาดภาพทางไกลอีก เขาก็จะเตรียมอุปกรณ์ส่งมาให้เราทุกอย่าง ดินสอดำ กระดาษ  กล่องที่เป็นท่อยาวๆ สำหรับม้วนภาพเขียนของเราส่งกลับไปให้เขาตรวจ ปากกา สี มีให้เราหมด พอเราส่งไปเขาก็จะตรวจและคอมเม้นท์กลับมา พี่ว่าอันนี้เขาทำดีมากเลย แต่พี่ยุ่งๆเลยส่งงานไปไม่กี่ครั้ง อะเหอๆ  whisper.gif นิสัยไม่ดี fryingpan.gif แต่ก็ยังเก็บตำราของเขาไว้อยู่

     อีกอันหนึ่ง คือเรื่องการหัดเขียน อันนี้เป็นของอังกฤษนี่แหละ ตำราเขาดีมาก สอนให้เราเริ่มต้นเขียนจาก fact ต้องให้ความสำคัญกับข้อมูลเป็นอันดับหนึ่ง อย่าเขียนแบบเลื่อนลอย หรือถ้าไม่รู้จริงก็อย่าไปกล่าวอ้าง อาจารย์เขาคอมเม้นท์ละเอียด แต่อย่างว่าพี่ยิ่งหลังเขายิ่งกว่าพิลมากเลย ภาษาอังกฤษก็งูๆปลาๆ ก็เลยเลิกไปกลางคันอีกละ เหอๆ (ลายมืออาจารย์โคตรอ่านยากเลย tongue.gif ) เขาก็มีแนะให้สร้างสรรค์งานรวมทั้งสร้างสรรค์คำใหม่ๆด้วย 

     ส่วนการสอนเขียนเรื่องของไทยที่มะแหม่วว่ามีพี่ไม่เคยติดต่อไปจ้ะ พี่ก็เห็นด้วยกับพิลและมะลาวที่ว่า 

      icon_donot.gif ขั้นแรกเราต้องใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องจ้ะ 

      icon_donot.gif ขั้นที่สองพี่ว่าเราต้องขยันเขียนแบบมะพิล เขียนตะพึดตะพือไม่ยอมหยุด พี่นึกถึงจิตรเอกคนไทยของเรา คือคุณ จักรพันธุ์ โปษยกฤต มีคนชอบถามเขาว่า

     "ทำไมคุณจึงวาดรูปเก่ง" เขาตอบว่า
     "เพราะผมทำอย่างอื่นไม่เป็น ผมชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็กๆ และวาดมาตลอด" 

      ถ้าเราเขียนตลอด และเขียนทุกๆวัน อย่างน้อยเราก็คงจะเชี่ยวชาญเรื่องการใช้ภาษาอย่างแน่นอน 

      icon_donot.gif ขั้นที่สาม พี่ว่าเราต้องรู้จักสังเกตสิ่งรอบตัวเรา และนำมาบรรยายให้ได้  ให้คนที่ไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนรู้เรื่องให้ได้  สิ่งที่ผ่านมาในชีวิต ที่เราประทับใจ อย่าลืมเอามาเขียน เพราะมันจะเป็นจุดที่เราถ่ายทอดได้ดีที่สุด เฉินไข่ ( Chen Kaige ) ผู้กำกับภาพยนตร์จีนชื่อดัง ( เช่น เรื่องTogether) ก็ใช้ฉากชีวิตของตนเอง ที่ตนเองเคยเป็น เคยประสบมาเป็นฉากประทับใจในหนัง และทำให้เขาทำหนังออกมาได้เยี่ยมยอด 

       icon_donot.gif ขั้นที่สี่ เราต้องอ่านงานวรรณกรรมอื่นๆหลายๆแบบ ทำให้โลกในการเขียนของเรากว้างขวางขึ้น ที่วัยรุ่นในเว็บใช้แต่ภาษาพูดเขียนกันก็เพราะเขาเสพแต่สื่อแบบเดียวกัน การ์ตูนและ แชท เท่านั้น

      ส่วนขั้นต่อๆไป ให้คนอื่นๆมาแนะนำจ้า ต่อมไฮเปอร์ขอหยุดกระทันหัน ฮ่าๆ laugh1.gif
Posted by วันดี on 22 Jan. 2007,22:34
เป็นเรื่องเป็นราวแฮะ  กระทู้นี้

ตกลงว่าเรามาเล่าเรื่องผีกันคนละเรื่องไหม  ให้พิลเล่าก่อน อิอิ..

Dancer.gif

Posted by sweet lemon on 24 Jan. 2007,04:53
เจ้พิลจ๋า เจ้เค เธอเขียนแฮรี่ พ๊อตเตอร์ กี่ปีค่ะ จึงมีคนตาแหลมไปเห็นเอามาสร้างเป็นหนัง แล้วตามด้วยขายหนังสือนะ คำถามนะค่ะเจ้พิล อิอิ ask.gif


คนเขียนกลอนบางคนเค้าบอกว่า เค้าเขียนกลอนแบบฝรั่ง จึงเป็นกลอนเปล่า แน่นอนกลอนเปล่าในหนึ่งบรรทัดใช้คำได้เยอะแยะไม่มีกฏเกณฑ์จึงทำให้มีความหมายกินใจ แต่ถ้าหากอ่านกลอนของฝรั่งจริงๆแล้วเค้ามีสัมผัสนอกนะค่ะ มะลาวเคยเห็น บรรทัดที่1 สัมผัสกับบรรทัดที่3 บรรทัดที่2 สัมผัสกับบรรทัดที่4 เจ้พิลมีความเห็นเรื่องนี้อย่างไรค่ะ มะลาวขอถามเรื่องกลอนนะค่ะ แบบเห็นเค้าคุยกันนะค่ะ แหะๆๆ sit01.gif


น้าแอ้ดจ๋า มะลาวเขียนต่อน้าแอ้ดม่ายล่ายค่า ต่อมทุกต่อมเสื่อมอ่ะ แบะแบะ เอิ๊กกกกกกกกกกกก
Posted by pilgrim on 06 Nov. 2007,21:55
น้องมะลาว กระทู้ทั้งหลายที่ถามมา เจ้พิลจะมาตอบให้นะจ๊ะ ตอนนี้ หาข้อมูลไว้แล้ว แต่ยังไม่มีเวลาเขียนเลย ขอเอาเรื่องดีท็อกซ์มาแทรกนิดนึง ก่อนนะจ๊ะ EM112.gif
Posted by pilgrim on 06 Nov. 2007,22:03
เมื่อเรารู้จักกันถึงไส้ถึงพุง


1. ทำ....ไม่ทำ....


ชาตินี้ ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะทำการดีท็อกซ์หรือล้างพิษ

เคยไปนอนค้างบ้านเพื่อนคนหนึ่ง ที่มักมีปัญหาเรื่องท้องผูก เธอมีอุปกรณ์สายยางห้อยพะรุงพะรังในห้องน้ำ เธอบอกว่า เอาไว้ทำดีท็อกซ์ พร้อมกับชวนฉันทำ
พอฉันรู้ว่าต้องมีการสวน ฉันก็โบกมือลา greet.gif  

เพื่อนในที่ทำงานเคยพลิกตำราล้างพิษ แล้วทำกันด้วยความมุ่งมั่น จนท่าน ผอ. แซวว่า พวกนี้คงหมดพิษสงกันแล้ว ส่วนท่านเองขอไม่ล้าง เพราะพิษเยอะ อยากเก็บไว้

แต่แล้วก็มาถึงวันหนึ่งที่ฉันได้มาทำดีท็อกซ์.........
จนมาถึงตอนนี้ ทำได้ยังไงก็ยังงงๆ ask.gif

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า พี่แมวเหมียวเพื่อนร่วมเว็บในบ้านคนธรรมดา ชวนฉันทำเสียดื้อๆ พอฉันบ่นในเว็บว่ากลัวพิษจากผงชูรสที่กินสะสมเข้าไปทุกวัน

ถ้าชวนเฉยๆ ฉันก็คงเลี่ยงไปเลี่ยงมา แต่นี่ เล่นบอกว่า จะนัดวันทำที่แน่นอน หลังเปิดเทอม
แถมบอกด้วยว่า อุปกรณ์พร้อมแล้ว ขาดแต่ตัวคนที่จะมาทำ

อุแม่เจ้า เอาจริงหรือนี่ ohman.gif

ตอนแรก ฉันก็กระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะพี่แมวเหมียวบอกไม่ยาก ทำเองได้สบายๆ
ฉันก็ลำพองใจอยู่ได้เป็นอาทิตย์ จนวันสุดท้าย ไปลางานหัวหน้า บอกจะขอไปทำดีท็อกซ์
หัวหน้าบอกว่า "ไปทำทำไม เขาทำกันลำไส้แตกกันมาแล้วนะ"
....เหวอ... มีงี้ด้วยเหรอ hehe.gif

แล้วท่านก็นั่งกล่าวถึงโทษของการล้างพิษว่า ดูจากวิธีทำเหมือนจะไปดันเอาพิษให้กระจายไปทั่วตัว น่าจะเป็นอันตรายนะ อยู่ดีไม่ว่าดี จะไปรนหาที่เหรอ

ฉันก็บอกว่า นัดเพื่อนไว้แล้ว ยังไงก็คงต้องไป ขอไปดูลาดเลาก่อนแล้วกันค่ะ

ว่าแล้วก็โทรศัพท์บอกเพื่อนอีกคนที่กินข้าวกลางวันด้วยกันทุกวัน บอกว่าวันนี้จะขอลาไปทำดีท็อกซ์
เพื่อนผู้เคยมีประสบการณ์ถูกสวนทวารตอนผ่าตัดซีสต์ในมดลูก รีบห้ามเสียงหลง
"นี่แก จะไปทำทำไม ปวดท้องทรมานจะตายไป แกนี่ อยู่ดีๆก็จะไปหาเรื่องทรมานตัวเอง"
"ทรมานเหรอ"
เธอก็กระหน่ำต่อว่า
"ผัวพี่ก้อยเขาชอบทำ ฉันเห็นเขาไม่สบายอยู่เรื่อยเลย แกไปทำ เดี๋ยวก็เหี่ยวแห้งแบบเขาหรอก"
อะไรกันเนี่ย........
ฉันก็แบ่งรับแบ่งสู้ตามเคย แต่ก็บอกว่า ยังไงก็คงต้องไปนะ เพราะนัดเพื่อนไว้แล้ว

ตายเป็นตาย(วะ) EM148.gif

แต่ด่านแรกที่ฉันต้องฟันฝ่า คือ การจราจร ที่จะไปให้ถึงบ้านพี่แมวเหมียว เพราะเป็นเส้นทางที่ฉันไม่คุ้น อาศัยจากการบอกทางของพี่แมวเหมียวอย่างเดียวเท่านั้น
ในที่สุดก็มาถึงคฤหาสน์หลังงามริมบึง  ที่เขียวครึ้มไปด้วยต้นไม้ และสวนรายรอบบ้าน มีลมพัดเย็นสบาย
สมดังที่เคยคุยกันไว้ ว่าวันหนึ่งจะได้ไปชม "สวนขวัญ" ของพี่แมวเหมียวบ้าง

พอไปถึง พี่แมวเหมียวก็ต้อนรับด้วยน้ำใบย่านางผสมน้ำมะพร้าวและมะละกอ
แล้วท่านพี่ก็หยิบเอาอุปกรณ์ออกมาให้ชม มีสายยาง มีที่กรองกากกาแฟ มีถุงพลาสติกบรรจุน้ำกาแฟ

ฉันก็เลียบๆเคียงๆ  
"พี่คะ วันนี้ที่มา จะทำดีหรือไม่ดีเนี่ย มีแต่คนห้ามไม่ให้ทำ"
แล้วฉันก็นั่งพร่ำพรรณนา เล่าว่า ใครห้ามฉันอย่างไร ด้วยเหตุผลอะไรบ้าง ที่ล้วนแต่ฟังดูน่ากลัว

ตอนนั้น หน้าฉันคงจะจืดเต็มที
กำลังตัดสินใจว่า จะทำดีหรือไม่ดี เพราะกลัวจะเจ็บปวด ทรมาน แถมลำไส้แตกอย่างที่เขาว่า....
ฉันจะทำดีหรือไม่ดีน้อ................. wave.gif

flo_1.gif หมายเหตุ flo_1.gif   ฉันจะเขียนจากความรู้สึก และประสบการณ์นะคะ ส่วนเรื่องวิชาการและหลักการ ขอให้พี่แมวเหมียวมาช่วยขยายความจะดีกว่าค่ะ

Posted by add on 06 Nov. 2007,22:17
อ้อ  อยู่ตรงนี้นี่เอง..... ตามมาอ่านแว้ววววว  boogie.gif
Posted by แมวเหมียว on 07 Nov. 2007,11:30
flo_1.gif เพิ่งหาเจอเหมือนกันค่ะ มัวแต่ชะเง้ออยู่ที่ท้ายครัว biggrin.gif

QUOTE
pilgrim:เมื่อเรารู้จักกันถึงไส้ถึงพุง



 whisper.gif ความจริงยังไม่ถึงไส้ค่ะ ถึงแต่พุง  smSL07.gif

EM133.gif อาวอีก  EM133.gif อาวอีก  flo_1.gif

Posted by เมยาณี on 07 Nov. 2007,12:16
อิ อิ ตามมาอ่านค่ะ  EM146.gif
Posted by เก็จแก้ว on 07 Nov. 2007,16:32
ตามมาเชียร์ + ลุ้น  ด้วยคนจ้า...
Posted by pilgrim on 07 Nov. 2007,22:20
2.พี่จะฆ่าหนูหรือถ่ายคลิปวีดิโอหนูไหม?


ชะรอยพี่แมวเหมียวคงเห็นสีหน้าจืดๆของฉันกับได้ฟังน้ำเสียงอ่อยๆ ท่านพี่ก็เลยบอกว่าถ้ายังไม่พร้อม ก็ยังไม่ต้องทำก็ได้

แต่ขณะเดียวกัน ฉันก็นึกอยู่ในใจ...แหม...นี่เราอุตส่าห์ถ่อร่างมาถึงบ้านท่านพี่แล้ว
พี่เขาก็เตรียมทุกอย่างไว้พร้อม
ที่นัดให้มาตอนเปิดเทอม เพราะบ้านจะว่าง เนื่องจากลูกๆไปโรงเรียน
วันนี้ บ้านก็เงี้ยบ เงียบ

ดูเหมือนอะไรๆ มันก็พร้อมและลงตัวไปหมด...แล้วเธอจะเปลี่ยนใจเพราะความปอดแหกเหรอ...

พี่แมวเหมียวบอกว่า ฉันทำให้พี่แมวเหมียวรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนขายประกันชีวิตหรือขายสินค้าตรงยี่ห้อแอมๆอะไรสักอย่าง ที่เที่ยวตื๊อให้คนมาเป็นสมาชิก
แต่อันนี้ต่างกันตรงที่ ชักชวนให้คนมาล้างไส้ล้างพุง

ฉันก็บอกว่า ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ฉันเชื่อว่า การล้างพิษมันต้องมีอะไรดีอยู่บ้าง มันต้องมีประโยชน์แก่ร่างกายแน่นอน

แต่มันอยู่ที่ความกลัวของฉันเองมากกว่า ที่ถูกขู่มา

และความลับอีกอย่างหนึ่งของฉัน คือ.....

ฉันหวาดวิตกว่า ฉันไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ถ้าทำเองจะทำได้หรือไม่

แล้วถ้าทำเองไม่ได้ขึ้นมา นั่นหมายความ ฉันจะต้องให้พี่แมวเหมียวทำให้อย่างนั้นหรือ
พูดง่ายๆ คือ ก็มันเขิน flo_1.gif

ฉันถามตัวเองว่า ฉันและพี่แมวเหมียวรู้จักกันดีแล้วหรือ ถึงจะต้องมาทำอะไรที่ลึกล้ำกันขนาดนั้น...เพราะมันก็โป๊ๆขนาดเรทอาร์อยู่นา... whisper.gif

แต่คำพูดของพี่แมวเหมียวที่ทำให้ฉันตัดสินใจก็คือ ใครๆเขาก็ทำกัน  

ไม้เด็ดที่ทำให้ฉันตัดสินใจ ก็คือ

"พี่ก็จับลูกๆพี่ทำหมดทั้งสองคน"


ความกลัวของฉันหายไปเป็นปลิดทิ้ง...ก็แหม  หลานๆ ซึ่งเป็นเด็กๆยังทำได้ เพราะฉะนั้น มันคงไม่น่ากลัว เจ็บปวด ทรมานปางตาย เหมือนอย่างที่ใครๆต่างพากันขู่ฉันหรอก

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉันก็ตัดสินใจ....
แล้วพี่แมวเหมียวก็จัดการตวงผงกาแฟออกมาต้ม แล้วกรอง

จากนั้น ก็พาฉันเข้าไปในห้องน้ำชั้นบนที่เงียบสงบ เพราะไม่มีใครอยู่บ้าน นอกจากน้องป่านที่หยุดเรียน เพราะที่โรงเรียนมีกีฬาสี แต่น้องป่านก็อยู่ในบ้านอีกปีกหนึ่ง ไม่มีทางโคจรมาที่ห้องน้ำปีกนี้แน่

ฉันลืมบอกไปว่า ฉันไม่ได้บอกใครเลยว่า เพื่อน ซึ่งก็คือ พี่แมวเหมียว คนที่จะทำดีท็อกซ์ให้ฉันเป็นเพื่อนที่รู้จักกันผ่านทางเว็บ และเพิ่งเคยเห็นหน้ากันสองครั้งเอง

ถ้าบอกเพื่อนที่ทำงานและหัวหน้า ทุกคนต้องรุมด่ากระหน่ำฉันแน่ ว่าฉันพิสดาร ไว้วางใจเพื่อนทางเว็บขนาดนี้เชียวหรือ

ฉันคุยกับพี่แมวเหมียวถึงเรื่องนี้ พี่แมวเหมียวบอกว่า คนอื่นอาจจะนึกว่า พี่แมวเหมียวกำลังจะหลอกพาฉันมาฆ่า..... อะจ๊ากส์....

แล้วพี่แมวเหมียวก็ให้ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะการทำดีท้อกซ์ จะต้องนอนลงทำกับพื้น อาจจะมีการเปียกเปื้อนเลอะเทอะได้

ฉันก็ยอมเปลี่ยน ยอมนอนลงในอ่างอาบน้ำแต่โดยดี

พี่บอกให้หนูทำอะไร หนูก็เชื่อพี่ทุกอย่าง

เพราะหนูเชื่อว่า ถึงอย่างไร พี่ก็คงไม่พาหนูมาฆ่าหรือมาถ่ายคลิปวีดิโอแน่ๆ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ laugh1.gif

(ยังมีต่อค่ะ)

Posted by pilgrim on 07 Nov. 2007,22:21
ขอบคุณกองเชียร์พี่แอ๊ด พี่แมวเหมียว น้องแก้ว และคุณเมยาณีค่ะ EM133.gif
Posted by แมวเหมียว on 08 Nov. 2007,10:36

(pilgrim @ 06 Nov. 2007,22:03)
QUOTE
เมื่อเรารู้จักกันถึงไส้ถึงพุง


1. ทำ....ไม่ทำ....



เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า พี่แมวเหมียวเพื่อนร่วมเว็บในบ้านคนธรรมดา ชวนฉันทำเสียดื้อๆ พอฉันบ่นในเว็บว่ากลัวพิษจากผงชูรสที่กินสะสมเข้าไปทุกวัน

ถ้าชวนเฉยๆ ฉันก็คงเลี่ยงไปเลี่ยงมา แต่นี่ เล่นบอกว่า จะนัดวันทำที่แน่นอน หลังเปิดเทอม
แถมบอกด้วยว่า อุปกรณ์พร้อมแล้ว ขาดแต่ตัวคนที่จะมาทำ

อุแม่เจ้า เอาจริงหรือนี่ ohman.gif

ตอนนี้ฟังดูเหมือนมัดมือสวน เอ๊ย มัดมือชกอยู่นะคะนี่ biggrin.gif

จำเลยจึงขอชี้แจงหน่อยนะคะ  เนื่องจากดิฉัน hehe.gif จำเลยแมวเหมียวได้ยินคุณพิลบ่นว่าพักนี้เธอกินผงชูรสเข้าไปเยอะ

ก็ไม่รู้ว่าจะแนะนำให้เอาออกได้อย่างไร จึงถามว่าเธอสนใจจะทำดีท็อกซ์มั้ย ถ้าสนพี่จะสอนให้ ..

เธอตอบว่าก็สนอยู่หรอกแต่เกรงใจพี่แมวเหมียว ..

ดิฉันจึงคิดว่าถ้าสนใจก็ไม่ต้องเกรงใจ ด้วยว่าการหาอุปกรณ์และการทำดีท็อกซ์เป็นเรื่องสบายๆสำหรับดิฉัน

และเหตุผลที่รวบรัดตัดความ รีบซื้ออุปกรณ์มาทันที เพราะว่าดิฉันไปร้านพลังบุญอยู่บ่อยๆ ที่นั่นมีอุปกรณ์ประเภทนี้ในราคาบุญนิยม ซึ่งคุณพิลจะหาซื้อที่อื่นในราคาถูกกว่าที่นี่ไม่ได้แน่นอน  จึงไม่รอช้ารีบหาซื้อมารอไว้ก่อน..


และที่รีบนัดก็เนื่องจากว่า  ดิฉันเคยบอกคุณพิลไว้ว่าจะขอนัดพบคุณพิลมาเลี้ยงอาหารสักมื้อ เป็นการเลี้ยงฉลองที่เธอสำเร็จปริญญาด็อกเตอร์มาใหม่ๆ  แต่ติดโน่นติดนี่ จนเวลาล่วงเลยมานานมากแล้ว

เมื่อมีเรื่องดีท็อกซ์เข้ามาด้วยก็เลยได้โอกาสรวบรัดเอาสองเรื่องมารวมเป็นครั้งเดียวกันเสียทีเดียวเลย..

เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้แล ท่านผู้ชมโปรดเข้าใจด้วยค่ะ EM135.gif

Posted by เก็จแก้ว on 08 Nov. 2007,12:27
อ่ะแอ้มมมม... อ่า... กระผมได้ฟังคำให้การจากจำเลย... อ่า... คุณพี่แมวเหมียวข้างต้นแย้วว...  

อ่า... กระผมเห็นว่า   คุณพี่แมวเหมียวมีเจตนาที่จามัด... เอ๊ยยยย  เจตนาที่ดี   ในอันที่จาช่วยให้คุณพี่พิลกริมทำลายล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ในพุงกะทิของคุณพี่พิลกริมแน่ๆ  cry2.gif

อ่า... กรณีนี้... กระผม... เอ่อ.. อ่า... ขอตัดสินให้เลิกแล้วต่อกันดีฝ่า... อ่า... กระผมให้ยกฟ้องนะขอรับ.... คือ... อ่า... โปรดเห็นใจกระผมด้วยนะขอรับ   คือตัวกระพ้มเองนั้น   ก้อกลัวคุณพี่จับใจ   เด๋วกระพ้มพูดผิด  ถูกจับมัดมือสวนด้วยอีกคน  แล้วคราย... ครายจาช่วยกระผมล่ะคร้าบบ  ท่านผู้ชม... อู๊ยยยยยย  น่ากัวเจงๆเยย   cry2.gif   cry2.gif  cry2.gif   laugh1.gif  laugh1.gif  laugh1.gif

Posted by pilgrim on 08 Nov. 2007,21:43
อิๆๆๆ มิได้กล่าวหาท่านพี่แมวเหมียวเป็นจำเลยแต่ประการใดค่ะ

เพียงแต่ ท่านพี่เป็น "คนจริง" ที่เอาจริง
และสามารถขจัดความกลัวออกไปจากใจของหนูได้ค่ะ

คนอย่างหนู บางทีก็ต้องเจอคนจริงบ้างค่ะ
ไม่งั้นแล้ว ก็ไม่เคยที่จะเริ่มทำอะไรที่มันดีกับตัวสักที
ได้แต่เลี่ยงไปเลี่ยงมา
เพราะความกลัวๆกล้าๆนี่แหละค่ะ

ขอบใจท่านศาลแก้วนะขอรับที่มาช่วยตัดสินให้ยอมความกัน

หนูน่ะยอมพี่เขาอยู่แล้วค่ะ ไม่งั้นจะยอมให้พี่เขาสวนเรอะจ๊ะ

ถึงได้บอกว่า ตอนนี้ เรารู้จักกันถึงไส้ถึงพุงแล้วไง ฮิๆๆๆๆ laugh1.gif

Posted by KiLiN on 08 Nov. 2007,22:46

(pilgrim @ 08 Nov. 2007,21:43)
QUOTE
ถึงได้บอกว่า ตอนนี้ เรารู้จักกันถึงไส้ถึงพุงแล้วไง ฮิๆๆๆๆ laugh1.gif

อ้ะๆ..พูดผิดพูดไม่ได้  รู้จักกันถึงไส้ถึงก้น ต่างหาก คิกๆ smSL07.gif

Posted by แมวเหมียว on 09 Nov. 2007,11:26
whisper.gif ไม่อยากบอกว่า ชื่อคุณคิลินก็เป็นหนึ่งใน"ยาขจัดความกลัว"ให้คุณพิลยอมเปิดก้น hehe.gif  เอ๊ย ยอมสวน  smSL07.gif


ท่านศาลแก้วโปรดระวังกันของท่านไว้ให้ดี. laugh1.gif  laugh1.gif

EM146.gif

Posted by เก็จแก้ว on 09 Nov. 2007,15:20
อ่า... กระพ้มคิดว่า ก้นของกระพ้มมิคู่ควรกะสีมือระดับคุณพี่แมวเหมียวแน่นอน  นอนแน่  ชัวร์ปู้ดดด เอ๊ยยย ชัวป้าดดดขอรับ...  cry2.gif  laugh1.gif







อ่า...กระพ้มขอเป็นกะลังจายยให้กะคุณพี่พิลกริมนะคร้าบบบบ  ปู้ดๆ  เอ๊ยยยย  สู้ๆ laugh1.gif  laugh1.gif  laugh1.gif  flo_1.gif  flo_1.gif  flo_1.gif



Posted by pilgrim on 09 Nov. 2007,21:27
3. แพ้กราวรูด

ตามขั้นตอนของการดีท็อกซ์ พี่แมวเหมียวบอกว่า เราต้องสวนสายยางเข้าไปในทวารหนักหรือก้น ไม่ต้องลึกมาก

ตามข้อแนะนำที่แนบมากับซอง คือ ราวๆ 3-4 นิ้ว เพื่อถ่ายน้ำกาแฟเข้าไปสู่ลำไส้ แล้วกาแฟนี่แหละ จะไปจับเอาสารพิษที่เกาะอยู่ภายในออกมาพร้อมกับการขับถ่าย

ดังนั้น เมื่อเรานำน้ำกาแฟเข้าไปสู่ร่างกายแล้ว ก็ควรทิ้งไว้ราว 10-15 นาที เพื่อให้กาแฟสามารถเข้าไปจับสารพิษตามผนังลำไส้ได้

น้ำกาแฟที่นำมากรอกใส่ถุงพลาสติกที่เหมือนกับถุงน้ำเกลือ ก็ควรใช้กาแฟที่คั่วบดละเอียด  พี่แมวเหมียวบอกว่า คอฟฟี่เมตและน้ำตาลแบบประเภททรีอินวัน ไม่ต้อง อย่างนั้นสำหรับเข้าทางปากเท่านั้น  อิๆๆๆ
พวกกาแฟประเภทอินสแตนท์ก็ไม่ควรเหมือนกัน


และเวลาต้มกาแฟให้ร้อน ก็ต้องปล่อยให้อุ่นๆเสียก่อนจึงจะนำมาใช้ได้ โดยการใช้รินทดสอบกับหลังมือ มิฉะนั้นแล้ว น้ำกาแฟร้อนระอุก็จะเข้าไปลวกลำไส้จนเป็นแผล  จากการทำเพื่อล้างพิษ ก็จะกลายเป็นการรนหาที่ สร้างทุกข์ให้กับตัวเอง

พี่แมวเหมียวใช้ต้มในไมโครเวฟ เพราะเร็วและสะดวกดี

พอต้มเสร็จ ก็นำน้ำกาแฟมากรองในกรวยผ้ากรองที่เหมือนกับถุงชงกาแฟแบบโบราณ  

ทิ้งไว้ให้น้ำกาแฟอุ่น แล้วนำน้ำกาแฟที่ได้มากรอกลงในถุงพลาสติก  แล้วแขวนไว้กับอะไรก็ได้ ที่พอจะใช้แขวนได้ ไม่สูงเกินไปนัก และต้องถนัดพอที่เราจะเอื้อมไปปล่อยน้ำกาแฟจากถุงเข้าสู่ร่างกาย หรือปิดการไหลของน้ำ เมื่อรู้สึกท้องไส้เริ่มปั่นป่วน

จากนั้นก็นอนตะแคงทางด้านขวาแล้วค่อยๆ สอดสายยางเข้าไป  แล้วก็ปล่อยน้ำกาแฟเข้าไปช้าๆ
การสอดสายยางนั้น เขามีเจลหรือวาสลีนทาที่ปลายสายยางให้มันลื่นๆ เข้าไปได้ง่ายๆ โดยไม่ระคายเคืองด้วย

วันนั้น ฉันขอรับสารภาพอย่างอายๆว่า.....

ฉันทำเองไม่สำเร็จ และในที่สุด ก็ต้องขอให้พี่แมวเหมียวมาทำให้

วันรุ่งขึ้น ได้มีโอกาสนัดเจอกับน้องโพ ยังเล่าให้น้องโพฟัง น้องโพบอกว่า เป็นธรรมดา ชะรอยฉันคงตกประหม่า ตื่นเต้น (หรือปอดแหก)ก็เลยหาช่องที่จะสวนไม่เจอ  ohman.gif  

ประสบการณ์การทำดีท็อกซ์ครั้งแรกของฉัน ไม่เลวนัก

ฉันตัดสินใจขอให้พี่แมวเหมียวช่วย เพราะคิดเสียว่า ขณะนี้ ฉันเป็นผู้ป่วยกำลังมาโรงพยาบาลและกำลังมีคุณพยาบาลคอยช่วยเหลืออยู่ ดังนั้น ในเมื่อหวังจะรักษาโรค จะอายคุณพยาบาลไปไย

นี่คืออุบายที่ฉันคิดปลอบใจตัวเอง แล้วก็หักห้ามความอาย ยอมแพ้แก่พี่แมวเหมียวโดยดุษณียภาพ

พอพี่แมวเหมียวจัดแจงสวนให้ได้ แล้วเริ่มปล่อยน้ำ ฉันก็รู้สึกตื่นเต้นพิกล  เมื่อน้ำกาแฟไหลเข้าสู่ท้องได้ระยะหนึ่ง ฉับพลันฉันก็รู้สึกท้องไส้มันปั่นป่วนไปหมด อยากจะลุกขึ้นเข้าห้องน้ำในบัดดล

พอบอกพี่แมวเหมียว ท่านพี่ก็หยุดการเดินน้ำชั่วคราว  เมื่ออาการปวดท้องถ่ายค่อยบรเทาลง ก็เริ่มปล่อยน้ำใหม่ จนกว่าจะหมดถุง

ของฉันยังไม่ทันหมดถุงดี ความปวดท้องอยากถ่ายก็แล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ ฉันบอกว่ามันมาอีกแล้วแหละ

แต่พี่แมวเหมียวบอกว่า ให้เปลี่ยนจากนอนตะแคงมาเป็นนอนหงาย แล้วนวดท้องเบาๆ เพื่อให้น้ำกาแฟไหลไปทั่วท้อง

ฉันทำได้สักพัก แป๊บเดียวจริงๆ ก็ทนไม่ไหว ไล่พี่แมวเหมียวออกจากห้องน้ำ แล้วยึดห้องน้ำเป็นฐานที่มั่นเพื่อต่อสู้กับข้าศึกที่ประชิดชายแดน

วันนั้นไม่ค่อยมีอะไรออกมาเท่าไหร่หรอกค่ะ เพราะไม่ได้กินข้าวเช้าไป แถมตอนเช้าก็ถ่ายไปแล้วรอบนึง โดยไม่ต้องสวน (ก็บอกแล้วว่าปกติ ก็รบไม่เคยชนะข้าศึกเลย มาตีทีไร ฉันก็แพ้ทีนั้น แถมส่วนใหญ่ข้าศึกก็บุกวันละหลายๆรอบเสียด้วย พี่คนหนึ่งยังเคยว่าฉันว่า "ไอ้พิลมันเป็นนก กินไป ถ่ายไป"

สีก็สวยงามแบบน้ำกาแฟค่ะ มีกากอาหารนิดหน่อยเอง ฉันก็ไม่กล้าวิเคราะห์นานหรอกค่ะ ว่ามันมีอะไรบ้าง เพราะกลัวว่า ขืนดูนานๆ อาจจะมีออกมาทางปากด้วย ฮี่ๆๆๆ

เรียบร้อยแล้ว ฉันก็ออกมาพบพี่แมวเหมียว ที่มารอติดตามผลว่าเป็นไงบ้าง

จากนั้น พี่แมวเหมียวก็มอบอุปกรณ์ทั้งชุดให้กับฉัน เพื่อเอาไว้ทำต่อไปในภายภาคหน้า

แล้วเราก็ชมสวนกันค่ะ พี่แมวเหมียวพาเดินดูสวนฝากฝัน ทำให้ฉันนึกถึงภาพต้นนั้น ต้นนี้ ที่พี่แมวเหมียวเคยถ่ายรูปมาให้ดู

แล้วยังได้นั่งคุยกับน้องป่านอยู่พักหนึ่ง น้องป่านก็เลียบๆเคียงๆถามฉันว่า คุณแม่เขียนถึงพี่ปอบ้างหรือเปล่า เขียนว่าไงบ้าง
แล้วก็ถามถึงคนอื่นๆในเว็บ ดูท่าน้องป่านคงจะเคยอ่านเรื่องของพวกเราบางท่านมาบ้าง

หลังจากนั้น พี่แมวเหมียวใจดีให้วอเตอร์เครสต์มาหนึ่งกระถาง แถมด้วยตัดต้นพลูสีทองมาให้ด้วย บอกว่า เผื่อเอามาให้นกกระจอกกิน เพราะฉันเล่าให้ฟังว่า ที่บ้านฉัน ปลูกอะไร นกกระจอกจะมาจิกยอดกินหมด กินจนตายไปหลายต้น

เท่านั้น ยังไม่พอ พี่แมวเหมียวยังพาไปเลี้ยงอาหารอย่างหรูและดีต่อสุขภาพด้วย

เห็นไหมคะ แค่ล้างพิษ ดีท็อกซ์ครั้งเดียว เราก็รู้จักกันถึงไส้ถึงพุง (หรือ ถึงก้นอย่างที่คุณคิลินว่า)

ฉันอยากจะบอกว่า การทำดีท็อกซ์นั้นทำให้โล่งสบาย และเป็นการล้างพิษด้วยวิธีง่ายๆ (อิๆๆ ขอเพียงแต่ให้หาช่องสวนให้เจอแล้วกัน อย่าเฟอะฟะเหมือนฉัน)
ฮือๆๆๆ ครั้งต่อไป ฉันต้องหามันด้วยตัวเองแล้วละค่ะ

เรื่องดีๆ(ท็อกซ์)ของฉันก็จบลงด้วยประการฉะนี้แล   ต่อไปขอเชิญพี่แมวเหมียวมาเติมในเชิงวิชาการได้เลยนะคะ

ต้องขอขอบพระคุณท่านพี่ที่แสนใจดีไว้ ณ ที่นี้ด้วย เป็นมิตรภาพที่ซาบซึ้งใจค่ะ  inlove.gif  smSL11.gif

Posted by pilgrim on 09 Nov. 2007,21:32
ขอบคุณกองเชียร์และผู้หวังดีค่ะ EM145.gif

พี่แมวเหมียวนัดน้องแก้วได้ยังคะ อิๆๆๆๆlaugh1.gif

Posted by sweet lemon on 10 Nov. 2007,05:29
ขอขอบคุณพี่มะแหม่ว และเจ้มะพิลมากค่ะ ที่เอาใส้เอาพุงมาเสนอ  smSL13.gif  smSL13.gif  smSL13.gif


เจ้พิลจ๋า ตามที่มะลาวค่อยๆสะกด ก็เห็นว่าการที่เจ้พิลไม่ถนัดล้วงใส้ตัวเองเพราะว่านอนตะแคงขวา...เกี่ยวกันไหมค่ะ มะลาวเดาค่ะ ..แต่ยังงัยแล้วแต่ มะลาวก็ยังไม่กล้าทำดี(ท๊อก) อ่ะ มะลาวกลัวว่า ใส้อ่อนจะเลื้อยมาทักทายมืออันอ่อนนุ่มของพี่มะแหม่วซะก่อนค่ะ.. แค่คิดมะลาวก็เขิลแย้วเจ้าค่ะ .. flo_1.gif  inlove.gif และอีกอย่างนะค่ะ มะลาวเกรงว่าป่าช้าของมะลาวจะว่างเปล่าด้วยค่ะ โช๊ะโช๊ะ ... EM140.gif

สวัสดีพ่อแม่พี่น้องทุกท่านค่ะ... EM145.gif


ลาละค่ะ...กลิ่นหยังม่ายยู้... ตุ่ยตุ่ย.. EM135.gif  smSL07.gif  wave.gif

Posted by แมวเหมียว on 10 Nov. 2007,06:12
EM151.gif ตั้งแต่ทำให้คุณพิลแล้ว ก็ตั้งใจว่าจะไม่จับใครมาทำดีท็อกซ์อีกแล้ว ..น้องแก้ว น้องมะลาวหวานสบายใจได้

เหนื่อยค่ะ ทั้งต้องรับบทเป็นผู้บรรยายทฤษฎี ตอบคำถามข้อสงสัยในใจเธอ พร้อมยกตัวอย่างประกอบอีกหลายคน

และ พอถึงขั้นตอนสาธิต ที่ตั้งใจจะเป็นคนสอนก็กลายเป็นคนสวนอีก smSL07.gif  

ไหนจะเหนื่อยจากการอดกลั้นหัวเราะอีก

"พี่อย่าขำพิลนะ"

ก็ใครจะอดขำได้ล่ะคะ บอกว่าถ่ายวันละหลายรอบ พอถึงเวลานั้น กลับ หาก้นตัวเองไม่เจอ hehe.gif  laugh1.gif

ไม่ล้อเล่นแล้วค่ะ อะแอ้ม.. เดี๋ยวต้องวางมาดนักวิชาการมั่ง  biggrin.gif

Posted by แมวเหมียว on 10 Nov. 2007,06:19
"เมื่อเธอเปี๊ยนไป๋"

เราพบกันคราวนี้ ไม่เหมือนคราวก่อน  เธอขับรถเก๋งคันงาม ดูเธอภูมิฐานในชุดทำงาน ใบหน้าที่เคยอ่อนโยนยิ้มง่ายค่อนข้างเครียด

ฉันลืมนึกถึงความเครียดจากการต้องฟันฝ่าสภาพจราจรในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย

ฉันนึกถึงน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปในการคุยกันที่ท้ายครัวครั้งสุดท้ายที่ว่า

"แต่ของพิลไม่มีปัญหาเรื่องท้องผูกเลย ถ้าล้างพิษแล้ว มันยิ่งมิหมดไส้หมดพุงเหรอคะ"

ทำให้ฉันเข้าใจว่าเธอคงขาดข้อมูลและความมั่นใจในการทำดีท็อกซ์เสียแล้ว

ก็แล้วเธอดั้นด้นมาทำไม? ฉันวิเคราะห์อย่างเข้าข้างตัวเองว่า

แม้เธอจะไม่มั่นใจหรือกลัวการทำดีท็อกซ์ แต่เธอมาด้วยความเชื่อมั่นในตัวฉัน..

ดังนั้นคำถามที่เธอระดมมาเป็นชุดๆถึงความน่ากลัวของการทำดีท็อกซ์จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับฉัน

ฉันจึงบอกว่าเธอจะไม่ทำก็ได้ถ้าเธอไม่พร้อมที่จะทำ

แต่ในเมื่อฉันยืนอยู่ข้างเดียวกับการทำดีท็อกซ์ ฉันจึงมีหน้าที่ชี้แจงข้อกล่าวหาเหล่านั้นให้เธอฟัง

"คุณพิลดูวิดีโอที่คุณคิลินโพสต์ไว้ให้ที่ท้ายครัวแล้วยังคะ"

"ยังค่ะ"เธอตอบ

" มิน่าล่ะเธอถึงกลัว เพราะว่าไม่มีข้อมูลเรื่องการทำดีท็อกซ์นี่เอง"ฉันคิด

"พี่ก็ยังไม่ได้ดูเหมือนกันค่ะ พักนี้คอมพ์ไม่ค่อยดีเลยดูยาก"

"เพื่อนบอกว่าทำแล้ว มีคนลำไส้ทะลุ  บางคนบอกว่าทำแล้วพิษจะกระจายขึ้นไปในลำไส้ใช่มั้ยคะพี่แมวเหมียว" เธอถามคำถาม
ที่น่าหวาดเสียว

ฉันไม่ทราบว่าการทำดีท็อกซ์ อย่างชนิดล้างไส้ล้างพุงอย่างในรพ.ที่เขาว่านั้นเป็นอย่างไร แต่ดีท็อกซ์ที่ทำกันเองที่บ้านนั้นจะกระจายพิษได้หรือไม่อย่างไร เธอต้องพิจารณาจากข้อมูลที่เป้นจริง..

คิดแล้วฉันก็สวมบทเป็นนักวิชาการร่ายยาวบ้างสั้นบ้างเรื่องทฤษฎีการล้างพิษให้คุณพิลฟัง พร้อมยกตัวอย่างกรณี ผู้ที่ทำการล้างพิษใกล้ตัวเพื่อให้คุณพิลเกิดความมั่นใจ

แต่ความสงสัยในใจเธอมีมากเหลือเกิน หมดจากเองนั้นก็มาเรื่องนี้ จนฉันแทบจะล้มเลิกความตั้งใจเสียหลายครั้ง ด้วยฉันเองก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า แล้วนี่ฉันจะหว่านล้อมให้เธอทำไปทำไม

จนฉันเริ่มรู้สึกแย่เมื่อฉันคิดเปรียบเทียบสภาพตัวเองในขณะนั้นว่า

'ราวกับว่าฉันกำลังพยายามหว่านล้อมเพื่อขายอะไรสักอย่างให้แก่เธอ'

ไม่เพียงแต่คิดเท่านั้น ฉันพูดความรู้สึกนี้ดังๆให้เธอรับรู้ด้วย

"ใม่ใช่ค่ะพี่แมวเหมียว พิลเองก็อยากจะทำแต่มันกลัวน่ะค่ะ กลัวว่า..

ถ้าทำแล้วพี่แมวเหมียวอย่าไปไหนไกลๆนะคะ คอยอยู่ช่วยพิลให้ตลอดนะคะ"

เอ๊าะ อ๋อ  ปัญหาอยู่ที่ความกลัวนี่เอง! biggrin.gif

"ตกลงค่ะ ได้ค่ะ" ฉันรับปากรับคำ เรื่องแค่นี้ทำไมจะทำไม่ได้

เฮ้อ โล่งอกไปที  แล้วฉันก็เริ่มสาธิตการทำดีท็อกซ์อย่างapply(แอพพลายที่ไม่ใช่ แอพพลายฟิสิคสถาบันที่เด็กๆเขาไปเรียนกวดวิชากัน..

ที่ว่าทำอย่างapplyเพราะว่า ในตำราที่เขาสอนๆกันมา บอกว่าเอากาแฟไปต้มน้ำ แล้วทิ้งไว้ให้อุ่นนั้น

ฉันคิดว่าชาวนาครเร่งรัดอย่างพวกเราคงจะทนรอไม่ค่อยไหว เนื่องจากน้ำลิตรกว่าๆในหม้อต้มที่ตั้งไฟมาคงจะต้องใช้เวลานานกว่าจะหายร้อน

ดังนั้น ฉันจึงใช้ไมโครเวฟต้มน้ำแค่ครึ่งแก้ว แล้วชงกาแฟที่บดละเอียดแล้ว ซึ่งจะชงได้ง่าย( เหมือนชงกาแฟสดที่เขาใช้ดื่มกัน)
จากนั้นเอาน้ำกาแฟที่ได้มาผสมกับน้ำธรรมดา ก็จะได้น้ำอุ่นตามต้องการในปริมาณที่พอดี ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้เวลาไม่นาน ..

snaping.gif ส่วนเนื้อหาทางวิชาการอื่นๆจะไม่ขอพูดถึงมากแล้วค่ะ

flo_1.gif ท่านที่สนใจสามารถหาอ่านได้ใน วิดีโอที่คุณคิลินให้มาที่ท้ายครัวหรือ เรื่องเก่าๆที่เราเคยคุยกัน หรือเว็บชีวจิตนะคะ

ขอเพิ่มเติมแก้ไขนิดหน่อย ที่ว่า..

QUOTE
แต่พี่แมวเหมียวบอกว่า ให้เปลี่ยนจากนอนตะแคงมาเป็นนอนหงาย แล้วนวดท้องเบาๆ เพื่อให้น้ำกาแฟไหลไปทั่วท้อง

น้ำกาแฟไม่ไหลไปทั่วท้องหรอกค่ะ อยู่แค่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย และการนวดเป็นการกระตุ้นลำไส้ค่ะ

QUOTE
แล้วกาแฟนี่แหละ จะไปจับเอาสารพิษที่เกาะอยู่ภายในออกมาพร้อมกับการขับถ่าย

ดังนั้น เมื่อเรานำน้ำกาแฟเข้าไปสู่ร่างกายแล้ว ก็ควรทิ้งไว้ราว 10-15 นาที เพื่อให้กาแฟสามารถเข้าไปจับสารพิษตามผนังลำไส้ได้


อันนี้ก็ขอแก้นิดหน่อยนะคะ กาแฟที่เราสวนเข้าไปจะถูกดูดซึมเข้าไปทางเส้นเลือดที่อยู่ในบริเวณลำไส้ใหญ่ แล้วจะถูกส่งเข้าไปยังเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตับ
แล้วจะไปออกฤทธิ์ที่ตับ โดยกาแฟจะไปกระตุ้นการทำงานของตับ

ซึ่งตับจะเป็นตัวขับและทำลายสารพิษในร่างกายค่ะ

ดังนั้น คนที่จะทำดีท็อกซ์ไม่จำเป็นว่าจะท้องผูกหรือไม่ผูกก็ทำดีท็อกซ์ได้ค่ะ

เพราะว่าสารพิษที่เข้าในร่างกายคนเรามีได้หลายทาง ทั้งทาง อาหาร อากาศ สิ่งแวดล้อม และอารมณ์(ความเครียด) และ อะไรอีกหนอ ICON015.gif

ส่วนคนที่ท้องผูกก็มีโอกาสสะสมสารพิษที่เกิดในลำไส้ได้มาก เนื่องจากเศษอาหารหมักหมมอยู่ในลำไส้นานๆ สารพิษที่เกิดขึ้นในลำไส้จะถูกดูดเข้าไปในร่างกายได้มากกว่าคนที่ขับถ่ายปกติค่ะ..


  อะแอ้ม เช้าแล้ว  whisper.gif คนสวนขอไปทำธุระส่วนตัวก่อนนะคะ   laugh1.gif

EM121.gif  Minigz5304.gif  EM143.gif

Posted by แมวเหมียว on 10 Nov. 2007,15:24
ผู้มีความมุ่งมั่นย่อมประสบความสำเร็จ


เมื่อความทุลักทุเลผ่านพ้นไป เราต่างถอนใจโล่งอก คนทำสวนขอตัวไปอาบน้ำแต่งตัว  

ส่วนสาวน้อยตัวเล็กๆกลมๆคนนี้ มีอาการผ่อนคลาย กลับกลายเป็นคนเดิมแล้ว

    ที่เธอบอกว่าไม่รู้ว่าเธอกล้าหรือบ้าบิ่น แต่ฉันว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง

แต่น่าจะเป็นความอยากรู้อยากเห็นตามประสานักเขียนต่างหาก

     และเมื่อเราตกลงกันว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ฉันแน่ใจว่า ตัวเธอเองนั่นแหละจะอดรนทนไม่ไหวที่จะไม่เขียนบอกเล่าให้ใครฟัง

คิดแล้ว ฉันจึงแหย่เธอว่าจะเก็บเงียบประสบการณ์ไว้คนเดียวไม่บอกเล่าใครๆหน่ะแน่ใจนะหรือ?

แค่นี้ก็ได้ผล เธอกริ๊งกร้างมาหาฉันแล้วบอกว่า

"เห็นทีจะต้องเขียนซะแล้วล่ะค่ะพี่แมวเหมียว"
 
นั่นซีคะ จะไม่เขียนได้ยังไง  อุตส่าห์เอาตัวเข้าแลกทั้งที  laugh1.gif

     EM143.gif ในระหว่างที่ฉันประลองกำลังภายในเรื่องทำดีท็อกซ์กับคุณพิล  สิ่งที่ฉันเห็นคือความมุ่งมั่นของเธอ

ฉันคิดว่าถ้าเป็นตัวฉันเอง กับความกลัวและข้อมูลด้านลบมากมายขนาดนี้ ฉันคงล้มเลิกความตั้งใจไปนานแล้ว

แต่เธอไม่ยอมล้มเลิกง่ายๆ  เธอพยายามซักไซ้ไล่เลียงเพื่อให้ฉันให้ความมั่นใจว่าเธอจะไม่เป็นอะไร และฉันจะช่วยเธอให้ทำได้ตลอดรอดฝั่ง

และเมื่อตัดสินใจทำแล้ว ในระหว่างขั้นตอนการทำ แม้จะมีอุปสรรค เธอก็ไม่ย่อท้อ อดทนจนสำเร็จทุกขั้นตอน

ฉันได้เรียนรู้จากเธอว่า

ด้วยจิตใจมุ่งมั่นเช่นนี้เธอจึงประสบความสำเร็จทั้งการเรียน และในหน้าที่การงาน flo_1.gif

ดีใจที่ได้รู้จักแมงเม้าท์ถึงไส้ถึงพุงค่ะ   EM142.gif



fone01.gif สวัสดีค่ะกองเชียร์ทุกท่าน เชิญละเลงกันต่อได้เลยค่ะ EM144.gif

wave.gif

Posted by sweet lemon on 10 Nov. 2007,16:34
รับทราบค่ะพี่แหม่ว ... flo_1.gif
Posted by pilgrim on 11 Nov. 2007,22:15
พี่มะแหม่วคะ

พิลเองก็ซาบซึ้งในมิตรภาพของพี่มะแหม่วค่ะ ที่มีใจเอ็นดูน้องสาวร่วมโลกตัวกลมๆ คนนี้

ขอบคุณด้วยค่ะ ที่มีความอดทนกับคนขี้สงสัยและเจ้าปัญหาอย่างมะพิล
พี่มะแหม่วก็เป็นคนมุ่งมั่นและหนักแน่นค่ะ ถ้าเป็นบางคนอาจบอกว่า
"ถ้าน้องไม่ไว้ใจพี่ ก็ไม่เป็นไรนะคะ" ประมาณว่าชักใจน้อยและรำคาญ

ถ้าพี่มะแหม่วไม่หนักแน่น ใจเย็นอธิบายให้พิลฟัง แล้วตัดบทซะ พิลก็คงไม่ได้ทำหรอกค่ะ

แต่นี่พี่มะแหม่วยอมช่วยทุกอย่าง แม้แต่ต้องลงมือสวนก็ยอมทำ อิๆๆๆๆ

ถึงว่าสิ ทำไมพี่มะแหม่วชอบทำสวน(ฮ่าๆๆๆๆๆ)

ที่พิลยอมลุยต่อจนถึงที่สุด (สุดจริงๆ แฮ่ๆๆ) ก็เพราะวางใจในผู้ช่วยที่แสนดีด้วยค่ะ


แต่ก็อดขำตอนท้ายไม่ได้ ที่พี่มะแหม่วพาไปเลี้ยงอาหาร

ขำตรงไหนทราบไหมคะ ขำตรงที่ พาไปเอาออก แล้วก็พาไปเอาเข้าด้วยอีกครั้ง เป็นการตบท้าย ฮิๆๆๆ คิดๆ แล้วก็ตลกดี

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า กับคนบางคน เราได้พบเจอเพียงไม่กี่ครั้ง แต่สร้างความประทับใจให้ทุกครั้งที่พบกัน

คนดีนะคะ เจอกี่ครั้ง ความดีก็ยังคงที่ inlove.gif

เราคงได้ทำบุญร่วมกันมานะคะ  tinyrose.gif

ด้วยความขอบพระคุณค่ะ EM145.gif

Posted by แมวเหมียว on 12 Nov. 2007,10:34
QUOTE
pilgrim:ขำตรงไหนทราบไหมคะ ขำตรงที่ พาไปเอาออก แล้วก็พาไปเอาเข้าด้วยอีกครั้ง เป็นการตบท้าย ฮิๆๆๆ คิดๆ แล้วก็ตลกดี

laugh1.gif เอาของเขาออกแล้ว ก็ต้องใส่กลับคืนซีคะคุณพิล  EM146.gif

พูดถึงตอนรับมือกับคุณพิลแล้ว ก็ทำให้นึกถึงความจริงที่ว่า

พี่มีลูกวัยรุ่นชายหญิงอยู่สองคน  ลูกๆปกติก็ว่าง่าย แต่เวลางอแงแล้ว แต่ละคนก็น่าดูเหมือนกัน

การรับมือกับลูกๆพี่ก็เลยต้องใช้ทั้งลูกล่อและลูกชน

แล้วนอกจากนี้ พี่ยังมีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง อายุใกล้เคียงกับคุณพิลนี่แหละค่ะ

เธอค่อนข้างเป็นนักวิชาการ นิสัยเงียบๆไม่ค่อยคุยกับใคร

บางครั้งพี่จึงต้องเล่นบทเป็นนักวิชาการชวนน้องคุยแก้เหงาบ้าง  laugh1.gif

แต่มาเจอคุณพิลครั้งนี้ จัดได้ว่าคุณพิลเป็นทั้งลูกๆและน้องสาวมารวมกันในคนๆเดียวเลย เป็นแบบ3 in 1 laugh1.gif

พี่ก็ขอบคุณคุณพิลเช่นกัน ที่มาให้พี่ได้ฝึกวิชาปราบเซียน  EM143.gif

EM145.gif

Posted by pilgrim on 14 Nov. 2007,20:38
ฮ่าๆๆ นี่เรากลายเป็นเซียนซะแล้วหรือนี่

เซียนงอแงเสียด้วย

มีทั้งลูกงอแง ลูกอ้อน และลูกเฮี้ยวค่ะ


พี่แมวเหมียวอย่าลืมเขียนเรื่องที่ให้ความรู้นะคะ

เอาทุกปัญหาเลยที่พิลงอแง ถามเพื่อเรียกหาความมั่นใจ

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาไส้แตก (ที่ไม่ใช่ปัญหาโลกแตก)
ข้อดีของการทำดีท็อกซ์

ทำไมต้องเป็นกาแฟ เป็นน้ำอื่นได้หรือไม่

พิษที่ตกค้างจากอาหารจะไปอยู่ตามไหนในร่างกาย

ชี้แจงหน่อยค่ะ เผื่อน้องมะลาวกับน้องแก้วจะยอมเขยิบเข้ามาใกล้ๆ เพราะตอนนี้ เห็นวิ่งไปตั้งหลักตั้งปู๊น


ส่วนพี่แอ๊ดกับพี่ปาเก้ก็หายไปเลย
ด้วยความสยดสยองหรือเปล่าคะพี่ smSL07.gif

ส่วนพี่วันดี หายไปเหมือนกันค่ะ  EM131.gif

Posted by วันดี on 15 Nov. 2007,12:23
ไม่ได้หายไปไหนไกลหรอกค่ะ  คอยลุ้นอยู่ใกล้ ๆ นี่แหละว่าเมื่อไหร่แมวเหมียวกับพิลจะมาเล่า  

พี่เองพบกับดีท็อกซ์มานานหลายปีแล้วค่ะ  และเผื่อแผ่ไปยังคนอื่น ๆ อยู่เรื่อยเหมือนกัน  พี่มีข้อสังเกตเอาไว้เรื่องหนึ่งนะคะ  คือเรื่องการทำดีท็อกซ์ด้วยกาแฟหรือน้ำเปล่า  ยังเป็นเรื่องที่นักดีท็อกซ์ทั้งหลายโต้แย้งกันอยู่  รวมทั้งก่อนทำดีท็อกซ์ด้วยกาแฟ  บางสำนักยังให้กินขมิ้นชันกับโสมชนิดเม็ด ๆ ทั้งนี้เพื่อช่วยการทำงานของตับให้กระฉับกระเฉง

การทำดีท็อกซ์บางสำนักยังให้ควบไปกับการอดอาหารด้วยค่ะ

Posted by แมวเหมียว on 15 Nov. 2007,13:40
flo_1.gif ดีจังค่ะพี่วันดีมาแล้ว เห็นพี่วันดีเงียบๆ คิดว่าพี่ยุ่งจนไม่มีเวลามาอ่านมาคุยมั้งคะ



พี่วันดีบอกว่า"พบกับดีท็อกซ์มานานหลายปีแล้วค่ะ  และเผื่อแผ่ไปยังคนอื่น ๆ อยู่เรื่อยเหมือนกัน"

พี่วันดีน่าจะเล่าและแลกเปลี่ยนมากกว่านี้นะคะ

ว่าพี่ทำแล้วสุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง flo_1.gif

ส่วนแมวเหมียวอ่านมาจากชีวจิต และยึดตามแนวนี้มานานแล้วค่ะ

 พักนี้ไม่ค่อยได้ติดตามว่ามีสำนักไหนเกิดขึ้นกี่มากน้อย  เขาทำยังไงกันบ้าง และมีเหตุผลอย่างไรในการทำ EM145.gif


คุณพิลถามปัญหาน่ากลัวทั้งนั้นเลย  ทั้งไส้แตกและโลกแตก hehe.gif

คงต้องขอให้พี่วันดีมาช่วยแล้วล่ะค่ะ EM146.gif

biggrin.gif  พี่จำไม่ได้แล้วว่าวันนั้นคุยอะไรกับคุณพิลบ้าง

whisper.gif รู้แต่ว่าอยากรีบคุยจะได้รีบทำ แล้วจะได้ไปกินกันอีก(เป้าหมายหลักอยู่ตรงนี้นี่เอง laugh1.gif )

วันนี้ขอคุยเรื่องไส้แตกก่อนนะคะ

คือพี่สารภาพว่าไม่รู้เรื่องนี้เลยว่ามีคนไปทำดีท้อกซ์ที่รพ.นั้นแล้วไส้แตกจริงหรือไม่  

ก็เลยคิดว่าไม่ควรพูดอะไรมากในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้

เพียงแต่พี่เคยได้ยินคุณยายข้างบ้านเล่าว่า ตอนไปทำดีท็อกซ์ที่รพ.นั้น

เขาใส่น้ำเปล่าเข้าไปเยอะมาก ใส่แล้วก็ล้างออกมาเลย

โดยที่เขาให้ผู้ถูกทำนอนและดูของตัวเอง( จากท่อใสๆ ) ก็เห็นหมดทั้งน้ำเข้าและสิ่งที่ออกมา ซึ่งฟังแล้วก็น่าสยดสยองพองขนจนไม่กล้าจินตนาการต่อ ..

ส่วนการทำดีท็อกซ์แบบที่จะแนะนำคุณพิลนี้ พี่แน่ใจว่าจะไม่ทำให้ไส้แตกแน่นอน เนื่องจากว่าลำไส้ใหญ่ของคนเรามีความยาวประมาณถึง 5 ฟุต


โดยทั่วไปเราใส่น้ำกาแฟเข้าไปแค่ ประมาณลิตรหนึ่ง หรือลิตรกว่าๆนิดหน่อย

อย่างของคุณพิลพี่ใช้แค่ 800 ซีซี เพื่อเป็นการทดลองในครั้งแรก

จึงแน่ใจได้ว่าไม่มีเหตุการณ์ไส้แตกแน่ค่ะ EM142.gif

EM127.gif

Posted by แมวเหมียว on 16 Nov. 2007,09:55
สวัสดีค่ะ คุณพิล พี่วันดี คุณคิลินและสมาชิกแมงโม้ทุกท่าน

ดูเหมือนที่หน้าห้องนั่งเล่น เขาเขียนว่า เพลิดเพลิน กับเรื่องเล่า ขำขัน นิทานสาระเบาๆอะไรทำนองนั้น..

 biggrin.gifแต่ทีนี้ตอนนี้ รู้สึกว่าเราจะชวนกันคุยเรื่องหนักๆ(ถ่ายหนัก)และทำท่าทางจะเป็นนักวิชาการกันเลยทีเดียว  hehe.gif

ก็เลยคิดว่าเราน่าจะไปเปิดกระทู้เรื่องดีท็อกซ์ไว้ที่ห้องสุขภาพเสียเลยน่าจะดี

เวลาจะอ้างถึงหรือมีใครสนใจจะได้หาอ่านได้ง่าย ICON015.gif

(ที่ผ่านมารู้สึกว่าเคยคุยๆกันแล้ว แต่เวลาจะค้นหา ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนบ้าง)

ท่านเว็บมาสเตอร์ว่าไงมั่งคะ EM145.gif

Minigz2503.gif

Posted by pilgrim on 16 Nov. 2007,14:09
เห็นด้วยค่ะ คงต้องรบกวนท่านเว็บมาสเตอร์แล้วละค่ะ EM130.gif


แล้วก็รบกวนพี่วันดีมาช่วยวิสัชนา EM128.gif

รบกวนพี่ปาเก้ น้องมะลาว น้องแก้ว คุณเมยาณีมาเป็นอาสาสมัคร รายต่อไป หลังจากที่พิลช่วยโฆษณา โดยการเป็น presenter ให้แล้ว smSL13.gif

ส่วนพี่แอ๊ดคงสมัครใจเป็นกองเชียร์มากกว่าใช่ไหมคะ biggrin.gif

Posted by แมวเหมียว on 16 Nov. 2007,20:28
ไม่ต้องรบกวนท่านเว็บมาสเตอร์หรอกค่ะคุณพิล

เดี๋ยวคนสวนว่างแล้วจะทำเองค่ะ EM126.gif

Minigz2503.gif

Posted by แมวเหมียว on 19 Nov. 2007,06:01
ท่านเว็บมาสเตอร์ยังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไรเลย  biggrin.gif

วัยรุ่น(ตอนไม้ใกล้ฝั่ง)ยังคงใจร้อนนน..  ทำพิธีเปิดตัดริบบิ้นไปเรียบร้อยแล้วค่ะ laugh1.gif

มีคุณรจมานั่งเป็นสักขีพยานแล้วหนึ่งคน   EM133.gif

ขอเชิญ แมงเม้าและแมงโม้ทุกท่าน ติดตามได้ที่ห้องสุขภาพนะคะ

< Detox..D-talk.(..พูดเรื่องดีๆ.. เรื่อง"ดีท็อกซ์"..) >

Minigz2503.gif

wave.gif

Posted by อิศรา on 26 Mar. 2008,16:23
สวัสดีค่ะ กลับมารายงานตัวก่อน คิดถึงทุกคนเลย   EM142.gif  flo_1.gif
Posted by pilgrim on 19 Nov. 2008,21:54
บันทึกข้างถนน...ของคนร่วมโลก




แถวบ้านฉันมีแม่ค้าขายส้มตำอยู่เจ้าหนึ่ง เธอขายมานาน พอๆ กับฉันที่อยู่มานาน เราซื้อคอนโดแล้วย้ายเข้ามาอยู่พร้อมๆ กัน เป็นผู้อยู่อาศัยรุ่นแรกๆ ที่อพยพเข้ามา ราวกับผู้บุกเบิกเข้ามาตั้งรกราก

ฉันอุดหนุนเธอมานาน เพราะชอบกินส้มตำ ไก่ย่าง มาก จนเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

ยามรอเธอทำส้มตำ ฉันมักจะชวนเธอคุยเรื่องนั้น เรื่องนี้ คุยเรื่องตึกของพวกเรา คุยเรื่องครอบครัวของเธอ คุยเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง คุยเรื่องการทำกับข้าว สัพเพเหระ จนกระทั่งเธอมีลูก ก็หันมาคุยเรื่องลูกของเธอ หรือแม้ยามเธอมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับแม่ค้าคนอื่นๆ เธอก็จะเล่าให้ฉันฟัง

ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ค้ากับฉัน ดำเนินไปด้วยดี และท้ายสุด เธอก็ให้นั่น แถมนี่ ลดราคาให้ฉันอยู่บ่อยๆ  บางทีเธอทำกับข้าวกินในบ้าน พอฉันไปซื้อ เธอก็แถมกับข้าวมาให้ด้วย

บางที ฉันขอซื้อข้าวเหนียวเธอนิดเดียว เพราะไม่อยากกินเยอะถึง 5 บาท แต่บอกให้เธอคิดไป 5 บาท ตามราคามาตรฐานก็ได้ เธอก็ไม่เอา บอกว่าขอคิดแค่ 3 บาทพอ

ที่เล่ามานี้ ไม่ใช่จะเล่าว่า แม่ค้าคนนี้ดี ให้อะไร แถมอะไรให้กับฉัน
แต่ฉันอยากจะเขียนถึงน้ำใจของแม่ค้าคนหนึ่ง ที่มีต่อลูกค้าขาประจำ เป็นน้ำใจของมิตรร่วมโลกที่มีต่อกัน โดยที่เราไม่ต้องรู้จักกันดีนัก เราต่างรู้จักกันเท่าที่อีกฝ่ายอยากให้รู้จัก แต่เราก็ยังสามารถแบ่งปันกันได้ โดยที่เราไม่คิดจะเอาเปรียบกันและกัน

เธอให้ฉัน โดยที่ฉันไม่ต้องร้องขอ หรือต่อราคา แต่ให้เพราะชอบอัธยาศัยซึ่งกันและกัน

ในวันที่โลกแล้งน้ำใจอย่างทุกวันนี้ แม้เพียงน้ำใจใสซื่อจากแม่ค้าคนหนึ่ง ก็ทำให้ฉันประทับใจเหลือหลาย EM131.gif

Posted by pilgrim on 01 Nov. 2010,12:23
วันฉลองฮัลโลวีน

 


ผ่านพ้นคืนฮัลโลวีนไปหมาดๆ เรามารู้จักวันฮัลโลวันของฝรั่งกันหน่อยดีไหม

วันฮัลโลวีน ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี
ตามประวัติกล่าวว่าวันนี้ มีที่มาจากวัฒนธรรมของชาวเคลติก (Celtic) โดยจัดเป็นเทศกาลที่เรียกว่า Samhain (อ่านว่า โซว์แอน หรือ โซว์อิน) ซึ่งเป็นคำดั้งเดิมได้มาจาก
ภาษาไอริช มีความหมายถึง "การสิ้นสุดฤดูร้อน"

ชาวไบรตันโบราณ (ต้นตระกูลชาวอังกฤษดั้งเดิม)ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ขึ้นมาด้วยเช่นกัน

วันเฉลิมฉลองนี้ บางถิ่น ถือเป็นการต้อนรับปีใหม่ ท่ามกลางฤดูหนาวอันซึมเซามัวมน หนาวเย็น เปรียบได้กับโลกด้านมืด ขณะเดียวกันก็อำลา วันคืนอุ่นสบายของฤดูร้อน ซึ่งเปรียบเสมือนโลกด้านสว่าง

ธรรมเนียมเคลต์โบราณเชื่อว่า พรมแดนระหว่าง "โลกนี้" กับ "อีกโลกหนึ่ง" นั้น เป็นเส้นที่บางเฉียบในวันฮัลโลวีน ดังนั้น เมื่อถึงวันนี้ ภูติผีจากทั้งสองโลก ก็จะออกมาเพ่นพ่านปะปนกัน มนุษย์จึงต้องหาวิธีที่จะแยกระหว่าง "ผีน่ารัก" กับ "ผีน่าเกลียด" ที่ให้โทษแก่มนุษย์ออกจากกัน

มนุษย์จึงต้องลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า แต่งตาให้เป็นผีตระกูลใดก็แล้วแต่ ทั้งนี้ เพื่อหลอกลวงผีว่าเป็นพวกเดียวกัน จะได้ไม่ทำร้ายกัน

คำว่า Halloween ก็มีที่มาจากคำว่า "All-Hallows- Even ซึ่งหมายถึง วันสุกดิบก่อนวัน All-Saints หรือที่เรียกว่า "All-hallows day" หรือ "All-Saints day"

ภายหลังคำกร่อนเข้ากลายเป็น Halloween

การเฉลิมฉลองประเพณีฮัลโลวีนนี้มีหลายอย่าง ถ้าเป็นแบบโบราณ ก็เช่น การแข่งขันไล่งับแอปเปิล ที่แขวนไว้ แล้วเหวี่ยงไปมา เพื่อให้เราไล่งับ หรือเด็กๆ อาจไปเคาะประตูบ้านเพื่อนบ้าน แล้วถามว่า "Trick or Treat?" ซึ่งแปลได้ใจความว่า "จะให้ฉันหลอกผีเธอ หรือเธอจะให้อะไรฉัน" หรือถ้าแปลแบบข่มขู่ก็อาจจะหมายถึง "ถ้าแกไม่ให้อะไรฉัน ฉันจะหลอกแกนะ" อะไรทำนองนี้






 
โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อนบ้านที่พอจะมีน้ำใจ ไม่ขี้เหนียว ขี้งก ก็เป็นอันรู้กัน พอเด็กๆ มาเคาะประตูบ้าน ก็จะเปิดประตูออกไปแจกลูกกวาด ขนม หรือช็อกโกแลตให้เด็กๆ หรืออาจให้เศษสตางค์เล้กๆ น้อยๆ พอให้เด็กๆ ดีใจ

ตอนฉันอยู่อังกฤษ ฮัลโลวีนปีสุดท้าย ย้ายไปอยู่บ้านเพื่อนเม็กซิกัน ซึ่งแถวบ้านเขานั้นเป็นฝรั่งเสียส่วนใหญ่ ก็มีเด็กๆ มาเคาะประตูเหมือนกัน ตอนนั้นเพื่อนไม่อยู่บ้าน ฉันอยู่คนเดียว ไม่ได้เตรียมขนมไว้ เศษเงินก็ไม่มี เลยเอาเงินไปแจกเด็กๆ คนละ 50 p (ครึ่งปอนด์) บ้าง คนละ 1 ปอนด์ บ้าง เห็นว่าเราอยู่เป็นปีสุดท้ายแล้ว เอาเงินแจกเด็กๆ ไปเสียบ้างดีกว่า

พอเพื่อนกลับมา ก็เล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนยังบอกแบบติดตลกว่า

"โอ๊ะ โอ ยูไม่ต้องให้เยอะขนาดนั้นหรอก เดี๋ยวปีหน้า เด็กมาอีก แล้วไอจะทำยังไง" ฮ่าๆๆๆ

การเฉลิมฉลองอีกแบบหนึ่ง ที่มีมาแต่ครั้งโบราณ คือ การจุดกองไฟ ซึ่งพิธีนี้ มีต้นตอมาจากในสก็อตแลนด์ เมื่อฤดูหนาวมาถึง ชาวสก็อตช์เป็นอันรู้กันว่า แต่ละบ้านจำเป็นต้องกักตุนเสบียงไว้ ไม่ว่าจะเป็นพืชผลหรือเนื้อสัตว์ ดังนั้นในช่วงเดือนนี้ จึงมีการฆ่าสัตว์เพื่อเก็บรักษาเนื้อไว้เป็นอาหารในยามขาดแคลนมาก ทำให้ต้องเอากระดูกที่ได้จากการฆ่าสัตว์มาสุมไฟเผา เพื่อทำลายซาก กลายเป็นงานเฉลิมฉลองกองไฟไปเลย


ส่วนฟักทองที่เราเห็นเขาชอบมาทำโคมไฟนั้น มีต้นตอมาจากว่า ฟักทองเมืองหนาว โดยเฉพาะในอเมริกานั้น ลูกจะใหญ่มาก จึงเหมาะแก่การนำมาแกะสลักเป็นหน้าปีศาจ แล้วจุดเทียนไว้ข้างใน เพื่อสร้างบรรยากาศหลอนๆ




  

เดี๋ยวนี้ การฉลองฮัลโลวีน ก็แตกต่างหลากหลายกันไป แล้วแต่ใครจะครีเอทขึ้นมา บ้างก็เล่าเรื่องผีสู่กันฟัง บ้างก็จับกลุ่มไปตามบ้านหรือสถานที่ที่ล่ำลือว่ามีผีสิง เพื่อจะไปตามล่าหาผีกัน

แต่ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่า ในปัจจุบัน การฉลองฮัลโลวีน โยกย้ายไปทำกันในผับหรือร้านเหล้าเสียแล้ว เรียกว่า "เป็นคืนปล่อยผี" อย่างแท้จริง

 
ขอขอบคุณ ฮัลโลวีนสกูบีดู แบบ Google อันเก๋ไก๋ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ฉันเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา





ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก

< http://mystuffspace.com/graphics/graphic/halloween-pumpkin-carving >

< http://en.wikipedia.org/wiki/Halloween >

< http://7art-screensavers.com/happy_halloween.shtml >

Posted by แมวเหมียว on 09 Nov. 2010,09:00
น้ำท่วมบ้าน ยังหนีมาฉลองวันฮัลโลวีนกับ"สกูบีดู"อยู่ที่นี่นะคุณพิล biggrin.gif




EM112.gif

Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard