Forum: ห้องศิลป์
Topic: ดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูตัวเรา
started by: nava

Posted by nava on 18 Dec. 2002,07:08
                                  coffee.gif
Posted by nava on 18 Dec. 2002,07:47
ลองทายดูสิครับ จดหมายฉบับนี้อยู่ในหนังเรื่องอะไร?
  แคทเธอรีนที่รัก
  ขอโทษที่ไม่ได้คุยกับเธอเสียนาน ฉันรู้สึกเหมือนฉันหลงทาง       ไร้จุดหมายไร้เข็มทิศ
เอาแต่ชนไอ้โน่นทีไอ้นี่ทีบ้าแท้ๆเลย ฉันไม่เคยหลงทางมาก่อน เธอเป็นดาวเหนือของฉัน
ฉันมุ่งหน้ากลับบ้านเสมอ ตอนเธอคือบ้านของฉัน ยกโทษให้ฉันด้วยที่ฉันโมโหตอนเธอจากไป  
ฉันยังคงคิดว่ามีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น และฉันยังคอยให้พระเจ้าเอาคืนกลับไป
แต่เดี๋ยวนี้ฉันทำใจได้แล้ว งานช่วยฉันได้ เหนือสิ่งอื่นใดเธอช่วยฉัน
   เมื่อคืนเธอมาเข้าฝันฉันด้วยใบหน้ายิ้มพราย ก่ายกอดฉันประหนึ่งคู่รัก และเห่กล่อมฉันประหนึ่งลูกน้อย
เท่าที่ฉันจดจำได้จากฝันนั้น ก็คือความสงบในจิตใจ ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกนั้น
และเพื่อบอกเธอว่าฉันเสียใจในหลายๆสิ่ง ฉันเสียใจที่ไม่ได้ใส่ใจดูแลเธอมากกว่านี้    
เธอจะได้ไม่ต้องหนาว กลัวหรือเจ็บป่วยแม้เพียงนาทีเดียว
   ฉันเสียใจที่ไม่เคยบอกเธอว่าฉันรู้สึกเช่นนั้น ฉันเสียใจที่ไม่ได้ซ่อมบานมุ้งลวด...ตอนนี้ซ่อมแล้ว
   ฉันเสียใจที่เคยทะเลาะกับเธอ ฉันเสียใจที่ไม่ได้ขอโทษเธอมากกว่านี้ ฉันมันหยิ่งเกินไป
ฉันเสียใจที่ไม่ได้ชมเธอมากกว่านี้ สำหรับเสื้อผ้าทุกชุดที่เธอสรวมใส่ และผมทุกทรงที่เธอทำ
   ฉันเสียใจที่ไม่ได้กอดเธอให้แน่นพอ...ที่แม้แต่พระเจ้ายังดึงเธอไปจากฉันไม่ได้
                                                  ด้วยรักสุดหัวใจ
                                                      จาก  G.
Posted by KiLiN on 18 Dec. 2002,17:14
คุณนาวาคงยังสับสนกับคำสั่ง ผมแก้ให้แล้วครับ

หลักการ
คำสั่งจะเริ่มด้วย [...] แล้วต้องปิดด้วย [/..] เสมอ

วิธีการใช้มี 2 วิธี
วิธีแรก คลิกที่คำสั่งหนึ่งครั้งจะได้ [...] แล้วใส่หรือพิมพ์ข้อมูลเสร็จแล้วคลิกที่คำสั่งเดิมอีกครั้งจะได้ [/...]
วิธีที่ 2 พิมพ์ข้อมูลให้เสร็จก่อน เสร็จแล้วใช้เมาท์ระบายข้อความที่ต้องการ แล้วคลิกที่คำสั่งจะได้ [...]และ[/...] ปิดหัวปิดท้ายให้เราเรียบร้อย

ใช้ได้ทั้งสองวิธี กรณีใช้คำสั่งซ้อน ต้องอย่าให้สลับ format คือ
[a][c][d]..ข้อความ 1....[/d][/c]...ข้อความ 2..[/a]
สังเกต ข้อความ 1 ถูกใช้ด้วยคำสั่ง a c d
ข้อความ 2 ถูกใช้เฉพาะคำสั่ง a
โดยจัดเรียง คำสั่ง d อยู่วงในสุด, c อยู่วงกลาง และ a วงนอกสุด
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 18 Dec. 2002,21:38
"เด็ก ๆ มีหน้าที่ ทำรก ผู้ใหญ่ อย่างเรา ก็ มีหน้าที่ตามเก็บ"
มาจาก เรื่องอะไร ครับ จำได้มั้ย
ในหนังเรื่องนี้ เด็กที่เป็นตัวเอก โดนรังแก ประจำ แต่พอ รู้ว่า ครอบครัวจะย้ายบ้าน เลย ทำตัว เป็นเซียนประจำโรงเรียนไปเลย
มาทีหลัง พ่อแม่ ไม่ย้ายแล้ว ก็เลยเป็นเรื่อง
แต่จบลงด้วยดี ครับ เรื่องนี้ น่าสนใจ ผม เพิ่ง ไปเช่ามาดู เมื่อ ปลายเดือน ก่อน สนุก ครับ

laugh1.gif
Posted by เอ๊ด on 18 Dec. 2002,23:42
อ้อ..เรื่องหมัดเพชรฆาตดาวเหนือครับ แฮ่ๆๆ ช่ายมั้ย  rasp.gif
Posted by nava on 19 Dec. 2002,03:52
ขอบคุณ...ท่านผู้อาวุโสที่ชี้แนะ..ข้าผู้น้อยขอน้อมรับความผิดพลาด
 โปรดชี้แนะ...โปรดชี้แนะ 
                    bowsdown.gif
Posted by add on 19 Dec. 2002,04:01
คุณนาวา มาเร็วจัง  อย่าเพิ่งเฉลยนะ  กำลังหาชื่อหนังอยู่
ตอนนี้รู้แต่เพลงประกอบ  เคิ้กๆๆๆ   blush.gif
Posted by มะนาว on 19 Dec. 2002,04:39
ถ้าพูดเรื่องหนังสงสัย พี่ add จะมีงานหนัก มีเรื่องฝากเยอะ พี่เคยดู
The Green Mile หรือยัง อยากเปิดให้พวกเราวิจารณ์ Tom Hanks แสดง ผมว่าได้ความรู้สึกเหมือนเรื่องที่คุณ fong เขียนเรื่อง ธรรมะกับการคบเพื่อนครับ
Posted by เอ๊ด on 19 Dec. 2002,05:08
ชอบในเรื่องของการให้การยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ครับ ไม่ว่าเขาจะอยู่ในฐานะที่เป็นนักโทษรอการประหาร ก็ชอบที่จะได้รับการปฎิบัติตามควร
Posted by Yaya on 19 Dec. 2002,05:48
The Green Mind """ ใช่เรื่องที่มีคนดำเป็นนักโทษ ที่ดดนเข้าใจผิดว่าเป็น มนุษย์โรคจิตจับเด็กฉีกเนื้อหรือปล่าว คะ เรื่องนี้ย๋าดูแล้ว อดร้องไห้ ไม่ได้เลย ค่ะ ...สงสาร นะแล้วก็เห็น เกี่ยวกับการเหยียดผิว ที่ชัดเจนมาก...เอ๊...ใช่เรื่องเดียวกันรึปล่าว นี่.. blush.gif
Posted by มะนาว on 19 Dec. 2002,05:51
ฝากอีกเรื่องหนึ่งตรับ The Shawshank Redemption เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ผมชอบมากครับ
ดูแล้วสะใจมากครับ
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 19 Dec. 2002,16:58
ฝากให้หาเรื่อง the Jack ชม นะครับ น่าสนใจดีมาก
Posted by add on 19 Dec. 2002,19:20
โอยย...คุณนาวาขา....พี่แอ๊ดไปอเมริกา แล้วก็กลับมายุโรป  ตอนแรกนึกว่าเรื่อง Always โอ๋ย พอดูชื่อนางเอก ไม่ใช่นี่นา......

    เคิ้กๆๆๆ เลยนั่งนึกๆๆ อ๋อ......น่าจะอยู่ที่ประเทศอังกฤษนี่เอง ใช่ป่าว เป็นจดหมายที่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 เขียนถึง แคทเธอรีน ( Catherine of Aragon (1485 - 1536)) ซึ่งเป็นชายาองค์แรกซึ่งเป็นธิดาของสเปนที่มีอายุแก่กว่า พระเจ้าเฮนรี่ถึง 5 ปี และไม่มีลูกชายด้วยกัน มีแต่ลูกสาวที่ชื่อ แมรี่ เฮนรี่หาทางหย่ากับเธอจนสำเร็จในปี คศ. 1533 เพื่อจะไปแต่งงานใหม่กับ แอนโบรลีน แต่แคทเธอรีนก็ยังบูชาเฮนรี่ที่แปดอยู่จนเธอสิ้นลมในปี ค.ศ.1535 นี่เป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่เธอเขียนถึง เฮนรี่ที่ 8

อ้างถึง
1535

My Lord and Dear Husband,

I commend me unto you. The hour of my death draweth fast on, and my case being such, the tender love I owe you forceth me, with a few words, to put you in remembrance of the health and safeguard of your soul, which you ought to prefer before all worldly matters, and before the care and tendering of your own body, for the which you have cast me into many miseries and yourself into many cares.

For my part I do pardon you all, yea, I do wish and devoutly pray God that He will also pardon you.

For the rest I commend unto you Mary, our daughter, beseeching you to be a good father unto her, as I heretofore desired. I entreat you also, on behalf of my maids, to give them marriage-portions, which is not much, they being but three. For all my other servants, I solicit a year's pay more than their due, lest they should be unprovided for.
Lastly, do I vow, that mine eyes desire you above all things.


ถูกหรือเปล่า คุณนาวา 

หรือว่าเป็นภรรยาคนที่ 6 ของ เฮนรี่ที่ 8 ที่ชื่อ Catherine or Katherine Parr

ส่วนจะเป็นหนังชื่อเรื่องอะไร ต้องให้คุณนาวาเฉลย แล้วค่อยมาคุยต่อ
เพราะอาจทายผิดก็ได้ ฮ่าๆๆๆๆ มึนแล้วค่ะ


ส่วนหนังที่เสนอมากันนั้น ก็ดีๆทุกเรื่องค่ะ 
Shawshank ก็ดี The Green Mile ก็ดี หรือ the Jack ก็ดีมากค่ะ
แต่ต้องขอเวลาไปค้นรายละเอียดและรูปก่อน 
แต่ถ้าใครอยากจะคุยเรื่องหนังเรื่องอะไรกันก่อนก็เชิญเลยค่ะ
Posted by freebird on 20 Dec. 2002,02:11
shawshank ของพี่มะนาวเป็นหนังที่ดูแล้วมันส์มาก ผู้แสดงนำคือ   ทิม ร็อบบินส์ กับ มอร์แกน ฟรีแมน นักแสดงผิวสีที่นู๋ชอบมาก เป็นเรื่อง ของนักโทษที่วางแผนแหกคุกได้เจ๋งมาก โดย ทิม ร็อบบินส์ ติดคุก ด้วยข้อหาฆ่าภรรยาตัวเอง ที่เหลือเดี๋ยวให้ป้าแอ๊ดมาเล่าให้ฟัง นอกจากนี้ร็อบบินส์ ยังกำกับหนังอยู่อีกหนึ่งเรื่อง คือ Dade man walking นำแสดง โดย ซูซาน ซาแรนดอน กับ ฌอน เพนน์  เรื่องนี้ก็สนุกนะคะ พี่ ๆ เคยดูหรือเปล่า
Posted by มะนาว on 20 Dec. 2002,03:05
เรื่อง Shawshank มีหลายตัวละคร บทบาทและการ ดำเนินเรื่องของแต่ละคนมาและไปคนละแบบ เอาเป็นว่าถ้าใครมีเวลาลองมา ถอดตัวละคร
ออกมาทีละตัว ผมว่าทุกคนน่าสนใจเท่าๆกัน เอาไว้ดูอีกรอบหนึ่งจะลองมาวิจารณ์เป็นรายตัวคงจะดีนะครับ beer2.gif.gif
Posted by Yaya on 20 Dec. 2002,04:00
โห.... พี่มะนาว ..จะจับตัวละครในหนังมา นั่งวิเคราะห์กัน ..ทีละตัว อันนี้ขอ นั่งฟังนะคะ...เพราะ ..ย๋าเพิ่งอ๊วกจะแตกมาเมื่อเทอมที่แล้วเรียนววรณกรรมตะวันตก...อ่านนิยาย...แล้วนั่งวิเคราะห์จนหูอื้อตาลาย ...มึนส์ยังไม่หาย เนี่ย...นั่งอ่านนั่งเชียร์แล้วกันนะคะ.. อิ อิ .. blush.gif  ohman.gif
Posted by มะนาว on 20 Dec. 2002,04:18
เอาตอนเปิดเรื่อง มีบทพูดเกี่ยวกับการพิจารณาคดี พร้อมมีภาพของ แอนดี้  ดูเฟรน แล้วตัดมาที่ห้องพิจารณาคดีแล้ว ตอนนี้ บทพูดเจ๋งมาก อยากให้คุณนกได้ฟัง เจ้บปวดในใจ แต่ แอนดี้ ก็ทำท่าเจ็บ แต่ในใจคงไม่เจ็บเท่าไร เอาแค่นี้ก่อน เก็บไว้ สนุกครับเรื่องนี้
Posted by nava on 20 Dec. 2002,06:08
โอ้โห!พี่แอ๊ด ไปขุดจดหมายอายุ 500-600 ปีมาจากไหน?
                bowsdown.gif
 ข้าผู้น้อยเลื่อมใสยิ่งนัก แต่ต้องขอแสดง cry2.gif 
ที่ทายไม่ถูก
ไม่เป็นไรครับ..ผมเตรียมตั๋วเครื่องบินให้พี่แอ๊ดแล้ว
 บินข้ามฝั่งไปอเมริกาด้วยกันนะครับ
ผมจะพาไปดูที่มา...เรื่องมีอยู่ว่า
Posted by nava on 20 Dec. 2002,06:33
พี่แอ๊ด..เห็นผู้หญิงที่"จ็อกกิ้ง"อยู่ที่ริมชายหาดนั่นไหม?
เธอชื่อ เทเรซ่า เป็นนักข่าว"ชิคาโกทรีบูน" เลิกกับสามีมาพักใหญ่แล้ว
สวยมั๊ยครับ หุ่นดี บุคลิกดีอีกต่างหาก อ้อเธอมีลูกชายแล้วอายุประมาณ 10 ขวบ
 นั่น!เธอกำลังก้มลงเก็บขวดอะไรจากผืนทราย..เอ๊ะข้างในมีสาส์นผูกด้วยเชือกปอ อยู่ด้วยฉบับหนึ่ง
 ..เธอดึงจุกก็อกออกแล้ว อ๋อ ..สาส์นฉบับนั้นพี่แอ๊ดได้อ่านไปแล้วไง
 เมื่อเทเรซ่านำเรื่อง"สาส์นรักลอยน้ำ"ไปเม้าท์ที่ทำงาน จึงถูกเจ้านาย
แอบเอาไปตีพิมพ์ในคอลัม เธอโกรธมาก  bawling.gif
 แต่วันรุ่งขึ้นจดหมายทั่วสารทิศ ขานรับ"สาส์นรัก"กันอย่างมากมาย
รวมถึงสาส์นรักฉบับนี้ด้วย
..ฉบับที่ถูกพบในลักษณะเดียวกันกับที่เทเรซ่าไปพบ  ic-12.gif
Posted by nava on 20 Dec. 2002,06:46
แคทเธอรีนที่รัก
    ไม่มีแม้สักชั่วโมงเดียวที่ฉันจะหยุดคิดถึงเธอ ฉันซ่อมแซมเรือ
เอาไปแล่นทดสอบ แล้วความทรงจำก็หวนคืนมาดุจเกลียวคลื่น
วันนี้ฉันคิดถึงตอนที่เรายังเด็ก เธอทิ้งมืองเล็กๆของเราไปสู่โลกกว้าง
ฉันหวาดหวั่นมากกว่าที่จะยอมรับไหว ฉันต่อสู้กับความกลัว
โดยบอกตัวเองว่าสักวันเธอจะกลับมา เฝ้าคิดค้นคำแรกที่จะพูดเมื่อเราพบกันอีก
ฉันพยายามหาคำพูดเป็นร้อยประโยคได้มั้ง แล้วในที่สุดฉันพูดว่าไง
พูดไม่ออก ปากฉันไม่ยอมทำอะไรนอกจากจุมพิตเธอ แล้วพอเธอบอกว่า
"ฉันมาอยู่เลย" แค่นั้นก็เกินพอ ฉันขอทำอย่างนั้นอีกครั้ง
คิดว่าจะพูดยังไงกับเธอดี ถ้าเธอกลับมาใหม่
                     ด้วยรักสุดหัวใจ
                       จาก G.
Posted by nava on 20 Dec. 2002,07:13
ด้วยกระแสตอบรับของแฟนคอลัม บวกกับความรู้สึกส่วนตัว
เทเรซ่า(โรบิน ไรท์ เพนท์)จึงได้รับมอบหมายให้ไปสืบหาต้นตอของ"สาส์นรักในขวด"
 เจ้าของสาส์นเป็นหนุ่มนักต่อเรือ แห่งเมืองเอาเทอแบงค์ นอร์ทแคโลไรน่า ชื่อ แกเร็ท(เควิน คอสเนอร์)
ที่สูญเสียภรรยาสุดที่รัก แต่ด้วยความรักที่มั่นคง เขาจึงส่งสาส์นรักใส่ขวด
แล้วเอาไปลอยในมหาสมุทร เพื่อพูดคุยกับคนรักที่ตายจาก
 ด้วยบุคลิกที่ดูแข็งกร้าวแต่ก้นบึ้งอ่อนโยนของแกเร็ท และการวางตัว
อย่างเหมาะสมของเทเรซ่า
 ทำให้ทั้งคู่ตกหลุมรักในกันและกัน เทเรซ่าต้องกลับมาทำงานที่ชิคาโก
 ความรักของทั้งคู่จึงมิอาจสมหวัง แต่อำนาจแห่งรักผสมกับแรงเชียร์ของพ่อ(พอล นิวแมน)
 แกเร็ทจึงตัดสินใจบินมาพบเทเรซ่า ในคืนที่ทั้งคู่สารภาพรักต่อกัน
แกเร็ท เผอิญไปพบสาส์นอีกฉบับซึ่งมีคนส่งให้เทเรซ่า
เป็นสาส์นที่"แคทเธอรีน"ส่งลงทะเลก่อนเสียชีวิต 3 วัน.ความว่า
                                                                    nolove.gif
Posted by nava on 20 Dec. 2002,07:30
สาส์นรักฉบับนี้ไพเราะมากครับอยากให้ทุกท่านลองอ่าน
   love.gif   love.gif   love.gif   love.gif   love.gif
  ถึงเรือทุกลำในทะเล และเมืองท่าทุกแห่งหน
  ถึงครอบครัวมิตรสหายและคนแปลกหน้า นี่คือสาส์นและคำภาวนา
  สาส์นคือการเดินทาง สอนความจริงยิ่งใหญ่แก่ฉัน
  ฉันมีทุกสิ่งที่ทุกคนไขว่คว้า แต่มีไม่กี่คนที่ค้นพบ
  บุคคลเดียวในโลกที่ฉันเกิดมาเพื่อรักตลอดกาล

  คนอย่างฉันที่เอาท์เตอร์แบงค์ กับความลี้ลับของแอตแลนติกสีคราม
  บุคคลที่มั่งคั่งด้วยชีวืตที่เรียบง่าย ทำอะไรเอง สอนตัวเอง
  เป็นที่พำนักเสมือนหนึ่งบ้านฉันตลอดกาล
  ไม่มีคลื่นลมและความลำบากลำบนใดๆ
  หรือแม้แต่ความตายสามารถพังบ้านหลังนี้ได้
  คำภาวนาคืออยากให้ทุกคนในโลก รับรู้ว่ามีความรักแบบนี้
  แล้วใช้เยียวยาตัวเอง หากคำภาวนานี้มีผู้ได้ยิน
  ก็จะลบล้างความผิดทั้งมวล ความทุกข์โศกทั้งมวล
  เป็นจุดจบของโทสะทั้งมวล...ขอจงทรงเมตตา
                           อาเมน
Posted by STUV on 20 Dec. 2002,09:55
Massege in a bottle สร้างจากนวนิยายขายดีของ Nicholas Sparks
ถ้าไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน ภาพยนตร์เรื่องนี้จะน่าประทับใจมากเลย

สามปีที่แล้ว ผมดูหนังเรื่องกับใครบางคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผมบน Airbus ของ British Airways
มันเป็นการเดินทางกลับจากลอนดอนสู่กรุงเทพฯ ที่แสนเศร้าสำหรับผมอย่างยิ่ง
ไม่เหมือนกับความเบิกบานเมื่อก่อนหน้านั้นเพียงสิบวันที่เราออกเดินทางสู่อังกฤษ

ผมดูหนังเรื่องนี้ด้วยความตั้งใจ มันเหมือนชิวิตของผมในตอนนั้นอย่างยิ่ง
ความรักและโชคชะตา การพยายามกลับมาสู่ความรักอีกครั้งและการสูญเสีย

ผมประทับใจกับหนังเรื่องนี้อย่างยิ่ง แม้ว่านักวิจารณ์จะชำแหละเสียยับเยิน
นักวิจารณ์บอกว่าหนังเรื่องนี้ได้ 4 ดาว ในบางฉาก และค่อยๆ ลดน้อยลงจนเหลือ 0 ในตอนจบ

ผมจะไม่ดูหนังเรื่องนี้อีกครั้งเพื่อพิสูจน์คำวิจารณ์
ปล่อยให้ความรู้สึกสุดท้ายดำรงอยู่อย่างนั้นจะดีกว่า .......
Posted by Yaya on 20 Dec. 2002,19:24
อื้มมม...แค่ได้ยินพี่ๆคุยกันถึงหนังเรื่องนี้ก็ ...ยังอดที่จะซึ้งไปด้วยไม่ได้ ...และสำหรับพี่โต ...การเก็บสิ่งที่เราประทับใจในครั้งแรก ..เป็นสิ่งที่สวยงาม..แม้ว่าสิ่งนั้นจะถูกวิจารณ์ ไปแบบใดก็ตาม...แต่ความประทับใจยังคงอยู่ และไม่ปรารถนาจะ ค้นหา... สิ่งที่จะมาลบล้างความประทับใจนั้นๆ ... ดีจังเลยค่ะ ... inlove.gif

.....จากข้อคิดที่พี่โตประทับใจหนังเรื่องนี้...แล้วลองย้อนมองกลับมาที่ชีวิตของคนเราบ้าง....หากเราประทับใจใครสักคน ...ประทับใจในมุมมองของเราที่มองเค๊า ....ตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว ...เป็นความรู้สึกที่ดี ...และสวยงาม...แม้ว่าคนๆ นั้นจะถูกมองด้วยสายตาประหลาดของใครๆ ...แต่เราก็ยังเก็บความประทับใจในตัวของเค๊า แม้จะเก็บไว้ที่ใจ...ของเราเงียบๆ คนเดียวก็ตามที...ไม่ปรารถนา ที่จะค้นหาข้อบกพร่องของเค๊า ให้มาเป็นจุดเปราะบาง ของมิตรภาพ...แล้วสิ่งนี้ ความประทับใจนี้ จะอยู่ที่ใจเราตราบนานเท่านาน... inlove.gif
Posted by add on 20 Dec. 2002,20:25
เคิ้กๆๆๆ คุณนาวา เคิ้กๆๆๆ พี่ค้นจนหน้ามืด.....โห.... โดนหลอกเพราะเรื่องนี้ แคทเธอลีนไม่ได้เป็นนางเอก มัวแต่ค้นชื่อนี้แหละ เคิ้กๆๆ

    สำหรับโต โตคงประทับใจ เพราะมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องเข้ามาในชีวิตพอดี สำหรับพี่พี่ก็ไม่รู้สึกประทับใจมากนัก รู้แต่ว่าเป็นหนังสวย แล้วก็ลุ้นกับตอนจบมากเพราะไม่คาดว่าเขาจะจบแบบให้พระเอกตายกลางทะเล (อึย..นึกแล้วขนลุก ตอนที่นั่งดู โห...โศกมากๆ เศร้านอนหลับไม่สนิทเลย สงสาร ) พี่ไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อนด้วยจึงได้ลุ้น 

    พี่ว่าบุคลิกพระเอกค่อนข้างจมอยู่กับอดีตจนมากเกินไป ก้าวร้าว และหลายฉากที่รู้สึกว่า ผู้สร้างจงใจทำให้เป็นแบบฉบับของฮอลลีวู้ดมากเกินไป เช่นฉากที่เพื่อนร่วมงานคอยลุ้น คอยเชียร์ให้ทั้งสองคนนี้รักกัน มันเป็นมุขแบบฮอลลีวู้ดโดยแท้

    แต่อย่างไรก็ตามก็เป็นเรื่องที่ดูแล้วก็ประทับใจพอสมควร

    เอาภาพมาฝาก

     

   

   
Posted by Yaya on 21 Dec. 2002,06:02
...วันนี้ดูหนังเรื่องนึงที่ตอนจบ ..อดที่จะ..ร้องไห้ไม่ได้ ...เรื่องอะไรลองทายกันดูค่ะ ...Great John Nash... ที่ใครๆ เรียกเค๊า ...คนพิเศษ..ที่ได้ชื่อว่าอัจฉริยะ ...มีโลกจินตนาการของเค๊าที่คนอื่นไม่เห็นแพทย์ลงความเห็นว่า ...เค๊าเป็นโรคจิตเสื่อม ...และคนที่คอยดูแลและให้กำลังใจ อย่างอดทนก็คือภรรยา..ของเค๊า ..ที่ไม่คิดที่จะทิ้งเค๊าไป ความเป็นจริงน่าจะหายากมากแบบนี้ ...หล่อนอดทนจนกระทั่ง...สำเร็จจนได้แม้ว่าจะพบสิ่งที่รอคอยนั้นเป็นบั้นปลายของชีวิตแล้ว...หนังเรื่องนี้ประทับใจความอดทน ..ของภรรยา ที่มีความรักต่อสามีโดยไม่สนใจในข้อบกพร่องที่สามีของหล่อนและช่วยเหลือให้กำลังใจ ... และดูเหมือนจะต่อสู้ร่วมกันจนสำเร็จ...น่าประทับใจค่ะ cry2.gif
Posted by STUV on 21 Dec. 2002,08:27
A beautiful mind เป็นหนังที่ชอบมากอีกเรื่องหนึ่งครับ
Posted by add on 22 Dec. 2002,00:16
โอย...เวียนหัว...แต่ก็สนุกดีค่ะ เคิ้กๆๆๆ
เอางี้นะ เดี๋ยวลิงค์เว็บที่คุยกันเรื่องหนังให้อ่านก่อน จะได้ไม่ต้องเล่าเรื่องซ้ำกัน

   < ดูหนังดูละคร >
Posted by add on 22 Dec. 2002,01:53
ในเมื่อได้เสียเวลาไปค้นคว้าเรื่อง เฮนรี่ที่แปดมาแล้ว จึงเห็นว่าก็ควรที่จะให้พวกเราที่สนใจได้อ่านประวัติศาสตร์อังกฤษ ในยุคพระเจ้าเฮนรี่ที่แปดด้วย เพื่อจะโยงถึงหนังเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้

< พระเจ้าเฮนรี่ที่แปด >

   ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องได้แก่

 1. The Six Wives of Henry Vlll 
   
   

  2. A Man For All Season

   

  3. Anne of Thousand Days 

   

  4. Lady Jane

   

  5. Elizabeth

    

    พี่ได้ดูแล้ว ยกเว้นเรื่องแรกที่ยังไม่ได้ดู ก็เป็นหนังแนวประวัติศาสตร์ ซึ่งบางตอนก็อาจน่าเบื่อ แต่ก็ได้ข้อคิดมากมายจากหนังเหล่านี้ ชีวิตคนเราเมื่อขึ้นสู่อำนาจก็ดูเหมือนจะแสนวิเศษและยิ่งใหญ่ แต่เมื่อใดที่เราถูกเขี่ยลงจากบัลลังก์ ก็จะยิ่งแย่กว่าสุนัขข้างถนนเสียอีก

    อย่างเรื่อง Anne of Thousand Days นั้น ทีชื่อเรื่องเช่นนี้เพราะเธอมีชีวิตในการเป็นราชินีอยู่ได้เพียง 1000 วันเท่านั้น ซ้ำตอนหลังยังถูกขังอยู่ในคุก เมื่อพระเจ้าเฮนรี่ที่แปดไปติดใจผู้หญิงคนใหม่ คือ Mary Jane และในที่สุดอวสานของ Anne ก็คือ การถูกประหารชีวิต

    ลูกสาวของ Anne คือ Elizabeth ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องต่อมาที่เราคุ้นเคยนั่นเอง 

    และลูกสาวคนโต ของพระเจ้าเฮนรี่ที่แปด คือ พระนางแมรี (ซึ่งเป็นพระธิดาของ แคทเธอลีน มเหสีคนแรกของเฮนรี่ ) ซึ่งรู้สึกว่าจะเป็นหนังเรื่อง Bloody Mary หรืออะไรทำนองนี้ ไม่แน่ใจนัก 

    หนังประวัติศาสตร์ก็สะท้อนสังคม และสะท้อนความคิดของผู้คนในยุคนั้นได้อย่างชัดเจน ก็แล้วแต่ว่าใครจะชอบหนังแบบไหนค่ะ
Posted by nava on 22 Dec. 2002,04:14
ขอบคุณพี่แอ้ด ที่อุตส่าห์หาเกร็ดความรู้"ประวัติศาสตร์ตะวันตก"มาสอดแทรกในระหว่างชมภาพยนต์
 คราวหน้าลองเอาของตะวันออกมาเล่าบ้างนะครับ อ.เสกสรร แกยิ่งบ่นๆว่า
 เพิ่งตรวจข้อสอบวิชาการเมืองไทย ของเด็กปี3-4เสร็จ ถึงกับหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่เป็น(คณะราษฎร คือ"ชาวบ้านที่จับอาวุธอยู่ในป่า")
                            again.gif
  สำหรับคุณหย๋า ผมมี  NASH' S SPEECH ในวันรับรางวัลโนเบลมาฝาก
  ฉันเชื่อในตัวเลขเสมอ ในสมการและหลักตรรกศาสตร์ที่นำมาซึ่งเหตุผล
  แต่ในชีวิตแห่งการแสวงหา เฝ้าถาม จริงๆแล้วตรรกศาสตร์คืออะไร? ใครสร้างเหตุผล?
  การค้นหาได้หยั่งลึกถึงร่างกาย การเลื่อนลอย ภาพลวงตา
  เมื่อกลับมาฉันได้พบสิ่งที่สำคัญที่สุดในวิชาชีพของฉัน
  การค้นพบสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต มันอยู่ในสมการความรักเท่านั้น
  และจะพบทุกๆเหตุผลได้ในนั้น
  ฉันอยู่ที่นี่ได้เพราะคุณ(ภรรยาของเขา..อลิเซีย)
  คุณคือตะเกียงและเหตูผล
  คุณคือเหตุผลทั้งมวลของผม

Posted by nava on 22 Dec. 2002,04:34
ผมชอบคำพูดที่ว่า
"การค้นพบสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต มันอยู่ในสมการความรักเท่านั้น"
ถ้าพี่ๆเดือนกุมภาฯได้อ่านคงชอบใจ(รู้สึกตอนนี้กำลังกระดกเบียร์อยู่ใต้ร่มทองหลาง)
 อีกประโยคที่ชอบมาก อยู่ใน MASSAGE IN A BOTTLE
 "บุคคลหนึ่งที่มั่งคั่งด้วยชีวิตที่เรียบง่าย" โอ้โห.คิดได้ไงเนี่ย
                              thumbsup.gif
  อีกประโยคที่คิดว่ามนุษย์ที่มี"รัก"ในหัวใจ อยากได้ยิน
"ฉันมีทุกสิ่งที่ทุกคนไขว่คว้า แต่มีไม่กี่คนที่ค้นพบ
 บุคคลเดียวในโลกที่ฉันเกิดมาเพื่อรักตลอดกาล"

  ถ้ามีใครมาสารภาพกับเราเช่นนี้ คงดีไม่น้อย     inlove.gif
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 22 Dec. 2002,05:47
ผม อยากจะเข้ามา ชวน คุย ภาพยนตร์เรื่อง ต่าง ๆ ที่ โรบิน วิลเลี่ยม นำแสดง ในระยะ แรก ๆ ถึง ระยะกลาง ของเขา ครับ
โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ เด็ก ๆ เช่น
The Jack
TOY
ฯลฯ
หรือ
เดท โพรเอท โซไซด์ตี้
วอท ดรีม เมย์ คัม
ฯลฯ
ผมว่า ภาพยนตร์ ที่ เขาเล่น แทบทุกเรื่อง
สะท้อน กิเลส มนุษย์ ได้อย่างแยบยลมากครับ
ใครลองหยิบยก มาซักเรื่องสิครับ ผม พร้อม ร่วมวงไพบูลย์ด้วยทันที

thumbsup.gif hum.gif winkthumb.gif photographer.gif
Posted by add on 23 Dec. 2002,00:38
โห...ครูเอ็กซ์นี่นักดูหนังตัวยงเลยน่ะเนี่ย

   Dead Poet Society เป็นหนังในใจของพี่เลยนะเนี่ย แล้วก็คงเป็นหนังชอบของฟรีเบิร์ดด้วย เอ้าๆๆเอาโปสเตอร์หนังมาให้ดูก่อน แล้วใครชอบยังไงก็เขียนกันเข้ามาเลย

   

      หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของชีวิตเด็กนักเรียนชายโรงเรียนประจำ
สะท้อนชีวิตทั้งในโรงเรียนและในหอพัก  ซึ่งสนุกสนานและซุกซนกันตามเรื่องของเด็กวัยรุ่น  โดยมีครู  คีตติ้ง  ครูสอนบทกวี  เป็นครูที่แปลกกว่าครูคนอื่นๆ  

       นอกจากนี้ยังสะท้อนชีวิตทางบ้านของเด็กบางคน  ที่พ่อแม่อยากให้ลูกเรียนตามที่ตัวเองคิดหวัง  แต่เขาไม่ชอบ  จึงถึงจุดจบของชีวิต

       เรื่องนี้น้องหยาน่าดูมาก  เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตเด็กนักเรียนและ  น่าศึกษาเป็นตัวอย่าง

      ดาราที่แสดงนำอย่าง Robin William  Robert  Jean  Leonard  และ  Ethan Hawk  ก็แสดงได้ถึงบทบาทมาก
Posted by freebird on 23 Dec. 2002,01:22
เกิดความผิดพลาดในการลบข้อมูลจ้า ไอ้ที่พิมพ์ไปแล้วเลยหายหมด หนังเรื่อง Dade Poets Society เป็นหนังในดวงใจเรื่องหนึ่งของนู่เลย  ดูแล้วดูอีกได้ไม่เบื่อเลย ดูทีไรน้ำตาท่วมทุกที  ฟรีเบริ์ดมีหนังอีกเรื่องที่ชอบมากมาฝาก ชื่อเรื่อง The Road Home เป็นหนังจากจีนแผ่นดินใหญ่ ผู้กำกับคือ จางอี้โหมว ถ้าใครเป็นแฟนของจางอี้โหมวไม่น่าจะพลาดเรื่องนี้ ฟรีเบริ์ดมีข้อมูลเกี่ยวกับหนังมาเล่าให้ฟัง(ขัดลอกเขามาอีกที)
                                
หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังสมัยก่อนของเขามาก เพราะหนังสมัยก่อนของเขาล้วนเป็นงานที่แสดงออกถึงความเกรี้ยวกราด อารมณ์รุนแรงและพุ่งตรงสู่เป้าหมาย แต่หนังเรื่องนี้กลับดูนุ่มนวลกว่า อ่อนโยนกว่า จางอี้โหมวพาคนดูออกไปชนบทจีนอันห่างไกล จับเรื่องราวใกล้ตัว หมู่บ้านกับโรงเรียน ครูกับลูกศิษย์ ปากท้องกับการศึกษา ราวกับจะเป็นงานฉลองการหวนคืนสู่บ้านเกิดและย้อนไปสู่จุดเริ่มต้นของสิ่งที่อยู่ในใจคนทำหนังทุกคน นั่นคือ การเล่าเรื่องที่คุ้นเคยเกี่ยวกับถิ่นฐานอันเป็นบ้านเกิดของตนเอง
Posted by freebird on 23 Dec. 2002,01:45
The Road Homeเปิดเรื่องด้วยภาพข่วดำบนถนนต็มไปด้วยหิมะ สัมผัสได้ถึงฤดูหนาวและความแห้งแล้งของบรรยากาศมีเสียงบรรยายของลั่วหยูเช็ง(ซุนฮองไล) นักธุรกิจหนุ่มที่กำลังเดินทางกลับหมู่บ้านเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของจีน อันเป็นบ้านเกิดของเขา เสียงบรรยายเล่าว่าเขาไม่ได้กลับบ้านมานานแล้ว จนกระทั่งทราบข่าวพ่อเสียชีวิตกระทันหัน เขาจึงกลับมาเพื่อจัดพิธีศพ
                     
เมื่อหยูเช็ง กลับมาบ้านก็พบว่าแม่ (เชาหยูลิง) ยืนยันจะให้จัดพิธีศพแบบโบราณดั้งเดิมตามประเพณีท้องถิ่น ซึ่งในปัจจุบันไม่มีใครทำเช่นนั้นอีกแล้ว โดยแม่จะทอผ้าคลุมโลงศพด้วยตนเอง และให้ลูกและชาวบ้านร่วมกันแบกโลงศพจากโรงพยาบาลกลับมายังหมู่บ้าน เพื่อบอกกล่าวผู้ตายให้รู้ถึงเส้นทางการกลับบ้าน 
                              
ผู้ใหญ่บ้านบอกหยูเช็งให้ช่วยเกลี้ยกล่อมแม่ให้ยอมมีเหตุผลมากกว่านี้ และยกเลิกความคิดจะจัดพิธีแบบดั้งเดิม อย่างน้อยก็ยอมให้ใช้รถขนศพกลับบ้าน แทนที่จะเป็นแรงงานคน แต่แม่ผู้เศร้าโศกไม่ยินยอม เธอยืนยันว่าพิธีศพสมเกียรติเช่นนี้ควรคู่กับชายที่อุทิศตนสอนหนังสือที่หมู่บ้านนี้มากว่า 40 ปี
                                       
ในระหว่างช่วงเวลาที่หยูเช็งเฝ้าดูแม่ทอผ้านั้นเอง เขาก็ได้ทบทวนรำลึกถึงเรื่องราวความรักของพ่อกับแม่  
                                
วันนี้พอแค่นี้นะคะ เพราะต้องทำงานแล้ว โปรดติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้นะคะ
Posted by add on 23 Dec. 2002,15:54
เอาภาพมาประกอบ The road home

   
    บรรยากาศที่หนาวเหน็บและแห้งแล้ง
    
   
      ภาพการเตรียมพิธีศพ
   
Posted by freebird on 24 Dec. 2002,01:44
กลับมาติดตามกันต่อนะคะ สำหรับภาพยนตร์จากฝั่งตะวันออก ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณป้าแอ๊ดที่กรุณาโพสต์รูปประกอบให้ ขอบคุณหลาย ๆ เด้อ rose.gif
           
ตอนนั้นเป็นฤดูใบไม้ร่วงที่ จ้าวตี้ (จางซิยี)แม่ของเขา อายุ 18 ปี อาศัยอยู่กับอยู่กับยายที่ตาบอด ว่ากันว่ายายของเขาตาบดเพราะร้องไห้ในพิธีศพของตา ขณะนี้ ลั่วชางหยู (เจียงโฮ) ครูหนุ่มวัย 20 ปี เพิ่งเดินทางมาจากเมืองเพื่อมาเป็นครูที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน ในขณะที่จ้าวตี้ได้ชื่อว่าเป็นเด็กสาวที่สวยที่สุดของหมู่บ้าน และเธอก็ได้รับเลือกให้เป็นผู้ทอผ้าแดงที่จะใช้เป็นผ้าสิริมงคลพันรอบคานหลังคาของโรงเรียน

นับตั้งแต่วันแรกที่ครูหนุ่มมาถึง เด็กสาวก็ลอบมองเขาไม่วางตา ในเวลาที่ชายหนุ่มทั้งหมู่บ้านมาร่วมกันสร้างโรงเรียน หญิงสาวในหมู่บ้านจะร่วมกันทำอาหารกลางวันมาส่ให้ จ้าวตี้ก็แอบหวังว่าเขาจะทานอาหารที่เธอทำ อีกทั้งเธอยังเลือกที่จะไปตักน้ำที่บ่อน้ำเก่าไม่ค่อยมีคนใช้ แต่มันก็อยู่ใกล้โรงเรียน แล้วความพยายามดึงดูดความสนใจครูคนใหม่ก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อถึงวันที่ครูหนุ่มจะมากินอาหารที่บ้านของเธอ และเขาก็แสดงความสนใจในตัวเธออยู่เช่นกันแต่เหตุการณ์กลับกลาย เมื่อชางหยูถูกเรียกตัวกลับเมืองกะทันหัน เขามีแค่เวลากล่าวอำลาเธอ และให้กิ๊บติดผมเป็นของขวัญเท่านั้น
                    
ช่วงเวลาแห่งการรอคอยนี้เอง จ้าวตี้ก็ไปทำความสะอาดโรงเรียน และซ่อมแซมกระดาษหน้าต่างให้อยู่ในสภาพดี จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านรู้ถึงความรักที่เธอมีต่อครูหนุ่ม และกลายเป็นข่าวไปทั่ว เพราะในยุคสมัยนั้นการแต่งงานด้วยความรักถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะการแต่งงานส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นเรื่องคลุมถุงชน
                                         
ครูหนุ่มจากไปตลอดช่วงเวลาของฤดูหนาว จ้าวตี้เฝ้ารอคอยเขาจนใกล้วันเปิดเทอม เธอจึงออกเดินทางไปตามทางในวันที่อากาศหนาวจัด และก็เป็นลมหมดสติอยู่กลางหิมะ จนมีผู้นำกลับมาส่งบ้าน เธอตื่นขึ้นอีก 2 วันต่อมา และพบว่าชางหยูกลับมาแล้วและยังเฝ้าดูอาการเธออยู่นาน แต่เพราะเขากลับมาโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงต้องถูกลงโทษเมื่อเดินทางกลับเข้าเมืองอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เขาและเธอต้องรอคอยการพบกันอีกนานถึงสองปีเลยทีเดียว

....ในที่สุดเมื่อครูหนุ่มกลับมา เธอยังเฝ้ารออยู่ที่ถนนสายเดิม และทั้งคู่ก็ไม่เคยแยกจากกันอีกเลยนับตั้งแต่นั้น
                             
จบแล้วค่ะเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวจากจีนแผ่นดินใหญ่ พี่ ๆ รู้สึกอย่างไร ก็เขียนเข้าแสดงความคิดเห็นกันบ้างนะคะ แต่ถ้าจะให้ดี นู๋ว่า พี่ ๆ หาหนังมาดูก่อนดีกว่า เพราะในหนังจะเห็นภาพชัดกว่าที่นู๋ขัดลอกเขามาให้อ่าน    
ขอขอบคุณ นิตยสาร สตาร์พิคส์ และ คุณคนตัวเล็ก ที่เป็นผู้เขียนบทวิจารณ์ของหนังเรื่องนี้
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 24 Dec. 2002,03:46
ภาพยนตร์ไทย เรื่องแรก ของ เปี๊ยก  โปสเตอร์
"ชู้" เป็นเรื่องราว ที่สะท้อนกิเลส ตัณหา ของคน ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ใครเคย ชมบ้าง ครับ เล่าแลกกันฟัง
cry2.gif
Posted by add on 24 Dec. 2002,04:16
เอาภาพมาประกอบหนังเรื่อง The Road Home

  

   
   ครูไปกินอาหารที่บ้านจ้าวตี้

   
     จ้าวตี้กับห่อข้าว

   
      นางเอกกับครูหนุ่ม
Posted by add on 26 Dec. 2002,02:08


   นวนิยายเขียนโดย วัฒน์ วรรลยางกูร เมื่อ ปี พ.ศ.2524
   สร้างเป็นภาพยนตร์ กำกับโดย เป็นเอก รัตนเรือง ฉายเมื่อ เดือนธันวาคม ปี 2544

   ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ เป็น แผน
   สิริยากร พุกกะเวส เป็น สะเดา

   เรื่องย่อ

แผน (ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ) หนุ่มบ้านนอกชอบร้องเพลง พ่อแม่พี่น้อง ร้องเพลงกับวง กระเดือกทองคำ อยู่เสมอๆ มันพบ สะเดา (สิริยากร พุกกะเวส) สาวสวยประจำหมู่บ้านครั้งแรก ก็ที่งานวัด แต่กว่าจะได้มาเป็นเมีย อุปสรรคขวากหนามก็มาขวางทางอยู่ หลายอย่างทั้งเสี่ย หนุ่มที่มาจีบ สะเดา ไอ้แผนและเสี่ย ๆ ทั้งหลาย กับ บอดี้การ์ด ของเสี่ย หวิดวางมวยกันหลายครั้ง แถมยังโดน ตาเฉย (ประสิทธิ์ วงษ์รักไทย) พ่อของ สะเดา ก็สุดแสนหวงลูกสาวไม่น้อย แต่สุดท้ายไอ้แผนกันสะเดาก็ได้ตกร่องปล่องชิ้นกันจนได้

สิ่งแทน ใจ และความรู้สึกมากมาย คือ วิทยุทรานซิสเตอร์ เครื่องเล็ก คือ ของขวัญแต่งงานที่ไอ้แผนให้เมียรัก และสิ่งนี้กลายเป็นตัวละครเอกประจำบ้าน ให้ความสุข ทำความรักของมันให้มันหวานชื่นสุดๆ

สะเดา ตั้งท้องได้ 5 เดือน ไอ้แผนก็ได้รับหมายเกณฑ์... ระหว่างเป็นทหาร มันไปประกวดร้องเพลง ผลปรากฏว่าได้รองอันดับหนึ่ง มันตัดสินใจหนีทหารเข้ากรุงไปฝึกเป็นนักร้องอย่างที่มันฝันใฝ่

ฝ่ายไอ้แผน ฝันหวานของมันก็ยังเป็นฝันแม้เป็นได้แค่ "เบ๊" ประจำวง คอยวิ่งซื้อบุหรี่ เสิร์ฟน้ำ กวาดโรงซ้อม คุณสุวัฒน์ (สมเล็ก ศักดิกุล) ผู้จัดการวงบอกมันว่าต้องเริ่มต้นที่อดทนก่อน มันก็เชื่อเขา จน 2 ปีผ่านไป ชีวิตมันก็ยังเหมือนเดิม แต่ ดาว (พรทิพย์ ปาปะนัย) นักร้องสาวที่เข้ากรุงมาพร้อมกันกับมัน กำลังจะมีอัลบั้มและคอนเสิร์ตของตัวเอง มันตัดสินใจจะเจรจาขั้นเด็ดขาด เรื่องอนาคตของมันกับผู้จัดการวง แต่แล้วสิ่งที่มันไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น แล้วมันก็ไปได้งานในไร่อ้อยแถวๆ ภาคตะวันตก มีหัวหน้าสุดโหดบ้าอำนาจชื่อ หยอด (เสมอ แก้วชน)

สะเดา ทนไม่ไหวที่จะรอต่อไป เลยชวนพ่อเข้ากรุงไปตามหาแผน โดยหอบของฝากใส่แกลลอนมาด้วย สองพ่อลูก ตามหาทั่วกรุง ไอ้แผนอยู่ที่ไร่อ้อยมีเพื่อนชื่อ ไอ้เสี่ยว (อำพล รัตน์วงศ)์ ดันไปมีเรื่องกับ หยอด จนเกิด มีเรื่องราว ชกต่อย ไอ้แผนเข้าไปช่วยไอ้เสี่ยว ไอ้แผนตกงานอีกครั้ง แผนกับเสี่ยว มุ่งหน้าเข้ากรุง นอนข้างถนน คุ้ยของกินในขยะ อย่างหมาขี้เรื้อนเราดีๆ นี่เอง

แล้วชีวิตมันก็ถึงจุดล่มสลาย ต้องไปอยู่ในคุก และเป็นครั้งแรกที่มันไม่ต้องวิ่ง ได้พัก ได้คิด และเริ่มคิดถึงชีวิตเรียบง่ายริมคลองร่มรื่น ชีวิตที่วิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องเล็กๆ เครื่องเดียวก็ให้ความสุขได้เหลือเฟือ และที่มันคิดถึงมากที่สุดก็คือ สะเดา และลูกของมันที่มันยังไม่เคยเห็นหน้าแม้สักครั้งเดียว

     

   เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2545 ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง ดังต่อไปนี้

   1. รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
   2. รางวัลดารานำแสดงหญิงยอดเนี่ยม
   3. รางวัลดารานำแสดงชายยอดเยี่ยม
   4. รางวัลตัดต่อยอดเยี่ยม
   5. รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

   ก่อนหน้านี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รางวัลต่างๆมาแล้วมากมาย เช่น

    รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ 2544

    รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
    รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม
    รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
         ฯลฯ

    ชนะรางวัล "Tradewinds Award" จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติซีแอตเติ้ล ครั้งที่ 28 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม- 16 มิถุนายน 2545

    ได้ฉายโชว์ ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ฝรั่งเศส และได้รับความสนใจจากประเทศต่าง ๆ ในการซื้อลิขสิทธ์ เป็นต้น


< http://dam.netfirms.com/6festival_th.htm >
< http://www.thaicinemix.com/news/011.asp >  
< http://entertainment.mweb.co.th/Movie/767.html >
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 26 Dec. 2002,02:43
ฅนไทย หนังไทย ช่วยกัน ครับ เพื่อ กำลังใจ และผลงานดีดี ครับ
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 28 Dec. 2002,05:46
The way home
เป็นภาพยนตร์ที่ผม มาเชิญชวน ไปชมกันครับ
สะท้อน เรื่องราว ท่บ้านเราเมืองเรา กำลัง เสื่อมสูญหายไปแล้วเช่นกัน
อย่าลืมพา ลูก ๆ หลาน ๆ ไปชม
ชมจบแล้ว ใครมีญาติผู้ใหญ่ อยู่ต่างจังหวัด รีบจองตั๋ว แล้ว พากันไปเยี่ยมนะครับ
thumbsup.gif  winkthumb.gif  bowsdown.gif
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 28 Dec. 2002,18:25
The way home หนังเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่
ภาพสะท้อน ความโหยหารากหญ้าของเกาหลี
เมืองไทย เรานี้นั้นวิกฤติยิ่งกว่า
เพราะเมื่อออกจากโรงภาพยนตร์ หลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้
เสียงวิพากษ์ จาก คนหนุ่มทำงานเทคโนดลยี่ ที่มาเตรียมงาน ในห้างที่โรงภาพยนตร์เรื่งนี้ฉาย ย่านบางกะปิ เป็นคำถาม ที่ได้ยินแล้ว งุนงง
"ยายแกขึ้นไปอยู่ทำไมบนเขานั่น"
ทั้งที่เมืองไทย คนเฒ่าคนแก่ที่ลูกหลานทอดทิ้ง มีมากกว่า และน่าสงสารกว่าด้วยซ้ำไป
เฟรนไชด์ เมืองนอก ก็ระบาดหนัก จนเด็กไทย มีพฤติกรรมไม่แตกต่างจาก เด็กเกาหลีในภาพยนตร์ไม่เท่าไหร่แล้ว
เมืองไทย กำลังวิกฤติวัฒนธรรม ครับ ตอนนี้
bowsdown.gif
Posted by nava on 29 Dec. 2002,15:19
รอบที่ผมไปชม THE WAY HOME หรือคุณยาย!ผมดีที่สุดในโลก
มีผู้ชมอยู่ราว 20-30 คน มีเสียงคนสะอื้นหลายเสียงในตอนท้าย
ผมเองต้องซ่อนคราบน้ำตาให้มิดชิดก่อนออกจากโรง
  หนังทำให้เราอดทบทวนถึงคุณย่า-คุณยายไม่ได้ ในตอนเราเป็นเด็ก
ใครหนออุ้มเราไปกวาดยาจนทั้งปากเป็นสีม่วง ยามเราป่วย
ใครหนอพาเราไปเขียนเสือที่แก้มตอนเป็นคางทูม
ใครหนอที่อดออมให้เรามีตังไปโรงเรียน
ใครหนอเคยให้นมเราทั้งที่ไม่มีน้ำนม
  ผมมาจากครอบครัวหย่าร้างอยู่กับย่ามาตั้งแต่แบเบาะ
เท่าที่จำความได้ยังไม่เคยชดเชยอะไรให้ท่านชื่นใจเลย
ครั้นโตพอจะรู้ถูกผิด ท่านก็สมองเลอะเลือนจากเส้นโลหิตฝอยในสมองแตก
เป็นอุทาหรณ์สอนเราว่า "อย่ารีรอที่จะทำคุณตอบแทนผู้ใหญ่
เพราะเราแทบไม่มีโอกาสรู้ว่าวันข้างหน้าจะเปลี่ยนไปเช่นไร"
             ขอบคุณ the way home
                               cry2.gif
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 29 Dec. 2002,16:25
ดีใจ ครับ ที่ ยังมีคน แวะไปให้กำลังใจ หนังดีดีบ้าง รอบที่ผมไปดูก็มีคนแค่ ราว ๆ 20 คนเช่นกัน ครับ แต่ เรื่องอื่น เกือบ 100 ครับ แหมม น่าเสียดายจริง ๆ
love.gif  rose.gif
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 11 Jan. 2003,18:58
หนังดีดี ช่วงนี้ ทะยอย เข้า อีกมาก ครับ
หนังไทยดีดี มีอีกมาก
ไปเป็นกำลังใจ กันนะครับ
ผม มักจะไปดู แล้ว เทียบเคียงกับสถานการณ์สังคม ในช่วงนั้น  ๆ เสมอเลย ครับ
อย่าง มาธิลดา
เมื่อราว ๆ 5-6 ปีก่อน  จำกันได้มั้ยครับ
จำได้มาแลกเปลี่ยนกัน
toy45.gif
Posted by nava on 12 Jan. 2003,05:10
blush.gif
  ขออภัยเพื่อนสมาชิกอย่างแรง! เนื่องจากผมติดภารกิจชีวิตในช่วง
ที่ผ่านมา บ้ดนี้เริ่มคลี่คลายคงจะได้มีโอกาสมาแลกทรรศนะได้มากขึ้น
  เรื่อง มาธิลดา เป็นอย่างไรช่วยขานไข? เผื่ออาการเลอะเลือนจะดีขึ้น
  ใครไปชมงาน BANGKOK FILM FESTIVAL มาแล้ว ช่วยถ่ายทอด
บรรยากาศให้ฟังบ้างนะครับ?  คนจันทร์จักได้รับรสบ้าง
                                    again.gif
Posted by add on 12 Jan. 2003,05:34
โอโฮ  อายุยืนจัง

       วันนี้กำลังบ่นถึงคุณนาวาอยู่  เห็นหายเงียบไปเลย

       มาทิลด้า  ชื่อเหมือนหนังเด็กซึ่งมีกระแสจิตพิเศษ ที่เคยดูใน Hallmark  เลย  เรื่องนี้เด็กจะเข้าโรงเรียนที่มีครูใหญ่โหดๆ ชอบทรมานเด็ก  แต่มีครูคนหนึ่งใจดีคอยดูแลเอาใจใส่มาทิลด้า  ตอนหลังมาทิลด้าค้นพบว่าตนเองมีกระแสจิตพิเศษ ทำให้สิ่งของลอยได้  เธอจึงกล้าไปราวีกับครูใหญ่ใจร้าย  

      เรื่องเหมือนกันหรือเปล่า  ใครรู้ช่วยบอกด้วยจ้ะ
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 12 Jan. 2003,07:02
เรื่องเดียวกันครับ
ผมว่ามุมมองอีกมุม อยู่ที่ห้องสมุด ด้วย ครับ
มาธิลด้า เป็นเด็กรักการอ่าน ครับ

love.gif
Posted by freebird on 22 Jan. 2003,02:00
วันนี้ไม่ได้มาคุยเรืองหนังนะจ๊ะ แต่มารายงานผลการประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 60 แต่ฟรีเบริ์ดจะรายงานเฉพาะรางวัลในสาขาที่สำคัญเท่านั้นนะคะ

สาขาภาพยนตร์ดราม่ามี 3 สาขาย่อยคือ

1. ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม คือ The Hours
2. นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม คือ นิโคล คิดแมน จากภาพยนตร์เรื่อง The Hours
3. นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม คือ แจ็ค นิโคลสัน จากภาพยนตร์เรื่อง
About Schmidt

สาขาภาพยนตร์เพลงหรือตลก มี 3 สาขาย่อย คือ

1. ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม คือ Chicago
2. นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม คือ เรเน่ เซลวีเกอร์ จาก ภาพยนตร์เรื่อง Chicago
3.นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม คือ ริชาร์ด เกียร์ จากภาพยนตร์เรื่อง Chicago

รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม คือ มาร์ติน สกอร์เซสซี่ จากภาพยนตร์เรื่อง Gangs of New York

นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม คือ เมอรีล สตรีพ จากภาพยนตร์เรื่อง Adaptation
นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม คือ คริส คูเปอร์ จากภาพยนตร์เรื่อง Adaptation เช่นเดียวกัน
บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม คือ อเล็กซานเดอร์ เพย์น จากภาพยนตร์เรื่อง About Schmidt
เพลงประกอบยอดเยี่ยม คือ The Hands that Built America ของ ยูทูจาก Gangs of New York
ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม จาก ภาพยนตร์เรื่อง Frida
ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม คือ เรื่อง Talk to Her จาก สเปน
ขอจบรายงานข่าวแต่เพียงเท่านี้นะจ๊ะ
สนับสนุนข้อมูล นสพ. ข่าวสด
Posted by nava on 01 Feb. 2003,00:51
คุณ freebird อยากดูหนังเรื่องอะไรเป็นที่สุดครับ?
    คืนก่อนผมไปดู "the ring"ที่เสรีฯ รอบ 3 ทุ่มมีผู้ชมทั้งสิ้น 4 ท่าน
 ต้องคอยเหลียวหลังเป็นระยะ เพราะหนังค่อนข้างสยองขวัญ
 ผู้ประพันธ์วางโครงเรื่องได้ลึกลับ ชวนติดตาม โดยเฉพาะตอนจบ
 เขย่าขวัญผู้ชมมาก
 อดคิดไม่ได้ อะไรที่ทำให้ผู้ประพันธ์แต่งเรื่องได้เช่นนี้
                   "จินตนาการหรือปมในใจ"
Posted by nava on 01 Feb. 2003,00:57
แท้ที่จริงในภาพยนต์เรื่อง "HERO"
   ใครคือฮีโร่ จอมดาบนิรนาม,หิมะเหิร,.....หรือจิ๋นซี?
   ผู้ใดไปชมมาแล้ว โปรดชี้แนะๆ
Posted by freebird on 03 Feb. 2003,01:05
ตอบคุณนาวานะคะ  หนังที่อยากดูตอนนี้  คือ เรื่อง Gangs of New york  ค่ะ  เพราะนักแสดงคนโปรดยอมมาแสดงเสียทีหลังจากหยุดไปนาน  เดย์เนียล  เด ลูวอิส  นะค่ะ  ส่วนเหตุผลอื่นไม่มีค่ะ  เรื่อง Hero ไปดูมาแล้วค่ะ  สำหรับฟรีเบริ์ดหนังสนุกมาก  ถึงฉากต่อสู้บางฉากจะดูโอเวอร์ไปหน่อยแต่รับได้ค่ะ  ชอบการใช้สีแทนความหมายบางอย่าง ( เรื่องความหมายของสี เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาอธิบายให้ฟัง )  เนื้อหาของหนังทีแรกอาจจะดูแล้วมึน ๆ นิดหน่อย สำหรับคนที่ไม่ชอบดูหนังประเภทเล่าย้อนไปย้อนมา  แต่ถ้าดูไปเรื่อยก็จะสนุกเองเพราะเนื้อหาจะเข้มข้นขึ้น  เดี๋ยวพรุ่งนี้มาเล่าต่อนะจ๊ะเพราะต้องไปทำงานแล้ว
Posted by freebird on 04 Feb. 2003,00:58
มาเล่าต่อจากเมื่อวานนะคะ
เนื้อหาใน HERO เกิดขึ้นในยุคสงครามระหว่างรัฐ(ระหว่างปี475 - 221 ก่อนคริสตกาล) ที่ประเทศจีนถูกแบ่งออกเป็น 7 รัฐ คือ ฉิน,เฉ่า,ฉั่น,เว่ย,หยาน,ชู และ ฉี
การแก่งแย่งอำนาจผู้นำแคว้นหรือแห่งรัฐต่าง ๆ นำมาซึ่งความทุกเข็ญของประชาราษฏร์

ในรัฐทั้ง 7 รัฐ ฉินเข้มแข็งที่สุด มี ฉินอ๋องเจิ้ง (เฉิน ต้า หมิง)คุมอำนาจโดยมีกลุ่ม " นักฆ่า " ที่หมายมั่นปั้นมือจะสังหารเจ้ารัฐฉิน
หนังอาศัยการเล่าเรื่องแบบเดียวกับ "ราโชมอน" ของ อาคิระ คุโรซาวาและ "จิ้งจอกภูเขาหิมะ" ของกิมย้ง กล่าวคือถ่ายทอดเรื่องราวเดียวกันถึง 3 ครั้ง ผ่านมุมมองที่แตกต่าเพื่อให้ผู้ชมได้คิดและจินตนาการตามว่าเรื่องที่เกิดขึ้น ใครถ่ายทอดความจริง ใครใส่ไคร้ความเท็จหลังจากผู้ถูกขนานนามว่า นรินาม( หลี เหลียน เจี๋ย ) เล่าเรื่องการสังหาร จอมยุทธ์เวหา( ดอนนี่ เยน ) จอมยุทธหิมะเหิน( จาง ม่าน อวี้ ) จอมยุทธ์กระบี่หัก( เหลียง เฉา เหว่ย ) 3 นักฆ่าที่เคยบุกเข้ามาสังหารฉินอ๋องเจิ้ง

สิ่งที่"นิรนาม"เล่าครั้งแรก นักฆ่าทั้งสามคน มีภาพลักษณ์ติดลบ ทั้งหมดมีจิดใจเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ยึดถืออารมณ์เป็นใหญ่ หวาดระแวงรวมถึงการลอบทำร้ายกันเอง แต่เรื่องที่เล่ามาถูกฉินอ๋องเจิ้งคาดเดา(ในใจ) ว่าเป็นเรื่อง"โกหก" ที่ถูกปั้นแต่งขึ้น บนสมมติฐาน"ความน่าจะเป็น" ช่วงนี้หนังจะสื่อให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของนักฆ่าทั้ง 3 คน ที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญ เสียสละ และอุดมการณ์ในจิตใจที่สูงส่ง

ก่อนที่"นรินาม" จะเปิดเผยมุมมองที่เป็น"ข้อเท็จจริง" นักฆ่าแต่ละคนมี อุดมการณ์(ปรัชญา) ที่ต่างกันภายในจิตใจ นี่คือประเด็นสำคัญที่หนังต้องการสื่อ
Posted by freebird on 04 Feb. 2003,02:02
"นิรนาม" ผูกโยงเรื่องก็เพื่อต้องการสังหารฉินอ๋องเจิ้ง ส่วน"หิมะเหิน" มุ่งมั่นที่จะล้างแค้นแทนบิดา กระบี่หักไม่ต้องการให้ความโกรธแค้นย่ำยีความสงบสุขของประชาชนชาวจีน ขณะที่ ฉินอ๋องเจิ้งยืนอยู่บนความลำบากใจ ต้งยอมทำตามกฏหมายด้วยการสั่งฆ่านิรนาม แม้จะรู้สึกเจ็บปวดอย่างที่สุด

นี่คือลักษณะเด่นของวิธีการเล่าเรื่องอันแยบคาย มีการโน้มน้าวเพื่อเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดของผู้ชมชนิดหักมุม

ลักษณะเด่นอีกอย่างก็คือ บรรยากาศและอารมณ์โดยรวมของหนังที่ถูกเติมสีสันจนมีกลิ่นอายความเป็นฟนตาซี แตกต่างจากหนังจีนกำลังภายในโดยทั่วไป

การนำสีมาสื่อความหมายทำให้นึกถึง "ปรัชญาจีน" ที่เชื่อว่าธรรมชาติทั้งมวลประกอบด้วยธาตุทั้ง 5 คือ ธาตุไม้,ธาตุไฟ,ธาตุดิน,ธาตุโลหะและธาตุน้ำ
ธาตุทั้งหมดเป็นทางนำไปสู่ "หยาง" และ "หยิน"

ธาตุทั้ง 5 แต่ละธาตุมีส่วนประกอบที่สัมพันธ์กับการตีความเรื่องสีที่ใช้ในหนัง แต่ละสีที่ถูกใส่เข้าไปมีความหมายให้เห็นความแตกต่าง ระหว่างมุมมองของตัวละคร เพื่อให้คนดูติดตามได้ง่ายขึ้น ขระเดียวกันยังทำให้หนังเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของวัฒนธรรมแห่งจีน

"สีดำ" สื่อถึงธาตุโลหะ หมายถึงคนใจคอสงบเป็นตัวแทนของฉินอ๋องเจิ้งและนิรนาม วังรัฐฉินและท้องพระโรงถูกทาบทาด้วยสีดำทะมึน ชุดดำของขุนนางนับหมื่น ชุดเกราะเหล็กสีดำที่กองทัพและฉินอ๋องเจิ้งใส่โทนสีของฉากเหล่านี้จะออกโทนดำมืด เมื่อเราเห็นการเผชิญหน้าของนิรนามและฉินอ๋องเจิ้ง นั่นคือการต่อสู้ทางจิตใจระหว่างคนที่เคร่งขรึม สำรวมและใจคอสงบสองคน
"สีแดง" สื่อถึงธาตุไฟ แสดงสภาวะจิตใจของนิรนามที่พลุ่งพล่านและร้อนแรง ขณะกำลังเล่าเหตุการณ์ที่แต่งขึ้นจากความคิดของตัวเองต่อหน้าฉินอ๋องเจิ้ง
"สีเหลือง" สื่อถึงธาตุดิน เป็นสีแทนตัวหิมะเหินที่จิตใจของเธอเยือกเย็นพอที่จะแทงคนรักของตัวเองได้ ฉากต่อสู้ระหว่างเธอกับสาวใช้ จันทรา (จางซิยี่) ท่ามกลางต้นไม้ใบสีเลืองเป็นแนวยาวสุดลูกหูลูกตา เป็นฉากแสดงภาวะจิตใจของเธอได้งดงามยิ่ง
"สีน้ำเงิน" สื่อถึงธาตุน้ำ เป็นสีที่สื่อถึงจิตใจของกระบี่หักในสายตาของฉินอ๋องเจิ้ง ธาตุนี้ไม่อยู่เป็นที่ ชอบเคลื่อนย้าย กระบี่หักเป็นจอมยุทธ์เร่ร่อน แต่สิ่งที่เขาต้องการที่สุดก็คือการได้ไปบ้านของคนที่รัก
"สีเขียว" สื่อถึงธาตุไม้ หนังถูกนำมาใช้สื่อในฉากความร่วมมือกันของกระบี่หัก - หิมะเหิน ไม่ว่าจะเป็นการพบรักระหว่างการต่อสู้กลางน้ำตกและฉากที่ร่วมมือกันบุกฆ่าฉินอ๋องเจิ้ง รวมไปถึงฉากที่จอมยุทธ์เวหา ซึ่งสวมชุดสีเขียวในฉากที่ใช้จิตใจต่อสู้กับนิรนาม ธาตุนี้มักจะเจออุปสรรคทั้ง เวหา กระบีหัก-หิมะเหิน ต่างเคยล้มเหลวมาแล้วในการลอบสังหารฉินอ๋องเจิ้ง
"สีขาว" แม้จะไม่ปรากฏอยู่ในธาตุทั้ง 5 ตามปรัชญาจีน แต่อีกนัยหนึ่งก็สื่อถึง "การวางเฉย" ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ที่ได้ชื่อว่า "วีรบุรุษ" ทุกคนต้องมี ดังคำกล่าวของฉินอ๋องเจิ้งที่วิเคราะห์อักษรคำว่า "กระบี่" (ที่กระบี่หักเขียนไว้) ออกมาได้ว่า "มือกระบี่ที่แท้จริง คือคนที่ไม่มีทั้งกระบี่ในมือและกระบี่ในใจ"

สนุกมั้ยคะ คุณนาวากับการนั่งอ่านเรื่อง "โทนสี" ในหนังแล้วตีความตาม สำหรับฟรีเบริ์ดสนุกมาก เศร้ามากด้วย
นี่ยังไม่รวมถึงฉากต่อสู้ที่มีมิติ ลีลาวิจิตร เฉกเช่นการตวัดพู่กันเขียนอักษรจีนที่เส้นสายสัดส่วนสมดุลกันอย่างงดงาม โดยเฉพาะการใช้เสียงอุปรากรจีนประกอบฉากต่อสู้ ในฉากที่สื่อถึงการต่อสู้ในจิตใจของตัวละคร สามารถสร้างมิติที่แตกต่างได้อย่างดี
นักแสดงทุกคนเล่นได้ดีทีเดียวค่ะ ข้อเขียนข้างบนฟรีเบิร์ดคัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 2 ก.พ. 2546 ค่ะ อ่านแล้วคุณนาวา ว่าใครน่าจะเป็น วีรบุรุษคะ ?
Posted by นกกะปูด on 06 Feb. 2003,18:59
ขอคั่นจังหวะหน่อยนะคะน้องฟรีเบิร์ด เผอิญเมื่อวานได้ดูหนังเรื่อง Minority Report ก็เลยเอาเกร็ดความรู้มาฝากค่ะ คอหนังฝรั่งที่ชอบดูหนังประเภทอาชญากรรม สืบสวนสอบสวน เวลาที่ตำรวจจับผู้ร้ายคงต้องคุ้นเคยกับประโยคเหล่านี้แหง๋ๆ เลย

1. คุณมีสิทธิที่จะไม่ให้การ
2. คำให้การของคุณจะถูกนำไปใช้ยันคุณในศาลได้
3. คุณมีสิทธิที่จะพูดคุยกับทนายความและมีสิทธิในการมีทนายความ
4. ถ้าคุณไม่สามารถจ่ายค้าจ้างทนายความได้
ก่อนถามคำให้การ ถ้าคุณต้องการทนายความ เราจะจัดหาทนายความให้

ประโยคที่ตำรวจในหนังฝรั่งมักจะพูดกันเวลาจับผู้ร้ายข้างบนเนี่ย เขาใช้ปฏิบัติกันในการจับผู้ต้องหาจริงๆ ด้วยค่ะ เรียกว่า Miranda Rule หรือหลักมิแรนด้า < [1] > มันมีที่มายืดยาวจากรัฐธรรมนูญของอเมริกา เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาและควบคุมอำนาจของตำรวจ... ในอเมริกาหลักมิแรนด้า นี้เขาใช้กันเคร่งครัดมาก ประมาณว่าถ้าตำรวจไม่แจ้งสิทธิทั้ง 4 ข้อนี้ คำให้การหรือพยานหลักฐานใดๆ ที่ได้มา จะใช้ยันผู้ต้องหาในชั้นศาลไม่ได้เลย..

ประเทศไทยกำลังพัฒนาหลักนี้มาใช้ค่ะ อีกหน่อยเราคงได้ยินหลักมิแรนด้าในหนังไทยกัน (รวมทั้งในชีวิตจริงด้วย) เฮ้อ.. แต่มันก็ยาวจังแฮะ กว่าตำรวจจะพูดจบ ก็โดนผู้ร้ายยิงตายพอดี.. เหอๆๆ

____
(1) Miranda v. Arizona, 384 U.S. 436 (1966).
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 07 Feb. 2003,02:03
ภาพยนตร์เรื่อง SHALLOW HAL ที่ผมเพิ่ง เช่ามาดู
ที่ดูแล้ว กำลังสะท้อนใจ ถึงเรื่องราวของผู้คนทุกวันนี้
ที่มองและตัดสินคนจากภายนอก
ไม่ได้มองเข้าไปถึงข้างใน
ที่บางคนอาจดูอัปลักษณ์ภายนอก แต่งดงามภายใน
บางคนงดงามภายนอก และภายในกลับอัปลักษณ์
ภาพยนตร์เรื่องนี้ สะท้อนและเสียดสีสังคมได้อย่างแหลมคม

....
เทียบเคียงกับ หลักศาสนา(พุทธ)
พุทธองค์ทรงเคย ตรัสไว้เมื่อสมัยพุทธกาลว่า
คฤหัสถ์ จะหลงในสมณะด้วยเหตุต่าง ๆ คือ

ด้วยเพราะสมณะนี้ กล่าวหลักธรรมด้วยวาจาไพเราะ (ปากหวาน ประจบคฤหัสถ์)
ด้วยเพราะสมณะนี้แลดูเคร่งในหลักธรรม
ด้วยเพราะสมณะนี้แต่งด้วยจีวรอันเก่าคร่ำคร่า
ด้วยเพราะสมณะนี้รูปกายภายนอกดูงดงาม
.......


นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่มองเห็นเพียงภายนอก เราน่าจะสนใจสิ่งที่อยู่ภายในกันมากกว่าครับ
bowsdown.gif  bowsdown.gif  bowsdown.gif
Posted by nava on 08 Feb. 2003,07:24
คุณfreebird ท่าจะติดคอลัม"คนหลงวิก"เหมือนกับผม
เท่าที่ติดตามหนังของ"จางอี้โหมว"มา ๒ เรื่อง พบว่านอกจากเน้นใช้
สีในการสื่อความหมายแล้ว พบว่า"ผ้าแพรพรรณ"ก็เป็นอีกสื่อที่จางฯ
ถนัด ในเรื่องแรกๆของเขาที่นำ"กงลี่"มาแสดง ก็ใช้ฉากของโรงย้อมผ้า
ดำเนินเรื่อง ตอนนางเอกนำผ้าออกตากกับราวไม้ไผ่สูง
  ชายผ้ายาวที่ทิ้งตัว แลยามต้องลมพริ้วไหว งดงาม...งดงามมาก
Posted by nava on 08 Feb. 2003,07:35
ท่านผู้พิพากษา น่าจะคุยเรื่องกฎหมายกับท่านผู้อาวุโสที่"ร่มทองหลาง"
ได้อย่างออกรส เพราะทางนั้นก็กำลังค้นคว้าอยู่เช่นกัน
ถ้าพูดถึงหนังแนวต่อสู้ทางศาล ผมนึกถึง "A Few Good Men"ที่
ทอม ครูส กับ เดมี่ มัวร์ แสดง
ถ้าให้สดใหม่หน่อยก็ "Erin Brockovich" ที่เจ๊จู...เลีย โรเบิร์ตแสดง
คุณนกกระปูด คงได้ชมแล้ว คิดว่าน่าจะมีแง่มุมทางกฎหมายดีๆ ให้เป็นอุทาหรณ์บ้างไหม..ครับ?
Posted by nava on 08 Feb. 2003,08:04
ฤาสังคมเราทุกวันนี้เป็นสังคม"เปลือก"?
มีหนังอนิเมชั่นเรื่อง"Sherk" ที่เสียดสีเรื่องนี้ได้ไม่เลวเช่นกัน
จับเอาเจ้าหญิงแสนสวยมาคลายคำสาป แล้วถอดรูปเป็น"อสูร"เฉยเลย
ให้นึกถึงการ์ตูนอีกเรื่อง"BEAUTY AND THE BEAST" ก็สอนเด็กๆ
ของเรา ได้อย่างอ่อนโยน
เอ...แล้วเยาวชนของเราจะ GET..ไหมหนา? ท่านอิสรชน
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 08 Feb. 2003,11:02
อย่าว่าแต่เยาวชน เลยครับ
ผู้ใหญ่ ในสังคมนี้ ก็ยังมองกันเพียงเปลือก ๆ ก็มากครับ
บางครั้งก็หลงไอ้เพียงเปลือก ๆ นี่ล่ะ
แก้ยากครับ หาก คนยังติดเปลือกภายนอกอยู่
ก้เหมือนกับ วรรณคดีเรื่องสังข์ทองล่ะครับ
เราน่ะเตือนกันมานานแล้ว ครับ ว่าให้มองคนที่จิตใจ แต่เราไม่ได้ฉุกคิดกันเองต่างหากครับ
ไม่ต้องพึ่งหนังจากเมืองนอกหรอครับผม

bowsdown.gif  love.gif  bowsdown.gif
Posted by nava on 09 Feb. 2003,04:34
จริงด้วยครับ...วรรณคดีไทยเราก็มีของดีอยู่มากไม่ใช่น้อย
  หากแต่รู้จักประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย และความต้องการของเด็ก
  เอาเด็กเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ เด็กจักได้ซึมซับอย่างกลมกลืน
  เพลง จ๊ะ..จิงๆ ของภาพยนต์อนิเมชั่นเรื่อง"สุดสาคร"
  จึงเป็นที่ติดปากของวัยซนทั้งหลาย
Posted by นกกะปูด on 09 Feb. 2003,09:11
โอ.. ข้าน้อยยังไม่ได้เป็นผู้พิพากษาค่ะ คุณนาวา blush.gif และก็ไม่ค่อยได้ดูหนังด้วยค่ะ ไม่ทราบว่าจะคุยกับท่านอาวุโสที่ร่มทองหลางได้อ่ะป่าว bawling.gif .. นกชอบหนังฝรั่งสไตล์โหดๆ ฆาตกรรม สืบสวนสอบสวนค่ะ ยิ่งหนังที่เกี่ยวกับแนววิทยาศาสตร์ หรือพวกที่เกี่ยวกับการผ่าตัด, การแพทย์ จะชอบมากเป็นพิเศษค่ะ(แต่ไม่ค่อยได้ดู อิอิ) เช่นเรื่อง "Coma" เคยดูมาเมื่อสิบกว่าปีก่อน ป่านนี้ก็ยังจำได้ค่ะ.. ยังไงๆ คุณนาวาช่วยแนะนำด้วยนะคะ ic-12.gif
Posted by add on 10 Feb. 2003,07:55
หนังเรื่อง โคม่า น้าแอ๊ดชอบค่ะ ดูตอนที่หนังกำลังฮิตรอบนึง แล้วก็มาดูตอนหลังนี้อีก เพราะอยากจะรื้อฟื้นความรู้สึกว่าทำไมจึงชอบหนังเรื่องนี้

     หนังเรื่องนี้เป็นหนังปี 1978 เป็นหนังที่สร้างมาจากนวนิยายขายดีของ Robin Cook แสดงนำโดย Geneviève Bujold และ Michael Douglas เป็นเรื่องที่คนชอบเข้าโรงพยาบาลดูแล้วจะไม่ค่อยกล้าเข้า เพราะถ้าคุณเข้าไปทั้งๆที่คุณไม่ได้เป็นอะไรมาก คุณอาจจะกลายเป็นคนไข้โคม่า แล้วเขาจะตัวของคุณไปเก็บไว้ในห้อง แล้วตัดอวัยวะภายในของคุณส่งไปขายตามประเทศต่างๆ ผู้หญิงคนหนึ่งสงสัยเรื่องนี้ จึงติดตามสืบหาจนเจอความจริง แต่เธอก็แทบเอาชีวิตไม่รอด

     
Posted by นกกะปูด on 10 Feb. 2003,08:28
น้าแอ๊ดชอบแนวนี้เหมือนกันเหรอคะ ตั้งแต่นู๋ดูหนังเรื่องนี้ก็ทำให้เข้าใจคำว่า "โคม่า" ค่ะ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นอาการของสมองตายค่ะ ทางการแพทย์เขาว่าพวกโคม่าเป็นคนที่ตายแล้ว การถ่ายอวัยวะจึงน่าจะเป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลในทางการแพทย์ซึ่งยังขัดแย้งกันในแง่กฎหมายและศีลธรรม แต่ในหนังดันเอาเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง คนไข้ที่ไม่ได้มีอาการโคม่า จึงต้องกลายเป็นโคม่ากันหมด ก็ถือว่าหนังเรื่องนี้ให้แง่คิดหลายด้านค่ะ
Posted by nava on 11 Feb. 2003,06:02
แป๊ะ..แป๊ะ ขอปรบมือดังๆให้กับ"ตู้หนังสือ..ออนไลน์"อย่างพี่แอ๊ด
 แป๊ะ..แป๊ะ  เสียงดังไม่แพ้กันสำหรับ"ประมวลกฏหมาย..แกมบันเทิง"
 ของคุณปูด
 ไม่เสียที"คนธรรมดา"
 เอาอีก...เอาอีก  
 อ้อ!ผมใช้"ตัวยิ้ม"ไม่ได้...ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด?ใครพอทราบ..โปรดแนะนำ
Posted by KiLiN on 11 Feb. 2003,07:30
คุณนาวาก่อนจะโพสต์ข้อความ
เหนือปุ่มที่จะกดโพสต์ มีช่องให้ติ๊กหน้าคำว่า คุณต้องการใช้ตัวยิ้มด้วยหรือไม่? ตรงนี้ต้องติ๊กถูกครับ ไม่ทราบได้ติ๊กมั้ย ลองสังเกตดู

กับอีกแห่งให้ไปที่ => ประวัติ+ข้อมูลส่วนตัว (อยู่ใต้อักษรวิ่ง) =>แล้วคลิก เงื่อนไขเพิ่มเติม =>ในนี้ ให้หาคำว่า คุณต้องการดูรูปภาพที่มีการโพสต์ด้วยหรือไม่ เช่น ตัวยิ้ม รูปภาพที่มีการโพสต์ไว้? ให้เลือกใช่

ก็เป็นอันใช้ได้แน่นอนครับ
ถ้ายังทำไม่ถูก โปรดบอกอีกทีครับ  wavey.gif
Posted by nava on 13 Feb. 2003,08:01
ขอบคุณในความเมตตาของ ท่านผู้อาวุโส แต่เมื่อทันทีที่ผม"คลิ๊ก"
ตัวยิ้ม ทุกอย่างที่เคยเคลื่อนไหวก็พลันหยุดชะงัก เหมือนใครมากดปุ่ม
pause เสียทุกครา ซ้ำยังไม่ยอมแสดง"ตัวยิ้ม"เช่นเดิม
  ทั้งๆที่ก็เข้าไป"ติ๊กถูก"ที่ คุณต้องการใช้ตัวยิ้มหรือไม่?
  แต่จะพยายามไปเรื่อยๆครับ...ขอบคุณๆ wavey.gif
Posted by nava on 13 Feb. 2003,08:46
กุมภาพันธ์...หนัง(ป็อบ)อาร์ต
มีโอกาสร่วมชม"กุมภาพันธ์"ในรอบสื่อมวลชน(11ก.พ.) ที่เมเจอร์รัชโยธิน ผู้คนในแวดวงสื่อบันเทิงคับคั่ง
ดารามากหลาย แต่งตัวพิลึกกึกกือมากมาย ทำเอาบ้านนอกเข้ากรุงอย่างฉันตาลาย ด้วยสายเดี่ยว เสื้อหนัง ผ้าโพกหัว หมวกหลากสี
    หนังพูดถึงคนซึ่งกำลังหมดอาลัยในชีวิต สิ้นศรัทธาในความรักต้องการแสวงหาทางออกใหม่ให้ตัวเอง
    แต่ถูกพรหมลิขิตชักนำให้คนทั้งสองต้องมาเจอกัน ภายใต้เงื่อนไขที่นางเอก"แก้วตา"จดจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้ และกำลังจะตายในเดือนกุมภาพันธ์
(พล็อตเรื่องชักคุ้นๆ..แฮะ) ส่วนพระเอก"จี"ถูกมาเฟียจีนกดดันให้ทำงานผิดกฎหมาย
     แล้วความใสซื่อ ของเธอก็เอาชนะหัวใจกระด้างของเขาได้
     ในช่วงดื่มด่ำกับความสุข พลันเธอก็มาป่วยหนัก ต้องใช้เงินผ่าตัดจำนวนมาก เขาตัดสินใจรับงานใต้ดินอีกครั้ง แต่คราวนี้มีคำสั่งเก็บ"จี"มาด้วย
     แก้วตาฟื้นขึ้นหลังจากหลับไป 2 เดือน เธอจำเรื่องราวเกี่ยวกับ
"จี"ไม่ได้เลย
     ในการวางพล็อตและบทสนทนาตอนท้ายเรื่อง ต้องยกเครดิตให้
คุณยุทธเลิศ ผู้เขียนบทและกำกับว่าทำได้ลึกซึ้งกินใจ
     ภาษาหนังทำออกมาได้สวยงาม..ลงตัวทั้ง แสง/เงา,ฉาก,เครื่องแต่งกาย
องค์ประกอบภาพ,ดนตรีประกอบและการแสดงของนักแสดง ที่สอดรับกลมกลืน
     หากใครที่ยังไม่เลี่ยนกับ"พล็อตเรื่อง..ความจำเสื่อม/นางเอกใกล้ตาย"
     ถือว่าเป็นหนังที่น่าดูเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะฉากท้ายเรื่องที่มีคำถามว่า "คุณเชื่อในพรหมลิขิต...มั๊ย"
ป.ล.ช่วงนี้มีการขุดหนังที่ดองไว้เรื่อง"serendipinity"เอาขึ้นมาฉาย
   ทั้ง 2 เรื่องใช้ central park เป็นฉากในการเดินเรื่องทั้งคู่ ช่างบังเอิญอะไรอย่างนี้
   ว่าแต่ว่า "คุณเชื่อในพรหมลิขิตมั๊ย?"ที่บังเอญหนัง 2 เรื่อง พล็อตเรื่องคล้ายกัน,ฉากที่เดียวกัน,ฉายในมัลติเพล็กซ์เดียวกัน..มหัศจรรย์จริงๆ
Posted by KiLiN on 13 Feb. 2003,09:04
คุณนาวาครับ ผมลองทดลองใช้ตัวยิ้มที่ข้อความของคุณแล้ว ใช้ได้ครับ น่าจะเป็นที่คุณยังใช้ไม่ถูกมากกว่า เงื่อนไขทั้งหมดของคุณตอนนี้ใช้ได้แล้ว ส่วนที่มัน pause หยุดนี่ก็เป็นเรื่องปกติของมันครับ

คุณลองทดลองใช้ใหม่นะครับ โดยก่อนคลิกตัวยิ้มคุณต้องเอา cursor ของเมาท์ไปคลิกวางเลือกตำแหน่งในข้อความที่คุณจะวางก่อน เสร็จแล้วก็คลิกที่ตัวยิ้ม มันจะเด้งเข้ามาวางในตำแหน่งที่คุณต้องการทันที ลองใหม่ครับ icon_bye.gif
Posted by nava on 14 Feb. 2003,06:40
ขอบคุณมากครับท่านผู้อาวุโส ก่อนหน้านี้ผมได้ใช้ตัวยิ้ม เพื่อเพิ่ม
อรรถรสในการสื่อมาโดยตลอด แต่หลังจากย้ายเข้ามาอยู่ในกทม.
มันก็"ไม่สามารถ"ใช้งานได้เหมือนเคย แต่จะพยายามลองไปเรื่อยๆครับ
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 16 Feb. 2003,01:43
อืมมม
ว่าจะไปชมนะนี่ เรื่องนี่ เอ...เอาไงดีหว่า .... smash.gif
Posted by มะนาว on 16 Feb. 2003,13:02
ดูเรื่องนี้ยัง The Rookie สุดยอด หนังสำหรับคนที่คิดว่ายังมีไฟอยู่ Dennis Quaid เล่น หน้าตาได้อารมณ์มาก
Posted by nava on 18 Feb. 2003,07:06
THE ROOKIES ที่เดนนิส เควด เล่นเป็นนักขว้างเบสบอลอนาคตไกล แต่ประสบอุบัติเหตุเสียก่อน
   แล้วหันมาเป็นโค้ชเบสบอล ในชนบท สุดท้ายเจอลูกไซโค จากลูกศิษย์ จึงต้องกลับสู่สนามอีกครั้ง
   ถ้าใช่เรื่องเดียวกัน?
   ผมชอบฉากที่พระเอก แอบไปฝึกขว้างลูกที่ป้ายตรวจจับความเร็ว ริมถนนหลวง แต่ป้ายเสียไม่ได้บอกอัตราที่แท้จริงให้ทราบ
   การเดินเรื่องที่เดินเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ดูธรรมดาแต่สะท้อนความรู้สึกตัวละครได้ดี
   คือตอนที่หนังพาพระเอกออกเดินสายแข่งขันไปทั่วประเทศ ขณะมีแรงกดดันเรื่องความจำเป็นทางเศรษฐกิจ
   ขว้างลูกก็ยังไม่เข้าที่,ลูกก็ยังเล็ก,บ้านก็ต้องผ่อน,เพื่อนร่วมทีมก็ปรามาส แรงเสียดทานนี้พบเห็นได้ในชีวิตจริง
   มิพักต้องพูดถึงความมั่นใจที่เสื่อมถอย...คล้ายชีวิตยามต้องตัดสินใจออกก้าว สู่สิ่งใหม่ที่ท้าทาย แต่ยังไม่รู้หัว/ก้อย...
Posted by อิสรชน ฅนเดินทาง on 20 Feb. 2003,09:59
กุมภาพันธ์
หนังไทย
ที่ ไปดูมา เพราะ มีคนชวน
อืมม
แรก ๆ ก็ดูดี ซึ้ง อารมณ์ตามหนังอย่างลงตัว แต่ดูไปดูมา บางฉาก ฟุ่มเฟือย ไร้สาระ ขัดแย้ง กับสถานการณ์จริง ที่เกิดใน ภาพยนตร์ ณ ขณะนั้น
เลยเซ็ง

rasp.gif
Posted by มะนาว on 20 Feb. 2003,14:15
ใช่เลยครับ สุดท้ายผมชอบตรงที่ แม่ บอกลูก แต่ให้เกียร์ติให้พ่อเป็นคนบอก ตื้นตันจริงๆ
Posted by freebird on 25 Feb. 2003,07:06
วันนี้มีรายงานข่าวเกี่ยวกับรางวัลภาพยนตร์ของชมรมวิจารณ์บันเทิงมาฝาก โดยหนัง 15 ค่ำ เดือน11 ได้ไปถึง 8 รางวัล

       
                         15ค่ำเดือน11คว้า8รางวัลชมรมวิจารณ์ฯ



--------------------------------------------------------------------------------
ยอดเยี่ยม - นพดล ดวงพร จากบทหลวงพ่อ ในภาพยนตร์15ค่ำเดือน11 คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม พร้อมกับ "เฟรช" อริศรา วงษ์ชาลี คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ของชมรมวิจารณ์บันเทิง เมื่อวันที่19ก.พ.


--------------------------------------------------------------------------------
เมื่อเวลา 18.40 น. วันที่ 19 ก.พ.ที่โรงแรมเดอะแกรนด์ ชมรมวิจารณ์บันเทิง จัดการประกาศผลรางวัลภาพยนตร์ไทย ครั้งที่ 11 ประจำปี 2545 โดยพิจารณาจากภาพยนตร์ไทยทั้งสิ้น 21 เรื่องที่จัดฉายขึ้นภายในปี 2545

สำหรับบรรยากาศภายในงาน เป็นไปอย่างคึกคักมีทั้งผู้กำกับการแสดง และเหล่านักแสดงเดินทางมาร่วมงาน อาทิ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล,อดิเรก วัฏลีลา,ธนิตย์ จิตนุกูล,ปรัชญา ปิ่นแก้ว,จินตหรา สุขพัฒน์, สิริยากร พุกกะเวส,ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ,พนม ยีรัมย์,วิภาวี เจริญปุระ ฯลฯ

การประกาศรางวัลดำเนินไปอย่างกระชับ โดยปีนี้มีการมอบทั้งสิ้น 11 รางวัล และภาพยนตร์เรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 กวาดรางวัลไปมากที่สุดคือ 8 รางวัล ตามมาด้วยเรื่อง เกิร์ลเฟรนด์ 14 ใส กำลังเหมาะ 2 รางวัล และเรื่อง 1+1 เป็นสูญ 1 รางวัล โดยรางวัลมีดังต่อไปนี้ ภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยมได้แก่ 15 ค่ำ เดือน 11, ผู้กำกับยอดเยี่ยม ได้แก่ จิระ มะลิกุล จาก 15 ค่ำ เดือน 11
ส่วนผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม ได้แก่ หมอลำชื่อดัง นพดล ดวงพร จาก 15 ค่ำ เดือน 11, ผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ได้แก่ เฟรช-อริศรา วงษ์ชาลี จาก 1+1 เป็นสูญ, ผู้แสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ได้แก่ ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว จาก เกิร์ลเฟรนด์ 14 ใส กำลังเหมาะ , ผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ได้แก่ ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ จาก เกิร์ลเฟรนด์ 14 ใส กำลังเหมาะ, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ จิระ มะลิกุล จาก 15 ค่ำ เดือน 11, กำกับภาพยอดเยี่ยม ได้แก่ สมบูรณ์ พิริยะภักดีกุล จาก 15 ค่ำเดือน 11, ลำดับภาพยอดเยี่ยม ได้แก่ ปาน บุษบรรณ จาก 15 ค่ำ เดือน 11, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม ได้แก่ เอก เอี่ยมชื่น จาก 15 ค่ำ เดือน 11 และรางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยม ได้แก่ อมรพงศ์ เมธาคุณวุฒิ จาก 15 ค่ำ เดือน 11 และยังมีการมอบอีก 2 รางวัลพิเศษ คือ รางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จประจำปี 2546 ได้แก่ ผู้กำกับชื่อดัง เชิด ทรงศรี และรางวัลภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดประจำปี 2545 ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง ผีหัวขาด

ขอแสดงความยินดีกับภาพยนตร์และคนทำงานที่ได้รับรางวัลด้วยจ๊ะ
Posted by nava on 12 Mar. 2003,12:02
INFERNAL AFFAIR- 2คนสองคม thumbsup.gif
         การกลับมาอย่าสมศักดิ์ศรีของหนังฮ่องกง
   นานมาแล้วที่ไม่ได้ชมหนังฮ่องกง ที่มีบทภาพยนต์ที่เฉียบคมเช่นนี้
หนังให้ตำรวจแทรกซึมไปในวงการมาเฟีย ด้วยการฝังตัวอยู่นานนับปีๆ
ขณะที่มาเฟียก็ส่งเด็กเข้าโรงเรียนตำรวจ จนได้เลื่อนขั้นเป็นใหญ่
   คอนเซ็ปของหนังสะท้อนแนวคิดของ "วิถีตะวันออก" คือในดำก็มีขาว ในขาวก็มีดำ เพราะในใจลึกๆของตำรวจที่ฝังตัวกับมาเฟีย บางครั้งก็อยากจะเลว ส่วนมาเฟียที่แฝงตัวในคราบตำรวจ ก็อยากจะเป็นคนดีกับเขาเหมือนกัน
    มิพักต้องพูดถึง "ดาราแม่เหล็ก" อย่าง หลิวเต๊อะหัว และ  เหลียงเฉาเหว่ย
    หากกำลังมองหาหนังที่เฉียบคมแฝงปรัชญาสักเรื่องขอแนะนำ
INFERNAL AFFAIR ครับ winkthumb.gif
Posted by add on 13 Mar. 2003,00:54
คุณนาวาหายไปนานเลยค่ะ  สมาชิกคิดถึง  STUV คิดถึงขนาดเอาเปลี่ยนโลโก้มาแข่งกับคุณนาวาเลยค่ะ  เอิ๊กกกกกก  ลองเปิดดูโลโก้เขาสิคะ  

      ยังดูหนังเก่งเหมือนเดิมนะคะ เอ้าฟรีเบิร์ดไปดูเรื่องอะไรมาแล้ว  มาเล่าให้ฟังหน่อย.......

      คุณนาวาใช้ตัวยิ้มได้แล้วนะคะ  blush.gif

      กระซิบ  พี่ยังอ่านรักหวานๆ  ปาฎิหาริย์บันทึกรักไม่จบเลย  ว่าจะเขียนแนะนำสักหน่อย  เคิ้กกกกกกกกกก  ถ้าคุณนาวาอ่านจบแล้วก็แนะนำให้หน่อยนะ
Posted by nava on 18 Mar. 2003,07:34
สวัสดีครับพี่แอ๊ด  
   ขออภัยที่ตอบช้า..ที่คอนโดฯเขาไม่อนุญาติให้ใช้สายต่อเข้าคอมฯ
เดือนหน้าได้ที่พักใหม่ ว่าจะขอเผื่อสัก 2 สายให้หายอยากเลย!
   ตัวยิ้มที่ใช้ได้เพราะไปใช้ PC ของร่มฯครับ เมื่อกลับมาใช้ Notebook เครื่องเดิมก็"ไม่สามารถ"เช่นเดิม
   ปาฎิหาริย์แห่งรัก อ่านมา 2 ปีกว่าแล้วนะพี่ ให้เล่าใหม่เกรงว่า
ความเลอะเลือนของผู้เล่าจะทำให้"นางเอก"แสนสวยจะชราภาพเกินต้นฉบับ
   อยากบอกว่า...คิดถึงทุกคน..คิดถึงพี่แอ๊ด พี่ณิต คุณหมอ..คิดถึงร่มทองหลาง
   คิดถึงจิตวิญญาณที่ขาดหาย
   แต่จะให้บอกตรงๆคงไม่สามารถเพราะ บางครั้งคำว่า"ลูกผู้ชาย"มันมาจุกอยู่ที่ลำคอพูดไม่ออก
   ได้แต่สูดหายใจลึกๆ แหงนหน้าเผชิญชะตาที่เลือก
    เอามือกุมหัวใจมิให้มีอะไรที่ตกหล่นขาดหายไป ระหว่างทางที่ก้าวเดิน
    ได้แต่หวังว่า..สักวันคงได้มีโอกาส"ร่วมทัพพี"เดียวกันอีกครั้ง
    ใต้เงา..ร่มทองหลาง..บ้านของเรา
Posted by freebird on 25 Mar. 2003,08:42
24 March 2003  

ผลออสการ์ 2002
             



งานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 75 ที่จัดขึ้น ณ หอประชุมโกดักเธียเตอร์ ไม่คึกคักเท่าที่ควร อันเป็นผลพวงมาจากสงครามที่เกิดขึ้นในอิรัก โดยดาราที่ไม่มาร่วม งาน เช่น วิล สมิทธ์ ไม่มาเนื่องจากเหตุผลทางด้านสงคราม และ เอมิเน็ม ไม่มาร่วม งานเพราะเหตุผลส่วนตัว โดยในปีนี้สีสันของงานอย่าง Red Carpet ได้ถูกลดเวลาลง เหลือเพียงไม่กี่นาที และการดำเนินการประกาศผลออสการ์ในปีนี้เป็นไปอย่างกระชับ รัดกุมมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งผลรางวัลในหลายสาขาก็พลิกโผบ้าง เป็นไปตามคาดบ้าง ถือว่านี่เป็นสีสันของออสการ์ที่ไม่สามารถคาดเดาผลล่วงหน้าได้ง่ายนัก

โดยในปีนี้ภาพยนตร์เพลงเรื่อง Chicago เป็นภาพยนตร์ที่กวาดรางวัลมามากที่สุดคือ 6 รางวัล จาก การเสนอชื่อเข้าชิง 13 รางวัล โดยภาพยนตร์เรื่อง The Pianist และ Frida คว้ารางวัลรองลงมาคือ 3 รางวัล โดยที่ The Pianist สามารถคว้ารางวัลใหญ่อย่าง ผู้กำกับยอดเยี่ยมและนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมไปครองได้ อย่างพลิกความคาดหมาย

ในปีนี้ถือว่าบริษัทผลิตภาพยนตร์อย่าง มิราแมกซ์ ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย เพราะคว้าไปถึง 7 รางวัล จากภาพยนตร์เรื่อง Chicago และ The Hours ที่ร่วมสร้างกับทาง พาราเม้าท์ พิคเจอร์ส โดยสามารถชนะบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทไปได้อย่างงดงาม

ผลรางวัลออสการ์ ประจำปี 2002
1.รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ภาพยนตร์เรื่อง Chicago
2.รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม
โรมัน โปลันสกี้ จาก The Pianist
3.รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม
เอเดรียน โบรดี้ จาก The Pianist
4.รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม
นิโคล คิดแมน จาก The Hours
5.รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม
คริส คูเปอร์ จาก Adaptation
6.รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม
แคทเธอรีน ซีต้า โจนส์ จาก Chicago
7.รางวัลภาพยนตร์อนิเมชั่นยอดเยี่ยม
Spirited Away โดย ฮายาโอะ มิยาซากิ
8.รางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม
Nowhere in Africa จากประเทศ เยอรมนี
9. รางวัลบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม
โรนัลด์ ฮาร์วูด จาก The Pianist
10. รางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม
Talk To Her โดย เปโดร อัลโมโดวาร์
11.รางวัลดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
Frida โดย เอลเลียต โกลเดนธาล
12.รางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
เพลง Lose Yourself จาก 8 Mile
13.รางวัลถ่ายภาพยอดเยี่ยม
คอนราด แอล. ฮอลล์ จาก Road To Perdition
14.รางวัลกำกับศิลป์ยอดเยี่ยม
จอห์น ไมร์ ตกแต่งฉาก: กอร์ดอน ซิม จาก Chicago
15.รางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม
Frida โดย จูลี่ เวียสส์
16.รางวัลตัดต่อยอดเยี่ยม
มาร์ติน วอลช์ จาก Chicago
17.รางวัลแต่งหน้ายอดเยี่ยม
จอห์น แจ็คสัน และ บีทริซ เดอ อัลบา จาก Frida
18.รางวัลบันทึกเสียงยอดเยี่ยม
Chicago
19.รางวัลตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม
The Lord of The Rings : The Two Towers
20. รางวัล Visual Effect ยอดเยี่ยม
The Lord of The Rings : The Two Towers
21.รางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม
Bowling For Combine ผู้อำนวยการสร้าง ไมเคิล มัวร์ และ ไมเคิล โดโนแวน
22.รางวัลภาพยนตร์สารคดีสั้นยอดเยี่ยม
Twin Towers โดย บิล กัตเตนแทก และ โรเบิร์ต เดวิด พอร์ต
23.รางวัลภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดสั้นยอดเยี่ยม
The ChubbChubbs! โดย เอริก อาร์มสตรอง
24.รางวัลภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม
This Charming Man โดย มาร์ติน สตรานเก้-ฮานเซ่น และ มีเอ แอนเดรียเซ่น

ข้อมูลนี้ได้มาจาก www.pappayon.com
Posted by add on 29 Mar. 2003,07:49
ขอบคุณ ฟรีเบิร์ดที่แจกแจงรางวัลให้ได้รู้  ในจำนวนหนังที่ได้รางวัลทั้งหมด หนังที่อยากดูที่สุด คือ

รางวัลภาพยนตร์อนิเมชั่นยอดเยี่ยม
Spirited Away โดย ฮายาโอะ มิยาซากิ


แล้วใครไปดูเรื่องไหนมาแล้วบ้าง มาเล่าให้ฟังบ้างนะ

แล้วก็เอารูปคนสวยมาให้ดูด้วย
Catherine Zeta Jones รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม จาก Chicago



  ถ้าได้ดูรูปตอนที่เธอรับรางวัลก็หัดปลงซะบ้าง  ic-12.gif
Posted by freebird on 29 Mar. 2003,08:20
หนังที่ได้รับรางวัลออสการ์ที่อยากดู ตอนนี้ คือ เรื่อง talk to her เป็นหนังสเปนค่ะ  ผู้กำกับชื่ออะไรก็ไม่รู้ แล้วตอนนี้เจ้าของกระทู้นี้ไปไหนเสียเล่าคะ  คุณนาวายังอยู่ดีหรือเปล่า  มีใครดูละครเกาหลีที่ฉายทาง ไอทีวี บ้าง เขียนมาคุยกันบ้างนะจ๊ะ  ป้าแอ๊ด มีรูปนิโคล คิดแมน บ้างมั๊ยคะ  เพราะเธอเป็นขวัญใจ ของพี่โจ กับคุณหมอปุ้ม  ถ้ามีกรุณาโพสต์มาให้ชมกับบ้างนะคะ
Posted by add on 30 Mar. 2003,07:19
รีบหามาให้เลย ภาพสวยๆ ของ นิโคล คิดแมน







             ดูแล้วชอบอ้ะป่าว........ winkthumb.gif
Posted by nava on 04 Apr. 2003,01:59
ขออภัยที่หายไปนาน มีหลายอย่างที่อยากจะคุย
 ๑.รูปนิโคล กับแคทเธอรีน สวยมากครับพี่แอ๊ด
 ๒.ไปดู CHICAGO มาแล้ว ชอบวิธีการนำเสนอในรูปแบบละครเวทีมาก
   การเดินเรื่องระหว่างความจริงกับจินตนาการ ดูกลมกลืน
   เป็นหนังเพลงอีกเรื่องที่ดูเพลินจากต้นจนจบ
 ๓.อยากดูหนัง ANIMATION ของญี่ปุ่นเรื่องนั้นมากเช่นกัน
   ใครได้มาก่อนอย่าลืมเอามาปันกันดูนะครับ
 ๔.ขอบคุณ admin@thummada ที่ช่วยทำ Sound เพลินๆให้ฟัง
   ตกใจหมดเลย! นึกว่าเข้าห้องผิด
 ๕.ไชโย!ตัวยิ้มของผมใช้ได้แล้ว laugh1.gif 
 จบงานมอเตอร์โชว์แล้ว จะแวะไปฟังวง "ร่มAcoustic" ครับ   inlove.gif
Posted by add on 08 Apr. 2003,09:18
อิจฉาๆๆ laugh1.gif คนทันสมัยได้ดูหนัง CHICAGO ก่อนใครเพื่อน สงสัยพี่จะต้องรอวิดิโอ ได้ดูหลังเพื่อนเลย 

    ในเมื่อไม่ได้ดูหนังใหม่กะเขา ก็เลยแกล้งพาไปอ่านเขาคุยเรื่องขุดกรุหนังเก่าๆ ดีกว่านะ

    < ดูหนังเรื่องนี้สิ >
Posted by add on 11 Apr. 2003,23:15
เลสลี่ จาง

     

     เป็นข่าวเศร้าใจว่าเมื่อวันที่ 1 เมษายนนี้ เลสลี่  จางกระโดดตึกตาย  ว่ากันว่าเขาผิดหวังในชีวิตรัก (ผู้ชายด้วยกัน) เขาเป็นดาราหนุ่มหน้าสวยที่เวลาแสดงหนังตีสีหน้าไร้เดียงสาน่ารัก แต่ต่อมาพอมีข่าวว่าเขาเป็นเกย์ ผู้หญิงก็เลยผิดหวังไปตามๆกัน ( รวมทั้งพี่ด้วย เอิ๊กกกก )

     เลสลี่ จาง เป็นทั้งนักแสดง นักร้องและนายแบบชื่อดัง เขาเป็นบุตรคนสุดท้องในครอบครัว มีพี่น้องทั้งหมด 10 คน พ่อเป็นช่างตัดเสื้อที่ตัดสูทให้กับ "วิลเลี่ยม โฮลเด้น" ดาราอเมริกันสมัยที่โฮลเด้นเดินทางมาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Story of Zuzie Wong พ่อแม่หย่าร้างตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก

     เขาจบการศึกษาปริญญาจากมหาวิทยาลัย ลีดส์ ประเทศอังกฤษ และกลับมาเป็นนักร้องดัง ก่อนจะมาเป็นนักแสดง

     

     "เลสลี่ จาง" เป็นนักแสดงชายเพียงไม่กี่คนที่กล้าออกมายอมรับว่า ตัวเขาเป็นเกย์ โดยบทที่สร้างความฮือฮาให้กับตัวเขาเป็นอย่างมากก็คือภาพยนตร์เรื่อง "Farewell My Concubine" ของผู้กำกับ "เฉิน ไข่เก๋อ" ซึ่งเป็นเรื่องราวของชีวิตที่ถูกบีบคั้นและยากเข็ญของคนในโรงงิ้ว ในเรื่องเลสลี่ จาง ต้องเล่นเป็นนางเอกงิ้ว ซึ่งต่อมามีความสัมพันธ์กับผู้ชายด้วยกัน หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของเมืองคานส์และถูกเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว 

     และเขาก็สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการรับบทเป็นคู่ขาเกย์กับ "เหลียงเฉา เหว่ย" ในภาพยนตร์เรื่อง ็Happy Together ของผู้กำกับฯ ชื่อดัง "หว่องคาไว"

     เขารับบทพระเอกที่ต้องเข้าฉากเลิฟซีนกับนางเอกชื่อดังของฮ่องกง "หลิน ชิง เสีย" ใน The Bride With White Hair (นางพญาผมขาว) ส่วนในประเทศไทยบทบาทสุดท้ายที่เราได้มีโอกาสชมฝีมือของนักแสดงผู้นี้ก็คือ "อินเนอร์ เซนส์" หรือชื่อไทย "ผีอยากให้คนเห็น" ซึ่งตัวเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลม้าทองคำจาก Golden Horse Film Festival ปี 2002 ของไต้หวัน ในสาขาผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง "Okinawa Rendezvous" ที่เขาแสดงคู่กับนักร้องหญิงชื่อดัง "เฟย์ หว่อง"

     ขณะเสียชีวิต เขามีอายุ 46 ปี และมีมรดกอยู่ 300 ล้านบาท ลองดูเว็บไซต์เกี่ยวกับเขา

     < Leslie Chang - Dream World >
       
คัดบางส่วนจากhttp://www.manager.co.th/Entertainment/EntLeslieCheung.asp
Posted by นกกะปูด on 12 Apr. 2003,00:07
เรียนถามคอหนัง อย่างคุณนาวา น้องฟรีเบริ์ด และน้าแอ๊ดค่ะ
แบบว่า มีหนังเรื่องหนึ่ง (จำชื่อไม่ได้ซะแร้ววว)
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระชาวธิเบต
พบรักกับสาวชาวบ้าน อะไรเทือกนั้นอ่ะค่ะ
เรื่องราวมันเป็นมายังไง จบยังไงเหรอค่ะ เล่าให้ฟังมั่งจิ

ohman.gif ohman.gif ohman.gif
Posted by นกกะปูด on 12 Apr. 2003,00:12
โอ้.. โทษทีค่ะ ตอบกระทู้ไปแล้วเพิ่งโหลดภาพได้
เลสลี่ จาง  นี่นู๋ไม่เคยเห็นเลยค่ะ ไม่เคยดูหนังที่เขาเล่นด้วยอ่ะ
(หรืออาจจะเคยแต่ไม่ได้จำ)
อืมม หล่อชะมัดเลยค่ะ เค๊าว่ากันว่า คนหล่อๆ นี่มักจะเป็นเกย์
จริงหรือเปล่าคะ? คุณนาวา.. เหอๆๆๆๆ inlove.gif  inlove.gif
Posted by KiLiN on 12 Apr. 2003,09:40
พูดถึงเรื่องหนังกับเขาบ้าง เหอๆๆๆ
พูดถึงหนังจีน ผมชอบดูหลายเรื่องเหมือนกัน

   จำได้ว่าเมื่อวัยรุ่นติดหนังกำลังภายในงอมแงม หนังกำลังภายในเรื่องแรกที่ดูแล้วติดใจ เป็นที่มาของการคอยตามติดมาเรื่อยๆ คือเรื่อง "หงส์ทองคะนองศึก" ของชอว์บราเดอร์ส ฮ่องกงนำแสดงโดย เจิ้งเฟยเฟย ฉายาราชินีนักดาบ กับหวังหยู่ เยี่ยหัว พระเอก 2 คน ในเรื่องพระเอกหวังหยู่ใส่ชุดขาว บินเดี่ยวท่องไปในยุทธจักร เก่งมาก หนังเรื่องนี้ทำให้หวังหยู่ดังขึ้นมา จนต่อมาก็เป็นเรื่อง เดชไอ้ด้วน ภาค 1 และภาค 2  ยิ่งดังระเบิดเลย ดังแล้วแยกวงอีกต่างหาก ชอว์บราเดอร์สเลยต้องสร้างพระเอกคนใหม่ เดวิดเจียง  หนังพระเอกเดวิดเจียงแสดงประสพความสำเร็จ ตายตอนทุกเรื่องอีกเหมือนกัน ชื่อหนังก็จะมีคำว่าไอ้หนุ่มๆ

   ช่วงนั้นหนังกำลังภายในดังมาก จากจอเงินก็ดังมาถึงจอแก้ว ทั้งนิยายกำลังภายในก็ดังระบาด อ่านกันตาแฉะ อ่านกันเป็นตั้งๆๆ แต่ผมกลับไม่อ่านกับเขา ชอบดูมากกว่า เลยเอาไตเติ้ลมาให้ดูหน่อย อาจจะโหลดช้าสักนิด เพราะมันมีทั้งภาพและเสียง แล้วก็อาจจะหยุดเป็นช่วงๆ ขึ้นกับความเร็วของเนต ลองดูครับ


จอมใจจอมยุทธ์















ใครคอหนังกำลังภายในเก่า เชิญทัศนารายละเอียดเพิ่มเติมที่ลิงค์หน้าแรกครับ 
เชิญคลิก ->< ยุทธจักรนิยาย : ความเลิศล้ำแห่งวรรณกรรมนิยายกำลังภายใน >
Posted by นกกะปูด on 14 Apr. 2003,09:51
รอฟังเรื่องราว SAMSARA อยู่ค่ะ
Posted by nava on 20 Apr. 2003,21:25
SAMSARA
 เป็นหนังที่ท้าทายความรู้สึกและล่อแหลมมาก เพิ่งออกวางตลาดในร้านเช่าวีดีโอ น่าเสียดายที่ไม่มีฉบับ SOUNDTRACK
 จึงไม่รู้ความหมายที่ชัดเจนของ SAMSARA ได้แต่เดาว่าคงหมายถึงดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ หรือใต้ร่มกาสาวพัสตร์
  "ต้าชิ"นักบวชพุทธ บำเพ็ญเพียรในกระท่อมนานถึง 3 ปีเพื่อการบรรลุนิพพาน จนเจ้าอาวาสต้องนำตัวออกจากการบำเพ็ญภาวนา
  เพราะเกรงว่าศิษย์จะสุดโต่งเกินไป
  เมื่อออกมาสู่โลกความจริง ต้าชิมิอาจละกามารมณ์ ยังคงนอนฝันเปียกทุกคืน (ตรงนี้ไงทีว่าล่อแหลม)
  เจ้าอาวาสจึงให้ต้าชิ ไปพบพระชราที่ถูกอเปหิ ใช้ชีวิตสันโดษอยู่กลางทะเลทราย
  พระชรานำภาพเสพสังวาสในท่วงท่าต่างๆให้ต้าชิดู แต่เมื่อเพ่งพินิจ ภาพเหล่านั้นกลับกลายเป็นโครงกระดูก
  มีบทกลอนตอนท้ายภาพเขียนว่า"ทุกสิ่งที่สัมผัส คือการเรียนรู้เพื่อละกิเลส"
  ต้าชิตัดใจลาสึกโดยกล่าวกับอาจารย์ว่า "แม้แต่สิทธัตถะก็ยังมีภรรยาและบุตรก่อนออกบวชเช่นกัน"
  เขาสมัครเป็นคนทำนากับชาวนาที่มีลูกสาวสวยชื่อ"เพมา"(คริสตี้ จุง-คุณบุญเลื่อม จันดารา)และแอบมีสัมพันธ์กัน
  ทั้งคู่ได้แต่งงานและมีบุตรด้วยกัน ตอนท้ายเรื่องต้าชิแอบไปมีสัมพันธ์กับคนงานชาวอินเดีย(โลดโผนมาก)
   เขารู้สึกผิด ขณะที่อาจารย์ส่งจดหมายมาถึงเพื่อให้ต้าชิได้เข้าใจสัจจธรรมชีวิต
  เขาเลือกเส้นทางที่สิทธัตถะดำเนิน คือหลบออกจากบ้านในตอนใกล้รุ่ง ปลงผมที่ริมฝั่งน้ำ ห่มผ้าสีกลัก
  ขณะเดินทางออกนอกเมืองเขาพบ"เพม่า"ยืนรออยู่
  บทสนทนาตอนนี้เสียดแทงชายที่จะละทิ้งครอบครัว สู่เส้นทางนักบวชมาก
  "ใครเลยจะเข้าใจความรู้สึกของนางยโสธราบ้าง เมื่อราหุลตื่นขึ้น เธอจะบอกลูกว่าอย่างไร?
   แล้วจากนี้เธอจะดำเนินชีวิตอย่างไร?ต้องออกบำเพ็ญภาวนาละชีวิตที่เคยดำเนินกระนั้นหรือ?
   หนังทิ้งท้ายด้วยปุจฉาบนก้อนหินที่สลักอยู่ริมทางว่า
 "ทำอย่างไรจึงจะรักษาหยดน้ำอันน้อยนิดไว้ได้ ท่ามกลางทะเลทรายอันแห้งแล้ง"
   คำตอบหลังก้อนหินสลักไว้ว่า
  "ให้เทหยดน้ำลง ในผืนมหาสมุทรอันกว้างใหญ่" flower.gif
Posted by นกกะปูด on 20 Apr. 2003,22:12
ขอบคุณมากค่ะ คุณนาวา flower.gif
นกได้ดูเรื่องนี้แล้วค่ะ ตอนจบร้องไห้เลยหล่ะ สงสารต้าชิจังค่ะ ชอบคำพูดของอาโปเจ้าอาวาสที่ส่งจดหมายมาถึงต้าชิ ที่ว่า...

" ข้าจะกลับมายังแซมซารา เพราะรู้ว่าเราจะได้พบกัน และเมื่อถึงวันนั้นข้าจะถามเจ้าว่า อะไรสำคัญกว่า ระหว่างการทำให้ผู้คนนับพันสมปรารถนา หรือว่าจะสยบให้เพียงแค่คนๆเดียว" ซึ่งประโยคนี้เองที่ทำให้ต้าชิได้คิดว่า เขาควรที่จะเลือกดำเนินชีวิตอย่างไร



ภาพที่ปวดร้าวใจที่สุดสำหรับผู้คงแก่ศาสนา โดยไม่ยอมรับว่า แม้คนเราจะบวชเป็นพระ แล้วก็ยังมี กิเลส ตัณหา ราคะ อยู่ในใจ นั่นก็คือภาพพระลามะต้าชิ ทุ่มทิ้งตัวลงเกลือกกลิ้งร้องไห้ฟูมฟายอย่างเดียวดาย ด้วยความหวลไห้ถึงลูกและเมียอย่างสำนึกผิดที่ทอดทิ้งพวกเขามา หากแต่ว่าตนเองจำต้องเลือกหนทางชีวิตข้างหน้า

**http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A2185708/A2185708.html
Posted by KiLiN on 20 Apr. 2003,23:40
การบรรลุนิพพาน คงไม่สามารถนั่งภาวนาอย่างที่นักบวชต้าชิกระทำ และถ้านักบวชต้าชิมีแววที่จะไปได้จริง เหตุการณ์ฝันเปียก และอื่นๆ จะไม่มีอย่างนี้

ต้าชิไม่สาสารถเปรียบเทียบกับสิทธัตถะได้เลย  สิ่งที่ต้าชิเปรียบและมองเห็น ซึ่งก็เหมือนกับคนทั่วๆไปที่มักจะมอง ก็เพียงชาติสุดท้ายของสิทธัตถะ ไม่ได้มองย้อนกลับไปถึงอดีตชาติ อีกนับไม่ถ้วน จนมา 10 ชาติสุดท้ายแล้วถึงจะมาถึงเจ้าชายสิทธัตถะ มันเป็นการสะสมบารมีธรรมมาเป็นขั้นๆๆ ไม่ใช่อยู่ดีๆๆ แล้วไปนั่งภาวนาแล้วจะสำเร็จจะบรรลุ 

วิถีพุทธเป็นเรื่องของการฝึกจิต ฟอกจิต ชำระจิต ถ้าตราบใดจิตใจไม่สะอาด ก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนิพพาน 
วิถีของนักบวชเป็นเรื่องของการละ วาง ปล่อย เว้น ถ้าไม่ได้เกิดจากความเข้าใจด้วยปัญญาจริงๆแล้ว ก็จะลังเล สับสน กับวิถีทางโลก

ถ้าเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ และอย่าคิดหรือมองอะไรเพียงตัดตอน ให้มองให้คิดอย่างสัมพัทธ์แล้วละก็ จะไม่มีความคิดหรือคำถามที่ว่า

"ใครเลยจะเข้าใจความรู้สึกของนางยโสธราบ้าง เมื่อราหุลตื่นขึ้น เธอจะบอกลูกว่าอย่างไร?

จะไม่มีภาพอย่างต้าชิ ที่ร้องไห้ฟูมฟาย เกลือกกลิ้งแบบนั้น
Posted by nava on 20 Apr. 2003,23:56
coffee.gif     เกรงอยู่เหมือนกันว่า หากนำเรื่องราว SAMSARA มาบอกเล่า อาจสร้างความระคายเคืองต่อผู้อาวุโส..ขออภัย.ขออภัย
     ที่แท้ข้าฯผู้น้อยเป็นเพียงผู้บอกเล่า ตามเนื้อหา พยายามลดดีกรีความแรงของเนื้อหาลง แต่ด้วยสติปัญญาเพียงน้อย
คงทำได้เท่านี้ก่อน จะพยายามพัฒนาขึ้นเรื่อยๆตามโอกาส
     ขออภัย..ขออภัย  blush.gif
Posted by nava on 21 Apr. 2003,00:25
blush.gif  อ้อ! ได้เข้าไปอ่านกระทู้องคุลีมาล จึงได้ทราบความหมายของ SAMSARA คือสัมสาระ
  อันหมายถึงการเวียนว่ายอยู่ใน"วัฏสงสาร" ใน รัก โลภ โกรธ หลง
ซึ่งเป็นพฤติกรรมของปุถุชน ที่ยังมิได้ก้าวสู่โลกุตร
           ขอบคุณ..ขอบคุณ  bowsdown.gif
Posted by นกกะปูด on 21 Apr. 2003,01:49
ความหมายของ SAMSARA อ่านในบทความกระทู้องคุลีมาล ท่าน ว. วชิรเมธีได้กล่าวไว้ว่า "สัมสาระ" แต่นู๋ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร เพิ่งรู้ว่ามีความหมายอย่างที่คุณนาวาบอกค่ะ ขอบคุณค่ะ.. ขอบคุณ

นู๋ว่าแล้วเชียว.. ถึงว่าเหอะ หนังเรื่องนี้ถามไปตั้งหลายวัน แต่ไม่มีใครเข้ามาเล่า น้าแอ๊ดก็คงเกร็งๆ อยู่นา.. คงเป็นเพราะยำเกรงต่อท่านอาวุโสนี่เอง เอิ๊กๆๆ คุณนาวาก็ออกมาขอโทษขอโพยซะยกใหญ่ ไม่มีอะไรต้องอภัยกันหรอกค่ะ อย่าซีเรียสนะคะ ยิ้มๆ หน่อยค่ะ..

ที่จริงเราดูหนังดูละคร ก็ย้อนมาดูตนเอง อย่างชื่อกระทู้นั่นแหละ ก็คงไม่ได้ดูกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ลึกซึ้งถึงแก่นอะไรนักหนา  ถ้าจะย้อนกลับไป 10 ชาติหน่ะ คงจะมึนกันน่าดู หรือไม่ก็ต้องรอให้ระลึกชาติได้ซะก่อน หลงพี่หน่ะ อะไรๆ ก็วกเข้าธรรมะซะหมด นู๋ก็ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องหรอกค่ะที่พี่พูดหน่ะ ไม่ว่าคุยเรื่องโรค เรื่องสงคราม เรื่องเพลง เรื่องหนัง พี่ท่านก็เป็นธรรมะไปโม๊ดดดด นี่น่าจะเปลี่ยนฉายาจาก "ฅนธรรมดา" เป็น "ฅนธรรมแตก" (เหอๆๆ แบบว่า แตกฉาน อ่ะค่ะ)

bowsdown.gif rasp.gif bowsdown.gif rasp.gif

อ้อ.. ลืมบอกไป ดูเรื่องนี้แล้วรู้สึกเป็นนัยๆ ว่าต้าชิจะโดนข้อหา "ไม่รับผิดชอบ" สมองทึบๆ ของนกปูด ดูหนังแล้วก็คิดได้เท่านี้หล่ะค่ะ แต่หนังเขาทำได้เนียนดีนะคะ อยากให้ดูกันค่ะ  ic-12.gif
Posted by KiLiN on 21 Apr. 2003,03:12
อ้าววว...หามิได้คุณนาวา
ผมก็เพียงวิจารณ์อธิบายประกอบไปตามความเห็น  ไม่ได้คิดไม่พอใจอะไรหรอกครับ  เชิญว่าตามสะดวกต่อครับ

แล้วมีเรื่องอะไรบ้างที่ไม่ใช่ธรรมล่ะ  นกกะปูด  ไม่มี เหอๆ
แล้วใครบอกให้ย้อนระลึกชาติล่ะ ความหมายที่บอก  ก็หมายถึงให้คิดมองประกอบ  อย่าตัดตอนคิด  เวลามองช้างจะรู้ว่าเป็นช้างต้องมองทั้งตัว  แต่มองแต่งวงเดี๋ยวนึกว่าท่ออะไร ฮ่าๆๆๆๆ
Posted by add on 21 Apr. 2003,20:11
ฮ่าๆๆ คุณนาวาพูดอย่างนี้ นึกเห็นภาพแบบในหนังสือจีนเลย โค้งแล้วโค้งอีก หรือไม่ก็ลงไปคุกเข่าเอาหัวโขกพื้นแล้วพุดว่า ข้าน้อยสมควรตาย เอิ๊กกกกกกกกกกกก

    อ๋อ...ไม่ได้เกร็งอะไรหรอกค่ะ แต่ขอสารภาพว่าไม่รู้เรื่องเลยต่างหาก เอิ๊กกกก ก็เลยรอให้คนที่รู้เรื่องเขาเข้ามาตอบ 

    ที่คุณนาวาเอามาเขียนมาเล่าก็ดีมากเลยค่ะ ทำให้พวกเราได้รับรู้เรื่องราวไปด้วย การเขียนแลกเปลี่ยนกันก็เป็นเรื่องที่ดีนี่คะ ไม่มีปัญหาใดๆ คุณนาวาไม่ต้องเกรงใจค่ะ แล้วก็อยากให้มาเขียนเยอะๆด้วย มีความเห็นที่แตกต่างก็ยิ่งดี เราได้มีมุมมองที่กว้างมากขึ้นด้วย

    again.gif
Posted by add on 24 Apr. 2003,05:01
ลูกสาวเอาชื่อดาราฝรั่งแปลเป็นไทยมาฝาก ลองอ่านสิ คิกขุดี

Tom Cruise - ทอม เรือสำราญ
Alicia Silverstone - อลิเซีย ศิลาเงิน
Sandra Bullock - น้องทราย วัวถึก
Kevin Bacon - เควิน หมู3ชั้น
Rease Witherspoon - รีส กับช้อนของเธอ
Neve Campbell - เนินหิมะ ระฆังค่าย
Elijah Wood - อะไรจ๊ะ หวูดดดด
Will Smith - (ฉัน) จะเป็นช่างทำโลหะ
Nick Carter - นิค นักขับ
Winona Ryder - วิโนน่า นักขี่
Nicole Kidsman - นิโคล เด็กหนุ่ม
Britney Spears - น้องบริท พุ่งหลาว
Natalie Portman - นาตาลี นายท่า
Nicolas Cage - นิโคลัส กรง
Huge Grant - ใหญ่ สมปราถนา
Justin Timberlake - ก็แค่ใน ขอนไม้ริมทะเลสาบ
Mariah Carrey - พวงมาลัย มือถือ
Christina Aguilera - กฤษณา อัครลีลา
Linkin Park - ลิงกินผัก
Atomic Kitten - ลูกแมวปรมาณู
Oasis - น้ำแห่งความหวัง
Posted by add on 01 May 2003,20:16
เอาหนังโรแมนติคมาฝากคุณนาวาและฟรีเบิร์ดจ้ะ

Under the Sun

   
    พระเอกและนางเอกของเรื่อง

     เรื่องนี้เป็นหนังสวีเดนปี 2001 ที่มี subtitle เป็นภาษาอังกฤษ เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากเรื่อง "The Little Farm," the H.E. Bates novel  เป็นหนังเรียบๆง่าย โรแมนติคและน่ารัก 

    เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นในปี คศ. 1956 ชายเจ้าของฟาร์มอายุเกือบ 40 ปีชื่อ Olof ผู้มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยวหลังจากที่แม่ของเขาตายจากไป เขาเป็น virgin ไม่คุ้นเคยกับผู้หญิง มีชีวิตสมถะและค่อนข้างเรียบง่ายแบบ primitive เขาเป็นชายร่างใหญ่ มีพุง อ่านหนังสือไม่ออก เขามีเพื่อนสนิทรูปหล่ออยู่คนหนึ่งที่ชีวิตผ่านผู้หญิงมามาก

    ต่อมา Olof ก็ตัดสินใจประกาศหาแม่บ้านมาช่วยทำงาน และก็มีสาวจากในเมืองคนหนึ่ง ชื่อ Ellen เป็นคนที่ได้รับเลือก เธอเป็นสาวสวยเหมือนดารา แต่งตัวด้วยสูทอย่างดี  เมื่อเธอมาทำงานที่บ้านจนในที่สุด Olof ก็ได้พบกับความเปลี่ยนแปลงในตัวของเขาเอง เกิดเป็นความรักความใคร่กับสาวแม่บ้านของเขา ในขณะเดียวกัน เพื่อนของเขา Erik ก็กำลังสนใจ Ellen  อยู่เช่นกัน

   
      Erikพื่อนพระเอก หล่อกว่าพระเอกเยอะเลย  แล้วทำไมนางเอกไม่ชอบ ฮึ?

    และเมื่อสาวเจ้าจากไป เขียนจดหมายมาหาเขาก็อ่านไม่ออก ต้องให้เพื่อนอ่านให้ฟัง เพื่อนกลับไม่ซื่อตรง  แต่งเติมข้อความขึ้นมาเองเสียอีก แต่ในที่สุด Ellen ก็กลับมาหา Olof และ อ่านจดหมายของตัวเธอเองให้เขาฟัง ซึ่งในท้ายจดหมายนั้น เธอลงท้ายว่า I’ll always love you .   

    หนังเรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Best Foreign Film for the year 2000 Academy Awards แต่ก็พลาดรางวัลไป

    พอดูหนังเรื่องนี้ก็คิดถึงหนังสือเรื่อง ปาฎิหาริย์แห่งรักที่คุณนาวาชอบ แล้วพอดีสอดคล้องกับหนังสือ เรื่อง คนไม่รู้หนังสือ ด้วย (เพราะพระเอกเรื่องนี้อ่านหนังสือไม่ออก) เป็นหนังเรียบๆแบบยุโรป ไม่หวือหวาเหมือนหนังอเมริกันค่ะ ฉายทางช่อง 25 UBC
Posted by KiLiN on 02 May 2003,22:45
Erikพื่อนพระเอก หล่อกว่าพระเอกเยอะเลย แล้วทำไมนางเอกไม่ชอบ ฮึ?

เป็นคำถามชวนคิด hum.gif
ในชีวิตจริง ก็มีให้เห็นมากมาย
เมื่อสืบสาวลงไป ก็ได้คำตอบบ้าง ไม่ได้คำตอบบ้าง
แต่โลกนี้ไม่มีอะไร ที่ไร้เหตุผล ทุกเรื่องมีเหตุผลของมันเสมอ
เพียงแต่....บางเรื่องเราสืบสาวไปไม่ถึง แม้เจ้าของเรื่องเองก็เถอะ
เหตุเพราะ มันเป็นเรื่องก่อนที่เขาเกิดนั่นเอง อย่างที่คนโบราณเรียกขานว่า 

"บุพเพสันนิวาส"   ic-14.gif
Posted by add on 04 May 2003,06:14
บรรดาคอหนังคอละครทั้งหลาย อยากจะแนะนำให้ดูละครญี่ปุ่นเรื่อง ข้าวห่อไข่ ทาง itv จะได้เห็นรายละเอียดของละครเอเซียว่าลึกซึ้งกว่าทางตะวันตกเป็นไหนๆ

   แล้วใครที่ยังไม่ได้ร้องไห้กับหนังเกาหลี รักนี้ชั่วนิรันดร์ ก็ให้ลองดูเขาเอามาฉายอีกครั้งทาง itv อีกเหมือนกันในวันเสาร์และอาทิตย์ บ่ายๆ(ขอโทษไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรกับ itv เลย แต่อยากให้ดูกันน่ะ) จะได้ทดสอบว่าคุณน่ะเข้มแข็งขนาดไหน จะร้องไห้มั้ยถ้าดูหนังเรื่องนี้น่ะ

   แล้วจะรู้ว่า บุพเพสันนิวาสมีจริง ฮืออออออออออออออออ

    cry2.gif cry2.gif cry2.gif
Posted by freebird on 04 May 2003,06:16
หนังน่ารักจังเลยพี่แอ๊ด  แต่แปลกตรงที่พระเอกอายุตั้ง 40 ปี แล้วยัง virgin อยู่ เป็นไปได้อย่างไร ไม่น่าเชื่อ ไว้ต้องหาโอกาสดูบ้างแล้ว คำถามพี่แอ๊ดร้ายกาจมาก  เพื่อนพระเอกหล่อกว่าพระเอกตั้งเยอะแล้วทำไมนางเอกถึงไม่ชอบ  ทำไมน้า แล้วพี่ธนิต หล่อมั้ยเอ่ย  สงสัยคงเป็นบุพเพสันนิวาสแบบหลวงพี่ว่าแน่ ๆ เลย ใช่ไหมค่ะ แล้วคุณนาวาไปไหนคะ ไม่ยอมออกมาพูดจากันเลย  โกรธใครหรือเปล่าเอ่ย
Posted by freebird on 04 May 2003,06:24
โห พี่แอ๊ด เอาละครเกาหลีเรื่องโศกมากมาแนะนำเชียวหรือเจ้าคะ

ซีรี่ส์เรื่องนี้เศร้ามากกกกกกกก ฟรีเบริ์ดขอบอกไว้ก่อน พวกบ่อน้ำตาตื้นถ้าคิดจะดู ระวังน้ำตาจะท่วมบ้านนะ ขอเตือน cry3.gif.gif cry3.gif.gif  cry3.gif.gif

ส่วนเรื่อง สูตรรักห่อไข่ ฟรีเบริ์ดยังไม่ได้ดู แต่ก็ตั้งใจไว้ว่าจะดู เพราะ คุณ ยามะพี (เป็นนิคเนม) รูปหล่อก็เล่นด้วย ต้องดูจ๊ะต้องดู ไม่งั้นอาจกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะเป็นแพ้คนหล่อจ้า
Posted by add on 06 May 2003,19:26
อ้อๆ.. ละครเรื่องสูตรรักข้าวห่อไข่ คุณยามะพี รูปหล่อ คนไหนเหรอ คนน้องหรือเปล่า(ลูกสาวชอบคนนี้) ฮ่าๆๆ พี่ต้องชอบพี่รองคนดุๆอยู่แล้ว หล่อแบบไม่หล่อ เอิ๊กกกกกกกก 

    โอ้ยยยยยยยย...คิดถึงคุณนาวาจังเลย หายไปไหนเนี่ย นี่งานมอเตอร์โชว์จบไปแล้วหรือยัง? รีบๆกลับมาดู คุณหมอปุ้มเล่น แมนโดลิน และคุณหมอปรีดีสีไวโอลินซะนะ แล้วก็เข้ามาเขียนเรื่องหนังด้วย คนคิดถึงกันขนาดนี้ไม่สำลักบ้างหรือไง ฮึ?

    เมื่อวานลูกสาวเอาหนัง THE WAY HOME หรือคุณยาย!ผมดีที่สุดในโลก ที่คุณนาวาเคยพูดถึง (ลองคลิกอ่านดู)
< THE WAY HOME >

   

    หนังเล็กๆแบบนี้น่ารักดี มีตัวละครหลักๆ แค่คุณยาย หลาน แม่ และเพื่อนบ้านอีกนิดหน่อย แต่เรื่องจะเน้นให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างยายกับหลาน ซึ่งเห็นหลานแบบในเรื่องแล้วอยากจะทุบสักหลายๆตุ้บ ที่จริงพ่อแม่ และคนที่จะเป็นพ่อแม่ทั้งหลายควรจะดูไว้เป็นอุทาหรณ์ ว่าเราเลี้ยงเด็กรุ่นใหม่อย่างไรให้มีนิสัยเสียได้ขนาดนี้ ก้าวร้าว ไม่เคารพผู้ใหญ่ เอาแต่ใจตัวเอง ไม่คิดถึงผู้อื่น ชอบแกล้งคนอื่นๆ มีแต่ของเล่นอิเลคโทรนิค โอยย..สารพัดจะนิสัยเสีย นี่เป็นแนวโน้มของเด็กในสังคมเมืองทั่วโลกเลยก็ว่าได้ 

     

    หนังก็เดินเรื่องง่ายๆ แม่เอาลูกมาฝากไว้กับคุณยายซึ่งอยู่ต่างจังหวัดไกลโพ้น เป็นหมู่บ้านเล็กๆขนาดถนนยังเป็นลูกรังทั้งหมู่บ้าน หมู่บ้านนี้สังเกตดูจะมีแต่คนแก่กับเด็ก คุณยายในเรื่องนี้ก็พูดไม่ได้ แต่ก็พยายามสื่อสารเอาใจหลานตลอด หลานจะเข้าส้วมก็ต้องไปเฝ้าหน้าส้วม หลานอยากกินไก่ทอด ก็ต้องไปหาไก่ในหมู่บ้านมาทำให้ แต่ทำไม่เป็นเลยกลายเป็นไก่ต้ม หลานก็งอนอีก หลานอยากได้รองเท้าก็ซื้อให้ (ทั้งๆที่ไม่ค่อยจะมีเงิน) ฯลฯ เจ้าหลานก็อาละวาด ไม่พอใจเสียแทบทุกเรื่องไป แต่ในที่สุดเจ้าหลานก็ได้เข้าใจถึงความรักที่คุณยายมีให้ และตัวเขาเองก็อาลัยอาวรณ์เมื่อต้องจากคุณยายไป

    พอตอนจบพี่ต้องรีบเดินออกมาร้องไห้ กลัวลูกสาวเห็นแล้วร้องว่า แม่เป็นอะไร หือ ? เขาทำหนังได้ประทับใจดีค่ะ

    หนังแบบนี้คนไทยเราไม่สร้างกัน คงเป็นเพราะตลาดไทยไม่นิยมดูหนังแบบนี้  อ้อ มีอยู่เรื่องหนึ่งเป็นหนังก่อนปี พ.ศ.2530 เป็นหนังเด็ก ชื่อเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ สร้างจากเรื่องของ นิพพาน เข้าใจว่าเป็นฝีมือการกำกับของเปี๊ยก โปสเตอร์ แต่ก็เป็นหนังไทยที่เป็นหนังเด็กเรื่องเดียวที่เคยได้ดู เป็นหนังที่น่ารักและสวยใช้ได้ทีเดียวค่ะ
Posted by nava on 12 May 2003,00:06
inlove.gif    ขออภัย...ที่ห่างหาย มัวหลงทางไปอยู่บ้านคนอื่นเสียนาน
กลับมา"บ้านของเรา"อีกครั้ง จำแทบไม่ได้ บ้านเราหรือเปล่านี่?
  ก๊าก...ขำกลิ้ง..กับชื่อดาราฝรั่งแปลเป็นไทย ของน้องแทน
ชอบมาก Huge Grant ภูมิใจเกิดมาใหญ่
  พี่แอ๊ดดู"คุณยายผม...ดีที่สุดในโลก"แล้วคิดถึงคุณยายไหมครับ?
  บ่อยครั้งที่ผมรู้สึกว่า เราทำให้ท่านน้อยไป..
  เรากอดท่านน้อยกว่า...ที่ท่านกอดเรา
  เราป้อนอาหารท่านน้อยกว่า...ที่ท่านป้อนให้เรา
  เรารักท่าน...น้อยกว่าที่ท่านรักเรา  cry2.gif
Posted by nava on 12 May 2003,03:53
inlove.gif   อ้อ! ลืมขอบคุณ The Way Home และพี่แอ๊ด
ที่ทำให้ผมได้กลับมายังบ้านเก่าอีกครั้ง
                   ขอบคุณครับ   inlove.gif
Posted by nava on 13 May 2003,05:44
ohman.gif   มุมมองเรื่อง"นิสัยของหลานชาย"
        จากเรื่อง"คุณยายผมดีที่สุดในโลก"
ผมรู้สึกคล้ายกับพี่แอ๊ดในการเรื่องนิสัยเด็กยุค"โลกาภิวัฒน์ย้อนกลับ"
ผลสะท้อนจากเด็ก ทำให้นึกถึงเรื่องเล่าเก่าๆ"พ่อ-แม่รังแกฉัน"        cry3.gif.gif
การเลี้ยงดูลูกด้วยสื่อ-ซื้อความรำคาญด้วยของเล่นและอาหารขยะ
ท้ายที่สุดทำให้เด็กถูกลดทอนความเป็นมนุษย์       devil.gif
เมื่อกลับสู่สังคมดั้งเดิม, ความอาธรณ์,ความห่วงใย     love.gif
ความรักที่ให้โดยมิได้หวังสิ่งตอบแทน              flower.gif
ก็บ่มเพาะสำนึกดีให้เจ้าหนูน้อยอีกครั้ง             inlove.gif
Posted by add on 13 May 2003,05:49
คุณนาวา เอาเรื่อง The Way Home มาพูดเป็นนัย จนรู้สึกว่าเรื่องนี้มีความหมายมากขึ้นอีก  พี่ก็เลยกำลังนั่งนึกๆว่า เอ..มีหนังเรื่องอะไรบ้างนะ  ที่เกี่ยวกับบ้านที่มีความหมายลึกซึ้งๆ  อืม..ยังนึกไม่ออกเลย...

       พี่เป็นหลานที่คุณยายไม่รัก  เหอๆๆ  พี่เลยไม่ค่อยมีความประทับใจกับคุณยายของตัวเอง  แต่ชอบไปประทับใจคุณยายของคนอื่นๆๆ  คิกๆๆ  .... คุณนาวาเล่าเรื่องของคุณยายให้ฟังบ้างสิ... รอฟัง.... blush.gif
Posted by nava on 16 May 2003,05:17
blush.gif         
     คุณยายผมชอบเล่น"ไพ่ตอง"
           ชอบดู"ลิเก"เป็นชีวิตจิตใจ
           ชอบเคี้ยวหมาก
           ติดยานัตถ์
 ทอดกล้วยแขกอร่อยมาก จำได้ว่าหลังจากคุณยายผ่ากล้วยแล้ว
 ก็จะแช่ไว้ในน้ำปูน(ที่ใช้เคี้ยวกับหมาก) ก่อนจะชุบกับแป้ง
 ที่อุดมไปด้วยมะพร้าวขูดกับงาขาว
  มีลูกค้ามาอุดหนุน มากหลาย
     อย่างไรก็ดีผมก็มิได้เติบโต-ใกล้ชิดมากับคุณยายหรอก
     หากแต่ถูกประคบประหงมมากับอาม่า(คุณย่า)
ด้วยความที่เป้นหลานชายคนแรกของตระกูล จึงได้รับความรัก
จากท่านค่อนข้างมาก
    ที่พูดถึงคุณยายว่าปฎิบัติต่อท่านน้อย อันที่จริงหมายถึง"อาม่า"
 นี่แหละครับ!     
                  laugh1.gif
Posted by nava on 20 May 2003,07:29
มีโอกาสไปชม The Ultimate G ที่ IMAX
ผลปรากฏเฉกเช่นทุกครา
     "มุมกล้อง...เยี่ยม
     เทคนิค...ยอด
     แนวคิด...ดี
     แต่บทภาพยนต์...น่าเบื่อเช่นเคย"

                        hum.gif
Posted by add on 20 May 2003,08:45
เอ้ออ.. คุณยายพี่ก็เคี้ยวหมาก
          ชอบดูลิเก  หัวเราะจนน้ำหมากไหล
          ชอบเรียกให้ไปเหยียบๆแทนการนวด
          แล้วก็  ชอบบ่น  เอิ๊กกกกกกกก

วันหลังมาเล่าเรื่องคุณยาย คุณย่า อาม้า  อากง  ฯลฯ กันดีกว่านะ....

          น่าอิจฉา  คุณนาวาไปดูหนังอีกละ นี่ฟรีเบิร์ดบอกจะเอา samsara มาให้ดูน่ะ   ic-14.gif
Posted by nava on 24 May 2003,06:01
ชมเสร็จแล้ว อย่าลืมให้หมอปุ้มยืมต่อนะครับ
เรื่องแรงๆอย่างนี้ น่าจะให้คุณหมอกับพี่ณิต ช่วยแสดงทรรศนะ
พูดแล้ว..ชักคัน คราวก่อนเปิดประเด็นการสนทนา ที่ร่มฯ
ตั้งแต่หัวค่ำ จนผับเลิก ก็ยังออกรสมาจนถึงทุกวันนี้
เร็วๆนี้จะลงไป"เสวนา"ใหม่ครับ
คิดถึง "ร่มทองหลาง"มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
   cry2.gif       nolove.gif         bawling.gif
Posted by nava on 24 May 2003,06:08
ใช่เลยครับพี่! คุณยายผมก็ รักการดู"ยิเก" เป็นชีวิตจิตใจ
ทุกครั้งที่เจอ"เรา"แล้วต้องมีการเหยียบหลังทุกครา
                          blush.gif
คุณยายเรานะ! ชอบเหน็บแบงค์ไว้ที่เสื้อใน ด้วยละ
                               เราเห็นตอนเรา..เดะเดะ
                           laugh1.gif
Posted by add on 24 May 2003,20:23
ดีจังนะที่เรามียายด้วย ชื่อเรื่องแบบนี้เท่มั้ย เอิ๊กกกกกกก เขียนถึงเรื่องคุณยายของพวกเราแต่ละคนไง ตอนที่คุณเป็น เดะๆๆๆ เอิ๊กกกกกกกกกกกกกกกกกก

    คนที่ร่มทองหลางก็บ่นคิดถึงคุณนาวาเสมอค่ะ

    วันนี้เอาหนังหนี้ค้างชำระมาให้โตจ้ะๆ แต่ของพี่ไม่ข้ามปีนะ แค่ข้ามหลายเดือน เหอๆๆๆ

    THE A BEAUTIFUL MIND

    

     หนังเรื่องนี้สร้างมาจากอัตชีวประวัติของ John Forbes Nash, Jr ผู้เรียนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย พรินซตัน ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของวงการคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของโลก ในขณะที่เขามีอายุเพียง 23 ปี ผลงานขิ้นเอกของเขา คือการวิจัยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อ Non –Cooperative Game Theory ความยาวไม่ถึง 30 หน้า ที่เขาเขียนเมื่อเขาเรียนอยู่ปีที่ 2  ครูชั้นประถมเคยบอกกับแม่ของเขาว่า เขามีปัญหาในการเรียนคณิตศาสตร์เพราะเขาชอบแก้โจทย์ด้วยวิธีที่ไม่ซ้ำกับครู

    
     แนชเป็นคนที่มี IQ สูง เรียนเก่ง จนทำให้คิดว่าเขาเป็นคนสำคัญ   แต่เขาจะมีปัญหาด้าน EQ คือเขาดูเหมือนจะไม่เข้าใจคนอื่นๆ  ครั้งแรกที่เขาไปจีบผู้หญิง เขาก็โดนตบกลับมาเพราะความที่คิดว่าตัวเองเก่งใครๆก็ต้องยอมรับนั่นเอง ในตอนหลังเขาถึงขั้นต้องบำบัดทางจิต เพราะคิดว่าตนเองได้ทำหน้าที่เป็นสายลับให้แก่ประเทศชาติและกำลังถูกตามล่า อลิเซีย ภรรยาของเขาต้องคอยช่วยเหลือเขาทุกอย่าง เพื่อให้เขาเปิดโลกแคบที่หมกมุ่นอยู่กับตนเอง มาสู่โลกกว้างเพื่อให้คนอื่นๆได้รู้จักเขาบ้าง  ในที่สุดจอห์น แนชได้ใช้ชีวิตบั้นปลาย ด้วยการเป็นอาจารย์สอนที่พรินซตัน

     เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าความสำเร็จในชีวิตไม่ได้มาจากการมีสติปัญญาเป็นเลิศเสมอไป  การเป็นคนสำคัญบางครั้งก็เป็นทุกข์  ต่างจากคนสามัญที่ได้อยู่อย่างสงบสุข  และชีวิตที่สงบสุขนี้คือความสำเร็จที่แท้จริง

    

เรื่องนี้ได้รับรางวัลออสการ์ 4 สาขา ได้แก่

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ผู้กำกับยอดเยี่ยม  - รอน ฮาวเวิร์ด
นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม - เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่
และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม - อกิวา โกล์ดสแมน
แต่น่าเสียดายสำหรับ รัสเซลส์ โครว์ ที่รับบทเป็นตัวเอก จอห์น แนช แต่กลับพลาดรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมไปให้กับ เคนเซล วอชิงตัน จากหนังเรื่อง  Training Day

ลองอ่านเพิ่มเติมที่นี่

< ชนะจากข้างใน >

ข้อมูลจาก นิตยสาร สตาร์พิคส์ เมษายน 2002 ซึ่งเอื้อเฟื้อโดยคุณ ฟรีเบิร์ด
Posted by nava on 27 May 2003,05:46
love.gif
    มีคำพูดของ John Nash ที่ขึ้นกล่าวตอนรับรางวัลโนเบล
แม้จะฟังดูเป็นฮอลลีวู๊ด แต่ก็ถือว่าเป็น"สุนทรพจน์ที่สวยงาม"
   " ฉันเชื่อในตัวเลขเสมอ ในสมการและหลักตรรกศาสตร์
อันนำมาซึ่งเหตุผล แต่ในชั่วชีวิตแห่งการแสวงหา เฝ้าถาม
จริงๆแล้วตรรกศาสตร์คืออะไร? ใครสร้างเหตุผล?
การค้นหาได้หยั่งลึกถึงร่างกาย การเลื่อนลอย ภาพลวงตา
     เมื่อกลับมา ฉันได้ค้นพบสิ่งสำคัญที่สุดในวิชาชีพของฉัน
การค้นพบสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต มันอยู่ในสมการแห่งความรักเท่านั้น
และจะพบทุกๆเหตุผลได้ในนั้น ฉันอยู่ที่นี่ได้เพราะคุณ(ภรรยาของเขา)
คุณคือตะเกียงและเหตุผล คุณคือเหตุผลทั้งหมดของผม"

       flower.gif love.gif flower.gif love.gif flower.gif
                         John Nash
                       A Beautiful Mind
Posted by add on 01 Jun. 2003,19:01
Training Day

     

     Training Day หนังตำรวจเป็นผู้ร้ายและหลอกตำรวจด้วยกันเรื่องนี้ เดินเรื่องแต่ต้นจนจบภายใต้เวลาเพียงวันเดียว เรื่องของตำรวจเจนโลก (Denzel Washington ) กับละอ่อนน้อย (Ethan Hawke) ที่เข้ามาเรียนรู้งานปราบปรามยาเสพติดภาคสนาม

     Denzel Washington ปกติแล้วจะเล่นเป็นคนดี มาคราวนี้เป็นตัวร้าย ที่เปิดเรื่องด้วยท่าทางกวนๆและมีเลสนัย ลักษณะหมาหยอกไก่แบบคนที่เหนือกว่า อย่างการเอาปืนจี้หัวตำรวจใหม่ให้สูบกัญชา หรือทำในสิ่งที่แหวกกฎของตำรวจดีๆ ช่วยทำให้เรื่องน่าติดตาม หนังคลายเรื่องออกช้าๆ จนผู้ชมเห็นภาพกลุ่มตำรวจที่อาศัยคราบความเป็นตำรวจก่ออาชญากรรมเพื่อเงินตอบแทน และกว่าที่ตำรวจใหม่จะตระหนักชัดว่าอะไรเป็นอะไร เขาก็โดนหลอกไปอยู่ในดงอันธพาล และเกือบโดนสังหารโหด

     หนังดูสนุก ใช้ได้ แต่ดูแล้วก็ผ่านเลย ไม่มีอะไรติดค้างให้ต้องคิด เพราะตำรวจเป็นผู้ร้ายนั้น ไม่ใช่ของใหม่ เรื่องอย่างนี้มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆทั้งในจอและนอกจอ หนังเรื่องนี้ผมคงไม่รีบร้อนไปดู ถ้าไม่เป็นเพราะ Denzel Washington ได้รางวัลออสการ์ในฐานะดาราชายยอดเยี่ยม ดูก็เพราะอยากรู้ว่าทำไมเขาถึงได้เท่านั้น แต่ถ้าเป็นหนังทำนองลูกนักการเมืองยิงตำรวจตายแล้วโดนลงโทษซิครับ ถึงไม่มีรางวัลอะไรเลย ก็ต้องรีบไปดูแน่นอน

     อยากเห็นความยุติธรรมที่สะใจ

     เขียนโดยคุณ Tio จาก http://www.thaioctober.com

     พี่ได้ดูหนังเรื่องนี้ แว้บๆ เห็นลูกสาวเขาดูจาก UBC ก็ไม่ได้ตั้งใจจะดูเพราะหนังแนวแบบนี้ไม่ชอบเลย แต่ที่ดูก็ดูว่า อีธาน ฮอว์ค ตอนใส่หนวดแล้ว หน้าตาดูเป็นอย่างไร เหอๆๆๆๆๆๆ เคยเห็นแต่ตอนที่เขาเป็นเด็กนักเรียนน่ารักอย่างเรื่อง Dead Poet Society น่ะ

    
Posted by add on 04 Jun. 2003,05:26
ไปทำการบ้าน ดูหนัง Samsara ที่แสนจะฮือฮา ดูแล้วก็แสนจะเสียดายเสียดายว่าคนทำหนัง ทำหนังได้สวย และเพลงไพเราะ แต่.......

   1. น่าเสียดายที่หนังเรืองนี้มีความสมเหตุเป็นผลน้อยเกินไป เราเห็นแต่เพียงภาพของต้าชิ่บำเพ็ญภาวนา แต่ไม่รู้ว่าต้าชิได้อะไรบ้างจาการบวชที่ยาวนาน เห็นแต่เรื่องฝันเปียก

   2. เมื่อต้าชิตัดสินใจละทางธรรมมาทางโลก ก็ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลของการตลาดต้องการขายดาราแสดงว่าเป็น คริสตี้ ซุง หรือยังไง ถึงได้เน้นฉากเซ็กส์ มากจนเกินความจำเป็น หลายท่า และมีอยู่หลายฉาก รวมทั้งฉากเซ็กส์ของต้าชิกับสาวใช้ด้วยที่พิสดารพันลึก มากจนขนาดที่ว่าหนังต้องตั้งชื่อภาษาไทยว่า "รักร้อนแผ่นดินต้องจำ"

   3. เหตุผลที่ ต้าชิกลับไปบวชก็ดูไม่น่าจะจูงใจให้กลับไปบวชเลย หนังไม่ได้แสดงให้เห็นความรู้สึกตั้งแต่แรกว่าได้เห็นหรือผูกพัน หรือ การบวชมีความสำคัญอย่างไรต่อเขา 

   4. ฉากสุดท้ายยกเรื่องพระนางพิมพายโสธรามาพูด ดูออกจะยัดเยียดบทให้ตัวละครมาพูดๆๆ เหมือนละครที่ไม่รู้จะจบอย่างไรดี 

   หนังใสสวย ภาพสวย ดนตรีไพเราะ แต่เสียดายเนื้อเรื่องจริงๆเลย 

   (เนื้อเรื่องตามที่คุณนาวาเล่ามานั้น ครบถ้วนดีค่ะ 
< อ่านเรื่องย่อ >)
Posted by add on 05 Jun. 2003,07:22
อ้ะ เอารูปสวยๆๆไปดูก่อน ใครรู้มั้งว่าดาราคนนี้ชื่ออะไร และเล่นหนังเรื่องอะไร?  สวยมั้ย?

   

     (เอารูปมาให้ดูก่อน เหอๆๆ  เพราะเขียนยังไม่เสร็จ  เอาตามสำนวนคุณเก่ง ขี้เกียจจนขนขึ้น  เหอๆๆๆ  cry3.gif.gif  )
Posted by freebird on 06 Jun. 2003,06:36
แหม รูปนี้เธอสวยจริง ๆ ใครที่เป็นแฟนหนังเรื่อง ลาบูม น่าจะจำเธอได้ เธอ คือ โซฟี มาร์โซ งัยคะ  ส่วนรูปที่ป้าแอ๊ดเอามาลงนั้นมาจากเรื่อง แอนนา  คาเรนนิน่า  เป็นหนังจาก บทประพันธ์ของลีโอ ตอลสตอย  เนื้อเรื่องเท่าที่จำได้  จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของสตรีที่แต่งงานแล้ว แต่มาพบรักหลังการแต่งงาน  เป็นโศกนาฎกรรมที่น่าเศร้ามาก  ฟรีเบริ์ดไม่เล่าต่อแล้ว  คอยอ่านของป้าแอ๊ดดีกว่านะคะ
Posted by nava on 06 Jun. 2003,06:51
cry3.gif.gif  แง...แง..หนูอยากดูแอนนา คาเรนน่า
         ป้าแอ๊ด..กับพี่ฟีเบิร์ด...ช่วยพาหนูไปดูหน่อย..สิครับ
         ฮือ..ฮือ...(เสียงสะอื้น)     cry2.gif
Posted by add on 07 Jun. 2003,04:55
โอ๋ เด็กน้อย หนูอายุเท่าไรเนี่ย....ยังไม่ถึง 18 เหรอ หนังเรื่องนี้ PG ( Parent Guide ) นะจ๊ะ ต้องให้มีคนพาไปดู เดี๋ยวหนูจะได้เข้าใจเรื่องได้ถูกต้อง  มามะ...ป้าพาไปดูเอง ฟรีเบิร์ดอย่าแกล้งน้องสิ เอาขนมมาให้น้องกินมั่ง เอิ๊กกกกกกกกกกกก..........

    

   ( โอ๊ย...ดูตั้งนานแล้ว เล่าไม่ค่อยจะถูก เอิ๊กกกกก ดูรูปโปสเตอร์หนังถ่วงเวลาไปก่อน ฮี่ๆๆ )

      ฟรีเบิร์ดพูดถูก โซฟี  มาร์โซ เล่นหนังครั้งแรก ฮือฮามาก  ตอนนั้นเธอน่าจะอายุ 16 ปีมั้ง  สวยน่ารักมาก  เป็นฝรั่งผมดำดูแล้วสวยเข้มกว่าฝรั่งทั่วๆไป
Posted by add on 08 Jun. 2003,05:18
ANNA KARENINA
LEO TOLSTOY

    

Happy families are all alike; every unhappy family is unhappy in its own way.

"ครอบครัวที่เป็นสุขทุกครอบครัวนั้นคล้ายคลึงกัน แต่ครอบครัวที่ไม่มีความสุขแต่ละครอบครัวนั้นทุกข์ใจต่างๆกันไป"

    นี่เป็นบรรทัดแรกของหนังสือเรื่อง แอนนา คาเรนนินา เรื่องนี้เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นชีวิตของคน 2 คู่ ที่แตกต่างกัน

    ชีวิตคู่ที่ค่อนข้างเรียบง่ายของ เลวิน กับคิตตี้ เลวินนั้นถูกเกือบทุกเรื่อง เขาว่าไว้อย่างนี้หลังจากแต่งงานได้สามเดือน

    เขามีความสุข แต่การต้องเริ่มชีวิตครอบครัว ก็ทำให้เขาได้เห็นในแต่ละย่างก้าวว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดหวังไว้ ในแต่ละก้าว เขาได้รู้สึกอย่างที่คนๆ หนึ่งจะรู้สึก เมื่อหลังจากชื่นชมเรือน้อยเคลื่อนไปบนน้ำอย่างสงบสุข จึงได้ลงเรือเสียเอง และพบว่านอกจากจะต้องนั่งเงียบๆ โดยไม่กระดุกกระดิกไปมาแล้ว ก็ยังต้องคอยระวัง และไม่ลืมแม้แต่สักนิดว่ากำลังจะไปไหน ต้องไม่ลืมว่ากำลังอยู่บนน้ำ และต้องพายไป ถึงมือที่ไม่ชินจะต้องเจ็บจากการพายก็ตาม กล่าวสั้นๆ คือดูแล้วก็ง่ายดี แต่การลงมือทำจริงๆ นั้น ถึงแม้ว่าจะน่าสบาย แต่ก็เป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่ง ( คัดจาก < http://faylicity.com/book/article/lovebook.html > )

     แต่ในขณะชีวิตคู่ของแอนนานั้นตรงกันข้าม แอนนาผู้อยู่ในสังคมของชนชั้นสูง แต่งงานกับ Alexy ผู้มีหน้ามีตาในสังคม และมีลูกชายคนหนึ่งอายุ 8 ขวบ แต่กลับมาพบรักโรแมนติคกับ วรอนสกี้ แอนนาหญิงสาวผู้อ่อนไหว ถึงกับขอแยกทางกับสามี เพื่อมาอยู่กับวรอนสกี้ แต่ในที่สุดชีวิตเธอก็ต้องอับเฉา ผู้คนพากันติฉินนินทา และตัวเธอเองก็คิดมาก จนในที่สุดก็ตัดสินใจฆ่าตัวตาย

     ในหนังฉากที่ชานชาลารถไฟ เป็นฉากที่แอนนาได้พบกับวรอนสกี้ แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกแต่ก็เป็นฉากที่มีความหมาย เป็นฉากที่แอนนาได้เห็นภาพเจ้าหน้าที่รถไฟถูกรถไฟทับตายเพราะไม่ได้ยินเสียงหวูดรถไฟ และวรอนสกี่ได้มอบให้เจ้าหน้าที่รถไฟไป 200 รูเบิ้ล เพือ่ให้เขานำไปช่วยภรรยาของคนที่ตาย จุดนี้เป็นจุดที่แอนนาสะเทือนใจและฝังใจกับภาพที่สยดสยอง และแอนนาก็ประทับใจวรอนสกี้

    

    
Posted by add on 08 Jun. 2003,06:11
ฉากเต้นรำเป็นฉากที่ทั้งสองประทับใจและเริ่มมีความรู้สึกซาบซึ้งต่อกัน



    แอนนาในชุดราตรีสีดำ และวรอนสกี้ในชุดทหารที่สง่างามและหล่อเหลา ( ในหนังน่ะ รู้สึกว่าพระเอกหล่อสู้ในหนังสือไม่ได้เลย เหอๆๆ)

    

    เอารูปให้ดู ให้เอือมไปเลย
    
    

    

    แอนนามาอยู่กับวรอนสกี้ แต่ก็ถูกกีดกันจากอเล็กซี่ให้ไปพบลูกได้น้อยครั้ง (ลูกยังอยู่กับพ่อ) ชีวิตรักที่หวานชื่นและโรแมนติคของแอนนา และวรอนสกี้ ต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคมรอบข้าง ที่ผู้คนไม่ค่อยจะต้อนรับ กระทั่งปัญหาของแอนนาเองที่ คิดมาก ฟุ้งสร้าน คิดเล็กคิดน้อย คอยระแวงวรอนสกี้จะมีคนอื่น ( สมัยก่อนเลดี้ไม่ต้องทำงาน อยู่บ้านเฉยๆ ) ปัญหาทุกอย่างรุมเร้าจนในที่สุดแอนนาก็ตัดสินใจจบชีวิตตนเองลงเหมือนกับภาพที่เธอได้เห็นบนรางรถไฟในวันที่เธอได้พบและประทับใจวรอนสกี้ เธอให้ล้อเหล็กทับร่างของเธอเพื่อหนีปัญหาชีวิต

    อ้าว..นาวาร้องไห้ใหญ่แล้ว เอาทิชชูเช็ดน้ำตา เช็ดขี้มูกหน่อย  ไหนฟรีเบิร์ด ตาบวมฉึ่งเลย เอิ๊กกกกกกกกก ฮือๆๆ.... เศร้า....

    เห็นใจคนทำหนังเรื่องนี้ว่าทำยากมาก ต้องเอาวรรณกรรมเกือบพันหน้ามาย่อลงเหลือแค่ 2 ชั่วโมง เป็นเรื่องลำบาก แต่การเลือกโซฟี มาร์โซมาเป็นนางเอกก็เหมาะสมที่สุด แม้ว่าพระเอกจะไม่หล่อก็เหอะ (Sean Bean)

    ถ้าไม่รู้เรื่องมาก่อนก็จะดูหนังได้ลำบาก เพราะหนังจะตัดฉากกลับไปกลับมาตามหนังสือ ระหว่างคู่ของแอนนา และคู่ของ เลวิน 

    จบดีกว่า น้ำตาท่วมแล้ว  cry2.gif  
 
    
Posted by นกกะปูด on 08 Jun. 2003,23:24
อืมมม เศร้าจริงๆ ค่ะ ชอบตอนที่เปรียบเทียบชีวิตคู่เหมือนการพายเรือค่ะ
ว่าแต่นางเอกเธอสวยจริงๆ ค่ะ ป่านนี้อายุเท่าไหร่แล้วคะน้าแอ๊ด  
ถ้าจำไม่ผิดหนังเรื่อง ลาบูม นี่มีเพลง Dream ด้วยใช่ไม๊คะ
น้าแอ๊ดหามาเปิดให้ฟังบ้างนะคะ inlove.gif
Posted by nava on 11 Jun. 2003,11:08
winkthumb.gif
   ขอบคุณครับป้าแอ๊ด..นางเอกสวยจัง
แต่ผมรู้สึกว่า.."ความรัก"นี่เข้าใจยากจังเลยนะครับ
เวียนหัวจัง...รถไอติมมาแล้ว  toy45.gif
หนูไปซื้อไอติมก่อนนะ..ตูดู๊ดูด.. ic-14.gif
                    photographer.gif
Posted by nava on 11 Jun. 2003,11:16
coffee.gif
 "ฉันไม่เข้าใจเลยทำไมชาวตะวันตก จึงพยายามแสวงหา
ความเป็นที่หนึ่ง ที่ทิเบตนี่พระองค์ท่านสอนให้เราลด"อัตตา"
ปล่อยวาง..ยอมรับในธรรมชาติ"
  สาวชาวทิเบตพูดกับไฮน์ริค พระเอกนักปีนเขา
                              Seven Years In Tibet
Posted by add on 13 Jun. 2003,00:29
เฮ่ๆๆ คุณนาวา เอาการบ้านมาให้อีกแล้ว เคยดูตั้งนานแล้วอีกเหมือนกัน Seven Years In Tibet คงจะต้องไปทบทวนอีกที เพราะรู้สึกจะมีเพลงบรรเลงเพราะๆของ Nawang ด้วย

    วันนี้เอากระทู้ รักในเนต ที่กำลังฮิตมาคุยเป็นเรื่องหนังซะเลย ก็มีหนังสุดฮิตเรื่องหนึ่ง คือ You've Got Mail เป็นหนังปี 1998 แสดงนำโดย Meg Ryan และ Tom Hanks

    

     เป็นเรื่องราวของชีวิตคนนิวยอร์คที่เต็มไปด้วยการต่อสู้แข่งขัน Meg Ryan เป็นเจ้าของร้านหนังสือเด็กร้านเล็กๆที่เก่าแก่ซึ่งเธอสืบทอดมาจากรุ่นแม่ของเธอ เธอพยายามจัดรายการในร้าน เล่านิทานบ้าง ลดราคาบ้าง เพื่อกระตุ้นยอดขายให้ดีขึ้น 

     Tom Hanks พาหลานไปซื้อหนังสือเด็กที่ร้านนี้ และต่อมาเขาก็เปิดร้านหนังสือใหญ่โตมาก หลายชั้นหลายแผนก ลูกค้าก็หลั่งไหลกันไปที่ร้านหนังสือขนาดใหญ่ จนทำให้ร้านขนาดเล็กอย่างร้านของนางเอกต้องปิดลง

      ในการดำเนินเรื่อง นางเอกได้ติดต่อทาง e-mail กับผู้ชายคนหนึ่งอยู่เป็นประจำ เล่าทุกข์สุขและระบายความในใจต่อกัน รวมทั้งเรื่องร้านหนังสือที่นางเอกประสบ จนรู้สึกใกล้ชิดทางใจต่อกัน นางเอกไม่รู้ว่าพระเอกคือใคร แต่พระเอกรู้ ในที่สุดก็มีการนัดเจอกัน ครั้งแรกพระเอกไม่กล้ามาเจอ แต่ในตอนท้าย พระเอกก็ยอมมาเจอ และตกลงปลงใจกัน นางเอกก็ไม่โกรธและยอมรับเป็นคนรักกัน 
 
           

      เรื่องก็จบลงเท่านี้ Happy Ending จ้ะ

         
      ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเป็นละครญี่ปุ่น เรื่องสื่อรักออนไลน์ แล้วค่อยมาเล่านะ
Posted by nava on 14 Jun. 2003,11:04
หนังเรื่อง You got @ Mail ที่พี่แอ๊ดนำมาปัดฝุ่นฉายใหม่
ช่างเข้ากันได้ดีกับกระทู้ข้างห้อง"เพียงวิบไหวในแววตา"
    หนังพยายามบอกคนดูว่า
"ในโลกยุคดิจิตอล ท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจ 
บางครั้งก็ยังมีสิ่งละเอียดอ่อนซ่อนอยู่ยังมีเรื่องของจิตใจ
  แลความรักซุกซ่อนอยู่ในโลกทั้งสอง"
     ถ้าจำไม่ผิดในตอนท้ายนางเอกต้องเลือกระหว่าง
"สุภาพบุรุษแสนดีจากโลกออนไลน์ blush.gif กับนักธุรกิจหนุ่มที่ไม่มี
คำว่าปราณีเมื่ออยู่ในสนามการค้า" devil.gif
     ซึ่งทั้งสองก็คือคนเดียวกัน
"ใครช่วยบอกผมทีว่า ท้ายที่สุดนางเอกเลือกชายคนไหน?
และทำไมถึงเลือก?"
     inlove.gif
Posted by add on 14 Jun. 2003,23:20
นางเอกอยากจะเลือกชายในเน็ต แต่เผอิญชายในเน็ตเป็นเศรษฐีเจ้าของร้านหนังสือใหญ่ซึ่งเป็นคู่แข่ง 

    เมื่อเป็นดังนี้ นางเอกจึงยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เอิ๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก laugh1.gif

    มาเล่าต่อนะ

    สื่อรักออนไลน์ (With Love)

    

     แสดงโดย Takenouchi Yutaka (พระเอกคนนี้หล่อน่ารัก พี่ชอบ คริๆ ), Tanaka Misato (นางเอกคนนี้ก็ชอบเหมือนกัน ดูเชยๆเซ่อๆ ดี ),

     พระเอกเป็นนักร้องนักดนตรี แล้วตอนหลังมาเป็นคนทำงานโฆษณา แต่งเพลงให้งานโฆษณา ท่าทางเป็นเพลย์บอย นอนดึก ตื่นสาย 

     นางเอกก็เป็นคนพนักงานแบ็งค์ เรียบร้อยค่อนข้างเชย

     ทั้งคู่รู้จักกันในเน็ต มีเขียนเมล์ถึงกันบ่อยๆจนกลายเป็นชีวิตประจำวันของกันและกัน เวลาเปิดคอมฯ ก็ต้องรีบมาเช็คเมล์ แต่ต่างคนต่างไม่รู้ว่าแต่ละคนเป็นใคร  นางเอกจะใช้ชื่อว่า ตุ๊กตาไล่ฝน สัญญลักษณ์เป็นตัวตุ๊กตาผ้า

     

     ในชีวิตจริงสองคนนี้ได้มีโอกาสเจอกัน พอจะรู้จักกัน แต่ก็ไม่ได้รู้จักกันลึกซึ้งเหมือนในเน็ต รู้จักกันแค่ผิวเผิน  ไม่ได้มีความประทับใจต่อกัน  คราวหนึ่ง ลมพัดแผ่นโน้ตเพลงของพระเอกปลิวไป นางเอกไปช่วยเก็บมาได้ ในฉากนี้ นางเอกมองดูตัวโน้ตห้าเส้นบนแผ่นกระดาษแล้วพูดว่า

     “ตัวโน้ตดนตรีนี่ดีนะคะ สื่อให้คนอื่นรู้ถึงความรู้สึกและความในใจ ได้ “ ประโยคนี้ทำให้พระเอกถึงกับทึ่ง

     ทั้งคู่พยายามนัดเจอกัน แต่ก็มีอุปสรรคคลาดกันไปหลายครั้ง  กว่าจะเจอกันได้ก็จบเรื่องพอดี แล้วก็ลงเอยกันไปตามระเบียบ

     ที่พี่ประทับใจละครเรื่องนี้ เพราะมีคำพูดดีๆที่แฝงอยู่ หลายตอน และเพลงที่เขาใช้เป็น theme ของเรื่องคือเพลงคลาสสิค Piano Concerto No.2 in C-, Op.18 ของ RACHMANINOV movement ที่ 2


                    

    

     ซึ่งดัดแปลงให้ง่ายขึ้น แต่จะบรรเลงอยู่หลายๆฉาก รวมทั้งใช้เป็นทำนองที่พระเอกแต่งเพลงสำหรับทำเพลงโฆษณาด้วย

     สรุปว่าถ้าอยากจะดูหนัง หรือละคร เกี่ยวกับรักในเน็ต พี่ก็เชียร์ให้ดูละครเรื่องนี้มากกว่าดูหนังอื่นๆ เพราะละเอียด และลึกซึ้งกินใจกว่ากันมาก  แต่ตอนจบเขาจะจบง่ายๆไม่ถูกใจชาวไทยนัก เพราะไม่มีบทรักที่ซาบซึ้งเลย 
       
      

      

      

        

       
       
       
Posted by freebird on 15 Jun. 2003,06:35
ป้าแอ๊ด ทำไมพ่อรูปหล่อ รูปมันถึงเล็กนักหละ  ไม่มีรูปใหญ่ ๆ หรือเจ้าคะ  แบบว่าคิดถึงหนะ  ตอนนี้ไม่มีหนังของเค้ามาให้ดูเลย  ฟรีเบริ์ดเห็นด้วยกับป้าแอ๊ด  ที่ว่า เรื่องนี้ ดูสนุกกว่า หนังฮอลลีวู้ดอีก ซาบซึ้งตรึงใจกว่ากันเยอะ คือ อินจัดหนะจ๊ะเรื่องนี้ เลยเชียร์ออกนอกหน้า นี่ก็รออยู่ว่าเมื่อไร ทางไอทีวีจะเอามาฉายใหม่อีก อยากดูอีก เพราะตอนนี้ก็ดู หนังเกาหลี เรื่อง รักนี้ชั่วนิรันดร์ อยู่ โอ๊ย เศร้า  cry3.gif.gif  cry3.gif.gif  cry3.gif.gif
Posted by add on 18 Jun. 2003,02:21
รูปของยูทากะเหรอ หล่อเล็กๆๆก็พอแล้ว เหอๆๆๆๆๆ

    วันนี้มาแนะนำหนังวรรณกรรมเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง

Les Miserables 

    

    
ดาราแสดงนำมี 
Liam Neeson -------- แสดงเป็น ฌอง วาลฌอง ตัวเอกของเรื่องซึ่งเคยเป็นนักโทษหนีคุกมาก่อน

    

Geoffrey Rush -------แสดงเป็น ชาแวร์ ตำรวจผู้ยึดมั่นในหน้าที่และหลักการอย่างเคร่งครัด ( Geoffrey Rush เป็นดาราเจ้าบทบาทที่แสดงสีหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม ในเรื่องนี้ และเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่อง )

     

Uma Thurman ------- แสดงเป็น ฟองทีน ผู้หญิงที่วาลฌองช่วยเหลือ 

     

     
Claire Danes -------- แสดงเป็น โคเซ็ท ลูกสาวของฟองทีนที่วาลฌองเลี้ยงดูจนเติบโต 

    

     Les Miserables เป็นหนังปี 1998 สร้างจากวรรณกรรมอันโด่งดังของฝรั่งเศส แต่งโดย วิคเตอร์ ฮูโก (ผู้แต่งเรื่อง The Hunchback of Notre-Dame -ไอ้ค่อม แห่ง นอตเทรอะดาม ) มีผู้แปลเป็นภาษาไทย ชื่อเรื่อง เหยื่ออธรรม แปลโดย จูเลียต ( คุณ ชนิด สายประดิษฐ์ ภรรยาของ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์) 

    
Posted by add on 19 Jun. 2003,00:50
เรื่องย่อ Les Miserables

    

     เป็นเรื่องของนักโทษแหกคุกคนหนึ่งมาอาศัยขออาหารและนอนในวัด แต่พอรุ่งเช้าก็ขโมยของในวัดออกไปด้วย และนักโทษคนนี้ถูกตำรวจจับได้ จึงเอาตัวมาถามหลวงพ่อที่วัดเรื่องของกลาง แต่หลวงพ่อกลับบอกว่า ท่านเป็นคนให้ของทั้งหมดแก่ชายคนนี้ไป เหตุการณ์ตอนนี้ทำให้วาลฌองประทับใจ และกลับตนเป็นคนดีช่วยเหลือคนอื่นในเวลาต่อมา เพราะคำพูดของหลวงพ่อที่กระซิบบอกแก่เขาว่า

     " อย่าลืมว่าท่านได้ให้สัญญากับข้าพเจ้าว่า จะใช้เครื่องเงินนี้เพื่อทำให้ท่านเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต "

     

     ในภาพจะเห็นเชิงเทียนที่เขาขโมยมา และเขาได้เก็บมันไว้จนวาระสุดท้ายของชีวิต ในหนังสือจะบอกว่าได้มอบเชิงเทียนนี้ให้แก่โคเซ็ทก่อนที่เขาจะสิ้นใจ

     หลายปีต่อมาวาลฌองได้ประกอบกิจการร่ำรวยด้วยความอดทนและความมีคุณธรรม เขาช่วยเหลือผู้คนเป็นจำนวนมาก กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงในสังคม แต่ก็มีตำรวจคนหนึ่ง(ชาแวร์)จำได้ว่าเขาเป็นนักโทษที่หนีคุกมา ตำรวจคนนี้พยายามทำตามภาระหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด คือ พยายามสืบและตามจับนักโทษคนนี้เพื่อจะนำตัวมาลงโทษให้ได้ 
     
     

     
      ภาพนี้เป็นภาพในศาลที่ วาลฌองพยายามที่จะพูดความจริงว่าเขาเป็นนักโทษที่เคยทำร้ายผู้คุม และหนีคุกออกมา

      แต่พอทุกคนรู้ว่าเขาเป็นใคร ตำรวจก็ตรงเข้าจะจับกุมเขาทันที เขาจึงอาศัยช่วงจังหวะชุลมุนนี้หลบหนีไปได้ เขาหนีไปพร้อมกับช่วยเหลือและเลี้ยงดูลูกสาวของคนงานคนหนึ่งซึ่งเธอได้ฝากฝังลูกสาวของเธอไว้กับเขาก่อนสิ้นลม วาลฌองได้รับความช่วยเหลือจากแม่ชีมืดในโบสถ์แห่งหนึ่ง และอยู่จนลูกสาวเติบโตเป็นสาว เขาจึงตัดสินใจออกมาหาซื้อบ้านอยู่เอง ลูกสาวได้ไปพบรักกับชายหนุ่มหัวรุนแรงซึ่งต่อต้านระบบศักดินาในฝรั่งเศสสมัยนั้น วาลฌองพยายามจะย้ายหนีไม่ให้ลูกสาวได้พบกับคนรัก แต่ในที่สุดเขาเองก็ต้องไปพัวพันกับการช่วยเหลือพวกปฏิวัติ

     

     เหตุการณ์การปฎิวัติในเดือน กรกฏาคม ปึ ค.ศ.1832 เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่าง ประชาชน (ในภาพ คือ มารีอุส คนรักของโคเซ็ท ) กับทหารของรัฐบาลฝรั่งเศส

     

     พวกตำรวจมาตามพวกที่ก่อการกบฎ ชาแวร์พลาดพลั้งเสียทีถูกพวกปฏิวัติจับตัวได้  แต่ วาลฌองมาทำทีว่าจะเอาตัวชาแวร์ไปฆ่า  เขามีโอกาสฆ่าตำรวจได้ แต่เขาไม่ทำ และปล่อยตัวตำรวจไป ตำรวจได้โอกาสอีกครั้งจึงจับพระเอกได้สมความตั้งใจ เขาคิดจะสังหารพระเอกในฐานะที่เป็นนักโทษแหกคุกมา แต่คุณธรรมในจิตใจ ความขัดแย้งในใจ ทำให้เขาทำตามหน้าที่ไม่ได้ เพราะนักโทษคนนี้ได้ช่วยชีวิตเขา

    ดังนั้นทางออกทางสุดท้ายของตำรวจชาแวร์ คือตัวเขาเองตัดสินใจกระโดดน้ำตาย 

    
Posted by add on 19 Jun. 2003,21:50
ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ขอแนะนำให้เพื่อนและพี่ๆน้องไปหามาดูเพราะเป็นเรื่องที่สะท้อนถึง

   
   1. ความทุกข์ยากของคนในสังคม คนยากจนแทบไม่มีทรัพย์สมบัติใดๆเลย นางเอกเป็นคนจน ถูกไล่ออกจากงานเพราะเป็นวัณโรค ต้องไปหาเงินด้วยการเป็นโสเภณี

   2. สะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมในสังคม คนที่เป็นชนชั้นล่างจะถูกกดขี่เหยียดหยามจากชนชั้นที่สูงกว่าและจากตัวแทนอำนาจรัฐ เมื่อนางเอกเป็นโสเภณีถูกผู้ชายแกล้งลวนลามแทนที่ตำรวจจะช่วยโสเภณี เธอกลับถูกทำร้ายซ้ำเติมอีกด้วย

   3. สะท้อนให้เห็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับอำนาจรัฐ ซึ่งในการต่อสู้จะมีการสูญเสียเสมอ ในหนังเรื่องนี้มี้เด็กที่ถูกยิงตายเพราะเข้าร่วมการต่อสู้

   

   4. สะท้อนให้เห็นความดีงามในจิตใจคนที่สามารถจะเปลี่ยนแปลงจิตใจคนอื่นได้ด้วย เช่นกรณีหลวงพ่อได้ให้ความเมตตาต่อนักโทษ ไม่กล่าวโทษเขาทั้งที่เขาขโมยของ ทำให้นักโทษกลับตัวเป็นคนดี และเป็นพลังผลักดันให้เขากลายเป็นคนที่พยายามจะช่วยเหลือคนที่ทุกข์ยากทุกอย่าง จนกระทั่งทำให้เขาได้ไปอุปการะเลี้ยงดูลูกสาวของโสเภณีจนเติบใหญ่

   
     
   5. สะท้อนให้ความเป็นมนุษย์ซึ่งมีทั้งความดีและความเลวอยู่ในคนคนเดียวกัน

    พระเอกเคยเป็นคนเลว ขี้ขโมย แต่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นคนดีมีเมตตา ช่วยเหลือคนอื่น ไม่ฆ่าคนที่ตามปองร้ายตัวเองทั้งๆที่มีโอกาส

    ตำรวจ ทำตามหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด เคยรู้ว่าพระเอกมีคดีติดตัวก็ตามจะต้องจับตัวมาลงโทษให้ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะกลับกลายเป็นคนดีแล้วก็ตาม แต่ในที่สุด ตัวตำรวจเองก็พ่ายแพ้ต่อความดีของพระเอก พ่ายแพ้ต่อความมีเมตตาต่อพระเอก จึงทำให้ทนไม่ได้ และได้ตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองแทน.......

       

    ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ทำให้ซาบซึ้งในความเป็นคนมาก ซาบซึ้งในความเป็นมนุษย์ จึงอยากจะให้หามาดูกัน แล้วเอามามองตนเอง มองผู้คนในสังคม จะได้เข้าใจในคน เข้าใจมนุษย์
Posted by add on 04 Jul. 2003,02:45
The Pianist

    

     เป็นหนังเกี่ยวกับชีวิตจริงของนักเปียนโนชาวยิวคนหนึ่ง ชื่อ Wladislaw Szpilman ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศโปแลนด์ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเยอรมันบุกโปแลนด์และจัดการแยกและกวาดล้างชนชาวยิวทั้งหมด เขาต้องพลัดพรากจากครอบครัวและได้รับความช่วยเหลือจากนักดนตรีหญิง (เล่น เชลโล่) ที่ชื่อ Halina ชาวโปแลนด์คนหนึ่ง 

     ดังนั้นหนังจึงค่อนข้างจะเป็นชีวประวัติของนักเปียนโน ที่ต้องหนีจากนาซีแบบหัวซุกหัวซุน แล้วก็มีฉากความโหดร้ายของเยอรมันเข้ามาเป็นระยะๆ แต่ในตอนท้ายเรื่องนั้น เรื่องก็คลี่คลายไป เมื่อ นายทหารเยอรมัน Captain Wilm Hosenfeld ได้ยินเสียงกระป๋องตกในตึกร้าง เขาได้เข้าเจอ Szpilman แต่เขาไม่ได้โหดแบบทหารเยอรมันทั่วไป เขากลับถามว่า พระเอกทำงานอะไร พระเอกตอบว่า เป็นนักเปียนโน นายทหารเยอรมันจึงให้เขาเล่นเปียนโนให้ฟัง และไว้ชีวิตเขา (นับว่า นายทหารเยอรมันก็มีดนตรีในหัวใจเหมือนกัน)

     ในช่วงสงครามใกล้สิ้นสุด รัสเซียเริ่มบุกเข้ามาในโปแลนด์และเยอรมันก็ยอมแพ้ ก่อนที่เยอรมันจะพ่ายแพ้ นายทหารเยอรมันยังเอาอาหารมาให้ แล้วยังเอาเสื้อโค้ตไว้ให้เพราะเห็นว่าอากาศหนาว พระเอกก็ซื่อบื้อใส่เสื้อโค้ตทหารเยอรมันในวันที่รัสเซียเข้าเมืองวอร์ซอ จึงทำให้พระเอกแทบจะถูกยิงตายเพราะเสื้อโค้ตตัวนี้

     ในที่สุดพระเอกก็กลับไปได้มีชีวิตปกติ ได้เล่นเปียนโนเหมือนเดิม ส่วนนายทหารเยอรมันเสียชีวิตในคุกรัสเซียเมื่ออายุ 57 ปี ส่วนพระเอกเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ ปี่ ค.ศ.2000 นี่เอง มีอายุ 88 ปี

     
      Adrien BRODY และ Roman Polanski 

     หนังเรื่องนี้ คนสร้างคือ Roman Polanski หนังปี 2002 เพิ่งจะได้รับรางวัลออสการ์ปีนี้ไปหมาดๆ คือรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม และได้รับรางวัลจากเมืองคานส์ คือ

     The Award for Best Actress ,
     The Award for Best Actor,
     The Award for Best Director ,
     The Award for Best Screenplay

     ดารานำแสดงได้แก่

     Jessica Kate MEYER  Halina 
     Adrien BRODY  Wladislaw Szpilman 
     Thomas KRETSCHMANN  Captain Wilm Hosenfeld 

     
Posted by add on 12 Aug. 2003,02:28
เพิ่งได้ข่าวจากเจ้าของกระทู้นี้ว่า ถูกทุบรถ แล้วโน้ตบุ๊คถูกขโมยไป จึงไม่ได้เข้าบ้านมาเป็นเวลานานแล้ว  ตอนนี้กำลังจะได้โน้ตบุ๊คตัวใหม่ ไม่รู้จะเข้าซอยผิดหรือเปล่าน่ะ 

    คุณนาวา จำซอยเข้าบ้านได้ป่าว?.....ไม่ใช่ซอยที่มีต้นทองหลางนะ ฮ่าๆๆๆๆๆ เอิ๊กๆๆๆๆๆๆๆ ซอยนี้มีนกกะปูดเดินๆอยู่นะจ๊ะ ให้เดินตามนกกะปูดมานะ   ส่วนนกอิสระนั่นก็อิสระเสียจนไม่รู้ไปอยู่หนไหน ขี้เกียจเรียกแล้ว.....เรียกจนเมื่อยปากแล้ว.......วี้ดดดดดดด.....บึ้ม! ohman.gif

    อ้อ..ส่งข่าวให้.... ก๊วนร่มทองหลาง ตอนนี้ไม่ได้สนใจกอล์ฟกันสักเท่าไร ยังนัดตีกอล์ฟอยู่ แต่เอาดีไม่ได้เขาว่างั้น  เลยหันไปเรียนดนตรีกันในสวน มีไวโอลิน และ แมนโดลิน อ.นิต ผู้สอน เชิญไปแอบฟังได้ฮ่ะ เพลงเอกของเขาคือ The Godfather's Waltz ค่ะ winkthumb.gif
Posted by นกกะปูด on 19 Aug. 2003,03:11
อ้าววว น้าแอ๊ดมาตอบอยู่นี่เอง แหม.. นู๋ก็น้อยใจอยู่ แอบไปถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ชวนตีกอล์ฟที่กระทู้สาส์นท้ารบโน่น ตั้งปีมะโว้แล้วค่ะ พี่นิต น้องฟรีเบริ์ด คุณนาวา ก๊วนร่มทองหลางไม่มีใครมาคุยด้วยเลย แง๊ๆๆๆ

เอาน่า.. พี่นิตอย่ามัวเล่นไวโอลิน นู๋ตีตั๋วให้แล้วไปดูหนังกัน (สองคน) นะคะ เอิ๊กๆๆ "คนบาปพรหมพิราม" แต่เขาเปลี่ยนชื่อเป็นคืนบาปพรหมพิรามแล้วค่ะ เป็นเรื่องจริงที่ผู้หญิงถูกคนทั้งตำบลข่มขืน.. น้าแอ๊ดสะกิดพี่นิต มาคุยกับนู๋หน่อยค่ะ คิดทึ้งงงคิดถึง จะตายอยู่แล้วว crying1.gif



เอิ๊กๆๆ อ้าวว ทำไมโป๊สเตอร์หนัง กลายเป็นอย่างงี้ เอิ๊กๆๆๆ
Posted by นกกะปูด on 19 Aug. 2003,04:07
"คืนบาปพรหมพิราม"


เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2520 มีคดีสยองขวัญ คือผู้หญิงถูกรถไฟทับขาดหลายท่อนใน อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ตอนแรกข่าวนี้ก็เป็นแค่ข่าวเล็ก ๆ ต่อในท้ายข่าวหน้าสุดท้าย ตำรวจก็แทงเรื่องเป็นอุบัติเหตุ แล้วก็ปิดแฟ้มไป เพราะเรื่องอุบัติเหตุบนรางรถไฟนั้นเป็นเรื่องปรกติในช่วงเวลานั้น แต่ไม่นานก็มีนักข่าวของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นไปขุดขึ้นมา เพราะสภาพศพน่าสงสัย และดูจงใจไป ต่อมาข่าวนั้นถูกนำมาขยายต่อในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เมื่อเป็นข่าวตำรวจก็เลยฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ เรียกว่าตำรวจใหญ่ของจังหวัดมากันทั้งหมด ประกอบไปด้วย (ยศในขณะนั้น) พ.ต.อ.สมชาย ไวยเวช ผู้กำกับการจังหวัดพิษณุโลก, พ.ต.ท.นิวาท ทองชิต, ร.ต.ท.สมจิตร ทวนต้นไทร, ร.ต.ต.เยี่ยม แสงหิรัญ พนักงานสอบสวน สภ.อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ลงมือสอบด้วยตนเองจนได้ความอย่างที่ปรากฏโดยใช้เวลาไม่นานนัก

ผู้ที่ถูกจับกุมในข้อหาร่วมกันข่มขืนแล้วฆ่าทั้งหมด 8 คน นายมัน นายบุญมา นายบุญลือ นายบุญส่ง นายบุญชู นายสุเทพ นายเทียบ และนายสงวน โดยแยกขังสอบสวนตามสภ.อ.ต่าง ๆ ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ยอมรับสารภาพ

ผู้ตายชื่อนางสำเนียง มีความเชื่อว่าวิกลจริต โดยก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุนั้นเธอบอกว่าจะออกมาตามหาสามีทางเหนือ จากนั้นก็แอบขึ้นรถด่วน 37 กรุงเทพ - เชียงใหม่ มาเอง แต่เมื่อถึงอำเภอพรหมพิราม เธอก็ถูกการ์ดรถไล่ลงเนื่องจากไม่มีตั๋ว แถมท่าทางคงกระเซอะกระเซิงด้วย การ์ดก็เลยไล่ลงเสีย โดยมิได้ดูว่ามันจะอันตรายถึงแก่ชีวิตของเธอหรือไม่

ตามบันทึกตำรวจบอกว่าเหตุการณ์เริ่มเมื่อตอนตี 1 มีกลุ่มชายฉกรรณ์ที่อยู่ในสภาพมึนเมาล่อลวงนางสำเนียงซึ่งนั่งร้องไห้เพราะหิวและไม่รู้จะไปไหน ไปข่มขืน โดยนายสุเทพเริ่มต้นก่อน จากนั้นก็ชักชวนเพื่อน ๆ ซึ่งเมา ๆ เพราะบังเอิญวันนั้นมีงานเลี้ยงของผู้มีอิทธิพลของอำเภอกันด้วย มาร่วมกันลงแขกต่อ ยิ่งดึกคนก็ยิ่งมาก คนที่เสร็จไปแล้วรอบหนึ่งก็วิ่งไปตามพรรคพวกที่ยังเมาอยู่ในงานเลี้ยงให้มาร่วมข่มขืนต่อ ว่ากันว่าที่มานั้นมีทั้งตั้งใจข่มขืน ขณะที่บางคนก็ไม่ตั้งใจ เพียงแต่เสียงเชียร์มันมี ก็เลยต้องข่มขืนด้วย เพราะอายกลัวเพื่อนจะล้อว่าไม่กล้า กว่าจะเสร็จทั้ง 30 คนก็กินเวลา 2 ชั่วโมงเศษ

แม้นางสำเนียงจะขาดใจตายแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็มีเจ้าพ่อคนหนึ่งแห่งพรหมพิรามกับพวกอีก 5-6 คน มาข่มขืนโดยที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังข่มขืนศพ จนกระทั่งลองจับหัวใจของสาวเคราะห์ร้ายถึงทราบว่าหยุดเต้น เมื่อเป็นเช่นนั้นกลุ่มผู้กระทำผิดจึงตัดสินใจอำพรางคดีโดยลากศพไปให้รถไฟทับ ในส่วนของผู้ต้องหานั้นที่สั่งฟ้องได้จริง ๆ เข้าใจว่าจะมีอยู่แค่ 8-9 คน แต่ละคนติดคุกกันไม่เกิน 10 ปี หลายคนก็ยังมีชีวิตกันอยู่ แต่เหตุการณ์นั้นไม่มีใครอยากจะพูดถึงเท่าไหร่นัก

สันติ เศวตวิมล ใช้นามปากกา “นที สีทันดร” เอามาเขียนและเรียบเรียงเป็นนวนิยายในเรื่อง “พรหมพิลาป” พิมพ์ออกมาขายเมื่อปี 2540 และมานพ อุดมเดช เอามาทำเป็นหนัง อย่างที่ทราบกันอยู่ คดีนี้เป็นเรื่องที่สะเทือนขวัญประชาชนมากขณะนั้น เพราะเป็นการกระทำที่โหดร้ายมาก ทั้ง ๆ ที่เป็นคนด้วยกัน นอกจากนั้นหลายฝ่ายถูกด่ากันขรม ทั้งตำรวจ ทั้งการรถไฟ นักข่าวช่วงนั้นก็เป็นฮีโร่ไป ขณะที่ศัพท์แสงทางด้านการข่มขืนก็มีเพิ่มขึ้น เช่น “ลงแขก” หรือ “เวียนเทียน” เป็นต้น

ที่สำคัญ แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจของตำรวจไทยเหมือนกันว่า แม้สภาพศพจะเหลวเละขนาดไหน ถ้าลองเอาจริงจะคลี่คลายคดีให้ได้ ก็สามารถทำได้อย่างเหลือเชื่อ เรื่องนี้ถูกประท้วงกันก็เพราะว่าชื่อหนังนั้นผู้สร้างได้ตั้งชื่อสถานที่เกิดเหตุเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องปรกติของเมืองไทยที่ยังอ่อนไหวกับเรื่องแบบนี้ ขณะเดียวกันผู้เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมก็พยายามเข้ามา เพราะเป็นการสร้างฐานและคะแนนนิยมให้กับคนในอำเภอพรหมพิราม แถมยังถูกเอาไปขยายอีกว่า เรื่องนี้เน้นฉากข่มขืนกันอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงหนังที่ว่าด้วยเรื่องการลงแขกนั้นมีอยู่ในหนังฝรั่งที่ได้รางวัลหลายเรื่อง อาทิ The Accuse หรือ Boys Don’t Cry เป็นต้น





*** ที่มา  http://www.manager.co.th/politics/PoliticsQAQuestion.asp?QAID=1783.
Posted by สข1 on 22 Aug. 2003,03:19
ผมได้รับฟังข่าวเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มาบ้างเหมือนกัน  รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เลวเหลือเชื่อ  ไม่คิดว่าจะมีมนุษย์คนไหน  หรือพันธุ์ไหนทำเรื่องเช่นนี้ได้ลง  ผมฟังเขาพูดคุยกันทางวิทยุ  มีคนเข้าไปหาข้อมูลได้สัมภาษณ์คนที่พรมพิราม(เข้าใจว่าเป็นทีมผู้สร้างหนัง)  มีบางคนบอกว่าสมัยปี 2520 เรื่องหลอก ฉุด ผู้หญิงมาข่มขืนทีละ 10คน 20คนเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่นี่ แต่ไม่เป็นข่าว แต่รายนี้ที่เป็นข่าวเพราะว่าเกิดการตายขึ้นมา  ในช่วงที่มีการประท้วงชื่อหนัง  มีผู้ฟังท่านหนึ่งโทรศัพท์เข้าในรายการโฟนอิน  บอกว่าการตั้งชื่อหนังทำให้เสียชื่อเสียงของคนพรมพิราม  และหนังก็สร้างไม่ตรงข้อเท็จจริง  เพราะคนที่ร่วมข่มขืนมีแค่สิบกว่าคนเท่านั้น  ไม่ใช่สามสิบคนอย่างในหนัง  ผมอยากถามว่าถ้ามันมีแค่ 10 คนแล้วมันแปลว่าเลวน้อยกว่าหรืออย่างไร  มันเป็นเรื่องของคนที่มีความพิกลพิการทางสมอง  และจิตใจ  

รู้สึกดีใจที่มีดนยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในเวบนี้  ความจริงอยากให้ตั้งเป็นกระทู้ใหม่แล้วช่วยกันแสดงความเห็น  น่าพูดคุยเปรียบเทียบกับเรื่องการคลั่งอาการป่วยของ บิ้ก ดีทูบี ของกลุ่มวัยรุ่น
Posted by นกกะปูด on 22 Sep. 2003,03:55
โอ้.. ตายหล่ะพี่ นี่ก็ครบ 1 เดือนพอดี นู๋เพิ่งมาเปิดอ่านกระทู้นี้ค่ะ
เอาเลยพี่สข1 จะตั้งกระทู้ใหม่ก็เอาค่ะ
นู๋เชียร์เต็มที่ยิ่งเรื่องเกี่ยวกับการข่มขืนนี่นู๋ชอบนักเชียว
ที่จริงนู๋เกลียดการกระทำเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นข่มขืนคนเดียว หรือลงแขก
นู๋ว่ามันเป็นการกระทำของ "สัตว์" ซะมากกว่า..

เมื่ออาทิตย์ก่อน ได้คุยกับนักโทษขาใหญ่ที่เพิ่งออกจากคุก
เขาเล่าให้ฟังว่า ไอ้พวกผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ถูกฝากขังในเรือนจำ
ถ้าโดนข้อหาข่มขืนฆ่า หรือข้อหาข่มขืนเด็ก อะไรเทือกนั้น
จะโดนนักโทษที่อยู่ในเรือนจำ รุมสกรัมจนน่วมค่ะ
ดีค่ะ.. ถ้าไม่เป็นการจับแพะ คนเลวจำพวกนี้สมควรขึ้นหลักประหารค่ะ

ศาลไทยก็เกลียดคดีประเภทนี้ค่ะ เมื่อไม่นานมานี้มีคดีข่มขืนเด็กวัยรุ่น
เรื่องของเรื่องคือ ผู้ตายกับเด็กหนุ่มเป็นแฟนกันแล้วไปเมคเลิฟกันบนดาดฟ้า
ทีนี้ก็ดันมีเพื่อนชายหื่นกาม ทนแอบดูไม่ไหว ก็เลยจะขอเข้าร่วม
ผู้ตายกำลังแก้ผ้าอยู่ ก็ดิ้นรนขัดขืน จนตกจากตึกสูงตายคาที่..

ศาลฏีกาลงโทษหนักหลายฐาน ทั้งพยายามข่มขืน อนาจาร และเจตนาฆ่า ค่ะ devil.gif
Posted by add on 15 Oct. 2003,22:58
แปลชื่อหนัง เอามาให้อ่านเล่น 

spiderman----->>ผู้ชายลายแมงมุม
vanilla sky----->>ท้องฟ้าน่าอร่อย
the queen of the damned----->>ราชินีของคำพูดหยาบคาย
hannibal----->>Hา-นี่-บ้า
true lies----->>สัจจะโกหก
The mummy returns : มัมมี่กลับมาแล้ว The Mummy Returns มัมมี่ตีวง
Titanic - ----->>ชู้รักเรือล่ม

The story of us ----->>เรื่องของผมใครอย่ายุ่ง
The X-file ----->>รูปโป๊
Star wars ----->>ไอศกรีมรูปดาว
the matrix ----->>เลขคณิตคิดจนตาย
Psi ----->>เลขคณิตคิดจนตาย สอง
Perfect storm ----->>พายุคลั่ง
The X-men ----->>ผู้ชายขายรัก
Nothing Hill ----->>เขาหัวโล้น
Chinken run KFC ----->>รสชาดใหม่ วิ่ง เพื่อชีวิต
Mercury raising ----->>จันทร์ ฉาย
as good as it get ----->>แค่นี้ก้อดีตาย อ่า แล้ว

Face off----->> ออกนอกหน้า
Drive Me Crazy ----->>: ขับฉันอย่างบ้าคลั่ง
Con Air : ----->>แอร์ขอนแก่น
Runaway Bride :----->> เจ้าสาวที่วิ่งหนี (ตามชู้) ไป
Runaway Bride --- ----->>วิ่งสิจ๊ะ..ชะนี
From #### -------->> นรก...บ้านกรู
the lord of the ring ------->>- อภินิหารแหวนทองเหลือง
Braveheart ----->>ใจกล้า(จังเลยพี่)
Fear----->> กลัว(เหมือนกันแหละน้อง)
U-571----->> อู๊ !!! เลขเด็ด
Dr. dolittle ----->>คุณหมอทำเล็กๆ
il mare----->> มารีป่วย(ill mare)

step mom ----->>ท่าเต้นของแม่(โอ้โฮ้ )
scary movie ----->>กลัวโคตรๆ
sex and the city----->> พัฒน์พงษ์
the powder ----->>ผู้ชายสไตล์แคร์
babe ----->>โอ้ ที่รัก
mars attack----->> ชวนกันซักผ้า
u’ve got mail ----->>ไม่ fwd mail ก็รูปโป๊
return of the jedi ----->>บักเจไดเลี้ยวรถ
harry potter ----->>++เเฮรี่หน้าหม้อ
I know what you did last summer - ข้อยฮู้สูเฮ็ดอิหยังหน้าฮ้อนก่อน
I still know what you did last summer -ข้อยก็หยังฮู้สูเฮ็ดอิหยังหน้าฮ้อนก่อนสิ

Eyes Wide Shut ----->>: จะอายทำไม ก็เห็นอยู่ชัดๆ
A Beautiful Mind ----->>ใจดีจัง
Farewell to My Concubine ----->>เมียน้อยจ๋าผัวลาก่อน
Someone Like You ----->>คนอย่างแก
Friends ----->>เสี่ยว
The Parents Trap ----->>กับดักบุพการี
Braveheart ----->>ใจกล้าหน้าด้าน
The Scorpion King ----->>เจ้าพ่อแมงป่อง
The Thin Red Line –----->> เส้นเล็กเย็นตาโฟ


< http://www.yimsiam.com/club....=050343 >
Posted by add on 27 Dec. 2003,00:16
ฮ้า.... คิดถึงคุณนาวาจัง คุณนาวาต้องรับงานหนัก เลยไม่ได้เข้าที่บ้านฅนธรรมดาเลย สงสัยลืมทางเข้าบ้านอีกแล้วเนี่ยะ laugh1.gif 

Count of Monte Christo
ภาพยนตร์ ปี 2002
จากวรรณกรรมอมตะ ของ Alexandre Dumas
ดาราแสดง Guy Pearce, James Caviezel, Richard Harris


   


       เอ็ดมันส์ ดังเต้  เป็นคนหนุ่มยากจนผู้ซื่อสัตย์  ชีวิตของเขากำลังจะรุ่งโรจน์ เมื่อได้รับตำแหน่งเป็นกัปตันเรือ และมีหญิงสาวคนรัก แต่ชีวิตของเขากลับพลิกผันไป เพียงเพราะความอิจฉาริษยาในจิตใจของมนุษย์  คนที่เป็นเพื่อนสนิทของเขากลับกลายเป็นคนที่หักหลังเขาเพียงเพราะรักผู้หญิงคนเดียวกัน  

       และเนื่องจากการที่เขาได้เคยไปรับปากนโปเลียนว่าจะช่วยเหลือ  โดยการเอาจดหมายของนโปเลียนซึ่งลี้ภัยอยู่นอกเมืองติดตัวมาเพื่อให้คนในเมืองมารับจดหมายลับนี้ไป  ก็กลายเป็นคดีใหญ่โตที่ทำให้เขาต้องติดคุกนานถึง 13 ปี กว่าเขาจะหนีออกมาได้  แต่ช่วงเวลาที่เขาอยู่ในคุกมีคุณค่ามาก เมื่อมีผู้เฒ่าได้สอนวิชาความรู้ต่างๆทุกแขนงให้แก่เขา ทั้งการคำนวณ ภาษา  และอาวุธ  เขาจึงเปลี่ยนจากคนที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยกลายมาเป็นปัญญาชนผู้รอบรู้เต็มตัว

        นอกจากนี้ก่อนตายผู้เฒ่าได้มอบลายแทงให้เขา  เขาจึงออกมาจากคุกแล้วไปตามลายแทงนั้น สวมบทบาท เป็น ท่านเค้าน์ มองเต้ คริสโตผู้ร่ำรวย  กลับไปสู่วิถีชีวิตในเมืองหลวง พร้อมกับการแก้แค้น( ด้วยความพยายามที่จะให้เห็นว่าเป็นการแก้แค้นอย่างเป็นธรรม เช่น ดวลดาบ แล้วถูกคมดาบตายเป็นต้น ) เขาได้คนรักและลูกชายซึ่งเกิดจากความสัมพันธ์ของเขากับนคนรัก ก่อนที่เขาจะถูกเนรเทศไปติดคุกกลับคืนมา และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสืบต่อมา

        เป็นหนังวรรณกรรมเรื่องเอกของโลกที่ควรหามาชมค่ะ
Posted by add on 27 Jun. 2004,06:01
วันอาทิตย์ที่ 20 ที่ผ่านมา ได้คุยกับคุณนาวา เขาบอกว่า งานเดินเงินดีค่ะ เลยไม่มีเวลาจะเข้ามาคุยๆกับพวกเรา ฝากคิดถึงทุกๆท่านค่ะ

      วันนี้ขอแนะนำภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่และงดงาม......... 

Chopin-Desire for Love

      เป็นภาพยนตร์ ชีวประวัติชีวิตรักของโชแปง คีตกวีเอกของโลก ผู้ซึ่งใช้ชีวิตเกือบ 20 ปีอยู่ในต่างแดนที่ไม่ใช่ประเทศโปแลนด์ของเขา เขาได้พบรักและอาศัยอยู่กับนักเขียนหญิงชาวฝรั่งเศส ชื่อ George Sand 

 

  หนังเริ่มเรื่องเมื่อเขาต้องเดินทางจากโปแลนด์ไปยังประเทศฝรั่งเศสเมื่อ ปี ค.ศ. 1831 เพราะทนความบีบคั้นภายใต้การปกครองของรัสเซียและปรัสเซีย(เยอรมัน)ไม่ได้  แทบทุกวันเขาเห็นชาวโปแลนด์ถูกทหารต่างชาติทำร้ายและทุบตี นอกจากนี้เขาเองก็ยังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นพวกก่อการยุยงให้ชาวโปลก่อการกบฎอีกด้วย  

 

  โชแปงที่ประเทศฝรั่งเศส

 

  สภาพของฝรั่งเศสในยุคนั้น

  ในช่วงนั้นที่ประเทศฝรั่งเศสเองมีผู้คนล้มตายไปเพราะการระบาดของอหิวาต์ตกโรค  โชแปงผู้อ่อนไหวก็รู้สึกเศร้าเสียใจไปกับเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่เขาก็ได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่สะดุดตา นั่นคือ ยอร์ช ชังด์ นั่นเอง เป็นผู้หญิงที่มีท่าทีเชื่อมั่นในตนเองสูง สูบบุหรี่และนุ่งกางเกง (ในยุคสมัยนั้นผู้หญิงจะต้องนุ่งกระโปรงสุ่มสวยงาม) ที่จริงแล้วเธอคือนักเขียนหญิงชาวฝรั่งเศส

 
    
 ที่ประเทศฝรั่งเศสโชแปงเริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อได้แสดงเปียนโนในสังคมของชนชั้นสูงของชาวปารีส  
   
  
  
 ที่ประเทศฝรั่งเศสโชแปงเริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อได้แสดงเปียโนในสังคมของชนชั้นสูงของชาวปารีส  ในภาพนี้จะมี ฟรันซ์ ลิสท์ นักเปียโนผู้มีชื่อเสียงนั่งอยู่ด้วย (คนที่สองจากขวามือ) มีเกร็ดเล่ากันว่าเล่ากันว่าเขาเป็นชายหนุ่มผมยาวประบ่าผู้มีเสน่ห์ การแสดงของเขาจะมีผู้หญิงเป็นลมด้วยความคลั่งไคล้เสมอ และผู้หญิงจะต้องเก็บของที่ระลึกของเขากลับไปเป็นที่ระลึก เช่น ถุงมือที่เขาโยนทิ้งไว้  และแม้กระทั่งก้นซิการ์ของเขา
    
  

  และจากการแสดงในครั้งนั้นซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีเพลง Polonnaise เพลงที่เขาแต่งเพื่อประเทศโปแลนด์ของเขาอยู่ด้วย ลีลาการบรรเลงที่หวาน เศร้าสร้อย และรุนแรงของเขาทำให้ แม่ม่ายลูกติด (ลูกชายและลูกสาว) อย่าง ยอร์ช ชังด์ เกิดความหลงใหลในตัวโชแปงถึงกับส่งดอกไม้ จดหมาย และหนังสือมาหาโชแปง ซึ่งก็เป็นสิ่งสอดคล้องกับความรู้สึกของโชแปงที่ประทับใจสนใจเธออยู่แล้ว ในที่สุดโชแปงก็ตัดสินใจไปอยู่กับเธอและลูกๆของเธอ

  

   (ยังมีต่อ..อ่านเรื่องราวของ < โชแปง > เพิ่มเติมค่ะ)
Posted by มะนาว on 27 Jun. 2004,10:42
love.gif  มีหนังดี(หรือปล่าวไม่รู้)มาฝาก ดูมาสองรอบแล้ว จับจุดได้ตรงที่ ทุกคนได้รับความทุกข์หมด เป็นหนังเศร้าครับ แล้วจะมาเล่ารายละเอียดวันหลังครับ ....สวัสดีครับ พี่ KiLin พี่add พี่STUV ฟอง นกกะปูด จาน คุณ เอ๊ด พี่ สข. และ ทุกๆคน ..ที่เป็นสมาชิกที่นี่ครับ  flower.gif


Posted by add on 27 Jun. 2004,23:31
สวัสดีค่ะคุณมะนาว พี่ยังไม่เคยดูหนังเรื่องที่คุณมะนาวว่าเลย แล้วมาเล่าให้ฟังหน่อยนะคะ

Chopin-Desire for Love (ต่อ)

 

  Solange ลูกสาวของ George Sand


  

   Maurice พี่ชายของ Solange ผู้พยายามที่จะเป็นจิตรกรซึ่งอิจฉาและไม่พอใจโชแปงมากที่โชแปงมาแย่งความรักความสนใจจากแม่ของเขาไป แม่พยายามจะยกย่องและยกตัวอย่างความเป็นอัจฉริยะของโชแปงให้เขาฟังเสมอ ทำให้เขาไม่พอใจและแสดงอาการต่อต้านอยู่เนืองๆ


   

    ต่อมาเมื่อสภาพทางการเงินของยอร์ช ชังด์ ติดขัด โชแปงเองก็ไม่สามารถหาเงินมาจุนเจือครอบครัวได้ พวกเขาจึงย้ายไปอาศัยอยู่ที่  Nohant คฤหาสน์นอกเมืองของ George Sand  ในระหว่างนี้โชแปงก็เริ่มเป็นวัณโรคแล้ว 


   

   เวลาผ่านไป 8 ปีอย่างลุ่มๆดอนๆ Solange เริ่มโตเป็นสาว ก็กลับมาชอบพอโชแปงอีก

   ในที่สุด ความขัดแย้งต่างๆก็ปะทุขึ้น จนในที่สุดโชแปงก็อยู่กับครอบครัวของ George Sand ต่อไปไม่ไหว


   

   เขาจึงจากเธอมา ในปี ค.ศ.1847 2 ปีต่อมาอาการเขาทรุดหนัก เขาเขียนจดหมายไปถึงแม่ที่บ้านให้ขอยืมเงินมาให้เขาด้วย
 

  

   น้องสาวจึงเดินทางมาหาเขาที่ปารีส  ก่อนตายเขาบอกให้น้องสาว นำหัวใจของเขากลับบ้านที่โปแลนด์ด้วย


  

   เมื่อจัดการงานศพของพี่ชายเสร็จแล้ว น้องสาวโชแปงก็กลับออกจากปารีส ทหารที่ด่านถามเธอว่า "คุณนำอะไรติดตัวมา เพชร สร้อยคอหรือ?"

   น้องสาวโชแปงตอบว่า "หัวใจ"

   ทหารยืนงงและโบกมือไล่ บอกให้เธอไปโดยเร็วก่อนที่เขาจะเปลี่ยนใจ


            -------------------------------

Jerzy Antczak ผู้กำกับชาวโปแลนด์ สร้างภาพยนตร์ประวัติศาสตร์รักของโชแปงและยอร์ช ชังค์อย่างพิถีพิถัน จนเป็นภาพยนตร์ที่งดงามเรื่องหนึ่ง 

   เพลงบรรเลงที่ไพเราะในภาพยนตร์เรื่องนี้ มี นักเชลโล่เอกอย่าง โยโย่มา ชาวไต้หวัน และคนอื่นๆอีกหลายคน 

   The world recognized Yo-Yo-MA (cellist), Emanuel Ax (pianist), Yukio Yokoyama (pianist), Janusz Olejniczak pianist), Pamela Frank (violin), Vadim Brodsky (violin) use their talents to brilliantly perform Chopin’s music.

CAST

FREDERIC CHOPIN
PIOTR ADAMCZYK

GEORGE SAND
DANUTA STENKA

MAURICE
ADAM WORONOWICZ

SOLANGE
BOZENA STACHURA

SOLANGE (12 YEARS OLD)
SARA M?LDNER

DIRECTOR
JERZY ANTCZAK

PRODUCERS
JERZY ANTCZAK
PAWEL RAKOWSKI

AN ORIGINAL SCREENPLAY BY
JERZY ANTCZAKJADWIGA BARANSKA

 In April 2003 "Chopin-Desire for Love" won Platinum, the highest award, for the Best Drama, as well as the Gold for the Best Cinematography at the Houston Film Festival.

Danuta Stanka won the Polish Eagle, equivalent to the Academy Award for her role as George Sand. She also received The Golden Duck Award voted on by the public

< http://www.chopindesireforlove.com/MainFrames.htm >
Posted by มะนาว on 30 Jun. 2004,09:38
เรื่องนี้เป็นหนังใหม่ครับพี่ add เพิ่งจะฉายรอบพิเศษสำหรับสมาชิกบัตร CITIBANK Clear วันนี้ครับ เรื่อง HOUSE of SAND and FOG ตอนสองทุ่ม ที่ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ พระราม 3 ฉายจริง วันที่ 1 กรกฎาฯ ครับ
เอาไว้ เล่าวันหลังนะครับ..

แต่ผมดูมาจาก DVD ที่เพื่อนส่งมาให้ครับ
Posted by มะนาว on 30 Jun. 2004,09:42
ปกหลัง

Posted by มะนาว on 02 Jul. 2004,09:11
House of Sand and Fogเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนสองคน ที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เป็นเจ้าของบ้านหลังหนึ่ง ถึงแม้ว่ามันจะเป็นบังกาโลเล็กๆ ในตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย แต่สำหรับ แคธี นิโคโล (เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี) มันเป็นสิ่งสุดท้าย ที่เธอจะยึดเหนี่ยวเพื่อกลับมาสู่ชีวิตปกติ หลังจากที่เธอเกือบถลำตัวเองให้กับยาเสพติด เมื่อทางราชการทำผิดพลาด และไล่แคธีออกจากบ้านของเธอ เธอเลยกลายเป็นคนไม่มีบ้าน และไร้อำนาจที่จะป้องกัน ไม่ให้บ้านถูกออกประมูลไป ในราคาที่ต่ำกว่าจริงมาก


เจ้าของคนใหม่ มาสซุด เอเมียร์ เบรานี (เบน คิงส์ลี่ย์) เห็นบ้านหลังนี้เป็นการเติมเต็มฝัน ที่จะมีชีวิตเหมือนคนอเมริกัน ตั้งแต่เขาหอบลูกเมียอพยพจากอิหร่านมาตั้งรกรากที่นี่ อดีตผู้การในกองทัพอากาศของอิหร่าน เบรานีถูกลดชั้นให้ต้องทำงานเป็นเหมือนขี้ข้า เพื่อให้ดูเหมือนว่าเขามีความมั่นคง เขาใช้เงินออมทั้งหมดซื้อบ้านหลังนี้ เพื่อนำความรุ่งเรืองมาให้กับครอบครัวอีกครั้ง


เมื่อการแย่งชิงบ้านเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แคธีได้พันธมิตร ซึ่งเป็นตำรวจที่ถูกส่งมาไล่เธอออกจากบ้าน ผู้ช่วยนายอำเภอ เลสเตอร์ เบอร์ดัน (รอน เอลดาร์ด) เขาทุ่มเทให้กับปัญหาของเธอจนน่ากลัว คนที่ติดอยู่ตรงกลางระหว่างสงครามนี้ คือภรรยาของเบรานี นาดี (โชเรห์ แอกแดชลู) และลูกชาย อีสมาเอล (โจนาธาน อาห์ดู)


จากการขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ เรื่องบังกาโลโทรมๆ มันได้จุดชนวนสงครามระหว่างคนสองเชื้อชาติ ซึ่งทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ต้องไปพบกับจุดเดือดที่น่าปวดใจ....


--------------------------------------------------------------------------------

นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี (A Beautiful Mind, The Hulk) และ เบน คิงส์ลี่ย์ (Gandhi) นำแสดงในหนังชีวิตแนวเขย่าขวัญ House of Sand and Fog ซึ่งดัดแปลงมาจากหนังสือขายดีของ Andre Dubus III เป็นการเจาะลึกเข้าไปดูความฝันของคนอเมริกันที่เกิดผิดพลาด ภาพยนตร์เรื่องนี้แฉความจริงที่ว่า บางครั้งความหวังของเรา ก็ทำให้คนต้องแตกแยกกันได้...

House of Sand and Fog ของ Andre Dubus III ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1999 มันเล่าถึงคนสองคนที่เข้าตาจน มาสซุด เอเมียร์ เบรานี ที่เคยเป็นคนที่มีอำนาจ และมีคนนับหน้าถือตามากในบ้านเกิดอิหร่าน แต่เขากลับต้องลดตัวมาทำงานเล็กๆ น้อยๆ ในอเมริกา ส่วน แคธี นิโคโล กำลังรับการบำบัดจากการติดยา ซึ่งกำลังเข้าตาจน พวกเขาทั้งสองเปิดศึกแย่งชิงบ้าน ซึ่งมันอาจทำลายพวกเขาทั้งสอง

หนังสือเรื่องนี้กลายเป็นที่ฮือฮา เมื่อนักวิจารณ์ชื่นชมว่าเรื่องราวมีพลังและกินใจ และยังได้เข้ารอบสุดท้ายในการชิงรางวัล National Book Award รางวัลต่างๆ ที่ได้รับทำให้กลายเป็นหนังสือขายดี และเมื่อ โอปราห์ วินฟรีย์ เชิญอังเดรไปให้สัมภาษณ์ในรายการของเธอ ก็ยิ่งทำให้ยอดขายพุ่งพรวดแบบฉุดไม่อยู่

Vadim Perelman เป็นผู้กำกับโฆษณาที่ประสบความสำเร็จ เขาอยู่ห่างไกลจากฮอลลีวู้ดมาก ตอนที่เขาจับหนังสือเรื่องนี้ ในร้านขายหนังสือของสนามบินที่โรม เขาอ่านมันตอนบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก พอเครื่องลงจอดที่สนามบิน เขารู้ทันทีว่า อาชีพเขามาถึงจุดเปลี่ยนแล้ว

Perelman มีประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับการอพยพ ตอนที่เขายังเป็นวันรุ่น เขาและแม่อพยพออกจากโซเวียต เขาต้องอยู่อย่างหาเช้ากินค่ำในเวียนนาและโรม ก่อนที่จะตั้งรกรากที่แคนาดา ซึ่งที่นั่นเขาได้สร้างชีวิตใหม่ ในที่สุด เขาก็กลายมาเป็นผู้กำกับหนังโฆษณา ที่ประสบความสำเร็จในอเมริกา แต่อดีตก็ทำให้เขาเข้าใจการตามหาความฝันในอเมริกาของเบรานี และความท้อแท้ของแคธีที่สูญเสียมันไป และเป็นเพราะความเข้าใจนิยายเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง ทำให้ Andre มอบสิทธิ์ทำหนังให้กับ Perelman ทันที

ข้อมูลจากพันทิพ
< ข้อมูลเพิ่มเติมของ House of Sand and Fog >
Posted by มะนาว on 03 Jul. 2004,11:37
SOME DREAMS CAN'T BE SHARED.
Academy Awardฎ winners Sir Ben Kingsley ("Gandhi") and Jennifer Connelly ("A Beautiful Mind") star in the drama "House of Sand and Fog," based on the acclaimed bestseller by Andre Dubus III. Massoud Amir Behrani (Sir Ben Kingsley) is living a lie to fulfill a dream. Once a member of the Shah of Iran's elite inner circle, he has brought his family to America to build a new life. Despite a pretense of continued affluence, he is barely making ends meet until he sees his opportunity in the auction of a house being sold for back taxes. It is a terrible mistake. Through a bureaucratic snafu, the house had been improperly seized from its rightful owner, Kathy Lazaro (Jennifer Connelly). The loss of her home tears away Kathy's last hope of a stable life - a life that had been nearly destroyed by addiction - and Kathy decides to fight to recover her home ... at any cost. "House of Sand and Fog" exposes the unsettling truth that it is sometimes our hopes and not our hatreds that drive us to ruin, in a devastating exploration of the American Dream gone terribly awry.
   The film also stars Ron Eldard ("Black Hawk Down") as deputy sheriff Lester Burdon, who tries to take the law into his own hands to help Kathy; major Iranian film star Shohreh Aghdashloo as Behrani's wife, Nadi; and Jonathan Ahdout as their son Esamail.

< Trailer >
< ดูฟรีมีลุ้นที่นี่ครับ >
Posted by มะนาว on 04 Jul. 2004,08:56
toy8.gif < ลุ้นดู House of Sand and Fog ฟรี! >
Posted by add on 10 Jul. 2004,20:36
โลกจ๋า....อย่าอิจฉารักเรา ( OASIS)

     วันก่อนดูหนัง Asian Movies ทาง UBC มีหนังเกาหลีที่อยากจะแนะนำให้ดูกันเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่อง OASIS

     

     จองดู  เป็นคนที่ใครๆก็รังเกียจ ใครๆก็ว่าเขาเป็นคนบ๊องๆเหมือนคนไม่เต็มเต็ง   ท่าทางเขาเป็นคนเถื่อนๆ ไม่ค่อยมีมารยาท เขาเป็นคนบุคลิกไม่ดี หลังค่อมเล็กน้อยและชอบทำจมูกดังฟิดๆตลอดเวลา 

      
  
      เขาไปขอบุหรี่สูบจากคนที่ไม่รู้จัก เขาไปขอซื้อเต้าหู้ก้อนๆแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย คนขายสมเพชจึงไม่คิดตังค์  เข้าไปขออาหารในภัตตาคารแล้วไม่มีสตางค์จ่ายจึงถูกถูกจับไปโรงพักทั้งๆที่เขาเพิ่งได้รับการปล่อยตัวออกมาจากคุก เขาเป็นนักโทษที่เคยต้องโทษมาสามครั้งในข้อหา
1. ทำร้ายร่างกาย
2. พยายามข่มขืน
3. ขับรถชนคนตายโดยประมาท

      ต่อมา น้องชายก็มารับเขากลับไปบ้าน เมื่อถึงบ้านพี่สะใภ้ก็ไม่ค่อยจะต้อนรับนัก พี่สะใภ้ว่า เขามีแต่นำความเดือดร้อนมาให้ เพราะเมื่อกลับถึงบ้าน เขาก็ย่ำเท้าเลอะเทอะเข้าไปบ้าน ทำให้เธอต้องมาเช็ดทำความสะอาดทันที
    
     เมื่อออกจากคุกแล้ว  พี่ชายอบรมให้เขามีมารยาท รู้จักรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ  พี่ชายพาเขาไปทำงานที่ร้านอาหาร ให้เขาทำหน้าที่ส่งอาหารตามบ้าน  แต่เขาก็เอารถมอเตอร์ไซด์ไปขี่ซิ่งนอกเวลาจนรถล้มเสียหาย เขาจึงต้องออกจากงาน 

     ก่อนวันที่เขาจะไปทำงานส่งอาหารหนึ่งวัน จองดูจำได้ว่าเป็นวันครบรอบวันที่เขาขับรถชนคนตาย เขาจึงเดินทางไปที่อพาร์ตเม้นต์ของชายชราผู้ตาย  ที่นั่นมีลูกชายของผู้ตาย ลูกสะใภ้ และลูกสาวชื่อ กองจู  กองจูเป็นคนพิการแขนขาหงิกงอ เดินไม่ได้ พูดได้เล็กน้อย ได้แต่ส่งเสียงดังแสดงความพอใจหรือไม่พอใจที่คนทั่วไปจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง  เธอมักจะต้องอยู่คนเดียว เล่นกับแสงที่ส่องผ่านกระจกอันเล็กๆสะท้อนไปบนเพดานจนเป็นแสงวูบวาบเหมือนแมลงบิน  เธอจะชอบฟังวิทยุเป็นเพื่อนด้วย  วันนั้นพี่ชายของเธอโกรธมากเมื่อเห็นจองดูถือตะกร้าผลไม้มาเยี่ยม  จองดูเห็นผู้ชายคนนี้และครอบครัวย้ายบ้านออกไปแต่กลับทิ้งให้น้องสาวพิการอยู่เพียงลำพัง เขาจึงเอ่ยปากคัดค้านด้วยความห่วงใย  แต่ผู้ชายคนนั้นเอ่ยปากไล่จองดูอย่างไร้มารยาท 

       

      พี่ชายของกองจูทิ้งให้เธออยู่คนเดียว โดยว่าจ้างเพื่อนบ้านให้ช่วยมาดูแล ส่วนตัวเขาเองและภรรยา(พี่สะใภ้ของกองจู) ได้แอบอ้างเอาชื่อของน้องสาวผู้พิการนี้ไปยื่นขอคอนโดของรัฐอยู่ เพราะรัฐมีสวัสดิการบ้านพักสำหรับคนพิการ แต่เขาไม่เอาน้องสาวไปอยู่ด้วย กลับปล่อยให้เธออยู่เพียงลำพัง

      วันต่อมาจองดูแอบไปหาเธอผู้พิการอีก เขาเข้าห้องพักได้ด้วยกุญแจที่พี่ชายของเธอซ่อนไว้ใต้กระถางต้นไม้ที่ระเบียงหน้าบ้าน  เขาดูเหมือนจะเห็นใจเธอ แต่เมื่อมีโอกาสอยู่สองต่อสอง จองดูกลับเผลอไผลหื่นกระหายที่จะข่มขืนเธอ  แต่เธอก็ตกใจจนเป็นลมไปเสียก่อน เขาก็ตกใจเช่นกันเขาจึงล้มเลิกความคิดนี้ไป และได้ทิ้งเบอร์โทรศัพท์ของเขาไว้ให้เธอด้วย  น่าประหลาดใจที่คืนนั้นเธอก็โทรไปหาเขาทั้งๆที่เธอพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง

      

      ในที่สุด จองดูก็มาหาเธอเป็นประจำ  มาช่วยเธอทำงานบ้าน ซักผ้าให้เธอ ทำอาหารให้เธอกิน พาเธอออกไปท่องเที่ยวโลกกว้าง พาเธอไปตามสถานที่ต่างๆ พาไปนั่งรถไฟฟ้า พาไปกินอาหาร  เขาเป็นคนเดียวที่เข้าใจเธอ คุยกับเธอรู้เรื่อง เขาเรียกเธอว่า เจ้าหญิง  และเธอก็เรียกเขาว่า นายพล เธอไว้วางใจเขามาก เขาสองคนเรียนรู้ความในใจของกันและกัน  เขาจึงสนิทสนมและรู้ใจกัน จนกลายเป็นความรัก

      ในห้องนอนของกองจูจะมีภาพปักรูปโอเอซิสแขวนไว้ที่ผนัง  เมื่อเวลากลางคืนแสงไฟจะส่องทำให้กิ่งไม้แห้งที่ริมหน้าต่างทอดเงาผ่านภาพนี้  เงาดำของกิ่งไม้จะแกว่งไปมาตามแสงไฟและสายลมที่พัดไกวกิ่งไม้  มันเป็นเงาที่กองจูกลัวมาก เธอจึงบอกกับเขา  ดังนั้นทุกคืนเมื่อจองดูส่งเธอเข้านอนก่อนที่เขาจะกลับบ้านนั้น  เขาจะร่ายเวทมนตร์ให้เงาดำนี้ให้หายไป  เธอจึงนอนหลับสบาย
     
      คืนหนึ่ง จองดูพากองจูไปกินข้าวในวันเกิดแม่ของเขา จนเกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้น พี่ชายหาว่าจองดูเอาหญิงคนพิการซึ่งเป็นลูกสาวของคนขุดท่อที่ถูกรถชนตายเมื่อสองปีก่อนนี้มาร่วมโต๊ะด้วยก็เพื่อประชดเขา อยากจะเปิดโปงความผิดของเขา

        เพราะสาเหตุที่เขาต้องเข้าคุกคราวที่แล้ว ในข้อหาขับรถชนคนตายโดยประมาทนั้น ไม่ใช่เป็นการกระทำของจองดูเอง  แต่เป็นความผิดที่พี่ชายของเขาเป็นผู้กระทำ จองดูอาสารับความผิด ยอมเข้าคุกแทนเพราะเขาคิดว่า พี่ชายของเขามีครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ เป็นคนมีเกียรติ มีอนาคต มีการมีงานทำ  ส่วนตัวเขาเองเป็นคนไร้ค่า ไม่มีอนาคต เขาจึงยอมติดคุกแทนพี่ชายของเขาได้    

        คืนนั้นเมื่อจองดูมาส่งกองจูที่ห้อง กองจูชวนให้ชายหนุ่มอยู่นอนกับเธอจนมีสัมพันธ์สวาทกัน และก็บังเอิญที่ พี่ชายของกองจูและพี่สะใภ้เอาเค้กวันเกิดมาให้กองจูพอดี  เรื่องจึงถูกเปิดเผยขึ้น

       จองดูจึงถูกจับเข้าคุก ในข้อหาข่มขืน หญิงสาวผู้พิการนั้น พี่ชายและน้องชายของเขามาหาเขาที่สถานีตำราจ  พี่ชายด่าประณามเขาว่า
     
       "ไอ้ชั่ว ทำไมถึงทำแต่เรื่องชั่วๆ" จองดูไม่ได้ว่าอะไร เขาหัวเราะ และพูดแต่เพียงว่า 

       " ทำไม ผมต้องมาเจอพี่ที่โรงพักทุกทีเลยนะ" 

        
      
       ส่วนกองจู แม้จะพยายามพูด อธิบายอย่างไรก็ไม่มีใครจะฟังและไม่มีใครพยายามจะเข้าใจเธอ ทุกคนลงความเห็นว่าเธอถูกข่มขืน เธอถูกส่งกลับห้องพัก และอยู่ต่อไปอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความคับแค้นใจอย่างทรมาน เธอนอนผวาด้วยความกลัวเงากิ่งไม้เหมือนที่เธอเคยกลัวก่อนที่จะมีจองดูเข้ามาในชีวิตของเธอ
        
       ในคืนนี้ คืนที่กองจูร้องไห้หวาดผวาเศร้าสร้อย คร่ำครวญหาชายคนรัก  ค่ำแล้วจองดูแม้จะอยู่ในคุกเขาก็พยายามจะโทรศัพท์มาหาเธอ เพราะเขารู้ว่าเธอจะกลัวเงามืดนั้น เขารู้ว่าเธอจะเหงาหงอยและเดียวดาย แต่เธอก็ไม่ได้รับโทรศัพท์จากเขาเพราะพี่สะใภ้ไม่ยอมให้เธอได้มีโอกาสพูดโทรศัพท์

       กลางดึกที่หน้าอพาร์ตเม้นต์ของกองจู มีเสียงดังอึกทึกจากข้างนอก เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะไปเปิดหน้าต่าง และเธอก็ได้เห็น คนที่เธอรัก จองดู เขาวิ่งหนีออกมาจากคุก  มาเพื่อปีนขึ้นไปบนต้นไม้ ตัด..ตัด..กิ่งไม้แห้งที่เธอกลัวทิ้งไปทีละกิ่งๆ เพื่อไม่ให้มีเงากิ่งไม้มาปรากฎที่รูป โอเอซิส ในห้องนอนของเธอ เขายอมลำบากเพื่อมาทำให้หญิงสาวที่เขารัก เพื่อให้เธอได้นอนหลับสบาย

       เขาทั้งคู่เป็นบุคคลที่ครอบครัวรังเกียจ  เป็นบุคคลที่ด้อยในสังคม  ไม่มีใครพยายามจะเข้าใจพวกเขา  ไม่มีใครเข้าใจความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของเขาทั้งคู่  ไม่มีใครเข้าถึงโลกของเขาทั้งสอง  โลกของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักอันบริสุทธิ์ เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ ห่วงหาอาทร และเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง

       ไม่มีใครเข้าใจโลกอันยิ่งใหญ่ของพวกเขา  โลกที่เขาฝันและหวังว่ามันจะเป็นดินแดนแห่ง โอเอซิส เหมือนในภาพฝันนั้น

        ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มีพระเอกรูปหล่อ  ไม่มีนางเอกหน้าตาสวยๆ  มีแต่เพียงคนบ๊องขี้คุกและหญิงพิการปากเบี้ยว มือเท้าหงิกงอ แต่ความรักของเขาทั้งสองงดงามน่าประทับใจ เป็นความรักที่คุณจะต้องหลั่งน้ำตาให้เพราะความสงสาร ภาพยนตร์เรื่องนี้มีรายละเอียดที่ซับซ้อน ค่อยๆดูไปทีละฉากแล้วคุณจะพบเงื่อนงำและคำตอบ  แล้วคุณจะรู้ว่า สังคมช่างเลวร้ายนัก และโลกของพวกเขาช่างจริงใจและบริสุทธิ์ใจยิ่งนัก       
       
       ภาพยนตร์เกาหลีเรื่องนี้ สร้างเมื่อ ปี ค.ศ. 2002
       ผู้กำกับ คือ Lee Chang-dong
       ดาราแสดงนำ คือ Moon So-ri และ Seol Kyeong-gu

        < http://www.hancinema.net/korean_movie_Oasis.php >
Posted by add on 15 Jul. 2004,10:40
Concerto of Life

      

       เป็นภาพยนตร์จีนปี 1999 พูดถึงนักเปียโนจีนคนหนึ่ง ซึ่งมีความใฝ่ฝันอยากจะเป็น นักเปียโนในวงออร์เคสต้า แต่ความฝันของเขาก็ต้องพังทลายเมื่อต้องมาเจอกับยุคการปฏิวัติวัฒนธรรม ที่เขาไม่สามารถจะเล่นเพลงคลาสสิคอื่นใดได้ นอกจากเพลงปฏิวัติเท่านั้น

       หลังจากผ่านช่วงชีวิตอันเลวร้ายของการปฏิวัติวัฒนธรรมไปแล้ว เขาก็ต้องเผชิญปัญหาชีวิตรัก ปัญหาสุขภาพ เขายอมอุทิศตนเป็นครูสอนเปียโนธรรมดาคนหนึ่ง เฝ้าพากเพียร ทุ่มเทสอนลูกศิษย์ จนในที่สุดลูกศิษย์คนสุดท้ายของเขาก็ได้เข้าประกวดการแข่งขัน เปียโน คอนแชร์โต้ ( เล่นเพลง Concerto No.2 ของ Rachmaninoff ) จนได้รับรางวัล และลูกศิษย์ก็เอาเงินรางวัลที่ได้นี้มา เพื่อจะช่วยรักษาโรคไตให้แก่ครูเปียโนของเขา

       ฉากสุดท้ายเป็นฉากในโรงพยาบาล ในขณะที่พระเอกผู้เป็นครูสอนเปียโนกำลังจะสิ้นลมหายใจ เพื่อนของเขาได้เอาวิทยุมาเปิดการถ่ายทอดสดการแข่งขันเปียโน คอนแชร์โต้ ซึ่งลูกศิษย์ของเขากำลังบรรเลงอยู่ ถึงแม้หมอจะบอกว่า เขาจะไม่ได้ยินเพราะเขาสิ้นลมหายใจไปแล้ว แต่ เพื่อนของเขาไม่ยอม

       "เขาจะต้องได้ยิน ต้องให้เขาฟังจนจบ" แล้ว เพื่อนคนนั้น ก็เปิดวิทยุให้เขาฟังต่อไปจนกระทั่งเสียงบรรเลงเปียโนจบลง พร้อมกับเสียงปรบมืออันกึกก้องยาวนาน

       ช่อดอกไม้ เสียงปรบมือ และเกียรติยศที่เขาไม่ต้องการอีกต่อไป แม้เขาจะสิ้นลมหายใจไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาได้พร่ำสอนลูกศิ์ษย์ของเขาทุกคน คือ

        "จงทำในสิ่งที่ตนเองรัก และรักในสิ่งที่ตัวเองทำ" นี่คือหลักประจำใจของเขา

        Concerto Of Life เป็นหนังที่ดูแล้วประทับใจมาก แม้จะไม่มีฉากที่ยิ่งใหญ่ อลังการแบบ The Pianist แต่ก็เป็นชีวิตจริงๆ ที่ทุกข์ยากลำบากของนักเปียโนคนหนึ่ง ที่ต้องผ่านช่วงชีวิตอันยากลำบากยาวนาน จนแทบจะไม่มีความหวังใดๆ ในชีวิต นอกจากการทุ่มเทให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่ลูกศิษย์ ลูกศิษย์ผู้ตั้งใจจะเป็นหนึ่งให้ได้ ก็ เพื่อครูของเขาเช่นกัน

        หนังเรื่องนี้ ใช้เพลงหลักคือ Piano Concerto no.2 ของ Rachmaninoff

        ถ้าอยากจะดูหนังเรื่องนี้ ชื่อไทย คือ ครอบครัวตัวโน้ต และ หัวใจรักเสียงดนตรี

       Director: Xia Gang
       Producer: Lu Yao
       Principal Cast: Wang Luoyong,YanXiaoin, Da Shishang

       Festivals (Prizes):
       New Delhi 00, Ft. Lauderdale 02

       World Premiere/Country/Distributor/Censors/FirstWkend/Screens: 2000 Festival
Posted by KiLiN on 30 Jan. 2005,23:37
อินเดียสร้างการ์ตูนพระพุทธประวัติชิงรางวัลออสการ์

 

เกราลา: อินเดีย
      ประเทศอินเดียสร้างการ์ตูนเอนิเมชั่น " The Legend of Buddha " เพื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ปี ค.ศ.2005



      การ์ตูนนี้มีความยาวทั้งหมด เก้าสิบนาที โดยผู้กำกับ S.S. Phalke ใช้เทคโนโลยีทันสมัยล่าสุด ในการสร้างการ์ตูนเอนิเมชั่น เพื่อนำเรื่องราวของพระพุทธเจ้าสู่สายตาของชาวโลก  ซึ่งได้ใช้นักวาดภาพทั้งหมด ๔๐๐ คน จาก คิงส์ดอม เอนิเมเซีย ในสังกัด เพนตามีเดียของมะนิลา สร้างภาพสเกตซ์ ๒๐๐,๐๐๐ ภาพ ที่มีราคา ๑ ล้าน ๕ แสน ดอลล่าร์ ภาพสเกตซ์มีเป็นส่วนประกอบของ ภาพฉากหลัง เอนิเมชั่น เป็นภาพ ๓ มิติ ซึ่งเป็นฝีมือของนักวาดใน เชนไน ภาพวาดโดยที ตรีรุจนิยานาม เพนตามีเดีย อาร์ท เทคโนโลจิสท์



      เพนตามีเดีย สตูดิโอ ในอินเดีย จัดสร้าง โดยมีผู้ร่วมทุนจาก สิงค์โปร์ และ ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นความพัฒนาความร่วมมือในทางเศรษฐกิจทางการค้าร่วมกันกับรัฐบาลสิงค์โปร์



      ภาพยนตร์ทั้งหมด สิบเอ็ดเรื่อง ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในปีนี้ คือ ผู้แข่งขันจากวอลท์ดิสนีย์ ๓ เรื่อง จาก พิกซาร์โปรดักชั่น ๑ เรื่อง, ดรีมเวิร์ค ๓ เรื่อง, วอร์นเนอร์ บรอส ๒ เรื่อง, พาราเม้าท์ พิคเจอร์ ๑ เรื่อง และแมกซ์มีเดีย จากเกาหลีใต้อีก ๑ เรื่อง



      เดอะลีเจนท์ออฟบุดดา ดูเหมือนจะเป็นภาพยนตร์ที่มีความดึงดูดใจที่เหนือกว่าโพลา เอกซเพรส เชิร์ค ๒ ชาร์คเทล เดอะอินเครดดิเบิ้ล และ ทิชเชอร์เพท (ตามความเห็นของสื่อมวลชนอินเดีย) หนังการ์ตูนเรื่องนี้ ได้รับการคาดหมายว่ามีรายได้ไม่น้อยกว่า ๑๒ ล้านดอลล่าร์ ในโรงภาพยนตร์ในอินเดีย ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา





























จาก : < http://www.penta-media.com/ >
Posted by add on 03 Mar. 2005,03:06
รางวัลออสการ์

                 รางวัลออสการ์จัดโดย The Academy of Motion Picture Arts & Sciences (ACAD) ก่อกำเนิดครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม ในปี 1927 ในหมู่วงการภาพยนตร์มีการก่อตั้ง สถาบันศิลปะและวิทยาการทางภาพยนตร์ The Academy of Motion Picture Arts & Sciences (ACAD) ด้วยความร่วมมือของผู้นำจาก 36 สตูดิโอชั้นนำ และผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์กว่า 6,000 คน ภายใต้การดูแลของกฎหมายรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยเริ่มจากความตั้งใจจริงของประธานบริษัท MGM "หลุยส์ บี. เมเยอร์" ซึ่งถือว่าเป็น ผู้ก่อตั้งที่กําหนดวัตถุประสงค์แรกเริ่มของรางวัล "อคาเดมี่" เพื่อเป็นมอบรางวัลเป็นการตอบแทนสำหรับผู้สร้างความสำเร็จโดดเด่นประจําปีนั้นๆ

                 ชื่อรางวัลว่า "ออสการ์" นี้สืบเนื่องมาจากนาง มาร์กาเร็ต เฮอร์ริค หนึ่งในผู้อำนวยการสร้างระดับสูง เกิดไอเดียอยากตั้งชื่อรางวัลนี้ จากการมองรูปร่างตัวรางวัลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับคุณลุงของเธอที่ชื่อ "ออสการ์"  เธอจึงนำมาตั้งชื่อ นับจากนั้นมา เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในการประกาศรางวัลต่างพากันเรียกรางวัลนี้ว่า "ออสการ์" งานประกาศผลรางวัล อคาเดมี่ หรือ ออสการ์ ครั้งที่ 1 ได้จัดขึ้นในวันที่ 16 พฤษภาคม ปี 1929 ที่ Hollywood Roosevelt Hotel

สำหรับผลประกาศรางวัลออสการ์ 2005  ครั้งที่ 77  นี้คือ

      ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม : Million Dollar Baby
     
      ผู้กำกับยอดเยี่ยม : คลินต์ อีสต์วูด จาก Million Dollar Baby
     
      ดารานำชายยอดเยี่ยม :เจมี ฟ็อกซ์ จาก Ray
     
      ดารานำหญิงยอดเยี่ยม : ฮิลารี สแวงก์ จาก Million Dollar Baby
     
      ดาราสมทบชายยอดเยี่ยม : มอร์แกน ฟรีแมน จาก Million Dollar Baby
     
      ดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยม : เคต บลานเชตต์ จาก The Aviator
     
      บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม : Eternal Sunshine of the Spotless Mind
     
      บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม : Sideways
     
      การถ่ายภาพยอดเยี่ยม : The Aviator
     
      ลำดับภาพยอดเยี่ยม : The Aviator
     
      กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม : The Aviator
     
      ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม : The Aviator
     
      ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม : Finding Neverland
     
      เพลงประกอบยอดเยี่ยม : "Al Otro Lado Del Río" จาก The Motorcycle Diaries
     
      แต่งหน้ายอดเยี่ยม : Lemony Snicket's A Series of Unfortunate Events
     
      บันทึกเสียงยอดเยี่ยม : Ray
     
      ลำดับเสียงยอดเยี่ยม : The Incredibles
     
      เทคนิคพิเศษทางภาพยอดเยี่ยม : Spider-Man 2
     
      ภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม : The Incredibles
     
      ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม : The Sea Inside จาก สเปน
     
      ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม : Born into Brothels
     
      ภาพยนตร์สารคดีขนาดสั้นยอดเยี่ยม : Mighty Times: The Children's March
     
      ภาพยนตร์ขนาดสั้นยอดเยี่ยม : WASP
     
      ภาพยนตร์ขนาดสั้นยอดเยี่ยม (ประเภทแอนิเมชัน) : Ryan
     
      รางวัลเกียรติยศ :  ซิดนีย์ ลูเม็ต
     
      รางวัลพิเศษ Jean Hersholt Humanitarian : โรเจอร์ ไมเออร์

    สรุปแล้ว หนังของ คลิ้นต์ อิสต์วู้ด เรื่อง  Million Dollar Baby ได้รับรางวัลใหญ่มากที่สุดถึง 4 รางวัล  

< http://www.manager.co.th/enterta....0029050 >
Posted by add on 11 Mar. 2005,04:53
The Sea is Watching ชื่อไทยว่า ทะเลรักรอยอาลัย เป็นเรื่องราวของสาว เกอิชา ในเมืองโอซาก้า O-Shin (Nagiko Tono),
Kikuno ( Misa Shimizu) และหนุ่ม Ryosuke (Masatoshi Nagase)

       ในศตวรรษที่ 19 ที่เมืองเล็กๆใกล้กรุงโตเกียว โอชิน เกอิชาผู้อ่อนไหวได้ช่วยเหลือ ซามูไรหนุ่มฟูซาโนะซูเกะ ผู้บาดเจ็บและหนีมา หลังจากนั้นซามูไรหนุ่มผู้โรแมนติคก็แวะเวียนมาบ่อยๆ เขามักจะถือดอกหญ้ามาฝากสาวๆ คิคูโนะ พอเห็นดอกหญ้าก็จะท่องบทกวีขึ้นมาทันที  พอโอชินเริ่มรู้สึกว่าตนเองจะผูกพันกับซามูไร เธอก็พยายามผลักไสไม่ให้เขามาที่นี่อีก แต่เพื่อนๆเกอิชาด้วยกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งคิคูโนะ ได้ช่วยกันผลักดันให้ความรักของโอชินกับซามูไรหนุ่มเป็นจริงขึ้น เพื่อนๆไม่ให้โอชินรับแขกอีกโดยอ้างกับมาม่าซังและแขกว่า โอชินไม่สบาย เพื่อให้เธอคอยต้อนรับซามูไรหนุ่มเพียงคนเดียว นอกจากนี้เพื่อนๆยังทำงานแบ่งเงินให้โอชินอีกด้วย

     
      โอชิน และ คิคูโนะ

     วันหนึ่งซามูไรหนุ่มมาหาโอชินด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ต่างจากเดิมที่เขามักจะเคร่งเครียด เล่าปัญหาว่าพ่อไม่ยอมรับเขาเป็นต้น แต่วันนี้เขามีข่าวดีมาบอกพวกสาวๆ พ่อของเขายอมรับเขาแล้ว และเขาจะได้แต่งงานกับคู่หมั้นของเขาซึ่งหมั้นกันมาตั้งแต่อายุ 15 ปี โอชินและเพื่อนๆได้ฟังก็ตะลึงงัน คิคูโนะ ชี้หน้าด่าฟูซาโนะซูเกะว่า

      " แก มันสารเลวที่สุด แกรู้ไหมว่าพวกเราและโอชินทำทุกอย่างเพื่อจะให้แกกับโอชินได้ครองรักกัน แกไม่รู้จักความรักบ้างเลยหรือไง?"

      ซามูไรหนุ่มงงงันไปชั่วครู่ ในที่สุดเขาก็พูดออกมาว่า

      "คนอย่างพวกเธอน่ะหรือที่ฉันจะแต่งงานด้วย มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน?"
      "ฉันมาที่นี่เพราะที่นี่ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจ ฉันเล่าเรื่องต่างๆให้พวกเธอฟังเพื่อฉันจะได้ผ่อนคลาย"

      "ไป..ไป...แกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้เลย" คิคูโนะตะโกนไล่ ในขณะโอชินน้ำตานองด้วยความผิดหวัง

      หลังจากนั้น ชีวิตของผู้คนก็ดำเนินต่อไป  คู่ขาของคิคูโนะ อยากจะแต่งงานกับเธอ แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกอยากจะแต่งงานด้วย เพราะเขามาเอาเปรียบเธอ ส่วนโอชินได้พบกับแขกพเนจร เรียวซึเกะ ผู้มีแต่ความคับแค้นในหัวใจ เขามีชีวิตวัยเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ต้องทำงานหาเลี้ยงตนเองตั้งแต่เล็กๆ เขาบอกกับโอชินว่า เขาคิดอยากจะฆ่าตัวตาย โอชินได้ฟังก็สงสารและคิดถึงชีวิตขัดสนของตนเอง เธอจึงเล่าเรื่องราวของเธอให้เขาฟังบ้าง กับแขกคนนี้เธอไม่ได้สร้างบรรยากาศที่รื่นรมย์ให้เขา แต่กลับมีแต่อารมณ์โศกเศร้าที่เขาทั้งคู่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวแต่หนหลังให้แก่กันและกันฟัง

      คืนนั้นเอง คิคูโนะ ถูกคู่ขาของเธอทุบตีเพราะเขาคิดหวังจะเอาเงินเก็บของเธอไป  และในขณะที่พวกเขาทะเลาะกันก็เกิดฝนฟ้าคะนอง น้ำไหลเอ่อจนท่วมทะลักเข้ามา ทุกคนพากันหนีเอาตัวรอดกันจ้าละหวั่น คู่ขา คิคูโนะก็ยังพยายามจะแย่งชิงเอากล่องเงินเก็บของเธอไป เรียวซึเกะ เฝ้าดูอยู่ทนไม่ไหว จึงไปเอามีดของเขาที่โอชินเก็บไว้มาต่อสู้จนแทงชายคนนั้นตายไป

      คิคูโนะร้องบอกให้เรียวซึเกะ หนีไป ในขณะที่โอชินร้องไห้คิดว่าเธอจะต้องพลัดพรากจากชายที่เธอรักอีกคนหนึ่งแล้ว เรียวซึเกะ หนุ่มพเนจรหายลับไปกับพายุฝนและสายน้ำที่เอ่อล้น 

       
     
       โอชินและคิคูโนะหมดทางหนีได้แต่ปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังคาบ้าน บนนี้เธอทั้งสองได้เปิดเผยความในใจต่อกัน  คิคูโนะบอกกับโอชินว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเธอล้วนเป็นสิ่งโกหกทั้งสิ้น อย่างเช่น ที่เธอท่องบทกวีได้ก็เพราะเธอจดจำจากคนอื่นมา ไม่เคยได้ร่ำเรียนอะไรเลย

      
      เหนือความคาดหมาย เสียงร้องเรียกฝ่ามาในความมืด
      "โอชินๆ" หนุ่มพเนจรนั่นเอง เขาไปหาเรือพายมารับเธอทั้งสอง แต่เมื่อทั้งสามลงเรือไป เรือก็แทบจะพลิกคว่ำ คิคูโนะ จึงพูดกับเรียวซึเกะว่า
      "เธอพาโอชินไปเถอะ ไปเร็วๆ"
      "แล้วฉันจะกลับมารับเธอนะ คิคูโนะ" เรียวซึเกะสัญญา

      

      คิคูโนะเฝ้ามองเรือคู่รักพายห่างออกไปๆจนสุดสายตา เหลือเพียงเธอนั่งอยู่เพียงเดียวดายบนหลังคาบ้านที่ปริ่มน้ำ 

      หนังสวยน่าดูมาก สีสันของกิโมโน ภาพชีวิตของเกอิชา ภาพชีวิตผู้คนญี่ปุ่นในสมัยโบราณล้วนน่าชมอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังมีความเป็นจริงทางชนชั้นที่แฝงอยู่ และเหนือสิ่งอื่นใด ธรรมชาติเป็นผู้ชนะเสมอ The Sea Is Watching ทำให้คิดถึง คลื่นซึนามิที่ถล่มภาคใต้ของเราด้วย


THE SEA IS WATCHING
Directed by: Kei Kumai.
Produced by: Masaya Nakamura.
Written by: Akira Kurosawa, based on the novels, The Smell of an Unknown Flower and Before the Dew Dries by Syugoro Yamamoto.
Posted by add on 17 Apr. 2005,11:12
MONSOON WEDDING

       Monsoon Wedding คงจะมีความหมายได้ทั้ง การแต่งงานกลางฤดูฝน จะมีฉากฝนตกอยู่หลายฉาก การถ่ายภาพฝนตกเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์ดูสวยงาม

       หรืออีกนัยหนึ่ง คงหมายความถึง การแต่งงานที่ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิต ทั้งในเรื่องของตัวเจ้าสาวเองที่รักคนอื่นอยู่ พ่อแม่ต้องไปกู้ยืมเงินมาจัดงานแต่งงาน และปัญหาญาติมิตรในครอบครัวแบบเอเซีย ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่มีเรื่องราวขัดแย้งซับซ้อนมากมาย เป็นต้น


       

       ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของชนชั้นกลางในอินเดียครอบครัวหนึ่งซึ่งกำลังจะจัดงานแต่งงานให้ลูกสาว ชื่อ อดิถี กับชายหนุ่มหัวนอกชาวหนุ่มอินเดียซึ่งมีอาชีพการงานมั่นคงอยู่ที่อเมริกา เป็นคู่บ่าวสาวที่สมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ละลิตผู้พ่อ พยายามจะจัดงานให้ลูกสาวแบบหรูหราครบสูตรอย่างที่คนมีฐานะดีในอินเดียกระทำกัน แต่เขามีเงินไม่พอจึงต้องบากหน้าไปยืมเงินจากญาติพี่น้องและเพื่อนเพื่องานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่เข้าทำนอง ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แบบคนไทย

       

       การดำเนินเรื่องมีรายละเอียดมากตั้งแต่มีคนมารับเหมาตกแต่งสถานที่งานแต่งงาน เป็นคนหลุกหลิก หน้าตาแบบตัวตลก  พูดมือถือต่อรองเรื่องงานไม่หยุด และในที่สุดเขาก็ได้พบรักกับสาวใช้ และกลายเป็นคู่แต่งงานคู่หนึ่งในหนังเรื่องนี้ด้วย

       

       หนังค่อยๆคลี่คลายปัญหาของแต่ละคนในครอบครัวออกมาทีละเรื่อง ตั้งแต่เรื่องส่วนตัวของนางเอกที่แอบไปหาคนรักเก่าพิธีกรรายการโทรทัศน์ซึ่งมีลูกมีเมียแล้วทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองจะต้องแต่งงาน แต่ในที่สุดเธอก็เปิดเผยเรื่องราวของเธอให้ชายหนุ่มได้ตัดสินใจ และสุดท้ายชายหนุ่มว่าที่เจ้าบ่าวก็ยอมรับเธอ

         

        นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆในครอบครัวอีก เช่น มีญาติผู้ร่ำรวยคนหนึ่งมีนิสัยชอบลานลามเด็กสาวหลายรุ่น จนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตขึ้นมา ละลิตผู้พ่อก็ต้องตัดสินใจระหว่างการต้องพึ่งพาทางการเงินกับการตัดญาติขาดมิตร ในที่สุดเขาก็เลือกเข้าข้างหลานสาวของเขาเอง และไล่ญาติคนนั้นออกจากงานแต่งงานไป

         

        MONSOON WEDDING เป็นหนังที่ภาพสวย มีรายละเอียดทางวัฒนธรรมทางเอเชียเด่นชัด น่าชมกว่าหนังตะวันตกมาก อยากจะชวนเชิญพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆลองหามาชมกันค่ะ

        ผู้กำกับหนังเรื่องนี้คือ ผู้กำกับหญิงที่ชื่อ Mira Nair เคยกำกับหนังที่โด่งดังมาแล้ว ได้แก่ Salaam Bombay Mississippi Masala และ Kama Sutra

Starring Naseeruddin Shah, Lillete Dubey, Shefali Shetty, Vijay Raaz, Tilotama Shome, Vasundhara Das.
Directed by Mira Nair.
Written by Sabrina Dhawan.
Distributed by USA Films.
114 minutes.

          
Posted by add on 17 Oct. 2005,00:52
หนังดีที่น่าดู ขอแนะนำเรื่อง

        The Chorus หรือ Les Choristes

    
    
      หนังเริ่มเรื่องในปี ค.ศ.1948 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง 3 ปี สภาพโรงเรียนเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง ในประเทศฝรั่งเศส ที่มีเด็กมีปัญหาต่างๆมาอยู่รวมกันในโรงเรียนประจำที่มีครูใหญ่จอมโหด ลงโทษเด็กนักเรียนด้วยการขังคุกมืดอยู่เสมอ และเด็กในโรงเรียนนี้ก็จะมีการตอบโต้โดยการแกล้งครูจนกระทั่งใช้ความรุนแรงแบบต่างๆ 

      ในวันแรกที่ ครูClement Mathieu เดินทางมาที่โรงเรียนนี้ ก็ได้เจอความรุนแรง คือ ผู้ดูแลนักเรียนคนหนึ่งถูกโจมตีด้วยอาวุธลับของเด็กจนบาดเจ็บที่นัยน์ตา ครู Mathieu พยายามหาวิธีนิ่มนวลเข้ากับเด็กๆแต่ก็ไม่วายถูกเด็กๆกลั่นแกล้ง

       

       แต่ Mathieu ก็ไม่ย่อท้อ เอาชนะใจเด็กๆที่เกเรได้  แก้ปัญหาให้เด็กแต่ละคนอย่างมีใจเมตตาทั้งเรื่องในโรงเรียนและปัญหากับผู้ปกครองจนสามารถตั้งวงร้องเพลงประสานเสียงขึ้นมาเป็นกิจกรรมให้นักเรียนทั้งๆที่ครูใหญ่ไม่เห็นด้วย  เด็กๆที่คิดว่าตัวเองไม่มีสามารถกลับรู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญ จนบางคนก็เกิดความเย่อหยิ่งต้องไปตามแก้ปัญหานิสัยกันอีก อย่างเช่น ราชีนนักร้องเสียงดีของวง เขามักจะคิดว่า ถ้าวงไม่มีเขาก็จะไม่คนร้องเสียงโซปราโน

       

       และมีเด็กเกเรมากคนหนึ่งถูกส่งตัวมาอยู่ที่โรงเรียนนี้ และถูกกล่าวหาว่าขโมยเงินครูใหญ่ไป ซึ่งจริงๆไม่ใช่ความผิดของเด็กเหลือขอคนนี้  แต่เป็นเด็กคนอื่น เด็กเกเรถูกทำโทษอย่างหนักจนในที่สุดแม้เขาจะออกจากโรงเรียนนี้ไปแล้วแต่ก็กลับมาแก้แค้นโดยการเผาโรงเรียน และก็โชคดีที่วันนั้น Mathieu ได้ทำผิดกฏโดยการพาเด็กๆไปทัศนศึกษานอกโรงเรียน จึงไม่มีเด็กเป็นอันตราย  แต่ Mathieu ก็ต้องถูกครูใหญ่ไล่ออกจากโรงเรียนไป

        เด็กๆก็ตกอยู่ในโรงเรียนที่เหมือนที่คุมขังเหมือนเดิม และด้วยความอาลัยรักครูคนนี้ พวกเด็กๆซึ่งต้องอยู่แต่ในห้องเรียนก็ได้พับกระดาษร่อนลงมามากมายในขณะที่ครูหิ้วกระเป๋าลาจากโรงเรียนแห่งนี้ไป 

        จนกระทั่งครูเดินมาขึ้นรถโดยสาร ก็มีเด็กที่ชื่อ เป็บปิโต้ ซึ่งเป็นเด็กคนแรกที่ครูคนนี้เคยเจอที่หน้าประตูโรงเรียนในวันแรกที่ครูมาถึง  ในวันนั้นเขาบอกกับครูว่าเขามาคอยพ่อและแม่ของเขา (เขามาคอยพ่อแม่ของเขาทุกวันเสาร์ทั้งๆที่ไม่ใช่วันเสาร์ และพ่อแม่เขาก็ไม่เคยมาหาเขาเลย) เป็บปิโต้ขอไปกับครู Mathieu ด้วย แต่ครูไม่ยอม ไล่ให้เด็กกลับไปโรงเรียน เมื่อครูขึ้นรถไปแล้วสักพักครูจึงนึกได้ว่าเขาเขาเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ ครูจึงให้รถถอยกลับมารับเป็บปิโต้ไปอยู่ด้วย

       ครู Mathieu เป็นตัวอย่างของครูที่พยายามแก้ปัญหาเด็กเกเรอย่างมีมนุษยธรรม คำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของเด็กๆ แล้วค่อยๆโน้มน้าวจูงใจเด็กไปในทางที่ดี นี่จึงจะเป็น การเรียนการสอนที่เป็น Child Center อย่างแท้จริง

       
Les Choristes 2004
A Miramax Films release
Credits:
Director: Christophe Barratier
Screenplay: Christophe Barratier, Philippe Lopes Curval
Producers: Jacques Perrin, Arthur Cohn
Composer: Bruno Coulais
Photography: Carlo Varini, Dominique Gentil
Editor: Yves Deschamps: Production designer: Francois Chauvaud
Costume designer: Francoise Guegan
Cast:
Clement Mathieu: Gerard Jugnot
Rachin: Francois Berleand
Chabert: Kad Merad
Violette Morhange: Marie Bunel
Pierre Morhange: Jean-Baptiste Maunier
No MPAA rating
Running time -- 97 minutes

Film Award Best Film not in the English Language,
Best Foreign Language Film of the Year,
Best Achievement Music for Motion Pictures,
Posted by pakae on 17 Oct. 2005,01:57
พี่แอ๊ดนี่ชอบดูหนังจริงๆเลย  มิน่าเล่าโทรไปหาทีไรกำลังดูหนังหรือเพิ่งดูหนังจบแทบจะทุกทีเลย  ชอบดูหนังเกาหลีอีกต่างหาก
tv_happy123.gif tv_happy123.gif  tv_happy123.gif   ให้ดูพร้อมกันหลายๆช่องอิอิ

Posted by add on 30 Oct. 2005,08:11
ตัวเองชอบไปเที่ยว เค้าชอบดูหนังน่ะ อิอิ tongue.gif

Together  ชื่อไทยว่า ผมจะสู้เพื่อฝันของพ่อ  

     

     เสี่ยวชุนเด็กชายอายุ 13 ปี เป็นผู้มีพรสวรรค์ในการเล่นไวโอลิน อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆกับพ่อ "หลิวชิง" ผู้เชยๆเฉิ่มๆ ท่าทางแบบคนบ้านนอก แต่ก็เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีเสมอ เป็นคนอารมณ์ดีที่รักลูกและดูแลลูกอย่างดียิ่ง

     


     เสี่ยวชุนเข้าใจว่าแม่ของเขาเป็นนักไวโอลิน และเขาก็ต้องการดำเนินตามรอยแม่ของเขา พ่อ..แม้จะยากจนเพียงไรก็อยากจะให้ลูกของตนได้ประสบความสำเร็จในการแสดงไวโอลินบนเวทีใหญ่ ให้มีชื่อเสียงมีเงินมีทองโด่งดังจากการเล่นไวโอลิน ไม่ว่ามีครูไวโอลินที่ไหนที่มีชื่อเสียง เขาก็จะพาลูกของเขาไปเรียนไวโอลินให้จงได้
    
     
Posted by add on 31 Oct. 2005,08:31


     ด้วยความมุ่งมั่นของพ่อ เขาเก็บรวบรวมเงินเท่าที่มีพาลูกชายเดินทางไปสอบคัดเลือกตัวเข้าเรียนในโรงเรียนใหญ่  เสี่ยวชุนก็สอบได้ที่ 5 เพราะไม่มีเส้น แต่หลิวชิง (พ่อ)ก็จัดการติดต่อครูไวโอลินคนหนึ่งให้เสี่ยวชุนจนได้

          มิสเตอร์เจียงคือครูคนแรกของเสี่ยวชุนเป็นครูที่มีชีวิตจมปลักอยู่กับความผิดหวัง มีชีวิตอยู่กับแมวและสภาพที่รกรุงรังในบ้าน จนทำให้บางครั้งเสี่ยวชุนก็ทนไม่ได้  แต่ครูคนนี้กลับสอนให้เสี่ยวชุนได้เข้าใจถึงอารมณ์ของการเล่นดนตรี 

     
Posted by add on 02 Nov. 2005,10:43
เสี่ยวชุนมีโอกาสได้พบหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ ลี่ลี่ (มีอายุแก่กว่าเสี่ยวชุนมาก) เขารู้สึกว่าเป็นรักแรกพบ ลี่ลี่แสวงหาเงินและความรัก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ  เสี่ยวขุนถึงกับขายไวโอลินเพียงเพื่อไปซื้อเสื้อขนสัตว์ตัวสวยให้แก่หญิงคนนี้ในวันหนึ่งที่เขาพบว่าหญิงคนนี้ถูกผู้ชายตัดรัก

      

   
      ครูคนต่อมาของเสี่ยวชุน เป็นครูที่ประสบความสำเร็จในการฝึกฝนนักดนตรีเข้าแข่งขันในงานประกวดระดับประเทศ พ่อของเสี่ยวชุนพาเสี่ยวชุนไปฝากฝังไว้กับมิสเตอร์ยู

        

       ครูทำท่าจะไม่รับ แต่พ่อของเสียวชุนได้กระซิบบอกความลับของเสียวชุนให้ภรรยาของครูฟัง ครูจึงยอมรับเสี่ยวชุนเป็นลูกศิษย์ เมื่อเสี่ยวชุนได้ฝึกอย่างถูกหลักเขาก็มีแววที่จะได้รับเลือกเข้าแข่งขัน จนเป็นที่อิจฉาของเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งจะได้รับคัดเลือกเช่นกัน ในการฝึกซ้อมอย่างเข้มงวด พ่อของเสี่ยวชุนได้ยอมที่จะเดินทางกลับไปบ้านเดิมของตนเองเพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนให้ลูกได้ขึ้นเวทีอย่างประสบความสำเร็จตามคำเรียกร้องของครูนั่นเอง

        
Posted by มะเหมี่ยว on 02 Nov. 2005,19:56
love.gif tv_happy123.gif winkthumb.gif bowsdown.gif thankssign.gif again.gif again.gif kissing.gif
Posted by add on 03 Nov. 2005,06:45
เสี่ยวชุนจึงหนีออกจากบ้านครูผู้ฝึก และตามไปเจอพ่อที่สถานีรถไฟ และที่นี่เขาก็ได้เล่นเพลงให้พ่อของเขาฟังท่ามกลางฝูงชน เสมือนเขาได้เล่นประกวดบนเวทีนั่นเอง แต่เป็นการเล่นที่เขาต้องการอยากจะเล่นจริงๆเพื่อพ่อของเขา ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่พ่อที่แท้จริงของเขาก็ตาม 

       

       


       ความลับที่พ่อบอกกับครูคือ เสี่ยวชุนไม่ใช่ลูกแท้ๆของเขา เขาไปพบเสี่ยวชุนเมื่อยังเป็นเด็กทารกที่ถูกทิ้งไว้ข้างทางรถไฟพร้อมกับไวโอลิน เขาจึงเลี้ยงดูเสี่ยวชุนมาอย่างดี โดยมีความหวังว่า เสี่ยวชุนจะต้องประสบความสำเร็จในการเล่นไวโอลินอย่างแน่นอน

       หนังมีรายละเอียดของชีวิตดีมาก  อย่างเช่น เด็กบางคนมาเรียนไวโอลินเพราะถูกแม่บังคับให้มาเรียน พอมาเรียนก็ไม่ตั้งใจ สีๆให้เวลาหมดๆไปเท่านั้น ส่วนแม่มาส่งลูกเรียนไวโอลินก็คุยโทรศัพท์มือถือเสียงดังจนรบกวนการเรียนการสอน เป็นต้น

       หรือฉากที่ครู คณะกรรมการคัดเลือกเด็กที่มาสอบแข่งขัน คุยกันในห้องน้ำว่า เด็กที่ควรจะสอบคัดเลือกได้ที่ 1 คือเสี่ยวชุน แต่เราก็ตัดสินให้เขาชนะไม่ได้ ต้องให้ลูกคนที่มีชื่อเสียงก่อน เป็นต้น

             Together กำกับโดย เฉินข่ายเก๋อ ผู้กำกับที่เป็นที่รู้จักดีในโลกตะวันตก จากผลงานภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ที่มักจะสะท้อนประวัติศาสตร์และการเมืองอย่าง Farewell, My Concubine, Temptress Moon, The Emperor and the Assassin

             Together แสดงนำโดย ตังยุน, หลิวไป่ชิ (The Story of Qiu Ju), เฉินหง, หวังซิเหวิน (The Emperor and the Assassin), จางชิง และผู้กำกับ เฉินข่ายเก๋อ

             Together ได้รับรางวัล Audience Award จาก Audience Award ในฐานะภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม และได้รับรางวัล Silver Seashell จาก San Sebastian International Film Festival ในสาขาผู้กำกับและนักแสดงนำชายของ หลิวไป่ชิ
Posted by add on 15 Jul. 2006,20:32
Memoirs of a Geisha

      จากภาพยนตร์ The Sea is Watching หรือ ทะเลรักรอยอาลัย ซึ่งเป็นเรื่องราวชีวิตของเกอิชาซึ่งมีความรักจริงจังกับซามูไรหนุ่ม แต่ซามูไรหนุ่มกลับมองเธอเป็นเพียงเครื่องปลอบประโลมใจ

       ถ้าเราดูจากในหนังก็จะเห็นว่า เกอิชาก็มีกฎข้อบังคับที่จะไม่มีบริการทางเพศกับแขก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ผู้ชมและผู้อ่านหลายท่านมีคำถามว่า เกอิชานั้นไม่ขายตัวจริงหรือ ภาพยนตร์เรื่อง Memoirs of a Geisha คือคำตอบ

      

      Memoirs of a Geisha เป็นภาพยนตร์จากนวนิยายของ Arthur Golden นักประพันธ์ชาวอเมริกัน โดยเริ่มเรื่องในปีก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อพ่อของเด็กน้อยสองคนต้องขายลูกสาวให้กับสำนักเกอิชาที่เมืองเกียวโต เพราะแม่ป่วยหนัก ไม่มีเงินรักษาและเลี้ยงดูลูกๆ และที่สำนักเกอิชานั้นก็รับเด็กน้อยเพียงคนเดียว คือ จิโยะ(ซายูริ) โดยไม่ ยอมรับพี่สาว จึงทำให้พี่น้องต้องแยกจากกันซึ่งในตอนนั้นน้องสาวมีอายุเพียง 9 ขวบเท่านั้น จิโยะต้องกลายมาเป็นเด็กรับใช้ในบ้านเกอิชาอย่างจำยอม และพยายามที่จะหาทางเล็ดลอดหนีไปกับพี่สาวเธอเสมอ แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ     

        


       ชีวิตของเกอิชาสวยรุ่นพี่อย่าง ฮัตสุโมโม ซึ่งต้องแอบลักลอบอยู่กับชายที่ ตนเองรัก เธอเป็นคนที่มีความอิจฉาริษยาและเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ทำให้เด็กสาวอย่างซื่อๆไร้เดียงสาอย่างจิโยะต้องถูกลงโทษอยู่เนืองๆ

       


       ชีวิตของเด็กน้อย แทบสิ้นหวังจนกระทั่งวันหนึ่งเธอไปนั่งมองสายน้ำอย่างเศร้าสร้อยอยู่บนสะพาน มีท่านประธานผู้ใจดีเข้ามาทักทายว่าเหตุใดเธอจึงเศร้าสร้อย พร้อมทั้งปลอบใจให้กำลังใจเธอ ขอให้เธอยิ้ม และเขาก็ซื้อน้ำแข็งไสใส่น้ำหวานให้เธอกิน วันนั้นจึงเป็นเหตุการณ์ที่เธอประทับใจและจดจำไปจนตลอดชีวิต

        

       หลังจากวันนั้นเธอจึงตั้งใจเรียน และ ได้รับการฝึกฝนเพื่อจะเป็นเกอิชาอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นด้านการแสดงบนเวที การศึกษาเรียนรู้วิชาการด้านต่างๆ รวมทั้งการเรียนรู้กริยามรรยาทและลีลาการปฎิบัติดึงดูดเอาใจแขกต่างๆ หน้าที่ของเกอิชาคือให้ความบันเทิงเริงใจให้กับแขก และเกอิชาที่ดีก็ต้องเฉลียวฉลาด ตอบปัญหา แสดงความเห็น หรือแม้กระทั่งต่อโคลงกลอนได้อีกด้วย แน่นอนที่สุดการเป็นเกอิชาคนใหม่ที่สวยและเก่งของเธอจึงเป็นที่อิจฉาของเกอิชาใกล้ตกรุ่นอย่าง ฮัตสุโมโมด้วย

       


       ซายูริมีโอกาสได้พบท่านประธานชายที่เธอใฝ่ฝัน แต่ดูเหมือนเธอก็จะต้องยิ่งห่างจากเขาเมื่อเธอถูกวางตัวให้เป็นคนเอาอกเอาใจโนบุ หุ้นส่วนคนสนิทของท่านประธาน จนทำให้โนบุเกิดหลงรักเธอ

       และในช่วงชีวิตที่สูงสุดของเกอิชาสวยคนใหม่นี้เอง เมื่อเธอมีอายุได้ 16 ปี ก็มีการประมูลพรหมจรรย์ของเธอด้วยเงินที่คนประมูลยอมจ่ายสูงที่สุด แต่ก็ไม่ใช่คนที่เธอรัก กลับเป็นคุณหมอแก่ๆที่มีชื่อเสียงนั่นเอง

        


       เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ท่านประธานมาช่วยส่งเธอไปอยู่บนเขาที่ห่างไกล และมามีโอกาสพบกันอีกครั้งเมื่อสงครามสิ้นสุดลง บริษัทญี่ปุ่นของท่านประธานก็ต้องการพันธมิตรอเมริกามาร่วมทุน ซายูริมาช่วยโน้มน้าวนายทุนอเมริกา แล้วเหตุการณ์พลิกผันต่างๆก็เกิดขึ้นอีก จนเธอปลงกับชีวิตรักที่แทบจะไม่เคยสมหวังของเกอิชา 

       บทสรุปของชีวิตที่สมบูรณ์ที่สุดของเกอิชาก็คือ หาคนอุปการะ และต้องไม่ลืมว่าเธอเป็นได้แค่เพียงภรรยาน้อยเท่านั้น ส่วนเธอจะสมหวังกับคนที่เธอแอบหลงรักหรือไม่นั่นก็ต้องแล้วแต่โชคชะตา

        

       ภาพยนตร์เรื่องนี้ ถูกบรรจงสร้างอย่างงดงามและประณีตทุกฉาก ถึงแม้เราจะรู้สึกขัดๆกับตัวเอกที่หน้าตาออกไปทางจีนมากกว่าญี่ปุ่น และใช้ภาษาอังกฤษตลอดทั้งเรื่อง  อีกทั้งมักจะมีมุขแบบฮอลลีวูดปะปนอยู่บ้าง แต่ก็นับว่าเป็นภาพยนตร์ที่น่าดู ชีวิตในวัยเด็กของซายูริเองก็น่ารักชวนติดตามยิ่งนัก  

        สำหรับเพลงประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นฝีมือระดับปรมาจารย์ อย่าง Yo-Yo ma ผู้บรรเลงเชลโลได้ไพเราะนิ่มนวลเสียยิ่งกว่าบทกวีหวาน หรือสายน้ำที่รินไหล ร่วมกับไวโอลินเสียงหวานใสของ นักไวโอลินชาวอิสราเอลผู้โด่งดังอย่าง Itzhak Perlman อีกทั้งยังเป็นฝีมือผู้แต่งเพลงและเรียบเรียงเสียงประสาน และกำกับเพลงผู้มีนามกระฉ่อนโลกภาพยนตร์อย่าง John Williams ซึ่งเขาได้ทำให้ภาพยนตร์หลายเรื่องได้รับรางวัลออสการ์มาแล้ว ( เช่น Star Wars, Jaws , ET , Schindler's List , Saving Private Ryan ฯลฯ) ผู้ชมจึงไม่ผิดหวังกับเพลงประกอบในภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างแน่นอน   

      Memoirs of a Geisha เป็นหนังที่ได้รับรางวัลออสการ์ ปี 2005 3 รางวัลคือ

      


1. Best Cinematography    
2. Best Costume Design
3. Best Art Direction

     
อำนวยการสร้างโดย Steven Spielberg กำกับโดย Rob Marshall

ดาราแสดงได้แก่ Zhang Ziyi, Ken Watanabe, Michelle Yeoh, Gong Li,
Kaori Momoi,Tsai Chin, Cary-Hiroyuki Tagawa, Suzuka Ohgo

(Zhang Ziyi)The Road Home
(Zhang Ziyi , Michelle Yeoh) Crouching Tiger Hidden Dragon
(Gong Li)Raise the Red Lantern . Farewell My Concubine

Memoirs of a Geisha [SOUNDTRACK]
Yo-Yo Ma (Performer), John Williams (Composer), John Williams (Conductor), Pro Musica Nipponia Ensemble (Performer), Itzhak Perlman (Performer)


                   *---*-*---*-*---*-*---*
Posted by add on 06 Sep. 2006,11:12
วันนี้ไปดูหนังไทยเรื่อง "เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย" (Seasons Change) มาจ้ะ ก็อยากจะแนะนำให้น้องๆ และคุณพ่อคุณแม่พาลูกๆไปดูกัน 

      


       ผลงานกำกับของ ต้น นิธิวัฒน์ ธราธร คนที่เคยกำกับภาพยนตร์เรื่อง "แฟนฉัน"

       Seasons Change ใช้ผู้แสดงหน้าใหม่ๆ หน้าตาสดใสเหมาะกับวัยมัธยมตามเนื้อเรื่องได้ดี การแสดงก็ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ไม่พูดอ่านบทเหมือนนางเอกหลายๆเรื่อง 

      สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องถือว่ามีการเขียนบทที่ค่อนข้างดี ใช้เพลงคลาสสิค The Four Seasons ของ < Vivaldi >เป็น theme ของเรื่อง ใช้การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลมาเปรียบกับจิตใจของคน  การเขียนบทมีคำพูดดีๆที่ใช้เป็นสัญญลักษณ์บ้าง ดำเนินเรื่องไปได้ค่อนข้างดี แม้จะมีความขัดแย้งบางอย่าง เช่น คนที่สอบเข้าดนตรีได้ที่ 1 ไม่น่าจะเล่นดนตรีผิดเพี้ยนแทบทุกครั้ง เป็นต้น และคนที่เล่นไวโอลินเป็นมือหนึ่งยังแสดงให้เห็นว่า มือไม่พลิ้วไหวพอที่จะเป็นมือหนึ่งได้ (อันนี้ต้องเทียบกับภาพยนตร์จีนเรื่อง Together จะเห็นได้ชัดเจนว่า ของเรายังอ่อนด้อยกว่ามาก )

       

       
      
       มีคนพูดว่า หนังเรื่องนี้มีกลิ่นอายแบบหนังญี่ปุ่นและเกาหลี แต่ก็ไม่รู้สึกแปลกแยกอะไร กลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องดีที่หนังไทยมีการพัฒนา มีการตัดบทเร็วไม่ต้องมาท้าวความเยิ่นเย้อหรือวี้ดว้ายใส่กันแบบที่ละครไทยมักจะทำ 

      ลองไปชมกันนะคะ  greet.gif
Posted by แมวเหมียว on 08 Sep. 2006,20:57
xmas.gif ลูกสาวไปดูมาแล้วค่ะพี่แอ๊ด บอกว่าชอบเรื่องนี้มั่กมากกก.

สงสัยชอบเพราะมีกลิ่นอายแบบหนังญี่ปุ่นและเกาหลีก็เป็นได้ค่ะ เพราะเห็นเมื่อครั้งดูเรื่องแฟนฉันแล้ว บอกว่าเข้าไม่ถึง?

ส่วนแม่ยังไม่ได้ดูค่ะ..

"อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย" ..ดูแลสุขภาพกันหน่อยนะคะ laugh1.gif

flo_1.gif
Posted by add on 30 Jan. 2007,08:54
Waiting For The Clouds
(รอความหวัง)


      

       ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูแปลกแตกต่างจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดทั่วไป เรียบๆง่ายๆ แสดงถึงความเป็นชนชาติและท้องถิ่น แต่ก็ลึกซึ้งกินใจ 

       ประเทศตุรกีมีนโยบายสร้างประเทศให้เป็นสาธารณรัฐตุรกีใหม่ ให้เป็นหนึ่งชนชาติ เป็นเหตุผลที่ทำให้ชนกลุ่มน้อยในประเทศอย่าง Pontus ซึ่งเป็นชาวกรีกมีวัฒนธรรมผสมระหว่างกรีกกับตุรกีต้องถูกพิษภัยทางการเมือง ในปี ค.ศ.1916 ขณะนั้น Eleni หรือ Ayse ชื่อในภายหลัง มีอายุเพียง 10 ขวบ ต้องดูแลน้องชาย Niko ซึ่งมีอายุ 5 ขวบเดินทางอพยพอันเนื่องมาจาก Ottoman Army เข้ากวาดล้างชนกลุ่มน้อยให้เดินทางกลับประเทศ เพื่อสร้างประเทศตุรกีเป็นหนึ่งชนชาติ  แม่และน้องสาวของพวกเขาได้ตายไปในท่ามกลางความหนาวเหน็บและอดอยากขณะที่ร่วมเดินทางในการอพยพอันยาวนานนี้ 

      

      อาเช่ และนิโค่ได้รับความช่วยเหลือจากชาวตุรกีแถบชายแดน แต่พี่และน้องก็ต้องพลัดพรากจากกันไป อาเช่เก็บงำความลับของเธอไว้ถึง 50 ปี จนในที่สุด ในปี ค.ศ.1975 เธอก็ตามหาน้องชายคนเดียวของเธอจากรูปถ่ายใบเดียวที่มีรูปของอาเช่และนิโค่เคียงคู่กัน

     อาเช่ตามหาน้องชายจนพบในดินแดนที่ห่างไกลออกไป และมีชนชาวกรีกอยู่ที่นั่นหลายครอบครัว นิโค่มีครอบครัวแล้วและมีฐานะค่อนข้างดี เมื่ออาเช่ไปขอพบและอ้างว่าเป็นพี่สาว  นิโค่กลับไม่ยอมรับ และไม่อยากจะพูดด้วย

     ในที่สุดนิโค่นั่งดูรูป แล้วเรียกอาเช่เข้าไปดูรูปมากมายของเขา เขาบอกว่าในรูปทั้งหลายของเขามีคนโน้นคนนี้อยู่ในรูป แต่ไม่มีรูปอาเช่อยู่เลย อาเช่จะมาอ้างว่าเป็นพี่สาวอยู่ในเสี้ยวหนึ่งของชีวิตเขาได้อย่างไร

     อาเช่หยิบรูปใบเดียวที่เธอมีและเป็นรูปที่เธอเอาติดตัวไว้ตลอดเวลาออกมา นั่นคือรูปเธอกับนิโค่เมื่อวัยเด็ก  ยื่นให้แก่นิโค่..........

     
              ----------------------


Waiting For The Clouds

Directed and written by Yesim Ustaoglu
 
Cast: Ruchan Caliskur, Dimitris Kamberidis, Ridvan Yagci, Ismail Baysan, Yannis Georgiadis, Feride Karaman, Suna Selen, Oktar Durukan, Irene Tachmatzidou, Damoklia Mustakidou, Fatma Parlagi

Festivals and Awards:

Seattle International Film Festival: Official Selection (2005)
Sofia International Film Festival (2005)
Mar del Plata International Film Festival, Argentina (2005)
International Women Film Festival of Creteil, France (2005)
UNESCO International Film Festival against Exclusion and for Tolerance, France (2005)
Berlin International Film Festival, Panorama Section (2005)
Fajr International Film Festival, Iran (2005)
Chicago International Film Festival: Official Selection  (2004)
International Thessaloniki Film Festival (2004)
Pusan International Film Festival, South Korea (2004)
International Women Film Festival, Israel (2004)
Montreal World Film Festival (2004)
International Istanbul Film Festival: Best Actress (Rüçhan Çaliskur), Special Jury Award (2004)Sundance Film Festival: NHK International Filmmakers Award (2003)
Posted by pilgrim on 01 Jun. 2007,21:42
หนังเรื่องนี้ท่าทางเศร้านะคะ พี่แอ๊ด
Posted by add on 16 Jun. 2007,23:09
หนังดูเหมือนเศร้าเพราะเป็นเรื่องของความลำบากยากจน และความพลัดพราก  แต่จบหักมุมได้สะใจมากจ้ะ    EM110.gif
Posted by add on 04 Aug. 2007,05:46
Nadame Cantabile  วุ่นรักนักดนตรี                      
                 
              Nodame Cantabile  หรือชื่อภาษาไทยว่า "วุ่นรักนักดนตรี" เป็นเรื่องราวของชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยดุริยางค์ศิลป์    

                   ผู้แต่งเรื่องนี้คือ TOMOKO NINOMIYA  เขาเขียนเป็นการ์ตูนยอดนิยมหลายตอน   ซึ่งได้รับรางวัลรางวัล Best Comedy Award 2004  

               

               

               

Posted by add on 04 Aug. 2007,06:06
ต่อมาได้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์
 
                  เนื้อเรื่องก็มีอยู่ว่า  จิอากิ ชินอิจิ (ทามากิ ฮิโรชิ)   หนุ่มหล่อผู้มีความสามารถทางดนตรีเป็นเลิศ   เป็นดาวเด่นเรียนอยู่ชั้นปีที่สามของมหาวิทยาลัย        เขาเกิดในครอบครัวที่สุขสบาย  ชีวิตไม่เคยขาดแคลนเรื่องเงินทอง   การที่พ่อของเขาเป็นนักเปียโนชื่อดังทำให้เขาได้คลุกคลีกับดนตรีตั้งแต่ยังเล็ก และได้มีโอกาสไปประเทศแถบยุโรปได้รู้จักกับคอนดักเตอร์ระดับโลกอย่างเซบาสเตียน วิเอร่า ทำให้ชินอิจิมีความฝันอยากจะเป็นคอนดักเตอร์อยู่บ้าง   แต่ในการเดินทางครั้งหนึ่งก่อให้เกิดปัญหาทางจิตแก่เขาเนื่องจากเมื่อตอนเป็นเด็กเขาเคยประสบอุบัติเหตุเครื่องบินที่เขานั่งร่อนลงจอดฉุกเฉิน   ในระหว่างนั้น เขาไม่สามารถช่วยชีวิตชายชราที่นั่งข้างๆเขาได้   ทำให้เขาฝังใจว่าเป็นความผิดของตัวเอง  และไม่กล้าขึ้นเครื่องบินอีก   อีกทั้งเขายังเคยจมน้ำด้วย   เรื่องลงเรือจึงไม่กล้าเช่นกัน  เหตุนี้เองจิอากิจึงไม่สามารถเดินทางออกไปนอกญี่ปุ่นได้เลย

           

             จิอากิมีความเชี่ยวชาญในการเล่นเครื่องดนตรีหลายชนิด  ทั้งไวโอลินและเปียโน   แต่ลึกๆแล้วเขาปรารถนาจะเป็นคอนดักเตอร์ แต่ความใฝ่ฝันของเขากลับถูกบดบังด้วยความกลัวการเดินทางด้วยเครื่องบินดังกล่าวจึงจะทำให้เขาเดินทางไปเรียนต่อไม่ได้(การเรียนดนตรีคลาสสิคนั้นมักจะไปเรียนต่อกันแถวประเทศยุโรป)   ในระหว่างที่เขากำลังสับสนกับชีวิตและอนาคตอยู่นั้น  คนรักของเขาก็ตีตัวออกห่างไปชอบกับนักเรียนทุนที่ได้รับทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ  และโชคชะตาก็บันดาลให้เขาได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่ง เธอชื่อโนดะ เมงุมิ หรือเรียกสั้นๆว่าโนดาเมะ  เธอน่ารัก ร่าเริง (ติงต๊อง) และมีพรสวรรค์ทางเปียโน และที่สำคัญเธออยู่อพาร์ตเม้นต์ห้องข้างๆจิอากินั่นเอง

             

Posted by add on 07 Aug. 2007,11:29



            ตั้งแต่ได้รู้จักกับโนดาเมะ  จิอากิก็ต้องวุ่นวายหลายเรื่อง  ตั้งแต่ต้องคอยสอนเปียโนให้เธอ เพราะเขาถูกย้ายให้มาเรียนกับอาจารย์คนเดียวกัน   โนดาเมะมีพรสวรรค์ในการจดจำเพลงได้เร็วมากแม้จะฟังเพียงครั้งเดียวก็เล่นได้  ผสมกับการมั่วไปบ้าง   ข้ออ่อนของเธอคือ ไม่ยอมอ่านโน้ต  

             

              เธอเป็นผู้หญิงที่ซื่อใส  ไม่มีจริต  ตั้งแต่มาเจอกับรุ่นพี่จิอากิ  ก็มีความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นคู่ชีวิตกับจิอากิ ทันที   จิอากิเมื่อมาเจอผู้หญิงที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบ  มีห้องเลอะเทอะ เขาก็ทนไม่ได้  ต้องเข้าไปช่วยจัดการ  รวมทั้งต้องคอยทำอาหารให้เธอกินอยู่เสมอ เนื่องเพราะเธอทำอาหารไม่เป็น ( มีแต่ชอบขโมยข้าวปั้นของเพื่อนๆ)  และไม่ชอบเก็บล้าง  ชีวิตของจิอากิจึงเข้าไปพัวพันกับเธอทีละน้อยๆ    และต้องคอยช่วยแก้ปัญหาให้เธอเสมอ  เช่น เธอถูกตัดไฟเพราะจ่ายค่าเช่าไม่ตรงเวลา  จิอากิก็ต้องยอมให้เธอมาใช้ห้องน้ำของเขา เป็นต้น   นอกจากนี้ความใฝ่ฝันของโนดาเมะ ทำให้จิอากิทึ่ง เพราเธออยากจะเป็นแค่ครูสอนเด็กอนุบาล   ในขณะที่เพื่อนๆคนอื่นต้องการเป็นนักดนตรีมืออาชีพ

             

              ดูเหมือนว่าผู้ชายที่มีความเชื่อมั่น  มีความสามารถทางดนตรีสูง และเป็นดารายอดนิยมในมหาวิทยาลัย อย่างจิกากิ  ซึ่งมีทั้งสาวๆและผู้ชายไม่แท้หมายปอง   ไม่น่าจะมาชอบเด็กสาวที่ซกมกและไร้อนาคตอย่างโนดาเมะ  แต่โนดาเมะใช้ความจริงใจ   ความห่วงใยที่เธอมีให้เขาทุกๆเรื่อง  ยามที่เขาเครียดกับการซ้อมคอนดักเตอร์หนัก  เธอก็จะคอยหาอาหารมาให้เขา  ทำข้าวปั้นไปส่งให้  (ทั้งๆที่จิอากิก็ไม่ชอบกิน)  และแม้กระทั่งเรื่องที่เขามีจิตปริวิตกไม่กล้าขึ้นเครื่องบิน  เธอก็สู้อุตส่าห์ไปค้นคว้าดำรามาช่วยสะกดจิตและแก้ไขความกลัวให้กับเขาได้ในที่สุด   จนเขากล้าที่จะขึ้นเครื่องบิน   นั่นหมายความว่า  เขาจะเดินทางไปเรียนต่อในต่างประเทศได้   จุดนี้เองทำให้ โนดาเมะ ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าแข่งขันเพื่อสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศด้วย  เธอพยายามอย่างมากยอมไปเรียนกับอาจารย์สุดโหด  แต่ความหวังเธอก็พังทลายลงเพราะเธอพ่ายแพ้ในการแข่งขันนี้  

             

              จิอากิเริ่มรู้สึกตัวว่าเขามีความรักผูกพันกับเธอ  จึงเดินทางตามไปหาเธอที่บ้านชนบท    ในช่วงนั้นเองโนดาเมะก็ได้รับการติดต่อจากอาจารย์ให้ไปสอบเพื่อเรียนต่อที่ฝรั่งเศส   จิอากิเองก็จะเดินทางไปเรียนที่ฝรั่งเศสเช่นเดียวกัน  เรื่องก็จบลงตรงนี้

             

               ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำเหมือนการ์ตูน  พระเอกจะโหดๆ ตบทีนางเอกกระเด็นไปไกลแบบในการ์ตูน   พระเอกนางเอกอาจตาเหลือกตาปลิ้นเวลาเจอเรื่องหนักหนาสาหัส  เป็นต้น  รวมทั้งเวลานางเอกรู้สึกปิ๊งพระเอกก็จะมีรูปหัวใจสีชมพูล่องลอยออกมาด้วย   นับเป็นเรื่องรักตลกกุ๊กกิ๊ก   ในทางตรงข้าม  บทการเล่นดนตรี  การแสดงดนตรี  กลับเป็นจริง  และลงรายละเอียดลึกอย่างประณีต  และงดงาม   เล่นผิดคือผิด  เล่นถูกคือไพเราะอย่างน่าประทับใจ

               

                ภาพยนตร์เรื่องนี้มีทั้งหมด 11 ตอน   มีเรื่องราวสนุกๆ และชีวิตของนักศีกษาหลายๆคน  และคนเหล่านี้ได้มาร่วมกันเล่นดนตรีในวงเดียวกันบ้าง คนละวงบ้าง  เนื้อเรื่องสนุกสนานชวนติดตามทุกตอน  และมีเพลงประกอบมากมายจริง  ต้องชมว่าคนสร้างเก่งมาก  เพราะจะต้องละเอียดเรื่องโน้ตดนตรีทั้งเล่นถูกและผิด  ต้องมีเพลงคลาสสิควงใหญ่หลายฉากมากๆ  ทั้งผู้แสดงก็แสดงได้ดี   ต้องนับว่าเป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่งทีเดียว    คนที่ไม่ชอบเพลงคลาสสิค  ได้ชมแล้วอาจจะรู้สึกรักเพลงเหล่านี้ขึ้นมาได้

                   เพื่อนอีกคู่หนึ่ง  มิเนะคุง กับ คิโยระ  สาวมือหนึ่งไวโอลินหน้าหวาน

                   

                  สิ่งที่เป็นจุดเด่นของหนังเรื่องนี้นอกจากเรื่องเพลงคลาสสิคที่ยอดเยี่ยมแล้ว   ก็ต้องเป็นเรื่องความมุ่งมั่นของตัวละครแต่ละตัวในเรื่องที่ล้วนมีความใฝ่ฝัน  และมุมานะสร้างความฝันของตนเองให้เป็นจริง   ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกเรียกว่าเป็นนักเรียนบ๊วยของมหาวิทยาลัย  แต่ก็ร่วมกันฝึกซ้อมจนสามารถไปแสดงบนเวทีได้อย่างไพเราะประทับใจ  นี่คือสิ่งแตกต่างที่คนไทยเราจะไม่มีความมุ่งมั่นขนาดนี้

             



             ภาพยนตร์เรื่องนี้ประกอบไปด้วยเพลงคลาสิคมากมาย  เช่น

Ludwig van Beethoven
Sonata for Violin and Piano No.5 in F major,Op.24 “spring”

Ludwig van Beethoven
Symphony No.7 in A major , Op.92

Wolfgang Amadeus Mozart
Sonata for 2 Pianos in D major

Sergei Rachmaninov
Concerto for Piano and Orchestra No.2 in C minor ,Op.18

Wolfgang Amadeus Mozart
Concerto for Oboe and Orchestra in C major

Franz Schubert
Piano Sonata No.16 in A minor ,D 845

Robert Schumann
Piano Sonata No.2 in G minor , Op.22

Frederic Chopin
24 Preludes , Op.28

ฯลฯ

             


ผู้แสดงและผลงานอื่นๆ

อุเอโนะ จูริ (โนดะ เมงุมิ) - Swing Girls (Movie),Engine,Orange Days
ทามากิ ฮิโรชิ (จิอากิ ชินอิจิ) - Chibi Maruko-Chan,Top Caster,Itoshi Kimi e,Last Christmas,Remote,GTO
เอตะ (มิเนะ ริวทาโร่) - Sapuri,Unfair,Tokyo Friends,Orange Days,Kimi wa Petto,Lunch no Joou
อุเอฮาระ มิสะ (ทางายะ ไซโกะ) - Attention Please,Yoshitsune,Kimi wa Petto
มิสึคาว่า อาซามิ (มิกิ คิโยระ) - Iryu,Saiyuuki,Anego,Stand up!!,Long Love Letter
โคอิเดะ เคสุเกะ (โอคุยามะ มาสึมิ) - Oishii Proposal,Byakuyakou,Gokusen 2
ซาเอโกะ (ซาคุ ซากุระ) - Oishii Proposal,Dragon Zakura

Posted by KiLiN on 12 Aug. 2007,06:34
ภาพยนต์การ์ตูนประวัติพระพุทธเจ้า  ฝีมือคนไทย  ยังไม่ฉาย  จะฉาย ๕ ธันวานี้

.                                   The Life Of Buddha
                                           Runtime : 00.02.28


                              < เชิญคลิกเทคนิคดูวิดีโอไม่ให้สะดุด >


                                            ตัวอย่างภาพ













Posted by KiLiN on 15 Aug. 2007,00:36
บางตอนจากภาพยนตร์องคุลีมาล
ในนาทีที่ก่อนองคุลีมาลจะฆ่าแม่บังเกิดเกล้าของตน   พุทธองค์ก็ปรากฎมายับยั้งการกระทำนั้น  และสั่งสอนให้องคุลีมาลสำนึกในบาปที่ตนได้กระทำลงไป

.                                             Angulimala
                                           Runtime : 00.05.00


                              < เชิญคลิกเทคนิคดูวิดีโอไม่ให้สะดุด >


                                            ตัวอย่างภาพ

                              องคุลีมาลกำลังจะฆ่าแม่ของตน


                        พทธองค์แสดงปาฏิหารย์ยับยั้งการกระทำนั้น


                           พุทธองค์ปรากฎเฉพาะหน้าองคุลีมาล




                 เมื่อพุทธองค์ปรากฎ  องคุลีมาลก็จะลงมือฆ่าพุทธองค์


               เมื่อไม่สามารถกระทำได้  ก็ตะโกนให้พระศาสดาหยุด


         พระศาสดาก็ว่า  พระองค์หยุดอยู่แล้ว  แต่องคุลีมาลสิ..ยังไม่หยุด


          องคุลีมาลไม่เข้าใจความหมายก็หาว่า  พระศาสดาพูดเท็จลวงโลก


                                        "เจ้าเข้าใจผิดแล้ว"


                "บุคคลผู้มีความรัก ความเมตตากรุณา และมีความสงบสันติ"


                             "จะไม่มีความหวาดกลัวต่อสิ่งใดๆ"


                                        "ข้าไม่เชื่อ"


              พุทธองค์อธิบายให้เห็นถึงตวามรัก ไม่ใช่ความโกรธเกลียด


                              องคุลีมาล  ไม่ยอมเข้าใจใดๆทั้งนั้น


                                      พุทธองค์ทรงใช้อุบายกำหราบ




                                       ที่สุดองคุลีมาลก็ได้สำนึก




                    พุทธองค์ชี้ทางสว่างเส้นทางใหม่ให้องตุลีมาลก้าวเดิน

Posted by pakae on 12 Mar. 2008,11:17
ตามมาอ่านแล้วจ้ะพี่แอ๊ด     โหเรานี่ทำไมเชยแสนเชยอย่างนี้นะ     พี่แอ๊ดมาเล่าตั้งนานแล้ว    เพิ่งจะเจอ   แป่ววววววววว hehe.gif

         เดี๊ยวไปหามาดู     แล้วจะมาเล่าว่าสนุกอย่างไรบ้างเน้อ smSL07.gif

Posted by วันดี on 07 Aug. 2008,07:24
เมื่อคืนได้ดูหนังของช่อง 12 true movie hits แล้วอดไม่ได้ที่จะต้องชวนเพื่อน ๆ ให้ดูกัน  หนังเรื่องนี้สร้างตั้งแต่ปี 2544 เข้าฉายในโรงบ้านเราตั้งแต่ปี 2548 หลายคนอาจได้ดูแล้ว  แต่ฉันเพิ่งได้ดูและชอบมาก

หนังชื่อ  ก็ผมไม่อยากตายนี่หว่า (Autumn Spring) ซึ่งฉันไม่ค่อยชอบชื่อเรื่องภาษาไทยเท่าไหร่  มันยังสื่อความหมายได้ไม่ดีพอ

หนังเป็นเรื่องของคนแก่อายุ 76 ที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข  ซึ่งแน่นอนว่าความสุขของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป  

ชายคนนี้ที่ชื่อฟานดามีความสุขกับการหาเรื่องสนุก ๆ ทำกับเพื่อนคนหนึ่ง  แต่ความสนุกสนานของพวกเขานั้นบ้านเราต้องเรียกว่าพิเรน  และคิดสร้างสรรค์แต่ละเรื่องได้อย่างที่นึกไม่ถึง  เป็นมุขเด็ดที่ดูไปก็ต้องลุ้นไปว่าเขาจะเอาตัวรอดกับเรื่องที่เขาไปทำกันได้ไหม  เรื่องที่เขาทำทำให้หลายคนเดือดร้อน  แต่เนื่องจากเขามีใจที่สวยสะอาด  เขาจึงผ่านมันมาได้อย่างที่ทุกคนต้องยอม  แม้ครั้งสุดท้ายที่แกล้งภรรยาและลูกจนภรรยาร้องไห้และบอกว่ารับไม่ได้  เธอจึงขออำนาจศาลฟ้องหย่าเขา  แต่เมื่อมีการไต่สวนมูลฟ้องในศาลปรากฏว่าเธอกลับพูดแก้ตัวให้เขาด้วยความรักไปได้ทุกเรื่อง  หากเนื่องจากเดือดร้อนมากจึงยืนยันว่าขอแยกทาง  เขาจึงบอกกับศาลว่า  เขารักเธอมาก  และจะยอมเลิกการกระทำทุกอย่างที่เธอไม่ชอบ  ทั้งสองจึงกลับมาใช้ชีวิตปกติในแบบแผนของภรรยา  ซึ่งทำให้ชีวิตของเขาเฉามาก  ในที่สุดภรรยาเองนั่นแหละที่ทนไม่ได้  และลุกขึ้นมาชวนทำอะไรแผลง ๆ ที่เขาชอบทำเสียเอง

ในฐานะที่ฉันตั้งใจจะมีชีวิตอยู่ให้ถึงวัยชราให้ได้  ทำให้ฉันดูหนังเรื่องนี้อย่างมองหาประสบการณ์ในการใช้ชีวิต  แต่หากดูหนังเรื่องนี้ในฐานะลูกหลานที่มีบุพการีอยู่ในวัยชรา  ทำให้ได้ความรู้และเข้าใจคนแก่มากทีเดียว  

ที่หนังเรื่องนี้บอกกับเราคือ  คนแก่ไม่ได้หมายถึงความหยุดนิ่งเฉื่อยชารอวันลาจาก  ในใจของคนแก่ยังมีทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนคนหนุ่มสาวหรือกระทั่งกระหายกระตือรือร้นที่จะค้นพบสิ่งใหม่ ๆ อย่างเด็กด้วยซ้ำ  แล้วหากบวกรวมประสบการณ์มาทั้งชีวิตของพวกเขาด้วยแล้ว  เขาจึงคือสิ่งมีค่าที่ควรทะนุถนอม  บำรุง  ส่งเสริมให้เขาได้ใช้  ชีวิต  อย่างมีคุณค่า

นึกถึงคุณหมอเฉก ธนะสิริซึ่งปัจจุบันอายุกว่า 80 แล้ว  แต่ยังกระฉับกระเฉง  ไปพูดอภิปรายวิธีการใช้ชีวิตวัยชราอย่างมีคุณภาพให้คนฟังมากมาย  และตั้งโปรแกรมไว้ว่าจะมีอายุให้ถึง 120 ปีซึ่งเป็นเพดานอายุของมนุษย์ให้ได้  ฉันคิดว่าคุณหมอคงจะทำได้  เพราะคุณหมอมีสิ่งที่เรียกว่า  ชีวิต  อยู่ตลอดเวลา

หนังเรื่องนี้จะฉายในช่อง 12 อีก 3 ครั้ง ดังนี้
วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2551  เวลา 08:40
วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 21:10
วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 17:20

มีเวลาลองเปิดดูกันนะ

Autumn Spring กำกับโดย วลาดิเมียร์ มิชาเล็ก คนทำหนังชาวเชก ซึ่งโด่งดังเป็นขวัญใจนักวิจารณ์ที่ประเทศบ้านเกิด ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยมีผลงานที่เดินทางกวาดรางวัลเล็กบ้างใหญ่บ้าง ตามเทศกาลหนังต่างๆ มาแล้วทั่วโลก

Autumn Spring หรือ Babi leto ได้รับรางวัล Czech Lions (รางวัลออสการ์ของประเทศสาธารณะเชก) จำนวน 4 ตัว จากการเข้าชิง 9 สาขา คือนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

นอกจากนั้น ยังได้รับรางวัล 'ขวัญใจคนดู' หรือ Audience Award จาก Rehoboth Beach Independent Film Festival และ St. Louis International Film Festival รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก Cleveland International Film Festival ด้วย (ทั้ง 3 เทศกาลจัดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของ วลาสติมิล บรอดสกี นักแสดงยอดฝีมือชาวเชก ซึ่งเคยได้รับรางวัล Silver Berlin Bear สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ที่เทศกาลหนังเบอร์ลิน จากบทบาทการแสดงในหนังเรื่อง Jacob, the Liar (บรอดสกีได้รับรางวัล Czech Lions สาขานำชายจาก Autumn Spring ด้วย)

ชื่อในภาษาเชคแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Indian Summer แต่มีหนังอเมริกันชื่อนี้ไปแล้ว  จึงต้องใช้ Autumn Spring

หากใครสนใจรายละเอียดหรือดูภาพเพิ่มเติมไปเปิดดูได้จากเว็บพวกนี้ค่ะ  

< http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/autumnspring/as.html >

< ]http://movies.narak.com/preview/autumn_spring.shtml
>

Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard