Forum: ห้องศิลป์
Topic: The Life of Buddha
started by: KiLiN

Posted by KiLiN on 21 Mar. 2008,13:54

ฉบับของพระวิสุทธิญาณเถร
หลวงปู่ สมชาย ฐิตวิริโย
ประธานสงฆ์ วัดเขาสุกิม


ตอนที่ ๑


< เทคนิคดูวิดีโอไม่ให้สะดุดเชิญคลิก >

วันประสูติ  
วันวิสาขบูชา วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖
ณ ลุมพินี ใกล้กรุงกบิลพัตถุ์




ทรงพระดำเนินได้ ๗ ก้าว


"เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐสุดในโลก
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพใหม่ของเรา ย่อมไม่มีอีก"




ณ พิธีแรกนาขวัญ




เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงเห็นวัฎจักรของการเบียดเบียน ซึ่งกันและกัน
สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก ตามลำดับ เป็นทอดๆ
ผู้มีอำนาจแข็งแรงกว่า รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า เป็นลำดับชั้น เป็นวงวัฏจักร


เจ้าชายสิทธัตถะทรงเจริญสมาธิ อานาปานสติ ได้รับความสงบ
จิตรวมเป็นหนึ่ง เป็นเอกะคัตตารมณ์ เป็นที่มหัศจรรย์



เมื่อทรงเจริญวัย


ทรงช่วยชีวิตนกจากการยิงของเจ้าชายเทวทัต
แล้วเกิดการโต้แย้งกันระหว่างเจ้าชายสิทธัตถะกับเจ้าชายเทวทัต
ว่านกที่ถูกยิงนั้นควรตกเป็นของใคร


ทั้ง ๒ พระองค์จึงไปให้กลุ่มโหราจารย์เป็นผู้ตัดสิน
โหราจารย์ตัดสินว่า "พวกกระหม่อมเห็นด้วยว่า
ชีวิตของนกเป็นของผู้ที่พยายามจะรักษามัน  
แต่ไม่ได้เป็นของผู้ที่พยายามจะทำลายมัน
"

Posted by KiLiN on 22 Mar. 2008,21:28
พุทธประวัติตอนนี้บอกอะไรกับเราบ้าง?

           ตั้งคำถามนี้  ก็เพื่อนำมาสู่ซึ่งคำตอบ  ส่วนใหญ่ทั่วๆไปเราดูหนังก็มักไม่ได้ตั้งคำถามอะไรมากมาย  หรือตั้งก็ตอบแบบลวกๆสรุปเอาง่ายๆ  ก็เลยไม่ค่อยได้อะไร

           จำได้ว่า  สมัยก่อนเรียนหนังสือ  ก็จะมีวิชาศีลธรรม  ในวิชาศีลธรรมก็จะมีการเรียนพุทธประวัติ  ประวัติของพระพุทธเจ้านั่นเอง   ก็จะมาเจอว่าตอนพระพุทธเจ้าหรือเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ  ทันทีที่ประสูติพระองค์ก็สามารถก้าวเดินได้ ๗ ก้าว  โดยมีดอกบัวมารองรับ   ซึ่งก็ขัดกับความรู้สึกความรับรู้โดยทั่วไป  เพื่อนมันก็บอกว่าเหลวไหล  ทำไมจะสอนให้คนทำดีก็ต้องแต่งเรื่องให้มันวิจิตรพิศดารด้วย  ก็สรุปเอาง่ายๆตามความคุ้นชิน

           ผลจากการสรุปความเห็นแบบนั้น  ก็เลยทำให้ไม่สนใจไม่ใส่ใจกับวิชานี้เท่าที่ควร  ก็กลายเป็นนับถือศาสนาพุทธแต่ในสัมมโนครัวเท่านั้น

           วันเวลาผ่านไป  มาถึงวันนี้ถึงได้รู้ว่า  การที่เราคิดแบบนั้นมันช่างโง่เสียจริงๆ  ไม่เพียงเป็นการดูถูกความคิดของคนจำนวนมากที่มีการพัฒนามาอย่างยาวนานเป็นพันๆปีเท่านั้น   มันยังได้ปิดกั้นความรับรู้ของเราให้หยุดนิ่ง  เปรียบเหมือนน้ำเต็มแก้วไม่พร้อมรับสิ่งใดๆอีก  

            ความเป็นจริงก็คือ  เรื่องใดที่เราคุ้นชิน  เราก็จะเห็นว่ามันปกติ  ถ้าไม่คุ้นชินเราก็จะว่าเป็นไปไม่ได้บ้างหรือเป็นปาฏิหารย์บ้าง  ไปพูดให้คนสมัยก่อนที่ยังไม่มีเครื่องบิน  ว่าเหล็กเหาะได้ คนก็จะไม่เชื่อจะหาว่าบ้า  ทำไมเราไม่คิดบ้างว่า  มีสัตว์หลายชนิดเกิดมาปุ๊บมันก็เดินได้เลย  ว่ายน้ำได้เลยล่ะ  ที่สุดแล้วมันเป็นเรื่องของความไม่รู้ของเราเองต่างหาก  ถ้าเรารู้เราก็จะไม่คิดว่าเป็นไปไม่ได้หรือเป็นปาฏิหารย์อะไร  คำว่าปาฏิหารย์จึงเป็นคำของคนที่ยังไม่รู้  ตนเองยังทำไม่ได้คนอื่นทำได้  ก็เลยรู้สึกว่าเป็นปาฏิหารย์   ส่วนคำว่าเป็นไปไม่ได้ก็มักจะเกิดกับคนที่คิดว่าตนเองนั้นสมัยใหม่  แต่หารู้ไม่ว่ามันได้ขังตนเองไว้กับความคิดเดิมๆไว้เรียบร้อยแล้ว

           เพราะความไม่ละเอียด  เราจึงสรุปอะไรง่ายจนเกินไป  เพราะที่เราสรุปอะไรง่ายจนเกินไป  จึงนำมาซึ่งความปิดกั้นตนเอง  ขังตนเองเอาไว้กับความคิดแคบๆ เหมือนกบในกะลา  เพราะเราคิดว่าเราสมัยใหม่ทันสมัยมีการศึกษา  เราจึงดูถูกมองข้ามความคิดของคนโบราณที่สั่งสมกันมาอย่างยาวนาน

Posted by KiLiN on 24 Mar. 2008,09:02
ในงานพิธีแรกนาขวัญ  เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงเจริญสมาธิ  จนบรรลุถึงองค์ฌาณ จิตเป็นสมาธิรวมกันเป็นหนึ่ง ในขณะที่ยังเยาว์วัย  ตรงนี้บอกให้รู้ว่า

          ๑. ชีวิตไม่ได้มีเพียงชาติเดียว  การที่เจ้าชายสามารถทำได้อย่างนี้  ก็ต้องมาจากการสั่งสมมาจากชาติก่อนๆ  

          ๒. การเจริญสมาธิให้จิตสงบเข้าถึงองค์คุณของฌาณ ไม่ใช่วิชาในพุทธศาสนา  เจ้าชายทรงทำได้ตั้งแต่ยังเล็กอยู่  พระองค์ยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า  

          ด้วยความหมายของข้อ ๑  ชีวิตจึงมีความต่อเนื่อง  เกิดแล้วตาย  ตายแล้วต้องเกิด  เพื่อสานต่อความเป็นเหตุเป็นผล  สิ่งที่ทำในชาติหนึ่งๆ  ไม่ได้จบเพียงชาตินั้นๆ  ภายในชาติปัจจุบันถ้ายังไม่ส่งผล  ก็ต้องส่งผลในชาติต่อๆไป  ก็คือความหมายของคำว่า "กรรม"  พุทธศาสนาจึงสอนให้ทำกรรมดี  เพื่อผลที่ตามมาจะได้ดี  แต่..คนสมัยใหม่ไม่เชื่อเรื่องนี้  จึงทำทุกอย่างเพียงเพื่อหาประโยชน์ใส่ตน  ใช้ชีวิตให้คุ้ม(แบบผิดๆ)  ทัศนคติตั้งไว้ผิด  ความประพฤติและการกระทำที่ตามมาก็ผิดๆ

           ความหมายในข้อที่ ๒  บ่งบอกว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และพระองค์ออกเผยแพร่  ต้องมีความสำคัญกว่า  สมาธิไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของศาสนาพุทธ  
           ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่แยกไม่ออก  ว่าอะไรคือพุทธอะไรไม่ใช่พุทธ  พุทธแท้ๆต้องการสอนอะไร  ไปจับเอาสิ่งที่เป็นแค่เปลือกแค่กระพี้  แล้วก็มาคิดว่า  งมงาย ล้าสมัย  รู้ไม่จริงแล้วสรุป จึงไม่ได้เข้าถึงความจริง  ความไม่ละเอียดความหยาบ  ทำให้เราสัมผัสได้เพียงแค่ผิวแค่เปลือกนอกเข้าไม่ถึงแก่น ทั้งๆที่สิ่งที่คนเราต้องการและแสวงหาก็อยู่ในพุทธศาสนาของเรานี่เอง

Posted by add on 25 Mar. 2008,20:45
โห...ถ้าอย่างนี้ชาติก่อน สงสัยว่าเราจะเกิดเป็นหมูหมากาไก่ แหง็มเลยถึงไม่ค่อยจะรู้เรื่อง แหะๆ   smSL07.gif

        ขอบคุณค่ะที่นำมาชี้แนะให้เห็น  flo_1.gif

Posted by KiLiN on 27 Mar. 2008,13:49
ตอนที่ ๒


< เทคนิคดูวิดีโอไม่ให้สะดุดเชิญคลิก >

อภิเษกสมรส  


เพื่อให้เจ้าชายหลงติดอยู่ในความสุข  
ไม่สละทางโลกออกบวชตามคำทำนายของโกณทัญญะ  
พระเจ้าสุทโธทนะพยายามทุกวิถีทาง  
เมื่อพระองค์เป็นหนุ่มก็จัดสาวงามมาให้เจ้าชายคัดเลือก


หญิงงามมากมายเจ้าชายไม่ทรงคัดเลือก
แต่ที่สุด..พระองค์ก็เลือกเจ้าหญิงยโสธราพิมพา



วันเวลาผ่านไปอีกหลายปี


ทั้ง ๒ พระองค์ได้ใช้ชีวิตเสพสุขกับการครองเรือน
แต่แล้ว..คืนหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะก็ฝันร้าย


พระองค์คิดว่าต้องมีบางอย่างที่เป็นเงื่อนงำ
เพื่อค้นหาคำตอบ  พระองค์ได้ออกนอกวังเพื่อหาคำตอบนั้น


ได้พบเทวทูตทั้ง ๔ ได้แก่  คนแก่


คนเจ็บ


คนตาย


และนักบวช




Posted by sweet lemon on 28 Mar. 2008,19:37
ตามมามุง อิอิ  snaping.gif

ขอบคุณค่ะคุณคิลิน  bowsdown.gif

Posted by pilgrim on 28 Mar. 2008,23:42
เชื่อค่ะว่า คิดดี ส่งผลให้เกิดแต่กรรมดีจริงๆ

คนคิดดี จึงมักพบแต่เรื่องดีๆ ไม่ค่อยประสบปัญหาอะไรหนักหน่วงในชีวิต

แต่ขอให้มั่นใจว่าได้ "คิดดี" จริงๆนะคะ

Posted by KiLiN on 29 Mar. 2008,17:35
พรหมลิขิต ใครลิขิต หรือจะแรงเท่ากรรมลิขิตที่ตนลิขิตตนเอง

            ในที่สุดความพยายามของพระเจ้าสุทโธทนะ ความพยายามที่ต้องการให้เจ้าชายสิทธัตถะไปตามแนวทางที่ตนต้องการ ก็เป็นอันล้มเหลว เหตุเพราะพระพุทธเจ้าหรือเจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงบำเพ็ญบารมี  เพื่อมุ่งหวังสำเร็จพระโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้วหลายภพหลายชาตินับไม่ถ้วน   นั่นก็คือพระองค์ได้ประกอบกรรมดี ลิขิต กำหนดชีวิตตนเองเอาไว้แล้ว

            เรามักจะได้ยินอยู่เสมอว่า พรหมลิขิตบ้าง  ดวงบ้าง  แต่จริงๆแล้วไม่มีใครลิขิตใครได้  ตัวเราเองเป็นคนลิขิตกำหนดชีวิตของตัวเราเองในอนาคต  จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม  เราเป็นผู้จดบันทึกการกระทำของตัวเราเองลงไปในร่องรอยของกาลเวลา  แต่ละวินาทีนาทีที่ผ่าน  เวลาได้ทำหน้าที่บันทึกการกระทำ พูด คิดของเรา  แล้วสิ่งที่ได้ถูกบันทึกนั้นก็ถูกประมวลย้อนกลับมาเป็นผลสู่เรา  ตามความรุนแรงก่อนหลัง  ทั้งผลที่ดีและไม่ดี  เรื่องราวใหม่ การกระทำพูดคิดใหม่ถูกบันทึกใหม่ เรื่องราวเก่าถูกประมวลส่งผลสู่เรา  เป็นอยู่เช่นนี้ไม่รู้จบ เรียกว่า "กรรม"

Posted by KiLiN on 30 Mar. 2008,21:49
ตอนที่ ๓


< เทคนิคดูวิดีโอไม่ให้สะดุดเชิญคลิก >

ห่วงเกิดขึ้นแล้ว  


งานเลี้ยงฉลองพระโอรสประสูติ


เจ้าชายสิทธัตถะตัดสินใจออกบวชเพื่อแสวงหาสัจจธรรม






บำเพ็ญทุกกรกริยา
โดยมีปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ถวายการรับใช้







ผ่านไป ๖ ปี พระองค์พบว่านั่นไม่ใช่ทางแห่งความสำเร็จ
จึงทรงเปลี่ยนใจมารับน้ำนมวัวเป็นอาหารจากชายหนุ่มเลี้ยงวัว


ปัญจวัคคีย์เข้าใจว่าพระองค์ล้มเลิกความพยายามก็ละไปจากพระองต์


นางสุชาดาเข้าถวายข้าวมธุปายาส


พระองค์ทรงเสี่ยงทายให้ชามลอยทวนกระแสน้ำ

Posted by KiLiN on 02 Apr. 2008,23:13
การตัดสินใจออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะ  ดูเหมือนง่ายแต่จริงๆไม่ง่าย  การตัดสินใจละจากความสะดวกสบาย  ความมีพร้อมทุกสิ่งทุกสิ่งอย่าง  มีมเหสีและโอรสน้อยๆที่น่ารักเป็นห่วงโซ่  ไปสู่สถานะที่ตรงกันข้าม  ไม่มีอะไรเลยต้องนอนกลางดินกินกลางทราย  ถ้าไม่ใช่เพราะมีปณิธานอันยิ่งใหญ่แน่วแน่  แล้วจะทำกันได้

หนทางแห่งความสำเร็จจึงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ  หากแต่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวในเป้าหมายนั้นๆ  อย่างไม่ย่นย่อท้อถอย  ไม่กลัวความยากลำบากใดๆ  มีแต่ความมุ่งมั่นในเป้าหมายนั้นๆ    

แม้ในการทำทุกกรกริยาของพระองค์ที่ทรมานร่างกาย  เพียงเพื่อมุ่งหวังจะค้นพบสัจจธรรม  จนร่างกายได้รับทุกข์ทรมานแสนสาหัส   เทียบกับสมัยที่ยังอยู่ในเมือง  ช่างต่างกันลิบลับ   พระองค์จึงเป็นยอดคน  เป็นแบบอย่างของความมุ่งมั่น ความพยายามแน่วแน่ที่ดีเลิศ

เมื่อย้อนหันมามองคนในยุคปัจจุบัน  เหมือนคนอยู่คนละยุค คนละโลก  เอาแต่ความสะดวกสบายเป็นหลัก  หนักนิดเบาหน่อย  ก็ไม่เอาแล้ว  ใจเสาะ โลเล  เปลี่ยนใจง่าย  ไม่ทันไร ก็ยกธงยอมแพ้  จึงไม่ต้องแปลกใจ  คนเหล่านี้จึงรู้สึกต่อพุทธวัติเป็นเพียงแค่นิยาย  เป็นแค่เรื่องแต่งเรื่องเล่า  เพราะมันไกลจากตัวเขาที่เป็นอยู่   จึงดูเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้  เมื่อเทียบกับตนเอง  เอาตนเองเป็นที่เทียบ    

ก็ไม่ได้ว่าเพียงคนอื่น  ตนเองก็ยังเป็นเช่นนี้

นี่แหล่ะ  ความแตกต่างระหว่างปุถุชนกับอริยชน  มันช่างต่างกันราวฟ้ากับดินจริงๆ

Posted by KiLiN on 05 Apr. 2008,10:43
ตอนที่ ๔


< เทคนิคดูวิดีโอไม่ให้สะดุดเชิญคลิก >

ตรัสรู้  


พญามารส่งลูกสาวมายั่วกิเลสพระพุทธเจ้า


พญามารและบริวารพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้พระพุทธเจ้าเลิกล้มความพยายาม


แม้จะทำร้ายพระองค์อย่างไร  อาวุธเหล่านั้นก็กลับกลายเป็นดอกไม้โปรยปรายบูชาพระองค์


ด้วยความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่อสิ่งใด  ในที่สุดพระองค์ก็ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า


ทรงโปรดตปุสสะและภัลลิกะสองพี่น้องชาวเมืองอุกการา
และทั้งสองได้ถวายตนเป็นอุบาสกคู่แรกของโลก


หลังจากนั้น  มุ่งสู่ป่าอิสิปตนมคทายวัน เพื่อโปรดปัญจวัคคีย์


ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ บรรลุเป็นพระอรหันต์  และคนอื่นได้เข้ามาเป็นสาวกอีกมากมาย
พระพุทธเจ้าได้ให้สาวกของพระองค์แยกย้ายกันออกไป  เพื่อประกาศพระศาสนา


พราหมณ์หนุ่มนามอุปติสสะ  ได้พบพระอัสสชิแล้วศรัทธาเลื่อมใส
ขอให้พระอัสสชิ  พามาหาพระพุทธเจ้า


พระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมต่อหมู่ชนทั้งหลาย


พระอัสสชิพาพราหมณ์อุปติสสะและโกลิตะ เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
ทั้งสองได้ขอบวช  และต่อมาได้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาเบื้องซ้าย
รู้จักกันในนามว่า พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ

Posted by KiLiN on 08 Apr. 2008,21:19
พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้อะไร?

           สมัยเมื่อยังเรียน ที่เรียนพุทธประวัติ  ไม่เข้าใจว่าอะไรคือการตรัสรู้  ได้แต่ท่องๆๆๆ เพื่อใช้สอบเท่านั้น

              ผ่านมาอีกหน่อยก็รับรู้ว่า  คนนิยมนั่งสมาธิ  นัยว่านั่งแล้วเพื่อจะได้เห็นๆอะไรบ้าง  เคยไปนั่งกับเขาเหมือนกัน  ก็หลับสบายดี ลืมตาขึ้นมา เขาก็ถามว่าเห็นอะไร  โถจะไปเห็นอะไร  ไม่กรนก็ดีแล้ว

           สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้นั้น  สรุปรวมก็คือความเป็นจริงทางธรรมชาติ จึงเรียกสิ่งนี้ว่า "ธรรมะ"

           เมื่อเป็นความจริงทางธรรมชาติ  ก็แสดงว่าสิ่งนั้นมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ มีก่อนที่จะมีพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นเพียงเป็นคนค้นพบได้เท่านั้น  พระองค์ไม่ได้เป็นคนบัญญัติขึ้น ตั้งขึ้น  จึงไม่ใช่ลัทธิ ทฤษฎี  

              และเมื่อเป็นความจริงทางธรรมชาติ  มันก็จะไม่ขึ้นกับความต้องการ ความมุ่งหวังของใครๆ  ไม่ว่าเทพ พรหม องค์ใดๆ แม้พระพุทธเจ้าเอง  หากแต่มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน

             การที่พระพุทธเจ้าไปค้นพบความจริงทางธรรมชาตินี้  เมื่อเปรียบกับ ทางตะวันตกที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบความจริงทางธรรมชาติ  แล้วเอาความจริงนั้นมาใช้ประโยชน์กับมนุษย์โลก  แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเป็นเพียงความจริงที่เป็นรูปธรรม  จับต้องได้ พิสูจน์ได้เท่านั้น  ขณะที่สิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบเป็นความจริงของชีวิต ของสรรพสิ่ง  ซึ่งในความจริงนั้นรวมทั้งสิ่งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้  ทั้งนามธรรมและรูปธรรม  การค้นพบทางวิทยาศาสตร์อาศัยการต่อยอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง  แต่การค้นพบของพระพุทธเจ้าอาศัยตัวพระองค์เองในการสั่งสมบารมีมาหลายพบหลายชาติ  

             ด้วยเหตุนี้  ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์  ไอสไตน์จึงกล่าวว่า "ถ้าให้เขาเลือกนับถือศาสนา  เขาจะนับถือศาสนาพุทธ"

            จริงๆจะว่าเป็นวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว  เพราะมันมากกว่าความเป็นวิทยาศาสตร์  วิทยาศาสตร์ค้นพบแต่สิ่งที่เป็นรูปธรรมและต้องพิสูจน์ได้ด้วย  แต่พระพุทธเจ้าค้นพบรวมไปถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม สิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้เพียงชาติเดียว แต่สามารถใคร่ครวญให้พอเข้าใจได้   และที่มากไปกว่านั้น  ศาสนาพุทธยังเป็นศาสนาแห่งความมุ่งมั่นแห่งความเพียรพยายาม  ถ้าพระพุทธเจ้าไม่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว  เพียรพยายามสูง  สั่งสมบารมีหลายภพหลายชาติ  ก็คงไม่ได้ค้นพบความจริงอันนี้  ก็คงไม่มีศาสนาพุทธ

Posted by แมวเหมียว on 09 Apr. 2008,14:18

(KiLiN @ 08 Apr. 2008,21:19)
QUOTE
         

              ผ่านมาอีกหน่อยก็รับรู้ว่า  คนนิยมนั่งสมาธิ  นัยว่านั่งแล้วเพื่อจะได้เห็นๆอะไรบ้าง  เคยไปนั่งกับเขาเหมือนกัน  ก็หลับสบายดี ลืมตาขึ้นมา เขาก็ถามว่าเห็นอะไร  โถจะไปเห็นอะไร  ไม่กรนก็ดีแล้ว

           

(ขออนุญาตค่ะท่านประธาน  EM145.gif )

ถ้าคุณคิลินหันไปถามคนข้างๆว่า เขานั่งแล้วเห็นและได้ยินอะไรบ้าง

เขาคงตอบว่า "เห็นคนหลับและได้ยินเสียงกรน"แน่ๆเลยค่ะ couch.gif

bowsdown.gif

Posted by KiLiN on 09 Apr. 2008,23:58
ครับ..ก็คงเป็นอย่างนั้น  คนกรนไม่เคยได้ยินเสียงกรนของตนเอง  เมื่อไรได้ยินเสียงก็แสดงว่าเป็นคนอื่นกรน  
แต่อย่าไปใส่ใจเลย  ที่สุดแล้วก็คือคนขาดสตินั่นเอง  มาว่ากันถึงสาระของการตรัสรู้ของมหาบุรุษของโลกต่อกันดีกว่า

คำถามมีว่า  ความเป็นจริงทางธรรมชาติที่ว่าเนี่ย  ทำไมคนทั่วไปจึงรู้ไม่ได้  ทำไมต้องขนาดพระพุทธเจ้าถึงจะรู้ได้

ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้  สมัยที่พระองค์ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ  พระองค์มีพร้อมทุกอย่าง  ความสะดวกสบาย  ชีวิตหรูหรา พร้อมด้วยข้าทาสบริวาร  พระองค์มีความสามารถมากกว่าคนทั่วไป  แต่ก็ไม่รู้ถึงความเป็นจริงทางธรรมชาตินี้  ได้พบเทวทูตทั้ง ๔  พยายามใคร่ครวญต่างๆนาๆ  แต่ก็ไม่เข้าใจไม่เข้าถึงความเป็นจริงของชีวิตได้

พระองค์ตัดสินใจสละความสุขส่วนตัวทั้งหมด  ใช้ชีวิตอย่างตรงกันข้าม  ทรมานร่างกายตามที่ผู้คนสมัยนั้นเขาทำกัน  ทำทุกวิถีทางจนจวนเจียนจะปางตาย  ทึ่สุดก็ไม่รู้อยู่ดี

จนกลับมาใช้ชีวิตแบบภาวะที่ไม่สุดโต่งไปทั้งสองด้าน  ด้วยภาวะอันนี้พระองค์จึงตรัสรู้ได้   พระองค์จึงสรุปว่า  ภาวะการใช้ชีวิตที่ดีที่สอดคล้องสามารถเข้าถึงความเป็นจริงของธรรมชาติได้นั้น  คือภาวะที่พระองค์เรียกว่า "ทางสายกลาง"

อะไรคือทางสายกลาง
ทางสายกลาง  ไม่ใช่ภาวะที่เป็นกลางหรือที่อยู่ตรงกลางระหว่างความสุดโต่งทั้งสองด้าน  แต่มันหมายถึงภาวะที่กำลังพอดี ไม่ตึงเกินไปและไม่หย่อนเกินไป  เช่น อะไรที่เกินวิสัยที่ตนจะทำได้ แต่ก็ฝืนทำนั่นคือตึงเกินไป  แต่อะไรที่ควรทำได้แล้วไม่ได้ทำ นั่นคือหย่อนเกินไป  
ฉะนั้นทางสายกลางสำหรับแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน เพราะเงื่อนไขความพร้อมการสะสมมามีไม่เท่ากัน

ภาวะแรก เป็นภาวะของความมีมาก มีพร้อม ภาวะร่ำรวย  ภาวะนี้คือสุขมากเกินไป  เลยทำให้ลุ่มหลง มัวเมา  ประมาท  เมื่อมีพร้อม  ก็จะไม่ขวนขวายหาสิ่งอื่นที่ดีกว่า เพราะคิดว่าเป็นอย่างนี้ดีแล้ว  คิดอะไรก็จะมีแต่สรรหาเพิ่มเติมความสะดวกยิ่งๆขึ้นไป  หรือคิดแต่ทำอย่างไรจะรักษาภาวะแบบนี้ได้ให้ยืนยาวที่สุด  คือเป็นภาวะที่ติดยึด กับภาวะไม่รู้จักพอ

ภาวะที่สองเป็นภาวะที่ไร้กำลัง  ไร้เรี่ยวแรงเปรียบได้กับภาวะที่ขัดสน ขาดแคลน ภาวะยากจน  เป็นภาวะที่แก้ปัญหาเรื่องปากท้อง  ไม่มีเวลาคิดยาว  ได้แต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า  มองไม่ค่อยเห็นอนาคต  เหมือนน้ำขุ่นมัวเป็นปริศนาธรรมในการ์ตูน

ภาวะที่สามเป็นภาวะที่ต้องคอยปรับ คอยกำหนด ให้เกิดความพอดีไม่ตึงจนเกินไปและไม่หย่อนจนเกินไป  ด้วยความที่ต้องคอยปรับ  จึงทำให้ไม่ลืมตัว  ไม่หลงไปกับสถานการณ์  ทำให้เกิดความเป็นฝ่ายกำหนด ไม่ปล่อยให้ถูกสถานการณ์กำหนด เกิดการควบคุมตนเองได้  เกิดการพัฒนาความสามารถที่จะควบคุมตนเองได้  ชนะตนเองได้  รู้ตนเองแจ่มแจ้ง  ก็นำพาให้รู้ผู้อื่น รู้โลกรู้สรรพสิ่งภายนอกตามมา  อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "เราคือโลก โลกคือเรา"

ภาวะที่สาม จึงไม่ใช่ภาวะที่คนทั่วไปจะมีได้ง่ายๆ  ภาวะนี้เป็นภาวะที่ต้องหมั่นฝึกหัดเรียนรู้ปฏิบัติตน  เป็นภาวะที่ต้องมีมหาสติ  ขณะที่ปุถุชนทั่วไปคิดแต่ชนะคนอื่น น้อยที่จะคิดชนะตนเอง

พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาแห่งการพัฒนาฝึกหัดตนเอง  "มนุษย์จะได้ดี จะประเสริฐได้เมื่อต้องฝึก  ถ้าขาดเสียซึ่งการฝึกก็หาดีไม่"

Posted by sweet lemon on 24 Apr. 2008,15:52
สวัสดีค่ะคุณคิลิน และลูกบ้านทุกท่าน  EM112.gif

ขอเขียนบ้างนะค่ะ... เรื่องเกิด-ดับ เป็นของธรรมดา ... EM133.gif

อะอะ อย่าเพิ่งไล่ ..เพียงแค่ 2 บทกลอนเท่านั้น คือความขยันมีเท่านี้ค่ะ  เหอๆๆ  boogie.gif




มีเกิดดับลับหายใช่ของแปลก
คือตอนแรกถือกำเนิดเกิดชีพหนา
พอเติบใหญ่แล้วก็แก่ชรา
พอเจ็บมามินานพานตายไป

นี่แหละคือการเวียนว่ายในวัฏฏะ
หากรู้ทันก็ควรละสิ่งชั่วไซร้
มุ่งทำดีมีศีลประดับใจ
อยู่แห่งใดไร้ศัตรูแลหมู่มาร ฯ


จบแล้วค่ะ..มีเท่านี้ แหะๆๆ  snaping.gif


wave.gif

Posted by pilgrim on 24 Apr. 2008,20:11
คุณคิลินคะ

อ่านแล้วก็ยังสงสัยค่ะ

สงสัยว่า ในการปฏิบัติสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราจะหยั่งรู้กำลังของเราได้แค่ไหนคะ

เช่น เราคิดว่าเราทำได้ แต่พอทำไปๆ มันก็มีอุปสรรคปัญหาหนักหนา เมื่อถึงจุดนี้ เราควรจะมี "ความเพียร" ทำต่อไป

หรือ หยุด เพราะได้ตระหนักรู้ว่า เราคงทำต่อไปไม่ไหว

การจะบอกว่าเราหมดกำลัง หรือสิ่งที่เราทำนั้นเกินกำลัง

ทำอย่างไร เราถึงจะรู้ได้ว่า สิ่งที่เราคิด ไม่ใช่การเข้าข้างตัวเอง หลอกตัวเอง  ปลอบใจตัวเอง หรือ ประเมินตัวเอง ต่ำเกินไป สูงเกินไปคะ


EM145.gif  EM145.gif  EM145.gif  EM145.gif

ขอคารวะในคำตอบล่วงหน้าค่ะ
และขอสวัสดีน้องมะลาว พี่มะแหม่วเหมียว และพี่แอ๊ดเจ้าค่ะ greet.gif

Posted by KiLiN on 28 Apr. 2008,12:24
ในเชิงเป้าหมาย  ต้องมุ่งมั่นแน่วแน่  ไม่เลิกล้ม
ในเชิงเวิธีการ  ต้องใช้ปัญญาปรับเปลี่ยนหาวิธีการที่ดีที่เหมาะสม

การปฏิบัติสิ่งใด ก็เป็นธรรมดาย่อมต้องมีอุปสรรคให้เราฝ่าฟันข้ามไป
ประเด็นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเกินกำลัง  หมดกำลังอะไร  แต่อยู่ที่ว่าสิ่งที่ตั้งใจทำนั้น  เป้าหมายคืออะไร สิ่งนั้นมีคุณค่าที่เราจะใช้ความเพียรกับมันมากน้อยแค่ไหน

พระพุทธเจ้าก่อนจะบรรลุตรัสรู้ได้เป็นพระพุทธเจ้า  พระองค์ตั้งพระทัยมุ่งมั่นที่จะค้นหาสัจจธรรมเพื่อมาช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์  พระองค์ต้องใช้เวลาสั่งสมบารมีหลายภพหลายชาติ  เกิดแล้วตาย  ตายแล้วเกิด  แม้ในชาติปัจจุบันที่พระองค์ตรัสรู้  พระองค์ก็ยังต้องใช้ความเพียรเป็นอย่างมาก  ถ้าเทียบกับคนธรรมดาก็คงเลิกล้มความตั้งใจไปแล้ว

จะเห็นว่า  เป้าหมายของพระองค์ยิ่งใหญ่มาก เกินกำลังสำหรับชาติชาติเดียวที่จะปฏิบัติได้  แต่พระองค์ก็ยังคงมุ่งมั่นต่อปณิธานนั้น  แล้วในชาติปัจจุบันที่พระองค์ใช้ความเพียรเพื่อที่จะครัสรู้นั้น  พระองค์ต้องใช้ปัญญาเพื่อปรับเปลี่ยนจากวิธีการทำทุกกรกริยามาเป็นทางสายกลาง

สรุปเป้าหมายยังคงมุ่งมั่น  แต่ปรับเปลี่ยนวิธีการให้เหมาะสม

Posted by pilgrim on 29 Apr. 2008,19:58
เป็นคำตอบที่ชัดเจน และช่วยปัดเป่าข้อสงสัยดีมากเลยค่ะ คุณคิลิน ขอบคุณมากค่ะ

ยังมีปัญหาอีกมากเลยค่ะ ที่อยากถาม แต่ขอเรียบเรียงก่อนแล้วกันนะคะ ตอนนี้ ก็....งานเยอะจังเลยค่ะ...

คารวะอีกทีค่ะ EM145.gif

Posted by Yaya on 23 May 2008,14:08
Namussakarn Ka Luang P'

How are you? I come hear occasionally, just read and appreciate your topic. they are still very very good to read na ka. Also miss everyone here.
Bye for now, not forever..
... thummada.com...

Yaya ka EM112.gif

Posted by add on 23 May 2008,20:40
สวัสดีค่ะ น้องยาหยา  หายไปนานเลย  คราวนี้คอมพูดไทยไม่ได้แล้วเหรอคะ  หรือว่าอยู่ต่างประเทศอ้ะ  

             สวัสดีค่ะ คุณคิลิน  พิล แมวเหมียว  มะลาว   EM139.gif

Posted by KiLiN on 23 May 2008,22:02
สวัสดีครับน้องหยา   หายไปนานเลย  เห็นเพื่อนเก่าเข้ามาก็ดีใจ

   สบายดีนะครับ  ผมก็สบายบ้างไม่สบายบ้างตามธรรมดา  wave.gif

Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard