Forum: ห้องศิลป์
Topic: ==ชมภาพเขียนโบราณ==
started by: add

Posted by add on 12 Jul. 2002,23:26
วีนัส ( Venus )

    กำเนิดวีนัส
   
    ภาพนี้เขียนโดย Sandro Botticelli

    วีนัส (Venus) หรือเทวี อโฟรไดท์ (Aphrodite) เป็นเทพธิดาแห่งความรักและความงาม สามารถสะกดเทพและมนุษย์ทั้งปวงให้ลุ่มหลง เรื่องกำเนิดของวีนัสมีแตกต่างกันหลายประการ

    หากจะสืบสาวต้นกำเนิดของอโฟร์ไดท์ อาจต้องสืบสาวไปไกลกว่าตำนานของกรีกเสียอีก เนื่องจากนางมี ต้นกำเนิดมาจากดินแดนซีกโลกตะวันออก ว่ากันว่านางเป็นเทวีองค์แรกเริ่มของชนชาติฟีนีเซีย ที่มาตั้งอาณานิคมมากมาย ในดินแดนตะวันออกแถบตะวันออกกลาง ทราบกันมาว่านางเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเทวีของชาวอัสสิเรีย กับบาบิโลเนีย ที่มีนามว่า อีชตาร์ (Ishtar) และก็ยังเป็น อันหนึ่งอันเดียวกับเทวีของชาวไซโร-ฟีนิเซี่ยน ผู้มีนามกรว่า แอสตาร์เต (Astarte) จึงนับได้ว่าเป็น เทวีที่มีความสำคัญมากมาแต่ดึกดำบรรพ์

    ตามมหากาพย์อีเลียดของโฮเมอร์ เทวีอโฟรไดท์ที่เป็นเทพธิดาของซูส เกิดกับนางอัปสร ไดโอนี (Dione)เทพธิดาแห่งความชุ่มชื้น บ้างก็เล่าเรื่องย้อนถึงตอนกำเนิดโลก มี Ge เป็นพระแม่ธรณี ซึ่งต่อมาเธอได้สร้างยูเรนัส ( ท้องฟ้าหรือสวรรค์ ) มาเป็นสวามี มีลูกๆตัวใหญ่มาก มีพลังมหาศาล ยูเรนัสผู้พ่อ กลัวว่าลูกจะแย่งอำนาจตนจึงจับลูกทั้งหมดขังไว้ใต้ดิน ลูกๆรุ่นนี้ ผู้ชายชื่อ ไตตานส์ (Titans ) ผู้หญิงเรียกว่า ไตตานิดส์ ( Titanides )
   
    แม่ธรณีไม่พอใจ แต่ก็ยังมีลูกต่อไป  คราวนี้ออกมาเป็นยักษ์ตาเดียว( Cyclops )ก็ถูกพ่อจับไปขังรวมกับพวกแรกอีก 
   
    แม่ธรณีจึงลงไปยุให้ลูกๆ ขึ้นมาแย่งอำนาจพ่อ มีลูกคนเล็กชื่อ โครนัส(Cronus หรือ Saturn พระเสาร์นั่นเอง) ที่ทำได้ จับพ่อมัดไว้ แล้วปล่อยพี่ๆเป็นอิสระ แบ่งเนื้อที่ในโลกกันครอบครอง

    แม่ธรณีจะมีลูกรุ่นต่อไปเป็นยักษ์มีอาวุธครบมือ โครนัสทนไม่ไหวจึงไปตอนพ่อตนเอง โยนของของพ่อทิ้งลงในทะเล


    ปรากฎเกิดอัศจรรย์ทะเลปั่นป่วน เกิดเป็นเทพธิดาวีนัส

    บทกวีนิพนธ์ชั้นหลังๆจึงกล่าวว่า นางผุดขึ้นจากฟองทะเล เนื่องจากคำว่า Aphros อันเป็นที่มาของชื่อนางในภาษากรีกแปลว่า "ฟอง" แหล่งกำเนิดของนางอยู่ในทะเลบริเวณเกาะ ไซเธอรา (Cythera) จากนั้น นางถูกคลื่นซัดไปจนถึงเกาะ ไซปรัส (Cyprus) อาศัยเหตุนี้ เกาะทั้งสองจึงกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับวีนัส และบางทีนางก็มีชื่อเรียกตามชื่อเกาะทั้งสอง นี้ว่า ไซเธอเรีย (Cytherea) และ ไซเปรียน (Cyprian)
   
     ด้วยความงามอันหาที่เปรียบมิได้ เนปจูนจึงนำเธอไปที่ยอดเขาโอลิมปุส อันเป็นที่อยู่ของเทพเจ้า ปวงเทพพากันลงมติให้เธอเป็น "เทพธิดาแห่งความงามและความรัก"

    ปวงเทพหมายปอง พากันมาขอแต่งงานกับเธอ แต่เธอก็ปฎิเสธ จูปิเตอร์โกรธ เลยแกล้งให้เธอแต่งงานกับ วูลแค่น เทพแห่งงานช่าง ซึ่งเป็นคนหลังค่อม ขาเป๋ ในไม่ช้า วินัสจึงทิ้งเขาไป 

    เทพองค์แรกที่วีนัสพิศวาสและร่วมอภิรมย์ด้วยคือ เอรีส (Ares) หรือ มาร์ส (Mars) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการสงคราม ( ซึ่งเป็นบุตรของซูสเทพบดี เกิดกับเจ้าแม่ ฮีรา ) จนให้ประสูติบุตรสอง ธิดาหนึ่งรวมเป็นวาม มีนามตามลำดับว่า อีรอส (Eros) หรือ คิวพิด (Cupid) แอนติรอส (Anteros) และ เฮอร์ไมโอนี (Hermione) หรือ ฮาร์โมเนีย (Harmonia)

     ต่อมานางมีสัมพันธ์กับเทพเฮอร์มีส จนเกิดมีโอรสองค์หนึ่งนามว่า เฮอร์มาโฟร์ดิทัส (Hermahroditus) ในด้านของมนุษย์เทวีอโฟร์ไดที่ยังเคยแอบไปมีจิตพิศวาสกับบุรุษเดินดิน เช่น ไปชอบพอกับเจ้าชายชาวโทรยันนามว่า แอนคิซีส (Anchises) จนมีโอรสครึ่งเทพครึ่งมนุษย์ออกมานามว่า เอนิแอส(Aenias) ผู้เป็นต้นตระกลูของ ชาวโรมันทั้งหมด  
 

    
    ภาพนี้ชื่อภาพ The Birth of Venus เช่นกัน
   เขียนโดย William Adolphe Boguereau
Posted by STUV on 12 Jul. 2002,23:29
ชอบครับ
ภาพสวย เรื่องราวสนุกครับ .....
Posted by Din on 13 Jul. 2002,00:19
รูปปั้นที่ปั้นโดย ไมเคิล แองเจโล ที่แขนขาดข้างหนึ่ง ก็เป็นรูปปั้นของวีนัส ใช่ไหมครับท่านป้า  bigsmile.gif
Posted by add on 13 Jul. 2002,22:57
ใช่ค่ะ คุณดิน อะไรที่ว่างดงามก็มักจะชื่อ วีนัส ไปหมด
Posted by add on 14 Jul. 2002,00:06
ต่อมานางไม้ก็แอบมาบอกกับวีนัสว่า ตอนนี้มีพรานหนุ่มรูปงาม ชื่อ อะโดนีส มาล่าสัตว์อยู่แถบนี้ วีนัสเมื่อได้เห็นอะโดนีสเข้าก็หลงรักและในที่สุดทั้งสองก็ได้ครองรักกัน 

          บางตำนานเล่าว่า วันหนึ่ง เจ้าแม่อโฟรไดที่เล่นหัวหยอกเอินอยู่กับอีรอส บังเอิญถูกศรซึ่งอีรอสถืออยู่สะกิดเอาที่อุระ ถึงแม้ว่า จะเป็นแผลเพียงเล็กน้อย แต่ก็เป็นการเพียงพอที่จะทำให้เจ้าแม่ตกอยู่ในอำนาจพิษศรของบุตรได้ ยังมิทันที่แผลจะ เหือดหาย เจ้าแม่ได้พบกับ อะโดนิส (Adonis) มานพหนุ่มพเนจรอยู่ในราวป่า ให้บังเกิดความพิสมัยจนไม่อาจระงับ ยับยั้งอยู่ใน สวรรค์ได้
     
    ความรักที่วีนัสมีต่ออะโดนีสนั้นท่วมท้น นางจึงไม่อยากให้เขาจากไปล่าสัตว์อีก นางจึงอ้อนวอนขอให้เขาเลิกเป็นนายพรานเสียเพราะมันอันตราย ขอให้มาอยู่กับนางเถิด

     ชื่อภาพ วีนัส & อะโดนีส     
     
     ภาพนี้ เขียนโดย Francois Lemogne

     อะโดนีสตอบเพียงว่าอย่าห่วงเขาเลย การล่าสัตว์คือชีวิตของเขา เขาเลิกไม่ได้

    ชื่อภาพ วีนัส อะโดนีส และ คิวปิด (บุตรชาย) 
    
    ภาพนี้วาดโดย Amibale Carracci

     แล้ววันหนึ่ง เมื่ออะโดนีสออกไปล่าสัตว์ตามปกติ เห็นหมูป่าเขี้ยวโง้งน่ากลัวจึงคว้าธนูยิงออกไป แต่หมูป่าเพียงแค่บาดเจ็บวิ่งหนีไป อะโดนีสก็ตามไปไม่ลดละ เจ้าหมูบาดเจ็บหันกลับมาสู้อย่างจนตรอก อะโดนีสไม่ทันระวัง จึงถูกหมูป่าขวิดเข้าที่สีข้าง เลือดไหลนองพื้น ได้รับความเจ็บปวดเหลือจะทนทานได้ เจ้าสุนัขคู่ใจผู้ซื่อสัตย์ได้แต่หมอบข้างเจ้านาย ส่งเสียงเห่าหอนด้วยความห่วงใย
Posted by add on 28 Jul. 2002,17:01
บ้างก็ว่า วีนัส หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Aphrodite ( the goddess of love and beauty)  มีบุตรกับ
อะโดนิส ชื่อ Cupid หรือ Eros (god of love)

   ภาพชื่อ Venus and Cupid วาดโดย Correggio 
   
Posted by add on 28 Jul. 2002,17:29
Cupid เมื่อโตเป็นหนุ่ม (กำลังตีเหล็ก)
   ภาพชื่อ   Cupid's Forge
           Artist: Collier Smithers
                   Painting Date: 1905


  
Posted by add on 29 Jul. 2002,00:52
กามเทพกับไซคี 
    Psyche Opening the Door into
           Cupid'sGarden
            Artist: John William Waterhouse
                    Painting Date: 1904


     

       กาลครั้งหนึ่งมีเจ้าหญิงกรีกนัยน์ตาสีฟ้า มีนาว่า ไซคี เธอเป็นผู้ที่มีความงามมาก ผู้มีคนแปลกหน้าต่างเดินทางมาเพื่อชมโฉม และหว่านโปรยกลีบกุหลาบบนทางเดินให้เธอ ยามที่เธอยิ้ม ทวยเทพที่เฝ้ามองเธอจากเทือกเขาโอลิมปุสยังพากันยินดี  มีเพียงผู้เดียวที่ข้องขุ่นใจ คือ วีนัส ผู้เป็นเทวีแห่งความงาม เพราะเมื่อมองลงมายังวิหารทั้งหลายของเธอบนโลกมนุษย์ กลับว่างเปล่า เพราะพวกชายหนุ่มที่เควรจะนำดอกไม้มาลัยมาประดับที่แท่นบูชาของเธอพากันไปโปรยกลีบกุหลาบให้ไซคี  วีนัสโกรธจึงให้บุตรชาย คือกามเทพ ไปทำร้ายไซคีด้วยลูกศรทองคำ
    ภาพ Cupid and Psyche
            Artist: Sir Edward Burne-Jones
                    Painting Date: 1865-1887

    
  
    กามเทพเอาลูกศรทองคำลับให้คมเหาะลงไปยังราชวังของไซคี เธอกำลังหลับอยู่ กามเทพเห็นก็หลงไหลในความงามของเธอ แทนที่จะทำร้ายเธอกลับเอาลูกศรสะกิดที่สีข้างของเธอ เธอจึงตื่นขึ้นมาแต่ก็มองไม่เห็นกามเทพ เพราะเขาไม่ยอมปรากฏร่างให้เห็น กามเทพหัวใจเต้นรัวจนลูกศรหลุดมือเข้าทำร้ายตนเอง ทำให้กามเทพเกิดหลงรักไซคีขึ้นมาทันที 

     กามเทพทำงานไม่สำเร็จ เหาะกลับไปยังเขาโอลิมปุส วีนัสผู้เป็นแม่ก็เคืองแค้นไซคียิ่ง
ขี้นไปอีก หาทางไม่ให้กามเทพไปหาไซคีอีก

 
    ต่อมาบรรดาพี่สาวของไซคีก็เข้าสู่พิธีวิวาห์กันหมด เหลือเพียงไซคีที่เทพพยากรณ์บอกว่า เธอเป็นคู่ครองของคนที่มีชีวิตอมตะ ซึ่งกำลังรอคอยเธออยู่ที่ยอดเขา 

    ภาพ Cupid and Psyche
         William Bouguereau

    
    ไซคีจึงเดินทางไปและได้ครองรักกับกามเทพ แต่เธอไม่เคยเห็นตัวเห็นหน้ากามเทพเลย เขามาหาเธอยามค่ำและจากไปยามรุ่งอรุณ

    ภาพ cupid and psyche
        Jacques-Louis David

    
    ฝ่ายพวกพี่สาวพอรู้เรื่องเข้าก็ยุให้น้องสาวลอบดูกามเทพ โดยให้เอาตะเกียงไว้จุดดู และเตรียมมีดใหญ่ไว้ 1 อัน เผื่อว่าถ้าเขาเป็นมังกรจะได้ฟาดฟันเขาได้  ครั้นยามเที่ยงคืนไซคีก็จุดตะเกียงส่องดู ภาพที่เธอเห็นคือชายหนุ่มรูปงามกว่าใครที่เธอเคยพบมา ผมสีทองหยักสลวย มีปีกสีขาวที่เปล่งแสงเรื่อเรืองอย่างนิ่มนวลราวไข่มุกและอัญมณี  เมื่อเธอจะดับตะเกียง ปรากฏว่าน้ำมันหยดหนึ่งหยดลงที่ไหล่ของกามเทพ เขาจึงตื่นขึ้นในทันใด เขามองดูเธออย่างเศร้าหมอง ขยับปีกโบยบินและได้หันกลับมาบอกกับเธอว่า

     “ความรักไม่อาจพักพิงอยู่ร่วมกับความคลางแคลงใจ”  แล้วเขาก็บินจากเธอไปด้วยความเศร้าสร้อย        
                           
                              จบภาค 1

                         
Posted by add on 16 Aug. 2002,09:03
 ขณะที่ไซคีร้องไห้คร่ำครวญอยู่นั้น พระราชวัง สวนดอกไม้ และน้ำพุที่เคยมีก็อันตรธานหายไปสิ้น เธอกลับมาอยู่ในดินแดนของตนเองอีกครั้ง แต่เธอก็ไม่ยอมอยู่กับพี่สาวของเธอ เธอกลับรอนแรมไปเพื่อตามหาชายคนรักอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นป่ารกทึบหรือเทือกเขา ในที่สุดเธอก็เห็นวิหารแห่งหนึ่งทอแสงเรื่อเรืองอยู่บนยอดเขา เธอเข้าไปในวิหารของเทวีเซอรีส และได้จัดเก็บฟ่อนข้าวบาร์เลยและสิ่งของอื่นๆซึ่งคนทำงานทิ้งไว้กระจัดกระจาย ให้เป็นที่เป็นทางอย่างเรียบร้อย เทวีเซอรีสจึงพอใจ และแนะนำให้ไซคีไปหาวีนัส  เมื่อได้พบกับวีนัสไซคีก็ยอมถวายตัวปรนนิบัติรับใช้เทวีทุกอย่าง ขอเพียงแต่ให้เธอได้อยู่ร่วมกับกามเทพอีกครั้ง วีนัสพยายามหางานที่ยากลำบากให้ไซคีทำ เช่นแยกเมล็ดพืชจำนวนมากใส่ถุงให้เสร็จก่อนพลบค่ำ  ข้ามแม่น้ำไปเก็บขนแกะทองคำ ฯลฯ แต่ไซคีก็ทำได้สำเร็จโดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้ที่อยู่รอบข้างทุกครั้ง ครั้งหลังสุด เธอได้เปิดผอบที่ห้ามเปิด ปรากฎว่าในผอบนั้นคือ ความง่วงแห่งความตาย ไซคีจึงล้มลงไปราวกับคนตาย 

     ภาพ Van Dyck's Cupid and Psyche
      

      ระหว่างนั้นคิวปิดเริ่มหายแล้วและออกตามหาไซคีเช่นกัน และได้มาพบไซคีนอนนิ่งอยู่ จึงลบความง่วงเหงาเอาใส่ตลับดังเดิม แล้วรีบพาไซคีไปหาวีนัส เพื่อขออภัย เทพซีอุสก็เข้ามาไกล่เกลี่ย วีนัสจึงยอม ซีอุสจึงให้เฮอร์เมสพาไซคีไปยังยอดเขาโอลิมปุส แล้วเอาน้ำอมฤตให้เธอดื่ม เพื่อเธอจะได้กลายเป็นเทพธิดา   

      Cupid and Psyche
           Artist: William Bouguereau


       
       
        The Bath Of Psyche 1890
           Lord Frederick Leighton
 
       

       ปวงเทพทั้งหลายร่วมเป็นสักขีพยานการแต่งงานที่หรูหราระหว่างกามเทพกับไซคี โดยมีเหล่าเทพีแห่งศิลปวิทยาการทั้งเก้า ร้องเพลงขับกล่อมบรรดาแขกเหรื่อให้เคลิบเคลิ้มราวกับต้องมนต์สะกด

       

       นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กามเทพกับไซคีก็อยู่ร่วมกันบนยอดเขาโอลิมปัสอย่างมีความสุข 

      Cupid and Psyche
           Annie Louisa Swynnerton

      
Posted by SuperG on 16 Aug. 2002,12:21
สวยมาก ยอดๆๆ เลยเจ๊ bigsmile.gif...เอ๊ย ป้า
Posted by add on 18 Oct. 2002,02:23
   ...พลับพลึงเป็นของคู่กับน้ำ ตามตำนานของ ' เทวปกรณัม ' ที่เล่าขานกันมาเป็นเวลานับพันปี

เรื่องของ ' นางเอคโค ' ( ECHO ) กับหนุ่มน้อย ' นาร์ซิสซัส ' ( NARCISSUS )

   เพราะชาวกรีกโบราณสงสัยที่มาของ 'เสียงสะท้อน ' ที่ดังลำพังอย่างว้าเหว่กลางป่าเขา เป็นเสียงเหมือนจะล้อเลียน แต่แท้ที่จริงเป็นเสียงของคนที่ผิดหวัง ที่ไม่อาจจะกล่าวเสียงของตัวเองได้ จึงต้องยืมเสียงของผู้อื่นแทน 

   เรื่องของนางฟ้าที่ถูกต้องโทษลงทัณฑ์ เล่ากันว่าในการเสด็จลงมาสู่โลกของ 'เทวีจูโน ' นั้น นางฟ้าเอคโค(คือนางฟ้าแห่งเสียงสะท้อน)จะต้องตามเสด็จลงมาด้วย แต่เพราะว่าเป็นนางฟ้าที่ช่างพูด จนกลายเป็นพูดมาก ทำให้เทวีจูโนกริ้ว จึงสาปให้นางเอคโคไม่สามารถพูดกับใครได้ สิ่งเดียวที่นางจะทำได้ คือ กล่าวตามเสียงของผู้อื่น เฉพาะคำในตอนท้ายเท่านั้น

     
     ภาพชื่อ Narcissus 1912 (เข้าใจเป็นภาพนางฟ้า เอคโค) ของ JOHN WILLIAM WATERHOUSE 

     เพราะถูกสาปลงทัณฑ์ ทำให้นางเอคโคได้รับความอับอายในหมู่ของนางฟ้านางสวรรค์ นางจึงต้องหลีกตัวเองมาอยู่คนเดียวลำพัง หลบซ่อนตัวอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร และเมื่อต้องการจะพูดวาจาใด ก็จะต้องรอคอยให้มีผู้อื่นนำก่อน นางจึงจะพูดตามได้ เฉพาะคำสุดท้ายหรือประโยคสุดท้ายเท่านั้น หากจะทุกข์ทรมาณอย่างไร นางเอคโคก็พอจะทนได้ แต่เมื่อนางได้เจอกับผู้ชายที่เธอหลงรัก เป็นหนุ่มน้อยรูปงามชื่อว่านาร์ซิสซัสนั้น นางเอคโคไม่สามารถจะบอกหรือจะกล่าวคำใดๆ ให้เขาเข้าใจได้เลย นางพยายามวนเวียนอยู่ใกล้ตัวหนุ่มนาร์ซิสซัส และรอคอยว่าเมื่อใดเขากล่าวคำใด นางก็จะพยายามจะบอกคำนั้นกับเขา แต่คำบอกของนางนั้นเป็นเพียงการกล่าวคำซ้ำ ๆ ในคำพูดสุดท้ายของเขา

    
    ภาพ Narcissus ของ Karl Brulloff
    

    เมื่อนาร์ซิสซัสรู้สึกว่า มีผู้ติดตามใกล้ ๆ เขา เมื่อตะโกนถามไปว่า ' ใคร ' เสียงที่นางเอคโคจะบอกตอบเขาได้ ก็คือ' ใคร ' เช่นกัน นาร์ซิสซัสยิ่งเพิ่มความสงสัย ตะโกนซ้ำอีกว่า ' ใครมาล้อข้า ' เสียงที่นางเอคโคจะบอกกับชายที่เธอรัก ก็เป็นคำเดียวกันคือ ' ใครมาล้อข้า ' ' ออกมาเถิด ' นาร์ซิสซัสกล่าววิงวอนเพราะความสงสัย เสียงที่นางเอคโคจะบอกกับนาร์ซิสซัสก็คือ ' ออกมาเถิด ' เช่นกัน
 
    เมื่อนางตัดสินใจปรากฎตัวขึ้นเพื่อให้เขาได้เห็น นาร์ซิสซัสพยายามกล่าวคำใดกับนาง  แต่ทุกครั้งนางเอคโคก็จะกล่าวตอบโต้เป็นคำสุดท้ายของคำพูดนั้นเสมอ เขาและนางไม่สามารถพูดโต้ตอบทำความเข้าใจอะไรกันได้เลย และสิ่งนี้เอง ที่ทำให้นาร์ซิสซัสเข้าใจว่า นางเป็นภูตนางพรายหรือต้องคำสาปของผีร้าย จึงหลบหนีไปไม่ยอมให้นางเอคโคได้พบอีก ความเศร้าสร้อยและผิดหวังนั้นเองที่ทำให้นางเอคโคต้องตรอมใจตาย ร่างกายแหลกสลายกลายเป็นผุยผงอยู่ในป่าเขา ลมพัดพาเถ้าอังคารของนางไปติดต้องอยู่ตามหน้าผาบนไศลหลวงใหญ่ กลายเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณของนาง เมื่อคราวใดใครตะโกนกลางความวิเวกวังเวงของป่าเขา ก็จะมีเสียงตะโกนตอบกลับมาของนาง


   
    
    ภาพ Echo and Narcissus ของ John William Waterhouse

    แม้นางจะตายไปแล้ว แต่วิญญาณแห่งความรักของนาง ยังคงติดตามนาร์ซิสซัสไปตลอด ความรักนั้นได้กลายเป็นความพยาบาทแค้น วิญญาณของนางเอคโคทำให้นาร์ซิสซัสไม่รักผู้ใดทั้งสิ้นแต่กลายเป็นคนที่หลงรักตัวเอง ความรู้สึกรักตัวเองนั้นแอบซ่อนอยู่ในใจของนาร์ซิสซัส แต่ยังไม่ปรากฎชัดออกมา จนกระทั่งวันนั้นเขาเดินผ่านบ่อน้ำใส และเมื่อเขาจ้องไปในบ่อน้ำ ก็พบกับหนุ่มที่งดงามที่สุดปรากฎอยู่ในเงาน้ำนั้น นาร์ซิสซัสบังเกิดความลุ่มหลงรักเงาของตัวเองขึ้นมา เป็นความรักที่เขาไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เป็นความรักที่ทรมาน เช่นเดียวกับที่นางเอคโคไม่สามารถจะกล่าวคำใดแทนความรู้สึกของตัวเองออกมาได้

    
    ชื่อภาพ Echo and Narcissus 1627-28 ของ Nicolas Poussin

    นาร์ซิสซัสก็เช่นกัน ทุกครั้งที่เขาเอื้อมมือสัมผัสกับผิวน้ำ รูปเงาของชายหนุ่มที่เขาหลงรักก็จะกระเพื่อมหายไปทันที เมื่อปรากฎขึ้นอีกครั้ง นาร์ซิสซัสก็ได้แต่นั่งชื่นชมได้เท่านั้น จะหยิบต้องจะครอบครองอย่างไรไม่ได้ เขาจึงไม่ยอมลุกขึ้นจากบ่อน้ำที่สะท้อนภาพความงามของตัวเอง นาร์ซิสซัสจะนั่งอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งเขาไม่สามารถถอนตัวเองลุกขึ้นได้ ขาและแขนของเขากลายเป็นรากของต้นไม้ที่ปรากฎขึ้นริมบ่อน้ำ และในไม่ช้าร่างทั้งหมดของนาร์ซิสซัสก็กลายเป็นพุ่มไม้ กลายเป็น ' ต้นพลับพลึง ' ต้นไม้ที่จะต้องขึ้นอยู่ข้างบ่อน้ำหรือสระน้ำเท่านั้น จึงปรากฎขึ้นเป็นตำนานเล่าขานกันมาเป็นเวลานับพันปี

    ความเศร้าของนางเอคโค หรือความเข้าใจผิดของนาร์ซิสซัส ล้วนแล้วแต่บังเกิดขึ้นท่ามกลางความเปล่าเปลี่ยว เหมือนเสียงสะท้อนที่ดังจากภูเขา หรือภาพสะท้อนจากเงาน้ำ ความรักที่ไม่สมหวังจะถูกปล่อยให้ถูกทอดทิ้งอยู่ตามลำพังเช่นนี้


    
    
   ' วอล์ต วิทแมน ' กวีตะวันตกท่านหนึ่งยังเคยเขียนความรู้สึกเช่นนี้ไว้ ในบทกวีที่ชื่อว่า ' ใบหญ้า ' ว่า..

'' ผู้ใดปรารถนาจะเดินกับฉัน
เธอผู้นั้นจะกล่าวสิ่งใด ก่อนที่ฉันจะต้องจากเธอไป
เธอผู้ซึ่งอาจจะไม่รู้ว่า ฉันคือใคร ฉันเป็นอย่างไร
แต่ฉันก็ยังมีความหวังในตัวเธอ
เธอผู้ที่จะกลั่นกรองเส้นใยแห่งศีลธรรมไว้ภายในใจ
เธอผู้อาจจะล้มเหลวและผิดหวังในตัวฉัน
แต่หากถ้าเธอพลาดพลั้งฉันจากที่หนึ่ง...ก็จงค้นหาฉันอีกที่หนึ่ง
เพราะวันหนึ่งฉันจะหยุดพักการเดินทางเพื่อรอพบเธอ ''
ความรักที่พูดไม่ได้ของนางเอคโค คือความรักที่ไขว่คว้าหาไม่ได้ของนาร์ซิสซัส เพราะความหวังนั้นเอง...ที่ทำลายเขาและเธอ


..จาก...สวนดอกแก้ว ' กรวิก '...
Posted by prt on 27 May 2003,21:26
ภาพสวยมาก ชอบ
Posted by add on 28 May 2003,20:33
ค่ะ ขอบคุณนะคะ  แล้วจะพยายามหามาให้ชมอีก  คุณ prt  แวะมาบ่อยๆนะคะ
Posted by add on 31 Jul. 2003,19:56
กามเทพกับเทพเจ้าอพอลโล ( APOLLO AND CUPID)

    กามเทพเป็นบุตรตัวน้อยๆของเทวีวีนัส แม้ผู้เป็นมารดาจะบำรุงเลี้ยงเขาด้วยน้ำทิพย์และกระยาทิพย์ อันเป็นอาหารของเหล่าทวยเทพ แต่เขาก็ไม่เคยเติบโตขึ้นเลย  เขาเป็นเด็กตัวเล็กๆที่ที่มีลักยิ้มและชอบหัวเราะ แต่เขาสามารถเหาะเหินไปได้ตามใจปรารถนา 

    เขาชื่นชอบเทพเจ้าอพอลโลมากกว่าเทพองค์อื่นใด ในยามที่เทพอพอลโลไม่ได้ขับราชรถ เขาจะติดตามอยู่เคียงข้างพระองค์เสมอ  เขาชื่นชอบคันธนูและลูกศรของเทพเจ้าอพอลโลมาก ปรารถนาจะได้จับถือดูบ้าง 

     ครั้งหนึ่งเทพเจ้าอพอลโลหยิบคันธนูอันแข็งแกร่งกับลูกศรอันคมที่สุดขึ้นมา แล้วมุ่งหน้าไปสังหารอสุรกายตัวมหึมาสีดำมืด ชื่อว่า ไพธอน

    

     ชื่อภาพ Apollo Slays Python. 1850-1851 วาดโดย Eugène Delacroix

     ไพธอนเป็นสัตว์ร้ายแห่งความมืดมน มันพ่นควันดำออกมาจากโพรงจมูกซึ่งจะแผ่ปกคลุมท้องฟ้าและอากาศรอบๆให้มืดมิดเป็นระยะทางหลายไมล์ ม่านควันดังกล่าวจะหนาทึบจนคนที่อยู่ในหุบเขาก็ไม่สามารถเห็นยอดเขาได้

     เทพเจ้าอพอลโลเป็นเทพแห่งแสงสว่าง พระองค์จึงไม่ชอบความมืดมน ดังนั้นพระองค์จึงมุ่งหน้าไปยังหุบเขาที่มืดดำไปด้วยม่านควันของไพธอน แล้วลงมือสังหารไพธอนเสีย

     

     ชื่อภาพ Apollo and Python 1811 วาดโดย J. M. W. Turner
Posted by add on 02 Aug. 2003,01:56
กามเทพแอบติดตามเทพเจ้าอพอลโลไปอย่างเงียบๆ  จนกระทั่งเมื่ออสุรกายถูกสังหารไป  ความมืดมนลอยออกไปแล้ว พระองค์จึงหันมาเห็นกามเทพองค์น้อยยืนอยู่ข้างกาย

      “โอ…ลูกศรของท่านช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน  ให้ข้าสักดอกหนึ่งสิ  ให้ข้าสักดอกหนึ่งสิ และให้ข้าได้ถือคันธนูท่านสักครั้ง “

       เทพเจ้าอพอลโลได้แต่หัวเราะ พลางจูงมือกามเทพกลับไปหามารดา

       กามเทพผิดหวังยิ่งนัก  เขาจึงไปขอเทพเจ้าวัลแคนให้ปะดิษฐ์คันธนูอันหนึ่ง พร้อมด้วยลูกธนูอันเล็กๆเรียวงาม มีปลายศรที่แหลมคมและมีน้ำหนักเบา 

      เทพวีนัสที่กำลังเฝ้าดูอยู่ ก็ประทานพรให้ลูกศรเหล่านั้นมีอำนาจที่ลูกศรใหญ่ๆไม่อาจมีได้  คือ ผู้ใดก็ตามเมื่อถูกสัมผัสด้วยลูกศรทองคำนี้แม้เพียงแผ่วเบา เขาผู้นั้นจะบังเกิดความรักใครคนแรกสุดที่ได้ไปพบเห็น

      กามเทพรู้สึกยินดีกับลูกศรของตนยิ่งนัก  เขามักจะเล่นกับมันตั้งแต่เช้าจนจวบค่ำคืน

      วันหนึ่งเทพเจ้าอพอลโลไม่ได้ขับราชรถออกไป แต่จอดเอาไว้หลังม่านเมฆในสรวงสวรรค์  เพื่อว่าวันนี้ชาวโลกจะได้มีวันที่ท้องฟ้ามืดสลัวบ้าง แล้ววันนั้นพระองค์ก็ไปเข้าป่าล่าสัตว์ 

      เมื่อมาถึงพื้นที่โล่งแห่งหนึ่งพระองค์ก็เห็นกามเทพกำลังเล่นคันธนูและลูกศรอันเล็กๆของเขาบนโขดหินที่ปกคลุมไปด้วยตะไครน้ำ เทพเจ้าอพอลโลรู้สึกขุ่นเคืองใจที่เห็นกามเทพถืออาวุธชนิดเดียวกับที่พระองค์ใช้ พระองค์ขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้นห้วนๆว่า

      “ เจ้ากำลังทำอะไรกับสิ่งที่คล้ายกับอาวุธทำศึกชิ้นนั้นล่ะ เจ้าหนูน้อยซุกซน  วางลงไปเถอะ ปล่อยของอย่างนั้นไว้สำหรับผู้ใหญ่”

      กามเทพทั้งเสียใจและโกรธเคือง  เขาหวังว่าเทพเจ้าอพอลโลจะชื่นชมเขาดังเช่นที่เทวีวีนัสชื่นชม

     “ลูกศรของท่าสามารถสังหารอสุรกายไพธอนได้ “ กามเทพกล่าวขึ้น “ แต่ลูกศรของข้าจะทำให้ท่านเจ็บปวดได้”

      เมื่อพูดจบเขาก็ปล่อยลุกศรออกไป มันพุ่งไปกระทบร่างของเทพเจ้าอพอลโลแผ่วเบาจนไม่รู้สึกระคายผิวเลย  เทพเจ้าอพอลโลหัวเราะ แล้วออกเดินต่อไป ในไม่ช้าพระองค์ก็เดินมาพบนางไม้ผู้งดงามตนหนึ่งกำลังเก็บดอกไม้อยู่ในป่า  ดาฟเน่ (Daphne) ผู้เป็นสาวบริสุทธิ์ซึ่งชอบเดินทางท่องเที่ยวไปในป่ากว้าง เทพเจ้าอพอลโลเคยเห็นเธอมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าเธองดงามเช่นนี้มาก่อน  พระองค์วิ่งเข้าไปเพื่อจะพูดคุยกับเธอ แต่เมื่อเธอหันมาเห็นก็รู้สึกตื่นตระหนก 

     
             Apollo and Daphne
            Painting Date: 1908
           วาดโดย John William Waterhouse  

          “ให้ฉันช่วยเธอเก็บดอกไม้นะ “ เทพเจ้าอพอลโลวิงวอน แต่ดาฟเน่ หญิงสาวผู้ขี้อายกลับวิ่งหนีไป เทพอพอลโลก็วิ่งตามเธอไป 
         
     
            ชื่อภาพ Apollo Chasing Daphne , 1681
            วาดโดย Maratti Carlo

       ดาฟเน่ผู้น่าสงสาร ด้วยความตกใจเธอจึงวิ่งเร็วขึ้นๆ จนกระทั่งเธอวิ่งต่อไปไม่ไหวแล้ว เธอร้องคร่ำครวญ ขอความช่วยเหลือจาก พินิอัส เทพเจ้าแห่งสายน้ำ พินิอัสผู้เป็นบิดาของเธอได้ยินเสียงร้องก็คิดว่าคงจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น  พระองค์จึงแผ่อำนาจเวทมนตร์ของตนปกคลุมไปทั่วป่าอย่างรวดเร็ว  และเพื่อปกป้องผู้เป็นธิดา พระองค์จึงเปลี่ยนร่างของเธอให้กลายเป็นต้นไม้

       เท้าของดาฟเน่จึงยืนนิ่งอยู่กับพื้น แล้วหยั่งรากออกมายึดไว้ เธอรู้สึกว่าเปลือกอันหบาบแข็งแผ่ลามขึ้นมาทั่วไหล่และแขนขา มีกิ่งก้านสาขาแผ่ขยายออกมาจากแขนขา และฝ่ามือของเธอก็ปกคลุมไปด้วยใบไม้ เมื่อเทพเจ้าอพอลโลยื่นมือมาสัมผัสเธอ  หญิงสาวผู้งดงามก็อันตรธานหายไป มีแต่ต้นไม้ปรากฎอยู่แทนที่  
          
      “นี่ฉันทำอะไรลงไป…”  เทพเจ้าอพอลโลคร่ำครวญ  พระองค์รู้สึกเศร้าเสียใจที่ทำให้ดาฟเน่ต้องเปลี่ยนแปลงไป พระองค์จึงยืนอยู่ข้างต้นไม้ตลอดทั้งบ่าย พูดคุยและวิงวอนขอให้ดาฟเน่ยกโทษให้

     
           Apollo and Daphne , 1664
           วาดโดย  Nicolas Possin

      พระองค์ขอใบรอเรลจากเธอเพื่อที่พระองค์จะได้นำมาร้อยสวมไว้บนศีรษะ ดาฟเน่จึงสะบัดกิ่งก้าสาขาให้ใบไม้ร่วงพรูลงมารอบกายเทพเจ้าอพอลโล ด้วยวิธีนี้ พระองค์ก็รู้ว่าดาฟเน่ยกโทษให้พระองค์แล้ว พระองค์จึงรวบรวมใบไม้เหล่านี้เก็บใส่มือมาอย่างทะนุถนอม แล้วสานร้อยเป็นมาลัย

     พระองค์โยนมาลัยเหี่ยวเฉาที่สวมอยู่บนศีรษะทิ้งไป แล้วสวมมาลัยใบลอเรลไว้แทน  ซึ่งมันยังคงความสดและเป็นสีเขียวตลอดมา 

    จากหนังสือ เทพนิยายกรีก มาร์การเร็ต อีแวนส์ เขียน วัชรินทร์ อำพัน แปลและเรียบเรียง
Posted by add on 17 Dec. 2003,00:26
Dionysus

     ไดโอนิซัส เป็นบุตรของซูส (Zeus)เทพบดี กับนาง สีมิลี (Semele) ธิดาของแคดมัสผู้สร้างเมืองธีบส์ กับนางเฮอร์ไมโอนี  การกำเนิดของเทพไดโอนิซัสนับว่าน่าสงสารทีเดียว เหตุเพราะความหึงหวงของเจ้าแม่ฮีรา(Hera) กล่าวคือ
      
      เมื่อเทพซูสเกิดพิศวาสนางสีมิลี จึงได้จำแลงองค์เป็นชายหนุ่มรูปงามลงมาสมสู่ด้วย  นางก็พอใจและปิติยินดีไม่ติดใจ สงสัยอันใด ไม่ช้าเรื่องพิศวาสระหว่างเทพซูสกับนางสีมิลีก็แพร่งพรายไปถึง เจ้าแม่ฮีราภรรยาแสนสวยจอมหึงหวงของซูส เจ้าแม่มุ่งมั่นจะให้เรื่องนี้ยุติเสียทันที จึงจำแลงองค์เป็นนางพี่เลี้ยงแก่ของสีมิลีเข้าไปในห้องของนาง และชวนคุย เรื่องความรักของนาง และออกอุบายให้นางคลางแคลงใจเกี่ยวกับประวัติอันน่าสงสัยของชายหนุ่มนั้นว่าจะเป็นซูสจำแลงมาจริงหรือไม่ โดยให้ชายหนุ่มนั้นปรากฏกายให้เห็นในลักษณะของเทพเจ้า ซึ่งนางสีมิลีก็หลงเชื่อในที่สุดและตกลงใจที่จะกระทำตามที่พี่เลี้ยงแก่แนะนำ


      

      ชื่อภาพ Jupiter and Semele วาดโดย Moreau, Gustave, 1898

      เมื่อซูสเสด็จลงมาอีก นางสีมิลีจึงหว่านล้อมขอให้ซูสสาบาน โดยอ้างแม่น้ำสติกซ์เป็นทิพยพยานว่า ไท้เธอจะโปรดประทานฉันทานุมัติตามคำขอของนางประการหนึ่ง

       ครั้นเทพซูสสาบานแล้วนางก็ทูลความประสงค์ของนาง คือ ขอให้ปรากฎกายเป็นเทพซูสให้เห็น ซูสเทพถึงแก่ ตกตะลึงด้วยคิดไม่ถึงว่านางจะทูลขอถึงเพียงนี้  เพราะถ้าไท้เธอสำแดงองค์ให้ปรากฏตามจริง ก็จะทำให้นางสีมิลีผู้เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาไม่อาจมีชีวิตได้  แต่อย่างไรก็ดีเทพซูศก็มีพันธะที่จะต้องปฏิบัติตามสาบานอย่าง เคร่งครัด ไม่มีทางจะบ่ายเบี่ยงได้ ด้วยว่าการละเมิดคำสาบานซึ่งอ้างแม่น้ำสติกซ์อันศักดิ์สิทธิ์เป็นทิพยพยานนั้นย่อมบังเกิดผล ร้ายกับเทพผู้สาบานทุกองค์เหมือนกันหมด ไม่มีที่ยกเว้นแม้แต่องค์เทพบดีซูสเอง

       ซูสเนรมิตองค์ให้ปรากฏตามลักษณะประกอบด้วยทิพยาภิสังขารอันเป็นจริง พอนางสีมิลีได้เห็นภาพของไท้เธอ ด้วยตาอันพร่าพราว นางก็ถึงแก่ล้มกลิ้งด้วยไม่อาจทนต่อทิพยอำนาจของซูสได้ และในชั่วพริบตาก็บังเกิดไฟลุกขึ้นเผาผลาญนางให้วอดวายกลายเป็นจุณไป 

       ในขณะนั้นนางสีมิลีทรงครรภ์อยู่ แม้ซูสไม่อาจช่วยชีวิตของนางไว้ได้ แต่ก็ยังสามารถ ช่วยบุตรได้ ไท้เธอฉวยทารกออกจากไฟฝังไว้ในต้นขาของไท้เธอเอง ทารกคงอยู่ในที่นั้นต่อจากที่ได้อยู่ในครรภ์ มารดามาแล้ว จนครบกำหนดคลอด ซูสจึงเอาทารกออก มอบให้นางอัปสรพวกหนึ่งเรียกว่า ไนสยาดีส (Nysiades) เป็นผู้ อนุบาล นางอัปสรพวกนี้เอาใจใส่อนุบาลทารกอย่างทะนุถนอมเป็น อย่างดี ซุสจึงโปรดเนรมิตให้กลายเป็นกลุ่มดาวหนึ่ง เรียกว่า ไฮยาดีส (Hyades) ส่วนทารกน้อยผู้ที่ ถูกนางอัปสรเลี้ยงดู มีชื่อว่า ไดโอนิซัส หรือ แบกคัส นั่นเอง


             บ้างก็เล่าว่า  เพื่อที่จะให้ ไดโอนิซัสรอดพ้นจากความริษยาของเจ้าแม่ฮีรา  เฮอร์เมส ( Hermes)  ได้นำทารกไปให้ อิโน (Ino) น้องสาวของสิมีลีเลี้ยงดู  นางจึงเอาเสื้อผ้าของเด็กผู้หญิงแต่งกายให้ไดโอนิซัส  และเลี้ยงให้เติบโตขึ้นมาแบบเด็กผู้หญิง  แต่ต่อมาสามีของนางคลุ้มคลั่ง ฆ่าลูกของตนเอง  นางจึงนำไดโอนิซัสไปที่ริมทะเล
goddess Leucothea  จึงแปลงให้ไดโอนิซัสให้กลายเป็นแพะ  แล้วเฮอร์เมสก็มานำไดโอนิซัสไปให้พวกนางอัปสรเลี้ยงดูต่อไป  


      

       ชื่อภาพ Naissance de Bacchus / The birth of Bacchus, 1786-1808, วาดโดย Jean Baptiste Patas, French, engraving on paper

       Semele is shown into fires, after Zeus' visit, and she gives birth to Dionysus before she dies. Hera is on the left of Zeus, watching the scene she set up.


หมายเหตุ Zeus คือ เทพเจ้า จูปิเตอร์ ผู้ปกครองเทพแห่งยอดเขา โอลิมปุส ซึ่งมีอาวุธประจำพระองค์ได้แก่ สายฟ้า นกอินทรี และคทา      
Posted by add on 20 Dec. 2003,05:52


    แม้ว่ากำเนิดแท้จริงของไดโอนิซัสจะเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งเทพ แต่ก็ได้รับการยอมรับให้เป็นเทพอย่างสมบูรณ์  มีความเป็นอมฤตภาพเช่นเดียวกับเหล่าเทพสภาอื่น ๆ บนสวรรค์ชั้นโอลิมปัส   แต่ไดโอนิซัสรักที่จะ เดินทางท่องเที่ยวไปบนผืนดินอันกว้างขวางมากกว่า  ไม่ว่าจะไปทางไหนก็นำความชุ่มชื้นแห่งสุราเมรัยติดไปด้วย   คนที่มองเห็นคุณความดีของเทพองค์นี้ก็พากันเคารพนับถือ   ส่วนคนที่ดูถูกเหยียดหยามมักถูกลงโทษ   ในฐานะที่เพิ่งจะดำรงตำแหน่งเทพ  ไดโอนิซัสไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้คนนับถือสักเท่าใดนัก   ครั้นเวลาผ่านไป และคุณกับโทษของเทพองค์นี้เป็นที่ประจักษ์ชัดขึ้น มนุษย์ส่วนใหญ่จึงพากันเคารพนับถือ และสร้างวิหารถวายแด่ เมรัยเทพเป็นการใหญ่



    บางตำนานกล่าวว่า  ไดโอนิซัส เป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ และเป็นสัญลักษณ์ของการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนของฤดูกาล ตำนานมีอยู่ว่า ไดโอนิซัสถูกศัตรูฆ่าตาย และถูกสับออกเป็นท่อนๆ ทิ้งให้กระจัดกระจายทั่งพื้นดิน ไม่ได้รับการฝังอย่างที่ถูกต้องที่ควรเป็น ...แต่ในที่สุดก็ได้รับการชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยการรวบรวมชิ้นส่วนต่างๆที่กระจายอยู่กับดินนั้น มาประกอบเข้าด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้น ชาวกรีกจึงถือว่าไดโอนิซุส เป็นสัญลักษณ์แห่งความงอกงามของพื้นพิภพ เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์พืชที่เติบโตงอกงามเป็นธัญญาหารต่อมา การบวงสรวงเทพองค์นี้ นับเป็นการเรียกร้องให้ฤดูใบไม้ผลิหมุนเวียนกลับมาอีกครั้ง ต้นไม้ใบหญ้าจะได้ผลิดอกออกใบขึ้นมาใหม่ประดุจไดโอนิซุส ที่ได้รับการชุบชีวิต ในเทศกาลเฉลิมฉลองให้แก่เทพเจ้าไดโอนิซุส นี้ ชาวกรีกมีการจัดการประกวดการเต้นรำใหม่ๆ โดยมีการร้องเพลงประกอบเรียกว่า "ดีธีแรมบ์" ..ต่อมาได้พัฒนามาเป็นการแสดงละคร ด้วยเหตุนี้ ไดโอนิซุส จึงได้รับฉายาอีกชื่อหนึ่งว่า "เทพเจ้าแห่งการละคร"
   
     ไดโอนิซัส ทำให้พื้นดินสะพรั่งไปด้วยองุ่นรสเลิศที่ทรงคุณประโยชน์มากหลาย ทำให้ผู้คนอิ่มหนำ และชื่นบาน แต่มีหลายครั้งที่ไดโอนิซัสทำให้คนกลายเป็นวิกลจริตอย่างน่าสมเพช ในจำนวนนี้มีสตรีกลุ่ม หนึ่งซึ่งเรียกว่า เมนาดส์ (Maenads) ซึ่งถูกพิษของเมรัย ทำให้เป็นบ้าหมดสติไปทุกคน ต่างกระโดด โลดเต้นร้องรำทำเพลงไปตามป่าเขาลำเนาไพร อย่างขาดสติ บางครั้งก็มาห้อมล้อมติดสอยห้อยตามไดโอนิซัส ไปด้วย ต่อมาในยุคโรมันเมื่อไดโอนิซัสได้รับชื่อเป็นภาษาละตินว่า แบกคัส (Bacchus) คณานางสติไม่สมบูรณ์เหล่านี้ก็ได้รับชื่อใหม่ว่า แบกคันทีส(Bacchantes) จึงออกจะเป็นถาพที่ ประหลาดมากที่ชาย หนุ่มรูปงามคนหนึ่งจะเดินทางไปไหน ๆ โดยแวดล้อมด้วยผู้หญิงบ้า

    

ชื่อภาพ A Bacchant  วาดโดย Arthuir Wardle

"These women (who...are [also] called Bacchae or Bacchantes) celebrate Dionysos by abandoning themselves to the wild, liberating energy of nature. Bacchantes, when in the trance of the deity, leave behind home and family, and haunt the forests and mountains, their roles as wives, mothers, and sisters temporarily forgotten." (Mythography
Posted by add on 21 Dec. 2003,23:38
เรื่องราวความรักของไดโอนิซัสก็มีบ้าง แต่เป็นรักที่ลงเอยด้วยความเศร้าสลด คือไดโอนิซัสไปพบและช่วยเหลือนาง อาริแอดนี่ (Ariadne) ธิดาเจ้ากรุงครีตไว้ได้ อาริแอดนี่ ธิดาของท้าว ไมนอสแห่งนตรครีต ซึ่งเลี้ยงอสูรร้ายชื่อ มิโนทอร์เอาไว้ใต้ดิน เมื่อวีรบุรุษ ธีลิอัสเดินทางไปครีตเพื่อเป็นเหยื่อแก่มิโนทอร์ นวลอนงค์ก็เกิดมีใจปฏิพัทธ์กับเจ้าชายหนุ่ม จึงหาทางช่วยเหลือและพาหนีออกเกาะครีตได้สำเร็จ แต่ทว่านางถูกทอดทิ้งไว้เดียวดายบนเกาะร้างแห่งหนึ่ง ไดโอนิซัส ไปพบเข้าจึงเกิดความสงสารและรักนาง แต่รักได้ไม่นาน อาริแอดนี่ก็ตายลง ไดโอนิซัสสุดเสียใจนัก จึงไม่มีรักใหม่อีกเลย



       ชื่อภาพ  Bacchus and Ariadne  วาดโดยTURCHI, Alessandro

       
       
        ชื่อภาพ  Bacchus and Ariadne  วาดโดย  TIZIANO
Posted by add on 22 Dec. 2003,23:05
ไดโอนิซัสมีชีวิตที่แสนเศร้า  ขนาดที่ว่าเป็นเทพที่มีกายเป็นอมฤตก็มีโอกาสตายได้เช่นกัน  นักกวีชาวกรีกโบราณเขียนเล่าตามความเป็นจริงของต้นองุ่น

            กล่าวคือ เมื่อถึงฤดูเก็บองุ่น ชาวบ้านจะฟันเอากิ่งที่มีองุ่นติดเต็มไปหมด เหลือไว้แต่ต้นโดดเดี่ยว มองดูแล้วน่า สะพรึงกลัว เพราะมีแต่ลำต้นปราศจากใบและกิ่งก้านสาขา แต่ไม่นานเมื่อเวลาผ่านไป ต้นองุ่นก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับแตกกิ่งและใบสวยงาม ต่อจากนั้นก็ผลิดอกออกผลเป็นจนงดงามอีกครั้งหนึ่ง

            ฉันใดฉันนั้นเทพไดโอนิซัส ตามตำนานกล่าวว่า เธอถูกยักษ์เผ่าวงศ์ไทแทน ทำร้ายอย่างน่าสยองขวัญด้วยการฉีก ร่างออกเป็นชิ้น ๆ ก็ดั่งต้นองุ่นที่ถูกตัดกิ่งก้านเพื่อเก็บผลของมัน แต่ไม่นานนัก เทพไดโอนิซัสก็จับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ก็ ในเวลาที่เธอฟื้นจากความตายนี่แหละ ที่ใคร ๆ ทั้งเทวดาและมนุษย์ต่างก็ชื่นชมยินดี และจัดงานรื่นเริงฉลองรับขวัญกัน เอิกเกริก


       

       ชื่อภาพ Dionysus and Pan โดย MichelAngelo
Posted by add on 24 Dec. 2003,08:29
และจากการตายของไดโอนิซัสนี้เอง  ทำให้ไดโอนิซัสได้ช่วยเหลือมารดาผู้ที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนจากหัตถ์ของยมเทพ และนำขึ้นไปสู่สวรรค์ชั้นโอลิมปัสได้อย่างปลอดภัย



       เรื่องเล่ากันว่า เทพไดโอนิซัส ได้ติดตามหามารดาในปรโลก เมื่อพบแล้ว ไดโอนิซัส ก็ขอนางคืนจากยมเทพฮาเดส แต่มัจจุราชไม่ยินยอม จนเกิดการโต้เถียงกันว่าใครจะเหนือกว่าใคร ไดโอนิซัสบอกคำเดียวว่า ตนนั้นเหนือกว่ามัจจุราช เพราะเธอสามารถตายแล้วคืนชีพได้อีก ไม่ เคยมีเทพองค์ใดกระทำได้อย่างนี้เลย เทพฮาเดสเห็นจริงตามนั้น จึงยอมมอบนางสิมิลีคืนให้บุตรชายพาออกจากแดนบาดาลไป เทพไดโอนิซัสจึงพามารดาขึ้นสวรรค์บนโอลิมปัส ที่นั่นเหล่าเทพ น้อยใหญ่ต่างต้อนรับนางสิมิลีเป็นอย่างดี โดยที่นางเป็นอมตชนคนเดียวที่อยู่ท่ามกลางอมตเทพทั้งปวงและฮีร่าเทวีก็ทำอะไรมิได้อีก

           


< http://www.geocities.com/elysianth/dionysus.html >
Posted by add on 29 Apr. 2004,02:46
David and Goliath

     

     เดวิดเป็นบุตรชายคนที่แปดของ Jesse ซึ่งอยู่ที่เมือง Bethlehem ห่างไปทางใต้ของกรุง Jerusalem เดวิดมีหน้าที่ดูแลฝูงแกะอยู่ในทุ่งหญ้า เขาดูแลแกะทั้งวันทั้งคืน โดยห่มเพียงผ้าห่มขนแกะที่แม่ของเขาทำให้

     บางครั้งอาจมีสัตว์ร้ายมาทำร้ายลูกแกะของเขา เขาจึงต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด แต่เขาเป็นคนแข็งแรงที่มีพละกำลังมหาศาล ครั้งหนึ่งเขาเคยต่อสู้กับสิงโตที่มาขโมยลูกแกะกิน และช่วยเจ้าลูกแกะไว้ได้ ต่อมาเคยต่อสู้กับหมีจนได้ชัยชนะ ดังนั้น เดวิดจึงเป็นคนแข็งแกร่งที่สามารถอยู่ได้ในท่ามกลางธรรมชาติอันโหดเหี้ยม

Posted by add on 29 Apr. 2004,23:53


    เดวิด จะเล่นฮาร์ฟและร้องเพลงในยามเย็นก่อนที่จะก่อกองไฟเพื่อจะดูแลสัตว์ในยามค่ำ

     พี่ชายคนที่สามของเดวิดไปเป็นทหารที่ค่ายของ King Saul ทำการสู้รบกับพวก Philistines ซึ่งมียักษ์หลายตนอาศัยอยู่ด้วย ยักษ์ตนหนึ่งซึ่งสูงใหญ่และแข็งแรงที่สุดมีนามว่า Goliath

     ในเย็นวันหนึ่ง เจ้ายักษ์ Goliath ได้ตะโกนข้ามหุบเหวและเนินเขามายังค่ายของ King Saul ว่า


     

      "เจ้าจงเลือกคนเก่งมาสู้กับข้า ถ้าฆ่าเราได้ พวก Philistines จะตกเป็นคนรับใช้ของพวกเจ้า หากข้าฆ่า คนเก่ง ของเจ้าได้ พวกเจ้าก็จะต้องมาเป็นคนรับใช้ ของ Philistines"

     วันหนึ่งพ่อของเดวิดห่อขนมปังและชีสใส่ถุงให้เดวิดนำไปให้พี่ชายที่แค้มป์ เดวิดเมื่อไปถึงที่ค่ายทหาร ก็ขออาสาต่อกษัตริย์ที่จะสู้รบกับยักษ์ ตอนแรกกษัตริย์ไม่เห็นด้วย แต่เมื่อเดวิดบอกว่าเขาเคยปราบสิงโตและหมีมาแล้ว กษัตริย์จึงยินยอม และนำชุดเกราะและหมวกเหล็กของพระองค์มาใส่ให้เขา แต่เดวิดไม่ยอมใส่ ถือเพียงหนังสติ๊ก และเก็บก้อนหินในลำธารใส่กระเป๋าย่ามไป

     
Posted by add on 30 Apr. 2004,21:29
เจ้ายักษ์โกรธและตะโกนด่าเดวิดว่า

    "เห็นข้าเป็นหมาหรือไงจึงจะเอาหนังสติ๊กมาสู้กับข้า?"

    เดวิดหยิบก้อนหินขึ้นมาจากย่าม เอาใส่หนังสติ๊กแล้วเหวี่ยงไปโดยแรง  ก้อนหินพุ่งตรงไปถูกหน้าผากเจ้ายักษ์พอดี เจ้ายักษ์ล้มลง เดวิดเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปชักดาบของยักษ์ออกมาจากฝัก ตรงเข้าแทงและตัดหัวเจ้ายักษ์ทันที


    ชื่อภาพ David Slays Goliath วาดโดย Carvaggio ภาพ oil on canvas, อยู่ที่ Museo del Prado at Madrid

    


     ชื่อภาพ David Contemplating the Head of Goliath ค.ศ. 1610 วาดโดย Orazio Gentileschi
     ภาพ Oil on canvas, 173 x 142 cm Galleria Spada, Rome


     
Posted by add on 02 May 2004,22:07
ประชาชนโห่ร้องยินดีในความสามารถของ เดวิด พวกเขาพากันร้องเพลงว่า

     "King Saul has killed thousand, but David has killed ten thousands."

     และต่อมา หลังจาก King Saul สิ้นพระชนม์แล้ว เดวิดก็ได้รับเลือกให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ซึ่งกล่าวกันว่า พระเยซูก็เป็นรุ่นหลังๆในตระกูลของเดวิดนี่เอง

         
Posted by add on 17 Aug. 2004,02:24
เทพีอะธีน่า (Athena)

           ช่วงนี้มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคที่กรุงเอเธนส์  ประเทศกรีซ  จึงขอค้นคว้าเรื่องเกี่ยวกับกรุงเอเธนส์มาให้อ่านกันค่ะ

      เขาว่าเทพีประจำเมืองเอเธนส์ คือ เทพีอะธีน่า (Athena) หรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า Minerva

        อะธีน่าเป็นลูกสาวคนโปรดของเทพเจ้าซุส ซึ่งเป็นเทพสูงสุด  อาจเป็นเพราะซุสให้กำเนิดลูกสาวคนนี้ด้วยตัวเองก็เป็นได้  ตำนานมีอยู่ว่า แม่ของอะธีน่า คือ Metis เทพีแห่งความฉลาดและปราชญ์ได้ตั้งท้องกับซุส  ต่อมามีคำพยากรณ์ว่าลูกคนนี้จะมาโค่นบัลลังก์พ่อ ซุสจึงกลืนนาง Metis ลงท้องไปและหวังว่าลูกในท้องคงจะสิ้นชีวิตไปพร้อมกันด้วย เมื่อลงไปอยู่ในท้องของซุส เทพี Metis ก็ทำเสื้อคลุมยาวและหมวกเหล็กสำหรับลูกสาวซึ่งเป็นเหตุให้หลายเดือนต่อมาซุสเกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง  เมื่อทนต่อความเจ็บปวดไม่ไหว ซุสจึงเรียกเฮเฟสทัส เทพแห่งภูเขาไฟและการทำอาวุธให้เข้าพบและสั่งให้เฮเฟสทัสเอาขวานผ่าศีรษะตน เพื่อที่อาการปวดจะลดลงไป พอกะโหลกของซุสแยกออก เทพีอะธีน่าที่โตเป็นผู้ใหญ่และสวมชุดเกราะเต็มยศก็กระโดดออกมาจากรอยแยกนั้น

      

      ชื่อภาพ The Combat of Mars and Minerva วาดโดย Jacques-Louis David เมื่อ ค.ศ.1771. Oil on canvas. อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Louvre, Paris, France..
Posted by add on 18 Aug. 2004,03:15
เฮเฟสทัส (Hephaestus) ผู้ที่เอาขวานมาผ่าศีรษะให้เทพซุส จนก่อกำเนิดอะธีน่าขึ้นมา ก็คือ วูลแค่น (Vulcan) เทพแห่งงานช่าง (god of fire and smiths)  ซึ่งเป็นบุตรของ เทพซุสเอง กับพระนาง เฮร่า

     

ภาพชื่อ The Forge of Vulcan วาดโดย Diego Velázquez เมื่อ ค.ศ. 1630. Oil on canvas. อยู่ที่ Museo del Prado, Madrid, Spain.     

      เฮเฟสทัส เป็นเทพรูปไม่งามที่ได้แต่งงานกับ < วีนัส( Venus)หรือเทวี อโฟรไดท์ (Aphrodite) เป็นเทพธิดาแห่งความรักและความงาม >เป็นคนแรก ตามคำสาปของเทพจูปิเตอร์

     

ชื่อภาพ Venus Asking Vulcan for Arms for Aeneas วาดโดย Anthony van Dyck  Oil on canvas. อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Louvre, Paris. France
Posted by add on 23 Aug. 2004,23:08
อะธีน่าเป็นเทพีที่ฉลาดหลักแหลม รู้จักควบคุมตนเอง ถือตนเป็นพรหมจรรย์และไม่เคยมีความรักกับใคร    เฮเฟสทัสเคยคิคจะแต่งงานกับนาง เมื่ออะธีน่าตอบปฏิเสธ เทพแห่งภูเขาไฟจึงใช้กำลังบังคับ นางหลบหลีกมาได้อย่างหวุดหวิด   นางใช้เศษผ้าขนแกะเช็ดคราบอสุจิของเฮเฟสทัสบนร่างของนางออก แล้วโยนลงพื้นอย่างไม่แยแส   กลับเกิดเป็นสัตว์ประหลาดตัวเป็นคนแต่ร่างกายท่อนล่างเป็นงู นามว่า Erichthonios



           แม้ว่าอะธีน่าจะไม่ได้ให้กำเนิดเด็กหนุ่มด้วยตนเอง แต่นางก็รับเขาเป็นลูก ดูแลและอบรมสั่งสอนจนเติบใหญ่ได้เป็นถึงกษัตริย์แห่งเอเธนส์ เมื่อ Erichthonios สิ้นใจลง อะธีน่าก็เสกให้เขากลายเป็นกลุ่มดาวออริกา อยู่บนท้องฟ้าเคียงข้างกลุ่มดาวดาวเพอร์ซิอุสและเจมิไน


Posted by add on 27 Aug. 2004,23:44
เทพีอะธีน่าเป็นเทพีคุ้มครองเหล่าผู้กล้าในตำนานกรีก ทั้งเจสันเด็กหนุ่มที่ลงเรืออาร์โกไปตามหาขนแกะทองคำ, Theseus ผู้ปราบวัว Minotor ในเขาวงกตแห่งเกาะครีต ,กษัตริย์ยูลิสซีส จากมหากาพย์โอดิสซี หรือแม้แต่ วีรบุรุษตลอดกาล เฮอร์คิวลิส ก็ได้รับความคุ้มครองจากอะธีน่าเช่นกัน

       ผู้กล้านามว่า Perseus ลูกของซุสกับนางเดนีที่ถูกเฮราตามรังควาญด้วยความหึงหวงในตัวซุส เปอร์เซอุสต้องผจญภัยมากมายรวมถึงการเผชิญหน้ากับนาง Gorgon นามว่าเมดูซ่า ซึ่งมีผมเป็นงู

          

       เดิมเมดูซ่าเป็นหญิงสาวรูปงาม  มีผมงามสลวย  แต่นางไปบังอาจเทียบความงามของตนเองกับอะธีน่า  จึงทำให้อะธีน่าไม่พอใจถือเมดูซ่าเป็นศัตรูคู่แค้นที่จักต้องพิฆาตให้ดับสิ้นเพราะในบรรดาพี่น้อง มีแต่เมดูซ่าผู้เดียวที่เป็นมนุษย์  วันหนึ่งใน วิหารอะธีน่า เทพอะธีน่า เป็นเทพอุปถัมภ์ของสาวพรหมจารี ที่สตรีพรหมจรรย์ชาวมนุษย์มักไปบูชา   สาวงามเมดูซ่าที่มีชายมากหลายหมายปอง ก็ไปบูชาเทพอะธีน่า ยังวิหารตามปกติ เทพโพไซดอนได้ประจักษ์เห็นความงามของนางเมดูซ่าแล้ว ก็ต้องการครอบครองโดยใช้กำลังขืนใจ อะธีน่าจึงได้โอกาสจึงใส่ความว่า เมดูซ่า บังอาจลบหลู่นางด้วยการสู่สมในวิหารอันศักดิ์สิทธิ์แล้วฉวยโอกาสสาป เมดูซ่าให้กลายเป็นมารร้ายน่าเกลียดน่ากลัวและสาปให้ผมอันสวยงามลือชื่อของนาง กลายเป็นงูเต็มหัว

       จากสาวงามเลื่องชื่อต้องมากลายเป็นมารร้ายที่น่าชิงชังขยะแขยง จนใครที่ได้เห็นจะต้องกลายเป็นหินไปเมดูซ่าทั้งชอกช้ำทั้งอับอายก็แปรความเจ็บช้ำที่ได้รับให้กลายเป็นความเคียดแค้นชิงชังต้องการทำร้ายหมายมาดทุกชีวิตที่ขวางหน้าโดยทำให้กลายเป็นหินไปจากการมองหน้าของนางเป็นการตอบโต้ความอยุติธรรม ที่ทำให้นางต้องรับ ชะตากรรมอันโหดร้าย 

       อะธีน่าจึงมอบโล่ของตนให้กับเปอร์เซอุสเพื่อใช้โล่มันวับสะท้อนเงาของเมดูซ่ากลับเข้าตัวนางไป นางกอร์กอนจึงต้องกลายร่างเป็นหินไปเสียเองและถูกเปอร์เซอุสตัดหัว หลังจากสิ้นสุดการผจญภัยเปอร์เซอุสก็มอบหัวของเมดูซ่าให้กับเทพที่คุ้มครองตนก็คือ เทพีอะธีน่า  นับแต่นั้นเราจะเห็นหัวที่มีผมเป็นงูอยู่บนโล่หรือชุดเกราะของอะธีน่า

      

Homer-

"Lest Gorgon rising from the infernal lakes

With horrors armed, and curls of hissing snakes,

Should fix me stiffened at the monstrous sight,

A stony image in eternal night."
(Odyssey, book 11.)

< http://www.eaudrey.com/myth/gorgons.htm >
Posted by add on 31 Aug. 2004,06:49
เทพีอะธีน่าผู้แสนดีมีอิทธิพลกับชีวิตของผู้คนมากมาย เป็นเทพีแห่งหัตถกรรมและการทอผ้า ดูแลเวลาเกิดสงคราม แต่นางไม่ชอบการคร่าชีวิตผู้คน ชาวทะเลถือว่าอะธีน่าเป็นผู้ประดิษฐ์เรือและสอนให้มนุษย์รู้จักการแล่นเรือ

     นางเป็นเทพที่มีความรัก โลภ โกรธ หลง เหมือนปุถุชนทั่วไป เช่นในสงครามกรุงทรอยอะธีนาเข้าข้างฝ่ายกรีก เพราะเจ้าชายปารีสจากกรุงทรอยตัดสินว่าอะโฟรไดท์สวยกว่านางและเทพีเฮรา ทั้งๆที่
นางจะติดสินบนเจ้าชายจะให้เขากลายเป็นวีรบุรุษผู้กล้ามีชื่อเสียงเป็นอมตะ


     
ชื่อภาพ Hermes and Athena วาดโดย Spranger, Bartholomaeus เทคนิคสี Fresco อยู่ที่ Castle, Prague
< http://lilt.ilstu.edu/drjclas....ena.jpg >

     หน้าที่ของอะธีน่าคือการคุ้มครองเมืองเอเธนส์ ซึ่งมีตำนานเล่าต่อกันมาว่า กษัตริย์ Kekrops แห่งแอตติกา (ดินแดนรอบๆกรุงเอเธนส์ในปัจจุบัน) รบชนะชนกลุ่มน้อยในบริเวณนั้นและต้องการสร้างเมืองหลวงขึ้น เหล่าเทพทั้งหลายต่างก็ทุ่มเถียงกันว่าใครจะได้เป็นเทพประจำเมือง ในที่สุดก็เหลือผู้เหมาะสมอยู่สององค์คือ โปเซดอน-เทพสมุทร เพราะเมืองใหม่ตั้งอยู่ริมทะเล และอะธีน่าเพราะนางจะนำศิลปะหัตถกรรมไปเผยแพร่แก่ชาวเมือง ซุสแนะนำให้เทพทั้งสองประลองฝีมือด้วยการเนรมิตสิ่งใดก็ได้ขึ้นมาใหม่ สิ่งนั้นต้องเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ในภายหลัง โปเซดอนกวัดแกว่งสามง่ามประจำกาย ก่อนที่จะกระแทกลงบนพื้น สัตว์ตัวใหญ่สีดำปรากฏขึ้นต่อหน้าเทพทั้งหลาย สลัดขนแผงคอ เท้ากระทืบพื้น สัตว์แสนสวย แข็งแรง รวดเร็วแถมยังเชื่องตัวนั้นก็คือม้านั้นเอง เหล่าเทพพากันคิดว่าอะธีน่า ต้องพ่ายแพ้เป็นแน่ แต่
นางยิ้มกริ่มก่อนที่จะเสกต้นไม้ใบสีเทา ผลเล็กกลมรีขึ้นบนพื้นดินปนหิน นางกล่าวเสริมว่าผลไม้นี้จะกลายเป็นแหล่งอาหารของมวลมนุษย์ น้ำมันใช้สังเวยเทพเจ้า ต้นไม้มีอายุยืนทนต่อความแห้งแล้ง ให้ผลแม้ในท้องถิ่นที่แสนทุรกันดาร ยิ่งกว่านั้นต้นไม้ต้นนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ ส่วนม้าเป็นสัญลักษณ์ของสงคราม ปวงเทพคงต้องการให้มนุษย์โลกมีแต่สันติภาพไม่ใช่การรบเป็นแน่  อะธีน่าจึงชนะเทพสมุทรไป เมืองแห่งใหม่จึงได้รับชื่อว่าเอเธนส์ ตามเทพีประจำเมือง ต้นไม้ของอะธีน่าถือเป็นของขวัญล้ำค่าจากเทพแด่มนุษยชาติ คือต้นมะกอก นั่นเอง


< http://www.pantheon.org/articles/a/athena.html >

< http://www.thai.net/freestyleonline/geschichte.htm >

< http://www.eaudrey.com/myth/gorgons.htm >

< http://www.abcgallery.com/mythology/athena.html >
Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard