Forum: ห้องศิลป์
Topic: *ห้องสมุดฅนธรรมดา*
started by: add

Posted by add on 21 Oct. 2002,05:45
หนังสือ จินตนาการตามตัวอักษร

      มีผู้กล่าวว่า  เด็กสมัยใหม่จะูดูทีวีมากกว่าอ่านหนังสือ  และปัจจุบันสื่อการเรียนการสอนก็มักจะทันสมัย  ใช้สื่อ ทางด้าน วิดิโอ และ ทีวีกันมาก  สื่อนี้เข้าถึงคนได้ง่ายและรวดเร็วเพราะเราสามารถเห็นภาพได้ทันที  ไม่ต้องเอาไปคิดหรือจินตนาการ

      จากความทันสมัยอันนี้ จึงเป็นเหตุให้เด็กรุ่นหลังไม่รู้สึกจำเป็นที่จะต้องอ่านหนังสือ ซึ่งอาจส่งผลดีในด้านติดตามข่าวสารได้รวดเร็วและทันสมัย  แต่เกิดผลเสียในอีกด้านหนึ่ง คือ

      -  การไม่อ่านหนังสือ  ทำให้เด็กไม่ได้ใช้สมองในด้านจินตนาการ  เด็กยุคนี้  จึงขาดความต่อเนื่องในรายละเอียดด้านการถ่ายทอดทางภาษา  จะสังเกตได้ว่า  เขาจะพูดหรือเขียนได้เป็นประโยคสั้นๆ เรียบเรียงให้สละสลวยได้ยาก  ด้านหนึ่งเป็นเพราะเขาชอบความเร่งด่วนจึงไม่มีสมาธิที่จะเรียบเรียง  อีกด้านหนึ่งเพราะขาดประสบการณ์ในการแปลสัญญลักษณ์จากตัวอักษร ไปเป็นภาพในใจ  

       -  การดูทีวี และสื่อทางด้านวิดิโอ  รวมทั้ง คอมพิวเตอร์มาก  ทำให้เด็กกลายเป็นคนสมาธิสั้น  อดทนรับฟังสิ่งต่างๆได้ไม่เกิน  20 นาที  มีการวิจัยพบว่า  เด็กญี่ปุ่น ไม่มีสมาธิในการเรียนหนังสือ  และก็ไม่สามารถจะมีความอดกลั้นไม่แสดงออกด้วย  เมื่อพวกเขาไม่อยากฟังครูสอน  ก็จะ หยิบขนมขึ้นมากิน  หยิบเกมขึ้นมาเล่น  โดยไม่เกรงใจ  ฯลฯ  และสภาพเช่นนี้ ก็จะแพร่ขยายไปทั่วโลก  หากเรายังนิยมแต่สื่อด้านภาพมากกว่าสื่อทางหนังสือ

       เพื่อสนับสนุนให้พวกเราอ่านหนังสือ  และเพื่อพวกเราจะได้แนะนำให้คนอื่นๆเห็นคุณค่าและประโยชน์ของการอ่านหนังสือ  จึงเห็นว่าบ้านเราควรมีห้องสมุดประจำบ้าน  ชื่อ ห้องสมุดฅนธรรมดา  และขอเชิญชวนน้องๆทั้งหลายมาช่วยกันแนะนำหนังสือน่าอ่านด้วย

Posted by STUV on 21 Oct. 2002,06:47
ผมแนะนำ "ขอบฟ้าขลิบทอง" ของ อุชเชนี ครับ
เพิ่ง Mail order จาก www.dokya.com ได้ลด 15% จากราคาปก
สะดวกดีครับ ซื้อเกิน 300 บาท ส่งให้ฟรีครับ .....
Posted by มะนาว on 21 Oct. 2002,07:38
ป้าaddครับไม่ใช่แค่เด็กหรอกที่อ่านหนังสือน้อยลงพวกเราก็เป็นด้วยทำยังไงดี
Posted by add on 21 Oct. 2002,08:04
1. ก็ง่ายนิดเดียว  ไปซื้อหนังสือที่อากอ่านที่สุดมา 1 เล่ม  แล้วก็ตั้งใจอ่าน
 
  2. ใส่การอ่านหนังสือลงไปใน plan ชีวิตประจำวัน  วันละ 1/2 - 1 ชั่วโมง  

     น่าจะสำเร็จนะ
     หรือน้องน้ำตาลว่ายังไง
Posted by numtan_kw on 21 Oct. 2002,10:14
ตาล.....ชอบอ่านหนังสือที่ข้างสระน้ำคะ แบบนอนอ่านสบายอารมณ์เลยนะคะ ตอนเช้าไปว่ายน้ำตอนประมาณ 7.00 น. ถึง 9.00 น. 2 ชั่วโมง ก็จะขึ้นมาพักเหนื่อย อ่านหนังสือ ประมาณ 30 - 60 นาที ก่อนกลับห้องพักคะ หนังสือทำให้เรา พักผ่อนหย่อนใจ คลายเครียด หรือ ฆ่าเวลาน่าเบื่อระหว่างเดินทาง หาหนังสืออ่านสนุก..สนุก ให้ข้อคิดอีกนิด เป็นเพื่อนยามว่าง..ว่าง หรือ เดินทาง ขณะที่ฝนตก บ้านเราตามสูตร รถต้องติดไงคะ จะได้รู้สึกเบิกบาน และ รื่นเริงในอารมณ์ ได้สาระและความรู้เพิ่มเติมให้ตัวเองได้ด้วยคะ  

----------------------------------------  



ชื่อหนังสือ.....โลกของโซฟี
เขียนโดย.....JOSTEIN GAARDER
แปลโดย.....สายพิณ ศุพุทธมงคล

---------------------------------------------------

หนังสือ…..โลกของโซฟี คุณพ่อซื้อมาฝาก…ตาล ตั้งแต่ ปี 2541 ตอนนั้นเรียนอยู่ มัธยมปลายแล้ว ตอนนั้นตาลอ่านไปแล้วนะ แต่ไม่ได้ตั้งใจอ่านมากนัก ความคิดของ โซฟี กับ ของตาลใกล้เคียงกันในบางเรื่อง แต่ของตาลไม่ซีเรียสแบบโซฟีหรอกคะ ตาล…แค่คิดเล่น…เล่น ไม่ได้ต้องการคำตอบอย่างจริงจัง

โลกของโซฟี…..เป็นหนังสือที่พยายามจะ นำเสนอเรื่องราว “แนวปรัชญาของโลกตะวันตก” โดยนำเสนอในมุมมองของนิยาย ทำให้เนื้อเรื่องอ่านง่าย ไม่น่าเบื่อ

มีตัวเอกของเรื่อง…..เป็นเด็กผู้หญิง ชื่อ โซฟี

เนื้อเรื่อง…..ผู้เขียนแนะนำให้เรารู้จัก เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อโซฟี เธอเป็นเด็กที่มีความสงสัยเกี่ยวกับตัวเอง และ โลกมากมาย และ ด้วยความช่างสงสัยของเธอ จึงนำพาให้เธอขุดคุ้น เพื่อค้นพบคำตอบเหล่านั้น

นี่เอง…..จึงเกิดเป็นเรื่อง…..”โลกของโซฟี” โลกของมุมมองของคน คนหนึ่งที่เกี่ยวกับปรัชญา

ในเรื่อง…..”โซฟี” พยายามหาคำตอบในสิ่งที่ตนเองสงสัย ไปตามวิถีทางของเธอ และ ความสงสัยต่าง..ต่าง ของโซฟี ก็ได้คลี่คลายไปเรื่อย..เรื่อย จนมาถึงช่วงหนึ่งที่…“โซฟีฝัน”

เธอฝันถึง…..เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง และ เหตุการณ์ในความฝัน รวมทั้งผู้หญิงในฝันคนนั้น กลับมาเกี่ยวพันกับชีวิตจริงของโซฟี อย่างไม่น่าเชื่อ จนทำให้ โซฟี ว้าวุ่น และ สับสนไปหมด

และ…..ความว้าวุ่น และ สับสน ของโซฟี ก็ได้รับการคลี่คลาย เมื่อเนื้อเรื่องมาถึงจุดหนึ่งที่ เฉลยว่า…..โซฟี เด็กผู้หญิงผู้ช่างสงสัย และ ค้นหา ที่แท้…เธอเองก็เป็น แค่ความฝัน ของเด็กผู้หญิงในฝันของเธอ เท่านั้นเอง

ไคลแมกซ์…..ของเรื่อง พยายามจะเสนอปรัชญาในมุมมองของพลาโต เกี่ยวกับแบบ และ สิ่งที่สมบูรณ์ ในอีกมิติหนึ่ง โดยนำเสนอออกมาในตัวเอกของเรื่องที่ชื่อ “โซฟี”

เรื่องนี้…..มีมุมมองให้เราได้คิด ในแง่ของ…ปรัชญาแบบหนึ่ง

ว่า…..ชีวิตของเรา ที่ดิ้นรนไขว่คว้าและค้นหาอยู่นี้ ที่แท้แล้ว ชีวิตของเรา อาจจะเป็นแค่…ความฝันของใครคนหนึ่งในอีกโลกหนึ่งเท่านั้น เหมือนอย่างเช่น “ชีวิตของโซฟี”

หรือว่า…..ชีวิตนี้จะเป็นแค่…….”ความฝัน”
Posted by numtan_kw on 21 Oct. 2002,10:29


หนังสือเล่มนี้ มีอิทธิพลกับเราเหลือเกิน...ตาล มีโอกาสรู้จักกับ

หนังสือ..... “พลังจิตใต้สำนึก”
แปลจากหนังสือ.....The Power of Your Subconscious Mind
ของ.....Dr.Joseph Murphy
ที่แปลโดย..... "คุณทศยุทธ"

ด้วยการแนะนำจากคุณอา ปกติ ตาล..ไม่สนใจหนังสือประเภทนี้ แต่ก็สงสัยว่าทำไมคนพูดถึงเยอะจัง แล้วอาก็มาพูดให้ตาลฟัง แบบโฆษณาชวนเชื่อเลยนะ คือแบบไม่อ่าน..ไม่ได้แล้ว

พอได้หนังสือมา ก็อ่านตั้งแต่ต้นจนจบรวดเดียวหนึ่งรอบ และอาก็ชวนเข้าไปฝึกพลังจิตที่ "สถาบันเพื่อการพัฒนาจิตและกาย” ก็ได้คำตอบมามากมายว่า ทำไมจึงต้องพิมพ์ใหม่..ใหม่ อยู่เรื่อย..เรื่อย สิ่งที่ได้รับรู้จากหนังสือเล่มนี้ และจากสถาบันฯ ไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่สามารถพิสูจน์ได้

จากเหตุผลที่ว่า “ความคิดของคนเรานี่แหละ ที่จะทำร้ายตัวเราหรือสรรค์สร้างตัวเรา”

ชีวิตของคนเราที่ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันมีขั้นตอนของการคิดมากมาย ที่จะนำไปสู่การกระทำที่ตัวเราเป็นผู้เลือก เพื่อให้ชีวิตประสบความสุขและความสำเร็จ

เราสามารถสร้างความสำเร็จให้ตัวเองได้ เริ่มจาก.....  

- การตั้งเป้าหมาย.....ที่เปี่ยมไปด้วย “ความปรารถนาอย่างแรงกล้า” ผนึกให้มันฝังแน่นอยู่ในใจตลอดเวลา ไม่มีสิ่งใดจะมาเปลี่ยนแปลงความต้องการอันนี้ไปได้...ตามด้วย  

- ความเชื่อ.....เชื่อว่าความปรารถนานั้น จะต้องเป็นความจริงขึ้นมาแน่ๆ ไม่ว่าด้วยวิถีทางใดๆ มันต้องเกิดขึ้นแน่ๆ...จากนั้น ก็มี  

- ความคาดหวัง.....รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามเวลาที่เรากำหนดได้  

เมื่อไหร่.....ก็ตามที่ปัจจัยอันแรงกล้า 3 ประการนี้ เกิดขึ้นครบถ้วน ความสำเร็จนั้นย่อมอยู่ตรงหน้าเราเสมอคะ และ

อย่าลืมว่า.....เราต้อง คิดดี..ทำดี..และ ไม่โลภ นะคะ

แต่คงไม่ใช่แบบ นั่งคิด..นอนคิด ว่าเมื่อไร..ราชรถ..จะมาเกย นะคะ

และหากไม่เอาสาระจริงจัง เราก็แค่อ่านเพื่อการ พักหย่อนใจ คลายเครียด หรือ ฆ่าเวลาน่าเบื่อระหว่างเดินทาง ได้สาระและความรู้เพิ่มเติมให้ตัวเองอีกด้วยนะคะ
Posted by add on 21 Oct. 2002,18:54
หนังสือ โลกของโซฟี ที่น้องน้ำตาลแนะนำ

     ในเรื่อง โซฟีอายุ 15 ปี แต่ถ้าให้เด็กไทย อายุ 15 ปี อ่านก็คงจะหนักพอสมควร เพราะเป็นหนังสือที่พูดถึงประวัติศาสตร์ปรัชญาตะวันตกตั้งแต่เริ่มแรก เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจมาก การที่น้องน้ำตาลอ่านได้และสนุกแสดงว่า เป็นคนชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก 

     นอกจากนี้ยังเป็นหนังสือที่หนากว่า 500 หน้า ใครที่อ่านหนังสือ แฮรี่ พ็อตเตอร์ หรือ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงก์ ได้ ก็คงไม่มีปัญหา เพราะแค่อ่านชื่อนักปรัชญาก็เริ่มจะเบลอแล้ว 

     แต่ก็ยอมรับว่าเป็นหนังสือที่ดี อย่างน้อยๆผู้เขียนก็ตั้งใจที่จะสอดแทรกเรื่องปรัชญาไว้ให้เราเรียนรู้นั่นเอง ไม่ใช่แค่เป็นหนังสือจินตนาการสำหรับวัยรุ่นเท่านั้น แต่ก็เป็นหนังสือสำหรับผู้ใหญ่อย่างเราที่ต้องการศึกษาเรื่องปรัชญาด้วย 

    (กระซิบ....สารภาพ) ป้าแอ๊ดยังอ่านไม่จบเลย ฮ่าฮ่า
       หนังสือเล่มนี้ พิมพ์(ในเมืองไทย) เป็นครั้งที่ 6 แล้ว
Posted by เอ๊ด on 21 Oct. 2002,23:43
แวะมาเป็นสมาชิกห้องสมุดนี้ด้วยคนคร๊าบ
รู้สึกว่าแต่ละคนอ่านแต่หนังสือแนวหนักท้งนั้นเลยนะครับ
มีไอ้ที่มันเบาๆหน่อยไหมครับ  hehe.gif
Posted by fong on 22 Oct. 2002,01:42
เบาๆหน่อยเหรอ ต้องนี่เลยค่ะ....
"ผู้ชายเลวกว่าหมา และ ไม่ได้มาจากดาวอังคาร"
อ้ะๆๆๆ ป่าวว่าใครนา  เป็นชื่อหนังสือจริงๆนะ
เพิ่งได้มาจากงาน มหกรรมหนังสือ ที่ศูนย์ประชุมฯ
เขียนโดย กาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ
(พิธีกรรายการ 'ผู้หญิง ผู้หญิง')

เค้าเขียนคำนิยมไว้ได้น่าฟังนะ
......เธอคือนักเขียนที่แจ้งเกิดบนศพผู้ชายหลายคน
เธอเกิดมาเพื่อวิสามัญฆาตกรรมผู้ชายด้วยตัวหนังสือ
ผู้ชายคนไหนเผลออ่าน แบบไม่ทันระวัง
ตอนจบเลือดกำเดาไหลทุกที.....
รู้ทั้งรู้ว่าเธอเขียนแดกดันผู้่ชาย ก็ไม่วายเปิดอ่าน

ลองอ่านดูค่ะ แต่บอกก่อนนะว่าหนังสือเล่มนี้
เหมาะสำหรับผู้หญิงค่ะ อ่านแล้วทำให้รู้เท่าทันเหลี่ยมผู้ชาย
ไม่รู้จริงป่าว ต้องลองอ่านดูซะหน่อย
Posted by เอ๊ด on 22 Oct. 2002,02:11
โอเค ครับ โคเค ผมกลับไปอ่านเรื่องหนักๆ อย่างเดิมดีก่า
มันคงไม่หนักเกินกว่าเหตุมั๊ง แฮ่ๆๆๆ  blush.gif
Posted by add on 22 Oct. 2002,10:08
โธ่ คุณเอ๊ด  อย่ามาพูดถล่มตัวเองเลย

   คุณเอ๊ดอ่านหนังสือหนักๆ (หมายถึงดีๆ ไม่ใช่น้ำหนัก ) ดูอย่างเรื่องที่เอามาโพสต์สิ  คนโง่  คนฉลาด  คนเจ้าปัญญา  อย่างนี้ เบาหรือหนักเอ่ย

   อ่านซีไรท์ล่าสุดดีมั้ย  คุณเอ๊ด  ความน่าจะเป็น   ของปราบดา หยุ่น น่ะ น่าจะเบาๆนะ

   อ้อ..ขอรบกวนหน่อย  ผู้ชายชอบอ่านหนังสือประเภทไหนเอ่ย  ?
คุณเอ๊ดแนะนำให้หน่อย  หรือคนอื่นก็ได้ค่ะ  ช่วยแนะนำหน่อย
Posted by นกกะปูด on 22 Oct. 2002,10:22
น้าแอ๊ดคะ.. ล่าสุดนู๋เห็นคุณเอ๊ดอ่านเรื่องแฮรี่ พอร์ทเตอร์ ค่ะ
นู๋เห็นเล่มโตๆ เหมือนประมวลกฎหมาย ก็นึกดีใจจะมีเพื่อนอ่านหนังสือ
ที่ไหนได้... นี่ๆๆๆ smash.gif (ตีหัวคุณเอ๊ด)
Posted by numtan_kw on 22 Oct. 2002,15:59
 

หนังสือที่ถูกใจ...!!! นะคะ  

เพียงหนึ่งยิ้มที่เธอหว่าน ทำให้คนเบิกบานไปทั้งชาติ

เขียนโดย  :::  พรชัย แสนยะมูล “กุดจี่”  
ราคา        :::  90 บาท  

ชื่อก็บอกแล้วว่า.....เป็นหนังสือเรียกรอยยิ้มนะคะ เนื้อเรื่องก็ทำบรรลุวัตถุประสงค์ได้ดี มุขแพรวพราว เล่นคำ ซ้ำอารมณ์ขันอย่างไม่เกรงใจขากรรไกรคนอ่านเลยคะ คิ๊ก คิ๊ก : )  

------------------------  

กุ๊ชโฉ่  

เขียนโดย   :::   โฆเซ่ หลุยส์ โอไลยโซล่า
แปลโดย    :::   รัศมี กฤษณมิษ  
ราคา         :::   60 บาท

วรรณกรรมเยาวชน.....ที่มีรางวัลเรือกลไฟของสเปนรับประกัน เนื้อเรื่อง น่ารัก ใส..ใส ของเด็กชายกุ๊ซโฉ่ ผู้น่าสงสาร แต่มีจิตใจน่ายกย่อง อ่านแล้วจะมีกำลังใจต่อสู้กับอุปสรรคต่าง..ต่าง คะ  

--------------------------

ชวนหัวสมัยคุณปู่  

รวบรวมโดย   :::   อเนก นาวิกมูล
ราคา           :::   150 บาท  

เรื่อง “ชวนหัว” ที่รวบรวมจากสิ่งพิมพ์สมัยรัชกาลที่ 4 ถึง รัชกาลที่ 8 คะ  

-----------------------------  

๑๐๘ ซองคำถาม  

โดย   :::   ทีมงานนิตยสาร สารคดี

พิมพ์เล่มละหลาย..หลาย ครั้ง ก็ยังขายดี เพราะอ่านเพลิน ได้ความรู้ เรื่องที่เราไม่เคยตั้งคำถาม หรือหาคำตอบไม่ได้ ลองค้นดูในหนังสือชุดนี้ จะพบคำตอบที่ชัดเจน มีเวลาน้อยก็พลิกอ่านได้คะ
Posted by เอ๊ด on 23 Oct. 2002,01:56
อึม..ผู้ชายชอบอ่านหนังสือแบบไหนเหรอครับ แบบว่าปรัชญาชีวิตของคนอื่นมั๊ง ม้ายงั้นเดียวไม่แมน ล้อเล่นนะครับ  tongue.gif

ผมคิดว่าเป็นเรื่องของรสนิยมมากกว่าครับ แต่ผู้ชายมีแนวโน้มค่อนข้างไปทางเรื่องของการเรียนรู้ ทั้งรูปธรรม นามธรรม การค้นหา อะไรทำนองนี้มากกว่า อันนี้เดานะครับ ส่วนตัวผมเองอ่านทุกแนวครับ ที่มีใกล้ตัว หรือมีคนอื่นๆแนะนำ ผมไม่ค่อยจะมีโอกาสเข้าร้านหนังสือเลย หนักไปทางเล่นกีฬามากกว่า ตอนนี้ส่วนใหญ่ป๋าจะเป็นผู้หามา แล้วผมพลอยได้อานิสงฆ์ไปด้วย

ขอเรียนตามตรงว่าส่วนใหญ่จะพึง คำวิจารณ์ของผู้สันทัดกรณีเป็นแนวทางหน่ะครับ เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่เราจะไปหามาอ่านถ้าสนใจจริงๆ

แฮ่ๆ พี่ฟองครับ ถึงชายจะมีเหลี่ยมแต่ผู้หญิงจะเป็นผู้ที่ทำให้กลมเสมอเลยนะครับ อยู่หมัด  sleeping.gif
Posted by add on 23 Oct. 2002,20:54
คุณเอ๊ดดีจังนะคะ อ่านแฮรี่ พ็อตเตอร์ก็ได้ พี่อ่านเล่มหนึ่งยังไม่จบเลย รู้สึกมันเด็กจนจินตนาการแทบไม่ไหว แต่ตอนแรกๆก็ชอบนะ ไม่ชอบตอนที่เขาเริ่มเอาจินตนาการยุคเก่ามาสัมพันธ์กับเทคโนโลยี่ในปัจจุบันนั่นแหละ ที่เจ้ายักษ์ ฮาเกร็ดขี่มอเตอร์ไซด์น่ะ

    วันนี้เอาเรื่องที่สนุกๆมาฝาก พี่แอ๊ดชอบ พิษณุ ศุภ เขียนหนังสือ มีอารมณ์สนุกและขบขันแทรกอยู่เสมอ 

   

พิษณุ ศุภ
 
   คือคนสอนศิลปะ คนวาดรูป คนชอบดูหนังฟังเพลง คนชอบอ่าน คนชอบเขียน ชอบท่องเที่ยว ชอบเดินทาง รักธรรมชาติ สายลม แสงแดด ภูเขา ทะเล ต้นไม้ เกลียดการเบียดเบียนผู้อื่น และไม่ชอบให้ผู้อื่นมาเบียดเบียนตน รักการมุ่งมั่นสร้างสรรค์ไปข้างหน้าและชอบที่จะมองย้อนหลังไปสู่อดีต

ผลงานเขียนรวมเล่มถึงปัจจุบัน

2521 นิพพานศตวรรษที่ 20
2528  กลิ่นสีและกาวแป้ง
2530 บนถนนคนนอนเปล
2531 ตามกลิ่นสีไปญี่ปุ่น
2532 วาดฝันผ่านบาหลี
2535 กลิ่นสีและทีแปรง
2536 ตามกลิ่นอินเดียนแดง
2537 เส้นสีกับการเวลา
2538 บ้านสีขาว ได้รับรางวัลชมเชยจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2538
2539 เรื่องเล่าจากดาวดวงหนึ่ง ได้รับรางวัลชมเชยจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี      2540
2540 อยากหยุดไว้ที่ปลายพู่กัน
2541 วาดไว้ในเมียนมาร์

   
   
    ภาพเขียนประกอบ เป็นฝีมือของเขาเอง

      นี่คือผลงานทั้งหมดของ พิษณุ ศุภ ไม่แน่ใจว่าหลังจาก ปี 2541 แล้วจะมีผลงานใหม่ๆออกมาอีกหรือไม่ อยากแนะนำให้เพื่อสมาชิกที่อยากจะอ่านหนังสือเบาๆ แต่ไม่ไร้สาระ สอดแทรกความรู้และความตลกขบขันไว้ในสำนวนอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว  พร้อมทั้งมีภาพสวยจากฝีมือของเขาเองประกอบด้วย

   เรื่องกลิ่นสีและกาวแป้ง เคยทำเป็นละครโทรทัศน์ อย่างน้อยก็ 2 รอบ เท่าที่จำได้ และได้สร้างเป็นภาพยนตร์ด้วย เรื่องนี้เขาเขียนเล่าเรื่องราวในวัยที่เป็นนักศึกษาได้อย่างสนุกสนาน และทำให้ได้คิดด้วย (การอ่านจะสนุกกว่าเป็นละครและหนัง มีอรรถรสกว่า เพราะการสร้างละครและหนังบางที่ไม่ละเมียดละไมเท่า )

    ส่วนผลงานยุคหลังจะออกแนวท่องเที่ยวและสารคดีมากกว่า

    ขอเชิญคุณเอ๊ด และเพื่อนๆ น้องๆ ที่สนใจลองหาอ่านดูค่ะ
Posted by เอ๊ด on 25 Oct. 2002,00:03
กำลังรอแฮรี่ เล่มห้าอยู่ครับ เห็นว่าปลายปีนี้จะมีหนังตอนสองออกมา แต่หนังสือยังไม่ทราบกำหนดเหมือนกันครับ กว่าจะอ่านได้ผมต้องเงื้อง่า ราคาแพงอยู่ สามรอบครับ ผมว่าเรื่องแฮรี่นี่ออกจะเหมาะสำหรับผู้ใหญ่มากว่าด้วยซ้ำครับ อ่านแล้วนึกถึงจินตนาการของสมัยเราเด็กๆ เด็กเล็กเกินไปก็ไม่เข้าใจ อย่างน้อยต้องอยู่ในวัยที่อ่านหนังสือได้แล้ว

รูปสวยจังเลยครับพี่แอ๊ด ผมชอบรูปสีน้ำครับ มีโอกาสจะหามาอ่านครับ
smile.gif
Posted by add on 27 Oct. 2002,02:58
คุณเอ๊ดชอบภาพสีน้ำเหรอ พี่ก็ชอบเหมือนกัน ชอบตรงที่มันซึมสวยได้อารมณ์ เอาไว้ค่อยคุยกันเรื่องนี้ทีหลังนะคะ

   วันนี้เอาดวงตาแห่งชีวิตมาฝาก เป็นหนังสือที่คุณฤษี แนะนำให้อ่านค่ะ  คงต้องให้คุณฤษีช่วยเขียนความเห็นเพิ่มเติมด้วยค่ะ


ดวงตาแห่งชีวิต

   

   เป็นหนังสือที่การรวบรวมคำบรรยายธรรมของท่าน เขมานันทะ เมื่อช่วงวันที่ 14 –18 กุมภาพันธ์ 2543 ณ อาศรมศานติไมตรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นช่วงการปฏิบัติภาวนาของกลุ่มธรรมจารินี

   ท่านอาจารย์เขมานันทะได้ชี้แนะแนวทางในการมีสติ รู้ระลึกตัว เพื่อปลุกให้ประสาทในตัวเราตื่นขึ้น มีพลังฉับไวไปรับรู้เรื่องราวต่างๆที่เข้ามากระทบ 

  “ชีวิตเป็นสิ่งล้ำค่า ร่างกายเป็นขุมข่ายของการรู้สึกตัว เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการส่องทางอันมืดมิด บุคคลเมื่อรู้ตัวแม้แต่ไร้อนาคต เขาก็พอเอาตัวรอดได้ ประหนึ่งหิ่งห้อยมีแสงวอมแวมที่ตัวเอง  สามารถบินเข้าหุบเหวที่มืดมิดได้อย่างอิสระ ทั้งๆที่ไม่อาจหยั่งรู้ที่สุดของตัวเองได้”

    การเจริญสติด้วยการสัมผัสความรู้สึกตัวนี้ มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ญาณปัญญา อันเป็น “ดวงตา” ภายใน ที่จะประจักษ์ต่อปรากฏการณ์ทางจิต และแลเห็นแนวทางในการคลี่คลายปัญหาต่างๆของชีวิต การบำเพ็ญภาวนาเป็นการปลุกเร้าความรู้สึกตัวให้แก่กล้า เพื่อไปสู่ธรณีประตูแห่งการรู้แจ้ง

   “ ชีวิตที่เคลื่อนมาสู่รุ่งเช้าหรือรุ่งอรุณนั้นถือว่า สัมมาทิฎฐิเริ่มทำงานแล้ว ความสว่างเริ่มปรากฎขึ้นพร้อมกับความเบากายเบาใจ กินง่ายอยู่ง่าย พร้อมที่จะอยู่ พร้อมที่จะตาย ชีวิตดีขึ้นแล้วครับทั้งๆที่ยังยากจน  ยังไม่มีฐานะ ยังไม่มีชื่อเสียง คนธรรมดาเท่านั้นครับที่จะเข้าสู่ประตูธรรมได้ คนเจ้ายศเจ้าอย่าง ถือดี มีอหังการ์นั้นอยู่นอกประตู อยู่นอกธรณีประตู ไม่สามารถก้าวลึกไปสู่ทั้งความเป็นมหาบุรุษ และทั้งความสงบเยือกเย็น อันเป็นอุดมการณ์เลอเลิศของชาวพุทธได้”

  ความเด่นของหนังสือเล่มนี้ คือ ผู้เขียนเป็นคนที่มีความสามารถในการใช้ภาษาได้อย่างยอดเยี่ยม ละเอียดลออในการใช้คำพูดประสานกับจินตนาการ จึงทำให้คนอ่านติดตามได้อย่างเข้าใจได้ลึกซึ้งทุกขั้นตอน ทั้งยังมีการนำเอาความรู้ด้านอื่นๆมาประกอบเข้ากับเรื่องธรรมะ รวมทั้งยกตัวอย่างเรื่องราวต่างมาประกอบ ได้อย่างกลมกลืน จึงทำให้หนังสือสนุกน่าอ่าน เมื่อเราได้อ่านไปทีละบทๆ จึงเปรียบเหมือนการที่เราได้เปิดดวงตาแห่งความเข้าใจชีวิต นั่นเอง 

    ท่านเขมานันทะเคยใช้ชีวิตนักบวชหลังจากการจบการศึกษาด้านศิลปะในระดับชั้นอุดมศึกษาเพียงสองปี และได้บวชยาวนานถึง 16 ปี  เริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่ปี 2513 มาจนทุกวันนี้ รวมประมาณ 60 เล่มแล้ว 

   ในหนังสือเล่มมีภาพเขียนสวยๆซึ่งเป็นฝีมือของท่านเองประกอบด้วย 


   
Posted by นกกะปูด on 27 Oct. 2002,11:44
อื้มมมส์  smokin.gif
Posted by add on 29 Oct. 2002,07:28
วันนี้ขอแนะนำหนังสือสวยๆ ชื่อ

อารมณ์ดอกไม้



    ผู้เขียน คือ ภาณุ มณีวัฒนกุล ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนคอลัมน์ สารคดี ในหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆมาเป็นเวลานาน และมีผลงานมาแล้วมากมาย เช่น โลกใบนี้ คือคนในความทรงจำ ตาดูตืนเดิน อารมณ์กาแฟ ตีนติดดิน ฯลฯ 

   สำหรับหนังสือเล่มนี้ เล่าเรื่องดอกไม้ชนิดต่างๆ ตั้งแต่เรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของดอกไม้ชนิดนั้นๆ เปรียบเทียบดอกไม้กับชีวิตผู้คนและหญิงสาว ฯลฯ โดยผู้เขียนมีความทรงจำที่ดีมาจากป้าและแม่ ที่ชอบพูดคุยกันเรื่องดอกไม้ให้เขาได้ยินเป็นประจำ ถึงขนาดที่ว่า แค่ได้ยินชื่อดอกไม้ เขาก็ได้กลิ่นหอมทันที

   หนังสือเล่มนี้ยังมีภาพวาดเป็นภาพโปสการ์ดรูปดอกไม้สวยงามอยู่ด้านหลังหนังสือ จำนวนมาก สามารถดึงออกไปส่งเป็นโปสการ์ดได้เลย ดังตัวอย่าง



   ใครชอบหนังสือสวยๆ ซื้อไปอ่านสิคะ สวยงามและได้ความรู้ ทั้งยังส่งให้เพื่อนๆได้อีกด้วย

    สำนักพิมพ์แพรว ราคาเล่มละ 195.-
Posted by add on 06 Nov. 2002,15:10
วันนี้มาบ่นให้ฟังบ้าง (เลียนแบบนกกะปูด)

    คุณออนซอน เคยพูดถึงหนังสือเล่มนี้ ว่าเป็นวรรณกรรมเล่มหนา จะอ่านดีหรือไม่ เรื่อง พี่น้องคารามาซอฟ ของ ฟีโอโดร์ ดอสโตเยฟสกี  ก็มีคนช่วยเสริมว่า ควรอ่าน ๆ เพราะเป็นวรรณกรรมคลาสสิคของโลก 
 
   

    หนังสือเล่มนี้ วางอยู่ตรงหน้า 
    ผู้แปล คือ สดใส 
    เสกสรรค์ ประเสริฐกุล บทนำ 
    เทพศิริ สุขโสภา ภาพประกอบ 
    ความหนา 891 หน้า ราคา 300 บาท 

    'ปราย พันแสง เขียนถึงหนังสือเล่มนี้ (ในเรื่องอ่านเล่น )ว่า

    ฉันทำรายชื่อหนังสือที่ตั้งใจว่าจะอ่านต่อให้จบ สิบกว่าเล่ม เล่มแรก คือ พี่น้องคารามาซอฟ ของ ฟีโอโดร์ ดอสโตเยฟสกี 

    คุณคงเคยเห็นพี่น้องคารามาซอฟ ขนาดเล่มก็ประมาณหมอนอิงใบหนึ่ง อ่านไปใช้หนุนนอนหลับสบาย ฉันเคยใช้เวลา 3 ปี ในการมุมานะอ่าน จนอ่านได้ประมาณ 3 ใน 4 ของเล่ม เมื่อเริ่มต้นอ่านต่ออีกครั้งในคราวนี้ ฉันตั้งใจว่าจะอ่านส่วนที่เหลือให้จบภายในปีนี้ เพราะเหลืออีกนิดหน่อยเอง-สบายมาก แต่ปรากฎว่าอ่านไปสิบกว่าหน้าก็เจอปัญหาใหญ่ เพราะอ่านไม่รู้เรื่อง

   เนื่องจากว่าได้ "ลืม" ส่วนที่เคยอ่านแล้วไปหมดแล้ว !!


   ลองคัดมาให้อ่านตอนเริ่มเรื่องนะ

   บทที่ 1 ประวัติครอบครัว 
   ตอน 1 ฟีโอโดร์ พาฟโลวิช คารามาซอฟ

   อเลกไซ ฟิโอโดโรวิช คารามาซอฟ เป็นลูกชายคนที่สามของ  ฟิโอโดโรวิช พาฟโลวิช คารามาซอฟ เจ้าที่ดินที่ตายอย่างลึกลับและน่าเศร้า เป็นข่าวอื้อฉาวในจังหวัดของเราเมื่อสิบสามปีก่อน........

   ฮื่อ...เริ่มต้นก็จะเมาแล้ว ก็คิดว่าจะพยายามอ่านให้จบ แต่ก็หวั่นใจเหมือนกันว่าจะท้อแท้เสียก่อน เขาว่าหนังสือ เล่มนี้เป็น วรรณกรรม ก็ยังสงสัยว่า คงจะเป็น....กรรมจริงๆ ก็คงต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่เอามาเป็นหมอนน่ะ
จะลองดู....
Posted by add on 22 Nov. 2002,19:15
วันนี้มาแบบหักมุม เอาเรื่องประหลาดๆมาฝากนกกะปูด ขอแนะนำหนังสือแปลเรื่อง

    เด็กชายหอยนางรม

    ปราย พันแสง แปลจากเรื่อง The Melancholy Death of Oyster & other stories ของ ทิม เบอร์ตัน เจ้าของฉายา " อัจฉริยะแห่งอารมณ์ขันอันหม่นมืด "

    ทิม เบอร์ตัน เป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องดัง เช่น เรื่อง Edward Scissorhands ( เรื่องของหุ่นยนตร์ที่มีมือเป็นกรรไกร มารักคนธรรมดา จอห์นนี่เด็ป วิโนน่า ไรเดอร์ ) Batman ( มนุษย์ค้างคาว ดาราดังเพียบ) The Nightmare Before Christmas ( Animatoin) , Planet of the Apes , Sleepy Hollow ( ชื่อไทยว่า คนหัวขาดล่าหัวคน จอห์นนี่เด็บอีกแล้ว )

    ในหนังสือเล่มนี้จะรวมเรื่องสั้น ซึ่งเป็นสั้นๆจริงๆ เช่น เรื่องเอก คือ เด็กชายหอยนางรม ที่พ่อแม่มีลูกมาเป็นหอยนางรม แล้วพ่อแม่ก็คิดได้ว่า ...เออ เจ้าหอยนางรมนี่เพิ่มพลังเซ็กซ์ นะ จึง........ (ไปอ่านเองดิ...บอกหมดก็ไม่หนุกดิ...)
 
    บางเรื่องก็เป็นความรักของคนกับ ไมโครเวฟ (เหอ.....)
    หรือเรื่องราวของกิ่งไม้ที่หลงรักก้านไม้ขีดไฟ ลงท้ายด้วย โศกนาฏกรรม หรือ เหตุฆาตกรรมของเด็กชายมัมมี่ ผู้ถือกำเนิดขึ้นมาจากเศษวัสดุเหลือใฃ้ของนักโบราณคดีกับหมามัมมีคู่ใจ และอื่นๆ

    อ่านง่าย เพราะสั้นๆ แต่อ่านแล้วต้องทำใจหน่อย ประสาทกลับน่ะ ถ้าอยากเจอเรื่องพิสดารก็ลองหาอ่านดู ของสำนักพิมพ์ฤดูร้อน ราคา 140 บาท
   

                       
Posted by นกกะปูด on 02 Jan. 2003,21:15
ขอบคุณน้าแอ๊ดมากค่ะ นกชอบอ่านหนังสืออย่างที่น้าแอ๊ดแนะนำนี่แหละค่ะ ถ้ามีโอกาสจะลองซื้อมาอ่านค่ะ

เมื่อสองอาทิตย์ก่อน น้องสาวซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง น่าอ่านทีเดียวค่ะ นู๋เอามาฝากน้าแอ๊ดค่ะ ลองหามาอ่านนะคะ



ฆ่า!! ด้วยคุณไสย
ผู้เขียน นที ลานโพธิ์
ราคา 130 บาท
     พลังอำนาจที่น่าสะพรึงกลัว ไม่มีใครกล้าพิสูจน์ เพราะมันคือความตาย มีการเสก ตะปูเข้าท้อง ให้ทิ่มแทงเจ็บปวด การเสกอีโต้ มัดตราสังข์ ฝังไว้กลางอก การเสกด้าย มัดผีเข้าตัว … เหยื่อดิ้นพล่าน
     ทุกเรื่องในเล่มนี้ เป็นเหตุการณ์จริง ที่เกิดขึ้นกับบุคคล ซึ่งมีเกียรติ เป็นที่ยอมรับ และเชื่อถือในสังคม รวมทั้งพระเถราจารย์ ผู้มีกิตติคุณเป็นที่นับถือ ในมวลหมู่ พุทธศาสนิกชน เป็นการพิสูจน์ ยืนยันว่า ภาวะเร้นลับที่เรียกกันว่า "นอกเหตุเหนือผล" นั้น … มีจริง!
     อำนาจคุณไสย เวทมนตร์คาถา อิทธิฤทธิ์ อิทธิจิต แห่งฤทธิ์อภิญญาญาณ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ
Posted by มาลัย on 03 Jan. 2003,07:56
นู๋เพิ่งอ่านหนังสือทางนฤพานจบไปค่ะ เขียนโดย ดังตฤณ เห็นเป็นหนังสือน่าอ่านเลยอยากแนะนำมาด้วยคนค่ะ
Posted by add on 03 Jan. 2003,15:37
โอ้โฮ...ท่าทางน่ากลัวน่าตื่นเต้น  น่าสนใจนะ  เพราะเรื่องแบบนี้ เราเองก็ข้องใจเหมือนกันว่าเป็นไปได้จริงหรือ  เดี๋ยวจะลองหามาแอบเปิดอ่านดู (ต้องแอบหน่อย  จะได้ดูน่าตื่นเต้น.....)

       น้องมาลัยคะ  เรื่อง  ทางนฤพาน  นี่เกี่ยวกับอะไร  แย้มๆให้ฟังหน่อย  คนที่สนใจจะไดไปซื้อมาอ่านกันมั่งจ้ะ  แล้วมีเรื่องอะไรที่อ่านแล้วน่าสนใจ  เอามาบอกกันอีกนะ....
Posted by มาลัย on 09 Jan. 2003,01:45
หนังสือทางนฤพาน เขียนโดย ดังตฤณ เป็นนิยายรักแนว (สะอาด สว่าง สงบ ) ค่ะพี่แอ๊ดขา  flower.gif
Posted by นกกะปูด on 09 Jan. 2003,06:46
อืมมม น่าสนใจความรักแนวนี้ค่ะ ต้องหามาอ่านซะหน่อย winkthumb.gif  winkthumb.gif  winkthumb.gif
ปกติจะคุ้นเคยกับความรักแบบ โง่ สกปรก ทึบ วุ่นวาย อ่ะค่ะ.. เอิ๊กๆๆๆ
Posted by KiLiN on 09 Jan. 2003,16:20
เอาลิงค์มาฝากไว้ให้ เขาลงเวบไว้ทั้งเรื่องให้อ่านได้เลย

< >
Posted by add on 15 Jan. 2003,16:13
ได้อ่านเรื่อง ทางนฤพาน (ออนไลน์) จบไปแล้ว แบบคร่าวๆ

       เรื่องนี้ พล็อตเรื่องยังกับหนังฮอลลีวู้ด  โดยหลักของเรื่อง จะเน้นเรื่องบุญกรรม และการระลึกชาติได้  แต่ก็มีฉากการติดต่อธุรกิจ  จนนำไปสู่การต่อสู้กับแก๊งค์มาเฟียข้ามชาติ  มีการสูญเสียชีวิต  แต่ในที่สุดก็จบแบบ  Happy Ending เมื่อพระเอกก็ระลึกชาติได้เช่นเดียวกับนางเอกเช่นกัน

        ผู้เขียนมีความรู้มากจน ตอนที่อ่านรู้สึกว่าตัวละครแต่ละตัวออกจะเก่งเกินไป  อย่างเช่น  

        พระเอก  เกาฑัณฑ์  นี่ก็รู้เรื่องรอบตัวไปหมด  ไม่ว่าจะเป็นทางวิทยาศาสตร์  ธรรมะ การต่อสู้  และแม้กระทั่งมีความจดจำเป็นเลิศ
   
        คนรักของพระเอก เรือนแก้ว  เป็นผู้หญิงที่มีปัญหาครอบครัวแตกแยกมาก่อน  แต่กลับเก่งทั้งเรื่องงาน และด้านศิลปะการดนตรีอย่างไม่น่าเชื่อ  สามารถเล่นเปียนโนได้จนถึงขั้น เล่นเพลง Moonlight Sonata ของ บีโธ่เฟ่น  ได้อย่างไพเราะแทบไม่ติดขัด  ซึ่งในชีวิตจริงๆๆ คนที่ทำงานธุรกิจคงจะไม่สามารถมีเวลาพอที่จะฝึกปรือได้ทุกวันจนสามารถเล่นได้อย่างที่บรรยาย  เพราะการฝึกต้องฝึกทุกวัน วันละหลายชั่วโมงจึงจะชำนาญ  แค่ละเลยไปไม่กี่วันก็เล่นไม่ได้ดีแล้ว เรื่องนี้จึงออกจะเหลือเชื่อ

         นางเอก แพตรี  ก็มีบุคลิกแบบนางเอกทั่วๆไป  สวยดี เย็น เรียบร้อย  เก่ง

         นอกจากนี้ก็มีตัวประกอบอื่นๆที่มีความสามารถในการวาดภาพ เช่น มติ คนที่มาชอบนางเอก และน้องของเรือนแก้ว เป็นต้น  

         ผู้เขียน มีความรู้เรื่องธรรมะ  มากสอดใส่เรื่องธรรมะคลอดเวลา ทั้งที่เป็นพื้นๆ  ไปจนถึงเรื่องยากๆๆ บางบทเขียนเรื่องให้ตัวละครระลึกรู้เกี่ยวกับธรรมะล้วนๆ  คนที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องธรรมะอย่างดิฉันจึงสะดุด  และไม่รู้เรื่องไปเลย  

        แต่ก็นับว่าเป็นนวนิยายแนวธรรมะ  ที่โลดโผน ตื่นเต้น เร้าใจพอสมควร  ใครว่างๆก็ลองอ่านดูค่ะ ช่วงแรกๆและกลางๆเขาจะเขียนได้น่าติดตามดี  มีช่วงท้ายที่ดูจะจืดๆไปหน่อย

        สิ่งที่รู้สึกเมื่ออ่านเรื่องนี้คือ ตัวละครในเรื่องนี้ มีความรู้ความสามารถมากทุกคน  ผิดกับผู้คนที่เราได้พบเจอในสังคมปัจจุบัน  ที่มักจะไม่เรียนรู้  และไม่ค่อยรับรู้เรื่องใดๆเลย
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 15 Jan. 2003,16:52
พี่แอ๊ด อาจจะ พบเจอ แต่ คน ที่ ไม่ใฝ่เรียนรู้สิครับ
ผมว่าในโลกนี้ ยังมีคน อย่างในหนังสือนั้นอีกมากครับ
อยู่ที่ว่าเราได้มีโอกาสไปพบไปสัมผัส หรือ รู้จักเขาหรือไม่เท่านั้น
บางครั้ง เราเองต่างหากที่ต้องดิ้นรนแสวงหา คนที่ใฝ่รู้และเก่งในหลายด้าน เพื่อสนทนา แล้วก่อให้เกิดความรู้เพิ่ม ความรู้ใหม่ ที่นำไปสู่การช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป ครับ
..... bowsdown.gif
Posted by add on 24 Jan. 2003,18:15
ขอแนะนำหนังสือเล่มล่าสุดของ พิษณุ ศุภ 

    ตามกลิ่นนางอัปสรา นครวัดตามหา นครธม

    

    ผู้เขียนได้เกริ่นไว้ว่า

    " ก่อนจะตาหานางอัปสรา"
     
        แล้ววันที่รอคอยมานานกว่า ๓๐ ปีก็มาถึง (คือผมไม่ได้อายุ ๓๐ ปีหรอกนะครับ ต้องบวกเวลากับชีวิตที่มีตัวตน พอจำความได้อีก ๒๐ ปี ) คือวันที่ได้ไปเห็นปราสาทนครวัด พระนครหลวง ( นครธม ) และอื่นๆอีกมากมายในเมืองพระนคร  ราชธานีแห่งอาณาจักรขอม เมื่อ ๑,๐๐๐ ปี ล่วงมาแล้ว ได้ไปเห็นแล้วได้วาดรูป กลับมาได้เขียนหนังสือ แค่นี้ก็นอนตายตาหลับแล้วครับ

        งานสร้างมหาปราสาทของชนชาติขอม เป็นความสำคัญสุดยอดที่ไม่เพียงทำถวายพระมหากษัตริย์ แต่เป็นการทำถวายพระผู้เป็นเจ้า สร้างขึ้นจากหินที่ดีที่สุด ขนาดยิ่งใหญ่ที่สุด และมีความประณีตงดงามที่สุด 

        ตรงนี้เอง ผมจึงไม่ค่อยเชื่อตามนักประวัติศาสตร์ในบางยุคสมัยที่มักจะพูดว่า งานสร้างมหาปราสาทแต่ละแห่งโดยเฉพาะนครวัดและนครธม เป็นงานกดขี่แรงงานและสร้างขึ้นบนเลือดเนื้อของประชาราษฎร์ ใครที่ได้ไปเห็นงานสถาปัตยกรรมอันสลับซับซ้อนของขอม และงานสลักหินอันประณีตงดงามราวกับสวรรค์แล้ว เคยนึกย้อนกลับไปคิดบ้างหรือไม่ว่า นายช่างศิลปะที่โดนบังคับกดขี่ราวกับทาส จะสามารถเนรมิตศิลปกรรมได้ราวกับเทพสร้างสรรค์ได้หรือไม่ ในฐานะที่ผมเป็นคนทำงานศิลปะคนหนึ่ง แม้จะยืนยันไม่ได้ว่าเคยเกิดเป็นนายช่างสลักหินของขอมแต่ปางก่อน แต่ก็ยืนยันได้ว่า ศิลปินที่สร้างสรรค์ความงามขนาดนี้ได้ไม่น่าจะอยู่ภายใต้ความกดดัน กดขี่ใดๆ นอกจากความรู้สึกเดียวที่ต้องการอุทิศผลงานถวายแก่พระผู้เป็นเจ้า เพื่อที่ตนเองจะได้ขึ้นสวรรค์ด้วยเมื่อชีวิตหาไม่แล้ว 
   
    ภาพวาดหลังปกหนังสือเล่มนี้

   

    หนังสือเล่มนี้เขียนเป็นสารคดีท่องเที่ยว เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ ชมความงามทางศิลปะ มีภาพวาดด้วยฝีมือของเขาเองประกอบ รวมทั้งมีภาพถ่ายที่ที่เขาได้ไปท่องเที่ยว รวมทั้งมีภาพแผนผัง ของ พระนครแต่ละส่วนด้วย 

    หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการไปเที่ยวนครวัดอย่างสนุกและได้ความรู้ รวมทั้งคนที่ต้องศึกษางานศิลปะและประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้ด้วย

    หนังสือสวย รูปเล่มยาวกว่าพ็อคเก็ตบุ๊คทั่วไป ราคาเล่มละ ๑๘๐ บาทค่ะ
Posted by มาลัย on 26 Jan. 2003,19:41
อยากให้พี่แอ๊ดไปอ่านหนังสือ"ศิลปวัฒนธรรมไทย2003"อยู่ในมติชนของกระปุกค่ะ  ส่วนคอลัมที่นู๋ชอบคือ คุณถามพายัพตอบในหนังสือผู้จัดการค่ะ
Posted by ชาครีย์ on 26 Jan. 2003,22:40
icon_rotfl.gif coffee.gif

คนเล็ก ๆ

พลานุภาพที่แท้จริงและยิ่งใหญ่ของมนุษย์นั้น มักจะเกิดมาจากการที่ได้รังสรรค์หรือรับใช้งานที่ตนรักมากกว่าสิ่งอื่นใดโดยแท้ บางท่านอาจจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ เกษตรกร หรือ กรรมกรรับจ้าง ฯลฯ หากว่าเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนเองลงมือทำแล้วชีวิตก็รื่นรมย์ได้เฉกเช่นกัน

อ่านหนังสือ “คนเล็ก ๆ” จากผลงานการเรียบเรียงของ “ขวัญใจ เอมใจ” แล้วรู้สึกรื่นรมย์ใจได้ไม่น้อย คนเล็ก ๆ คือคนที่เลือกกระทำในสิ่งที่ตนเองรักอย่างทุ่มทั้งหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นลุง   คำป่วน ก๋งหมอ อาจารย์ปู่ หลวงตาไสว หรือโครงการบ้านสายสัมพันธ์ ครอบครัวอุปการะ และเด็กพิเศษ เรื่องราวเหล่านี้ล้วนทำให้เราเห็นว่าแท้จริงแล้วคนเล็กคนน้อยผู้อยู่ตามชายขอบของสังคมก็มีพลานุภาพรังสรรค์งานอันยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน 

“เราต้องปลูกศรัทธาก่อน ศรัทธาในความดี ซื่อสัตย์ต่อตนเอง มั่นคงและจริงจัง ที่สำคัญหัวใจที่ต้องเอาจริง” นี่คือคำพูดของลุงคำป่วนชายชราผู้ศรัทธาในความดี เจ้าของ “สวนน้ำฝน” สวนดอกไม้นับ ๒๐๐ ไร่ในหุบเขา อ.ภูเรือ จ.เลย ในวันที่ “ขวัญใจ เอมใจ” ขึ้นไปทำสารคดี
ลุงคำป่วน ปราชญ์ชาวบ้านผู้เชื่อในพลานุภาพการสร้างสรรค์ของมนุษย์ สรุปเส้นทางแห่งความสำเร็จของตนจากประสบการณ์อันตกผลึกมาอย่างยาวนานว่า

“เมื่อเราออกเดิน ถ้าเราไม่หยุดเดิน จะช้าหรือเร็วก็ต้องถึงจุดหมายปลายทาง แม้ระหว่างทางนั้นจะร้อนจะหนาว หรือมีอุปสรรคต่าง ๆ แต่มันหยุดเราไม่ได้หรอก ถ้าเราไม่หยุดตัวเราเอง จะร้อนจะหนาวใครจะด่าจะว่าก็ช่าง มันเป็นธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดา ๆ”

“ลุงเชื่อมาตลอด เชื่ออย่างหมดหัวใจ คนเรา...ทำดีต้องได้ดี...” ชายชราบอกเล่าถึงปรัชญาชีวิตบนพื้นฐานแห่งความเป็นพุทธศาสนิกชนที่เข้าใจแง่มุมของชีวิตเป็นอย่างดี “ลุงไม่ได้ถือศีล แต่อยู่อย่างผู้มีศีล อยู่อย่างรักใคร่ในการทำงานของตนเองยังไงล่ะ..” 

“อาจารย์ปู่” คนรู้คิดจากชีวิตสูงสุดคืนสู่สามัญ นักปลูกป่านับ ๒๕,๐๐๐ ไร่ บนดอยตุง จ.เชียงราย เป็นอีกท่านหนึ่งที่แนวคิดของเขาควรค่าแก่การศึกษาอยู่มิใช่น้อย

เท่าที่เคยอ่านงานสารคดีมายังไม่เคยมีใครทำได้น่าหมั่นไส้เท่ากับ “ขวัญใจ เอมใจ” เขียนถึงอาจารย์ปู่ เพราะลูกล่อลูกชนและเชิงชั้นวรรณศิลป์ในการนำเสนอของเธอนั้นเกินเปรียบ กว่าเธอจะเผยว่าอาจารย์ปู่เป็นใคร ? มาจากไหน ? หัวใจคนอ่านอย่างเราก็แทบวายปราณด้วยความอยากรู้  อาจารย์ปู่คนรู้คิดเขาคิดอย่างไร ? ลองมาฟังดู

“คนเราเกิดมาทั้งทีเพื่อจะหาเงินเท่านั้นหรือ...ผมว่าไม่ใช่ ผมคิดว่าเราน่าจะได้ทำในสิ่งที่เรารักต่างหาก ถ้าได้ทำแล้วละก็ ค่าตอบแทนที่ได้รับมันมากกว่าเงินเป็นไหน ๆ” หรือ

“การนอนเล่นอยู่กับบ้านเฉย ๆ หรือถือรีโมตกดดูทีวี เล่นกับหมา มันไม่เห็นได้อะไรเลยเดี๋ยวก็กินเดี๋ยวก็นอน และถ้าไม่ได้คิดอะไรเลยนี่สมองก็ฝ่อนะ ผมว่าขืนอยู่แบบนั้นไม่นานผมก็คงตาย แล้วยังเป็นการตายแบบที่ไม่เป็นประโยชน์กับใครเลย กับตัวเราเองก็ยังไม่มีประโยชน์เลย คนเรามันน่าจะทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้ ถ้ารู้จักคิด คิดถูก คิดเป็น”  หรือคำพูดที่ว่า

“แผ่นดินที่ไหนผมก็ปลูกต้นไม้ได้ เพราะถือว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเมือง ส่วนหนึ่งของสังคม ส่วนหนึ่งของโลก...ถ้ามัวแต่นั่งมองอยู่ข้างนอก นั่งบ่นนั่งด่า แต่ไม่ลงมือทำ ก็ไม่มีทางสำเร็จหรอก” 

หากจะมีคนที่เกิดสำนึกรักทางสังคม และคิดได้อย่างอาจารย์ปู่เพิ่มขึ้นมาจากการอ่านหนังสือเล่มนี้อีกสักคน สังคมเราก็คงจะน่าอยู่ขึ้นมาอีกไม่น้อยเลยทีเดียว เราคงจะมีนักการเมืองที่ฉ้อฉล หรือคนที่เห็นแก่ตัวรังแต่จะกอบโกยเอาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้องลดจำนวนลงอีกเป็นแน่  อาจารย์ปู่จะเป็นใคร ? หรือมาจากไหน ? ย่อมไม่สำคัญเท่ากับคำพูดที่เขาฝากไว้

…คนเราเกิดมาแล้วก็มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ช่วงสั้น ๆ น่าจะทำอะไรที่เรามีความสุข... ไม่ใช่ความสุขที่เราได้ “เป็น” แต่คือความสุขที่เราได้ “ทำ”…

อ่านเรื่องราวของคนเล็ก ๆ แค่เพียงสองคนก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วสำหรับหนังสือเล่มนี้ ทั้งนี้ยังมิได้นับรวมเรื่องราวของ “หลวงตาไสว” พระนักศิลป์ผู้รังสรรค์งานปั้นตุ๊กตุ่นแห่งสวนโมกข์  “ก๋งหมอ” หมอมวลชนเพื่อคนยากไร้ผู้รู้จักเส้นเอ็นน้อยใหญ่กว่า ๓,๐๐๐ เส้นในร่างกายมนุษย์ แห่งเกาะช้าง หรือเรื่องราวของใครต่อใครหลายคนที่อุทิศตนเพื่อความดีงามของชีวิตโดยปราศจากข้อเรียกร้องหรือคำก่นด่าฟูมฟายใดใด ต่อสิ่งที่ตนเลือกกระทำแล้วด้วยหัวใจอันเปี่ยมด้วยรักและกรุณา
คนเล็ก ๆ คือผู้ที่อุทิศตนเพื่องานอันยิ่งใหญ่ในนามของมวลมนุษยชาติ และได้สร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาในโลกเล็ก ๆ ใบนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังนั้น เขาจึงเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่เสมอในหัวใจของมหาชนคนรอบข้าง ประดุจตาน้ำที่พวยพุ่งออกมาจากใต้ผืนดินในยามที่ท้องฟ้าและพสุธากำลังแห้งเหือด

รู้จักคนเล็ก ๆ แล้วได้แรงดาลใจในการสร้างเสริมคุณความดีอีกไม่น้อย เรียบง่าย สง่างาม และยิ่งใหญ่ไม่แพ้ภารกิจของมหาบุรุษคนใดในโลกนี้.
greet.gif  enough.gif

ข้อมูลจำเพาะ
ชื่อหนังสือ   คนเล็ก ๆ
โดย   ขวัญใจ เอมใจ
สำนักพิมพ์  สารคดี
พิมพ์รวมเล่ม ครั้งแรก : ตุลาคม 2544, 244 หน้า
ราคา 190 บาท
ISBN 974-8212-82-3

Posted by add on 19 Mar. 2003,23:49
คนไม่รู้หนังสือ

         

         อีวาร์ ลู-ยูอันส์ซอน  เขียน  บุญส่ง ชเลธร  แปลและเรียบเรียงจากต้นฉบับภาษาสวีเดน

         หนังสือเล่มนี้ปกสวย  ชื่อหนังสือสะดุดตามาก   คนแปลเป็นคนที่เคยเป็นนักศึกษาอยู่ในช่วง 6 ตุลาคม 2519  เป็นหนังสือที่อ่านแล้ววางไม่ลง  ประทับใจทั้งเนื้อเรื่องที่กล่าวถึงชีวิตของชาวบ้านอย่างง่ายๆ  และก็ประทับใจที่คนแปลสามารถทำให้เราอ่านไปอย่างไม่ติดขัดด้วยภาษาที่เป็นธรรมชาติและสอดคล้องกับจินตนาการ

           ผู้เขียนหยิบเอาเรื่องราวพื้นๆของชาวบ้านที่อยากจะมีบ้านเป็นของตนเองมาเขียน  มีภาพชีวิตของคนที่อยู่ในหมูบ้าน ตั้งแต่ภาพของพ่อผู้ไม่รู้หนังสือ  คนแก่ที่ถูกผลักไสให้ไปอยู่บ้านพักคนชรา  คุณตาที่เจ็บออดๆๆแอดๆ  ภาพของคนซักผ้า  ภาพของคนหัวหมอ ฯลฯ  

          คนไม่รู้หนังสือ เป็นเรื่องราวของพ่อผู้ที่อ่านไม่ออกและเขียนไม่เป็น  เขียนได้แต่ชื่อของตนเองเท่านั้น  เขาอายที่จะบอกกับผู้คนว่าเขาไม่รู้หนังสือ  เขาจึงมักจะปกปิดจุดอ่อนของเขาไว้เสมอ  จนแม้กระทั่งการที่เขาต้องไปเซ็นต์สัญญาเพื่อต้องการ บ้านของตนเอง  เขาก็ไม่รู้ว่าใบไหนเขียนว่าอะไร  จนถึงขนาดได้เซ็นต์ชื่อลงไปในใบสัญญากู้เงินสร้างบ้านของคนอื่นด้วยซ้ำ  

          ภาพที่เขาเอาใบเอกสารต่างๆไปหาทางการ  แล้วกางมันออกต่อหน้าเจ้าหน้าที่(ที่ไม่สนใจจะช่วยเหลือดูแลเขา ) เพื่อที่จะให้เจ้าหน้าที่ชี้ว่าเขาจะต้องเซ็นต์ชื่อตรงไหนบ้าง  เป็นภาพที่น่าสงสารยิ่งนัก  มันทำให้ดิฉันนึกถึงภาพตามอำเภอหรือสถานที่ราชการในบ้านเรา ที่ชาวบ้านไปติดต่อด้วยความหวั่นเกรงเหมือนกับคนไม่รู้หนังสือคนนี้

          ลูกชายของคนไม่รู้หนังสือ  มีความปรารถนาอยากจะเป็นนักศึกษา  เขาเอาห้องใต้หลังคาเป็นห้องเก็บหนังสือที่เขาหามาได้  และเป็นที่อ่านหนังสือของเขาด้วย  เขาจุดตะเกียงอ่านหนังสือ จนไฟเกือบจะไหม้บ้าน  ไปเอาผ้าม่านมาดับจนผ้าม่านไหม้เป็นรอย  ภาพนี้ทำให้ดิฉันนึกถึงวัยเด็กของตนเองที่บ้านในชนบท  ที่ต้องจุดตะเกียงกันเมื่อยามค่ำ  ฉันและพี่สาวก็แอบอ่านหนังสือกันด้วยแสงไฟจากตะเกียงแบบนี้เหมือนกัน

          หลังจากนั้น ลูกชาย คนไม่รู้หนังสือจึงไปหาโพรงเก่าของสุนัขจิ้งจอก เป็นที่หลบอ่านหนังสือต่อไป   นี่ก็เป็นภาพที่ดิฉันชอบมากเช่นกัน  เพราะเมื่อวัยเด็ก ยามเมื่อเราแอบอยู่ในโพรงจะมีความรู้สึกว่า โลกนี้เป็นของเราอย่างแท้จริง

          สรุปว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณค่าน่าอ่าน  ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาที่เดินเรื่องไปอย่างเป็นธรรมชาติอย่างคนชนบทและคนชั้นล่างที่ถูกคนที่มีเงินและคนที่มีอำนาจเหนือกว่าเอาเปรียบ  ภาพของผู้คนที่อยู่กันอย่างปัจเจกชน  ไม่สามารถรวมตัวกันต่อสู้ได้  จึงต้องเผชิญชีวิตกันไปตามยถากรรม

          หนังสือเล่มนี้พิมพ์เป็นครั้งที่ 4  เมื่อกุมภาพันธ์ 2546 นี้เอง   ราคาเล่มละ 175 บาท   ลองหาอ่านดูค่ะ

Posted by add on 20 May 2003,06:19
Le Petit Prince (The Little Prince)

     

      หนังสือเรื่องเจ้าชายน้อยมีอายุถึง 60 ปีแล้ว แซงแตก-ซูเปรีเขียนหนังสือเล่มนี้เมื่อปี ค.ศ.1942 เขาวาดรูปเด็กผู้ชายธรรมดาซึ่งดูมีชีวิตจิตใจลงบนจดหมาย ผ้าปูโต๊ะอาหาร หรือบนแผ่นกระดาษ อยู่หลายปี  เหล่าบรรณาธิการชาวอเมริกันเห็นเข้าก็ชื่นชอบรูปเด็กผู้ชายคนนี้ จึงแนะนำให้เขาเอาเด็กผู้ชายคนนี้มาเขียนเป็นนิทานสำหรับเด็ก  เขาใช้เวลาในฤดูร้อนปี 1942 แต่งเรื่องเจ้าชายน้อย บางครั้งก็ให้เพื่อนๆช่วยแสดงท่าทางเพื่อให้เขาวาดรูปตาม 

      เขาเขียนหนังสือเล่มนี้เสร็จในปี คศ. 1942 แต่กว่าจะพิมพ์ออกมาจำหน่ายก็ในเดือนเมษายน 1943 ในสหรัฐอเมริกา เพราะเขาพิถีพิถันเอาต้นฉบับลายมือมาใส่รวมกับภาพประกอบ  แต่เมื่อวางจำหน่าย หนังสือก็ได้รับความสำเร็จอย่างท่วมท้น

     หนังสือเจ้าชายน้อยพิมพ์จำหน่ายเป็นสิบๆล้านเล่ม และมีคนนำไปแปลเป็นภาษาต่างประเทศถึง 150 ภาษา เจ้าชายน้อยจึงเดินทางไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย 

     เจ้าชายน้อยของประเทศไทย แปลโดย อำพรรณ โอตระกูล เมื่อปี พ.ศ. 2512 จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช

      

     ใครที่ยังไม่เคยอ่านเรื่องนี้ หรือ ใครที่อยากจะอ่านหนังสือเล่มนี้อีก ลองอ่าน เจ้าชายน้อยออนไลน์ดูค่ะ

< The Little Prince >
Posted by KiLiN on 20 May 2003,07:17
เจ้าชายน้อย ผมเคยอ่านแล้ว ที่อ่านเพราะมันพิมพ์เยอะพิมพ์หลายภาษา ไม่แน่ใจว่าอ่านจบหรือเปล่าด้วย มีหนังสือน้อยเล่มมากที่ผมอ่านได้จบเล่ม แล้วก็มีน้อยเล่มอีกที่หยิบมาอ่านหรือตั้งใจอ่านจริงๆ
เจ้าชายน้อยหลังจากอ่านแล้ว ก็ไม่ติดใจอะไรเลย งงมากว่าดียังไง ตอนนี้จำอะไรไม่ได้เลย หลังจากนั้นก็ไม่เลือกอ่านเพราะพิมพ์เยอะพิมพ์มากอีกแล้ว เหอๆๆ ตกลงดียังไงเล่มนี้ hum.gif ฮ่าๆๆๆๆๆๆ laugh1.gif

แต่ก็คิดว่า ก็คงดี ไม่งั้นจะพิมพ์เยอะเหรอ ic-14.gif โอ้ยมึน กวนอีกต่างหาก เหอๆๆ couch.gif
Posted by nava on 20 May 2003,07:50
coffee.gif   เจ้าชายน้อย...ตอน"เพื่อนหมาจิ้งจอก"  
  เจ้าชายน้อยกำลังเศร้า เหงา อยากมีเพื่อน
  หมาจิ้งจอกเองก็ไม่ได้ใจร้าย
  เพียงแต่มันอยู่โดเดี่ยวในทะเลทรายมานานเกินไป
  เจ้าชายน้อยน่ารัก น่าสนใจ
  แต่ช่วงเวลาที่รู้จักกันช่างแสนสั้น ยังไม่รู้จักรู้ใจกันถ่องแท้
  มันยังไม่เชื่องพอ จะเป็นเพื่อนกันได้อย่างไร

  "ฉันต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้เธอเชื่อง" เจ้าชายน้อยถาม
  "เธอต้องใช้ความอดทนอย่างมาก" หมาจิ้งจอกตอบ
  "แรกเลยเธอต้องนั่งบนผืนหญ้าให้ห่างฉันเล็กน้อย
   โดยไม่ต้องพูดอะไร คำพูดเป็นที่มาของความเข้าใจผิด
   แล้วเธอก็ค่อยๆขยับเข้ามานั่งใกล้ฉันทีละน้อย ทีละน้อย
   ใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน"


   ในความสัมพันธ์ จะไว้เนื้อเชื่อใจใครสักคนต้องใช้เวลา
   บางครั้งนานเหลือเกิน กว่าที่เราจะเข้าใกล้ใครบางคนได้

                      ฉันเกลียดเธอ ฉันรักเธอ..ชีวิต
                           'ปราย พันแสง  flower.gif
Posted by add on 20 May 2003,08:50
สงสัย คุณคิลินจะแก่เกินกว่าที่จะเข้าใจจินตนาการและอารมณ์แบบเด็กๆมังคะ เฮ่ๆ ลองอ่านดูอีกทีจะเห็นธรรมะซ่อนเร้นอยู่ค่ะ laugh1.gif

     ใครเห็นว่าเจ้าชายน้อยดีหรือไม่ดียังไง ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร ก็เขียนๆๆกันเข้ามานะคะ จะได้มีความเห็นหลากหลาย สนุกดีค่ะ

      ตอนที่คุณนาวายกมาคือ บทที่ 21 เจ้าชายน้อยกับสุนัขจิ้งจอก ลองอ่านดูค่ะ

      < เจ้าชายน้อย >
Posted by KiLiN on 20 May 2003,21:46
อ้อ....เนื้อหาเจ้าชายน้อยเป็นอย่างนี้นี่เอง จริงๆเนื้อหาแบบนี้ผมก็ชอบน่ะ แต่ชอบตอนอยู่ชั้นประถมปลาย ตอนนั้นดีใจได้เข้าโรงเรียนมีห้องสมุดด้วย โรงเรียนเก่าไม่มี อย่าว่าแต่ห้องสมุด หนังสือก็นานๆๆ จะได้เห็นสักเล่ม เลยชอบมาก ยืมหนังสือจากห้องสมุดกลับไปอ่านใหญ่ ก็หนังสือพวกนิทาน นิยาย เทพนิยาย แบบเจ้าชายน้อยนี่แหล่ะ อ่านจนไม่ค่อยมีให้ยืม วันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็เลยตะรอนๆๆ ไปตามห้องสมุดประชาชนตามวัด ไปนั่งอ่าน เหอๆๆๆ ช่วงนี้จัดว่าหิวอยากอ่าน อ่านเยอะ

      มาเจอหนังสือเจ้าชายน้อยผิดยุคมั้ง เลยอ่านแล้วไม่ติดใจ เป็นช่วงทำงานแล้ว ช่วงนั้นอยากอ่านหนังสือประเภทค้นหา ค้นหาคำตอบ คำตอบของชีวิต ช่วงของชีวิตของคนเราก็เปลี่ยนไปเป็นช่วงๆ อย่างหนังสือช่วงนี้ที่ชอบ ถ้ามาถามตอนนี้ก็ไม่อยากอ่านอีก ไม่นึกอยากอ่านหนังสือใดๆเลย อาจเพราะรู้สึกว่า คำตอบที่ค้นหานั้น ค้นเจอแล้ว ตอนนี้กลับรู้สึกว่า ทำอย่างไรให้สิ่งที่ค้นพบค้นเจอนั้น ไม่อยู่เพียงแค่ตัวอักษร ทำอย่างไรเราจึงมีประสพการณ์ตรงของเราเอง จากที่ผ่านมาเราอ่านประสพการณ์ของผู้อื่นมามากแล้ว ครึ่งค่อนของชีวิตที่ผ่านมา การเรียนรู้ประสพการณ์จากผู้อื่นน่าจะมากเพียงพอ ที่จะสังเคราะห์มัน แล้วแปรเปลี่ยนมัน มาเป็นประสพการณ์ตรงของเราเองได้บ้าง.......
Posted by add on 21 May 2003,21:51
ค่ะ การอ่านหนังสือถ้าเหมาะกับช่วงเวลาและวัย ก็จะลึกซึ้ง แต่หนังสือวรรณกรรมเยาวชนส่วนใหญ่ที่ดีๆก็จะอ่านได้ตั้งแต่เด็กจนแก่เลยค่ะ บางเล่มเด็กอ่านไม่รู้เรื่องเสียด้วยซ้ำ

   และบางทีเด็กๆๆก็จะมีสิ่งดีๆ ความคิดดีๆแทรกอยู่ในตัวของเขา หลายๆครั้งที่สอนให้ผู้ใหญ่ได้คิดในอีกด้านหนึ่งด้วย แทนที่จะคิดตามความเคยชินเดิมๆ ลองอ่านดูค่ะ


" เธอคือใคร "  เขาถามหมู่ดอกไม้ด้วยความประหลาดใจ
" เราคือดอกกุหลาบ "  ดอกกุหลาบตอบ
" อา ..."  เจ้าชายน้อยอุทานเบาๆ

เขารู้สึกไม่สบายใจ ดอกไม้ของเขาเคยเล่าให้ฟังว่า
เธอเป็นดอกไม้พันธุ์นี้เพียงดอกเดียวในจักรวาล
แต่ในสวนนี้มีดอกไม้ชนิดเดียวกับเธอถึงห้าพันดอก

"ฉันหลงคิดว่าฉันเป็นคนร่ำรวย เพราะฉันมีดอกไม้ที่มีเพียงดอกเดียวในโลก
ความจริงฉันเป็นเพียงเจ้าของดอกกุหลาบธรรมดาๆ ดอกหนึ่ง
กับภูเขาไฟสามลูกที่สูงเทียมเข่า และลูกหนึ่งบางทีอาจดับแล้วตลอดกาล
ทั้งหมดนั้นไม่สามารถทำให้ฉันกลายเป็นเจ้าชายผู้ยิ่งใหญ่ได้เลย
"

เขาทิ้งตัวลงบนพื้นหญ้า แล้วร้องไห้

และอีกตอนหนึ่ง

" สวัสดี " เจ้าชายน้อยทัก
" สวัสดี " พ่อค้าตอบ
เขาเป็นพ่อค้าขายยาเม็ดแก้กระหายน้ำ ถ้ากินอาทิตย์ละเม็ด
เราจะไม่รู้สึกกระหายน้ำอีกเลย
" ทำไมคุณจึงขายของแบบนั้นล่ะ " เจ้าชายน้อยอดสงสัยไม่ได้
" เพราะมันจะช่วยประหยัดเวลาได้มากทีเดียว ผู้เชี่ยวชาญได้คำนวณดูแล้ว
เราจะประหยัดได้ถึงอาทิตย์ละห้าสิบสามนาที " พ่อค้าตอบ
" แล้วเขาเอาเวลาห้าสิบสามนาทีนั่นไปทำอะไร "
" ก็ทำสิ่งที่เขาอยากทำ "
'ถ้าเป็นฉัน ฉันจะใช้เวลานั้นเดินไปยังธารน้ำ'เจ้าชายน้อยนึกในใจ

    ในหลายๆตอน เรื่องนี้จะสะท้อนให้เห็นว่าผู้ใหญ่มักจะมองสิ่งต่างๆเป็นข้อมูล เป็นตัวเลขที่แน่นอน ผู้ใหญ่ชอบวางอำนาจ  ชอบเป็นเจ้าของ ฯลฯ  ในขณะที่เด็กๆๆเขาจะมองด้วยความประทับใจ มีจินตนาการ และมีความฝันอันงดงาม

    อันที่จริงพวกเราทุกคนก็เคยผ่านช่วงวัยแบบนี้มาก่อน แต่เราละเลย ผ่านไปเหมือนเช่นที่คนทั่วๆไปเขาเป็นกัน เอาเรื่องนี้มาให้อ่าน เพื่อว่าเราจะได้กลับไปสู่โลกที่เราคยเป็นอีกครั้งหนึ่ง ขอให้มีความสุขกันค่ะ
Posted by add on 22 May 2003,19:47
เจ้าชายน้อย

    เรื่องเจ้าชายน้อยถึงแม้เป็นหนังสือสำหรับเด็ก แต่ผมเห็นว่าแฝงปรัชญา ชีวิตที่น่าศึกษาทีเดียว

    ปรัชญาแรกที่พบคือ การที่ผู้เขียน เมื่ออายุ 6 ขวบได้เขียนรูปงูเหลือมกลืน ช้างทั้งตัวโดยไม่เคี้ยวเลย แต่เมื่อเขานำภาพไปให้ผู้ใหญ่ดู ผู้ใหญ่เหล่านั้น กลับมองเห็นเป็นหมวก ทำให้ผู้เขียนต้องเขียนภาพภายในว่ามีงูเหลือม จึงจะทำให้ผู้ใหญ่เหล่านั้นเข้าใจ

    "พวกผู้ใหญ่ได้แนะนำว่าฉันควรจะเลิกยุ่งกับการวาดภาพงูเหลือมชนิดเห็น ด้านนอกหรือด้านในเสีย และหันมาสนใจเรียนวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ และไวยากรณ์แทน ดังนั้นฉันจึงได้ทิ้งอาชีพ วาดรูปเสียตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เพราะว่าฉันรู้สึกหมดกำลังใจที่ภาพรูปแรก และภาพรูปที่สองไม่ได้รับผลสำเร็จ พวกผู้ใหญ่ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย เป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่งที่เด็กๆจะต้องอธิบายให้พวกเขา เข้าใจอยู่ตลอดเวลา"

    สรุปใจความตอนนี้ว่า "สายตาของคนเราอาจจะไม่เพียงพอในการเข้าใจเรื่องใดๆ การที่จะเข้าใจสิ่งใดให้ลึกซึ้งนั้น ควรจะอาศัยใจในการมอง"


-------------------------------------------------

    มาถึงตอนที่ผู้เขียนได้พบกับเจ้าชายน้อยที่มาจากดาวบี.612 แล้ววันหนึ่ง เจ้าชายน้อยถามผู้เขียนซึ่งอยู่ในทะเลทราย เพราะเครื่องบินตก ขณะที่ผู้เขียนกำลังซ่อมเครื่องบินของเขาอยู่นั้นว่า
    "หนามของดอกไม้มีไว้ทำไม"
    "หนามหรือ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย เป็นเพราะเจ้าดอกไม้มันใจร้ายเท่านั้นเอง"
    "โอ....."
    เจ้าชายน้อยพยายามถามอีกจนฉันเหลืออด
    "พอที พอที ฉันไม่ได้เชื่ออะไรเลย" ฉันตอบส่งๆไปยังงั้นเอง"ฉันกำลังทำธุระสำคัญอยู่"
    เจ้าชายน้อยได้กล่าวว่า
    "ดอกไม้ผลิตหนามมานับล้านๆปีแล้ว และแกะก็ได้กินดอกไม้มาตลอดระยะเวลาอันยาวนานนั้นด้วย ถ้าเช่นนั้นมันเป็นการไร้สาระละหรือที่เราจะพยายามหาสาเหตุว่าดอกไม้สร้าง หนามขึ้นมาเพื่อประโยชน์อันใด สงครามระหว่างแกะหรือดอกไม้ไม่มี ความสำคัญเชียวหรือ ถ้าฉันรู้จักดอกไม้ดอกหนึ่ง ดอกเดียวที่ไม่มีที่อื่นใด อีกนอกจากในโลกของฉัน และถ้าเจ้าแกะน้อยสามารถทำให้ดอกไม้นั้น อันตรธานไปได้ในเช้าวันหนึ่ง โดยที่เจ้าแกะนั้นไม่รู้ว่ามันได้กระทำอะไร ลงไป เรื่องนี้ยังไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกหรือนี่"

    เขาหน้าแดงก่ำและกล่าวต่อไปอีกว่า
    "ถ้าใครคนหนึ่งรักดอกไม้ดอกหนึ่งซึ่งมีเพียงดอกเดียวเท่านั้นในดวงดาว นับพันล้านดวง เพียงแต่เขาได้มองดูมันเท่านั้นก็ทำให้เขามีความสุข พออยู่แล้ว เขาจะรำพึงกับตนเองว่า "ดอกไม้ของฉันอยู่ที่นั้น บนดวงดาวดวงหนึ่งนั่น..."แต่ถ้าแกะกินดอกไม้ดอกนั้นเสีย ก็เปรียบเสมือนดวงดาวทุกดวงดับพรึบพร้อมกันในสายตาของเขาผู้นั้น และเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องไม่สลักสำคัญรึ?"


-------------------------------------------------

    เจ้าชายน้อยมีดอกกุหลาบดอกหนึ่งบนดาวบี.612 แต่ดอกกุหลาบนี้ค่อน ข้างข้างเรื่องมาก จนทำให้เจ้าชายน้อยเริ่มระแวงทั้งๆที่เขามีความรัก และหวังดีต่อมัน เขาเอาจริงเอาจังต่อคำพูดไร้สาระจนเกินไป และรู้สึก เป็นทุกข์มาก
   "ฉันไม่ควรฟังเธอเลย"เจ้าชายน้อยสารภาพต่อฉันในวันหนึ่ง เราต้องไม่ฟังในเรื่องดอกไม้บ่น เราควรสนใจแต่เพียงชมเชยมันและดมมันเท่านั้น ดอกไม้ของฉันทำให้โลกของฉันหอมหวล แต่ฉันไม่รู้จักปลาบปลื้มและรู้สึกแต่เพียงแค่นั้น เรื่องเกี่ยวกับกรงเล็บซึ่งกวนใจฉันอยู่เรื่องนั้นทำให้ฉันใจอ่อน

    เขาเล่าความในใจต่อไปว่า
   "ฉันไม่เข้าใจอะไรเสียเลยในตอนนั้น ฉันควรจะรู้จักตัดสินเธอจากการกระทำของเธอและมิใช่คำพูดของเธอ เธอทำให้โลกของฉันหอมหวลและแจ่มใส ฉันจึงไม่ควรหนีจากเธอเลย ฉันควรจะเห็นความอ่อนหวานที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเจ้าเล่ห์แสนกลของ เธอ ดอกไม้ก็มีอารมณ์หวั่นไหวง่ายเช่นนี้เสมอแหละ ฉันยังเด็กเกินกว่าที่จะรู้จักรักเขา"


< The Little Prince >
Posted by add on 24 May 2003,00:24
ประวัติผู้เขียนเรื่องเจ้าชายน้อย

     แซง-แต็ก ซูเปรี เกิดวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2443 หรือ ค.ศ.1900  ที่เมืองลียง เขาเป็นบุตรชายคนที่สาม จากพี่น้องสี่คน เขาเป็นคนมีนิสัยชอบเล่นมาแต่เยาว์วัย อายุมากเขาก็ยังชอบเล่นอยู่ เขามักจะหวนระลึกถึงเวลาอันสนุกสนานในวัยเด็กเสมอๆโดยเฉพาะมารดาผู้อ่อนหวาน ซึ่งได้เลี้ยงดูอบรมเขามาโดยตลอด เพราะบิดาถึงแก่กรรมเมื่อเขาได้อายุเพียง 4 ขวบ

     สมัยเด็กเขาเป็นเด็กที่ไม่ชอบเรียน พออายุ 14 ปี เขาเข้าเรียนมัธยมที่โรงเรียน แซงค์-ฌอง ที่เมืองไฟบวร์ก ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อเรียนจบมัธยม ซูเปรสามารถสอบเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมนายเรือ แซงต์ หลุยส์ กรุงปารีสแต่ สอบไม่ผ่านเพราะไม่ยอมเขียนเรียงความเรื่อง "ความรู้สึกของทหารที่กลับมาจากสงคราม" เขาบอกว่าเขาไม่สามารถบรรยายความรู้สึกซึ่งเขาไม่เคยประสบนั้นได้

      จนกระทั่งวันที่ 2 เมษายน ค.ศ.1921ถูกเรียกตัวเข้ารับราชการทหาร ประจำกองบังคับการบิน ที่เมืองสตราส์บูร์ก ซูเปรีฝึกบินอย่างหนัก จนได้รับใบอนุญาตเป็นนักบินอาชีพ ต่อมาเขาเริ่มงานแรกกับบริษัท ลาเตโกแอร์ ที่เมืองตูลูส เป็นนักบินระหว่างเส้นทางตูลูส กับคาซาบลังก้า จนกระทั่งถูกส่งไปรับตำแหน่ง หัวหน้าควบคุมการบินที่ กาพ ซูบี ในประเทศโมร็อคโค แอฟริกา ที่โมร็อคโค เขามีหน้าที่จัดเก็บถุงพัศดุไปรษณีย์ และคอยช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุเนื่องจากการบิน นี่เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เขาเขียนนิยายเรื่องแรก "ไปรษณีย์ใต้" (Southern Mail)
       
     หลังจากนั้นเขาเข้าทำงานกับบริษัท อาเอปอสตา ซึ่งเป็นบริษัทขนส่งอากาศ ในกรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา โดยบุกเบิกเส้นทางการบินระหว่าง บัวโนสไอเรส กับปุนตา-อาเรนัส จนกระทั่งปี ค.ศ. 1931 จึงแต่งงานกับ กอนซูเอโล ซุนซิน หลังจากบริษัท อาเอโรปอสตา ล้มละลาย จึงลาออกจากงานในอเมริกาใต้ ไปประจำการเที่ยวบินกลางคืนระหว่าง กาซาบลังกา กับ ปอร์-เอเตียน ที่นี่เองที่ทำให้เขาเขียนนิยายเรื่องที่สองคือ "เที่ยวบินกลางคืน" ( Night Fight ) ทำได้ 3 ปี จึงเข้าทำงานให้กับบริษัท แอร์ฟรานซ์ ในแผนกประชาสัมพันธ์ ในปี ค.ศ.1935 พยายามจะทำลานสถิติเวลาการบินระหว่างปารีสไปยัง ไซง่อน แต่เครื่องบินขัดข้องอัปปางในทะเลทรายลิเบีย

     ส่วนนิยายเรื่องที่สาม เขาใช้เวลาระหว่างพักรักษาตัวการเครื่องบินตก นิยายเรื่องนี้คือ Wind, Sand and Stars นิยายเรื่องนี้ได้รับรางวัลกรองด์ พรีซ์ ดู โร ม็อง จากราชบัณฑิตฝรั่งเศส เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เขาถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นผู้สอนเทคนิคการขับขี่เครื่องบิน ทว่าเขากลับออกบินเสียเอง โดยได้ร่วมกับหน่วยลาดตระเวน และทำให้เขาเขียนนิยายเรื่องที่ 4 คือ Fight to Arras จนกระทั่งกลางปี ค.ศ. 1942 เขาจึงได้เขียนนิยายเรื่อง "เจ้าชายน้อย" ( The Little Prince ) ในช่วงหลังเขาไม่ได้ถูกส่งให้บินบ่อยนัก เนื่องจากอายุมากขึ้น เขาใช้เวลาช่วงนี้เขียนนิยายเรื่องสุดท้าย Gitadelle หรือ The Wisdom of the Sand จนกระทั่งวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ.1944 เขาออกบินตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า จนล่วงเลยมาถึงบ่ายโมงครึ่งก็ยังไม่ปรากฏแม้เงาแสงจากปีกเครื่องบิน เขาหายสาปสูญ โดยที่เราไม่สามารถรับรู้ได้ว่าซูเปรีจบชีวิตลงอย่างไร

ผลงาน

1.Southern Mail ผลงานเล่มนี้แปลเป็นภาษาไทยแล้วชื่อว่า "ไปรษณีย์ใต้" แปลโดย นารีรัตน์

2.Night Fight ผลงานเรื่องนี้แปลเป็นภาษาไทยชื่อปกว่า "เที่ยวบินกลางคืน" ผู้แปลคือ "คันธา ศรีวิมล" ซึ่งมีผลงานแปลมาแล้วหลายเล่ม

3.Wind, Sand and Stars

4.The Little Prince "เจ้าชายน้อย" แปลเป็นภาษาไทยหลายสำนวน สำนวนแรกของ อำพรรณ โอตระกูล ซึ่งแปลโดยตรงจากภาษาฝรั่งเศส สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช เล่มนี้ราคาถูกมากแต่เป็นกระดาษปรู๊ฟ ปัจจุบันมีผู้นำมาจัดพิมพ์ใหม่ ราคาตกเล่มละ 100 กว่าบาท

5.Airman's Odyssey 6.Wartme Writings

6..Wartme Writings

< http://www.lovecenter.in.th/love-phd4.html >
< http://www.thaiwriter.net/world/exupery.htm >
Posted by nid on 14 Jun. 2003,05:55


นพลักษณ์ แผนที่เข้าถึงคนเข้าถึงตน
[Principles of the Enneagram]

คาร์เรน เวบบ์
ทีมนพลักษณ์ไทย (สันติกโรภิกขุ , ถวัลย์ เนียมทรัพย์ , จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ และสุมนา พิศลยบุตร)
ขนาด : 16 หน้ายกพิเศษ (14.5 x 21 ซม.)
จำนวนหน้า : 203 หน้า
พิมพ์ครั้งที่ : 2

  เป็นหนังสือที่บอกที่มาของนพลักษณ์ และอธิบายความหมายของลักษณ์ทั้ง 9 ว่า เป็นศาสตร์โบราณ มีรากเหง้าที่เอเชียกลาง ซึ่งเป็นทางผ่านแห่งศาสนาทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นคริสต์ อิสลาม ฮินดู พุทธ และอื่น ๆ "นพลักษณ์" จึงเข้าได้กับทุกศาสนา เป็นศาสตร์ที่ใช้ฝึกตนเอง รู้จักตนเอง และปลดปล่อยตนเองจากความงมงาย ยึดมั่นถือมั่นทุกประการ เช่น การศึกษาจิต นิสัยใจคอ วิธีคิด ระบบอารมณ์ ความรู้สึกและแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิตภายในลึก ๆ นพลักษณ์อธิบายบุคลิกของแต่ละลักษณ์ว่า บุคลิกภาพของคนลักษณ์นั้นมีลักษณะอย่างไร และลักษณะสุดโต่งของคนลักษณ์นั้น ลักษณะนิสัยของจิตและจุดสนใจภายใต้สิ่งที่ปรากฏอยู่ภายนอก เมื่อเผชิญสภาพการณ์ต่าง ๆ เช่น มั่นคงหรือเครียด แต่ละลักษณ์เปลี่ยนแปรอย่างไร และเพื่อนจะช่วยให้เติบโตได้อย่างไร

ราคา : 170 บาท
Posted by nid on 14 Jun. 2003,06:04



ปาฏิหาริย์อันเรียบง่าย : หลากหลายมิติของการภาวนา
[Ordinary Magic]

จอห์น เวลวู้ด (บรรณาธิการภาษาอังกฤษ)
ร.จันเสน
ขนาด : 16 หน้ายกพิเศษ (14.5 x 21 ซม.)
จำนวนหน้า : 206 หน้า
พิมพ์ครั้งที่ : 1

เป็นหนังสือที่รวบรวมประสบการณ์การปฏิบัติภาวนาในหลากหลายมิติของผู้ปฏิบัติธรรมขั้นสูง เช่น ติช นัท ฮันห์ , เชอเกียม ตรุงปะ , กฤษณมูรติ , จอห์น เวลวู้ด , แจ็ค คอร์นฟิลด์ เป็นต้น เรื่องราวการภาวนาของท่านเหล่านี้ล้วนน่าสนใจ ตรงที่พ้นไปจากการภาวนาแบบสงบนิ่งเพียงในสถานปฏิบัติ การตระหนักรู้ของพวกท่านนั้นอยู่ในแต่ละกิจของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะกินอาหาร เดิน นั่ง ขับรถ หรือทำงานบ้าน ด้วยการปฏิบัติดังกล่าว ท่านได้สัมผัสตัวตนภายใน ซึ่งทำให้เข้าถึงสัจธรรม และหลุดจากเปลือกของอัตตา
หนังสือเล่มนี้ จะช่วยทำให้ชีวิตที่วุ่นวาย ขาดการเหลียวแลตัวตนภายในของเรา ได้สัมผัสกับสิ่งมหัศจรรย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองข้ามมาตลอด เพราะเรามักผลาญเวลาไปกับการคุยโทรศัพท์ ดูโทรทัศน์ หรือการทำให้เราห่างจากการสัมผัสตัวตนภายในมากขึ้นทุกที แต่ด้วยการตระหนักรู้ ชีวิตทุกวันของเราจะมีความหมายใหม่ และกิจกรรมจะมิใช่เพียงการทำซ้ำอย่างขาดสติ

ราคา : 190 บาท
Posted by add on 21 Jun. 2003,07:31
อันนา คาเรนินา
แปลโดย สดใส
จากเรื่อง
ANNA KARENINA
LEO TOLSTOY

  

   ในกระทู้ ดูหนัง ได้นำหนังเรือง ANNA KARENINA มาเล่าให้ชมกันแล้ว จึงขอแนะนำหนังสือควบคู่กันไปเลย

   < ANNA KARENINA >

   วรรณกรรมเรื่องนี้ แต่งโดย ลีโอ ตอลสตอย ผู้มีผลงานดีเด่นจากเรื่อง WAR AND PEACE หลังจากนั้นเขาจึงแต่งเรื่อง ANNA KARENINA ( ค.ศ. 1873-1877) อันที่จริงเขาตั้งใจจะแต่งเรื่อง ชีวิตรักรัสเซียสมัยปีเตอร์มหาราช แต่เขากลับสะดุดใจกับเรื่องราวของหญิงสาว ชื่อ อันนา สเดปานอฟมา ผู้ซึ่งฆ่าตัวตายเพราะอกหักในชีวิตรัก ด้วยการกระโดดให้รถไฟทับที่สถานีรถไฟใกล้ๆเคหาสน์ของเขาเอง เขาจึงเอาเรื่องราวของเธอมาปรับแต่งให้เป็นนวนิยายของเขา

    ตัวละครของเขาแบ่งเป็นสองพวกคือ อันนา สามีอันนา วรอนสกี้ชู้รักของอันนา

    อีกกลุ่มหนึ่งคือ เลวินและคิตตี้ 

    โดยมีพี่สาวของคิตตี้ไปแต่งงานกับพี่ชายของอันนา จึงทำให้ตัวละครสองกลุ่มนี้เชื่อมต่อกันได้ และอาศัยการเปรียบเทียบชีวิตของผู้คน โดยมีรายละเอียดที่แวดล้อมตัวละครแต่ละตัว ทั้งชีวิตประจำวัน อาชีพรายได้ และความรู้สึกนึกคิดของตัวละครแต่ละตัว เรื่องราวโดยหลักๆเหมือนกับที่เขียนในกระทู้ดูหนัง แต่จะมีรายละเอียดที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่ามาก

    อันนาคือผู้หญิงสาวสวย มีเสน่ห์ มีพลัง สามีของเธอคือ ข้าราชการที่ดูเหมือนประสบความสำเร็จแต่ที่จริงกลับล้มเหลวทั้งทางด้านการงานและชีวิตส่วนตัวจนต้องหันไปพึ่งเรื่องโชคลาง วรอนสกี้ชู้รักยอมสละแม้ความก้าวหน้าในอาชีพเพื่อคนรักอย่างอันนา  แต่สภาพสังคมและความรู้สึกขัดแย้ง สับสน ของอันนาเอง ในตอนท้ายให้อันนาต้องชดใช้ปาปที่เธอได้ก่อขึ้นมาต่อสามีและลูก โดยการฆ่าตัวตาย

    เราอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร เพื่ออะไรกัน  เป็นคำถามของอันนาก่อนที่เธอจะสิ้นใจ ใต้ล้อเหล็กรถไฟ 
 
    หนังสือเล่มนี้ สดใสเป็นผู้แปล  เทพศิริ สุขโสภา วาดภาพประกอบ หนังสือหนาเกือบ 1000 หน้า พิมพ์เมื่อปีพ.ศ. 2536 ราคาเล่มละ 420 บาท ของสำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก 

   

    ใครที่ชอบวรรณกรรมก็ไม่ควรพลาดการอ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะจะดีกว่าดูหนังมากนัก แต่ก็ขอแนะนำว่า ให้อ่านแล้ววาดแผนผังไปด้วยก็จะดีมาก เพราะเราอาจไม่คุ้นเคยกับชื่อของตัวละครรัสเซีย ถ้าอ่านเล่มนี้ได้สนุกต่อไปก็จะอ่านเรื่อง พี่น้องคารามาซอฟได้อย่างสบายๆ

    มีเรื่อง ANNA KARENINA ออนไลน์ ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษให้อ่านที่นี่ แต่จะมีตัวสะกดผิดอยู่ค่อนข้างมาก ลองอ่านดูค่ะ

    < http://www.literature.org/authors/tolstoy-leo/anna-karenina/index.html >

    
Posted by อาฉี on 20 Jul. 2003,07:45
ก้าวไปสู่ความสำเร็จกับผม Giant Steps แอนโทนี่ ร็อบบินส์

 

จริงแล้วผมก็ชอบอ่านหนังสือทุกประเภทครับอ่านตั้งแต่ หนังสือพิมพ์ หนังสือธรรมะ ยันหนังสือโป๊

แต่หนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาที่ผมคิดว่าดีปฎิบัติตามได้ง่ายที่สุดและได้ผลเร็วที่สุดคือเล่มนี้ครับ ก้าวไปสู่ความสำเร็จกับผม คนๆนี้คือที่ปรึกษาทางด้านจิตวิทยาความสำเร็จแก่ ดาราฮอลีวูดส์ นักกีฬาระดับโลกมากมายอย่างเช่น ไมเคิลจอร์แดน รวมทั้ง ประธานธิปดีสหรัฐ ลองอ่านดูละกันครับ อ้อถ้ามีโอกาสลองหาอ่านหนังสือ เก่าๆของเขาอย่าง ปลุกยักษ์หลับ และความสำเร็จจากเพื่อนครับเพื่อปูพื้นฐานก็ดีนะ




ลองอ่านคำนิยมดูนะ

หนังสือเล่มนี้ได้เขียนขึ้น จากเครื่องมือ เทคนิค หลักการ และกลวิธีที่วิเศษสุด ที่มีในหนังสือชื่อ Awaken the Giant Within (ปลุกยักษ์ใหญ่) ตั้งแต่เรื่องทางการเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ อารมณ์ และความสมมาดปรารถนาทุกชนิด มีสองส่วน ส่วนแรกเพื่อทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ส่วนที่สองเพื่อเคลื่อนย้าย แรงดลใจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มากมายโดยจะนำไปสู่ การกระทำที่ง่ายๆ อย่างคงเส้นคงวา เมื่อรวมสองส่วนนี้จะนำไปสู่การกระทำอันยิ่งใหญ่เพื่อคุณภาพชีวิตของคุณ เหนือสิ่งอื่นใด เมื่อคิดให้ถึงที่สุดแล้ว แรงบันดาลใจจะมีประโยชน์อะไรถ้าปราศจากการเกื้อหนุนด้วยการกระทำ ?
Posted by add on 03 Aug. 2003,06:15
ขอบคุณ คุณนิด และคุณอาฉี ที่ช่วยแนะนำหนังสือค่ะ

เหยื่ออธรรม

    

     เหยื่ออธรรมแปลจาก Les Miserables ซึ่งแต่งโดย วิคเตอร์ ฮูโก เป็นหนังสือวรรณกรรมคลาสสิคอันเลื่องชื่อที่ควรจะมีติดบ้านเอาไว้  แปลเป็นไทยโดย จูเลียต ( นามปากกาของ คุณ ชนิด สายประดิษฐ์ ผู้เป็นภรรยาของคุณ กุหลาบ สายประดิษฐ์ )

     ประวัติย่อๆ ของวิคเตอร์ ฮูโก คือ เขาเป็นชาวฝรั่งเศส เกิดเมื่อ ปี ค.ศ. 1802 เขาได้รับรางวัลชนะการประกวดบทกวีชิงรางวัลของราชบัณฑิตยสภา เมื่อมีอายุเพียง 15 ปี และได้รับแต่งตั้งเป็นราชบัณฑิตของราชบัณฑิตยสภาแห่งฝรั่งเศส เมื่อ มีอายุ 39 ปี  ในช่วงแรกของงานเขียนของเขาจะมีลักษณะอุดมคติและเพ้อฝัน เชื่อว่าคนเราจะสามารถใช้ความรัก ความสงบและความเมตตากรุณามาแก้ไขสังคมอันมืดมิดได้ เช่นเรื่อง The Hunch of Notre Dame หรือ ไอ้ค่อมแห่งนอตเตรอะดาม 

    เขายืนอยู่ข้างชนชั้นปกครองและยังสนับสนุนระบอบกษัตริย์อยู่จนถึงยุค แห่งการปฎิวัติชนขั้นกรรมาชีพในเดือน มิถุนายน ค.ศ.1848 เขาได้เห็นพลังที่ยิ่งใหญ่ของประชาชนกรรมกรแห่งปารีส เขาจึงเลื่อมใสและยืนอยู่ข้างประชาชนอย่างเด็ดเดี่ยวตั้งแต่นั้นมา

    ต่อมาในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1851 หลุยส์ โบนาปาร์ตก่อการรัฐประหาร รื้อฟื้นระบอบกษัตริย์ขึ้นมาใหม่ เขายุบสภาและเนรเทศผู้ที่คัดค้านเขาออกนอกประเทศ รวมทั้ง ฮูโก ผู้เป็นวุฒิสมาชิกด้วย เขาถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะ เจินซี และที่นี่เขาก็ได้ประพันธ์ ทั้งกวีนิพนธ์ และนวนิยายเรื่องยาว คือ Les Miserables นั่นเอง

    เขาถูกเนรเทศไปนานถึง 19 ปี เมื่อกลับมายังฝรั่งเศส ก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น 

    เขาถึงแก่กรรม เมื่อปี ค.ศ. 1885 เมื่อเขามีอายุได้ 83 ปี ในพินัยกรรมเขาเขียนไว้ว่า

    "ข้าพเจ้าปรารถนาจะได้โลงใส่ศพที่สามัญที่สุด  ข้าพเจ้าขอปฏิเสธการสวดตามพิธีที่โบสถ์  แต่ขอคำสวดจากทุกดวงใจ...." 

                              ยังมีต่อ......
Posted by add on 04 Aug. 2003,07:56


ภาพ วิคเตอร์ ฮูโก

     นวนิยายเรื่องเหยื่ออธรรม เป็นภาพสะท้อนชีวิตของสังคมฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 โดยให้ชีวิต ของ ฌอง วาล ฌอง เป็นเสื่อแสดงออก ฮูโกบรรยายถึงความกดขี่และโหดเหี้ยมของนายทุน ความทุกขเวทนาของผู้ถูกกดขี่ได้อย่างมีชีวิตชีวาและสะเทือนอารมณ์ เพียงแค่ความผิดเพียงเล็กน้อยที่ ฌอง วาล ฌอง ได้กระทำลงไป กฏหมายของชนชั้นนายทุนก็ลงโทษเขาอย่างทารุณ จนกระทั่งทำลายชีวิตของเขาทั้งชีวิตลง ทั้งๆที่เขาได้กลับตนเป็นคนดีและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ไว้มากมาย 

     ในนวนิยายเรื่องนี้เต็มไปด้วยเงาของความดี ความเมตตา กรุณา และความรักต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และเป็นการบรรยายถึงสภาพของผู้คนชนชั้นล่างเสียเป็นส่วนใหญ่ 

     ลองอ่านเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้

     < Les Miserables >

     วันที่หนังสือ เรื่องนี้ พิมพ์ออกจำหน่ายครั้งแรก ในปี ค.ศ.1862 ในขณะนั้น ฮูโกยังถูกเนรเทศอยู่บนเกาะเจินซี ชาวปารีสได้เข้ามาห้อมล้อมร้านหนังสือตั้งแต่ 6 นาฬิกา ภายในเวลา 2- 3 ชั่วโมง หนังสือได้จำหน่ายไปถึง 350,000 เล่ม

     นักวิจารณ์ได้วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ว่า 

       เป็นดอกไม้แห่งชีวิต 
     เป็นความหวังของผู้ที่หมดหวัง 
     เป็นคัมภัร์ของผู้ที่สุภาพอ่อนโยน 
     เป็นหนังสือที่ช่วยจรรโลงโลกให้สะอาดหมดจดด้วยไฟแห่งความรัก 
     และเป็นคัมภีร์สำหรับประชาชน


     และต่อมาหนังสือเล่มนี้ก็ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วโลก....
Posted by dinsor on 05 Aug. 2003,00:26
ตอนนี้ยืมสามก๊กจากหอสมุดมาอ่านอยู่ เพิ่งอ่านเล่ม๑ เองค่ะ

น่าติดตาม สนุกดีนะคะ

Posted by add on 05 Aug. 2003,23:58
โอ้โฮ.... นับถือๆ อ่านสามก๊กเลยเหรอ ป้าแอ๊ดยังอ่านไม่จบเลยน่ะ


      อย่างนี้ต้องให้คุยกับพี่เก่งซะแล้ว

      คุณเก่ง))))))))))))))))) ยู้ฮูๆๆๆๆๆๆ หายเงียบไปเลย..... hum.gif
Posted by nid on 13 Aug. 2003,23:04
เคยได้ยินมาว่า...ใครอ่านสามก๊ก จบ 3 ครั้ง คนนั้นคบไม่ได้
เป็นคำพูดที่พูดกันเล่นๆ หรือว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร พี่แอ๊ด
พอจะทราบไม๊คะ.... withstupid.gif
Posted by ๑๘๑๒ on 20 Aug. 2003,21:22
เรื่องสามก๊ก  เป็นหนังสือเรื่องหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ผมรู้สึกทรมาน  หรือพูดง่าย ๆ ว่าทนอ่านให้จบไม่ได้  ทั้ง ๆ ที่ช่วงแรก ๆ เนื้อหาสนุกน่าติดตามแต่เมื่ออ่านไปเรื่อย ๆ กลับไม่ชอบและเริ่มเบื่อหน่าย  ซึ่งผลสุดท้ายก็อ่านไม่จบ  แค่เริ่มเล่ม ๒ ไปไม่เท่าไหร่ก็ต้องวาง  

ผมรู้สึกทึ่งกับกระบวนการเขียนความเรียงที่เฉียบขาดของท่านเจ้าพระยาพระคลัง (หน) และพยายามจะใช้เป็นครูในการเขียนข้อความหรือเรื่องราวยาว ๆ ให้ผู้อ่านเข้าใจได้ตรงประเด็น  แต่ก็ไม่สำเร็จ

สาเหตุที่ทนอ่านให้จบไม่ได้  เพราะรู้สึกชิงชังเรื่องราวในนั้น  แม้แต่การต่อยอดทางความคิดในเรื่องสามก๊กของนักธุรกิจหรือนักเขียนชื่อดังในปัจจุบัน  ผมก็ยังมองอย่างเป็นกลาง ๆ ว่า  เป็นการคิดเข้าข้างตนเองของพวกนายทุนหรือผู้มีอำนาจ  คุณธรรมในสามก๊กมีน้อยมากจนแทบจะมองไม่เห็น  เมื่อเทียบกับความเลวร้ายในนั้น  บางช่วงของเนื้อเรื่อง เพียงสามหน้ากระดาษก็มีการหักหลังคดโกงกันถึง 4 -5 ครั้งเข้าไปแล้ว

**************************************************

การขาดหิริโอตัปปะในสามก๊ก  มุ่งแต่เรื่องแย่งชิงความเป็นใหญ่  เนื้อหาซ้ำซากอยู่กับการหักหลังตอกย้ำไปเรื่อย ๆ  คุณธรรมในเรื่องแม้แต่ตัวละครที่กลายเป็นเทพเจ้าไปแล้วอย่างกวนอู  ก็ยังมีข้อที่ชวนให้คลางแคลงใจอยู่มาก   เหตุผลที่แสดงในสามก๊กในแต่ละเหตุการณ์ก็ถูกใช้พร่ำเพรื่อ  และถูกต่อยอดทางความคิดออกไปไกลเกินเนื้อหาจริง ๆ  

ด้วยเหตุทำนองนี้  จึงมีคนกล่าวว่าอ่านสามก๊ก ๓ จบคบไม่ได้  เพราะอาจซึมซาบเอาความชั่วร้ายต่าง ๆ นา ๆ ที่มีเป็นร้อย ๆ เหตุการณ์ในนิทานอิงพงศาวดารเรื่องนี้  

ผมมีเพื่อนที่อ่านสามก๊ก ๓ จบ  ที่จริงต้องเรียกว่าพยายามอ่านเพื่อให้ได้ชื่อว่าอ่านครบสามจบมากกว่า  ซึ่งแน่นอนการอ่านแบบนั้นจะสู้คนที่รักการอ่านหนังสือ  และอ่านเอาเรื่องเพียงจบเดียวไม่ได้

***************************************************

มีพงศาวดารอีกเรื่องหนึ่งที่ผมมักจะนึกเปรียบเทียบกับสามก๊ก เพราะเป็นเรื่องชิงไหวชิงพริบในศึกสงคราม และมีความรู้สึกชอบมากกว่า  นั่นคือเรื่องราชาธิราช  

ราชาธิราชที่ผมอ่านเป็นเพียงฉบับให้เด็กมัธยมต้นอ่านเท่านั้น  ไม่มีโอกาสได้อ่านฉบับเต็ม ๆ  และยังอ่านแบบประปรายต่อ ๆ มา  ทั้งในพงศาวดารพม่า และบทความเรียงย่อ ๆ  เหตุที่ชอบเพราะราชาธิราช  มีความรู้สึกร่วมกับสังคมและประวัติศาสตร์ไทยมากกว่าสามก๊ก  แบบเทียบกันไม่ติดเลยทีเดียว  

แม้ว่าจะเป็นเรื่องกลยุทธการศึกสงครามเช่นเดียวกัน  แต่ราชาธิราชกับเชิดชูความเป็นมนุษย์มากกว่าการเอาแพ้เอาชนะอย่างเดียว  จะดีกว่าจริงหรือไม่ต้องให้คนที่อ่านทั้งสองเรื่องเปรียบเทียบกันเองทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับรสนิยมและความชอบส่วนตัวของแต่ละคน  ราชาธิราชได้รับความนิยมน้อยกว่าทั้ง ๆ ที่มีความเป็น "ไทย"  มากกว่าสามก๊ก  ย่อมมีเหตุผลหลายประการ  ส่วนหนึ่งย่อมมาจากการนำมูลเหตุในสามก๊กไปเปรียบกับการทำการค้าของคหบดีชาวจีน  หรือเปรียบกับเรื่องราวทางการเมือง  ซึ่งเรื่องราวในราชาธิราชเอง  ก็ยังมีความเหมาะสมกับคนไทยหรือการเมืองแบบไทย ๆ มากกว่า  

ราชาธิราช  น่าทึ่งอยู่หลายประการที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบ  และน่าจะยึดถือเอาเป็นแนวทางในการเขียนประวัติศาสตร์กลาง   ระหว่างประเทศ
ผมเคยอ่านพงศาวดารพม่า  พงศาวดารไทย  พงศาวดารลาวเขมร  บันทึกของฝรั่ง  พบว่าไม่มีประวัติศาสตร์กลางในพงศาวดารของแต่ละชาติเลย  รู้สึกพงศาวดารของไทยจะมีความโน้มเอียง หรือที่เรียกกันตามศัพท์สมัยใหม่ว่ารัฐนิยมหรือชาตินิยม มากที่สุด  ซึ่งมูลเหตุของการเขียนพงศาวดารแต่เดิมนั้นที่แท้จริงนั้นมุ่งเน้นถึงการสรรเสริญพระมหากษัตริย์เป็นสำคัญ

ราชาธิราชเขียนโดยพระหรือขุนนางชาวมอญ  ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายกษัตริย์มอญออกจะมีแนวโน้มเป็นพระเอก  โดยฝ่ายพม่าจะมีรูปแบบเป็นตัวร้ายมากกว่า   แต่...  ราชาธิราชเขียนในราชสำนักพม่า  พูดง่าย ๆ ก็คือ  กษัตริย์พม่า ซึ่งหากจำไม่ผิดคือพระเจ้าบุเรงนอง  อนุญาตให้ขุนนางหรือพระสงฆ์ชาวมอญเขียนขึ้น  คิดดูว่ากษัตริย์พม่าผู้โหดเหี้ยม  กลับใจกว้างกับเรื่องนี้หรืออาจมีเหตุผลแฝงอยู่  ยิ่งอ่านก็ยิ่งไม่น่าเชื่อว่าเขียนในสมัยพม่าเรืองอำนาจ  คำกล่าวที่ว่าผู้ชนะเป็นผู้เขียนพงศาวดารใช้ไม่ได้กับราชาธิราช  เพราะเขียนโดยผู้แพ้  มิหนำซ้ำยังเขียนภายใต้การปกครองของผู้ชนะ  เนื้อหาในเรื่องยังตำหนิติเตียนกษัตริย์พม่าแรง ๆ หลายหน


มอญพม่ารบราฆ่าฟันกันมาเป็นร้อยปี  พม่าไม่มีทางจะมีอำนาจโดยเด็ดขาดในภูมิภาคนั้นหากยังสู้รบกับมอญไม่รู้จักจบสิ้น  แต่หลังพงศาวดารเรื่องราชาธิราชแพร่หลาย  ความขัดแย้งที่ว่าซาลงไปเรื่อย ๆ  ภายหลังชาวมอญพม่าแยกเรื่องราชาธิราชออกจากประวัติศาสตร์ชาติของตนไม่ได้เสียแล้ว  เมื่อนักวิชาการพม่าเรียบเรียงประวัติศาสตร์ประจำชาติเขา  ช่วงรัชสมัยพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง  ก็มักจะลอกเรื่องราชาธิราชลงต่อ ๆ ไปเลยทีเดียว  เนื้อหาที่มุ่งเน้นคุณธรรมของนักรบ  แทรกความเป็นจริงในชนชั้นหลายประการ รวมไปถึงความเชื่อในพิธีกรรมหลายอย่างซึ่งใกล้เคียงกับสังคมไทย จุดหมายเพื่อเทิดพระเกียรติและความเป็นนักรบของทั้งสองชาติ  อีกทั้งคลี่คลายความขัดแย้งที่ฝังรากลึกมาเป็นร้อย ๆ ปี  

***************************************************

อย่างเรื่องของมังรายกระยอชวาที่ชาติหนึ่งเกิดเป็นลูกกษัตริยมอญ  ชาติหนึ่งมาเกิดเป็นลูกกษัตริย์พม่าเพื่อล้างแค้นพ่อเมื่อชาติที่แล้ว เมื่อตายลงไปทั้งพม่าทั้งมอญเสียใจกันจนแทบไม่มีใจจะทำสงครามกันอีก  (ว่าไปแล้วเรื่องรักแม่ชังพ่อ  มีอยู่ในตำนานและวรรณกรรมหลายเรื่อง หลายชาติ  เป็นต้นว่า  โอดิปุส นาจา+โกมินทร์  รามเกียรติ์ตอนทรพีทรพา หรือแม้แต่เรื่องทางศาสนาอย่างตำนานพระพิคเณศ )  

ตัวละครแต่ละตัวไม่ว่าจะเป็นฝ่ายมอญหรือพม่า  จะมีความเป็นมิตรและศัตรูตัวฉกาจ  วิธีการรบพุ่งที่ขัดแย้งกับสามก๊กอย่างสิ้นเชิง  อย่างคราวสมิงนครอินท์เผยความลับแก่พม่า  ทั้ง ๆ ที่สามารถเอาชนะด้วยเล่ห์ได้ในคราวนั้น  โดยเห็นว่าเป็นการเสียเกียรติของนักรบ  ซึ่งหากเป็นสามก๊กเหตุการณ์ย่อมไม่เป็นเช่นนั้น

หรือคราวสมิงพระรามซึ่งตกเป็นเชลยของพม่า  กลับกลายเป็นผู้ป้องกันเอกราชของพม่าเอาไว้ได้  เพราะออกประลองยุทธกับนักรบชาวจีน  และสามารถเอาชนะได้  การเอาชนะด้วยเล่ห์แบบน่าเกลียด  จะถูกตำหนิทุกครั้ง  ไม่ว่าผู้ชนะจะอยู่ฝ่ายเดียวกับตนก็ตามที

จะกล่าวว่าราชาธิราชคือรูปแบบของประวัติศาสตร์กลาง  เล่มแรกของโลกก็ว่าได้ครับ  เพราะถึงจะรบพุงอย่างเอาเป็นเอาตาย  แต่ก็มีความเป็นมิตรในเงาของศัตรู

นอกจากนี้ เรื่องราวของฉางกาย  สมิงนครอินทน์ สมิงพ่อเพชร สมิงพระราม พลายประกายมาศ ฯลฯ  ยังก่อให้เกิดความสะเทือนใจตามสูตรนิทานชั้นดี  ความฮึกเหิมการเอาชนะกันด้วยเกียรติของนักรบ  คุณธรรม  คติที่แฝงอยู่  เหล่านี้เป็นพลังที่กระหน่ำลงไปในจิตใจของผู้อ่านจนยากที่จะลืมเลือนได้
Posted by นกกะปูด on 21 Aug. 2003,00:00
สวัสดีค่ะคุณ๑๘๑๒
หายไปเสียนาน นะคะ ปล่อยให้คนบ้านนี้คิดถึงเสียแทบแย่ กลับมาคราวนี้ก็มีข้อคิดดีๆ มาฝากเช่นเคย ไม่รู้เป็นไรสิน่า.. ชอบอ่านข้อความ, เรื่องราว, บทกลอน ที่คุณเขียน อาจเป็นเพราะเสน่ห์ความสวยงามของตัวอักษรก็เป็นได้

เรื่อง "สามก๊ก" นี่นกตั้งใจไว้นานหลายปีแล้วว่าจิตใจโล่งสบายเมื่อไหร่ จะหาซื้อมาอ่านให้ครบสามจบ ความตั้งใจนี้ถือว่าเป็นภารกิจในชีวิตอย่างหนึ่งที่ต้องทำให้ได้ทีเดียวเลยค่ะ

คิดถึงค่ะ แวะมาบ่อยๆ นะคะ ic-12.gif
Posted by add on 24 Aug. 2003,04:24
ดิฉันชอบเรื่องราชาธิราช (แต่ก็ยังอ่านไม่ได้ครบทุกตอนเหมือนกัน ) เพราะเป็นวรรณกรรมที่อ่านแล้วสนุก และซับซ้อน เวลาอ่านควรที่จะทำแผนผังวงศ์ตระกูลไว้ด้วย เพื่อจะได้ลำดับได้ถูก และไม่สับสน 

      หนังสือเรื่องราชาธิราช เป็นร้อยแก้วที่แต่งในสมัยรัชกาลที่ ๑ ต่อจากเรื่อง สามก๊ก  โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงโปรดให้ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) พระยาอินทรอัคคราช พระภิรมย์รัศมี และศรีภูริปรีชา เรียบเรียงจาก จากพงศาวดารมอญ

     เรื่องราชาธิราชตอนต้น  กล่าวว่า พระเจ้า อลังคจอสูเป็นผู้สร้างเมืองเมาะตะมะตามคำทำนายขององค์พระพุทธเจ้า    ฝ่ายทางมอญ มีบุตรพ่อค้าใหญ่บ้านเกาะวาน  แขวงเมืองเมาะตะมะ  ชื่อ มะกะโท  เป็นเด็กหนุ่มที่มีสติปัญญาเฉียบแหลม  ละเอียดรอบคอบ  และมีสัมมาคารวะ

          ขณะมะกะโทเดินทางไปค้าขาย  ได้เกิดนิมิตมหัศจรรย์  มีผู้ทำนายว่าจะมีพระมหากษัตริย์ทางทิศตะวันออก (หมายถึงทางฝั่งไทย) ทรงอุปถัมภ์  แล้วจะได้เป็นใหญ่ทางทิศตะวันตก   เขาจึงไปอาศัยอยู่กับนายช้างของพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย

          วันหนึ่งพระร่วงทอดพระเนตรเห็นเบี้ยตกอยู่ที่พื้นดิน  จึงตรัสให้มะกะโทเก็บเบี้ยขึ้น ด้วยความถี่ถ้วน มะกะโทจึงนำเบี้ยไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักกาด  คนขายบอกว่าให้เอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดไปเท่าที่ติดนิ้วมือไปได้  ด้วยความฉลาดมะกะโทจึงเอานิ้วแตะน้ำลายแล้วจุ่มลงในเมล็ดพันธุ์ผักกาด   เมล็ดผักกาดจึงติดนิ้วเขาไปเป็นจำนวนมาก  เขาเอาเมล็ดนี้ไปปลูก  เมื่อผักกาดงอกงามดีแล้ว   เขาจึงเอาไปถวายพระร่วง   พระร่วงทรงโปรดให้มะกะโทไปอยู่กับพ่อครัวในวัง  ต่อมาโปรดให้เป็นขุนวัง

          คราวหนึ่งพระร่วงเสด็จออกยกทัพไปปราบแขกชวาที่มารบกวนเมืองขึ้นของสุโขทัย  มะกะโทซึ่งแอบรักใคร่อยู่กับนางเทพสุดาสร้อยดาว ราชธิดาของพระร่วง  เห็นว่าเป็นโอกาส  จึงพาพระราชธิดาหนีไปอยู่บ้านเดิมของตน   แล้วเขียนหนังสือกราบทูลพระร่วงถึงความผิดของตน  และเล่าเรื่องนิมิตของตนที่ผู้รู้ทำนายไว้   พระร่วงก็มิได้พิโรธ

          ด้วยความฉลาด  มะกะโทได้ยกอุ่นเรือน  น้องสาวของตนให้อลิมามาง เจ้าเมืองเมาะตะมะ  คนก็ยิ่งนับถือมะกะโทเพราะมีน้องสาวเป็นถึงภรรยาเจ้าเมือง  อลิมามางก็เริ่มไม่ไว้วางใจมะกะโท  จึงมีอุบายจะฆ่ามะกะโทเสีย  นางอุ่นเรือนก็ลอบส่งข่าวไปบอกพี่ชาย   มะกะโทจึงซ้อนกล  แล้วฆ่าอลิมามางตายเสีย  

           พ.ศ. ๑๘๒๔  มะกะโทก็ตั้งตนเป็นใหญ่ในเมาะตะมะ  แล้วขอพระราชทานนามกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์จากพระร่วง  จึงได้รับพระราชทานนามว่า  พระเจ้าฟ้ารั่ว  หลังจากนั้นจึงตีเมืองต่างๆเป็นเมื่องขึ้น  


      ก็เป็นจบตอนมะกะโท  เราจะสังเกตได้ว่า ตัวเอกในวรรณคดีมักจะเป็นคนฉลาดแกมโกงเสมอ ตั้งแต่มะกะโทพาราชธิดาของพระร่วงมาเป็นภรรยา  ยกน้องสาวตัวเองให้เจ้าเมือง เพื่อหวังตั้งตนเป็นใหญ่ในอนาคต และเพื่อจะได้รู้ข่าวสารจากภายในด้วย

       ( คัดเรื่องย่อมาจากหนังสือ กวีนิพนธ์ เรื่องราชาธิราช ตอนศึกพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง พ.ศ.๒๕๓๗ )  

       สำหรับตอนแรกนี้จำได้ว่าเคยเรียน น่าจะประมาณชั้นประถมปีที่ ๔

       คราวหน้าจะมาเล่าตอน พระยาน้อยกับเม้ยมะนิก ซึ่งตอนนี้ บางคนอาจเคยได้เรียน ดิฉันไม่เคยได้เรียนตอนนี้ แต่จำได้จากที่พี่สาวต้องเล่นละคร รู้สึกว่าสนุกสนานไปด้วย จึงพอจะจดจำได้บ้าง  และก็มีเพลงประกอบที่พี่สาวชอบร้องให้ฟัง ว่าพระยาน้อยเดินไปชมตลาด แล้วไปเจอ แม่เม้ยมะนิก ขายแป้งน้ำมัน

       ลุงเต่า หรือใครๆๆ รู้จักเพลงนี้มั้ยคะ?
Posted by add on 28 Aug. 2003,22:53
พระเจ้าฟ้ารั่วครองราชย์อยู่ 26 ปี ก็สิ้นพระชนม์  หลังรัชกาลของพระเจ้าฟ้ารั่วแล้ว  เมืองเมาะตะมะก็มีกษัตริย์ปกครองมาอีก  7 พระองค์  เมื่อถึงกษัตริย์องค์ที่ 8 คือ พระเจ้าอู่  เกิดกบฎ  พระเจ้าอู่ปราบกบฎไม่ได้  จึงต้องหนีไปประทับที่เมืองพะโค  

        โอรสองค์หนึ่งของพระเจ้าอู่ ชื่อ  มังสุระมณีจักร  หรือ พระยาน้อย  เป็นขี้ริ้ว  แต่มีน้ำใจ  พระยาน้อยได้ตะละแม่ท้าวกนิษฐาต่างพระมารดาเป็นชายา  มีโอรส ชื่อ ลาวแก่นท้าว  ต่อมาพระยาน้อยได้สืบทราบว่า ป้าคือ พระมหาเทวีเป็นชู้กับสมิงราหู  คบคิดกันจะแย่งราชสมบัติ  พระยาน้อยจึงรวบรวมกำลังแล้วหนีไปอยู่เมือง ตะเกิง  

         ที่เมืองตะเกิงนี้เองที่พระยาน้อยได้แม่ค้าแป้งน้ำมัน คือ เม้ยมะนิก ผู้เป็นภรรยาของมะจัดคิดถึง   มาเป็นสนมเอก   ดังมีเพลงที่ร้องกันในการแสดงละครตอนพระยาน้อยชมตลาด  ที่ลุงเต่าพอจะนึกออกได้บ้าง    ดังนี้........

          มาจะกล่าวถึงมอญใหม่ ตกมาอยู่เมืองไทยนานหนักหนา
ตัวของมอญชื่อมะเทิ่ง เมียชื่อเม้ยเจิงงามโสภา

รุ่งแจ้งแสงทอง พระอาทิตย์สอดส่องขึ้นขอบฟ้า
ร้องเรียกแม่เม้ยมังคยา สายแล้วหล่อนจ๋าไปขายแป้งน้ำมัน

ฝ่ายแม่เม้ยนารี พอได้ยินสามีร้องเรียกหา
จัดแจงแป้งน้ำมันมิทันช้า รีบออกไปหา...........

มะเทิ่งเดินนำหน้า เม้ยมังคยาเดินตามหลัง
ออกจากเคหา......................................

ผัวหาบเมียกระเดียด ก็มิได้รังเกียจทั้งสองศรี
ตะวันก็สายบ่ายเต็มที รีบจรลีทั้งสองรา

..........................................................
...........................ขอหมากให้พี่กินซักคำ

เม้ยเมียว่าเบื่อจะตาย หมากพลูที่ไหนล่ะพ่องามขำ
.............................................................

         ใครพอจำได้มาช่วยต่อให้ด้วยนะคะ...
Posted by noktalay on 27 Sep. 2003,19:06
flower.gif
ดีมากๆ เลยคะ ที่มีการนำแนะหนังสือ และเล่าให้ย่อๆ เรื่องที่แนะนำให้ฟัง  ตัวเองก็ชอบอ่านหนังสือคะ อ่านหลากหลายแนว  หาแนวไม่เจอคะ อ่านได้หมด  แล้ววันหลังจะแวะมาร่วมแลกเปลี่ยนกันคะ wave.gif
Posted by ๑๘๑๒ on 19 Mar. 2004,15:20
ผมคิดว่าหนังสือมีจิตใจมีแก่นแท้ของมัน  (โดยสะท้อนจากผู้แต่ง)  หนังสือก็เหมือนคน  วันนี้เราอาจไม่ชอบหรือรู้สึกไม่ดีกับหนังสือเรื่องนั้น ๆ   ทำนองเดียวกับเจอคนที่ไม่ชอบหน้าตั้งแต่แรก  (ชื่อเรื่อง -ปกหนังสือ)  

เมื่อเวลาผ่านไป  เราได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้น  คน คนเดิม  หนังสือเล่มเดิม  แต่พบกันเมื่อเวลาผ่านไป  ความรู้สึกที่แตกต่างจากพบกันคราวแรก  รู้จักโลกมากขึ้น  หลุดจากเปลือกจากอคติทั้งหลายทั้งปวง  เราอาจพบเพื่อนแท้ที่เรามองข้ามเขาไปตลอดเวลา ชื่นชมกับหนังสือที่เราเคยดูหมิ่นดูแคลน  

ให้โอกาสกับผู้คนกับหนังสือ  และให้โอกาสกับตัวเราเอง  โดยใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ (เจอกันพรุ่งนี้อาจรู้จักกันดีกว่าเมื่อวาน  ส่วนวันนี้คือการทบทวน)  แล้วเราจะไม่พรากพลัดกับสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่มากมายแต่ไขว่คว้าได้ยากเย็น      

เพราะบางที  คน ๆ นั้น  หนังสือเล่มนั้น  อาจไม่ผิด  แต่ความผิดคือตัวเรา  ความเขลาความอ่อนแอ อคติ  ความเป็นจริงที่นำไปปะปนกับมายา...... แม้หลังจากนั้นแล้วความคิดยังไม่เปลี่ยนแปร  อย่างน้อยการให้โอกาสคน  หรือหนังสือก็ทำให้เรารู้จักตัวเองดีขึ้น   flower.gif
Posted by แมวเหมียว on 19 Mar. 2004,18:29
อ่านความคิดของคุณ1812 ที่โพสต์ล่าสุดแล้ว.

น่าฟังน่าคิด ทุกตัวอักษรที่ได้อ่านค่ะ..


      อยู่บ้านฅนธรรมดามานับวันได้ไม่มากไม่น้อย แต่ไม่เคยแวะมาห้องสมุดเลยค่ะ..
แวะมาวันนี้อ่านรีบๆทุกหน้าแล้วได้ประโยชน์และรู้สึกดีมากๆค่ะ..

   ขอร่วมออกความเห็นของคุณมะนาวว่าจะทำยังไงดี ทุกวันนี้คนเราอ่านหนังสือน้อยลง
ขอร่วมออกความเห็นจากประสบการณ์ตัวเองนะคะ..

  พกหนังสือติดกระเป๋าอยู่เสมอ เวลาที่ต้องรอคอยอะไรสักอย่าง
หยิบหนังสือมาอ่านจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างไม่น่าเบื่อ และอ่านได้เยอะ อย่างไม่คาดคิดมาก่อน.
 
  เมื่อมีลูกให้ลูกคลุกคลีอยู่กับหนังสือตั้งแต่เล็กๆค่ะ
โตขึ้นแม้เขาจะติดทีวีหรือคอมพิวเตอร์ตามยุคสมัย
แต่เมื่อว่างเว้นจากจอทีวีและคอมพิวเตอร์(เพราะโดนบังคับ)
เขาก็ยังหาความสุขได้จากการอ่านหนังสือค่ะ
flower.gif
Posted by add on 05 Apr. 2004,01:42
งานสัปดาห์หนังสือ ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม - 6 เมษายน 2547 นี้ ก็ยังคึกคักและคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากเหมือนเช่นทุกครั้ง กว่าจะไปถึงงานได้ก็แทบเอาชีวิตไม่รอดจากสภาพที่หนาแน่นของรถบนท้องถนน แต่เมื่อเข้าไปในงานก็จะรู้ว่าบรรยากาศช่างน่ารื่นรมย์เสียนี่กระไร มีทั้งร้านขายหนังสือที่มากมายจนตาลายและสับสน กับชื่อร้านที่รหัสซ้ำกันแต่อยู่คนละชั้น มีหนังสือทั้งเก่าและใหม่ให้เดินซื้อหา ทั้งฉบับจริงและฉบับราคาถูก 

     มีหนังสือบางเล่มที่สะดุดตาสะดุดใจมากคือ

     

     พอเห็นหนังสือเล่มนี้ สิ่งแรกที่รู้สึกก็คือ นับถือ คนแปลจริงๆ ที่ใช้ความพยายามแปลเรื่องนี้จนจบ 

     ความรู้สึกต่อมาก็คือ เราต้องซื้อหนังสือเล่มนี้ไปเก็บไว้ เพื่อจะได้ค่อยๆอ่านให้จบ เหอๆๆ

     "สงครามและสันติภาพ" เป็นวรรณกรรมชิ้นเยี่ยมของ ลีโอ ตอลสตอย นักประพันธ์ชาวรัสเซีย เนื้อเรื่องอิงอยู่กับประวัติศาสตร์พงศาวดารยุโรป 8 ปี คือระหว่าง ค.ศ.1805-1812 โดยเดินเรื่องผ่านเรื่องราวชีวิตของเจ้านายและขุนนางรุสเซีย 4-5 ตระกูล

      นับตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 กองทัพฝรั่งเศสยุคนโปเลียนเรืองอำนาจได้ปลุกกระแสชาตินิยมไปทั่วในหมู่ประชาชาติยุโรป และต่อมานโปเลียน โบนาปาร์ท ก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ์ และแผ่อาณาจักรเข้าครอบครองอำนาจเกือบค่อนยุโรป ทั้ง อิตาลี ออสเตรีย ปรัสเซีย ฯลฯ ซึ่งยังผลให้อังกฤษกับรุสเซียจับมือกันต่อต้านการรุกรานของนโปเลียน

      ในปี 1805 นโปเลียนบุกอังกฤษทางทะเลและก็แพ้รบที่ทราฟัลการ์โดยพ่ายแพ้แก่แม่ทัพเรืออังกฤษชื่อ เนลสัน ทำให้นโปเลียนเปลี่ยนแผนการรบมาทางตะวันออก และเข้าสู่สงครามสำคัญคือเอาส์เตร์ลิซใน ออสเตรีย

      ใน “สงครามและสันติภาพ”ได้บรรยายฉากการรบในสงคราม 1805-1807 ฝรั่งเศสและรัสเซียทำสัญญาสันติภาพต่อกันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และนี่คือเรื่องราวอันเป็นที่มาของนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องยิ่งใหญ่เล่มนี้

      หลังการบุกกรุงมอสโคว์ในฤดูใบไม้ร่วง ประชาชนรัสเซียพากันทิ้งเมือง ปล่อยให้นโปเลียนได้รับชัยชนะที่ว่างเปล่า การรบดำเนินไปโดยที่รัสเซียหลีกเลี่ยงการปะทะแล่ถอยตลอด ปล่อยให้ทหารฝรั่งเศสล่วงล้ำเข้ามาเผชิญกับความอดหยาก หนาวเหน็บ ในที่สุดกองทัพฝรั่งเศสก็ต้องเผชิญกับสงครามประชาชน กองทหารถูกลอบทำร้าย และถูกทำลาย เผาผลาญจนตั้งตัวไม่ติด ในที่สุดกองทัพฝรั่งเศสถึง หนึ่งในสามก็สูญเสียและจมหายไปในท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บ

           "สงครามและสันติภาพ” ได้รวบรวมเอาความบริสุทธิ์ เล่ห์เหลี่ยม ความฉลาด ความโง่ ความพ่ายแพ้อย่างระบมรวดร้าวกับชัยชนะที่ต้องรอคอย ตอลสตอยได้บรรจงถ่ายทอดออกมาอย่างละเมียดละไม ทั้งด้านพลังของเรื่อง และอารมณ์ ความสะเทือนใจ

      “สงครามและสันติภาพ” แปลจากต้นฉบับภาษารัสเซีย โดย พลตรี หลวงยอดอาวุธ ฟ้อน ฤทธาคนี ปกแข็ง 950 หน้า ราคา 580 บาท
Posted by add on 12 May 2004,00:21
เดิน : วิถีแห่งสติ
ติช นัท ฮันท์ เขียน
รสนา โตสิตระกูล แปล



    ติช นัท ฮันท์ เป็นพระเซนชาวเวียดนาม ท่านเคยเป็นผู้นำคนสำคัญในขบวนการชาวพุทธเวียดนามผู้ใฝ่สันติ (Vietnamese Buddhist Peace Movement) ซึ่งมีบทบาทในการเรียกร้องสันติภาพในสงครามเวียดนาม เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนเยาวชนเพือ่บริการสังคม อบรมยุวพุทธหนุ่มสาว ให้รับใช้สังคมด้วยวิธี อหิงสาธรรม  แต่ท่านถูกกล่าวหาจากสังคมว่าเป็นศัตรูของทั้งคอมมิวนิสต์และรัฐบาล จึงต้องเดินทางไปอยู่ฝรั่งเศสจนถึงปัจจุบัน

    ท่านยังดำเนินการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเวียดนาม และเด็กกำพร้าจากภัยสงคราม ท่านเป็นนักกวี และมีงานเขียนมากมายเกี่ยวกับศาสนา เช่น
    ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ 
    ทางกลับคือการเดินทางต่อ
    กุญแจเซน
    กุหลาบประดับใจ
    กุญแจสู่ความตื่นอยู่เสมอ
    ศาสตร์แห่งความเข้าใจชีวิต
    เธอคือศานติ 
    ด้วยปัญญาและความรัก
    พุทธศาสนาในอนาคต

    เป็นต้น

    ส่วนหนังสือเรื่อง เดิน : วิถีแห่งสติ เป็นคู่มือการเดินจงกรม โดยให้มีสติระลึกรู้อยู่กับการย่างเท้าแต่ละก้าว อย่างผ่อนคลาย ปราศจากความกังวล สูดลมหายใจเข้าให้มาก นับลมหายใจ ฯลฯ
   


     การเดินจงกรมมีจุดมุ่งหมายให้เกิดสติและสันติสุขขึ้น สติและสันติสุขจำเป็นต้องประคองอยู่ด้วยวิธีที่ต่อเนื่อง จึงใช้วิธีการหายใจ การเดิน การนับ และการยิ้มน้อยๆ 



     ท่านได้เขียนรายละเอียดของการเดินเพื่อสันติสุข ให้เราสังเกตสิ่งรอบตัว ให้เป็นคนละเอียดรับรู้ความรู้สึกของตนเอง และรับรู้ความเป็นไปของธรรมชาติรอบๆกาย ท่านแนะนำเดินตอนเช้าตรู่และยามค่ำคืน  สูดลมหายใจสะอาด สดชื่น สูดพลังงานเข้าไปให้ร่างกานตื่นตัว และจิตใจเข้มแข็ง สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวร่างกายที่ราบรื่น สม่ำเสมอ ทำเช่นนี้ประจำทุกวัน เราจะค้นพบความเปลี่ยนแปลงในตัวของเรา เช่น สงบเยือกเย็นขึ้น และลึกซึ้งขึ้น 

     เดิน : วิถีแห่งสติ จัดพิมพ์ขึ้นในโอกาส "ภาวนา...สามัญวิถีแห่งความเบิกบาน" ในวาระที่คณะภิกษุและภิกษุณีในสังฆะท่านติช นัท ฮันท์ แห่งหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส มาเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 6-25 พฤษภาคม 2546
Posted by add on 07 Oct. 2004,21:13
วันนี้ขอแนะนำหนังสือออนไลน์ จากเว็บ คนน่ารัก  เป็นบทกวีที่ลึกซึ้งและกินใจค่ะ เขียนจากการสังเกตธรรมชาติ ดื่มด่ำกับธรรมชาติ และสะท้อนความในใจออกมาค่ะ

      ลองอ่านดูค่ะ
 
      
<
>
บทกวีของหลี่ไป๋
THE AUTUMN WIND
POEMS OF LI PO
สมภาร พรมทา แปลเรียบเรียง

   ๑๓  ค่ำคืนนี้ฉันพักแรม
อยู่บนอารามเหนือยอดเขา
ณ อารามอันร่มรื่นนี้
ฉันเพลินสุข
อยู่กับธรรมชาติยามราตรี
เอื้อมมือขึ้นคว้าดวงดาว
และสนทนากับสายลม
ด้วยความเงียบ

Posted by add on 09 Oct. 2004,18:39
     
<
>
บทกวีของหลี่ไป๋
THE AUTUMN WIND
POEMS OF LI PO
สมภาร พรมทา แปลเรียบเรียง

  ๓๓

ครั้งหนึ่งฉันเคยเพียรแสวงหา
นครแห่งหยกขาวในสวรรค์
นครแห่งนิรันดรของชีวิตนี้
ประกอบด้วยมณเฑียรห้าแห่ง
และหอสูงสิบสองหอ
เป็นสถานที่สถิตอยู่
แห่งเทพยไอศูรย์
ใครก็ตามหากได้เข้าไปอยู่
เขาจะมีชีวิตอมตะ
อยู่ตราบชั่วกัลปาวสาน

แต่อนิจจา
เป็นความอับโชคของฉัน
ที่ไม่อาจแสวงหา
สิ่งที่ตนมุ่งหวัง
ความเย้ายวนของโลก
ฉุดให้ฉันเข้าไปหามัน
ฉันต้องพบพาน
ทั้งสงครามและสันติภาพ
เก้าสับหกรัชกาล
แห่งกษัตริย์ผู้เรืองนาม
ผู้ซึ่งเกียรติคุณอันว่างเปล่า
แขวนอยู่บนหมอกเมฆ
อันล่องลอยตามสายลม
ฉันยังจำได้ติดตา
ไม่มีวันลืมเลือน
ถึงภาพการเข่นฆ่า
เพื่อแย่งชิงอำนาจ
ของเหล่าผู้กระหายสงคราม
ในอดีตเหล่านั้น

วันคืนผ่านไป
ความผันแปรในชีวิต
ส่งให้ฉันต้องเนรเทศตัวเอง
ออกมาจากความวุ่นวายนั้น
ทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง
พเนจรสู่โลกกว้าง
เพียงลำพังผู้เดียว

ในอดีตฉันเคยจับกระบี่
ฆ่าฟันผู้คนมานับไม่ถ้วน
บัดนี้ฉันพบแล้วว่า
มือของตนเอง
ไม่เหมาะกับอาวุธ
ที่ใช้คร่าชีวิตเพื่อนมนุษย์
ฉันทิ้งกระบี่
หันมาจับพู่กันแทน

ในที่สุดฉันก็รู้ว่า
งานกวีคือสิ่งเดียวที่ชีวิตฉัน
ถูกลิขิตมาเพื่อมัน
กระบี่นั้น
ต่อให้คมสักปานใด
ก็ไม่อาจสะดัดกั้น
กำลังของข้าศึก
ที่รุกเข้ามา
เป็นจำนวนมหาศาล
แต่พู่กันนี่สิ
ที่สามารถสยบใจของคน
ให้สนิทนิ่งด้วยมิตรภาพ
ตัดสินใยได้เช่นนั้น
ฉันก็เลยหันหลังออกมา
จากมหานครอันรุ่งเรือง
ใช้ชีวิตรอนแรม
ไปตามถิ่นต่างๆ
เยี่ยงคนไร้เรือนชาน
วันที่ออกเดินทางนั้น
ฉันต้องหลั่งน้ำตา
ให้กับสหายรักคนหนึ่ง*

เพื่อนเอ๋ย
ฉันจะรำลึกเสมอ
ว่าทุกสถานที่
ที่ฉันพเนจรไป
ฉันจะพบเห็นเพื่อนได้
จากบุปผาหลากพรรณ
ที่ผลิบานสะพรั่ง
อยู่ ณ สองข้างทาง
และจากกลีบละมุน
แห่งบุปผาชาติเหล่านั้น
ที่ปูเกลื่อนบนพื้นถนน
ต่างพรมนุ่ม
ให้ม้าของฉันย่างผ่าน

เพื่อนตามมาส่งฉัน
พร้อมมิตรสหายอีกหลายคน
เราขี่ม้าออกมาด้วยกัน
จนถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
เพื่อน ๆ จึงได้อำลากลับ
ขณะนั้นเป็นช่วงสนธยา
ระฆังค่ำจากอาราม
กำลังแผ่วเสียงมาตามสายลม
ฟังดูหดหู่อ้างว้าง
หัวใจของเรา
เอ่อท้นด้วยความอาลัย
เหนือทะเลสาบคุณหมิง
ดวงตะวันลับผืนน้ำไปแล้ว
เหลือเพียงเงาสลัวราง
แห่งรัตติกาล
ที่กำลังคืบคลาน
เข้ามาแทนทิวาวัน

ลุถึงเดือนตุลาคม
ฉันก็เดินทาง
ถึงแผ่นดินหยูเจา
คืนที่ฉันมาถึงนั้น
ท้องฟ้าโปร่งใส
ดวงดาวน้อยใหญ่
ทอแสงสุกสกาว
ระยิบพราวเต็มน่านฟ้า
อา ในที่สุด
ฉันก็ได้มายืน
บนผืนแผ่นดิน
อันได้ชื่อว่าอยู่เหนือสุด
ของทะเลจีน

ตัวฉันเปรียบเสมือนพรานไพร
ที่บังเอิญพลัดหลง
มาเผชิญหน้ากับหมาป่าดุร้าย
พรานนั้นยกธนูขึ้นแล้ว
แต่ไม่กล้าเหนี่ยวสาย
ปล่อยลูกศรออกไป
เพราะใจที่ลังเลนั้น
ฉันจึงต้องมายืนเหม่อ
อยู่ ณ ที่แห่งนี้
ฉันยืนนิ่งน้ำตาซึม
ความรู้สึกภายใน
ลอยล่องไปถึงสรวงสวรรค์
อนิจจาชีวิต
อันอาชาที่เหลือเพียงซากนั้น
ต่อให้เคยเผ่นโผน
ได้ว่องไวสักปานใด
ก็ไม่มีใครให้รางวัล
แก่สิ่งที่ตายแล้ว
นี่คือกฎของโลกละหรือ

ฉันพเนจรไปบนหลังม้า
ผ่านภูมิประเทศต่างๆ กัน
ตลอดทางที่ท่องไป
ฉันได้พบเห็น
ความไม่แน่นอนของสรรพสิ่ง
นี่คือบทเรียนล้ำค่า
ที่สอนให้ฉันเข้าใจชีวิต

เป็นเวลานาน
ที่ฉันรอนแรมไปในโลกกว้าง
แล้ววันหนึ่งฉันก็หวนกลับ
สู่เมืองอีกครั้ง
กลับมาหาเพื่อน
กลับมาฟังบทเพลง
และเสียงพิณอันไพเราะ
ที่เพื่อนเคยบรรเลงให้ฟัง
เพื่อนดีใจเป็นล้นพ้น
รับพาฉันเข้าไปนั่งในห้อง
อันประดับประดางดงาม

และเพื่อเป็นการฉลอง
การกลับมาของฉัน
เพื่อนจึงจัดงานเลี้ยง
เสียใหญ่โตมโหฬาร
พวกเราดื่มและรื่นเริง
กลางแสงเทียนสุกไสว
จนกระทั่งอาทิตย์อุทัย
บอกเวลาวันใหม่
งานรื่นเริงจึงได้เลิกรา

และแล้ววันหนึ่ง
เพื่อนก็ต้องลาจากพวกเรา
เพื่อไปรับตำแหน่งใหม่
ยังเมืองซิงหยาง
การจากไปของเพื่อนคราวนี้
เป็นเสมือนลางบอกว่า
นับต่อแต่นี้ไป
วิถีชีวิตของเราทั้งสอง
คงไม่ต่างจากฤดูกาล
ที่ไม่อาจโคจร
มาบรรจบกัน
ในคราวเดียวได้

วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป
ความเปลี่ยนแปลง
ก็เกิดกับแผ่นดินอีกครั้ง
บ้างเมืองเกิดกลียุค
กองทหารขององค์จักรพรรดิ
ปะทะกับกองกำลัง
ของพวกคนเถื่อน
ปฐพีพลันคละคลุ้ง
ด้วยธุลีจากลานรบ
คลุมกลบผืนฟ้า
ตลอดจรดท้องทะเล
ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
เคยสาดส่องอำไพ
พลันหม่นมัวสลัวเศร้า
สายลมกระพือพัด
กลิ่นไอแห่งความตาย
แผ่กระจายไปทั่ว
ทุกหย่อมหญ้าและป่าไพร
ภูเขาที่เคยเขียวขจี
มาบัดนี้กลับขาวโพลน
ด้วยกองกระดูกมนุษย์

ในที่สุดราชอำนาจ
ก็ตกแก่พวกคนเถื่อน
ทุกสิ่งสิ้นสุดลง
เมื่อนายพลกูซู
ผู้คุมกำลังทหารหลวง
ยอมจำนนแก่ข้าศึก
ประตูเมืองถูกเปิดรับ
กองทหารคนเถื่อน
พวกมันกรูกันเข้ามา
ทำลายบ้านเมือง
และใช้อำนาจ
ปกครองประชาราษฎร์
มิผิดจากสุนัข
ที่คอยข่มขู่ฝูงแกะ
คนซื่อและบริสุทธิ์
ถูกกำจัดอย่างทารุณ
เพียงเพราะในอดีต
เคนเป็นผู้ภักดี
ต่อราชสำนัก
สำหรับองค์จักรพรรดิ
ก็ทรงหลบราชภัย
ไปพร้อมกับรัชทายาท
ทิ้งเมืองหลวงให้ข้าศึกทำลาย
เสียจนย่อยยับ
ข้างฝ่ายราชบุตร
ผู้ได้รับสถาปนา
ให้เป็นแม่ทัพหลวง
ก็ต้องพารี้พลหลบภัย
ไปซ่องสุมกำลัง
อยู่ ณ มณฑลฉู่
ปล่อยให้อาณาราษฎร
ตกอยู่ในชะตากรรมที่มืดมิด
ภายใต้การปกครอง
ของพวกคนเถื่อน

ส่วนตัวฉัน
ต้องหลบขึ้นไป
อาศัยอยู่บนภูเขา
มีสายหมอกต่างอาหาร
มีธารน้ำพุแห่งธรรมชาติ
ต่างธาราอาบกิน
กระท่อมสายลม
ที่แผ่วพรมเหนือลำน้ำ
เป็นเรือนพัก
หลบเร้นอยู่ผู้เดียว
ใต้หมอนนุ่ม
คือทะเลสาบทั้งห้า
ชักมารายเรียงกันเข้า
ต่างที่นอนอ่อนละมุน

แล้วดึกสงัดคืนหนึ่ง
หน่วยลาดตะเวนทางเรือ
ของพวกคนเถื่อน
ก็มาพบฉัน
พวกมันนำฉันขึ้นไปบนเรือ
พร้อมกับเกลี้ยกล่อม
ให้ฉันยอมภักดี
เมื่อฉันตอบปฏิเสธ
จึงถูกลงอาญา
ด้วยการเนรเทศ
ไปสู่แผ่นดินเยหลวง

โอ้ หนทางสู่เยหลาง
ช่างทุรกันดาร
และยาวไกลเหลือเกิน
ความยากลำบาก
ระหว่างการเดินทาง
ทำให้ฉันทรุดโทรมลงมาก
โลกนี้ดูผิวเผิน
คล้ายดังจะเข้าใจได้
แต่พอเอาเข้าจริง
ฉันกลับไม่อาจเข้าใจ
ถึงความเป็นไปของมัน
แต่ก็นั่นแหละ
บนฟากฟ้า
ยังมีดวงตะวันและจันทรา
ส่องสว่างแก่สรรพชีวิต
เสมอเหมือนกัน
ไม่มียกเว้น
อย่างนี้แล้ว
ฉันก็มิควรพร่ำรำพัน
ว่าตนเองมิได้รับ
ความเป็นธรรมจากสวรรค์

เพื่อนยาก**
เพื่อนคือมิตรแท้
ที่หวังดีต่อฉันเสมอมา
ยามที่เพื่อนชราคนนี้
เซซังมาหา
เพื่อนก็มิได้แสดง
อาการรังเกียจ
กลับให้การต้อนรับ
ประหนึ่งว่าฉันนั้น
คือแขกผู้สูงศักดิ์
หลายครั้งที่ฉันนึกละอายใจ
ต่อบรรดาท่านบุรพกวี
เช่นท่านมหากวีหมี่เซี่ยน
ชีวิตท่านสันโดษ
ไม่ข้องแวะกับโลก
จึงไม่ต้องทุกข์ทรมาน
กับการขึ้นลงของชีวิต
เหมือนตัวฉัน

ยามนี้หนอ
ฤดูใบไม้ร่วงที่เหงาหงอย
กำลังแผ่คลุมโลกทั้งโลก
สายน้ำจากหุบเขา
ไหลเอื่อยเซื่องซึม
ณ แม่น้ำที่ใช้สัญจร
สู่เมืองหยางโจว
มีเรือสำเภาน้อยใหญ่
จอดออกันอยู่
ภาพชีวิตของผู้คน
ที่ต้องดิ้นรนเลี้ยงชีวิต
ทำให้ฉันพินิจมาถึงตน
ความหดหู่ในใจ
จึงพอบรรเทาลงได้บ้าง

สนธยาวันนี้
ฉันกับเพื่อนนั่งสนทนากัน
อยู่ริมหน้าต่างเรือนพัก
สายลมอ่อนพัดแผ่ว
มาจากแม่น้ำ
กระทบม่านแพรที่หน้าต่าง
ปลิวไสวล่องลอย
วันนี้ท้องฟ้าสดใส
ริมแม่น้ำมองเห็นต้นไม้
เป็นทิวเขียวขจี
รายเรียงไปตลอดสองฟากฝั่ง
ดวงตะวันกำลังลับขุนเขา
อีกไม่นานเดือนนวล
คงทอแสงละมุนตา
อาบไล้ภูมิประเทศ
แทนดวงทิวากร
เราสองคนนั่งดื่มไปพราง
คุยกันไปพราง
จวบจนตะวันลาลับโลก
บนท้องฟ้าแจ่มกระจ่าง
ด้วยเดือนสุกสกาว
เราก็ยังนั่งดื่มกันต่อไป

ตัวฉันยามนี้
เปรียบเสมือนนกสาลิกา
บินถลาอยู่กลางปุยเมฆ
ด้วยจิตใจอันลิงโลด
แต่เมื่อวูบคิดถึงการลาจาก
ฉันก็พลันสลดใจ
ความรื่นเริงพลันมลาย
เหลือไว้แต่ความอ้างว้าง
เมื่อวันแห่งการพรากจาก
คืบคลานมาถึง
ฉันเอ่ยปากอำลาเพื่อน
ด้วยจิตใจที่เศร้าสะเทือน
แม้นว่าไม่ตายเสียก่อน
ฉันคงได้กลับมาที่นี่อีก
ฉันได้แต่หวังว่า
เมื่อวันเวลาแห่งการต้องทัณฑ์
ได้สิ้นสุดลงแล้ว
วันนั้นทุกสิ่งอย่าง
อันเป็นเสมือนหมอกร้าย
ที่กลุ้มรุมชีวิต
จะกลายเป็นความชื่นสุข
เสมือนหนึ่งฤดูกาลอันอบอุ่น
ที่ผันเวียนเข้ามาแทน
หลังจากที่ความเย็นเยือก
ได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ลาก่อนเพื่อนรัก***

---------------------------------------
*เพื่อนของหลี่ไป๋คนนี้ชื่อเหว่ยเคยรับราชการมาด้วยกันกับหลี่ไป๋ ตอนที่หลี่ไป๋เขียนบทกวีบทนี้เว่ยยังรับราชการอยู่ เว่ยเป็นคนดีซื่อสัตย์ เป็นข้าราชการที่ชาวเมืองเจียงสีรักใคร่นับถือมาก -ผู้แปล

** หมายถึงเพื่อนที่ชื่อเว่ยซึ่งย้ายมารับราชการอยู่เมืองซิงหยาง ความตอนนี้บอกว่าหลี่ไป๋ได้แวะไปหาเว่ยที่เมืองซิงหยางก่อนจะเดินทางต่อไปเมืองเยหลาง -ผู้แปล

***บทกวีบทนี้ของหลี่ไป๋ถือเป็นบทกวีที่ยาวที่สุดในจำนวนบทกวีประเภท Ballad Poems ทั้งหมดของหลี่ไป๋ เป็นบทกวีที่สะท้อนวิถีชีวิตของหลี่ไป๋ได้ค่อนข้างละเอียดและงดงามมาก -ผู้แปล



Posted by add on 13 Oct. 2004,08:40
< โจนาธาน ลิฟวิงสตัน นางนวล
JONATHAN LIVINGSTON SEAGULL >

< >  



       ด.ร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ผู้แปลเรื่องนี้ได้เขียนตอนตามของหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า

       ชื่อของนางนวล โจนาธาน ลิฟวิงสตัน นี้ ริชาร์ด บาค ผู้เขียนอาจจะเอามาจากชื่อคนจริงๆ คือ จอห์น ลิฟวิงสตัน ซึ่งเป็นนักบินมีชื่อเสียงเมื่อราวสามสิบกว่าปีมาแล้ว  ครั้งนั้นริชาร์ด บาคเขียนไปถึงตอนโจนาธานถูกไล่ออกจากฝูงนก แต่ก็ต้องหยุดเขียนเพราะเขียนไม่ออก ทิ้งไว้แปดปี แล้วมาเริ่มเขียนใหม่เมื่อปี พ.ศ.2510 รวดเดียวจบ 

       ในอดีตที่ผ่านมา ริชาร์ด บาค (ก่อนอายุ 37 ปี) มักจะล้มเหลวอยู่เสมอๆ เขาลองทำงานมาหลายอย่าง เช่น เป็นนักบิน เป็นบุรุษไปรษณีย์ เป็นบรรณาธิการ และเป็นแม้กระทั่งเทศน์ฆราวาสในโบสถ์นิกาย Church of Christ  เขามักจะเปลี่ยนงานอยู่บ่อยๆ แต่ที่เขาดูจะชำนาญและมีใจรักเป็นพิเศษก็คือการบิน เขาหัดบินตั้งแต่อายุ 17 ปี จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเขียนเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับการบิน  เขาเขียนหนังสือออกมาสองสามเล่มในทำนองนี้แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรจนกระทั่งเขียน โจนาธาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล

       ตอนแรกที่เขียนเสร็จเขาเอาหนังสือเล่มนี้ไปเสนอสำนักพิมพ์ไหนก็ไม่มีใครยอมรับ แต่ในที่สุดก็มีสำนักพิมพิ์หนึ่งพิมพ์ให้อย่างไม่เต็มใจนัก แต่กลับขายดีมาก ในตอนที่เริ่มขายดีนั้นปรากฎว่าขายได้อาทิตย์ละห้าพันเล่ม แล้วก็ถึบตัวขึ้นมาเป็นขายได้วันละหมื่นเล่ม ทำลายสถิติหนังสือที่เคยขายดีทั้งหมดแม้แต่เรื่อง วิมานลอย หรือ Gone With the Wind ( ตอนที่เขียนยังไม่มีเรื่อง แฮรรี่ พอตเตอร์) 

       จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ น่าจะเป็นความง่าย ที่ใครๆก็อ่านได้ แต่ในความง่ายนั้นก็แฝงไปด้วยปรัชญาผสมผสานกันระหว่างความเก่าและความใหม่ ความใหม่ที่แทรกเข้ามาก็คือ ความทันสมัยและวิทยาศาสตร์ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ประทับใจคนอ่านก็คือ อิสระเสรีภาพ


       "นางนวลเป็นความคิดแห่งอิสระเสรีภาพ ที่ไม่มีขอบเขตจำกัดเป็นสถานภาพของนางนวลที่ยิ่งใหญ่ และร่างกายของเธอทั้งหมดจากปลายปีกหนึ่งสู่อีกปลายปีกหนึ่ง ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากความคิดของเธอเอง"

       จาก < http://olddreamz.com/ >
Posted by add on 14 Oct. 2004,06:45
เรื่อง JONATHAN LIVINGSTON SEAGULL ทำเป็นภาพยนตร์เมื่อปี ค.ศ.1973 ก็เป็นภาพยนตร์ที่ทำได้ยาก เพราะต้องถ่ายแต่รูปนกนางนวลล้วนๆ และจะต้องดำเนินเรื่องไปให้คนดูเข้าใจเรื่องราวได้  แต่ soundtrack ประกอบภาพยนตร์ที่ไพเราะ โดย Neil Diamond เช่น เพลง Be , Lonely Looking Sky , Skybird , Dear Father เป็นต้น ช่วยทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าดูขึ้นอีกมาก


     
< BE >
Neil Diamond

Lost ......
On a painted sky
Where the clouds are hung
For the poet's eye,
You may find him.
If you may find him.

There.....
On a distant shore,
By the wings of dreams.
Through an open door.
You may know him,
If you may

Be.....
As a page that aches for a word
Which speaks on a theme that is timeless
While the Sun God will make for your day
Sing.... As a song in search of a voice that is silent
And the one God will make for your way


And we dance
To a whispered voice
Overheard by the soul
Undertook by the heart
And you may know it
If you may know it

While the sand
Would become the stone
Which begat the spark
Turned to living bone
Holy, holy Sanctus, sanctus

Be....
As a page that aches for a word
Which speaks on a theme that is timeless
While the Sun God will make for your day
Sing..... As a song in search of a voice that is silent
And the one God will make for your way


-------------


< http://olddreamz.com/bookshelf/jonathan/jonathanseagull.html >
Posted by add on 11 Dec. 2004,01:44
ยิ้มสู้มะเร็ง  
อารีย์  วชิรมโน (หนุ่มน้อยแห่งไร่มะขามเปรี้ยว)

            เป็นหนังสือที่กล่าวถึงประสบการณ์ชีวิตที่ได้ค้นพบวิธีสร้างภูมิต้านทานเอาชนะโรคร้ายได้ด้วยตนเอง  เขาเป็นหมอที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ  พอพบว่าตนเองเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากก็ตัดสินใจกลับมาอยู่แบบวิถีชนบทในประเทศไทย   โดยไม่ยอมผ่าตัดหรือฉายแสง  ไม่ใช้คีโม  ใช้แนวทางธรรมชาติ  กินแต่พืชผักผลไม้  วิตามิน  และออกกำลังกาย  เขาต่อสู้มา 10 ปี  มะเร็งก็ยังไม่หายขาด  ซ้ำเมื่อวัวที่เขาเลี้ยงถูกโจรขโมยไป  เขาก็เครียดและโกรธจัด  เดินไปแจ้งความที่โรงพักซึ่งอยู่ไกลจากบ้าน 14 กิโลเมตร  ครั้นเมื่อไปถึงแจ้งความ ตำรวจบอกว่า "ให้เอาหลักฐานมาด้วย"   เขาจึงกลับมาด้วยความผิดหวัง และทรุดหนักจนคิดว่าแทบจะเอาตัวไม่รอด  ในที่สุดเขาก็ได้ข้อสรุปว่าเขาจะต้องไม่เครียด ต้องปล่อยวาง  ต้องใช้เรื่องธรรมะเข้ามาช่วยให้จิตใจสงบ ผ่อนคลาย   เขาจึงเขียนจดหมายบอกแก่พวกโจรมาว่า ถ้าขโมยวัวไปแล้วยังไม่พอก็ให้มาขโมยได้อีก

            หลังจากที่เขาทำใจปล่อยวางได้  3 เดือนต่อมาเขาจึงตรวจพบว่าเขาได้หายจากโรคมะเร็งโดยสิ้นเชิง  เขาจึงสรุปหลักแนวทางปฎิบัติ 7 อ.  ดังนี้

1. อิทธิบาทสี่
2. อารมณ์
3.อากาศ
4.อาหาร
5.ออกกำลังกาย
6.เอนกายและคลายเครียด
7.เอาพิษออกจากร่างกาย

           หนังสือเล่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการอธิบายแนวทางทั้ง 7 อ.นี้  อย่างค่อนข้างจะเป็นวิชาการแต่ก็เข้าใจได้ง่าย  

           ยังไม่ได้เป็นมะเร็งก็ลองหาซื้อมาอ่านดูได้ค่ะ เรียกว่าป้องกันไว้ก่อน  ราคาเล่มละ140 บาท  สำนักพิมพ์สารคดีค่ะ

           อ่านเรื่องนี้เพิ่มเติมจาก < รักษาตนเอง ด้วยพลังแห่งธรรมชาติ >
Posted by add on 23 Mar. 2005,23:06
น้องพญาไฟ ได้แนะนำหนังสือออนไลน์อ่านง่าย เรื่อง วิปัสสนานุบาล ไว้ที่นกน้อย เห็นว่ามีประโยชน์ และง่ายๆสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษาเรื่องธรรมะ จึงเอามาให้อ่านกันค่ะ

      < วิปัสสนานุบาล > เขียนโดย ดังตฤณ ผู้แต่งเรื่อง < ทางนฤพาน > ที่เราเคยอ่านกันมาแล้วค่ะ

            วิปัสสนานุบาล มีพิมพ์เป็นเล่ม  ราคาเล่มละ 30 บาทค่ะ
Posted by add on 26 Mar. 2006,03:05
ขอไชโยให้กับตัวเองที่ได้พยายามอ่าน หนังสือวรรณกรรมหนา 900 หน้า พี่น้องคารามาซอฟ จนจบภายใน 1 อาทิตย์ ทุกวันพยายามแบกหนังสือเล่มหนานี้ไปไหนไปด้วย พอว่างก็จะเอาขึ้นมาอ่าน 

       หนังสือเล่มนี้ดิฉันเคยกล่าวถึงแล้วในห้องสมุดแห่งนี้ < พี่น้องคารามาซอฟ > ตอนนั้นยังไม่ตั้งใจจะอ่านจริงๆ แต่ตอนนี้อ่านจริงๆจนจบ ผู้ประพันธ์หนังสือเล่มนี้คือ ดอสโตเยฟสกี้

     

      ดอสโตเยฟสกี้ ( Fyodor Dostoyevsky) มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ.1821-1881 เขาเกิดมาในตระกูลชนชั้นกลางที่ไม่ร่ำรวยนัก  มีพ่อซึ่งเป็นศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลอนาถาแห่งหนึ่ง มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน เขาเป็นลูกชายคนที่สอง พ่อเป็นคนเข้มงวด ขี้หึงและชอบดื่มเหล้า แม่เขาตายเมื่อเขามีอายุ 16 ปี และสองปีต่อมาพ่อเขาก็ตาย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเนื่องจากเส้นโลหิตในสมองแตก  แต่ก็มีข่าวร่ำลือว่าพ่อตายเพราะถูกฆาตกรรมด้วยฝีมือของชาวนาซึ่งเป็นทาสในที่ดินของเขาเองโดยการถูกจับกรอกด้วยเหล้าวอดก้าจนสำลักตาย  

      ดอสโตเยฟสกี้ เรียนหนังสือเองที่บ้านและเข้าโรงเรียนประจำของเอกชนแห่งหนึ่งในมอสโคว์ จากนั้นก็ศึกษาต่อที่สถาบันวิศวกรรมทหารที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เรียนจบก็เข้ารับราชการทหารได้ปีเดียวก็ลาออกมาเริ่มต้นเขียนหนังสือ 

       เขาเริ่มเขียนหนังสือเมื่อ ปี ค.ศ. 1844 และ รักของผู้ยากไร้ Poor Folkหรือ Poor People (1846) เป็นนวนิยายขนาดสั้นเล่มแรกของเขา ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็น เขาเป็นโกโกลคนใหม่ (นิโคลัส โกโกล ค.ศ.1809 -1852 เป็นผู้บุกเบิกงานวรรณกรรมเสียดสีสังคม < Dead Souls > (ซึ่งเทียบเคียงกับวรรณกรรมเรื่อง Don Quixote)) เพราะรักของผู้ยากไร้เป็นนวนิยายที่สะท้อนสังคมเล่มแรกในรัสเซีย ซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จขณะที่มีอายุเพียง 24 ปี  จากแนวคิดและบุคลิกตัวละครในเรื่อง รักของผู้ยากไร้นี้เป็นพื้นฐานในการสร้างตัวละครอื่นๆในงานเขียนชิ้นหลังๆของเขาให้สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

      สองสัปดาห์ต่อมา The Double (1846) ผลงานเล่มที่สองก็ออกสู่ตลาด แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่ากับเรื่องแรก

      ในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ.1949 ดอสโตเยฟสกี้เข้าร่วมขบวนการโค่นพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่หนึ่ง แต่ถูกจับจำคุก "ขังเงียบ" นานถึง 8 เดือน และถูกตัดสินประหารชีวิต ระหว่างที่เขาสวมชุดนักโทษประหารรอรับความตายอยู่นั้น ในเวลาห้านาทีก่อนจะถึงเวลาที่เขาจะต้องถูกผูกติดกับเสาและถูกยิงเป้าต่อจากสหายด้วยกัน เหมือนปาฏิหาริย์ พระเจ้าซาร์ได้สั่งงดการประหารชีวิตเปลี่ยนเป็นการเนรเทศพวกนักโทษให้ไปอยู่ไซบีเรียทำงานหนักเยี่ยงทาสนาน 4 ปีแทน  เขาได้เรียนรู้ความยากลำบากนานัปการที่ไซบีเรีย  หลังจากพ้นโทษและได้รับฐานะทางชนชั้นกลับคืนมาแล้ว เขาก็ยังใช้ชีวิตอย่างยากไร้เสียเป็นส่วนใหญ่  เขาเคยทั้งเป็นนักพนันและติดยาเสพติด
     
      หลังจากพ้นโทษเขาเดินทางกลับสู่ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เขาก็เขียนเรื่อง The House of the Dead (1861-62) บรรยายถึงประสบการณ์ในคุกไซบีเรียได้อย่างสะเทือนอารมณ์ , ตามด้วย The Insulted and Injured (1861) , Winter Notes on Summer Impressions (1863), Notes from Underground (1864).

      มารียา ฟิโอโดโรฟน่า คือภรรยาคนแรกของเขา ซึ่งดอสโตเยฟสกี้ ให้ฉายาเธอว่า "อัศวินสวมอาภรณ์สตรี" ก็เป็นบุคลิกตัวละครหนึ่งใน Crime and Punishment (1866) ตัวละครนั้นคือ แคธีน่า อีวานอฟน่า ภรรยาของเขาเสียชีวิตด้วยวัณโรคในปี ค.ศ.1864

      หลังจากที่เขาล้มเหลวในการพยายามจะทำให้นิตยสาร "ยุคสมัย" ยืนหยัดต่อไปได้หลังจากพี่ชายเขาเสียชีวิตไปแล้ว เขาก็เดินทางไปยุโรปตะวันตกเพื่อพักผ่อนและหลบหน้าเจ้าหนี้  ชีวิตช่วงนี้ตกต่ำสุดขีด มีหนี้สินจากการพนัน และเขาต้องติดคุกในเยอรมันนาน 2 เดือน  พอกลับจากเยอรมันเขาจึงเขียน Crime and Punishment ตามด้วย นักพนัน The Gambler (1968)

       เขาแต่งงานครั้งที่สองกับ กริกอเรียฟน่า สนิตกิน่า ผู้จดตามคำบอกของเขา เขาเดินทางไปยุโรปนาน 4 ปีเต็ม และเขียน The Idiot (1868-69) ซึ่งตัวเอกเป็นโรคลมบ้าหมูเหมือนตัวเขา The Possessed (1872), The Diary of a Writer (1876), 'The Gentle Maiden' (1876), และ The Brothers of Karamazov (1879-80) เป็นเรื่องสุดท้ายที่เขาเขียนไว้ลงเป็นตอนๆในหนังสือ The Russia Herald ซึ่งได้รับชื่อเสียงและเงินทองมากขึ้น เขาเสียชีวิตด้วยโรคเกี่ยวกับระบบการทำงานของปอดเมื่อเดือนมกราคม 1881

จากหนังสือ อาชญากรรมกับการลงทัณฑ์ (Crime and Punishment) ศ. ศุภศิลป์ แปล
Posted by มะเหมี่ยว on 26 Mar. 2006,16:05
winkthumb.gif  flo_1.gif  bowsdown.gif
Posted by add on 27 Mar. 2006,23:44
พี่น้องคารามาซอฟ (The Brothers of Karamazov) แปลไทยโดย สดใส ภาพประกอบโดย เทพศิริ สุขโสภา
    
      "สิ่งหนึ่งที่สร้างความทุกข์ใจแก่จิตสำนึกและจิตใต้สำนึกมาตลอดชีวิตก็คือ  คำถามที่ว่ามีจริงหรือไม่?" นี่คือแนวความคิดของ ดอสโตเยฟสกี้ ที่ใส่เข้าไว้ในหนังสือเล่มสุดท้ายของเขาอีกครั้งในพี่น้องคารามาซอฟ โดยผ่านทางตัวละครที่ชื่อ อีวาน ลูกชายคนที่สอง ของตาเฒ่าคารามาซอฟ

       นวนิยายเรื่องนี้กล่าวถึงครอบครัว คารามาซอฟ ผู้พ่อซึ่งหยาบช้า กักขฬะ ไม่เคยสนใจดูแลลูกเมีย และมักมากในกามคุณ เขามีภรรยาสองคน บุตรจากภรรยาคนแรกชื่อ ดิมิตรี หรือ มิตยาเป็นนายทหารผู้โผงผางตรงไปตรงมา และอาฆาตแค้นต่อพ่อของตนเองว่าเขาไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแล รวมทั้งพ่อยังรักผู้หญิงคนเดียวกับเขาอีกด้วย เขาเคยมีความคิดที่จะฆ่าพ่อของเขาเอง

       บุตรชายคนที่สองคือ อีวานซึ่งเป็นลูกคนโตกับภรรยาคนที่สอง อีวานเป็นนักคิดนักเขียน และแนวความคิดเรื่องพระเจ้าไม่มีจริงก็สอดใส่อยูในจิตวิญญาณของเขาตลอด เขาเองก็เคยมีความคิดชั่วร้ายที่ไม่อยากจะให้พ่อของเขามีชีวิตอยู่เช่นกัน

       ส่วนบุตรชายคนที่สาม คือ อเลกไซ  หรือ อโลชาผู้น้อง ซึ่งเป็นผู้มีจิตใจเมตตา อ่อนโยน และฝักใฝ่ในธรรมะ เขาแทบจะเป็นคนเดียวในเรื่องนี้ที่มีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์ที่สุด เขาชอบช่วยเหลือคนอื่นๆและมองคนในแง่ดีเสมอ

      เหตุการณ์สำคัญของนวนิยายเรื่องนี้ คือ คารามาซอฟผู้พ่อถูกฆาตกรรม  หลักฐานทุกอย่างผูกมัดให้มิตยาลูกชายคนโตถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ฆ่า 

       อีวานน้องคนรอง ได้ค้นพบความจริงว่าผู้ที่ฆ่าพ่อคือคนใช้ในบ้านซึ่งอาจจะเป็นลูกของพ่อเขาเองกับหญิงบ้า และในการฆาตกรรมครั้งนี้เขาเองก็ดูจะมีส่วนในการพูดให้ฆาตกรมีแรงจูงใจที่จะฆ่าพ่อเขาด้วย แต่ยังไม่ทันที่อีวานจะเปิดเผยความลับนี้เขาก็มีอาการทางสมองไปเสียก่อน

       อโลชาน้องสุดท้อง เชื่อมั่นว่าพี่ชายคนโตไม่ได้ฆ่าพ่ออย่างแน่นอนโดยเชื่อจากสายตาที่บริสุทธิ์ของพี่ชาย แต่เขาไม่มีหลักฐาน เขาพยายามจะหาทางช่วยพี่ชายของเขาทุกวิถีทาง แม้กระทั่งการหลบหนี

        แคทธารีนา 

       

       กรูเชนกา 

       

       มีผู้หญิงตัวเอกสองคนในเรื่อง คือ แคทธารีนา  คนรักคนแรกของมิตยา แต่ในท้ายที่สุดเธอกลับพบว่าตัวเองรักอีวานผู้น้อง ผู้หญิงอีกคนหนึ่งคือ กรูเชนกา  หญิงงามเมืองที่มิตยาหลงรัก และพ่อเฒ่าคารามาซอฟหลงใหล
      
      เรื่องนี้ ดอสโตเยฟสกี้ เขียนไว้ 4 ภาค บทส่งท้ายยังไม่ทันจบเขาก็เสียชีวิตไปก่อน พี่น้องคารามาซอฟจึงจบลงตรงที่ มิตยาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆ่าพ่อ 

      ตัวละครแต่ละตัวนั้น ผู้เขียนได้สร้างบุคลิก นิสัยใจคอ ความคิดและความเชื่อไว้อย่างชัดเจนมาก เขาเขียนให้เรามองเห็นมนุษย์แต่ละคนอย่างทะลุปรุโปร่งจนถึงวิญญาณ นับเป็นความละเอียดลออและความสามารถของดอสโตเยฟสกี้ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียด ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนและปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมรัสเซีย 
 
       ดอสโตเยฟสกี้ ทำให้เรามองเห็นมนุษย์ที่แท้ ซึ่งมีทั้งความดีและความชั่วอยู่ในคนเดียวกัน แต่บางคนก็ไม่รู้ตัวเองว่าเหตุใดจึงกระทำการแบบนั้น เพราะเหตุผลอะไร มนุษย์เรามีความคิดซับซ้อนและสับสนวุ่นวาย ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็แสดงให้เห็นจิตใจที่ดีงามของมนุษย์ที่ดีอย่างอโลชา เอื้ออาทรห่วงใยต่อเพื่อนมนุษย์จนทำให้เรารู้สึกว่าใครๆก็สบายใจเมื่ออยู่ใกล้ แม้คนอ่านเองก็สบายใจเมื่อได้อ่านเรื่องราวของคนคนนี้ เขาเป็นตัวแทนแห่งความรักความดีงาม เขาเป็นตัวแทนของพระเจ้า

       ถึงแม้ว่าบางตอนของเรื่อง พี่น้องคารามาซอฟ จะเยิ่นเย้อไปบ้าง แต่โดยภาพรวมแล้ว พี่น้องคารามาซอฟเป็นวรรณกรรมที่มีคุณค่าต่อความเข้าใจในความเป็นมนุษย์  อ่านแล้วคุณจะเข้าใจว่ามนุษย์คือคนที่ถูกสร้างมาอย่างมีความผิดพลาด การดูแลเลี้ยงดูส่งผลต่อความนึกคิดของแต่ละคน มนุษย์มีแต่ความโลภ โกรธ และหลง อ่านแล้วคุณจะได้หันกลับมามองตัวเอง มองความคิดของตนเอง เราคิดดีคิดเลวต่อใครบ้าง และความคิดที่ดีของเราเอาชนะความคิดชั่วในตัวเราได้หรือเปล่า?     

หมายเหตุ : สแกนภาพจากหนังสือได้  จากความช่วยเหลือของ มะเหมี่ยวหาโปรแกรมมาให้ติดตั้งให้ได้ใช้สแกนเนอร์ได้ ขอขอบคุณ  flo_1.gif kissing.gif
Posted by วันดี on 04 May 2006,01:01
มัสซาลา - จาปาตี

โดย

สุทธิมา เสืองาม


ช่วงนี้โชคดีได้อ่านหนังสือที่ถูกจริตหลายเล่ม เล่มล่าสุดเพิ่งอ่านจบไปเมื่อวาน หลังจากอ่านครึ่งหนึ่งแล้วทิ้งไปเกือบสองสัปดาห์

เป็นหนังสือเกี่ยวกับอินเดีย ชื่อเรื่อง มัสซาลา-จาปาตี เขียนโดย สุทธิมา เสืองาม ซื้อหนังสือเล่มนี้มาจากร้านที่ได้ชื่อว่าจัดหนังสือห่วยที่สุดร้านหนึ่ง เพราะมักจะเอาหนังสือต่างประเภทมาไว้ในประภทเดียวกัน หนังสือเล่มนี้อยู่ในชั้นหนังสือพุทธศาสนา ปกหน้าเป็นรูปเจ้าบ่าวเจ้าสาวอินเดียในพิธีแต่งงาน สะดุดตาเพราะมาอยู่ในชั้นศาสนา เมื่อลองเปิดออกอ่านหน้าแรกที่โปรยว่า
 ...บันเทิงเชิงบันทึก...ด้วยความรักความหลงใหล ระคนเห็นใจและเหลือทน จากนักเรียนไทยในอินเดีย... ก็ดึงดูดใจได้ทันที ที่ปกหลังสีแดงก็เขียนได้ชวนอ่านว่า ...อินเดีย ประเทศที่ทุกคนได้ไปเยือนจะต้องบอกว่า ถ้าคุณไม่หลงรักก็จะเกลียดไปเลย แล้วคุณตัดสินใจว่าจะไปพิสูจน์รักกับเธอรึยัง... 

ฉันมีแผนการจะไปอินเดีย ตามรอยพระพุทธเจ้า หลังจากได้รับแผ่นวีซีดีจากรายการพาโนราม่าของช่อง ๙ เรื่องนี้มาครบชุดเมื่อต้นปี แล้วเวียนดูอยู่หลายรอบ ทั้งยังได้อ่านหนังสือ ที่เขียนโดยคุณหมอประเวศ วะสี แล้วเกิดความประทับใจ ประจวบกับในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่งโทรศัพท์มาชวนแกมบังคับว่าเธอจะจัดทริปตามรอยพระพุทธเจ้า เพื่อให้คุณแม่ของเธอได้ไปนมัสการสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา ซึ่งฉันควรจะได้ไปกับทริปนี้เสียตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ควรรอให้สังขารเสื่อมถอยไปกว่านี้ อีกทั้งยังรับรองว่า เป็นทริปที่ไม่ลำบากมาก ค่อนข้างสบายเพราะจะพาคนแก่ไป และเพื่อนคนที่จัดการเรื่องทริปนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญอินเดีย เคยไปอยู่ไปเรียนโยคะที่เมืองฤาษีเกศ ดินแดนแห่งโยคะของอินเดียมาแล้ว แน่นอนว่าฉันต้องตอบตกลง 

แต่พอใกล้เดือนที่วางแผนไว้ เธอกลับโทรมาบอกว่า ทริปเลื่อนไปเป็นปลายปีเพื่อจะได้ไปให้ตรงกับวันสำคัญประจำปีของพุทธศาสนิกชนทั่วโลกที่จะจัดขึ้น ณ เมืองสารนาท มาถึงวันนี้ฉันค่อนข้างแน่ใจว่าทริปนี้เลื่อนไปไม่มีกำหนด เพราะตัวคนชวนเวียนเข้าเวียนออกอินเดียหลายครั้งแล้ว ถ้าฉันยังอยากจะไปก็คงต้องหาทางไปของฉันเอง

ฉันอยากไป อยากไปเห็นอินเดียที่มีทั้งคนส่ายหน้าและคนหลงใหลเหมือนที่หนังสือเล่มนี้บอกไว้ไม่มีผิด เรื่องเล่าต่าง ๆ เกี่ยวกับอินเดียกำลังวิ่งพล่านอยู่ในใจ หาโอกาสเหมาะ ๆ ที่จะได้พิสูจน์


...หากลังเลอยู่ แนะนำให้หยิบเล่มนี้ขึ้นมาเตรียมความพร้อม เพราะเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาจากความรักความเข้าใจโดยไม่เสแสร้งที่จะมองข้ามความเหลือทนของเธอ ด้วยว่ากลิ่นอาจจะแรงไปนิด เสียงดังไปหน่อย และไม่ค่อยชอบทำความสะอาด แต่กลับตระการตา เร้าใจด้วยพลังแห่งชีวิตที่ไม่เคยมีใครลืมเธอได้ลง และหากคุณกำลังตกหลุมรักเธออยู่ หรือเหม็นเบื่อเธอเต็มทน ไม่ว่าความหลังของคุณจะเป็นอย่างไร กับ “มัสซาลา-จาปาตี” คุณจะพบเพื่อนที่ร่วมรำลึกความหลังอย่างสนุกสนาน จนเวลาผ่านเลยไม่ทันรู้ตัว...

ฉันอ่านครึ่งแรกของหนังสือเล่มนี้จบขณะนั่งรถจากสุราษฎร์ไปถึงกุยบุรี การใช้เวลาถึงสามชั่วโมงเพื่ออ่านหนังสือเพียง ๘๕ หน้านั้นผิดปกติของฉันมาก ปกติของฉันคืออ่านหนังสือเร็ว ๆ รวบ ๆ ลัด ๆไปหาหน้าสุดท้าย แต่สำหรับเล่มนี้ฉันละเลียดมันหน้าละเกือบสองนาทีอย่างไม่รู้ตัว เป็นช่วงเวลาที่ฉันได้รับทั้งความสนุกสนานและความเข้าใจที่แปลกใหม่เกี่ยวกับอินเดียและตัวเอง ติดใจในรสชาติสำนวนของคนเขียน ประทับใจมุมมองที่ละเอียดอ่อนลุ่มลึกของเธอ และพบว่าอินเดียอาจจะน่ากลัวน่าสยดสยองสำหรับนักท่องเที่ยวที่ท่องเที่ยวเพื่อชมความงามตามมาตรฐาน แต่ถ้าเป็นการท่องเที่ยวเพื่อพบกับสัจธรรม เราจะพบได้โดยง่ายดาย

สุทธิมา เสืองาม บอกว่า
 “เปิดใจให้กว้าง...แล้วคุณจะเห็นอินเดียในมุมมองที่แตกต่าง และถ้าคิดจะไปอินเดียก็ต้องไปให้ถึงอินเดีย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วคุณจะไม่รู้เลยว่า “คุรุ” ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้มีบทเรียนอะไรให้คุณได้เรียนรู้บ้าง นอกเหนือไปจากความจน ความสกปรก ที่ใครต่อใครเขาชอบพูดกัน แต่สำหรับฉัน...ที่นั่นคือสวรรค์บนดิน คือรอยยิ้มเบื้องหลังคราบน้ำตา คือโรงเรียนชีวิตที่แสนจะล้ำค่า"
Posted by pakae on 04 May 2006,08:07
ดีจังเลยที่พี่วันดีมาเปิดกระทู้แนะนำหนังสือให้อ่าน   cheer.gif  again.gif

                เรื่องชอบหนังสือเนี่ยร่วมยืนยันได้ว่า   ชอบอ่านมากจริงๆ(แต่บ้านนี้ก็มีแต่หนอนหนังสือทั้งนั้นเหมือนกันนิ)เพราะพี่วันดีมีบ้านเรือนไทยสวยงามไว้สำหรับอ่านหนังสือด้วย     ยอดมั่กๆเลยค่ะขอบอก winkthumb.gif winkthumb.gif

     ถ้าพี่วันดีไปอินเดียเมื่อไหร่ต้องมาเล่าให้อ่านบ้างนะค่ะ  ว่าทุกอย่างสมดังคำร่ำลือหรือเปล่า photographer.gif 

      พี่วันดีเป็นคนเก็บรายละเอียดเก่ง  จำแม่นอีกต่างหากเรื่องต่างๆที่เคยๆโพสต์ไว้พี่วันดีนำมาคุยได้หมด  บางอย่างตัวเองก็ลืมไปแล้ว   ขนาดเจอกันวันเดียวพี่วันดียังรู้ว่าบ้านเรานะประชาธิปไตยเสียงข้างน้อย  อิอิอิ tongue.gif tongue.gif

Posted by pilgrim on 05 May 2006,13:14
มาตามอ่านด้วยคนค่ะพี่วันดี ท่าทางจะน่าสนุกนะคะหนังสือเล่มนี้

พิลเคยไปอินเดียมาเมื่อนานมากแล้วค่ะประมาณปี 2534 เห็นจะได้  เป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรก แบบขึ้นเครื่องบินในชีวิตเสียด้วย  ไปดูงานแค่อาทิตย์เดียวค่ะ แต่ได้ประสบการณ์กลับมาเพียบ

ที่โชคดีคือได้ไปเที่ยวทัชมาฮาลมาด้วย  สวยสมคำร่ำลือจริงๆค่ะ

ตอนที่ไป แม้บรรยากาศจะอบอวลไปด้วยฝูงชน แต่เมื่อไปยืนอยู่ที่จุดๆหนึ่งของทัชมาฺฮาล ซึ่งเป็นหน้าผาของปราสาทเหนือแม่น้ำยมุนา จะเห็นโค้งคุ้งน้ำ และรู้สึกได้ถึงความสงบ เวิ้งว้าง จริงๆค่ะ

เป็นอีกประเทศหนึ่งที่น่าไปนะคะ เพราะถือเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ของโลกแต่ทั้งนี้ ต้องทนกับ "กลิ่นแบบแขก" ให้ได้ค่ะ

ขัอเสียอีกอย่าง คือ ชอบหลอกขายของโก่งราคา แต่ตอนนั้น พิลเห็นว่า เราก็คิดว่าไม่แพงแล้ว ก็ช่างเขา อาจจะเป็นเพราะเขาจน ก็เลยอยากได้เงินมากกว่าปกติเป็นธรรมดา

หนุ่มแขกก็เจ้าชู้ค่ะ ตอนนั้นพิลยังสาวๆ ก็เจอหนุ่มแขกมาทำตาหวานอยู่บ้าง บางคนก็ชอบมาจะเข้าถึงตัว ต้องคอยระวังค่ะ  icon_donot.gif

รถเมล์แขกจงอย่าขึ้น เพราะอาจถูกลวนลามและล้วงกระเป๋าได้

พิลไปใหม่ๆ เวลาจะไปไหน ถามคนอินเดียบอกว่า ขึ้นรถเมล์ไปได้ไหม เขาทำตาเหลือก แล้วบอกห้ามขึ้นเด็ดขาด ให้เรียกแท็กซี่ไป ไม่แพงหรอก

ก็จริงของเขาค่ะ พอเดินออกไปตามถนน เจอรถเมล์แขก คนขึ้นแทบจะขี่คอกัน ล้นออกมานอกรถแบบห้อยโหน ยัดทะนาน ยิ่งกว่ารถเมล์เมืองไทย ยังนึกว่าถ้าเราขึ้นไป เอื๊อก ไม่เหลือแน่ ohman.gif

จะว่าไปแล้วมีเรื่องสนุกๆเยอะเหมือนกันค่ะ  wave.gif

Posted by วันดี on 05 May 2006,22:09
หนังสือขนาด ๑๘๕ หน้านี้ ผู้เขียนแบ่งเป็น ๒ ภาค ภาคที่ ๑ ตั้งชื่อว่า เตร็ดเตร่ในบังคาลอร์ ภาคที่ ๒ ชื่อ เที่ยวท่องล่องอินเดีย

ในภาคเตร็ดเตร่ในบังคาลอร์ ผู้เขียนเริ่มบทแรกที่ชื่อว่าขอต้อนรับสู่บังคาลอร์ได้น่าตกใจไม่น้อย เพราะเมื่อเธอมาถึงบังคาลอร์วันแรก แม้จะประทับใจกับสภาพเมือง ต้นไม้ และบรรยากาศรวม ๆ แล้ว แต่พอเธอออกไปสัมผัสเมืองด้วยตัวเอง เธอก็เกือบถูกคนขับรถเมล์และตำรวจเอาเธอถึงตาย เพียงเพราะเธอทำตั๋วรถเมล์ราคา ๔.๕๐ รูปีหาย
 “บังคาลอร์ต้อนรับฉันในวันแรกได้อย่างน่าสะพรึงกลัว แทบไม่น่าเชื่อว่าจะถูกปล้นกลางวันแสก ๆ ในที่สาธารณะ ท่ามกลางสายตาของผู้ชมซึ่งเข้าใจว่าเราโกงค่ารถ” เธอบอกไว้อย่างนั้น

บทที่สองผู้เขียนเรียกว่าอเมซิ่งบังคาลอร์ เธอเล่าถึงที่มาของชื่อบังคาลอร์ ที่เริ่มจากชื่อ Benda Kalooru ซึ่งแปลว่าถั่วต้ม เมืองเล็ก ๆ ที่พระราชาองค์หนึ่งหลงป่ามาขอถั่วต้มจากหญิงชาวบ้านยากจนเสวย จนมาเป็น Garden City, Silicon Valley, Pensioner’s Paradise ในทุกวันนี้ ด้วยความเป็นฮับของโลกไอที เป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีและสถาบันทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นหนึ่งในหกมหานครของอินเดีย เป็นเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวถึง ๔๐% มีต้นไม้อายุร้อยปีนับไม่ถ้วน มีสวนสาธารณะใหญ่กลางเมือง มีห้องสมุดที่มีหนังสือหายากกว่าหมื่นเล่ม ทั้งยังมีภูมิอากาศเย็นสบายเหมาะแก่การพักผ่อน 

ในบทนี้เธอเล่าถึงร้าน Cafe Coffe Day ที่สาวเปรี้ยวหนุ่มมั่นมาจับกลุ่มกันในย่านบริดเกตโร้ด ที่เธอให้สมญามันว่าสยามสแควร์แห่งบังคาลอร์  เล่าถึงย่านCommercial Street ที่สีสันไม่ต่างไปจากจตุจักรบ้านเรา เล่าถึงมัสซาลาปูรี ของกินเล่นที่เธอบอกว่าอร่อยอย่างที่เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม เล่าถึงนายและนางแบบทั้งหลายที่เธอไปถ่ายรูปพวกเขาว่า
“พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้มีโอกาสเห็นภาพที่ถูกบันทึกไว้ในกล้องหรือไม่ แต่ช่วงเวลาที่ได้โพสท์ท่าคือนาทีที่เป็นนิรันดร์ในความทรงจำ เพราะผู้คนในตลาดจะหันมามองเขาเป็นจุดเดียว”

แล้วเธอก็เล่าถึงความเป็นนครไอทีล้ำยุคที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวิถีชีวิตของคนที่นี่ว่า “ไม่อยากเชื่อว่าซิลิคอนวอลเลย์แห่งบังคาลอร์ติดอันดับนิคมอุตสาหกรรมซอฟแวร์อันดับ ๒ ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา มนุษย์คอมพิวเตอร์ของอินเดียมีความสามารถในการเขียนโปรแกรมทุกประเภทซึ่งเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ ที่ต้องนำคอมพิวเตอร์มาใช้” แต่อีกฟากหนึ่งของเทคโนโลยี  บนถนนอีกด้านหนึ่ง “ความโกลาหลบนท้องถนนย่านนี้ฉุดภาพของเมืองไอทีอันเลิศหรูในสายตาผู้ไม่รู้จัก ไปสู่ความเป็นอินเดียในแบบที่พวกเราคุ้นเคยมานับศตวรรษ ทั้งคนยากคนจน คนพิการ ขอทาน พ่อค้าแม่ค้า ต่างพ่นลมหายใจปะปนกันบนถนนสายชีวิตที่เต็มไปด้วยความรุ่งริ่งรุงรัง” 

“บังคาลอร์ยังคงก้าวไปข้างหน้าในฐานะที่เป็นTechnology Hub ของอินเดียและของโลก ในขณะที่คนขายถั่วก็ยังคงคั่วถั่วคลุกเกลือด้วยวิธีเดิม ๆ หนุ่มออฟฟิศหลายคนยังคงสบายใจกับการปั่นจักรยานและสวมกางเกงขาบานไปทำงาน ผู้หญิงออฟฟิศยังคงนิยมสวมใส่ส่าหรีภายใต้เสื้อนอกที่ดูขัดตา ถนนทุกสายยังคงมีผู้ชายยืนปัสสาวะริมรั้ว และฉันก็ยังคงโดนมือผู้ชายจิตวิปริตลวนลามเวลาเดินผ่านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน”
Posted by KiLiN on 06 May 2006,07:09
อ่านที่คุณวันดีพูดถึงอินเดีย ผมก็นึกถึงว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงเกิดที่อินเดีย  เท่าที่จำได้ พระพุทธเจ้าจะเกิดที่เมืองใหญ่ และเป็นเมืองใหญ่ที่มีความแตกต่างกันทางชั้นวรรณะสูง  xmas.gif

ผมขออนุญาตย้ายกระทู้นี้ มาไว้ในห้องสมุดฅนธรรมดาด้วยครับ bowsdown.gif
Posted by pilgrim on 06 May 2006,11:01
มาตามล่าหากระทู้นี้ค่ะ สงสัยหลงพี่กำลังย้ายพอดี เห็นหลังไวไว แหะๆๆๆ

จะมาขออนุญาตพี่วันดี เขียนเรื่องอินเดียบ้างนะคะ จากประสบการณ์ที่เคยมีมา แต่ไม่เคยบันทึกไว้เลย
ประสบการณ์ของพิล เป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งอาทิตย์ และอยู่ในที่จำกัดอย่าง นิวเดลลี กับเมืองอักรา หรือ ออกเสียงว่าเมืองอัคร ตามลิ้นคนไทย


ตอนนั้น ที่ทำงานส่งไปดูงานเรื่องสิ่งพิมพ์และการออกแบบอาร์ตเวิร์คค่ะ
พิลได้ร่วมเดินทางไปกับน้องผู้ชายอีกคนหนึ่ง สมมุตินามว่าม้าแล้วกันนะคะ น้องม้าจบมหาวิทยาลัยศิลปากร มาจึงได้ไปดูงานด้านศิลปะสิ่งพิมพ์ เราทำงานอยู่ในกองผลิตสื่อด้วยกัน แต่พิลทำด้านบรรณาธิกรณ์

ตอนแรกที่รู้ว่าจะได้ไปอินเดียกลัวมากค่ะ เพราะเคยอ่านสารคดีท่องเที่ยวใน นิตยสารลลนา เขาเล่าว่า ไปเที่ยวอินเดีย มีหนุ่มแขกมาแอบนอนอยู่ใต้เตียงในโรงแรม แถมพวกนี้มือไวใจเร็ว ชอบแต๊ะอั๋ง ลวนลาม บ้านเมืองก็สกปรก ไร้ระเบียบ และมีแต่คนขี้โกง ชอบหลอกต้มตุ๋น

แถมตอนนั้นเป็นการเดินทางครั้งแรกในชีวิตด้วยค่ะ ครั้นจะไม่ไป ก็กระไรอยู่ ความอยากรู้อยากเห็นมันมีมากกว่าความกลัว
ในที่สุดเราก็ออกเดินทางกัน
เป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต ออกเดินทางนอกประเทศครั้งแรกโดยเครื่องบิน
ที่เด็ดกว่านี้ คือ น้องม้าที่ไปด้วยกัน พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยสักแอะ นอกจาก ภาษาเบสิค ไอๆ ยูๆ เรื่องฟังไม่ต้องห่วง น้องม้าฟังไม่ออกเลย เพื่อนรุ่นพี่ของน้องม้าคนหนึ่ง เคยทำงานอยู่ด้วยกัน เขาจบมาจากศิลปากรเหมือนกัน เคยเล่าว่า
"โธ่ พิลจะมาเอาอะไรกับเด็กศิลป์อย่างผม คำว่า science พวกผมยังอ่านว่า สะเกี๊ยนเลย thesis พวกผมก็อ่านว่า เดอะซีส"
แต่แล้ว พิลกับน้องม้าก็มาถึงอินเดียจนได้ค่ะ ก่อนออกจากสนามบินดอนเมือง น้องม้าซื้อวิสกี้แบล็คเลเบิลมาสองขวด บอกว่า อาจจะเอาไว้กินเอง หรือเอาไว้แจกคนที่อินเดียบ้าง คนที่เขาดีกับเรา
อ้อ ลืมเล่าไปค่ะ มีรุ่นพี่ที่เคยไปอินเดียมาก่อน มาแนะนำว่า
ไปอินเดียให้หาอาหารตุนไป อย่างน้ำพริกแห้งๆหรือบะหมี่สำเร็จรูป เพราะเราอาจกินของเขาไม่ได้
อีกอย่างที่ควรเอาติดตัวไป คือ กระดาษชำระ เพราะทิชชู่ที่นั่นเหมือนกระดาษหนังสือพิมพ์
พิลก็ไปบอกน้องม้า "เฮ้ย ม้า พี่เขาให้เตรียมเอาอาหารติดตัวไปบ้างนะ ทิชชูด้วย"
เจ้าม้า ผู้ซึ่งเคยมีประสบการณ์ไปฮ่องกงมาแล้ว บอกว่า "ไม่ต้องห่วงหรอกพี่ เรื่องอาหารน่ะ ผมว่าเราไปหาลุยเอาข้างหน้าดีกว่า"
เอ้า ลุยก็ลุย พิลก็นึกในใจว่า แกลุยของแกคนเดียวเถอะนะ ฉันไม่ลุยกับแกหรอก
แล้วพิลก็ขนเอา น้ำพริกนรก มาม่า หมูหยอง ไปเพียบเลยค่ะ พร้อมด้วยทิชชู่อีกครึ่งโหล ไปอยู่เจ็ดวัน กะใช้วันละม้วนไปเลย
พอเหยียบสนามบินอินเดีย ก็มีเจ้าหน้าที่วิเทศสัมพันธ์ ชายวัยใกล้เกษียณ ชื่อคุณคานนามารับ ด้วยความที่แกเข้านอกออกในสนามบินบ่อยๆ จึงเข้าไปรับพวกเราได้ถึงด่านชั้นใน ที่มีร้าน Duty free shop แกกระซิบบอกเจ้าม้าว่า ให้ซื้อเหล้ามาให้แกสองขวด แล้วแกก็ควักเงินให้ เพราะแกไม่มีสิทธิ์ซื้อเองค่ะ

แล้วเราก็นั่งรถไปที่พักกัน

tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif

รอพี่วันดีมาเล่าของพี่วันดีต่อนะคะ วันนี้ พิลขอแค่นี้ก่อน โม้มามากแล้วค่ะ smash.gif
Posted by sweet lemon on 06 May 2006,17:30
อ้าว..เจ้พิลจ๋า งัยจบง่ายจังเนาะ เอางี้นะ..พอน้าวันดีพักยกดื่มน้ำ พี่พิลก็สวมรอยแว็ปเข้ามาเลยนะเจ้ .. winkthumb.gif

พี่พิลจ๋าหากไม่มีเพื่อนเดินทางไกล ก็ไม่ต้องมาชวนนู๋ลาวไปด้วยนะค่ะ ปะเด๋วเจ้เล่าให้คนอื่นฟังแล้วบอกว่า..ขอสมมุติว่าน้องเค้าชื่อลิงลาวแล้วกันนะค่ะ .. แป่วววว  nope.gif  icon_donot.gif  greet.gif
Posted by add on 06 May 2006,19:53
ฮ่า..ได้กลิ่นแขกๆอ้ะ  เอ๊ะ ปนกลิ่นอะไรด้วยน้า.. ic-14.gif  พี่วันดีเลือกหนังสือได้เก่งจริงๆ แต่ละเล่มล้วนมีคุณค่า  นับถือๆ   bowsdown.gif

             พิลนี่เป็นนักท่องเที่ยวจริงๆเลยนะ ไปโน่นไปนี่บ่อยจัง  แถมยังช่างจดจำมาเขียนให้พวกเราอ่านกัน  winkthumb.gif
Posted by pilgrim on 07 May 2006,13:59
พี่วันดียังไม่มาเล่าต่อเลย

พี่แอ๊ดคะ พิลชอบเดินทางค่ะ ใครมาชวนไปไหน ถ้ามีเงิน ไปหมด แต่ที่ชอบมากคือ ขึ้นเขา เข้าป่า เข้าดงค่ะ ทะเลก็รองลงมา แต่ชอบไปตามเกาะแก่ง มากกว่าชายหาด

น้องลิงลาว เอ๊ย มะนาวหวานไม่ต้องห่วง เจ๊พิลไม่ตั้งฉายาให้น้องหรอก แต่น้องม้านั่น ชื่อของเขาแปลออกมาได้ว่า ม้าจริงๆค่ะ จะว่าไป เพื่อนรักคนหนึ่งของพี่พิลก็ได้ฉายา น้องลิง เพราะเธอทำอะไรได้รวดเร็ว คล่องแคล่วไปหมด แถมยังยุกยิกอยู่ไม่สุข จัดว่าเป็นคนสวยค่ะ พี่พิลเลยตั้งฉายาให้เธอว่า มิสไทยแลนด์ลิง

พี่วันดียังไม่มาเล่า พิลขอโม้ต่อแล้วกันนะคะ


เราออกเดินทางกันวันเสาร์ตอนสายๆ ก็ไปถึงนิวเดลลีกันตอนบ่ายๆของที่นั่น ใช้เวลาบินประมาณสองชั่วโมงค่ะ เวลาที่นั่นก็ช้ากว่าเราสองชั่วโมงเหมือนกัน

คุณคานนา ก็พาพวกเราไปเข้าที่พัก ที่ศูนย์ฟิสิกส์แห่งชาติ ซึ่งมี guesthouse เอาไว้รับรองแขกด้วย
เราสองคนทั้งพิลและม้าเริ่มกลัวๆ เพราะไม่รู้จะไปเจออะไรในห้องพักบ้าง
พิลน่ะกลัวเจออย่างที่เคยอ่านมาที่สุดเลย ว่ามีคนไปแอบอยู่ในห้อง
ส่วนเจ้าม้ามันกลัวอะไรของมันก็ไม่รู้ ก็มันเป็นผู้ชายนี่นะ ask.gif

ตอนนั้น พิลนึกแต่ว่า ถ้านอนห้องเดียวกับเจ้าม้าได้ก็ดี  อย่างน้อยก็จะได้อุ่นใจ ว่าสองคนเพื่อนตาย

อ๊ะๆๆๆ ไม่ได้คิดจะหลอกเด็กนะคะ เพียงแต่ว่า พิลกับเจ้าม้าสนิทกันมาก ไม่เคยคิดเห็นมันเป็นอื่นใด นอกจากน้องชาย อีกอย่าง รู้ว่า เจ้าม้ามันเป็นคนดี มันไม่กล้าหือกับพิลแน่

ปรากฏว่าเจ้าม้ามันก็คิดเหมือนกัน พอมาถึงที่พัก เจ้าม้าก็กระซิบ
"พี่พิล ขอเขานอนห้องเดียวกันไม่ได้เรอะ"
แฮ่ เห็นไหมคะ ขนาดเจ้าม้ายังปอด  กลัวแขกมากกว่ากลัวเจ๊พิล

พิลก็เลยถามคุณคานนาว่า "เรานอนห้องเดียวกันได้ไหม"
คุณคานนาก็ทำหน้าตากะลิ้มกะเหลี่ยพิกล แล้วย้อนถามกลับมา
"เธอสองคนเป็นสามี ภรรยากันหรือเปล่า"
"เปล่าๆ ไม่ได้เป็น" พิลรีบบอก
"ถ้างั้นก็ซอรี่ เราก็ให้เธอนอนห้องเดียวกันไม่ได้"

หนอยแน่ คุณคานนาต้องคิดมิดีมิร้าย คิดว่าเราจะทำอะไรกันแน่เลย (มันก็ชวนคิดเนาะ มานั่งคิดตอนนี้ยังขำตัวเอง นี่เราสองคนกลัวแขกกันมากถึงขนาดนั้นเลยนะเนี่ย)
แล้วเราก็ถูกจับให้เข้าไปนอนกันคนละห้อง ไม่ติดกันเสียด้วยค่ะ

หมายเหตุ  เจ้าม้าเป็นน้องคนสนิทในที่ทำงานค่ะ แกจะออกแนวติ๊ดๆแบบเด็กอาร์ต ชอบเล่นดนตรีมากๆ ชอบกินเหล้าด้วย แต่ก่อนตอนที่พิลยังกินเหล้าอยู่ เจ้าม้ายังเคยไปชวนนั่งกินเหล้าแถวบ้านเขา (เป็นเพิงแบบร้านอาหารอิสาน) ไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ กินเนื้อย่าง แกงอ่อม กัน (พิลกินเหล้าได้พอประมาณ แต่ถนัดกินกับมากกว่า ฮิๆๆๆ เดี๋ยวนี้เลิกหมดแล้วค่ะ กินแต่กับอย่างเดียว hungry.gif ) เราก็เลยสนิทและไว้ใจกันมาก

ตอนนั้นที่ไปอินเดีย ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกเหมือนเจ้าม้าจะแต่งงานแล้ว  พิลก็สนิทกับทั้งภรรยาและพี่สาวเจ้าม้า ก่อนแต่งงาน เจ้าม้ามีสาวๆมารุมตอมมาก พิลอยู่ที่ทำงาน ต้องคอยเป็นกันชน หรือไม่ก็นายสถานีสับหลีกให้เจ้าม้า รับโทรศัพท์กันมือเป็นระวิง เพราะสาวโทร.มาตาม จนสงสารแฟนเขาเลย แต่พอแต่งงานแล้ว เจ้าม้าก็รักเดียวใจเดียว เฮ้อ โล่งไปที

เรื่องของเจ้าม้ายังมีอีกเยอะค่ะ งานนี้ ยกให้เขาเป็นพระเอกแล้วกัน

Posted by วันดี on 09 May 2006,03:35
บทที่สามเรื่องห้องเรียนอินเดีย  เธอเล่าถึงอาจารย์ศรีตลา  ครูที่เธอและใคร ๆ ต้องอยากได้  เพราะความเป็น “ครูที่เราจดจำชื่อได้  ครูที่ไม่ว่าท่านจะแก่ลงและเราจะเติบโตขึ้นเพียงไร  พวกเราก็จะนัดกับเพื่อน ๆ พาลูกและคู่ชีวิตไปกราบไหว้คุณครูเมื่อมีโอกาส”  ในความหมายที่ว่าครูคือผู้นำทางปัญญาแก่เรา

ฉันประทับใจตอนที่เธอเล่าว่าในวันที่ต้องสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์  ที่ผู้ทรงคุณวุฒิอื่นๆห้าท่านเตรียมโจมตีเธอให้ตกเวทีจากข้อบกพร่องอันแพรวพราวในวิทยานิพนธ์ของเธอนั้น  อาจารย์ศรีตลาซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิคนที่หกได้ช่วยเธอไว้  ด้วยการตั้งคำถามที่ครูรู้ว่าเธอคนเดียวเท่านั้นที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด  อ่านถึงตรงนี้แล้วน้ำตาคลอ  คิดถึงพิลกริมขึ้นมาจับใจ  

พี่จะเล่าเรื่องหนังสือเล่มนี้ไว้เพียงแค่นี้แล้วนะ  เพราะใครที่ชอบแล้วอยากอ่านก็คงได้ไปซื้อเล่มเต็มมาอ่านกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เล่ามากกว่านี้จะไม่สนุก  

เอาเป็นว่าพี่จบหนังสือเล่มนี้ด้วยความรู้สึกอยากเห็นอินเดียมาก ๆ และอีกด้านหนึ่ง  พี่ก็ได้กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ของสุทธิมา เสืองามไปแล้วอย่างหมดใจ  เจอชื่อนี้ในหนังสือที่ไหนจะไม่พลาดที่จะอ่านเรื่องของเธอ  

Posted by add on 09 May 2006,12:08
ขอบคุณพี่วันดีค่ะ  flo_1.gif

           พี่ว่าดีแล้วที่พิลไม่นอนห้องเดียวกับม้าน่ะ  แล้วมาเล่าต่ออีกนะ  thumbsup.gif
Posted by pilgrim on 09 May 2006,17:32
ขอบคุณพี่วันดีมากๆค่ะ ที่พี่กรุณาเอาหนังสือดี น่าอ่านมาแนะนำ พิลเองก็เห็นว่า แง่มุมต่างๆของแต่ละประเทศก็จะแตกต่างกันออกไป บางประเทศ ก็ยังมีความลึกลับ ชวนฉงน ให้ติดตามค้นหา โดยเฉพาะประเทศที่เป็นบ่อเกิดของอารยธรรมโบราณอย่าง อินเดีย จีน อิยิปต์

พิลเองตอนนี้ เสียดายประเทศอิรักมากๆค่ะ เคยอ่านข่าว เขาบอกว่า นับตั้งแต่ถูกอเมริกาเข้าโจมตี พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของอิรัก ถูกปล้นเอาสมบัติล้ำค่าที่สะสมไว้นับตั้งแต่อารยธรรมยุคเมโส-โปเตเมีย ลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติสไปหมดเลย ที่เหลืออยู่ก็วอดวายไปเยอะเพราะแรงระเบิด
เป็นความน่าเศร้าของมนุษยชาติจริงๆนะคะ cry2.gif

และขอขอบคุณอีกประการหนึ่งค่ะ ที่พี่วันดีนึกถึงพิล ตอนจะสอบวิทยานิพนธ์ พิลเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้างเลยค่ะ
ตอนสอบจะมีกรรมการสอบสองท่าน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิมาจากภายนอกท่านหนึ่ง และเป็นอาจารย์ภายในภาควิชาอีกท่านหนึ่ง ที่ไม่เคยมาข้องเกี่ยวกับงานวิจัยของเรา
แต่พิลเองก็เหมือนเจอศึกหนักมาตลอด เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาที่คุมงานวิจัย และผู้อำนวยการงานวิจัย เป็นอาจารย์ที่จัดว่าโหดหินประจำคณะ (ทำไมพิลได้สองคนนี้ก็ไม่รู้ เพื่อนมันทำคอย่นกันทุกคน แม้แต่เพื่อนอังกฤษ เวลาบอกชื่อสองคนนี้ออกไป)
ก็เลยคิดเสียว่า บางทีตอนสอบเราอาจจะโชคดีบ้างก็ได้


กับอาจารย์ที่ปรึกษาก็ดูเหมือน เราเข้ากันไม่ค่อยได้ดีนัก คือท่านจะวางตัวเหินห่าง ไม่มาสนิทสนมอะไรด้วยมาก ทั้งๆที่เราเป็นผู้หญิงเหมือนกัน
ตอนที่พิลซึ้งใจ คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ซึนามิในไทย เป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญคนทั้งโลก เพื่อนๆที่นี่ แม้แต่เจ้าหน้าที่ในภาควิชา รุมถามกันตรึมว่า ครอบครัวยูได้รับผลกระทบอะไรหรือเปล่า
แต่อาจารย์ของพิล ไม่ถามสักแอะ
นับเป็นดัชนีบ่งบอก ว่าท่านสนใจพิลมาก แหะๆๆๆๆ
ตั้งแต่นั้นมา เลยปลงค่ะ ว่าจะไม่คาดหวังและไม่ไปขอความช่วยเหลืออะไรจากท่านอีกแล้ว พิลอยากทำอะไรก็ทำไป แล้วค่อยไปให้ท่านออกความเห็นทีหลัง
ตอนนี้ ก็รอลุ้นค่ะ พี่วันดี ขอบคุณในแรงใจจากพี่นะคะ


คราวนี้ พิลขออนุญาตโม้เรื่องน้องม้าและอินเดียต่อแล้วกันค่ะ

ขำพี่แอ๊ดบอกว่า ดีแล้วที่พิลไม่นอนห้องเดียวกับเจ้าม้า
นั่นน่ะสิคะ แต่ตอนนั้น มันนึกบ้าอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ เขาเรียกว่ากลัวจนขาดสติ อิๆๆๆๆ (แต่จะว่าไป พิลก็ยังวางใจเจ้าม้ามันอยู่ค่ะ มันออกไปในทางเด็กๆบ้าๆบอๆมากกว่า อีกอย่าง มันกลัวพิลมากๆด้วย)

ก่อนเอากระเป๋าเข้าห้องพัก คุณคานนา ก็พาเราไปเช็คอินที่เคาเตอร์ของ สำนักงานเกสต์เฮาส์ เจ้าหน้าที่ก็ถามเราว่า ตอนเย็นนี้ จะกินอาหารอะไร เราก็ถามว่า มีอะไรให้กินบ้าง
เขาก็บอกว่า มี แกงเผ็ด ให้เลือกสองอย่าง คือ แกะ หรือ ไก่
พิลก็บอกว่า งั้นเอาไก่ ก่อนแล้วกัน(ตอนนั้น ยังไม่กล้าลองแกะค่ะ)
เจ้าม้าก็กระซิบถามว่า "พี่พิล เขาไม่กินหมูกันใช่ไหม"
พิลต้องรีบบอกมันว่า "อย่าไปถามเขานา คนอินเดียที่เป็นฮินดูเขาไม่กินเนื้อวัว กับเนื้อหมู"

จากนั้น คุณคานนาก็ถามพวกเราว่า วันพรุ่งนี้ วันอาทิตย์พวกยูมีโปรแกรมจะทำอะไรกัน อยากไปชอปปิ้งหรือเปล่า จะพาไป

เจ้าม้ามันกระซิบบอกพิลแต่แรกแล้ว (งานนี้ พิลเป็นร่างทรงให้มันค่ะ เพราะมันพูดภาษาปะกิดไม่แข็งแรง) ว่า คุณเธออยากไปทัชมาฮาลมากๆ ซึ่งก็ตรงกับใจพิลเหมือนกัน
ถ้าจะไป ก็ต้องไปวันอาทิตย์นั้น เพราะเรามาดูงานแค่วันศุกร์ พอวันเสาร์เราก็ต้องขึ้นเครื่องบินกลับไทยแล้ว
พิลก็เลยบอกคุณคานนาว่า อยากไปทัชมาฮาลค่ะ
คุณคานนาก็ทำตาเหลือก แกคงนึก ไอ้สองคนนี่มันเปรี้ยวเว้ย มาถึงวันแรกก็อยากไปซะไกลเลย (ตอนนั้น พิลไม่รู้หรอกค่ะ ว่าทัชมาฮาลมันห่างจากกรุงนิวเดลลีไปราวๆสองร้อยกิโลเมตร ประมาณว่า ไม่ได้หาข้อมูลอะไรมาเลย ไปตามแรงบันดาลใจ)
แกก็บอกว่า อีนี้ฉัน ก็คงพายูไปไม่ได้นะ แต่จะพายูสองคนไปซื้อทัวร์ แล้วกัน แบบไปเช้าเย็นกลับ
พิลกับเจ้าม้าก็บอกว่า อีนี้ฉันก็ไม่เป็นไร เอาไงก็เอากัน
แกก็เลยให้พิลกับเจ้าม้า เอากระเป๋าไปเข้าที่พักก่อน แล้วก็พาขึ้นรถสำนักงานเข้าไปในกลางกรุงนิวเดลลี เพื่อไปซื้อตั๋วทัวร์กัน

ตอนรถออกจากเกสต์เฮาส์ แกก็สำทับว่า
ยูต้องจำทางไว้ดีๆนะ เพราะพรุ่งนี้ รถที่พาทัวร์ เขาจะส่งแค่สำนักงานทัวร์ ยูต้องนั่งรถแท็กซี่ หรือรถสามล้อแท็กซี่กลับเอง (ที่นี่เขาจะมีรถแท็กซี่ คล้ายๆตุ๊กๆใน กทม.บ้านเราค่ะ เขาเรียกว่า ออโต้ริกชอว์)
ถึงตรงนี้แหละค่ะ ที่พิลถามแกว่า ขึ้นรถเมล์ไม่ได้เรอะ แล้วแกก็สั่งพิลว่าห้ามขึ้นเด็ดขาด
แกบอกว่า ขาไปแกจะสั่งแท็กซี่ให้มารับแต่ราวๆหกโมงเช้า เพราะฉะนั้น ก่อนยูจะไปก็ให้ออกมากินข้าวเช้ากันเสียก่อน

แล้วแกก็พาเราสองคนไปซื้อตั๋วทัวร์ไปทัชมาฮาล
พิลก็บอกเจ้าม้า ให้มันช่วยจำทางด้วยเด้อ
ระหว่างนั่งรถเข้าเมือง นอกจากจะคอยจำทางจนคอยืดคอยาวแล้ว ก็ได้พลอยสังเกตบ้านเมืองเขาไปด้วย
นิวเดลลี เมื่อปี 34 ยังเขียวครึ้มไปด้วยไม้ใหญ่ (ตอนนี้ไม่ทราบเป็นไงเหมือนกันค่ะ) สถาปัตยกรรมก็ออกไปในแนวตะวันตกเสียเป็นส่วนใหญ่ คงเป็นเพราะเคยเป็นเมืองอาณานิคมของอังกฤษ ก็เลยได้รับอิทธิพลมาจากอังกฤษเป็นอย่างมากเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่อง มีสวนสาธารณะ ที่เรียกว่า ปาร์คขนาดใหญ่ และสวยงามมาก

นอกนั้น ก็เป็นอาคารเทวสถาน ดูอลังการด้วยสถาปัตยกรรมพื้นเมืองแบบอินเดีย คล้ายๆวัดแขกสีลม ของบ้านเรา เพียงแต่ใหญ่และงดงามกว่ากันมาก
จะว่าไปแล้ว เมืองหลวงเขาก็ดูใหญ่โตโอฬารและเจริญใช้ได้ แต่ก็นั่นแหละค่ะ ในความโอฬารก็ยังมีภาพแห่งความขัดแย้งอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ แล้วพิลจะเล่าทีหลังนะคะ ว่าคืออะไร

เมื่อเสร็จจากการซื้อทัวร์ คุณคานนาก็พาเราขับรถวนชมเมืองให้ดูเป็นขวัญตา จำได้ว่ารถพาผ่าน India Gate ซึ่งเป็นประตูชัยกลางเมือง และสถานที่สำคัญๆ พวกกระทรวงต่างๆของทางราชการ

ก็ตื่นตาตื่นใจใช้ได้ค่ะ ตามประสาคนไม่เคยเห็นอะไรเมืองนอกมาก่อนเลย (ยกเว้นมาเลเซีย สิงคโปร์ และชายแดนแม่สายพม่า หุๆๆๆ)

จากนั้น คุณคานนาก็พาเราสองคนมาปล่อยไว้ที่ที่พักตามเดิม พร้อมบอกว่า วันจันทร์จะมีเจ้าหน้าที่มารับไปดูงาน

หลังจากนั้น เราก็แยกย้ายกันเข้าที่พัก (ห้องใครห้องมันค่ะ พี่แอ๊ด)
ลำดับแรกเลย พิลก้มลงสำรวจใต้เตียง (ตามความกลัวที่ฝังใจ)
จุดต่อไป ก็คือในห้องน้ำ (ฝังใจอันดับสอง)
แล้วก็ตามหลืบ ซอกมุมผ้าม่านทุกซอก เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอมแน่แล้ว ก็ค่อยรื้อกระเป๋า เอาของมาจัดเข้าตู้เสื้อผ้า
ตอนนั้นที่ไปอินเดีย ก็ราวๆช่วงเดือนพฤษภาคม อย่างเดือนนี้แหละค่ะ จำได้ว่า อากาศภายนอก ร้อนมากๆ ร้อนแบบว่า อบอ้าว ไม่แพ้เมืองไทย
แต่ที่พักของเรา ติดแอร์เย็นฉ่ำ ก็นับว่าค่อยยังชั่วหน่อย

เดี๋ยวกลับมา จะพาไปกินอาหารแขกและเที่ยวชมข้างถนนนิวเดลีนะคะ
รูปประตูอินเดียอันนี้ เอามาจากเว็บค่ะ



Posted by pakae on 12 May 2006,09:49
โห.......ให้เราตามหากระทู้อยู่ตั้งนาน   เราก็งงว่าทำไมถึงหาไม่เจอ ic-14.gif   จำได้แท้ๆว่าอ่านอยู่   ที่แท้มาอยู่นี่เอง

     ตอนนี้พี่วันดี  ก็เป็นแฟนพันธ์ของสุทธิมา  เสืองามไปแล้วถ้าเจอหนังสือของเธอจะลองซื้อมาอ่านดูบ้างค่ะ  smile.gif

    พิลเนี่ยเป็นนักเดินทางจริงๆเลยนะ   งั้นพอพิลมาเมืองไทยเมื่อไหร่   แล้วนัดไปเที่ยวต่างจังหวัดกันบ้างเน้อ  greet.gif

    แล้วพิลนัดเจอกับรจนา  วันไหนจ้ะ  จะได้พบกับคุณไหมหนันด้วยหรือเปล่า   คงมีเรื่องสนุกๆมาเล่าอีก cheer.gif cheer.gif

Posted by pilgrim on 12 May 2006,17:27
ได้เลยค่ะ พี่ปาเก้ กลับเมืองไทยเมื่อไหร่ ขอรับคำท้าดวล เที่ยวอย่างเดียวไม่พอ ต้องกินด้วยนะ ร้านอะไรที่พี่ว่าอร่อยน่ะ ขอไปชิมสักนิด อย่าลืมสัญญาที่เราจะท้าดวล ชวนกันกินนะ

พี่ปาเก้น่าจะตั้งชื่อคอลัมน์ว่า ปาเก้ชวนกิน อิๆๆๆๆ สงสัยแฟนตรึม cheer.gif

พิลจะเจอกับรจนาวันพฤหัสที่ 18 จ้า พิลกะจะปิดเล่ม ส่งงานอาจารย์วันพุธนี้ให้ได้ แล้วก็หนีอาจารย์เข้าลอนดอนเลย couch.gif

ขำตัวเอง แต่ก่อนตอนมาใหม่ๆ เวลาจะไปไหน รายงานอาจารย์หมด ตอนนี้ เวลาจะไปไหน หนีไปซะเลย ohman.gif

พี่อยากฝากความคิดถึงให้รจนาไหม เดี๋ยวพิลจะแบกไปให้ ชักตื่นเต้นเหมือนกันเพราะยังไม่เคยเจอรจนาตัวจริงเลยนะ รจบอกว่า เราคงหากันไม่ยากหรอก เพราะเคยเห็นรูปกันมาบ้างแล้ว อีกอย่างหน้าตาเราก็ไม่เหมือนฝรั่ง ยังไงคงไม่พลาด

พิลก็ว่าจะเลยไปหาคุณต้นหอมกับคุณไหมหนันนะคะ

ตอนนี้ขอติดเรื่องอินตระเดียไว้ก่อนนะคะ อาทิตย์หน้าจะเข้ามาเล่าใหม่ค่ะ งานไม่เสร็จเดี๋ยวถูกอาจารย์ยำแน่ smash.gif perturbed.gif
Posted by sweet lemon on 13 May 2006,03:31
ตามสะดวกสบายค่ะเจ้พิล นู๋คอยเรื่องของพี่ม้าได้ค่ะ.. tongue.gif

โห..เจ้พิลตื่นเต้ลที่จะเจอเจ้รจนี จนมือไม้สั่นเชียวหรือค่ะ ดูเด้ ตัวอักษรสั่นไปหมดเล้ย ก๊ากกก  laugh1.gif  greet.gif
เจอเจ้รจนี ฝากจุ๊บๆๆด้วยนะค่ะ.. kissing.gif
Posted by วันดี on 19 May 2006,03:19
ดูท่าอีกหลายวันกว่าพิลกริมจะกลับมาเล่าเรื่องไปอินเดียกับคุณม้า ระหว่างรอเรามาอ่านหนังสือกันอีกเล่มน่าจะดีเนาะ

หนังสือเล่มนี้หนาหน่อย รวมทั้งหมด ๓๙๖ หน้า ไม่นับรูปภาพท้ายเล่ม แต่เชื่อว่าทุกคนที่ใฝ่ธรรมะอ่านแล้วจะวางไม่ลง ลืมไปเลยว่ายาวกี่หน้าต่อกี่หน้า

หนังสือชื่อเป็นภาษาไทยว่า รูปเงา ขุนเขา ทะเลสาบ หน้าปกเป็นสีน้ำตาลปนเทาปนเหลืองประมาณสีเซอร์เปีย เป็นรูปใบหน้าผู้หญิงฝรั่งโกนศีรษะ  ยิ้มกว้างจากใจ ข้างล่างเป็นรูปแสงสีทองอาบทาขุนเขาและทะเลสาบเบื้องล่าง 

ใช่ค่ะ เป็นหนังสือแปลที่มาจากเรื่องเดิมชื่อว่า Reflection on a Mountain Lake ซึ่งรวบรวมเอาธรรมบรรยายของ Ani Tenzin Palmo อานิ เท็นซิน พัลโม ภิกษุณีในพุทธศาสนาสายวัชรยานชาวอังกฤษ ภาพที่ปรากฏบนปกคือภาพของท่านนั่นเอง

ผู้แปลเป็นภาษาไทยชื่อ นวรัตน์ ธาระวานิช ต้องบอกไว้ตรงนี้เลยว่า แปลได้ดีมาก ภาษาง่าย ความหมายไพเราะ เนื้อหารัดกุม และชัดเจน 

ซึ่งตรงกับเจตนาของท่านอานิ เท็นซิน พัลโม ที่กล่าวไว้ในบทนำว่า ธรรมบรรยายของท่านนั้นใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึงคำสอน ท่านกล่าวว่าในสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ก็ทรงใช้ภาษาสามัญแสดงความหมายของหลักธรรมคำสอน ทรงใช้ตัวอย่างและเรื่องราวจากชีวิตประจำวันเพื่อสื่อความหมายให้กระจ่าง ฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ธรรมะจะต้องดูคลุมเครือและยากที่จะเข้าถึงได้

ธรรมบรรยายทั้งหมดที่คัดสรรมารวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้มี ๑๔ บท เป็นการบรรยายในช่วง ๓ ปีให้ชาวตะวันตกฟัง ระหว่างปี ๒๕๓๙-๒๕๔๐ บรรยายในอเมริกา ปี ๒๕๔๑ บรรยายในออสเตรเลีย

ในการบรรยายท่านอานิ เท็นซิน พัลโม จะไม่กำหนดหัวข้อ แต่ให้ผู้จัดกำหนดขึ้นเอง แล้วท่านจะบรรยายสด ๆ ตามหัวข้อที่ผู้จัดอยากฟัง ท่านบอกว่าการบรรยายอาจไม่ลึกซึ้งละเอียดทุกแง่ทุกมุมนัก แต่ก็มีชีวิตชีวายิ่ง เพราะได้ตอบสนองความต้องการของผู้ฟัง

การบรรยายสดเช่นนี้ ท่านอาจารย์ชา สุภัทโท เคยกล่าวไว้ว่า ความรู้ของผู้มีจิตประภัสสรนั้นราวกับตาน้ำที่มีน้ำรินไหลออกมาไม่ขาดตอน ความรู้นี้เกิดจากปัญญาของดวงจิตที่สว่างไสวแล้ว เมื่อพบเห็นสิ่งใดก็สามารถนำธรรมะเข้าไปจับได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง และสามารถจะสอนให้คนอื่นเห็นได้ด้วย โดยไม่ต้องตระเตรียมหรือเปิดตำราแต่อย่างใด

ท่านอาจารย์ชา สุภัทโท ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่เทศนาสดได้จับใจผู้ฟัง และคำสอนของท่านก็รินไหลไม่สุดสิ้นราวกับน้ำพุ จะบรรยายสั้น ๆ ก็ได้ หรือจะต่อไปให้ยาวทั้งคืนท่านก็ทำได้ไม่ติดขัด

ธรรมบรรยายของท่านอานิ เท็นซิน พัลโมชวนอ่านมาก แม้ท่านจะเป็นพุทธวัชรยานซึ่งเราชาวหินยานมักไม่เข้าใจ แต่หลักธรรมนั้นตัวเดียวกัน ที่สำคัญคือเมื่อท่านจงใจบรรยายให้ชาวตะวันตกฟัง เราคนไทยรุ่นที่เข้าโรงเรียนแบบแผนตะวันตก รู้จักพุทธศาสนาทางชั่วโมงศีลธรรมมากกว่าการปฏิบัติจริง จึงเข้าใจได้ง่าย การไม่มีศัพท์หรือคาถาภาษาบาลีก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ธรรมบรรยายของท่านไม่ถูกตัดตอนด้วยคำยาก ๆ ที่ต้องแปลจึงจะเข้าใจ 

Posted by วันดี on 20 May 2006,00:45
ท่านภิกษุณีธัมมนันทา  ถึงกับแนะไว้ในบทนำว่า  งานเขียนเล่มนี้  นอกจากจะเป็นหนังสืออ่านสนุกแล้ว  ยังเป็นคู่มือในการปฏิบัติที่ดี  และสามารถใช้เป็นตำราเรียนวิชาพระพุทธศานาแบบธิเบตได้อีกด้วย

ภิกษุณีธัมมนันทา เล่าว่า  ตัวท่านเคยไปฟังท่านอานิ เท็นซิน พัลโมปาฐกถาธรรม  พบว่านอกจากท่านอานิ เท็นซิน พัลโมจะบรรยายธรรมด้วยท่าทีจริงใจ  เปิดเผย  ซื่อตรงต่อความคิดของตัวเองแล้ว  ท่านยังมีพลังแห่งเมตตาที่แผ่ออกมาสูงมาก  

หลายคนคงเคยได้เห็นภาพท่านทะไลลามะแห่งธิเบตกันแล้วนะคะ  ภาพของท่านทุกภาพมีดวงตาสุกใสรอยยิ้มอบอุ่นที่ให้ความรู้สึกชวนตื้นตันยิ่งนัก   ภิกษุณีธัมมนันทาเล่าว่าท่านอานิ เท็นซิน พัลโมก็มีบุคคลิกเช่นนั้น

อานิ เท็นซิน พัลโม  เป็นชาวอังกฤษ  นับถึงพ.ศ.ปัจจุบันคือ ๒๕๔๙  ท่านจะมีอายุ ๖๕ ปี  เป็นศิษย์ของสมเด็จพระคามทรูล รินโปเช  จากนิกายกาคิวสายดรุกปะ ซึ่งเป็นหนึ่งในนิกายทั้ง ๔ ของพุทธศาสนาแบบธิเบต  อันมี  ญิงมา  ศากยะ  กาคิว  และเคลุค  

อานิ เท็นซิน พัลโม  เคยปฏิบัติธรรมแบบเข้าเงียบอยู่ในถ้ำของหุบเขาลาโฮล  แต่เพียงลำพังอยู่นานถึง ๑๒ ปี  

ท่านเล่าว่าลาโฮลนั้นเป็นหุบเขาในหิมาลัย  ที่มีความสูงประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๒๐๐ ฟุต  อยู่ในประเทศอินเดีย  แต่วัฒนธรรมและศาสนาของชาวลาโฮลเป็นแบบธิเบต  ณ หุบเขาแห่งนี้ปีหนึ่ง ๆ จะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกถึง ๘ เดือนด้วยหิมะที่ปกคลุมช่องเขาสูงสองด้านของหุบเขา  ท่านจึงเห็นว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการปลีกวิเวก  ถึงกับกล่าวว่าถ้าสามารถเลือกที่อยู่ในโลกนี้ได้  ท่านจะเลือกที่นี่

ในปี ๒๕๓๕ ท่านได้ก่อตั้งอารามสำหรับสามเณรีขึ้นที่ด็องจู กาลซาล ลิง  แถบเทือกเขาหิมาลัย  เพื่อให้เป็นสถานที่ที่เด็กสาวชาวธิเบตได้อยู่ร่วมกันเพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรมตามประเพณีปฏิบัติของสายดรุกปะ การ์จู  เป็นการฝึกสอนแบบแผนโยคสาธนาที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านทางลูกศิษย์ของมิลาเรปะ  คือเรชุงปะซึ่งกำลังจะหายสาบสูญไปเนื่องจากการยึดครองธิเบตของจีน  ปัจจุบันมีลามะเพียง ๒ รูปเท่านั้นที่ยังสืบทอดการปฏิบัติสายนี้  

ที่สำคัญคือการปฏิบัติสาธนานี้มีส่วนหนึ่งสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ  ในหนังสือเล่มนี้มีอยู่บทหนึ่งชื่อ สตรีกับวิถีพุทธธรรม  ซึ่งท่านบรรยายได้อย่างละเอียดอ่อนถึงสถานภาพของนักปฏิบัติธรรมหญิงในพุทธศาสนาตั้งแต่สมัยพุทธกาลกระทั่งปัจจุบัน  น่าสนใจมาก

ไปหามาอ่านเถอะค่ะ  รับรองว่าคุ้มค่าคุ้มเวลาที่ได้ทำ  เล่มละ ๒๘๕ บาท  พิมพ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ นี่เอง โดยสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา

Posted by pilgrim on 23 May 2006,04:02
น่าสนใจนะคะ พี่วันดี กับแง่มุมของสตรีในพุทธศาสนา winkthumb.gif

เมื่อวันก่อน พิลดูสารคดีเรื่องตามรอย The Davinci Code เขาก็กล่าวทำนองว่า พัฒนาการของศาสนาคริสต์ มีการบิดเบือนบ้าง โดยลดบทบาทของผู้หญิงลงไป เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว ทุกศาสนจักร ผู้ชายมักขึ้นมาเป็นฝ่ายนำเสมอ

แง่มุมนี้เป็นความเห็นด้านหนึ่งของสารคดีนะคะ ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัวของพิล คือในสารคดีเขากล่าวถึง บทบาทและความสำคัญของ Mary Magdalen เขาก็กล่าวไว้ทั้งสองด้าน คืออาจจะจริง หรือไม่จริงก็ได้ที่ Mary Magdalen มีบทบาทในการช่วยสอนและเผยแผ่คำสอน และเป็นสาวกคนสนิทคนหนึ่งของพระเยซู

เขียนถึงตอนนี้ ไม่ได้เจตนาจะมาตำหนิติเตียนหรือสร้างความแตกแยกระหว่างหญิงหรือชายนะคะ  rose.gif
เพียงแต่อยากจะร่วมแสดงความคิดเห็นค่ะ ว่าผู้หญิงทุกคนก็น่าจะมีสิทธิ์เข้าถึงคำสอนได้ เพียงแต่เราใฝ่ใจเรียนรู้และแสวงหาช่องทางที่จะพัฒนาจิตวิญญาณของตัวเอง และสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและโลกในเวลาเดียวกัน
bowsdown.gif
Posted by pilgrim on 24 May 2006,15:32
ตอนนี้ขอหนีครูระเบียบ มาเม้าเรื่องอินเดียต่ออีกหน่อยนะคะ เป็นการพักสมองจากการเรียนเป็นครั้งคราวด้วยค่ะ

คราวที่แล้วเล่าถึงวันแรกที่เรามาถึงนิวเดลีและเตรียมเข้าที่พักกัน


เมื่อเอาข้าวของออกจากกระเป๋ามาจัดแล้ว พิลก็ตกลงกับน้องม้าว่า เดี๋ยวเราออกไปเดินสำรวจข้างนอกกันนะ ก่อนจะกลับมากินอาหารเย็นที่ที่พัก

แล้วเราสองคนก็หยิบกล้องถ่ายรูปออกมาเตรียมพร้อม พอออกจากห้อง อากาศก็ร้อนอบอ้าว เหนียวตัวมากๆ ที่อินเดียนี้ เคยมีคนร้อนตายด้วยนะคะ ร้อนจริงๆค่ะ ไม่ใช่ร้อนแดดแบบบ้านเราด้วย เพราะตอนนั้นเป็นเวลาเย็นแล้ว แต่เป็นอุณหภูมิที่ร้อนมากกว่า มันระอุพิกล

พอเลี้ยวออกนอกประตูรั้วของเกสต์เฮาส์ ก็เจอกับผู้คนมากมายบนท้องถนน นอกจากคนแล้ว ก็มีวัวเดินอยู่เพ่นพ่านด้วยค่ะ สมกับคำร่ำลือที่เคยอ่านมา
คุณอาบังเหล่านั้น พอเห็นพวกเราชาวกะเหรี่ยงหน้าตาแปลกๆ ก็จ้องถมึงทึง คือ เขาคงไม่ได้ดุหรอกค่ะ แต่ประมาณว่า หน้าตาเขาดำๆ ตาโตๆ แล้วก็จ้องพวกเราอย่างสนใจ แต่ไม่ยิ้ม มันเลยดูน่ากลัวแบบถมึงทึง

เราสองคนก็ทำใจดีสู้อาบัง แล้วเดินสำรวจไปเรื่อยๆตามถนน พบเลยค่ะ ร้านขายข้าวโพดปิ้ง บนทางเท้า สมกับที่คุณม้าเธอบอกให้มาลุยหาอาหารกินเอาข้างหน้า

แต่คุณม้าเธอไม่ซื้อหรอกค่ะ เพราะเธอบอกว่า แค่เห็นผมก็เข่าอ่อนแล้ว
เพราะอะไรทราบไหมคะ

ร้านขายข้าวโพดปิ้งข้างทาง เป็นร้านแบบโลว์คอสต์ คือ ลงทุนต่ำ เอาเป็นว่า ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมาก มีแต่ตะแกรงปิ้ง กับถ่าน แล้วข้าวโพดมาก็ขายได้แล้ว เตาไม่ต้อง

เมื่อไม่มีเตาแล้วจะปิ้งยังไง ไม่ยากค่ะ

อาบังแกเก็บเอาก้อนหินสามก้อนมาทำก้อนเส้า แล้วเอาตะแกรงวางตั้งเป็นได้การ อย่างนี้ คงเป็นการขายแบบสัญจรนะคะ คือที่ไหนมีก้อนหินให้หยิบมาใช้ได้ ก็เปิดร้านขายตรงนั้นได้เลย

แต่นั่นยังไม่เท่าไหร่ค่ะ พวกเราเหลือบไปดูข้างหลังร้าน เห็นข้าวโพดเปลือกสีเขียวอ่อนกองใหญ่ (ท่าจะขายดี) แต่มีวัวมาเลียๆกัดๆและเล็มกินข้าวโพดในกองด้วยค่ะ

นี่แหละค่ะ คุณม้าเธอถึงได้เข่าอ่อน ไม่กล้าซื้อ (คงกลัวเจอน้ำลายวัว เหอๆๆๆๆ)

เราก็เดินต่อกันไปเรื่อยๆตามถนน จนถึงทางแยก แต่ก็ยังไม่เจออะไรแปลกหูแปลกตามาก นอกจาก ขอทานกลุ่มใหญ่ที่จ้องพวกเราเขม็ง แบบคุมเชิงเช่นกัน แต่พวกเราได้รับการสั่งสอนมาค่ะ ว่าอย่าให้ใคร มิฉะนั้น ทุกคนจะเข้ามารุมทึ้ง

เมื่อถึงทางแยก คุณม้า ก็ชวนกลับ บอกว่า พี่กลับเถอะ เขาจ้องพวกเราจนน่ากลัว (เห็นไหมคะ เจ้าม้ามันกลัวอีกแล้ว)

เราก็เลยเดินกลับที่พักกันค่ะ เป็นอันว่า แผนการลุยเอาดาบหน้าของคุณม้า แค่วันแรก ก็ทำท่าจะครั่นคร้ามเสียแล้ว

พอเข้าที่พัก ก็ได้เวลากินอาหารเย็นพอดี งั้นกินเลยแล้วกัน ก็เลยเดินเข้าไปนั่งในห้องอาหาร

น้องม้านั้น แม้ว่าเธอจะเป็นผู้ชาย แต่เธอก็ช่างสังเกตสังกาอะไรหลายๆอย่างได้แบบละเอียดลออ นั่นคงเป็นเพราะความเป็นศิลปินที่มีอยู่ในตัว

แรกเริ่มเลยเมื่อคุณบริกรของเกสต์เฮาส์ เดินเอาแก้วน้ำมาวางที่โต๊ะ ม้าก็บอกว่า
"โหพี่ เขาถือแก้วมาแล้วเอานิ้วหนีบปากแก้วมาน่ะ ผมเห็นเล็บเขาดำปิ๊ดปี๋"

ตอนนั้น พิลก็เห็นเหมือนกันค่ะ ก็เห็นพ้องต้องกันกับน้องม้า ว่ามันแสนจะไม่ถูกสุขอนามัยเลย แต่จะทำยังไงได้ ก็แอบๆเอาทิชชูเช็ดรอบปากแก้วเอาแล้วกัน 

อาหารที่เขาเอามาเสิร์ฟมื้อแรก เป็นแกงแบบน้ำข้นๆคลั่กๆแบบแกงกะหรี่ แต่รสชาติออกหวานๆเหมือนแกงมัสหมั่นบ้านเรา เขาเอาจาปาตี หรือ โรตีมาตั้งไว้ให้เราจิ้มน้ำแกงด้วย พร้อมด้วยข้าวเปล่าอีกคนละจาน
สำหรับพิล ก็ว่าแกงเขาอร่อยดี 
แกงร้อนๆ ข้าวร้อนๆ จาปาตีร้อนๆ
แต่คุณม้าท่าทางเธอจะไม่ค่อยชอบค่ะ

เป็นอันว่า อาหารมื้อแรกในอินตระเดียของเราก็ผ่านไปอย่างเรียบร้อยและรวดเร็ว
จากนั้น ก็เดินแยกเข้าห้องใครห้องมัน

พิลกริมก็สำรวจความเรียบร้อยภายในห้องอีกรอบหนึ่ง (สรุปแล้ว ทุกวันที่อยู่ที่นั่น สำรวจทุกครั้งที่เดินออกจากห้อง และกลับเข้ามาในห้อง)

จากนั้นก็อาบน้ำ เตรียมตัวเข้านอน เพราะถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือนภายในห้องพัก จะไม่มีทีวีให้ดูค่ะ
รีบนอนไวไว วันรุ่งขึ้นต้องตื่นแต่เช้า เพื่อเดินทางไปทัชมาฮาลกัน
sleeping2.gif

เอารูปจากเว็บมาให้ดูค่ะ เป็นบรรยากาศในเมือง คนเดินกันยุ่บยั่บ แต่ที่พิลเดินกับน้องม้าวันแรก ไม่เยอะอย่างนี้หรอกนะคะ


Posted by add on 25 May 2006,07:46
คุณม้าคงจะรู้สึกเหม็นกลิ่นเนย กลิ่นน้ำมันแน่ๆแลย  เพราะพี่กินอาหารแขกอินตระเดียทีไรรู้สึกว่ามันเหม็นมากๆเลย

           เขาว่าทัชมาฮาลสวยมากๆ รอชมๆ  wave.gif
Posted by sweet lemon on 25 May 2006,15:33
again.gif  ปูเสื่อ sleeping2.gif คอยคร้าบ.. kissing.gif
Posted by pilgrim on 26 May 2006,15:55
หลังจากเราเข้านอนกันอย่างสุโขสโมสรแล้ว วันรุ่งขึ้น เราก็ตื่นกันแต่เช้ามากินอาหารเช้ากันที่ห้องอาหารของเกสต์เฮ้าส์แห่งนั้น

คืนนั้น ไม่มีใคร หรืออะไรแปลกปลอมค่ะ ก่อนนอน พิลก็เปิดไฟในห้องน้ำอาศัยแสงสว่างพอให้ไม่มืด (กลัวมันมากับความมืดค่ะ) ic-14.gif

พูดถึงเรื่องเปิดไฟนอน ขอเม้านอกเรื่องนิดนึง
มีอยู่คราวต้องไปประชุมที่กัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซีย เจ้าภาพเขาให้นอนกันคนละห้อง แล้วห้องโรงแรมก็อย่างใหญ่เลย

ทีนี้ก่อนไป เพื่อนคนหนึ่งชื่อเจ๊โป้งมาเล่าให้ฟังว่า เธอกับสามี ไปเที่ยวหัวหินหรือเขาตะเกียบ อะไรเนี่ยค่ะ จำไม่ค่อยได้แล้ว แล้วไปเจอผีหลอกในโรงแรม (จริงเท็จอย่างไร รับฟังมาอีกทีนะคะ
หมายเหตุ โปรดใช้วิจารณญาณก่อนอ่าน เด็กๆควรอ่านร่วมกับผู้ปกครอง เหอๆๆๆ)

ตอนนั้น เป็นฤดูกาลฟุตบอลโลกหรือยังไงเนี่ยค่ะ แล้วเขาชอบแข่งกันดึกๆ ใกล้สว่าง ประมาณตีหนึ่งตีสอง

เจ๊โป้งก็นอนหลับไป เพราะสามียังนอนดูบอลอยู่ แต่แล้วเจ๊โป้งก็ตื่นขึ้นมากลางดึก ด้วยความรู้สึกเย็นๆวาบ สายตาเหลือบไปมองโทรทัศน์ เห็นเป็นขาวๆดำๆลายเส้นซ่าๆ คาดว่าจบการถ่ายทอดแล้ว เหลือบไปดูสามีก็เห็นหลับฟี้อยู่

ทันใดนั้น เจ๊โป้งก็ได้ยินเสียงกุกกัก ดังมาจากประตูห้อง ใจของเจ๊โป้งก็นึกว่า เอ ขโมยหรือเปล่า มาทำกุกกักอยู่ตรงประตู เจ๊โป้ง ก็พลันนึกถึงกระเป๋าสตางค์ที่วางไว้ที่โต๊ะหัวเตียง พอจะเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสตางค์มาไว้กับตัว ก็รู้ว่าตัวแข็งทื่อกระดิกไม่ได้เลย แล้วก็เห็นร่างดำๆร่างหนึ่ง ค่อยๆเดินเข้ามาในห้อง เป็นร่างของผู้ชาย

เจ๊โป้งก็กลัวสุดชีวิต พยายามจะปลุกสามีก็ปลุกไม่ได้ เพราะขยับตัวไม่ได้ จนร่างนั้นเดินมาใกล้ๆแบบลอยๆ แล้วเอื้อมมือดำๆมาหาเจ๊โป้ง เท่านั้นแหละค่ะ เจ๊โป้ง ร้องลั่น จนสามีตื่นเลย
แล้วมิติพิศวงก็สิ้นสุดลง

แต่สองคนก็นอนไม่ค่อยหลับกันจนเช้า

พอตื่นเช้า ก็ลงไปตามล่าหาความจริงที่เคาน์เตอร์ พนักงานก็อ้ำอึ้งๆ แต่ในที่สุดก็เล่าให้ฟังว่า ห้องนั้นเป็นห้อง "มีปัญหา" แต่ที่ให้ไป เพราะสองคนนี้ walk in เข้ามา และห้องเต็มหมดแล้ว ฟังจากพนักงานดูเหมือนว่า ที่ดินใกล้ๆห้องนั้นจะเป็นเขตสุสานเก่าของชาวอิสลามประมาณนั้นค่ะ

เจ๊โป้งบอกว่า เธอก็รู้สึกแปลกๆมาแต่ต้นแล้ว ตอนที่เดินเข้าห้องพักกัน รู้สึกภายในห้องเย็นๆและได้กลิ่นธูปกำยานลอยมาตามลม
(หมายเหตุ ปกติเจ๊โป้งไม่ใช่คนกลัวผีค่ะ เธอใจกล้า ชอบไปเดินป่า ปีนเขากับพิลประจำสมัยก่อนแต่งงาน รอนแรมไปกัน เจ๊โป้งไม่เคยกลัวเลย)

นั่นแหละค่ะ พอฟังเจ๊โป้งเล่าเสร็จไม่กี่วัน พิลก็ต้องเดินทางไปนอนโรงแรมแดนแขกบ้างเหมือนกัน เลยชักปอดกระเส่า

ไปประชุม 5 วัน สองคืนแรก เปิดไฟนอนทุกคืน ทั้งที่ตัวเอง นอนหลับไม่ค่อยได้ถ้ามีแสงไฟคอยแยงตา

ปรากฏว่า หลับๆตื่นๆ ทั้งคืน ไปนั่งประชุมก็หลับๆตื่นๆทั้งวัน เพราะนอนไม่เต็มที่ แฮ่

พอคืนที่สาม ไม่ไหวแล้ววุ้ย ปิดไฟนอนดีกว่า เลิกกลัวแล้ว ขอนอนดีกว่า sleeping2.gif

ไปประชุมเที่ยวนั้น ก็เจออะไรแปลกๆค่ะ แต่ไม่ใช่ผีนะคะ

มีอยู่วัน ไปเที่ยวตึกแฝดของเปโตรนาส แล้วนั่งแท็กซี่กลับกันกับเพื่อนๆคนไทยที่ไปร่วมประชุมด้วยกัน แท็กซี่ก็ขับผ่านโรงแรมอีกแห่งหนึ่ง (ไม่ใช่ที่เราพักนะคะ) แล้วหันมาบอกว่า "ยูรู้ไหม โรงแรมนั้นเคยเป็นโรงพยาบาลมาก่อนนะ"

พิลก็ปากมอม แซวกลับไปว่า "อ้าว ถ้างั้นก็มีผีเต็มไปหมดเลยสิ"
แท็กซี่ก็ปากไวพอกัน บอกว่า "แม่นเลย เดินกันอยู่ในห้องพักนั่นแหละ"
พวกเราก็นึกในใจ อิๆๆๆ ดีที่เราไม่ได้พักโรงแรมนั้น ทุกวันนี้ ยังจำชื่อโรงแรมนั้นได้อยู่เลยค่ะ

วันดี คืนดี โรงแรมที่เราพักอยู่ ใกล้ๆกันมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เกิดขุดกันอีท่าไหนไม่ทราบ จนโดนท่อน้ำประปาแตก โรงแรมที่พิลพักอยู่ก็พลอยฟ้าพลอยฝน ไม่มีน้ำใช้อยู่วันหนึ่งเต็มๆเลยค่ะ

เข้าห้องน้ำก็ไม่มีน้ำให้กดชักโครก จะอาบน้ำ ก็มีแต่ก๊อกน้ำร้อนที่ใช้งานได้ อาบทีเหมือนลวกตัวเอง เวลาจะอาบน้ำ ต้องวิ่งผ่านน้ำ แล้วก็รีบวิ่งออกมา เพราะมันร้อนสุดๆ ทุลักทุเลอยู่วันหนึ่งเต็มๆเลยค่ะ

จะเล่าเรื่องอินเดีย ไหงไปมาเลเซียได้ ไม่เป็นไรเนอะ แขกๆเหมือนกันจ้า withstupid.gif

กลับมาอินเดียต่อนะคะ พอเรากินข้าวเช้าเสร็จ ตอนนั้นยังเช้าอยู่มาก ราวๆตีห้าครึ่งเห็นจะได้ ก็เดินไปรอแท็กซี่ที่เคาเตอร์ตามที่คุณคานนา บอกจะสั่งแท็กซี่ให้มารับ ก็เจอคุณโชเฟอร์เดินหล่อเข้ามาพอดี

พอถามว่า คุณเป็นแท็กซี่ที่มารับพวกเราใช่ไหม
คุณโชเฟอร์ก็ส่ายหัวเป็นพัลวัน

แต่ไม่ต้องตกใจนะคะ คือ คุณพี่ชาวอินเดีย ถ้าเขาตอบว่า Yes เขาจะส่ายหัวเหมือนปฏิเสธค่ะ แต่ถ้าเขา No ละก็ เขาจะพยักหน้ารับหงึกๆ 

body language อย่างนี้ จัดเป็นวัฒนธรรมที่ต้องเรียนรู้เหมือนกันนะคะ

ถ้างั้น เขาส่ายหัวอย่างนี้ ก็รถของเราแน่ ว่าแล้วเราก็จรลีไปขึ้นรถกันแบบใจตุ๊มๆต้อมๆค่ะ เพราะหนึ่ง วันนี้เพิ่งเป็นวันที่สองในอินเดียเอง อะไรเป็นไงก็ยังไม่รู้เลย สอง จะจำทางขากลับได้ไหมเนี่ย เพราะนิวเดลลี - อัครา ห่างกันราวๆสองร้อยกิโลเมตร กว่าจะกลับมาอีกทีก็มืดราวๆสองทุ่มค่ะ

แต่เมื่อรักจะเดินทางท่องเที่ยวก็ต้องพับความกลัวและความปอดใส่กระเป๋าไว้บ้าง ยังไงก็ยังมีน้องม้าเป็นผู้ชายตัวโตๆไว้คอยเป็นด่านหน้าให้อุ่นใจค่ะ

วันนี้ ยังไปไม่ถึงทัชมาฮาลเลย พักแค่นี้ก่อนแล้วกันนะคะ เวลานอกหมดแล้ว มัวแต่โม้นอกเรื่องไปหน่อย ขออภัยค่ะ

เอารูปเมืองนิวเดลีในมุมมองสวยๆของจิตรกรมาให้ดูค่ะ ผู้วาดคือ< เดวิด โคล >ค่ะ



Posted by วันดี on 26 May 2006,21:39
โอ้โฮ  คอยลุ้นใจระทึกเลยนะนี่

พิลจะไปถึงทัชมาฮาลหรือเปล่า  ระหว่างทางโดนแท็กซี่ปลิ้นปล้อนไหม  ถนนและสองข้างทางอึงคะนึงอย่างไร  ทัชมาฮาลงามปานไหน  และกลับถึงโรงแรมกี่โมง

รออ่านอย่างจดจ่อจ้า

Posted by pakae on 27 May 2006,09:59
โอ้โฮเล่าได้สนุกและตื่นเต้นดีนิ winkthumb.gif   แล้วยังจำแม่นอีกต่างหาก  พิลไปอินเดียมาตั้งนานแล้วนี่นา   สมเป็นว่าที่คุณ ด๊อกเตอร์จริงๆ  

     ฮ่าๆๆ กลัวผีกับง่วงนอน  กลัวง่วงนอนมากกว่ากัน อุอุอุ sofaroll.gif  

      k122.gif มารอลุ้นและรอชมกับพี่แอ๊ด พี่วันดี  นู๋มะนาวไม่เปรี้ยว  และเพื่อนๆเรื่องทัชมาฮาลด้วยคนจ้า wave.gif

Posted by pilgrim on 28 May 2006,04:54
เรื่องบ้าๆบอๆอย่างนี้จำแม่นค่ะ พี่ปาเก้ เพราะนึกถึงทีไร มันสนุกทุกที ฮิๆๆyes.gif

ขอบคุณพี่วันดี พี่แอ๊ด พี่ปาเก้ และน้องมะนาวหวานค่ะ ที่ติดตามพิลไปเที่ยวเมืองอินตระเดีย
วันนี้ เราคงได้มาถึงทัชมาฮาลกันซะทีนะคะ ไกด์มัวแต่พาออกนอกลู่นอกทางไปหน่อย ตามประสาคนแก่เลี้ยว

เมื่อเราขึ้นนั่งบนรถแท็กซี่ได้ พิลน่ะไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ นอกจากชะเง้อดูทาง มองหาแลนด์มาร์คหรือที่หมายเอาไว้ตลอด
เพราะกลัวใจเหลือเกินกับคุณแท็กซี่ภารตะ  จริงอยู่ค่ะ ว่าเราจะต้องนั่งแท็กซี่กลับมาที่พักอยู่แล้ว แต่ใช่ว่าคุณแท็กซี่จะไว้ใจได้ว่าเขาจะรู้จักที่พักของเรา ก็ขนาดคุณคานนา เลือดภารตะขนานแท้ ยังกำชับแล้วกำชับอีก ให้เราจำทางให้ดี แสดงว่าแกก็สิ้นหวังกับคุณโชเฟอร์เมืองแกเหมือนกันนิ

ก่อนมาทั้งพี่และเพื่อนที่เคยมาแล้ว ต่างเอามาเล่าให้ฟังว่า คุณพี่ชาวอินเดียแกจะชอบช่วยเหลือมาก อย่างเวลาเราหลงแล้วไปถามทางแก แกจะบอกอย่างมั่นใจว่าไปทางโน้นเลยจ้ะ นายจ๋า

แต่มันไม่ใช่ เพราะแกไม่รู้ แต่แกก็อยากมีส่วนร่วม(ในการบอก)ค่ะ บอกถูกบอกผิดไม่รู้ ขอบอกไว้ก่อนว่าฉานรู้นะนายจ๋า

เพราะงั้นถ้าไปอินเดีย อย่าได้ไว้ใจทาง อย่าวางใจคนนะคะ เพราะพี่แกชอบมั่วค่ะ

แท็กซี่พาเรามาส่งที่สำนักงานทัวร์กลางกรุงนิวเดลี จากนั้น เราก็ไปขึ้นรถบัสแบบรถทัวร์บ้านเราอีกทีค่ะ แล้วรถบัสก็ออกวิ่งไปตามโรงแรมใหญ่ๆในเมือง เพื่อไปรับลูกทัวร์คณะต่างๆ ซึ่งก็เป็นฝรั่งล้วนๆ

จำได้ว่า ตอนนั้น เช้าตรู่ เมืองนิวเดลีเงียบสงัด สดใส ไปด้วยพื้นที่สีเขียวและไม้ใหญ่ร่มครึ้ม ผ่านย่านการค้าเป็นตึกแบบตะวันตกและตกแต่งด้วยศิลปะตะวันออกอันสวยงามอ่อนช้อย
โรงแรมแต่ละที่ใหญ่โตหรูหรา และดูสวยงามอลังการไม่แพ้โรงแรมใหญ่ๆบ้านเรา

พอรับลูกทัวร์มาได้เต็มรถ รถบัสก็พาเรามุ่งตรงไปยังเมืองอัครา
ระหว่างทางผ่านย่านจอแจ ดูเหมือนจะเป็นย่านตลาดหรือย่านการค้าใหญ่ ผู้คนจอแจมาก รถยนต์ สามล้อเครื่อง รถแบบรถคุณแต๋น และน้องวัว แออัดกันอยู่บนถนน

เสียงแตรรถวุ่นวายดังสนั่นไปหมดเลยค่ะ ผิดกับภาพอันสวยงาม เงียบสงบและโรงแรมใหญ่หรูหรากลางเมือง
นี่คงเป็นย่านชาวบ้านร้านตลาดอย่างแท้จริง
รถแต่ละคัน จะเขียนติดท้ายไว้ว่า Blow horn หรือ Horn please
เรียกว่าวัฒนธรรมบีบแตร เป็นเรื่องปกติธรรมดาคู่ชาติของอินเดียเลยค่ะ ใครขับรถแล้วไม่บีบแตร ถือว่าไม่มีวัฒนธรรม (เอากับเขาสิ) ขับรถเป็นเปล่า...
คิดดูเอาแล้วกันค่ะ ว่าเสียงแตรมันจะกระหึ่มลั่น สนั่นหูสักแค่ไหน

เมื่อพ้นย่านจอแจมาได้ รถก็เริ่มวิ่งออกทางหลวง สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนเป็นท้องทุ่งไร่นา ดูเขียวชอุ่ม แต่ทราบไหมคะ ว่าพิลกริมกับน้องม้าเห็นอะไร

คนนั่งอึค่ะ จริงๆนะคะ ไม่ใช่ในส้วมด้วย

คุณพี่ผู้ชายอินเดียทั้งหลายมานั่งอึกันริมถนน เรียงรายกันเป็นแถว
ที่เห็นน่าจะราวๆสี่ห้าคนได้ละมังคะ คุณพี่ก็นั่งเว้นห่างกันเป็นระยะๆ ในบริเวณเดียวกัน ไม่ใกล้กันนัก คงเกรงว่าจะต้องดมกลิ่นอันฉมฉุยของคนอื่น แต่ก็ห่างกันในระยะตะโกนคุยกันได้ เรียงกันเป็นแถว เหมือนนกเกาะสายไฟฟ้าเลย

แต่ก็ยังแปลกใจว่าทำไมถึงมานั่งเรียงกันเป็นแถว สงสัยว่าจะอยู่หมู่บ้านเดียวกันนะเนี่ย

แต่ที่เด็ด ก็คือ ท่านั่งของคุณพี่
เพราะพวกเขานั่งยองๆแล้วหันก้นออกถนนค่ะ กู๊ดไอเดียไหมคะ เพราะฉะนั้น รถราที่วิ่งขวักไขว่ผ่านมาผ่านไป เมินเสียเถอะ ที่จะได้เห็นหน้าค่าตาของฉัน พวกเธออย่างมากก็ได้ดูแต่ก้นฉันนะ  ไม่มีทางรู้ว่าใครเป็นใครเด็ดขาด เพราะเห็นแต่ก้นค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ ช่างคิดจริงๆ

(มุขนี้ ตอนหลังพิลเอาไปใช้ตอนต้องไปนั่งฉี่ข้างทางในปักกิ่งค่ะ อิๆๆแล้วจะมาเล่าทีหลังแล้วกันนะคะ เดี๋ยวจะออกนอกลู่นอกทางไปอีก)

พิลกับน้องม้าก็ได้แต่นั่งตะลึงลานไปกับวิวสดๆ อย่างทึ่งจริงๆค่ะ อยู่ดีๆก็ได้มาดูก้น ดูคนอึแต่เช้าเลยวุ้ย เสียดายรถวิ่งเร็วไปหน่อย อะแฮ่ม tongue.gif

จากนั้น รถแวะหยุดที่ร้านอาหารริมทางแห่งหนึ่ง เพื่อให้ลูกทัวร์แวะกินอาหารเช้า และพักดื่มชา กาแฟ เข้าห้องน้ำ แต่พวกเราอิ่มมาแล้ว ก็เลยนั่งรอเฉยๆ

ในที่สุด เราก็มาถึงทัชมาฮาลกันค่ะ เฮ้อ ถึงซะที greet.gif
หมายเหตุ รูปที่ลงต่อไปนี้ ไปขุดมาจากเว็บนะคะ เพราะพิลไม่มีรูปติดตัวอยู่ค่ะ


นี่ค่ะ ความงามของทัชมาฮาลยามแสงตะวันแรกขึ้น


มองเข้าไปเห็นผู้คนมากมาย คุณไกด์ต้อนพวกเราลงจากรถ แล้วก็แวะบรรยายเป็นจุดๆ ก่อนจะเข้าไปบริเวณทัชมาฮาล


ป้อมปราการด่านแรก ก่อนเข้าสู่ภายในบริเวณทัชมาฮาลค่ะ



พิลมองปราสาทหินอ่อนสีขาว หลังคาทรงโดม รูปทรงคุ้นตา ที่เคยเห็นมานานแสนนานจากในรูปภาพอย่างปลื้มเปรมใจ
นี่เองละหรือ ทัชมาฮาล ที่เขาร่ำลือว่าสวยงามและมีตำนานอันแสนเศร้า ไม่น่าเชื่อ ว่าเราจะได้เห็นด้วยตาตัวเอง นี่ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดอย่าง หรือที่เรียกว่า seven wonders of the world เชียวนะเนี่ย


ฟังคุณไกด์บรรยายได้สักพัก คุณไกด์ก็บอกว่า คราวนี้ เราจะเข้าไปข้างในกันนะ 
ขอบอกว่า ข้างในเขาห้ามถ่ายวีดิโอ ใครมีมาให้เอาไปฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ที่ป้อมยามประตูเข้า

คุณม้า เธอก็เอากล้องวีดิโอมาค่ะ เราก็เลยต้องเอาไปฝากไว้กับป้อมยาม พอออกมาอีกที มองไม่เห็นกลุ่มเราแล้วค่ะ คุณไกด์ทิ้งพวกเราเฉยเลย คงจะต้อนไปแต่ลูกทัวร์หน้าฝรั่ง หน้ากะเหรี่ยงไม่สน

พิลกับคุณม้า ก็เลยเดินดิ่วลิ่วเข้าไปเอง สายตาก็สอดส่ายหากลุ่มเรา แต่ก็ยังหาไม่เจอค่ะ เราก็เลยนึก ช่างมันฟะ ยังไงเขาคงไม่ปล่อยเราไว้นี่หรอก เดี๋ยวก็คงหากันเจอ พอเราก้าวขึ้นสู่ตัวปราสาท ก็เจอเลยค่ะ พนักงานต้อนรับชั้นเยี่ยม

คุณไกด์ผีค่ะ ออกมาต้อนและรับพวกเราอย่างกระตือรือล้น ชี้ชวนให้เราตามไปดู พร้อมอธิบายฉอดๆ เป็นช่องเป็นฉาก

ตอนนั้น พิลก็เหมือนต้องมนต์สะกดคุณไกด์ผี แกชวนไปไหน ไปดูอะไรก็เดินตามแกต้อยๆ เพราะเข้าไปผู้คนก็ยุ่บยั่บ จนเราไม่รู้จะเดินไปทางไหน
เพราะฉะนั้น พอคุณไกด์ผี แกอธิบายอะไรให้ฟังก็ฟัง อย่างว่าค่ะ ตอนนั้นก็นึกว่า ก็ดีกว่าเดินดุ่ยๆไปดูเองเนอะ

ส่วนคุณม้านั่น แกฟังไม่ออกหรอกค่ะ ยังไงแกก็ไม่มีวันพรากจากพิลแน่ๆ เรียกว่า พี่พิลไปไหน ผมไปด้วย เพื่อให้พิลเป็นร่างทรงให้แก

ตอนนี้ พิลจำอะไรไม่ได้แล้วค่ะ ว่าคุณไกด์แกอธิบายว่าอะไรบ้าง จำได้แต่ว่า ทัชมาฮาลนี้ สร้างโดยกษัตริย์ชาห์เจฮาน เพื่อเป็นที่รำลึกถึงพระมเหสีมุมตัสมาฮาล หลังพระมเหสีทรงสิ้นพระชนม์ กษัตริย์ชาห์เจฮานก็ทุ่มทุนสร้างแต่ทัชมาฮาล จนไม่ใส่ใจราชการบ้านเมือง

เท่านั้น ยังไม่หนำใจ ยังไปสร้างป้อมแดงไว้เป็นพระราชวังอีกแห่งหนึ่งที่อีกคุ้งหนึ่งของแม่น้ำ เพื่อให้มองมาเห็นทัชมาฮาลนี้ได้ ทั้งกลางวันกลางคืน

จนวันหนึ่ง ออรังเซป ซึ่งเป็นบุตรชาย ทนไม่ไหว ก็เลยจับพ่อของตัวเองขังไว้ที่ป้อมแดง แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์แทน

แล้วคุณไกด์ผี แกก็บรรยายเกร็ดประวัติไปเรื่อยค่ะ ว่าสร้างยังไง สร้างจากอะไร แกบอกว่า ช่างที่มาก่อสร้างทัชมาฮาลนี้ เป็นช่างฝีมือชั้นยอด พอสร้างเสร็จ กษัตริย์ก็จับตัดมือหมดทุกคน เพื่อที่จะได้ไม่ไปสร้างอะไรให้สวยงามกว่าทัชมาฮาลได้อีก อึ๋ย ทำไมใจร้ายจัง แต่จริงหรือเปล่าไม่ทราบนะคะ คุณไกด์แกบอกว่าเขาลือ เขาเล่ากันมา

จากนั้นแกก็ควักเอาไฟฉายขึ้นมาส่องดูหินที่ประดับภายในปราสาท ให้เห็นความมหัศจรรย์ของก้อนหินที่เรืองแสงในความมืด ราวกับอัญมณีน้ำงาม



นี่ละค่ะ ดูเป็นหินสีธรรมดาๆ แต่เรืองแสงในความมืด


ภายในปราสาทนั้น แม้จะเป็นหินอ่อนสีขาว แต่ก็ประดับด้วยหินสีต่างๆ เช่น สีเหลือง สีเขียว สีแดง งดงามด้วยศิลปกรรม แบบอินเดียชั้นยอด งามแบบศิลปะตะวันออกค่ะ

เมื่อคุณไกด์แกฉายให้แสงไฟไปกระทบกลีบดอกไม้ที่สลักจากหินสีเหล่านั้น หินก็เรืองประกายโปร่งแสงเป็นเฉดสีสวยงาม ราวกับพลอยหลากสีสัน พิลยังนึกในใจว่า อีตาไกด์รถทัวร์จะมีไฟฉายมาส่องให้เราดูอย่างนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้

จากนั้น ไกด์ก็พาเราเดินไปดูจุดไฮไลต์ของปราสาท คือบริเวณที่เป็นแท่นฝังพระศพของชาห์เจฮานและมุมตัสมาฮาล ค่ะ
เป็นแท่นหินรูปโลงศพ เรียงคู่กัน แสดงออกถึงรักแท้อันอมตะ แบบไม่มีวันที่เราจะพรากจากกัน


ทัชมาฮาลในยามแสงตะวันจะลาลับขอบฟ้า



คุณไกด์พาเราสองคน ไปใกล้ๆ แล้วก็บอกช็อตเด็ด คือ ให้เราโยนเงินลงไปในแอ่งที่ตั้งแท่นพระศพนั้น พวกเราก็เชื่อตามคุณไกด์อย่างว่านอน สอนง่าย เอ้า โยนก็โยน ดูเหมือนเราจะต้องมนต์คุณไกด์ราวกับงูถูกปี่เป่าสะกด

จากนั้นก็เป็นไม้ตายไม้ที่สองของคุณไกด์ค่ะ แกบอกว่า นายจ๋า อีนี้ทัวร์สิ้นสุดแล้วนะ หวังว่าเธอคงจะเอนจอยนะจ๊ะ
แล้วคุณไกด์ก็แบมือค่ะ

พิลกับคุณม้าก็เก็ททันทีว่าแกขอคิดค่าบริการ ก็ถามแกว่า เท่าไหร่จ๊ะ
แกบอกว่า เท่าไหร่ก็ได้จ้ะ
ก็เลยหยิบตังค์รูปีให้แกไป แต่จำไม่ได้แล้วค่ะ ว่าให้ไปเท่าไหร่ จำได้แต่ว่า พอให้ตังค์แก คุณไกด์ก็ส่ายหัวด็อกแด็กอีกแล้ว ชวนให้เรางงว่า เอ๊ะ มันน้อยไปหรือเปล่า แต่เมื่อไม่เห็นแกว่าไร เราก็เลยแยกตัวจากมา เพื่อจะมาตามล่าหาอีตาไกด์ของรถเรา ที่พาเรามาปล่อยเสียนี่

จะว่าไปแล้ว คุณไกด์ผีก็น่ารักค่ะ แกก็หากินของแกไปตามประสา ไม่เรียกร้องเงินจากเรามากมาย แถมตั้งใจอธิบายและเล่านั่น เล่านี่ให้เราฟังอย่างกระตือรือล้น พิลว่าอย่างนี้ดีค่ะ เหมือนเรามีไกด์ส่วนตัวเลย เพราะแกก็อธิบายให้แค่พิลกับคุณม้าฟังสองคน ผิดกับไกด์กลุ่มใหญ่ บรรยายทีต้องเงี่ยหูฟัง เพราะคนเยอะ

ยังไม่จบนะคะ ตอนต่อไป จะเล่าถึงทัชมาฮาลอย่างละเอียดอีกทีนึงค่ะ ขอบคุณที่มาฟังคนช่างจ้อค่ะ thankssign.gif
Posted by KiLiN on 28 May 2006,05:08
อ้างถึง (pilgrim @ 27 พค. 2006,15:54)
ขอบคุณที่มาฟังคนช่างจ้อค่ะ

อ้อ..รู้ตัวเหมือนกันนี่ tongue.gif
Posted by sweet lemon on 29 May 2006,16:51
คุณคิลินชมเจ้พิลอีกแย้ว...แฮ่ๆๆ... wavey.gif

เจ้พิลจ๋า..แสดงว่าคนอินเดียนี่ชอบเจือกเนอะ(ไม่ได้ถามก็บอก แถมบอกผิดอีกต่างหาก เฮ้อ)..แหะๆๆ เขียนตามที่เจ้พิลเล่าให้อ่านนะ.. tongue.gif

เชื่อไหมเจ้พิล..เวลากินข้าว พอคิดถึง ชายอินเดียใส่ปุ๋ยให้หญ้าข้างทาง นู๋อิ่มเลยละ กิงม่ายลงอ่ะ...แง้ๆๆ  tears.gif ยังปลงมะล่ายฮ่า... icon_donot.gif

แกล้งบ่นไปงั้นแหละ นู๋นั่งรออ่านตอนต่อไปหน้าจอค่า..อย่าลืมเล่าตอนเดินทางกลับที่พักด้วยนะค่ะ.. ชอบเจือกเรื่องชาวบ้านเหมืองกัง..แหะๆๆ ธรรมชาติของมนุษย์นิ.. winkthumb.gif

สวัสดีค่ะผู้เล่าและผู้อ่านทุกท่าน.. bowsdown.gif
Posted by add on 30 May 2006,00:14
ฮ่าๆ ตลกจัง  laugh1.gif เห็นคนนั่งอึข้างถนนด้วย แล้วที่ตลกกว่านั้นที่พิลว่าเอามุขนี้ไปใช้ที่เมืองจีนน่ะสิ เอิ๊กๆ tongue.gif  นึกเห็นภาพ อิอิ  ic-14.gif

       again.gif  again.gif
Posted by วันดี on 30 May 2006,00:23
ฮ่า  ฮ่า

เดี๋ยวนี้ชักติดหัวเราะก่อนเขียน  ไม่รู้เป็นยังงาย

laugh1.gif  laugh1.gif  laugh1.gif

หัวเราะมะนาวหวานที่จินตภาพชัดซะกินข้าวไม่ลง  

นั่นไงสัจธรรม  กินอะไรเข้าไป  ไม่ว่าถูกว่าแพง  อร่อยไม่อร่อย  ดีไม่ดี  สุดท้ายก็ต้องจบอย่างนี้  กลับไปหาดินน้ำลมไฟเหมือนกัน  ยังนึกถึงคำพูดของคุณKiLinที่ว่า  พระพุทธเจ้าถึงเลือกเกิดที่อินเดีย

ในหนังสือของสุทธิมาก็มีบทหนึ่งนะคะ  พูดเรื่องนี้โดยเฉพาะ  เธอเล่าว่าบางแห่งมีการนั่งหันหน้าเข้าหากันเป็นวงด้วยค่ะคุณพิล  ประมาณสังสันทน์หรือประชุมกันไปด้วยเพื่อไม่ให้เสียเวลา  พี่ว่าประชุมแบบนี้คงได้ข้อสรุปเร็วดีนะ  ไม่ค่อยมีใครอยากอภิปรายสักเท่าไหร่

พิลยังไม่ชมทัชมาฮาลเลยว่าสวยยังไง  สวยตรงไหน

Posted by pilgrim on 01 Jun. 2006,17:32
อ้างถึง (KiLiN @ 27 พค. 2006,16:08)
[quote=pilgrim,27 พค. 2006,15:54]ขอบคุณที่มาฟังคนช่างจ้อค่ะ 

อ้อ..รู้ตัวเหมือนกันนี่ tongue.gif



สวัสดีค่ะ คนช่างจ้อ(ที่รู้ตัวเอง อิๆๆๆ) มาอีกแล้วค่ะ วันนี้จะมาเล่าถึงทัชมาฮาลแบบที่ไปค้นคว้ามา



ทัชมาฮาล ตั้งอยู่ ณ เมืองอัคราหรืออักรา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์โมกุล หรือมูกัล (Mughal) ในระหว่างคริสตวรรษที่ 16 จนถึงต้นคริสตวรรษที่ 18 ตามข้อมูลเขาบอกว่าถ้านั่งรถไฟด่วนจากนิวเดลีไปก็ใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงครึ่งค่ะ

แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเมืองอักคราอย่างไม่ขาดสาย ทั้งเพื่อไปชมทรากปรักหักพังของ ป้อมแดง หรือ Red Fort ที่สร้างจากศิลาแลงสีแดง และเพื่อไปแสดงความคารวะแด่สุสานทัชมาฮาล อันได้ชื่อว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมของช่างชาวอินเดียที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
เป็นดั่งสัญลักษณ์ว่าแต่ก่อนแต่ไร อินเดียคือประเทศที่มั่งคั่งและรุ่มรวยด้วยอารยธรรม ความเจริญ

ภาพของทัชมาฮาลที่ตีพิมพ์เป็นโปสการ์ด ต่างทำให้ผู้คนทั่วโลกหลงใหลดังต้องมนต์สะกด และซาบซึ้งไปกับตำนานรักอันแสนหวานแต่รันทด ดังที่ระพินทรนาถ ฐากูร ได้เขียนบรรยายไว้เป็นภาษากวีอย่างสวยงามว่า ทัชมาฮาลเปรียบได้ ดั่ง "หยดน้ำตาบนร่องแก้มแห่งกาลเวลา"

ความหมายของชื่อทัชมาฮาล คือ พระราชวังมหามงกุฎ ซึ่งมีความงดงามดังความหมายและอาจจัดได้ว่า เป็นสุสานที่สวยที่สุดในโลก
เซอร์เอ็ดวิน อาร์โนลด์ กวีอังกฤษเคยเขียนบรรยายไว้ว่า ทัชมาฮาล
"มิเป็นเพียงงานสถาปัตยกรรม เช่นงานสร้างอื่นๆ
หากแต่คืออารมณ์รักอันองอาจของกษัตริย์องค์หนึ่งที่บันดาลชีวิตชีวาให้แก่ก้อนศิลา"

คืองานสร้างที่เชิดชูคุณค่าของสตรีอันเป็นที่รัก ถ่ายทอดเรื่องราวลงบนแท่งหินอ่อนสีขาว

ลายประดับแบบต่างๆในทัชมาฮาล เป็นลวดลายดอกไม้แกะสลักบนหินอ่อนและอัญมณีหลากสีสัน












ทัชมาฮาล หยัดร่างอยู่เหนือริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ซึ่งครั้งหนึ่งเปรียบเสมือนคันคูน้ำป้องกันพระราชวังป้อมแดงจากเหล่าอริราชทั้งหลาย



กษัตริย์ชาห์เจฮาน ได้สร้างทัชมาฮาลขึ้นในปี ค.ศ. 1631 เพื่อเป็นอนุสรณ์ความรักถึงพระมเหสีองค์ที่สอง คือพระนางมุมตัส มาฮาล ซึ่งเป็นเจ้าหญิงมุสลิม ชาวเปอร์เซีย พระนางมุมตัสสิ้นชีพระหว่างคลอดบุตรคนที่ 14 ระหว่างที่ติดตามสามีออกไปในปราบกบฏ ณ เมืองบุระหันปุระ ความตายของพระนางทำให้หัวใจของกษัตริย์หนุ่มแทบแหลกสลาย กล่าวกันว่า ชาห์เจฮานเศร้าซึมเสียจนผมและหนวดเคราหงอกขาวในเวลาไม่กี่เดือน

ก่อนสิ้นใจ พระนางมุมตัสได้ขอคำมั่นสัญญากับสามีกษัตริย์หนุ่มว่า หนึ่ง ขอให้สร้างทัชมาฮาลเป็นอนุสรณ์ สอง อนุญาตให้แต่งงานใหม่ได้ สาม ขอให้ใจดีกับลูกๆ และ สี่ ขอให้มาเยี่ยมสุสานทุกครบรอบปี ชาห์เจฺฮานจึงเริ่มสร้างทัชมาฮาลในปี ค.ศ. 1631 และใช้เวลาสร้างถึง 22 ปี ใช้ช่างและคนงานก่อสร้างราวสองหมื่นคน ใช้หินอ่อนและอัญมณี รวมทั้งวัสดุต่างๆจากทั่วอินเดียและประเทศใกล้เคียง โดยใช้ช้างลากจูงมายังริมฝั่งแม่น้ำยมุนาถึง 1,000 เชือก งานสถาปัตยกรรมได้รับการออกแบบ โดย สถาปนิกชาวอิหร่านนาม อุซตาส อิซ่า


ความงามของทัชมาฮาล เฉิดฉายด้วยอาคารทรงโดมหินอ่อนสีขาว มีลานกว้างตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงสีแดง และมีเสาสูงประดับสี่ด้าน ภายในปราสาทรูปโดม คือแท่นฝังพระศพที่ประดับด้วยอัญมณีงดงามหลากสี โดยมีคำกล่าวว่า ความงามของทัชมาฮาล เปรียบได้ราวกับเป็นงานศิลปะของช่างเจียระไนพลอย แท่นฝังพระศพของชาห์เจฮานอยู่เคียงข้างไม่ห่างไกล ชาห์เจฮานถูกพระโอรส จับขังไว้ในป้อมแดงถึงแปดปีก่อนสิ้นพระชนม์ ตามตำนานกล่าวขาน ระหว่างที่อยู่ที่ป้อมแดง พระองค์ได้เฝ้ามองทัชมาฮาลอย่างหวนหาอาลัย


พระราชวังป้อมแดง ที่พำนักสุดท้ายของชาห์เจฮัน



มีผู้กล่าวว่า โครงสร้างของทัชมาฮาลดูงามสง่า แต่ชดช้อย เปรียบได้กับความรักและหญิงงาม รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าของตัวปราสาท เปรียบได้กับมุมมองต่างๆที่บุรุษเฝ้ามองหญิงอันเป็นที่รักแห่งตน ป้อมประตูทางเข้า เปรียบได้กับผืนผ้าโปร่งที่คลี่ลงคลุมวงหน้าอันงดงาม ของเจ้าสาวในคืนแต่งงาน ตามประเพณีของชาวอินเดีย เจ้าบ่าวจะค่อยๆเลิกผ้าคลุมหน้าของเจ้าสาว อย่างนิ่มนวลละมุนละไม เพื่อเผยให้เห็นความงาม



รูปโดมสร้างจากหินอ่อนสีขาว ความงามของทัชมาฮาลนั้น แฝงไว้ด้วยความมหัศจรรย์ของกาลเวลา จากแสงสีในแต่ละช่วงวันที่เปลี่ยนไป หินอ่อนสีขาวจะสะท้อนเหลื่อมแสงเงาที่แปลกแตกต่างกันไปเช่นกัน ไม่ซ้ำกันในแต่ละฤดูกาล กล่าวว่า ทัชมาฮาลในคืนจันทร์กระจ่างก็สวยงามด้วยประกายเพชรพลอยที่วูบวับสะท้อนกับแสงจันทร์ ตอนเช้า ทัชมาฮาลจะเป็นสีชมพู สีขาวในตอนเย็น และสีทองในยามคืนวันเพ็ญ การเปลี่ยนแปลงของสีสันและเงื้อมเงาต่างๆเปรียบได้กับอารมณ์หญิงที่หลากหลาย

ผู้มาเยือนทัชมาฮาล อาจมีความรู้สึกที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนอาจรู้สึกคล้ายๆกันคือ ทัชมาฮาลคือความงามอย่างมีชีวิตชีวา ด้วยเพราะเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักอันลึกซึ้งที่ผู้ชายจะมีให้ผู้หญิงคนหนึ่งในชีวิต และความงามเช่นนี้ แม้แต่กาลเวลาก็ไม่อาจลบเลือนได้ love.gif


Posted by add on 02 Jun. 2006,02:17
ด้วยพลังแห่งความรัก(หรืออาจจะเป็นพลังอื่นๆ) คนเราก็สามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้อย่างเหลือเชื่อเลยนะ  flo_1.gif
Posted by pakae on 02 Jun. 2006,21:55
พลังแห่งรักเนี่ยยิ่งใหญ่จริงๆเลยนิ  แต่คนเรามักจะรักตัวเองมากเกินไปนะสิ  โลกเราทุกวันนี้ถึงหาความสงบไม่ค่อยได้ ohman.gif

     พิลพาเที่ยวได้สนุกมากจ้ะ  ช่างจดจำและเก็บรายละเอียดด้วยยอดมากๆ winkthumb.gif

Posted by pilgrim on 12 Jun. 2006,18:45
สวัสดีค่ะ ตอนนี้ปิดเล่ม thesis รอบแรกไปแล้ว
วันนี้มีเวลา ขอมาโม้เรื่องอินเดียต่ออีกหน่อยนะคะ
เดี๋ยวต้องไปลุยใหม่อีกแล้วค่ะ เพราะอาจารย์ส่งกลับคืนมาพร้อมความเห็นให้แก้ไขอีกนิดหน่อย



เมื่อเราเดินชมความงามของทัชมาฮาลภายในโดยทั่วแล้ว คราวนี้ เราก็ออกมานอกสุสานกันค่ะ หนึ่งเพื่อตามหาคุณไกด์ประจำรถของเรา เพราะกลัวแกทิ้งเราไว้ที่ทัชมาฮาล (ยังไม่อยากชมความงามในคืนแสงจันทร์ส่องค่ะ แต่เขาบอกว่าสวยมากๆ) สอง เราก็อยากเดินดูบรรยากาศรอบๆบ้างเหมือนกัน

พิลกับน้องม้า ก็เลยเดินออกมา แล้วมุ่งไปยังอีกด้านหนึ่งของทัชมาฮาลที่ติดกับแม่น้ำยมุนา เพื่อไปชมวิวริมฝั่งน้ำค่ะ ตอนนี้ จำอะไรไม่ค่อยได้แล้วค่ะ จำได้แต่ว่า แดดร้อนมากๆ แต่พิลกับน้องม้า ก็เดินถ่ายรูปกันไปเรื่อยๆ แล้วก็เดินเรื่อยออกไปที่อาคารสร้างด้วยหินสีแดงๆอีกด้านหนึ่ง ทำให้เราเจอกับไกด์ของเราค่ะ ค่อยโล่งใจหน่อย


แต่ความรู้สึกหนึ่งที่พิลยังจำได้ทุกวันนี้ คือ ความรู้สึกอันสงบและค่อนข้างเหงาวังเวงท่ามกลางฝูงคน ตอนที่อยู่ริมฝั่งน้ำให้ความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆค่ะ อาจจะเป็นเพราะความสงบของแม่น้ำที่ไหล่ล่องไปเงียบๆ หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนสองฟากฝั่ง

พิลว่า ทัชมาฮาลมีเสน่ห์ตรงแม่น้ำยมุนานี่แหละค่ะ เราเคยได้ยินชื่อแม่น้ำในอินเดียมานาน เช่น แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนานี้ เราคนไทยจะได้ยินกันในนาม แม่น้ำยมนา เมื่อได้มาเห็นด้วยสายตาตัวเอง ทำให้เกิดความประทับใจกับความเป็นสายน้ำแห่งชีวิต ที่เลื่อมพรายกลางแสงแดด เป็นชีวิตของคนอินเดียจริงๆ กอปรกับความรัก ความหลังของทัชมาฮาล ทำให้เกิดบรรยากาศของความอ้างว้างรันทดตามเรื่องราวในตำนาน เป็นบรรยากาศที่ประทับใจมากๆเลยค่ะ










จากนั้น ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกเหมือน ไกด์จะพาเราขึ้นรถไปเที่ยวที่พระราชวังป้อมแดงอีกที่หนึ่งค่ะ เป็นที่ซึ่งกษัตริย์ชาห์เจฮาน ถูกคุมขังและสิ้นพระชนม์ตามที่เคยเล่าค่ะ 

และเป็นที่ที่พระองค์ประทับมองทัชมาฮาลทุกวันด้วยความอาลัยรัก มาลองคิดดูคงทรมานใจนะคะ เหมือนเราเฝ้ามองอะไรสักอย่างที่เรารักอยู่ห่างๆ แต่ไม่สามารถเข้าใกล้ได้ ได้แต่เพียงดู เห็นกันอยู่ไกลๆ

จากป้อมแดง นั่นเลยค่ะ คุณไกด์พาเราไปเยี่ยมโรงงานหินอ่อน อันมีชื่อของเมืองอัครา เขาจะนำหินอ่อนมาผลิตเป็นงานศิลปะหลายอย่างเลยค่ะ เช่น กล่องหินมีทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ จานรองแก้วหิน ไม่ใช่หินเปล่าๆนะคะ เขานำมาประดับ แกะสลักเป็นลวดลายดอกไม้ ตามศิลปะแบบทัชมาฮาลอย่างที่เคยนำรูปมาลงให้ดูค่ะ ลายดอกไม้จะเป็นหินสีๆ สวยงามอ่อนช้อย

พิลกับเจ้าม้าเห็นแล้วก็ชอบ แล้วก็นึกถึงคนทางเมืองไทย เราก็เลยซื้อกับเขาบ้าง ขนหินอินเดียกลับบ้านกันเป็นว่าเล่น แต่ไม่ได้ซื้อของแพงหรอกค่ะ พิลซื้อกล่องหินเล็กๆมีลายดอกไม้ที่ฝาปิด และ จานรองแก้วทำด้วยหินอ่อน มีลายดอกไม้เช่นกัน ด้วยความที่ชอบทั้งดอกไม้และหิน ก็กะจะเอามาแจกเพื่อนๆที่เมืองไทยแหละค่ะ

เรื่องนี้ ก็นำความสะเทือนใจมาให้เหมือนกัน

คือพอมาแจกคนในสำนักงาน เขาก็ชอบกัน แต่ก็มีบางคน(ที่เราก็ให้เขาด้วย) พูดว่า สองคนนี้มีความเพียรนะ ขนหินขึ้นเครื่องบินกลับมา อีกคนก็ประชดประชันอย่างมันปาก ไปตามที่ใจเขาคิดว่า คนไม่เคยไปเมืองนอกก็อย่างนี้แหละ พอไปครั้งแรก ก็ขนแหลก

พิลกับเจ้าม้าก็พลอยเซ็งๆไปเหมือนกัน ก็มันของชอบของเรานะ ถึงแม้จะเป็นหินหนักแค่ไหน แต่ถ้าเราชอบ เราก็เต็มใจแบก และเราก็แบกมาเพราะความปรารถนาดี คิดถึงคนอื่นๆ อยากให้เขาได้เห็น ได้มีไว้เป็นที่ระลึก ของมันก็ใช่ว่าจะแพงมากมาย พิลเองก็แจกไปแทบจะหมด สุดท้าย รู้สึกเหมือนจะเหลือกล่องไว้เพียงใบเดียว เก็บไว้เป็นที่ระลึก
ก็จริงของเขาค่ะ เราไม่เคยไปเมืองนอกกันมาก่อนเลย แต่การพูดความจริงด้วยการเสียดสีก็ทำให้เราเซ็งไปเหมือนกัน

จากนั้น เราก็เดินทางกลับนิวเดลีกันในยามบ่ายคล้อย รถก็แล่นกลับมาท่ามกลางความโพล้เพล้ ขากลับไม่เห็นใครมานั่งอึแล้วค่ะ หรือ มันมืดมองไม่เห็นก็ไม่รู้ grouphug.gif

เรากลับมาถึงสำนักงานทัวร์กลางกรุงเวลาประมาณสองทุ่มค่ะ มองไปทางไหนก็มืดไปหมด พิลก็ชักหวั่นใจ หน้าสำนักงานทัวร์ก็มีรถสามล้อแท็กซี่จอดรออยู่สองสามคัน
พิลกับม้ามองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นรถแท็กซี่แบบรถเก๋งเลย เลยปรึกษากันว่า กลับตุ๊กๆแล้วกันนะ เพราะคุณคานนาก็บอกไว้แล้วว่า กลับตุ๊กๆก็ได้
พิลก็เข้าไปเจรจากับคนขับคันหนึ่ง บอกเขาว่า ไปสำนักงานฟิสิกส์แห่งชาตินะ (ที่เกสต์เฮาส์ของเราอยู่ค่ะ)




คุณพี่คนขับก็ส่ายหัว ชวนให้เรางงอีกแล้ว แต่ก็คิดว่าเขาน่าจะรู้จักดี
แล้วเราก็ขึ้นไปนั่งบนตุ๊กๆกันค่ะ พิลก็คอยมองตามสองข้างทาง จากที่จำๆเอาไว้เมื่อเย็นวันก่อนและตอนเช้า
จำได้ว่า เมื่อถึงทางแยกใหญ่แห่งหนึ่ง มันจะต้องตรงไป แต่โน่น เลยค่ะ คุณพี่ท่านเลี้ยวขวา พิลก็หันมาบอกกับเจ้าม้าว่า เอ๊ะ เราต้องตรงไปไม่ใช่เหรอ เจ้าม้าก็บอก ผมจำไม่ได้หรอกพี่
อ้าว เวรแล้วสิ แต่พิลว่าตรงไปแน่นอน ก็เลยบอกคนขับว่า ตรงไปไม่ใช่เรอะ ทำไมเลี้ยวขวาล่ะ
คุณโชเฟอร์ก็ทำท่าส่ายคอยึกยักอีกแล้ว แล้วก็เลี้ยวรถกลับไปตามทางที่ควรจะตรงไป อย่างที่เราบอก

ตอนนั้น พิลก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันค่ะ คือรู้ว่า น่าจะอยู่ถนนนั้น แต่มันมืดๆอย่างนี้ มองไม่เห็นตำแหน่งของที่พักที่แน่นอนเลยค่ะ ข้างทางก็มีแต่ต้นไม้เขียวๆไปหมด คาดว่า ย่านที่เราอยู่คงออกมาทางชานเมืองหน่อย ไม่มีบ้านคนหรือร้านค้าคับคั่ง ให้สังเกตเลย เพราะฉะนั้นสองข้างทางจึงดูคล้ายๆกันไปหมด
แต่ในที่สุด คุณพี่โชเฟอร์ก็พาเราไปถึงสำนักงานจนได้ค่ะ เพราะเมื่อเข้าใกล้สำนักงาน พิลก็พอจะจำได้ ว่าคือตรงไหน
ก็เป็นอันว่า การผจญภัยในวันนั้น ของเราก็จบลงด้วยดี ไม่มีหลง ไม่มีอันตราย แคล้วคลาดปลอดภัยทุกอย่าง
เราแวะกินอาหารที่ห้องอาหารของเกสต์เฮาส์ ซึ่งก็คือแกงมัสหมั่นไก่ตามเดิม แล้วก็กลับเข้าห้องใครห้องมัน
วันรุ่งขึ้น ต้องเตรียมไปดูงานค่ะ คุณคานนาบอกว่า สำนักงานที่เราจะไปดูงานอยู่ห่างที่พักแค่รั้วกัน เพราะฉะนั้น จะมีคนมารับเรา แล้วเราก็เดินไปกับเขา
เข้าห้อง ก็ตามเคยค่ะ ก้มดูใต้เตียง เปิดดูในตู้เสื้อผ้า และห้องน้ำก่อนเลย คืนนี้เป็นคืนที่สองในอินเดียแล้วสินะ

พิลจะขอเล่าเรื่องการดูงานต่ออีกนิดหนึ่งนะคะ เพื่อให้เข้าถึงจิตวิญญาณของอินเดียเสียหน่อย ซึ่งเป็นด้านที่พิลชื่นชม แล้วจากนั้น ก็จะเลิกฝอยแล้วค่ะ (จะหันไปฝอยเรื่องอื่นแทน) rasp.gif
Posted by วันดี on 12 Jun. 2006,22:53
พิลก็ต้องมนต์รักอันแสนเศร้าของทัชมาฮาลด้วยเหมือนกัน  ริมฝั่งยมุนาอาจไม่เศร้าสร้อยหากไม่มีทัชมาฮาล

ทัชมาฮาลต้องถือเป็นอารมณ์รักบันลือโลกเลยนะคะ  อารมณ์นี้รักนี้จะต้องพิเศษมากจริง ๆ กษัตริย์ชาห์เจฮาน  ก็จะต้องเป็นคนที่พิเศษเลิศล้ำเหนือบรรยาย  ถึงได้บัญชาให้สร้างทัชมาฮาลขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์สะกดผู้คนทั้งโลกให้ต้องมนต์

พี่สงสัยนิดหนึ่งว่า  พระองค์ถ่ายทอดอารมณ์ทั้งหมดนี้ให้กับสถาปนิกและช่างทุกตัวคนได้อย่างไร  นี่แสดงว่าอุซตาส อิซ่า  สถาปนิกชาวอิหร่านก็จะต้องดื่มด่ำกับอารมณ์นี้มากเหมือนกันใช่ไหม  แล้วยังพวกจิตรกร  ช่างอื่น ๆ อีกมากมาย  ทำได้ไงน้อ

ไกด์เล่าว่าช่างถูกตัดมือเมื่อสร้างเสร็จ  แล้วสถาปนิกคนนี้มีชะตากรรมอย่างไร  เขายังมีโอกาสได้สร้างอะไรที่งดงามปานนี้อีกหรือเปล่า  แล้วทำไมเขาต้องเป็นคนอิหร่านล่ะคะ  ทำไมไม่ใช่อินเดีย

winkthumb.gif  winkthumb.gif  winkthumb.gif

พิลปิดงานเขียน thesis แล้ว  ดีใจด้วย  เฮ้อ  ผ่านไปหนึ่งขั้น  ที่เหลือคงไม่ยากแล้วล่ะนะ  อวยพรให้โชคดีค่ะ

xmas.gif  xmas.gif  xmas.gif

Posted by pilgrim on 13 Jun. 2006,17:20
"คน"อินเดียที่ฉันได้เจอ

เช้าวันจันทร์ พิลก็ตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ ด้วยเสียงนกที่ร้องเซ็งแซ่ กับแสงแดดที่ส่องจ้า ที่นี่จะสว่างเร็ว เวลาที่อินเดียจะช้ากว่าเมืองไทย 2 ชั่วโมง ได้ยินเสียงเหมือนมีคนมาเคาะประตูห้อง ก็นึกว่าคงจะเป็นคุณม้า แต่พอเดินไปเปิดประตูก็ได้พบคุณพี่ผู้ชายอินตระเดียมายืนยิ้มเผล่อยู่ พร้อมกับบอกว่า "Milk"
แล้วยื่นแก้วนมที่ใส่มาในภาชนะหูหิ้วโลหะ เหมือนพวงแก้วโอเลี้ยงตามร้านกาแฟบ้านเราสมัยก่อน เท่าที่จำได้ นมสดแก้วนั้น ก็ไม่ได้มีฝาปิดภาชนะเลย คุณพี่ก็เดินหิ้วมาแบบนั้น แต่ในพวงดูเหมือนจะมีหลายแก้ว แกคงไปเดินส่งทุกห้อง

พิลก็รับมาแก้วหนึ่ง วันนี้ โชคดี แกไม่ได้เอานิ้วจุ้มมาในแก้วค่ะ พิลเองก็เป็นพวกที่ไม่ค่อยใส่ใจกับสุขอนามัยเรื่องอาหารเท่าไหร่นัก อาจจะเรียกว่าเป็นคนกินง่าย อยู่ง่าย(จนเกินไป) ตอนนั้น ดูเหมือนจะดื่มนมจากแก้วที่คุณพี่เอามาส่งทุกวัน อย่างไม่ได้คิดอะไรเลย

พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็เดินไปเคาะประตูห้องคุณม้า ซึ่งอยู่ห่างไปราวสามสี่ห้อง ลักษณะที่พักที่เราไปพักกันคือ ตัวอาคารเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสร้างต่อๆกันเป็นกรอบเหลี่ยม แล้วเว้นที่ว่างตรงกลางเป็นสนามหญ้าเล็กๆ เหมือนเป็นพื้นที่สีเขียว อาคารด้านหน้าจะเป็นแผนกต้อนรับ จากนั้นจะเป็นห้องอาหาร และเรียงรายเป็นห้องพัก อยู่ล้อมรอบสนามหญ้านั้น ดูเหมือนว่าจะมีสองชั้นหรือไงนี่แหละค่ะ แต่พวกเราได้พักชั้นล่างสุด คือติดสนามหญ้าเลย

คุณม้าก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราจึงเดินไปห้องอาหารกัน เชื่อไหมคะ ตลอดเวลา 5 วันที่อยู่ที่นั่น อาหารก็เป็นแบบเดิมคือ แกงมัสหมั่น หรือแกงกะหรี่ เรากินอย่างนี้ทุกวัน ทั้งเช้าทั้งเย็น บางวันก็แกงมัสหมั่น บางวันก็แกงกะหรี่ พิลเองก็ไม่ทราบว่า แกงประเภทนี้มันมีอะไรบ้าง แต่เมื่อลองกินดูก็รู้สึกแต่ว่า บางวันก็เหมือนแกงกะหรี่บ้านเรา บางวันก็เหมือนแกงมัสหมั่นบ้านเรา เป็นอยู่อย่างนี้ทั้ง 5 วัน enough.gif

อย่างที่บอกค่ะว่า คุณม้าเธอไม่ค่อยถูกโฉลกกับอาหารประเภทนี้นัก แล้วนับตั้งแต่ไปเจอร้านขายข้าวโพดปิ้ง ระคนอึวัว น้ำลายวัว คุณม้าแกก็เปลี่ยนใจ ที่ว่าเคยฮึกเหี้ยมเหิมหาญ อยากแต่จะลุย ก็เลิกหาที่ลุยทันทีค่ะ แกยอมซื้อแต่แอปเปิลจากเพิงขายผลไม้หน้าที่พักมากิน เพราะหวานอร่อยมาก คนขาย(ผู้ชาย)ก็ยิ้มแย้ม ส่ายหัวยึกยักน่ารักดีค่ะ

ตัวอย่างรูปค่ะ



 

ทีนี้ คุณม้าแกไม่ได้เตรียมเสบียงมาจากเมืองไทยเลยนี่คะ เพราะแกคิดว่าแกจะมาลุยของแก ตามที่เล่ามาแล้ว แล้วแกเองก็ดันกินอะไรของเขาไม่ได้เลย ขณะที่พิลก็สบายมาก ไม่เคยเกี่ยง แกก็มาตะแงวๆว่า
"พี่พิล เอาอะไรมากินบ้างน่ะ เอาออกมากินกันเหอะ"

พิลก็เอามาเผื่อมันอยู่แล้วละค่ะ ก็เลยหยิบออกมา ทั้งน้ำพริกนรก น้ำพริกเผา หมูหยอง อะไรพวกนี้ (แอบเอาหมูไปกินในเมืองแขก กะว่าถ้าเขาถามก็คงต้องโกหกเขาว่าเป็นไก่ เพราะถ้าบอกว่าเป็นหมู เขาคงรังเกียจเรามากๆ เผลอๆจะให้เราทิ้งเสียด้วย)

คุณม้าก็สีหน้าแช่มชื่นขึ้นทันตาเห็น และมีความสุขกับการรับประทานมากขึ้น เรื่องนี้ เรายังเก็บเอามาอำกันเล่น ตอนกลับมาเมืองไทยแล้ว ว่า เห็นไหมล่ะแก ไหนว่าจะลุย icon_donot.gif

เมื่อเราไปถึงสำนักงานที่เราจะไปดูงานของเขา เขาก็ถามเราว่า เราสองคนดูงานคนละด้านกัน คุณม้าต้องดูเรื่องการทำอาร์ตเวิร์ค ศิลปกรรมต่างๆ ส่วนพิลต้องดูเรื่องงานบรรณาธิกรณ์และการจัดทำสิ่งพิมพ์วิชาการต่างๆ แล้วเราอยากจะดูแยกกันหรือไปดูพร้อมๆกัน
เจ้าม้ารีบบอกพิลทันทีค่ะ ว่า "ดูพร้อมกันนะพี่ ถ้าให้ผมไปคนเดียว ผมไม่รู้เรื่อง"

พิลก็เลยบอกเขาว่า อีนี่ฉานจะดูพร้อมกันจ้า
ในใจก็นึกค่ะว่า... แก เจ้าม้า ฉันนะหวังพึ่งแกไม่ได้เลย ฉันเองก็เพิ่งออกนอกประเทศครั้งแรก ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้กระดิกหูสักเท่าไหร่นะเฟ้ย...
แล้วสำเนียงคุณพี่อินเดีย ก็เป็นที่รู้กันอยู่ ว่าเขาพูดกันทั้งเร็ว ทั้งรัว เสียง ร เรือ ตวัดลิ้น กระดกลิ้นกันพรึ่บพรั่บ แต่เมื่อถึงคราวต้องลุยก็ลุยค่ะ โดยความสัตย์จริงแล้วก็ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง ก็อาศัยว่ามั่วๆไป

สำนักงานที่เราไปดูงานนั้น มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทางวิชาการของประเทศอินเดีย คือ เหมือนเป็นสำนักพิมพ์ทางด้านวิทยาศาสตร์ของอินเดีย นำผลงานวิจัยของอินเดียทั้งประเทศ มาผลิตเป็นสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรายงาน วารสาร หรือนิตยสาร ฐานข้อมูลต่างๆ

ภาพแรกที่พิลรู้สึกคือ สำนักงานของเขาโอ่โถงสู้บ้านเราไม่ได้เลย สภาพค่อนข้างเก่า ล้าสมัย ม่านหลุดลุ่ย ห้อยกะรุ่งกะริ่ง ตามโต๊ะ ตามตู้ต่างๆ ล้วนเต็มไปด้วยกองหนังสือเยอะแยะไปหมด

แต่เมื่อฟังจากที่เขาบรรยายให้ฟัง จึงได้ค้นพบว่า ปรัชญาและความมุ่งมั่นในการทำงานของเขา ช่างแตกต่างจากบ้านเราอย่างลิบลับ

อินเดียเมื่อสมัยสิบกว่าปีก่อน เริ่มนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการทำงานแล้วค่ะ ตอนนั้น บ้านเรายังแทบจะไม่มี พิลจำได้แม่น เพราะที่สำนักงาน เพิ่งเอาเครื่องคอมพิวเตอร์มาติดตั้งใหม่ๆ โปรแกรมที่ใช้ก็มีแต่พวกเวิร์ดจุฬา เวิร์ดราชวิถี และพวก เวิร์ดสตาร์

ตอนนั้น พิลกำลังเรียนปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง เวลาจะใช้คอมพิวเตอร์ ยังต้องไปลงชื่อจองใช้เครื่องที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย แต่ละบ้านยังไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้กันอู้ฟู่อย่างทุกวันนี้ เพราะยังเป็นของแพง และดูว่าฟุ่มเฟือย อินเตอร์เน็ตก็ยังไม่มี แทบจะไม่มีใครรู้จัก อีมงอีเมล์ ไม่รู้จักทั้งนั้น

แต่ในสำนักงานที่เราไปดูนั้น เอาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการทำงานแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ การออกแบบ การจัดคอลัมน์ รูปเล่ม ที่จำได้แม่นยำคือ ตอนนั้น อินเดียใช้โปรแกรม Pagemaker แล้ว ขณะที่สำนักงานของพิล เพิ่งเริ่มใช้เมื่อราวๆห้าหกปีมาแล้วนี่เอง

อินเดียเมื่อสิบกว่าปีก่อน เริ่มมีการจัดทำฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ (databases) สำหรับสาขาวิชาและงานวิจัยด้านต่างๆ  ที่ขึ้นชื่อมาก คือด้านสมุนไพรและน้ำมันหอมระเหย เพราะเขามีพืชพรรณไม้อยู่มาก และอารยธรรมอินเดียก็เลื่องชื่อในเรื่องเครื่องหอมเหล่านี้

ในวันนั้น เราได้ดูงานหลักๆอยู่สามแผนก มีหัวหน้าเป็นผู้ชายสองแผนก คือ เรื่องการจัดทำสิ่งพิมพ์ และการบรรณาธิกรณ์  มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าอยู่แผนกเดียว คือ เรื่องฐานข้อมูลสมุนไพร

หลังจากดูงานในวันนั้น สิ่งหนึ่งที่พิลคิดใคร่ครวญอยู่ในใจ คือ
อินเดียเป็นประเทศที่ยากจน และเขาก็ไม่แคร์ที่ใครจะมาว่าเขาจน เขาไม่จำเป็นต้องนั่งทำงานในสำนักงานหรูๆ แต่เขามีเครื่องใช้ อุปกรณ์ในการทำงานที่หรู และสร้างประโยชน์ให้กับการทำงานของเขาอย่างแท้จริง เปรียบได้กับ ผ้าขี้ริ้วห่อทอง

ขณะที่เจ้านายเมืองไทยบางคนที่พิลเจอ ครั้งแรกที่ได้รับตำแหน่งใหม่ จะต้องเสียงบสำนักงานให้กับการแต่งห้องทำงาน ห้องประชุมให้หรูหรา ถูกโฉลก ท่านทุ่มทุนในการแต่งเติม ราวกับว่า ห้องทำงานแห่งนั้นเป็นบ้านท่าน เงินที่เสียไปเป็นเงินของท่าน และราวกับว่า ท่านจะอยู่ในห้องนั้นไปตลอดชีวิต ยึดติด ไม่จากไปไหน ชั่วนิรันดร

คนอินเดียทำงานได้เงินเดือนน้อย ขนาดเงินเดือนระดับหัวหน้าของพวกเขา มากกว่าที่พิลได้รับไม่เท่าไหร่ (พิลเป็นลูกน้องธรรมดาๆ) แต่ผลงานที่พวกเขาแต่ละคนทำออกมานั้น ดีมากๆ และพวกเขามีจิตวิญญาณที่ทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างแท้จริง ขยันขันแข็ง ใช้ความรู้ ความสามารถของตัวเองอย่างเต็มที่ ดูจากการทำงานแล้วก็รู้เลยค่ะ ว่าเขามีประสิทธิภาพกว่าบ้านเรามากๆ ที่แน่ๆ คนของเขาขยันและช่างคิด ทำให้สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณแบบอินเดียในแง่ของการเป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ และนักปรัชญา




พวกเขามองที่แก่น ไม่ได้มองที่เปลือก ดังนั้น อินเดียจึงเต็มไปด้วยนักคิด นักปรัชญาที่มองโลกจากธรรมชาติและความพอดีสมดุล
หากแต่ความเชื่อในเรื่องลัทธิและชนชั้นที่ปลูกฝังและหยั่งรากลึกมานาน ทำให้พวกเขามีฐานะที่เหลื่อมล้ำกันทางชนชั้นวรรณะ คนจนก็จนเสียมากมาย ขณะที่คนรวยก็รวยล้นฟ้า
จะว่าไปแล้ว เป็นภาพที่ขัดแย้งกัน ซึ่งพิลก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

แต่ถ้าเราเดินไปตามถนนในกรุงนิวเดลี เราจะพบคนจนมากกว่าคนรวย พบกับคนหาเช้ากินค่ำ หรือคนชั้นกลางมากกว่า ภาพรอบตัวเรา จะเป็นภาพของคนยากจน จนเราต้องถามตัวเองว่า นี่คนรวยเขาไปแอบหลบกันอยู่ตรงไหนหนอ



วันนี้ พอแค่นี้ก่อนดีกว่าค่ะ โม้มากชักเหนื่อยแฮะ อิๆๆๆ

พี่วันดี พี่แอ๊ด และพี่ปาเก้ มาร่วมชื่นชมมหัศจรรย์แห่งรัก พิลเลยขอแถมภาพเจ้าชาย เจ้าหญิงแขกให้ดูค่ะ เพื่อให้ซึ้งมากขึ้น คาดว่าคงจะมาจากภาพยนตร์เรื่องเกี่ยวกับทัชมาฮาลค่ะ
รูปทั้งหมดนี้ ก็ค้นมาจากกูเกิลทั้งนั้นเลยค่ะ




สำหรับเรื่องเกร็ดย่อยที่พี่วันดีตั้งแง่คิดไว้น้น เป็นเรื่องน่าฉงนเหมือนกันค่ะ ที่จริงแล้ว ยังมีเกร็ดย่อยๆเกี่ยวกับทัชมาฮาลอีกมากเหมือนกันค่ะ wave.gif
Posted by pakae on 15 Jun. 2006,11:59
 ดีใจกับพิลด้วยนะที่ทำ thesis  เสร็จแล้ว  เอาใจช่วยด้วยนะจ้ะ love.gif


    อ่านเรื่องอินเดียและทัชมาฮาลในมุมมองของทั้งพิล  พี่วันดี  พี่แอ๊ดแล้วก็น่าคิดในหลายๆอย่าง   แต่อย่างว่าละนะอะไรๆในโลกนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่เราไม่เข้าใจ   แต่ก็ชื่นชมที่คนอินเดียทำงานแบบ "ผ้าขี้ริ้วห่อทอง"  winkthumb.gif ดีกว่า ผักชีโรยหน้าบ้านเราเยอะเลยนะ  tongue.gif

Posted by คนพื้นบ้าน on 14 Aug. 2006,05:42
สวัสดีครับ ทุกๆ คน ผมอ่านจบตั้งแต่ต้นจนถึงกระทู้สุดท้ายเลย
สนุกสนานดีครับ ไม่คิดว่าห้องสมุดจะมีการเล่าประสบการณ์ท่องแดนภารตะด้วย
ส่วนตัวของผมไปที่เมืองมุมไบมาครับ ไปทำงานที่นั่น 6 เดือนเต็มๆ ครับ
ก็สนุกสนานแต่ลำบาก เมื่อเจอมรสุม (monsoon นะครับ ไม่ใช่มรสุมชีวิต)
ฝนตกหนักและตกตลอดเวลาต่อเนื่อง ไฟดับเป็นว่าเล่นจริงๆ ครับ

แล้วจะมีหนังสือดีๆ มาแนะนำอีกหรือเปล่าครับ ว่างเว้นมาหลายเดือนแล้ว ยังคอยดูหนังสือดีๆ ต่อไปครับ บรรณารักษ์ไปไหนแล้วครับ
Posted by pilgrim on 15 Aug. 2006,04:54
คุณคนพื้นบ้าน ลองเขียนเรื่องมุมไบ มาให้พวกเราอ่านมั่งสิคะ signwelcome.gif

เคยดูในข่าว มุมไบเป็นเมืองที่เจริญมากๆของอินเดีย เขาเปรียบไว้ถึงกับ ซิลิคอน แวลลีย์ของอเมริกาเลยทีเดียว คือ เจริญด้าน ไอซีที หรือ information communications technology
แต่เมื่อเดือนหรือสองเดือนก่อน เกิดระเบิดในรถไฟ ผู้คนล้มตายกันมากมายเลยค่ะ ข่าวบอกว่า เกิดจากความขัดแย้งของกลุ่มต่างความเชื่อในอินเดีย

สังเกตดูแล้วอยากจะสรุปว่า ประเทศไหนที่ฆ่ากันตายเองในรูปแบบสงครามกลางเมืองนี่ จะหาความเจริญได้ยากเต็มทีนะคะ เพราะต่างคนต่างมีความเชื่อที่ขัดแย้งกันอย่างสุดขั้ว ทั้งๆที่เกิดในชาติเดียวกัน
Posted by thaiall on 28 Aug. 2006,00:18
บังอาจขอแนะนำหนังสือ  ชื่อ "ไล่ตงจิ้น ลูกขอทานหัวใจไม่เคยพ่าย"

เป็นอัตชีวประวัติ ของ บุรุษชาวไต้หวัน คุณพ่อตาบอดมีอาชีพขอทาน คุณแม่สติไม่สมบูรณ์ เลี้ยงน้อง ฝ่าฟันอุปสรรคตั้งแต่วัยเยาว์ยิ่งกว่า
นวยายน้ำเน่าเรื่องใดในโลก
อ่านแล้ว ไม่ร้องไห้ตาม คนอ่านก็น่าจะใจเพชร พอ ๆ กับ ไล่ตงจิ้น
อ่านเถอะครับ โลกนี้มีคนลำบากกว่าเราอีกมาก เป็นกำลังใจให้ทุกท่าน ที่กำลังฝ่ามรสุมชีวิต

“เมื่อไหร่ที่มีปัญหา อย่าโทษตัวเอง ให้มั่นใจในชีวิตของคุณ ตั้งปณิธานไว้และทำให้ได้ ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น โดยไม่มีเจตนาจะสร้างความโศกเศร้าให้ใคร แต่หวังให้คุณสู้ชีวิตต่อไปจนได้ดี มีชีวิตที่ดีกว่า และประสบความสำเร็จมากกว่าผม”
เมื่อใดที่ชีวิตเผชิญกับปัญหา ท้อแท้หมดกำลังใจ ยืนหยัดและลุกขึ้นมาให้ได้ อย่ายอมแพ้เขา... ‘ไล่ตงจิ้น’ ลูกขอทาน ผู้ยิ่งใหญ่
พบกันที่  < ทุกสรรพสิ่งที่พึงมี >
Posted by คนพื้นบ้าน on 28 Aug. 2006,23:20
สวัสดีครับ

ผมอยากเล่าเรื่องไปอยู่มุมไบมา 5 เดือนให้ฟัง แต่ว่าเกรงจะไม่เป็นที่น่าสนใจ
เป็นคนเล่าเรื่องไม่เก่งครับ เรื่องอาจจะจืดชืดไป

กำลังคิดว่าจะไปเล่าในส่วนไหนของกระทู้ดี ที่ไม่ต้องรบกวนคุณ KiLiN ต้องย้ายกระทู้อีกนะครับ  ohman.gif

หกเดือนที่ไปอยู่ ก็สนุกสนาน และ ทุกข์ทรมาน ได้หลากหลายรสชาติเหมือนกันครับ ได้พบเพื่อนๆ จากภาคใต้ของอินเดียด้วยครับ

เอาไว้คิดได้แล้วว่าจะลงไหน แล้วจะเล่าให้ฟัง จะไ้ด้ไม่ผิดห้องครับ
Posted by KiLiN on 29 Aug. 2006,06:38
เชิญที่ห้องสุขภาพครับ
ท่องเที่ยว...ออกกำลังกาย... คลายเครียด

ถ้ากระทู้ไม่ยาวก็เขียนในกระทู้ < มาชวนไปเที่ยวจ้ะ, เที่ยวกันไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก >

แต่ถ้ายาว จะเปิดกระทู้ใหม่ก็ได้ครับ wave.gif
Posted by pilgrim on 29 Aug. 2006,08:49
มายกมือสนับสนุนคุณ คิลินค่ะ ขอเชิญเล่าเลยนะคะ คุณคนพื้นบ้าน
signwelcome.gif
Posted by add on 29 Aug. 2006,10:05
น่าสนใจสิคะ  มาคอยอ่านอีกคนค่ะ

              withstupid.gif
Posted by คนธรรมดา on 29 Aug. 2006,23:01
แวะ ๆ เวียน ๆ มาอ่าน เรื่องอินเดียของคุณพิล ครับ

น่าสนใจดีนะครับ  thankssign.gif  tinyrose.gif
Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard