Forum: ห้องศิลป์
Topic: ตัวหนังสือไทย (หอมมรดกไทย)
started by: อิศรา

Posted by อิศรา on 11 Jun. 2005,00:50
ตัวหนังสือไทย ได้นำมาจาก หอมมรดกไทย

< http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/alphabet/index.htm >


 

       จากศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พบว่า มีข้อความที่กล่าวถึงเรื่องของตัวหนังสือไทย เอาไว้ตอนหนึ่งว่า "เมื่อก่อนนี้ลายสือไทนี้บ่มี ๑๒๐๕ ศกปีมะเมีย พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจ ในใจและใส่ลายสือไทนี้ ลายสือไทนี้จึ่งมีเพื่อขุนผู้นั้นใส่ไว้"
      ได้มีผู้สันนิษฐาน เรื่องตัวหนังสือไทยไว้หลายแง่มุม เช่น จารึกอักษรที่ภาพชาดกที่ผนังอุโมงวัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย น่าจะเป็นตัวหนังสือที่มีมาก่อนตัวหนังสือจากศิลาจารึกของ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช และพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ปรับปรุงตัวหนังสือเก่าที่เคยมีมาแล้ว จัดวางสระเสียใหม่ คำว่าใส่อาจหมายถึง การกระทำเช่นนี้ แต่ก็สรุปได้ว่า แต่ก่อนไม่มีตัวหนังสือไทยแบบนี้ และเท่าที่ทราบยังไม่เคยมีผู้ทราบว่า มีตัวหนังสือไทยแบบอื่นใช้มาก่อนสมัยกรุงสุโขทัย
      ไทยเราเป็นชาติที่เจริญเก่าแก่มาแต่โบราณกาล ได้มีการศึกษาค้นคว้ามาว่า ชาติไทยนั้น  เคยมีภูมิลำเนาอยู่ในดินแดน ที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีนในปัจจุบัน และเมื่อกาลเวลาผ่านไป  มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง ตามสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ภาษาพูด คนไทยเราเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญ  ที่เรายังคงไว้ ไม่เปลี่ยนแปลงไปง่ายง่ายเหมือนเรื่องอื่น แม้ในปัจจุบัน คนที่พูดภาษา ซึ่งพอจะย้อนไปได้ว่า ต้นตอเป็นภาษาไทย มีอาศัยอยู่ทั่วไป ในดินแดนที่กว้างใหญ่ของจีน ในมณฑลอัสสัมของอินเดีย ในรัฐฉานตอนเหนือของพม่า ในลาวทั้งหมด ในเวียดนามตอนเหนือ เรายังพอพูดพอฟังเข้าใจกันได้ ในเรื่องทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวัน คำหลัก ๆ การสร้างรูปประโยค และไวยากรณ์ ยังคงอยู่
      ภาษาจีนและภาษาไทย จัดเป็นภาษาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เป็นภาษาที่กำหนดเอาเสียงหนึ่ง แทนความหมายหนึ่ง จึงมีคำที่มีเสียงโดดเสียงเดียวอยู่เป็นอันมาก ทำให้ต้องมีคำอยู่เป็นจำนวนมาก จึงต้องอาศัยการทำเสียงสูง เสียงต่ำ ให้มีความหมายแตกต่างกัน เพื่อให้มีเสียงพอกับคำที่คิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่เพียงพอ จึงต้องมีคำผสมของเสียงหลายพยางค์ เพิ่มเติมขึ้นอีก ความแตกต่างจากภาษาอื่นประการหนึ่งคือ เรามีเสียงวรรณยุกต์ สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระองค์ได้ทรงประดิษฐ์วรรณยุกต์ขึ้น ๒ เสียง คือ เสียงเอก และเสียงโท ซึ่งเมื่อใช้ควบกับอักษรเสียงสูงและเสียงต่ำ หรือใช้อักษร "ห" นำอักษรเสียงต่ำ ที่ไม่มีคู่อักษรเสียงสูงแล้ว ก็สามารถผันเสียงได้ถึง ๕ เสียง คือ เสียง สามัญ เอก โท ตรี และจัตวา
      ภาษาจีนก็มีเสียงที่เป็นวรรณยุกต์เหมือนกัน แต่ไม่มีเครื่องหมายเขียนในตัวหนังสือ เสียงวรรณยุกต์ของจีนนี้ บ้างก็ว่ามี ๔ เสียง และสูงสุดถึง ๘ เสียง
ซึ่งเมื่อเทียบกับวรรณยุกต์ไทย ก็คงจะเป็นเสียง ที่เกิดจากวรรณยุกต์ ผสมกับสระเสียงสั้นเสียงยาว ซึ่งทางไทยเราแยกเสียงออกไปในรูปสระ ภาษาจีนและภาษาไทย มีรูปประโยคที่เกิดจากการเอาคำมาเรียงกันเป็นประโยค ข้อแตกต่างของไวยากรณ์ไทย ที่ไม่เหมือนของจีน ที่สำคัญคือ คำคุณศัพท์ขยายนาม ภาษาไทยเราเอาไว้หลังนาม แต่จีนเอาไว้หน้านาม เช่นเดียวกับภาษาอื่น ๆ คำวิเศษณ์ที่ประกอบกริยา ภาษาไทยเอาไว้ตามหลังกริยา แต่ภาษาจีนมักไว้หน้ากริยา คำวิเศษณ์ที่ประกอบคุณศัพท์ ภาษาไทยเอาไว้หลังคุณศัพท์ แต่ภาษาจีนเอาไว้หน้าคุณศัพท์ และลักษณะนาม  ภาษาไทยจะไว้หลังนาม  แต่ภาษาจีนเอาไว้หน้านาม
Posted by อิศรา on 11 Jun. 2005,00:51
ตัวหนังสือไทยต่างๆ นอกราชอาณาจักรไทย

อักษรขอมบรรจง



อักษรมอญ



            ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ไทยเข้ามามีอำนาจ  ครอบครองดินแดนทางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนพม่า เมื่อได้ตั้งมั่นอยู่ในดินแดนลุ่มแม่น้ำอริวดีแล้ว ก็ได้แผ่อิทธิพล  เข้าครอบครองดินแดนทางตอนเหนือของสุวรรณภูมิ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖ และได้พยายามแผ่อิทธิพล เข้ามาในดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  แต่ถูกไทยยับยั้งไว้ แต่อิทธิพลของพม่า ได้ครอบคลุมไปถึงล้านนาไทยและไทยใหญ่ ทำให้ชาวไทยหลายเผ่า  ได้รับเอาตัวหนังสือของพม่า  ไปดัดแปลงใช้
จะเห็นว่าตัวหนังสือของไทยใหญ่ และกลุ่มคนไทยทางภาคเหนือหลายเผ่า มีลักษณะคล้ายตัวหนังสือมอญ และพม่า
อักษรพม่า




            ชาวไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักรไทยหลายเผ่า ต่างได้ดัดแปลงสร้างตัวหนังสือไทยขึ้น ใช้เขียนภาษาของตน ซึ่งภาษาไทยเท่านั้น เป็นสิ่งสำคัญที่เชื่อมโยงให้รู้ว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็นคน ที่มีเชื้อสายไทยด้วยกัน  ถ้าจะแบ่งเผ่าไทย ที่อยู่นอกราชอาณาจักรไทย อาจจะแบ่งได้เป็นกลุ่มต่าง ๆ ได้ ๔ กลุ่มด้วยกันคือ
           ๑. กลุ่มไทยน้อย ที่อยู่ในล้านนาไทย สิบสองปันนา ซึ่งอยู่ทางเหนือของไทย ได้แก่ ไทยลื้อ ไทยเขิน ไทยยอง เป็นต้น
           ๒. กลุ่มไทย ที่อยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของอินโดจีน บริเวณอ่าวตังเกี๋ย พวกที่อยู่ในล้านช้าง หัวพันทั้งห้าทั้งหก ได้แก่ ลาว ไทยดำ ไทยขาว และอื่น ๆ
           ๓. กลุ่มไทยใหญ่ ที่อยู่ในแคว้นฉาน ทางภาคเหนือของพม่า มีเมืองเชียงรุ้ง เมืองเชียงตุง เป็นต้น และพวกที่อพยพ เข้าไปในแคว้นอัสสัมของอินเดีย ได้แก่ ไทยอาหม ไทยขำตี่ และพวกอื่น ๆ
           ๔. กลุ่มไทย ที่ยังคงอยู่ในดินแดนตอนใต้ และตะวันตกของจีน ได้แก่ พวกไทยโท้ ไทยนุง ไทยทุงเจีย และอื่น ๆ
ตัวหนังสือของกลุ่มพวกไทยน้อย
           พวกล้านนาไทย และสิบสองปันนา อยู่ใต้อิทธิพลของพม่า รูปแบบตัวหนังสือของพวกไทยกลุ่มนี้ จึงมีลักษณะใกล้เคียงกับตัวอักษรมอญ การเรียงคำควบกล้ำ ก็ใช้ตัวพยัญชนะเรียงซ้อนกันทางด้านตั้ง คือตัวหนึ่งอยู่บนอีกตัวหนึ่ง ลักษณะแบบเดียวกับอักษรมอญ และอักษรขอม แต่ก็ได้รับอิทธิพล ของตัวหนังสือไทยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชไปด้วย จึงมีรูปตัวหนังสือบางตัว มีรูปแบบผสมผสาน  ระหว่างอักษรมอญ กับอักษรไทยสมัยสุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ตัวอักษรไทยลื้อและไทยลานนา ได้รับเอาวรรณยุกต์ เอก โท ของไทยไปด้วย
  ตัวหนังสือไทยน้อยในแคว้นสิบสองปันนาหรือตัวหนังสือไทยลื้อ



           พวกไทยน้อย อยู่ในดินแดนทางเหนือ ห่างไกลจากกัมพูชา ไม่ได้ถูกอิทธิพลของขอมครอบงำ ภาษาจึงไม่มีคำเขมรแทรกเข้ามาแม้แต่คำเดียว และตัวหนังสือที่ใช้ ก็เป็นเชื้อตัวหนังสือไทยเดิม ตัวหนังสือได้แบบมาจากมอญโบราณ ซึ่งมักเขียนเป็นตัวกลม โดยมิได้แปลงผ่านมาจากอักษรพม่า ตัวหนังสือไทยน้อยนี้ ได้เป็นต้นแบบของหนังสือธรรม ในภาคพายัพและภาคอิสานของไทย อักษรและสระของไทยลื้อ มีดังนี้
           พยัญชนะมีพยัญชนะ ๒๗ ตัว คือ ก  ข  ค  ง  จ  ช  ญ  ฏ  ฑ  ณ  ต  ถ  ท  ธ  น  บ  ป  ผ  พ  ฟ ม  ย  ร  ล  ว  ส  ห
           สระ  มีอยู่ ๑๖ รูป ด้วยกันคือ  ะ  ๆ     ิ     ี     ึ     ื   ุ     ู    เ  แ  โ  อ  เ ือ  ำ  ไ  เ า
  ตัวหนังสือไทยล้านนา






           กลุ่มคนไทยในดินแดนล้านนาไทย ได้แก่ เมืองเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และบริเวณทางเหนือขึ้นไป เป็นกลุ่มคนไทยที่ตั้งเป็นบ้านเมือง มีพระมหากษัตริย์ปกครองเป็นปึกแผ่นอยู่แล้ว ก่อนที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์  ทรงตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี และสร้างราชอาณาจักรสุโขทัยขึ้น  ไทยล้านนา จึงมีประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของตนเองโดยเฉพาะ มีศิลาจารึกหลายแผ่น ที่พบทางแคว้นล้านนา และมีคัมภีร์ที่จารลงบนใบลาน เป็นจำนวนมาก แสดงว่าไทยล้านนา  ได้สร้างตัวอักษรไทยล้านนาขึ้น และได้ใช้อยู่ก่อนลายสือไท  ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แต่ภายหลัง เมื่อมีลายสือไทขึ้นแล้ว ไทยล้านนาก็รับเอาลายสือไทเข้าไปใช้ด้วย แต่วิธีเขียน ยังคงอาศัยแบบอักษรมอญ
          พยัญชนะตัวหนังสือล้านนา
               มีอยู่ ๔๓ ตัว ด้วยกัน คือ  ก  ข  ค  ต  ฆ  ง  จ  ฉ  ช  ซ  ฌ  ญ  ฏ  ฐ  ฑ  ฒ  ณ  ต  ถ  ท  ด  ธ  น  บ  ป  ผ  ฝ  พ  ฟ  ภ  ม  ย  ร  ล  ว  ศ  ษ  ส  ห  ฬ
อ  ฮ  ยิ
          สระลอย
               มีอยู่ ๘ ตัว คือ    อะ   อา  อิ  อี  อุ  อู  เอ  โอ
           สระจม
               มีอยู่ ๒๘ ตัว คือ  ะ  า   ิ     ี     ึ     ื   ุ    ู    เ-ะ  เ-  แ-ะ  แ-  โ-ะ  โ  เ-าะ  -อ  เ-อะ  เ-อ  เ-ียะ  เ-ีย  เ-ือะ  เ-ือ -ัวะ  -ัว  -ำ  ไ-  ไย  เ-า
Posted by อิศรา on 11 Jun. 2005,00:52
ตัวหนังสือของกลุ่มไทยที่อยู่ตอนเหนือของอินโดจีน
           การอพยพของเผ่าไท ได้ทะยอยกันมาหลายละลอก มีพวกเผ่าไทยอพยพเข้าไปอยู่ในตังเกี๋ย เป็นจำนวนมาก และได้แพร่ไปถึงเกาะไหหลำ พวกไหหลำ เรียกชื่อคนพวกนี้ว่า พวกลอยหรือลี้ การอพยพได้อาศัยหลักการอพยพ เข้าไปสู่ต้นน้ำของลุ่มน้ำสำคัญ  แล้วเคลื่อนที่ต่อตามลำน้ำนั้น ลงไปทางปากแม่น้ำ เผ่าไทยที่อพยพมาทางตังเกี๋ย ได้ยึดแนวแม่น้ำดำ และแม่น้ำแดง ซึ่งต้นน้ำอยู่ทางเทือกเขา ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ไหลผ่านทางเหนือของเวียดนาม มาลงทะเลที่อ่าวตังเกี๋ย ได้ตั้งบ้านเมืองในท้องที่ต่าง ๆ  ตามลุ่มน้ำทั้งสอง และลุ่มน้ำอื่น ๆ  ที่ไหลไปทางตะวันออก และลงทะเลที่อ่าวตังเกี๋ยทั้งสิ้น
ดินแดนแถบทางเหนือของเวียดนามนี้ เป็นดินแดนที่ครอบคลุมแคว้นสิบสองปันนา หัวพันทั้งห้าทั้งหก เมื่อได้ตั้งบ้านเมืองแล้ว ก็ปกครองตนเองเป็นอิสระ และตั้งชื่อเผ่าของตนต่าง ๆ กันไป เช่น ไทยขาวอยู่ทางลุ่มแม่น้ำดำตอนบน ไทยดำอยู่แถวเมืองแถนหรือเดียนเบียนฟูในปัจจุบัน ไทยแดงอยู่ในเขตซำเหนือ พวกผู้ไทยอยู่ในลาวตอนเหนือ และในมณฑลแห่งอันของเวียดนาม ไทยเลียบน้ำอยู่แถบเมืองอังฮั้วในเวียดนาม และไทยล้านช้างก็ได้ตั้งเป็นราชอาณาจักรลาว
           การคิดดัดแปลงตัวอักษร ของบรรดาเผ่าไทยเหล่านี้  ได้รับอิทธิพลจากลายสือไทของ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชอยู่มาก และได้รับแบบและความคิดไปจากอักษรลานนาไทย
  ตัวหนังสือลาว



           ตามพงศาวดาร โอรสของพ่อขุนบรมแห่งราชอาณาจักรน่านเจ้า ได้แยกย้ายกันไปปกครองเผ่าไทยในถิ่นต่าง ๆ ขุนลอ ได้มาปกครองอาณาจักรล้านช้างหรือกรุงศรีสัตนาคนหุต อันเป็นประเทศลาวมีเมืองสำคัญ คือ เมืองหลวงพระบาง ซึ่งเป็นเมืองที่ราชอาณาจักรสุโขทัยแผ่อำนาจไปถึง อิทธิพลของอักษรไทยจึงได้ไปกำหนดรูปแบบ ในตัวอักษรลาวอยู่มาก รูปแบบของหนังสือลาวในปัจจุบัน เป็นรูปแบบที่เห็นได้ชัดเจนว่า ได้พัฒนาตามแบบตัวหนังสือไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นตัวหนังสือไทยเผ่าเดียว ที่ได้สร้างตัวอักษรใกล้เคียงกับอักษรไทยปัจจุบันมากที่สุด ลาวรับเอาตัวหนังสือไทยไปใช้เท่าที่จำเป็น แต่ได้รับเอาสระไปใช้เป็นส่วนใหญ่ และรับวรรณยุกต์ไปหมดทุกตัว
      พยัญชนะตัวหนังสือลาว
               มี ๒๗ ตัว  คือ  ก  ข  ค  ง  จ  ส  ช  ญ  ด  ต  ถ  ท  น  บ  ป  ผ  ฝ  พ  ฟ  ม  ย  ร  ล  ว  ห  อ  ฮ
           สระ
               มี 28 รูป คือ  ะ  า      ิ     ี     ึ     ื   ุ     ู    เ-ะ  เ-  แ-ะ  แ-  โ-ะ  โ-  เ-าะ  อ-ัง  -ัวะ  -ัว  เ-ียะ  เ-ีย  เ-ือะ  เ-ือ  เ-ิ  ไ-  ใ-  เ-า  -ำ
          วรรณยุกต์
               มี ๔ รูป คือ   ่     ้     ๊     ๋
ตัวหนังสือพวกเผ่าไทยในตังเกี๋ย
           เนื่องจากเผ่าไทยในตังเกี๋ยอยู่กันกระจัดกระจาย ปนอยู่กับชนชาติอื่น ๆ การคมนาคมติดต่อกันยากลำบากเพราะภูมิประเทศไม่อำนวย ดังนั้นจึงต่างดัดแปลงตัวหนังสือขึ้นใช้กันเอง แต่พื้นฐานตัวหนังสือหลักที่ใช้เป็นแม่แบบ คงอาศัยอักษรไทยล้านช้างหรือลาวเป็นหลัก และรับไปใช้เท่าที่จำเป็นแล้วไปจัดเรียงลำดับเอาเองโดยไม่ได้อาศัยแบบแผนเดิม
          หนังสือไทยขาวเมืองไล
           มีพยัญชนะ ๓๐ ตัว คือ       ก  ข  ค  ฆ  ง  จ  ฉ  ช  ญ  ด  ต  ถ  ท  ธ  น  บ  ป  ผ  ฝ  พ  ฟ  ภ  ม  ย  ร  ล  ว  ส  ห  อ
           มีสระ ๙ ตัว คือ       กา  กิ  กี  กุ  เก  แก  ไก  โก  เกา
       ตัวหนังสือไทยดำ
           มีพยัญชนะ ๒๕ ตัว คือ         ก  ข  ค  ฆ  ง  จ  ช  ญ  ด  ต  ถ  ท  ธ  น  บ  ป  ฝ  พ  ฟ  ย  ล  ว  ส  ห  อ
           มีสระ ๑๓ ตัว คือ       กา  กิ  กี  กุ  เก  แก  เดิน  เสือ  เลีย  ไป  ใจ  โด  เขา
          ตัวหังสือเจ้าไทยเมืองอึงฮั้ว
           มีพยัญชนะ ๒๓ ตัว คือ        ก  ข  ฆ  ง  จ  ช  ด  ต  ถ  ท  น  บ  ป  ผ  พ  ภ  ม  ย  ล  ว  ส  ห  อ
           มีสระ ๑๑ ตัว คือ         กา  กิ  กี  กุ  เก  แก  เดิน  เสือ  เมีย  ไป  เหา
       ตัวหนังสือผู้ไทยมณฑลเหงอัน
           มีพยัญชนะ ๒๓ ตัวคือ         ก  ข  ค  ง  จ  ช  ญ  ด  ต  ถ  ท  น  บ  ป  ผ  ฝ  ฟ  ม  ว  ล  ส  ห  อ
           มีสระ ๑๒ ตัว คือ        กา  กิ  กี  กุ  เก  แก  เกือ  เกีย  ไก  ใก  โก  เกา
       ตัวหนังสือไทยเลียบน้ำ มณฑลเหงอัน
           มีพยัญชนะ ๒๐ ตัว คือ      ก  ข  ง  จ  ช  ญ  ด  ต  ถ  น  บ  ป  ผ  ม  ย  ล  ว  ส  ห  อ
           มีสระ ๑๒ ตัว คือ      กา  กิ  กี  กุ  เก  แก  เกือ  เกีย  ไก  ใก  โก  เกา
ตัวหนังสือไทยในพม่าตอนเหนือและอินเดีย
           ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เผ่าไทยที่อพยพไปทางอินเดียที่แคว้นอัสสัม สามารถตั้งตัวเป็นราชอาณาจักร มีกษัตริย์ปกครองตนเองและมีอำนาจมาก เรียกตัวเองว่าไทยอาหม มีราชอาณาจักรปกครองตนเองอยู่ถึง ๕๐๐ ปี ไทยอาหมมีตัวหนังสือใช้เอง แต่ปัจจุบันแทบจะหาคนอ่านไม่ได้ และตัวภาษาก็หาคนพูดได้ยาก แต่ยังมีคนไทยพวกอื่น ๆ คงอยู่ในแคว้นอัสสัม ที่ยังจำคำภาษาไทยได้ และยังใช้ภาษาไทยพูดกันอยู่ พวกชาวไทยกลุ่มต่าง ๆ ในแคว้นอัสสัม มีตัวหนังสือใช้ ตัวหนังสือเหล่านั้นได้มาจากไทยใหญ่ในพม่า ซึ่งมีพื้นฐานดัดแปลงจากอักษรมอญเป็นสำคัญ ดังกล่าวมาแล้ว
ตัวหนังสือไทยใหญ่ในพม่า


           ไทยใหญ่มีถิ่นฐาน อยู่ทางตอนเหนือของประเทศพม่า ได้ตั้งบ้านเมืองเป็นเอกราช หลายกลุ่มหลายพวก เป็นอิสระแก่กัน แต่มีความเชื่อมโยงกัน ได้ครอบครองเมืองต่าง ๆ ในแคว้นสิบสองปันนา ในรัฐฉานทางเหนือของพม่ามีหัวเมืองต่าง ๆ ได้แก่ เมืองลุง เมืองคัง เชียงรุ้ง เชียงตุง และเมืองแสนหวี ในพุทธศตวรรษที่ 15 ได้ตั้งอาณาจักรเชียงแสน
           ตัวหนังสือไทยใหญ่ในรัฐฉาน มีตัวหนังสือน้อยตัว พยัญชนะ  ข  ค  ต  ฆ  ไทยใหญ่มีพยัญชนะตัวเดียวแทนทุกเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงสูงหรือเสียงต่ำ คือใช้ตัว ข แทนทั้งหมด พยัญชนะ  ฐ  ฑ  ฒ  ถ  ท  ธ  ไทยใหญ่ใช้ตัว  ท  แทนทั้งหมด
       ตัวหนัวสือไทยใหญ่
           ก  ข  ง  จ  ช  ซ  ญ  ต  ท  น  บ  ผ  ฟ  ม  ย  ร  ล  ว  ส  ห  อ
           กา  กิ  กี  บุ  บู  เซ  โต  มอ
ตัวหนังสือไทยอาหม


       ไทยอาหมรับตัวหนังสือของไทยใหญ่ไปใช้พร้อม ๆ  กับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของไทย ในตอนเริ่มแรก แต่ตอนหลัง ได้รับอิทธิพลของอินเดียเข้ามาผสมผสาน รูปตัวหนังสือจึงเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตัวหนังสือของไทยอาหม มีพยัญชนะอยู่ ๒๓ ตัว และสระ ๑๘ ตัว สำหรับตัว อ ใช้เป็นได้ทั้งพยัญชนะ และสระ เช่นเดียวกับของไทย แต่ไม่มีวรรณยุกต์
       หนังสือไทยอาหม
           มีพยัญชนะ ๒๓ ตัว คือ       ก  ข  ค  ฆ  ง  จ  ฉ  ช  ญ  ต  ถ  ท  ธ  น  ป  ผ  ว  ภ  ม  ร ล  ส  ห
           มีสระ ๑๘ ตัว คือ       อ  อะ  อา  อิ  อี  อุ  อู  เอะ  เอ  โอะ  โอ  อือ  ไอ  เอา  เอีย  เอือ  เอาะ  ออ
ตัวหนังสือไทยขำตี่



           ไทยขำตี่เป็นพวกไทยใหญ่อพยพเข้าไปอยู่ทางอัสสัมตะวันออก เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 24 ภาษาและหนังสือจึงถอดแบบมาจากไทยใหญ่ทั้งสิ้น มีพยัญชนะน้อยกว่าไทยอาหม นับว่าเป็นเผ่าไทยกลุ่มใหญ่ที่สุดในอินเดีย ที่ยังคงรักษาภาษาของตนไว้ได้ในปัจจุบัน
หนังสือไทยอื่น ๆ ในแคว้นอัสสัมของอินเดีย
           นอกจากไทยขำตี่แล้ว  ยังมีพวกไทยที่อพยพเข้าไปภายหลัง ได้แก่ ไทยพาเกียล หรือ พาเก อพยพจากอาณาจักรปุง เมื่อพระเจ้าอลองพญาของพม่าตีเมืองคังแตกใน พ.ศ. ๒๓๐๓ ไทยโนราอพยพจากเมืองคังเช่นกัน ไทยรงหรือไทยตุรุง ไทยอ้ายต้น ซึ่งอพยพไปหลังสุด เมื่อประมาณร้อยปีเศษมานี้ และไปจากบริเวณใกล้เคียงเมืองคัง พวกไทยเหล่านี้นับถือพุทธศาสนา และรูปแบบตัวหนังสือ ก็ได้จากไทยอาหม ไทยขำตี่ และไทยใหญ่ เป็นหลัก
Posted by อิศรา on 11 Jun. 2005,00:53
ไทยในประเทศจีนปัจจุบัน


ไทยในประเทศจีนปัจจุบัน
          ปัจจุบันปรากฎว่ามีคนไทยตั้งถิ่นฐานอยู่ในที่ต่าง ๆ ในประเทศจีน เป็นจำนวนมาก เช่นในยูนาน ในน่านเจ้าชายแดนติดต่อระหว่างจีนกับพม่า จีนกับเวียดนาม ในมณฑลกวางสีคนไทยเหล่านี้แบ่งออกเป็นเผ่าต่าง ๆ เช่น ไทยยก ไทยหกหรือไทยจก ไทยลื้อหรือไทยใหญ่ในพม่า ไทยลุงหรือไทยหลวง ไทยย้อย ไทยจุงเจี่ย ไทยโท้ ไทยนุง ไทยลี้ คนเหล่านี้พูดภาษาไทยและส่วนใหญ่ใช้ตัวหนังสือจีน แต่มีบางพวกก็ใช้หนังสือไทยใหญ่ในพม่าไปใช้
           ส่วนคนไทยที่อพยพจากจีน กระจายไปอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่มีพวกใดเอาตัวหนังสือจีนมาใช้ แต่รับเอาหนังสือมอญโบราณ ขอมโบราณ มาดัดแปลงเป็นตัวหนังสือ ใช้เขียนภาษาไทยของตนเอง อย่างไรก็ตามไม่มีตัวหนังสือไทยของคนไทยพวกใด ที่จะสามารถนำมาเขียน  ให้ออกเสียงภาษาไทยของตนได้สมบูรณ์
ยกเว้นหนังสือที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงประดิษฐ์ขึ้น นอกจากนั้น ยังได้นำเอาตัวหนังสือไทยที่ดัดแปลงแล้วนี้ กลับไปใช้ในชาวไทยบางพวก ที่อยู่ใกล้ประเทศจีนอีกด้วย
ตัวหนังสือธรรม
           ในตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ทางด้านพระพุทธศาสนา ได้มีการจารและเขียนหนังสือทางศาสนา
ด้วยตัวหนังสือที่ไม่เหมือนกับหนังสือไทยที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเจตนาที่มีมานาน ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาว่า  กิจการของฝ่ายศาสนจักร ควรแยกออกจากฝ่ายอาณาจักร จึงได้ใช้ตัวหนังสือของศาสนจักรโดยเฉพาะ สำหรับในภาคกลางและภาคใต้ ก็ใช้หนังสือขอมแทน ทางภาคเหนือใช้ตัวอักษรธรรมของล้านนา ทางอิสานก็ใช้ตัวหนังสือธรรมของอิสาน นอกจากนี้ยังใช้เขียนเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ พงศาวดาร และวรรณคดี ตัวหนังสือธรรมล้านนาไทย
  ตัวหนังสือธรรมล้านนาไทย





           มีหลักฐานยืนยันได้ว่า ตัวหนังสือไทยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้แพร่หลายเข้าไปในล้านนาไทย ในสมัยพระเจ้ากือนา แห่งเชียงใหม่ ศิลาจารึกที่วัดพระยืน จังหวัดลำพูน ใช้อักษรไทยสุโขทัยจารึก เมื่อปี พ.ศ.๑๙๑๒  แต่หนังสือของศาสนาจักร คงมีการใช้อักษรที่แตกต่างกันออกไป เรียกว่าอักษรธรรมบ้าง ตัวเมืองบ้าง
           ตัวหนังสือธรรมนี้ ไม่ทราบแน่ว่าผู้ใดคิดขึ้น และมีใช้มาแต่เมื่อใด แต่มีหลักฐานศิลาจารึกวัดช้างค้ำ จังหวัดน่าน จารึกเมื่อปี พ.ศ.๒๐๙๑ และมีจารึก ที่ฐานพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนองค์หนึ่ง ที่วัดเม็งราย จังหวัดเชียงใหม่  สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๐๑๓ ซึ่งพอสันนิษฐานได้ว่าตัวหนังสือธรรมล้านนาไทย คงจะมีขึ้นในห้วงระยะเวลา พุทธศตวรรษที่ ๒๐ ถึง ๒๑ ต่อกัน โดยนักปราชญ์ชาวล้านนาไทยประดิษฐ์ขึ้น ภายใต้อิทธิพลของอักษรมอญ - พม่า
           ลักษณะตัวหนังสือธรรมลานนา มีอักขระตามภาษาบาลี ๔๑ ตัว เป็นพยัญชนะ ๓๓ ตัว สระ ๘ ตัว และมีสระเฉพาะท้องถิ่นอีก ๒๘ ตัว พยัญชนะเฉพาะท้องถิ่นเพิ่มอีก ๙ ตัว
  ตัวหนังสือธรรมล้านนา
           มีพยัญชนะ ๔๒ ตัว คือ      ก  ข  ค   ฅ  ฆ  ง  จ  ฉ  ช  ซ  ฌ  ญ  ฏ  ฐ  ฑ  ฒ  ณ  ต  ถ  ท  ธ  น  บ  ป  ผ  พ  ฟ  ภ  ม  ย  ร  ล  ว  ศ  ษ  ส  ห  ฬ  อ  ฮ  อัง
           มีสระลอย ๘ ตัว คือ      อะ  อา  อิ  อี  อุ  อู  เอ  โอ
           สระมี ๒๘ ตัว คือ      ะ  า    ิ    ี    ึ   ื  ุ   ู  เ - ะ    เ -   แ - ะ    แ -  โ - ะ    โ-    ไ-    เ - า    -ำ    เ - าะ   -อ    -ัวะ  -ัว    เ - อะ     เ - อ    เ - ียะ    เ  - ีย       เ - ีอะ     เ - ื อ
           วรรณยุกต์     ประกอบด้วย     ไม้หันอากาศ ไม้เอก ไม้โท ไม้ไต่คู้ ไม้การันต์ และไม้ยมก
 




           ตัวหนังสือธรรมอิสาน
           ดินแดนภาคอิสาน อยู่ในอำนาจของขอมมาแต่โบราณกาล บรรดาศิลาจารึกที่พบในยุคแรก ๆ ของภาคนี้ เป็นอักษรปัลลวะของอินเดียตอนใต้ เช่นเดียวกับที่อื่น ๆ  ต่อมาเมื่อขอมมีอำนาจตัวอักษรในพื้นที่นี้ก็เป็น อักษรขอมเป็นส่วนใหญ่ อักษรสุโขทัยไม่ได้แพร่ไปถึงอิสาน เมื่อพ้นอิทธิพลของขอม ก็มีศิลปวัฒนธรรมอยุธยาเข้ามาแทนที่
วัฒนธรรมสุโขทัยกลับแพร่ขยายไปล้านนาไทย แล้วผ่านไปล้านช้าง จากนั้นจึงวกเข้าอิสาน ดังนั้นตัวหนังสือไทยจึงผ่านจากลาว ข้ามแม่น้ำโขงมาฝั่งไทย ซึ่งการปรากฎครั้งแรก ๆ จะพบตามเมืองริมฝั่งแม่น้ำโขงก่อน
           ตัวหนังสือธรรมอิสานเอามาใช้จารบนใบลาน และมีอายุอย่างเก่าอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ทั้งสิ้น มีอักขระสำหรับใช้เขียนภาษาบาลีและภาษาท้องถิ่นอยู่ ๖๐ ตัว เป็นพยัญชนะ ๓๗ ตัว และสระ ๒๓ ตัว ลักษณะรูปตัวหนังสือได้รับอิทธิพลจากหนังสือขอม และยังมีสระพิเศษ เช่น นิคหิต ใช้เป็นตัว ง สะกด เมื่อเขียนตามภาษาบาลี
และใช้เป็นเสียงสระออ เมื่อไม่มีตัวสะกด เมื่อเขียนเป็นภาษาท้องถิ่นอิสาน
           พยัญชนะ มี ๓๗ ตัวคือ      ก  ข  ค  ฆ  ง  จ  ฉ  ช  ฌ  ญ  ฏ  ฐ  ฑ  ฒ  ณ  ต  ถ  ท  ธ  น  บ  ผ  ฝ  พ  ฟ  ภ  ม  ย  หย  ร  ล  ว  ส  ห  ฬ  อ  ฮ
           สระลอย มี ๒๓ ตัว คือ      อะ  อา  อิ  อี  อุ  อู  เอ  โอ
           สระมี ๒๓ ตัว คือ      ะ  า     ิ     ี    ึ    ื    ุ   ู   เ-  แ-   โ-   เ - าะ  -อ   -ั ว   เ  -ี ย   เ  -ื อ   เ - อ    -ำ    ไ-  เ - า    โ-     ออย   ฤา
Posted by อิศรา on 11 Jun. 2005,00:54
ลายสือไทยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช




      พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ  เมื่อครั้งยังผนวชเป็นพระภิกษุ ยังไม่ได้ครองราชย์ ได้เสด็จประพาสเมืองเหนือ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๖ ได้ทรงพบแท่นศิลาแห่งหนึ่งก่อไว้ที่ริมเนินปราสาท และเสาศิลาจารึกอักษรเขมรเสาหนึ่ง และอักษรไทยโบราณอีกเสาหนึ่ง จึงรับสั่งให้ชลอลงมาไว้ที่วัดราชาธิวาส ภายหลังเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว จึงดำรัสสั่งให้นำไปไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ศิลาจารึกอักษรไทยโบราณนี้ก็คือ ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ที่ได้ทรงจารึกพระราชประวัติ และเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเมืองสุโขทัย และจารึกด้วยอักษรไทยที่พระองค์ประดิษฐ์ขึ้น
      หลักศิลาจารึกหลักนี้ นับว่าเป็นศิลาจารึกหลักสำคัญ และล้ำค่ายิ่งของไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ เป็นผู้อ่านศิลาจารึกนี้ได้เป็นคนแรก เมื่อปี พ.ศ.๒๓๗๙ ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบและอ่านศิลาจารึก และเป็นคนแรกที่ค้นคว้า เกี่ยวกับกำเนิดตัวหนังสือไทย และสรุปได้ ดังนี้
      ต้นตอของตัวหนังสือไทย เริ่มจากอักษรโฟนิเชียน ซึ่งเป็นต้นเค้าของอักษรพราหมีของอินเดีย ต่อมาขอมได้ดัดแปลงอักษรอินเดีย ให้เป็นหนังสือขอม ซึ่งปรากฎมีจารึกอักษรขอม ตั้งแต่สมัยพระเจ้าภววรมันที่ ๑ พ.ศ.๑๑๕๐ ขอมได้ดัดแปลงอักษรอินเดียใต้ เป็นตัวอักษรขอม โดยได้ปรับปรุงให้เหมาะสมขึ้น เพื่อให้สะดวกในการสลักลงบนหิน พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้ทรงดัดแปลงตัวหนังสือขอมหวัดให้ดีขึ้นมาเป็นตัวหนังสือไทย โดยมีการแก้ไขปรับปรุงที่สำคัญ คือ
        ๑. เปลี่ยนแปลงรูปตัวอักษรขอม ให้ง่ายและสะดวกแก่การเขียนยิ่งขึ้น
        ๒. ตัวอักษรสังโยค โดยให้เขียนพยัญชนะสองตัวเรียงตามกัน และเอาสระที่อยู่สูงกว่าและต่ำกว่าพยัญชนะมาอยู่ในบันทัดเดียวกัน
        ๓. ทรงคิดวรรณยุกต์ขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นคนแรกของโลกก็ว่าได้ ทำให้ตัวหนังสือไทยสมบูรณ์ เขียนแล้วอ่านออกเสียงได้ใกล้เคียงกับเสียงจริง ยิ่งกว่าหนังสือของชาติใด ๆ ในโลก เป็นหนังสือที่ก้าวหน้ากว่าหนังสือใด ๆ ที่มีใช้ในสุวรรณภูมิในขณะนั้น และแม้ในขณะนี้ก็ตาม
การพัฒนาเครื่องเขียนลายสืไทย
 



      นอกจากการจารึกบนศิลาแล้ว เครื่องเขียนหนังสือไทยในสมัยโบราณ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ต่อมาสมัยอยุธยาจนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีวิธีที่สำคัญอยู่สองแบบคือ เขียนหนังสือไว้ในลักษณะสมุดไทย หรือเขียนไว้ในสมุดข่อยนั่นเอง และเขียนโดยจารลงบนใบลาน การเขียนในสมุดข่อยเป็นการเขียนหนังสือโดยทั่ว ๆ ไป ส่วนการจารลงบนใบลาน มักใช้กับคัมภีร์ทางศาสนา เพื่อใช้สำหรับเทศน์เป็นส่วนใหญ่
  สมุดข่อย หรือสมุดไทย
      มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีหนังสือใดเหมือน คือเป็นหนังสือ ที่ใช้กระดาษยาวติดต่อเป็นแผ่นเดียวกันตลอดเล่ม โดยใช้วิธีพับกลับไปมาให้เป็นเล่ม จะทำให้เป็นเล่มยาวเท่าใดก็ได้ แต่ขนาดที่นิยมเป็นมาตรฐาน มีอยู่ด้วยกัน ๗ ขนาด แบ่งประเภทตามการใช้งาน คือ
        ๑. สมุดพก    กว้าง ๘ ซ.ม. ยาว ๑๕ ซ.ม.
        ๒. สมุดถือเฝ้า   กว้าง ๑๐ ซ.ม. ยาว ๒๖ ซ.ม.
        ๓. สมุดจดหมายเหตุ    กว้าง ๑๒ ซ.ม. ยาว ๓๔ ซ.ม.
        ๔. สมุดพระมาลัย    กว้าง ๑๓ ซ.ม. ยาว ๖๖ ซม.
        ๕. สมุดไสยศาสตร์   กว้าง ๑๕ ซม. ยาว ๔๑ ซม.
        ๖. สมุดภาพไตรภูมิ   แบบ ๑ กว้าง ๑๒ ซม. ยาว ๖๓. ซม.
        ๗. สมุดภาพไตรภูมิ   แบบ ๒ กว้าง ๒๘ ซม. ยาว ๕ ซม.
      สมุดไทย
      เป็นรูปแบบหนังสือที่สะดวกในการใช้ สามารถบรรจุ เรื่อง บรรจุภาพได้สมบูรณ์กว่ารูปแบบหนังสือของชาติใด ๆ ที่เคยใช้กันมา สมุดข่อยทำจากเปลือกข่อย มีกรรมวิธีในการผลิตที่ซับซ้อน วัสดุที่ใช้เขียนมีหลายอย่าง เช่น ดินสอขาว น้ำหมึกที่ทำจากเขม่าไฟ หรือหมึกจีน สีขาวได้จากเปลือกหอยมุก สีแดงได้จากชาด สีทองได้จากทองคำเปลวหรือทองอังกฤษ สีเหลืองได้จากส่วนผสมของรงและหรดาล หมึกขาวและดินสอขาว ใช้เขียนบนสมุดดำ หมึกดำและหมึกสี ใช้เขียนบนสมุดขาว การเขียนจะเขียนทั้งสองหน้ากระดาษ       ใบลาน
      เป็นวัสดุสำหรับเขียนอีกอย่างหนึ่ง ได้จากต้นลานที่มีอยู่ในป่าเมืองไทย ต้องคัดใบที่ได้ขนาดพอดีทั้งความกว้างและยาว และความอ่อนแก่ของใบ แล้วนำมาทำเป็นผูกใบลาน การเขียนบนใบลานใช้วิธีจาร
      ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ เมื่อมีกระดาษฝรั่ง ปากกา ดินสอ เครื่องมือในในการเขียน แบบฝรั่งเข้ามาถึงไทย การเขียนหนังสือไทย ก็เขียนบนกระดาษ ด้วยดินสอและปากกา ปากาเดิมเป็นปากกาหมึกจิ้ม ทำด้วยโลหะ เช่น ปากกาคอแร้ง และปากกาเบอร์ ๕ สามารถเขียนตัวอักษร เป็นเส้นหนาบางได้ ตามที่ต้องการ  ซึ่งเป็นต้นแบบของตัวหนังสือ ที่เรียกว่า ตัวอาลักษณ์ ต่อมาเมื่อใช้ปากกาหมึกซึม และปากกาแบบอื่น ๆ เช่น ลูกลื่น รูปตัวหนังสือก็จะเป็นเส้นสม่ำเสมอ ไม่มีหนาบาง
      ในสมัยเดียวกันนี้ ได้มีการนำตัวหนังสือไทยมาทำเป็นตัวพิมพ์ และจัดพิมพ์หนังสือไทยขึ้น และต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ได้เกิดเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยขึ้น การพัฒนาและความก้าวหน้าในการพิมพ์ได้เจริญไปตามลำดับ จนถึงการสร้างตัวหนังสือด้วยการเรียงพิมพ์ด้วยแสง  และการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในการพิมพ์
การพัฒนารูปแบบตัวหนังสือไทย
  ตัวหนังสือสมัยพ่อขุนรามฯ กับพญาฦๅไทย



  วิวัฒนาการรูปตัวหนังสือไทย

   รูปแบบตัวหนังสือไทย ได้มีการพัฒนามาตามลำดับ ในสมัยอยุธยาช่วงหลังถือว่าใน รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นยุคทองของกรุงศรีอยุธยา  มีความเจริญสูงสุดในทุกด้าน ตำราต่าง ๆ เกี่ยวกับภาษาไทย ได้อ้างลักษณะตัวหนังสือไทยสมัยนี้ให้ดูเป็นหลัก ลักษณะรูปร่างตัวหนังสือไทย ได้พัฒนามาจนเป็นแบบใกล้เคียงกับตัวหนังสือที่ใช้เขียนในปัจจุบัน
  ตัวหนังสือในหนังสือจินดามณี
  การพิมพ์หนังสือไทย เริ่มมีขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช เมื่อปี พ.ศ.๒๒๐๕ โดยมิชชันนารีคาทอลิคฝรั่งเศส ได้มีการพิมพ์คำสอนทางคริสตศาสนา เป็นภาษาไทย จำนวน ๒๖ เล่ม  หนังสือไวยากรณ์ไทยและบาลี ๑ เล่ม และพจนานุกรมไทยอีก ๑ เล่ม มีการตั้งโรงพิมพ์ขึ้นที่เมืองลพบุรี
      ในสมัยตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์และก่อนหน้านั้น ก่อนจะมีการนิยมเขียนหนังสือบนกระดาษฝรั่ง การเขียนหนังสือไทย ได้ยึดหลักเขียนใต้เส้นบรรทัด โดยถือเอาด้านบนของตัวหนังสือ ไปชนด้านล่างของเส้นบรรทัด เลียนแบบการเขียนหนังสือของอินเดีย การปรับตัวหนังสือไทย ให้เป็นตัวพิมพ์สำหรับใช้พิมพ์ ทำให้เกิดรูปแบบตัวหนังสือไทยอีกแบบหนึ่ง  ที่มีความสวยงามและอ่านง่าย
Posted by อิศรา on 11 Jun. 2005,00:55
ตัวหนังสือไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ




          พระองค์ได้รับยกย่องว่าเป็นพระบิดาแห่งการพิมพ์ไทย   ทรงจัดให้มีการสร้างตัวพิมพ์ไทย   ที่เป็นต้นแบบของตัวพิมพ์ธรรมดา ซึ่งใช้พิมพ์หนังสือกัน   ทรงให้สมเด็จพระสังฆราช (สา)  คิดวิธีให้เอาตัวหนังสือไทย มาใช้เขียนภาษาบาลี   ทรงให้จัดพิมพ์หนังสือราชกิจจานุเบกษาขึ้น   นับเป็นวารสารราชการฉบับแรก   ที่ได้มีการจัดพิมพ์ในประเทศไทย   เมื่อ  ปี พ.ศ.๒๔๐๑   นอกจากนั้นยังได้มีพระราชดำริที่จะดัดแปลงอักษรไทย   และวิธีการเขียนหนังสือไทยใหม่   เพื่อให้สะดวกแก่การใช้เขียนใช้พิมพ์   ทรงคิดที่จะเอาตัวพยัญชนะ  และสระ  ให้มาอยู่ในบรรทัดเดียวกัน   โดยเรียงสระอยู่หลังพยัญชนะ เช่นอักษรยุโรป   ทรงเรียกอักษรที่ทรงประดิษฐ์ขึ้นมาว่า  อักษรอริยกะ   แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ   ไม่ได้รับความนิยม   เนื่องจากรูปตัวหนังสือเปลี่ยนรูปร่างออกไปจากอักษรไทยเดิมมาก   ไปเลียนแบบรูปร่างอักษรโรมัน
        ในรัชสมัยของพระองค์  หลวงสารประเสริฐ (น้อย  อาจารยางกูร )  ได้แต่งแบบสอนหนังสือไทยขึ้นมาชุดหนึ่ง คือ   มูลบทบรรพกิจ  วาหนิติ์กร  อักษรประโยค  สังโยคพิธาน  ไวพจน์พิจารณ์  พิศาลการันต์  อนันตวิภาค  เขมรรากษรมาลา  นิติสารสาธก  และปกีรณำ   ทำให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในภาษาไทย  และอักษรไทยขึ้น
   รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ



          หลวงสารประเสริฐได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ เป็นพระยาศรีสุนทรโวหาร  และได้ปรับปรุงตำราสอนภาษาไทยที่แต่งไว้เดิม   ให้เหลือเพียงหกเล่มแรก  เรียกว่า ชุดตำราเรียนหลวง
           เมื่อปี  พ.ศ.๒๔๓๕  กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ  ทรงควบคุมรับผิดชอบการศึกษา   เห็นว่าชุดตำราเรียนหลวงยาวเกินไป   ต้องเรียนนานเกินไป   จึงทรงนิพนธ์แบบเรียนเร็วขึ้น  ๓  เล่ม   ในการนี้ได้ให้ชื่อตัวอักษรไทยทุกตัว   เพื่อให้จำได้ง่าย   ดังที่ปรากฏมาจนถึงปัจจุบันนี้    ตั้งแต่ ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก   เป็นชื่อมาตรฐานที่ใช้กันเป็นแบบเดียวกัน   นับว่าเป็นวิธีการที่ชาญฉลาด   ไม่มีหนังสือชาติใดที่คิดทำแบบนี้   เพราะถึงจะมีอยู่บ้างก็ไม่เป็นมาตรฐานทั่วไป ต่อจากนั้นยัง ได้มีการเอาชื่อตัวอักษรเหล่านั้นมาประดิษฐ์เป็นคำร้อยกรองประกอบ   เพื่อให้จดจำง่ายขึ้นทั้งตัวอักษรแต่ละตัว   และลำดับตัวอักษรตั้งแต่ต้นจนจบ  เช่น  ก. ไก่เอ๋ย  ข. ไข่มาหา  ฃ. น้องชาย  ควายเข้านา  ฅ โสภา  เดินหน้า  ฆ  ง. ใจหาย  จ. จริงจัง  ฉ. ตีดัง  ระวังช.ช้าง......ฮ. นกฮูกตาโต
           เมื่อปี  พ.ศ.๒๔๑๖  หมอบรัดแลย์ ได้จัดพิมพ์หนังสือ อักขราภิธานศรับท์  เป็นหนังสือพจนานุกรมเล่มแรกของไทย  ใช้ตัวพิมพ์ไทยที่ได้พัฒนาแล้ว   มีคำทั้งหมดประมาณ  ๔๐,๐๐๐ คำ   ต่อมาเมื่อปี  พ.ศ.๒๔๒๖   กรมศึกษาธิการได้ให้ขุนประเสริฐอักษร (แพ  ตาละลักษณ์)  จัดทำพจนานุกรมของทางราชการขึ้นเป็นครั้งแรก
           การรวบรวมคำไทยเพื่อจัดพิมพ์   ได้เคยมีผู้รวบรวมก่อนและหลังหมดบรัดเลย์อยู่บ้าง   พอประมวลได้ดังนี้
           พ.ศ.๒๓๘๙  มิชชันนารี  เทเลอร์  โจนส์   ได้รวบรวมคำไทย   และจัดทำคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ  แต่ไม่ได้ตีพิมพ์
           พ.ศ.๒๓๙๗  สังฆราชปัลเลอกัวซ์   ได้รวบรวมคำไทย  แล้วทำคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ  ฝรั่งเศษ  และภาษาลาติน   ตีพิมพ์ที่ปารีส   ให้ชื่อเป็นภาษาไทยว่า สัพพะพจนะพาสาไทย
           พ.ศ. ๒๔๓๙  บาทหลวง เวย์  ได้แก้ไขเพิ่มเติม  สัพพะพจนะพาสาไทย  แล้วจัดพิมพ์ใหม่ให้ชื่อว่า  ศริพจน์ภาษาไทย   รวบรวมคำไทยได้ประมาณ  ๓๐,๐๐๐  คำ   ทั้งที่ใช้พูดอยู่  และที่ไม่ได้ใช้
           พ.ศ.๒๔๓๔  นาย อี.บี  มิชเชล   ที่ปรึกษาทางกฎหมายของไทย   ได้รวบรวมคำไทยทำพจนานุกรม  ชื่อว่า  ลิปิกรมายนภาษาไทย   แปลเป็นภาษาอังกฤษ   กล่าวว่ามีคำไทยที่ใช้พูดกันอยู่ในสมัยนั้น  ประมาณ  ๑๔,๐๐๐ คำ   แต่หนังสือฉบับนี้ได้คัดเลือกมาเพียง  ๘,๐๐๐ คำ
   รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ





           พระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้า ฯ  ทรงปราดเปรื่องในทางภาษาศาสตร์อย่างยิ่ง  พระองค์ได้ทรง พระราชนิพนธ์หนังสือวรรณคดี  สารคดี  ไว้มากยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใด ในประวิติศาสตร์ไทย  จนทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น พระมหาธีรราชเจ้า
           พระองค์ได้ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา   กำหนดให้ประชาชนทุกคนต้องเรียนหนังสือ  กรมศึกษาธิการ  ได้เรียบเรียงตำราไวยากรณ์ไทยขึ้นเป็นแบบเรียน  โดยตั้งกำหนดกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์ขึ้น สำหรับภาษาไทย   โดยอาศัยเทียบเคียงกับกฎเกณฑ์ของภาษาอังกฤษ  และชาติในยุโรปเป็นหลัก   ต่อมาพระยาอุปกิตศิลปสาร (เพิ่ม  กาญจนาชีวะ)   ได้แก้ไขปรับปรุงเสียใหม่  เพื่อให้สะดวกแก่การศึกษา   เรียกว่าวิชาหลักภาษาไทย  จัดทำเป็นหนังสือ  ๔  เล่มชุด  คือ   อักขระวิธี  วจีวิภาค  วากยสัมพันธ์  และฉันทลักษณ์   ซึ่งถือเป็นตำราหลัก   ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้
           ภาษาไทยแต่เดิม เป็นภาษาที่ไม่มีไวยากรณ์   การเขียนหนังสือไทยยุคโบราณ  ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์แน่นอน  การสะกดการันต์ก็เขียนกันตามสะดวก   มาในสมัยรัตนโกสินทร์   ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์มาตามลำดับ  ต่อมาเมื่อได้ตั้งราชบัณฑิตยสถานขึ้น   และให้รับผิดชอบในการจัดทำพจนานุกรม  คำศัพท์ในพจนานุกรม จึงเป็นแม่แบบที่ถูกต้อง
           พระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้า ฯ  ได้ทรงเห็นข้อบกพร่องในการเขียนหนังสือไทย  ดังนั้น  เมื่อปี  พ.ศ. ๒๔๖๐   จึงได้ทรงดำริจะแก้ไขวิธีการเขียนหนังสือไทยให้รัดกุม  หัวข้อเรื่องที่พระองค์เห็นว่า ควรจะได้ปรับปรุงแก้ไขมีอยู่  ๕  ประการด้วยกัน  คือ
               ๑.  วิธีเขียนสระ       ซึ่งเขียนไว้ในที่ต่าง ๆ กัน  ทั้งข้างหน้า  ข้างหลัง  ข้างบน  และข้างล่าง  พยัญชนะ  ทำให้ผู้เรียนใหม่ฉงน
               ๒.  สระผสม       เป็นการผสมตามใจชอบ   โดยมิได้คำนึงถึงเสียงจริง   จึงต้องใช้วิธีจำเอาโดยตรง  ยากที่จะเข้าใจได้
               ๓.  ตัวพยัญชนะเปล่า      ไม่มีสระกำกับอยู่   ก็สามารถอ่านออกเสียงได้   เป็นเสียงอะก็มี  ออก็มี  ทำให้เป็นข้อฉงนได้  เช่น  ปฐม  ออกเสียง อะ  บดี  ออกเสียง ออ  เป็นต้น
               ๔.  วิธีใช้พยัญชนะกล้ำ       ก็ยากแก่การแก้ไข  คือ  ไม่ทราบว่าเมื่อใดจะออกเสียงกล้ำ  และเมื่อใดจะไม่ออกเสียงกล้ำ   นอกจากนี้การที่เขียนสระไว้หน้า   ทำให้ไม่แน่ว่าพยัญชนะตัวที่  ๒  จะกล้ำกับตัวที่  ๑   หรือเป็นตัวสะกด   เช่น  เขียนว่า  "โสน"  "จันทโครพ"  "เพลา"  "โคลน"  "อิเหนา"  อาจจะอ่านได้สองอย่าง  เป็นต้น
               ๕.  ลักษณะการเขียนหนังสือ      จะเขียนถ้อยคำติดกันไปหมด   ไม่เว้นระยะคำทุกคำ   อย่างเช่น  ลักษณะการเขียนหนังสือของชาวยุโรป   ทำให้เป็นที่ฉงน แก่ผู้ที่ไม่ชำนิชำนาญในเชิงการอ่านหนังสือไทย   ในเรื่องนี้   พระองค์ได้ทรงยกตัวอย่างการแก้ไขในข้อ  ๕  ก่อน   เพราะเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ง่าย
           นอกจากความคิดจะปรับปรุงแก้ไขใน  ๕  ประการดังกล่าวข้างต้นแล้ว   พระองค์ยังทรงคิดแก้ไขรูปสระของไทยเสียใหม่   เพื่อให้เขียนอยู่บรรทัดเดียวกันกับพยัญชนะ   โดยทรงเอาตัวอย่างแบบชาวตะวันตกบ้าง   ตามแบบของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชบ้าง   และตามแบบขอมบ้างมาเป็นหลักพิจารณา  แต่เนื่องจากพระองค์มีเวลาน้อย   ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน   แนวพระราชดำริดังกล่าวจึงไม่ประสบผลสำเร็จ
   การพัฒนาตัวหนังสือไทยในระยะหลัง
           หลังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ  รูปแบบตัวหนังสือไทย ได้พัฒนามาอยู่ในขั้นที่มีสภาพคงที่  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงออกไปมาก ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐  ได้มีการยกเลิกตัว  ฃ  และ ฅ คน  เพราะปทานุกรมที่กระทรวงธรรมการจัดพิมพ์ออกมาครั้งแรกในปีนี้   ได้เขียนคำอธิบายว่า  ตัวอักษรสองตัวนี้เลิกใช้แล้ว  และไม่ได้เก็บคำศัพท์จากตัวอักษรสองตัวนี้  ไว้ในปทานุกรม
           การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการใช้ตัวหนังสือไทยเกิดขึ้น เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๕  เมื่อ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการปรับปรุงด้านภาษาและหนังสือหลายประการ   ได้มีการตัดตัวพยัญชนะ   และสระที่มีเสียงซ้ำกันออกไป  สรุปได้ดังนี้
               ๑.  ตัวอักษรที่มีเสียงซ้ำกัน  โดยตัด  ฃ  ฅ  ฆ  ฌ  ฎ  ฐ  ฑ  ฒ  ณ  ศ  ษ  และ ฬ  ตัดสระ  ใ  ฤ  ฤๅ  ฦ  ฦๅ  ออกไป   ถือว่าตัวหนังสือไม่มีใช้   และไม่กระทบกระเทือนการใช้ภาษาไทย   ตัวอักษรที่ตัดออกไป   ให้ใช้คำที่ออกเสียงพ้องกันที่เหลืออยู่แทน   เช่น  ส. ใช้แทน ศ  ษ  น ใช้แทน ณ  ด ใช้แทน  ฎ  ต  ใช้แทน  ฏ  ท  ใช้แทน  ฑ  ฒ     ถ ใช้แทน  ฐ  ค ใช้แทน  ฆ  และ ร ใช้แทน  ฬ  เป็นต้น
               ๒.  ตัว ญ  โดยทั่วไปใช้  ตัว ย แทน    แต่ในกรณีที่ต้องเขียนคำบาลี  สันสกฤต  ให้ใช้ตัว ญ ได้
แต่ให้ตัดเชิงตัว   ญ  ออก  เช่น  ผู้หญิง  เป็น ผู้หยิง   ใหญ่ เป็น ไหย่
               ๓.  ตัวกล้ำ  ทร  ที่ออกเสียง  ซ  ให้ใช้ตัว  ซ  แทน   เช่น  ทราบ เป็น ซาบ   ทราย เป็น ซาย
               ๔.  ตัว  ย  ที่  อ  นำ  ให้เปลี่ยนเป็น  ห  นำ   เช่น   อย่า  อยู่  อย่าง  อยาก  เป็น  หย่า  หยู่  หย่าง  หยาก
               ๕.  หลักทั่วไปใช้คำบาลีแทนคำสันสกฤต   เช่น  กัม  ธัม  นิจ  สัจ  แทน  กรรม  ธรรม  นิตย์  สัตย์   เว้นแต่คำที่ใช้รูปบาลีมีความหมายหนึ่ง   และรูปสันสกฤตมีอีกความหมายหนึ่ง   ก็ให้คงใช้ทั้งสองคำ   แต่เปลี่ยนรูปการเขียนตามอักษรที่เหลืออยู่   เช่น  มายา  มารยา  วิชชา  วิชา  วิทยา  กติกา  กริสดีกา  สัตราวุธ  ศาสตราจารย์  วิทยาสาสตร์  สูนย์กลาง
               ๖.  ร หันในแม่  กก  กด  กบ  กม  ยกเลิกแล้วให้ไม้หันอากาศแทน   เช่น   อุปสัค  วัธนา  บัพ  กัมการ  แต่  ร หันในแม่กน ยังคงให้มีใช้ได้   เช่น  บรรพบุรุษ  สรรค  วรรณคดี
               ๗.  คำที่มาจากบาลี  ถ้าตัวสะกดมีอักษรซ้ำ  หรืออักษรซ้อน   ในกรณีตัวหลังไม่มีสระกำกับ   ให้ตัดตัวสะกดตัวหน้าออก   เช่น  อัตภาพ  หัถกัม  ทุข  อัคราชฑูต  รัถบาล  เสถกิจ   แต่ถ้าตัวหลังมีสระกำกับ   ไม่ต้องตัดตัวสะกดออก   เช่น   อัคคี  สัทธา
               ๘.  ไม้ไต่คู้  ใช้เฉพาะในกรณีที่ออกเสียงสั้น   เช่น  เย็บ  เบ็ด  เห็น   ถ้าไม่ใช้อาจมีความหมายเป็นอย่างอื่น   คำที่มาจากบาลีสันสกฤตก็ไม่ใช้ไม่ไต่คู้   เช่น  เบญจ  เพชร  เวจ  คำที่มาจากภาษาต่างประเทศที่จำเป็นให้คงใช้ได้  เช่น  เช็ค
               ๙.   คำ  กระ  ให้เขียน  กะ   เช่น  กระจ่าง  กระทิ  เป็น  กะจ่าง  กะทิ
              ๑๐. คำที่ถอกจากภาษาต่างประเทศ   ให้เขียนตามเสียงเป็นหลัก   เช่น  ตำรวจ  เป็นตำหรวด  กำธร  เป็น  กำทอน
           เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่  ในปี พ.ศ.๒๔๘๗   ก็ได้ประกาศยกเลิกการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้น   และกลับไปใช้หนังสืออย่างเดิมก่อนการเปลี่ยนแปลง
   การพัฒนาตัวเขียนในปัจจุบัน



           หลังสงครามโลกครั้งที่สอง  ตำราและวิธีการเรียนการสอนได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก  การสอนภาษาไทย   ยังใช้แบบเรียนเร็วเล่มต้นของ นายฉันท์  ขำวิไล  ต่อมาใช้ของ พระวิภาชน์วิทยาสิทธิ์  ซึ่งนักเรียนชั้นประถมปีที่ ๑ ยังต้องเรียนตัวพยัญชนะ  และสระทุกตัว   และหัดผันอักษร ผันสระ ผันวรรณยุกต์
           ในปี พ.ศ.๒๕๐๐  กระทรวงศึกษาธิการได้นำการสอนภาษาไทยแบบเบสิกมาใช้   แบบเรียนได้เปลี่ยนไป   เป็นการสอนให้อ่านเป็นคำ ๆ  เป็นเรื่องราว   ไม่ได้สอนพยัญชนะเป็นตัว ๆ   และสอนการผันแบบเดิม   เป้าหมายการสอนแบบใหม่นี้ยังกำกวมอยู่   ความแม่นยำในตัวหนังสือ  ในการอ่านและในการเขียนหนังสือไทย   เรายังพูดไม่ได้ว่าจะดีกว่าแบบเดิม
           เครื่องมือเครื่องใช้ในการเขียนก็เปลี่ยนไปมาก   การเปลี่ยนเครื่องมือเขียนทำให้รูปตัวหนังสือเปลี่ยนไป   อย่างไรก็ตามลายมือที่ถือเป็นทางการในขณะนี้   ถือว่าลายมือไทยที่สวยงาม   ใช้เขียนเป็นลายมือเพื่อเกียรติยศต่าง ๆ   ต้องเขียนด้วยตัวอาลักษณ์
   ตัวพิมพ์ไทย
           ตัวหนังสือไทยได้สร้างเป็นตัวพิมพ์   และจัดพิมพ์เป็นครั้งแรกในพม่า  เมื่อปี พ.ศ.๒๓๕๖  โดยมิชชันนารีอเมริกา   ตัวพิมพ์ไทยที่ออกแบบขึ้นมานี้  คงอาศัยเชลยศึกชาวไทยในย่างกุ้ง ที่ถูกกวาดต้อนไปพม่า ตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่สอง เมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๐  และได้มีวิวัฒนาการมาตามลำดับ  การนำตัวหนังสือไทยมาปรับปรุงเป็นรูปตัวพิมพ์   ทำให้รูปตัวหนังสือไทย   มีความแน่นอนและสวยงามขึ้นตามลำดับ
   โครงสร้างของตัวหนังสือไทย
           ยังไม่มีการค้นคว้าในรายละเอียด อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตที่น่าจะนำไปสู่ทางค้นคว้าต่อไป พอประมวลได้ดังนี้
               ๑.  ตัวหนังสือไทยมีเส้นเสมอกันหมด  ไม่มีหนา  บาง  อาจจะเนื่องจากการเขียนหนังสือไทย แต่เริ่มแรก ใช้โลหะแหลมขูดลงบนศิลา  เส้นจึงคมและสม่ำเสมอกัน  การจารลงบนใบลานก็ทำนองเดียวกัน
               ๒.  ตัวหนังสือไทยมีหัวกลมเกือบทุกตัว   หัวกลมนี้ไม่ทราบว่าสร้างขึ้นสมัยใด  เพราะลายสือไท ที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชประดิษฐ์ขึ้นนั้น ไม่มีหัวกลม อย่างไรก็ตามหัวกลมทำให้หนังสืไทย สวยงามมากขึ้น   อ่านง่ายขึ้น  และเป็นเอกลักษณ์พิเศษ   ไม่มีหนังสือชาติใดมี  หัวกลมเป็นจุดเริ่มต้น ของการเขียนหนังสือไทยแต่ละตัว  พยัญชนะไทย  ๔๔  ตัว  มีเพียงสองตัวเท่านั้นที่ไม่มีหัวกลมคือ  ก และ ธ
          ตัวหนังสือไทยมีอายุมาแล้วกว่า ๗๐๐ ปี ได้มีการพัฒนามาตามลำดับ นับเป็นมรดกล้ำค่าของ ชนชาวไทย การพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ออกไปนอกกรอบ ไม่เคยประสบผลสำเร็จ แต่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง โดยคงความเป็นเอกลักษณ์ไว้ ทำให้หนังสือไทยมีความวัฒนาถาวร สมประโยชน์ที่บรรพบุรุษไทยเรา ได้สร้างไว้เป็นมรดกแก่ชนชาวไทย ซึ่งจะต้องช่วยกันรักษาไว้ชั่วกาลนาน
Posted by อิศรา on 11 Jun. 2005,00:57
การเรียนหนังสือไทยสมัยก่อน

           ระบบการศึกษาของไทย ได้มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เริ่มต้นด้วยการจัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้น และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ  ให้ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย  อาจารยางกูร)  เมื่อครั้งเป็นหลวงสารประเสริฐ  เรียบเรียงหนังสือแบบเรียนภาษาไทยขึ้นมาชุดหนึ่ง คือหนังสือมูลบทบรรพกิจ  วาหนิต์นิกร  อักษรประโยค  สังโยคพิธาน  ไวพจน์พิจารณ์ และพิศาลการันต์  เป็นแบบเรียนภาษาไทยว่าด้วยวิธีใช้ตัวอักษร  พยัญชนะเสียงสูงต่ำ  การผันการประสมอักษร และตัวสะกดการันต์  เฉพาะมูลบทบรรพกิจ น่าจะมีเค้ามูลมาจากหนังสือจินดามณีอันว่าด้วยระเบียบภาษา ซึ่งพระโหราธิบดีแต่งไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา  พร้อมทั้งได้แทรกเรื่องกาพย์พระไชยสุริยา  ซึ่งสุนทรภู่ได้แต่งไว้ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  เข้าไว้เป็นตอน ๆ ไป  กาพย์พระไชยสุริยาเป็นบทประพันธ์ที่ไพเราะและเป็นคติ
           ในระยะต่อมากระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาจากกระทรวงธรรมการ  ได้ประกาศใช้แบบหัดอ่านเบื้องต้น  แบบเรียนเร็ว  แต่ทุกเล่มก็ใช้หลักการเรียนการสอนจากหนังสือชุดนี้เป็นแม่บท
           หลังจากที่ได้มีการนำระบบการเรียนแบบสหรัฐมาใช้ หลังปี พ.ศ. 2500  แล้วการหัดอ่านเขียนเบื้องต้นของเยาวชน ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก  ทำให้ผู้ที่เคยเรียนหนังสือไทยเบื้องต้นมาแล้ว และไม่ได้มีการนำมาใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน  จะไม่สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้  ผิดกับการเรียนหนังสือไทยแบบเดิมซึ่งเมื่อเรียนหนังสือไทยเบื้องต้นแตกแล้ว  จะสามารถอ่านเขียนหนังสือไทยได้ชั่วชีวิต
           นอกจากนั้นการเรียนหนังสือไทยยังได้มีการนำคติสอนใจตามวิถีชีวิตไทย ในพื้นฐานแห่งพระพุทธศาสนามาสอดแทรกไว้ในทุกขั้นตอนของการเรียนการสอน ในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้เด็กไทยเข้าใจวิถีชีวิตไทย และรักความเป็นไทย และมีความภูมิใจในมรดกของไทยอย่างลึกซึ้ง หนักแน่นไม่แคลนคลอนมาตั้งแต่ต้น
Posted by อิศรา on 11 Jun. 2005,00:58
มูลบทบรรพกิจ

           เป็นแบบเรียนหนังสือไทยในขั้นรากฐานเบื้องต้น  ซึ่งเมื่อเรียนจบแล้วจะอ่านเขียนหนังสือไทยขั้นต้นได้อย่างดี  และนำไปสู่การเรียนรู้ในขั้นต่อไปได้ง่าย  ดังนั้นมูลบทบรรพกิจจึงเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญสูงสุด
           หนังสือมูลบทบรรพกิจเริ่มด้วยการแสดงรูปสระ  ตัวอักษร  วรรณยุกต์  และเครื่องหมายพิเศษต่าง ๆ  อักษรแบ่งออกเป็น 3 หมู่ คือ  อักษรสูง  อักษรกลาง  และอักษรต่ำ  จากนั้นนำอักษรไปประสมเสียงตามสระเป็น แม่ ก กา  แล้วผันด้วยวรรณยุกต์ แจกด้วย แม่ กน  แล้วผันด้วยวรรณยุกต์  แจกในแม่ กง  แล้วผันด้วยวรรณยุกต์  แจกด้วยแม่ กก แม่ กด  แม่ กบ  ทั้ง 3 แม่นี้  เป็นคำตาย  ผันด้วย วรรณยุกต์ เอก โท  ไม่ได้  การมี ห นำ อักษรต่ำใน แม่ กก กด กบ  แจกในแม่ กม  แล้วผันด้วยวรรณยุกต์  แจกด้วยแม่ เกย  แล้วผันด้วยวรรณยุกต์
คำกลอนอ่านเทียบในแม่ ก กา  (ใช้ตัวเขียนแบบเก่าเป็นบางคำ)
           ยานี๑๑     ค     สะ ธุ สะ จะขอไหว้   พระศรีไตรสรณา พ่อแม่แลครูบา   เทวะดาในราศี     ค     ข้าเจ้าเอา  ก  ข   เข้ามาต่อ ก กา มี แก้ไขในเท่านี้   ดีมิดีอย่าตรีชา     ค     จะร่ำคำต่อไป   พอล่อใจ กุมารา     ธรณีมีราชา   เจ้าภาราสาวะถี     ค     ชื่อพระไชยสุริยา   มีสุดามเหสี    ชื่อว่าสุมาลี   อยู่บุรีไม่มีภัย     ค     ข้าเฝ้า เหล่าเสนา   มีกริยาอัชฌาสัย     พ่อค้ามาแต่ไกล   ได้อาศัยในภารา     ค      ไพร่ฟ้าประชาชี   เชาบุรีก็ปรีดา     ทำไร่เขาไถนา   ได้ข้าวปลาแลสาลี     ค     อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า   ก็หาเยาวนารี     ที่หน้าตาดีดี   ทำมโหรีที่เคหา     ค     ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ   เข้าแต่หอล่อกามา     หาได้ให้ภริยา   โลโภพาให้บ้าใจ     ค     ไม่จำคำพระเจ้า   เหไปเข้าภาษาไสย     ถือดีมีข้าไท   ฉ้อแต่ไพร่ใส่ขื่อคา     ค     คดีที่มีคู่   คือไก่หมูเจ้าสุภา     ใครเอาข้าวปลามา   ให้สุภาก็ว่าดี     ค     ที่แพ้แก้ชนะ   ไม่ถือพระประเวณี     ขี้ฉ้อก็ได้ดี   ไล่ด่าตีมีอาญา     ค     ที่ซื่อถือพระเจ้า   ว่าโง่เง่าเต่าปูปลา     ผู้เฒ่าเหล่าเมธา   ว่าใบ้บ้าสาระยำ     ค     ภิกษุสมณ   เล่าก็ละพระสะธำม์     คาถาว่าลำนำ   ไปเร่ร่ำทำเฉโก     ค     ไม่จำคำผู้ใหญ่   ศีรษะไม้ใจโยโส     ที่ดีมีอักโข   ข้าขอโมทะนาไป     ค     พาราสาวะถี   ใครไม่มีปรานีใคร     ดุดื้อถือแต่ใจ   ที่ใครได้ใส่เอาพอ     ค     ผู้ที่มีฝีมือ   ทำดุดื้อไม่ซื้อขอ     ไล่คว้าผ้าที่คอ   อะไรล่อก็เอาไป     ค     ข้าเฝ้าเหล่าเสนา   มิได้ว่าหมู่ข้าไทย์     ถือน้ำร่ำเข้าไป   แต่น้ำใจไม่นำพา     ค     หาได้ใครหาเอา   ไพร่ฟ้าเศร้าเปล่าอุรา     ผู้ที่มีอาญา   ไล่ตีด่าไม่ปรานี     ค     ผีป่ามากระทำ   มรณกรรมชาวบุรี     น้ำป่าเข้าธานี   ก็ไม่มีที่อาศัย     ค     ข้าเฝ้าเหล่าเสนา   หนีไปหาภาราไกล     ชีบาล่าลี้ไป   ไม่มีใครในธานี
Posted by อิศรา on 11 Jun. 2005,00:59
คำกลอนอ่านเทียบในแม่ กน
           สุรางคนาง  ๒๘    ค   ขึ้นใหม่ใน กน  ก  กา   ว่าปน   ระคนกันไป     เอ็นดูภูธร   มานอนในไพร   มณฑลต้นไทร   แทนไพชยนต์สถาน    ค     ส่วนสุมาลี   วันทาสามี   เทวีอยู่งาน     เฝ้าอยู่ดูแล   เหมือนแต่ก่อนกาล   ให้พระภูบาล   สำราญวิญญา     ค     พระช่วยนวลนอน   เข็ญใจไม้ขอน   เหมือนหมอนแม่นา     ภูธรสอนมนต์   ให้บ่นภาวนา   เย็นค่ำร่ำว่า   กันป่าภัยพาล     ค     วันนั้นจันทร   มีดารากร   เป็นบริวาร     เห็นสิ้นดินฟ้า   ในป่าท่าธาร   มาลีคลี่บาน   ใบก้านอรชร     ค     เย็นฉ่ำน้ำฟ้า   ชื่นชะผกา   วายุพาขจร     สารพันจันอิน   รื่นกลิ่นเกสร   แตนต่อคล้อร่อน   ว้าวอนเวียนระวัน     ค     จันทราคลาเคลื่อน   กระเวนไพรไก่เถื่อน   เตือนเพื่อนขานขัน     ปู่เจ้าเขาเขิน   กู่เกริ่นหากัน   สินธุพุลั่น   ครื้นครั่นหวั่นไหว     ค     พระฟื้นตื่นนอน   ไกลพระนคร   สะท้อนถอนฤทัย     เช้าตรู่สุริยน   ขึ้นพ้นเมรุไกร   มีกรรมจำไป   ในป่าอารัญ
คำกลอนอ่านเทียบในแม่ กง
        ฉบัง ๑๖     ค    ขึ้นกงจงสำคัญ   ทั้งกนปนกัน   รำพันมิ่งไม้ในดง     ค     ไกรกร่างยางยูงระหง   ตลิงปลิงปริงประยง   คันทรงส่งกลื่นฝิ่นฝาง    ค     มะม่วงพลวงพลองช้องนาง   หล่นเกลื่อนเถื่อนทาง   กินพลางเดินพลางหว่างเนิน    ค     เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน   เหมือนอย่างนางเชิญ   พระแสงสำอางข้างเคียง     ค     เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง   เริงร้องซ้องเสียง   สำเนียงน่าฟังวังเวง    ค     กลางไพรไก่ขันบันเลง   ฟังเสียงเพียงเพลง   ซเจ้งจำเวียงวัง    ค     ยูงทองร้องกระโต้งโห่งดัง   เพียงฆ้องกลองระฆัง   แตรสังข์กังสะดาลขานเสียง    ค     กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียง   พญาลอคล้อเคียง   แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง    ค     ค้อนทองเสียงร้องปองเปง   เพลินฟังวังเวง   อีเก้งเริงร้องลองเชิง    ค     ฝูงละมั่งฝังดินกินเพลิง   คางแข็งแรงเริง   ยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง    ค     ป่าสูงยูงยางช้างโขลง   อึงคะนึงผึงโผง   โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป
คำกลอนสำหรับอ่านเทียบแม่ กก
           ยานี ๑๑     ค    ขึ้นกก ตกทุกข์ยาก   แสนลำบากจากเวียงชัย     มันเผือกเลือกเผาไฟ   กินผลไม้ได้เป็นแรง     ค     รอน ๆ อ่อนอัสดง   พระสุริยงเย็นยอแสง     ช่วงดังน้ำครั่งแดง   แฝงเมฆเขาเงา เมรุธร    ค     ลิงค่างครางโครกครอก   ฝูงจิ้งจอกออกเห่าหอน     ชะนีวิเวกวอน   นกหกร่อนนอนวังเวียง     ค     ลูกนกยกปีกป้อง   อ้าปากร้องซ้องแซ่เสียง     แม่นกปกปีกเคียง   เลี้ยงลูกอ่อนป้อนอาหาร    ค     ภูธรนอนเนินเขา   เคียงคลึงเคล้าเยาวมาลย์     ตกยากจากศฤงคาร   สงสารน้องหมองพักตรา    ค     ยากเย็นเห็นหน้าเจ้า   สร้างโศกเศร้าเจ้าพี่อา     อยู่วังดังจันทรา   มาหม่นหมองลอองนวล    ค     เพื่อนทุกข์สุขโศกเศร้า   จะรักเจ้าเฝ้าสงวน     มิ่งขวัญอย่ารัญจวน   นวลพักตร์น้องจะหมองศรี    ค     ชวนชื่นกลืนกล้ำกลิ่น   มิรู้สิ้นกลิ่นมาลี     คลึงเคล้าเย้ายวนยี   ที่ทุกข์ร้อนหย่อนเย็นทรวง
คำกลอนสำหรับอ่านเทียบในแม่ กด
           ยานี ๑๑     ค    ขึ้นกด บทอัศจรรย์   เสียงครื่นครั่นชั้นเขาหลวง     นกหกตกรังรวง   สัตว์ทั้งปวงง่วงงุนโงง    ค     แดนดินถิ่นมนุษย์   เสียงดังดุจเพลิงโพลง     ตึกกว้านบ้านเรือนโรง   โคลงคลอนเคลื่อนขะเยื่อนโยน    ค     บ้านช่องคลองเล็กใหญ่   บ้างตื่นไฟตกใจโจน     ปลุกเพื่อนเตือนตะโกน   ลุกโลดโผนโดนกันเอง    ค     พิณพาทย์ระนาดฆ้อง   ตะโพนกลองร้องเป็นเพลง     ระฆังดังวังเวง   โหง่งหง่างเหง่งเก่งก่างดัง    ค     ขุนนางต่างลุกวิ่ง   ท่านผู้หญิงวิ่งยุดหลัง     พัลวันดันตึงตัง  พลั้งพลัดตกหกคะเมน     ค     พระสงฆ์  ลงจากกุฎ วิ่งอุตลุตฉุดมือเณร     หลวงชีหนีหลวงเถร   ลงโคลนเลนเผ่นผาดโผน     ค     พวกวัดพลัดเข้าบ้าน   ล้านต่อล้านซ่านเซโดน     ต้นไม้ไกวเอนโอน   ลิงค่างโจนโผนหกหัน    ค     พวกผีที่ปั้นลูก   ติดจมูกลูกตาพลัน     ขิกขิกระริกกัน   ปั้นไม่ทันมันเดือดใจ     ค     สององค์ทรงสังวาส   โลกธาตุ หวาดหวั่นไหว     ตื่นนอนอ่อนอกใจ   เดินไม่ได้ให้อาดูร
คำกลอนสำหรับอ่านเทียบในแม่ กบ
           ยานี ๑๑     ค    ขึ้นกบจบ แม่ กด   พระดาบสบูชากูณฑ์     ผาสุกรุกขมูล   พูนสวัสดิ์สัถาวร     ค     ระงับดับเนตรนิ่ง   เอนองค์อิงพิงสิงขร     เหมือนกับหลับสนิทนอน   สังวรศีลอภิญญาณ    ค     บำเพ็ญเล็งเห็นจบ   พื้นพิภพจบจักรวาล     สวรรค์ชั้นวิมาน   ท่านเห็นแจ้งแหล่งโลกา    ค     เข้าฌานนานนับเดือน   ไม่ขะเยื่อนเคลื่อนกายา     จำศีลกินวาตา   เป็นผาสุกทุกเดือนปี     ค     วันนั้นครั้นดินไหว   เกิดเหตุใหญ่ในปฐพี     เล็งดูรู้คดี   กาลกิณีสี่ประการ     ค     ประกอบชอบเป็นผิด   กลับจริตผิดโบราณ     สามัญอันธพาล   ผลาญคนซื่อถือสัตย์ธรรม์    ค     ลูกศิษย์คิดล้างครู   ลูกไม่รู้คุณพ่อมัน     ส่อเสียดเบียดเบียนกัน   ลอบฆ่าฟันคือปัญหา    ค     โลภลาภบาป บ่ คิด   โจทย์จับผิดริษยา     อุระพะสุธา   ป่วนเป็นบ้าฟ้าบดบัง     ค     บรรดาสามัญสัตว์   เกิดวิบัติบัติปาปัง     ไตรยุคทุกขตะรัง   สังวัจฉะระ อวสาน
คำกลอนสำหรับอ่านเทียบในแม่ กม
           ฉบัง ๑๖     ค    ขึ้นกมสมเด็จจอมอารย์   เอ็นดูภูบาล   ผู้ผ่านพาราสาวัดถี     ค     ซื่อตรง  หลงเล่ห์เสนี   กลอกกลับอัปรีย์   บุรีจึงล่มจมไป    ค     ประโยชน์จะโปรดภูวไนย์   นิ่งนั่งตั้งใจ   เลื่อมใสสำเร็จเมตตา    ค     เปล่งเสียงเพียงพิณอินทรา   บอกข้อมรณา   คงมาวันหนึ่งถึงตน    ค     เบียนเบียด เสียดส่อฉ้อฉล   บาปกรรมนำตน   ไปทนทุกข์นับกัปกัลป์    ค     เมตตากรุณาสามัญ   จะได้ไปสวรรค์   เป็นสุขทุกวันหรรษา    ค     สมบัติสัตว์มนุษย์ครุทธา   กลอกกลับอัปรา   เทวาสมบัติชัชวาลย์    ค     สุขเกษมเปรมปรีวิมาน   อิ่มหนำสำราญ   ศฤงฆารห้อมล้อมพร้อมเพรียง    ค     กระจับปี่สีซอทอเสียง   ขับลำจำเรียง   สำเนียงนางฟ้าน่าฟัง    ค     เดชพระกุศลหนหลัง   สิ่งใดใจหวัง   ได้ดังมุ่งมาทปรารถนา    ค     จริงนะประสกสีกา   สวดมนต์ภาวนา   เบื้องหน้าจะได้ไปสวรรค์    ค     จบเทศน์เสร็จคำรำพรรณ์   พระองค์ทรงธรรม์   ด้นดั้นเมฆาคลาไคล
Posted by อิศรา on 11 Jun. 2005,00:59
คำกลอนสำหรับอ่านเทียบในแม่ เกย
           ฉบัง ๑๖     ค    ขึ้นเกยเลยกล่าวท้าวไทย์    ฟังธรรมน้ำใจ   เลื่อมใสศรัทธากล้าหาญ    ค     เห็นไภยในขันธสันดาน   ตัดห่วงบ่วงมาร   สำราญสำเร็จ เมตตา     ค     สององค์ทรงหนังพยัคฆา   จัดจีบกลีบชะฎา   รักษาศีลถือฤาษ    ค     เช้าค่ำทำกิจพิธี   กองกูณฑ์อัคคี   เป็นที่บูชาถาวร    ค     ปะถะพีเป็นที่บรรฐร   เอนองค์ลงนอน   เหนือขอนเขนยเกยเศียร    ค     ค่ำเช้าเอากราดกวาดเตียน   เหนื่อยยากพากเพียร   เรียนธรรมบำเพ็ญเคร่งครัน    ค     สำเร็จเสร็จได้ไปสวรรค์   เสวยสุขทุกวัน   นานนับกัปกับป์พุทธันดร    ค     ภุมราการุญสุนทร   ไว้หวังสั่งสอน     เด็กอ่อนอันเยาว์เล่าเรียน    ค     ก  ข  ก  กา  ว่าเวียน   หนูน้อยค่อยเพียร   อ่านเขียนผสม กม เกย     ค     ระวังตัวกลัวครูหนูเอ๋ย   ไม้เรียวเจียวเหวย   กูเคยเข็ดหลาบขวาบเขวียว    ค     หันหวดปวดแสบแปลบเสียว   หยิกซ้ำช้ำเขียว   อย่าเที่ยวเล่นหลงจงจำ    ค     บอกไว้ให้ทราบบาปกรรม   เรียงเรียบเทียบทำ   แนะนำให้เจ้าเอาบุญ    ค     เดชะพระมหาการุญ   ใครเห็นเป็นคุณ   แบ่งบุญให้เราเจ้าเอย
วิธีนับศัพท์สังขยา
           ค     เด็กเอ๋ยเจ้าจงศึกษา  ตำหรับนับรา  จะรู้กระทู้ที่นับ
           ค    ห้าสองหนเป็นสิบสับ  สิบสองหนนับ  ว่ายี่สิบอย่าสงสัยไสย  (๕, ๑๐, ๒๐)
           ค     สิบสามหนเป็นต้นไป  ท่านเรียกชื่อใช้  สามสิบสี่ตามกัน  (๓๐, ๔๐)
           ค     สิบสิบหนเป็นร้อยพลัน  สิบร้อยเป็นพัน  สิบพันเป็นหมื่นหนึ่งนา  (๑๐๐, ๑,๐๐๐, ๑๐,๐๐๐)
           ค     สิบหมื่นเป็นแสนหนึ่งหนา  สิบแสนท่านว่า  เป็นล้านหนึ่งพึงจำไว้  (๑๐๐,๐๐๐, ๑,๐๐๐,๐๐๐)
           ค     สิบล้านนั้นเป็นโกฏิไซร้  ร้อยแสนโกฏิไป  เป็นปะโกฏิ หนึ่งตามมี  (๑๐๗,๑๐๑๔)
           ค     ร้อยแสนปะฏิโกฏินี้ เป็นโกฏิปะโกฏิ  พึงกำหนดอย่าคลาดคลา  (๑๐๒๑)
           ค     ร้อยแสนโกฏิปะฏิปะโกหนา  ท่านเรียกชื่อมา  ว่าเป็นนะหุตหนึ่งไป  (๑๐๒๘)
           ค     ร้อยแสนนะหุตนั้นไซร้  ท่านเรียกชื่อไว้   ว่าเป็นนินนะหุตนา (๑๐๓๕)
           ค     ร้อยแสนนินนะหุตหนา  ได้นามตามมา  ว่าอะโขภินีหนึ่งมี  (๑๐๔๒)
           ค     ร้อยแสนอะโขภินี  ได้นามตามมี  ว่าพินธุอันหนึ่งหนา  (๑๐๔๙)
           ค     ร้อยแสนพินธุหนึ่งนา  ท่านเรียกกันมา  ว่าอัพพุทพึงจำไว้  (๑๐๕๖)
           ค     ร้อยแสนอัพพุทไซร้  ได้นามตามใช้  ว่านิรัพพุทหนึ่งนา  (๑๐๖๓)
           ค     ร้อยแสนนิรัพพุทหนา  ท่านเรียกชื่อมา  ว่าอหะหะตามมี  (๑๐๗๐)
           ค     ร้อยแสนอหะหะนี้  มีนามตามที่  ว่าอพะพะหนึ่งนา  (๑๐๗๗)
           ค     ร้อยแสนอพะพะนั้นหนา  ท่านเรียกกันมา  ว่าอฏะฏะตามมี  (๑๐๘๔)
           ค     ร้อยแสนอฏะฏะนี้  มีนามตามที่  ว่าโสคันทิกะหนึ่งนา  (๑๐๙๑)
           ค     ร้อยแสนโสคันทิกะ  ท่านเรียกชื่อว่า  เป็นกมุทอันหนึ่งไป  (๑๐๙๘)
           ค     ร้อยแสนกมุทไซร้  มีนามตามใช้  ว่าบุญฑริกหนึ่งนา  (๑๐๑๐๕)
           ค     ร้อยแสนบุณฑริกแท้  ท่านเรียกกันแล  ว่าเป็นปทุมหนึ่งไป  (๑๐๑๑๒)
           ค     ร้อยแสนปทุมไซร้  ท่านตั้งชื่อไว้  ว่ากะถานะอันหนึ่งนา  (๑๐๑๑๙)
           ค     ร้อยแสนกถานะนั้นหนา  ท่านเรียกกันมา  ว่ามหากถานะหนึ่งไป  (๑๐๑๒๖)
           ค     ร้อยแสนกถานะไซร้  เป็นอสงไขย  คือเหลือจะนับพรรณา
                    ค     อนึ่งลำดับที่นับกันมาผิดจากเทศนา ของพระชิโนวาที
                    ค     ลำดับที่นับนี้  นิรัพพุทมี  แล้วอพะพะ อฏะฏะมา
                    ค     อหะหะกมุทา  โสคันทิกา  แล้วอุปปละบุณฑริกนี้
                    ค ปทุมะ กถานะตามที่ จงรู้วิธี  แล้วสังเกตกำหนดแล
                    ค แต่ร้อยถึงโกฏินี้แท้ เอาสิบคูณแน่ เร่งรู้หนาอย่าหลงไหล
                    ค     แต่โกฏิถึงอสงไขย  เอาร้อยแสนไซร้  เร่งคูณเข้าอย่าลืมแล
Posted by อิศรา on 11 Jun. 2005,01:01
มาตราวัดความยาว
      ค   อนึ่งโสดนับมีสามแท้ นับด้วยวัดแล ด้วยตวงด้วยชั่งเป็นสาม
      ค  โยชน์หนึ่งสี่ร้อยเส้นตาม เส้นหนึ่งโดยความ ยี่สิบวาอย่าสงไสย
      ค วาหนึ่งสี่สอกบอกไว้ สอกหนึ่งท่านใช้ สองคีบไซร้ตามมีมา
      ค คืบหนึ่งสิบสองนิ้วหนา นิ้วหนึ่งท่านว่า สี่กระเบียดจงจำเอา
      ค กระเบียดหนึ่งสองเมล็ดเข้า เมล็ดเข้าหนึ่งเล่า แปดตัวเหาจงรู้รา
      ค ตัวเหาหนึ่งนั้นท่านว่า แปดไข่เหาหนา ไข่เขาหนึ่งแปดเส้นผม
      ค เส้นผมหนึ่งนั้นนิยม แปดธุลีลม ธุลีหนึ่งแปดอณูนา
      ค   อณูหนึ่งนั้นพึงรู้หนา ท่านใช้กันมา ว่าแปดปรมาณูแล
มาตราวัดพื้นที่
      ค หนึ่งนานับโดยกว้างแท้ ยี่สิบวาแล ยาวยี่สิบวาเป็นไร่
      ค ถ้าโดยกว้างห้าวาไป ยาวเส้นหนึ่งไซร้ เป็นงานหนึ่งพึงจดจำ
      ค สี่งานท่านประสมทำ เป็นไร่หนึ่งกำ หมดไว้ให้ดีดังว่ามา
มาตราวัดปริมาตร
      ค ไม้หน้ากว้างสอกหนึ่งหนา ยาวสิบหกวา เป็นยกหนึ่งพึงจำไว้
      ค นับด้วยวัดอย่างนี้ไซร้ นับด้วยตวงไป จงนับใช้ดังนี้นา
      ค เข้าเกวียนหนึ่งนั้นท่านว่า ห้าตะล่อมหนา ตะล่อมหนึ่งยี่สิบสัด
      ค สัดหนึ่งยี่สิบทะนานชัด ทะนานหนึ่งสังกัด สองจังออนจงจำไว้
      ค จังออนหนึ่งสี่กำมือได้ กำมือหนึ่งไซร้ สี่ใจมือตามมีมา
      ค ใจมือหนึ่งนั้นท่านว่า ร้อยเมล็ดเข้าหนา นับด้วยตวงเพียงนี้แล
มาตราวัดน้ำหนัก
      ค ทองภาราหนึ่งแท้ ยี่สิบดุนแน่ ดุนหนึ่งยี่สิบชั่งนา
      ค ชั่งหนึ่งยี่สิบตำลึงหนา ตำลึงหนึ่งรา สี่บาทถ้วนจงจำไว้
      ค บาทหนึ่งสี่สลึงไทย สลึงหนึ่งท่านใช้ สองเฟื้องจงจำไว้นา
      ค  เฟื้องหนึ่งนั้นสี่ไพหนา ไพหนึ่งท่านว่า สองกล่ำจงกำหนดไว้
      ค   กล่ำหนึ่งสองกล่อมตามใช้ กล่อมหนึ่งลงไป สองเมล็ดเข้าตามมีมา
      ค อันนี้นับด้วยชั่งหนา จงเร่งศึกษา เป็นสามประการวิธี
มาตรานับวันเวลา
      ค  หนึ่งโสดปีตามชื่อมี อยู่สิบสองปี นับชวดเป็นต้นไปนา
      ค  ปีชวดเป็นชื่อหนูนา ปีฉลูโคนา ปีขานเป็นเสือสัตว์ไพร
      ค ปีเถาะเป็นกระต่ายไซร้ มโรงงูใหญ่ มเส็งงูเล็กแลนา
      ค  มะเมียเป็นชื่อมิ่งม้า มแมแพะหนา วอกว่าลิงระกาไก่
      ค จอสุนักข์ กุญหมูไซร้ สิบสองปีได้ โดยนิยมดังกล่าวมา
           ค ปีหนึ่งสิบสองเดือนหนา สิบสามบ้างรา นับเดือนห้าเป็นต้นไป
           ค แล้วเดือนหกเดือนเจ็ดไซร้ เดือนแปดเก้าไป เดือนสิบเดือนสิบเอ็ดมา
           ค   เดือนสิบสองเดือนอ้ายหนา เดือนญี่สามมา เดือนสี่เป็นสิบสองไป
           ค   ปีใดอธิกมาศใส่ เดือนเข้าอีกไซร้ ปีนั้น สิบสามเดือนนา
           ค   เดือนหนึ่งนั้นสองปักษ์หนา คือข้างขึ้นมา ข้างแรมเป็น สองปักษ์ไป
           ค ข้างขึ้นสิบห้าวันได้ ข้างแรมท่านใช้ สิบห้า สิบสี่วันบ้าง
           ค   เดือนใดเป็นเดือนขาดค้าง ข้างแรมท่านวาง สิบสี่วันตามวิไสย
                ค   เพราะดังนี้เดือนถ้วนได้ วันสามสิบไป เดือนขาดยี่สิบเก้าวัน
                ค   เดือนหกถ้วน เดือนห้านั้น เป็นเดือนขาดพลัน ทั้งสิบสองเดือนเปลี่ยนไป
                ค  จึงมีเดือนถ้วนหกเดือนได้ เดือนขาดเล่าไซร้ ก็ได้หกเดือนเหมือนกัน
                ค   ถ้ามีอธิกมาศนั้น เดือนแปดสองปัน เดือนถ้วนจึ่งเป็นเจ็ดนา
                ค   วันมีชื่อเจ็ดวันหนา วันอาทิตย์มา วันจันทร์วันอังคารนี้
                ค   วันพุฒวันพฤหัสบดี วันศุกร์ศักดิ์ศรี วันเสาร์ครบ เสร็จเจ็ดวัน
                ค   กลางวันกลางคืนควบกัน ท่านนับเป็นวัน หนึ่งควรจะใส่ใจจำ
                ค วันหนึ่งนั้นแปดยามย่ำ กลางวันท่านกำ หนดไว้ว่าสี่ยามมี
                ค   กลางคืนก็นับยามสี่ วันกับราตรี จึงเป็นแปดยามตามใช้
                ค ยามหนึ่งสามนาลิกาไซร้ นาลิกา ท่านใช้ กลางวันเรียกว่าโมงนา
                ค   กลางคืนเรียกว่าทุ่มหนา นาลิกาหนึ่งรา ได้สิบบาด ท่านบอกไว้
                ค บาดหนึ่งสี่นาทีไทย นาทีหนึ่งได้ สิบห้าเพ็ชชะนาที
                ค   เพ็ชชะนาทีหนึ่งนี้ หกปราณด้วยดี ปราณหนึ่งสิบอักษรไซร้
                ค   ปีหนึ่งมีนับวันได้ สามร้อยวันไป กับห้าสิบสี่วันวาร
                ค   ปีใดท่านเพิ่มวันกาล เป็นอธิกวาร เพิ่มเข้าอีกวันหนึ่งนา
                ค   ปีนั้นวันสามร้อย หนา กับห้าสิบห้า วันตามที่โลกยินยล
                ค    ถ้าปีอธิกมาศปน เดือนแปดสองหน ปีนั้นมีวันมากรา
                ค    นับวันได้ สามร้อยหนา กับแปดสิบห้า วันยิ่งตามโหรนิยมไว้
ฤดูกาลทั้งสาม
      ค  อนึ่งฤดูมีสามไซร้ คือเหมันต์ไป คิมหันต์ วัสสานะนา
      ค  เดือนสิบสองแต่แรมมา เดือนสี่เพ็ญหนา สี่เดือนนี้ชื่อเหมันต์
      ค แต่แรมเดือนสี่จนวัน เพ็ญเดือนแปดนั้น สี่เดือนนี้คิมหันต์นา
      ค  แรมค่ำหนึ่งเดือนแปดมา ถึงเพ็ญวารา กะติกะมาศจงรู้
      ค  สี่เดือนล้วนวัสสานะฤดู แบบโหรเป็นครู ว่าตามศศิโคจร
ทิศทั้งแปด
      ค  ทิศแปดปันโดยนามกร คือทิศบูรพ์ก่อน เป็นทิศตะวันออกนา
      ค แล้วอาคเณย์ทิศา ทักษิณนี้หนา เป็นทิศข้างใต้ตามมี
      ค   แล้วต่อไปทิศหรดี จึงประจิมนี้ เป็นทิศตะวันตกหนา
      ค   แล้วจึงทิศพายัพมา ทิศอุดรรา เป็นทิศด้านเหนือจง จำ
      ค แล้วทิศอิสาณสำ เหนียกให้ แม่นยำ ปันทิศแปด คงตรง
พายัพ        อุดร        อิสาณ

ประจิม        ทิศ         บูรพ์

หรดี         ทักษิณ       อาคเณย์

ค  จบมูลบทเบื้อง
เป็นปฐมควรสถิตย์
เป็นแบบสั่งสอนศิษย์
ความที่รุกลับอ้น บรรพกิจ
ที่ต้น
สายสืบ ไว้นา
อัดอั้นออกขยาย
Posted by อิศรา on 11 Jun. 2005,01:02
[ข้อเตือนใจในหนังสือแบบเรียนเร็ว

กิจวัตรประจำวันของนักเรียน

     เราต้องตื่นขึ้นล้างหน้าเวลาเช้า พันผมเฝ้าพึงชำระให้สะอาด
เราจงทำหน้าที่กระวีกระวาด ไม่ต้องคาดคั้นเตือนเรื่องเรือนชาน
แล้วรีบไปให้ทันโรงเรียนเข้า เลิกแล้วเรามุ่งหน้ากลับมาบ้าน
ช่วยพ่อแม่เก็บงำและทำงาน ว่างก็อ่านคัดเขียนเล่าเรียนเอย

กิจวัตรประจำวันของเด็กนักเรียน
     ทำเทียบเปรียบเอาว่า เราเป็นนาฬิกาเอง เข็มบ่งชี้ตรงเผง และราบรื่นทุกคืนวัน
ย่ำรุ่งสะดุ้งตื่น โดยแช่มชื่นลุกขึ้นพลัน  อาบน้ำชำระฟัน ขัดโสมมผมเผ้าหวี
โมงเช้าเข้าแต่งตัว เครื่องเรียนทั่วทุกอย่างมี  เตรียมไปให้ทันที ที่พวกเราเข้าเรียนกัน
ตอนบ่ายหมายสิบหน้า นาฬิกามุ่งมาพลัน ถึงเหย้าเราขยัน หยิบงานทำโดยจำนงค์
ว่าด้วยช่วยแม่พ่อ สิบเจ็ด น พอแล้วลง  อาบน้ำค่ำแล้วจง ฟื้นความรู้ที่ครูสอน
เล่าเรียนเขียนอ่านพอ ยี่สิบ น ก็เข้านอน  

ข้อคำนึงถึงประเทศ
     สยามงามอุดม ดินดีสม เป็นนาสวน เพื่อนรักเราชักชวน ร่วมช่วยกัน มุ่งหมั่นทำ
วิชาต้องอาศัย เป็นหลักได้ ใช้ช่วยนำ ให้รู้สู่ทางจำ ค้นคว้าไว้ ให้มากมาย
ช่วยกันอย่างขันแข็ง ด้วยลำแข้ง ลงแรงกาย ทำไปไม่เสียดาย แม้อาบเหงื่อ เพื่อแลกงาน
ดั่งนี้มั่งมีแท้ ร่มเย็นแน่ หาไหนปาน โลกเขาคงเล่าขาน ถิ่นสยาม นี้งามเอย

แนวทางดำเนินชีวิต
     ในวัยเด็กเล็กอยู่จงรู้ว่า เรียนวิชาชั้นต้นจนจบสิ้น
แล้วเลือกเรียนวิชาเชิงหากิน ให้ถูกถิ่นถูกเวลาถูกท่าที
เมื่อโตไปได้ครองของทั้งสิ้น ทั่วทุกสิ่งที่มีในถิ่นที่
รู้จักกินรู้จักใช้เก็บให้ดี เมื่อแก่มีเจ็บไข้ได้ใช้เอย

การฝึกตนให้เป็นคนดี
     เราต้องปองฝึกฝนตนให้ตนเป็นคนดี  โดยข้อย่อ ๆ มีที่น่าจำควรคำนึง
หนึ่งนั้นคือหมั่นนึกน้อมรู้สึกระลึกถึง  พ่อแม่แลเราพึงรักลึกซึ้งสุดวันตาย
สองให้ใจโอนอ่อนหวังว่านอนสอนง่ายดาย  ฟังเชื่อผู้เชื้อสายเช่นยายย่าปู่ตาตน
สามจำทำให้ผู้รักเอ็นดูทุกหมู่ชน  ชมเห็นว่าเป็นคนมีกิริยาวาจาดี
สี่นี้มีใจหนักเยือกเย็นนักรู้จักมี ยับยั้งรั้งไว้ที่ไม่ใจน้อยคอยแต่ฉุน
ห้าให้มีใจเผื่อแผ่เอื้อเฟื้อและเจือจุน  กอบเกื้อเอื้ออุดหนุนเนื่องน้อมนำเหนี่ยวน้ำใจ
หกหรือคือรอบคอบระมัดรอบระวังไว  ก่อนจะทำอะไรให้คิดดูจนรู้ดี
เจ็ดนี้มีใจหวังในสิ่งดั่งตั้งใจมี มุ่งไว้ไม่หน่ายหนีทำเต็มที่มิหวาดหวั่น
แปดจะละหลบชั่วห่างจากตัวไม่พัวพัน สิ่งเล่นเป็นพนันหลีกแม่นมั่นหมั่นเก็บออม
เก้าให้ใส่ใจคือเราต้องซื่อชื่อจึงหอม คนชอบนิยมยอมวางใจย่อมนอบน้อมเอย
Posted by add on 11 Jun. 2005,01:55
icon_donot.gif บทนี้คุ้นหูนะคะคุณอิศรา ได้ยินบ่อยๆ thumbsup.gif

    สยามงามอุดม     ดินดีสมเป็นนาสวน
เพื่อนรักเราชักชวน      ร่วมช่วยกัน มุ่งหมั่นทำ
วิชาต้องอาศัย         เป็นหลักได้ใช้ช่วยนำ
ให้รู้สู่ทางจำ          ค้นคว้าไว้ให้มากมาย
ช่วยกันอย่างขันแข็ง     ด้วยลำแข้งลงแรงกาย
ทำไปไม่เสียดาย       แม้อาบเหงื่อเพื่อแลกงาน
ดั่งนี้มั่งมีแท้          ร่มเย็นแน่หาไหนปาน
โลกเขาคงเล่าขาน       ถิ่นสยามนี้งามเอย
Posted by อิศรา on 11 Jun. 2005,03:24
สวัสดีคะคุณadd flower.gif พอดีวันนี้เป็นวันหยุดเลยมีเวลามีโพสส์ต่อคะ สบายดีไหมคะ
 
กลอนที่คุณadd หยิบยกมานั้นเมื่อสมัยเรียนคุณครู ให้ท่องก่อนกลับบ้านหลังเลิกเรียนทุกวันเลยคะ laugh1.gif นึกถึงสมัยเด็กๆอยากกลับไปป็นเด็กอีกครั้งคะ
Posted by มะเหมี่ยว on 11 Jun. 2005,09:12
flower.gif สวัสดีค่ะน้าแอ๊ด คุณอิศรา และสมาชิกทุกๆ ท่าน

ตอนเรียนประถมคุณครูชอบให้หนูท่องบทอาขยานก่อนกินข้าวว่า

ในโลกนี้ยังมีคนที่จนยาก
แสนลำบากสารพัดยังขัดสน
อย่ากินทิ้งกินขว้างตามใจตน
สงสารคนอื่นเขาไม่มีกิน...

สาธุ....ขอบพระคุณสำหรับอาหารมื้อนี้
แล้ วลงมือกินข้าวได้wave.gif

Posted by อิศรา on 17 Jun. 2005,00:23
สวัสดีคะ คุณมะเหมี่ยว  flower.gif สมัยเรียนชั้นประถมจะต้องท่องบทอาขยานก่อนกลับบ้านทุกวันคะ ท่องจนขึ้นใจ นึกถึงภาพในวันเรียนอยากกับไปเป็นเด็กชั้นประถมอีกจังคะ laugh1.gif
Posted by อิศรา on 17 Jun. 2005,00:36
ข้อเตือนใจจากบทดอกสร้อย

           ใช้เป็นบทอาขยานสำหรับชั้นประถม สอนให้รู้จักพฤติกรรมตามธรรมชาติของสิ่งที่อยู่รอบตัวเราทั้งคนและสัตว์ แล้วนำมาสู่คติสอนใจ พฤติกรรมตามธรรมชาติเหล่านั้น และเมื่อแต่งเรื่องออกมาในรูปของกวีนิพนธ์ทำให้ได้ทั้งอรรถรสทางภาษา ทั้งด้านคำและความหมาย ทำให้เรียนรู้ได้ง่าย จดจำไว้ได้นานตลอดไปโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก นอกจากนั้นยังนำมาใช้เป็นบทขับร้องในวิชาขับร้องอีกด้วย บทดอกสร้อยที่ได้เลือกสรรค์ และประมวลมาเป็นบทเรียนมีอยู่ดังนี้

เด็กน้อย

 ค เด็กเอ๋ยเด็กน้อย ความรู้เรายังด้อยเร่งศึกษา
เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน
ได้ประโยชน์หลายสถานเพราะการเรียน       จงพากเพียรไปเถิดจะเกิดผล
ถึงลำบากตรากตรำก็จำทน เกิดเป็นคนควรหมั่นขยันเอย ฯ
ร้องลำฝรั่งรำเท้า

แมวเหมียว

 ค แมวเอ๋ยแมวเหมียว รูปร่างประเปรียวเป็นนักหนา
ร้องเรียกเหมียวเหมียวเดี๋ยวก็มา       เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู
รู้จักเอารักเข้าต่อตั้ง ค่ำค่ำซ้ำนั่งระวังหนู
ควรนับว่ามันกตัญญู พอดูอย่างไว้ใส่ใจเอย ฯ
นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องรำแขกบริเทศ

ตั้งไข่

 ค ตั้งเอ๋ยตั้งไข่ จะตั้งใยไข่กลมก็ล้มสิ้น
ถึงว่าไข่ล้มจะต้มกิน ถ้าตกดินเสียก็อดหมดฝีมือ
ตั้งใจเรานี้จะดีกว่า อุตส่าห์อ่านเขียนเรียนหนังสือ
ทั้งวิชาสารพัดเพียรหัดปรือ       อย่าดึงดื้อตั้งไข่ร่ำไรเอย ฯ
สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ ร้องรำลมพัดชายเขา

ซักส้าว

 ค ซักเอ๋ยซักส้าว ผลมะนาวทิ้งทานในงานศพ
เข้าแย่งชิงเหมือนสิ่งไม่เคยพบ ไม่น่าคบเลยหนอพวกขอทาน
ดูประหนึ่งขัดสนจนปัญญา มีทางหากินได้หลายสถาน
ประหลาดใจเหตุไฉนไม่ทำงาน       ประกอบการอาชีพที่ดีเอย ฯ
ร้องรำสารถีชักรถ

ตุ๊ดตู่

 ค ตุ๊ดเอ๋ยตุ๊ดตู่ ในเรี่ยวในรูช่างอยู่ได้
ขี้เกียจนักหนาระอาใจ มาเรียกให้กินหมากไม่อยากคบ
ชาติขี้เกียจเบียดเบียนแต่เพื่อนบ้าน       การงานแต่สักนิดก็คิดหลบ
ตื่นเช้าเราควรหมั่นประชันพลบ ไม่ขอคบขี้เกียจเกลียดนักเอย ฯ
สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ ร้องลำวิลันตาโอด

นกกิ้งโครง

 ค นกเอ๋ยนกกิ้งโครง หลงเข้าโพรงนกเอี้ยงเถียงเจ้าของ
อ้อยอี๋เอียงอ้อยอี๋เอียงส่งเสียงร้อง       เจ้าของเขาว่าหน้าไม่อาย
แต่นกยังรู้ผิดรัง นักปราชญ์รู้พลั้งไม่แม่นหมาย
แต่ผิดรับผิดพอผ่อนร้าย ภายหลังจงระวังอย่าพลั้งเอย ฯ
พระยาพินิจสารา (ทิม) แต่ง ร้องลำนกกระจอกทอง

เรือเล่น

 ค เรือเอ๋ยเรือเล่น สามเส้นเศษวาไม่น่าล่ม
ฝีพายลงเต็มลำจ้ำตะบม ไปขวางน้ำคล่ำจมลงกลางวน
ทำขวาง ๆ รีรีไม่ดีหนอ เที่ยวขัดคอขัดใจไม่เป็นผล
จะก่อเรื่องเคืองข้องหมองกมล       เกิดร้อนรนร้าวฉานรำคาญเอย ฯ
นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำตวงพระธาตุ

นกเอี้ยง

 ค นกเอ๋ยนกเอี้ยง คนเข้าใจว่าเจ้าเลี้ยงซึ่งควายเฒ่า
แต่นกเอี้ยงนั้นเลี่ยงทำงานเบา แม้อาหารก็ไปเอาบนหลังควาย
เปรียบเหมือนคนทำตนเป็นกาฝาก       รู้มากเอาเปรียบคนทั้งหลาย
หนีงานหนักคอยสมัครงานสบาย จึงน่าอายเพราะเอาเยี่ยงนกเอี้ยงเอย ฯ
ร้องลำแขกไซ

ไก่แจ้

 ค ไก่เอ๋ยไก่แจ้ ถึงยามขันขันแซ่กระชั้นเสียง
โก่งคอเรื่อยร้องซ้องสำเนียง       ฟังเพียงบรรเลงวังเวงดัง
ถ้าตัวเราเหล่านี้หมั่นนึก ถึงคุณครูผู้ฝึกสอนสั่ง
ไม่มากนักสักวันละสองครั้ง คงตั้งแต่สุขทุกวันเอย ฯ
หม่อมเจ้าประภากร ทรงแต่ง ร้องลำนางนาค

จ้ำจี้

 ค จ้ำเอ๋ยจ้ำจี้ เพ้อเจ้อเต็มทีไม่มีผล
ดอกเข็มดอกมะเขือเจือระคน สับสนเรื่องราวยาวสุดใจ
เขาจ้ำแจวจ้ำพายเที่ยวขายของ       เร่ร้องตามลำแม่น้ำไหล
ชอบรีบแจวรีบจ้ำหากำไร จ้ำทำไมจ้ำจี้ไม่ดีเอย ฯ
นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำลิ้นลากระทุ่ม

กาดำ

 ค กาเอ๋ยกาดำ รู้จำรู้จักรักเพื่อน
ได้เหยื่อเผื่อแผ่ไม่แชเชือน รีบเตือนพวกพ้องร้องเรียกมา
ต่างกลุ้มรุมล้อมพร้อมพรัก น่ารักน้ำใจกระไรหนา
การเผื่อแผ่แน่ะพ่อหนูจงดูกา       มันโอบอารีรักดีนักเอย ฯ
นายแก้ว แต่ง ร้องลำขิมเล็ก
Posted by อิศรา on 17 Jun. 2005,00:37
กาดำ

 ค กาเอ๋ยกาดำ รู้จำรู้จักรักเพื่อน
ได้เหยื่อเผื่อแผ่ไม่แชเชือน รีบเตือนพวกพ้องร้องเรียกมา
ต่างกลุ้มรุมล้อมพร้อมพรัก น่ารักน้ำใจกระไรหนา
การเผื่อแผ่แน่ะพ่อหนูจงดูกา       มันโอบอารีรักดีนักเอย ฯ
นายแก้ว แต่ง ร้องลำขิมเล็ก

แมงมุม

 ค แมงเอ๋ยแมงมุม ขยุ้มหลังคาที่อาศัย
สั่งสอนลูกรักให้ชักใย ลูกไกลไม่ทำต้องจำตี
ได้ความเจ็บแค้นแสนสาหัส       เพราะขืนขัดถ้อยคำแล้วซ้ำหนี
เด็กเอ๋ยเจ้าอย่าเป็นดังเช่นนี้ สิ่งไม่ดีครูว่าอย่าทำเอย ฯ
หลวงประชุมบรรณสาร (พิณ) แต่ง ร้องลำบทร้องไห้

กะเกย

 ค กะเอ๋ยกะเกย อย่าละเลยกุ้งไม้ไว้จนเหม็น
มากินข้าวเถิดนะเจ้าข้าวจะเย็น       ไปมัวเล่นอยู่ทำไมใช่เวลา
ถ้าถึงยามกินนอนผ่อนผัดนัก ก็ขี้มักเจ็บไข้ไม่แกล้งว่า
จะท้องขึ้นท้องพองร้องระอา ต้องกินยาน้ำสมอขื่นคอเอย ฯ
สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ ร้องลำตะนาว

มดแดง

 ค มดเอ๋ยมดแดง เล็กเล็กเรี่ยวแรงแข็งขยัน
ใครกล้ำกลายมาทำร้ายถึงรังมัน       ก็วิ่งพรูกรูกันมาทันที
สู้ได้หรือมิได้ใจสาหัส ปากกัดก้นต่อยไม่ถอยหนี
ถ้ารังเราใครกล้ามาราวี ต้องต่อตีทรหดเหมือนมดเอย ฯ
นายทัด เปรียญ แต่ง รำลำพัดชา

ตุ๊กแก

 ค ตุ๊กเอ๋ยตุ๊กแก ตับแก่แซ่ร้องกึกก้องบ้าน
เหมือนเตือนให้งูรู้อาการ น่ารำคาญเสียแท้ ๆ แส่จริงจริง
อันความลับเหมือนกับตับที่ลับแน่       อย่าตีแผ่ให้กระจายทั้งชายหญิง
ที่ควรปิดปิดไว้อย่าไหวติง ที่ควรนิ่งนิ่งไว้ในใจเอย ฯ
นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำสะสม

กระต่าย

 ค กระเอ๋ยกระต่าย มุ่งหมายเสาะหาแต่อาหาร
เผลอนิดติดแร้วดักดาน ลนลานเชือกรัดมัดต้นคอ
จะทำการสิ่งไรให้พินิจ อย่าคิดแต่ละโมภโลภลาภหนอ
เห็นแต่ได้ไขว่คว้าไม่รารอ       จะยื่นคอเข้าแร้วยายแก้วเอย ฯ
พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทัศน์นิภาธร ทรงนิพนธ์ ร้องลำตะลุ่มโปง

โพงพาง

 ค โพงเอ๋ยโพงพาง ทอดขวางตามลำแม่น้ำไหล
มัจฉาตาบอดลอดเข้าไป ติดอยู่ในข่ายขึงตรึงตรา
ตาบอดอยู่ประสาตัวตาบอด อย่าทำสอดตาเห็นเช่นว่า
ควรเสงี่ยมเจียมพักตร์รักกายา       อวดฉลาดพลาดท่าพาจนเอย ฯ

เจ้าการะเกด

 ค เจ้าเอ๋ยเจ้าการะเกด ขี่ม้าเทศถือกฤชจิตเจ้ากล้า
คอยระวังไพรีจะมีมา การรักษาหน้าที่ดีสุดใจ
อันถิ่นฐานบ้านช่องต้องรักษา หมั่นตรวจตราเย็นเช้าเอาใจใส่
อย่าเลินเล่อเผลอพลั้งระวังภัย       ถ้าหากใครมัวประมาทมักพลาดเอย ฯ
นายทัต เปรียญ แต่ง ร้องลำม้าย่อง

โมเย

 ค โมเอ๋ยโมเย ไปทะเลเมาคลื่นฝืนไม่ไหว
ให้อ่อนจิตอาเจียนวิงเวียนไป       พักอาศัยจอดนอนก็ผ่อนคลาย
อันเมาเหล้าเมายามักพาผิด และพาติดตนอยู่ไม่รู้หาย
จะเลื่องลือชื่อชั่วจนตัวตาย อย่าเมามายป่นปี้ไม่ดีเอย ฯ
นายแก้ว แต่ง ร้องลำจีนดาวดวงเดียว

เท้งเต้ง

 ค เท้งเอ๋ยเท้งเต้ง คว้างเคว้งอยู่ในลำแม่น้ำไหล
ไม่มีเจ้าของปกครองไป ต้องลอยตามน้ำไปโคลงเคลง
เหมือนใครลอยโลเลไม่ยุดหลัก       คนขี้มักกลุ่มรุมกันคุมเหง
ต่อความดีป้องตนคนจึงเกรง อย่าเท้งเต้งมดตะนอยจะต่อยเอย ฯ
นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำล่องเรือ

นกเขา

 ค นกเอ๋ยนกเขา  ขันแต่เช้าหลายหนไปจนเที่ยง
สามเส้ากุกแกมแซมสำเนียง เสนาะเสียงเพียงจะรีบงีบระงับ
อันมารดารักษาบุตรสุดถนอม สู้ขับกล่อมไกวเปลเห่ให้หลับ
พระคุณท่านซาบซึมอย่าลืมลับ       หมั่นคำนับค่ำเช้านะเจ้าเอย ฯ
พระยาพินิจสารา (ทิม) แต่ง ร้องลำเทพชาตรี

จันทร์เจ้า

 ค จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ใครขอข้าวขอแกงท้องแห้งหนอ
ร้องจนเสียงแห้งแหบถึงแสบคอ จันทร์จะขอให้เราก็เปล่าดาย
ยืมจมูกท่านหายใจเห็นไม่คล่อง จงหาช่องเลี้ยงตนเร่งขวนขวาย
แม้นเป็นคนเกียจคร้านพานกรีดกราย       ไปมัวหมายจันทร์เจ้าอดข้าวเอย ฯ
นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำพราหมณ์ดีดน้ำเต้า

ช้างพลาย

 ค ช้างเอ๋ยช้างพลาย ร่างกายกำยำล่ำสัน
กินไผ่ใบดกตกมัน ดุดันโดยหมายว่ากายโต
มนุษย์น้อยนักหนายังสามารถ       เอาเชือกบาศคล้องติดด้วยฤทธิ์โง่
อย่าถือดีดังช้างทำวางโต จะยืนโซติดปลอกไม่ออกเอย ฯ
นายแก้ว แต่ง ร้องลำชมดงนอกสามชั้น

จุ๊บแจง

 ค จุ๊บเอ๋ยจุ๊บแจง เจ้ามีแรงควักข้าวเปียกให้ยายหรือ
เห็นจะเป็นแต่เขาเล่าลือ จะยึดถือเอาเป็นจริงยังกริ่งใจ
ความเลื่องลือต่อต่อก่อให้วุ่น       อย่าเพ่อฉุนเชื่อนักมักเหลวไหล
ควรฟังหูไว้หูดูดูไป พกหินไว้มีคุณกว่านุ่นเอย ฯ
หลวงประสิทธิ์อักษรสาร (เทศ) แต่ง ร้องลำลองเรือ พระนคร

ดุเหว่า

 ค ดุเอ่ยดุเหว่า ฝีปากเจ้าเหลือเอกวิเวกหวาน
ผู้ใดฟังวังเวงบรรเลงลาญ น่าสงสารน้ำเสียงเจ้าเกลี้ยงกลม
เป็นมนุษย์สุดดีก็ที่ปาก ถึงจนยากพูดจริงทุกสิ่งสม
ไม่หลอนหลอกปลอกปลิ้นด้วยลิ้นลม       คนคงชมว่าเพราะเสนาะเอย ฯ
นายแก้ว แต่ง ร้องลำเขมรใหญ่

นกกระจาบ

 ค นกเอ๋ยนกกระจาบ เห็นใบพงลงคาบค่อยเพียรขน
มาสอดสอยด้วยจงอยปากของตน       ราวกับคนช่างพินิจคิดทำรัง
ช่างละเอียดเสียดสลับออกซับซ้อน อยู่พักร้อนนอนร่มได้สมหวัง
แม้นทำการหมั่นพินิจคิดระวัง ให้ได้ดังนกกระจาบไม่หยาบเอย ฯ
นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำตะลุ่มโปง

หนูหริ่ง

 ค หนูเอ๋ยหนูหริ่ง ไววิ่งซ่อนซุกกุกกัก
ค้อนทับกับแจ้แย่ตารัก เพราะชั่วนักไม่น่าจะปราณี
จะกินได้หรือมิได้ก็ไม่ว่า ชั้นผ่อนผ้ากัดค้นจนป่นปี้
ทำสิ่งใดใช่ประโยชน์แม้นโทษมี       เป็นไม่ดีอย่าทำจงจำเอย ฯ
นายแก้ว แต่ง ร้องลำจีนขวัญอ่อน

โอละเห่

 ค โอเอ๋ยโอละเห่ คิดถ่ายเทตื่นนอนแต่ก่อนไก่
ทำขนมแชงม้าหากำไร เกิดขัดใจกันในครัวทั้งผัวเมีย
ผัวตีเมียเมียด่าท้าขรม ลืมขนมทิ้งไว้ไม่คนเขี่ย
ก้นหม้อเกรียมไหม้ไฟลวกเลีย       ขนมเสียเพราะวิวาทขาดทุนเอย ฯ
สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ ร้องลำจีนต่อยหม้อ

ลิงลม

 ค ลิงเอยลิงลม ไฉนอมข้าวพองตรองไม่เห็น
ลิงก็มีฟันเขี้ยวเคี้ยวก็เป็น       มาอมนิ่งเล่นเล่นไม่เห็นควร
แม้ทำการสิ่งใดไม่ตลอด มาท้อทอดกลางคันคิดหันหวน
ทำโอ้โอ้เอ้เอ้ลงเรรวน คนจะสรวลบัดสีไม่ดีเอย ฯ
นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำสมิงทองมอญ

อิ่มก่อน

 ค อิ่มเอ๋ยอิ่มก่อน รีบจะไปดูละครโขนหนัง
ทิ้งสำรับคับค้อนไว้รุงรัง เหมาคนอิ่มทีหลังให้ล้างชาม
การเฝ้าเอาเปรียบกันอย่างนี้ มิดีหนอเจ้าฟังเราห้าม
คบเพื่อนฝูงจงอุตส่าห์พยายาม       รักษาความสามัคคีจะดีเอย ฯ
สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ ร้องลำสระบุหร่งนอก

ซุ่มมรดี

 ค ซุ่มเอ๋ยซุมมรดี จะเสียทีก็เพราะเพลินจนเลินเล่อ
ระวังตนอย่าเป็นคนเผลอเรอ ระวังพูดอย่าให้เพ้อถึงความใน
แม้นใครไม่ระวังตั้งเป็นหลัก       เดินก็มักพลาดพื้นลื่นไถล
พูดก็มักพร่ำเผลอเพ้อเจ้อไป ระวังไว้เป็นทุนแม่คุณเอย ฯ
นายทัด เปรียญ แต่ง ร้องลำช้างประสานงา
Posted by อิศรา on 17 Jun. 2005,00:39
คำปฏิญาณของลูกเสือไทย


           ในวันถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่สวนลุมพินีเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตของพระองค์ ในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน บรรดาลูกเสือจากโรงเรียนต่าง ๆ ในกรุงเทพ ฯ จะเดินขบวนไปถวายบังคมเป็นประจำทุกปี ถ้าโรงเรียนอยู่ไม่ไกลนัก ก็จะจัดกระบวนแถวลูกเสือจากโรงเรียนของตน มีกองดุริยางค์ที่บรรเลงโดยลูกเสือโรงเรียนนั้น ๆ นำขบวน มีผู้กำกับลูกเสือจากครูอาจารย์ของโรงเรียนนั้น ๆ กำกับไปด้วยอย่างมีระเบียบและสง่างาม ลูกเสือทุกคนมีไม้พลองสีขาวถือพลองอยู่ในท่าถืออาวุธของทหารคือ เมื่ออยู่ในแถวจะอยู่ในท่าเรียบอาวุธ เมื่อเคลื่อนที่จะอยู่ในท่าคอนอาวุธ เมื่อเดินขบวนจะอยูในท่าแบกอาวุธ และเมื่อพักแถวจะรวมพลองไว้ด้วยกันตามแบบรวมอาวุธ
           เมื่อไปถึงพร้อมกันที่บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์แล้ว ก็จะมีพิธีปฏิญาณตน โดยที่ลูกเสือทุกคนนั่งคุกเข่าถือหมวกไว้ในมือ โดยคุกเข่าขวาลงบนพื้นเข่าซ้ายตั้งฉาก วางมือซ้ายบนเข่าซ้าย ฝ่ามือหงายขึ้นแล้วใช้มือขวาหยิบหมวกบนศีรษะมาวางไว้บนฝ่ามือซ้าย แล้วทิ้งแขนขวาลงข้างตัว แล้วเริ่มกล่าวคำปฏิญาณพร้อมกันดังนี้
 

        ข้าลูกเสือ เชื้อไทย ใจเคารพ         ขอนอบนบ บาทบงส์ พระทรงศรี
พระบาท มงกุฏเกล้า จอมเมาฬี ทรงปราณี กอบเกื้อ ลูกเสือมา
ทรงอุตส่าห์ อบรม บ่มนิสัย ให้มีใจ รักชาติ ศาสนา
ทรงสั่งสอน สรรพกิจ วิทยา เป็นอาภา ผ่องผุด วุฒิไกร
ดังดวงจัน ทราทิตย์ ประสิทธิ์แสง กระจ่างแจ้ง แจ่มภพ สบสมัย
พระคุณนี้ จะสถิต สนิทใน ดวงหทัย ทวยราษฎร์ ไม่คลาดเอย




ข้อเตือนใจจากที่อื่นๆ

วิชาเหมือนสินค้า

    วิชาเหมือนสินค้า       อันมีค่าอยู่เมืองไกล
สู้ยากลำบากไป จึงจะได้สินค้ามา
จงตั้งเอากายเจ้า เป็นสำเภาอันโสภา
ความเพียรเป็นโยธา แขนซ้ายขวาต่างเสาใบ
นิ้วมือเป็นสายระยาง สองเท้าอย่างสมอใหญ่
ปากเป็นนายงานไป อัธยาศัยเป็นเสบียง
สติเป็นหางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง
ถือไว้อย่าให้เอียง ตัดแล่นเลี่ยงข้ามคงคา
ปัญญาเป็นกล้องแก้ว ส่องดูแถวแนวหินผา
เจ้าจงเอาหูตา เป็นล้าต้าฝ่าคลื่นลม
ขี้เกียจคือปลาร้าย จะทำลายให้เรือจม
เอาใจเป็นปืนคม ยิงระดมให้จมไป
จึงจะได้สินค้ามา คือวิชาอันพิสมัย
จงหมั่นมั่นหมายใจ อย่าได้คร้านการวิชา

ปากเป็นเอกเลขเป็นโท

    ปากเป็นเอกเหมือนเสกมนต์ใช้คนเชื่อ       ฉลาดเหลือวาจาปรีชาฉาน
จะกล่าวถ้อยร้อยคำไม่รำคาญ เป็นรากฐานเทิดตนพ้นรำเค็ญ
    เลขเป็นโทโบราณท่านสั่งสอน เร่งสังวรเวี่ยไว้ใช้ว่าเล่น
การคำนวณควรชำนาญคูณหารเป็น ช่วยให้เด่นดีนักหนารู้ค่าคน
    หนังสือเป็นตรีวิชาปัญญาเลิศ เรียนไปเถิดรู้ไว้ไม่ไร้ผล
ยามยากแค้นแสนคับไม่อับจน ได้เลี้ยงตนด้วยวิชาหาทรัพย์ทวี
    ชั่วดีเป็นตราประทับไว้กับโลก ยามวิโยคชีพยับ ลับร่างหนี
ที่สูญแท้ก็แต่ตัวก็แต่ตัวส่วนชั่วดี คงที่เป็นลือทั่วชั่วฟ้าดิน

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

    เราเกิดมาทั้งทีชีวิตหนึ่ง อย่าหมายพึ่งผู้ใดให้เขาหยัน
ควรคะนึงพึ่งตนทนกัดฟัน คิดบากบั่นตั้งหน้ามานะนำ
    กสิกิจพณิชยการงามมีเกียรติ อย่าหยามเหยียดพาลหาว่างานต่ำ
หรือจะชอบวิชาอุตสาหกรรม เชิญเลือกทำตามถนัดอย่าผลัดวัน
    เอาดวงใจเป็นทุนหนุนนำหน้า เอาปัญญาเป็นแรงมุ่งแข่งขัน
เอาความเพียรเป็นยานประสานกัน       ผลจะบรรลุสู่ประตูชัย
    เงินและทองกองอยู่ประตูหน้า คอยเปิดอ้ายิ้มรับไม่ขับไส
ทรัพย์ในดินสินในน้ำออกคล่ำไป แหลมทองไทยพร้อมจะช่วย อำนวยเอย ฯ
Posted by มะเหมี่ยว on 17 Jun. 2005,03:08
flower.gif ดีจังเลยค่ะ again.gif
Posted by อิศรา on 18 Jun. 2005,10:09
วรรณคดีไทยประเภทร้อยกรอง

      วรรณคดีไทยที่ใช้เรียนในชั้นประถมและมัธยมในสมัยก่อน เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ เป็นที่รู้กันอย่างแพร่หลาย มีความไพเราะ เป็นคติสอนใจ ดังนั้นแต่ละตอนที่เลือกมาเรียนได้เลือกสรรแล้วว่า เป็นตอนที่น่าสนใจมากที่สุด อาจจะเรียกว่าเป็นหัวใจของเรื่องก็ว่าได้ แต่ละตอนดังกล่าว มีความยาวไม่มากนัก เหมาะกับวุฒิภาวะของนักเรียนในชั้นนั้น ๆ จะจดจำและเข้าใจได้โดยง่าย ในแต่ละตอนจะเลือกเหตุการที่สำคัญ มีความไพเราะและมีคติสอนใจ นำมาใช้เป็นอาขยานให้ท่องจำจนขึ้นใจ เริ่มต้นที่ชั้นประถมปีที่ ๔ ไปตามลำดับจนถึงชั้นมัธยม ๘ ตามระบบการศึกษาในครั้งนั้น ในชั้นประถมและมัธยมต้น จะท่องอาขยานก่อนหรือหลังการท่องสูตรคูณซึ่งจะท่องตั้งแต่แม่สองถึงแม่สิบสอง การท่องอาขยานเป็นการท่องปากเปล่า ออกเสียงดังให้ชัดถ้อยชัดคำ ถูกต้องตามอักขระวิธี ถูกจังหวะจะโคน ตามแบบคำประพันธ์ และท่องให้พร้อมเพรียงกันทั้งชั้น
      สำหรับความตอนต้นของแต่ละเรื่อง นักเรียนมักจำได้โดยไม่ต้องท่อง มากบ้างน้อยบ้างตามความพอใจ และสนใจของแต่ละคน นับว่าเป็นประโยชน์ทั้งทางตรง และทางอ้อม พอประมวลได้ดังนี้



สังข์ทองตอนตีคลี (ความตอนต้น)

     ค  มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวสหัสนัยน์ไตรตรึงศา
ทิพอาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมา กระด้างดังศิลาประหลาดใจ
จะมีเหตุมั่นแม่นในแดนดิน อมรินทร์เร่งคิดสงสัย
จึงสอดส่องทิพเนตรดูเหตุภัย ก็แจ้งใจในนางรจนา
แม้นมิไปช่วยจะม้วยมอด ด้วยสังข์ทองไม่ถอดรูปเงาะป่า
จำจะยกพหลพลเทวา ลงไปล้อมพาราสามนต์ไว้
ชวนเจ้าธานีตีคลีพนัน น้ำหน้ามันจะสู้ใครได้
จะขู่ให้งันงกตกใจ ออกไปหาบุตรสุดท้อง
พระสังข์ครั้งนี้จะถอดเงาะ งามเหมาะไม่มีเสมอสอง
พ่อตาจะได้เห็นเป็นรูปทอง ทั้งทำนองเพลงคลีตีต่อยุทธ
     ค  คิดพลางทางมีพจนารถ สั่งมาตุลีเทพบุตร
จงเตรียมพลเทวาถืออาวุธ นิรมิตเหมือนมนุษย์ชาวพารา
ทั้งหน้าหลังตั้งตามกระบวนทัพ ให้เสร็จสรรพปีกซ้ายปีกขวา
เราจะยกพลไกรไคลคลา ไปล้อมพาราท้าวสามนต์
     ค  บัดนั้น มาตลีกราบงามสามหน
รีบออกมานอกไพชยนต์ เตรียมพลเทวัญมิทันนาน
     ค  เมื่อนั้น อมรินทร์อินทร์องค์สรงสนาน
สอดใส่เครื่องทรงอลงการ เนาวรัตน์ชัชวาลวาวแวว
แล้วลีลามาทรงเวไชยันต์ ยกทัพเทวัญเป็นถ้องแถว
เดินโดยอากาศคลาดแคล้ว รีบขับรถแก้วลงมาพลัน
     ค  ครั้นถึงพาราสามนต์ ขับพลเข้าล้อมเขตขันฑ์
ตั้งค่ายรายรอบเรียงรัน ปักธงสำคัญทุกหมวดกอง
แล้วยิงปืนมณฑกนกสับ ปล่อยตับตึงตังดังก้อง
แกล้งทำสีหนาทฆาตฆ้องกลอง โห่ร้องสำทับให้เกรงกลัว
     ค  บัดนั้น ชาวเมืองทั้งสิ้นได้ยินทั่ว
ตื่นตระหนกตกใจจวนตัว จะยักย้ายครอบครัวก็ไม่ทัน
ต่างคนลนลานทุกบ้านช่อง เสลือกสลนขนของเชี่ยนขัน
หอบที่นอนหมอนฟูกผูกพัน ถามกันว่าจะไปข้างไหนดี
บ้างอุ้มบุตรฉุดมือเมียมา ไหว้วอนพ่อตาให้พาหนี
ลูกหลานรุงรังครั้งนี้ ไม่รู้ที่จะแอบแฝงอยู่แห่งไร
บ้างปีนป่ายแย่งฝาหลังคาเรือน สำคัญฟั่นเฟือนว่าไฟไหม้
ขนเอาข้าวของมากองไว้ ร้องไห้เรียกหากันอึงอล
พวกผู้หญิงสาวแก่แม่ค้า ตกใจคิดว่าขโมยปล้น
เบี้ยข้าวของเททิ้งแล้ววิ่งวน แน่นถนนปนไปกับผู้ชาย

     ค  พวกพระยาพระหลวงทั้งปวงนั้น ต่างตระหนกอกสั่นขวัญหาย
ไม่รู้เหตุผลต้นปลาย ชวนกันผันผายเข้าวังใน
ครั้นถึงศาลาหน้าประตู พอเพลาเช้าตรู่ประแจไข
ร้องเรียกหาเถ้าแก่ออกแซ่ไป เร่งให้ปลุกบรรทมบังคมทูล

ฯลฯ
สังข์ทองตอนตีคลี (บทอาขยาน)
     ค  เมื่อนั้น ท้าวสามนต์สรวลสันต์ไม่ผันผาย เห็นนางมณฑาว่าวุ่นวาย จึงซังตายดำเนินเดินมา เข้าไปในทับเห็นลูกเขย พ่อเจ้าลูกเอ๋ยงามนักหนา น้อยหรือรูปร่างเหมือนเทวดา หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผิวเนื้อเรื่อเรืองเหลืองประหลาด ดั่งทองคำธรรมชาติหล่อเหลา ฟ้าผี่เกิดเอ๋ยลูกเขยเรา งามจริงนะเจ้านางมณฑา ถึงตัวพี่เมื่อครั้งยังหนุ่มแน่น รูปร่างก็อ้อนแอ้นโอ้อ่า ไม่แกล้งอวดซวดทรงหน้าตา ใส่ชฎาเครื่องประดับก็รับรอง แต่ไม่เหมาะเหมือนลูกเขยเราคนนี้ เป็นต่อพี่อยู่ราวสักสามสอง แพ้เขาที่เนื้อไม่เป็นทอง กระนั้นน้องยังรักว่ารูปงาม ตรัสพลางแย้มยิ้มพริ้มพราย แล้วภิปรายปราศัยไต่ถาม ลูกรักจงแถลงแจ้งความ เจ้านี้มีนามกรใด วงศ์วานว่านเครือเนื้อหน่อ พงศ์เผ่าเหล่ากอเป็นไฉน อยู่ประเทศธานีบุรีไร ทำไมจึ่งแกล้งแปลงปลอมมา
     ค  เมื่อนั้น พระสังข์บังคมก้มหน้า ยิ้มพลางทางทูลพ่อตา ตัวข้านี้ชื่อพระสังข์ทอง เป็นโอรสท้าวยศวิมล แจ้งความตามต้นที่หม่นหมอง ที่แปลงมาจะหาคู่ครอง จงทราบฝ่าละอองบทมาลย์
     ค  เมื่อนั้น ท้าวสามนต์ตบพระหัตถ์ฉาดฉาน ลูกเขยกูผู้ดีมีสันดาน เป็นเผ่าพงศ์วงศ์วานกษัตรา สมยศสมศักดิ์น่ารักใคร่ ทีนี้ไม่อับอายขายหน้า พระลูบหลังลูบไหล่ไปมา จูบซ้ายจูบขวาลูกข้างาม อ้ายหกเขยยุพ่อให้ขับเจ้า แค้นใจยายเฒ่าก็ไม่ห้าม บิดาโฉดเขลาเบาความ มิรู้เลยว่าจะงามถึงเพียงนี้ อย่าถือโทษโกรธพ่อเลยหนอลูก ว่าลบหลู่ดูถูกขับหนี แม้นเจ้ามีชัยชนะคลี พ่อจะมอบบุรีให้ครอบครอง
สังข์ทองตอนเลือกคู่ หาเนื้อหาปลา (ความตอนต้น)

     ค  มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวสามนต์เรืองศรี
เสวยราชสมบัติสวัสดี ในบุรีสามนต์พระนคร
อันองค์เอกอัครชายา ชื่อมณฑาเทวีศรีสมร
มีธิดานารีร่วมอุทร ทั้งเจ็ดนามกรก็ต่างกัน
น้องนุชสุดท้องชื่อรจนา โสภาเพียงนางในสวรรค์
พรั่งพร้อมพระสนมกำนัล เป็นสุขทุกนิรันดร์วันคืน
ท้าวคิดรำพึงถึงเวียงชัย นานไปจะเป็นของเขาอื่น
เห็นจะไม่จีรังยั่งยืน ด้วยลูกเต้าเราแต่พื้นเป็นธิดา
จำจะคิดปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วมีคู่เสนหา
ถ้าเขยคนใดดีมีบุญญา จะยกพารามอบให้ครอบครอง
     ค  คิดพลางทางเรียกมเหสี มาพาทีปรึกษาสองต่อสอง
เจ้าจงดำริตริตรอง แต่เราครองราชฐานมานานช้า
ทุกวันนี้ตัวพี่กับตัวเจ้า ไม่เที่ยงแท้แก่เฒ่าลงหนักหนา
เจ็บป่วยครุ่นไปไข้ชรา ถอยกำลังวังชาลงทุกที
ยิ่งคิดคิดไปให้ใจสั้น จะตายวันตายพรุ่งมิรู้ที
พี่ปรารมภ์สมบัติของเรานี้ หากแม้นบุญพี่ไม่จีรัง
จงช่วยกันดำริตริตรองดู จะหาคู่ให้ลูกไว้ปลูกฝัง
จะแบ่งปันข้าวของในท้องคลัง ให้ครอบครองเวียงวังเห็นทันตา
จะจัดแจงแต่งตามอารมณ์เรา เหมือนข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า
กลัวเกลือกทั้งเจ็ดธิดา มันจะไม่เสนหาก็มิรู้
ลางเนื้อชอบลางยาว่าได้ ปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่
คำบุราณว่าไว้เป็นครู พิเคราะห์ดูให้ต้องทำนองใน
พี่คิดจะประชุมให้พร้อมพรั่ง กษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดหัวเมืองใหญ่
ให้บุตรีเราเลือกตามชอบใจ เจ้าจะเห็นอย่างไรจงว่ามา
     ค  เมื่อนั้น นวลนางมณฑาเสน่หา
จึงทูลสนองพระบัญชา ซึ่งตรัสมานี้ต้องประเพณี
จะได้เป็นแก่นสารแก่บ้านเมือง ให้ฤาเลื่องไปทั่วทุกกรุงศรี
ตามแต่ภูวนัยจะเห็นดี อันน้องนี้ไม่ขัดทัดทาน
     ค  เมื่อนั้น ท้าวสามลปรีดิ์เปรมเกษมสานต์
เสด็จจากแท่นที่มิทันนาน ออกพระโรงชัชวาลทันใด
     ค  ลดพระองค์ลงนั่งเหนือเก้าอี้ ตรัสสั่งเสนีผู้ใหญ่
แต่บรรดาเมืองขึ้นของเราไซร้ ทั้งร้อยเอ็ดเวียงชัยเคยไปมา
ผู้ใดมีโอรสรูปงาม อยู่ในยามสามสิบเศษพรรษา
ที่ยังไม่มีภริยา ให้จัดแจงแต่งมาทุกธานี
เราจะให้ธิดาทั้งเจ็ดองค์ เลือกดูรูปทรงส่งศรี
ถ้าลูกเราตั้งใจจะใคร่ดี จะเสกกับบุตรีให้ครองกัน

จงแต่งตราว่าตามความใน ให้คนเร็วรีบไปทุกเขตขัณฑ์
กำหนดไว้โดยช้าสิบห้าวัน ให้มาถึงพร้อมกันยังธานี

ฯลฯ
สังข์ทองตอนเลือกคู่ หาเนื้อหาปลา (บทอาขยาน)
     ค เมื่อนั้น เจ้าเงาะแสนกลคนขยัน พิศโฉมพระธิดาวิลาวัณย์ ผุดผาดผิวดังดวงเดือน  งามละม่อมพร้อมสิ้นทั้งอินทรีย์ นางในธรณีไม่มีเหมือน แสร้งทำแลเลี่ยงเบี่ยงเบือน ให้ฟั่นเฟือนเตือนจิตคิดปอง พระจึงตั้งสัตย์อธิษฐาน แม้นบุญญาธิการเคยสมสอง ขอให้ทรามสงวนนวลน้อง เห็นรูปพี่เป็นทองต้องใจรัก
     ค เมื่อนั้น รจนารีมีศักดิ์ เทพไทอุปถัมภ์นำชัก นงลักษณ์ดูเงาะเจาะจง นางเห็นรูปสุวรรณอยู่ชั้นใน รูปเงาะสวนไว้ให้คนหลง ใคร ใคร ไม่เห็นรูปทรง พระเป็นทองทั้งองค์อร่ามตา ชะรอยบุญเราไซร้จึงได้เห็น ต่อจะเป็นคู่ครองกระมังหมา คิดพลางนางเสี่ยงมาลา แม้นว่าเคยสมภิรมย์รัก ขอให้พวงมาลัยนี้ไปต้อง เจ้าเงาะรูปทองจงประจักษ์ เสี่ยงแล้วโฉมยงนงลักษณ์ ผินพักตร์ทิ้งพวงมาลัยไป
     ค บัดนั้น พระพี่เลี้ยงหลากจิตคิดสงสัย อกเอ๋ยนี้เห็นเป็นอย่างไร มารักใคร่อ้ายเงาะมิเคราะห์กรรม ทำให้อายขายพักตร์เผ่าพงศ์ ไม่รักองค์เลยนักนิดผิดส่ำ ไม่ปรึกษาหารือแต่สักคำ จะมาทำให้พี่นี้พลอยยับ
     ค เมื่อนั้น ท้าวสามนต์เสียใจจนลมจับ นางมณฑาเข้าประคองรองรับ ขยำขยับไปสักหน่อยจึงค่อยคลาย ลุกขึ้นกระทืบบาทตวาดอึง อีรจนาดูดู๋มึงช่างมักง่าย ทรลักษณ์อัปรีย์ไม่มีอาย หน่อกษัตริย์ทั้งหลายไม่เอื้อเฟื้อ มารักใคร่อ้ายเงาะทรชนคนอุบาท์ว ทุดช่างชั้วชาติประหลาดเหลือ แค้นนักจักใคร่ให้แล่เนื้อ แล้วเอาเกลือทาซ้ำให้หนำใจ ว่าพลางฉวยได้ไม้เรียว โกรธเกรี้ยวตัวสั่นหมั่นไส้  อีลูกชั่วน่าชังจังไร  เอาไว้ไยตีเสียให้แทบตาย
Posted by อิศรา on 18 Jun. 2005,10:10
รามเกียรติ์ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ (ความตอนต้น)

         บัดนั้น ฝ่ายสารัณฑูตยักษี
เห็นสองพระยาอสุรี สุดสิ้นชีวีบรรลัย
ทั้งหมู่ม้ารถคชพล จะเหลือแต่สักตนก็หาไม่
ความกลัวดั่งจะดั้นแผ่นดินไป จึงพากันเข้าไปยังลงกา
ครั้นถึงจึงกราบบังคมทูล ท้าวราพนาสูรยักษา
ว่าพระสหายร่วมชีวา กับพระนัดดาฤทธิ์รอน
ยกพลออกไปรณรงค์ ด้วยองค์พระรามทรงศร
สองกษัตริย์กับพวกพลากร วานรฆ่าเสียแหลกลาญ
         เมื่อนั้น ทศเศียรสุริยวงค์รังสรรค์
ได้ฟังถ้อยคำที่รำพัน กุมภัณฑ์นิ่งขึงตลึงไป
ให้คับแค้นแน่นในอุรา จะหายใจออกมามิใคร่ได้
ไม่ออกโอษฐ์บรรหารประการใด ก็เข้าไปในพระโรงรัตน์รูจี
ลดองค์ลงเหนือบรรจถรณ์ พระกรก่ายพักตร์ยักษี
แสนทุกข์แสนเทวษแสนทวี อนิจจาครานี้จะสุดจาบัลย์
เสียดายสมเด็จพระสหาย เลิศชายลือชื่อทั่วสวรรค์
ทั้งนัดดาปานดวงชีวัน ชาญฉกรรจ์ในการชิงชัย
เสียแรงที่รู้เวทมนตร์ กำบังตาหายตนไปได้
มาแพ้ฤทธิ์ไพรีกระบี่ไพร ดั่งใช่สุรชาติกษัตรา
อกเอ๋ยโอ้ว่าแต่วันนี้ แสนทุกข์สิ้นที่จะปรึกษา
ตัวกูผู้ประกอบด้วยศักดา แต่เอกาในจิตที่คิดการ
เล็งหาไม่เห็นสุริยวงศ์ ที่อาจองจะออกไปหักหาญ
สุดหวังดั่งว่ายชลธาร สุดประมาณที่จะหมายพึ่งสิ่งใด
แต่ผลุดลุกผลุดนั่งไม่นิทรา อสุราทอดถอนใจใหญ่
จนตราบเท่าแสงอโณทัย เรื่องไรบนพื้นอัมพร
จึงคิดได้ว่าท้าวมาลี สถิตที่ยอดฟ้าสิงขร
เป็นพระอัยกาฤทธิรอน ทรงเดชขจรมหิมา
จะว่าการสิ่งใดก็ประสิทธิ์ ดั่งเหล็กเพชรลิขิตแผ่นผา
แม้นพระองค์กริ้วโกรธโกรธา จะพรรณาแต่เดิมให้ฟัง
อันความฉกรรจ์จะสรรใส่ เติมให้เป็นข้อหน้าหลัง
อันตัวกูผู้ผิดจะปิดบัง ฝังแฝงแจ้งไปให้เห็นดี
พระองค์ก็จะทรงเชื่อวาจา แช่งด่าลักษณ์รามทั้งสองศรี
ฝ่ายว่าอริราชไพรี น่าที่จะม้วยชีวัน

ฯลฯ
นนยวิกวายุเวกจงรีบไป ยังไศลยอดฟ้าคีรีศรี
ทูลพระอัยกาธิบดี ว่าบัดนี้ลงกาพระนคร
มีมนุษย์ชื่อว่ารามลักษณ์ พี่น้องฮึกฮักชาญสมร
คุมกระบี่โยธาพลากร มาราญรอนรบรุกบุกบัน
เคี่ยวฆ่าสุริยวงศ์พงศ์มาร บรรลัยลาญสิ้นชีพอาสัญ
ข้าศึกยิ่งฮึกขึ้นทุกวัน เชิญพระทรงธรรม์เสด็จมา
         บัดนั้น นนยวิกวายุเวกยักษา
จึงกราบถวายบังคมลา แล้วออกมายังท้องพระโรงชัย
จึงให้ผูกอนันตสิงหาส อันร้ายกาจดั่งพระยาราชสีห์
ทั้งเมฆมาลาตัวดี มีพยศดังม้าพระสุริยน
ยกหูชูหางเริงร้อง เผ่นโผนลำพองคะนองหาญ
ผูกเครื่องเนาวรัตน์ชัชวาล แคบอานเบาะเอี่ยมสะอาดตา
ยกเท้าก้าวเหยียบทะยานหยัด ลัดนิ้วลอยไปในเวหา
เร็วเพียงลมพานพัดพา ตรงไปยอดฟ้าคีรี
ครั้นถึงจึงลงจากอัสดร บทจรตามกันทั้งสองศรี
เข้าเฝ้าอัยกาธิบดี ยังที่ปราสาทอันโอฬาร
จึงน้อมเศียรเกล้าบังคมทูล นเรศูรยอดฟ้ามหาสถาน
ว่าบัดนี้ทศเศียรขุนมาร ผู้เป็นหลานรักร่วมชีวัน
ใช้ข้ามาทูลเบื้องบาท พระไอยกาธิราชรังสรรค์
ว่าข้าศึกพี้น้องชายฉกรรจ์ นามนั้นชื่อว่ารามลักษมณ์
ยกพวกโยธาพลากร ข้ามมหาสาครหาญหัก
อาจองทนงใจนัก ฆ่าสุริยวงศ์พงศ์ยักษ์วายชนม์
ยังเหลือแต่องค์พระนัดดา จะรบราข้าศึกนั้นขัดสน
ไพร่ฟ้าประชากรก็ร้อนรน เห็นจะอับจนเสียครั้งนี้
ขอเชิญเสด็จไปปกเกล้า แก่เผ่าพันธุ์พงศ์วงศ์ยักษี
จะได้เย็นเกศอสุรี ด้วยเดชภูมีอันศักดา
         เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชนาถา
ได้ฟังทั้งสองกุมารา ผ่านฟ้าฉงนสนเท่ห์นัก
นิ่งอยู่เป็นครู่แล้วตรัสถาม อันลักษมณ์รามพี่น้องเป็นไฉน
เขาอยู่ถิ่นฐานบ้านเมืองใด สุริยวงศ์พงศ์ไหนจึงอาจนัก
อันว่าทศเศียรอสุรี ฤทธีปราบได้ทั้งไตรจักร์
ถึงเทวินอินทร์พรหมยมยักษ์ ก็เกรงศักดาเดชกุมภัณฑ์
ทั้งกรุงลงกามหานิเวศน์ พระสมุทรเป็นเขตคูกั้น
กว้างลึกล้อมรอบเป็นขอบคัน ข้าศึกนั้นข้ามมาอย่างไร
หรือเขารู้เดินน้ำดำดิน เหาะบินมาได้หรือไฉน
สาเหตุเภทพาลประการใด จึงตั้งใจเคี่ยวฆ่าราวี

ฯลฯ
รามเกียรติ์ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ (บทอาขยาน)
               เมื่อนั้น  ท้าวมาลีวราชเรืองศรี  ได้ฟังคั่งแค้นแสนทวี  ดั่งหนึ่งเอาตรีมาเสียบกัณฑ์  จึ่งว่าเป็นไฉนทศพักตร์  จึงฮึกฮักดื้อดึงดัวยโมหันต์  มาติดใจฝูงเทพเทวัญ  ผูกพันว่านี้ก็ผิดไป  ทำไมกับท้าวโกสีย์  รถของเขามีเขาก็ให้  ว่าเลือกรักมักชังด้วยอันใด  ซ้ำติดใจคนกลางนางสีดา  ครั้นซักไซร้ไต่ถามเอาความจริง  หรือกับติงทุเลาต่อว่า  ตัวกูผู้เป็นอัยกา  พิพากษาลำเอียงหรือว่าไร  เจรจาความสัตย์ก็ไม่มี  ดั่งสตรีเด็กน้อยก็ว่าได้  หรือเทวาสุราลัย  พอใจในจตุราบาย  กูพิจารณาก็ได้ความ  คำพระรามสีดาทั้งสองฝ่าย  ต้องถูกผูกพันเป็นต้นปลาย  ทั้งคำเทพทั้งหลายก็สมกัน  ซึ่งเองกล่าวหาทุกข้อ  ล้วนแกล้งติตต่อให้เหมาะมั่น  สืบสวนก็ไม่ได้เป็นสัทธรรม์  สารพันทรลักษณ์อัปรีย์  เห็นจริงว่าตัวบังอาจ  ไปลอบลักอัคราชมเหสี  ขององค์พระรามจักรี  อสุรีเร่งส่งนางสีดา

พระอภัยมณีตอนครองเมืองผลึก (ความตอนต้น)

        ค   ฝ่ายพระองค์ทรงโฉมประโลมสวาท บำรุงราษฎร์เจริญจิตทุกทิศา
คิดคนึงถึงองค์พระธิดา ยังไม่ลาพรตเลยทำเฉยเชือน
เสียแรงรักฝักฝ่ายหมายสงวน เจ้ากระบวนนี่กระไรใครจะเหมือน
นิ่งกระนี้มิได้จะไปเตือน แม้นบิดเบือนบาปกรรมก็ทำเนา
แล้วพระแกล้งแต่งองค์ทรงประดับ เครื่องสำหรับรณรงค์ทรงวันเสาร์
ทั้งเครื่องนางอย่างทรงของนงเยาว์  ส่งให้เจ้าพนักงานใส่พานทอง
แล้วห่อหุ้มคลุมปิดผนิดไว้  หวังมิให้ชายหญิงเห็นสิ่งของ
ครั้นสรรพเสร็จเสด็จมาบนเทียรทอง ถึงห้องน้องศรีสุวรรณจำนรรจา
พ่อไปด้วยช่วยชวนหลวงชีสึก แม้นสมนึกครั้งนี้ดีหนักหนา
พระน้องยิ้มพริ้มพักตร์พจนา อุปมาเหมือนหนึ่งไก่อยู่ในมือ
เมื่อพระพี่นี้กระไรพระทัยอ่อน ให้ปลิ้นปล้อนปละปล่อยมาน้อยหรือ
เขาลือแล้วแคล้วเคลื่อนไม่เหมือนลือ ฉวยหลุดมือแล้วก็อายเขาตายจริง ๆ
        ค   พระเชษฐาว่าพี่คิดผิดถนัด สารพัดแพ้รู้แก่ผู้หญิง
แล้วลูกเต้าเล่าก็หวงคอยท้วงติง ต้องยุ่งยิ่งยอดยากลำบากใจ
พลางแย้มสรวลชวนพระน้องดำเนินนาด มาทรงราชยานรัตน์จำรัสไข
พรั่งพร้อมด้วยขุนนางพวกข้างใน เสด็จไปเขารุ้งตามทุ่งนา
ถึงคีรีที่ประทับ ก็ยับยั้ง พร้อมสะพรั่งไพร่นายทั้งซ้ายขวา
พระชวนเหล่าสาวสรรค์กัลยา ค่อยลีลาเลียบเดินเนินจงกรม ฯ
        ค   ฝ่ายพระนุชบุตรีฤาษีสาว เวลาเช้าออกอยู่หน้าพระอาศรม
ทั้งพี่น้องสองกุมาร สำราญรมย์ ชวนกันชมนกใต้ต้นไทรทอง
ฝูงกรอดพรอดเพรียกร้องเรียกคู่ กระจิบดูโลกเต้นเผ่นผยอง
เสียงหึ่งหึ่งผึ้งภูมรินร้อง อาบละอองอินทนิลแล้วบินจร
นกตะขาบคาบได้ลูกไทรยอก ฝูงกระรอกไล่กระแตแลสลอน
พฤกษาดอกออกช่ออรชร หอมขจรจอมผาทั้งตาปี
นางนั่งชมโสมนัสตรัสประภาษ กับหน่อนาถพี่น้องสองฤาษี
พอผันแปรแลเห็นพระอภัยมณี เลียบคีรีมากับพระอนุชา
จึงสั่งสองหน่อไทให้ไปรับ มาหยุดยับยั้งนั่งบัลลังก์ผา
พระอภัยให้เอาพานพวงมาลา กับพานผ้าถวายองค์นางนงเยาว์
แล้วว่าโยมโทมนัสประหวัดหวัง ถึงอยู่วังใจมาอยู่ที่ภูเขา
ไม่คลาดเคลื่อนเหมือนหนึ่งเห็นอยู่เย็นเช้า เหลือจะเล่าแล้วที่จิตคิด อาลัย
คุณคะนึงถึงโยมอยู่บ้างหรือ หรือเพลินถือธรรมขันธ์ไม่หวั่นไหว
ตัดสวาทขาดเด็ดสำเร็จไป เจียวหรือใจเจ้าคุณพระมุนี ฯ
        ค   นางฟังรสพจมานโองการเกี้ยว ให้ซาบเสียวเสน่ห์ในใจฤาษี
แต่มารยามานะกษัตรีย์ ทำพาทีเพทุบายถวายพร
ได้ตรวจน้ำรำลึกนึกไม่ขาด ถึงเบื้องบาทบพิตรอดิศร
มิตรจิตรมิตรใจอาลัยวรณ์ เว้นแต่นอนหลับไปมิได้คิด
ทั้งทราบว่าวาลีมีความรู้ เขามาสู่สมภารสำราญจิตร
พอเข้านอนออกในได้ใช้ชิด สำเร็จกิจข้าน้อยพลอยยินดี
        ค   พระเยื้อนยิ้มพริ้มพักตร์เห็นหลักแหลม ช่างเหน็บแนมล้วนละเอียดทั้งเสียดสี
จึงว่าโยมโน้มน้าวชาวบุรี ให้เปรมปรีดิ์ห้าวหาญการสงคราม
หวังจะได้ไว้บำรุงกรุงผลึก ให้ข้าศึกราบเตียนที่เสี้ยนหนาม
นางวารีมีตระกูลพรุนพราหมณ์ รู้ฤกษ์ยามยอมสมัครมาภักดี
จึงเลี้ยงไว้ให้เป็นข้าพระดาบส เมื่อลาพรตพร้อมพรักเป็นศักดิ์ศรี
จัดสำเร็จเสร็จการบ้านเมืองดี จึงมานิมนต์คุณกรุณา
โปรดบำรุงกรุงผลึกให้ครึกครื้น สำราญรื่นเรื่องเดชของเชษฐา
เมื่อแก่เฒ่าเล่าจึงกลับมาบรรพชา จำพรรษาเสียด้วยกันจนวันตาย

ฯลฯ
พระอภัยมณีตอนครองเมืองผลึก (บทอาขยาน)
       วรรณคดีไทยเรื่องพระอภัยมณีตอนบทอาขยานมีอยู่สองบทด้วยกันคือ  ตอนพระโยคีมาช่วยสุดสาครขึ้นจากเหว เนื่องจากถูกชีเปลือยผลักตกไปในเหว  อีกบทหนึ่งเป็นตอนที่อุศเรนรบแพ้  ฝ่ายพระอภัยและถูกจับตัวได้
           บทอาขยานตอนช่วยสุดสาครขึ้นจากเหว  มีดังนี้
           ค บัดเดี๋ยวดังหง่างเหง่งวังเวงแว่ว   สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา  เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา   ประคองพาขึ้นไปยังบรรพต  แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์  มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด  ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด  ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน  มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน  บิดามารดารักมักเป็นผล   ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน  เกิดเป็นคนคิดเห็นพึงเจรจา  แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ  ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา  รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา  รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี  จงคิดตามไปเอาไม้เท้าเถิด  จะประเสริฐสมรักเป็นศักดิ์ศรี  พอเสร็จาคำสำแดงแจ้งคดี  รูปโยคีหายวับไปกับตา
           บทอาขยานตอนอุศเรนรบแพ้ถูกจับตัวได้  มีดังนี้
           ค อุศเรนเอนเอกเขนกขนอง  ตามทำนององอาจไม่ปรารถนา  เราก็รู้ว่าท่านเจ้ามารยา  ที่พามาหมายเชือดเอาเลือดเนื้อ  ไม่สมนึกศึกพลั้งลงครั้งนี้  จะกลับดีด้วยสัตรูอดสูเหลือ  เราก็ชายหมายมาดว่าชาติเชื้อ  ไม่เอื้อเฟื้อฝากตัวไม่กลัวตาย  จงห้ำหั่นบั่นเกล้าเราเสียเถิด  จะไปเกิดมาใหม่ดังใจหมาย  แกล้งจ้วงจาบหยาบช้าพูดท้าทาย  จะใคร่ตายเสียให้ลับอัปประมาณ

พระร่วง (บทอาขยาน)
           วรรณคดีไทยเรื่องพระร่วงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีบทอาขยานดังนี้
           ค ที่ท่านเชิญเราขึ้นทรงราชย์  เถลิงอาสน์สุโขทัยสโมสร  เราจะประสาสน์การนคร  ให้ประชานิกรสุขสราญ  ซึ่งท่านให้อิสริยยศ  เรามิอาจหาพจน์พอตอบท่าน  ขอแต่ให้เสนาพฤฒาจารย์  สมัครสมานสามัคคี  อย่าเห็นแก่ตัวมัวพะวง  ลุ่มหลงฤศยาไม่ควรที่  อย่าต่างคนต่างแก่งแย่งกันดี  อย่าให้ช่องไพรีที่มุ่งร้าย  แม้นเราฤศยากันและกัน  ไม่ช้าพลันก็จะพากันฉิบหาย  ระวังการยุยงส่งร้าย   นั่นแหละเครื่องทำลายสามัคคี  คณะใดศัตรูผู้ฉลาด  หมายมาดทำลายให้เร็วรี่  ก็ยุแยกให้แตกสามัคคี  เช่นกษัตริยลิจฉวีวงศ์โบราณ   พราหมณ์ผู้เดียวรับใช้ไปยุแหย่  สาระแนยุญาติให้แตกฉาน  จนเวลาศัตรูจู่มาราญ  มัวเกี่ยงกันเสียการเสียนคร  ฉะนั้นไซร้ชาวไทยจงร่วมรัก  จงร่วมรวมสมัครสโมสร  เอาไว้เผื่อเมื่อมีไพรีรอน  จะได้สู้ดัสกรด้วยเต็มแรง
           ไทยรวมกำลังตั้งมั่น  จะสามารถป้องกันขันแข็ง  ถึงแม้ว่าศัตรูผู้มีแรง  มายุทธแย้งก็จะปลาตไป  ขอแต่เพียงไทยเราอย่าผลาญญาติ  ร่วมชาติร่วมจิตเป็นข้อใหญ่  ไทยเราอย่ามุ่งร้ายทำลายไทย  จงพร้อมใจพร้อมกำลังระวังเมือง  ให้นานาภาษาเขานิยม  ชมเกียรติยศฟูเฟื่อง  ช่วยกันบำรุงความรุ่งเรือง  ให้ชื่อไทยกระเดื่องทั่วโลกา  ช่วยกันเต็มใจใฝ่ผดุง  บำรุงทั้งชาติศาสนา  ให้อยู่จนสิ้นดินฟ้า  วัฒนาเถิดไทยไชโย

เรื่องเวนิสวานิช (ความตอนต้น)
    อันโตนิโย

จริงหนอเป็นอย่างไรใจเหี่ยวแห้ง: เหมือนอ่อนแรง,  อีกเธอก็เหนี่อยอ่อน,
เหตุไฉนใจเหงาและเร่าร้อน, และอกอ่อนเพื่ออะไรก็ไม่รู้,
สาเหตุเพื่อสิ่งใดไม่รู้ได้ แต่แน่แท้เศร้าใจฉะนี้อยู่
ทำให้ฉันงงไปไม่พึงดู แทบมิรู้จักตัวว่าเป็นใคร

    สะละรีโน
จิตของเกลอเผลอไผลไปลดเลี้ยว ท่องเที่ยวอยู่ที่กลางทะเลใหญ่;
ในน่านน้ำเภตราสง่าใบ ของเกลอไซร้แล่นคว้างกลางสาคร.
เหมือผู้ดีหรือเศรษฐีมีสง่า โอ่อ่าฝ่าสินธุ์สโมสร
เป็นกระบวนนาวีศรีสุนทร อันงามงอนในมหาชลาลัย;
เมื่อยามผ่านเรืออื่นตั้งหมื่อแสน ก็งามแม้นหงส์ทองฟ่องน้ำใส
เรืออื่น ๆ ลำน้อย ๆ  ที่คล้อยไป พลางใช้ใบพลางเคารพอภิวันท์.

    สะลานิโย
จริงหนอแม้ฉันมีนาวีค้า เที่ยวแล่นท้องธาราอย่างเกลอขวัญ
อันดวงใจคงเป็นห่วงปวงทรัพย์นั้น คงใฝ่ฝันถึงเรือเหลืออาลัย.
คงหมั่นเด็ดใบหญ้ามาโปรยดู เพื่อให้รู้ลมพัดจัดทางไหน;
คงนั่งมองแผนที่อยู่ร่ำไป จนเจนใจท่าเรือและลู่ทาง.
ยามแลเห็นสิ่งใดที่สามารถ อาจบันดาลเป็นภัยให้กีดขวาง
คงทำให้ใจสั่นและพรั่นพลาง, คงนั่งครางอยู่ละเกลอ.

เรื่องเวนิสวานิช (บทอาขยาน)
           วรรณคดีเรื่องเวนิชวานิช  พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีบทอาขยานดังนี้
               อันว่าความกรุณาปรานี  จะมีใครบังคับก็หาไม่,  หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ  จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน:  เป็นสิ่งดีสองชั้น;  พลันปลื้มใจ  แห่งผู้ให้และผู้รับสมถวิล:  เป็นกำลังเลิศพลังอื่นทั้งสิ้น:  เจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระกรุณา,  ประดุจทรงวราภรณ์สุนทรสวัสดิ์  เรืองจรัสยิ่งมกุฎสุดสง่า;  พระแสงทรงดำรงซึ่งอาชญา  เหนือประชาพสกนิกร,  ประดับพระวรเดชวิเศษฤทธิ์  ที่สถิตอานุภาพสโมสร;  แต่การุณยธรรมสุนทร  งามงอนกว่าพระแสงอันแรงฤทธิ์;  เสถียรในหฤทัยพระราชา,  เป็นคุญของเทวาผู้มหิทธิ์;  และราชาเทียมเทพอมฤต  ยามบพิตรเผยแผ่พระกรุณา.  ฉะนั้นยิว, แม้อ้างยุติธรรม,  จงกำหนดจดจำไว้ด้วยว่า,  ในกระแสแห่งยุติธรรมา  ยากจะหาความเกษมเปรมใจ:  เราวอนขอเทวาให้ปรานี  แก่ตัวเราเองนี้ทุกวันไสร้;  อันคำวอนควรสอนและจูงใจ  ให้เราเองกรุณาปรานี.  ข้าได้กล่าวถ้อยคำเชิงร่ำวอน,  เพื่อขอผ่อนคำร้องของท่านที่  ขอแต่ยุติธรรม์ ณ วันนี้;  คิดจงดี, คิดบ้างทางกรุณา.  แต่ถ้าขืนยืนกราน, ศาลเวนิส  ธรรมสถิตคงจะพิพากษา  ให้พณิชนี้แพ้แน่เจียวนา;  จะมีความกรุณาหรือว่าไร?
Posted by add on 18 Jun. 2005,19:39
ไทยรวมกำลังตั้งมั่น  จะสามารถป้องกันขันแข็ง  
ถึงแม้ว่าศัตรูผู้มีแรง   มายุทธแย้งก็จะปลาตไป  
ขอแต่เพียงไทยเราอย่าผลาญญาติ  ร่วมชาติร่วมจิตเป็นข้อใหญ่  
ไทยเราอย่ามุ่งร้ายทำลายไทย  จงพร้อมใจพร้อมกำลังระวังเมือง  
ให้นานาภาษาเขานิยม  ชมเกียรติยศฟูเฟื่อง  
ช่วยกันบำรุงความรุ่งเรือง  ให้ชื่อไทยกระเดื่องทั่วโลกา  
ช่วยกันเต็มใจใฝ่ผดุง  บำรุงทั้งชาติศาสนา  
ให้อยู่จนสิ้นดินฟ้า  วัฒนาเถิดไทยไชโย


อันนี้เขาเอามาร้องเป็นเพลงปลุกใจ  ได้ยินกันบ่อยๆนะคะ  icon_donot.gif
Posted by อิศรา on 20 Jun. 2005,20:44
โคลงพระราชพงศาวดาร

           โคลงพระราชพงศาวดาร เดิมมีจำนวน ๒๗๖ บท มีภาพประกอบเรื่องพงศาวดาร ๙๒ แผ่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ช่างเขียนตามเรื่องในพระราชพงศาวดารทรงคัดเลือกเป็นตอน ๆ รูปขนาดใหญ่มีจำนวนโคลงประกอบรูปละ ๖ บท รูปขนาดกลาง และขนาดเล็กมีโคลงประกอบ รูปละ ๔ บท ทรงพระราชนิพนธ์บ้าง โปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการซึ่งสันทัดบทกลอนแต่ถวายบ้าง ได้สร้างสำเร็จและได้โปรดให้นำไปประดับพระเมรุท้องสนามหลวง ให้ประชาชนชม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ทั้งยังได้พิมพ์บทโคลงเป็นเล่ม พระราชทานเป็นของแจกในงานพระเมรุคราวนั้นด้วย ครั้นเสร็จงานพระเมรุแล้ว จึงโปรดให้แบ่งรูปภาพและเรื่องพระราชพงศาวดาร ไปประดับไว้ ณ พระที่นั่งอัมพรวินิจฉัยบ้าง ส่งไปประดับพระที่นั่งวโรภาสพิมาน ณ พระราชวังบางปะอินบ้าง

แผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดี ที่ ๑
สร้างกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. ๑๘๙๓)





    แถลงปางพระเจ้าอู่             ทองปรา รภเฮย
จักประดิษฐนครา ใหม่ยั้ง
ชีพ่อหมู่พฤฒา จารย์จัด การแฮ
กลบบัตรสุมเพลิงตั้ง สวดพร้องพุทธมนต์
    ชนงานขุดภาคพื้น ภูมิมณ ฑลเฮย
สบพระสังข์เศวตกล กษิรแผ้ว
เป็นทักษิณวรรตดล แสดงศุภ อรรถเอย
เสร็จกิจพิธีแล้ว สืบสร้างการผอง
    หนองโสนแนะถิ่นด้าว  เดิมมี ชื่อนา
ขนานเปลี่ยนนามธานี เทพไท้
ทวาราวดีศรี อยุธยา เฮย
กรุงกษัตริย์สถิตได้ สี่ร้อยปีปลาย
    บรรยายพระยศไท้ ธเรศตรี ศวรเฮย
เฉลิมนิเวศน์ธานี ภิเษกซ้ำ
รามาธิบดี นามเพิ่ม พระแฮ
ปฐมกษัตริย์ขัตติยเลิศล้ำ ผ่านหล้าแหล่งสยาม
(พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ )

           สมเด็จพระเจ้าอู่ทองโปรดให้สร้างพระนครใหม่ขึ้น ณ ตำบลหนองโสน (ปัจจุบันเรียกว่าบึงพระราม) ครั้น ณ วัน ศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๕ ปีขาล โทศก จุลศักราช ๗๑๒ ชีพ่อพราหมณ์จึงให้ฤกษ์ตั้งพิธีกลบบัตรสุมเพลิง คนงานขุดได้สังข์ทักษิณาวรรตขอนหนึ่ง ใต้ต้นหมันในบริเวณพิธีนั้น ครั้นแล้วจึงสร้างพระที่นั่ง และสถาปนาพระนครนั้นขึ้นเป็นราชธานีขนานนามว่าพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าอู่ทองเสด็จเข้ามาเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัวกรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์
           พระเจ้าอู่ทองคือ เจ้าเมืองอู่ทอง เป็นบุตรเขยพระเจ้าอู่ทองคนเก่า เมืองอู่ทองอยู่ริมแม่น้ำจรเข้สามพัน ในระหว่างเมืองสุพรรณบุรีกับเมืองกาญจนบุรี เมืองอู่ทองอยู่ในแคว้นสุวรรณภูมิ เดิมเป็นเมืองพระยามหานครขึ้นอาณาจักรสุโขทัย และสมัยก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยานั้น ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีอาณาจักรใหญ่ตั้งอยู่ ตั้งเป็นอิสระอยู่สองอาณาจักรคือ อาณาจักรสุโขทัย ตั้งเมืองสุโขทัยเป็นราชธานี และอาณาจักรลานนาไทย ตั้งเมืองใหม่เป็นราชธานี เมืองอู่ทองสมัยที่เป็นเมืองขึ้นอาณาจักรสุโขทัยนั้น ใครเป็นเจ้าครองเมืองก็เรียกว่า พระเจ้าอู่ทอง ต่อมากรุงสุโขทัยเสื่อมอำนาจลงในแผ่นดิน พระเจ้าฤไทยชัยเชษฐ์ พวกประเทศราชต่างคิดตั้งตัวเป็นอิสระ ฝ่ายพระเจ้าอู่ทองเห็นว่ามีกำลังเข้มแข็งพอก็คิดตั้งแข็งเมืองบ้าง ครั้นเมืองอู่ทองประสบเหตุ คือลำน้ำจรเข้สามพันตื้นเขิน เพราะสายน้ำเปลี่ยนทางเดิน ต้องกันดารน้ำเข้าทุกปี เป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บจนถึงเป็นโรคระบาด จึงต้องย้ายนครลงมาตั้งอยู่ที่เมืองอโยธยา ที่ตำบลเวียงเหล็กก่อน (ตรงวัดพุทไธศวรรย์ปัจจุบัน) อยู่ที่นั่นได้สามปี เมื่อเห็นถึงเวลาจะประกาศเป็นอิสระภาพอย่างเปิดเผยได้แล้ว จึงสร้างราชธานี และราชวังขึ้นใหม่ที่ตำบลหนองโสน และทำพิธีราชาภิเษกเป็น สมเด็จพระรามาธิบดีประกาศอิสระภาพโดยสมบูรณ์ เมื่อปีขาล จุลศักราช ๗๑๒ (พ.ศ. ๑๘๙๓) และเพราะพระเจ้าอู่ทองมีหลายองค์ องค์ที่สร้างพระนครศรีอยุธยา และประกาศอิสระภาพนี้ จึงกันว่าพระเจ้าอู่ทองรามาธิบดี
           ชื่อราชธานีใหม่ที่ว่า ทวาราวดีศรีอยุธยานั้น คำว่าทวาราวดีเป็นชื่อเมืองของพระกฤษณะ ดังปรากฏในเรื่องอนิรุทธ์คำฉันท์ เนื่องจากราชธานีใหม่นี้ตั้งอยู่บนเกาะในแม่น้ำมีน้ำล้อมรอบ ลักษณะคล้ายเมืองทวาราวดีโบราณของพระกฤษณะ ชื่อหลังว่า อยุธยา คือชื่อเมืองอโยธยาที่มาพักอยู่ชั่วคราวนั้น และตรงกับชื่อเมืองของพระรามในเรื่องรามเกียรติ์ เป็นมงคลนามที่แปลว่าไม่มีใครรบได้ คำกลางศรีเป็นคำยกย่องซึ่งนิยมใช้นำหน้าชื่อ
Posted by อิศรา on 20 Jun. 2005,20:45
แผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์
พระสุริโยทัยขาดคอช้าง (พ.ศ. ๒๐๙๑)



   บุเรงนองนามราชเจ้า       จอมรา มัญเฮย
ยกพยุหแสนยา ยิ่งแกล้ว
มอญม่านประมวลมา สามสิบ หมื่นแฮ
ถึงอยุธเยศแล้ว หยุดใกล้นครา
   พระมหาจักรพรรดิ์เผ้า ภูวดล สยามเฮย
วางค่ายรายรี้พล เพียบหล้า
ดำริจักใคร่ยล แรงศึก
ยกนิกรทัพกล้า ออกตั้งกลางสมร
   บังอรอัคเรศผู้ พิสมัย ท่านนา
นามพระสุริโยทัย ออกอ้าง
ทรงเครื่องยุทธพิชัย เช่นอุป ราชแฮ
เถลิงคชาธารคว้าง ควบเข้าขบวนไคล
   พลไกรกองหน้าเร้า โรมรัน กันเฮย
ช้างพระเจ้าแปรประจัญ คชไท้
สารทรงซวดเซผัน หลังแล่น เตลิดแฮ
ตะเลงขับคชไล่ใกล้ หวิดท้ายคชาธาร
   นงคราญองค์เอกแก้ว กษัตรี
มานมนัสกัตเวที ยิ่งล้ำ
เกรงพระราชสามี มลายพระ ชนม์เฮย
ขับคเชนทร์เข่นค้ำ สะอึกสู้ดัสกร
   ขุนมอญร่อนง้าวฟาด ฉาดฉะ
ขาดแล่งตราบอุระ หรุบดิ้น
โอรสรีบกันพระ ศพสู่ นครแฮ
ศูนย์ชีพไป่ศูนย์สิ้น พจน์ผู้สร้างเสริญ
(พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ )

      พระเจ้าหงสาวดีทรงทราบข่าวว่า กรุงศรีอยุธยาเกิดแย่งชิงราชสมบัติกัน ก็เข้าพระทัยว่าเกิดจลาจล ทรงเห็นเป็นโอกาสที่จะแผ่ราชอาณาจักร จึงเสด็จกรีธาทัพหลวงเข้ามาประเทศไทย หมายจะตีเอากรุงศรีอยุธยาให้ได้
      เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ทรงทราบว่ากองทัพข้าศึกยกเข้ามาใกล้จะถึงกรุง จึงเสด็จยกกองทัพหลวงออกไป หวังจะดูกำลังข้าศึก ฝ่ายสมเด็จพระสุริโยทัยพระอัครมเหสีทรงเครื่องเป็นชายอย่างพระมหาอุปราช ทรงพระคชาธารตามเสด็จพร้อมด้วยพระราเมศวร และพระมหินทร ราชโอรสทั้งสองพระองค์ กองทัพสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ยกออกไปปะทะกองทัพพระเจ้าแปร ซึ่งเป็นทัพหน้าของพระเจ้าหงสาวดี ไพร่พลทั้งสองฝ่ายก็เข้ารบพุ่งกัน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์กับพระเจ้าแปรต่างทรงไสช้างเข้าชนกัน ช้างทรงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์เสียที แล่นหนีช้างข้าศึกเอาไว้ไม่อยู่ พระเจ้าแปรก็ขับช้างไล่ตาม สมเด็จพระสุริโยทัยเกรงพระราชสามีจะเป็นอันตราย จึงขับช้างออกรับช้างข้าศึกไว้ พระเจ้าแปรได้ทีจึงจ้วงฟันสมเด็จพระสุริโยทัยสิ้นพระชนม์ซบอยู่กับคอช้าง พระราเมศวรกับ พระมหิทรถลันจะเข้าแก้แต่ไม่ทันท่วงที จึงได้แต่กันเอาพระศพกลับเข้าพระนคร
Posted by อิศรา on 20 Jun. 2005,20:45
แผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์
ช้างชนะงาของไทยไม่ยอมอยู่กับพม่า (พ.ศ. ๒๐๙๑)



    ปางมอญมวลม่านกลุ้ม             รุมตี
กรุงทวาราวดี รบเร้า
ทัพไทยบ่ได้มี ชัย ณ สนามเฮย
จำล่าทัพกลับเข้า มั่นไว้ในนคร
    พลมอญอ่อนสิ้นสะ เบียงอา หารนา
ถอยจากศรีอยุธยา ยาตรเต้า
ทางเหนือเพื่อจักหา โภชน์ภักษ์
ราเมศวรมหินทรเจ้า จู่จ้วงโจมตี
    เสียทีศึกจับได้ ทั้งสอง องค์เอย
ปิ่นตะเลงปรองดอง เปลี่ยนช้าง
มลคลทวีปของ จอมจักร พรรดิ์พ่อ
อีกหนึ่งพลายศรีอ้าง ชื่อท้ายมงคล
    บัดดลสองช้างแปลก เสียงหมอ ควาญเอย
อาละวาดฤาหวั่นขอ เข่นสู้
เหลือมือตะเลงรอ ราส่ง คืนแฮ
ดูแต่ช้างยังรู้ รักด้าวแดนตน
(สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ)

           พระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้ทรงเห็นว่า จะตีเอากรุงศรีอยุธยาในครั้งนี้มิได้แน่แล้ว ทั้งเสบียงอาหารสำหรับกองทัพก็ร่อยหรอลงทุกที จึงให้ถอยทัพไปทางเหนือ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ตรัสให้พระราเมศวรกับพระมหินทร์ คุมทัพตามตีข้าศึกที่ถอยไป พระเจ้าลูกเธอทั้งสองไม่รู้เท่าทันอุบายของบุเรงนองแม่ทัพพม่า ซึ่งได้ซุ่มทัพไว้ได้รบไล่ข้าศึกถลันเข้าไปในที่ซุ่มถูกข้าศึกล้อมจับเอาไปได้  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์จึงจำต้องหย่าทัพ และถวายช้างพลายศรีมงคล พลายมงคลทวีป แก่พระเจ้าหงสาวดี เพื่อแลกเอาพระรามเมศวรกับพระมหินทร์กลับคืนมา เมื่อกรมช้างนำช้างทั้งสองขึ้นไปถวายพระเจ้าหงสาวดี ณ เมืองชัยนาท พลายศรีมงคล พลายมงคลทวีป เห็นหมอควาญผิดเสียงก็อาละวาด ไล่แทงช้างแทงคนวุ่นวาย พระเจ้าหงสาวดีเห็นเหลือมือมอญพม่าที่จะเลี้ยงไว้ได้ จึงรับสั่งให้กรมช้างส่งกลับคืนมายังกรุงศรีอยุธยา
Posted by อิศรา on 20 Jun. 2005,20:46
แผ่นดินพระมหินทราธิราช ครั้งที่ ๒
พระมหาธรรมราชาอาสาเจรจาความเมือง (พ.ศ. ๒๑๑๒)



    ปัจามิตรร้อยหมื่นห้อม             ปราการ
แปดมาสมุ่งหักหาญ ห่อนได้
ในกรุงเกิดกันดาร เสบียงบอบ บางแฮ
แจ้งเหตุรามัญให้ สื่อถ้อยกลความ
    แม้นสยามยอมออกเฝ้า ขุนทัพ
จักเลิกพลคืนกลับ สู่ด้าว
ไทยเกรงตะเลงจับ เททอด ครัวแฮ
มอญทราบสั่งพลห้าว หักปล้นนครา
    พระมหาธรรมราชเจ้า ขันอา สาเฮย
จักสู่เมืองเจรจา จุ่งแผ้ว
ตะเลงราชอนุญาตมา โดยราช ยานแฮ
สู่ค่ายตรงเกาะแก้ว เกริ่นแจ้งใจความ
    ชาวสยามยลพักตร์ผู้ เผด็จชาติ ตนเฮย
ต่าง ๆ ต่างวางสินาด เกลื่อนกลุ้ม
ธรรมราชโดดจากราช ยานแล่น ถลาแฮ
อินทรเดชแบกอุ้ม ออกพ้นปืนประหาร
(พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ )

           พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ยกกองทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ถึงแปดเดือนก็ยังหักเอามิได้ ก็เริ่มมีความวิตกกลัวเกรงจะถึงฤดูฝน จึงคิดจะตีกรุงศรีอยุธยาให้ได้เสียโดยเร็ว พระมหาธรรมราชารับอาสามีหนังสือลับไปถึงพระวิสุทธิ์กษัตรีพระชายาของพระองค์ (ซึ่งพระมหาจักรพรรดิ์พระราชบิดาขึ้นไปรับเอาลงมาจากพิษณุโลก เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๑๒) เพื่อเกลี้ยกล่อมสมเด็จพระมหินทร์ว่า ถ้าส่งตัวพระยารามผู้บัญชาการรักษาพระนครออกไปให้พระเจ้าบุเรงนอง ก็จะยอมเป็นไมตรีด้วย ครั้นพระเจ้าบุเรงนองได้ตัวพระยารามสมความประสงค์ตามอุบายของพระมหาธรรมราชาแล้ว ก็หายอมรับเป็นไมตรีกับไทยไม่ กลับเรียกร้องให้ไทยยอมแพ้เป็นเชลยอย่างราบคาบ จึงจะเลิกทัพกลับไป ฝ่ายไทยเมื่อรู้แน่ว่าพระเจ้าบุเรงนองมุ่งหมายจะกวาดต้อนคนไทยไปเป็นเชลย และทรัพย์สมบัติจะถูกริบหมดสิ้น จึงบังเกิดความปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตั้งหน้าต่อสู้ข้าศึกด้วยความเข้มแข็ง พม่ายกเข้าตีพระนครหลายครั้งถูกตีถอยกลับไปทุกครั้ง จนถึงแปดเดือนก็ยังเอาชนะไม่ได้ พระมหาธรรมราชาหวังจะหาความชอบ จึงคิดจะเกลี้ยกล่อมพระมหินทราธิราช และขุนนางทั้งปวงยอมแพ้โดยดี และพระมหาธรรมราชาก็ทรงพระเสลี่ยงมายืน อยู่ตรงหน้าค่ายบึงเกาะแก้วร้องบอกพระมหาเทพ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาค่ายด้านนั้นว่า จะเข้าไประงับการแผ่นดิน พระมหาเทพมิไว้ใจยิงปืนกระสุนกราดออกไป พระมหาธรรมราชาต้องลงจากพระเสลี่ยง และขุนอินทรเดชะก็เข้าแบกพระองค์วิ่งกลับไปเฝ้าพระเจ้าหงสาวดี
Posted by อิศรา on 20 Jun. 2005,20:47
แผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
สมเด็จพระนเรศวรตามจับพระยาจีนจันตุ (พ.ศ. ๒๑๑๙)



    พระยาจันจันตุข้า             ขอบขุน
มาสู่กรุงมุ่งบุญ ปกเผ้า
ปิ่นภพกอบการุญ รับปลูก เลี้ยงแฮ
ยกโทษโปรดเกศเกล้า ห่อนพ้องจองภัย
    กลับใจจักสู่เจ้า ปฐพี ตน แฮ
สืบทราบการธานี ใหญ่น้อย
หวังสบายถ่ายทอดมี มาแต่ หลังนา
สู่สะเภาค่ำคล้อย ลอบโล้ครรไล
    พระดนัยนเรศวร์แจ้ง  เหตุรหัส
ทรงพระชลยานรัด รีบร้น
พร้อมเรือนิกรถนัด ขนาบไล่ สะเภาแฮ
ทรงพระแสงปืนต้น ลั่นต้องจีนตาย
    ตัวนายกัมพุชจ้อง วางปืน นานา
ต้องพระแสงทรงราง ลั่นร้าว
รบพลางรีบหนีพลาง เรือตก ลึกเฮย
จบเกิดกางใบด้าว ล่องลี้หายลำ
(พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ )

           ในปี พ.ศ. ๒๑๑๙ พระยาละแวกให้พระยาอุเทศราช และพระยาจีนจันตุ ขุนนางจีนเมืองเขมร ยกทัพเรือมาตีเมืองเพชรบุรี ครั้นชิงเอาเมืองมิได้แล้ว พระยาจีนจันตุกลัวว่าพระยาละแวกจะลงโทษ จึงอพยพครอบครัวหนีเข้ามายังพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชก็ทรงชุบเลี้ยงไว้ ครั้นอยู่มาเมื่อพระยาจีนจันตุได้ทราบข่าวว่าพระยาละแวกไม่เอาโทษ และตนเองสืบทราบเหตุการณ์ในพระนครแล้ว ก็กลับเอาใจออกห่าง ลอบแต่งสำเภาพาครอบครัวหนีล่องลงไป สมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จยกกองเรือตามไปทันที่ปากน้ำ เข้ารบกันเป็นสามารถ สมเด็จพระนเรศวรทรงเรือพระที่นั่งเข้าไปชิดสำเภา และทรงปืนนกสับมาต้องรางปืนที่สมเด็จพระนเรศวรทรงอยู่นั้นแตก พอเรือสำเภาได้ลมก็แล่นออกทะเลหนีพ้นปากน้ำ
Posted by อิศรา on 20 Jun. 2005,20:48
แผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
สมเด็จพระนเรศวรปีนค่ายพม่า (พ.ศ. ๒๑๒๙)





    บิ่นมอญมาตั้งค่าย             บางปะหัน
พระนเรศวร์นำพลขันธ์ ทัพม้า
สามกองนับรวมกัน ร้อยยี่ สิบแฮ
เศษอีกหกหาญกล้า ตามคล้องควายทวน
    สวนฟันมอญแตกเข้า  ค่ายแฝง ตนนา
พระเสด็จโดยกำแหง เหิ่มกล้า
ปีนค่ายข้าศึกแทง ถูกท่าน ตกแฮ
กลับป่ายใหม่ใช่ช้า เช่นนั้นหลายคราว
    หนาวจิตอมิตรร้อง เอออะไร นเรศวร์ฤา
องอาจปลอมไพร่ใน เศิกสู้
พิมเสนแลกเกลือไกล กับนัก นาพ่อ
ชะรอยมิตรห่อนรู้ เร่งให้จับเป็น
    ควรเห็นพิริยห้าว หนณรงค์ ท่านเฮย
สยามหย่อนอิสริย์ลง ราบแล้ว
เอกราชกลับคืนคง โดยเดช พระแล
ซ้ำขาดอริแผ้ว นับร้อยปีปลาย
(สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยา ภานุพันธุวงศ์วรเดช)

           ในปี พ.ศ. ๒๑๒๙ พระเจ้าหงสาวดี นันทบุเรง เสด็จยกทัพเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยา แล้วตั้งค่ายหลวงอยู่ตำบลบางปะหัน คืนวันหนึ่ง สมเด็จพระนเรศวรนำทหารทวนสามกองเข้าปล้นค่ายทัพหน้าข้าศึก ไล่แทงฟันไปถึงค่ายหลวงพระเจ้าหงสาวดี สมเด็จพระนเรศวรทรงคาบพระแสงดาบ นำทหารขึ้นปีนค่ายถูกข้าศึกเอาอาวุธแทงพลัดตกลงมาหลายครั้งก็ขึ้นไม่ได้ ครั้นทรงเห็นข้าศึกกรูกันมามากนักจึงเสด็จกลับเข้าพระนคร เมื่อพระเจ้าหงสาวดีทรงทราบจึงตรัสว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงออกทำการรบอย่างพลทหารดังนี้ เหมือนหนึ่งเอาพิมเสนมาแลกเกลือ ทำศึกอาจหาญนัก แล้วมีรับสั่งกำชับทหารมอญพม่าว่า ถ้าสมเด็จพระนเรศวรออกรบอีกให้คิดอ่านจับเป็นให้จงได้ แต่ก็ไม่สมประสงค์ พระเจ้าหงสาวดีตั้งล้อมกรุงอยู่นานก็ตีไม่ได้ และเมื่อเห็นไพร่พลป่วยเจ็บล้มตายร่อยหรอลงทุกทีก็ท้อพระทัย จึงโปรดให้เลิกทัพกลับไป
           พระแสงดาบซึ่งสมเด็จพระนเรศวรทรงวันนั้นปรากฏนามว่า พระแสงดาบคาบค่าย มาจนบัดนี้
Posted by อิศรา on 20 Jun. 2005,20:49
แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือ
พันท้ายนรสิงห์ถวายชีวิต (พ.ศ. ๒๒๔๙)



    สรรเพชรที่แปดเจ้า             อยุธยา
เสด็จประพาสชมปลา ปากน้ำ
ล่องเรือเอกชัยมา ถึงโคก ขามพ่อ
คลองคด โขน เรือค้ำ ขัดไม้หักสลาย
    พันท้ายตกประหม่าสิ้น  สติคิด
โดดจากเรือทูลอุทิศ โทษร้อง
พันท้ายนรสิงห์ผิด บทฆ่า เสียเทอญ
หัวกับโขนเรือต้อง คู่เส้นทำศาล
    ภูบาลบำเหน็จให้ โทษถนอม ใจนอ
พันไม่ย่อมอยู่ยอม มอดม้วย
พระเปลี่ยนโทษปลอม ฟันรูป แทนพ่อ
พันกราบทูลทัดด้วย ท่านทิ้งประเพณี
    ภูมีปลอบกลับตั้ง ขอบรร สัยพ่อ
จำสั่งเพชรฆาตฟัน ฟาดเกล้า
โขนเรือกับหัวฟัน เซ่นที่ ศาลแล
ศาลสืบกฤติคุณเค้า คติไว้ในสยาม
(สมเด็จกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์)

           ในปี พ.ศ. ๒๒๔๙ สมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จประทับเรือพระที่นั่งเอกชัยไปประพาสทรงเบ็ด ณ ปากน้ำเมืองสมุทรสาคร ครั้นเรือพระที่นั่งไปถึงคลองโคกขามซึ่งคดเคี้ยว พันท้ายนรสิงห์ เจ้าพนักงานถือท้ายเรือพระที่นั่งคิดแก้ไขมิทัน โขนเรือพระที่นั่งกระทบเข้ากับกิ่งไม้ใหญ่ก็หักตกลงน้ำ พันท้ายนรสิงห์เห็นดังนั้นก็ตกใจโดดจากเรือขึ้นบนฝั่ง ร้องกราบทูลให้ตัดศีรษะของตนตามกฎหมาย และขอพระกรุณาโปรดให้ทำศาลเพียงตาขึ้น ณ ที่นั้น เอาศีรษะกับโขนเรือพระที่นั่งที่หักลงบวงสรวงไว้ด้วยกัน สมเด็จพระเจ้าเสือทรงพระกรุณาอภัยโทษ พันท้ายนรสิงห์ไม่ยอมรับพระกรุณาเป็นอย่างอื่น กลับว่าให้ตัดศีรษะตนเอง จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้ฝีพายปั้นดินเป็นรูปแทนตัวพันท้ายนรสิงห์ขึ้น และให้ตัดรูปหัวดินนั้นเสีย แล้วรับสั่งเรียกพันท้ายนรสิงห์ให้กลับลงเรือ พันท้ายนรสิงห์ก็คงยืนกรานกราบทูลให้ตัดศีรษะตน สมเด็จพระเจ้าเสือตรัสวิงวอนเป็นหลายครั้ง พันท้ายนรสิงห์มิยอมอยู่ จึงทรงทำตามกฎหมาย ดำรัสสั่งให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ แล้วให้ทำศาลขึ้นสูงเพียงตา และให้เอาศีรษะพันท้ายนรสิงห์กับโขนเรือพระที่นั่งที่หักขึ้นพลีกรรมไว้ด้วยกัน
Posted by อิศรา on 20 Jun. 2005,20:50
แผ่นดินสมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์
พระยาวชิรปราการกับทหาร ๕ ม้า รบพม่า ๕๐ ม้า (พ.ศ. ๒๓๐๙)





    ปางสมัยปวงม่านปล้น             อยุธยา
เห็นพินาศนัครา ห่อนแคล้ว
พระยาวชิรปรา การกาจ หาญแฮ
คุมพวกพื้นกลั่นแกล้ว คิดพร้อมใจกัน
    ฟันฝ่าข้าศึกห้อม แตกฉาน
รบรับรายทางราน รอดได้
พักแรม ณ บ้านพราน นกนอก กรุงนา
ปล่อยพรรคพลหาญให้ ลาดค้นธัญญา
    มาปะปรปักษ์ต้อน ตามติด
ตนหนึ่งกับทหารสนิท นับห้า
ขับแสะเสริดประชิด ชะล่าไล่ ทะลวงแฮ
หมู่ม่านสามสิบม้า หมดห้าวเฮหนี
    กรุงศรีอยุธยายศแพ้ ไพรี
มาก บ มีสามัคคี คิดสู้
เพียงห้าแต่หากมี ใจร่วม หาญแฮ
อาจชนะแก้กู้ ก่อตั้งกรุงธน
(พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ )

           เมื่อพม่ายกกองทัพตีหัวเมืองรายทางเรื่อยเข้ามาจนได้ ล้อมกรุงศรีอยุธยาแล้วนั้น พระยาวชิรปราการเห็นว่าจะอยู่รักษากรุงไว้ไม่รอด จึงรวบรวมไพร่พลยกตีฝ่าพม่าไปทางทิศตะวันออก แล้วไปตั้งพักแรมอยู่ที่บ้านพรานนก ให้พวกทหารออกหาเสบียงอาหาร พบกองทัพพม่าจำนวนพลขี่ม้าราวสามสิบม้า พลเดินเท้าประมาณสองพันยกตามมา พระยาวชิรปราการจึงให้ทหารเดินเท้าขยายแถวปีกกา เข้าตีโอบพวกพม่าทั้งสองข้าง ส่วนพระยาวชิรปราการ และทหารอีกสี่คนก็ขึ้นม้าตรงเข้าไล่ฟันพม่าที่ขี่ม้ามาข้างหน้า พม่าไม่ทันรู้ตัวก็ถอยหนีกลับไปปะทะพวกเดินเท้าพากันแตกพ่ายไป
           (พระยาวชิรปราการนี้ คือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อพม่ามาล้อมกรุงศรีอยุธยายังเป็นพระยาตาก และได้ถูกเกณฑ์ลงมาช่วยรักษาพระนคร ทำการรบพุ่งเข้มแข็งมีความชอบได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าเมืองกำแพงเพชร ซึ่งโดยตำแหน่งมีฐานันดรเป็นพระยาวชิรปราการ)
           (บ้านพรานนก เป็นหมู่บ้านในจังหวัดปราจีนบุรี อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของบ้านโพสาวหาร ประมาณสี่กิโลเมตร บัดนี้เรียกว่าบ้านพานนกบ้าง สะพานนกบ้าง)
Posted by อิศรา on 20 Jun. 2005,20:51
แผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี
เสด็จตีเมืองพุทไธมาศ (พ.ศ. ๒๓๑๔)



    พระมหานายกเจ้า             กรุงธน บุเรศเฮย
เทียบทัพบกเรือพล ไพร่พร้อม
กำหนดเที่ยงคืนดล ราชฤกษ์ ณรงค์แฮ
รุดเร่งนิกรล้อม ตรัสให้อุบายรอน
    กรมอาจารย์ป่ายปล้น  ปีนกำ แพงเฮย
พลไพร่จีนอนัม ต่อต้าน
ซัดสาดสินาดชำ นาญถนัด นักนา
หนุนบ่ได้นายด้าน ต่างตั้งตอบยิง
    บันดาลพระเดชให้ ไทยคิด
ว่าทัพหลวงหนุนประชิด ช่วยแล้ว
ต่างฮึกต่างเหิมจิต โจมจู่ ผจญนา
หนุนเนื่องกันกลั่นแกล้ว เกริกก้องกลางรณ
    พลพุทไธมาศสู้ เศิกสยาม
ไทยบ่เบื่อสงคราม รุกเร้า
บันไดพะองตาม กันพาด เวียงแฮ
พอรุ่งเร่งปีนเข้า บุรได้ญวนหนี
(พระยาราชสัมภารากร เลื่อน)

           สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จยกทัพจากกรุงธนบุรี ไปยังเมืองพุทไธมาศ (เมืองบันทายมาศ) เพื่อเกลี่ยกล่อมพระยาราชาเศรษฐี พระยาราชาเศรษฐีไม่ยอมสวามิภักดิ์ กลับแต่งเมืองป้องกันอย่างแข็งแรง สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงดำรัสสั่งให้ยกเข้าตั้งค่ายล้อมเมือง และดำรัสสั่งกรมอาจารย์ให้จัดสรรคนที่มีวิชาดีแกล้วกล้า เข้าปล้นเอาเมืองในเวลากลางคืน แล้วพระราชทานฤกษ์และอุบายให้ ครั้นถึงเวลา พวกกรมอาจารย์นำไพร่พลขึ้นปีนกำแพงจะปล้นเมือง พระยาราชาเศรษฐีเกณฑ์ทหารรักษาเมืองไว้เป็นสามารถ พวกจีนญวนชาวเมือง ยิงปืนสู้รบอยู่อย่างเข้มแข็ง ไพร่พลกองทัพสมเด็จพระเจ้าตากสินก็อิดโรย บรรดานายทัพนายกอง และไพร่พลทั้งปวงที่ตั้งค่ายล้อมอยู่นั้นจะบุกรุกเข้าไปช่วยก็ไม่ได้ แต่หากด้วยเดชะพระบารมี ไพร่พลทั้งปวงสำคัญว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จยกพลหนุนเข้าไป ก็มีน้ำใจองอาจกล้าหาญมากขึ้น ตีหนุนเนื่องเข้าไปทั้งทัพบกทัพเรือ พวกญวนจีนซึ่งรักษาหน้าที่ต้านทานมิได้ก็แตกพ่ายหนีไป พอรุ่งเช้าก็เข้าเมืองได้พร้อมกัน แต่พระยาราชาเศรษฐี หนีไปเมืองพนมเปญได้
Posted by อิศรา on 20 Jun. 2005,20:52
แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ยิงปืนลูกไม้พังค่ายพม่า (พ.ศ. ๒๓๒๘)





    พระมหาอุปราชอ้าง             ออกนาม
สุรสีห์คนขาม ทั่วหน้า
ยกพยุหสงคราม ไปต่อ ยุทธ์นา
เพื่อพม่ายกพลกล้า ล่วงเข้ากาญจนบุรี
    โยธีสองฝ่ายเฝ้า ราญรอน
พม่าสาดอัคนีศร ไปยั้ง
กรมพระราชวังบวร ให้ลาก
ปืนลูกไม้มาตั้ง สั่งให้ทหารมา
    จังกาปืนลูกไม้ เล็งเหมาะ
ดินกระสุนยัดเผลาะ เสือกแส้
เหล็กจับชนวน เจาะ ดินกรอก ชนวนเฮย
มือจับชุดแกว่งแต้ จุดเปรี้ยงเสียงดัง
    ค่ายพังถูกพม่าล้ม ตายกลาด
พวกพม่าฤาอาจ ออกสู้
ซ้ำพอสบเสบียงขาด การศึก ถอยนา
สุดฤทธิ์สุดแรงรู้ เข็ดคร้ามขามไทย
(กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม)  

           ในปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘ พระเจ้าปะดุง เจ้ากรุงอังวะเสด็จกรีฑาทัพใหญ่ยกเข้ามาหลายทาง หมายจะตีประเทศไทยให้จงได้ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลมหาราช ทรงทราบ ก็โปรดให้จัดกองทัพเป็นสี่ทัพแยกย้ายกันไปรบข้าศึก ให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทยกไปตั้งรับทางทุ่งลาดหญ้า แขวงเมืองกาญจนบุรี คอยต่อสู้กองทัพพระเจ้าปะดุงที่จะยกมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ พอพม่าตั้งค่ายลงที่เชิงเขาบรรทัด กรมพระราชวังบวรก็ให้ตีค่าย พม่าตั้งสู้รบแข็งแรงติดพันอยู่ และปลูกหอรบ เอาปืนใหญ่ขึ้นยิงค่ายไทย กรมพระราชวังบวรจึงโปรดให้เอาปืนใหญ่ และปืนยิงด้วยลูกไม้ที่เคยใช้ยิงพม่า ได้ผลดีเมื่อคราวอะแซหวุ่นกี้ตีพิษณุโลกนั้น มาตั้งราย  ยิงค่ายหอรบพม่าหักพังลง ผู้คนล้มตายจนพม่าไม่กล้าออกตีค่ายไทย กรมพระราชวังบวร ฯ แต่งทหารออกตีปล้นเสบียง พวกพม่าขาดแคลนอาหารอดอยาก อิดโรย ไทยก็ตีได้ค่ายพม่าทุกด่าน ฆ่าฟันพม่าล้มตายเป็นอันมาก พม่าก็เลิกทัพกลับไป
Posted by อิศรา on 20 Jun. 2005,20:54
แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ท้าวเทพสตรีรักษาเมืองถลาง (พ.ศ. ๒๓๒๘)





    ยี่หวุ่นแม่ทัพข้าง             พุกาม
คุมทัพเรือรอนสยาม ฝ่ายใต้
ตะกั่วทุ่งก็แตกตาม ตะกั่วป่า เล่านา
เข้าประชิดติดใกล้ รอบล้อมเมืองถลาง
    บุรินทร์สิ้นชีพแล้ว  ไป่ทัน แทนนอ
ยังขนิษฐ์หนึ่งอีกภรร เยศผู้
ไป่คิดแก่ชีวัน ตรายเยี่ยง หญิงแฮ
คุมไพร่ชายหญิงสู้ เกี่ยงแก้กันนคร
    รักษาเมืองอยู่ได้ เดือนปลาย
สุดคิดพม่าหมาย รบเร้า
ขัดสนเสบียงวาย จำเลิก ทัพแฮ
กลางรอดจากมือข้า ศึกด้วยสองหญิง
    หลายบุรีบุเรศทั้ง กรมการ มีนอ
บ่ อาจจะรับราญ ศึกได้
กลางมีแต่หญิงหาญ หากรัก เมืองนา
สู้ศึกกันเมืองไว้ ชอบชี้ควรชม

           ในปี พ.ศ. ๒๓๒๘ พระเจ้าปะดุงเสด็จกรีฑาทัพใหญ่ยกเข้ามาหลายทาง ทางใต้ให้ยี่หวุ่นเป็นนายทัพ ยกกองเรือมาตีได้เมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง แล้วก็เลยไปถึงเมืองถลาง ยกรี่พลขึ้นตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ เวลานั้น พระยาถลางถึงแก่กรรมเสียก่อนแล้ว ตำแหน่งเจ้าเมืองว่างอยู่ คุณหญิงจันทร์ภรรยาเจ้าเมืองถลางที่ถึงแก่กรรม และนางมุกด์น้องสาว จึงคิดอ่านกับกรรมการทั้งปวง เกณฑ์ไพร่พลป้องกันรักษาเมืองเป็นสามารถ หญิงทั้งสองนั้นองอาจกล้าหาญมิได้ย่อท้อต่อข้าศึก กรรมการและเจ้าเมืองถลางทั้งชายและหญิง ก็มีใจรบพุ่งต่อสู้ข้าศึกเป็นสามารถ พม่าล้อมเมืองอยู่เดือนเศษก็ตีเอาเมืองมิได้ หมดเสบียงอาหารก็ต้องเลิกทัพกลับไป
           (ภายหลังวีรสตรีทั้งสองนี้ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์คือ คุณหญิงจันทร์เป็นท้าวเทพสตรี มุกด์น้องสาวเป็นท้าวศรีสุนทร)
Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard