Forum: ห้องครัว
Topic: สูตรอาหารกับขนมอร่อย
started by: อิศรา

Posted by อิศรา on 06 May 2005,18:06
สูตรอาหาร และขนมอร่อย
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการทำอาหาร หรือขนมต่างๆ เรามีสูตรจำนวนมากที่จะแนะนำให้คุณค่ะ และเรามีคำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นทำขนมอบด้วยนะคะ ขอให้สนุกกับการทำอาหาร และขนมของคุณค่ะ

ได้มาจากกระทู้ที่จัดทำไว้ในสนุกคะ
< http://forum.sanook.com/show.ph....7377753 >


ขนมหม้อแกงเผือก

ส่วนผสม


ไข่เป็ด         4   ฟอง

มะพร้าวขูดขาว     500 กรัม ใส่น้ำร้อน         3/4  ถ้วย คั้นให้ได้กะทิ       2    ถ้วย

น้ำตาลปีบ        3/4   ถ้วย

เผือกนึ่งสุกบดละเอียด  1/2  ถ้วย

แป้งข้าวเจ้า         2    ช้อนโต๊ะ


วิธีทำ
บดเผือกกับกะทิ 1 ถ้วย และแป้งจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน(แบ่งไว้ 1/2 ถ้วย)
ขยำไข่กับน้ำตาลทั้งสองชนิดด้วยใบเตย 5 นาที เทข้อ 1 ขยำต่ออีก 5 นาที กรองด้วยกระชอนลวด
จุดเตาอบอุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮท์ นำถาดเข้าอบจนร้อนจัด(3 นาที) นำออกจากเตาเทกะทิที่ผสมเผือกลง 1/2 ถ้วย เกลี่ยให้ทั่วถาด เทข้อ 2 ใส่ถาด เกลี่ยหน้าให้เสมอราดหน้าด้วยกะทิที่เหลืออีก 1/2 ถ้วย ให้เสมอกันทั่วถาด เข้าอบจนหน้าเหลืองเข้มเกือบเป็นสีน้ำตาล ประมาณ 30 นาที นำออกจากเตาวางถาดบนตะแกรง ปล่อยไว้ให้เย็นสนิท จึงตัดเป็นชิ้นลงจานเสิร์ฟเป็นอาหารหวาน
Posted by อิศรา on 06 May 2005,18:14
ขนมฟักทอง

ส่วนผสม


ฟักทองเนื้อดีปอกเปลือกนึง     500    กรัม

มะพร้าวขูดขาว            500    กรัม

แป้งข้าวเจ้า               1     ถ้วย

แป้งมัน                 1     ถ้วย

น้ำตาลทราย              1     ถ้วย

ถาดขนาด                8x8

วิธีทำ
บดฟักทองที่นึ่งให้ละเอียด
คั้นมะพร้าวด้วยน้ำอุ่น 1/2 ถ้วย คั้นให้ได้กะทิ 1 1/4 ถ้วย(แบ่งมะพร้าวขูดขาวไว้ 1 ถ้วย สำหรับโรยหน้าขนม)
ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาล เข้าด้วยกัน ใส่ฟักทอง นวดให้เข้ากัน
ตั้งลังถึงให้น้ำเดือด นึ่งขนมประมาณ 15 นาที ยกลง ปล่อยให้เย็นแล้วตัดเป็นชิ้นพอคำ หรือชิ้นตามชอบ(จะตักใส่ทระทง นึ่งเป็นกระทงก็ได้หรือหยอดใส่พิมพ์ขนมก็สวยดี)
Posted by add on 09 May 2005,00:15
ขนมฟักทองนี่ของโปรดเลยค่ะคุณอิศรา  ชอบที่เขาใส่ฟักทองมากๆ บางเจ้าเขาจะใส่ฟักทองแบบไม่ยีน่ะค่ะ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นฟักทองพันธุ์ศรีเมืองก็จะยิ่งอร่อย  (พันธุ์นี้ไม่เหนียวมากแต่มีรสชาติหวาน)  แล้วก็ชอบที่เขาห่อใบตอง  น่ารัก  แม่ค้าชอบขายขนมฟักทองคู่กับขนมใส่ไส้ค่ะ   greet.gif
Posted by อิศรา on 10 May 2005,01:54
สวัสดีคะ คุณadd  สบายดีไหมคะ ห่างหายไปเสียนานคะ ขนมฟักทองเป็นขนมอร่อยและเป็นของโปรดอีกอย่างหนึ่งของอิศราคะ สมัยที่คุยยายยังมีชีวิตอยู่ทำขาย จะต้องไปแอบหยิบมาไว้ทานเสียสองสามห่อ
Posted by add on 10 May 2005,20:05
อ้อ สบายดีค่ะ คุณอิศรา ดีจัง ที่มีคุณยายทำขนมขายด้วย  สมัยนี้ขนมที่ห่อด้วยใบตองจะน้อยลงทุกที  ขนมฟักทองก็ใส่ถ้วยพลาสติด  หรือถุงพลาสติคไปแล้ว

             ขมมมันสำปะหลังนึ่งก็อร่อยดีนะคะ  เขาเรียกว่าขนมอะไรกันแน่ล่ะ  มันนึ่ง หรือ มัน เฉยๆ ใครมีสูตรเอามาแจกกันมั่งนะคะ

              flower.gif
Posted by อิศรา on 27 May 2005,21:52
สวัสดียามเช้าคะ  คุณadd มาทักทายก่อนไปทำงานคะ ช่วงนี้เยอรมันร้อนมากเลยคะ เมืองไทยก็คงร้อนไม่แพ้กันนะคะ  flower.gif

 เรื่องขนมที่คุณadd  ถามมาเมื่อก่อนคุณยายเรียกขนมมันสำปะหลังคะ แลวจะค้นหาสูตรมาให้คะ  สมัยนี้ขนมอะไรๆก็จะใส่กล่องโฟมแทบจะทุกอย่างแล้วคะ  ห่อใบตองหายากส์จังเลยคะ
Posted by add on 27 May 2005,22:00
ขอบคุณค่ะ คุณอิศรา  ที่เมืองไทยอากาศเริ่มมีฝนตกบ้างแล้ว ก็ไม่ร้อนมากแล้วล่ะค่ะ  อากาศร้อนที่เยอรมันนี่ประมาณกี่องศาคะ  greet.gif
Posted by อิศรา on 27 May 2005,22:23
ขนมตาล


ส่วนผสม


เนื้อลูกตาล   1  ถ้วย


แป่งข้าวเจ้า    2 ถ้วย
 
หัวกะทิ      1 ถ้วย


 
หางกะทิ(มะพร้าวขูดขาว 300 กรัม)

มะพร้าวทึนทึกขูด  1  ถ้วย
 
น้ำตาลทราย      2 ถ้วย
 
ยีสต์          1/2 ช้อนชา

ใบตอง ,ไม้กลัด





วิธีทำ
ผสมแป้งกับยีสต์เข้าด้วยกัน ใส่หัวกะทิ นวดนานๆ ประมาณ 30 นาที ใส่เนื้อลูกตาลนวดต่อ ค่อยๆใส่น้ำตาลทีละน้อย นวดจนน้ำตาลละลาย
ผสมหัวกะทิที่เหลือลงในแป้งที่นวด คนให้ทั่ว เทลงในหม้อ ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดๆ ปิดปากหม้อ นำไปตากแดด 2 ชั่วโมง จนขนมขึ้นดี
เตรียมนึ่ง วิธีนึ่งขนมตาลนิยมนึ่งแบบกระทงเล็ก มากกว่าห่อใบตอง นึ่งในน้ำเดือด ไฟแรง ประมาณ 15 นาที โณยด้วยมะพร้าวทึนทึก
Posted by อิศรา on 28 May 2005,13:02
ขนมดอกลำดวน

ส่วนผสม


แป้งสาลี          1  ถ้วย


น้ำตาลไอซิ่ง       1/2  ถ้วย


น้ำมันหมูเจียวใหม่ๆ    1/4   ถ้วย



ถาด ,เนยสดสำหรับทาถาด



วิธีทำ
ร่อนแป้งสาลีกับน้ำตาลไอซิ่งให้เข้ากัน 2 ครั้ง พักไว้
ใส่น้ำมันหมูลงในส่วนผสมข้อ 1 เคล้าเบาๆพอเข้ากัน แป้งจะมีลักษณะพอปั้นได้
แบ่งแป้งปั้นเป็นก้อนกลมเล็ก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ซม. สำหรับทำเป็นเกสรดอกลำดวน และทำกลีบดอกโดยปั้นแป้งเป็นก้อนกลม ขนาดผ่าศูนย์กลาง 2 ซม. แล้วผ่าออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆกัน นำมาติดกัน จึงวางเกสรตรงกลางดอก ทำเช่นนี้ไปจนหมดแป้ง
ทาถาดด้วยเนยบางๆ วางขนมเรียงบนถาด อบไฟ 300 องศาฟาเรนไฮต์ นาน 10 นาที เมื่อสุกจะมีสีเหลืองนวล ยกออกจากเตา ทิ้งไว้จนเย็น จัดเรียงลงขวดโหล อบด้วยเทียนหอม
Posted by อิศรา on 28 May 2005,13:07
คุณ add  คะ ที่เยอรมันวันนี้อากาศร้อน31 องศาคะ น้องๆเมืองไทยเลยคะ ร้อนแบบอากาศแห้งๆคะ คือไม่มีน้ำในอากาศแบบเมืองไทนร้อน
Posted by อิศรา on 28 May 2005,13:12
ถั่วพิมพ์


ส่วนผสม


ถั่วเขียวเลาะเปลือกใช้ถั่วเขียวดิบ       1 1/3   ถ้วย



น้ำตาลทราย                    2      ถ้วย



มะพร้าวขาว                     400     กิโลกรัม







วิธีทำ
แช่ถั่วเขียว 1 1/2 ชั่วโมง นึ่งให้สุกนุ่ม โขลกหรือบดละเอียด
คั้นมะพร้าว ใส่น้ำอุ่น 1 ถ้วย นวดคั้นให้ได้น้ำ 2 ถ้วย
ละลายกะทิกับน้ำตาลทราย ตั้งไฟอ่อนๆ พอน้ำตาลละลายแล้วกรอง
ผสมถั่วกับกะทิ ตั้งไฟกวนพอข้นลดไฟ กวนจนแห้ง เทใส่ถาดสี่เหลี่ยม 9x9 นิ้ว เกลี่ยหน้าให้เรียบ
Posted by มะเหมี่ยว on 29 May 2005,07:01
สวัสดีค่ะ คุณอิศรา flower.gif

ถั่วพิมพ์นี่เอาไปทำลูกชุบได้ใช่ไหมคะ?

มะเหมี่ยวเคยทำลูกชุบแล้วเห็นว่าสูตรเหมือนกันเลยค่ะ laugh1.gif

ถ้าพูดถึงขนมไทยแล้ว น้ำตาล มะพร้าว แป้ง ไข่ นี่ขาดไม่ได้เลยนะคะ laugh1.gif  wave.gif

Posted by อิศรา on 30 May 2005,04:24
สวัสดีคะ คุณมะเหมี่ยว   มาร้อนๆดื่มน้ำก่อนคะ toy19.gif นำไปทำลูกชุบก็ได้คะ ชอบทำขนมเหมือนกันหรือคะ ลูกชุบนะของชอบเลยคะอร่อย
Posted by LongJun on 30 May 2005,04:44
สวัสดีครับ ป้า ๆ ทั้งสอง เหอะๆ อืม เห็นสูตร ขนมแล้ว เหมือนจะเอาไปทำเองได้ ไว้วันหลังจะลองทำ แต่ถ้าป้า ๆ จะช่วยทำแล้วส่งมาให้ลองชิมก็จะดีกว่าทำเองนะครับเหอะๆ ไว้คราวหน้า คราวหลัง ผมจะลองไปค้น สูตรขนม มาให้พวก ป้า ๆ ดูกันนะครับ
Posted by อิศรา on 30 May 2005,04:53
สวัสดีคะ คุณLongJun toy45.gif   จ๊ากกก  มาเรียกป้าๆนะ อายุเท่าไหร่คะ  ให้ทำแล้วจะส่งไปทางไหนดีคะ ช่วยบอกด้วยคะ อิอิอิ  มีสูตรอะไรก็นำมาให้เพื่อนๆบ้างคะ ขอขอบคุณล่วงหน้า bowsdown.gif
Posted by ไหมหนัน on 30 May 2005,06:13
มีขนมที่ชอบมากๆคือ "หัวล้านลอยแก้ว"หารับประทานได้
แถวๆ สุราษฏร์ธานี และนครศรีธรรมราช ใครเคยทานมั่ง ic-14.gif
Posted by add on 30 May 2005,06:30
สงสัยขนมโคแน่เลย  ใช่ป่าวคะ?  ic-12.gif
Posted by ไหมหนัน on 30 May 2005,11:44
ใกล้เคียงๆมาก คะแนนเต็ม100 ให้ 90
ขนมหัวล้านเป็นขนมของคนจีนไหหลำ

เมื่อครั้งที่คนจีนไหหลำล่องเรือมาเมืองไทย
พบว่าดินแดนแถบนี้คือ เกาะสมุย ดอนสัก
กระแดะ สิชล และท่าศาลา มีถูมิประเทศ
เหมือนเกาะไหหลำ จึงตั้งรกรากแถบบริเวณนี้

ขนมหัวล้านคล้ายๆขนมโค มีไส้สองชนิด คือ
1 ไส้มะพร้าวขูด กับเม็ดถั่วลิสงต้มผัดกับน้ำตาล
  จนเหนียว
2 ไส้ถั่วกวน คล้ายๆขนมเม็ดขนุน
ห่อด้วยแป้งข้าวเหนียวที่นวดจนเหนียวนุ่ม
โตขนาดลูกมะนาว เอาไปนึ่งจนสุก แลวชะโลม
ด้วยน้ำมันมะพร้าวที่เคี่ยวใหม่ๆ หญ่อญมากๆๆๆๆๆ

ส่วนขนมหัวล้านลอยแก้ว ก็ใช้ไส้ถั่วกวนห่อด้วย
แป้งข้าวเหนียวแบบเดียวกัน แต่ลูกจะเล็กกว่า
ขนาดไข่นกกระทา ต้มให้สุก แล้วลอยมาในกระทิสด
ซึ่งอบด้วยดอกมะลิจนหอมชื่นใจ ราดน้ำเชี่อม
ใส่น้ำแข็งทุบละเอียด ว้าววววววววว
Posted by มะเหมี่ยว on 30 May 2005,20:46
อ้างถึง (อิศรา @ 29 พค. 2005,15:24)
สวัสดีคะ คุณมะเหมี่ยว  มาร้อนๆดื่มน้ำก่อนคะ toy19.gif นำไปทำลูกชุบก็ได้คะ ชอบทำขนมเหมือนกันหรือคะ ลูกชุบนะของชอบเลยคะอร่อย


สวัสดีค่ะ สมาชิกทุกท่าน flower.gif

มะเหมี่ยวเคยเรียนเป็นหลักสูตรสั้นๆ ค่ะ ตอนนี้จำได้แค่พอลางๆ (ถนัดเป็นลูกมือคอยชิมค่ะ hungry.gif )

คุณอิศรา hungry.gif เคยรับประทานลูกชุบแบบที่ใช้เผือกกวนทำไหมคะ
winkthumb.gif  อร่อยนะคะ หอมด้วยค่ะ

ขอบคุณสำหรับน้ำส้มคั้น toy19.gif อร่อยๆ นะคะ wave.gif
Posted by add on 31 May 2005,02:04
คุณไหมหนันก็เจ้าของสูตรขนมอร่อย  แถมด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย   คุณอิศราก็ขนมอร่อย   พวกเราอยู่เมืองไทยล้วนทำขนมไม่เป็น กินเป็นอย่างเดียว อิอิ  ic-12.gif  hungry.gif

               แล้วพี่วันดี  นกทะเล  รู้จักขนมหัวล้านมั้ยคะ  สูตรเดียวกับของคุณไหมหนันป่าว  greet.gif
Posted by KiLiN on 31 May 2005,02:59
รีบยกมือขึ้น wavey.gif ผมรู้จักๆๆๆครับ icon_rotfl.gif

อ้าว..ชื่อขนมดอกเหรอ ฮี่ๆ ไม่รู้จักอ้ะ ic-14.gif

    รู้จักแต่คนหัวล้าน ตรึมเลย ฮ่าๆ laugh1.gif
Posted by อิศรา on 05 Jun. 2005,12:38
สวัสดีคะ คุณKiLiN  คุณไหมหนัน ขอบคุณคะที่แวะมาทักทายกันคะ หลายวันเลยไม่ได้เข้ามาดู เจ้าของบ้านแย่จังแขกมาแต่ไม่ยอมมาต้อนรับ คะ ต้องขอโทษด้วยคะ
   คุณadd แหมถือมีดกับซ้อมรอทานเลย hungry.gif อิอิอิ
    คุณมะเหมี่ยว อิศรายังไม่เคยทานเลยคะที่ใช้เผือกกวนมาทำลูกชุบ ท่าทางคงจะอร่อยนะคะ กลับมาเมืองไทยจะลองไปหาทานดูคะ
Posted by อิศรา on 05 Jun. 2005,12:56
ตะโก้แห้ว

--------------------------------------------------------------------------------

     "ตะโก้" เป็นขนมไทยที่อร่อย ให้ทั้งรสหวานจากน้ำตาล และรสมันจากกะทิ  ตะโก้สามารถทำได้หลายชนิด เช่น ตะโก้ข้าวโพด ตะโก้แห้ว ตะโก้เผือก ฯลฯ การใช้ใบเตยห่อตะโก้ทำให้ตะโก้หอมใบเตย แต่ถ้าหาใบเตยไม่ได้จะใช้ใบตองแทนก็ได้
     การทำตะโก้จะมีปัญหานิดเดียวตรงเวลาหยอดหน้าตะโก้ ซึ่งมักหยอดไม่ทัน หน้าตะโก้จะแข็งเสียก่อน ให้เอาน้ำร้อนหล่อภาชนะที่ใส่หน้าตะโก้แล้วใช้ช้อนตักหยอดจากริมหนึ่งไปยังอีกริมหนึ่ง เพียงเท่านี้หน้าตะโก้ก็จะไม่แข็งก่อนและเรียบเสมอกัน

ส่วนผสมของตัวขนม

แป้งข้าวเจ้า 1    ถ้วย 
แป้งถั่วเขียว 1    ช้อนชา 
แห้วจีนหั่นชิ้นเล็ก 1    ถ้วย 
น้ำตาลทรายขาว 1 1/2    ถ้วย 
น้ำปูนใส 1/2    ถ้วย 
น้ำใบเตยหอม 1/2    ถ้วย 
น้ำกลิ่นมะลิ 1 1/2    ถ้วย 
กระทงใบเตย     


ส่วนผสมหน้าขนม

แป้งข้าวเจ้า 1/4    ถ้วย 
แป้งถั่วเขียว 2    ช้อนโต๊ะ 
กะทิ 2    ถ้วย 
เกลือป่น 1 1/4    ช้อนชา 


วิธีทำ

1. ทำตัวตะโก้ โดยผสมแป้งข้าวเจ้ากับแป้งถั่วเขียว น้ำตาล น้ำปูนใส น้ำใบเตย น้ำกลิ่นมะลิ เข้าด้วยกัน กวนไฟกลาง
2. พอข้นใส่แห้วจีน กวนต่ออีกสักครู่ให้พออยู่ตัวเมื่อเย็นแล้ว (ทดลองโดยการตักใส่ถ้วยเล็กลอยน้ำ)
3. ตักตัวตะโก้หยอดในกระทงใบเตยครึ่งกระทง
4. ทำหน้าตะโก้ โดยผสมแป้งข้าวเจ้ากับแป้งถั่วเขียว กะทิ และเกลือป่น เข้าด้วยกัน กวนจนข้นพอดี ระวังอย่าให้ข้นมาก เพราะจะทำให้หยอดหน้าไม่เรียบ
5. ตักหยอดบนตัวตะโก้ให้เต็มกระทง
Posted by อิศรา on 05 Jun. 2005,13:00
ขนมดอกโสน

--------------------------------------------------------------------------------

         "ขนมดอกโสน"  เป็นขนมโบราณอีกอย่างหนึ่งของไทยเรา แม้ในปัจจุบันยังมีดอกโสนออกดอกบานสะพรั่งให้เห็นช่วงฤดูฝนอยู่ แต่ขนมดอกโสนกลับไม่ค่อยนิยมทำกัน ทั้งที่เป็นขนมที่อร่อย ทำก็ไม่ยาก
         คราวนี้ถ้าคุณเห็นดอกโสนมากๆ นึกอยากจะเอามาจิ้มน้ำพริกก็ลองเผื่อมาทำขนมดอกโสนรับประทานแทนขนมฝรั่งดูบ้าง จะได้บรรยากาศแบบไทยๆ และยังได้สอนลูกหลานให้รู้จักขนมไทยๆ ที่ไม่รู้ว่าจะสูญหายไปจริงๆ อีกเมื่อไร

ส่วนผสม

มะพร้าวขูดขาว  400       กรัม  
โสนเด็ดเป็นดอกๆ  2       ถ้วย  
แป้งข้าวเจ้า  1       ถ้วย  
แป้งมัน  1/4       ถ้วย  
น้ำตาลทราย  1       ถ้วย  
เกลือป่น  1/2       ช้อนชา  


วิธีทำ

1.  แบ่งมะพร้าวไว้ 100 กรัม ที่เหลือนำมาคั้นใส่น้ำอุ่น คั้นให้ได้ 1  1/4 ถ้วย
2.  หั่นดอกโสนเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมกับแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาล กะทิ เข้าด้วยกัน คนจนน้ำตาลละลาย
3.  เทใส่ถาด 8x8 นิ้ว โรยหน้าด้วยมะพร้าวที่แบ่งไว้ นึ่งในลังถึงไฟแรง น้ำเดือด ประมาณ 25 นาที จนขนมสุกทั่ว
4.  ตัดเป็นชิ้นกินกับน้ำมะตูม
Posted by อิศรา on 05 Jun. 2005,13:02
ทองหยิบ

--------------------------------------------------------------------------------

         ขนมไทยแต่เดิมมานั้นจะใช้ส่วนประกอบเพียงสามอย่างคือ แป้ง น้ำตาลและมะพร้าว ส่วนพวกขนมที่มีส่วนผสมของไข่ นม และเนย เป็นของที่เราได้มาจากต่างประเทศ แล้วนำมาดัดแปลงและทำกันมานานจนเราลืมไป จนคิดว่าเป็นขนมไทยไปเสียแล้ว
         สมัยก่อนในพระราชวังมีตำหนักเครื่องคาวหวาน  "ท้าวทองกีบม้า" ซึ่งเป็นตำแหน่งช่างทำขนมจะเป็นผู้สอนให้กับพนักงงานของหวานในวัง ดังในหนังสือจดหมายเหตุฝรั่งโบราณกล่าวไว้ในตอนหนึ่งว่า "ภรรยาที่เป็นท้าวทองกีบม้าผู้นี้เป็นต้นสั่งสอนให้ขาวสยามทำของหวาน คือ ขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมทองโปร่ง ทองพลุ ขนมผิง... เป็นต้นเหตุเดิมที่ท้าวทองกีบม้าทำแลสอนให้ชาวสยาม"

         แม้ว่าขนมเหล่านี้จะเป็นขนมของต่างชาติที่ชาวโปรตุเกสเป็นผู้นำเข้ามาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา  แต่มาถึงบัดนี้ก็ได้กลายสัญชาติเป็นขนมไทยไปแล้ว เป็นขนมที่ใช้ในงานบุญต่างๆ เช่น นำไปตักบาตรถวายพระ เป็นของขวัญปีใหม่ เยี่ยมญาติ ฯลฯ และถึงแม้จะไม่ใช่เทศกาลอะไร เราก็อาจทำเก็บไว้กินยามว่าง ยามหิว หรือให้เด็กๆ ก็ดี เพราะเป็นขนมที่มีรสอร่อยกินเพลินอยู่แล้ว

ส่วนผสม

ไข่เป็ด  20       ฟอง  
น้ำตาลทราย  5       ถ้วย  
น้ำดอกไม้สด  5       ถ้วย  


วิธีทำ

1.  ต่อยไข่ แยกไข่ขาว ไข่แดง รีดเยื่อไข่แดงออก ตีให้ขึ้นฟูเล็กน้อย
2.  ใส่น้ำตาล น้ำดอกไม้สด ในกระทะทอง ตั้งไฟเคี่ยวให้เป็นน้ำเชื่อมข้นๆ ยกลง
3.  ตักไข่แดงประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ หยอดเป็นแผ่นกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 1  1/2 นิ้ว จนเต็มกระทะ ยกขึ้นตั้งไฟ พอขนมสุกฟู ตักขึ้นใส่ถาดที่ใส่น้ำเชื่อมหล่อไว้ ปล่อยให้อุ่น
4.  จับจีบขนม 3-5-6-7-8 จีบ ตามถนัด หยิบใส่ถ้วยตะไล เมื่อเย็นจึงแคะออกจากถ้วย

หมายเหตุ

-  ถ้าตีไข่มากเกินไป หรือถ้าน้ำเชื่อมเหลวเกินไปจะทำให้ขนมและจับจีบไม่ได้ แต่ถ้าตีไข่น้อยไปเนื้อขนมจะด้านแข็งไม่ขึ้นฟู

-  ขณะหยอดขนมควรระวังไม่ให้น้ำเชื่อมข้นเกินไปเพราะจะทำให้ขนมแข็ง

-  ถ้าน้ำเชื่อมไม่ใส ให้ขยำเปลือกไข่ในน้ำเชื่อมจะทำให้น้ำเชื่อมใสขึ้น

-  ลักษณะของทองหยิบที่ดีเมื่อสุกจะขึ้นฟู จับใส่ถ้วยตะไลเนื้อขนมจะไม่แตก นุ่ม ไม่เปื่อย ไม่มีกลิ่นคาว
Posted by อิศรา on 05 Jun. 2005,13:04
บาร์มะนาว

--------------------------------------------------------------------------------

     มะนาว มีความเปรี้ยวที่ไม่เหมือนความเปรี้ยวของมะขาม เปรี้ยวมะนาวจะมีความหอมของผิว  มีขนมหลายอย่างที่ต้องใส่มะนาวแต่เป็นขนมประเภทเบเกอรี่ และขนมที่ใส่น้ำมะนาวหรือผิวมะนาวจะมีชื่อของมะนาวอยู่ด้วยเพื่อบอกให้รู้ เช่น บาร์มะนาว เลมอนเลซซี่ คุกกี้ถั่วลิสงใส่มะนาว คุ้กกี้ชามะนาว เป็นต้น  น้ำมะนาวทำให้ความหวาน ความมันของขนมลดลง จึงกินได้มากอัน ขนมประเภทใส่น้ำมะนาวก็เพื่อให้ความเปรี้ยวของมะนาวทำให้ขนมนั้นมีความโดดเด่นขึ้น
     การเลือกซื้อมะนาวทำขนม ให้เลือกมะนาวสดเปลือกเขียวจะหอมกว่ามะนาวที่เปลือกเหลือง มะนาวเปลือกเหลืองคือมะนาวสุกจะไม่หอม ถ้าเป็นมะนาวเก่าจะมีกลิ่นเหม็น  ก่อนจะคั้นน้ำต้องล้างปอกเปลือกผ่าเอาเมล็ดออกจึงคั้นด้วยที่คั้น ถ้าคั้นทั้งเปลือกจะขม เพราะตามผิวมะนาวจะมีน้ำมัน น้ำมันที่ผิวทำให้ขมถ้ามีจำนวนมาก  น้ำมะนาวไม่ควรคั้นทิ้งไว้นานๆ เพราะจะไม่หอม เมื่อจะใช้จึงคั้นจะดีกว่า

     ผิวมะนาวที่ใช้ใส่ขนมใช้ผิวมะนาวที่เปลือกเขียว โดยขูดเอาเฉพาะเปลือก วิธีขูดใช้ที่ขูดเนยขูด หรือจะปอกด้วยมีดคมๆ เอาเฉพาะสีเขียวแล้วหั่นละเอียดก็ได้ ผิวมะนาวช่วยทำให้ขนมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพิ่มความมีเสน่ห์น่ากินของขนมนั้นๆ แต่ก็ต้องใช้ตามปริมาณตามที่ตำราบอกไว้เท่านั้น

     "บาร์มะนาว" จัดอยู่ในจำพวกคุกกี้ชนิดหนึ่ง แต่ทำได้ง่ายกว่าคุกกี้ คำว่า "บาร์" บ่งบอกให้รู้ว่าาขนมชนิดนี้ต้องตัดเป็นรูปแท่ง คือแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้า (บาร์) ใช้รับประทานร่วมกับน้ำชายามบ่ายได้ดี หรือดื่มกับเครื่องดื่มแบบไทยๆ ก็ได้ เช่น น้ำมะตูม น้ำใบเตย เป็นต้น

ส่วนผสมแป้ง

แป้งสาลีเอนกประสงค์ ร่อน 1 ครั้ง 1    ถ้วย 
น้ำตาลไอซิ่ง 1/4    ถ้วย 
มาการีน 1/2    ถ้วย 


ส่วนผสมหน้า

แป้งสาลี 3    ช้อนโต๊ะ 
ไข่ไก่ฟองเล็ก 2    ฟอง 
ผิวมะนาวหั่นละเอียด 1    ช้อนชา 
น้ำมะนาว 2    ช้อนโต๊ะ 
ผงฟู 1/4    ช้อนชา 
น้ำตาลป่น 3/4    ถ้วย 
น้ำตาลไอซิ่งสำหรับโรยหน้า 1/4    ถ้วย 


วิธีทำ

1. ร่อนแป้งสาลี 1 ถ้วย กับน้ำตาลไอซิ่งเข้าด้วยกัน ใส่ลงอ่าง
2. ใส่มาการีนลงในอ่างแป้ง ใช้ส้อมสับให้มาการีนเข้ากับแป้ง (ลักษณะแป้งที่ได้จะร่วน)
3. ตักแป้งลงถาดขนาด 8x8 นิ้ว ลึก 2 นิ้ว เกลี่ยให้หน้าเสมอกัน อบไฟ 350 องศาฟาเรนไฮด์ ประมาณ 10-12 นาที เอาออกจากเตา จึงใส่หน้า
4. ตีไข่กับน้ำตาลป่นจนน้ำตาลละลายและขึ้นฟู ใส่ผิวมะนาว และน้ำมะนาว ตีพอเข้ากัน ใช้เวลาตีประมาณ 10 นาที จึงใส่แป้งและผงฟู คนพอเข้ากัน
5. เทหน้าขนมลงบนแป้งที่อบกำลังร้อนๆ เกลี่ยหน้าให้เสมอกัน อบต่อใช้ไฟ 350 องศาฟาเรนไฮด์ ประมาณ 20 นาที เอาออกจากเตา โรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งขณะที่ขนมอุ่นๆ ตัดเป็นแท่งกว้าง 1 นิ้ว ยาว 3 นิ้ว
Posted by อิศรา on 05 Jun. 2005,13:18
มะเขือเทศเชื่อมแห้ง

--------------------------------------------------------------------------------

         "มะเขือเทศเชื่อมแห้ง"  ลักษณะที่ดีต้องเป็นมัน เงา ผิวเรียบไม่เหี่ยว น้ำเชื่อมเกาะทั่วไม่เป็นผลึก มีสีแดงสวย ซึ่งต้องเลือกมะเขือเทศที่สดใหม่ มีสีแดงทั้งผล เลือกขนาดเท่าๆ กัน น้ำเชื่อมจะซึมได้เท่ากันทุกผล  และในการล้างทำความสะอาดต้องเอาไส้และเมล็ดออกให้หมด มิฉะนั้นน้ำเชื่อมจะขุ่น  เวลาเชื่อมต้องบีบมะนาวใส่ก่อนจะยกลง น้ำเชื่อมจะเป็นเงาสวยและไม่ตกผลึก
ส่วนผสม

มะเขือเทศ  2       กิโลกรัม  
น้ำตาลทรายขาว  3       ถ้วย  
น้ำมะนาว  2       ช้อนโต๊ะ  
น้ำปูนใส  10       ถ้วย  


วิธีทำ

1.  ล้างมะเขือเทศ กรีดตามยาวให้เป็นแฉก 5 แฉก (อย่าให้ขาดจากกัน)  ล้างอีกครั้งเอาเมล็ดและไส้ออกให้หมด
2.  แช่มะเขือเทศที่ทำไว้ลงในน้ำปูนใส แช่ทิ้งไว้นาน 30 นาที ล้างน้ำ พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
3.  ใส่มะเขือเทศลงในกระทะทอง โรยน้ำตาลลงบนผลมะเขือเทศ ตั้งไฟกลาง เคี่ยวไปจนน้ำเชื่อมงวด ใส่น้ำมะนาว เคี่ยวต่ออีกสักครู่ จนเป็นเงาสวย
4.  ตักมะเขือเทศขึ้น จัดแต่งให้สวยงาม วางเรียงบนตะแกรง ตากแดดไว้ 2 วัน เก็บใส่ขวดโหล

หมายเหตุ  มะเขือเทศใช้ได้ทั้งมะเขือเทศลูกใหญ่และมะเขือเทศสีดา
Posted by อิศรา on 05 Jun. 2005,13:20
บัวลอยน้ำขิง

--------------------------------------------------------------------------------

         "บัวลอยน้ำขิง"   ขนมหวานอีกถ้วยหนึ่งซึ่งบรรจุอยู่ในเมนูอาหารเวียดนาม เป็นขนมที่ทำกินเองได้ง่าย มีวิธีการทำไม่ยุ่งยากแต่ต้องมีความประณีตบรรจงในการทำ
         การทำให้อร่อย ตัวบัวลอยต้องมีเนื้อนุ่ม เหนียว ไส้เยอะ  น้ำขิงต้องมีกลิ่นหอม รสหวาน เริ่มตั้งแต่วิธีการนวดแป้งกันเลย ต้องค่อยๆ ใส่น้ำทีละน้อยลงในแป้ง นวดไปใส่น้ำไปจนน้ำหมด นวดจนแป้งเนียนนุ่ม  เวลาใส่ไส้ต้องให้สัดส่วนของไส้กับแป้งพอดีกัน  แป้งต้องไม่หนา เมื่อต้มแล้วสามารถมองเห็นไส้รางๆ อยู่ข้างในจึงจะอร่อย

         บัวลอยน้ำขิงกินร้อนๆ จึงจะอร่อย บัวลอยน้ำขิงที่น่ากิน น้ำต้องใสเป็นสีชา ซึ่งเป็นสีของน้ำตาลทรายแดง รสไม่หวานจัด มีกลิ่นหอมของขิงกันน้ำตาล มีรสเผ็ดนิดๆ

ส่วนผสมแป้ง

แป้งข้าวเหนียว  1       ถ้วย  
แป้งข้าวเจ้า  1/2       ถ้วย  
น้ำ  1/2-3/4       ถ้วย  
ขิงแก่  1       แง่ง  
น้ำตาลทรายแดง  1/2       ถ้วย  
น้ำสำหรับต้มน้ำขิง  1       ถ้วย  


ส่วนผสมไส้

งาดำป่น  1/2       ถ้วย  
น้ำตาลทราย  1/3       ถ้วย  


วิธีทำ

1.  ผสมแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน ใส่น้ำ นวดให้แป้งเนียน
2.  คั่วงาและน้ำตาลเข้าด้วยกัน ใช้ไฟอ่อนเพราะไหม้ง่าย ตักใส่ถ้วยไว้
3.  ปั้นแป้งที่นวดเป็นก้อนกลมขนาด 2 ช้อนชา แผ่ออก ตักไส้ที่ทำไว้ในข้อ 2 ใส่ประมาณ 1 ช้อนชา ปั้นเป็นก้อนกลม ทำจนหมด น้ำเข้าแช่เย็นเพื่อป้องกันไม่ให้แป้งแตกเป็นรอยร้าว
4.  ต้มน้ำขิง โดยใส่น้ำตาลทรายแดง น้ำ ลงในหม้อ ตั้งไฟให้เดือด ใส่ขิงแก่ที่ล้างแล้วทุบ ต้มพอมีสีและกลิ่นหอมของขิง ตักขิงออก กรองให้ใส แล้วใส่หม้อ ตั้งไฟให้เดือดอีกครั้ง
5.  ต้มขนมที่ปั้นไว้ให้สุกในน้ำเดือด ไฟไม่แรง ตักใส่ถ้วย ตักน้ำขิงใส่ รับประทานร้อนๆ
Posted by อิศรา on 05 Jun. 2005,13:21
บัวลอยน้ำขิง

--------------------------------------------------------------------------------

         "บัวลอยน้ำขิง"   ขนมหวานอีกถ้วยหนึ่งซึ่งบรรจุอยู่ในเมนูอาหารเวียดนาม เป็นขนมที่ทำกินเองได้ง่าย มีวิธีการทำไม่ยุ่งยากแต่ต้องมีความประณีตบรรจงในการทำ
         การทำให้อร่อย ตัวบัวลอยต้องมีเนื้อนุ่ม เหนียว ไส้เยอะ  น้ำขิงต้องมีกลิ่นหอม รสหวาน เริ่มตั้งแต่วิธีการนวดแป้งกันเลย ต้องค่อยๆ ใส่น้ำทีละน้อยลงในแป้ง นวดไปใส่น้ำไปจนน้ำหมด นวดจนแป้งเนียนนุ่ม  เวลาใส่ไส้ต้องให้สัดส่วนของไส้กับแป้งพอดีกัน  แป้งต้องไม่หนา เมื่อต้มแล้วสามารถมองเห็นไส้รางๆ อยู่ข้างในจึงจะอร่อย

         บัวลอยน้ำขิงกินร้อนๆ จึงจะอร่อย บัวลอยน้ำขิงที่น่ากิน น้ำต้องใสเป็นสีชา ซึ่งเป็นสีของน้ำตาลทรายแดง รสไม่หวานจัด มีกลิ่นหอมของขิงกันน้ำตาล มีรสเผ็ดนิดๆ

ส่วนผสมแป้ง

แป้งข้าวเหนียว  1       ถ้วย  
แป้งข้าวเจ้า  1/2       ถ้วย  
น้ำ  1/2-3/4       ถ้วย  
ขิงแก่  1       แง่ง  
น้ำตาลทรายแดง  1/2       ถ้วย  
น้ำสำหรับต้มน้ำขิง  1       ถ้วย  


ส่วนผสมไส้

งาดำป่น  1/2       ถ้วย  
น้ำตาลทราย  1/3       ถ้วย  


วิธีทำ

1.  ผสมแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน ใส่น้ำ นวดให้แป้งเนียน
2.  คั่วงาและน้ำตาลเข้าด้วยกัน ใช้ไฟอ่อนเพราะไหม้ง่าย ตักใส่ถ้วยไว้
3.  ปั้นแป้งที่นวดเป็นก้อนกลมขนาด 2 ช้อนชา แผ่ออก ตักไส้ที่ทำไว้ในข้อ 2 ใส่ประมาณ 1 ช้อนชา ปั้นเป็นก้อนกลม ทำจนหมด น้ำเข้าแช่เย็นเพื่อป้องกันไม่ให้แป้งแตกเป็นรอยร้าว
4.  ต้มน้ำขิง โดยใส่น้ำตาลทรายแดง น้ำ ลงในหม้อ ตั้งไฟให้เดือด ใส่ขิงแก่ที่ล้างแล้วทุบ ต้มพอมีสีและกลิ่นหอมของขิง ตักขิงออก กรองให้ใส แล้วใส่หม้อ ตั้งไฟให้เดือดอีกครั้ง
5.  ต้มขนมที่ปั้นไว้ให้สุกในน้ำเดือด ไฟไม่แรง ตักใส่ถ้วย ตักน้ำขิงใส่ รับประทานร้อนๆ
Posted by อิศรา on 05 Jun. 2005,13:22
ขนมหัวเราะ

--------------------------------------------------------------------------------

         "ขนมหัวเราะ"  ฟังเพียงชื่อก็น่าทำเป็นยิ่งนัก เหมาะกับช่วงเครียดๆ เช่นนี้  ทำง่าย ส่วนผสมมีไม่มากอย่าง เป็นขนมที่คนทำได้ลุ้นด้วยว่าขนมจะแตกหรือหัวเราะสมชื่อหรือไม่ ถ้าขนมไม่หัวเราะ คนทำก็หัวเราะไม่ออกเหมือนกัน แต่รับรองว่าคนทำหัวเราะได้แน่เพราะจะบอกกลเม็ดเคล็ดลับในการทำให้ได้รู้ดังนี้
         ข้อแรกคือแป้งที่ใช้ในการทำขนมหัวเราะต้องใช้แป้งเค้กที่มีโปรตีนต่ำ แป้งจึงจะมีความเบา ต้องร่อนแล้วผึ่งแป้งให้ความชื้นในแป้งลดลง แป้งจะเบามากยิ่งขึ้น จึงค่อยตวงและไปร่อนรวมกับส่วนผสมอื่นๆ   ไข่ไก่ต้องเป็นไข่ใหม่   น้ำมันหมูต้องเจียวใหม่ๆ โดยใช้มันหมูแข็งเจียวด้วยไฟกลาง   ขั้นตอนของการผสม ให้ผสมแค่พอเข้ากัน อย่านวดนาน เพราะแป้งจะแน่นเกินไป   ตอนทอดน้ำมันต้องร้อน ใช้ไฟอ่อน   เวลาทอดต้องใช้ไม้ปลายแหลมเขี่ยขนมไปมาในกระทะ หน้าขนมจะแตกสวย เมื่อทอดเสร็จแต่ละครั้งต้องใช้ตะหลิวโปร่งช้อนงาที่ร่วงอยู่ออก มิฉะนั้นน้ำมันจะไหม้ดำ แล้วงาที่ไหม้ดำนี้จะติดขนมหัวเราะที่ใส่ลงไปทอดใหม่

         ง่ายๆ เพียงเท่านี้ก็ได้กินขนมหัวเราะ ขนมของคนจีนที่อร่อยร่วน แก้อาหารฝืดคอด้วยการกินคู่กับเครื่องดื่มสมุนไพรอย่างน้ำมะตูม น้ำตะไคร้ หรือน้ำเก๊กฮวย ก็จะดียิ่งนัก เมื่อทำจนชำนาญ ก็สามารถทำขายเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วย

เครื่องปรุง

แป้งเค้กร่อนแล้ว  4       ถ้วย  
ไข่ไก่  2  1/2       ฟอง  
น้ำตาลทราย  1       ถ้วย  
เกลือป่น  2       ช้อนชา  
ผงฟู  1  1/2       ช้อนโต๊ะ  
น้ำ  1/4       ถ้วย  
น้ำมันหมูเจียวใหม่ๆ  2       ช้อนโต๊ะ  
งาขาวสำหรับคลุก          
ไม้ปลายแหลมด้ามยาว (ใช้เวลาทอด)          
น้ำมันพืชสำหรับทอด          


วิธีทำ

1.  ร่อนแป้ง เกลือ ผงฟู
2.  ต่อยไข่ใส่อ่างผสม ตีไข่ให้ขึ้นฟู ค่อยๆ ใส่น้ำตาลครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ จนหมด และขึ้นฟูขาว
3.  ผสมแป้งสลับกับน้ำและน้ำมัน ผสมเป็นก้อน แบ่งแป้งออกเป็นก้อนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว
4.  ใส่น้ำมันลงในกระทะ ใช้ไฟอ่อน พอน้ำมันร้อน นำแป้งที่ปั้นมาคลุกกับงาจนทั่ว ทอดโดยใช้ไม้ปลายแหลมคนกลับไปกลับมา ขนมจะฟูแตกออก แล้วใช้ปลายไม้จิ้มตรงกลางขนม ถ้าไม่ติดไม้เป็นใช้ได้
Posted by อิศรา on 05 Jun. 2005,13:23
หยกมณี

--------------------------------------------------------------------------------

         "หยกมณี"  ขนมหวานที่ชื่อบ่งบอกถึงลักษณะอาหารได้เป็นอย่างดี เพราะคำว่า"หยก" เมื่อรวมกับคำว่า "มณี" นั้น แสดงให้เห็นว่าขนมนั้นมีสีเขียวใสแบบหินแก้ว   หยกมณีเป็นขนมที่รับประทานแล้วนุ่มเหนียว มีรสหวาน หอมกลิ่นใบเตย และให้รสชาติเค็มๆ มันๆ ของมะพร้าวทึนทึก
         สาคูที่ใช้ในการทำหยกมณีต้องใช้สาคูเม็ดเล็ก ล้างน้ำสักหนึ่งครั้ง  ใบเตยต้องเลือกใบเตยหอม ซึ่งมีลักษณะใบใหญ่ให้กลิ่นหอมเป็นพิเศษ ถ้าใบเตยสำหรับจัดแจกันดอกไม้จะมีใบเรียวเล็ก มีกลิ่นหอมอ่อนๆ  ใบเตยต้องล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วโขลกให้ละเอียดใส่ในผ้าขาวบางที่ซ้อนกัน 2 ชั้น ใส่น้ำเล็กน้อย บีบแรงๆ ก็จะได้น้ำใบเตยข้นๆ ที่ไม่มีกากใบเตย   มะพร้าวทึนทึกเลือกซื้อให้ได้มะพร้าวกำลังกิน คือกะลามะพร้าวมีสีน้ำตาลอ่อน  ต้องขูดด้วยมือแมวให้เป็นเส้น ถ้าขูดหนักมือ มะพร้าวจะเป็นแผ่น จากนั้นนำไปคลุกกับเกลือแล้วนึ่งให้ร้อน จึงจะเก็บมะพร้าวได้โดยไม่เหม็นเปรี้ยว

         การทำขนมหยกมณีต้องกวนให้เม็ดสาคูสุกใส ไม่กลายเป็นแป้งเปียกโดยกวนเม็ดสาคูกับส่วนผสมอื่นๆ ด้วยน้ำเดือดจัดก่อน เม็ดสาคูจะสุกใสกำลังดี จากนั้นนำไปนึ่งอีกครั้ง โรยด้วยมะพร้าวทึนทึก รับประทานได้   ขนมหยกมณียังสามารถทำได้อีกวิธีหนึ่งคือกวนส่วนผสมทั้งหมดในกระทะทองจนสุก แต่วิธีนี้ถ้ากวนนานเกินไป เม็ดสาคูจะสุกมากไปกลายเป็นแป้งเปียก

ส่วนผสม

สาคูเม็ดเล็ก  1       ถ้วย  
มะพร้าวทึนทึกขูด  2       ถ้วย  
เกลือป่น  1/2       ช้อนชา  
น้ำตาลทรายขาว  1  1/2       ถ้วย  
แป้งมัน  3       ช้อนโต๊ะ  
น้ำ  2       ถ้วย  
น้ำใบเตยคั้นข้นๆ  1/2       ถ้วย  


วิธีทำ

1.  ล้างสาคูให้หมดเศษผง ใส่ชาม พักไว้
2.  เคล้ามะพร้าวทึนทึกกับเกลือให้เข้ากัน นำไปนึ่งพอร้อน พักไว้
3.  ต้มน้ำให้เดือด เทใส่ในชามสาคู ใส่น้ำตาล แป้งมัน คนให้เข้ากัน ใส่น้ำใบเตย คนให้ทั่วอีกครั้ง
4.  ตักใส่ถ้วยอะลูมินั่มฟอยล์จนหมด เรียงใส่ลังถึง นึ่งในน้ำเดือดไฟแรงจนสุก โรยหน้าด้วยมะพร้าวในข้อ 2
Posted by วันดี on 05 Jun. 2005,17:57
laugh1.gif ชื่อเพราะจังเลยค่ะ  หยกมณี  อย่างนี้คงสีสวยมาก  ฉันยังไม่เคยเห็นค่ะ  เมื่อสุกแล้วจะประมาณขนมเปียกปูนไหมคะ  หรือเนื้อขนมต้องให้อ่อนกว่านั้น  แล้วเวลาเสิร์ฟต้องตักเป็นคำ ๆ หรือทำอย่างไรคะ

laugh1.gif คุณอิศราแวะมาสอนทำขนมบ่อย ๆ นะคะ
Posted by อิศรา on 06 Jun. 2005,03:27
สวัสดีคะคุณ วันดี  มาเหนื่อยๆดื่มน้ำก่อนคะ  toy19.gif เสียดายที่ไม่สามารถนำภาพมาแปะได้คะ จะพยายามหาสูตรขนมต่างๆมาให้อีกนะคะ  หรือถ้าสนใจสูตรต่างๆลองเข้าไปชมที่กระทู้
ชึ้งได้จัดทำไว้เองคะ ขอให้สนุกกับการทำขนมคะ laugh1.gif
< http://forum.sanook.com/show.ph....7377753 >
Posted by อิศรา on 06 Jun. 2005,03:29
กล้วยหอมสอดไส้เผือกกวนทอด

     "กล้วยหอมสอดไส้เผือกกวนทอด" เป็นขนมหวานอีกอย่างที่นำกล้วยหอมมาทำขนมหวาน การนำกล้วยหอมมาทำขนมหวานเรามักคุ้นกับเค้กกล้วยหอมกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ก็ยังมีบานาน่าสปีท (ไอศกรีมกล้วยหอม) ฟรุตสลัด ฯลฯ
     กล้วยหอมที่นิยมรับประทานกันมี 2 ชนิดคือ กล้วยหอมทอง ที่มีผลอวบอ้วน เมื่อสุกเปลือกมีสีเหลืองทอง กลิ่นหอม และอีกพันธุ์คือ กล้วยหอมเขียวที่ใครๆ นึกว่ากล้วยดิบ เพราะเมื่อสุกเปลือกยังคงมีสีเขียวอมเหลือง กลิ่นหอม  สำหรับกล้วยหอมสอดไส้เผือกกวนทอด ใช้กล้วยได้ทั้ง 2 พันธุ์ ี เพียงแต่กล้วยหอมทองจะมีกลิ่นหอมและรสหวานกว่า

     อาหารหวานจานนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก ทำก็ง่าย เพียงเอาเผือกกวนที่ทำไว้ในตู้เย็นมาลองทำอาหารจานใหม่รับประทานในวันหยุดกัน ยิ่งถ้าได้เครื่องดื่มแบบไทยๆ อย่างน้ำใบเตยหอมต้มร้อนๆ ก็เข้ากัน และยังช่วยลดความหวานลงได้อีกด้วย

ส่วนผสม

กล้วยหอม 20    ลูก 
เผือกกวน 1/2    ถ้วย 
ไข่ขาว 3    ฟอง 
แป้งเค้ก 1/4    ถ้วย 
น้ำมันพืชสำหรับทอด     
น้ำตาลทรายเม็ดใหญ่สำหรับคลุก     


ส่วนผสมไส้เผือกกวน

เผือกหัวใหญ่ 1    กิโลกรัม 
กะทิ 3    ถ้วย 
น้ำตาลมะพร้าว 500    กรัม 
น้ำตาลทราย 200    กรัม 


วิธีทำเผือกกวน

1. นึ่งเผือกให้สุก บดให้ละเอียด
2. ผสมเผือก กะทิ และน้ำตาลทั้ง 2 ชนิดลงในกระทะทอง
3. กวนไฟกลางจนเหนียว ยกลงทิ้งไว้ให้เย็น

วิธีทำ

1. ปอกเปลือกกล้วย หั่นตามขวาง 1 ลูกให้ได้ 5 ชิ้น ผ่าแต่ละชิ้นอย่าให้ขาดจากกัน
2. นำเผือกกวนที่แบ่งเป็น 5 ส่วนเท่าๆ กันมาใส่เป็นไส้ ปิดให้มิด ทำจนหมด
3. ตีไข่ขาวให้ขึ้นฟู ใส่แป้งเค้ก คนเบาๆ ให้เข้ากัน
4. ใส่กล้วยหอมลงชุบในข้อ 3 ทอดในน้ำมันร้อน ไฟกลาง พอเหลืองตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน
5. เสิร์ฟกับน้ำตาล เวลาจะรับประทาน คลุกน้ำตาลทรายเล็กน้อย
Posted by อิศรา on 06 Jun. 2005,03:30
ขนมทองพลุ

--------------------------------------------------------------------------------

         "ขนมทองพลุ"  ขนมไทยโบราณที่นิยมใช้ในงานมงคลต่างๆ เพราะเป็นขนมที่มีชื่อเป็นมงคล จัดอยู่ในทำเนียบขนมที่มีชื่อเป็นทองเช่นเดียวกับขนมทองเอก ฝอยทอง ทอดหยอด  คำว่า "ทอง" หมายถึงของที่มีค่า  คำว่า "พลุ" หมายถึงความเจริญรุ่งเรือง
         ฝรั่งเศสเป็นต้นตำรับดั้งเดิมของขนมทองพลุ  แต่เดิมก็คือขนมเอแคลร์ที่ใช้วิธีการอบนั่นเอง แต่เพราะความชาญฉลาดของคนไทยโบราณจึงได้ดัดแปลงนำมาทอดเป็นวิธีที่ง่าย รวดเร็วกว่าการอบ   ลักษณะที่ดีของขนมทองพลุ ทอดจนเป็นสีเหลืองทอง ด้านในเป็นโพรง จึงได้ชื่อว่า "ขนมทองพลุ" ต้องมีผิวเรียบ ลักษณะเป็นก้อนคล้ายหยดน้ำ

         เคล็ดลับของการทำขนมทองพลุให้ได้ลักษณะที่ดี เริ่มทำแป้งโดยร่อนแป้งก่อน การกวนแป้งก็ต้องให้น้ำกับเนยเดือดดี จึงใส่แป้งลงไปกวน กวนเร็วๆ อย่าให้แป้งจับตัวเป็นเม็ด  การใส่ไข่ต้องค่อยๆ ใส่ไข่ทีละฟอง (ถ้าแป้งยังร้อนอยู่ไข่จะสุกขนมจะไม่พองเป็นโพรงด้านใน)  เพราะการพองของขนม ไข่มีส่วนช่วยให้พอง  ในเรื่องการทอดก็เป็นสิ่งสำคัญ น้ำมันที่ใช้ทอดควรเป็นน้ำมันปาล์ม ขนมจะไม่อมน้ำมัน   การทอดต้องใจเย็น ค่อยๆ ตักหยอด และทอดจนเป็นสีเหลืองทอง

         ขนมทองพลุนี้มีวิธีรับประทานด้วยกันหลายแบบ ส่วนมากนิยมรับประทานกับน้ำเชื่อม หรือน้ำผึ้ง บ้างก็คลุกกับน้ำตาลทรายป่น  เนื่องจากขนมทองพลุเป็นโพรงด้านใน จึงสามารถใส่ไส้ได้ ถ้าเป็นไส้หมูหรือไส้ไก่ก็เป็นทองพลุคาว

ส่วนผสม

แป้งสาลีร่อนแล้ว  1       ถ้วย  
ไข่ไก่  3       ฟอง  
น้ำลอยดอกมะลิ  1       ถ้วย  
เนยหรือมาการีน  2       ช้อนโต๊ะ  
เกลือป่น  1/4       ช้อนชา  
น้ำมันพืชสำหรับทอด          
น้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อมชนิดข้น          


วิธีทำ

1.  ใส่น้ำลอยดอกมะลิลงในกระทะทอง ตั้งไฟพอเดือด ใส่เนย
2.  ร่อนแป้งสาลีกับเกลือเข้าด้วยกัน แล้วเทแป้งลงในน้ำเดือดๆ ในข้อ 1 คนเร็วๆ อย่าให้แป้งเป็นเม็ด ปิดไฟ ยกลง
3.  ต่อยไข่ใส่ในส่วนผสม้อ 2 ขณะแป้งยังอุ่นๆ อยู่ โดยใส่ทีละฟองจนหมด คนให้เข้ากัน
4.  ใส่น้ำมันลงในกระทะ ตั้งไฟกลาง ใช้ช้อนตักขนมแล้วใช้นิ้วปาดลงในน้ำมันร้อนๆ จนเต็มกระทะ ทอดจนขนมพอง สุกเป็นสีเหลืองทอง ตักขึ้นวางบนกระดาษซับน้ำมัน
5.  จัดใส่จาน เสิร์ฟกับน้ำเชื่อมหรือน้ำผึ้ง
Posted by อิศรา on 06 Jun. 2005,03:31
พายมะม่วง

         "พายมะม่วง"  เป็นพายที่มีไส้รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ เข้ากันได้ดีกับแป้งพายร่วนรสเค็ม มีลักษณะเป็นถ้วย หยิบรับประทานได้สะดวก เหมาะที่จะจัดไว้ในเมนูของงานเลี้ยงสังสรรค์หรืองานปาร์ตี้เล็กๆ
         แป้งพายสูตรนี้เป็นพายร่วนซึ่งใช้ขนมปังกรอบหรือที่เรียกว่าบิสกิตบดหยาบๆ แล้วอบจนเหลืองกรอบ  เคล็ดลับการทำแป้งพายคือเมื่อใส่เนยสดลงในบิสกิตที่บด เพียงเคล้าเบาๆ แค่พอเนยกับแป้งจับกันเป็นก้อน จึงค่อยๆ ใส่น้ำเย็นจัด นวดเบาๆ ให้เข้ากันก็พอ และกรุลงในพิมพ์ถ้วยให้แป้งหนาเสมอกันทั่วพิมพ์   สำหรับไส้ ใช้มะม่วงเปรี้ยวพันธุ์อะไรก็ได้ หั่นเป็นเส้นเล็ก เพราะถ้าใช้วิธีการสับ ไส้มะม่วงจะเละ  ต้องทิ้งไส้ให้เย็นก่อนจึงใส่ลงในถ้วยแป้งพาย มิฉะนั้นเนื้อแป้งจะนิ่ม ไม่กรอบอร่อย

         พายมะม่วงทำรับประทานกันได้ตลอดเวลา เพราะทั้งไส้และแป้งพายทำไว้ล่วงหน้าได้ เมื่อไส้เย็นตัวให้เก็บใส่กล่อง ปิดฝาให้สนิท แช่ในตู้เย็น  ส่วนแป้งพายอบแล้วปล่อยให้เย็น เก็บไว้ในกล่องพลาสติก ปิดฝาให้สนิท เมื่อจะรับประทานจึงตักไส้ใส่

ส่วนผสมแป้งพาย

ขนมปังบิสกิตอย่างเค็มบดพอแหลก  2       ถ้วย  
น้ำตาลทราย  1/4       ถ้วย  
เนยสด  150       กรัม  
แป้งสาลีอเนกประสงค์  2       ช้อนโต๊ะ  
น้ำเย็นจัด  2       ช้อนโต๊ะ  
พิมพ์ถ้วยอะลูมินั่นฟอยล์          


วิธีทำ

1.  อบขนมปังพอเหลือง เคล้ากับน้ำตาลให้ทั่ว
2.  ใส่เนยสด ผสมจนเข้ากันดี ใส่แป้งสาลี น้ำเย็น เคล้าให้เข้ากัน
3.  นำมากรุในพิมพ์ถ้วยให้แน่น ทำจนหมด นำเข้าอบไฟ 300 องศาฟาเรนไฮต์ ประมาณ 10 นาที ยกออกจากเตา

ส่วนผสมไส้

มะม่วงเปรี้ยวซอยเป็นเส้น  1       ถ้วย  
ไข่ไก่  1/2       ฟอง  
น้ำตาลทราย  3/4       ถ้วย  
เกลือป่น  1/4       ช้อนชา  
น้ำเย็นจัด  2       ช้อนโต๊ะ  
เนยสดหรือมาการีน  1       ช้อนโต๊ะ  


วิธีทำ

1.  ผสมมะม่วง น้ำตาลทรายครึ่งหนึ่ง และน้ำ ตั้งไฟพอน้ำตาลละลาย
2.  ผสมน้ำตาลที่เหลือกับไข่ไก่ คนให้เข้ากัน เทลงในส่วนผสมมะม่วง คนให้เข้ากันจนข้น ใส่เนยและเกลือ คนให้เกลือละลาย ยกลง แช่ในตู้เย็น

วิธีจัดเสิร์ฟ  ตักส่วนผสมไส้ที่ทำไว้ในถ้วยแป้งพาย รับประทานทันที
Posted by อิศรา on 06 Jun. 2005,03:33
พายถั่วแดง



         "พายถั่วแดง"  เป็นขนมที่มีความอร่อยอยู่ที่แป้งพายเป็นชั้น กรอบนอก นุ่มใน หอมถั่วแดง   วิธีทำแป้งพายให้เป็นชั้นและกรอบขึ้นอยู่กับเพสตรี้มาการีน ต้องเลือกใช้ที่มีคุณภาพ เมื่อขยำแล้วจะนุ่มเหนียวมือ ไม่เลอะติดมือ เวลาคลึงแป้ง เพสตรี้มาการีนจะไม่ทะลักออกมา หรือไม่แข็งเกินไปจนแป้งฉีกขาด
         ขณะคลึงแป้งควรใช้เนยขาวช่วยเพื่อไม่ให้แป้งติดพื้นและไม้คลึง  เมื่อกรุแป้งพายลงในพิมพ์ต้องจิ้มก้นแป้งพายด้วยไม้แหลม เพราะเวลาอบแป้งพายจะไม่พอง  เมื่อใส่ไส้และปิดหน้าด้วยแป้งพาย ให้ทาไข่แดงเฉพาะด้านบนเท่านั้น หากทาด้านริม แป้งพายจะไม่เป็นชั้น  นอกจากนี้ต้องจุดไฟเตาอบไว้ให้ได้ความร้อนอุณหภูมิ 400 องศาฟาเรนไฮต์ เมื่อทำพายเสร็จนำเข้าอบจนแป้งพายขยายอยู่ตัวและมีสีเหลืองทั่ว จึงลดอุณหภูมิลงเหลือง 375 องศาฟาเรนไฮต์ แป้งพายจะมีสีเหลือง กรอบนอก นุ่มใน

ส่วนผสม

ถั่วแดงหลวงแช่น้ำ 1 คืน  3/4       ถ้วย  
น้ำตาลทราย  2       ช้อนโต๊ะ  
น้ำมันพืช  2       ช้อนโต๊ะ  


ต้มถั่วแดงให้เปื่อยนุ่ม บดให้ละเอียด กวนกับน้ำมันพองวด ใส่น้ำตาล กวนต่อจนแห้งพอปั้นได้

ส่วนผสมแป้งพาย

แป้งขนมปัง  300       กรัม  
แป้งเค้ก  180       กรัม  
น้ำตาลทราย  2       ช้อนชา  
เกลือป่น  1/2       ช้อนชา  
ไข่ไก่ (เฉพาะไข่แดง)  1       ฟอง  
น้ำเย็น  280       กรัม  
เพสตรี้มาการีน  180       กรัม  


วิธีทำ

1.  ผสมแป้งทั้งสองชนิดกับน้ำตาล เกลือ ไข่แดงให้เข้ากัน ค่อยๆ ใส่น้ำเย็นจนหมด นวดจนแป้งเนียน คลึงเป็นแผ่นบาง แบ่งเป็น 3 ส่วน
2.   วางเพสตรี้มาการีนบนแป้งส่วนที่ 1 และส่วนที่ 3 เกลี่ยให้ทั่ว เหลือขอบไว้ 1/2 ซม.
3.  พับแป้งส่วนที่ 1 ทับส่วนที่ 2 แล้วพับแป้งส่วนที่ 3 ทับส่วนที่ 1 บีบริมแป้งให้ติดกัน คลึงเป็นแผ่นบางแล้วพับเหมือนเดิม คลุกแป้งด้วยแผ่นพลาสติกไว้ 30 นาทีไม่ให้แป้งแห้ง
4.  คลึงแป้งในข้อ 2 เป็นแผ่นหนา 1/2 ซม. ตัดเป็นรูปตามต้องการ ตักไส้ใส่ ปิดทับด้วยแป้ง ทาไข่แดงให้ทั่ว อบไฟ 400 องศาฟาเรนไฮต์ประมาณ 10 นาทีจึงลดไฟอ่อน อบต่อจนสุกเหลือง เสิร์ฟกับชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มสมุนไพร
Posted by อิศรา on 15 Jun. 2005,22:52
อาหารไทย

สูตรน้ำพริก สูตรอาหารไทย

น้ำพริกอ่อง ห่อหมกขนมครก
น้ำพริกกลางดง ฉู่ฉี่กุ้ง
น้ำพริกกะปิ แกงเขียวหวานเป็ดย่างสามรส
น้ำพริกนรก ปลาทับทิมผัดเปรี้ยวหวาน
น้ำพริกนรกกุ้งแมงดา พะแนงไก่
น้ำพริกกุ้งแห้ง แกงคั่วส้ม
น้ำพริกหนุ่ม แกงจีนจ๊วน
น้ำพริกปลาดุกฟู แกงนพเก้า
น้ำพริกเผา แกงมัสมั่นไก่
น้ำพริกปลากรอบแห้ง พระรามลงสรง
น้ำพริกปลาสลิด ยำขโมย
น้ำพริกสวรรค์ ยำใหญ่
น้ำพริกปูเค็ม แกงเขียวหวานไก่
น้ำพริกเสวย ข้าวมัน-ส้มตำ
Posted by อิศรา on 15 Jun. 2005,23:01
น้ำพริกอ่อง

ส่วนผสม


พริกแห้งแช่น้ำ       5     เม็ด


 
ตะไคร้หั่นฝอย        1     ช้อนโต๊ะ



หัวหอมปอกซอย       3     ช้อนโต๊ะ



กระเทียม            5     กลีบ

 

เกลือ               2     ช้อนชา
 



ถั่วเน่าชนิดแผ่นย่างไฟ     1     แผ่น



หมูสับละเอียด          3     ช้อนโต๊ะ



มะเขือเทศผลเล็กๆชนิดเป็นพวง   1   ถ้วย



 ผักชี                   1   ต้น

 
กระเทียมสับ                3   กลีบ
 
 

น้ำมัน                    2   ช้อนโต๊ะ

 

น้ำ                      1/2   ถ้วย







วิธีทำ
ตำพริกกับตะไคร้และเกลือให้ละเอียด ใส่หัวหอมและกระเทียมและถั่วเน่า ตำให้เข้ากัน ใส่หมูตำให้เข้ากับพริก ใส่มะเขือเทศตำให้มะเขือเทศเข้ากับน้ำพริก
ใส่น้ำมันและกระเทียมลงในกระทะ เจียวพอกระเทียมหอม ใส่น้ำพริกผัดให้ทั่ว ใช้ไฟอ่อนผัดให้ขึ้นเงา ใส่น้ำผัดพอแห้ง และจิ้มติตตักออก
เสิร์ฟกับผักสดและผักสุกอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างตามชอบ



หมายเหตุ
ถั่วเน่า คือถั่วเหลืองที่เอามาหมักแล้วทำเป็นแผ่นตากแห้ง ใช้แทนกะปิ ถ้าไม่มีถั่วเน่าใช้กะปิเทน 1 ช้อนชา หรือเต้าเจี้ยวดำล้างน้ำให้หายเค็มแทน 3 ช้อนโต๊ะ
มะเขือเทศผลเล็กชนิดเป็นพวง คือ มะเขือส้มทางภาคเหนือ ลักษณะเป็นพวงติดกันคล้ายมะเขือพวง มีรสเปรี้ยวกว่ามะเขือเทศโดยทั่วไป ถ้าไม่มีใช้มะเขือเทศสีดาแทน แต่ต้องปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียกให้มีรสเปรี้ยวนิดๆ
Posted by อิศรา on 17 Jun. 2005,01:00
น้ำพริกนรก

ส่วนผสม


พริกแห้ง                10          เม็ด



พริกขี้หนูแห้ง              20          กรัม

 

ปลากรอบ                1           ถ้วย


หอมแดง                10           หัว


กระเทียม                5            หัว
 
มะขามเปียกสับละเอียด       1/2          ถ้วย


เกลือ                   1           ช้อนโต๊ะ




วิธีทำ
คั่วพริกแห้ง และพริกขึ้หนูแห้ง ห่อมะขามเปียกเผาไฟพอสุก
คั่วปลากรอบ เผาหอม กระเทียม แกะเปลือกออก
โขลก พริกคั่ว มะขาม ปลากรอบ หอม กระเทียม และเกลือจนละเอียดเข้ากันดี
ใส่กระปุกเก็บไว้รับประทาน
Posted by อิศรา on 17 Jun. 2005,01:05
น้ำพริกนรกกุ้งแมงดา
ส่วนผสม


กุ้งแห้ง                     10           ถ้วย
 
พริกแห้ง                    20           เม็ด
 
พริกขี้หนูแห้ง                 1            เม็ด
   

หอมแดง                    10           หัว


กระเทียม                    5            หัว
 
มะขามเปียก                  1/2           ช้อนโต๊ะ


เกลือ                      1             ช้อนชา
 
แมงดาหอม                   1              ตัว






วิธีทำ
นึ่งแมงดา แกะตา ปีก แล้วฉีกเป็นชิ้นๆ
คั่วหรืออบกุ้งให้สุก โขลกละเอียด
คั่วพริกแห้ง พริกขี้หนูแห้งให้สุก อย่าให้ดำน้ำพริกจะขม
เผาหอม กระเทียม แกะเปลือกออก ห่อมะขามเปียกย่างไฟ สับละเอียด
โขลก พริก หอม กระเทียม มะขาม เกลือ และกุ้ง ใส่แมงดา โขลกให้เข้ากัน เมื่อเครื่องน้ำพริกเข้ากันดีแล้ว ถ้าทำจำนวนมากให้แบ่งใส่กระปุกไว้ รับประทานคราวต่อๆไปได้นาน
รับประทานกับผักสด ไข่ต้ม หรือกุ้งนึ่ง
Posted by อิศรา on 19 Jun. 2005,02:03
ขนมจีนน้ำเงี้ยวมังสวิรัติ

เครื่องปรุง

 ขนมจีน 500 กรัม
เต้าหู้เหลืองชนิดแข็ง 2 แผ่น
เห็ดฟาง 200 กรัม
เห็ดหูหนู 100 กรัม
มะเขือส้ม 300 กรัม
เกลือป่น 1 ช้อนชา
ซีอิ้วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
เต้าเจี้ยวดำโขลกละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำ 5 ถ้วย
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

ผักและเครื่องเคียง
ผักกาดดองซอย
ถั่วงอกดิบเด็ดหาง
ต้นหอม-ผักชีซอย
กระเทียม - หอมแดงเจียว
พริกขี้หนูแห้งทอด
แคบหมูเจ




 1. โขลกเครื่องแกงทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด

2. ล้างเห็ดฟาง เฉือนเอาสิ่งสกปรกออก สับหยาบ ๆ จากนั้น ล้างเห็ดหูหนู ตัดโคนแข็ง ๆ ออก แล้วสับหยาบ ๆ มะเขือส้มหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ล้างเต้าหู้หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ พักไว้

3. ใส่น้ำมันลงในกระทะ ตั้งไฟกลาง พอน้ำมันร้อน ใส่น้ำพริกที่โขลกไว้ลงผัดให้

4. ใส่เห็ดฟาง เห็ดหูหนู เต้าหู้ ผัดพอทั่ว ใส่น้ำ 1/ 2 ถ้วย ผัดอีกครั้ง ใส่ซีอิ้วขาว เกลือ มะเขือส้ม เต้าเจี้ยวโขลก ผัดให้หอม ใส่น้ำที่เหลือ คนให้ทั่ว ลดไฟอ่อน เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนสุกหอม

5. ตักใส่ถ้วย รับประทานกับขนมจีนและเครื่องเคียง



 พริกแห้งเม็ดใหญ่แกะเมล็ดออกแช่น้ำ 7 เม็ด
หอมแดงซอย 7 หัว
กระเทียม 1 หัว
ข่าหั่นละเอียด 2 ช้อนชา
ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
รากผักชีหั่น 1 ช้อนชา
ขมิ้นชิ้นเล็ก ๆ 1 ชิ้น (ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร)
ถั่วเน่าย่างไฟพอหอม 1 แผ่น
เกลือป่น 1 ช้อนชา


 โขลกเครื่องแกงทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด


 รสชาติของขนมจีนน้ำเงี้ยว ควรจะออกเปรี้ยวและเค็มมัน ได้รสหวานจากเห็ดและเต้าหู้ รสเปรี้ยวกลมกล่อมได้จากมะเขือส้มลูกกลมเล็ก ถ้าเราหาซื้อไม่ได้ ก็สามารถใช้มะเขือเทศสีดาแบบที่ใส่ส้มตำแทนได้ แต่ควรเลือกมะเขือที่สุกแดงก่ำ ขนมจีนน้ำเงี้ยวไม่นิยมทำให้ออกรสเผ็ด ดั้งนั้น สำหรับคนที่ชอบรสจัด ๆ คงต้องเติมพริกป่น หรือทานแกล้มกับพริกทอดเอาเอง

น้ำแกงขนมจีนน้ำเงี้ยว ควรตั้งทิ้งไว้บนไฟอ่อน ๆ เพื่ออุ่นให้น้ำแกงร้อนตลอดเวลา การทำอย่างนี้ก็จะช่วยเครื่องปรุงจึงจะเข้าเนื้อได้ดียิ่งขึ้น

ขนมจีนที่เราจะใช้รับประทาน ควรนำไปนึ่งสักครู่ เพื่อไม่ให้เสาะท้องและยังช่วยรักษาไม่ให้ขนมจีนเสียง่ายด้วย

การเคี่ยวน้ำเงี้ยวจะต้องใช้ไฟอ่อน เคี่ยวจนน้ำแกงเริ่มข้น ซึ่งอาจจะใช้เวลานานพอสมควร น้ำเงี้ยวจึงจะอร่อย

ถั่วงอก ที่นำมาใช้เป็นเครื่องเคียวควรนำมาแช่ในน้ำผสมน้ำส้มสายชูสักครู่ ถั่วงอกจะได้กรอบอร่อย

วิธีเจียวหอมแดง และ กระเทียม ทำโดยใส่หอมแดงซอยบาง ๆ และกระเทียมโขลกทั้งเปลือกลงไปพร้อม ๆ กับน้ำมัน ตั้งไฟอ่อน เจียวจนมีสีเหลืองอ่อน ๆ แล้วตักขึ้น หอมและกระเทียมก็จะสุกเหลืองต่อ จะกรอบพอดี
Posted by อิศรา on 19 Jun. 2005,02:42
สตูหมูไวน์แดง

เครื่องปรุง

สันนอกหมู 300 กรัม
เบคอน 4 ริ้ว
หอมใหญ่หัวเล็ก 5 - 6 หัว
มันฝรั่งหัวเล็ก 3 - 4 หัว
เนื้อมะเขือเทศหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ 2 ลูก
ใบ Parsley สับ 2 ช้อนชา
เห็ดหอมแช่น้ำจนนิ่ม 3 ดอก
หอมแดงสับ 1/ 2 ถ้วย
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น 1/ 2 ช้อนชา
พริกไทยดำบดหยาบ ๆ 1 ช้อนชา
ใบกระวาน (Bay Leaf) 1 ใบ
แป้งสาลี 1 ช้อนโต๊ะ
ไวน์แดง 1/ 4 ถ้วย
ซอสมะเขือเทศ 1/ 4 ถ้วย
น้ำสต๊อกหมู 3 ถ้วย
เนยจืด 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ




 1. ล้างเนื้อหมู แล้วหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมหนา 1 นิ้ว

2. ทอดเบคอนด้วยไฟอ่อน ๆ ให้กรอบ ตักขึ้นวางบนกระดาษซับน้ำมัน แล้วหักเป็นชิ้นเล็ก ๆ

3. ใส่น้ำมันลงในกระทะที่เราทอดเบคอน ยกขึ้นตั้งไฟกลาง ใส่เบคอน เนื้อหมูลงทอด หมั่นคน ทอดจนเนื้อเป็นสีน้ำตาล ตักขึ้นใส่จาน พักไว้

4. ใส่เนย 2 ช้อนโต๊ะ ลงในกระทะใบเดิม ใส่หอมแดง ผัดจนสุกนุ่ม ใส่กระเทียมผัดพอทั่ว แล้วหันไปปรุงรสเนื้อหมูที่สุกแล้วด้วยเกลือ พริกไทย โรยด้วยแป้งสาลี ผสมเข้าด้วยกัน แล้วใส่ลงในกระทะ ผัดเร็ว ๆ ด้วยไฟแรง จนส่วนผสมมีสีน้ำตาลอ่อน เทไวน์และน้ำซุปใส่ลงไป เคี่ยวไฟอ่อน ๆ

5. ต้มหอมใหญ่ในหม้อน้ำเดือด 5 นาทีให้สุกใส ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ ผ่านน้ำเย็น ทิ้งให้สะเด็ดน้ำ ปอกเปลือกออก พักไว้

6. ใส่เนยที่เหลือลงในกระทะอีกใบ ตั้งไฟกลาง พอเนยละลายใส่เห็ดหอม ผัดจนสุกนุ่ม พักไว้

7. ใส่เนื้อมะเขือเทศ ซอสมะเขือเทศ หอมใหญ่ ใส่ใบกระวาน ลงไปในส่วนผสมข้อ 6 พอเดือดทั่ว ตักใส่ส่วนผสมข้อ 4 เคี่ยวด้วยไฟกลางค่อนข้างอ่อน จนเนื้อหมูสุกนุ่ม ตักใส่จาน โรยด้วยผักชีฝรั่ง เสิร์ฟ







 เทคนิคการทำสตูไม่ว่าจะเป็น สตูไก่ สตูหมู หรือว่าสตูเนื้อ ให้อร่อยนั้น เราจะต้องนำเนื้อสัตว์ที่จะใช้ทำสตูมาทอดพอเหลืองเสียก่อน (จะหมักก่อนทอดหรือไม่หมักก็ได้) ที่ต้องทอดก่อนก็เพื่อให้เนื้อเก็บความชุ่มชื้นเอาไว้ เนื่องจากสตูเป็นอาหารที่จะต้องเคี่ยวด้วยเวลานาน ถ้าไม่ทอดเนื้อเสียก่อนกว่าเราจะเคี่ยวเสร็จ มีหวังเนื้อจะแห้งผากและหลุดเละออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แถมเวลาทาน แทนที่จะได้อร่อยกับความหวานของเนื้อ กลับจะรู้สึกเหมือนกำลังเคี้ยวกระดาษแทน

ผักที่จะใช้ใส่ในสตูนั้น หลัก ๆ แล้วก็มีเพียงแค่ มันฝรั่งและหัวหอมหัวใหญ่ ทั้งสองอย่างนี้ควรเลือกใช้แบบหัวเล็กที่ใช้สำหรับต้มซุปหรือทำสตูโดยเฉพาะจะดีกว่า นอกจากนั้นถ้าเราชอบ เราอาจใส่ แครอท (เลือกใช้เบบี้แครอทหรือแครอทออสเตรเลียก็ได้) พริกหวานและเม็ดถั่วลันเตา เพิ่มลงไปในสตูของเราก็ได้คะ
Posted by อิศรา on 19 Jun. 2005,02:44
ขนมจีนกุ้งสด

ส่วนผสม

กุ้งสด 1/2 ก.ก.
มะเขือเทศ 1/2 ก.ก.
หอมแดง 2 ถ้วย
พริกชี้ฟ้า เขียว แดง 10-15 เม็ด
พริกหยวกเขียว 5-6 เม็ด
น้ำต้มสุก 1/2 ถ้วย
น้ำปลา 1/2 ถ้วย
น้ำมะนาว 6 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนูสับ ตามชอบ
ขนมจีน 1 ก.ก.


วิธีทำ
เผากุ้ง แล้วแกะเอาเปลือกออก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ

เผามะเขือเทศ หอมแดง พริกชี้ฟ้า พริกหยวก ปอกผิวที่ไหม้ออก แล้วหั่นเป็นชิ้นขนาดพอประมาณ

นำทุกอย่างที่หั่นไว้ ผสมกันในชามผสม เติมน้ำสุก น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาล ผสมให้เข้ากัน ชิมให้มีรสเปรี้ยวนำ ตามด้วยเค็ม และหวาน ถ้าน้ำน้อยไป หรือรสชาติเข้มไป ให้เติมน้ำได้นิดหน่อย

เมื่อจะเสิร์ฟ จัดขนมจีนใส่จาน ตักส่วนผสมในข้อ 3 ราด โรยหน้าด้วยพริกขี้หนูสับ แล้วจึงยกเสิร์ฟ ขนาดรับประทาน 4-6 คน
Posted by อิศรา on 19 Jun. 2005,03:42
ข้าวมันและเครื่องเคียง
เครื่องปรุงข้าวมัน
1. ข้าวสารงามๆเลือกกากให้หมด 2 ถ้วย
2. กะทิคั้น 3 ถ้วย
3. เกลือป่น 2 ช้อนชา
4. น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
5. ใบเตย 2-3 ใบ

เครื่องปรุงส้มตำ
1. มะละกอดิบปอกเปลือกสับให้เป็นฝอย
2. กุ้งแห้งป่น 1/2 ถ้วย
3. น้ำตาลมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำปลา 4 ช้อนโต๊ะ
5. น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ(หรือน้ำมะขามเปียก)
6. พริกแห้ง 1 เม็ด(หรือพริกชี้ฟ้าแดง)
7. กระเทียมหั่นหยาบ 1 ช้อนชา
8. ผิวมะนาวหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
9. พริกขี้หนูบุบพอแตก 9-10 เม็ด

เครื่องปรุงเนื้อเค็มฝอยผัดหวาน
1. เนื้อเค็มเลือกเนื้อดีๆ เป็นเส้นๆ ปิ้งหรือนึ่งพอสุกฉีกให้เป็นฝอย ประมาณ 2 ถ้วย
2. น้ำตาลเม็ดละเอียด 1/4 ถ้วย
3. หอมซอยเจียวให้เหลือง 2 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำมันหมู 1-3 ถ้วย(หรือน้ำมันพืช)

เครื่องปรุงไข่เค็มดาวทอดหรือนึ่ง
1. ไข่เค็มดิบ
2. น้ำมันสำหรับทอด

เครื่องปรุงปลาแห้งทอด
1. ปลาช่อนแห้ง 1 ตัว
2. น้ำมัน 1/4 ถ้วย

เครื่องปรุงปลากุเลาเค็มชุบไข่ทอด
1. ปลากุเลาเค็ม 1 ตัว
2. ไข่เค็ม 2 ฟอง
3. น้ำมัน 1/2 ถ้วย

เครื่องปรุงกุ้งหวาน
1. กุ้งนางตัวกลาง 1/2 กิโลกรัม
2. น้ำตาลมะพร้าว 1 ถ้วย
3. เกลือ 1 ช้อนชา

เครื่องปรุงหัวผักกาดเค็มผัดกะทิ
1. หัวผักกาดเค็มหั่นตามขวางเป็นแว่นบางๆ 1/2 ถ้วย (แช่น้ำพอบานบีบน้ำออกให้แห้ง)
2. น้ำตาลมะพร้าว 1/4 ถ้วย
3. หัวกะทิ 1/2 ถ้วย
4. หางกะทิ 1/4 ถ้วย


ข้าวมัน
วิธีทำ : ผสมกะทิ เกลือ น้ำตาลทราย คนจนน้ำตาลทรายและเกลือละลาย กรองด้วยผ้าขาวบาง ซาวข้าว 1 ครั้ง ใส่ในหม้อกะทิ ตัดใบเตยยาว 3-4 นิ้วตั้งไฟกลางๆ พอเดือดทั่วคน 3-4 ครั้ง เมื่อกะทิเริ่มแห้งจึงราไฟให้อ่อน ตั้งต่อไปจนสุก ระอุดี

หมายเหตุ ถ้าข้าวใหม่ควรลดกะทิลงบ้าง หรือถ้าข้าวเก่ามากควรเพิ่มกะทิเล็กน้อย

ส้มตำ
วิธีทำ : โขลกกระเทียม พริก คลุกกับมะละกอ ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำมะนาว หรือน้ำส้มมะขามเปียกเมื่อรสดีแล้วใส่กุ้ง-แห้ง ผิวมะนาว พริกขี้หนู จัดลงจาน โรยด้วยกุ้งแห้งป่น ผิวมะนาว พริกขี้หนู รับประทานกับผักสดต่างๆเช่นถั่วฝักยาว ผักกาดขาว ใบทองหลาง ใบมะยมอ่อน ใบชะพลู กะหล่ำปลี

เนื้อเค็มฝอยผัดหวาน
วิธีทำ:
น้ำมันที่เหลือจากเจียวหอมตั้งไฟปานกลาง พอน้ำมันร้อนจัดใส่เนื้อลงไปผัด พอเนื้อกรอบดีเอาน้ำมันออกให้หมด แล้วใส่น้ำตาลทรายผัดพอน้ำตาลทรายละลายทั่ว ยกลงจากเตา คนให้กระจายอยู่ในกระทะจนเย็นดี ตักใส่จาน โรยหอมเจียว (ถ้าตักเนื้อใส่จานเมื่อยังร้อนอยู่ จะเกาะกันเป็นก้อนแข็งทำให้ไม่สวย และไม่สะดวกแก่ผู้รับประทาน)

ไข่เค็มดาวทอดหรือนึ่ง
วิธีทำ: ต่อยไข่เค็มดิบแยกไข่แดงและไข่ขาว ไข่แดงผ่า 4-8 ชิ้น ส่วนไข่ขาวตีพอเข้ากัน น้ำมันใส่กระทะแบนมีด้ามถือ พอน้ำมันร้อนจัด ตักไข่ขาวหยอดพอเล็กน้อย วางไข่แดงตรงกลาง นำไปทอดพอสุก ตักขึ้น (เวลาทอดอย่าใช้ไฟแรงมากนัก และคอยตักน้ำมันราดบนไข่แดง)

หมายเหตุ ถ้าต้องการนำไข่เค็มนึ่ง ต้มน้ำให้เดือด ตักไข่ขาวใส่ถ้วยตะไลประมาณ 1/4 ถ้วย วางไข่แดงลงตรงกลางเรียงใส่ลังถึง นำไปนึ่งจนสุก รีบยกลงทิ้งไว้ให้เย็น จึงแกะออกจากถ้วย(ไข่แดงผ่า 2 หรือ 4)

ปลาแห้งทอด
วิธีทำ: นำปลาช่อนแห้งล้างให้สะอาด นำไปปิ้งจนสุก ทุบพอนุ่มเป็นปุย แล้วตัดเป็นชิ้นพองาม ทอดให้กรอบ

ปลากุเลาเค็มชุบไข่ทอด
วิธีทำ: นำปลากุเลามาปิ้งพอสุก แล่ปลาเป็นชิ้น ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพองาม ไข่ตีพอแตก นำปลาที่หั่นไว้จุ่มลงในไข่แล้วทอดจนเหลือง

กุ้งหวาน
วิธีทำ: นำกุ้งมาล้างให้สะอาด เด็ดหัวและหางออก ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ นำกุ้งไปต้มกับน้ำตาล เกลือ จนน้ำแห้งระวังอย่าให้ไหม้

หมายเหตุ ถ้าได้กุ้งนุ่มยิ่งดี จะทำให้รสชาติอร่อยมาก

หัวผักกาดเค็มผัดกะทิ
วิธีทำ: นำหัวผักกาดเค็มผัดกับหางกะทิ และน้ำตาลจนแห้งดี นำหัวกะทิไปเคี่ยวจนข้น เวลาเคี่ยวต้องหมั่นคน นำหัวกะทิราดลงบนหัวผักกาดเค็มที่ผัดไว้
Posted by อิศรา on 19 Jun. 2005,03:50
ทศกัณฐ์พลัดถิ่น

ส่วนผสม

1. ปูทะเลไข่ 1 กิโลกรัม
2. น้ำปลาดี 1/4 ถ้วย
3. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
4. พริกขี้หนูสวน 3 เม็ด
5. พริกขี้หนูสีแดงชนิดไม่เผ็ด 3 เม็ด
6. ตะไคร้ 2 ต้น
7. ใบมะกรูด 3-4 ใบ
8. ใบโหระพา 1 กิ่ง
9. กระเทียม 5-7 กลีบ


วิธีทำ
1. ล้างปูทะเลให้สะอาด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
ตั้งลังถึงใส่ปู ใส่ตะไคร้ทุบพอบุบ ใส่ใบโหระพา ใบมะกรูด นึ่งจนปูสุกประมาณ
30นาที

2. โขลกกระเทียม พริกขี้หนูสวน
พริกขี้หนูสีแดงให้ละเอียด ใส่น้ำปลา
น้ำตาล น้ำมะนาวชิมดู แล้วนำมาราดลง
บนปูที่นึ่ง

3. แกะกระดองและเอานมปูออกแล้ว
รับประทานกับแตงกวา ต้นหอม ถ้าไม่
ราดจะแกะเนื้อปูจิ้มน้ำปรุงรสก็ได้
Posted by อิศรา on 17 Apr. 2006,07:18
ผัดหมี่เตี๊ยว
 
 


  เครื่องปรุง :   หมี่เตี๊ยว (จากพิษณุโลก)       1 ห่อ  
เห็ดหอมแห้งแช่น้ำซอยชิ้นเล็กๆ                   5 ดอก  
เเครอทซอยหยาบ                                   พอประมาณ  
กะหล่ำปลีซอยพอคำ                                พอประมาณ  
พริกไทยป่น                                          1 ช้อนชา  
โชหยุคินซันของภูเขาทอง                          พอประมาณ  
น้ำซุป                                                 พอประมาณ  
น้ำมันพืชโอลีน                                      1 ช้อนโต๊ะ  
   

วิธีทำ :

    1 นำหม้อใส่น้ำต้มให้เดื่อด นำหมี่เตี๊ยวลงลวก พอเส้นลอยขึ้นมาตัดเส้น
ขึ้นแช่น้ำเย็น ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
2 นำกะทะใส่น้ำมันตั้งไฟให้ร้อน นำเห็ดหอม แครอท กะหล่ำปลี ลงผัดให้เข้ากัน
เติมน้ำซุป ปรุงรสด้วยโชหยุคินซัน ถ้าแห้งเกินไปเติมน้ำซุปลงไปเล็กน้อย
3 ชิมรสอีกครั้ง ตักใส่จาน โรยพริกไทยป่น ผักชี จัดเสิร์ฟทันที
Posted by อิศรา on 17 Apr. 2006,07:20
กุ้งกระทะบาร์บีคิว
 
เครื่องปรุง : กุ้งแม่น้ำหรือกุ้งกุลาดำขาวใหญ่ผ่าครึ่ง    5 ตัว  
รสดี   1 ช้อนโต๊ะ  
กระเทียมสับ   1 ช้อนชา  
หอมแดงสับ    1 ช้อนชา  
มะเขือเทศ   พอประมาณ  
มัสตาร์ด   1 ช้อนชา  
พาสรี่สับ    พอประมาณ  
ไวน์ขาว    1 ช้อนโต๊ะ  
เกลือ    พอประมาณ  
พริกไทย    พอประมาณ  
น้ำมันพืช   พอประมาณ  
   

วิธีทำ :

    1 ในชามผสมใส่ กุ้ง รสดี พริกไทย ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันพักไว้
2 นำกะทะใส่น้ำมันตั้งไฟให้ร้อน นำกุ้งที่หมักไว้ลงไปผัดพอสุก ตักออกพักไว้
3 ตักน้ำมันในกะทะออกให้เหลือประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ นำไปตั้งไฟให้ร้อนใส่หอมสับ
กระเทียมสับ ผัดให้หอม
4 ใส่มัสตาร์ด มะเขือเทศ เกลือ พริกไทย พาสรี่ผัดให้เข้ากัน
5 ใส่กุ้งทอดลงไปใส่ไวน์ขาวลงไป ผัดให้เข้ากันผัดพอหอม ตักออกตักใส่จาน เสิร์ฟ
โรยหน้าด้วยพาสรี่หรือเสิร์ฟเป็นกุ้งบาบีคิว
Posted by อิศรา on 17 Apr. 2006,07:22
ทอดมันข้าวโพด
 
 
เครื่องปรุง :ข้าวโพดหั่นเอาแต่เมล็ด    2 ถ้วยตวง  
แป้งสาลี   1/2 ถ้วยตวง
แป้งข้าวเจ้า   1/2 ถ้วยตวง  
น้ำส้มสายชู   1/4 ถ้วยตวง  
เกลือป่น   1 ช.ช  
พริกไทย   1/2 ช.ช  
ต้นหอมซอย   1/4 ถ้วยตวง
น้ำเปล่า   1 1/2 ถ้วยตวง  
น้ำมันพืช   สำหรับทอด
เครื่องอาจาด เเตงกวา , พริกชี้ฟ้า , หอมแดง    
   

วิธีทำ :    
1. ในชามผสม ใส่แป้งสาลี แป้งข้าวเจ้า น้ำส้มสายชู น้ำเปล่า
คนให้เข้ากัน
2. ใส่ข้าวโพด ต้นหอม เกลือ พริกไทย คนให้เข้ากัน
3. ตั้งกะทะใส่น้ำมันลงไปให้ร้อน ตัดส่วนผสมแป้งและข้าวโพดลงไปทอดให้
เป็นแพ ทอดจนกระทั้งเหลืองสวย ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน
4. จัดทอดมันข้าวโพดลงในจานเสริ์ฟ เสริ์ฟพร้อมกับเครื่องอาจาด
Posted by รจนา เจนีวา on 17 Apr. 2006,07:46
ดีใจค่ะที่คุณอิศราเข้ามาโพสต์สูตรอาหารเพิ่มเติม เพราะรจนาได้เคยเข้ามาติดตามหลายครั้งแล้ว มีสูตรดี ๆ น่าสนใจทั้งนั้นเลยค่ะ

ขอบคุณนะคะ  wave.gif
Posted by อิศรา on 02 Jun. 2007,14:08
ซี่โครงหมูอบโคล่า


นุ่มชุ่มปากกับซี่โครงหมูแสนอร่อยเรียบง่ายได้ความเพลิดเพลิน
ส่วนประกอบ
* ซี่โครงหมู 1 กิโลกรัม * น้ำโคล่า 1 ขวด
* กระเทียมกลีบใหญ่หั่นเป็นชิ้นบางๆ 4-5 กลีบ
* พริกไทยดำตำพอแตก 1 ช้อนโต๊ะ
* น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ * ผงปรุงรส 1 ช้อนชา
* เกลือป่น 1 ช้อนชา

วิธีทำ
+ ล้างซี่โครงหมูให้สะอาดแล้วทิ้งไว้พอสะเด็ดน้ำ

+ นำซี่โครงหมูใส่หม้ออบแล้วเทน้ำโคล่าลงไป โรยเกลือให้ทั่ว ปิดฝาอบไว้สักครู่ โดยใช้ความร้อนปานกลาง จากนั้นรอจนน้ำโคล่าเริ่มขลุกขลิก

+ หลังจากซี่โครงหมูเริ่มได้ที่แล้วให้ใส่น้ำมันหอย พริกไทยดำและผงปรุงรส คนให้เข้ากันแล้วอบต่อไปอีกประมาณ 30 นาที รอจนซี่โครงหมูนุ่มได้ที่ จากนั้นก็พร้อมเสิร์ฟได้ทันที

Posted by add on 02 Jun. 2007,21:01
เป็นเมนูแปลกดีนะคะคุณอิศรา  วันก่อนก็ได้ยินว่ามี  อาหารอบเบียร์ด้วยเหมือนกัน  น่าเมาเนอะ  snaping.gif
Posted by อิศรา on 10 Jun. 2007,14:49



สวัสดีค่ะคุณadd อาหารทุกอย่าง เขาชอบคิดค้นสูตรใหม่ๆม่ทำกันค่ะ เมนูแปลกๆมีหลายอย่างค่ะ เราต้องลองทำทานดูว่าจะอร่อยไหม Minigz5304.gif

Posted by อิศรา on 10 Jun. 2007,14:54
เผ็ดจัดจ้านกับ “โป๊ะแตกผัดแห้ง



ส่วนผสมที่ต้องเตรียม

ปลาหมึก 1 ขีด
ปลากะพง 1 ขีด
กุ้ง 1 ขีด
ข่า 1 แง่งหั่นเป็นแว่นๆ
ตะไคร้ 1 ต้นซอยเป็นแว่นๆ
ใบมะกรูด 5 ใบ
เห็ดฟาง 5 ดอก
ใบโหระพา 5-6 ใบสำหรับตกแต่ง
พริกขี้หนูสับ 8 เม็ด (หรือเผ็ดตามแต่ชอบ)
กระเทียมสับ 5 หัว
น้ำปลา 1/3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1/3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอย 1/3 ช้อนโต๊ะ
น้ำพริกเผา 1/4 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 1/3 ช้อนโต๊ะ

สำหรับวิธีการทำเริ่มจากนำปลาหมึก กุ้ง และปลากะพง มาลวกให้พอสุก จากนั้นนำข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกขี้หนูสับ กระเทียมสับลงไปผัดในน้ำมัน แล้วก็ตามด้วยการใส่ปลาหมึก กุ้ง และปลากะพง พร้อมกับเห็ดลงไปผัดให้เคล้ากับเครื่อง แล้วปรุงรสชาติด้วยน้ำปลา น้ำตาลทราย น้ำมันหอย น้ำพริกเผา และน้ำมะนาว ผัดคลุกเคล้าให้ทุกอย่างเข้ากันอีกที ชิมให้มีรสชาติออกเผ็ด เปรี้ยวอมหวาน ตักใส่จานตกแต่งด้วยใบโหระพา เพียงเท่านี้ก็เป็นอันว่าได้ “โป๊ะแตกผัดแห้ง” ที่ลิ้มรสแล้วจะสัมผัสได้ถึงความสดของเนื้อกุ้ง ปลาหมึก ปลากะพง ที่ออกรสชาติจัดจ้านถึงเครื่องโป๊ะแตก

Posted by pakae on 13 Jun. 2007,16:28
ตามมาชิมเมนูแปลกๆด้วยค่ะคุณอิศรา    ไว้จะนำเมนูไปลองทำดูบ้างนะค่ะ EM131.gif

       อ้าวพี่แอ๊ดเมาเบียร์ไปแล้ว snaping.gif

Posted by อิศรา on 17 Jun. 2007,14:52
สวัสดีค่ะ คุณ pakae ลองนำไปทอลองทำทานดูค่ะ พอดีไปเจอสูตรอาหารมาเลยน้ำมาฝากกันค่ะ biggrin.gif

ส่วนคุณadd  ทำไปชิมไปเลยเมาเบียร์ไปแล้วมั้งค่ะ อิอิอิ

Posted by อิศรา on 17 Jun. 2007,14:55
สลัดไก่ทอดเนยอบงา













ส่วนผสมไก่ทอดอบงา
อกไก่ 4 ชิ้น
แป้งข้าวโพด ½ ถ้วย
ไข่ไก่ 1 ฟอง
งาขาว / งาดำ ตามต้องการ
เกลือ พริกไทย เนย

ส่วนผสมน้ำสลัด(โดยประมาณแล้วแต่ความชอบ)
ไข่แดง 2 ฟอง
นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ เล็กน้อย
ฟักทองนึ่ง ตามต้องการ
ผักสลัด เช่น แตงกวา มะเขือเทศเชอรี่ ฟักทองนึ่ง ข้าวโพดต้ม ผักไฮโดโปรนิกส์

สำหรับวิธีทำก็ไม่ยากเลย เริ่มจากทำน้ำสลัดก่อน โดยนำเฉพาะไข่แดง 2 ใบมาคนกับเกลือให้ขึ้นฟู ใส่นมข้นหวาน น้ำมะนาวแล้วตีให้เข้ากัน หรือจะใช้เครื่องปั่นก็ได้ จากนั้นใส่ฟักทองนึ่งแล้วตีให้เข้าเป็นเนื้อกัน ตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ

มาถึงการทำไก่ เริ่มด้วยการหมักอกไก่กับเกลือและพริกไทย พักเอาไว้ หันมาตีไข่ไก่ แล้วนำไก่มาคลุกกับแป้งข้าวโพด ไข่ไก่ งาขาว /งาดำ พอเสร็จสรรพตั้งกระทะให้ร้อนแล้วใส่เนยจนละลาย นำไก่ที่คลุกแล้วลงไปทอด ทอดพอเหลืองไม่ต้องสุกมาก แล้วนำไก่ที่ทอดแล้วไปอบในเตาอบ ประมาณ5นาที เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน จากนั้นนำผักสลัด ไก่ แล้วก็น้ำสลัด มาจัดวางบนจานให้สวยงามน่ากินแล้วเสิร์ฟหม่ำได้เลย

Posted by แมวเหมียว on 18 Jun. 2007,10:25
EM149.gif อูยน่าหม่ำจังเลยค่ะ  flo_1.gif
Posted by pilgrim on 18 Jun. 2007,22:49
สูตรของคุณอิสรา น่ากินจริงๆด้วยค่ะ

ขอมอบดอกไม้ให้ด้วยความชื่นชมค่ะ flo_1.gif  tinyrose.gif

Posted by pakae on 19 Jun. 2007,14:14
คุณอิศรามีวิธีทอดไก่ไม่ให้งาไหม้เกรียมก่อนที่ไก่จะสุกไหมค่ะ        ขอบคุณค่ะflo_1.gif
Posted by อิศรา on 03 Oct. 2007,21:18
“ซี่โครงหมูคั่วแห้ง”  แซบเผ็ดลิ้น

















มีส่วนผสมที่ต้องเตรียมดังนี้

ซี่โครงหมูอ่อนสับละเอียด 2 ขีด
พริกขี้หนูสวน 4 เม็ด
กระเทียม 6 กลีบ
พริกไทยอ่อน 1 ช้อนโต๊ะ
พริกชี้ฟ้าแดง 1 เม็ด (ซอยเป็นเส้นฝอยๆ)
ใบมะกรูด 3 ใบ (ซอยเป็นเส้นฝอยๆ)
ใบยี่หร่า (เอาไว้กินแกล้ม)
พริกแกงเผ็ด (สีแดงหาซื้อได้ทั่วไป) ½ ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย ½ ช้อนชา
น้ำมันนิดหน่อย (สำหรับไว้ผัด)

เมื่อเตรียมส่วนผสมกันพร้อมแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการทำ โดยเริ่มจากการนำเอาพริกขี้หนู กระเทียม และพริกไทยอ่อนมาสับ จากนั้นก็ตั้งกระทะใส่น้ำมันนิดหน่อยรอให้ร้อน และใส่เครื่องทุกอย่างที่สับไว้ลงไปผัดพร้อมกับซี่โครงหมูอ่อนที่สับละเอียดไว้ แล้วก็คั่วให้เครื่องเข้ากับซี่โครงหมูอ่อน

จากนั้นก็ปรุงรสชาติด้วยน้ำปลา น้ำตาลทราย และพริกแกงเผ็ด ทีนี้คั่วให้เครื่องปรุงทุกอย่างเข้าเนื้อกัน คั่วจนซี่โครงหมูอ่อนกรอบและแห้ง เท่านี้ก็เสร็จสิ้นกระบวนการทำตักใส่จาน แล้วก็โรยหน้าด้วยใบมะกรูดและพริกชี้ฟ้าแดงอีกที พร้อมกินแกล้มกับใบยี่หร่า เป็นอันว่าได้อิ่มกับอาหารจานแซบกันไปอีกหนึ่งมื้อ

Posted by อิศรา on 03 Oct. 2007,21:21
“ยำเห็ดโคนญี่ปุ่น” อร่อยเด็ดได้สุขภาพ










ใครจะรู้บ้างว่า “เห็ด” ดอกเล็กๆ (ที่กินได้) นั้นจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย อย่าง “เห็ดโคนญี่ปุ่น” ที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักกินเห็ดในบ้านเรา ถือได้ว่าเป็นเห็ดที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถป้องกันโรคความดัน ลดไขมันในเส้นเลือด และป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วย



มีส่วนผสมที่ต้องเตรียมดังนี้

เห็ดโคนญี่ปุ่น 1 1/2 ขีด
กุ้งแชบ๊วย 4 ตัว
หมูบด 1 ขีด
หอมแดงซอย 2 หัว
ต้นหอมซอย 1 ต้น
พริกขี้หนูซอย 5 เม็ด
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
พริกชี้ฟ้าและผักชี (สำหรับตกแต่งโรยหน้า)

เมื่อเตรียมส่วนผสมกันพร้อมสรรพ ก็เดินหน้าเข้าครัวปรุงเมนูเด็ดกันได้เลย เริ่มจากนำเห็ดโคนมาหั่นเป็นชิ้นพอประมาณ แล้วนำไปลวกในน้ำเดือด จากนั้นตักออกแล้วล้างด้วยน้ำอุ่นอีกที และตั้งพักทิ้งไว้ก่อน

หันมานำหมูบดและกุ้งแชบ๊วยมาลวกให้สุกพอประมาณ และพักไว้ จากนั้นนำหอมแดงซอย ต้นหอมซอย พริกขี้หนูซอย น้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ มาผสมรวมกัน จะได้น้ำยำที่ต้องการ แล้วก็นำเห็ดโคนญี่ปุ่น กุ้ง และ หมู ที่ทำพักไว้มาคลุกเคล้ากับน้ำยำให้เข้ากัน เพียงเท่านี้ก็เป็นอันว่าเสร็จได้ "ยำเห็ดโคนญี่ปุ่น" พร้อมตักใส่จาน นำพริกชี้ฟ้าหั่นเป็นเส้นและผักชีมาโรยหน้า ตกแต่งให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟได้เลย




วันนี้นำมาฝาก2เมนูเลยค่ะ

Posted by add on 05 Oct. 2007,23:07
เห็ดโคนญี่ปุ่น  พี่เคยซื้อทั้งแท่ง  รดน้ำให้มันงอก   มันก็งอกนะ  แล้วก็เอามาทำแกงจืด  ก็กินอร่อยดีจ้ะ  ยำนี่ยังไม่เคยทำ ขอบคุณคุณอิศราจ้ะ  tinyrose.gif
Posted by pakae on 10 Dec. 2007,22:59
สวัสดีค่ะคุณอิศรา พี่แอ๊ด

             มีเรื่องจะรบกวนคุณอิศราหรือผู้รู้คนอื่นๆที่ผ่านมาห้องนี้        คือได้กินกล้วยตากทอดที่ชลบุรีแล้วอร่อยดี EM150.gif

            อยากจะลองทำดู      ไม่ทราบว่าเขาผสมแป้งอะไรบ้าง     ทอดแล้วทำไมยังกรอบอยู่ได้นาน     ถ้ามีใครทราบก็ขอรบกวนบอกด้วยนะค่ะ     ขอบคุณหลายๆค่ะ flo_1.gif

Posted by add on 10 Dec. 2007,23:34
สวัสดีจ้ะปาเก้  เป็นกล้วยตากลูกเล็กๆหรือเปล่า   เพราะกล้วยตากทั่วๆไปที่มำจากกล้วยน้ำว้าจะลูกใหญ่  ส่วนกล้วยตากลูกเล็กประมาณนิ้วมือเราจะเป็นกล้วยเล็บมือนาง  ซึ่งพี่ว่ามันรสชาติอร่อยกว่ากล้วยตากจากกล้วยน้ำว้า

           ฮ่าๆ ใช้แป้งอะไรไม่รู้สิ  แต่ถ้าแป้งกรอบไม่เลิก  ก็ใช้แป้งคนอร์หรืออะไรนี่แหละ  อิอิ ป่าวรับค่าโฆษณานะ  boogie.gif

Posted by ไหมหนัน on 19 Dec. 2007,00:21
หวัดดี ท่านป่าเก้ หวัดดี คุณ Add

ผ่านมาเจอ ขอใส่เกือก นิดหน่อย อันแป้งที่ใช้ชุบทอดมี หลายตำรา หลายสูตร แล้วแต่ใครจะดัดแปลง  จะใช้ทอดของคาว เช่นแป้งเท็มปุระ หรือของหวาน เช่น ไอติมทอด กล้วยแขก ฯฯฯฯฯ

สูตรหลักคือ แป้งหมี่ หก (ลิตร หรือ ถ้วย) แป้งข้าวจ้าวหนึ่ง เกลือ หกช้อนโต๊ะ (กรณีตวงลิตร)

ถ้าเป็นกุ้ง เป็นปลา ปลาหมึก ฯฯฯฯฯ หรือผัก  ให้ผสมแป้งอ่อนๆ เอานิ้วจุ่ม ยกขึ้นมาดูแป้งเคลือบนี้ว พอเห็นผิวหนังลางๆ ทอดสุกแล้วจะกรอบนาน ถ้าแป้งข้นกว่านี้ทอดแล้วจะนุ่ม

ใช้ทอดกล้วยแขก ก็ผสมมะพร้าวขูด และน้ำตาล และที่สำคัญต้องผสมน้ำปูนใส เป็นตัวทำให้กรอบ

Posted by KiLiN on 19 Dec. 2007,19:58
เยี่ยม Chef มาเอง  Minigz5304.gif
Posted by add on 19 Dec. 2007,21:32
สวัสดีค่ะคุณพี่ไหมหนัน  ขอบคุณที่บอกสูตรค่ะ  flo_1.gif

         พี่ไหมหนัน พี่มะลิ และน้องต้นหอมคงสบายดีนะคะ  สงสัยขายดีแน่ๆเลย   whisper.gif  พี่มะลิอย่าทำงานหนักนักนะ  รักษาสุขภาพด้วย

            อ้อ แล้วคุณพี่ไหมหนันมีเคล็ดลับดีๆสำหรับสุขภาพก็แนะนำกันด้วยนะคะ   greet.gif

Posted by pakae on 23 Dec. 2007,00:26
สวัสดีค่ะท่านพี่ไหมหนัน   พี่แอ๊ด   และท่านผู้เฒ่าเต่า(อันนี้ยกให้เป็นเซียนเน้อ  ขอบอก อุอุอุ) EM142.gif

       ขอบคุณหลายๆที่พี่ท่านกรุณาแนะนำ   สูตรนี้ต้องอร่อยเยี่ยมยอดแน่ๆ    แต่พี่ไหมหนันอย่าเรียกว่า  ท่านปาเก้ได้ไหม    ฟังแล้วกระดากจั๊กกะเดียมพิลึก  hehe.gif    

       เหมือนฟังเวลาในสภาเขาตีกัน   อ้อ  ไม่ใช่เขาอภิปรายกันจ้ะ อิอิอิ biggrin.gif

       ว่าแต่ว่าท่านพี่เจ้าขา    มีสูตรที่ใช้แป้งน้อยๆกว่านี้ไหมค่ะ    เพราะว่าจะลองทำนะค่ะ    เกรงว่าถ้าใช้แป้งลองทำ  ถึงหกถ้วย  คงได้ลองไปทิ้งไปกันเพลินเลย  snaping.gif

       ถ้าใช้แป้งหมี่หนึ่งถ้วย  จะใช้แป้งข้าวจ้าวเท่าไหร่ดีค่ะ     ช่วยเคาะสนิมในหัวให้หน่อยเถอะค่ะ     ขอบคุณหลายๆด้วยค่ะ EM145.gif

        พอดีช่วงนี้ยุ่งมากถึงมากที่สุด    เบื่อเทศกาล   เจงๆ   ทำงานเหนื่อยเพื่อไปหยุดช่างวุ่นวายเสียจริงมนุษย์หนอ ohman.gif

        ไหนๆก็ได้สูตรจากพี่ไหมหนันแล้ว   ก็ขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ด้วยนะค่ะ  ศิษย์พี่   ถือโอกาส โมเมชั่นสักกะหน่อย  อิอิอิ Minigz5304.gif

       สวัสดีปี่ใหม่พี่น้องผองเพื่อนทุกท่านด้วยนะค่ะ     ขอให้สุขภาพแข็งแรง    มีความสุขมากๆ    มีเงินใช้มากมายกันทุกคน tinyrose.gif


        สวัสดีปีใหม่ค่ะทุกคน EM145.gif

Posted by แมวเหมียว on 24 Dec. 2007,06:23
สวัสดีค่ะ ท่านประธานและทุกท่าน

ขออนุญาตท่านประธานค่ะ ..แมวเหมียวขอใส่รองเท้าด้วยคนนะคะ biggrin.gif

ทราบว่าท่านปาเก้(ฟังดูเท่ดี)ยุ่งมากๆ คุณพี่ไหมหนันchefใหญ่ก็คงจะยุ่งมากๆเช่นกัน

คนทำความสะอาดมีงานไม่มากนัก  ก็เลยขอสมัครเป็นผู้ช่วยchefใหญ่ ย่อสูตรแป้งทอดกรอบให้ท่านปาเก้แทน

หากผิดพลาดประการใด โปรดชี้แนะด้วยค่ะ EM145.gif

QUOTE
คุณไหมหนัน:สูตรหลักคือ แป้งหมี่ หก (ลิตร หรือ ถ้วย) แป้งข้าวจ้าวหนึ่ง เกลือ หกช้อนโต๊ะ (กรณีตวงลิตร)


ปาเก้ถามว่าถ้าใช้แป้งหนึ่งถ้วยจะใช้สูตรไหน..

จากสูตร แป้งหมี่หก แป้งข้าวจ้าวหนึ่ง คือ 6:1

ถ้าใช้แป้งหมี่ 1 ถ้วยก็ใช้แป้งข้าวจ้าว 1/6 ถ้วยค่ะ



ถ้วยตวงเขามีขายค่ะปาเก้ (ขอโทษค่ะถ้าเอามะพร้าวมาขายสวน)

ถ้วยใหญ่นั้นคือ หนึ่งถ้วยตวง ส่วนถ้วยเล็กๆ เป็น 1/2 ถ้วย, 1/3ถ้วย, และ 1/4ถ้วย..

ถ้าจะใช้แป้ง  1/6 ถ้วย ก็ตวงแป้งครึ่งหนึ่งของถ้วยขนาด 1/3 ถ้วย

ทีนี้มาถึงสูตรเกลือ..

"เกลือ หกช้อนโต๊ะ (กรณีตวงลิตร)"..หมายความว่า

แป้ง 6 ลิตร ... เกลือ 6 ช้อนโต๊ะ

ดังนั้น แป้ง 1 ลิตร(1000ซีซี) .ใช้.เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ

แป้งหนึ่งถ้วยตวง = 250 ซีซี ต้องใช้เกลือ  = 1/1000X250

= 1/4 ช้อนโต๊ะ

(หนึ่งช้อนโต๊ะ =3 ช้อนชา)

1/4 ช้อนโต๊ะ= x1/4 = 3/4 ช้อนชา..

สรุปได้ว่าสูตรคุณพี่ไหมหนัน ย่อจากครัวโลกเป็นครัวไทยได้ดังนี้ค่ะ

แป้งหมี่ 1 ถ้วยตวง  แป้งข้าวจ้าว 1/6 ถ้วย  เกลือ 3/4 ช้อนชา ค่ะ

ขอบคุณค่ะ  EM145.gif

Posted by pakae on 24 Dec. 2007,16:03
สวัสดีค่ะท่านประธานและทุกท่าน  tinyrose.gif

       ฮ่าๆๆๆวันนี้แมวเหมียวมาแซว     ขืนเราเรียกหากันแต่ท่านประธานบ้านนี้ต้องกลายเป็นสภาแหงเลย biggrin.gif

       ไหนๆก็ไหนๆแล้ว     ขอถามต่ออีกนิดว่า

         แป้งหนึ่งลิตร   จะเทียบให้เป็นกรัมได้อย่างไร    ขอเชิญท่านพี่วานบอก EM133.gif

       แต่ขอสูตรกรัมนะจ้ะ    คือสูตรซีซีเหมือนให้แมวเหมียวจัดยายังไงไม่รู้   อุอุอุ whisper.gif

       เมื่อลองทำแล้วเป็นอย่างไรบ้างจะนำมาโชว์เน้อ   EM131.gif

        พี่ไหมหนัน   พี่มะลิ   น้องต้นหอมสบายดีนะค่ะ    แวะมาบ่อยๆสิค่ะพี่     หายไปนานเลย    จะรอเคล็ดลับด้วยคนค่า EM142.gif

Posted by แมวเหมียว on 25 Dec. 2007,11:12

(pakae @ 24 Dec. 2007,16:03)
QUOTE
       ไหนๆก็ไหนๆแล้ว     ขอถามต่ออีกนิดว่า

         แป้งหนึ่งลิตร   จะเทียบให้เป็นกรัมได้อย่างไร    ขอเชิญท่านพี่วานบอก EM133.gif

       แต่ขอสูตรกรัมนะจ้ะ    คือสูตรซีซีเหมือนให้แมวเหมียวจัดยายังไงไม่รู้   อุอุอุ whisper.gif

       

คำถามนี้ อ่านแล้วไม่เข้าใจว่าปาเก้ตั้งใจจะถามใคร.. biggrin.gif

ตอนแรกคิดว่าจะถามอาจารย์ เพราะเรียกว่าท่านพี่

แต่อ่านอีกที เอ หรือว่าปาเก้ถามเรา ask.gif

Minigz3905.gif

Posted by pakae on 25 Dec. 2007,23:24
โธ่ ohman.gif คิดมากไปได้แมวเหมียว     ถามทั้งแมวเหมียวและพี่ไหมหนันแหละจ้า    

            ไม่กล้าเจาะจงเพราะเกรงใจ     แต่ก็อยากรู้อ่ะ    

             "บอกนิดเถอะน่าคนดีบอกพี่สักคำ    แหะ แหะ  จำเนื้อเพลงได้เท่านี้แหละ    

             นะ นะ  ใครก็ได้  บอกให้หน่อย    ไม่งั้นไม่ได้ทำสักกะที EM131.gif

Posted by แมวเหมียว on 26 Dec. 2007,05:36
EM130.gif เริ่มรู้สึกตัวว่าตัวเองใส่รองเท้าแล้วไม่ยอมถอดน่ะจ้ะปาเก้  EM120.gif

เมื่อท่านถาม เราก็ขอตอบเท่าที่รู้ก็แล้วกันนะจ๊ะ คือขอตอบว่า ไม่รู้จ้า  laugh1.gif

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เราเคยไปเรียนการทำขนมเบเกอรี่นิดหน่อย

 จึงพอจะรู้มาว่า แป้งแต่ละชนิดในปริมาตรที่เท่ากันจะมีน้ำหนักไม่เท่ากัน แม้แต่แป้งสาลียังมีน้ำหนักต่างกัน
แป้งสาลีถึงได้มีทั้งแป้งสาลีเอนกประสงค์ แป้งทำขนมปัง แป้งเค้ก เป็นต้น

ดังนั้นแป้งหมี่ แป้งข้าวจ้าวก็คงมีน้ำหนักไม่เท่ากันด้วยเช่นกัน

ในสูตรการทำขนม  นักโภชนาการจึงใช้การตวงแป้ง แทนที่จะชั่งแป้ง

และเขาก็สร้างถ้วยตวงขึ้นมาเพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน

ดังนั้นถ้วยตวงที่บ้านเรากับบ้านคุณรจก็จะมีปริมาตรเท่ากัน

ส่วนการทำขนมในปริมาณเยอะๆ ก็ใช้กระบอกตวงเป็นลิตรอย่างที่คุณไหมหนันใช้ ดังนั้นจึงเดาว่าคุณไหมหนันก็คงไม่มีสูตรเป็นกรัมให้ปาเก้หรอกจ้า



และขอชี้แจงอีกอย่างหนึ่งว่า ในการย่อสูตรที่แสดงวิธีทำให้ดูนั้น ที่ใช้การคำนวณเป็นซีซีก็เพราะเหตุผลว่า

ในเมื่ออาจารย์ให้สูตรมาเป็นลิตร หน่วยย่อยของลิตรก็ต้องเป็นมิลลิลิตร หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่าซีซี  

จึงสุดความสามารถที่จะคำนวณน้ำหนักเป็นกรัมให้ได้  biggrin.gif

ถ้าปาเก้ตั้งใจจะทำจริง ก็ต้องไปซื้อหาถ้วยตวงมาตวงนั่นแหละจ้าไม่มีวิธีอื่นแล้ว..

มีคำแนะนำอีกนิดหน่อยคือว่า.. ท่านว่าการตวงแป้งนั้นถ้าจะให้ได้มาตรฐานต้องใช้สันมีดปาดขอบถ้วยตวง

แต่ตัวเลขที่คำนวณออกมานั้นได้ แป้งหมี่ หนึ่ง ถ้วยตวง  ใช้แป้งข้าวจ้าวแค่ครึ่งหนึ่งของถ้วยตวงขนาด1/3ถ้วย

การตวงแป้งครึ่งถ้วยจะทำให้ขาดมาตรฐานในการตวงได้

จึงขอแนะนำว่าให้ใช้แป้งในปริมาณ 2 เท่าของสูตรที่คำนวณไว้นั่นคือ

แป้งหมี่  2 ถ้วย    แป้งข้าวจ้าว 1/3ถ้วย  เกลือป่น 1 1/2ช้อนชา มีเท่านี้แหละจ้า

รอชิมจนน้ำลายไหลแล้ว EM112.gif


EM146.gif

Posted by KiLiN on 26 Dec. 2007,23:56
QUOTE
รอชิมจนน้ำลายไหลแล้ว


น้ำลายไหลแล้ว  อย่าขี้มูกโป่งด้วยก็แล้วกัน ฮ่า เอิ๊ก  hehe.gif  ( หน่วยแซวเริ่มทำงานอีกแล้ว whisper.gif )
เดี๋ยวอาหมวยเกี๊ยจะไม่เหงียเงี้ยไง laugh1.gif

Posted by pilgrim on 26 Dec. 2007,23:58
อะไร ได้ยินว่าใครน้ำลายไหล EM150.gif

พิลเลยเร่เข้ามามั่ง  snaping.gif

เอ้า ทิชชูจ้ะ พี่แมวเหมียวเช็ดน้ำลายก่อน EM123.gif

พี่ปาเก้ พิลมาเข้าแถวรอรับกล้วยทอดด้วยคนนะคะ whisper.gif

เอ คุณไหมหนัน ขายกล้วยทอดตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย
ทำไมพิลไปทีไร เห็นแต่ข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูแดง

พูดแล้วคิดถึงนะเนี่ย  ตอนนั้นที่ซื้อไปฝากหลานเพื่อน กลับไปถึงบ้าน แย่งกันกินใหญ่เลย ฮ่าๆๆๆๆ

ฝากความคิดถึง Merry Christmas และสวัสดีปีใหม่ พี่มะลิ และน้องต้นหอมด้วยนะคะ

ปล. น้องต้นหอม พี่พิลเคยส่งเมล์ไปที่น้องต้นหอมให้ไว้ แต่ไม่ได้รับตอบ คาดว่ามันคงหลงไปอยู่ใน junk mail แต่นานมากแล้วค่ะ ตั้งแต่พี่กลับมาถึงเมืองไทยใหม่ๆแน่ะ

หวังว่าทุกท่านสบายๆดีนะคะ

Posted by แมวเหมียว on 27 Dec. 2007,14:15

(KiLiN @ 26 Dec. 2007,23:56)
QUOTE
QUOTE
รอชิมจนน้ำลายไหลแล้ว


น้ำลายไหลแล้ว  อย่าขี้มูกโป่งด้วยก็แล้วกัน ฮ่า เอิ๊ก  hehe.gif  ( หน่วยแซวเริ่มทำงานอีกแล้ว whisper.gif )
เดี๋ยวอาหมวยเกี๊ยจะไม่เหงียเงี้ยไง laugh1.gif

EM130.gif  อย่าแหย่หนวดแมวนะคุณคิลิน  EM111.gif
Posted by แมวเหมียว on 27 Dec. 2007,14:20

(pilgrim @ 26 Dec. 2007,23:58)
QUOTE
พูดแล้วคิดถึงนะเนี่ย  ตอนนั้นที่ซื้อไปฝากหลานเพื่อน กลับไปถึงบ้าน แย่งกันกินใหญ่เลย ฮ่าๆๆๆๆ

โธ่.. นึกว่าคิดถึงคนทำ.. ที่แท้คิดถึงข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูแดง  hehe.gif



snaping.gif อะเหอๆ.. แซวแทนคุณคิลินนะเนี่ย laugh1.gif

wave.gif

Posted by ไหมหนัน on 27 Dec. 2007,18:27
สวัสดีปีใหม่ คุณAdd ท่านคิริน คุณพิล ท่านปาเก้ นู๋แมวเหมียว และเพื่อนพ้องน้องพี่ แห่งบ้านฅนธรรมดาทุกท่าน

ขอบคุณ คุณAdd อีกครั้งพวกเราทุกคนสบายดีจริงๆ แต่เหนื่อยมั๊กๆ ปีนี้ขายดีเป็นประวัติการ เช้านี้ข่าวภาคเช้าของBBC รายงานการตลาดช่วงคริสต์มาส ว่าทำลายสถิติในรอบ 10ปี ห้างSevers
อยู่ตรงข้าม ขายหมดวันละครึ่งห้าง ปีนี้เลยสมนาคุณ น้องต้นหอมด้วย ตั๋วไปกลับของไทยอินเตอร์ เธอจะมากรุงเทพฯ วันที่14 มค ครับ .....มีต่อ

Posted by KiLiN on 27 Dec. 2007,22:20
โห...ยินดีด้วยครับ flo_1.gif

       แต่พวกเราใน Thailand น่วม อ่วมอรทัย ไปตามๆกัน ohman.gif

Posted by ไหมหนัน on 30 Dec. 2007,15:27
เศรษฐกิจที่มั่นคง เติบโตอย่างมีทิศทาง การเมืองที่มีเสถียรภาพ ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ เกิดขึ้นจากการสร้างนโยบาย ที่ใช้คำพูดสวยหรู แต่เกิดขึ้นจาก จิตสำนึกจิตวิญญาณประชาธิปไตย ของประชาชนชาวอังกฤษ

หันกลับมาดู พรรคการเมืองไทยที่กำลังแย่งชิงกัน เข้าไปคุมอำนาจรัฐ เข้าไปแย่งชิงผลประโยชน์ แบ่งปันกันในหมู่นักการเมือง คงไม่แค่ น่วม อ่วมอรทัย อย่างเดียวกลัวว่าจะพลัดตกลงไปในหลุมดำ อีก 10 ล้านปีแสงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

Posted by pakae on 01 Jan. 2008,18:20
สวัสดีปีใหม่อาจารย์ไหมหนัน     พี่แอ๊ด   คุณคิลิน   แมวเหมียว   น้องพิล    และเพื่อนๆทุกคน flo_1.gif

        ยินดีด้วยนะค่ะกับยอดขายถล่มทลาย      ส่วนเมืองไทยก็อย่างที่จารย์ลุงบอก     น่วมอ่วมอรทัยใกล้ๆสิ้นใจไปตามๆกัน ohman.gif

       ไม่แน่นะค่ะถ้าฝึกปรือฝีมือเข้าขั้นจอมยุทธเมื่อไหร่      อาจทำกล้วยตากทอดโกอินเตอร์       ไปขายข้างๆจารย์ไหมหนันบ้างก็ได้ EM131.gif

       แล้วก็จานขาอย่าเรียกท่านเลยค่ะ     เรียกปาเก้เฉยๆก็พอแล้ว  มันกระดากเจ้าค่ะ biggrin.gif

Posted by add on 02 Jan. 2008,22:56
คุณไหมหนันขายดีตลอดเลยน่ะ  ฝีมือเยี่ยม  flo_1.gif  ดีใจด้วยนะคะ

           ohman.gif เหมือนกันแหละปาเก้   พวกเราทางนี้ต้องอดทนสู้ๆต่อไป   อะเหอๆ  แล้วหวังว่าทุกอย่างคงจะดีขึ้น   hehe.gif

         สวัสดีปีใหม่ทุกๆคนค่ะ  EM142.gif

Posted by KiLiN on 04 Jan. 2008,19:03
ก็ต้องรู้จักพลิกวิกฤตเป็นโอกาส
จริงๆแล้ว  เศรษฐกิจเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น
แต่...ชีวิตสามารถมีความสุขได้  แม้จะไม่สะดวกสบาย
ในทางกลับกัน ชีวิตที่สะดวกสบายก็ไม่แน่ว่าจะมีความสุข

ที่แน่ๆ...เศรษฐกิจไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของชีวิต wave.gif

Posted by ไหมหนัน on 04 Jan. 2008,21:49
ผมเห็นเช่นเดียวกันครับ วิกฤตทุกครั้งของมนุษย์ จะทำให้พบสิ่งใหม่ วิธีคิดใหม่ เกิดคุณภาพใหม่ผลักดันให้สังคมรุดหน้าต่อไป มีสิ่งบอกเหตุบางอย่างกำลังเกิดขึ้นกับสังคมไทย  ask.gif
Posted by pilgrim on 04 Jan. 2008,23:18
คุณพี่ไหมหนันกับคุณคิลินพูดเป็นปรัชญานะคะ

น่าจะเขียนขยายความสักหน่อยค่ะ รู้สึกว่าคงจะเป็นอะไรที่น่าอ่านมากๆ เลย EM111.gif  ICON015.gif

Posted by แมวเหมียว on 08 Jan. 2008,12:17
EM130.gif กลับไปนอนก่อนเถอะค่ะคุณพิล ดูซินั่งรอจนหลับไปหลายรอบแล้ว laugh1.gif  

whisper.gif พี่ได้ยินเสียงพึมพำๆๆจากท่านนักปราชญ์ทางโลกและทางธรรมทั้งสอง.. เหมือนเสียงท่องคาถาว่า..

"พูดมาก เสียมาก  พูดน้อย เสียน้อย นิ่งเสีย..โพธิสัตว์.."

..ว่าจะเสนอให้ท่านจับไม้สั้นไม้ยาว. ใครได้ไม้ยาวให้พูดก่อน

ก็กลัวว่าคนเสนอไม้ จะโดนไม้ตะพดเสียก่อน laugh1.gif


 EM142.gif

Posted by pilgrim on 09 Jan. 2008,01:01
โพธิสัตว์ เปี่ยมไปด้วยความเมตตา คงไม่ล่อพวกเราด้วยไม้ตะพดหรอกจ้ะ พี่แมวเหมียว แหะๆๆๆ whisper.gif
Posted by KiLiN on 09 Jan. 2008,06:26
ที่ยังไม่ได้เขียน  สงสัยจะหรอบเดียวกัน  คือ ยุ่ง

แต่..ยุ่งไม่เหมือนกัน  คุณไหมหนันยุ่งเพราะรายได้เยอะ
ส่วนผมมันยุ่งเพราะรายได้น้อย ฮ่า เอิ๊กๆ  laugh1.gif

Posted by อิศรา on 13 Jan. 2008,01:19
EM133.gif  EM133.gif  EM133.gif

สวัสดีค่ะเพื่อนๆพี่ๆ กลับมาบ้านแล้วค่ะ เดี๋ยวนี้เข้าบ้านยากส์จังเลย วันนี้นำอาหารมาฝากตามเคยค่ะ EM131.gif

Posted by อิศรา on 13 Jan. 2008,01:25
น้ำพริกเต้าหู้” เมนูมากประโยชน์








โดย : กุ๊กเล็ก






ส่วนผสม
เต้าหู้ขาวแบบอ่อน 1 แผ่น
เต้าเจี้ยว 1 ช้อนโต๊ะ
หอมแดงหั่น 7 หัว
พริกแห้งเม็ดใหญ่หั่น 6 เม็ด
กระเทียมหั่น 3 กลีบ
เกลือป่น 1 ช้อนชา
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
น้ำมะนาว 2-3 ช้อนชา
ผักสด เช่น ยอดกระถิน ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง
ผักต้ม เช่น ใบตำลึง ฟักทอง แครอท

เตรียมเครื่องครบแล้วก็ลงมือทำ โดยเริ่มจากต้มเต้าหู้ในน้ำเดือดประมาณ 10 นาที แล้วตักขึ้น หั่นเป็นชิ้นเล็ก จากนั้นคั่วพริกแห้ง หอมแดง และกระเทียมด้วยไฟกลางให้สุก หันมาโขลกเครื่องปรุงที่คั่วทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ละเอียด ใส่เต้าเจี้ยวและเต้าหู้อ่อนโขลกเข้าด้วยกันอีกครั้งให้ละเอียด ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ เกลือ และน้ำมะนาว คนให้เข้ากันแล้วตักใส่ถ้วย กินคู่กับผักสดหรือผักต้มก็เข้ากันได้เป็นอย่างดี

Posted by pakae on 13 Jan. 2008,21:24
น้ำพริกเต้าหู้   หน้าตาน่ากินเชียวค่ะ  คุณอิศรา     ขอบคุณนะค่ะ  EM150.gif
Posted by pakae on 25 Jan. 2008,20:14
แมวเหมียวหายไปไหนนะเนี่ย     วันนี้เราลองทำกล้วยตากทอดแล้วนะ   รสชาติออกมาใช้ได้ทีเดียว    แต่ยังกรอบไม่เท่ากับที่เคยกินของชลบุรี    อาจจะเกี่ยวกับการผสมน้ำในแป้งก็ได้      ไว้จะลองทำใหม่หลายๆครั้ง     EM131.gif

         วันนี้กว่าจะได้ทำโทรหาหลายคน     เนื่องจากปิดเครื่องไปก่อนแล้วลืมจดสูตร     โน๊ตบุ๊คก็ยกขึ้นไปเก็บข้างบนแล้ว     โทรหาเพื่อนแล้วกัน

       ฮัลโหลพี่แอ๊ดอยู่ไหน    เปิดเน๊ตอยู่หรือเปล่า

       พี่แอ๊ด "เปล่า   กำลังจะซื้อของที่ตลาด   มีอะไรเหรอ

      ว่าจะถามสูตรหน่อยนะพี่   ลืมจด

       พี่แอ๊ด "ฮ่าๆๆๆๆรอตอนเย็นแล้วกัน     กลับไปบ้านแล้วจะเปิดให้

      แป่ว    จะลองทำตอนนี้นะพี่   เลยเวลาแล้วจะไม่ขลัง    เลยบอกว่าไม่เป็นไรพี่    คุยกันต่ออีกครึ่งชั่วโมงกว่า    ฮ่าๆๆ   ยังไม่ได้ทำ

     โทรหาลูกแล้วกัน    ฮัลโหล    เปิดเวปบ้านคนธรรมดาให้แม่หน่อย

      ลูก "มีอะไรครับแม่

     แม่จะใช้สูตรในเวปหน่อย  

       ลูก"เน๊ตช้านะแม่    ใช้ที่ทำงานเปิดยากหน่อย   กำลังจะประชุม

       งั้นไม่เป็นไร   สงสัยแม่ต้องเปิดเครื่องใหม่

       นึกไปนึกมา    ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไปของเรา    นึกออกแล้ว     พิลนั่นไง มองดูเวลาพิลน่าจะใกล้เลิกงานแล้ว  ปรากฏว่าเพิ่งออกจากห้องประชุมพอดี    ฮ่าๆๆเสร็จเรา     ได้สูตรมาทำแล้ว

        บอกพิลไว้ว่าเดี๊ยวจะทำเผื่อ    อิอิ ลงกะเพาะหมดแล้วน้องเอ๋ยแม้แต่รูปก็ไม่มีมาฝาก    เพราะกล้องอยู่ชั้นสาม    เลยฝากไว้ก่อนทำคราวหน้าจะนำมาฝากทุกๆคนใหม่แล้วกันนิ    

       กล้วยตากทอดที่ทำกินจนเสร็จวันนี้     ขอขอบคุณ EM140.gif

      เจ้าของที่คุณคิลิน    เจ้าของสูตรคุณไหมหนัน     ผู้ดัดแปลงสูตรแมวเหมียว    พี่แอ๊ดช่วยคุยแต่ไม่ได้ช่วยทำ   smSL07.gif   พิลช่วยเปิดสูตรแต่อดกิน  EM146.gif   คุณอิศราที่นำสูตรอาหารมาฝากบ่อยๆ   และเพื่อนๆทุกคน EM139.gif

Posted by แมวเหมียว on 26 Jan. 2008,08:17
โธ่ ปาเก้หลอกเรามาอ่าน  แหม คิดว่าจะได้กินเสียที  EM146.gif

ที่แท้แม้แต่เงากล้วยทอดก็ไม่มีเห็น smSL07.gif

EM130.gif

Posted by อิศรา on 26 Jan. 2008,18:05
สวัสดีค่ะคุณแมวเหมียว คุณ pakae คุณพี่แอ๊ด คุณคิลิน คุณไหมหนัน     คุณพิล    EM142.gif

ตกลงมีใครได้ทานกล้วยทอดบ้างค่ะ biggrin.gif


เดือนหน้า อิศรากลับเมืองไทยค่ะ มีใครอยู่แถวชลบุรี พัทยาบ้างค่ะ เพราะจะลงมาพักที่ตลาดโรงโป๊ะ มีบ้านพักอยู่ที่นั้นค่ะ 18 กุมภาพัน มาถึงเมืองไทย มีใครอยู่ใกล้บ้างค่ะ EM122.gif

Posted by อิศรา on 26 Jan. 2008,18:13
ลิ้มรสเมนูลูกครึ่ง “มะกะโรนีหมูผัดพริก”










ส่วนผสม
     
      เส้นมะกะโรนีต้มสุก 2 ขีด
      เนื้อหมู 1 ขีด
      กระเทียม 1 หัว
      พริกขี้หนู 4-5 เม็ด
      หอมหัวใหญ่ 1/2 ลูก
      มะเขือเทศ 1/2 ลูก
      ซีอิ้วขาว 1/2 ช้อนโต๊ะ
      น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
      น้ำตาล 1/2 ช้อนชา
     
      วิธีทำ เริ่มจากเทน้ำมันพืชลงในกระทะรอให้ร้อน จากนั้นนำกระเทียมและพริกขี้หนูมาสับให้ละเอียดแล้วลงไปผัดในกระทะให้หอมฟุ้งจนคนข้างๆ จามฮัดเช้ย แล้วจึงนำหมูลงไปผัดด้วยจนสุก แล้วปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว น้ำมันหอย และน้ำตาลจนรสชาติอร่อยดีแล้ว จึงโรยด้วยหอมหัวใหญ่และมะเขือเทศที่หั่นเอาไว้เป็นรูปครึ่งวงกลม ผัดต่อจนเข้ากันดี แล้วจึงนำมาราดบนเส้นมะกะโรนี เป็นอันได้อาหารมื้อเด็ดในวันหยุดสุดสัปดาห์ให้คนในครอบครัวกินกัน



EM125.gif  EM125.gif

Posted by add on 26 Jan. 2008,21:32
โอ๋ย.. ได้ไงนี่   ไม่ย้อม ไม่ยอม  EM135.gif

         ว่าแต่ว่าเอากล้วยตากอะไรไปทอดล่ะปาเก้  กล้วยเล็บมือนางหรือเปล่า  พี่แอ๊ดว่ากล้วยพันธุ์นี้ทำกล้วยตากอร่อยมากเลยนะ  ทอดก็ยิ่งอร่อย   whisper.gif  สงสัยมันลูกเล็กกินหมดเร็วเลยรู้สึกว่าอร่อย อิอิ  laugh1.gif

        สวัสดีแมวเหมียว  หายไปหลายวันเลยนะ   EM144.gif

          คุณอิศราจะกลับมาเมืองไทย  พี่อยู่ใกล้ที่สุด  อยู่จันทบุรีค่ะ  ขับรถไปพัทยาก็ราวๆ 3 ชั่วโมง  แหะๆ   biggrin.gif

Posted by อิศรา on 27 Jan. 2008,00:38
smSL03.gif โย่ๆๆๆ ดีใจ EM133.gif  EM133.gif  EM133.gif  มีคนอยู่ใกล แล้ว พี่add มาเที่ยวบ้านไหมค่ะ มานอนค้างที่บ้านเลยค่ะ อิศรามีห้องให้นอนค่ะ  แล้วเพื่อนคนอื่นละค่ะ รายงานตัวเร็วๆค่ะใครอยู่ใกล้บ้างค่ะ EM110.gif  EM110.gif
Posted by แมวเหมียว on 27 Jan. 2008,11:07
สวัสดีค่ะพี่แอ๊ด แมวเหมียวหายไปนานจริงๆเหรอคะ  biggrin.gif

ตัวเองไม่รู้สึกว่าหายไปไหนนานเลย อิ อิ แค่นั่งพักเงียบๆหลังตู้เย็นเท่านั้นเองค่ะ  EM151.gif

สวัสดีค่ะ คุณอิศรา ดีใจด้วยนะคะที่จะได้กลับบ้าน  flo_1.gif

แมวเหมียวอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลมาก แต่จะไปได้หรือเปล่าน้า

ไว้ใกล้ๆวันนัดอีกหน่อยค่อยให้คำตอบนะคะ  EM142.gif

Posted by อิศรา on 27 Jan. 2008,15:24
คุณแมวเหมียว หลบไปนั่งทำไรหลังตู้เย็นค่ะ ออกมาเถ่อะค่ะ เดี๋ยวจะโดนจับแช่แข็งน่ะ EM144.gif

มีเสียงตอบรับสองคนแล้ว ดีใจจังที่มีเพื่อนอยู่ไม่ไกลกัน EM112.gif

Posted by KiLiN on 27 Jan. 2008,20:32
โอโฮ..เส้นมักกะโรนียาวจัง  แต่ท่าทางน่ากินนะ  EM149.gif
Posted by pakae on 27 Jan. 2008,21:49
ดีใจกับคุณอิศราด้วยนะค่ะที่จะได้กลับบ้าน     ตัวปาเก้ก็อยู่ไม่ไกลมาก    พี่แอ๊ดเดินทางสามชั่วโมง     ถ้าเป็นเราก็ไม่น่าเกินสองชั่วโมงนะ    วันนี้ก้อเพิ่งไปชลบุรีมา    ถ้าเป็นชลบุรีชั่วโมงนึงก็เหลือเฟือแว้ว smSL07.gif

        โอ๋ๆๆๆพี่แอ๊ด    แต่ช้าแต่   EM140.gif  เดี๊ยวจะนำรูปมาโชว์เน้อ    แมวเหมียวกับพิลอย่าลืมรอชิมนะ    วันนี้ก็ลองทำอีก   ลูกบอกว่าอร่อยกว่าเมื่อวาน   อุอุอุ    แสดงว่าฝีมือพัฒนาแล้ว   EM146.gif

Posted by pilgrim on 28 Jan. 2008,20:25
ถ้าพวกเรา จะนัดเจอกันกับคุณอิศรา พิลก็ยินดีค่ะ

ขอให้มีคนบอกทาง อิฉัน ถึงไหน ถึงกันค่ะ.... smSL03.gif

มารอชิม พระเจ้าช่วย...กล้วยทอด ของพี่ปาเก้ด้วยคนค่ะ

อ้าว...พี่แอ๊ด อย่าแย่งหนูกินหมดนะ

พี่แมวเหมียว ออกมาจากหลังตู้เย็นได้แล้วค่ะ...... EM121.gif

Posted by อิศรา on 29 Jan. 2008,02:48
สวัสดีค่ะพี่ KiLiN พี่แอ๊ด คุณpilgrim คุณ pakae คุณแมวเหมียว

วันนี้ไม่มีสูตรอาหารมาฝากน่ะค่ะ แต่มาด้วยความคิดถึงทุกคนค่ะ


คุณ pakae  อยู่ตรงไหนค่ะ อิศราอยู่  ตะเคียนเตี้ย ทางเข้าตลาดโรงโป๊ะค่ะ ห่างจากปากทางประมาณ3 กิโลเมตรค่ะ  เดี๋ยวก่อนวันขึ้นเครื่อง จะมาทิ้งเบอร์โทรไว้ค่ะ EM144.gif

Posted by แมวเหมียว on 29 Jan. 2008,10:49
EM135.gif ออกมาจากหลังตู้เย็นแล้วค่ะ

บ้านนี้ไม่มีใครกล้าจับแมวแช่แข้งหรอกค่ะคุณอิศรา เพราะว่าเค้ากลัวบาปค่ะ อิ อิ   biggrin.gif

ว่าแต่คุณอิศรายังหน้าตาเหมือนเดิมและไว้ผมทรงเดิมหรือเปล่าคะ  

whisper.gif เหมือนเดิมคือเหมือนในโลโก้น่ะค่ะ  laugh1.gif

EM130.gif

Posted by อิศรา on 29 Jan. 2008,20:10
สวัสดีค่ะคุณ แมวเหมียว  biggrin.gif   ออกมาจากหลังตู้เย็นแล้ว กลัวโดนแช่แข็งหรือค่ะ laugh1.gif


อิศราหน้าตา และทรงผมเหมือนเดิมค่ะ เหมือนอย่างที่เห็นในรูปเลยค่ะ

Posted by pakae on 31 Jan. 2008,11:07
คุณอิศราไม่ควรทิ้งเบอร์โทรไว้ที่หน้าเวปนะค่ะ     เดี๊ยวจะมีผู้หวังดีประสงค์ร้ายโทรไปหาโดยมิได้นัดหมาย  อิอิอิ biggrin.gif

       คุณอิศราส่งเบอร์มาทางจดหมายน้อยหรืออีแมวก็ได้ค่ะ    จะได้เขื่อใจได้ว่าทุกคนที่โทรมาหานั้นเป็นตัวจริง   smSL07.gif

        บ้านอยู่สมุทรปราการใกล้สุวรรณภูมิค่ะ     จึงขับรถไปชลบุรีพัทยาได้ง่าย    ขับไปแปปเดียวก้อถึงแล้ว     เดี๊ยวจะส่งเบอร์ไปให้คุณอิศราทางจดหมายน้อยแล้วกันนะค่ะ    พอคุณอิศรามาถึงเมืองไทยก็กริ๊งกร๊างมาได้เลย     แล้วจะได้โทรนัดหมายเพื่อนๆทุกคนอีกที fone01.gif

         พี่แอ๊ดเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเดินทางมาหาเพื่อนๆอยู่แว้ว   อิอิ Minigz2503.gif

          พิลก้อบ่ยั่น    เรื่องกินเรื่องเที่ยวขอให้บอก    พิลไม่ปฏิเสธอยู่แล้น smSL03.gif

        ส่วนแมวเหมียวไม่กล้าฟันธง     เดี๊ยวหมอตกงาน   ให้แมวเหมียวมาเฉลยเองแล้วกัน EM140.gif

       พี่ช้างอยู่ศรีราชา     จะว่างมาหาพวกเราหรือเปล่า    อันนี้บ่ฮู้เจงเจง     hehe.gif

          ส่วนคุณคิลิน   มะลาว   น้องแก้ว   คุณเมยาณีและพี่น้องผองเพื่อนท่านอื่นใด    ประสงค์จะลงชื่อร่วมขบวนการก้อขอเชิญส่งมาทางจดหมายน้อยหรืออีแมว    ไปทางคุณอิศราหรือปาเก้    หรือเพื่อนคนไหนก้อได้เน้อ EM142.gif

Posted by KiLiN on 31 Jan. 2008,21:56
อีแมว  ไม่มีจ้ะปาเก้  มีแต่ อีนังแมว...เหมียว hehe.gif

        เอ๊ะ...ยังไงเนี่ย เล่นคำไปเล่นคำมา   boogie.gif

Posted by อิศรา on 31 Jan. 2008,22:36
คุณ  กับพี่ KiLiN  ตกลงทั้งสองคนเลี้ยงเหมียวไว้รับส่งข่าวสารกันหรือค่ะ อิอิ

รอไว้นัดกันเรียบร้อย แล้วก็พากันมาที่บ้านเลยค่ะ บ้านหาไม่ยากเลย  ตกลงให้คุณ pakae เป็น fone01.gif  น่ะค่ะ biggrin.gif
อีกสองอาทิตย์เจอกันแน่นอนค่ะ

Posted by แมวเหมียว on 01 Feb. 2008,13:39

(KiLiN @ 31 Jan. 2008,21:56)
QUOTE
อีแมว  ไม่มีจ้ะปาเก้  มีแต่ อีนังแมว...เหมียว hehe.gif

        เอ๊ะ...ยังไงเนี่ย เล่นคำไปเล่นคำมา   boogie.gif

ไม่เห็นว่าจะเป็นการเล่นคำตรงไหน?

แล้วก็ไม่เข้าใจว่า"อีแมว" กับ"อีนังแมว..เหมียว" คำไหนจะสุภาพน่าฟังกว่ากัน

โปรดอธิบายหน่อยค่ะ EM151.gif

Posted by pakae on 01 Feb. 2008,13:53
ohman.gif  ตะแน่ว.....ขอโทษทีแมวเหมียว     คือพวกเราชอบเรียกล้อกันเล่นว่าอีแมวอีเมล์    ลืมแมวเหมียวไปเลยจริงๆ     ไม่ได้ว่าแมวเหมียวเลยนะเนี่ย     ยังไงก็ลืมคำนี้ไปแล้วกันนิ EM142.gif
Posted by pilgrim on 01 Feb. 2008,21:22
ask.gif  EM145.gif  flo_1.gif  EM144.gif
Posted by add on 01 Feb. 2008,22:32
ฮ่าๆ  ขำ คุณแมว  อิอิ  EM135.gif

           นัดกันไปเที่ยวอีกแล้วหรือนี่   EM126.gif

Posted by อิศรา on 02 Feb. 2008,00:46
biggrin.gif  biggrin.gif   อ่านไปก็ขำไปค่ะ วันนี้มีอาหารมาฝากกันค่ะ ยุติศึกกันก่อน หันมาจดสูตรไปทำทานกันค่ะ EM121.gif





“ข้าวห่อหมกทะเล” เข้มข้นรสเครื่องแกง













    สำหรับส่วนผสมมีดังนี้ (สำหรับ 2 ที่)
         
          พริกแกงเผ็ด      1 ช้อนโต๊ะ (หาซื้อได้ทั่วไป)
          ไข่ไก่               1 ฟอง
          กุ้ง                  5 ตัว
          ปลาหมึก          5 ชิ้น
          ปลากะพง         5 ชิ้น
          หัวกะทิ             1 ถ้วย
          น้ำปลา            1 ช้อนชา
          น้ำตาล            1 ช้อนชา
          ใบโหระพา        5 ใบ
          ผักกาดขาวหั่น   1 กาบ
          พริกชี้ฟ้าแดงหั่น 2 เม็ด
          ใบมะกรูดฉีก    2-3 ใบ
         
          เมื่อเตรียมส่วนผสมพร้อมสรรพแล้ว ก็ลงมือปรุงกันได้เลย โดยเริ่มจากนำหัวกะทิใส่ลงในกระทะ ตามด้วยพริกแกงเผ็ดแล้วผัดให้เข้ากันจนหอม จากนั้นใส่กุ้ง ปลาหมึก และปลากะพงลงไป พร้อมกับปรุงรสชาติด้วยน้ำปลา น้ำตาล และรอให้เดือดจึงค่อยใส่ผักกาดขาวลงไป ตอกไข่ไก่ใส่ตามลงไปด้วย จากนั้นก็เอาฝาหม้อมาปิดกระทะรอให้ไข่ไก่แห้ง ก็ใส่ใบโหระพา พริกชี้ฟ้าแดง และใบมะกรูด เท่านี้ก็เป็นอันว่าเสร็จได้ห่อหมกทะเล ร้อนๆ หอมๆ เข้มข้นเครื่องแกง กินพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ เอร็ดอร่อยอิ่มท้องกันไป

    Posted by แมวเหมียว on 02 Feb. 2008,15:17
    คำว่า"อีนัง.."ตามด้วยชื่อใครก็ตาม คงไม่ทำให้ผู้โดนเรียกหัวเราะร่าได้หรอกค่ะ

    คำๆนี้ มิตรคงไม่ใช้กับมิตร การล้อเล่นก็ควรจะมีขอบเขต ไม่งั้นพระพุทธองค์คงไม่กำหนดไว้ว่า
    "ปิยวาจา"เป็นหนึ่งในสังคหวัตถุ 4 ที่ผู้ครองเรือนควรจะยึดถือปฏิบัติ

    ศีลข้อ 4 ก็เป็นข้อควรปฏิบัติ ไม่ได้เฉพาะเวลานุ่งขาวห่มขาวเข้าวัดปฏิบัติรรมเท่านั้น ไม่ใช่เหรอคะท่านเจ้าบ้าน..


    ..ต้องขอโทษด้วย หากทำให้อาหารของคุณอิศรารสชาติอาจจะกร่อยลง

    ..ขอบคุณจ้ะปาเก้ คุณพิลที่เข้าใจความรู้สึก เราไม่มีอะไรติดค้างกันหรอกจ้ะปาเก้ flo_1.gif

    greet.gif

    Posted by KiLiN on 02 Feb. 2008,20:18
    อ้าว..ตะบะแตกแล้วเร้อะ   smSL11.gif

    โอ้ะ โอ๋ๆ....แต่ๆๆ ล้อเล่นหน่อยน่า

    ไม่ได้ว่าอะไรร๊อก   ขอโทษด้วยนะครับ ถ้าทำให้โกรธ tinyrose.gif  wave.gif

    Posted by แมวเหมียว on 03 Feb. 2008,11:00
    แมวเหมียวไม่ได้เป็นผู้บรรลุธรรมแล้ว(มีตบะแก่กล้า)  ยังคงเป็นคนธรรมดาที่มีความโลภ โกรธ หลงอยู่

    รู้ตั้งแต่แรกว่าคุณคิลินล้อเล่น แต่ที่ต้องประท้วงเพราะเห็นว่าคุณคิลินทำไม่ถูกต้อง

    และที่คุณคิลินขอโทษมานี่ คุณคิลินก็ไม่ได้ยอมรับว่าคุณคิลินทำไม่ถูก แค่ถ้าทำให้โกรธก็ขอโทษ แมวเหมียวจึงยังไม่เคลียร์คัท..

    พวกเราอยู่ในโลกไซเบอร์ ใครผ่านไปมา คนที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน เห็นคุณคิลินเจ้าบ้าน  เรียกผู้หญิงคนหนึ่งว่า อีนังแมวเหมียว

    ผู้อ่านอาจจินตนาการว่าผู้หญิงคนนี้ คงจะไม่ค่อยดีแน่  ซึ่งเป็นใครก็ต้องปกป้องเกียรติของตัวเอง

    ในทำนองเดียวกัน สมมติว่าพวกเราเล่นกันเรื่องงู แล้วแมวเหมียวเกิดพูดเล่นขึ้นมาว่า

    "บ้านนี้ไม่มีงูหรอกจ้ะปาเก้ มีแต่ไอ้เฒ่าหัวงูคิลิน"

    คุณคิลินจะทำตัวเป็นผู้บรรลุธรรมแล้ว นั่งนิ่งเฉยอยู่ได้มั้ยคะ?

    ถ้าตอบว่า "ได้"

    ก็โอเค เรื่องนี้ผ่านค่ะ EM151.gif

    Posted by แมวเหมียว on 04 Feb. 2008,11:40
    ขอมาต่ออีกนิดนะคะ  ..จะมาบอกคุณคิลินและเพื่อนๆว่าสิ่งที่แมวเหมียวคิดและอยากจะพูดก็ได้พูดหมดแล้ว EM145.gif

    ขออภัยเพื่อนๆหากทำให้วงแตก flo_1.gif

    และขออภัยกองเชียร์หากแมวเหมียวเหวี่ยงหมัดไปโดนใครบ้าง โดยไม่ได้เจตนา EM142.gif

    ขอเชิญทุกท่านชิมห่อหมกทะเลของคุณอิศรากันต่อได้แล้วค่ะ flo_1.gif

    wave.gif

    Posted by KiLiN on 04 Feb. 2008,21:50
    ดีๆ  จะได้เทศน์อีก

    ใช่แล้ว  ที่ขอโทษไปไม่ได้รู้สึกว่าตนเองทำผิด
    คำพูดคำเดียวกัน   จะผิดหรือไม่  ประการสำคัญอยู่ที่เจตนา
    คนฟัง  หรือผู้อื่นอาจจะรู้หรือไม่รู้ว่ามีเจตนาอะไร  แต่คนพูดเองย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าที่พูดไปมีเจตนาเช่นไร
    ผมพูดไป  ก็เพราะหยอกล้อเล่น  ไม่ได้พูดโดยเจตนาที่จะทำร้าย  จึงไม่ได้ผิดเพราะจะทำร้ายคน
    แต่..ผิดที่ประเมินผิด  พูดไปแล้วทำให้ผู้ฟัง  ไม่สบายใจ  เรียกว่าไม่ระมัดระวังพอ  วันหลังจะระมัดระวังให้มากกว่านี้  ที่ผ่านมาแทบไม่ระมัดระวังเลย  

    ประเด็นถัดมาที่ห่วงว่า  คนอื่นจะจินตนาการว่าไม่ดี
    ตรงนี้ก็ไม่ต้องห่วง  เพราะมีอยู่แล้ว  ห้ามคนอื่นคิดไม่ได้  
    คนเมื่ออ่านอะไรเห็นอะไร  ก็ย่อมมีโอกาสทั้งที่จะคิดดีหรือไม่ดีได้  อยู่ตลอดเวลา
    แต่ความเป็นจริง  ก็คือความเป็นจริง  ความเป็นจริงไม่ได้ขึ้นกับคำพูดของคน
    คนจะดีย่อมดีด้วยตนเอง  แม้คนอื่นจะพูดให้ไม่ดีก็ตาม
    หรือคนไม่ดียังไงก็ไม่ดี  ถึงจะพูดยอให้ดีอย่างไร

    โดยส่วนตัว  ตนเองไม่ได้เอาคำพูดของคนมาเป็นอารมณ์นานแล้ว  ตั้งแต่ยังไม่สนใจธรรมด้วยซ้ำ (ตรงนี้อาจเป็นลักษณะเฉพาะตัวด้วย)
    เพราะมีความรู้สึกว่า  เอาแน่อะไรกับคำพูดของคนไม่ได้  ต่อหน้าเห็นพูดดีกันจะตาย  แต่ลับหลังก็นินทาไม่เหลือ
    ผมจึงไม่ให้ความสำคัญว่า  ใครจะพูดดีหรือไม่ดีกับผมอย่างไร  แต่จะให้ความสำคัญว่าจริงๆแล้วเราเป็นคนอย่างไร
    พูดง่ายๆ  ไม่สนใจที่จะไปแก้ต่าง  ว่าใครพูดถูกพูดผิด  ซึ่งผู้หญิงจะเป็นมาก (ยอมไม่ค่อยได้  รู้อย่างนี้แล้วมาคิดได้ไงว่าผู้หญิงในบ้านฅนธรรมดาจะยอมได้ คิก)
    แล้วก็รู้สึกเบื่อและเหนื่อยที่จะต้องแก้ต่างกับคำพูดของคน
    ในชีวิตผมจึงไม่เคยรู้สึกเจ็บ  เพราะคำพูดของคนทิ่ม
    ในอดีต วิธีคิดของผม  ผมคิดเสียว่า ผมฟังไม่รู้เรื่อง  หรือพูดคนละภาษา  แล้วผมก็ปล่อยผ่านไป  ไม่รับไม่เก็บ  เลยไม่เกิดอะไรขึ้น

    แต่พอมาในทางธรรม  ผมก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่า  จริงๆแล้วเป็นปัญหาของคนพูด ไม่ใช่ปัญหาของคนฟัง
    คนที่จะพูดทิ่มคนอื่น  จิตตนเองจะคิดไม่ดี  คิดร้าย  นั่นคือเขาได้ทิ่มตนเองก่อนแล้ว  ถึงได้หลุดมาเป็นคำพูดทิ่มคนอื่นตามมา
    ทีนี้ก็อยู่ที่คนฟัง  จะฉลาดหรือโง่หลงกลตามเขา   เขาพูดทิ่มมา  ถ้าเราไม่รับไว้ซะอย่าง  เราก็ไม่โดนทิ่ม
    ปัญหา  คนทั่วไปไม่อย่างนั้น  อย่าว่าแต่ทิ่มต่อหน้าแล้วต้องรับเต็มๆเลย  แม้ไปแอบพูดแอบนินทา  คนเราก็ยังอุตส่าห์ขยันเอาหูไปสอดไปรับมาจนได้  นี่และหนา  พระท่านถึงว่า หูหาเรื่อง

    ส่วนคำพูดที่ว่า "บ้านนี้ไม่มีงูหรอกจ้ะปาเก้ มีแต่ไอ้เฒ่าหัวงูคิลิน"
    ถามว่ารู้สึกอย่างไร  ตอบ  รู้สึกเฉยๆ
    ถ้าเป็นได้ยินที่อื่น   ผมก็แค่ผ่านไป  แล้วไม่เข้าไปอีก
    ถ้าเป็นในบ้านฅนธรรมดา  ก็ต้องดูว่า  ทำให้บรรยากาศในบ้านเสียไปมั้ย  ถ้าไม่ก็ช่างมัน  ถ้าใช่ก็ลบทิ้ง  แค่นั้นเอง greet.gif

    Posted by pakae on 05 Feb. 2008,12:34
    อืม....แปลกใจนิดนึงว่าพวกเราหลายๆคนที่เป็นผู้หญิงในบ้านนี้      เคยบอกหรือแสดงหรือเปล่าว่าจะยอมให้ใครมาด่าว่าพูดอะไรก็ได้     โดยที่จะไม่นำคำพูดนั้นมาเป็นอารมณ์     และไม่สนใจที่จะไปแก้ต่างใดๆ     ประหนึ่งว่าเราเป็นผู้ดวงตาเห็นธรรม EM145.gif

            ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณคิลินอาจประเมินผิดไปค่ะ     แต่ขอยกเว้นไว้สำหรับท่านใดที่ยอมรับได้ flo_1.gif

             ถ้ามีคนมาพูดจาเยินยอเราอาจจะชอบ เป็นธรรมดาของมนุษย์ย่อมต้องการคำพูดหวานหู     แต่คนปากหวานอาจไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่นัก     เพราะอาจจะเคลือบไว้ด้วยยาพิษ     ถ้าเป็นคำพูดแบบนี้เราย่อมเมินเฉยได้เพราะอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้      ตัวเราเองเท่านั้นที่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง biggrin.gif

             แต่ในทางกลับกันถ้าอยู่ดีๆมีคนมาใช้คำพูดที่ไม่ถูกต้องในธรรมเนียมปฏิบัติ     เช่นหมายถึงในอดีตการจะเรียกใครว่าอีคนนั้นอีคนนี้ก็ไม่เป็นไร     เพราะเขาเรียกกันอย่างนั้นทุกคน

             ต่อมายุคสมัยเปลี่ยนไป    คำๆเดียวกันไม่ใช่คำที่เรียกขานหรือเรียกแล้วเป็นคำที่ไม่สุภาพ     เราจึงเลิกที่จะไปเรียกใครๆว่าอีคนนั้นอีคนนี้    แล้วเมื่อมีคนมาเรียกเราอย่างนี้เราจึงไม่ยอม เช่นนี้แล้วเราย่อมนิ่งเฉยไม่ได้     ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้จักยอม

               การยอมของคนเรานั้นมีหลายประเภท   yin-yang.gif    

               เรายอมให้พ่อแม่ดุด่าว่ากล่าวได้โดยไม่โกรธ    เหตุเพราะท่านเป็นผู้มีพระคุณและเลี้ยงดูเรามา EM145.gif

             หรือ เรายอมให้ปู่ย่าตายายพี่ป้าน้าอาดุด่าว่ากล่าวเราได้บ้าง   อย่างนี้เป็นต้น

             แต่ถ้าเป็นคนอื่นๆทั่วไปเชื่อว่าคงไม่มีใครยอมนิ่งเฉยอยู่ได้     ถ้าอยู่ดีๆมีใครก็ไม่รู้ว่าต่อว่าเราให้เสียหาย    เราย่อมมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะปกป้องตัวเอง

             ยกตัวอย่างเช่น     เมื่อหลายปีมาแล้วตัวเองกำลังถอยรถจะเข้าไปจอดในบ้าน     บ้านอยู่ริมถนนมีรถวิ่งผ่านไปมาตลอดเวลา     เราก็คอยเวลารถว่างและต้องรีบถอยรถเข้าไปให้ทัน   ไม่เช่นนั้นจะมีรถมาเราก็ถอยรถเข้าบ้านไม่ได้สักที     เวลานั้นก็มีรถจักรยานรีบปั่นแทรกเข้ามาทันที     เราก็ตกใจหยุดรถทันที    ยังไม่ทันที่เราจะอ้าปากพูดอะไร     คนๆนั้นก็ตะโกนด่าเราทันที  

            เราจึงรีบถอยรถเข้าบ้าน     แล้วเดินไปที่ป้อมตำรวจซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก     ให้ไปจับนายคนนั้นมาตักเตือนถ้าไม่เชื่อฟังให้ปรับ    ตำรวจก็อึ้งๆขำๆ     ว่าแหมคำด่าแค่นี้     ต้องให้ไปจับด้วย   ไม่ได้ทะเลาะวิวาทกันสักกะหน่อย

            จึงบอกตำรวจไปว่า    ถ้าคุณไม่ไปจับหรือไปตักเตือน    คุณจะถูกร้องเรียนว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบ    

             คำที่ว่านี้ในหมู่เพื่อนฝูงอาจเป็นคำรรมดามากเลย    ที่จะตะโกนด่ากัน    แต่เหตุการณ์นี้เราจะนิ่งเฉยไม่ได้     เพราะไม่เช่นนั้นใครจะตะโกนด่าเราก็ได้    คนแถวนั้นเขาจะคิดยังไงที่เรายอมให้คนเขามาตะโกนด่าได้    เขาจะคิดเองเออเองว่าใครจะด่าว่าเราก็ไม่โกรธ    ที่เรียกตำรวจไม่ใช่ว่าร้ายหรือแสดงความยิ่งใหญ่ของตัวเอง     แต่เป็นการปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองมากกว่า

           ที่จริงแล้วตั้งใจว่าจะวางเฉยไม่พยายามเข้ามายุ่งเกี่ยวในเหตุการณ์นี้    ถึงจะโดนนำชื่อเข้าไปกระแทกไปกระแทกมาก็ตาม cry2.gif

          ที่เฉยอยู่เพรารู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นคนเริ่มต้นคำ    ถึงจะไม่เจตนาแต่ก็ถือว่ามีส่วนอยู่    

             อยากจะขอร้องแกมบังคับคุณคิลินว่า    ผู้หญิงก็คือผู้หญิง    ผู้หญิงมีความละเอียดอ่อนอยู่ในตัว  

                ดั่งคำที่ว่า"จิตมนุษย์นี้ไซร้อยากแท้หยั่งถึง"   ไม่เว้นแม้แต่หญิงชาย hehe.gif

            แล้วคุณคิลินจะคิดไปได้เช่นไรว่าคำพูดเช่นนั้นผู้หญิงในบ้านนี้ต้องยอมให้ได้     นึกไม่ออกจริงๆว่ามีใครเคยแสดงว่าเป็นคนเช่นนั้น   แล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณคิลินถึงไม่เข้าใจความรู้สึกพิ้นฐานธรรมดาเช่นนี้ไปได้       หรือคุณคิลินอาจจะทดสอบจิตใจพวกเราว่าแฃ็งแกร่งดั่งหินผาหรือไม่    จะหวั่นไหวกับคำคนหรือเปล่า    ถ้าเป็นเช่นนั้นนับว่าช่างทำให้คุณคิลินผิดหวังเสียจริง    ohman.gif

               ไม่ได้เข้ามาเพื่อต่อว่าคุณคิลิน    เพียวแต่รู้สึกเสียดายความสัมพันธิ์อันดีที่เคยมีต่อกัน    เราจะเฉยๆทำไม่รู้ไม่ชี้แล้วก็มาเขียนโน่นเขียนนี่ไปตามเรื่องก็ได้      แต่ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกเลยจริงๆ     คุณคิลินจะหยอกจะล้อเล่นนั้นย่อมยินดีอยู่แล้ว     เพียงแต่อยากให้เข้าใจในความเป็นผู้หญิงอาจมีความคิดมากอยู่บ้าง    คนเราต้องไม่เอาความรู้สึกตนเองไปตัดสินหรือคิดแทนคนอื่น     ตัวเราเองบางทียังไม่เข้าใจตัวเองเลย     แล้วเราจะไปเข้าใจคนอื่นได้อย่างไร    ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี EM139.gif

    Posted by แมวเหมียว on 05 Feb. 2008,13:24

    (KiLiN @ 04 Feb. 2008,21:50)
    QUOTE
    ดีๆ  จะได้เทศน์อีก

    สาธุๆๆๆ.. flo_1.gif

    หลงพี่ไม่ขึ้นธรรมมาสน์มานานมากแล้ว ลูกบ้านก็เลยโง่เป็นแถวๆ

    เอ่อ หมายถึงแมวเหมียวคนเดียวแหละค่ะ biggrin.gif

    ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี ที่คุณคิลินประเมินแมวเหมียวไว้สูงเกินจริง laugh1.gif  laugh1.gif

    flo_1.gif ปาเก้จ๋า จบแล้วจ้า  พอแล้วๆ เราไม่โกรธคุณคิลินแล้วหล่ะ EM145.gif

    whisper.gif  ปล่อยให้หลงพี่แกไปกินไก่ไหว้เจ้าตรุษจีนก่อน

    แล้วค่อยกลับมาขึ้นธรรมมาสน์ต่อนะคะหลงพี่  biggrin.gif




    ขอให้ ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้กันทุกๆคนนะคะ

    tinyrose.gif  tinyrose.gif  tinyrose.gif

    Posted by pilgrim on 05 Feb. 2008,16:00

    ก่อนอื่น ขอติดกัณฑ์เทศก่อนจ้า EM145.gif

    แล้วไหน ได้ยินใครเรียกหาตำรวจ..อิๆๆๆๆ..


    ย้อเย่นน่า......... flo_1.gif
    เอาเป็นว่า พวกเราผ่านด่านทดสอบการปฏิบัติว่าด้วยเรื่องการละความโกรธและการข่มใจกันทุกคนนะคะ

    เสร็จแล้วก็ขออวยพร Happy Chinese New year ซินเหนียนไคว่เล่อ ค่ะ


    จะมีใครส่งไก่ ขนมเข่ง ขนมเทียนมาให้หนูกินบ้างไหมเนี่ย...แฮ่ๆๆ....

    Posted by add on 05 Feb. 2008,22:23
    อุยๆ เจ็บๆคันๆ แฮ่ๆ   hehe.gif   เข้ามาไม่ได้วันสองวัน  ถึงกับมีเทศน์เลยหรือนี่   hehe.gif

              แหมเป็นธรรมชาตินะฮ้า  พวกผู้หญิงก็ต้องละเอียดอ่อนหน่อย   ดิฉันแค่ตุ๊กตาปูนตัวจิ๋วหายตัวเดียวยังร้องไห้โฮๆ  ยังกะญาติเสีย แฮ่ๆ  แต่ถ้าพวกผู้ชายเป็นแบบเราละก๊อ...น่าคิดนะสินะ เหอๆ

                ฮ่าๆ  พิลเหมาเอาเลยเหรอว่าผ่านด่านแล้ว ยังกะเล่นเกมเลยแฮะ  laugh1.gif

             โอย วันนี้พี่ยุ่งมากๆ   วันนี้วันจ่าย  คนเต็มตลาด  ของก็แพงมาก  ขึ้นราคาเยอะแยะไปหมด  หมูราคากิโลละ 100 กว่าบาท   แต่คนก็ยังซื้อไปไหว้กันมากมาย   เจ๊เล็กขายกล้วยหอมหวีใหญ่ๆ หวีละตั้ง 50 บาท  คนร้องว่าแพงแต่ก็ซื้อ  เจ๊เล็กบอก "ฉันซื้อมาแพงย่ะ  ต้นทุนกิโลละ 12 บาทแล้ว" (เพิ่งเคยได้ยินเหมือนกันว่ากล้วยหอมขายเป็นกิโล)  วันวุ่นวายแต่ก็สนุกดีจ้ะ

                 ที่จริงว่าจะถ่ายรูป คุณยาย คุณพี่สาว  นั่งห่อขนมเทียนมาให้ดู  แต่ดันลืมเอากล้องไปสวนน่ะสิ   เสียดาย  รอดูขนมเข่งของปาเก้แล้วกัน

                 ขอให้น้องพี่ พี่น้องเฮงๆกันทุกคนนะจ๊ะ  กินขนมเทียน เป็ดไก่ให้อร่อยนะ   EM146.gif  (อ้าวพิลไม่มีขนมกินเหรอ  ไปหาปาเก้สิ  รับรองอิ่ม  EM127.gif )

    Posted by อิศรา on 05 Feb. 2008,22:34



    มาอวยพรให้กับทุกคนค่ะ แล้วพร้อมกันนี้ก็มาขอขนมทานด้วย จะมีใครใจดีบ้างไหมหนอที่จะเก็บขนมเข่งไว้ให้ทาน EM145.gif  boogie.gif

    พร้อมกันนี้ก็ดีใจค่ะที่เพื่อนๆพี่ๆเข้าใจกันดีแล้ว ที่หายไป ไม่ได้ไปไหนค่ะ ไปนั่งแอบอยู่ข้างหลังพี่แอ๊ดมา biggrin.gif

    Posted by pakae on 05 Feb. 2008,23:48
      ซินเจียยู่อี่   ซินนี้ฮวดใช้ เฮงๆๆๆรวยๆๆกันทั่วหน้าจ้า EM142.gif

               วันนี้ยุ่งจริงๆอย่างที่พี่แอ๊ดว่านะแหล่ะ     กล้วยหอมที่จันทน์หวีละห้าสิบบาทนะไม่แพงหรอกเพราะที่นี่หวีละเจ็ดสิบบาท  เอื๊อก ohman.gif     อะไรๆก็แพงไปหมด      เคยขำลูกค้าคนนึงมีติดสินบนเจ้าว่าถ้าขายไม่ดีจะไม่มีเป็ดไก่มาไหว้    ต้องทำให้ขายดีๆ laugh1.gif

              โห....พี่แอ๊ดไปดูคุณยายกับพี่สาวอย่างเดียวได้ไง    อยากเห็นคุณยายอ่ะ    ไม่ยอมด้วยละต้องลงโทษพี่แอ๊ด   ด้วยการยกพลไปถล่มบ้านพี่แอ๊ด อิอิอิ biggrin.gif

             ดีใจด้วยนะที่แมวเหมียวอารมณ์ดีแล้ว     ปีนี้เป็นปีหนูทองเราต้องเตรียมอารมณ์ของเราให้เบิกบานรับความสุขในวันปีใหม่จีนที่กำลังจะมาถึงจ้า EM140.gif

           ได้เลยๆพิลเดี๊ยวจะส่งไก่เป็ดหมู   ขนมเข่งขนมเทียนไปให้ EM131.gif     เดี๊ยวจะลงรูปขนมเข่งยั่วน้ำลายพลางๆไปก่อน boogie.gif

             ฮ่าๆๆๆขำคุณอิศรา    ขวัญกระเจิงแอบหลังพี่แอ๊ด   ว่าแต่ว่าแน่ใจเปล่าว่าหลบพ้น    พี่แอ๊ดนะตัวนิดเดียว    ต้องมาหลบหลังเราเนี่ยหลบพ้นแน่  smSL11.gif

           คุณอิศราได้รับเมล์แล้วยัง    ไม่รู้ใครเป็นพี่เนอะแต่คาดว่าเราน่าจะเป็นพี่นิ    ส่งเบอร์โทรศัพท์ไปให้ถ้าคุณอิศรายังไม่เปลี่ยนใจที่อยากจะเจอพวกเรา laugh1.gif

           
                 
             



         ปีนี้ตั้งใจว่าจะทำขนมเข่งกินเอง     เริ่มลงมือทำปีนี้นวดแป้งเนียนมาก   ภูมิใจสุดๆอิอิ



                         


           
                            



             สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี    เชิญคุณคิลินและพี่น้องผองเพื่อนทุกคนมารับประทานร่วมกัน     ขอให้ร่ำรวยมีกินมีใช้มีความสุขกันทั่วหน้านะค่ะ tinyrose.gif  tinyrose.gif  tinyrose.gif  tinyrose.gif  tinyrose.gif

    Posted by แมวเหมียว on 06 Feb. 2008,12:26
    biggrin.gif ขนมเข่งปาเก้สวยน่ากินจัง ขอหม่ำมั่งๆ EM151.gif ต้องกินน้ำตามเยอะๆหน่อยยังเจ็บคออยู่(ฮิ ฮิ )

    มานั่งล้อมวงกันทั่วหน้าแล้ว ก็ขอนินทาต่อประสาผู้หญิง..

    whisper.gif ความจริงที่แมวเหมียวหายโกรธคุณคิลินแล้ว ไม่ใช่ว่าได้สดับตรับฟังพระธรรมเทศนาแล้วเกิดดวงตาเห็นธรรมก็หาไม่นะพี่น้อง

    คือหายโกรธแกตั้งแต่ก่อนจะได้ฟังธรรมซะอีก

    ในตอนนั้นระหว่างที่รู้สึกเจ็บแค้นเคืองโกรธว่าทำไมคุณคิลินแกถึงได้

    ใช้คำพูดแบบนี้กับเราได้น้า ทำไมแกถึงได้มารู้สึกสนิทสนมกับเราจนถึงขั้นเอาปากอีโต้ขึ้นสนิมมาฟันเราเล่นๆได้

    แล้วก็นึกถึงที่เคยมีคนถามว่าทำไมคุณคิลินแกปากจัดจัง  

    อยู่ๆแมวเหมียวแว่บขึ้นมาได้ ถึงเรื่องที่คุณคิลินเคยเล่าไว้ในบ้านที่ไหนสักแห่งว่า

     ask.gif ตอนเด็กๆแกชอบแหย่เพื่อนผู้ชายที่ตัวโตกว่า วันหนึ่งเพื่อนเกิดโมโหมาก จนบีบคอแกเกือบตาย ตั้งแต่นั้นมาแกก็ไม่กล้าแหย่เพื่อนคนนั้นอีกเลย hehe.gif

     นึกถึงเรื่องนี้แล้วแมวเหมียวก็ขำ จนเกิดดวงตาเห็นธรรมว่าปากคุณคิลินแกเป็นเช่นนี้เอง ถ้าแกแก้ไขได้คงแก้ไปแล้ว ตั้งแต่โดนเพื่อนบีบคอ แทบตายในคราวนั้น

    แต่นี่มันแก้ไม่ได้แล้ว เราจะเจ็บแค้นเคืองโกรธจนฆ่าแกให้ตายไปก็คงเป็นบาปกรรมเปล่าๆ ก็เลยหายโกรธค่ะ laugh1.gif

    อิ อิ คุณอิศราไม่กล้าไปแอบหลังตู้เย็น กลัวโดนหมัดแมวเหรอคะ ถึงได้ไปแอบหลังพี่แอ๊ดน่ะ   smSL07.gif

     couch.gif หลบก่อนกลัวโดนอีโต้อีกรอบ  rasp.gif

    Posted by อิศรา on 07 Feb. 2008,22:05
    รวมใจจัดหาหนังสือเข้าห้องสมุด แบ่งปันน้ำใจให้กับเด็กๆค่ะ


    < http://mblog.manager.co.th/phakri/th-417/ >

    Posted by อิศรา on 08 Feb. 2008,00:34
      สดใสด้วยเครื่องดื่มม็อคเทล “จูซซี่ ลิปส์”









      โดย กุ๊กเล็ก

      ส่วนผสม
           
            น้ำองุ่นแดง 1/2 ออนซ์
            น้ำแครนเบอรี่ ½ ออนซ์
            น้ำส้ม 3 ออนซ์
            น้ำสับปะรด 2 ออนซ์
            น้ำทับทิม 1 ออนซ์
            น้ำมะนาว ½ ออนซ์
            นมสด 1 ออนซ์
            น้ำเชื่อม 1 ออนซ์
           
            *** หมายเหตุ 1 ออนซ์ เท่ากับ 2 ช้อนโต๊ะ***
           
            วิธีทำ
           
            นำส่วนผสมทั้งหมด ได้แก่ น้ำองุ่นแดง น้ำแครนเบอรี่ น้ำส้ม น้ำสับปะรด น้ำทับทิม น้ำมะนาว นมสด และตบท้ายด้วยน้ำเชื่อม มาเทผสมรวมกันในแก้วจากนั้นเทน้ำแข็งใส่ลงไปแล้วปิดปากแก้วก่อนทำการเขย่าให้เข้ากัน เทใส่แก้วและตกแต่งให้สวยงามด้วยผลเชอรี่สีแดง และใบสาระแหน่ เป็นอันเสร็จ ดื่มรับความสดชื่นแจ่มใสได้ทันที.

      Posted by pakae on 08 Feb. 2008,10:27
      สวัสดีวันดีๆค่ะทุกคน EM140.gif

                เจ็บคอหายหรือยังแมวเหมียว     ถ้ายังไม่หายดื่มน้ำก่อน EM151.gif      บอกแล้วว่าปีนี้เรานวดแป้งได้สวยงามมาก อิอิอิ ไม่ได้โม้ laugh1.gif

               ถึงจะสวยงามในความเข้าข้างตัวเองยังไง  biggrin.gif     คงจะสู้ของคุณยายพี่แอ๊ดไม่ได้หรอก    เพราะอย่างคุณยายต้องเข้าขั้นปรมาจารย์แล้ว flo_1.gif

                อิ่มขนมเข่งแล้วยังพิล    ถ้ายังไม่อิ่มยังมีอีกนะ EM131.gif

                 มะลาวมาแวปๆๆหายไปอีกแล้ว   รวมทั้งเพื่อนๆอีกหลายคนที่หายไปด้วย fone01.gif

             เมื่อวานนี้ได้คุยกับคุณอิศรา    คุณอิศรามีโครงการเมื่อมาถึงเมืองไทยคือนำหนังสือไปให้โรงเรียนที่ขาดแคลน ICON015.gif

              คุณอิศราเลยฝากบอกเพื่อนๆด้วยว่าใครสนใจจะร่วมโครงการไปด้วยกัน    ในวันที่  23   ก.พ.  51    ที่จะถึงนี้เป็นการนัดพบกันด้วยเห็นว่าจะนัดเจอกันที่พัทยา    แล้วไปปราจีนด้วยกัน    เพื่อนๆคนไหนว่างไม่ว่างอย่างไรเดี๊ยวนัดกันอีกทีแล้วกันนะ EM139.gif

      Posted by วันดี on 09 Feb. 2008,08:54
      ทำไม้  ไม่มีใครนัดกันที่ภูเก็ตบ้างน้า...
      Posted by pakae on 09 Feb. 2008,12:29
      laugh1.gif ฮ่าๆขำพี่วันดี     ถึงว่าสินะต้องโทษพวกเราที่อยู่ไกลภูเก็ตไปหน่อย อิอิอิ biggrin.gif

               ถึงพี่วันดีจะอยู่ภูเก็ตแต่ก็ได้พบหลายคนเหมือนกันนะ     พี่เพิ่งกับรจนาใช่ไหมค่ะ EM139.gif

              ว่าแต่ว่าพี่สนใจจะมาพบกับพวกเราไหมค่ะ Minigz2503.gif

      Posted by add on 10 Feb. 2008,21:42
      โอ้โฮ   ปาเก้ทำขนมเข่งมีอาชีพจังเลย  เหมือนที่เขาขายตามตลาดเลยน่ะ  แต่พี่ชอบขนมเข่งสีน้ำตาลอ้อยน่ะ  

                 ขนมเทียนของแม่กับพี่สาว  ถึงใจมาก  ไส้ใหญ่เบ้อเร่อ  ไส้เค็มเผ็ดพริกไทยถึงใจ   ไส้หวานไม่หวานมากจ้ะ  อร่อยๆ  พี่บอกแม่ปีหน้าทำอีกนะ  แม่บอก  "เฮ้อ  แม่จะทำเป็นปีนี้เป็นปีสุดท้ายละ"   เราเลยบอกว่า "โธ่แม่  พอแม่อายุ 90 แม่ก็บอกว่า แม่ทำเป็นปีสุดท้ายอีกนั่นแหละ" อะเหอๆ flo_1.gif (ตอนนี้แม่อายุ 83 ปีจ้ะ)

              พี่แอ๊ดคงจะไปเจอคุณอิศราวันเสาร์ไม่ได้แน่เลย พอดีวันเสาร์ยุ่งมากเลยล่ะค่ะ  ต้องขอโทษด้วย   EM145.gif

              สวัสดีค่ะพี่วันดี   tinyrose.gif

      Posted by วันดี on 11 Feb. 2008,14:57
      เอางี้ดีกว่า  เวลาพี่เข้ากรุงเทพ  แล้วโทรนัดกัน แบบที่คนอยู่ต่างประเทศเขากลับมาบ้าน  ง่ายกว่านะ  เพราะถ้าถือว่าพี่เป็นคนอยู่กับที่แล้วอดทุกทีเลย  

      คุยกันให้สนุกนะ

      Posted by sweet lemon on 12 Feb. 2008,01:57

      (pakae @ 08 Feb. 2008,10:27)
      QUOTE
      สวัสดีวันดีๆค่ะทุกคน EM140.gif

                เจ็บคอหายหรือยังแมวเหมียว     ถ้ายังไม่หายดื่มน้ำก่อน EM151.gif      บอกแล้วว่าปีนี้เรานวดแป้งได้สวยงามมาก อิอิอิ ไม่ได้โม้ laugh1.gif

               ถึงจะสวยงามในความเข้าข้างตัวเองยังไง  biggrin.gif     คงจะสู้ของคุณยายพี่แอ๊ดไม่ได้หรอก    เพราะอย่างคุณยายต้องเข้าขั้นปรมาจารย์แล้ว flo_1.gif

                อิ่มขนมเข่งแล้วยังพิล    ถ้ายังไม่อิ่มยังมีอีกนะ EM131.gif

                 มะลาวมาแวปๆๆหายไปอีกแล้ว   รวมทั้งเพื่อนๆอีกหลายคนที่หายไปด้วย fone01.gif

             เมื่อวานนี้ได้คุยกับคุณอิศรา    คุณอิศรามีโครงการเมื่อมาถึงเมืองไทยคือนำหนังสือไปให้โรงเรียนที่ขาดแคลน ICON015.gif

              คุณอิศราเลยฝากบอกเพื่อนๆด้วยว่าใครสนใจจะร่วมโครงการไปด้วยกัน    ในวันที่  23   ก.พ.  51    ที่จะถึงนี้เป็นการนัดพบกันด้วยเห็นว่าจะนัดเจอกันที่พัทยา    แล้วไปปราจีนด้วยกัน    เพื่อนๆคนไหนว่างไม่ว่างอย่างไรเดี๊ยวนัดกันอีกทีแล้วกันนะ EM139.gif


      น้าปาเก้จ๋า มะลาวตอบคำถามน้าปาเก้อยู่ที่ห้องโฟโต้ช้อปแล้วนะค่ะ มะลาวไม่ได้หายไปจักโหน่ย  ไปดูดิ ว่ามะลาวทำหยังอยู่นั่น ปั๋ดเด๋วงอนซะนี่   greet.gif

      อนุโมทนาบุญด้วยนะค่ะคุณอิศรา  bowsdown.gif

      สวัสดีทุกท่านค่ะ  rasp.gif

      Posted by pilgrim on 12 Feb. 2008,21:15
      สวัสดีค่ะทุกๆ ท่าน

      กินขนมเข่ง ขนมเทียนซะอิ่มแปล้ นอนจุกอยู่หลายวันเลยค่ะ แหะๆๆ ทำไมไม่ส่งไก่มาให้ด้วยล่ะ พี่ปาเก้

      น้องมะนาว พี่แมวเหมียว พี่แอ๊ด พี่วันดี คงกินกันอิ่มเหมือนกันนะคะ

      พิลจะมาส่งข่าว พร้อมขอโทษคุณอิสราด้วยค่ะ ด้วยเวลาที่นัดกันมันประจวบเหมาะกับที่พิลจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ชีพจรลงเท้าอีกแล้วค่ะ ต้องขออภัยด้วยนะคะ

      ฟังจากที่คุณอิศราจะไปทำบุญบริจาคหนังสือก็น่าสนุกนะคะ พิลเคยไปกับที่ทำงานแถวสุโขทัย ด่านช้างสุพรรณบุรี กับ ลพบุรี ด้วยค่ะ ตอนนั้นก็เป็นบรรยากาศที่น่าประทับใจมากเลย

      โดยเฉพาะที่ด่านช้าง สุพรรณบุรี เราไปค้างคืนกันด้วย ก็นอนกันตามห้องเรียนแหละค่ะ มีจัดเล่นกีฬา พวกผู้ชายเตะบอลกับเด็ก ส่วนผู้หญิงกับเด็กๆ ก็เป็นกองเชียร์กับกองกิน(ข้างสนามบอล) เวลาอาบน้ำก็อาบน้ำตุ่มแบบกลางแจ้ง โห...ได้บรรยากาศเหมือนตอนไปค่ายชนบทเลย คิดถึงบรรยากาศค่ายจริงๆ ตอนนั้น เพิ่งรู้ว่าชีวิตนักเรียน นักศึกษาเป็นอะไรที่บริสุทธิ์ใจและสนุกมากๆ

      แม้เราจะยังไม่มีโอกาสได้เจอกัน พิลก็ขอให้คุณอิศราอยู่ในเมืองไทยอย่างมีความสุขนะคะ ขอกุศลผลบุญน้อมนำให้คุณอิศราและคณะประสบแต่สิ่งดีๆ ค่ะ

      Posted by pakae on 13 Feb. 2008,18:29
      สงสัยวันนัดพบครั้งนี้คงจะไม่สำเร็จ     เนื่องจากสาวๆทั้งหลายมีนัดกันหมด     พอดีวันนัดกระทันหันไปนิดนึง     แต่ละคนคิวทองทั้งนั้นต้องจองตัวกันนานๆค่า fone01.gif

             ยินดีค่ะพี่วันดี    ถ้าเข้ากรุงเทพเมื่อไหร่    ก็บอกมาได้เลยเดี๊ยวจัดให้  อิอิอิ EM140.gif

               ที่ไม่ได้ส่งไก่ไปให้พิลด้วย     เพราะปีนี้ไม่ได้ทำเองซื้อเอาจากห้าง     แต่ผิดหวังอ่ะเพราะต้มมาดิบมาก  ohman.gif    น่ากลัวไข้หวัดนกทีเดียว      คาดว่าต่อไปคงต้องต้มเองทั้งหมดอีกแว้ว  EM131.gif

              คุณอิศรายังอยู่เมืองไทยอีกหลายวันไหมค่ะ     ลองนัดวันกันใหม่อีกครั้งแล้วกันนะค่ะ     เพราะเป็นวันหยุดต่อกันหลายวันเพื่อนๆเลยมีนัดกันก่อน     เพื่อนๆทุกคนอยากพบคุณอิศราทั้งนั้นเลยค่ะ EM142.gif

      Posted by อิศรา on 17 Feb. 2008,18:59





      วันนี้ได้ออกเดินทางจากเยอรมันสู่เมืองไทยแล้วค่ะ วันจันทร์เที่ยงๆก็ถึงเมืองไทย แล้วอย่างไรนัดกันอีกทีค่ะ คิดถึงทุกคนค่ะ จุ๊บบบบ flo_1.gif  flo_1.gif  flo_1.gif [img]

      20.15 น ของเยอรมันเครื่องออกจากรันเวย์ 11.55 น ของวันจันทร์ เครื่องลงสู่พื้นสนามบินสุวรรณภูมิค่ะ  TG 923  เบอร์โทร ขอได้จากพี่ปาเก้ค่ะ อิศราไปก่อนค่ะ แล้วพบกัน EM145.gif  EM142.gif

      Posted by pakae on 17 Feb. 2008,21:15
      ยินดีต้อนรับค่ะคุณอิศรา  จุ๊บๆๆๆ flo_1.gif
      Posted by add on 17 Feb. 2008,23:01
      ถึงแม้ว่า จะไม่ได้เจอกัน  ก็ขอต้อนรับคุณอิศรากลับสู่เมืองไทยค่ะ  flo_1.gif
      Posted by แมวเหมียว on 18 Feb. 2008,09:29
      flo_1.gif ยินดีต้อนรับคุณอิศราสู่เมืองไทยเช่นกันค่ะ tinyrose.gif

      ขอให้มีความสุขนะคะ   EM112.gif

      Posted by อิศรา on 26 Mar. 2008,15:10
      เนื้อสันในกับตับห่านราดซอสมาเดร่า









      ส่วนผสม



      เนื้อสันใน filet tournedos 240 กรัม
      ตับห่าน 90 กรัม
      ไวน์มาเดร่า 1/4 ถ้วย
      เห็ดทรัฟเฟิล 1/2 ช้อนโต๊ะ
      ซอสมาเดร่า 1/2 ถ้วย
      เนยชนิดไม่เค็ม 2 ออนซ์
      เกลือ
      พริกไทย
      น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ


      วิธีทำ

      หมักเห็ดทรัฟเฟิลหั่นชิ้นบางในไวน์ มาเดร่า
      หมักตับห่าน ในไวน์มาเดร่าที่เหลือจากหมักทรัฟเฟิลประมาณ 10 นาที
      นำเนื้อที่หมักแล้วโรยด้วยเกลือ พริกไทย แล้วจี่กับเนยบนกระทะให้สุกตามต้องการ ยกเนื้อออก แล้ว deglaze กระทะด้วยไวน์มาเดร่า ที่ใช้ในการหมัก ตับห่าน
      เติมซอสมาเดร่าเคี่ยวจนรสชาติได้ที่ แล้วกรองเอาตะกอนทิ้งใส่ทรัฟเฟิลลงไปแล้วปล่อยทิ้งไว้
      จี่ตับห่านในกระทะอีกใบจนสุก
      นำตับห่านวางบนเนื้อสเต็ก ราดด้วยน้ำมันที่ได้จากการทอดตับห่านจัดวางบนจาน แต่งด้วยทรัฟเฟิล ราดซอส แล้วเสิร์ฟได้เลย




      ที่มาข้อมูล :นิตยสาร Harper's Bazaar ฉบับภาษาไทย

      Posted by อิศรา on 27 Mar. 2008,18:49
      SURF & TURF / เนื้อสันในย่างกับกุ้งใหญ่ล









      Surf & Turf ซึ่งเป็นอาหารจานหลักดูน่าชิมด้วยลูกผสมของเนื้อวัวและกุ้งตัวใหญ่ซึ่งถูกหมัก ปรุงรส ย่าง แล้วโรยด้วยผักชีสับ ส่วนเนื้อสันใน (filet mignon) นอกจากจะผ่านการหมัก ปรุงรส แล้วนำไปย่างเช่นเดียวกันแล้วยังใช้เบอร์ แมทร์ โดแต็ล (beurre maitre d'hotel เนยผสมพาร์สลีย์สับละเอียด) วางด้านบนเพื่อไม่ให้เนื้อแห้งขณะย่าง รสที่ออกเค็มของเนยและกลิ่นหอมของพาร์สลีย์ช่วยเสริมรสและกลิ่นให้กับเนื้อได้เป็นอย่างดี สำหรับซอส ใช้เดอมิ กลาซ (demi glace) ซึ่งทำจากน้ำสต็อกวัวเข้มข้นผสมไวน์แดงเคี่ยวจนเหนียว เสิร์ฟพร้อมแครอทหัวเล็กเคลือบผิวให้มัน (glazed baby carrot) นอกจากการผสมของซีฟู้ดและเนื้อวัว Surf & Turf จานนี้มองดูอาจไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่สูตรลงตัวของเนื้อย่างกำลังดีขนาด medium rare ที่หอมชวนรับประทานด้วยกลิ่นย่างจากเตาไม้บีชและซอสรสชาติพอดีนั้นให้ความเพลิดเพลินที่มากกว่าธรรมดา



      ส่วนผสม

      เนื้อสันใน (Filet Mignon) 180 กรัม
      กุ้งใหญ่
      ซอสเดอมิ กลาซ 2 ช้อนโต๊ะ
      เกลือ
      พริกไทยดำป่น
      แครอทหัวเล็กปอกเปลือกแล้วต้ม 20 กรัม
      เนยไม่ใส่เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
      น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
      น้ำส้ม 1 ช้อนโต๊ะ
      ผิวส้มขูดฝอย 2 ช้อนโต๊ะ
      ผักชีพาร์สลีย์อิตาเลียน 1 ช้อนโต๊ะ
      พริกไทย


      วิธีทำ

      นำเนื้อสันใน filet mignon ไปหมัก ปรุงรส แล้วย่าง ในเตาอบไม้ฟืนจนสุกตามความชอบ
      นำกุ้งไปหมัก แต่งรส แล้วย่างให้สุกกำลังดี
      นำเนยไปวางในกระทะจนละลาย เติมน้ำผึ้ง น้ำส้ม ผิวส้ม กวนให้เข้ากัน ใส่แครอทแล้วคลุกให้ทั่ว ปิดฝาประมาณ 4-5 นาทีจนนิ่ม โรยด้วยพาร์สลีย์เติมเกลือและพริกไทย
      จัดวางเนื้อ กุ้ง และแครอทหัวเล็กที่เคลือบผิวมันบนจานราดด้วยซอสเดอมิ กลาซ ที่ทำจากน้ำสต็อกวัวเข้มข้นและไวน์แดงที่เคี่ยวจนเหนียวกำลังดีแล้วเสิร์ฟ



      มาข้อมูล :นิตยสาร Harper's Bazaar ฉบับภาษาไทย

      Posted by sweet lemon on 28 Mar. 2008,19:42
      มาชิมค่ะ งุ่มงั่ม แงะๆๆ  EM149.gif

      ขอบคุณค่ะคุณอิศรา  EM112.gif

      Posted by อิศรา on 18 Apr. 2008,00:02
      เปรี้ยวปากกับ "ปลาสำลียำมะม่วง"








      โดย : กุ๊กเล็ก




      ส่วนผสม

      ปลาสำลีขนาดกลาง 2 ชิ้น
      ไข่ไก่ 1 ฟอง
      แป้งอเนกประสงค์ 1 ถ้วย
      เกล็ดขนมปังป่นสำหรับชุบปลาทอด 1 ถ้วย
      มะม่วงหิมพานต์ 2 ช้อนโต๊ะ
      เกลือเล็กน้อยสำหรับทาบนเนื้อปลา
      พริกแห้งสำหรับกินแกล้มตามชอบใจ

      ส่วนผสมยำมะม่วง

      มะม่วงดิบเปรี้ยว 1 ลูก
      หอมแดง 5 หัว
      พริกขี้หนู 5 เม็ด
      น้ำตาล น้ำปลา ตามใจชอบ



      วิธีทำ เริ่มจากนำปลาสำลีมาล้างให้สะอาด ทาเกลือเล็กน้อยให้ทั่วตัวปลาแล้วนำมาผึ่งไว้ให้แห้ง หลังจากนั้นนำปลาสำลีทั้งสองชิ้นมาคลุกกับเเป้งให้ทั่ว แล้วนำไปชุบไข่ที่เตรียมไว้ แล้วมาคลุกกับเกล็ดขนมปังให้ติดทั่วกันทั้งชิ้นปลา เสร็จแล้วหันมาตั้งกระทะใส่น้ำมันให้พอท่วมชิ้นปลา ตั้งไฟปานกลาง พอน้ำมันร้อนดีแล้วก็นำปลาสำลีลงไปทอดจนเกล็ดขนมปังด้านนอกเริ่มเป็นสีเหลืองจึงตักออกมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน

      คราวนี้หันมาจัดการกับยำมะม่วงกันบ้าง นำมะม่วงเปรี้ยว(จี๊ด)มาซอยให้เป็นเส้นเล็กๆ เท่าๆ กัน จับเอาหอมแดงและพริกขี้หนูมาซอยๆๆ เป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำส่วนผสมยำมะม่วงมาคลุกรวมกัน เติมน้ำปลา น้ำตาลชิมรสตามใจชอบ หรือจะทำน้ำจิ้มซีฟู้ดไว้จิ้มกับปลาสำลีอีกอย่างหนึ่งด้วยก็ได้ ก็แค่เอาพริกขี้หนูและกระเทียมมาตำให้ละเอียด เติมน้ำปลาเล็กน้อย อยากให้รสเปรี้ยวหวานอย่างไรก็ใส่ได้ตามใจ

      เป็นอันเสร็จเรียบร้อยกับเมนู "ปลาสำลียำมะม่วง" เนื้อปลาสำลีกรอบนอกนุ่มในกับยำมะม่วงรสเปรี้ยวปาก เมื่อกินคู่กันก็จะได้รสชาติที่กลมกล่อมเข้ากัน แต่ของอย่างนี้ไม่ลองชิมลองทำเองก็คงไม่รู้

      Posted by pilgrim on 23 Apr. 2008,21:12
      โห น่ากินจริงๆ เล้ย
      คิดถึง fish and chips เลยค่ะ

      Posted by add on 24 Apr. 2008,22:08
      อร่อยเนาะพิล  พี่เคยกิน ปลาสำลีแดดเดียว  เขาว่างั้นแล้วก็ทำหน้าตาออกมาอย่างที่คุณอิศราโพสต์ให้ดูนี่แหละ   flo_1.gif

                  ปลาสำลีน่ะ  สมัยก่อนเขาเรียกว่า  ปลาแมว  คงเป็นปลาที่เขานิยมซื้อไปให้แมวมั้ง  คงจะราคาถูกในตอนนั้น  หรือไม่ก็เนื้อมันเยอะเลยแมวชอบ   แต่ปัจจุบันก็หากินยากแล้ว  ราคาก็ไม่ถูกด้วย    ขนาดปลาข้างเหลืองที่ถือว่าเป็นปลาที่คนไม่เหลียวแลในสมัยก่อน  มาปัจจุบันราคากิโลละเป็น 20 กว่าบาทเหมือนกัน  คล้ายๆว่าจะมีคนนิยมเอาไปสับเป็นอาหารของสัตว์น้ำต่างๆ และไปหมักทำจุลินทรีย์อะไรทำนองนี้  greet.gif

      Posted by pakae on 25 Apr. 2008,19:44
      อร่อยจริงๆแหละพี่แอ๊ดที่กำลังหม่ำๆทุเรียน   พิลออนทัวร์  มะลาวเสือซุ่ม   แมวเหมียวยู้ฮู   และคุณอิศราผู้นำเสนอ อิอิ EM131.gif

              เมนูปลาสำลีทอดแบบนี้เป็นอีกหนึ่งเมนูที่มักทำให้ลูกกินบ่อยๆ     เพราะที่บ้านชอบกินเมนูปลา    แต่มักจะเป็นปลาทอด    บางทีก็ราดพริก   ราดเปรี้ยวหวาน    ราดสามรส   ถ้าขี้เกียจก็จิ้มซีอิ้ว หุหุ

             ตอนนี้ฝนกำลังตกหนักในหน้าร้อน    เมื่อสองสามวันที่ผ่านมาอากาศก็ร้อนมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ      นั่งบ่นๆอยู่ว่าอยากให้ฝนตกลงมาบ้าง      สงสัยบ่นดังไปหน่อย    ฝนเลยตกมาสะจนสะใจ  ฮ่าๆๆๆๆ smSL11.gif  smSL13.gif

      Posted by อิศรา on 25 Apr. 2008,20:50
      สวัสดีค่ะพี่ๆทุกคน  เสียใครบ่นหนอว่าฝนไม่ตก biggrin.gif  ที่เยอรมันตกแทบทุกวันเลย เมื่อเช้าก็เกือบตกน้ำป๋อมแป๋มแล้วค่ะ ทั้งลมทั้งฝน แบ่งมาบ้างไหมค่ะ   EM145.gif  EM145.gif
      Posted by อิศรา on 22 Aug. 2008,20:57
      กะหล่ำปลียัดไส้








      กะหล่ำปลีหัวเล็ก 2 หัว
      หมูสับ 1 ถ้วย
      กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
      ผักชีเด็ดใบ 1 ช้อนโต๊ะ
      น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
      พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
      กระเทียมบุบ 2-3 กลีบ
      น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
      น้ำซุป 3-4 ถ้วย





      ล้างกะหล่ำปลี แกะใบรอบนอกออก คว้านตรงกลางให้เป็นหลุม
      แบ่งกุ้งแห้งครึ่งหนึ่งสับกับหมู ผสมพริกไทย น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ เคล้าให้เข้ากัน ใส่ในกะหล่ำปลีที่ทำเป็นหลุมไว้
      ใส่น้ำซุปลงในหม้อ วางกะหล่ำปลี ยกขึ้นตั้งไฟ ใส่กระเทียมบุบลงในน้ำซุป ต้มสักครู่ ใส่กุ้งแห้ง
      ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา ต้มไฟกลางจนสุกทั่วกัน และกะหล่ำปลีเปื่อยนุ่ม ปิดไฟ ตักใส่ชาม โรยผักชี



      ที่มา:hewhew




      Minigz5304.gif  EM149.gif

      Posted by add on 22 Aug. 2008,22:48
      สวัสดีค่ะ  คุณอิศรา  อยู่ที่โน่นทำอาหารไทยกินบ่อยๆไหมคะ   หาซื้อวัตถุดิบของไทยยากไหมคะ  

                พี่เคยทำกะหล่ำปลียัดไส้   ใช้หัวเล็ก แล้วผ่าสี่  เอาหมูสับยัดตามช่องแยกตามกาบกะหล่ำปลี (จะได้ยัดหมูได้น้อยหน่อย)  ใส่กุ้งสดสับปนหมู  แล้วก็ไม่ใส่น้ำตาลค่ะ  

                 Minigz5304.gif  EM149.gif

      Posted by อิศรา on 22 Aug. 2008,23:01
      สวัสดีค่ะพี่ add  สบายดีไหม ไม่ได้เข้ามาเสียนานเลยค่ะ อยู่ทางนี้ก็สบายดีตามอัตภาพ อากาศเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น ฝนตกบ่อยเหมือนกันค่ะ

      อยู่ที่เยอรมันไม่ค่อยได้ทำอาหารไทยบ่อยนัก เพราะวัตถุดิบแพงมากเลย แต่มีอาหารทุกอย่างเหมือนเช่นที่เมืองไทยค่ะ


      flo_1.gif  flo_1.gif  tinyrose.gif

      Posted by อิศรา on 03 Nov. 2009,01:29
      อ่อมปลาเนื้ออ่อน








      เตรียม 15 นาที ปรุง 10 นาที


      ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่)

      ปลาเนื้ออ่อนหั่นชิ้นใหญ่ 500 กรัม
      ผักชีลาวเด็ดยอด 1/2 ถ้วย
      ต้นหอมหั่นท่อน 5-7 ต้น
      ใบแมงลัก 1/2 ถ้วย
      ใบมะกรูดฉีก 7-10 ใบ
      น้ำซุปหรือน้ำเปล่า 2 1/2 ถ้วย
      น้ำปลาร้าต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ
      เกลือ 1 ช้อนชา
      น้ำมันพืชเล็กน้อย
      ส่วนผสมพริกแกง

      ตะไคร้ซอย 5 ต้น
      พริกขี้หนู 10-15 เม็ด
      หอมเล็กซอย 7 หัว
      วิธีทำ

      ตำตะไคร้จนละเอียด ใส่พริกขี้หนูและหอมเล็กบุบให้พอแหลก
      ผัดเครื่องแกงกับน้ำมันพืชให้หอมใส่น้ำซุปต้มจนเดือดจัดใส่เนื้อปลา (ห้ามคนเพราะจะเหม็นคาว) รอจนปลาสุก ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำปลาร้า ใส่ใบมะกรูด ใบแมงลัก ผักชีลาว ต้นหอม ยกลงจากเตา กินขณะร้อน
      H&C Tips

      วิธีต้มน้ำปลาร้า ใส่สมุนไพร ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมเล็ก ต้มจนปลาร้าหอมกลิ่นสมุนไพร กรองเก็บไว้ใช้ได้นาน เนื้อปลาร้าที่เหลือนำไปตำน้ำพริกปลาร้าได้ หรือผสมในพริกแกงอ่อม หรือ หมกต่างๆ ก็ได้  
      เติมผักตามฤดูกาลได้ตามชอบ เช่น มะเขือเปราะ กะหล่ำปลี กวางตุ้งดอกเหลือง ฟักทอง กระเจี๊ยบ บวบ


      ขอบคุณ healthandcuisine

      Posted by อิศรา on 03 Nov. 2009,01:34
      ขนมสำปันนี
















      ส่วนผสม      
         
         1. แป้งสาลี 1/2 ถ้วยตวง  
         2. แป้งมันคั่วสุก 1/4 ช้อนโต๊ะ  
         3. หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง  
         4. น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง  
                   
      วิธีทำ
       
             1. ผสมหัวกะทิกับน้ำตาลทราย ใส่ลงในกระทะทองตั้งไฟอ่อนเคี่ยวให้น้ำตาลละลายเข้ากับกะทิ แล้วยกลง
       
             2. ใส่แป้งสาลีลงในกะทิเคี่ยวตั้งไฟอ่อนๆ กวนให้แป้งสุกและกะทิแห้งขนมจับตัวเป็นก้อนล่อนออกจากกระทะ ยกลงจากเตา ใช้พายคนให้คลายร้อน

             3. ตักขนมอัดลงในพิมพ์ที่โรยด้วยแป้งมันไว้ก่อนแล้ว จึงเคาะขนมจากพิมพ์ใส่ถาด





      ขอบคุณข้อมูล : ใบตอง

      Posted by อิศรา on 10 Nov. 2009,16:00
      แกงไตปลาผัดแห้ง













      เครื่องปรุง

      ◊ น้ำพริกแกงใต้
      ◊ ไตปลาต้มกรองเอาแต่น้ำ
      ◊ เนื้อสัตว์ตามชอบ วันนี้ดาวใช้ปลาแห้งแช่น้ำจนนุ่มดี
      ◊ สารพัดผักทีมีอยู่ในตู้เย็น
      ◊ ชะอม
      ◊ ใบมะกรูดฉีก
      ◊ น้ำมันพืช สำหรับผัด

      วิธีทำ
      ผัดพริกแกงในน้ำมันพืชร้อนๆจนหอม เมื่อหอมดีแล้ว ใส่เนื้อสัตว์ลงไปเลยค่ะผัดเนื้อสัตว์พอสุกทั่ว จากนั้นใส่ผักทั้งหมดลงไป ผัดเนื้อสัตว์พอสุกทั่วแล้วใส่น้ำพอขลุกขลิก ปิดฝา รอแค่ผักพอสุกเมื่อผักสุกได้ดั่งใจแล้วปรุงรสตามใจใส่ของหอมประจำชาติลงไป คือชะอมกับใบมะกรูดฉีก ผัดเร็วๆแค่ผักสลด ปิดไฟตักใส่ถ้วยพร้อมเสริฟ

      Posted by อิศรา on 10 Nov. 2009,16:20
      ปลาหมึกผัดพริกเผา












      เครื่องปรุง

      ◊ ปลาหมึก
      ◊ หอมใหญ่
      ◊ กระเทียม
      ◊ ต้นหอม
      ◊ พริกขี้หนูสด
      ◊ น้ำพริกเผา
      ◊ ใบโหระพา
      ◊ น้ำปลา
      ◊ น้ำตาล

      วิธีทำ
      ล้าง และหั่นปลาหมึก ล้าง และหั่นผักทุกชนิดเตรียมไว้ ต้นหอมหั่นท่อน หั่นหรือบุบพริกขี้หนู และกระเทียมละลายน้ำพริกเผาด้วยน้ำอุ่นเล็กน้อย เพื่อให้สะดวกในการผัด ไม่ต้องผัดมากก็ผสมกันได้ดี ใช้น้ำอุ่นเพราะน้ำพริกเผามีน้ำมันผสมอยู่ด้วย การใช้น้ำอุ่นจะช่วยให้ละลายได้ง่ายขึ้นใบโหระพา ล้าง และแช่น้ำระหว่างไว้เตรียมอย่างอื่นตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพอร้อนเจียวกระเทียมให้หอม ใส่ปลาหมึกลงผัดผัดให้เข้ากันตามด้วยหอมใหญ่และพริกขี้หนู ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลผัดให้เข้ากัน ใส่ผักใบโหระพา และต้นหอมผัดให้เข้ากัน ตักใส่จานเสริฟกับข้าวสวยร้อนๆ

      Posted by อิศรา on 10 Nov. 2009,16:24
      กุ้งนึ่งกระเทียมโทน













      เครื่องปรุง

      กุ้งแชบ๊วย     10-12 ตัว
      กระเทียมโทน (กระเทียมกลีบใหญ่ๆ)     5 เม็ด
      รากผักชีสับ     3 ราก
      กระเทียมโทนหั่นแผ่นบาง     10 หัว
      น้ำซีอิ๊วปรุงรสสำหรับนึ่ง     1 ถ้วย
      กระเทียมโทนดอง     10-15 หัว
      ต้นหอมซอยเล็กๆและแครอทสลักดอกไม้ที่มีเกสรเป็นดอกกุยช่าย (สำหรับตกแต่ง) หรือจะหั่นแครอทบางๆก็ได้ค่ะ    
      น้ำจิ้มซีฟูด    

      น้ำซีอิ๊วปรุงรสสำหรับนึ่ง

      น้ำซุปกระดูกหมู 1 ถ้วย
      น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนชา
      ซีอิ๊วฮ่องกง (หรือใช้เป็นซีอิ๊วขาว) 2 ช้อนโต๊ะ
      ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
      เหล้าจีน 1 ช้อนชา
      ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ
      >> ให้ใส่เครื่องปรุงทุกอย่างลงในหม้อ ยกตั้งไฟกลางจนน้ำตาลละลาย ยกลง (ปรุงรสเพิ่มได้ตามต้องการ)

      น้ำจิ้มซีฟู้ด

      พริกขี้หนูเขียว 1 ถ้วย
      กระเทียมแกะเปลือก 1 ถ้วย
      รากผักชี 3 ราก
      น้ำปลา 1 ถ้วย
      น้ำมะนาว 1 1/2 ถ้วย
      น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
      น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
      น้ำกระเทียมดอง 1/2 ถ้วย
      >>ปั่นเครื่องปรุงทั้งหมดเข้าด้วยกันจนละเอียด ตักใส่ถ้วยพักไว้

      วิธีทำ

      1. ล้างกุ้งและแกะเปลือกไว้หัวและหาง ผ่าหลังจนขาด ดึงเอาเส้นดำออก
      2. จากนั้นม้วนหางกุ้งกลับมาตรงกลางตัวกุ้ง (สังเกตจากรูป) ทำจนครบทุกตัว เรียงใส่จานสำหรับนึ่ง
      3. สับกระเทียมโทนกับรากผักชีเข้าด้วยกันให้ละเอียด ตักใส่ตรงกลางตัวกุ้งที่ทำไว้จนครบ โรยด้วยกระเทียมโทนหั่นบาง
      4. ราดด้วยน้ำซีอิ๊วปรุงรสให้ทั่ว
      5. นำไปนึ่งในน้ำเดือดไฟแรงประมาณ 5-8 นาที จนสุก จึงปิดไฟ
      6. ยกจานกุ้งนึ่งออก แล้วโรยด้วยน้ำกระเทียมโทนดอง ตกแต่งด้วยต้นหอมซอยท่อนเล็กและแครอทสลักดอกไม้ที่มีเกสรเป็นดอกกุยช่าย
      7. เสิร์ฟกับน้ำจิ้มซีฟุ้ด



      ขอบคุณบทความจาก ซาซาน่า.คอม

Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard