Forum: ห้องศิลป์
Topic: --รางวัลซีไรท์--
started by: add

Posted by add on 23 Aug. 2002,08:40
รางวัลซีไรท์ (S.E.A. WRITE AWARD)

    S.E.A. WRITE AWARD มาจากคำเต็มว่า SouthEast Asian Writers Award แปลเป็นภาษาไทยว่า รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน รางวัลซีไรท์ 

     ประเทศไทย โดยบริษัทสายการบินไทย จำกัดและโรงแรมโอเรียนเต็ล ได้ร่วมกันจัดตั้งรางวัลวรรณกรรมอาเซียนสำหรับ นักเขียนในกลุ่มประเทศอาเซียน 6 ประเทศ ได้แก่  บรูไน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย โดยมี เจตนารมย์เพื่อส่งเสริมนักเขียนในกลุ่มประเทศอาเซียนและเผยแพร่วัฒนธรรมของวรรณกรรมของภูมิภาคนี้

     หนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรท์แล้วได้แก่

1 ลูกอิสาน ประเภทนวนิยาย  ผู้แต่ง  คำพูน บุญทวี พ.ศ. 2522 
2 เพียงความเคลื่อนไหว กวีนิพนธ์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 2523
3. ขุนทอง..เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง เรื่องสั้น อัศศิริ ธรรมโชติ 2524
4. คำพิพากษา นวนิยาย        ชาติ กอบจิตติ       2525
5. นาฏกรรมบนลานกว้าง กวีนิพนธ์  คมทวน คันธนู     2526
6. ซอยเดียวกัน  เรื่องสั้น     วาณิช จรุงกิจอนันต์     2527
7. ปูนปิดทอง   นวนิยาย     กฤษณา อโศกสิน      2528
8. ปณิธานกวี  กวีนิพนธ์    อังคาร กัลยาณพงศ์     2529
9. ก่อกองทราย เรื่องสั้น    ไพฑูรย์  ธัญญา         2530
10. ตลิ่งสูงซุงหนัก นวนิยาย    นิคม รายยวา        2531
11. ใบไม้ที่หายไป กวีนิพนธ์   จิรนันท์ พิตรปรีชา     2532
12. อัญมณีแห่งชีวิต เรื่องสั้น    อัญชัน             2533
13. เจ้าจันท์ผมหอม นวนิยาย   มาลา คำจันทร์      2534
14. มือนั้นสีขาว   กวีนิพนธ์   ศักดิ์ศิริ  มีสมสืบ      2535
15. ครอบครัวกลางถนน  เรื่องสั้น ศิลา โคมฉาย       2536
16. เวลา      นวนิยาย     ชาติ กอบจิตติ        2537
17. ม้าก้านกล้วย  กวีนิพนธ์    ไพวรินทร์ ขาวงาม    2538
18. แผ่นดินอื่น   เรื่องสั้น     กนกพงศ์ สงสมพันธุ์   2539
19. ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน นวนิยาย วินทร์ เลียววารินทร์ 2540
20. ในเวลา    กวีนิพนธ์     แรคำ ประโดยคำ      2541
21. สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน เรื่องสั้น วินทร์ เลียววาริณ    2542
22. อมตะ    นวนิยาย      วิมล ไทรนิ่มนวล      2543
23. บ้านเก่า   กวีนิพนธ์     โชคชัย บัณฑิต      2544

Posted by add on 23 Aug. 2002,08:56
ลูกอิสาน

      

   แต่งโดย คำพูน บุญทวี สำนักพิมพ์บรรณกิจ, 2519 ราคา 30 บาท
หนังสือเล่มนี้เคยได้รับรางวัลดีเด่นประเภทนิยายประจำปี พ.ศ. 2519 ของคณะกรรมการพัฒนา หนังสือในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ


   ผู้เขียน ซึ่งเป็นชาวอีสานโดยกำเนิดได้นำเอาประสบการณ์และ เกร็ดชีวิตเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนออกมาเขียนเล่าชีวิตช่วงเด็กในแผ่นดินที่ราบสูงสะท้อนออกมาเป็นเรื่องราว ชีวิตชนบทแสดงให้เห็นถึงความเป็นอยู่ตามสภาพธรรมชาติ มีทั้งความสุข ความทุกข์ และการต่อสู้อย่างทรหด อดทนกับความแปรปรวนของธรรมชาติ นับได้ว่าเป็นงานเขียนที่มีค่าต่อการศึกษาสังคมท้องถิ่นอีสานอย่างมาก 

   ปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักเรียนระดับมัธยมต้น
Posted by add on 24 Aug. 2002,00:44
คำพูน บุญทวี

           

   
ชื่อนี้เป็นชื่อจริงนามสกุลจริงของเขา เกิดเมื่อ 26 มิถุนายน 2471 ที่จังหวัดยโสธร เรียนหนังสือที่บ้านเกิดจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วเดินทางไปยังจังหวัดต่างๆเพื่อเป็นกรรมกรรับจ้างรายวัน  เป็นคนเลี้ยงม้าแข่ง เป็นสารถีสามล้อ จนกระทั่งสอบเป็นครูได้ สอนหนังสืออยู่ 9 ปี จึงเปลี่ยนไปเป็นผู้คุมเรือนจำ แล้วลาออกมาจากงานราชการนี้เมื่ออายุได้ 40 เศษๆ

เขาเริ่มเขียนหนังสือครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2513 เมื่อครั้งยังเป็นผู้คุม จากนั้นก็เขียนเรื่อยมา เขาจึงกลายเป็นนักเขียนนวนิยาย เรื่องสั้นและสารคดี หนังสือที่ได้รับรางวัลได้แก่

ลูกอีสาน ได้รับรางวัลดีเด่น  ประเภทนวนิยาย จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี 2519 และได้รับรางวัล ซีไรท์ เมื่อ 2522
   
นายฮ้อยทมิฬ ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทนวนิยายจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี 2520

เขามีบุตร 6 คน ภรรยาคนแรกเสียชีวิตแล้ว ภรรยาคนหลัง ชื่อ กิมหลั่น เป็นนักเขียนสารคดีชีวิต

นวนิยายเรื่องอื่นๆที่คำพูนเขียน เช่น

ดอกฟ้ากับหมาคุก
คำสารภาพของขี้คุก
เลือดอีสาน
อีสานพเนจร
เสียงกระซิบจากโซ่ตรวน
ลูกลำน้ำโขง
วีรบุรุษเมืองใต้
ใหญ่ก็ตายไม่ใหญ่ก็ตาย
นายหน้า แมงดา อาโก โสเภณีเด็ก
นรกหนาวในเยอรมัน
ตำนานรักลูกปักษ์ใต้  


รวมเรื่องสั้น

หอมกลิ่นบาทา
นักเลงลูกทุ่ง
แม่หม้ายที่รัก
เสือกเกิดมารวย
พยาบาลที่รัก


สารคดี

ไปยิงเสือโคร่ง
คำพูนกลัวตาย
สี่เด๋อย่ำเยอรมัน


   
               เมื่อปี  พ.ศ. 2544  คำพูน บุญทวี  ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม  2544

               วันที่ 4 เม.ย.46  นายคำพูน บุญทวี ได้เสียชีวิตลงแล้ว ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน  รวมอายุได้  อายุ 74 ปี  

               


< http://www.luktungfm.com/krupeng/compu%20boontavee.html >
หนังสือ 100 นักประพันธ์ไทย  ผ.ศ. ประทีป เหมือนนิล
Posted by add on 01 Sep. 2002,16:05
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

    
    คุณเนาวรัตน์ - ประคองกูล พงษ์ไพบูลย์

    เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เกิดวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2483 ที่ อ. พนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เป็นบุตรคนโตและเป็นผู้ชายคนเดียวในจำนวนพี่น้อง 5 คน บิดาชื่อ นายฮกหรือสมบัติ มารดาชื่อ นางสมใจ บิดาเคยเป็นหลงจู๊โรงฝิ่น ในภายหลัง บิดามารดาหย่าร้างกัน

     เขาเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดบ้านทวน  จบมัธยมอุดมศึกษาที่โรงเรียน ทวีธาภิเษก จบปริญญาตรี นิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2508 หลังจากนั้นกลับไปบวชที่วัดทุ่งสมอ กาญจนบุรี ระหว่างจำพรรษา ได้ไปศึกษาธรรมกับท่านพุทธทาสภิกขุ ณ สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี  ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันราชภัฏกาญจนบุรี ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์(ภาษาและวรรณคดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ภาษาไทย) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


       ครอบครัวของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ชอบการแต่งโคลงกลอน ชอบดนตรีไทย มารดาชอบอ่านวรรณคดี เขาจึงอ่านหนังสือได้ตั้งแต่อยู่ชั้นประถมปีที่ 1 เป่าขลุ่ยได้ตั้งแต่ชันประถมศึกษาปีที่ 2 

     เขาเป็นคนช่างคิดช่างสังเกตมาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อเรียนหนังสือชั้นมัธยมปีที่ 3 ได้พบโคลงสี่ที่บิดาเขียนไว้เมื่อยังหนุ่ม จึงเกิดแรงบันดาลใจเขียนโคลงส่งไปลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เขาเริ่มเขียนกลอนเมื่อชั้นมัธยมปีที่ 5-6 และเขียนจริงจังช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงนั้นเขาไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ ชอบเอลวิส เพรสลีย์เป็นชีวิตจิตใจ ไว้ผมทรงเดียวกับเอลวิส พกหนังสือ I.S. Song Hits กว่าจะเรียนจบปริญญาตรีจึงใช้เวลาถึง 7 ปี  นิภา บางยี่ขัน เป็นเพื่อนนักกลอนที่สนิทกันมาตั้งแต่มัธยมปลาย จนมาร่วมทีมนักกลอนมหาวิทยาลัยร่วมกัน

     เขาเคยทำงานในกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ เพื่อหารายได้พิเศษ ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบปริญญาตรี หลังจากเรียนจบแล้วไปบวช พ.ศ .2511-12 สึกแล้วไปทำงานอยู่กองบรรณาธิการ นิตยสาร วิทยาสาร ของ ไทยวัฒนาพานิช

     เมื่อปี 2514 แต่งงานกับคุณประคองกูล อิศรางกูร ณ อยุธยา  ช่วงนี้ไปเป็นอาจารย์สอนวิชาการประพันธ์อย่างสร้างสรรค์ คณะ ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี

     หลังจากนั้นทำงานฝ่ายการพนักงาน ธนาคารกรุงเทพจำกัด โดยเป็นผู้ชำนาญการด้านวัฒนธรรม สังกัดศูนย์สังคีตศิลป์ ฝ่ายการประชาสัมพันธ์ 

     มีบุตรธิดา 2 คน คือ
  ประคำกรอง จบจากฝรั่งเศส ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โครงการปริญญาโท หลักสูตรการจัดการวัฒนธรรม 
  แก้วเก้า บุตรชาย กำลังศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา    
 
   
      เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ได้พบโคลงของบิดาที่เขียนไว้เมื่อยังรุ่นหนุ่ม เขาจึงใฝ่ฝันอยากเขียนได้เช่นนั้นบ้าง  เขาเขียนงานร้องกรองครั้งแรกเมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลงาน มีทั้ง ร้อยกรอง และร้อยแก้ว

 
    ผลงานและรางวัลที่ได้รับ

      ในยุคแรกๆงานประพันธ์ของเขาจะเป็นกลอนรักทั้งสิ้น บทกลอนที่ชื่อ นกขมิ้น ได้รับคัดเลือกจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทสไทยนำไปแปลเผยแพร่ในงานกวีนานาชาติ ณ ประเทศเกาหลี 

      คำหยาด เป็นหนังสือบทกวีที่มีชื่อเสียง พิมพ์ครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2512 เป็นหนังสือที่จำหน่ายได้ถึง 4,000 เล่มในครั้งแรก และพิมพ์ซ้ำต่อมาอีกหลายครั้ง

      บทกวี อาทิตย์ถึงจันทร์  บันทึกเรื่องราวช่วง 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ได้รับรางวัลชมเชยพิเศษวรรณกรรมบัวหลวงของธนาคารกรุงเทพจำกัด 

      บทกวี ชักม้าชมเมือง ได้รับรางวัลดีเด่นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พ.ศ. 2521

      เพียงความเคลื่อนไหว  ได้รับรางวัลซีไรท์ พ.ศ. 2523 
      
               

      บทกวี เพียงขลุ่ยผิว ได้รับรางวัลดีเด่นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พ.ศ. 2527

เมื่อปีพ.ศ. 2533 - 2536 เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อเขียนบทกวีบันทึกเรื่องราวของทุกจังหวัดไว้ในผลงานชุด "เขียนแผ่นดิน" โดยมีเป้าหมายทูลเกล้าถวายต่อองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถในวโรกาศเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา นับเป็นผลงานเอกที่ส่งผลให้ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ประกาศให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ เมื่อ ปี พ.ศ. 2536 และได้รับฉายาว่าเป็น"กวีรัตนโกสินทร์"


ผลงานอื่นๆ เช่น

บทกวี  ประคำกรอง
     วารีดุริยางค์
      เพลงขลุ่ยเหนือทุ่งข้าว
      จากรึก ร.ศ. ๒๐๐
      กรุงเทพทวารวดี
      แว่วไหลในสายลม
      ข้างคลองคันนายาว
      
ความเรียง ที่นี่ขัดข้องหนอ 
      ดาบที่หมกอยู่ในจีวร
      ดังนั้นฉันจึงเขียน 
      แผ่วผ่านธารน้ำไหล 
      เจ้าประคุณเอ๋ย 
      ความคิดในดอกบัว
      บังอบายเบิกฟ้า
       ฝึกฟื้นใจเมือง
       ลวดลายประแจจีน
       มองพม่า 

       ฯลฯ

หนังสือ 100 นักประพันธ์ไทย ผ.ศ. ประทีป เหมือนนิล           

Posted by นกกะปูด on 01 Sep. 2002,16:38
อืมมม.. หวานใจของนู๋คงต้องรออ่านในอันดับที่ 11 ค่ะ
นักเขียนรางวัลซีไรท์ที่น้าแอ๊ดกล่าวถึง
นู๋ไม่เคยอ่าน ไม่เคยซื้อหนังสือของใครเลย
นอกจาก.."ใบไม้ที่หายไป" ของคุณ จิรนันท์  ค่ะ.. ic-12.gif
Posted by Yaya on 01 Sep. 2002,23:35
น้าแอ๊ด คะ ..ย๋าไปหาหนังสือเรื่องสั้น "ความน่าจะเป็น" ของปราบดา หยุ่น มาอ่านดูแล้วค่ะ ..ย๋าว่าภาษาของเค๊า ..สมัยใหม่นะคะ ..และออกจะติดกับงานเขียนของฝรั่งไปบ้าง...แต่ได้ยินจากเพื่อนที่ทำ อยู่ ที่แพรว ว่า หากเค๊าได้รางวัล..ก็อาจจะเป็น..ตัวที่จะดึงให้วัยรุ่นหันมาอ่านหนังสือกันได้บ้าง..น่ะเองค่ะ ...ฟังจากเพื่อนมาน่ะค่ะ ... music.gif
Posted by add on 01 Sep. 2002,23:43
แหม..ดีจัง  น้องหยาอ่านจบแล้ว  เขียนวิจารณ์ลงในกระทู้นี้ให้หน่อย  น้าแอ๊ดยังไม่มีหนังสือเลย......
Posted by add on 02 Sep. 2002,18:36
อัศศิริ  ธรรมโชติ

      เป็นชาว อ. หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2490 เป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัว  อาชีพหลักของครอบครัวเป็นชาวประมง  ต่อมาครอบครัวมีปัญหาทำการประมงขาดทุน อัศศิริ จึงคิดช่วยเหลือครอบครัวโดยการเข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ  โดยทำหน้าที่ตามโครงการสำมะโนประชากรตามต่างจังหวัด 

     เขาได้กลับมาเรียนคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงนี้เขาเริ่มเขียนเรื่องสั้น เรื่องแรกที่เขาเขียน คือ สำนึกของพ่อเฒ่า ซึ่งได้รับการคัดเลือกเป็นเรื่องสั้นอันดับที่ 3 จากการประกวดเรื่องสั้นชิงรางวัล พลับพลามาลี ของชุมนุมวรรณศิลป์จุฬาฯ 2515

   เมื่อจบการศึกษา ร่วมกับเพื่อนทำนิตยสารรายสัปดาห์แต่ขาดทุน เขาจึงเข้าทำงานตามหนังสือต่างๆ เช่น หนังสือประชากรของ บีอาร์  ประชาชาติ มาตุภูมิ ฯลฯ และสุดท้ายก็ที่สยามรัฐ

    อัศศิรินอกจากจะมีความสามารถในการเขียนบทความและข่าวแล้ว งานเขียนเรื่องสั้นของเขายังได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีร้อยแก้วอีกด้วย เพราะใช้ภาษาคมคาย ลุ่มลึก นิ่มนวลและมีศิลปะ 

         ผลงานของเขาได้แก่ 
2521 ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง
2524 เหมือนทะเลมีเจ้าของ
2524 ทะเลและกาลเวลา
2525 สาหร่าย
2526 ดาราลับฟ้า
2527 บ้านริมทะเล
2528 โลกสีน้ำเงิน
2529 งามแสงเดือน
2530 มหกรรมในท้องทุ่ง
2531 ขอทาน แมว และคนเมา
2531 นวลน้อย
2531 เด็กผู้หญิง คนแก่ แมว และผม
2532 ชีวิตคือวัยอันผ่านพ้น
2532 หลายๆครั้งในชีวิต
2534 มโนสาเร่   
2534 ทะเลร่ำลมโศก
2535 เสือกระดาษ


  

    เขาได้รับรางวัลซีไรท์ เมื่อ ปี พ.ศ. 2524 จากหนังสือเรื่อง ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง
     เขาได้รับการเชิดชูให้เป็น"นักหนังสือพิมพ์ดีเด่นที่ควรยกย่อง" 
     นอกจากนี้เขาได้เขียนบทละครโทรทัศน์ เช่น เรื่อง ขุนเดช นายฮ้อยทมิฬ
     เขาได้รับเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2543 

Posted by add on 03 Sep. 2002,13:12
จะขอกล่าวถึงเรื่องสั้นในหนังสือเล่มต่อไปนี้ เพราะเห็นว่าเกี่ยวข้องกับกระทู้เรื่องเล่าตอนเข้าป่า 
 "ขุนทอง เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง" เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นของ อัศศิริ ธรรมโชติ โดยใช้ชื่อตามเรื่องสั้น เรื่องเอก คือ ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง ซึ่งเป็นเรื่องราวช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 

    เรื่องสั้นเรื่อง " เธอยังมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยก็ในใจฉัน" เป็นเรื่องเล่าถึงนักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่ผู้เขียนบังเอิญได้รู้จัก เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา

  "เหมือนพายุที่ระเบิด สำแดงฤทธิ์อันหยาบช้าหลังตั้งเค้าให้เห็นท้องฟ้ามัวมืดมาแล้วก็นานนักหนา และเหมือนเปลวไฟที่ไหม้ร้อน ทำลายผลาญพร่าสรพพสิ่งนานาอยู่ที่ไหนสักแห่ง ผมรับรายงานข่าวเช้าวันนี้เหมือนกับที่กล่าวมาแล้วนั้นแทบจะทุกบรรทัด มีความตายและหยาดน้ำตา เรียงราย ไหลเป็นทางอยู่ในที่แห่งนั้น 
   เธอ-ผู้เป็นเจ้าของคำพูดอันแสนธรรมดาว่า "ในประเทศของเรานั้น เราจะต้องช่วยกันสร้างความถูกต้องและความเป็นธรรม"

   อีกตอนหนึ่งเขาเขียนว่า
   "ผมเกิดความคิดอันวิปริต อยากจะไปที่โรงพยาบาล ที่ศพของเธอยังคาค้างอยู่ ด้วยความอยากรู้ว่าเธอถูกทำร้ายที่ตรงไหนบ้าง...เรือนร่างเล็กๆบอบบางคงอยู่ในชุดเสื้อดำกางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบเปื้อนฝุ่น หรือว่าเปลี่ยนไปเสียแล้ว นิ้วมือเรียวงามที่เปรอะเลอะกาว และลำแขนอันสลักเสลาที่แนบแผ่นใบปลิวนั้นเล่าจะคงดีอยู่หรือ หรือว่าเต็มไปด้วยรอยแผล แหลกหักยับเยินอย่างจดจำกันไม่ได้"

   ส่วนเรื่อง ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง ขุนทอง เป็นตัวแทนของหนุ่มสาวผู้ปรารถนาจะเห็นความถูกต้องและเป็นธรรมในบ้านเมือง เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจาก "เธอยังมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยก็ในใจฉัน" คือ ขุนทองทนไม่ไหวที่จะอยู่ต่อไป
   "ข่าวว่ามีคนเห็นมันกลั้นสะอื้นไปคนเดียวด้วยสองมือว่างเปล่า"
   "ดาบล่ะ เอ็งไม่เอาไปด้วยหรือ" คนสวนทางซักถาม
   "ไม่ต้อง ข้าไปหาเอาข้างหน้าได้"
   "เจ้าขุนทองมันว่าอย่างนั้น ก่อนจะสะบัดหน้าแล้วเดินหายเข้าป่าไป"
 
              
   แม่ของขุนทองกล่าวว่า 
  " แม่ไม่เคยนึกสักนิด ว่าในกาลต่อมา มันจะไปเที่ยวถือดาบคลุกอยู่กับเลือดและความตาย ท่องอยู่ตามป่าเขาและดงดิบกันดารไกล ทั้งที่ไม่เคยเห็นมันจับดาบ นอกจากหนังสือหนังหาที่มันรักของมัน"
Posted by add on 09 Sep. 2002,19:48
มารู้จักกับเจ้าขุนทอง 

     

  เจ้าขุนทองในเพลง วัดโบสถ์ เป็นเพลงที่คนภาคกลางใช้ร้องกล่อมลูกหลาน  ร้องว่า
 
     วัดเอ๋ยวัดโบสถ์   มีตาลโตนดอยู่เจ็ดต้น
   เจ้าขุนทองไปปล้น   ป่านฉะนี้ไม่เห็นมา
   คดข้าวออกใส่ห่อ   จะถ่อเรือออกตามหา
   เขาก็เล่าลือมา     ว่าขุนทองเจ้าตายแล้ว
   ถือแต่กระดูกแก้ว    เมียรักจะไปปลง
   ขุนศรีจะถือฉัตร     ยกกระบัตรจะถือธง
   ถือท้ายเรือหงส์     ไปปลงศพเจ้าพ่อนา


    เจ้าขุนทอง เป็นสามัญชนคนบ้านนอก มีอาชีพปากงวงตาลจากต้นโตนดเพื่อไปทำน้ำตาลขาย ในขณะนั้นพม่ายกทัพมารุกราน เจ้าขุนทองคว้าดาบหายไปจากหมู่บ้าน คนก็ร่ำลือกันว่า มันไปต่อสู้กับพม่าปกปักรักษาบ้านเมืองจนตัวตาย พระเจ้าแผ่นดินจึงพระราชทานเพลิงศพถึงขั้น "ขุนศรีจะถือฉัตร ยกกระบัตรจะถือธง ถือท้ายเรือหงส์  ไปปลงศพเจ้าพ่อนา"

      หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เจ้าขุนทองของสุจิตต์ วงษ์เทศก็ดังสะท้อนสะท้านใจคน 
  
     วัดเอ๋ยวัดโบสถ์   ตาลโตนดเจ็ดต้น
   ขุนทองเจ้าไปปล้น   ป่านฉะนี้ไม่เห็นมา
   คดข้าวใส่ห่อ       ถ่อเรือไปตามหา
   เขาก็ร่ำลือมา      ว่าเจ้าขุนทองตายแล้ว
   นั่งรถยนต์เรไร      นั่งรถไฟนกแก้ว
   ส่งเสียงแจ้วแจ้ว     ว่าเจ้าขุนทอง เจ้าขุนทอง
   เจ้าออกจากบ้าน     เมื่อตะวันเรืองรอง
   แล้วหันมาสั่งน้องน้อง  ว่าพี่จะไปหลายวัน
   ไปเพื่อสิทธิเสรี     เพื่อศักดิ์ศรีชาวบางระจัน
   โอ้เจ้นนกเขาขัน    แล้วเจ้าขุนทองก็ลงเรือน
    สะพายย่ามหาดเสี้ยว  ซึ่งใส่หนังสือแสงเดือน
    ทั้งสมุดที่ลบเลือน    ด้วยรอยน้ำตาแต่เมื่อคืน
    ขุนทองเจ้าร้องไห้    อยู่ในเรือนจนดึกดื่น
    ว่าดอกจำปีถูกปืน    ตายอยู่เกลื่อนเจ้าพระยา
    ลูกเอ๋ยหนอลูกเอ๋ย   เข้าอย่าเฉยเชือนชา
    แม่มาร้องเรียกหา    นี่พ่อมาตั้งตาคอย
    เจ้ามิใช่นักรบ       ที่เคยประสบริ้วรอย
    รูปร่างก็น้อยน้อย     เพราะเรียนหนังสือหลายปี
    แม่ก็รู้ว่าลูกรัก       นั้นมีความภักดี
    พ่อก็รู้ว่าลูกมี       กตัญญูต่อแผ่นดิน
    แต่ใครเขาจะรู้       เพราะเขามิใช่พระอินทร์
    มนุษย์อาจได้ยิน     แต่อำนาจมาบังตา
    ลูกบอกว่าลูกรู้      จึงสู้แบบอหิงสา
    แม่กับพ่อก็รอมา     หลายเพลาหลายเพล
    ดอกโสนบานเช้า     ดอกคัดเค้าบานเย็น
    ออกพรรษามาตระเวณ  ที่อนุสาวรีย์ทูน
    ไม่มีร่างเจ้าขุนทอง    มีแต่รัฐธรรมนูญ
    พ่อกับแม่ก็อาดูร      แต่ภูมิใจลูกชายเอย


    เพลงนี้ ถ้าใครเคยฟัง วงต้นกล้า รังสิต จงฌาณสิทโธ (ป่อง)ร้องได้กินใจมาก



   นอกจากนี้ยังมีเจ้าขุนทอง จากบทกวี "เพลงขลุ่ยเหนือทุ่งข้าว" ในหนังสือชุด เพียงความเคลื่อนไหว ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (ซึ่งได้รางวัลซีไรท์ ปี 2523 ) ซึ่งเป็นบทกวีที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ อัศศิริ ธรรมโชติ เขียนเรื่อง "ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง" โดยจินตนาการกับเหตุการณ์ 14 และ 6 ตุลาคม   
 
    เพลงขลุ่ยเหนือทุ่งข้าว

      "วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ ปลูกตาลโตนดอยู่เจ็ดต้น
    เจ้าขุนทองไปปล้น   ป่านฉะนี้ไม่เห็นมาฯ"
    ขลุ่ยข้าครวญหวนโหยระโอยโอด
    พิไรโรธนาการสะท้านพร่า
    เป่าคำหอมเหินลิ่วขึ้นปลิวฟ้า
    แล้วทอดช้า เฉื่อยฉ่ำประจำยาม         
    พอพระพายชายพัดก็ชัดชื่น
    ทุกถ้อยคำย้ำยืนไม่ขื่นขาม

      "ทุ่งนี้ นานี้ มีนาม
    ของหวง เขตห้าม อย่าข้ามกัน
    ข้าวงาม น้ำดี ทุกปีมา
    แผ่นดินข้า ข้ารัก หนักมั่น
    ปู่ย่า พ่อลูก ผูกพัน
    เลือดเนื้อ ทั้งนั้น ทีในดิน"

    ใบข้าวพลิ้วริ้วระเนนเป็นคลื่นข้าว
    ใบตาลกราวกรากลมระงมถิ่น
    กระท่อมค้อมคร่ำคร่าอยู่อาจิณ
    หอมกลิ่นข้าวใหม่มาจางจาง

    คดข้าวใส่ห่อไปรอรับ
    ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง
    เพลงขลุ่ยผิวครื้นสะอื้นคราง
    ไม่มีร่างไม่มีเงาเจ้าขุนทอง

    ตะวันรุ่งเรื่อแรงจนแดงเลือด
    แผ่นดินเดือดดูน้ำก็คล้ำหมอง
    เพลงขลุ่ยขาดห้วงท่วงทำนอง
    เสียงตะโกนกู่ก้องมาไกลไกล


         
Posted by Din on 10 Sep. 2002,19:13
ชอบฟังเพลงของต้นกล้าครับ  bigsmile.gif   ผมเคยมีอยู่ม้วนหนึ่ง  ฟังแล้วฟังอีก  จนยืดหมดสภาพต้องทิ้งไปแล้วครับ  พยายามหาก็ไม่เคยเห็นที่ไหนมีอีกเลยครับ  bigsmile.gif

ฟังเพลงนี้ถึงตอนสะพายย่ามหาดเสี้ยว  ผมเคยสงสัยครับว่าหาดเสี้ยวอยู่ที่ไหน  จนครั้งหนึ่งได้ไปเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชชนาลัย  ที่สุโขทัย และแวะเข้าไปดูผ้าทอมือที่ตัวอำเภอ  เลยเห็นรูปภาพเก่า เก่าและป้ายไม้ระบุอำเภอหาดเสี้ยว  กระผมก็เลยถึงบางอ้อครับว่าเดิมอำเภอศรีสัชชนาลัยก็คืออำเภอหาดเสี้ยวนั่นเอง  biggrin.gif   มิน่าผ้าทอถึงมีชื่อเสียงมานาน   กระผมว่าชื่อหาดเสี้ยวก็เพราะดีนะครับ  เป็นชาวบ้าน ชาวบ้านดี  เข้าใจว่าเพิ่งเปลี่ยนช่วงประมาณหลังพศ. ๒๕๐...กว่า กว่านี่เองครับ

แต่ทุกวันนี้ยังไม่เข้าใจความหมายของหนังสือแสงเดือนครับ  ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรครับ  bigsmile.gif
Posted by add on 11 Sep. 2002,09:08
สะพายย่ามหาดเสี้ยว   ซึ่งใส่หนังสือแสงเดือน

    ย่ามหาดเสี้ยวก็คือย่ามจาก อ. หาดเสี้ยวอย่างที่คูณดินบอกนั่นเอง  ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งที่ผลิตผ้าทอมือได้สวยงามมาก ยุคสมัยนั้น  นักศึกษาจะสะพายย่ามกันเป็นส่วนใหญ่

     ส่วนหนังสือแสงเดือนนั้น  ท่านผู้รู้บอกว่า  หมายถึงหนังสือที่กล่าวถึงความใฝ่ฝันของผู้คนในยุคนั้น เช่น ใฝ่ฝันถึงสิทธิเสรีภาพ เป็นต้น
ผู้แต่ง ใช้คำว่าแสงเดือนเป็นสัญญลักษณ์ที่จะสื่อให้ผู้อ่านทราบถึงความฝัน ความมุ่งหวัง ของเจ้าขุนทอง
Posted by Din on 11 Sep. 2002,19:39
ขอบคุณคำตอบป้าแอ๊ดครับ bigsmile.gif
Posted by add on 12 Sep. 2002,20:00
  ชาติ กอบจิตติ

       

       เกิดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2497 ที่จังหวัดสมุทรสาคร เป็นบุตรคนที่สอง ในจำนวนพี่น้องผู้หญิง 5 คน และผู้ชาย 4 คน รวมเก้าคน ชื่อเดิมคือสุชาติ พ่อค้าขายเกลือเม็ด ส่วนแม่ขายของเล็กๆน้อยๆ  ต่อมาพ่อก็ไปค้าทราย และขายของชำ

        เรียนจบ มัธยมศึกษาปี่สามแล้วต่อเพาะช่าง ในสาขาภาพพิมพ์ เนื่องจากเป็นคนชอบวาดรูป ชอบเขียนหนังสือ ฝันใฝ่ที่จะเป็นนักประพันธ์  เรื่องสั้นเรื่องแรก คือ เรื่อง “นักเรียนนักเลง” เขียนลงในหนังสืออนุสรณ์ปทุมคงคา 2512 

        แต่งงานเมื่อ พ.ศ.2520 กับเพื่อนสาวที่เรียนจบเพาะช่างมาด้วยกัน ซึ่งต่อมาได้ช่วยกันทำกระเป๋าไปฝากขายตามห้าง ซึ่งมีรายได้ดี 

      ปัจจุบันเขาทำงานด้านการเขียนเพียงอย่างเดียว มีการแนะนำการเขียนหนังสือสำหรับผู้ที่สนใจ และเขาได้ตั้งสำนักพิมพ์ของเขาเอง ชื่อ สำนักพิมพ์หอน โดยเอามาจากชื่อ คลองหมาหอน ที่เขาเคยเกิดที่นั่น

        ผลงานและรางวัลที่ได้รับ

  เรื่องสั้นเรื่อง ผู้แพ้   ได้รับรางวัล ช่อการะเกด และรางวัลชมเชยจากการคัดเลือกเรื่องสั้นดีเด่นประจำปี 2522จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย 
 เรื่องสั้นกึ่งนวนิยาย เรื่อง ทางชนะ     พ.ศ. 2522
 นวนิยายขนาดสั้น เรื่อง จนตรอก      พ.ศ. 2523
 นวนิยายเรื่องคำพิพากษา           พ.ศ. 2524

 ได้รับรางวัลซีไรท์ ปี 2525 และพิมพ์เผยแพร่มากกว่า20 ครั้ง

       

 เรื่องสั้นขนาดยาว  เรื่องธรรมดา     พ.ศ. 2526
 รวมเรื่องสั้น ชุดที่ 1 มีดประจำตัว     พ.ศ.2527
 นวนิยายขนาดสั้น เรื่อง หมาเน่าลอยน้ำ พ.ศ. 2530
 นวนิยายขนาดยาว เรื่อง พันธุ์หมาบ้า   พ.ศ. 2531
 รวมเรื่องสั้น ชุดที่ 2 นครไม่เป็นไร    พ.ศ. 2532
 นวนิยายเรื่อง เวลา                พ.ศ. 2536 
 
 ได้รับรางวัลซีไรท์ เป็นครั้งที่ 2 ปี 2537  
 และได้รับรางวัลนวนิยายดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2537 อีกด้วย

      

 ความเรียง-บันทึก เรื่องราวไร้สาระของชีวิต พ.ศ. 2539
 เรื่องสั้นขนาดยาว รายงานถึง ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2539 เปลญวนใต้ต้นนุ่น รวบรวมบทความที่เขียนลงในนิตยสาร สีสัน พ.ศ. 2546


  และหนังสือที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ได้แก่
  Mad Dogs & Co (พันธุ์หมาบ้า)
  NO WAY OUT (จนตรอก)
  และ TIME (เวลา)


        

       
Posted by add on 18 Sep. 2002,00:08
คมทวน คันธนู

    

    คมทวน คันธนูเป็นกวี นักเขียนเรื่องสั้น บทความและนวนิยาย ชื่อจริง ประสาทพร ภูสุศิลป์ธร เกิดเมื่อ พ.ศ. 2493 ที่กรุงเทพฯ 

 เขาเริ่มเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนดรุณวัฒนา เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนชิโนรส และชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยใช้เวลาเรียนในมหาวิทยาลัยถึง 6 ปีครึ่ง 

    เขาเริ่มหัดเขียนกลอนเมื่ออยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จนได้รับเลือกเป็นประธานชมรมภาษาไทย ชอบเขียนกลอนหวานๆสัมผัสแพรวพราว ยิ่งเมื่ออยู่ในมหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือพิมพ์และสนใจเรื่องการเมืองก็ยิ่งทำงานเขียนมากขึ้นทั้ง บทกวี กลอนเปล่า เรื่องสั้น และบทละคร ผลงานรวมเรื่องสั้นและบทกวีเล่มแรกชื่อ กบฎ ใช้นามปากกาว่า โกสุม พิสัย ซึ่งมีที่มาจากเพื่อนสนิทคนหนึ่งเมื่อครั้งที่เรียนด้วยกันที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยมาจากอำเภอ โกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ส่วนนามปากกา คมทวน คันธนู ใช้เป็นครั้งแรกในการเขียนกลอนเปล่าลงหนังสือวรรณศิลป์ ธรรมศาสตร์ ( ในช่วง 14 ตุลาคม 2516 ) นามปากกานี้ตั้งขึ้นจากความฝังใจในบทบาทของลิโป้ ในสามก๊ก ที่เป็นคนไม่ค่อยฉลาด แต่กล้าหาญและซื้อสัตย์ ยิงเกาฑัณฑ์แม่นและเก่งในการใช้ทวน

     เมื่อ พ.ศ.2514 ทำงานเป็นนักข่าวให้หนังสือพิมพ์ปุถุชน และ ประชาธิบไตย เมื่อ พ.ศ.2516 ต่อมาทำ หนังสือพิมพ์ มติชน โลกใหม่ มีผลงานรวมเล่มครั้งแรกคือ กบฎ วรรณกรรมซาดิสต์  โดยใช้นามปากว่า โกสุม พิสัย

      ต่อมาเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2516 บทกวีของเขาในนาม คมทวน คันธนู จึงแพร่หลายไปในรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งๆที่ตกงานเขาก็ยังไปทำหนังสือ สมุดไทย โดยไม่มีเงินเดือน ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้เรื่องวรรณคดีเก่าๆมากขึ้น ต่อมาจึงกลับไปทำที่มติชน มาตุภูมิ และ เศรษฐกิจการเมือง จนหนังสือ นาฎกรรมบนลานกว้างของเขาได้รับรางวัลซีไรต์ โดยเขาได้รับการยกย่องว่ามีความสามารถแต่งคำประพันธ์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งฉันท์ เพลงพื้นบ้านมาประยุกต์ได้อย่างกลมกลืน 
 
ผลงานของเขาได้แก่

            แสงดาวแห่งศรัทธา
           สำนึกขบถ
           กำสรวลโกสินทร์ (2526)
           บนถนนและทางผ่าน (2526)
           นาฏกรรมบนลานกว้าง (2526)
           คนตกงาน  (รวมเรื่องสั้นและบทกวี 2528)
           นายขนมต้ม       (นวนิยาย 2529)
           วิเคราะห์วรรณกรรม วิจารณ์วรรณกร (บทความ2530) 
           สามแพร่งชีวิตคำฉันท์ (2531)  
           เขี้ยว (นวนิยาย 2531)  
           ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  (รวมเรื่องสั้น 2531)
           พราน (นวนิยาย 2534)
           คนสัปโดก(โลกสัปดี้)  (นวนิยายจิตเพศวิทยา 2535)
           รุ้งสายอันรายสรวง  (รวมบทกวี 2539)
           แฝงไว้บนวัยวัน ( บทความ 2540)
           พิเคราะห์วรรณคดีโดยวิถีประวัติศาสตร์  (บทความ 2541)
           โลกสวย ฟ้าใส ( บทความ 2542)
           ป่าระบัด สัตว์สลวย ( รวมบทความ 2542)
           ตำนานฉันทลักษณ์กับหลักการใหม่ ( บทความ 2545)
           จตุรงคมาลา  (บทกวี 2546)
           รักพันลึก    ( นวนิยาย 2546)
          


รางวัลที่ได้รับ

 นาฏกรรมบนลานกว้าง  ได้รับรางวัลซีไรท์ 2526
 นายขนมต้ม  ได้รับรางวัลชมเชยจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือประจำปี 2530


 ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ สมรสแล้วมีธิดา 1 คน
Posted by add on 20 Sep. 2002,20:16
วาณิช จรุงกิจอนันต์ 

  

    เกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2491 ที่ อ.บางปลาม้า จ. สุพรรณบุรี เป็นบุตรคนที่สาม ในพี่น้องทั้งหมด 5 คน บิดาทำงานโรงสีข้าว ส่วนมารดาทำขนมขาย  เขาเรียนจบปริญญาตรีจาก คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัย ศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2515 และจบหลักสูตรปริญญาโท จากคณะศิลปะ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมืองลองบีช ประเทศสหรัฐอเมริกา 

   เขาเคยทำงานที่สตรีสาร ฝ่ายศิลป์ กสิกรไทย วารสารบ้านของการเคหะ ทำงานแผนกละครกับ บ.แกรมมี่เอ็นเทอร์เทนเม้นต์ จำกัด และเป็นนักเขียนประจำให้แก่ บ. มติชน

   ในด้านงานประพันธ์ เริ่มแต่งกลอนตั้งแต่สมัยมัธยม มีผลงานกลอนได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกใน แม่บ้านการเรือน 2507 เคยชนะเลิศแข่งขันกลอนสดในระดับอุดมศึกษา และเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรก ในคืนแห่งความเซ็ง ลงใน นิตยสาร ลลนา 2515 เคยใช้นามปากกา สุริยฉาย ตอบปัญหาชีวิตในลลนา นอกนั้นส่วนใหญ่ใช้ชื่อจริง

   วาณิช สมรส กับทอรุ้ง มีบุตร 3 คน เพกา กงพัด และสงฟาง เขายึดการประพันธ์เป็นอาชีพมาตลอด

ผลงาน

รวมเรื่องสั้น      ซอยเดียวกัน
นวนิยาย         แม่เบี้ย เคหาสน์ดาว ตุ๊กตา   
รวมบทกวี        บันทึกแห่งการเดินทาง 6 ตุลามหากาพย์ (ร่วมกับคนอื่น ) ฯลฯ
หนังสือสำหรับเด็ก  เด็กชายกมลเที่ยวบ้านทุ่ง เขี้ยวสิงโต แม่หนูผู้กล้าหาญ ลูกเสือหาเหยื่อให้แม่ ธรรมชาติคือครู
สารคดี         จดหมายถึงเพื่อน เล่ม 1 – 2 ถึงแม่จำเนียร เพื่อนผู้อยู่ในบ้าน เลาะยุโรป ประเดี๋ยวเดียวที่จัตุรัสแดง รอยยิ้มหลังม่านหยก บ้านเกิดและเพื่อนเก่า ฯลฯ
บทภาพยนตร์     สี่ยอดกุมาร สิงหไกรภพ แม่เบี้ย คู่กรรม จักรยานสีแดง ฯลฯ
บทละครโทรทัศน์   วังน้ำวน ตุ๊กตา แผ่นดินของเรา ฯลฯ
หนังสือรวมเล่มจากคอลัมน์ประจำ  สนทนาประสาจน สวัสดีครับคุณผู้หญิง ริมระเบียง ซอยใจสบาย ซอยซีไรท์ ลูกทุ่ง โรงถ่าย นิยายรัก ฯลฯ 


รางวัลที่ได้รับ

เด็กชายกมลเที่ยวบ้านทุ่ง  ได้รับรางวัลดีเด่นประเภทหนังสือสำหรับเด็กในงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ปี 2521
เขี้ยวสิงโต           ได้รับรางวัลชมเชยประเภทหนังสือสำหรับเด็กในงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ปี 2522

แม่หนูผู้กล้าหาญ       ได้รับรางวัลชมเชยประเภทหนังสือสำหรับเด็กในงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ปี 2523
ลูกเสือหาเหยื่อให้แม่     ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ การประกวดหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็กของธนาคารกสิกรไทย ประจำปี 2524
เลาะยุโรป            ได้รับรางวัลชมเชยประเภทสารคดี  ในงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ปี 2525
ซอยเดียวกัน          ได้รับรางวัลซีไรท์ ปี 2527
แม่เบี้ย              ได้รับรางวัลชมเชยประเภทนวนิยายในงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ปี 2530
    

      นอกจากนี้ก็มีเรื่องสั้นหลายเรื่องได้รับรางวัลจากกลุ่มวรรณกรรมพินิจ เรื่องสั้นมิชิแกนเทสต์ ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ แม่เบี้ย ตุ๊กตา และเคหาสน์ดาว มีผู้นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ และ ละครโทรทัศน์

           
จากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล
Posted by add on 24 Sep. 2002,00:22
กฤษณา อโศกสิน

 

     เป็นนามปากกาของนางสุกัญญา ชลศึกษ์ เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 เป็นคนกรุงเทพฯ เป็นบุตรคนแรกในจำนวนทั้งหมด 6 คน บิดาเคยรับราชการ เป็นนักการเมือง และทนายความ

     เริ่มเรียนชั้นประถมที่ อ่างทอง เพราะบิดาย้ายไปเป็นพนักงานสหกรณ์ ต่อมาก็มาเรียนต่อที่อยุธยา และเรียนมัธยมที่โรงเรียนราชินี  เรียนต่อคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  แต่ครอบครัวขัดสนทุนทรัพย์ และเรียนวิชาที่ตนเองไม่ถนัด จึงเลิกเรียนออกไปทำงาน

     เธอเริ่มต้นการประพันธ์ด้วยวัยเพียง 15 ปี เป็นคนชอบอ่าน ชอบคิด ชอบฝัน ผลงานระยะแรกเป็นครั้งเป็นนักเรียน เป็นงานร้อยกรอง ภายหลังแต่งนวนิยายเรื่องสั้นและยาว เธอมุ่งมั่นจะเป็นนักเขียน มีผลงานเรื่องสั้นเรื่องแรก 'ของขวัญปีใหม่' ลงในหนังสือ 'ไทยใหม่วันจันทร์' ในนามปากกาว่า 'กัญญ์ชลา' ประมาณปี 2489 ได้เข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่เสมียน กรมประมง กระทรวงเกษตรฯ รับเงินเดือน 450 บาท  ซึ่งได้ทำงานที่นี่นานถึง 17 ปี แต่ทว่ายังมุ่งมั่นที่จะเป็นนักเขียนต่อไป มีผลงานเรื่องสั้นลงตีพิมพ์ในนิตยสาร 'ศรีสัปดาห์' และทยอยลงตีพิมพ์ออกมาเรื่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่าร้อยเรื่อง ในขณะที่นวนิยายของเธอก็เริ่มมีออกมา ไม่ว่าจะเป็น หยาดน้ำค้าง, ดอกหญ้า, ดวงตาสวรรค์

    สำหรับนามปากกา 'กฤษณา อโศกสิน' นั้นเริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อปี 2501 ด้วยผลงานนวนิยายชื่อว่า 'วิหคที่หลงทาง' ตีพิมพ์ใน 'สตรีสาร' และได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านเป็นอย่างดี เธอเคยกล่าวถึงที่มาของนามนี้ว่า "ชื่อนี้นี่ประหลาด มันแว่บขึ้นมาในสมอง ในขณะที่นั่งคิดว่าจะใช้นามปากกาอะไร...เกิดขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ แปลออกมาได้ความว่า ไม้หอม ทรัพย์ที่ปราศจากทุกข์..." นามปากกานี้สร้างผลงานออกมาอย่างมากมาย เช่น น้ำผึ้งขม, ระฆังวงเดือน, ชลธีพิศวาส และอีกมากมายกว่าหนึ่งร้อยเรื่อง รวมทั้ง 'ปูนปิดทอง' ที่ทำให้เธอกลายเป็นนักเขียนรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมอาเซียน(ซีไรท์) ผลงานของกฤษณา อโศกสิน ได้รับการชื่นชมว่าเป็นงานเขียนกระเทาะเปลือกสังคมได้อย่างสะใจ ไม่ว่าจะเป็น ลานลูกไม้, ไฟทะเล, เสื้อสีฝุ่น, รอบรวงข้าว, เรือมนุษย์, ลมที่เปลี่ยนทาง, ฝันหลงฤดู, บุษบกใบไม้ ฯลฯ ผลงานอีกเป็นจำนวนมากได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์และละครทีวี
  


    เธอสมรสกับนายประพันธ์ ญาณารณพ เมื่อ พ.ศ. 2502 มีบุตรรวม 4 คน และหย่าจากกันเมื่อ พ.ศ.2512 หลังจากนั้นใช้ชีวิตครอบครัวกับนาย สมพร ภูริพงษ์ (ไม่ได้จดทะเบียน ) ซึ่งเป็นนักวาดรูป นักแสดง นักร้อง และนักเขียน แต่ต่อมาก็เลิกรากันไปเมื่อ ปี พ.ศ.2527 ปัจจุบันเธอยึดอาชีพนักเขียนอย่างจริงจัง

   เธอใช้นามปากกาเขียนในแนวทางต่างๆดังนี้

กฤษณา อโศกสิน (เรื่องชีวิตหนัก)
กัญญชลา (เรื่องชีวิตเบาๆ)
สุปปวาสา (เรื่องแทรกพุทธศาสนา)
กระเรียนทอง (เรื่องตลก)
ญาดา (นวนิยายเรื่องสั้นทั่วไป)


    ผลงาน
    กฤษณา อโศกสิน มีผลงานมากมาย เช่น
    นวนิยาย ได้แก่ เพลิงบุญ หนามกุหลาบ วิมานไฟ ดวงตาสวรรค์ ฝันกลางฤดูฝน เรือมนุษย์ ตะวันตกดิน ไฟในทรวง น้ำผึ้งขม บันไดเมฆ สวรรค์เบี่ยง น้ำเซาะทราย ป่ากามเทพ ความรักแสนกล ไม้ผลัดใบ ประตูที่ปิดตาย ปีกทอง ไม้ป่า ฝ้ายแกมแพร เมียหลวง กระเช้าสีดา เข็มซ่อนปลาย ปูนปิดทอง เนื้อนาง บ้านขนนก บุษบกใบไม้ ลายหงส์ เลื่อมสลับลาย เวิ้งระกำ หลังคาใบบัว เสื้อสีฝุ่น เสียงแห่งมัชฌิมยาม ชาวกรง แมลและมาลี ข้ามสีทันดร จำหลักไว้ในแผ่นดิน ล่องทะเลดาว ฯลฯ 

    รวมเรื่องสั้น ระหว่างบ้านกับถนน ฯลฯ
   
    สารคดี เสียงหัวเราะและน้ำตาในศิลานคร ปลายสายฝนที่ทาคายามา ฯลฯ

    รวมบทความ  ไฟส่องทาง


รางวัลที่ได้รับ

  ได้รับรางวัล สปอ. ( องค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

   เมื่อปี พ.ศ. 2511  จากเรื่อง   เรือมนุษย์
   เมื่อปี พ.ศ. 2515   จากเรื่อง   ตะวันตกดิน
 
  ได้รับรางวัลชมเชยจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือ  พ.ศ.2515
   จากเรื่องฝันกลางฤดูฝน 

  ได้รับรางวัลชมเชยจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
  ได้แก่ เรื่อง รากแก้ว        ปี 2517
          ไม้ผลัดใบ       ปี 2519
          ลมที่เปลี่ยนทาง   ปี 2520
          บ้านขนนก       ปี 2522
          ไฟหนาว         ปี 2523
           กระเช้าสีดา      ปี 2528
           ภมร            ปี 2531

   ได้รับรางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
           บุษบกใบไม้       ปี 2529
           ไฟทะเล          ปี 2531
           ข้ามสีทันดร       ปี 2541
           จำหลักไว้ในแผ่นดิน ปี 2528

  


   ได้รับรางวัลซีไรท์ ปี 2528 จากเรื่อง ปูนปิดทอง 
        
   ได้รับคัดเลือกให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (นวนิยาย) ปี 2531

   ได้รับคัดเลือกจากศูนย์วัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศชิลีให้เป็นหนึ่งในห้าสิบนักเขียนทั่วโลกผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวรรณกรรม รับเหรียญที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี กาเบียลา มิสทรัล ซึ่งเป็นนักเขียนรางวัลโนเบลของชิลี

Posted by add on 28 Sep. 2002,19:46
อังคาร กัลยาณพงศ์
   
    ฉันเอาฟ้าห่มให้ หายหนาว
    ดึกดื่นกินแสงดาว ต่างข้าว
    น้ำค้างพร่างกลางหาว หาดื่ม
    ไหลหลั่งกวีไว้เช้า ชั่วฟ้าดินสมัยฯ


   

    อังคาร กัลยาณพงศ์ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖๙ ที่ ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวัยเด็กเขาเคยเป็นอัมพาตเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่มีหมอทดลองรักษาด้วยสมุนไพรจนหาย

    เขาศึกษาขั้นประถม และมัธยมที่โรงเรียนในจังหวัด จากนั้นเดินทางเข้ากรุงเทพฯมาศึกษาวิชาศิลปะ ที่โรงเรียนเพาะช่าง และมหาวิทยาลัยศิลปากรในคณะจิตรกรรม-ประติมากรรม เป็นศิษย์ของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี  แต่ศึกษาอยู่ถึงชั้นปีที่ ๓ เกิดเบื่อหน่ายจึงออกจากมหาวิทยาลัย ต่อมาได้ศึกษาศิลปะไทยโบราณกับอาจารย์ เฟื้อ หริพิทักษ์ โดยได้เดินทางรอนแรมไปยังเมืองต่างๆเพื่อคัดลอกภาพจิตรกรรม เช่น ศรีสัชชนาลัย สุโขทัย อยุธยา เพชรบุรี เป็นต้น และได้ทำงานศิลปะกับงานประพันธ์เรื่อยมา

    เนื่องจากที่บ้านของเขามีหนังสือมากมาย โดยเฉพาะบทกลอน เขาต้องอ่านวรรณคดีให้มารดาฟังอยู่เสมอ จึงทำให้เขารักวรรณคดีและหลงใหลในกาพย์กลอนเป็นชีวิตจิตใจ เขากล่าวว่า
    "ผมอ่านทุกประเภท แม้กระทั่งหนังสือการครัวทำกับข้าวก็อ่าน เพราะชีวิตผมมันอยู่กับการศึกษาเล่าเรียนเท่านั้น การอ่านหนังสือก็เพื่อหาความรู้ สุ จิ ปุ ลิ บางทีเราคิดเองไม่ได้หมด เพราะฉะนั้นต้องเรียน ต้องศึกษา" และเมื่อให้กล่าวถึงชื่อหนังสือที่ชอบอ่าน ก็มีดังต่อไปนี้


     ไตรภูมิพระร่วง ชอบเพราะนับเป็นแม่บทของการช่างทั้งปวง ทั้งงานปั้น งานหล่อสารพัด ถือว่าเป็นหลักของแผ่นดินก็ว่าได้ แล้วก็ยังมี ปฐมสมโพธิกถา, ลิลิตยวนพ่าย, ลิลิตพระลอ, ลิลิตตะเลงพ่าย, อิเหนา, ราชาธิราช, นิทราชาคริต, ขุนช้างขุนแผน, สามก๊ก, เงาะป่า, พระอภัยมณี นอกจากนี้ก็ยังมีหนังสือ นิราศต่าง ๆ ชาดกต่าง ๆ ชาดกบางเรื่องมีมาก่อนพุทธศาสนาเสียอีก นับเป็นมรดกของมนุษยชาติ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาโดยตรง มีคติสอนใจ ถือเป็นวิธีสอนธรรมะทางหนึ่ง ที่เปรียบเสมือนเรากินยาสำคัญเพื่อบำบัดโรค แต่มีการเคลือบน้ำผึ้ง น้ำตาลเอาไว้ น้ำผึ้งน้ำตาลนี้ คือให้มีรมณีย์ของโลกมนุษย์ เป็นส่วนที่เป็นโลกียะ แต่จริง ๆ แล้วก็คือมุ่งสอนธรรมะ และอีกประเภทก็คือหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยธรรมของมนุษยชาติ ทั้งศาสนา พุทธ, คริสต์, อิสลาม ชอบอ่านทั้งหมดเลย… และชอบการวาดรูปด้วย เขาเริ่มเรียนรู้การเขียนโคลงกลอนเมื่ออยู่ชั้นมัธยมปีที่ 4 เริ่มมีผลงานบทกวีตีพิมพ์ในนิตยสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๖ และมีผลงานตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรก คือ หนังสือกวีนิพนธ์ เมื่อพ.ศ.๒๕๐๗ หลังจากนั้นชื่อเสียงและผลงานของท่านก็เป็นที่รู้จักกันอย่างรวดเร็ว  ในงานเขียนทุกชิ้นใช้ชื่อจริงทุกครั้ง

    อังคาร กัลยาณพงศ์ ใช้ชีวิตครอบครัวกับคุณอุ่นเรือน มีบตรชาย ๑ คน และบุตรสาว ๒ คน ชื่อ ภูหลวง อ้อมแก้ว และวิสาขา 
  


ผลงาน
พ.ศ.๒๕๐๗ กวีนิพนธ์ ของ อังคาร กัลยาณพงศ์
พ.ศ.๒๕๑๒ ลำนำภูกระดึง
พ.ศ.๒๕๑๕ บางบทจากสวนแก้ว
พ.ศ.๒๕๒๑ บางกอกแก้วกำสรวญ หรือ นิราศนครศรีธรรมราช
พ.ศ.๒๕๒๙ ปณิธานกวี
พ.ศ.๒๕๓๐ หยาดน้ำค้างคือน้ำตาของเวลา


จากผลงานของท่านทำให้ท่านได้รับรางวัลเกียรติคุณต่างๆดังนี้คือ
   
   
 

พ.ศ.๒๕๑๕ รางวัลกวีดีเด่น ของมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประธีป
พ.ศ.๒๕๒๙ รางวัลซีไรต์ จาก ปณิธาณกวี
พ.ศ.๒๕๓๒ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์


      ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะและวรรณศิลป์แห่งชีวิต ณ บ้านอังคาร กัลยาณพงศ์  แสดงผลงานทั้งทางด้านงานประพันธ์ และภาพเขียนของเขาทั้งหมด  พิพิธภัณฑ์นี้เปิดเป็นทางการเมื่อ วันวิสาขบูชา ๒๕๔๕

ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล
Posted by นกกะปูด on 29 Sep. 2002,01:31
รอคอยด้วยใจระทึก อีกสองอันดับก็จะถึงหวานใจของนู๋ "พี่จี๊ด"
ดอกไม้..ดอกไม้จะบาน.. flower.gif
Posted by add on 02 Oct. 2002,19:59
ไพฑูรย์ ธัญญา

   

    ไพฑูรย์ ธัญญา เป็นนามปากกาของ ธัญญา สังขพันธานนท์ เกิด 26 พฤษภาคม 2499 ที่ต.มะเดื่อ อ.เขาชัยสน พัทลุง เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวน 8 คน ของนายชูและนางคลี่ สังขพันธานนท์  บิดาเป็นครู นามสกุลเดิม คือ ชูแหละ สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษมุสลิม

    เขาจบการศึกษาระดับประถมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนบ้านหูแร่ อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง จบประถมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนบางแก้ว (เพียรคุณปถัมป์) จบมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนบูรณะพัทศึกษา อำเภอเดียวกัน หลังจบจากชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ได้เข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยครูสงขลา ในปี พ.ศ. 2516 จนจบชั้น ป.กศ. แล้วเข้ารับราชการครูที่โรงเรียนวัดหัวเขาชัยสน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง เมื่อปี พ.ศ. 2518 สอบได้วิชาชุดครูมัธยม (พ.ม.) ในปี พ.ศ. 2520 จากนั้นจึงเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา สำเร็จการศึกษาบัณฑิต (ภาษาไทย) ในปี พ.ศ. 2522 หลังจากกลับไปรับราชการที่โรงเรียนเดิมช่วงหนึ่งก็สอบเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาภาษาและวรรณคดีไทย ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก จนจบการศึกษา
   
    ไพฑูรย์ ธัญญา เริ่มเขียนหนังสือในช่วงปี พ.ศ. 2522 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านและศึกษาวรรณกรรมในช่วงที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา โดยเฉพาะวรรณกรรมช่วงหลังเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2514 นับเป็นสิ่งบันดาลใจและมีอิทธิพลต่อการเขียนหนังสือของไพฑูรย์เป็นอย่างมาก ช่วงปี พ.ศ. 2522 นี้ ไพฑูรย์เริ่มเขียนทั้งเรื่องสั้นและบทกวีพร้อม ๆ กัน เรื่องสั้นชื่อ “ดอกไม้ที่เธอถือมา” เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้นของวารสาร “ประชาบาล” ซึ่งเป็นวารสารในวงการครูประชาบาล ในปี พ.ศ. 2522

     ช่วงปลายปี พ.ศ. 2524 ได้เข้าร่วมกับเพื่อนนักเขียนและผู้สนใจวรรณกรรมหนุ่มสาวชาวใต้ก่อตั้งกลุ่มกิจกรรมทางวรรณกรรมชื่อ “นาคร” ขึ้น ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มที่สำคัญ ๆ ได้แก่ ประมวล มณีโรจน์ รูญ ระโนดและรัตนธาดา แก้วพรหม เป็นต้น ไพฑูรย์ และเพื่อนในกลุ่มอีก 4 คน ได้ร่วมกันเขียนงานกวีนิพนธ์เรื่องยาวชื่อ “สองร้อยปีฤๅสิ้นเสดสา” เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง 200 ปีกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2525 เป็นงานร้อยกรองขนาดยาวที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากเล่มหนึ่งในวรรณกรรมไทยปัจจุบัน

     พ.ศ.2525 ช่วงที่ไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ มศว.พิษณุโลก เขาเขียนเรื่องสั้น[:B:] "คือชีวิต..และเลือดเนื้อ"[:/B:] ลงพิมพ์ในนิตยาสารกะรัต และได้รางวัลชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้นหอสมุดครูเทพ เมื่อปี พ.ศ.2526 ได้รับรางวัลเป็นเงินสดหนึ่งหมื่นบาท เขาจึงเอาไปซื้อแหวนแต่งงานกับ ลาวัณย์ ช่วงโชติ เพื่อนที่ร่วมเรียนปริญญาโทด้วยกันเมื่อ 7 พฤษภาคม 2526 และต่อมาเรื่องสั้นเรื่องนี้ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 15 เรื่องสั้นไทยร่วมสมัยที่สถาบันเดวัน บาฮาซ่า แห่งประเทศสหพันธรัฐมาเลเซียนำไปแปลเป็นภาษามลายูด้วย

      ปัจจุบันเขาสอนหนังสืออยู่ที่สุโขทัย บ้านเดิมของภรรยา มีบุตรสองคน คนโตเป็นหญิงได้ทุนศึกษาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ส่วนคนน้องเป็นชายได้ทุนศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

      ไพฑูรย์ ธัญญา เป็นนักเขียนหนุ่มชาวใต้ที่มีงานเขียนทั้งที่เป็นเรื่องสั้นและกวีนิพนธ์อย่างสม่ำเสมอ จนถึงปัจจุบันไพฑูรย์ มีเรื่องสั้นที่ได้รับการตีพิมพ์แล้วประมาณ 40 เรื่อง กวีนิพนธ์ประมาณ 80 ชิ้น


นามปากกา ไพฑูรย์ ธัญญา  กำชำ เชื้อชาวนา  บรรทัด ภูทักษิณ  สีดำ ดอกแคขาว

ผลงานที่ตีพิมพ์แล้ว

สองร้อยปีฤาสิ้นเสดสา (2527) ผลงานเล่มแรกในชีวิต เป็นกวีนิพนธ์ ร่วมกับเพื่อนกลุ่มนาครเขียน อันได้แก่ ประมวล มณีโจน์ , รัตนธาดา แก้วพรหม , โอภาส สอดจิตต์ และสมใจ สมคิ
ก่อกองทราย (2528) รวมเรื่องสั้นเล่มแรก ได้รับรางวัลซีไรต์ ปี 2530
ถนนนี้กลับบ้าน (2530) รวมเรื่องสั้นชุดที่สอง
ผีแห้งกับโลงผุ (2532) นวนิยายเล่มแรก
โบยบินไปจากวัยเยาว์ (2534) รวมเรื่องสั้นชุดที่สาม ได้รับรางวัลสัปดาห์หนังสือ ปี 2535
ตุลาคม (2537 รวมเรื่องสั้นชุดที่สี่ ได้รับรางวัลสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2538 และเข้ารอบเจ็ดเล่มซีไรต์ ปี 2539
ปรากฏการณ์วรรณกรรม (2538) บทความ วรรณกรรมศึกษา
วรรณกรรมวิจารณ์ (2539) บทความ วรรณกรรมศึกษา

  
   

รางวัลที่ได้รับ 

พ.ศ.2526 เรื่องสั้น คือชีวิตและเลือดเนื้อ ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้นโครงการหอสมุดครูเทพ ของนิตยสารสารกะรัตจากเรื่องสั้นที่ส่งเข้าประกวดกว่า 200 เรื่อง (ได้รับเงินสด 10000 บาท (เขาเอาเงินนี้ไปซื้อแหวนแต่งงาน))
และเรื่องสั้นเรื่องเดียวกันนี้ ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 15 เรื่องสั้นไทยร่วมสมัยที่สถาบันเดวัน บาฮาชา แห่งประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย นำไปแปลเป็นภาษามลายู

พ.ศ.2528 ได้รับรางวัลชมเชยจากบทกวี มือที่ว่างเปล่า ของสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย

พ.ศ.2530 รวมเรื่องสั้นชุด ก่อกองทราย ได้รับรางวัลซีไรท์ ประจำปี 2530

พ.ศ.2538  เรื่องสั้นชุด ตุลาคม ได้รับรางวัลชมเชยจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ของกระทรวงศึกษาธิการ และได้รับคัดเลือกเข้ารอบเจ็ดเล่มสุดท้ายรางวัลซีไรท์ ปี 2539 ด้วย


ก่อกองทราย เป็นหนังสือประกอบด้วยเรื่องสั้นรวม 12 เรื่อง ของไพฑูรย์ ธัญญา ได้แก่
คนบนสะพาน
คนต่อนก
เพื่อนบุณย์
คือขีวิต…และเลือดเนื้อ
ผู้ประทุษร้าย
อุบาทว์
คำพยากรณ์
เรือปลาเที่ยวสุดท้าย
นกเขาไฟ
ความตกต่ำ
ก่อกองทราย
บ้านใกล้เรือนเคียง

มีลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงชีวิตและธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสากล ดังเช่นมนุษย์ทั่วไปในโลกพึงจะเป็น และในขณะเดียวกันก็มีสีสันของท้องถิ่นและความเป็นไทยทั้งในด้านถ้อยคำและการใช้ฉากอันเป็นท้องเรื่อง

เนื้อเรื่องมีความหลากหลายแสดงปัญหาและแง่มุมต่างๆ ของชีวิตหลายเรื่องเช่น คนบนสะพาน บ้านใกล้เรือนเคียง และเพื่อนบุณย์ ได้สะท้อนธาตุแท้ของคนส่วนเรื่อง คำพยากรณ์ และนกเขาไฟ ได้เน้นความคิด ความเชื่อของคนในชนบทที่แสดงถึงสัจธรรมของชีวิตโดยแท้จริง ตลอดจนถึงสำนวนที่ใช้สามารถให้ผู้อ่านได้สัมผัสอย่าง สมจริง เช่น หากก่อกองทรายให้เท่าเจดีย์ในวัดมันคงจะไม่พังง่าย ๆ ถึงพังก็ไม่หมดเพราะทรายไม่เคยหมด


ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล
และ http://www.pattalung.com/seawrite2.htm


< วิถีพีเดีย >

< ก่อกองทราย >
Posted by add on 03 Oct. 2002,19:55
รีบเอาประวัติของ นิคม รายยวา มาลง จะได้ถึงนักเขียนคนโปรดของน้องหนูซะที คนนี้เขียนเรื่องโปรดของคุณ ๑๘๑๒ ด้วย คือ ตลิ่งสูงซุงหนัก

นิคม รายยวา

    

    นิคม รายยวา เกิดวันที่ 9 เมษายน ปี พ.ศ.2487 ที่ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัด สุโขทัย ได้รับการศึกษาชั้นมัธยม จากโรงเรียนเมืองเชลียง และจบการศึกษาได้รับปริญญา ตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เขาเริ่มต้นชีวิตการทำงานกับ บริษัทธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันปิโตรเลียม อยู่ในกรุงเทพฯ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วเปลี่ยนไป ทำงานอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มทางภาคใต้ ระยะหลังสนใจการเกษตรแบบคนต่างเมือง ลง มือทำสวนโกโก้โดยเซาะป่าเป็นร่อง ใช้แนวไม้เป็นร่มบังไพร โกโก้เสียหายหมดทั้ง 50,000 ต้น ปัจจุบันหันมาเรียนรู้จากเกษตรกรในท้องถิ่นดั้งเดิมเพื่อทำสวนยางพารา

   ตอนที่เรียนอยู่ธรรมศาสตร์ อยู่ในกลุ่ม “พระจันทร์เสี้ยว” ร่วมกับเพื่อนๆหลายคนที่มีบทบาทในวงการวรรณกรรมไทย เช่น วิทยากร เชียงกูล  สุชาติ สวัสดิ์ศรี  วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์ วินัย อุกฤษณ์ เธียรชัย ลาภานันท์ ฯลฯ เริ่มเขียนเรื่องสั้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 

พ.ศ. 2512 มีผลงานเรื่องสั้นชื่อ “คนบนต้นไม้” ได้ลงพิมพ์ในหนังสือ “ตะวัน” ในนามของ “นิคม กอบวงศ์” 
พ.ศ. 2513 เขียนเรื่องสั้น ขออย่ารู้เลย ลงใน วิทยาสารปริทัศน์ 
พ.ศ. 2525 เขียนเรื่องสั้นชื่อ “บ่ายแห่งหมอกควัน” ลงในวารสาร “แลใต้”
พ.ศ. 2526 นวนิยายเรื่องแรก เรื่องตะกวดกับคบผุ ใช้ชื่อว่า นิคม รายยวา
พ.ศ. 2527 รวมเรื่องสั้นพิมพ์เป็นเล่ม ชื่อ คนบนต้นไม้
         นอกจากนี้มี หนังสือเด็ก เรื่อง ของฝากแม่ สิ่งที่สวยงาม ปูเสฉวนในเปลือกหอยตีนช้าง เกาะใน เราจะปลูกกันใหม่ 


นามปากกา : นิคม กอบวงศ์, นิคม รายยวา

ผลงานที่ได้รับรางวัล

พ.ศ. 2513 เรื่องสั้นชื่อ “ขออย่ารู้เลย” ได้รับรางวัลที่สองจากบริษัทลองแมน
พ.ศ. 2526 นวนิยายเรื่องแรก เรื่องตะกวดกับคบผุ  ได้รับรางวัลชมเชยจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ
พ.ศ. 2527 นวนิยายเรื่อง ตลิ่งสูงซุงหนัก  ได้รับรางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ
พ.ศ. 2531 ได้รับรางวัลซีไรต์จากนวนิยายเรื่อง “ตลิ่งสูงซุงหนัก” และได้รับการ แปลเป็นภาษาอังกฤษชื่อ “High Banks, Heavy Log” โดย Richard C. Lair สำนักพิมพ์เพนกวินจัดจำหน่าย


     

ปัจจุบันสมรสกับนางกันยารัตน์ (คีรี) รายยวา
    มีบุตรชายและบุตรหญิงรวม 2 คน ชื่อ รวี รายยวาและรูป รายยวา

สำหรับข้อมูลในการเขียนนวนิยายเรื่องตลิ่งสูงซุงหนัก นิคม รายยวากล่าวว่า     

     " เรื่องนี้อยู่ในใจผมตั้งแต่อายุสิบหก…เมื่อตอนเป็นเด็ก บ้านผมอยู่ริมแม่น้ำยม เวลามองออกไปทางฝั่งโน้นก็จะเห็นตลิ่งสูง แล้วข้างบนก็มีซุงอยู่มากเลย มีช้างลากซุงทำงานกันอยู่แทบทุกวัน มีอยู่วันหนึ่งผมได้ยินเสียงช้างร้อง มันพยายามจะลากซุง ควาญช้างก็สับตะขอลงไป แล้วยังไงก็ไม่ทราบ ตลิ่งพัง ภาพนี้ประทับใจและมีอะไรบางอย่างที่น่าจะเอามาใช้ได้ ก็เลยลองเขียน เขียนไปเขียนมาเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะบอกอะไร เราก็เก็บเอาไว้ เขียนใส่สมุดสองสามบรรทัดว่า ช้างตกตลิ่ง เก็บไว้จนกระดาษขาด ผ่านมาหลายปี จนกระทั่งเรียนหนังสือออกมาทำงานทำการ ไปเห็นช้างไม้ตัวใหญ่ใหญ่ เจ้าของบอกว่าใช้เวลาแกะสลักหลายปี แล้วแพงกว่าช้างจริงๆ เสียอีก ก็ได้แต่สะท้อนใจ แล้วได้ไปเห็นเขาสตั๊ฟฟ์สัตว์อีก เราเลยคิดว่าเรามีอะไรบางอย่างที่เราไม่เข้าใจ มาเห็นโน้ตเก่าๆ บนกระดาษขาดๆ ก็คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน…"


     ตลิ่งสูง ซุงหนัก เป็นเรื่องของช้างกับคนซึ่งรักผูกพันกันมาก คำงายรักพลายสุดซึ่งเป็นช้างที่พ่อมีความจำเป็นต้องขายไปเพื่อเอาเงินมารักษาตัว เพราะเขาไม่มีทางเลือก ถึงแม้จะเสียดายและเฝ้าคิดถึง ต่อมาคำงายบุตรชายซึ่งรักพลายสุดมากได้แกะสลักช้างไม้ที่สง่างามเหมือนพลายสุด เขาอุทิศทั้งกายและใจทั้งหมดในการแกะช้างไม้นั้น และในขณะเดียวกันเขาก็คิดว่าเป็นวิธีเดียวที่เขาจะได้ใกล้ชิดช้างที่เขารัก เขาจึงได้สมัครเป็นควาญช้างรับจ้างพ่อเลี้ยงโดยรับเป็นควาญของพลายสุดรับจ้างลากซุง เขาเกิดความคิดว่า มิใช่พลายสุดเท่านั้นที่ลากซุง เขาเองและทุกชีวิตต่างก็กำลังลากซุงด้วยกันทั้งนั้นเพราะความอดอยาก หิวโหย เขาพยายามทำงานอย่างขยันขันแข็งต่อไปและหวังว่าวันหนึ่งจะได้พลายสุดกลับคืนมา โดยแลกกับช้างไม้ที่เขาพยายามแกะสลัก แต่ในที่สุดได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ร่างคำงายได้ถูกซุงบดทับทำให้สิ่งที่เขาคิดไว้กลายเป็นความฝัน


     ผลงานเรื่อง "ตลิ่งสูง ซุงหนัก" ของ นิคม รายยวา ได้รับการยกย่องจากคณะกรรมการตัดสินว่า "เป็นเรื่องของคนผู้แสวงหาความหมายและคุณค่าของชีวิต และพบว่า ทุกคนมีการเกิดและความตายอย่างละหนึ่งหนเท่ากัน แต่สิ่งที่อยู่ระหว่างกลางนั้นเป็นชีวิต เราต้องหากันเอาเอง…" ในขบวนการแสวงหานี้ตัวละครเอก คือ คำงาย ก็ได้ตระหนักถึงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต โดยเห็นว่า "คนเรานั้นมัวแต่รักษาซากที่ไม่มีชีวิต ไม่เคยรักษาชีวิตที่อยู่ในซากเลย " คำงายจึงเลือกรักษาชีวิตโดย "เลี้ยงมัน รักมัน ถนอมมัน" และเห็นความสัมพันธ์โยงใยระหว่างชีวิตทั้งหลาย


"เขาขยับตาขอในมือ ขณะสะกิดช้างออกเดิน แล้วพลายสุดล่ะ เขาคิด ทำไมมันต้องลากซุง มันน่าจะออกไปเก็บหญ้า เก็บลูกไม้กินอยู่ในป่า ไม่ต้องตรากตรำอย่างนี้ มันกลัวอะไร ใครบังคับมัน

ตาเขามองลงกระพองหัว เห็นรอยแผลเก่าอยู่หลายแห่ง มันโดนยับเหมือนกัน เขาคิด แล้วหันมาดูตาขอในมือ หรือว่ามันกลัวอ้ายนี้ เขาหัวเราะขำ ท่าจะจริง พอมันกลัวและยอมจนเคยชิน นานเข้าถึงไม่มีตาขอ มันก็ยอม

ฉันก็เหมือนกับพลายสุด เขาคิด กลัวตาขอจนเคยชิน ไม่ทำอะไรที่แปลกไปจากเดิม แต่ตาขอที่ฉันกลัว มันมองไม่เห็นหมือนกับตลิ่งหน้าน้ำท่วม

เขามองกลับไปข้างหลัง เห็นซุงกำลังครูดดินตามมา คนอื่นเขาต้องลากซุงอย่างฉันหรือไม่นะ มันจะเป็นอย่างไร ถ้าซุงข้างหลังฉันเกิดมองไม่เห็นขึ้นมา พลายสุดกับฉันกำลังโก้งโค้งตัวงออยู่กลางแดด คนอื่นที่มองดูคงหัวเราะตาย ........

ขณะลากซุงจนตัวกลมอยู่กลางแดด น้ำหนักถ่วงข้างหลัง เขาเหงื่อโชก อ่อนเพลีย จะทำไงได้ เขาคิด มันหนัก แต่ฉันก็ลากมัน จะทุกข์หรือสุข ดีใจหรือเสียใจ ฉันก็ต้องลาก .... "

บางตอนจาก ตลิ่งสูงซุงหนัก 


ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล

< นิคม รายยวา >
Posted by นกกะปูด on 03 Oct. 2002,23:30
เข้ามานั่งรอ "ใบไม้ที่หายไป" ค่ะ อันที่จริงนู๋เป็นคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ วรรณกรรม หรือบทกวี ใดๆ เลยค่ะ นักเขียนและงานเขียนที่น้าแอ๊ดนำมาลงนู๋ยังไม่คุ้นหูเลยด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้ชอบคุณจิระนันท์เป็นพิเศษ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันเป็นส่วนตัวด้วยซ้ำ รู้แต่ว่าเธอเคยเป็นนิสิตที่เคยเข้าป่า แต่พอได้ยินหรือได้เห็นชื่อนี้ที่ไหน มันมีความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้นมา นู๋อยากจะบอกน้าแอ๊ดว่าเหมือนกับคลื่นที่จูนเข้าหากันได้ ไม่รู้ว่าคุณจิระนันท์จะเคยฝันถึงนู๋หรือเปล่า แต่บ่อยครั้งที่นู๋ฝันเห็นเธอ นู๋ลงทุนซื้อหนังสือ "ใบไม้ที่หายไป" ซึ่งปกติหนังสือพวกนี้ไม่ได้กินตังค์นู๋หร๊อกกก หนังสือเล่มนี้อ่านก็ไม่รู้เรื่อง รู้สึกว่าจะเป็นกวีชั้นสูงซึ่งนู๋เข้าไม่ถึง แต่หนังสือเล่มนั้นกลับถูกเก็บไว้อย่างดีที่ตู้หนังสือบ้านแม่..แปลกไม๊คะ..น้าแอ๊ด ic-17.gif
Posted by ๑๘๑๒ on 04 Oct. 2002,03:24
ขอบคุณอีกครั้งครับ  อ่านประวัติของนักเขียนเกือบทุกท่านแล้ว  บางท่านก็ต่างไปจากที่เคยจิตนาการไว้  รู้สึกประทับใจมากครับ

บุญคุณ วรรณกรรม ล้ำเลอค่า
ทุราธวา อ่อนล้า ได้อาศัย
สัมโมทนียกถา โลมใจ
หนทางไกล เพียงใด ไม่อาทร
Posted by Din on 04 Oct. 2002,07:02
เพิ่งเข้าไปอ่านประวัติของท่านอังคารมาครับ  bigsmile.gif  
เจอชื่อหนังสือลำนำภูกระดึง  ก็เลยนึกได้ว่าเคยอ่านนานมาแล้ว  ประทับใจว่าบทกวีดีมากครับ  แปลกใจที่เดี๋ยวนี้ ทำไมไม่ค่อยชอบอ่านพวกกวีนิพนธิ์แบบนี้แล้วครับ  เป็นเพราะไม่มีเวลามากเหมือนสมัยเป็นนักศึกษาหรือว่าไม่มีสมาธิหรือเปล่าน้อ  สงสัยตัวเองขอรับ  bigsmile.gif
Posted by add on 05 Oct. 2002,04:31
คุณดินเปลี่ยนไปชอบ งานเขียนแบบอื่นรึเปล่าคะ?


จิรนันท์ พิตรปรีชา


     
ดอกไม้ ดอกไม้ จะบาน  บริสุทธิ์ กล้าหาญ จะบานในใจ
สีขาว หนุ่มสาวจะไฝ่    แน่วแน่แก้ไข จุดไฟศรัทธา
เรียนรู้ ต่อสู้มายา      ก้าวไปข้างหน้า เข้าหามวลชน
ชีวิต อุทิศยอมตน      ฝ่าความสับสนเพื่อผลประชา
ดอกไม้บานให้คุณค่า   จงบานช้าๆทว่ายั่งยืน 
ที่นี่และที่อื่นๆ         ดอกไม้สดชื่น...ยื่นให้มวลชน


    จิระนันท์ พิตรปรีชา เกิด เมื่อวันที่ 25 เดือนกุมภาพันธ์ 2498 ที่ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง เป็นบุตรสาวคนเดียวในจำนวนพี่น้อง 3 คน  มารดาเคยเป็นครูแล้วลาออกมาเปิดร้านขาย เครื่องเขียน แบบเรียน และหนังสือ ชื่อ ร้านสิริบรรณ

    เรียนชั้นประถมและมัธยมที่จังหวัดตรัง และมาเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม ที่โรงเรียนสาธิตวิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ที่กรุงเทพฯ  เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-5 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 

    พ.ศ. 2515 – 2518 เรียนคณะวิทยาศาสตร์ (แผนกเตรียมเภสัชศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

    พ.ศ 2524 ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐอเมริกา สำเร็จปริญญาตรีเกียรตินิยม สาขารัฐศาสตร์ และศึกษาต่อจนจบในระดับปริญญาเอก ในสาขาประวัติศาสตร์    
    


    เนื่องจากชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก เพราะที่บ้านขายหนังสือ จึงสนใจงานเขียนมาตั้งแต่ชั้นประถม เริ่มเขียนกลอนในช่วงเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสตรีประจำจังหวัด และประสบความสำเร็จเบื้องต้นได้รับรางวัล ในการประกวดกลอนเรื่อยมา ส่งงานกลอนไปลงตามนิตยสาร ชัยพฤกษ์ และ วิทยาสาร 

    เมื่อปี 2515 ถูกเลือกให้เป็นดาวจุฬาและวุ่นวายกับกิจกรรมชมรมต่างๆอยู่พักหนึ่ง ก็เกิดสงสัยในคุณค่าของระบบการศึกษาและสังคมมหาวิทยาลัย จึงผันตัวเองมาร่วมกิจกรรมการเมืองแบบกลุ่มอิสระที่เริ่มต่อตัวในยุคนั้น  จึงได้มีโอกาสรู้จักกับ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้นำนักศึกษาในยุคนั้น จนกลายเป็นความรักในที่สุด

    หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 บทบาทและชื่อเสียงของจิระนันท์เป็นที่รับรู้ไปทั่ว งานเขียนในรูปของบทกวีบางชิ้นได้กลายเป็นหนึ่งในวรรคทองของยุคประชาธิปไตย แต่สภาพการณ์ทางการเมืองที่เริ่มพลิกกลับในปีถัดมา มีส่วนผลักดันให้จิระนันท์ต้องตัดสินใจ "เข้าป่าจับอาวุธ" พร้อมๆกับคู่ชีวิตเสกสรรค์ ประเสริฐกุล และได้เขียนผลงานฉันทลักษณ์ภายตามประพันธ์ "บินหลา นาตรัง"  ช่วงชีวิตที่อยู่ในป่ามีบุตรชายคนแรกชื่อ แทนไท  เขาทั้งสองตัดสินใจออกจากป่าเข้ามาสู่เมืองและยุติบทบาททางการเมืองเมื่อปี พ.ศ.2523  และเดินทางไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา  มีบุตรคนที่สองชื่อ วรรณสงิห์

            
ผลงานที่ตีพิมพ์และรางวัลที่ได้รับ

   

     
-พ.ศ. 2532  ได้นำบทกวีมารวมเล่ม ชื่อ ใบไม้ที่หายไป  ซึ่งได้รับรางวัล ซีไรท์  ประเภทกวีนิพนธ์ เมื่อ ปี 2532
-แปลบทกวีของ คิม ซีฮาร์
-งานเรียบเรียง ลูกผู้ชายชื่อ นายหลุยส์
-เรื่องแปล  โจรร้ายทั้งห้า ห้องสีเหลืองกับผู้หญิงคนนั้น และบทบรรยายภาพยนตร์ต่างประเทศ จำนวนมาก 
-สารคดี โลกที่สี่ อีกหนึ่งฟางฝัน 
-รวมบทความเกี่ยวกับภาพยนตร์ หม้อแกงลิงชะโงกดูเรา 

-อีกหนึ่งฟางฝัน...บทบันทึกแรมทาง จาก จิระนันท์ พิตรปรีชา 2549

นามปากกา จิระนันท์ พิตรปรีชา และ บินหลา นาตรัง

ข้อมูลจากหนังสืิอ 100 นักประพันธ์ไทย ของ ผศ. ประทีป เหมือนนิล
Posted by นกกะปูด on 06 Oct. 2002,00:13
ขอบคุณค่ะน้าแอ๊ด
งานเขียนของเธอน้อยจังนะคะ เรื่องแปล "ห้องสีเหลืองกับผู้หญิงคนนั้น" ฟังชื่อแล้วน่าอ่านค่ะ น้าแอ๊ดพอจะมีเรื่องราวคร่าวๆ บ้างไม๊คะ? อ้อ ขอเรื่อง "ตลิ่งสูง ซุงหนัก" ด้วยค่ะ เป็นรู้เป็นไง ชักอยากจะอ่านซะแร้วววว ic-12.gif
Posted by add on 06 Oct. 2002,00:37
คุณจิระนันท์  มีหนังสือรวมเล่มน้อย  ปัจจุบันก็มีงานแปลวรรณกรรมต่างประเทศ บ้าง  แต่ที่หลักๆ คือ  บทบรรยายภาพยนตร์ (subtitle)ซึ่งเป็นภาพยนตร์ใหญ่ๆ เช่น  Shakespere  in  Love (หนังรางวัล ออสการ์)  Les  Miserable (เหยื่ออธรรม)  ภาพยนตร์วรรณกรรมต่างๆ ต้องฝีมือระดับคุณจิระนันท์จึงจะแปลได้สละสลวย  

   ส่วนหนังสือตลิ่งสูงซุงหนัก  ก็เป็นเรื่องราวของชีวิตคนลากซุงและช้าง  น้าแอ๊ดว่า  น้องหนูจะไม่ชอบเรื่องนี้แน่นอน (ลองอ่านที่ยกตัวอย่างมาให้ในประวัติ นิคม  รายยวา )  เพราะเป็นเรื่องที่อ่านแล้วต้องคิด  เหมาะกับคุณ ๑๘๑๒  มากกว่า  

   อย่างน้องหนูถ้าอยากอ่านหนังสือซีไรต์สักเรื่อง น่าจะอ่านของ  อัศสิริ  ธรรมโชติ  จะเป็นเรื่องสั้น  ใช้ภาษาไพเราะ  แต่เรื่องไม่ซับซ้อน หรือไม่ก็อ่านของ ปราบดา หยุ่นไปเลย  ทันสมัยดี  

   อ้อ...เรื่องสั้นของเสกสรรค์  ประเสริฐกุล  เขียนหักมุมได้ค่อนข้างดีทุกเรื่อง  ลองหาอ่านดู  สำนวนก็เฉียบคมดี
Posted by นกกะปูด on 06 Oct. 2002,01:23
จ๊ากกกกก น้าแอ๊ดหาว่านู๋อ่านแล้วไม่คิด เหอๆ crying1.gif
ทำไมน้าแอ๊ดถึงว่านู๋ไม่เหมาะกับ "ตลิ่งสูง ซุงหนัก" ล่ะคะ
แล้วทำไมถึงเหมาะกับงานเขียนของ อัศสิริ  ธรรมโชติ
หรือปราบดา หยุ่น ล่ะคะ แหม! ชักอยากจะรู้แล้วสิ
น้าแอ๊ดมองภาพนู๋เป็นยังไงคะ นะๆ ๆ บอกหน่อยค่ะ
อยากรู้ว่า น้าแอ๊ด จะทายแม่นอ่ะป่าว? สงสัยเป็นหมอดูแหง๋เลย อิอิ
Posted by add on 06 Oct. 2002,02:28
โอ..ขอโทษที่เขียนแล้วสื่อความหมายผิดไป 
  พวกนวนิยายเรื่องสั้นนี่ บางประเภทเขาก็เขียนแบบตรงไปตรงมา แบบเล่าเรื่อง บางเรื่องก็เขียนเป็นปรัชญา ให้เราคิด บางเรื่องเราอ่านจนจบแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าเขาจะบอกอะไรแก่เรา ต้องกลับไปอ่านใหม่ เรื่องที่ได้รางวัลหลายเรื่องเป็นแบบหลังนี้ ไม่ได้หมายถึงรางวัลซีไรท์เพียงอย่างเดียว พวกหนังสือรางวัลโนเบล หลายเรื่องก็มีลักษณะเช่นนี้ เช่น เรื่องจ้าวแห่งแมลงวัน (รางวัลโนเบล) หรือแม้แต่ คนนอก ของอัลแบร์ กามู (รางวัลโนเบลที่เคยพูดถึง ในไทยอ็อคโทเบอร์) 

  น้าแอ๊ดอ่านหนังสือพวกนี้ ยังคิดแล้วคิดอีก น้าแอ๊ดอ่านได้ แต่ไม่ชอบ คนที่ชอบหนังสือประเภทนี้ เท่าที่น้าแอ๊ดรู้จักก็ต้องเป็นอย่าง คุณ ๑๘๑๒ และคุณ คนนอก ชอบครุ่นคิด ชอบค้นคว้า  ชอบปรัชญา

  แต่น้องหนูเป็นคนรุีนใหม่ที่ทันสมัย น้าแอ๊ดจึงเข้าใจเอาเองว่า น้องหนูจะไม่ชอบ เพราะการเดินเรื่องจะยืดยาด ใช้การคิดคำนึงของตัวละครเป็นหลักมากกว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วเรื่องของเขาจะเขียนยาว ไม่เหมือนเรื่องสั้น ที่เราอ่านแล้วก็จบในเวลาอันรวดเร็ว 

  อัศศิริ เขียนเรื่องสั้น เหมือนเขียนกลอน น้องหนูชอบเขียนกลอน (เห็นชอบบ่น) ก็น่าจะชอบ ปราบดา หยุ่น เป็นตัวแทนแห่งความทันสมัยของนักเขียนยุคใหม่ มีความแปลกประหลาดในงานเขียนของเขา น้องหนูชอบความทันสมัย จึงน่าจะชอบงานเขาบ้าง
Posted by นกกะปูด on 06 Oct. 2002,13:32
ว๊า..น้าแอ๊ดทายไม่ค่อยแม่นเลยค่ะ(แต่ก็ถูกบางส่วนนะคะ) ที่จริงนู๋ไม่ได้ชอบความทันสมัยและไม่ได้ชอบอ่านพวกกลอนค่ะ ถ้าอ่านผ่านๆ ก็พอได้ แต่เท่าที่น้าแอ๊ดโพสท์มา นู๋รู้สึกว่าจะชอบอ่านประเภทของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ค่ะ
Posted by add on 11 Oct. 2002,21:03
อัญชัน

    
  
    อัญชัน" เป็นนามปากกาของ อัญชลี วิวัธนชัย เกิดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2495 สี่แยกบ้านแขก  เขตธนบุรี กรุงเทพฯ  เป็นบุตรสาวคนโตในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 4 คน ของนายวันชัยและนางอบเชย สุธรรมพิทักษ์

การศึกษา

     พ.ศ. 2510 จบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนราชินีบน กรุงเทพฯ
     พ.ศ. 2512  จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ
     พ.ศ. 2516  สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี วิชาเอกภาษาไทย จากคณะ อักษรศาสตร์ จาก
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
     พ.ศ. 2532  ศึกษาปริญญาโท แขนงภาษาอังกฤษ ที่ซิตี้ ยูนิเวอรซิตี้ ออฟ นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา


     เนื่องจากบิดาเป็นคนชอบอ่านหนังสือและสะสมหนังสือ  จึงทำให้อัญชันเเติบโตขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศของการอ่าน เวลาวันเกิดพ่อก็ให้สมุดบันทึกเป็นของขวัญ และแนะนำให้เขียนสิ่งต่างๆ จึงทำให้เธอกลายเป็นคนชอบเขียนบันทึก และชอบเขียนนิทานอ่านกันเองเล่นๆ พร้อมเขียนภาพประกอบ เมื่ออยู่ชั้นประถมปีที่ 3 ก็เริ่มเขียนเรื่องรักๆใคร่ๆ พร้อมภาพประกอบ เมื่ออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 ทำหนังสือเล่มเล็กๆแล้วแบ่งให้เพื่อนอ่าน บิดาช่วยวาดภาพประกอบ และแนะให้ใช้ชื่อว่า อัญชัน เพราะที่บ้านมีต้นอัญชันเต็มรั้วไปหมด

     เมื่อเรียนที่อักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้เข้าร่วมชมรมวรรณศิลป์ เคยเป็นตัวแทนแข่งขันกลอนระหว่างคณะ ต่อมาพ่อแม่ย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา  จึงได้ไปเรียนต่อระดับปริญญาโทที่โน่น เมื่อพ.ศ.2519 แต่งงานกับ อนุสรณ์ วิวัธนชัย

ผลงานและรางวัลที่ได้รับ 

     พ.ศ. 2528 เรื่องสั้นเรื่องแรกลงพิมพ์ในนิตยสาร ลลนา ชื่อเรื่อง แม่ครับ และได้รับคัดเลือกเป็น เรื่องสั้นดีเด่นประจำปี 2528 จากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย
     พ.ศ.2530  รวมเล่มหนังสือสารคดี ชื่อ นิวยอร์ค  นิวยอร์ค ใช้นามปากกาว่า อัญมณี สีม่วง
      พ.ศ. 2532  เรื่องสั้น ชื่อ หม้อที่ขูดไม่ออก ได้รับคัดเลือกเป็น เรื่องสั้นดีเด่นประจำปี 2531 ของนิตยสารลลนา
      พ.ศ.2533  รวมเรื่องสั้นชุด อัญมณีแห่งชีวิต ได้รับรางวัลซีไรท์ ประจำปี 2533
      ปัจจุบัน   รวมเรื่องสั้น ผู้แลเห็นลม มือที่มองไม่เห็น
             รวมบทกวี ลายสือ


    ปัจจุบัน ทำงานในบริษัทออกแบบโฆษณาของสามีที่นิวยอร์ค มีบุตร 2 คน เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

    นามปากกา อัญชัน อัญมณี สีม่วง  แม่อั้งเซียะหลี (คอลัมน์บทกวี )

    ข้อมูลจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล

    
                
Posted by add on 13 Oct. 2002,21:12
มาลา คำจันทร์
     
     

     ชื่อจริง คือ เจริญ มาลาโรจน์ เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 ที่ตำบลเมืองพาน อำเภอเมืองพาน จังหวัดเชียงราย เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน 7 คน ของนายจันทร์และนางคำน้อย มาลาโรจน์

     การศึกษา 

     เรียนชั้นประถมและมัธยมที่ เมืองพาน ไปเรียนต่อ ปกศ.ต้น ที่วิทยาลัยครูเชียงใหม่  แล้วไปสอบ ปกศ.สูงภาคสมทบ ได้อันดับ 1 แล้วสอบบรรจุเข้ารับราชการครูครั้งแรกที่สันป่าตอง แต่ไม่สะดวกในการเดินทางจึงสละสิทธิ์ ต้องสอบวิชาชุดครูจนได้วุฒิ ป.ม. เมื่อ พ.ศ.2518 หลังรับราชการได้ 4 ปี จึงลาไปเรียนปริญญาตรีที่คณะศึกษาศาสตร์ มหา วิทยาลัยเชียงใหม่  และต่อปริญญาโท วิชาจารึกภาษาไทย  คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 

      ประวัติการงาน

      เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน มีปัญหาหลายอย่าง จึงมักไปนอนที่บ้านย่า จึงได้ฟังนิทานพื้นบ้านทางเหนืออยู่เสมอ  จึงเป็นแรงบันดาลใจให้แต่งนิทานเรื่องสัตว์ นำมาอ่านกันในหมู่พี่น้องตั้งแต่เด็ก และใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียน จากการเขียนเรียงความ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  แต่ถูกครูผู้สอนหัวเราะเยาะว่าไร้สาระ จนเมื่อมาเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้เป็นประธานชมรมวรรณศิลป์ เขียนร้อยกรองเรื่องแรก คือ นิราศผาโขง เป็นกลอนแปด ความยาวกว่าร้อยบท 
     
      เมื่อ พ.ศ. 2515 เขียนเรื่องสั้น เรื่อง คนผมยาว ไปลงที่นิตยสาร ฟ้าเมืองไทย ของอาจินต์ ปัญจพรรค์ ซึ่งอาจินต์ได้ตั้งนามปากกาให้ว่า ก้าว จันทร์คำน้อย จากนั้นเขียนเรื่องสั้นมาเรื่อย ๆ ต่อมาได้เรียนวิชาศิลปะการเขียน กับอาจารย์วิทยา วงศ์ดีไทย ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงเริ่มรู้หลักการเขียนอย่างเป็นระบบมากขึ้น

             ในปี พ.ศ. 2521  ตอนที่เรียนระดับปริญญาตรีที่เชียงใหม่  เรื่องสั้นของเขาเรื่อง "เจ้าที่" ได้รับรางวัลช่อการะเกดจากนิตยสารถนนหนังสือ ซึ่งมี สุชาติ  สวัสดิ์ศรีเป็นบรรณาธิการ  ได้รับเงินรางวัล 600 บาท และได้รับการพิจารณาพิมพ์รวมเรื่องสั้นชุด วันเวลาที่ผ่านเลย ของสำนักพิมพ์ดวงกมล  

      ต่อมาได้เปลี่ยนนามปากกา จาก คำจันทร์ มาเป็น มาลา คำจันทร์ 
     
      เมื่อ ปี พ.ศ. 2522  ขึ้นดอยไปสอนหนังสือกะเหรี่ยงที่บ้านห้วยตอง  อยู่ได้เพียง 6 เดือนก็สามารถพูดภาษากะเหรี่ยงได้ จึงเขียนนวนิยาย หมู่บ้านอาบจันทร์ และเรื่องสั้นอีกมากมาย  แต่อยู่ได้เพียง 11 เดือนก็ต้องลงมาอยู่ที่ราบ เพราะเป็นโรคหินปูนเกาะกระดูก ไม่สามารถอยู่ที่ที่มีอากาศหนาวมากได้  ก่อนย้ายลงมาได้แต่งงานกับ กระถิน หรือ ณัฐยาภรณ์ ไชยหล้า  และมีบุตร 2 คน ชื่อ เด็กชาย โล่ รักพล มาลาโรจน์ และเด็กหญิง ภิรภรณ์ มาลาโรจน์

      เมื่อ พ.ศ. 2525 ลาออกจากราชการครู ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ช่วงนี้จะเขียนนวนิยายเป็นตอนๆ ไปลงนิตยสาร ฟ้าเมืองไทย มีรายได้ เดือนละ 2000 บาท เพื่อใช้ในการเรียน ต้องใช้เวลานานถึง 5 ปีจึงเรียนจบ เมื่อจบแล้วไปเป็นอาจารย์ที่ภาควิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  สอนอยู่ประมาณ 2 ปีครึ่ง จึงย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2532 เพื่อได้อยู่กับครอบครัว สอนอยู่เพียง 6 เดือน ก็ลาออก ปี พ.ศ.2533-2534 เขียนหนังสือเลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียว พอปี พ.ศ.2535 จึงร่วมกิจการกับบริษัทคณาธร จำกัด โดยรับผิดชอบในส่วนของสำนักพิมพ์โล่ - หวาย และ สำนักพิมพ์คณาธร โดยไปทำงานเดือนละประมาณ 15 วันอีก 15 วันกลับมาเขียนหนังสือ ที่บ้านสันป่าตองเชียงใหม่ และยึดอาชีพการประพันธ์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน


      นามปากกา

      ก้าว จันทร์คำน้อย และ  มาลา คำจันทร์


     ผลงาน และรางวัลที่ได้รับ

งานเขียนที่ตีพิมพ์รวมเล่มมีดังนี้

2521 วันเวลาที่ผ่านเลย (เรื่องสั้น) กรุงเทพฯ : ดวงกมล
2523 หมู่บ้านอาบจันทร์ กรุงเทพฯ : ต้นหมาก
2524 เด็กบ้านดอย กรุงเทพฯ : ต้นหมาก
2525 ไอ้ค่อม กรุงเทพฯ : ต้นหมาก
2526 นกแอ่นฟ้า กรุงเทพฯ : ต้นหมาก
2527 วิถีคนกล้า กรุงเทพฯ : คนวรรณกรรม
2529 ลมเหนือและป่าหนาว(เรื่องสั้น) กรุงเทพฯ : คนวรรณกรรม
2531 เขี้ยวเสือไฟ กรุงเทพฯ : กำแพง
2532 ท้าสู้บนภูสูง (งานแปล) แปลจาก duet in the high #### ของ Arther Cathealu กรุงเทพฯ : ต้นอ้อ
2533 แมวน้อยตกปลา กรุงเทพ : ต้นอ้อ
2534 เจ้าจันท์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน กรุงเทพฯ : คณาธร
2535 ล้านนาฮาเฮ กรุงเทพฯ : คณาธร
2538 เมืองลับแล กรุงเทพ|มติชน และเรื่องเล่าในดงลึก กรุงเทพ|มติชน
2539 ดาบอุปราช และสร้อยสุคันธา
นอกจากนี้เขายังแปลผลงานออกมาในนามปากกาว่า "สิทธันต์ ชินทัต"


    เขาเป็นนักเขียนที่ประสบผลสำเร็จมากในด้านรางวัลวรรณกรรม เขาได้รางวัลทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติดังนี้

    

รางวัลช่อการะเกด จากนิตยสารถนนหนังสือในปี พ.ศ.2521 จากเรื่องเจ้าที่

รางวัลรองชนะเลิศเรื่องสั้น ของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ประจำปี พ.ศ.2523 จากเรื่อง "ใช้ไม้สีเหลือง"

รางวัลดีเด่นประเภทบันเทิงคดี หนังสือสำหรับเด็กก่อนวัยรุ่น จาก คณะกรรมการพัฒนา หนังสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ .2523 จากเรื่อง หมู่บ้านอาบจันทร์

รางวัลดีเด่นประเภทบันเทิงคดี หนังสือสำหรับเด็กก่อนวัยรุ่น จาก คณะกรรมการพัฒนาหนังสือ แห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2526 จากเรื่องลูกป่า

รางวัลดีเด่นในการผลิตผลงานเพื่อเยาวชน จาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประ สานงานเยาวชนแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ประจำปี พ.ศ. 2525 จากเรื่องลูกป่า

รางวัล IBBY จากมูลนิธิ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน ปี พ.ศ .2532 จากเรื่อง เขี้ยว เสือไฟ

รางวัลดีเด่นประเภทบันเทิงคดี หนังสือสำหรับเด็กก่อนวัยรุ่น จาก คณะกรรมการพัฒนาหนังสือ แห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2532 จากเรื่องเขี้ยวเสือไฟ

รางวัลดีเด่นประเภทบันเทิงคดี หนังสือสำหรับเด็กก่อนวัยรุ่น จาก คณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2533 จากเรื่อง หุบเขากินคน

รางวัลดีเด่นประเภทบันเทิงคดี หนังสือสำหรับเด็กอายุ 6-11 ปี จาก คณะกรรมการพัฒนา หนังสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2534 จากเรื่อง แมวน้อยตกปลา

รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน : ประเทศไทย ประจำปี พ.ศ.2534 จากเรื่อง เจ้าจันท์ผมหอม

รางวัลดีเด่นประเภทบันเทิงคดี หนังสือสำหรับเด็กอายุ 6-11 ปี จาก คณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2535 จากเรื่อง ฝีกว้างเท่าปากบ่อ



เจ้าจันท์ผมหอม  เป็นนวนิยายที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหญิงล้านนาฉะนั้นภาษาที่ใช้จะเป็นล้านนา ส่วนใหญ่เพื่อให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องแต่ผู้เขียนได้บอกความหมายของคำเหล่านั้นไว้ด้วย โครงเรื่องเป็นเรื่องของเจ้าหญิงล้านนาที่ต้องโดนบังคับให้แต่งงานกับผู้ชายที่นางไม่ได้รัก แต่นางมีความศรัทธาในองค์พระธาตุอินทร์แขวนนางจึงเดินทางไปนมัสการและอธิษฐานว่า ถ้านางจะสมหวังในความรักก็ขอให้นางลอดพระธาตุไม่ได้แต่ถ้านางจำเป็นต้องแต่งงานกับ ชายที่ไม่ได้หมายปองก็เป็นว่านางลอดพระธาตุไม่ได้ในตอนจบนั้นนางไม่สามารถลอดได้ จึงได้ปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุนั้นและตัดสินใจแต่งงานกับชายที่ไม่ได้หมายปอง


< lannaworld >
< http://www.huso.tsu.ac.th/student....T5.HTML >
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล

Posted by add on 18 Oct. 2002,23:16
ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

   
    ภาพเขียนของศักดิ์สิริ มีสมสืบ
    ผลงานส่วนหนึ่งจากนิทรรศการจิตรกรรม " กวีและแม่ " 2542
    สีอะคริลิค บนกระดาษ
 
    ชื่อจริงคือ กิตติศักดิ์ มีสมสืบ เกิดวันศุกร์ 23 สิงหาคม 2500 ที่ชัยนาท ใช้ชีวิตในวัยเด็ก เรียนชั้นประถม มัธยมตอนต้นที่อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ เพราะเมื่อ พ.ศ.2510 บิดาไปเปิดโรงเรียนเอกชนที่นั่น ชื่อ โรงเรียนนิมิตรศึกษา 
พ.ศ. 2515-2520 ศึกษาศิลปะที่โรงเรียนเพาะช่างจนจบชั้นประโยควิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) วิชาเอกจิตรกรรมสากล  
พ.ศ. 2516-2520 ได้ศึกษาศิลปะวรรณกรรมและปรัชญาจาก จ่าง แซ่ตั้ง ผู้ซึ่งเป็นกวีคนสำคัญของประเทศ
พ.ศ. 2521  เข้ารับราชการครูสังกัดกรมสามัญศึกษา
พ.ศ. 2525  จบคุรุศาสตร์บัณฑิต เอกศิลป-ศึกษา จากวิทยาลัยครูพระนคร  กรุงเทพฯ


ประวัติการทำงาน

     เมื่อ พ.ศ. 2521 เข้ารับราชการเป็นครู สอนศิลปศึกษาที่ โรงเรียน ชุมแสงชนูทิศ อ. ชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ใช้เวลาว่าง วาดรูป เขียนบทกวี และเล่นดนตรี
    เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก เพราะที่บ้านมีห้องสมุดอยู่ที่บ้าน ช่วงที่ไปเรียนเพาะช่าง มีโอกาสไปพักที่บ้านของ จ่าง แซ่ตั้ง ซึ่งเป็นนักเขียนและนักวาดรูปผู้มีชื่อเสียง จึงได้เรียนรู้และถูกปลุกเร้าให้สนใจการวาดรูปและเขียนบทกวีอย่างจริงจัง  ได้เริ่มเขียนบทกวีที่มีลักษณะประยุกต์เฉพาะตัว หลายรูปแบบผสมผสานกัน และได้รับอิทธิพลจากการเขียนบทกวีของจ่าง  แซ่ตั้ง มากพอสมควร

    เมื่อเขียนบทกวีสะสมไว้มาก จ่าง แซ่ตั้ง จึงได้แนะนำให้รวมพิมพ์เผยแพร่ โดยใช้นามปากกาว่า ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ 


ผลงานที่ตีพิมพ์แล้ว

-2526 ตุ๊กตารอยทราย (บทกวี)
-2528 คนสอยดาว (บทกวี)
-2531 มือนั้นสีขาว (บทกวี) ได้รับรางวัลซีไรต์ในปี 2535

   

    เนื่องจากเขาเป็นคนชอบร้องเพลงและเล่นดนตรี เคยแต่งเพลงให้วง มาชารี ของพิบูลศักดิ์ ละครพล และได้ทดลองทำเทปเพลงโดยแต่งเอง ร้องเอง เกือบทั้งหมด  ชื่อ เกี่ยวก้อย

-2535 เกี่ยวก้อย (ผลงานเพลง)
-2538 แสดงงานจิตรกรรมชุด ทัศนียภาพที่เปลี่ยนไป  ที่บางกอกแกลลอรี่ กรุงเทพฯ
-2538 ตะตั้งเทิ้งตั้ง (รวมเรื่องสั้น)
-2541 ก็พอใจอยากจะรักให้หนักหนา (บทกวี)

ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ ใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ ณ กระท่อมเดี่ยวก้อยริมแม่น้ำยม อำเภอชุมแสง นครสวรรค์ เขียนหนังสือ เขียนรูป แต่งเพลง นอนเปล และกวาดใบไม้


มือนั้นสีขาว  รวมบทกวีนิพนธ์ไทยสมัยใหม่ที่มีลักษณะสร้างสรรค์ทั้งความคิดและวิธีการนำเสนอ มุ่งแสดงอุดมคติอันเชิดชู คุณค่า ความบริสุทธิ์ และความมีน้ำใจของมนุษย์ กวีถ่ายทอดความคิดเป็นรูปธรรมที่เข้าใจง่าย ผ่านบุคคลและเหตุการณ์สมมุติ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริงและสังคมจริง แสดงความแตกต่างระหว่างสภาวะอันบริสุทธ ิ์ไม่เสแสร้งของเด็ก กับสภาวะของผู้ใหญ่ที่ถูกครอบงำด้วยกรอบสังคม ในแต่ละบทกวีได้เสนอแง่ความคิดอย่าง ประณีตหลายนัย ตีความ ได้กว้างขวางลึกซึ้งด้วยกลการประพันธ์ที่เฉียบคม การประพันธ์ลักษณะ ของฉันทลักษณ์มีรูปแบบเป็นธรรมชาติสอด คล้องกับเนื้อหา คำที่ใช้เป็นคำง่ายๆ เรียงร้อยอย่างมีลีลาจังหวะ สร้างลำนำอันทรงพลัง ให้จินตนาการภาพชัด สื่อความคิดของกวีกระทบอารมณ์และเร้าความคิดผู้อ่าน เป็นการจรรโลงความหวังให้เห็นว่าโลกอาจสงบงดงามได้ด้วยน้ำใจอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ด้วยกันเอง


< http://www.thaiwriter.net/sea_write/saksiri.htm >
< http://www.jitdrathanee.com/Artist/interview/saksiri.htm >
< มือนั้นสีขาว >
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล
Posted by add on 24 Oct. 2002,18:06
ศิลา โคมฉาย

  

   ภาพคุณศิลา โคมฉาย กับคุณ มะดัน

     ชื่อจริง คือ วินัย บุญช่วย เกิดเมื่อ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 อ. ท่าศาลา จ. นครศรีธรรมราช มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน บิดาเป็นครูประชาบาล มารดาช่วยทำนา ค้าขาย ตัดเย็บเสื้อผ้า และทำผม เสริมสวย

     การศึกษา  เรียนชั้นประถมศึกษาที่บ้านเกิด  มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ  เรียนระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง  แต่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคมจึงหยุดเรียนไปเข้าป่า


      ประวัติงาน
      สนใจการอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ช่วงที่เรียนมัธยมที่กรุงเทพฯได้ไปพักอยู่ที่วัดบุปผารามและอยู่ห้องเดียวกับประทีป ชุมพล (ปัจจุบันเป็นรองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) ซึ่งเป็นนักอ่านที่มีหนังสือมากมาย และเรียนโบราณคดีอยู่กลุ่มเดียวกับขรรค์ชัย บุญปาน สุจิตต์ วงษ์เทศ จึงทำให้ได้รู้ได้เห็นกิจกรรมของนักเขียน นอกจากนนี้ยังได้อ่านหนังสือดีๆ เช่น ผลงานของศรีบูรพา มนัส จรรยงค์ มจ.อากาศดำเกิง ฯลฯ

      เมื่อ พ.ศ.2516 ได้เขียนเรื่องสั้น เรื่อง ก่อนจะสิ้นแสงดาว ได้รับการตีพิมพ์ใน สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์

      ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้พบกับ ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ เรืองยศ จันทรคีรี ยงค์ ยโสธร วัฒน์ วรรลยางกูร  ปรีดา ข้าบ่อ เรืองรอง รุ่งรัศมี ฯลฯ พ.ศ. 2518 อยู่ชมรมวรรณศิลป์  เป็นสาราณียากรองค์การนักศึกษา และก่อตั้งวงดนตรีเพื่อชีวิต โคมฉาย

      ช่วง 6 ตุลาคม เข้าป่า ได้ไปเรียน การประพันธ์และการเรียบเรียงเสียงประสาน ที่เมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนา เมื่อ ปี 2521 และภายหลังได้ออกมาจากป่า เมื่อปี 2525

      แต่งงานกับ นารีรีตน์ มีบุตรสาว ชื่อ จรัสรวี บุญช่วย

     เมื่อกลับมาใช้ชีวิตในเมือง ได้ไปเป็นนักข่าว มหาชัย  แล้วไปทำงาน ชุดชั้นในสตรี เซนต์ไมเคิ้ล  3 ปี แล้วทำงานหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เช่น กรุงเทพธุรกิจสุดสัปดาห์ คู่แข่งธุรกิจ  ฯลฯ พร้อมๆกับเขียนเรื่องสั้น นวนิยาย และบทความ ไปด้วย
     
     พ.ศ. 2531 ผลงานบันทึกเชิงรายงาน  “เล่าความจริงขบวนการนักศึกษารามคำแหงยุคต้น “ 
     พ.ศ. 2532 รวมเรื่องสั้นพันธะแห่งเสรีภาพ 
             นวนิยายขนาดสั้น เรื่อง ทางเสือ  
     พ.ศ. 2535  เรื่องสั้น ถ้าผมเป็นพ่อ ใช้นามปากกา พิมาน สถาพร ได้รับการยกย่องเป็นวรรณกรรมเลือกสรรของสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย
               เรื่องสั้น ครอบครัวกลางถนน ได้รับรางวัลซีไรท์ ปี 2536 และรางวัลหนังสือดีเด่นจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ


    นามปากกา
              ศิลา โคมฉาย  
              พิมาน สถาพร

    

    ผลงาน  
    รวมเรื่องสั้น    พันธะแห่งเสรีภาพ  ครอบครัวกลางถนน แล้วเมล็ดพันธ์มิหยั่งราก
    นวนิยายขนาดสั้น   ทางเสือ ในกรงเล็บ
       สารคดี    
เล่าความจริงขบวนการนักศึกษารามคำแหงยุคต้น ปฎิวัติเบาๆ ฯลฯ
    ความเรียง  บางสำนึกและคำนึง  บางอารมณ์และเหตุผล รอยคำทางคน


   
   ข้อมูลจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล
Posted by add on 30 Oct. 2002,01:43
ไพวรินทร์ ขาวงาม



   เกิดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2504 เกิดที่ บ้านสาหร่าย ต.ทุ่งกุลา อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เดิมชื่อ ไพรัช เป็นบุตรคนที่สามในจำนวนบุตรทั้งหมด 9 คน ของนายสมัยและนางดวน ขาวงาม ซึ่งมีอาชีพทำนา


การศึกษา

    เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ,ประถมปีที่ 7 จากโรงเรียนบ้านตาหยวก ประชาสงเคราะห์ อยู่ห่างจากบ้าน 4 กิโลเมตร ปี 2517 บวชเณร ที่วัดไตรรัตนาราม จ.สุรินทร์ สอบได้นักธรรมโท ทางวัดส่งไปเรียนต่อที่วิทยาลัยสงฆ์วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา (ปัจจุบันคือ มหาวชิราลงกรณ์ราชวิทยาลัยเป็นสาขาของสภาการศึกษา มหามกุฎราชวิทยาลัย)

   สอบได้นักธรรมเอก, เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แล้วฝึกสอนวิชาภาษาไทยและวรรณคดี ตอบแทนสถาบัน ก่อนลาสิกขาบทในปี 2527 เดินทางขึ้นเชียงใหม่ เป็นพนักงานพิสูจน์อักษร หนังสือพิมพ์ประชากรรายวัน ประจำภาคเหนือ ต่อมาเป็นนักข่าว และมีประสบการณ์กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเล็กๆ อีกหลายฉบับ, ปี 2527 เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทำงานฝ่ายศิลป์นิตยสารสปีดเวย์, ร่วมกับเพื่อนทำรูปเคลือบพลาสติกวางขายข้างถนน และเคยเป็นพนักงานขายไอศกรีมหน้าร้านอาหาร, ปี 2528 ช่วยงานนิตยสารสู่ฝัน, ปี 2531 ประจำกองบรรณาธิการวารสารปาจารสาร ต่อมาเป็นบรรณาธิการเฉพาะกิจสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ก่อนจะประจำกองบรรณาธิการดีเคด ประจำกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ชีวิตต้องสู้ คอลัมนิสต์ประจำสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์

ประวัติงาน 
   
    เนื่องจากชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ในช่วงที่บวชเรียนอยู่ที่อยุธยา เคยทำหนังสือด้วยกระดาษฟุลสแก๊ปวางไว้ในห้องสมุด คัดลอก เรื่องสั้น กลอน ขำขัน และสาระต่างๆ ภายหลังเปลี่ยนจากการเขียนด้วยมือ มาเป็นพิมพ์ดีด
   งานเขียนที่ได้การตีพิมพ์ครั้งแรก เป็นความเรียงลงใน นิตยสาร ชัยพฤกษ์การ์ตูน ใช้นามปากกาว่า สามเณรไพรัช  ต่อมาเริ่มเขียนกลอนก็ใช้นามปากกาว่า ไพวรินทร์ วิเชียรฉันท์ ภายหลังจึงเปลี่ยนชื่อจริงเป็น ไพวรินทร์ ไปเลย เพื่อขจัดความยุ่งยากในการรับค่าเรื่อง

ผลงาน
     
2528 - "ลำนำวเนจร"
2529 - "คำใดจะเอ่ยได้ดังใจ"
2530 - "ไม่ใช่กวีนิพนธ์จากป่าอารยธรรม"
2532 - "ฤดีกาล"
2534 - "คือแรงใจและไฟฝัน" (ร่วมกับภาพถ่ายของ ธีรภาพ โลหิตกุล)
2536 - รวมกวีนิพนธ์ "ม้าก้านกล้วย"

    ผลงานประพันธ์ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เขา เช่น 
    คำใดจะเอ่ยได้ดังใจ เข้ารอบซีไรท์ ปี 2529
    ฤดีกาล          เข้ารอบซีไรท์ ปี 2535
    ม้าก้านกล้วย      ได้รับรางวัลซีไรท์ ปี 2538

กิจกรรม

.......เคยเป็นสมาชิกกลุ่มนักกลอนราชบุรีกวีรัตน์, สมาชิกและประธานชมรมวรรณศิลป์เริงจิต, ร่วมกับกลุ่มวรรณกรรมสองแคว จัดสัมมนาวรรณกรรมที่พิษณุโลก, ร่วมกับกลุ่ม "ตะเกียงดาว" ทำหนังสือ "คอนกรีต", ร่วมกับกลุ่ม "ตีนดำ" ทำละครเวทีสั้นๆ 2-3 ครั้ง, ร่วมกับเพื่อนทำสำนักพิมพ์นกสีเหลือง จัดพิมพ์วรรณกรรมของนักเขียนรุ่นใหม่

รางวัล



    ได้รับรางวัลจากการแต่งกลอนหลายครั้งสมัยเรียนหนังสือ, ปี 2532 รางวัล "บุ๊คส์ แอนด์ เบียร์" จากรวมบทกวี 3 เล่ม คือ "ลำนำวเนจร", "คำใดจะเอ่ยได้ดังใจ", "ฤดีกาล" โดย นพพร สุวรรณพาณิช เป็นผู้มอบให้, ปี 2535 รางวัลกวีนิพนธ์ดีเด่น สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จากรวมบทกวี "คือแรงใจและไฟฝัน" และรางวัลยกย่องบทกวี ชื่อ "ม้าก้านกล้วย" จากสมาคมภาษาและหนังสือ, ปี 2538 รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) จาก "ม้าก้านกล้วย"


     ผลงานหลังจากได้รับรางวัลซีไรท์แล้วได้แก่

      เจ้านกกวี กวีนิพนธ์
      กลอนกล่อมโลก กวีนิพนธ์
      ที่ใดมีรักที่นั่นมีรัก กวีนิพนธ์
      ทอดยอด เรื่องสั้น

      ไพวรินทร์ ขาวงาม ใช้ชื่อจริงในการเขียนหนังสือ เขาเป็นคนเขียนหนังสืออิสระ แต่งเพลง เสนอบทความ บทกวี ทั้งประจำและไม่ประจำในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ โดยนามจริงและนามปากกา เป็นวิทยากรพิเศษในสถาบันการศึกษาต่างๆ ตามวาระรับเชิญ ใช้ชีวิตไปกลับระหว่างเมืองหลวงและชนบท


http://www.pawpeang.com/pivarin.html
และข้อมูลจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล

Posted by add on 03 Nov. 2002,01:30
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
      
                                         
      เป็นชื่อจริง นามสกุลจริง  เกิดวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2509 ที่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง  บิดารับราชการครู มารดาทำนา เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 6 คน

การศึกษา

     จบชั้นประถมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนวัดไทรโกบ ประถมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนวัดพิกุลทอง มัธยมศึกษาจากโรงเรียนพัทลุง การศึกษาในระบบขั้นสุดท้าย สาขาวิชาบริหารธุรกิจคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ทว่าไม่จบ ออกมาทำงานด้านสำนักพิมพ์ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนหันไปใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้านแถบเทือกเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช


ประวัติงาน
    
        
         กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ รัตนชัยมานะบุตร และประชาคม ลุนาชัย  
                             
     เริ่มสนใจการอ่านมาตั้งแต่เด็ก เพราะบิดารักการอ่านหนังสือ ทุกประเภท เมื่อเรียนชั้นมัธยมศึกษา ได้มีโอกาสเข้าไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักเขียนชาวใต้ กลุ่มนาคร ทำให้สนใจงานเขียนมากขึ้น จนมี กวีบทแรก "ความเป็นจริงที่เป็นไป" ตีพิมพ์ใน "สยามใหม่" ขณะเรียนมัธยมต้นในรั้วเขียวเหลือง (2523) เรื่องสั้นเรื่องแรก "ดุจตะวันเจิดจ้า" ตีพิมพ์ใน "มติชนสุดสัปดาห์" ขณะเรียนมัธยมปลาย(2527)

      เป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งคนหนึ่งของ"กลุ่มนาคร" ปี 2532 เรื่องสั้น สะพานขาด ได้รับการประดับช่อการะเกดครั้งแรก เรื่องสั้น "โลกใบเล็กของซัลมาน" ได้รับการประดับช่ออีกครั้งในปี 2533 นับเป็นนักเขียนช่อการะเกดคนแรกที่ได้รับการประดับช่อสองครั้ง มีผลงานรวมเรื่องสั้นสามเล่มแล้วคือ สะพานขาด ปี 2534 คนใบเลี้ยงเดี่ยว ปี 2535 และเล่มล่าสุด แผ่นดินอื่น ปี 2539 ได้รับรางวัลซีไรท์ประจำปี 2539 ( ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ซีไรท์ ที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะ “แผ่นดินอื่น” คือรวมเรื่องสั้นที่รวมเอาแนวคิดของกนกพงศ์ที่ต่อปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เอาไว้ โดยเฉพาะ เรื่อง “แมวแห่งบูเก๊ะกรือซอ“)  เคยรั้งตำแหน่งบรรณาธิการหนังสือไรเตอร์ แมกกาซีนในยุคที่ 2 ต่อจากขจรฤทธิ์ รักษา ปัจจุบันได้หยุดกิจการไปแล้ว
     

      ในช่วงหลัง ๆ มานี้ นอกจากกนกพงศ์จะผลิตเรื่องสั้นชั้นดีลงตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารแล้ว ยังมีบทความเชิงการเมืองที่สะท้อนสังคม และวิถีชีวิตของคนพื้นถิ่นดินแดนภาคใต้ กนกพงศ์ยังเขียนบทกวีสะท้อนการต่อสู้ของคนระดับรากหญ้าได้อย่างเข็มข้น และหยั่งลึกถึงปมปัญหาได้อย่างน่าทึ่ง


ผลงานที่ได้รางวัลและผลงานตีพิมพ์แล้วมีดังนี้

          
                             
- ป่าน้ำค้าง (รวมบทกวี : 2531)  เป็นผลงานบทกวีรวมเล่มครั้งแรก
- สะพานขาด (รวมเรื่องสั้น : 2534) ได้รับรางวัลเรื่องสั้นช่อการะเกด จากสุชาติ สวัสดิ์ศรี เมื่อปี พ.ศ. 2532และได้รับคัดเลือกให้แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นในเวลาต่อมา
- เรื่องสั้น โลกใบเล็กของซัลมาน ได้รับรางวัลเรื่องสั้น ช่อการะเกด เมื่อ พ.ศ.2533 
- คนใบเลี้ยงเดี่ยว (รวมเรื่องสั้น : 2534)
- แผ่นดินอื่น (รวมเรื่องสั้น : 2539) ได้รับรางวัลซีไรท์ ปี 2539
- บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร (2544) ความเรียงเชิงบันทึกทัศนะ
- ยามเช้าของชีวิต (2546) เรื่องเล่าเชิงบันทึกทัศนะ
- โลกหมุนรอบตัวเอง (2548) รวมเรื่องสั้น
- ในหุบเขา (2549) กวีนิพนธ์
- นิทานประเทศ (2549)

           
นามปากกา   ใช้นามจริง

            ในช่วง 10 ปีหลังสุด กนกพงศ์เดินทางมาใช้ชีวิตอยู่กับงานเขียนที่ “หุบเขาฝนโปรยไพร” อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช  เขาหายเงียบไปจากหน้าหนังสือสังคมนักเขียนอยู่พักใหญ่ ก่อนจะมีรวมเรื่องสั้นเล่มล่าสุดออกมา คือ “โลกหมุนรอบตัวเอง” และกำลังจะมีการรวมเล่มเรื่องสั้นชุดต่อไปในไม่ช้า แต่ด้วยความเป็นคนไม่แข็งแรง และใช้ชีวิตการทำงานชนิดที่เพื่อนรักอย่างไพฑูรย์ ธัญญาเรียกว่า “เผาตัวเอง” ทำให้มีอาการไข้หวัดใหญ่เล่นงาน ก่อนจะเข้าไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนคินทร์ อ.เมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นไข้หวัดใหญ่ และเสียชีวิตด้วยอาการน้ำท่วมปอดเมื่อเช้าวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2549

       อาจารย์ธัญญา สังขพันธานนท์ หรือ “ไพฑูรย์ ธัญญา” อดีตนักเขียนซีไรท์ ชุด “ก่อกองทราย” ปี 2530 เพื่อนร่วมชายคา “กลุ่มนาคร” กล่าวชื่นชมเพื่อนนักเขียนคนนี้ว่า เป็นนักเขียนเรื่องสั้นที่ฝีมือดีที่สุดคนหนึ่งของวงการ

           “งานของกนกพงศ์ทุกชิ้น เขียนด้วยใจทุ่มเทจริงๆ ในชุดแผ่นดินอื่นนั้น คือรวมเรื่องสั้นเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งใน 3 จังหวัดภาคใต้ของเราที่สะท้อนผ่านแนวคิดของกนกพงศ์จริงๆ เขาสัมผัสมาอย่างนั้น เขารู้สึกอย่างนั้น เขาก็เลยเขียน และทำได้ดีมาก จะว่าไปปัญหาเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นนั้น กนกพงศ์คือคนที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งทีเดียว เพียงแต่ไม่มีใครฟังเขาอย่างจริงจัง”

         
< http://www.horizontower.com/kanogpong.htm >
< http://www.bookgang.net/writer/kanokpong/index.php >
< http://www.tjanews.org/cms....emid=47 >
และข้อมูลจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล                        

Posted by add on 05 Nov. 2002,03:14
วินทร์ เลียววาริณ
    
    
     แต่เดิมชื่อ สมชัย เลี้ยววาริณ  เกิดปี พ.ศ.2499 ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นบุตรคนที่ 7 ในจำนวนพี่น้อง 10 คน ที่บ้านเปิดเป็นร้านขายรองเท้า 

การศึกษา

     เรียนชั้น ป.1-มศ.3 ที่หาดใหญ่ แล้วเข้ามาสอบเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนบดินเดชา สำเร็จปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วเดินทางไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์เป็นเวลาสามปี ต่อมาปี 2526 เขาเดินทางไปใช้ชีวิตที่อเมริกา 2 ปี ในฐานะสถาปนิก นักตกแต่งภายใน นักออกแบบกราฟฟิก กลับมาเมืองไทยก็ผันตัวเองไปทำงานด้านโฆษณา  ได้เข้าศึกษาปริญญาโท สาขาการตลาด ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

ประวัติงานและรางวัลที่ได้รับ 

     หลังจากที่เขากลับมาอยู่เมืองไทย ได้เข้าทำงานโฆษณาในตำแหน่งผู้กำกับศิลป์ และผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์  ช่วงนี้เริ่มเขียนเรื่องสั้น และนวนิยาย ในนาม “วินทร์ เลียววาริณ” 
     ในช่วงวัยเด็ก เขาเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก โดยแอบอ่านวนิยายในห้องเรียนวันละ สองเล่ม  ทั้งนวนิยายอาชญากรรม กำลังภายใน ไปจนถึงนวนิยายวิทยาศาสตร์  อ่านหนังสือในห้องสมุดหาดใหญ่แทบทุกเล่มที่ชอบมากก็เรื่องสั้น แนวหักมุม
     เขาเริ่มเขียนหนังสือจริงจัง เมื่อ พ.ศ. 2533 ช่วงแรกเขียนเรื่องสั้นแนวหักมุมตามแนวของโอ เฮนรี่ และปกรณ์ ปิ่นเฉลียว นักเขียนที่เขาชื่นชอบ แต่ไม่ได้รับการพิจารณาให้ตีพิมพ์ 
     พ.ศ. 2534 เรื่องสั้น เรื่อง ไฟ ในแนวหักมุม ได้ลงพิมพ์ในนิตยสาร อิมเมจเป็นเรื่องแรก ส่วนเรื่องสั้นที่ทำให้มีชื่อเสียง เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุด คือ
     โลกีย-นิพพาน ได้ลงพิมพ์ในนิตยสารช่อการะเกด ของสุชาติ สวัสดิ์ศรี เมื่อ ปี 2535 และได้รับการโหวตเป็นเรื่องสั้นยอดนิยมในปีนั้น  เรื่องสั้นเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษลงในนิตยสาร Caravan ภาคภาษาอังกฤษ และยังได้รับการแปลงเป็นบทภาพยนต์สั้น ต่อมาในปี 2538
    เรื่องสั้น "การหนีของราษ โลกสามใบของราษฎร์ เอกเทศ" ได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดนิยมอีกครั้ง

     นอกจากผลงานเรื่องสั้น ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ตามนิตยสารต่างๆอย่างสม่ำเสมอแล้ว เขายังเขียนนวนิยายเรื่องแรก คือ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ลงพิมพ์เป็นตอนๆในมติชนสุดสัปดาห์ และรวมเล่ม เมื่อปี 2537 
     ดังนั้นช่วงนี้จึงมีผลงานรวมเล่ม 3 เล่ม คือ อาเพศกำสรวล สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง แล ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน
     ผลงานรวมเรื่องสั้นสองเรื่องอันได้แก่ อาเพศกำสรวล (2537) ได้รับรางวัลดีเด่นประเภทรวมเรื่องสั้น
     สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง (2537) ได้รับรางวัลดีเด่นและรางวัลชมเชยตามลำดับจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำปี 2538

    
     นิยายเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน (2537) ยังได้รับรางวัลดีเด่น ประเภทนวนิยาย  และได้รับรางวัลซีไรท์ ปี 2540

    

     ปลายปี 2538 เรื่องสั้น การหนีของราษโลกสามใบของราษฎร์ เอกเทศ  ที่ลงพิมพ์ในนิตยสารช่อการะเกด ก็ได้รับการโหวตเป็นเรื่องสั้นยอดนิยมอีกครั้ง 
     เรื่องสั้นชุดล่าสุดคือ เดือนช่วงดวงเด่นฟ้าดาดาว (2538) รวมเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์
 
    
    รวมเรื่องสั้น-บทความ "สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน" ได้รับรางวัลซีไรต์อีกครั้งในปี 2542

    

    ปัจจุบัน วินทร์ เลี้ยววาริณ ทำงานโฆษณาและเขียนหนังสือ สมรสแล้วกับภรรยาชาวสิงคโปร์ ชื่อ ลิเลียน มีบุตรชาย 1 คน ชื่อ ชฤน
      
นามปากกา  วินทร เลียววาริณ 

ผลงานที่รวมเล่มแล้ว


สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2537)
อาเพศกำสรวล (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2537)
ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน (นวนิยาย) (พ.ศ. 2537)
เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว (รวมเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์) (พ.ศ. 2538)
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน (รวมเรื่องสั้นและบทความ) (พ.ศ. 2542)
空劫の大河 タイ民主革命奇綺談 (ภาคภาษาญี่ปุ่นของหนังสือ"ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน") (พ.ศ. 2542)
หนึ่งวันเดียวกัน (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2544)
หลังอานบุรี (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2544)
ปีกแดง (นวนิยาย) (พ.ศ. 2545)
インモラル・アンリアル ISBN 4763123238 (รวมเรื่องสั้นภาคภาษาญี่ปุ่น) (พ.ศ. 2545)
ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน (จดหมาย) (พ.ศ. 2545) (เขียนร่วมกับ ปราบดา หยุ่น)
ปั้นน้ำเป็นตัว (รวมเรื่องสั้นและบทความ) (พ.ศ. 2546)
ำ (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2546)
Democracy, Shaken & Stirred (ภาคภาษาอังกฤษของหนังสือ"ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน") (พ.ศ 2546)
วันแรกของวันที่เหลือ (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2547)
ฆาตกรรมกลางทะเล (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2547)
คดีผีนางตะเคียน (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2547)
นิยายข้างจอ (พ.ศ. 2548)
ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล (พ.ศ. 2548)
จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย (รวมเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์) (พ.ศ. 2548)
รอยเท้าเล็กๆของเราเอง(หนังสือเสริมกำลังใจ) (พ.ศ. 2548)
โลกด้านที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์ (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2549)
ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85 (นวนิยาย) (พ.ศ. 2549)
ยาแก้สมองผูก ตราควายบิน (คู่มือการเขียนหนังสือแบบสังเคราะห์เรื่อง) (พ.ศ. 2550)
ฝนตกขึ้นฟ้า (นวนิยายฟิล์ม นัวร์ ) (พ.ศ. 2550)
โลกใบที่สองของโม (นวนิยายภาพรีไซเคิลเรื่องแรกของโลก) (พ.ศ. 2549)
ความฝันโง่ ๆ (หนังสือรวบบทความเสริมกำลังใจ ชุดที่ 2) (พ.ศ. 2549)
a day in a life(2005) (หนึ่งวันเดียวกัน ฉบับภาษาอังกฤษ)

หนังสือที่เขียนร่วมกับ ปราบดา หยุ่น
(ดัดแปลงจากชื่อหนังสือที่ได้รับความนิยมของทั้งคู่ คือ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ของวินทร์ และ ความน่าจะเป็น ของปราบดา) โดยเขียนลงเป็นตอนๆ ลงในนิตยสาร open ในลักษณะการโต้ตอบอีเมลกัน และได้รวมเล่มเป็นหนังสือแล้วสองเล่ม


ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 1 (จดหมาย 2545)
ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 2 (จดหมาย 2547)
ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 3 (จดหมาย 2548)
ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 4 (จดหมาย 2549)
ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 5 (จดหมาย 2550)




< http://www.thaiwriter.net/sea_write/vin.htm >


< วิกีพีเดีย  วินทร์  เลียววารินทร์ >

และข้อมูลจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล

Posted by add on 14 Nov. 2002,01:57
แรคำ ประโดยคำ 

     
      เกิดเมื่อวันที่ 9 มกราคม พศ. 2496 ที่ ตำบล บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี  บิดามารดาเป็นชาวสวน

การศึกษา

      จบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนบางกะจะ มัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียน ศรียานุสรณ์  จันทบุรี ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิต (ภาษาไทย) จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ปริญญาาอักษรศาสตร์บัณฑิต (วรรณคดี) จากจุฬาลงรณ์มหาวิทยาลัย

ประวัติงาน และงานที่ได้รางวัล

       เคยรับราชการที่โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จังหวัดขอนแก่น แล้วย้ายไปเป็นอาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่จนถึงปัจจุบัน และในปลายปี 2538 เดินทางไปสอนภาษาไทยให้กับนักศึกษาเยอรมัน ในภาควิชา ภาษาเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัย Passau รัฐบาวาเรีย

       ตอนวัยเด็กชอบฟังละครวิทยุ ฟังเพลงสุนทราภรณ์และเพลงลูกทุ่ง เมื่อเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก็เริ่มเขียนบทกวีเป็นลำนำเพลงส่งให้รายการวิทยุ และนิตยสาร  ช่วงที่เรียนปริญญาตรีเอกภาษาไทย ที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มอ่านวรรณคดีอย่างจริงจัง ประทับใจรวมบทกวี คำหยาด ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  ประกอบกับเป็นนักศึกษารุ่นน้องของสถาพร ศรีสัจจัง (พนม นันทพฤกษ์ )ซึ่งมีชื่อเสียงในการแต่งร้อยกรอง  สุพรรณจึงทดลองแต่งร้อยกรองเรื่อยมา เขียนแนวเพื่อชีวิตและสะท้อนสังคมบ้าง แต่รู้สึกไม่ใช่ตัวเองจึงเลิกสนใจ จนกระทั่งมาค้นพบแนวทางจองตนเองจากร้อยกรอง ลานนวดข้าว  โดยใช้นามปากกา แรคำ ประโดยคำ  เจตนาเพื่อให้นักศึกษาไม่รู้จักจะได้กล้าวิจารณ์งานเขียนของเขา

        หลังจากที่เขียนบทกวีเผยแพร่ในนิตยสารได้ระยะหนึ่ง ใช้นามปากกา แรคำ ประโดยคำ จนเป็นที่รู้จัก  จึงเกิดผลงาน กวีนิพนธ์ที่ชื่อ แรคำ เมื่อปี พ.ศ. 2528 ปรากฎว่าได้รับรางวับกวีนิพนธ์ดีเด่น ประจำปี 2528 จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ และเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2529

        พ.ศ.2533 มีผลงานกวีนิพนธ์เล่มที่ 2 ลานชเล ได้รับรางวัลชมเชยประเภทกวีนิพนธ์ 2534 จากคณะกรรมพัฒนาหนังสือแห่งชาติ

        พ.ศ. 2535 รวมกวีนิพนธ์  ดิน น้ำ ลม ไฟ เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์  ประจำปี 2535

        พ.ศ. 2538 รวมกวีนิพนธ์ น้ำพุรุ้ง เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์  ประจำปี 2538

        พ.ศ. 2541 รวมกวีนิพนธ์ ในเวลา  ซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจสำคัญในช่วงที่ไปใช้ชีวิตในเยอรมัน หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลววรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2541  
     

ผลงานที่ตีพิมพ์แล้ว

1.แรคำ (2528) รางวัลกวีนิพนธ์ดีเด่น จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ
2.ลานชเล (2533) รางวัลชมเชยกวีนิพนธ์ 2534 จากคณะกรรมพัฒนาหนังสือแห่งชาติ
3.ดิน น้ำ ลม ไฟ (2535) เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์
4.น้ำพุรุ้ง (2538)
5.อุตตระ (2540) นิยายเรื่องแรก
6.ในเวลา (2541) รางวัลซีไรต์
7.ผู้ต่อไฟ (2542) ความเรียง
                       

     http://www.dokya.com/author/w20.asp
     และข้อมูลจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล

Posted by add on 15 Dec. 2002,19:11
วิมล ไทรนิ่มนวล

     
   
    เกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2498 สัญชาติไทย บิดาชื่อ นายหอม มารดาชื่อ นางโม เป็นชาวอำเภอบางเลน จ.นครปฐม จบการศึกษาปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เคยรับราชการเป็นครูอยู่ 10 ปี แล้วลาออก ทำงานเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ทานตะวัน และเป็นบรรณาธิการสมทบบริษัทต้นอ้อ จำกัด พร้อมกับสร้างสรรค์งานวรรณกรรม

    วิมล ไทรนิ่มนวล อยู่ในวงวรรณกรรมมายาวนานตั้งแต่สมัยรับราชการครู ก่อนที่จะตัดสินใจมาเป็นนักเขียนเต็มตัว เปิดสำนักพิมพ์ทานตะวัน ทำหนังสือตั้งแต่ปี 2526 - ปัจจุบัน

    ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระอยู่ที่จังหวัดอยุธยา  เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ ทานตะวัน สมรสแล้ว มีบุตร 2 คน 

    มีผลงานที่รวมเล่ม ทั้งเรื่องสั้นและนวนิยาย รวม 12 เล่ม ดังนี้

1. แมงมุมอ้วน (เรื่องสำหรับเด็ก) พิมพ์ พ.ศ. 2525
2. กระแสลมที่พัดกลับ (รวมเรื่องสั้น) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2526 ตีพิมพ์แล้ว 3 ครั้ง
3. งู (นวนิยาย) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2527 ตีพิมพ์แล้ว 5 ครั้ง
4. คนจน (นวนิยาย) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2530 ตีพิมพ์แล้ว 5 ครั้ง
5. คนทรงเจ้า (นวนิยาย) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2531 ตีพิมพ์แล้ว 5 ครั้ง และถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์
6. โคกพระนาง (นวนิยาย) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532 ตีพิมพ์แล้ว 3 ครั้ง
7. วันฟ้าหม่น (รวมเรื่องสั้น) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2533 ตีพิมพ์แล้ว 3 ครั้ง
8. ผู้ไขว่คว้า (นวนิยาย) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2534
9. ดวงเดือนในห้วงน้ำ (นวนิยาย) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2534 ตีพิมพ์แล้ว 2 ครั้ง
10. นิกส์เอดส์ (รวมเรื่องสั้น) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2538
11. จ้าวแผ่นดิน (นวนิยาย ยาว 957หน้า) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2539
12. อมตะ (นวนิยาย) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2543 และเป็นนวนิยายซีไรท์ ประจำปี 43

    

   สำรับนวนิยายเรื่อง อมตะนั้น เป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์ที่สมมุติเรื่องในอนาคต เมื่อมนุษย์สามารถ "โคลน" มนุษย์ด้วยกันเองได้ โดยการนำเสนอเรื่องของนักธุรกิจที่อยากอยู่ได้อย่างอมตะ จึงทำ "โคลน" มนุษย์ไว้เป็นอะไหล่ของเขาเอง เมื่อส่วนใดเสื่อมก็ผ่าตัดเปลี่ยนเอาใหม่จาก "โคลน" ของเขาเอง เป็นการผูกปมให้ชวนติดตามด้วยความใคร่รู้ ทั้งเนื้อเรื่องและประเด็นวิวาท และการใช้วรรณกรรมเสนอปรัญชาพุทธศาสนาได้อย่างน่าสนใจ เหมือนกับจะฉุดรั้งความคิดของคนสมัยใหม่ ที่จะเพริดไปกับความก้าวหน้าล้ำยุค จนลืมคิดถึงเรื่อง"ชีวิตจิตใจ" ซึ่งเป็นหัวใจของตัวตนมนุษย์


  http://www.pantip.com/cafe/library/writer/vimol/profile.html

Posted by dinsor on 15 Dec. 2002,20:42
ชอบอ่านงานของวินทร์ มากค่ะ ติดตามทุกเล่ม  ชอบ เรื่องชู้ กะ ตุ๊กตามากที่สุดเลย ที่อยู่ในรวมเรื่องสั้นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน
สมุดปกดำกับใบไม้สีแดงก้อชอบ
ประชาธิปไตยฯ ก้อชอบ ชอบทุกเล่มค่ะ
อยากเจอคุณวินทร์ ยังไม่เคยเจอเลย

งานของชาติ กอบจิตติ ก้อชอบ  อ่านแล้ว เข้าใจถึงชีวิต ในสังดีนะ

อัญมณีแห่งชีวิตก้อชอบ ชอบเรื่องสั้น ปลาหางเปีย


จะว่าไป ก้อชอบ ทั้งนั้นละเนาะ อิอิ

นักเขียนที่เคยเจอมาแล้ว ก้อมี คุณคำสิงห์ คุณธัญญา คุณนวรัตน์  คนอื่น จำไม่ได้แล้วล่ะค่ะ


อยากอ่านหนังสือ ทั้งหมดบนโลกใบนี้
ตอนนี้ อ่านได้แค่ เศษ 1 ส่วน ล้านๆๆๆ  อ่ะ
Posted by add on 16 Dec. 2002,20:57
โอ้โฮ... น้องดินสอก็เป็นคนที่รักการอ่านหนังสือคนหนึ่งนะคะ 
ถ้าแนะนำนักเขียนซีไรต์หมดแล้ว จะมีแนะนำนักเขียนคนอื่นๆอีกค่ะ

โชคชัย บัณฑิต

    

     เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2509 ที่ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ผ่านการศึกษาในโรงเรียนหลายแห่ง ตามเงื่อนไขของครอบครัวที่ต้องการให้ได้รับโอกาสทางการศึกษามากที่สุด โดยเริ่มจากโรงเรียนจากโรงเรียนปฐมสิทธิพิทยาคาร (ป.1-4) และโรงเรียนบูรพาศึกษา (ป.5-6) ในอำเภอบ้านเกิด จากนั้นจึงขยับขยายเข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนโชติรวี (ป.7) และโรงเรียนนครสวรรค์ (ม.ศ.1-5) ในตัวจังหวัด ก่อนสำเร็จปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต จากคณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ และปริญญาโท ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (ไทยศึกษา) จากคณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงตามลำดับ

ผลงานบทกวี ที่ได้รับการรวมพิมพ์เป็นเล่มแล้ว

1. กังสดาลดอกไม้ (2534)
2. ลมอ่อนตะวันอุ่น (2537)
3. เงานกในร่มไม้ (2538)
4. บ้านเก่า (2544)
5. เขียนกระดาษ วาดละคร (2545)


     

อ้างถึง
คำประกาศของคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ประจำปี 2544

     คณะกรรมการตัดสินวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) มีมติให้หนังสือรวมบทกวีนิพนธ์ บ้านเก่า ของโชคชัย บัณฑิต ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนประจำปี 2544

     บ้านเก่า สื่อความคิดของกวี โดยเรียงร้อยประสบการณ์และสิ่งธรรมดาสามัญรอบตัวซึ่งคนทั่วไปอาจมองข้าม กวีสังเกตสังคมด้วยสัมผัสอันละเอียดอ่อน จากมุมมองเฉพาะตัวที่โดดเด่น โดยมีภาพ
"บ้านเก่า" ซึ่งแสดงวิถีชีวิตดั้งเดิมเป็นพื้นฉาก เขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมเมือง โดยเฉพาะกระแสบริโภคนิยมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่รุกเข้ามาลบภาพ "บ้านเก่า" ไปทีละน้อย  ถึงแม้จะไม่สมบูรณ์แบบในลีลาภาษา แต่รวมบทกวีนิพนธ์ บ้านเก่า มีความโดดเด่นในกลวิธีทางวรรณศิลป์ โดยเฉพาะการนำสิ่งตรงข้าม หรือคล้ายคลึงมาเชื่อมโยงทาบเทียบกัน และด้วยน้ำเสียวที่อ่อนโยนกับท่าทีที่ท้าทายความคิดของผู้อ่านอยู่ในที ทำให้หนังสือกวีนิพนธ์เล่มนี้ สามารถสื่อสารที่กวีต้องการจะถ่ายทอด

     ด้วยคุณสมบัติดังกล่างข้างต้นบทกวีนิพนธ์ บ้านเก่า ของโชคชัย บัณฑิต จึงสมควรได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปี 2544

                     นางนิตยา มาศะวิสุทธิ์
                     นายประภัสสร เสวิกุล
                     นายอดุล จันทรศักดิ์
                     นางกุสุมา รักษมณี
                     นางศรีสุรางค์ พูลทรัพย์
                     คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์
                     นางจิระนันท์ พิตรปรีชา


   
รางวัลทางวรรณกรรมที่เคยได้รับ

พ.ศ. 2535 บทกวี "เวทนา" ได้รับรางวัลชมเชย จากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ

พ.ศ. 2541 บทกวี "ปีกไม้-ลายแทง" ได้รับรางวัลชมเชย จากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ

     ปัจจุบันโชคชัย รับราชการในตำแหน่งวิทยาจารย์ สอนวิชาภาษาไทย อยู่ที่ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม


     “ภูสายหมอก”

     “พลิ้วแพรหนาวพราวผืนห่มพื้นหล้า
      ภูสูงเทียมถิ่นฟ้าห่มผ้าหนาว
      ธารยะเยียบเฉียบเย็นเห็นดวงดาว
      สะท้อนพราวหนาวยะเยือกห่มเทือกภู”

            โชคชัย บัณฑิต…..ผู้ประพันธ์


     < http://www.ptd.ac.th/section/section_01-4-6.html >    
     < http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K1417900/K1417900.html >
Posted by dinsor on 16 Dec. 2002,22:51
เรื่องบ้านเก่า ก้ออ่านแล้วล่ะค่ะ
ตอนนี้ อยากได้ ปีกแดง ของวินทร์ มากเลย อ่ะ แต่ว่า ไม่มีตังค์ซื้อ ง่า คิคิ

ตอนนี้ ก้อเลยหันไปอ่านนวนิยาย ของคุณ ว.วินิจฉัยกุลอยู่ค่ะ
อยากแนะนำให้อ่านค่ะ
Posted by add on 17 Feb. 2003,08:15
วันหลังต้องรบกวนให้น้อง ดินสอช่วยแนะนำนวนิยายของ ว.วินิจฉัยกุลให้อ่านกันบ้างนะ  เพราะได้ข่าวมาว่า  เวลาที่มีงานสัปดาห์หนังสือนั้น นวนิยายของ ว.วินิจฉัยกุลจะขายดีสุด

      ขอเพิ่มเติมข้อมูลของกวีซีไรต์ คุณศิลา โคมฉาย  กวีซีไรต์ ปี พ.ศ. 2536   Ms Mother ได้กรุณาเพิ่มเติมข้อมูลให้ดังนี้ค่ะ

      เพิ่มเติมผลงานของ ศิลา โคมฉาย เพื่อความสมบูรณ์ดังนี้

1. เล่าความจริง  ขบวนการนักศึกษารามคำแหงยุคต้น 2516 - 2519  พิมพ์แล้ว 3 ครั้ง
2. พันธะแห่งเสรีภาพ  รวมเรื่องสั้น (2532)  พิมพ์แล้ว 2 ครั้ง
3. ทางเสือ  นวยิยาย (2532)  พิมพ์แล้ว 6 ครั้ง
4. The Path of Tiger  ทางเสือ พากษ์อังกฤษ (2537)
5. ครอบครัวกลางถนน  รวมเรื่องสั้น (2536) (รางวัลซีไรท์ - รางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ)  พิมพ์แล้ว 11 ครั้ง
6. ในกรงเล็บ  นวนิยาย (2536)  พิมพ์แล้ว 2 ครั้ง
7. บางอารมณ์และเหตุผล  ความเรียง (คู่แข่งบุคส์) (2538)
8. บางสำนึกและคำนึง  ความเรียง (2538)
9. ปฏิวัติเบาๆ  สารคดีพิเศษ (2540)
10. รอยคำทางคน  บทความ (คู่แข่งบุคส์) (2540)
11. แล้วเมล็ดพันธุ์มิหยั่งราก  รวมเรื่องสั้น (2541) (รางวัลชมเชยงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ)
12. ฝันทะลุแดด  นวนิยาย (2543)
13. ชะตากรรมและนักเล่าเรื่อง  รวมเรื่องสั้น (2545)

       ปัจจุบันมีลูกสาว 2 คน
1. เด็กหญิงจรัสรวี บุญช่วย (13)
2. เด็กหญิงนรีพิมาน บุญช่วย (7)

      ปัจจุบันเป็นนักเขียนประจำอยู่ หนังสือพิมพ์รายวันบางกอก ทูเดย์ คอลัมน์บางกอกดูดี

      ขอขอบคุณ  Ms Mother ค่ะ

Posted by add on 05 Apr. 2003,09:02
นักเขียนรางวัลซีไรท์คนแรกเสียชีวิตแล้ว

    คำพูน บุญทวี ชาวยโสธร นักเขียนรางวัลซีไรท์ปี พ.ศ. 2522 จากหนังสือเรื่อง ลูกอิสาน เสียชีวิตแล้วเมื่อเช้าวันนี้ (วันที่ 4 เมษายน 2546) ด้วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน รวมอายุได้ 75 ปี

    คำพูน บุญทวียังได้รับรางวัล ศิลปินแห่งชาติประจำปี พ.ศ. 2544อีกด้วย

    ผลงานดีเด่นของเขา คือ นวนิยาย เรื่อง ลูกอิสาน นายฮ้อยทมิฬ พจนานุกรมภาษาอิสาน  ฯลฯ

    ตั้งศพบำเพ็ญกุศล ที่ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ ศาลา 8 จนถึงวันที่ 10 เมษายน ศกนี้

     (อ่านประวัติของเขาที่หน้าแรก ของกระทู้นี้)
Posted by add on 30 May 2003,00:49
ปราบดา หยุ่น

    
    

     นักเขียนซีไรท์คนล่าสุด ประจำปี 2545
     เขาเป็นบุตรคนเดียวของ สุทธิชัย หยุ่น กับนันทวัน เมฆใหญ่ ซึ่งก็คงเป็นที่รู้จักกันว่า สุทธิชัย หยุ่น คือ หุ้นส่วนใหญ่สื่อในเครือ เดอะเนชั่น รวมถึง คมชัดลึก ซึ่งเขาเองเป็นผู้ก่อตั้ง หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ The Nation ซึ่งต่อสู้มาด้วยความยากลำบากนานถึง 15 ปี จึงจะประสบความสำเร็จ ส่วนคุณแม่ คือ คุณนันทวัน เมฆใหญ่ เป็นอดีตบรรณาธิการนิตยสารลลนา ซึ่งเป็นนิตยสารที่โด่งดังมากสมัยที่ สุวรรณี สุคนธา ยังมีชีวิตอยู่ 

     ปราบดา หยุ่นจบ ม.3 ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาประมาณ 11 ปี สำเร็จปริญญาตรีสาขาศิลปะจาก The Cooper Union for the Advancement of Art and Science จากนิวยอร์ก เคยทำงานกราฟฟิคดีไซน์ และ เรียนการชงชา

     ปราบดา หยุ่น เริ่มเข้าสู่วงการหนังสือ ตั้งแต่สมัยมัธยม  เรื่องสั้นเรื่องแรก ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร ลลนา สมัยอยู่เทพศิรินทร์ทำหนังสือของโรงเรียนชื่อ รั้วรำเพย  และทำหนังสือของโรงเรียนอีกครั้งที่ Parsonns School of Design ชื่อหนังสือ Pivot ซึ่งเขาเป็นทั้งกองบรรณาธิการ และอาร์ตไดเรกชั่นเอง  งานเหล่านี้คือพื้นฐาน ให้เขาก้าวเดินอย่างมั่นคง บนถนนคนเขียนหนังสือ

     เมื่อกลับจากอเมริกา มาสมัครเป็นทหารอยู่ 6 เดือน (เรียนปริญญาตรีจะเป็นทหารแค่ 6 เดือน) จากเกณฑ์ทหารก็เริ่มเขียนหนังสือ ประมาณ ปี 2542 เรื่องสั้นเรื่องแรกลงที่แพรวสุดสัปดาห์ ชื่อ "คนนอนคม"

     และในช่วงนี้เขามีหนังสือที่พิมพ์ออกมาคือ

     เมืองมุมฉาก
     สิ่งที่เคลื่อนไหว
     อุทกภัยในดวงตา
     และ ความน่าจะเป็น

    

     ซึ่งทั้ง 4 เรื่องนี้มีคนส่งผลงานของเขาเข้าประกวดรางวัลซีไรท์ ปี 2545 ทั้งสี่เรื่อง เรื่องที่ได้เข้ารอบ คือเรื่อง ความน่าจะเป็น และเรื่องนี้ก็ได้รับรางวัลซีไรท์ปี่ 2545 ด้วยเหตุผลที่ว่า

     ความน่าจะเป็น เป็นวรรณกรรมที่น่าจะถือได้ว่าเป็นตัวแทนความคิดของคนรุ่นใหม่ เขาเป็นนักเขียนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ช่างสังเกตชีวิตและพฤติกรรมมนุษย์ วิพากษ์วิจารณ์สังคมและค่านิยมของยุคสมัย แล้วนำมาล้อเลียนเสียดสีด้วยอารมณ์ขันอย่างเฉียบคม

    ความน่าจะเป็นแสดงความสามารถของผู้เขียนในการนำเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องมาเขียนให้เป็นเรื่องที่น่าขบคิดหรือตั้งคำถามโดยไม่ให้คำตอบ เรื่องสั้นในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุดนี้มีลีลา และกลวิธีการเขียนเฉพาะตัวและมีความหลากหลาย แปลกใหม่ในด้านกลวิธีีและขนบวรรณศิลป์ นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นในด้านการเล่นกับภาษา
อย่างมีรากฐานทางวัฒนธรรม


    และเรื่องล่าสุดที่เขาพิมพ์ออกจำหน่ายในขณะนี้ คือ เรื่อง ชิทแตก 

    ปราบดาหยุ่นเป็นนักเขียนซีไรท์ที่มีอายุเพียง 30 ปี และเป็นดารานักร้องและนักแสดงด้วย

     < http://161.200.139.232/cgi-bin/main/prabda-seawrite.asp >
     < http://www.thaiwriter.net/interview/int_prabda.html >
Posted by dinsor on 26 Jun. 2003,03:14
1 ช่างสำราญ โดยเดือนวาด พิมพวนา สำนักพิมพ์สามัญชน
2 ปีกแดง โดย วินทร์ เลียววารินทร์ สำนักพิมพ์ 113
3 โพรงมะเดื่อ โดย ประมวล ดารดาษ สำนักพิมพ์ คนตะวันตก
4 โลกของจอม โดย ทินกร หุตางกูร สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม
5 เสียงเพรียกจากท้องน้ำ โดย ประธีป จุมพล สำนักพิมพ์แพรว
6 เสือตีตรวน โดยบัญชา อ่อนดี สำนักพิมพ์สามัญชน
7 อ้วน โดยศักดิ์ชัย ลัคนาวิเชียร สำนักหนังสือใต้ดิน
คณะกรรมการ ประกอบด้วย
1 รศ.ดร. ตรีศิลป์ บุญขจร
2 ผศ. ทวีศักดิ์ ปิ่นทอง
3 ผศ.ดร.ธเนศ เวชธาดา
4 นายพิเชษฐ์ แสงทอง
5 นางเพ็ญแข คุณาเจริญ
6 รศ.ยุพร แสงทักษิณ
7 รศ. ยุรฉัตร บุญสนิท

Posted by add on 26 Jun. 2003,22:51
ขอบคุณดินสอนะจ๊ะ  แล้วค่อยเอาหนังสือแต่ละเล่มมาแนะนำกันนะ

         thumbsup.gif
Posted by dinsor on 29 Jun. 2003,02:02
ตอนนี้ กำลังอ่าน ช่างสำราญ กับ ปีกแดง อยู่

ในความคิด สองเล่มนี้ก็น่าลุ้นอยู่มากทีเดียว
แต่เล่มอื่นๆ อีก ๕ เล่ม ยังไม่ได้ หยิบมาอ่านเลย ค่ะ


- - ใครทราบบ้างคะ ว่า
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิต ๒๕๔๒ จะออกสู่ตลาดเมื่อไหร่คะ

ขอบคุณค่ะ

Posted by add on 29 Jun. 2003,22:08
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิต จะออกวางตลาดวันที่ 1 สิงหาคมนี้ค่ะ ราคาเล่มละ 600 บาท น่าจะรีบซื้อไว้นะ เพราะกว่าจะพิมพ์ได้ กว่าจะตกลงกันได้ รอเสียหลายปีแล้ว ohman.gif

    แล้วดินสออ่านหนังสือเข้ารอบซีไรต์เล่มไหนจบแล้ว มาเล่าให้ฟังหน่อยนะ   
 
-------------------------------------------
Posted by dinsor on 30 Jun. 2003,22:37
ก็ว่าจะซื้อพจนานุกรมเก็บไว้อยู่น่ะค่ะป้าแอ้ด
รอมานานแล้วค่ะ

ส่วนหนังสือซีไรต์ ตอนนี้ก้อกำลังอ่านอยู่ค่ะ ยังอ่านไม่จบเลย เพราะว่าต้องทำรายงานไปด้วยค่ะ

อ่านจบเมื่อไหร่ ก็จะมาเล่าๆให้ฟังนะคะ

Posted by dinsor on 12 Jul. 2003,23:04
ไม่ได้เข้ามาในเวบ นานแระเหมือนกันเนอะคะ
แบบว่า รายงานเยอะมาก ๆๆ ๆ
อิอิ

หนังสือที่เข้ารอบซีไรต์ ตอนนี้ อ่านได้ สามเรื่องแล้วล่ะค่ะ
อยากจะอ่านเล่มอื่นๆต่อ แต่ว่า ไม่มีงบประมาณ อิอิ
พอดี ช่วงนี้มีเทศกาลหนังสือ happy book day ไปเหมาหนังสือมาเกือบหมดตูดเลย

อ่านกันไม่หวาดไม่ไหว

Posted by dinsor on 25 Jul. 2003,08:29
ใครทราบบ้างคะ ว่าปีนี้ เขาจะประกาศผลซีไรต์กันเมื่อไหร่

ใครทราบวานบอกหนูหน่อยนะคะ

ขอบคุณค่ะ

Posted by add on 26 Jul. 2003,10:22
ตอบน้องดินสอจ้ะ

        ประกาศผลซีไรต์ประมาณกลางเดือนสิงหาคมนี้จ้ะ  ส่วนวันที่แน่นอนค่อยสอบถามให้อีกทีนะ  ดินสอชอบเรื่องไหน ลุ้นเรื่องไหนเอ่ย?

         thumbsup.gif
Posted by dinsor on 28 Jul. 2003,08:03
ตอนนี้ อ่านเรื่องที่เข้า 7 เล่ม สุดท้ายซีไรต์ ไปได้ 4 เรื่องแล้วล่ะค่ะ
ทุกเล่มที่อ่าน ก็รู้สึกว่า เขียนได้ดีทุกเล่ม  ชอบคุณ วินทร์ เป็นการส่วนตัว อยู่แล้ว อยากให้เขาได้  แต่เรื่องอื่น ก็ไม่ได้น้อยหน้าเลยค่ะ  อย่าง  ช่างสำราญ ก็สะท้อนภาพของเด็ก ของสังคมได้ดีเหมือนกัน ค่พ
เรื่อง เสือตีตรวน ตอนแรกไม่อยากอ่านเท่าไหร่ แต่พอได้หยิบมาอ่าน ความรู้สึกตรงกันข้ามเลย เพราะว่า สะเทือนใจมากเลยค่ะ ถ้าเกิดได้นั่งอ่านกับตัวเอง คนเดียว รู้สึกว่าน้ำตาจะไหลเลยล่ะค่ะ สะเทือนใจน่ะค่ะ ในความรุ้สึกนะคะ  ส่วนอีกเรื่องที่อ่านไปแล้ว ก็คือ เรื่อง เสียงเพรียกจากท้องน้ำ เค้าเขียนเรื่องจากความจริง จากสังคมหนึ่งที่มีอยู่จริง ถูกเอารัดเอาเปรียบ จากฅนเหมือนกัน  อ่านแล้ว ได้รู้อะไรหลายๆอย่าง

ส่วนปีกแดง  ก็ออ่านเป็นเรื่องแรก  ลุ้นตลอดทั้งเรื่องเลยล่ะค่ะ  

ทุกเล่ม ก็ดีหมดล่ะค่ะ  ก้อต้องอยู่ที่ คณะกรรมการตัดสอนแล้วล่ะค่ะ  เหลืออีกสามเล่ม ยังไม่ได้อ่าน เพราะยังไม่ตังค์ซื้อ ยังไม่มีใครให้หยิบยืมเลยค่ะ

แต่ตอนนี้ หนูอยากได้พจนานุกรม ฉบับล่าสุดก่อน อิอิ

บ๊ายบาย ค่ะ  ไว้ได้อ่านแล้ว จะมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ

Posted by add on 26 Aug. 2003,22:17
ประกาศผลรางวัลซีไรต์ประจำปี 2546 คือ

     เรื่อง ช่างสำราญ ของเดือนวาด พิมวนา

     คณะกรรมการซีไรต์ให้เหตุผลที่ตัดสินใจเลือกช่างสำราญได้รับรางวัลเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

     “ช่างสำราญเป็นนวนิยายที่เรียบง่ายและงดงาม เปี่ยมไปด้วยความหวัง ความฝัน และความเชื่อมั่นศรัทธาในด้านดีของจิตใจมนุษย์ ผู้เขียนได้ตั้งคำถามและเชิญให้ผู้อ่านสัมผัสและเปิดใจรับฟังเรื่องราวธรรมดาของชุมชนห้องแถวที่ซ่อนตัวอยู่หลังตึกสูง และกำแพงหนาทึบ ผ่านชีวิตของเด็กชายเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ด้วยมุมมองที่แตกต่างออกไปจากเดิม โดยผู้เขียนมองโลกมนุษย์อย่างกลางๆ และมีความหวังว่า คนดีและสิ่งดีๆ ยังมีอยู่ และโลกที่สุขสันติหรือสังคมอุดมคตินั้นเป็นจริงได้”

      สำหรับเดือนวาด พิมวนา เป็นนามปากกาของ ‘พิมใจ จูกลิ่น’ นักเขียนสตรีจากภาคตะวันออก เกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2512 ในครอบครัวชาวไร่ จบการศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดชลบุรี ทำงานหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนลาออกมาเขียนหนังสืออย่างจริงจัง

      ผลงานเรื่องสั้นเรื่องแรกของเดือนวาดมีชื่อว่า ‘สายลมที่พัดผ่านสวนร้าง’ ตีพิมพ์ในนิตยสารแพรว เมื่อปี 2532

      หลังส่งผลงานโลดแล่นในแวดวงวรรณกรรมได้ระยะหนึ่ง ผลงานของเดือนวาดก็เข้าตากรรมการ เมื่อเรื่องสั้นที่ชื่อ ‘รอยภาพ’ ได้รับรางวัลช่อการะเกดในปี 2535 และถัดมาอีกปีเดียวคือ ปี 2536 เรื่องสั้น ‘ผู้บรรลุ’ ก็ได้รับรางวัลช่อการะเกดอีกครั้ง โดยควบรางวัลเรื่องสั้นช่อการะเกดยอดเยี่ยมและรางวัลช่อการะเกดยอดนิยมพร้อมกัน

     นับเป็นนักเขียนหญิงคนแรกที่ได้รับการประดับช่อการะเกดสองครั้ง และได้รับรางวัลยอดเยี่ยมและยอดนิยมสองรางวัลในเรื่องสั้นเรื่องเดียวกัน

     สำหรับผลงานรวมเรื่องสั้นเรื่องแรกคือ ‘หนังสือเล่มสอง’ นั้นตีพิมพ์เมื่อปี 2539 และได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 เล่มที่เข้ารอบสุดท้ายในการประกวดเป็นหนึ่งในเจ็ดเล่มสุดท้ายในการประกวดรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน ปีที่ ‘กนกพงศ์ สงสมพันธุ์’ ประสบความสำเร็จกับผลงานที่มีชื่อว่า ‘แผ่นดินอื่น’

     ปัจจุบัน เดือนวาดปักหลักเขียนหนังสืออยู่ที่บ้านเกิดและสร้างสรรออกมาให้ได้อ่านอยู่ตามสมควร อาทิ เรื่องสั้นขนาดยาว ‘การแบกโลกของข้าพเจ้า’ ตีพิมพ์ในมติชน หรือ ‘Short Short Feeling Story’ ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เซก ชั่นอาทิตย์ทอดวง ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นต้น

     ส่วนช่างสำราญที่เพิ่งได้รับรางวัลซีไรต์ครั้งล่าสุดในปี 2546 นั้น ก่อนหน้านี้เคยตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เซกชั่นอาทิตย์ทอดวง ฉบับวันเสาร์อาทิตย์ และรวมเล่มโดย ‘สำนักพิมพ์สามัญชน’ ของ ‘เวียง’ วชิระ บัวสนธ์


      < http://www.manager.co.th/daily/dailyview.asp?newsid=4662276350259 >

Posted by add on 17 Dec. 2003,22:44
ชาติพบแฟน
 
     < ชาติ กอบจิตติ > นักเขียนซีไรต์สองสมัย จากนวนิยายเรื่องคำพิพากษา ( ปี 2525 ) และจากเรื่อง เวลา ( ปี 2537) เดินทางมารณรงค์ธุรกิจหนังสือ "กินคนเดียวไม่อร่อย" โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อที่จะกระตุ้นให้ร้านหนังสือเล็กๆตามต่างจังหวัดทั่วประเทศให้รวมตัวกัน เพื่อจะมีอำนาจพอจะต่อสู้กับร้านหนังสือครบวงจรได้ โดยไม่สูญพันธุ์ไป  เปรียบเสมือนให้มีกอหญ้างอกงามอยู่ในท่ามกลางแปลงดอกไม้สวย  เพราะหากไม่มีกอหญ้าภาพดอกไม้ก็จะไม่มีชีวิตชีวา ประมาณนั้น 

     วันที่ 16 ธันวาคม 2546 จึงเป็นวันที่ชาติ กอบจิตติ เดินทางมาที่ร้านบ้านหนังสือ เชิญชมบรรยากาศ    

    
     โปสเตอร์ ชาติพบแฟน


    
     ว้าว!!! นกอิสระก็มาขอลายเซ็นต์ด้วย


    
     ฮั่นแน่! ใครนะ? แอบมากระหนุงกระหนิงกับ ชาติ กอบจิตติ


     
     หนูๆขอถ่ายรูปด้วยค่ะ
Posted by add on 17 Dec. 2003,23:02

บรรยากาศในร้าน เซ็นต์ๆๆๆอีกแล้ว


เด็กๆสนใจ..... เดี๋ยวจะอ่านเรื่อง สีนากให้ฟังนะ 

     คุณชาติ กอบจิตติ เป็นคนที่ดูเรียบง่ายและทำตัวเป็นคนธรรมดาๆ เป็นกันเองมาก  ทั้งยังเป็นคนที่คุยสนุก และมีมุมมองที่หักมุมแตกต่างจากคนอื่นเสมอ 

     หนังสือเล่มใหม่ของเขา คือ เปลญวนใต้ต้นนุ่น ซึ่งรวบรวมเอาข้อเขียนที่เขาเขียนลงใน นิตยสาร สีสัน มาพิมพ์เป็นเล่ม

     ส่วน คำพิพากษา และ พันธุ์หมาบ้า ตอนนี้กำลังสร้างเป็นภาพยนตร์อยู่ค่ะ

ปิดท้าย คุณ oud66 แฟนพันธุ์แท้ตัวจริง ที่ติดตามอ่านงานของชาติ กอบจิตติ เอาหนังสือ คำพิพากษา ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 14 มาให้ ชาติ กอบจิตติ เซ็นต์ด้วย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพราะไปเซ็นต์ตอนค่ำๆที่ร่มทองหลางค่ะ
Posted by add on 18 Aug. 2004,10:39
“แม่น้ำรำลึก” ของ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ ได้รับรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน(ซีไรต์)ของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ.2547

   
     คณะกรรมการ มีมติเป็นเอกฉันท์ ตัดสินให้ แม่น้ำรำลึกได้รับรางวัลด้วยเหตุผลที่ว่า 
  
      กวีนิพนธ์เรื่องแม่น้ำรำลึกของ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ มีความโดดเด่นด้านแนวคิด ที่มีลักษณะเป็นสากล และการสร้างสรรค์ด้วยชั้นเชิงวรรณศิลป์ สมควรยกย่องให้ได้รับรางวัล วรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน(ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2547

      กวีนิพนธ์เล่มนี้ใช้กาพย์และกลอนอย่างเจนจัด มีภาษาไหลรื่น ชวนให้ติดตาม โดยกวีไม่ชี้นำความคิดแต่อย่างใด ภาพหลายภาพที่ปรากฏในกวีนิพนธ์เล่มนี้ เป็นภาพของความรู้สึกหลากหลายที่กวีคิด กวีรู้สึก และกวีเท่านั้นที่ถ่ายทอดความรู้สึกเช่นที่ว่านี้ ออกมาเป็นงานกวีนิพนธ์ที่งดงามและลงตัวได้

     เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ นำเสนอภาพชีวิตในวัยเยาว์ บทกวีสี่สิบบทโดยประมาณเล่าถึงเรื่องราวของความฝัน ความสุข และความรู้สึกสะทกสะเทือนที่จบในตัว เหมือนหยิบภาพแต่ละภาพมาต่อกันจนเป็นภาพใหญ่ของชีวิต เรื่องราวทั้งหมดปรากฏอยู่ในภาค “ปฐมบท” และสรุปปิดฉากในภาค “ปัจฉิมบท” ซึ่งเป็นภาพของชายชราบนเก้าอี้โยกริมระเบียงที่บ้านชายน้ำในเวลาพลบค่ำ ย้อนพินิจไปถึงเรื่องราวกึ่งสุขกึ่งเศร้าเหล่านั้น แล้วทิ้งค้างไว้ให้ผู้อ่านได้จินตนาการต่อไป
  
     ด้านศิลปะการประพันธ์ กวีนิพนธ์แต่ละบท มีความสมบูรณ์ในตัวเอง และเรียงร้อยเป็นโครงเรื่องที่มีเอกภาพ

    จาก < http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9470000038742 >
Posted by add on 22 Sep. 2004,23:39
เมื่อเรวัตร พันธุ์พิพัฒน์ ได้รับรางวัลซีไรต์ เขาก็ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตจากคนที่พูดน้อย อยู่เงียบๆแบบสมถะ ไปเป็นการออกงานตามคำเชิญจากองค์กรต่างๆที่สนใจงานด้านวรรณกรรม และไม่กี่วันข้างหน้านี้เขาจะต้องไปพักที่โรงแรมโอเรียนเต็ลเป็นเวล 7 วัน 7 คืน ร่วมกับนักเขียนจากประเทศอื่นในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

      วันนี้ได้ลองนำบทกวีบทหนึ่งในหนังสือ "แม่น้ำรำลึก" ที่เรวัตรได้รับรางวัลซีไรต์มาให้อ่านกัน เขาบรรยายภาพได้งดงามดีค่ะ




กลับไปเยี่ยมวัยเยาว์ใต้ดวงตะวัน

แถวสีเหลืองเรืองรองของอรุณ
ตะวันออกแดดอุ่นลมกรุ่นหอม
สงบนิ่งนั้นนำคำพระพร้อม
ท่าโน้มน้อมดูราวกับข้าวรวง

ไก่คุ้ยเขี่ยบนลานนกผ่านฟ้า
ไปสู่หนองคลองนาละหานห้วง
แพรผืนหญ้าคลี่ออกดอกไม้ปวง
ก่อนหยาดยวงน้ำค้างจะร้างลา

เสียงร้องรับขับขวัญเรือนบ้านใคร
เสียงแรกเด็กเกิดใหม่ไร้เดียงสา
กรุ่นขมิ้นกลิ่นไพลหอมไฟกา
เห็นอ่อนล้าเปี่ยมสุขเคล้าคลุกกัน

ภาพคนเฒ่าคนแกร่วมแผ่ใจ
พร้อมซึมซับรับไว้ในเรือนขวัญ
มือเหี่ยวย่นกุมถือมือน้อยนั้น
คือจริงฝันดีงามคือยามเช้า


เหมือนเช้ายังภวังค์เช้าอยู่ช้าช้า
แมวบิดกายชายคาหมาร้องเห่า
ในสายแดดอุ่นห้อมทุ่งหอมเคล้า
คลอหมวกงอบชุดเก่าของชาวนา

ใครไล่ต้อนควายจึงกระดึงดัง
เหงื่อของใครใฝ่หวังรินหลั่งหล้า
ในร่มเงาชาวสวนนั่งมวนยา
ใต้ชายคาผู้เฒ่าเหลาตอกไม้

เด็กเริงเล่นมองดูไม่รู้เหนื่อย
ในสายลมพัดเฉื่อยน้ำเอื่อยไหล
ยังในเรือนเอียนกรุ่นสมุนไพร
ใครมาเยี่ยมคนไข้เสียงไถ่ทัก

ชาวนาพักในร่มไม้ห่มคลุม
เสียงกลองเพลเนิบทุ้มนุ่มและหนัก
เสียงใครจากฟากสวนครวญเพลงรัก
ให้ผู้สาวคิกคักชะงักงาน

หิวก็หาจัดวางกินกลางดิน
ค่ำก็นอนแนบถิ่นแผ่นดินผสาน
พักก็พอหายล้ามิช้านาน
จึงหมวกงอบแย้มบานในลานนา


ยังหยั่งรากฝากใบทุกไม้มิ่ง
ในงันนิ่งบานออกทุกดอกหญ้า
ดวงตะวันข้ามยังอีกฝั่งฟ้า
ตะวันตกนกกากลับคืนรัง

เสียงกระดึงจึงดังกระทั่งกระทบ
แว่วเพลงบ้านงานศพอีกฟากฝั่ง
เพลงปี่พาทย์ครวญเคียงเสียงระฆัง
ที่ย่ำดังจากวัดอยู่วังเวง

แถวชาวนาทอดบนถนนดิน
เหมือนไร้สิ้นความใฝ่ฝันจะขานเปล่ง
แม้หนุ่มสาวเย้ายื่นเพลงครื้นเครง
ก็มิอาจบรรเลงกลบเพลงพลบ

Posted by add on 11 Oct. 2004,07:53
คำให้การของเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

    ผมไม่อยากเป็นอย่างอื่น
    นอกจากนักเขียน





เรวัตร์เกิดที่ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ในครอบครัวชาวไร่ชาวนา ที่บ้านหลังเล็กๆ ริมคลอง เติบโตมากับท้องไร่ชายทุ่ง และสภาพแวดล้อมแบบชาวบ้าน ที่มักมีการดื่มเหล้าและเล่นการพนันให้เห็นอยู่เจนตา

     เรวัตร์ในวัยเด็กมักเลือกที่จะขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดโรงเรียน สนุกสนานไปกับงานนักประพันธ์ที่หลากหลาย จนกระทั่งได้อ่านกวีนิพนธ์เรื่อง "วารีดุริยางค์" ในหนังสือเรียนทักษะสัมพันธ์ โดยกวีซีไรต์คนแรกอย่างเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเขาในขณะนั้นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าให้เขาหัดขีดเขียนแล้ว ต่อมาในภายหลัง เขายังได้ตั้งชื่อลูกสาวว่า "เพลงน้ำ" ตามแก่นและชื่อของบทประพันธ์อีกด้วย

     เมื่อตั้งใจแน่วแน่บวกกับความที่ไม่ชอบอยู่ในสังคมเมือง จึงไม่ลังเลที่จะใช้ชีวิตหลังจบมัธยมปลาย เพื่อเส้นทางสายนักเขียนอย่างเต็มที่ โดยการเพียรส่งบทกวี เรื่องสั้น ไปตามหน้านิตยสารอยู่เสมอๆ

     "ผลงานเรื่องแรกที่ได้ตีพิมพ์ คือเรื่องสั้นในฟ้าเมืองทอง เมื่อประมาณปี ๒๕๒๙ เราก็วนเวียนมาที่ตลาดบ่อยๆ มาเปิดๆ หนังสือดู ถึงได้รู้ว่านี่มันงานเราลงแล้วนี่หว่า แต่ตอนนั้นไม่มีสตางค์ ก็บอกให้คนขายช่วยเก็บไว้ให้ก่อน เดี๋ยวมาเอา" กวีหนุ่มรำลึกความหลัง แต่ก็ตอบไม่ได้ว่าได้ค่าเรื่องเท่าไร เพราะไม่ได้รับ ซึ่งนั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับเขา

     ช่วงหนึ่งเรวัตร์ไปสมัครเป็นทหารเกณฑ์อยู่ถึง ๒ ปี โอกาสนี้ เขาได้ใช้ความลำบาก ความเงียบเหงาของชีวิตทหาร กลั่นเป็นผลงานร่อนไปตามพื้นที่วรรณกรรมในยุคนั้นเหมือนเคย

     "เราส่งผลงานไปที่คอลัมน์ลมหายใจของบทกวี ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ตอนนั้นไพลิน รุ้งรัตน์ เป็นคนดูแลอยู่ แกให้การตอบรับดี บอกว่าเป็นทหารเกณฑ์ที่เขียนหนังสือหวานเหลือเกิน" ถ้าได้มาเห็นดวงตาเขาตอนนี้ จะรู้ว่างานเขียนไม่ต่างจากตัวจริงเลย

     เมื่อปลดประจำการ เรวัตร์ไปเป็นหนุ่มโรงงานผลิตรองเท้า แต่ด้วยปัญหาหลายอย่าง เขาจึงเขียนจดหมายไปหาไพลิน ต่อมาได้เปลี่ยนหน้าที่มาเป็นหัวหน้าคนงานให้กับ ดลสิทธิ์ ที่เอ็นดูเขาเหมือนน้องชาย กระทั่งได้มาเป็นคนเฝ้าสวนอยู่ในปัจจุบัน

        สำหรับผลงานของกวีหนุ่มแม้จะมีไม่มากเล่ม แต่ถือว่ามีคุณภาพคับแก้ว นับจาก "บ้านแม่น้ำ" "พันฝน เพลงน้ำ" กระทั่งรวมเรื่องสั้น "ชีวิตสำมะหาอันใด" ที่เข้ารอบ ๗ เล่มสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปี ๒๕๔๕


< http://www.khonnaruk.com/html/book/JustWriter.html >
Posted by add on 26 Aug. 2005,06:58
คำประกาศของคณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม แห่งอาเซียน  (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปีพุทธศักราช   ๒๕๔๘

      

       คณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน     มีมติให้หนัง สือรวมเรื่องสั้นเรื่อง เจ้าหงิญ ของ บินหลา สันกาลาคีรี    ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๘

       รวมเรื่องสั้น เจ้าหงิญ ของบินหลา สันกาลาคีรี นำโลกของจินตนาการมาผสานกับโลกของความจริงโดยใช้รูปแบบนิทานเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ประสบการณ์ทางอารมณ์   การเผชิญกับปัญหาและอุปสรรค  การแสวงหาความหมายและความสุขของชีวิต แต่ด้วยความเขลา มนุษย์จึงดิ้นรนและหลงอยู่ในมายา ในที่สุด ผู้อ่านจะรับรู้ได้ว่าในโลกของความเป็นจริงนั้น โลกมีหลากหลายทางเลือกที่จะไปสู่วิถีชีวิตที่เรียบง่ายแล ะพอดี

       รวมเรื่องสั้นทั้ง ๘ เรื่อง อาจอ่านแยกกันเป็นเรื่องๆ  แต่ด้วยการเรียงร้อยเข้าด้วยกัน   ทำให้เรื่องสั้นแต่ละเรื่องกลายเป็นเรื่องสั้นในเรื่องยาว เป็นนิทานซ้อนนิทานที่เรื่องต้นกับเรื่องท้ายมาบรรจบกันอย่างแนบเนียน ผู้ประพันธ์สร้างตัวละครหลากหลาย ทั้งคน สัตว์ สิ่งของแบบนิทานเปรียบเทียบที่อุดมด้วยสีสัน  รวมทั้งการเล่นคำ โดยเฉพาะชื่อ เจ้าหงิญ ที่สื่อความหลายนัยและอารมณ์ขัน มีลีลาภาษาที่รุ่มรวยด้วยโวหารเร้าจินตนาการและความคิด

       เจ้าหงิญ เล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและอ่อนโยน ให้เรารู้ว่าในโลกความเป็นจริง ชีวิตไม่ได้เป็นไปดังหวัง หากดำรงอยู่ได้อย่างสันติก็ด้วยพลังของความดีงามซึ่งกระตุ้นจิต ใต้สำนึกของผู้อ่านให้มองโลกในแง่ดี เข้าใจและรักเพื่อนมนุษย์

       รวมเรื่องสั้นเรื่อง เจ้าหงิญ  ของ บินหลา สันกาลาคีรี  จึงสมควรได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๘


อาจารย์นิตยา มาศะวิสุทธิ์    ประธานคณะกรรมการตัดสิน

ศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา รักษมณี        กรรมการ

นายคำสิงห์  ศรีนอก               กรรมการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร    กรรมการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา   กรรมการ

นายไมตรี  ลิมปิชาติ              กรรมการ

ศาสตราจารย์ ดร. นพ.วิทยา นาควัชระ   กรรมการ




รางวัลซีไรต์ประจำปี 2548 เป็นรอบของรวมเรื่องสั้น ซึ่งมีเรื่องสั้นผ่านเข้ารอบสุดท้ายทั้งหมด 8 เล่ม ได้แก่

1. เจ้าหงิญ ของ บินหลา สันกาลาคีรี

2. ต้นไม้ประหลาด ของ อุเทน พรมแดง

3. นักเดินทางสู่ห้องเก็บของใต้บันได ของ จักรพันธุ์ กังวาฬ

4. นิทานกลางแสงจันทร์ ของ ประชาคม ลุนาชัย

5. เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให ้เขาฟัง ของ ศิริวร แก้วกาญจน์

6. ลิกอร์ พวกเขาเปลี่ยนไป ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร

7. สายลมบนถนนโบราณ ของ มาโนช พรหมสิงห์

8. อุบัติการณ์ ของ วรภ วรภา



< http://www.praphansarn.com/new/forum/forum_posts.asp?TID=1525&PN=1 >
Posted by มะเหมี่ยว on 26 Aug. 2005,08:06
winkthumb.gif โอ้โฮ... มะเหมี่ยวเพิ่งดูข่าวเมื่อเช้านี้เอง ว่าจะถามแม่แอ๊ดอยู่แล้วเชียวค่ะ laugh1.gif ต้องหามาอ่านให้ได้แล้ว แม่แอ๊ดได้อ่านยังคะ kiss_1.gif
Posted by add on 26 Aug. 2005,21:16
ยังไม่ได้อ่านเลยจ้ะ  รอหนังสือเหมือนกัน  greet.gif
Posted by add on 10 Sep. 2005,02:32
flo_1.gif หนังสือเรื่อง เจ้าหงิญ เขียนได้แปลกและน่ารักดี ตอนเริ่มเรื่องรู้สึกเหมือนอ่านเรื่อง อลิซ ผจญภัยในแดนมหัศจรรย์ ตอนต่อๆมาเหมือน นิทานเวตาล พอตอนจบยังกะ ตำนานวันสงกรานต์ที่นกแขกเต้าสองตัวคุยกันเลย

       winkthumb.gif ลีลาการเขียนง่ายๆ แฝงตลกขบขัน แต่มีการประชดประชัน เสียดสีสังคม และที่สำคัญแทรกการสอนเรื่องความดีงามอยู่ด้วยอย่างไม่รู้สึกยัดเยียด  ส่วนนามเจ้าหงิญ มาจาก ครูนกฮูก (นึกถึง แฮรี่ พ๊อตเตอร์เลยนะ) ที่ชอบเขียนผิด  เช่น

      ลูกหมา กลายเป็น ลูกหาม
      ลูกหมู  กลายเป็น ลูกหูน
      ลูกหมี  กลายเป็น ลูกหีม
      ดังนั้น เจ้าหญิง จึงกลายเป็น เจ้าหงิญ

      ลองอ่านกันดู อ่านแล้วจะมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ  laugh1.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 10 Sep. 2005,07:59
whisper.gif หม่ามี้อ่านจบแล้วหรือคะ winkthumb.gif

ic-14.gif ของหนูยังมาไม่ถึงเลยค่ะ ยิ่งหม่ามี้บอกว่าอ่านแล้วจะมีแต่เสียงหัวเราะ หนูยิ่งอยากอ่านไวๆ เลยค่ะ wave.gif
Posted by pilgrim on 13 Sep. 2005,10:04
อยากอ่านเหมือนกันค่ะ พี่แอ๊ด เพราะพิลกริมเป็นแฟนคุณบินหลา (อุ๊บ แฟนนักอ่านนะคะ ไม่ใช่แฟนแบบกิ๊ก)มาตั้่งแต่ตอนอยู่ที่หนังสือไปยาลใหญ่ และชอบเรื่องหลังอานของเขาด้วยค่ะ สงสัยต้ิองให้เพื่อนที่เมืองไทยซื้อเก็บไว้ให้ tv_happy123.gif
Posted by add on 27 Oct. 2005,22:26
เมื่อเดือนกันยายน 2548 ได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมกระท่อมกวีซีไรต์ เรวัติ พันธุ์พิพัฒน์ที่ซับตาเมา อ.โป่งน้ำร้อน จันทบุรี

    ถนนและวิวแสนสวยก่อนถึง ไกลมากเลย....กว่าจะถึง...

   


     นี่ไงกระท่อมน้อยของเขาละ ไม่มีไฟฟ้า ข้างหน้าบ้านมีโต๊ะไว้เขียนหนังสือ

    


     เขาละ กวีซีไรต์ปีที่แล้ว 2547

    

    
Posted by add on 14 Feb. 2006,10:30
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์  นักเขียนรางวัลซีไรต์ ปี 2539 เสียชีวิตแล้ว!
       นายกนกพงศ์ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลนครินทร์ จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากล้มป่วยเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ เนื่องจากมีโซเดียมในกระแสเลือดต่ำ และเสียชีวิตด้วยอาการน้ำท่วมปอดเมื่อเวลา 08.00 น

       อ่านประวัติและผลงานของเขา  thumbsup.gif < กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ >
Posted by add on 15 Sep. 2006,07:37
รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ประจำปี พ.ศ.2549 (ซีไรต์) ของประเทศไทย คือนวนิยายขนาดสั้นเรื่อง ความสุขของกะทิ เขียนโดย งามพรรณ เวชชาชีวะ

     

      ความสุขของกะทิ เล่าเรื่องราวของกะทิ เด็กหญิงวัย 9 ขวบที่กำลังจะต้องสูญเสียแม่ ซึ่งป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง แม่รู้ตัวดีว่าไม่สามารถเลี้ยงดูกะทิได้ จึงฝากกะทิให้ตากับยายเลี้ยง กะทิเติบโตมาด้วยความรักของตาและยาย มีชีวิตอย่างสุขสบายในบ้านหลังน้อยริมคลองอันอบอุ่น

      ผู้เขียน เล่าเรื่องราวของกะทิอย่างเรียบง่าย เนรมิตบ้านริมคลองให้เป็นบ้านในฝันที่อบอวลด้วยบรรยากาศอันรื่นรมย์ของอดีต ฉายรายละเอียดสิ่งละอันพันละน้อยของวิถีชีวิตที่สุขสงบของครอบครัวชนชั้นกลางระดับสูงให้ผู้อ่านประทับใจ

      แต่ในความสุขมีความเศร้า ในวิถีชีวิตที่สุขสงบนี้ กะทิต้องเผชิญประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ต้องสูญเสียแม่ และในความเศร้านั้นก็มีความสุข กะทิไม่คิดจะโหยหาถึงพ่อที่อยู่ไกลโพ้นต่างแดน หากเลือกอยู่ในอ้อมกอดของตากับยาย และผ่านชีวิตอันควรจะทุกข์นั้นด้วยใจที่เข้มแข็ง

      เสน่ห์ของนวนิยายขนาดสั้นเรื่องนี้อยู่ที่กลวิธีการเล่าเรื่อง ที่ค่อยๆ เผยปมปัญหาทีละน้อยๆ อารมณ์สะเทือนใจจะค่อยๆ พัฒนาและดิ่งลึกในห้วงนึกคิดของผู้อ่าน นำพาให้ผู้อ่านอิ่มเอมกับรสแห่งความโศกอันเกษม ที่ได้สัมผัสประสบการณ์ทางอารมณ์ของชีวิตเล็กๆ ในโลกเล็กๆ ของเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ไกลจากชีวิตจริงของเราเลย

< ความสุขของกะทิ >

       งามพรรณ เวชชาชีวะ

       เกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2506 ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนศรีวิกรม์ จบปริญญาตรีสาขาภาษาฝรั่งเศส (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับประกาศนียบัตรการแปล (อังกฤษ-ฝรั่งเศส-อิตาเลียน) จากโรงเรียนล่ามและการแปลของรัฐบาลเบลเยียม กรุงบรัสเซลส์

       เริ่มการทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การแปล ก่อนจะมาเป็นเจ้าของและบรรณาธิการนิตยสารเพื่อนใหม่ นิตยสารสำหรับเด็กก่อนวัยรุ่น ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ซิลค์โรด พับลิเชอร์ เอเยนซี จำกัด เป็นผู้บรรยายพิเศษด้านการแปลและเรื่องลิขสิทธิ์ ให้กับมหาวิทยาลัยต่างๆ และเป็นกรรมการตัดสินการประกวดนิทานและเรื่องแต่งสำหรับเยาวชน

       ผลงานการแปล งามพรรณ เวชชาชีวะ มีผลงานการแปลจากภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาเลียน กว่า 10 เรื่อง อาทิ ภิกษุกับนักปรัชญา, คู่มือธุรกิจลิขสิทธิ์, ด้วยรักและช็อกโกแลต, แฮร์รี่ พอตเตอร์กับถ้วยอัคนี, หนึ่งปีแสนสุขในโปรวองซ์, แสนสุขเสมอในโปรวองซ์, ความสุขของกะทิ, ล่าสุดมาตาปารี เด็กชายจากดวงดาว

       < งามพรรณ เวชชาชีวะ >
Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard