Forum: ห้องครัว
Topic: ----ตลาดชีวิต-----
started by: add

Posted by add on 17 May 2003,21:54
ตลาดชีวิต

    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่บางตอนเขียนลงใน ez มาก่อน แต่ขออนุญาตนำมาลงที่นี่ให้เพื่อนๆได้อ่านกันอีกครั้ง  ก่อนที่ความสัมพันธ์ของผู้คนในตลาดแบบชุมชนจะถูกเบียดบัง และถูกทำลายด้วยตลาดติดแอร์แบบซุปเปอร์มาร์เก็ต และตลาดขนาดยักษ์ต่างชาติที่มีทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ


    

   บ้านของฉันอยู่ใกล้ตลาดมาก เดินไปแค่ 2 นาทีก็ถึงตลาดแล้ว ตลาดที่นี่เป็นตลาดใหญ่ที่สุดของจังหวัด เพราะได้รวมเอาตลาดทุกตลาดเข้าไว้ด้วยกัน

   เริ่มตั้งแต่ตลาดใจกลางเมือง ชื่อ ตลาดน้ำพุ ที่เรียกว่าตลาดน้ำพุ เพราะมีน้ำพุอยู่หน้าตลาด เป็นตลาดที่คนเก่าแก่ของเมืองนี้เป็นคนขาย สภาพก็เหมือนตลาดทั่วไป เป็นโรงเรือนใหญ่ เทปูน ซึ่งจะสกปรกและเปียกแฉะอยู่ตลอด เหมือนตลาดสดทั่วไปในประเทศนี้ นอกจากจะมีของสดขายแล้ว ก็ยังของแห้ง เช่น กุ้งแห้ง ปลาแห้ง ขนมนมเนย รวมทั้งเสื้อผ้าขายแทรกอยู่ด้วย

    ถัดมาก็เป็นตลาดของสดที่กว้างขวาง คือ ตลาดสวนมะม่วง ที่เขาเรียกชื่อนี้ก็เพราะ ที่ขายของทั้งหมดเป็นที่ของวัดสวนมะม่วง ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่า วัดเป็นผู้เก็บผลประโยชน์ เก็บในอัตราแผงละ 5 บาททุกวัน แล้วตลาดนี้ยังขยายตัวมาถึงริมถนน ซึ่งชาวบ้านมาจับจองตั้งแผงขายของกัน โดยเทศบาลเก็บผลประโยชน์ วันละ 5 บาทต่อเนื้อที่ 2 เมตร  จะเรียกว่ามาจับจองพื้นที่ก็ไม่ถูก เพราะเขามีราคาเซ้งกัน เป็นที่รู้กันว่าฟุตบาทอยู่หน้าบ้านใคร คนนั้นก็เป็นคนรับประโยชน์ ราคาเซ้งต่อปี ประมาณ 20000 บาทต่อพื้นที่ประมาณ 1 ตารางวา ส่วนพื้นที่ด้านในซึ่งมีโรงเรือนเป็นตลาดจริง ก็สกปรกและเฉอะแฉะไม่แพ้ตลาดอื่น  
    ตลาดสวนมะม่วงนี้เป็นตลาดที่เปิดตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน – 9 โมงเช้า และอีกรอบ 4 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม
    ตลาดสวนมะม่วงเป็นตลาดสดที่มีเสน่ห์มาก เพราะเป็นตลาดที่ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะหาของมาขายวันต่อวัน
    คนขายก็มีทั้งคนพื้นที่ที่เป็นชาวสวน เอาของที่สวนตนเองมีและสวนใกล้เคียงมาขาย
    คนขายที่เป็นชาวอิสานอพยพมาอยู่ที่นี่ เที่ยวเก็บผักป่าผักพื้นบ้าน ตามป่าและห้วยหนองคลองบึงมาขาย

    และก็มีอีกตลาดหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างตลาดสวนมะม่วง และตลาดน้ำพุ เรียกว่า ตลาดโบว์ลิ่ง เรียกตามชื่อโรงโบว์ลิ่ง ซึ่งเมื่อประมาณ สิบกว่าปีก่อนเป็นที่ที่ผู้คนนิยมมาเล่นกันมาก  ตลาดนี้จะเป็นตลาดขายส่งผักสดแบบอุตสาหกรรม หมายถึงผักที่ขนส่งมาจากกรุงเทพ ฯ และผักที่เก็บมาจากต่างอำเภอ เช่น จากอำเภอโป่งน้ำร้อน อำเภอมะขาม เป็นต้น ซึ่งตลาดนี้ก็เปิดขายกันตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่จะคึกคักมากก็ตอนเที่ยงคืน - 8 โมงเช้า 

    ตลาดทั้งสามแห่งนี้เชื่อมต่อเดินถึงกันได้ เรียกว่าถ้าคุณจะเดินให้ครบทั้งสามตลาดในคราวเดียวก็แทบขาลาก แต่ก็นับว่าสะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อของจำนวนมาก เพราะสามารถเลือกซื้อได้ในราคาถูก และมีความสะดวกเนื่องจากมีคนคอยเข็นรถเข็นบริการอยู่แล้ว ในราคา 5-10 บาท ต่อเที่ยว

      เมื่อก่อนตอนที่เศรษฐกิจยังดีอยู่ ดิฉันจะเดินไปตลาดวันละ 3 รอบ รอบเช้าก่อนแปดโมงเช้า รอบบ่ายโมงและรอบสี่โมงเย็น จะว่าดิฉันมีความจำเป็นมากมายที่จะต้องจ่ายตลาดก็ไม่ใช่ จะว่าของในบ้านขาดอยู่บ่อยๆก็ไม่ใช่ หรือจะต้องเลี้ยงดูผู้คนเยอะก็ไม่ใช่  เพราะที่จริงครอบครัวดิฉันเป็นครอบครัวเล็ก อยู่กันแค่พ่อ แม่ ลูก กินของก็กินกันไม่เก่ง 

     เหตุผลที่ดิฉันชอบไปตลาด 
อย่างแรก คือ การเดินไปก็เป็นการเคลื่อนไหว เป็นการออกกำลังกาย อย่างที่สองเป็นความ ความเคยชิน ความรู้สึกว่าการไปตลาด ได้ไปดูว่ามีของอะไรขายบ้าง มีสิ่งแปลกใหม่น่าซื้อไหม? ที่สำคัญที่สุด ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของตลาด ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้ ทั้งคนขายและคนที่มาซื้อของ ได้พบปะผู้คนที่รู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง เป็นชีวิตชีวาที่แตกต่างในแต่ละวัน และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน  ถ้าวันไหนที่ไม่ได้ไปตลาด จะรู้สึกเหมือนมีอะไรขาดหายไป

     ดิฉันได้เห็นและรู้จักผู้คนที่ตลาดมากมาย  กับบางคนรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนบ้าน กับบางคนรู้สึกเหมือนเป็นญาติสนิท บางคนก็เป็นแค่คนที่เราเดินผ่าน เป็นคนที่เราเห็นทุกๆวัน บางคนเป็นเจ้าของกิจการโรงแรม บางคนก็เป็นแม่บ้านพ่อบ้านธรรมดา  บางคนเป็นคนจนรับจ้างเข็นของ หลายคนคือขอทานประจำตลาด และท้ายสุดแม้กระทั่งหมาและแมวอีกหลายตัวที่อาศัยกินอยู่ในตลาดนี้ ดิฉันอยากจะบันทึกชีวิตของเขาเหล่านั้นลงเป็นเรื่องราวอันมีชีวิตชีวา ชีวิตที่มีค่าที่รวมอยู่ในตลาดแห่งนี้  มันคือ  ตลาดชีวิต

Posted by add on 19 May 2003,11:39
ป้าห็อง

    

     เย็นวันนี้ฉันเดินไปตลาด คนแรกที่ดิฉันเจอที่ทางเข้าตลาด คือ ป้าห็อง ป้านั่งอยู่ข้างรถเข็นขายกาแฟ กาแฟไทยแบบชงๆที่ปัจจุบันเขาชอบเรียกกันว่า กาแฟโบราณนั่นแหละ กาแฟเจ้านี้ก็เป็นเจ้าที่ฉันเป็นขาประจำด้วยเหมือนกัน
     “ ป้าเป็นไงบ้าง ?” ฉันทัก
     “ อือ..ไม่ไหว เมื่อยขา พักเหนื่อยก่อน” เสียงของป้าเหน่อๆ ฟังดูเป็นชาวบ้านจริงๆ
     “ คนมันแก่แล้ว ..เฮ้อ.. อะไรๆก็ไม่ได้ดั่งใจ ” ป้ายังบ่นต่อ

     ป้าห็องเป็นคนเก่าแก่ของที่นี่ อยู่ตั้งแต่ยังไม่มีตลาดแถวนี้ด้วยซ้ำ สมัยก่อนยังไม่มีตึกแถว บ้านแถวนี้ล้วนเป็นบ้านไม้มีใต้ถุน อยู่กันไม่กี่ครอบครัว ถนนหนทางก็ไม่มี มีแต่ทางเดินเล็กๆที่น้ำเซาะจนดินเป็นร่องเนื่องจากบริเวณนี้เป็นเนิน  แต่มาตอนนี้เจริญไปทุกอย่าง ถนนลาดยางมาพร้อมตลาดใหญ่โต บ้านไม้ก็ถูกรื้อและแทนที่ด้วยตึกแถว บ้านเช่าเต็มไปหมด และอยู่กันอย่างแออัด 

     ตอนนี้ป้าอายุ 86 แล้ว ย้อนไปหกปีก่อน ป้าก็ยังแข็งแรง อาชีพของป้า คือกวนทุเรียน พอถึงหน้าทุเรียน ป้าก็จะรับซื้อทุเรียนหล่น เอามาแกะเอาเฉพาะเนื้อไปกวนในกระทะใบบัวใหญ่ๆ ป้าจ้างเด็กผู้ชายมากวน เพราะการกวนทุเรียนต้องใช้แรงมาก ใช้ไม้พายอันใหญ่ ๆ เมื่อเริ่มกวนก็ยังเบาอยู่ไม่หนักแรง แต่พอทุเรียนเริ่มงวดก็เริ่มฝืดขึ้น ยิ่งใกล้ๆจะเสร็จยิ่งต้องหนักแรงมาก เพราะต้องกวนให้เหนียวหนึบ จนปั้นไม่ติดมือ จึงจะอร่อย เวลาป้ากวนทุเรียนจึงใช้เวลานาน กะทะหนึ่งก็กินเวลา 3-4 ชั่วโมง  เรียกว่ากลิ่นทุเรียนหึ่งไปทั้งหมู่บ้าน เป็นอันรู้กันว่าเป็นกลิ่นกวนทุเรียนของป้าห็องนี่เอง พอเริ่มกวนกลิ่นจะเหม็นทารุณเพราะตอนแรกมันยังเป็นทุเรียนเละๆอยู่ พอกวนไปสักพักกลิ่นก็ค่อยๆดีขี้น พอท้ายๆกลิ่นจะหอมฉุยเลย  พอได้กลิ่นทีไรเราก็นึกเห็นภาพสีทุเรียนในกะทะไปด้วย  ตอนแรกเป็นสีเหลืองอ่อน กลิ่นจะเหม็น  ต่อมาก็สีเข้มขึ้นๆ กลิ่นก็หอมขึ้น แล้วค่อยๆกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มมันวาว ตอนนี้กลิ่นจะหอมจนน้ำลายไหล 
 
     ป้าห็องนุ่งผ้าถุง ใส่เสื้อคอกระเช้า ถือไม้เท้า กินหมากปากดำ เป็นเอกลักษณ์ของคนรุ่นโบราณดี ป้าก็มีอาการเหมือนฉัน คือมาตลาดทั้งเช้าและเย็น ถ้าไม่เจอป้าที่ร้านกาแฟ ก็เจอที่ร้านขนมจีน หรือไม่ก็ที่ร้านป้าผ่องคนขายผักบ้านที่ป้ามาตลาด ป้าก็ไม่ได้มาจ่ายตลาดซื้อข้าวซื้อของอะไร มากินขนมจีนบ้าง  กินกาแฟบ้าง  มาพูดคุยทักทายกับแม่ค้า คุยกับคนคุ้นเคย มาถามข่าวคราวว่าวันนี้ตลาดเขาคุยกันเรื่องอะไร มีข่าวคราวอะไรบ้าง ที่ เป็นข่าวใหญ่ประจำวัน เช่น มีใครถูกหวย  มีใครถูกล๊อตเตอรี่รางวัลใหญ่ มีใครเล่นพนันหมดตัว ฯลฯ จะได้รับรู้เรื่องราว ได้ออกความเห็น ได้ระบายความรู้สึกของป้าเองด้วย โดยเฉพาะอย่างอาการเจ็บโน่นนิดนี่หน่อยตามประสาของคนแก่ แต่เท่าที่ฉันพูดคุยทักทายป้าเป็นประจำ  ก็รับรู้ได้ว่า ป้าเป็นคนอารมณ์ดีและ มองโลกในแง่ดี

       คนอย่างป้าห็องคงจะมีอายุยืนยาวอยู่คู่ตลาดไปอีกหลายปี 
Posted by add on 21 May 2003,01:17
คนบ้าและขอทาน

       ขึ้นชื่อว่าตลาด ย่อมไม่ขาดขอทาน ที่นี่เป็นตลาดใหญ่ จึงมีทั้งขอทาน คนจรจัดและคนบ้าเต็มไปหมด 

       1. ตาจ่วน คนบ้ารุ่นแรกที่ไม่กล้าข้ามสะพาน

 

      
             เมื่อตอนที่เป็นเด็กเล็กๆ พวกผู้ใหญ่ชอบเล่าให้ฟังเรื่องตาจ่วน  แกเป็นขอทานอยู่ประจำที่ตลาดน้ำพุ   สมัยก่อนไม่มีขอทานมืออาชีพมากมายเหมือนดังในปัจจุบัน  ตาจ่วนจึงเป็นขอทานประจำจังหวัดจันทบุรีเพียงคนเดียว   ตาจ่วนเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่มาก   ผิวคล้ำ  หน้าตาดุ   แกจะนุ่งผ้าเตี่ยวสีคล้ำๆกระรุ่งกระริ่ง   เสื้อก็ไม่เคยใส่    แกอาจจะมีแต่ไม่ใส่   หรือ แกอาจไม่ชอบใส่เสื้อก็เป็นได้    แกไม่เคยหวีผม  ตัดผม  และคงจะไม่เคยสระผมด้วยซ้ำ  ผมของแกจึงเป็น รังกระเต็น  (เดาเอาว่าคำโบราณนี้คงหมายถึงว่า ผมคล้ายรังนกกระเต็น)  และเขาจะต้องทูนไห หรือตุ่มเล็กๆไว้บนหัวเสมอ   ไม่มีใครรู้ว่าตุ่มใบนั้นใส่อะไรอยู่  อาจจะเป็นสมบัติที่เขามีกระมัง   ฟันของเขาเป็นสีน้ำตาลดำๆ   คงจะเป็นเพราะแกกินหมากและไม่ได้แปรงฟันด้วย  

            ตาจ่วนมีหมาสีน้ำตาลคู่ใจเดินตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง   เคหะสถานของตาจ่วนคงจะอยู่เลยไปทางคลองน้ำใสซึ่งห่างจากตลาดไปประมาณ 2 กิโลเมตร  มีเรื่องเล่าว่าเมื่อแกเดินตามถนนมาถึงสะพานข้ามคลอง  ตาจ่วนจะไม่ยอมเดินบนสะพาน  แกบอกว่าถ้าข้ามสะพานแกจะต้องถูกเก็บภาษี  แกกลัวการเสียภาษีแกจึงเดินลงไปในคลองแล้วลุยน้ำข้ามคลองในยามที่น้ำน้อย  และว่ายน้ำข้ามคลองในยามที่น้ำมากพร้อมกับหมาคู่ใจ   รวมทั้งไหที่แกทูนมาบนหัวด้วย  

           แกจะเดินทุกวันจนมาถึงตลาดน้ำพุ   เมื่อแกเจอผู้คน  แกจะยื่นมือเข้าไปขอเงินอย่างน่ากลัว  ไม่พูดอะไร  แต่ใช้สายตาข่มขู่  พวกผู้หญิงจะตกใจกลัวรีบควักเงินให้แกไป   เพราะหน้าตาแกก็ดูถมึงทึงอยู่ด้วย  มีบางคนไม่ให้  บอกว่าไม่มี  แกก็ไม่ได้ว่าอะไร  ยอมเดินจากไปแต่โดยดี  

          ต่อมาตาจ่วนก็หายไปจากตลาด  ผู้คนพากันถามถึงว่ามีใครเห็นแกบ้าง จนกระทั่งวันหนึ่งแถวชายทะเลที่ตำบลท่าแฉลบซึ่งห่างไกลไปจากตลาดน้ำพุประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร  มีชาวบ้านรู้สึกสงสัยที่เห็นมีนกแร้งและอีกาบินวนเวียนอยู่ที่ขนำร้างกลางทุ่งนา  เขาจึงเดินไปดูและพบว่ามีคนนอนตายอยู่ที่ขนำนั้น  นั่นคือ ตาจ่วนนั่นเอง

        ตาจ่วนเป็นส่วนหนึ่งของตลาดน้ำพุเป็นเวลานานหลายสิบปี    ฉันเคยเห็นตาจ่วนเพียงครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น  แต่ฉันก็จำสัญญลักษณ์ของแกได้อย่างแม่นยำ  แกเป็นขอทานคลาสสิคที่มีสัญญลักษณ์เป็นรูปคนถอดเสื้อที่ทูนไหไว้บนหัว  และมีหมาเดินตาม คนเก่าแก่ของเมืองจันท์จะจำแกได้และชอบพูดถึงแกเสมอ  อย่างน้อยแกก็เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ยังมีคนอยากระลึกถึง  แม้แกจะไม่ใช่คนดีมากมาย  แต่แกก็ไม่ใช่คนชั่วที่แม้แต่นึกก็ยังไม่อยากจะนึกให้ผ่านเข้ามาในความทรงจำเลย       
Posted by add on 22 May 2003,05:05
 2. คนบ้าชอบใส่ชุดนักเรียน

      เช้าวันนี้ พอฉันเยี่ยมหน้าออกจากบ้าน ก็ได้ยินเสียงพูดไม่ชัดอันคุ้นเคย 

       “ออย..เลา..มา โลงเลียน..ฮึ....”

       ผู้ชายคนนี้อายุมากแล้ว ตัวผอมแกร็น ฟันหลอ  เขารักชุดนักเรียนหญิงมัธยมต้นที่ผูกหูกระต่ายเป็นชีวิตจิตใจ  ทุกวันที่โรงเรียนเปิดเขาจะเดินมาที่ร้านค้าใกล้โรงเรียน แต่งตัวชุดนักเรียน ผูกหูกระต่าย แต่ใส่รองเท้าแตะฟองน้ำ ในมือจะถือยาบำรุงกำลัง 1 ขวด บางวันก็จะถือถุงหูหิ้วแบบถุงโชคดี หรือบางทีก็ถือกระเป๋านักเรียนสีดำๆมาด้วย เขาจะมายืนใกล้ๆเฝ้ามองนักเรียนหญิงมัธยมไม่ละสายตา  เขาพยายามจะเข้าไปใกล้นักเรียนเหล่านี้ พยายามจะทักทาย

       “ ทำอาไล ฮึ อ่านหนังสือเหลอ..” 

       “ทำไมไม่ปาย โลงเลียน หือ..” เขาพูดไปน้ำลายก็ไหลย้อย เขาคงมีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับปากไม่ได้ เด็กนักเรียนจะทำท่ากลัวเขา บางคนร้องวี้ดว้ายวิ่งหนี ทำให้เขายิ่งพอใจ  เอามือปิดปากหัวเราะเอิ๊กอ๊าก และยิ่งพูดมากขึ้นอีก
    
       คนนี้เขาไม่ได้เป็นขอทาน มีบ้านอยู่ไกลจากโรงเรียนประมาณ 2 กิโลเมตร บางวันเขาก็นั่งรถรับจ้างมา บางวันเขาก็เดินมา บางวันชุดจะใหม่เอี่ยมสะอาด แต่บางวันก็ดูสกปรกยับยู่ยี่  บางวันเขาก็นอนหลับสลบไสลอยู่บนโต๊ะขายของหน้าร้านเครื่องเขียน

       ฉันเห็นเขาเป็นแบบนี้มาเกือบสิบปีแล้ว แต่ตอนนี้โรงเรียนเปิดแล้ว  ไม่เห็นเขามายืนเกร่หน้าร้านอีกเลย  เขาหายไป ทำให้รู้สึกห่วงใยว่าเขาเป็นอะไรไปหรือเปล่าจึงไม่มาเหมือนที่เคยมา เพราะในช่วงปีหลังสังเกตดูว่าเขาจะร่างกายทรุดโทรมลงมาก ไม่สดชื่นเหมือนแรกๆๆ เขาผอมลง ชอบทำตาเหลือก และมักจะนอนหรือนั่งซบอยู่ริมถนนบ่อยครั้ง โดยถือขวดยาบำรุงกำลังไว้ในมือเสมอ  

Posted by freebird on 24 May 2003,06:28
ป้าแอ๊ดขา ทำไมตาจ่วนของป้าแอ๊ดในรูปวาด ดูดีจังคะ ท่านผู้รู้แถวนี้เขาสงสัยนะค่ะ แกป่วยตายไม่ใช่หรือคะ กาแฟเย็นร้านที่ป้าแอ๊ดว่า อร่อยจริง ๆ นะจ๊ะ พี่ ๆ บ้านคนธรรมดาทั้งหลาย แถมตอนนี้ผลไม้กำลังออก โอ้โฮ ถ้าตอนนี้มาเดินตลาดสวนมะม่วงตอนเย็น ๆ นะ รับรองเลยว่าจะอดใจกันไม่ไหว ต้องซื้อคนละโล สองโลแน่เลย เพราะมีทั้ง เงาะ ทุเรียน มังคุด แตงโม ลิ้นจี่ และอื่น ๆ อีกเพียบ จริง ๆ นะ ขอบอก สนใจอยากมาเที่ยวเมืองจันท์ กินผลไม้กันมั๊ย เพราะช่วงนี้ผลไม้ราคาเริ่มจะถูกแล้ว แต่ป้าห็องของพี่แอ๊ดบ้านเค้าอยู่ตรงไหนคะ นึกไม่ออก
Posted by นกกะปูด on 24 May 2003,23:04
ฟรีเบิร์ดจ๊ะ นกกะปูดไม่กล้าไปตลาดเมืองจันท์หรอกจ้ะ กลัวโดนเก็บภาษีอ่ะ เอิ๊กๆๆ โหยยย เมืองอะไร้ ข้ามสะพานก็เสียภาษีด้วยแฮะ เอิ๊กๆๆ
Posted by Yaya on 25 May 2003,01:23
อ่านมาถึงเรื่องคนบ้าชอบใส่ชุดนักเรียน ...แล้วพาให้นึกถึงคนบ้าชอบใส่ชุดครู ...ที่ย๋าเคยเห็นและเคยรู้จัก...
    ตอนย๋าอยู่ ที่เมืองเลย ..มีชายคนนึงที่ย๋ามาครั้งแรกก็เห็นแกเลย ..แกใส่ชุดสีกากี...เหมือนครูใส่ทุกอย่าง..เห็นตอนแรกไกลๆ ยังนึกว่าเป็นครู ...แต่พอเดินมาใกล้ๆ ...ก็เลย ร้องอ้อ ..กับตัวเอง...พอเปิดเทอม ชายคนนี้ก็จะมาโรงเรียนตามปกติ ..ตอนเช้า..เข้าแถวหน้าเสาร์ธงกับ คนอื่นๆ แต่ผิดที่แกจะแอบไปยืนอยู่ห่างๆ ...แล้วตอนช่วงกลางวันที่สอนนักเรียน ..โรงเรียนมีลักษณะเป็นอาคารชั่วคราว...ห้องโล่งมุงหลังคากระเบื้อง..ไม่มีผนังกั้น ...มีห้องเรียนอยู่ 6 ห้อง...เวลาสอนมองเห็นกันหมด...แอบสังเกต ชายคนนี้หลายครั้งทุกครั้งที่ย๋าเข้าไปสอนเด็กๆ ..แกชอบมายืนดู นานเท่าไหร่ก็ดู ..(นึกในใจ เอ๊ ไง วะ เนี่ย) ...แต่ก็ทำเป็นเฉย..เพราะในใจก็นึกกลัวเหมือนกัน..เหอ เหอ ...พอถึงเวลาพักเที่ยงแกก็พักทานข้าวโดยแกจะห่อข้าว ...มาจากวัดมากินเอง..ปกติแกจะอาศัยวัดเป็นบ้าน ...เลิกโรงเรียนก็กลับบ้าน จนเป็นภาพปกติ...ของคนแถวนั้นไป...อยู่มาวันนึงชายคนนี้หายไป..ก็เลยล้อกันเล่นๆ ว่า..."เฮ๊ย ..วันนี้ อาจารย์ฤทธิ์ แกลา เหรอหายไปน่ะ ลาหรือขาด.." ...แล้วแกก็หายไปหลายวัน ...ปรากฏว่านักเรียนมาเล่าให้ฟังว่าแกไม่สบายอยู่หลายวัน เป็นปอดบวม ...แบบไม่รู้เพราะอยู่ที่วัด..แล้วชาวบ้านเอาแกไปโรงบาลแต่ หมอก็สนใจแค่กับคนบ้าคนนึง...แล้วแกก็ไม่กลับมาที่โรงเรียนอีก...บ่ายวันศุกร์ ..อาจารย์ใหญ่พาครูและนักเรียนไปร่วมงานศพ... ที่วัด...อาจารย์ฤทธิ์ ...แกคงได้ไปเป็นอาจารย์ในอีกภพตาม..ภาพฝันและจินตนาการ..ของแก...
.....แล้วเลยถามคนแถวนั้นเล่าให้ฟังว่า แกบวชเรียน..และมีความใฝ่ฝันอยากเป็นครู ....แต่แก..เกิดอุบัติเหตุตกต้นไม้..แล้วก็เลยกลายเป็นคนเลอะเลือน...แต่แกไม่เคยทำร้ายใคร...
......อีกมุมหนึ่ง ..." คนบ้าชอบใส่ชุดครู"
Posted by add on 30 May 2003,01:49
อ้อ ป้าห็อง ก็คือ ยายเหอ เดิมมีบ้านอยู่ในชุมชนหลังวัดสวนมะม่วง แต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่ฝั่งตรงกันข้ามแล้วจ้ะ

    คนบ้าชอบใส่ชุดครูน่ารักดีนะ น้องหยา

 3. รวมคนขอทานและคนบ้า   

       วันนี้พอฉันเดินจะลงไปตลาดเช้าเหมือนเช่นเคย บนทางเท้าก็มีเด็กชายอายุประมาณ 7-8 ขวบ และเด็กหญิงอายุประมาณ 10 ขวบ ใส่เสื้อผ้ามอมๆ ถือขันนั่งขอสตางค์อยู่ เด็กนักเรียนเห็นก็สงสาร ก็หยิบเศษเหรียญให้ ส่วนเด็กขอทานทำหน้าละห้อย มองตามเด็กนักเรียนอย่างสนใจด้วยสายตาที่เศร้าหมอง  เด็กสองคนนี้ เมื่อขอจนได้สตางค์มากพอแล้ว ก็จะวิ่งเข้าร้าน 7-11 ไปซื้อ สเลอปี้มากิน 

       พอถึงทางเข้าตลาด ก็จะมีชายหนุ่มตัวสูงใหญ่เนื้อตัวสกปรก นั่งอยู่พร้อมผ้าผวยผืนใหญ่ ในมือเขาจะถือถุงซึ่งมีผงสีขาวๆอยู่ข้างใน เขาจะสูดดมถุงนี้อย่างไม่สนใจใคร สูดดม แล้วก็ทำเสียง “”ขาก “  หรือไม่ก็ ไอ ดังๆ คนที่เดินผ่านก็จะเลี่ยงๆเดินให้ห่าง เพราะรังเกียจเสียงขาก ไอ ของเขา เขาจะกินข้าว และนอนบนทางเท้าตรงหน้าร้านขายของชำนี้เลย ไม่มีใครกล้าไล่เขา 

      

       อ้าวนั่นโผล่มาอีกคนแล้ว คนนี้เป็นหญิงนุ่งผ้าถุงหัวกระเซิง เดินเร็วมาก ผู้หญิงวัยกลางคน บ่น บ่นไม่ยอมหยุด บางช่วงก็ส่งเสียงตะโกนดัง บางช่วงก็พึมพัม แต่แกไม่หยุดเดินเร็วเลย  ผู้หญิงคนนี้จะชอบไปหยิบของที่เขาไหว้เจ้ามากิน รวมทั้งอะไรๆที่ตั้งอยู่ในศาลเจ้าแกเก็บมาหมด แกถูกตีไปหลายรอบก็เพราะเรื่องนี้  ถ้าฉันเจอแกที่ร้านกาแฟรถเข็น ก็มักจะซื้อน้ำให้แกกิน 

      ไหนๆเล่าเรื่องผู้หญิงคนนี้แล้ว ก็เลยนึกได้ว่า ว่ามีคนบ้าอีกคน เป็นผู้ชายสูงใหญ่ ผมหยิกยาว คนนี้โรแมนติคมาก เพราะเขาเดินร้องเพลง  หยาดเพชร ทุกครั้งที่เห็น เขาจะร้อง

      “ หยาดมาแล้วอย่าช้ำโศก ปลุกคนทั้งโลกร้องไห้...หยาดเพชรเกล็ดแก้วผ่องใส นั้นอยู่ไกลเกินผูกพัน........” 

      หรือไม่ก็ท่อนอื่น มีคนเล่าว่าคนนี้เขาเคยเล่นดนตรีไทยมาก่อน แล้วไปผิดครู ผิดยังไงก็ไม่ทราบเหมือนกัน เลยกลายมาเป็นคนบ้า น่ารักอย่างนี้ แต่เรื่องนี้ก็น่าจะจริงเพราะฉันเคยเห็นเขาเดินไปรำไปก็บ่อย
Posted by add on 06 Jun. 2003,06:13
4.รวมคนขอทานและคนบ้า (ต่อ)

      ผู้ชายอีกคนหนึ่ง ผมยาวจนเป็นรังกระเต็น คือเขาคงไม่ได้สระผม ผมเป็นก้อนๆ พันอยู่รอบหัว คนนี้ต้องเป็นพวกฝ่ายซ้ายแน่เลย เขาจะเดินถือถุงหรือกระสอบ เก็บเศษกระดาษทุกชนิดใส่จนเต็มกระสอบ แบกไปรอบเมือง พอเห็นเสาไฟฟ้าที่ชอบ เขาก็จะวางกระสอบลง แล้วหยิบกระดาษออกมาทีละแผ่นฉีกให้มันเล็กแล้วเอากาวแปะติดกับเสาไฟฟ้า ก็ไม่รู้เขาไปเอากาวมาจากไหน แต่เขาจะทำอย่างนี้กับเสาไฟหลายต้น ไปดูเถอะ ถ้าคุณเห็นเสาต้นไหนมีกระดาษหนังสือพิมพ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยแปะอยู่ยังกับงานศิลปะ นั่นแหละเขาละ ฉันก็ชอบใจดีซื้อข้าวกล่องให้เขากิน แต่มีบางครั้งเขาตะคอกใส่ ตอนหลังฉันก็เลยไม่ซื้อให้เขากินอีก

     
     
     คนบ้าอีกคนหนึ่ง คนนี้ตัวผอมบาง ชอบใส่แว่นพลาสติคสีดำ ถือปืนเด็กเล่น พร้อมถือถุงใหญ่เหมือนกระสอบอีก 1 ใบ เขาจะไม่ยอมสบตาใคร แต่จะคอยชำเลืองมองผู้หญิงอยู่เสมอ  แล้วก็ถ้าสบโอกาสดี ไม่มีใครอยู่ใกล้ นอกจากตัวเขาและสาวสักคนสองคน แกจะควักอาวุธประจำกายออกมากวัดแกว่งให้ดู สาวๆก็จะวี้ดว้ายกันด้วยความตกใจ พี่แกก็จะยิ้มกริ่มอย่างมีความสุข  แต่ถ้ามีคนอยู่เยอะ แกก็จะสงบเรียบร้อย ได้แต่ยืนแอบชำเลือง พร้อมกับยกปืนขึ้นเล็งให้สาวๆหวาดกลัวกันเล่น ถ้ามีผู้ชายอยู่แกจะไม่เข้าใกล้เลย

     มีคนบ้าอีกคนที่ดิฉันชอบ เพราะเขาชอบมานั่งอ่านหนังสือนิตยสารที่ดิฉันขายแทบทุกวัน เขาอ่านอย่างสนใจ ดูท่าทางมีสมาธิ บางที่เขาก็ยิ้ม หัวเราะ ราวกับว่าสนุกสนานกับเรื่องที่อ่านเสียเหลือเกิน เขาอ่านเสร็จเขาจะเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ใครที่วางหนังสือไว้ไม่ดี เขาก็เก็บเข้าที่ให้  เขานุ่งกางเกงขาสั้นตัวเดียวกันทุกวันจนดำปี๋ 
ดิฉันจึงไปค้นกางเกงเก่าของพ่อบ้านมาบริจาคให้ เขาก็รับไปไม่พูดไม่จา แต่วันหลังเขามา เขาก็ยังนุ่งกางเกงตัวเก่าของเขาอยู่ดี  เมื่อก่อนเขาจะมาตอนสายๆทุกวัน ดิฉันก็คอยซื้อขนมปังมาเตรียมไว้ให้เขา เขาก็นั่งกินขนมปังไปด้วย อ่านหนังสือไปด้วยอย่างมีความสุข

      แต่เขาถือหนังสือกลับหัวทุกครั้งเลยค่ะ 

      เขามีข้อดีมากๆอีกอย่างหนึ่งคือ เขาคอยเก็บขยะที่ตกหล่นอยู่ทุกชิ้นใส่ถุงไป บางทีก็เอาไปทิ้งในถังขยะ บางทีก็หิ้วกลับไป เขาชอบบ่นเมื่อเห็นขยะแต่ก็ก้มลงเก็บ แต่ไม่รู้เขาบ่นว่ายังไง หรือพูดได้ไหม ก็ไม่รู้ค่ะ 
   
      ดิฉันว่าเขาเป็นคนบ้าที่มีน้ำใจกว่าคนปกติทั่วๆไป ดิฉันจึงชอบเขาค่ะ
Posted by add on 12 Jun. 2003,02:21
5. รวมคนบ้าและขอทาน (ต่อ)

     ผู้หญิงคนนี้ตัวผอมดำ หัวยุ่งกระเซิง เดินขาลากๆ เดินเที่ยวขอทานอยูในตลาด เธอเป็นคนไม่เรื่องมาก ไม่โวยวายเพราะเธอเป็นใบ้  ไม่มีใครรู้เรื่องของเธอมากนัก แต่คนในตลาดก็ยินดีหยิบยื่นความเมตตาให้ บางคนก็ให้สตางค์ บางคนก็ให้ข้าว บางคนก็ให้ผลไม้ หรือถ้าวันไหนไม่มีใครให้อะไร เธอจะไปคุ้ยตามถังขยะ หรือไม่ก็เก็บของที่ตกๆหล่นๆมากิน และแล้ววันต่อมา พวกชาวตลาดทั้งหลายก็ได้ประจักษ์ว่า เธอท้อง !
    “ ไอ้ ห่... .ใครวะ ทำได้ “  เสียงแม่ค้าโวยวาย
    “ แม่ง จัญไรจริงๆ ไอ้พวกชิงหมาเกิด .....ไปซ่องซะก็หมดเรื่อง...” แม่ค้าอีกคนช่วยเสริม
     “ เด็กเกิดมาแล้วใครมันจะเลี้ยงวะ ? “ ผู้คนพากันผสมโรงคุยต่อไป
     ทุกคนพากันสงสารผู้หญิงคนนี้ เนื่องเพราะเธอไม่มีปากมีเสียง ไม่มีทางต่อสู้  เธออุ้มท้องขอทานต่อไปด้วยความลำบากจนท้องแก่ ดิฉันก็ไม่ทราบว่าเธอไปคลอดที่ไหน อย่างไร และใครเอาลูกไปเลี้ยง เพราะเธอหายไปนาน เมื่อเจอเธออีกครั้งก็ดูดีกว่าเดิม ดูสะอาดสะอ้านขึ้น และเธอก็กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเช่นเดิม    

    ขอทานยังมีอีกมากมายหลายรูปแบบ เช่น พวกโรคจิตชอบทำร้ายตัวเองแล้วเอาแผลเหวอะหวะมาอวดชาวบ้านชวนให้ทุเรศและสังเวชเป็นยิ่งนัก ดิฉันก็เฝ้าสังเกตว่าเมื่อไรแผลเขาจะหายสักที ปรากฏว่าไม่เคยเลย เขาทำให้มันเลือดแดง น้ำเหลืองแฉะ มาอวดได้ทุกวัน ดิฉันไม่ชอบขอทานแบบนี้ ไม่มอง และไม่ให้เงินด้วย

    ส่วนพวกที่มีมากที่สุดก็เป็นคนเฒ่า คุณตาคุณยาย ทั้งหญิงและชายที่มาจากชนบท ซึ่งคนเหล่านี้จะขอเงินได้มากทีเดียว ดิฉันเคยลองขอแลกเหรียญกับเขา แลกทีไรก็จะได้เกือบสองร้อยบาททุกครั้ง แสดงว่าเขามีรายได้ดีไม่น้อย  และคนขายของในตลาดก็มักจะเมตตาเอาข้าวของแบ่งปันให้ขอทานคนแก่ๆนี้เสมอ 

    อีกพวกหนึ่งก็เอาเด็กอ่อนมาทารุณ เอามานั่งขอทานด้วย น่าสมเพชเด็กร้องไห้งอแง  ตัวเด็กมักมีรอยแดงตามตัวหรือหน้า อาจเป็นยุงหรือมดกัด น่ารังเกียจที่แม่ทำเช่นนี้ หรืออาจไม่ใช่แม่ก็เป็นได้  และพวกนี้เขามักจะขอเงินทีละมากๆอ้างว่ามาตามหาญาติแล้วไม่เจอจะกลับบ้านก็ไม่มีสตางต์ ดิฉันเคยเสียรู้ให้ไป พอวันรุ่งขี้นก็เจออีก ดิฉันก็โมโห เข้าไปต่อว่าเขา เขาก็รีบๆเดินหลบไป 

    พวกวณิพก เป็นพวกน่ารักสุด ดิฉันจะให้สตางค์เขาเสมอ เช่น คนตาบอด เขาจะมาตั้งวงร้องเพลงยังกับมืออาชีพ แล้วก็ร้องได้ไพเราะด้วย  คนตาบอดเขามักมาเป็นวงใหญ่  ส่วนวณิพกตาดีมักมาเดี่ยวหรือคู่กับภรรยา ร้องเพลงเป่าแคน แต่ก็มีน้อยลงแล้ว ทั้งที่ดูดีกว่าขอทานธรรมดาเสียอีก 

    

    พวกขอทานคนพิการ มีทั้งที่พิการจริงและไม่จริง บางคนยอมลงทุนคลานไปตามพื้นตลาดอันเฉอะแฉะเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ และก็ได้ผลเสียด้วย บางคนขาเป๋เมื่อขอทาน แต่เวลากลับบ้านขาก็เป็นปกติดีเดินเหินได้คล่องแคล่ว 

    พวกสุดท้าย เป็นพวกที่ดิฉันรังเกียจที่สุด พวกนี้เป็นคนปกติที่หน้าตาโหดๆ เขาจะมาพร้อมเพื่อน มีกระเป๋าใบใหญ่สะพายมาเสมอ เขาจะตรงรี่เข้ามาที่แม่ค้า ทำหน้าดุๆแล้วขอเอาดื้อๆ ถ้าแม่ค้าคนไหนกลัวก็รีบให้ แต่จะให้แค่บาทสองบาทก็ไม่กล้าต้องให้ 5 บาท 10 บาท หรือไม่ก็หยิบของที่ขายให้เขาไป  แม่ค้าบางคนไม่กลัว ก็ด่า

    “ กูยังไม่ได้ขายของเลย  มึงมาขอแล้ว .....” แม่ค้าที่กล้าด่าอย่างนี้ ก็ต้องมีคนสนับสนุน เช่นมีพวกที่เข็นของอยู่ไกล้ ๆ บางทีพวกผู้ชายที่เข็นรถเข็นเขาก็ช่วยไล่ 

     “ ไป๊ อย่ามาเกะกะ เดี๋ยวพ่อด..” พอเห็นคนอื่นเอาจริงพวกนี้ก็ไม่กล้า  

     คงจะพอเรื่องขอทานเอาไว้แค่นี้ก่อน ถ้ามีขอทานแบบไหนที่แตกต่างจากที่ดิฉันเล่าก็ช่วยเขียนกันเข้ามาด้วยนะคะ
Posted by add on 24 Jun. 2003,22:26
รีบเอาเรื่องหวยหุ้น มาให้อ่านกันก่อน เพราะสถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลงไป  รัฐบาลก็กำลังจัดการให้มีหวยออนไลน์  อีกหน่อยเรื่องจดหวยอาจจะต้องเปลี่ยนรูปแบบไปอีก  ที่พูดอย่างนี้เพราะไม่เชื่อว่าอะไรๆใต้ดินจะหมดไปน่ะสิ  ยังเชื่อว่าคนไทยจะพลิกแพลงรูปแบบการซื้อขายไปเป็นแบบอื่นๆอีก

หวยหุ้น

       

        วันนี้ฉันตั้งใจจะไปถามเรื่องหวยหุ้น  คนแรกที่ดิฉันถามคือคนขายกาแฟ  เขารีบบอกว่าเขาไม่ได้เล่น  เพราะเขาต้องเลี้ยงดูลูกถึงสองคนเนื่องจากแฟนของเขาแยกไปมีภรรยาใหม่  แสดงว่าผู้หญิงคนนี้ก็มีความรับผิดชอบดี   ฉันจึงเร่เข้าไปถามแม่ค้าขายผัก  

        “เจ๊ๆ  หวยหุ้นนี่เขาเล่นกันยังไง.”
        “ทำไม  ไม่เคยเล่นเลยรึ  มันก็เหมือนหวยธรรมดาแหละ  แต่เล่นได้ทุกวัน  วันละ 2 รอบก็ได้  ถ้ามีเวลาก็เล่นหลายรอบกว่านี้”
        “ เอ้อ แล้วเขาซื้อกันยังไงล่ะ “
        “ อ๋อ  แทงเลขท้ายสองตัวเหมือนหวยธรรมดาแหละ  แทง 1 บาท ถ้าถูกได้ 70 “
        “ อ้าว แล้วเขาดูเลขตัวไหน  ที่แทงกันน่ะ “                      
        “ ก็เลขหลังจุด(หมายถึงจุดทศนิยม)สองตัวนั่นไง   เขาเรียกว่าเลขท้ายสองตัว ดูเลขตอนที่เปิดตลาด  แล้วก็ตอนที่ปิดตลาด  ถ้าเล่น 4 รอบ ก็คือเปิดตลาดเช้า ปิดตลาดเที่ยง เปิดตลาดบ่าย และปิดตลาดเย็น  ถ้าเล่นสองรอบ  ก็ตอนปิดตลาดเที่ยง  และปิดตลาดเย็น  ”
      " เวลาซื้อจ่ายตังค์เขาเลยหรือเปล่า ?"
      " โอ๊ย..ก็จดไว้ก่อนก็ได้  เวลาถูกก็หักบัญชีกันไป  ถ้าไม่ถูกก็จ่ายตามงวด ซื้องวดใหม่  จ่ายงวดเก่า  จะซื้อหรือยังล่ะ  จะเรียกให้  นั่นไงคนจดเดินมาโน่นแล้ว "
       ฉันมองตามเห็นลูกเขยตาสุกแต่งตัวสวยเดินมาแต่ไกล
       " เอ้อ..ยังหรอก  เดี๋ยวไปเก็งเลขก่อนซิ" ฉันตอบเอาตัวรอดเพราะไม่เคยนิยม
       เท่าที่ถามข้อมูลเพิ่มเติมมา  ก็ยังมีวิธีการเล่นที่พิสดารไปอีก  เช่นเขาเรียกว่า โต๊ดหรือเลขวิ่ง  คือเราแทงสองตัว  แต่ถ้ามันออกสลับที่กัน เราก็ยังถูกเรียกว่า โต๊ด  จะได้เงินน้อยกว่าแบบธรรมดา  คือแทง 1 บาท  จะจ่ายแค่ 40 หรือ 50 บาทเท่านั้น

       ดังนั้นแม่ค้าในตลาด ไม่ว่าจะเป็นมาจากภาคอิสาน หาเช้ากินค่ำ หรือยากจนขนาดไหน  ก็จะรู้ตัวเลข SET INDEX ของตลาดหุ้นไทยเสมอ  ว่าเช้านี้ปิดเท่าไร  และตอนเย็นปิดเท่าไร  ดังนั้น  ถ้านักเล่นหุ้นเกิดตกข่าว  ไม่รู้ข้อมูลตัวเลขนี้ ก็ให้เดินไปถามแม่ค้าในตลาดได้ รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

       เท่าที่ฉันคาดคะเนดู  แม่ค้าเกินกว่าครึ่งที่เล่นหวยหุ้น และหวยใต้ดิน  บางวันฉันเดินเข้าไปในตลาด  แม่ค้าแทบทุกคนจดจ่อกับการออกเลขของรัฐบาลมาก  บางคนเปิดวิทยุฟัง  บางคนก็เอาทีวีมาเปิดด้วย  เปิดเสียงดังที่สุดเท่าที่จะดังได้  เผื่อแผ่แม่ค้าคนอื่นด้วย   พอเวลาที่ประกาศผลเลขท้ายสองตัว  ก็จะได้ยินเสียงเฮ...ดังลั่นถ้ามีคนถูก  หรือไม่ก็เป็นเสียงตะโกนบอกต่อว่า  ออกเลขอะไร
                 
        แม่ค้าเล่นหวยกันเป็นจำนวนเงินเท่าไร  ก็แล้วแต่คน  ถ้ายากจนก็ซื้อน้อยหน่อย  5 บาท 10 บาทก็ซื้อได้  บางคนก็ใจโตเล่นวันละเป็นร้อย  เล่นอย่างนี้ก็อันตราย  เพราะอาจหมุนไม่ทัน  เงินขาด กู้เงินนอกระบบมาเล่น  มาทำการค้า  ก็ไปกู้มา เจอดอกเบี้ยร้อยละ 20 ก็อ่วม  ในที่สุดก็ต้องหนีหนี้   แม่ค้าบางคนก็รู้จักคิด  เล่นแต่เพียงสนุกสนานกับเพื่อนๆ  วันละ 10-20 บาท ก็ไม่เป็นปัญหา  เวลาถูกทีหนึ่งก็ดีใจ  เวลาไม่ถูกก็ไม่เสียหาย

         สำหรับคนที่มาเดินจดหวยนั้น  จากคำบอกเล่า
         "ก็หนูจดหวย  ได้เปอร์เซ็นต์ค่าจด 15-20 % จากเงินที่หนูเก็บมาได้  ก็เอาเงินนี้มาใช้จ่ายในบ้านได้สบายๆ  บางทีหนูก็แบ่งเงินนี้ไปซื้อหวยกับเขาด้วย  ได้ลุ้นด้วย  สนุกดี  ส่วนผัวหนูมันไม่ค่อยจะไปเข็นรถก็ช่างมัน  ขอตังค์ไปกินเหล้าบ้าง  หนูก็ไม่ว่ามันหรอก  ขออย่าให้มันไปมีเรื่องชกต่อยกับเขาก็แล้วกัน "  

          นี่แหละชีวิตของคนระดับล่างของสังคม  คุณคิดยังไงกับพวกเขาล่ะ  
Posted by add on 09 May 2005,20:27
เจ๊เล็กกินหมาก

       ถ้าจะหาแม่ค้าที่ชื่อเล็กในตลาดสดจันทบุรี คงจะมีเกินกว่า 10 คน มีทั้งเล็กขายกล้วย เล็กขายขนม เล็กขายกุ้ง เล็กขายเสื้อผ้า เล็กขายของชำ ฯลฯ แต่ถ้าพูดถึงเจ๊เล็กก็ต้องหมายถึง ป้าเล็กกินหมากฟันดำที่ขายหมากพลู มะพร้าว และทุเรียน

       

       เจ๊เล็กเป็นคนร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำ คล้ำ ใส่ แต่เสื้อเชิ้ตลายสก็อต และกางเกงยีนส์ เธอเป็นคนตรงไปตรงมาพูดจาไม่อ่อนหวาน และพูดด้วยสำเนียงดั้งเดิมแบบคนจันท์แท้ๆ เธอตะโกนทักทายฉันว่า

       “นี่แม่คู้ณ ฉันน่ะเรียกเธอตั้งแต่เธอเดินมากรงนี้จนไปถึงกรงโน้น เธอไม่ยอมหันมามองฉันเลยนะ ฉันโกรธแล้วละ” เจ๊เล็กค้อนปะหลับปะเหลือก เคี้ยวหมากหยับๆ

       “เหรอๆ ๆ … โอ๋ๆ ๆ ก็ไม่ได้ยิน อย่าน้อยใจเลยน่ะ นี่ไงมาแล้ว ฮ่ะๆ ๆ ๆ ”
       “ไม่ต้องมาพู่ดร้อก ฮึ” เจ๊เล็กยังงอนเล่นๆ ต่อไป
       “ซื่อ(ซื้อ)ของเราก็ไม่ซื่อ เราเรียกแล่วยังไม่หันอีก… ฮึ… . น่าโมโห … ”
       “ฮ่ะๆ ๆ ” ฉันหัวเราะชอบใจ

       ในวันธรรมดาแผงเจ๊เล็กจะขายหมาก ซึ่งมีทั้งหมากดิบ และหมากหั่น พลูก็มีทั้งพลูจีนพลูเผ็ด ปูนก็มีทั้งปูนกินกับหมากธรรมดา และปูนที่ผสมสีเสียดจนเป็นสีแดงเข้ม มะพร้าวทั้งมะพร้าวทึนทึก และมะพร้าวห้าว มะพร้าวอ่อนน้ำหอม และน้ำหวาน ใบตองกล้วยป่า และกล้วยต่างๆ เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ กล้วยหักมุก และบางวันก็จะมีกล้วยใกล้ลูกยาวๆ ที่เอาไปปิ้งรสจะหวานเข้ม และเนื้อนุ่มกว่ากล้วยหักมุก กล้วยใกล้นี้ชาวดามากัสก้านิโกรผิวดำที่มาทำพลอยอยู่ที่จันท์จะชอบเอาไปทอดกินกับเนย แต่พวกเขาจะต่อราคาเก่งมาก หลายครั้งเจ๊เล็กก็ไม่ขายให้ เพราะต่อกดราคามากเกินไป

       เจ๊เล็กบอกว่า เธอจะโกรธเมื่อได้ยินคนพูดว่า “แผงนี้ขายของแพง” หรือ “แผงนี้เอาของไม่ดีมาขาย” ด้วยการยึดมั่นในปรัชญาเช่นนี้จึงทำให้เจ๊เล็กมีลูกค้าขาประจำมากกว่าแผงอื่นๆ

       แรกๆ ฉันก็ไปซื้อ ทุเรียน มะพร้าวอ่อน จากแผงของเธอ แต่พอนานๆ เข้าก็สนิทสนมกันจนกลายเป็นไปนั่งคุยกันทุกวัน เจ๊เล็กก็จะมีเก้าอี้ไว้ให้นั่งเสมอ มีขนมอะไรอร่อยก็จะแบ่งปันกันกิน ถ้าฉันไปจ่ายตลาดเจอลูกคุย ผลไม้ป่ารสเปรี้ยวจัดหวานเล็กน้อย ฉันก็จะซื้อไปฝากเขา จนทำให้เรากลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ฉันไปจ่ายตลาดตั้งแต่บ่ายแก่ๆ และจะไม่กลับบ้านก่อนตะวันตกดิน ถ้าวันไหนฉันมีธุระไม่ได้ไปตลาด เหีย(ภาษาจันท์แปลว่าพี่)เถร(คนขายผลไม้แผงตรงกันข้าม)ก็จะแซวเจ๊เล็กว่า “ซี้ไม่อยู่”

       เดือนเมษายนเป็นเดือนแห่งการขายทุเรียนไปจนถึง มิถุนายน เจ๊เล็กจะเป็นแผงที่ขายทุเรียนได้ค่อนข้างมาก เพราะมีขาประจำ เจ๊เล็กใจป้ำ หากลูกค้าบอกว่าทุเรียนที่ซื้อไปไม่ดีไม่ถูกใจ เจ๊เล็กจะชดเชยให้เสมอ (รวมหมายถึงพวกมะพร้าวด้วย) แต่ก็มีบางคราวที่เธอเบรคแตกบ้างเหมือนกัน ลูกค้าบางคนจู้จี้จะเอาอย่างโน้นอย่างนี้ ครั้นผ่าให้แล้วก็ยังไม่พอใจสารพัด บางทีเจ๊เธอก็เหลืออดตะเพิดใส่เอาเหมือนกัน
       “ไม่ขายแล้ว ไปๆ ” หรือไม่ก็
       “เจาะให้ดูเนื้อแล้วตกลงว่า จะเอา ให้ผ่าให้ พอผ่าแล้วก็เปลี่ยนใจไม่เอาอีก ไม่เอาก็ต้องจ่ายเงินมา ไม่งั้นชั้นไม่ยอม ฉันผ่าแล้วจะเอาไปขายให้ใครได้” ยามที่เจ๊เล็กแกเอาจริงลูกค้าที่ว่า เขี้ยวนักเขี้ยวหนาก็ต้องยอมเหมือนกัน

       

       แม่ค้าหลายคนเป็นชาวสวนเองด้วย พวกเธอจึงนำผลผลิตจากสวนตนเอง และสวนใกล้เคียงมาขาย ทุเรียนของเจ๊เล็กก็เช่นเดียวกัน มาจากสวนตัวเอง และสวนของน้องชาย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่ำกว่าไปหาซื้อมาขาย อีกทั้งยังเป็นทุเรียนที่ปลูกในที่ดินแดง ก็ถือกันว่า ทุเรียนจะเนื้อดีเนื้อสวยกว่าปลูกบนที่ดินทราย ทุเรียนที่ขายก็มีดังนี้

       พันธุ์กระดุม เนื้อบาง เม็ดโต หวาน ไม่มัน แต่เป็นทุเรียนพันธุ์เบา ออกลูกเร็ว แก่เร็ว ตัดมาขายได้ก่อนพันธุ์อื่นๆ

       พันธุ์ ชะนี มีรสมันมากกว่าหวาน เนื้อมาก และเหนียว ถ้าหล่นจะมีรสขมเล็กน้อย ถ้างอมเนื้อจะเละ สุกเร็ว เก็บนานไม่ได้จะแตกหมดทั้งลูก

        

       พันธุ์หมอนทอง เนื้อหวานมากกว่ามัน เนื้อไม่เหนียว แต่เก็บได้นาน สุกแล้วเนื้อไม่เละ ส่วนมากจะเป็นสินค้าส่งออก

       


        พันธุ์ก้านยาว เนื้อนุ่มฟูหวาน แต่เมล็ดใหญ่ มีก้านที่ลูกยาวกว่าพันธุ์อื่นๆ ไม่เป็นที่นิยม มีขายน้อยมาก

        

        พันธุ์พวงมณี ลูกเล็กมาก เนื้อเหนียว หวาน แต่มีเนื้อน้อย บางคนถือว่า อร่อยที่สุดในจำนวนทุเรียนด้วยกัน

        ฉันไปช่วยเจ๊เล็กขายทุเรียนแทบทุกวัน จนรู้จักการห่อลูกทุเรียนด้วยกระดาษโฆษณาของห้างใหญ่ เจ๊เล็กแกล้งคุยโวว่า เธอเป็นเจ้าของห้างจึงเอากระดาษแสดงรายการโปรโมชั่นสินค้ามาห่อทุเรียนได้

        เจ๊เล็กยังสอนฉันให้รู้จักการดูทุเรียนพันธุ์ชะนีว่า ลูกไหนเนื้อเหลืองเข้มไม่เข้ม โดยการเลือกลูกที่เปลือกหนาหนามห่าง และมีพูแป้ว หากลูกไหนมีพูเต็มทุกพู รูปร่างลูกสวยเนื้อจะไม่สวย เพราะต้องใช้อาหารไปหล่อเลี้ยงทุกพู แต่ถ้ามีพูน้อย อาหารจะไปหล่อเลี้ยงได้เต็มที่จึงทำให้เนื้อมีสีเหลืองเข้ม

        นอกจากนี้เธอมีสามีที่ช่วยงานอยู่เบื้องหลัง ตัดทุเรียน ปอกมะพร้าว สารพัด เธอมีลูกสาวสองคน คนโตเรียนจบปริญญาตรีแล้ว ส่วนคนน้องเรียนอยู่ ม.5 ลูกสาวที่น่ารักทั้งคู่มาเปิดขายทุเรียนอีกแผงหนึ่งที่บริเวณงานผลไม้ด้วย

        เจ๊เล็กไม่ใช่แม่ค้าธรรมดา เธอเป็นคนมีเพื่อนฝูงมาก ตั้งแต่ผู้คนทั่วๆ ไปจนถึงครูอาจารย์ เพราะเธอเรียนจบปริญญาตรี ที่เธอกินหมากจนฟันดำปี๋ เธอเล่าว่า เธอแพ้ท้องอยากกินหมากตั้งแต่อายุ 25 เธอจึงกินเรื่อยมาจนอายุจวนเจียนจะ 50 ปี จึงหยุดไม่ได้อีกแล้ว หากวันไหนไม่มีหมากกินเธอจะหงุดหงิด พาลจะเป็นลมเป็นแล้งเสียให้ได้

        บ่ายวันหนึ่งอากาศร้อนจัด ในขณะที่กำลังนั่งคุยกับฉันอยู่นั้น เจ๊เล็กก็เอ่ยว่า
        “นี่เธอ..เธอจะเดินไปแถวๆ เซเว่นมั่งป่าว”
        “ไปสิ ฉันจะไปซื้อนม”
        “เออ..ดีๆ ฉันฝากซื้อ สเลอปี้ด้วยนะ”
        “หา... ... อะไรนะ เจ๊เล็ก” ฉันทำตาโตน้องๆ ไข่ห่าน เพราะเจ้าสเลอปี้ เกล็ดน้ำแข็งละเอียดๆ เย็นๆ หวานๆ ชื่นใจนี่เด็กๆ และวัยรุ่นจะชอบกินกันมาก แล้วก็สนุกตรงที่คนซื้อได้กดสเลอปี้ใส่แก้วเองอีกด้วย
        เจ๊เล็กทำท่ากระมิดกระเมี้ยน “ก้อ..ชั้นอยากกินมั่งน่ะ รึว่า เธอไม่รู่จักล่ะ ไอ้สเลอปี้เนี่ยะ ”
        “ฮ่าๆ " ฉันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น"รู้จัก..รู้จักสิ แต่ชั้นไม่คิดว่า เจ๊เล็กจะกินนะสิ เหียเถรๆ ..ได้ยินป่าวเจ๊เล็กอยากกินสเลอปี้” ว่าแล้วฉันก็รีบจ้ำอ้าวเดินไปซื้อให้เธอทันที

        ฉันก็ออกจะเขินเหมือนกันที่ถือสเลอปี้แก้วใหญ่ใส่หลอดสองหลอดกลับมาที่แผงเจ๊เล็ก แล้วนั่งลงข้างหลังกองทุเรียน เจ๊เล็กรีบคายชานหมากทิ้ง เอาทิชชูเช็ดปาก แล้วเราสองคนก็แอบดูดเกล็ดน้ำหวานสีน้ำตาลกันอย่างเอร็ดอร่อย

         “หลอดของเธอสีขาวนะ หลอดของฉันสีเหลือง” ฉันบอก

         น้ำหวานเย็นเจี๊ยบชื่นใจในยามบ่ายที่ร้อนจัดกับเพื่อนคนขายทุเรียนที่ถูกคอกัน ทำให้มีความสุขเสียนี่กระไร



 

                    


Posted by มะเหมี่ยว on 09 May 2005,22:12
xmas.gif น่ารักจังเลยค่ะน้าแอ๊ด อ่านแล้วก็ต้องอมยิ้มไปด้วย  wave.gif  again.gif
Posted by add on 27 May 2007,23:32
ป้าจันทร์..คนที่ฉันรักเหมือนแม่


       ป้าจันทร์เป็นแม่ค้าขายผักและผลไม้หน้าตลาดสวนมะม่วง ทั้งขายส่งและขายปลีก ผลไม้ที่ป้าขายก็มี มะกอก มะยม มะม่วงดิบ แห้ว กล้วย มะพร้าวเผา พุทรา มันแกว ฯลฯ ตามแต่ฤดูกาล บางครั้งก็มี สะตอ ข้าวโพด ขายด้วย แต่ที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษเห็นได้ชัดคือ แผงของป้าจันท์มักจะมีผลไม้แปลกๆที่เป็นพื้นบ้านเช่น ลูกสมอ ลูกมะหวด ลูกท้อ ลูกมะตูม ระกำเปรี้ยว ฯลฯ และมักจะมีผักพื้นบ้านมาก เช่น ขมิ้น ใบชะมวง ขิง  ผักกูด เป็นต้น

         

          ป้าจันทร์เป็นคนที่ฉันเคารพนับถือ และสนิทสนมมาก เพราะเขาเป็นแม่เพื่อนสนิทของฉันสมัยเรียนมัธยมด้วยกัน ฉันเรียกเขาว่าแม่ เมื่อหลายปีก่อนที่ป้าจันทร์มาขายของ ฉันจะต้มข้าวต้มมาให้ทุกเช้า เพราะรู้ว่า แม่ต้องออกจากบ้านมาตั้งแต่ ตี 1 เพื่อมาจัดของ ซื้อของ เตรียมขาย ( ตลาดสวนมะม่วงและตลาดโบว์ลิ่งนี่ เที่ยงคืน ตี 1 ก็มีทั้งคนขายและคนซื้อแล้ว น่าจะเรียกว่าตลาดไม่เคยหลับ ) พอถึงเช้าแม่ก็คงจะหิวแล้ว ฉันจึงเตรียมข้าวมาให้ แต่ต่อมาภายหลังฉันไม่ได้ต้มข้าวต้มตอนเช้า และแม่เขาก็ห่อข้าวมาจากบ้าน ฉันจึงเลยงดส่งข้าว แต่เอาผักต้มไปฝากตอนเย็นแทน ผักต้มที่ว่านี้ส่วนใหญ่ก็เป็นข้าวโพดต้มใส่ฟักทอง ยอดฟักทอง และอื่นๆ แล้วแต่ว่าวันไหนมีอะไรสด กินเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ และปัจจุบันนี้ฉันก็เปลี่ยนจากส่งผักต้มมาเป็นข้าวสวยกล้อง เพราะแม่อยากจะทานข้าวกล้อง แต่ที่บ้านลูกๆเขาไม่ทานกัน ฉันหุงข้าวกล้องทุกวันจึงเอามาฝาก


            ป้าจันทร์ มีอายุ 69 แล้ว แต่ก็ยังแข็งแรง ขายของคนเดียว มีเด็กเข็นรถมาช่วยยกของบ้าง หลายครั้งฉันเฝ้าถามว่า

            " แม่ไม่เหนื่อยหรือ ต้องมาขายของทุกวัน หนูไม่เห็นแม่หยุดเลยซักวันเดียว "

         " ไม่เหนื่อยหรอก มาจนชินแล้ว วันไหนไม่มาต้องป่วยแน่ ก็ชีวิตเราอยู่ที่ตลาดนี่แล้ว ถ้าเราไม่มาเราก็เหงา อยู่บ้านเฉยๆ อยู่ไม่ได้หรอก เรามาก็ได้คุยกับคน คนมาซื้อของเราก็ดีใจ เราก็ไปหาของมาขายได้อีก "

         " แต่แม่มาตั้งแต่ตี 1 ได้กลับบ้านก็ตอน 9 โมงเช้า แล้วพอบ่าย 2 โมงแม่ก็มาอีกแล้ว"

         " แม่ก็กลับไปนอน พอตื่นก็เตรียมตัวมาตลาดอีก ไม่เหนื่อยร้อก ชินแล้ว " แม่ยิ้มอย่างมีความสุข

           
            แม่ใจดีให้คนซื้อของเชื่อเงินไว้ด้วย พอมาเอาของงวดใหม่ไปจึงจะจ่ายหนี้งวดก่อน จนมีบางเจ้าก็โกง จ่ายหนี้งวดเก่าไม่หมด ทบมาเรื่อย จนเป็นก้อนใหญ่ แล้วก็เบี้ยว ไม่จ่ายเสียเฉยๆ บอกว่าไม่มีบ้าง แล้วจะจ่ายให้บ้าง แม่โดนโกงแบบนี้เป็นหมื่นบาท

            " เราไม่ให้เขาติด เขาก็ไม่ซื้อเรา พอให้เขาติดเขาก็ชอบเบี้ยวหนี้เรา " แม่บ่น

            " วันหลังแม่ก็อย่าให้เขาติดสิ บอกจ่ายสดอย่างเดียว " ฉันเสนอ

            " โอ๊ย ไม่ได้หรอก ทำอย่างนั้นลูกค้าเขาก็ไม่ซื้อของเรา เขาก็ไปซื้อเจ้าอื่นหมด เราก็ให้เขาติด แต่ให้ติดน้อยหน่อย เราจะได้เสียหายน้อยหน่อย " แม่สรุป

             " เอ้า วันนี้เอาพุทราไปกินมั้ย นี่พุทราสามรสนะ อร่อย เอ้า...เอาใส่ถุงไป " แม่ชอบให้ผลไม้เสมอ  รวมทั้งผลไม้พื้นเมืองแปลกๆหลายๆอย่าง  จนทำให้ฉันได้รู้จักและรู้รสชาติของผลไม้เหล่านี้   อย่างเช่น  มะขวิด  ลูกสมอ  ลูกท้อ  มะขามเทศ เป็นต้น

                  ลูกมะขวิด

               

              ลูกสมอ

             


             แต่มีบางครั้งแม่ก็กระซิบบอกว่า

             " อย่าเอามะพร้าวเผานี่ไปกินนะ มันต้มใส่โซดาไฟ เห็นมั้ยขาวจั๊วเลย แล้วมันเอาแก๊สมาลนทีหลังให้เป็นรอยดำๆ คนซื้อจะได้นึกว่า เป็นมะพร้าวเผาจริงๆ "

            " อ๊าว แล้วแม่ขายทำไม ทำไมไม่ขายแบบที่เขาต้มธรรมดาล่ะ "

             " ก็คนซื้อชอบแบบขาวๆ แม่ก็เลยสั่งมาขาย แห้วนี่ก็เหมือนกัน เขาใส่สารมาไม่ให้บูดแล้วก็ขาวตลอด ไม่มีดำเลย อย่าเอาไปกินนะอันตราย "

            โธ่ แม่นะแม่ ดิฉันพูดไม่ออก ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไงดี ก็ต้องเลี่ยงเอาอย่างที่แม่แนะนำ แล้วแม่ยังคอยบอกอีก ในภายหลังแม่ก็ไม่ขายของพวกนี้อีก แม่ก็คงจะรู้สึกไม่สบายใจเหมือนกัน

             " นี่ อย่าไปซื้อผักดองเจ้านั้นกินนะ แม่เห็น เขาเอาชูรสใส่ แล้วก็เอาน้ำส้มสายชูใส่ ปลาจ่อมของเขาเหมือนกัน ใส่สีส้มแล้วก็ใส่ชูรสด้วย ถ้าอยากกินปลาจ่อม บอกนะจะ ซื้อที่หนองบัวให้ เขาทำตามบ้านไม่ใส่สี กินอร่อย วันหลังแม่จะซื้อมาฝาก "

          ปลาจ่อม คือ ปลาตัวเล็กๆที่เขาเอามาหมักเกลือ ใส่ข้าวคั่ว คงจะเหมือนปลาร้า แต่ใช้ลูกปลาน้ำกร่อยตัวเล็กๆ กุ้งจ่อมก็ใช้กุ้งตัวเล็กๆแทนปลา ทั้งปลาจ่อมและกุ้งจ่อมเป็นอาหารพื้นเมืองทางนี้
       

             เนื่องจากแม่เป็นคนดีที่แม่ค้าคนอื่นก็นับถือและเกรงใจ บางวันที่ฉันซื้อของแล้วถูกแม่ค้าโกง เช่น แม่ค้าเงาะเลือกแต่เงาะที่มีรอยมีดให้ ฉันมาเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็ไปต่อว่าเขา วันต่อมาแม่ค้าคนนั้นก็กลับกลายเป็นคนใจดี ซื้อของเขาเขาจะรีบแถมให้ นี่เป็นเพราะป้าจันทร์แท้ๆ ฉันเลยกลายเป็นคนมีเส้นมีสายในตลาดไปเลย

              เมื่อปีที่แล้ว  ป้าจันทร์ขาเจ็บเพราะเอี้ยวตัวไปช่วยอุ้มเด็กเล็กคนหนึ่งซึ่งกำลังจะลื่นล้ม ทำให้ป้าจันทร์เจ็บขายอกไปจนถึงเอว ต้องไปฉีดยา กินยาอยู่หลายวัน ลูกสาวป้าก็ขอร้องไม่ให้ป้ามาขายของอีก แต่ป้าทำใจไม่ได้ จึงขอมาขายตอนเย็นๆเวลาเดียว แต่พอต่อมาป้ารู้สึกตัวว่าแข็งแรงขึ้นก็อดไม่ได้ที่จะมาขายของตอนเช้าอีกด้วย ป้าไม่มาตอนตี 1 แต่มาตอนเช้าตี 5 แทน


               ความสัมพันธ์ของฉันกับแม่ที่ชื่อจันทร์ ยังดำเนินต่อไป ด้วยความรักและผูกพันอย่างลึกซึ้ง บางครั้งฉันไปเที่ยวต่างจังหวัดก็จะซื้อของฝากมาให้แม่เสมอ ผ้าถุงบ้าง ของกินบ้าง ส่วนแม่จันทร์ ถ้าที่บ้านลูกสาวเขาทำขนมเขาก็จะเอามาฝากฉันด้วย เช่น ขนมเผือกมันนึ่ง ข้าวเหนียวเหลืองหน้ากุ้ง เป็นต้น

              ฉันรักป้าจันทร์เหมือนป้าเป็นแม่ของฉันจริงๆ

Posted by วันดี on 28 May 2007,10:54
อูย  น่ารักจัง  อ่านแล้วรักทั้งเจ๊เล็ก  และแม่ป้าจันทร์  โดยเฉพาะรักคนเขียน  คนเขียนต้องเป็นคนน่ารัก  ถึงได้มองเห็นเจ๊เล็กและแม่ป้าจันทร์ในมุมนี้  

EM142.gif

Posted by pakae on 29 May 2007,12:30
ดีจังเลยนะพี่แอ๊ด    มีคนทีเรารักได้เหมือนแม่    แสดงว่าเขาก็ต้องรักเรามากจริงๆด้วยละ     แต่ว่าเรื่องนี้อ่านมาแล้วใช่เปล่า     จำตอนที่พี่บอกเรื่องสเลอบี้ได้     โธ่พี่ ไม่ยักรู้ว่า สเลอบี้เขามีไว้ให้เด็กวัยรุ่นดูดอย่างเดียว    

        เพราะว่าไปซื้อมาดูดเองคนเดียวเป็นประจำ EM151.gif

Posted by add on 02 Jun. 2007,00:40
เรื่องเจ๊เล็กน่ะอ่านแล้ว  ปาเก้จำแม่น  แต่เรื่องป้าจันทร์น่ะว่าโพสต์แล้วแต่หาไม่เจอเลยเอามาโพสต์อีกที อิอิ  ขอบคุณที่พี่วันดีชม   EM142.gif

หญิงใบ้แห่งตลาดสวนมะม่วง

             

              เธอเป็นผู้หญิงผอมแกร็นผิวค่อนข้างคล้ำและเหี่ยวย่น  แก้มตอบและฟันหลอซี่หน้า  ผมซอยสั้นแต่ก็กระเซิงเล็กน้อย เธอชอบนุ่งกางเกงขาสั้นใส่เสื้อยืดยืนอยู่แถวๆแผงขายผักผลไม้ของป้าจันทร์ใกล้ปากทางเข้าตลาดสวนมะม่วง    เธออยากจะพูด  อยากจะสื่อสารกับผู้คน  แต่น้อยคนนักที่จะพยายามพูดกับเธอ รับฟังของเธอ   ทั้งนี้เพราะเธอเป็นเพียงคนใบ้ที่ส่งเสียงไม่เป็นภาษานั่นเอง 

             ป้าจันทร์เมตตาต่อหญิงใบ้คนนี้จึงชวนเธอมาทำงานที่เธอพอจะทำได้  บางวันป้าก็ให้เธอช่วยนั่งแกะเม็ดสะตอออกจากฝักแล้วก็ให้สตางค์เธอ  20 บาท   บางวันก็ให้เธอช่วยควักไส้เมล็ดมะระที่ตัดเป็นท่อนแล้วออก(สำหรับทำมะระยัดไส้)   บางวันแผงข้างๆป้าจันทร์ก็ชวนเธอไปช่วยขายผลไม้   เธอชั่งของเป็น  รับเงินทอนเงินได้   และมีความซื่อสัตย์ซื่อตรงดี    คนที่ไหว้วานเธอขายของต้องติดราคาขายสินค้าไว้ให้เห็นชัดเจน  เพื่อเธอจะได้ไม่ต้องพูดกับลูกค้าว่าราคาเท่าไร  แต่อย่างไรก็ตาม  หญิงใบ้ก็มีความสามรถในการใช้มือ  ยกนิ้วมือ และทำท่าต่างๆเพื่อสื่อสารกับคนอื่นๆได้  

             ฉันชอบทักทายกับหญิงใบ้คนนี้  เธอก็ชอบพูดคุยและเล่าอะไรๆให้ฉันฟังเช่นกัน    โดยที่ฉันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง   ต้องคอยอาศัยป้าจันทร์เป็นล่ามแปลให้ฟังอีกทีหนึ่ง   เธอพยายามบอกให้ฉันฟังเรื่องครอบครัวและพี่สาวของเธอ  ฉันฟังไม่รู้เรื่อง  ป้าเลยเล่าว่า   เธอทำงานกับพี่สาว  แล้วพี่สาวตีเธอ   เธอจึงมาหางานทำที่ตลาดนี้

                วันไหนฉันมีขนมหรือผลไม้มาก็จะถามเธอก่อนว่าเธอจะกินไหม?  เพราะเธอไม่ใช่คนที่อยากได้ของของคนอื่น  วันไหนเธออยากกินเธอก็จะรับไปเท่าที่เธอต้องการและขอบคุณ  แต่ถ้าเธอไม่กินเธอก็จะโบกมือส่ายหน้าแล้วเอามือลูบท้องแสดงท่าว่าอิ่มแล้ว    
                              
                หลายวันก่อนมีคนมาหยิบผักจากแผงของป้าจันทร์ไปตอนที่ป้าไม่อยู่   เธอก็ส่งเสียงเอะอะโวยวายฟ้องป้า   พร้อมทั้งทำไม้ทำมือประกอบ  ชี้มือไปที่ผักแล้วก็ทำท่าหอบผักเดินไป  แต่ป้าก็ไม่รู้ว่าคนที่เธอบอกนั้นหมายถึงใคร  จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น  พอเธอเห็นผู้ชายคนนั้นเดินมา  เธอก็ร้องลั่นชี้มือไปที่ชายคนนั้นทันที   แต่ก็ไม่ใช่เรื่องขโมยขโจรอะไร  เป็นเพียงเรื่องที่เข้าใจกันผิดในระหว่างคนที่พูดกันรู้เรื่องไม่ได้เป็นใบ้เท่านั้น

               เรื่องที่น่ารักมากคือ  วันหนึ่งเธอบอกกับฉันและป้าจันทร์โดยเอานิ้วชี้มาวางคู่กัน  แล้วก็ทำท่าพนมมือไหว้   แล้วทำมือเป็นวงบนศีรษะ   เราก็เข้าใจได้ว่าเธอชอบใครรักใครสักคนอยากจะแต่งงานด้วยทำนองนั้น   แต่ใครกันล่ะที่เธอชอบ  

             “ใครๆล่ะ  ชอบใครเข้าล่ะ”  ป้าจันทร์ถามหัวเราะๆ  

             “เอ.....ไปแอบรักใครนะ” ฉันฉงน

             หญิงใบ้ยิ้มหน้าบาน   แล้วชี้มือไปที่ถุงน้ำมันพืชที่วางขายอยู่หน้าร้านของชำ   เราสองคนมองตามไปแล้วก็ทำหน้างง   ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร   หญิงใบ้ยิ้มกว้างโชว์ฟันหลอ  แล้วทำท่าย่อตัวยกมือไว้บนบ่าทำท่าแบกของ   ป้าจันทร์หัวเราะลั่น

            “อ๋อ.....” ป้าจันทร์ลากเสียงยาว  กลั้วเสียงหัวเราะ.ในขณะที่ฉันยังแปลภาษาท่าทางไม่ออก  ได้แต่หันไปถามป้าจันทร์ด้วยสายตา    
     
            “นี่ไง  เขาบอกว่าเขาชอบคนที่มาส่งของ  คนที่แบกน้ำมันมาส่งที่ร้านของชำน่ะ”  ฉันจึงถึงบางอ้อ  

             “แล้วตาคนนั้นเขาจะชอบเธอเรอะ” ป้าจันทร์หันไปถามหญิงใบ้   หญิงใบ้ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจกับคำถามของป้า   เธอยังทำท่านิ้วชี้เคียงคู่ต่อไป   ดวงตาของเธอเป็นประกายสุกใสตัดกับรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผาก  และแก้มตอบๆของเธอ

             แค่คิดว่ารักใครชอบใครเธอก็มีความสุขแล้ว   ชีวิตของเธอ  ความคิดของเธอช่างไร้เดียงสา  ไม่ซับซ้อน  ทำให้โลกนี้ช่างสดใสได้ง่ายๆเสียจริง  

Posted by pilgrim on 04 Jun. 2007,20:44
พี่แอ๊ด พบเจอผู้คนมากมายนะคะ

เห็นด้วยกับพี่วันดีค่ะ ว่าพี่แอ๊ดน่ารักและอบอุ่นจริงๆ ICON015.gif

Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard