Forum: ห้องสุขภาพ
Topic: ธรรมชาติบำบัด
started by: วันดี

Posted by วันดี on 15 May 2005,17:45
เชื่อไหมว่า ร่างกายนี้คือสิ่งมหัศจรรย์ มีความสามารถที่จะเยียวยารักษาความเจ็บป่วยได้ด้วยตนเอง

ถ้าเชื่อเช่นนี้ได้ ก็ให้ลองหันมามองแนวธรรมชาติบำบัดของหมอเจค็อบ วาทักกันชารี นักธรรมชาติบำบัดชาวอินเดียใต้ ที่ใช้หนทางนี้บำบัดผู้ป่วยมาแล้วกว่า ๒๕ ปี

ธรรมชาติบำบัด (Nature Cure) หรือ การรักษาตามธรรมชาติ (Naturopathy) คือการรักษาความเจ็บป่วย ด้วยวิธีให้ร่างกายรักษาตนเอง ผ่านกระบวนการพื้นฐานธรรมดา ๆ ของการดำรงชีวิต ทั้ง การกินอาหาร การหายใจ การใช้น้ำ และการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง

โรคภัยไข้เจ็บส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมที่ผิดปกติของเจ้าของร่างกายนั้น เช่น กินอาหารที่เป็นโทษต่อร่างกายตนเอง ใช้ร่างกายให้ทำงานมากเกินไป ทั้งเนื่องจากทัศนะที่ผิดในการดำรงชีวิต และชีวิตที่เลือกไม่ได้

อาการเจ็บป่วยคือคำเตือนจากร่างกาย บอกให้เจ้าของร่างกายนั้นได้รู้ว่า เธอกำลังทำสิ่งผิด ๆ ให้กับฉัน เธอทำให้ฉันเสียสมดุล ถ้ามากกว่านี้ หรือยังไม่ฟังฉัน ฉันก็จะไม่อยู่กับเธอแล้วนะ

หมอเจค็อบมองว่า “ร่างกายมีกลไกที่แสนฉลาด มีการทำงานที่เป็นระบบระเบียบ รู้ว่าจะร้องขออาหาร น้ำ การพักผ่อน อย่างไร รู้ที่จะขับของเสีย รู้ที่จะเจริญเติบโต และรู้ดีว่าจะจัดการกับปัญหาที่เกิดกับร่างกายตนเองอย่างไร จงฟังเสียงของร่างกาย เพราะร่างกายนั้นรู้ดีว่าจะซ่อมแซมเยียวยาตนเองอย่างไร อย่าขัดขวางกระบวนการทำงานของร่างกายด้วยการใช้ยาระงับอาการ”

ท่านเจ้าคุณนร (พระภิกษุพระยานรรัตน์ราชมานิต) เคยกล่าวไว้ว่า “จงอย่าฝากชีวิตไว้กับหมอและยา เพราะหมอก็ไม่ใช่เทวดา หรือผู้สัพพัญญู และยาก็ย่อมจะมีทั้งคุณและโทษ ควรพึ่งตนเองด้วยโยนิโสมนสิการ ก่อนที่จะคิดพึ่งหมอและยาเถิด”
Posted by add on 15 May 2005,19:56
พี่วันดี น่ารักจัง  มีเรื่องดีๆมาฝากพวกเราอีกแล้ว  

           thankssign.gif   again.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 16 May 2005,01:48
น้าวันดีคะ มะเหมี่ยวชอบประโยคนี้จังเลยค่ะ winkthumb.gif

"อาการเจ็บป่วยคือคำเตือนจากร่างกาย บอกให้เจ้าของร่างกายนั้นได้รู้ว่า เธอกำลังทำสิ่งผิด ๆ ให้กับฉัน เธอทำให้ฉันเสียสมดุล ถ้ามากกว่านี้ หรือยังไม่ฟังฉัน ฉันก็จะไม่อยู่กับเธอแล้วนะ"

มีคนข้างๆ มะเหมี่ยวเขากระซิบถามมาว่า whisper.gifธรรมชาติบำบัดนี้ มีขอบเขตแค่ไหนคะ hum.gif อืม์มมม..... มะเหมี่ยวขออนุญาตยกเอากรณีปวดท้องของมะเหมี่ยวมาเป็นตัวอย่างเลยนะคะ

เริ่มจากอาการปวดท้องคลื่นไส้ แล้วก็อาเจียน ทั้งยังมีอาการท้องเสียร่วมด้วย กินอาการได้น้อยและจะหนักไปทางน้ำกับผลไม้ เป็นอยู่อย่างนี้สองวันค่ะ ตอนนี้เองใช่ไหมคะที่ร่างกายกำลังรักษาตัวเอง และกำลังร้องขออาหารที่เป็นประโยชน์ในการซ่อมแซมร่างกาย

แต่ถ้าเป็นอยู่อย่างนี้สัก 4-5 วัน แล้วไม่หาย หรือไม่ดีขึ้นเลย จนเราทนไม่ไหว ต้องไปหาหมอ ตรงนี้ก็น่าจะเป็นขอบเขตของธรรมชาติบำบัดใช่ไหมคะน้าวันดี

มะเหมี่ยวโชคดีที่ร่างกายสามรถบำบัด ซ่อมแซมตัวเองจนสำเร็จ เป็นเพราะเราให้ความร่วมมือที่ดีแก่ร่างกาย หนูเข้าใจถูกต้องแล้วหรือยังคะน้าวันดี laugh1.gif
 thankssign.gif again.gif winkthumb.gif
Posted by คชาไพร on 16 May 2005,08:24
สวัสดีครับคุณวันดี คุณแอ๊ด หลานมะเหมี่ยว

         ลุงช้างก็เป็นอีกคนที่สนใจครับ คุณวันดีเขียนได้สนุก น่ารักดี จะคอยตามอ่านครับ
Posted by วันดี on 16 May 2005,17:11
หมอเจเค็อบต่อต้านการใช้ยาทุกชนิด เขาบอกว่า “ทุกวันนี้เราถูกกำหนดพฤติกรรมทุกอย่างโดยบรรษัทข้ามชาติ ที่มุ่งผลิตสินค้า เพื่อเหตุผลทางธุรกิจ ยาเป็นเพียงสินค้าอีกชนิดหนึ่งเท่านั้น ไม่ต่างอะไรกับน้ำอัดลม หรือรถยนต์ มียาจำนวนมากที่ประกาศเลิกใช้ไปแล้วในสหรัฐอเมริกาเพราะก่อให้เกิดโรคอื่นตามมา แต่ยังคงใช้รักษาคนไข้กันอยู่ในประเทศไทย และประเทศอินเดีย...ไม่มียาชนิดไหนที่ไม่ก่อให้เกิดโรคต่อเนื่อง...ที่ศูนย์ธรรมชาติบำบัดของผม ทุก ๆ เดือนจะมีผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายเข้ามารับการรักษา ๘-๑๐ คน พอไปดูประวัติคนไข้ ก็พบว่าคนไข้เหล่านั้นผ่านการใช้ยาพาราเซตตามอลมากันทั้งสิ้น ซึ่งในคู่มือใช้ยามีคำเตือนว่า ยาพาราเซตตามอลมีผลร้ายแรงต่อผู้ที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง มีผลข้างเคียงคือจะมีอาการคลื่นไส้ วิงเวียน และมีปัญหาเกี่ยวกับตับ”

หมอเจค็อบเล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันในอินเดีย รัฐบาลออกกฎหมายให้ยากลุ่มพาราเซตตามอลต้องติดคำเตือนที่ฉลากว่า การใช้ยาพาราเซตตามอลเกินขนาดจะมีผลต่อตับ ส่วนในประเทศอังกฤษนั้น สมาคมการแพทย์ได้ตีพิมพ์เอกสารระบุว่า ถ้าใช้ยาพาราเซตตามอล ๑๐-๑๕ กรัมภายใน ๒๔ ชั่วโมงอาจทำให้เกิดอาการตับและไตหดตัวอย่างรุนแรง ภายในเวลา ๓-๔ วัน สามารถเสียชีวิตได้

เขาบอกว่าเขาเคยบดยาพาราเซตตามอล ๒ เม็ดแล้วคลุกกับข้าวเพื่อดักหนู ปรากฏว่ามีผลเท่ากับยาเบื่อหนู คือหนูกินเข้าไปแล้วตายให้เห็น

หากต้องการรักษาปัญหาสุขภาพ  ก็จงเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับยาและร่างกายตนเองเสีย

“ไม่มียาตัวไหนให้สุขภาพที่ดีแก่เราได้ ไม่มีหมอคนไหนรักษาอาการเจ็บป่วยได้จริง ไม่มีหนทางลัดสู่การมีสุขภาพดี มีแต่การปฏิบัติและดูแลตนเองอย่างถูกต้องเท่านั้น ร่างกายจึงจะปลอดภัยจากโรคร้าย”

โรคเรื้อรังทั้งหลาย อาทิเช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ รวมถึงมะเร็ง และอาการเจ็บป่วยร้ายแรงอื่น ๆ อีกจำนวนมาก แพทย์แผนปัจจุบันยอมรับว่ารักษาไม่หาย ได้แต่ประคับประคอง ระงับอาการเป็นคราว ๆ และเพิ่มยาขึ้นเรื่อย ๆ หรือกระทั่งต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นทิ้ง

ตรงกันข้าม ธรรมชาติบำบัดซึ่งมองว่าโรคเหล่านี้เกิดจากการสะสมพิษในร่างกายเป็นเวลายาวนานทั้งจากยา และอาหารที่เป็นโทษ กลับสามารถรักษาได้ถ้าหันกลับมาดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง สร้างเงื่อนไขที่ดี ให้ร่างกายได้ดูแลรักษาตนเองอย่างเต็มที่ นำสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติรอบตัวมาเป็นเครื่องมือในการเยียวยา

มีบางตัวอย่างที่จะเล่าให้ฟังในที่นี้ได้ เพราะได้เห็นมาเองกับตา

น้องแก้ม หญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน เธอทรมานด้วยโรคนี้มานาน วันหนึ่งเธอมารับการบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติแนวหมอเจค็อบ เธอได้ใช้การอดอาหาร การพอกโคลน การล้างพิษ ภายใน ๑๕ วันอาการของเธอก็ดีขึ้นอย่างทันตาเห็น เธอกลับไปทำต่อที่บ้าน และพาตัวเองมาให้เราดู วันนี้หน้าตาเธอเกลี้ยงเกลา ผิวพรรณสดใส ดูไม่ออกว่าเธอผ่านอะไรมาบ้าง

คุณทอม ป่วยด้วยอาการเลือดออกในกระเพาะถึงขั้นหมดสติ ผ่านการบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ ทุกวันนี้อ้วนท้วนสมบูรณ์หน้าตาผ่องใส และไม่เคยปวดท้องอีกเลย

มีตัวอย่างอีกหลายตัวอย่าง ที่หลังจากเลิกยาแล้วใช้ธรรมชาติบำบัด ชีวิตก็เปลี่ยนไป ทั้งผู้ป่วยมะเร็ง เบาหวาน ความดัน หัวใจ  ไทรอยด์ ภูมิแพ้ หืดหอบ ฯลฯ

ดังนั้นจึงมีข้อห้ามหลายอย่างเมื่อมีสัญญาณเตือนจากร่างกาย หรือเกิดเจ็บป่วยขึ้น
๑. ไม่ไปหาหมอ
๒. ไม่กินอาหาร เพื่อให้ร่างกายได้ทำงานซ่อมแซมเต็มที่ ไม่ต้องห่วงคอยมาย่อยอาหารอยู่
๓. ไม่กินยา
๔. ไม่ทำงาน ต้องพักผ่อนอย่างเต็มที่
๕. ไม่คิดว่าคือความเจ็บป่วย ให้คิดว่าร่างกายกำลังขับพิษร้ายออก
๖. อย่าหวาดกลัว จงเชื่อมั่นในความสามารถของร่างกายตนเอง และรอคอยกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกายอย่างใจเย็นและเข้าใจ
๗. สามารถดื่มน้ำมะพร้าวได้ในบางกรณี 


หนูมะเหมี่ยวถามว่าธรรมชาติบำบัดมีขอบเขตแค่ไหน

คำตอบคงจะอยู่ที่ข้อ ๖ นะคะ คือความเชื่อมั่นในร่างกายตนเองและใจเย็นรอ ร่วมกับการปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับแนวทางการบำบัดอย่างเคร่งครัด 

เรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่สุดที่แนวทางนี้จะต้องฟันฝ่า เราเคยชินแต่กับการฝากร่างกายเราไว้กับหมอซึ่งเราเชื่อว่ามีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ดูแล เมื่อเราป่วยเราจะรีบไปหาหมอ ให้หมอใช้ความรู้ที่มีมารักษาร่างกายเรา หมอจะให้เราทำอะไร กินอะไร เราจะทำตาม โดยไม่เคยมีคำถาม ถ้ายังไม่หาย หมอก็มีวิธีรุนแรงกว่าเดิมมารักษาร่างกายเรา ความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามความรู้ของหมอ จนกระทั่งถึงขั้นตัดอวัยวะบางส่วนทิ้ง ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ร่างกายขาดความสมดุลอย่างถึงที่สุดในทางธรรมชาติ ต่อไปร่างกายก็จะลดความสามารถในการบำบัดตนเองลง และจะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเหนื่อยล้าพ่ายแพ้อำลาไปในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติบำบัดก็มีข้อจำกัดของตนเอง ต้องพึ่งพาเทคนิคทางการแพทย์สมัยใหม่เข้าช่วยด้วย เพื่อตรวจหาส่วนที่เจ็บป่วยของร่างกาย หรือกรณีที่ได้รับอุบัติเหตุ มีบาดแผล หรือกระดูกหักรวมทั้งการเจ็บป่วยแบบเฉียบพลัน ก็ต้องให้การแพทย์สมัยใหม่แก้ไขก่อน แต่หลังจากนั้นขอให้ร่างกายได้ทำหน้าที่ของตนเอง

ความเห็นส่วนตัวของน้าวันดี คือถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็ต้องพบแพทย์สมัยใหม่ ถ้าไม่จำเป็นนัก ให้ร่างกายดูแลตัวเองดีที่สุด ขอให้ถือแนวทางธรรมชาติบำบัดเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพ แนวทางนี้น่าจะดีที่สุดสำหรับคนที่ยังไม่เจ็บป่วยจนถึงขั้นวิกฤติ 
Posted by มะเหมี่ยว on 16 May 2005,20:20
ขอบพระคุณค่ะ bowsdown.gif  again.gif
Posted by แมวเหมียว on 17 May 2005,07:53
พี่วันดีได้ไปอบรมดีจังค่ะ แมวเหมียวก็สนใจธรรมชาติบำบัดแต่ไม่เคยได้ไปอบรมที่ไหนสักที ได้แต่อ่านหนังสือเองค่ะ
แต่ก็ยึดหลักไม่กินยา แต่แปลกนะคะตั้งแต่ทำตัวให้ไกลหมอกลับ สบายดีไม่เป็นอะไรเลย จำไม่ได้เลยว่านานแค่ไหนแล้วที่มีอาการท้องเสีย..

แต่ก็เป็นเรื่องกระอักกระอ่วนใจเมื่อมีใครๆมาขอยาแก้ท้องเสีย ยาแก้อาเจียนแล้วไม่มีให้เค้าเพราะที่บ้านไม่มียาตุนไว้ค่ะ 

มันยากที่คนจะเข้าใจเมื่อเขามีอาการแล้วเราบอกว่าเดี๋ยวก็หายเองนะคะพี่วันดี จึงอย่างน้อยที่สุดน้ำเกลือแร่นี่จะมีไว้บ้าง แนวธรรมชาติบำบัดจะว่าอะไรมั้ยคะกับน้ำเกลือแร่ทดแทนตอนที่คนท้องเสียและอาเจียนมากๆน่ะค่ะ

again.gif
Posted by วันดี on 17 May 2005,17:41
โดยปกติร่างกายคนเราจะขับถ่ายของเสียหรือพิษออกจากร่างกาย ๔ ช่องทาง
๑. ลมหายใจออก
๒. เหงื่อ
๓. ปัสสาวะ
๔. อุจจาระ
(๕. รอบเดือน)
ต้องไม่ขัดขวางกระบวนการเหล่านี้ ปล่อยให้ร่างกายขับออกมาให้เต็มที่ ฝึกหัดการหายใจเข้าออกยาว ๆ ลึก ๆ ให้หายใจออกมากกว่าหายใจเข้า ๑ เท่า อย่ารีบเข้าห้องแอร์เมื่อเหงื่อออก อย่ากลั้นปัสสาวะและอุจจาระ ปล่อยให้ธรรมชาติของร่างกายจัดการตัวเอง


แต่ในสถานการณ์วิกฤติ ร่างกายจะมีช่องทางพิเศษในการขับพิษ ดังนี้
๑. เป็นหวัด ไอ จาม น้ำมูกไหล
๒. อาเจียน
๓. ท้องเสีย
๔. เป็นไข้
นี่คือคำร้องของร่างกาย จงฟังร่างกายตนเองและปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง


กระบวนการบำบัดโดยธรรมชาติมีอยู่ ๓ ขั้นตอน
๑. ชำระล้าง
๒. เยียวยา
๓. ฟื้นฟู


อาหารคือสิ่งหนึ่งที่หมอเจค็อบเน้นเป็นพิเศษ  เขาบอกว่า อาหารมีคุณลักษณะ ๔ ประการ คือ ชำระล้าง เยียวยา ฟื้นฟู และก่อให้เกิดพิษ 

น้ำผลไม้ น้ำผักคั้น น้ำเปล่า มีคุณสมบัติชำระล้างและเยียวยา ผลไม้มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูและชำระล้าง ส่วนอาหารปรุงสุกนั้นมีคุณค่าทางด้านฟื้นฟูให้พลังงาน แต่ก็ก่อให้เกิดพิษได้ด้วย

น้ำมะพร้าวถือเป็นน้ำทิพย์จากสรวงสวรรค์ อุดมไปด้วยแร่ธาตุ สะอาดและบริสุทธิ์กว่าน้ำใด ๆ ทารกสามารถดื่มแทนน้ำนมเมื่อมารดาเสียชีวิตได้ มีคุณสมบัติที่ดีครบถ้วนทั้งชำระล้าง เยียวยา และฟื้นฟูร่างกาย  น้ำมะพร้าว ๑ ลูก มีคุณค่าเท่าอาหาร ๑ มื้อ ทั้งร่างกายไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยไปย่อยให้เสียพลังงานด้วย จึงนับเป็นอาหารที่ดีที่สุดของร่างกาย

ในสภาพปกติ หมอเจค็อบแนะนำให้กินผลไม้ ๒ มื้อ เช้ากับเย็น มื้อกลางวันกินอาหารปรุงสุก เป็นหลัก กินแต่อาหารใหม่สดที่ เต็มไปด้วยพลังชีวิต ทั้งนี้มีกฎเหล็กหลายข้อในการกินดังนี้
๑. ไม่กินอาหารก่อน ๖ โมงเช้า และหลัง ๖ โมงเย็น เพราะร่างกายกำลังพักผ่อนไม่พร้อมที่จะรับอาหาร
๒. ไม่กินอาหารปรุงสุกนานกว่า ๓ ชั่วโมง ถ้าเป็นผลไม้ปอกเปลือกไม่เกิน ๓๐ นาที น้ำผลไม้ต้องดื่มทันที เนื่องจากเราต้องการพลังชีวิตจากอาหาร
๓. ไม่กินจนอิ่ม ให้กินเพียง ๑ ใน ๓ ของกระเพาะอาหาร ปล่อยเนื้อที่ว่างให้กระเพาะเคลื่อนไหวทำงานได้สะดวก
๔. ไม่ดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม อาหารหมักดอง ธัญญพืชขัดขาว น้ำตาลทรายขาว ผงชูรส อาหารทอด เนื้อสัตว์ นม ไข่ ซึ่งถือเป็นอาหารพิษ
๕. มีสมาธิเวลากิน ตั้งใจกินและเคี้ยวจนกระทั่งอาหารเป็นน้ำสามารถดื่มได้ ช่วยให้กระเพาะไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไป
๖. ห้ามกินอาหารที่ผสมกันหลากหลายในแต่ละมื้อ ผักควรกินกับธัญญพืช ถ้ากินผลไม้ก็ต้องเป็นผลไม้รสเดียวกัน เพื่อถนอมกระเพาะอาหารและน้ำย่อย
๗. กินอาหารเพียง ๓ มื้อต่อวัน อาจดื่มน้ำผลไม้ระหว่างมื้อได้ ๒ ครั้ง แต่ห้ามกินอาหารระหว่างมื้อ ปล่อยให้กระบวนการย่อยอาหารทำงานเต็มประสิทธิภาพโดยไม่มีการรบกวน


น้องแมวเหมียวขา ธรรมชาติบำบัดนั้นที่จริงแล้วเป็นเรื่องเก่าของคนรุ่นย่ายายของพี่(อาจรุ่นทวดของหนูมะเหมี่ยว) ส่วนการแพทย์สมัยใหม่นั้นมาทีหลัง แต่ก็เหนียวแน่นในความรู้สึกของคนรุ่นหลัง พวกเราได้ทอดทิ้งภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ แต่เชื่อในผลงานการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์และศาสตร์ตะวันตกกันมากกว่า ถ้าน้องแมวเหมียวมีโอกาสทบทวนวิธีต่าง ๆ ในธรรมชาติบำบัด ก็จะเห็นว่า เออใช่ เออใช่ ทุกทีไป หมอเจค็อบบอกว่า ธรรมชาติบำบัดเป็นเรื่องง่าย แต่เนื่องจากมันง่ายเกินไป คนจึงไม่เห็นค่าของมันและทอดทิ้งมันไป

เรื่องนี้เป็นการต่อสู้ทางแนวคิดด้วยค่ะ การที่เราจะทดลองใช้ธรรมชาติมาบำบัดตนเองนั้นอาจพอมีทางทำได้ แต่ถ้ากับญาติผู้ใหญ่ของเรา หรือลูกของเรา เราจะไม่กล้าใช่ไหมคะ นั่นเลยค่ะ การต่อสู้สองแนวทาง

พี่เองค่อนข้างเชื่อแนวทางนี้ แต่ก็ยังไม่ทั้งหมด เราคงต้องได้เห็นตัวอย่างเยอะ ๆ กระมังคะ ถึงจะเชื่อได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าบางอย่างเราทดลองทำซ้ำแล้วซ้ำอีกกับตัวเองจนได้ผลเหมือนกันทุกครั้งแล้ว เราก็น่าจะยืนหยัดทำต่อไป รวมทั้งเผยแพร่ไปสู่คนอื่นด้วย ถ้าน้องแมวเหมียวเคยรักษาตนเองได้ผลอย่างไร ก็บอกคนอื่นอย่างนั้นไปเลยค่ะ บ้านพี่ก็ไม่มียาแก้ท้องเสียเหมือนกันค่ะ
Posted by add on 17 May 2005,19:38
icon_donot.gif แฮ่ๆ คนที่บ้านกลัวทั้งยาและกลัวทั้งหมอด้วยค่ะ ที่บ้านเลยไม่มีแม้แต่ยาแก้ปวด  ถ้าเป็นแผลก็ใช้ว่านหางจระเข้ค่ะ  ( แต่ส่วนตัวมียาทาแก้คันและวิตามินที่ถูกบังคับให้กินแล้วไม่ค่อยได้กินเลยกินไม่หมด )  เท่าที่เคยกินยามาจะรู้สึกว่ามันทำร่างกายเราไม่ปกติ (รวมทั้งวิตามินด้วย)เช่น ทำให้น้ำย่อยออกมากกว่าปกติหรือมีอาการข้างเคียงอื่นๆ  รวมทั้งอาการที่เกิดภายหลังจากการใช้ยาไปนานๆ

            whisper.gif แต่แม่จะใช้ยาทุกชนิด ทั้งสมุนไพร ยาหลวง  และนั่งสมาธิ  ทำให้สงสัยว่า พอคนเราอายุมากๆแล้วจะใช้ธรรมชาติบำบัดแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้หรือเปล่าคะ?  แม่อายุ 81 ปีแล้วค่ะ  แต่ก็ต้องยอมรับว่า  คนรุ่นแม่จะชอบกินยา  รู้สึกสบายใจที่ได้กินยาและฉีดยาบ้าง  

           greet.gif แล้วพี่วันดีทานอาหารตามสูตรของคุณหมอ เจค็อบหรือเปล่าคะ?
Posted by มะเหมี่ยว on 17 May 2005,20:56
ดื่มน้ำมะพร้าวแล้วจะอ้วนไหมคะ ic-12.gif ?
Posted by แมวเหมียว on 18 May 2005,23:41
อ้างถึง
โรคเรื้อรังทั้งหลาย อาทิเช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ รวมถึงมะเร็ง และอาการเจ็บป่วยร้ายแรงอื่น ๆ อีกจำนวนมาก แพทย์แผนปัจจุบันยอมรับว่ารักษาไม่หาย ได้แต่ประคับประคอง ระงับอาการเป็นคราว ๆ และเพิ่มยาขึ้นเรื่อย ๆ หรือกระทั่งต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นทิ้ง

ตรงกันข้าม ธรรมชาติบำบัดซึ่งมองว่าโรคเหล่านี้เกิดจากการสะสมพิษในร่างกายเป็นเวลายาวนานทั้งจากยา และอาหารที่เป็นโทษ กลับสามารถรักษาได้ถ้าหันกลับมาดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง สร้างเงื่อนไขที่ดี ให้ร่างกายได้ดูแลรักษาตนเองอย่างเต็มที่ นำสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติรอบตัวมาเป็นเครื่องมือในการเยียวยา

เรื่องจริงค่ะ..แมวเหมียวเป็นกรณีตัวอย่างค่ะ..

เมื่อปี2544 พบว่าตัวเองเป็นความดันโลหิตสูง คุณหมอให้ทานยาลดความดันวันละเม็ด..

ตอนนั้นพอรู้ว่าตัวเองเป็นความดันโลหิตสูงและต้องกินยาไปตลอด(ชีวิต) รู้สึกเครียดมาก และยิ่งเครียดความดันก็ยิ่งขึ้น
กินยาลดความดันก็ไม่ลงเท่าไหร่ค่ะ..เทียวไปหาหมอและทานยามาปีหนึ่งเต็มๆ

แต่ด้วยความรู้สึกทนไม่ได้ที่จะต้องกลายเป็นคนไข้ต้องคอยไปหาหมอตลอด  จึงซื้อเครื่องวัดความดันมาไว้วัดเองที่บ้าน..

ทานยามาครบหนึ่งปีพร้อมกับคอยวัดและสังเกตตัวเองพบว่าทานยากับไม่ทานยาความดันไม่ต่างกันมากนัก

ก็เลยหยุดทานยาเองเลยจนครบหนึ่งเดือนแล้วไปบอกคุณหมอว่า ขอหยุดยา คุณหมอบอกว่าอย่าเพิ่งหยุดทีเดียวเลยลดเหลือครึ่งหนึ่งแล้วกัน (ความจริงไม่กินมาเดือนหนึ่งแล้วก็ไม่บอกหมอหรอกค่ะ)

 แล้วอีก3เดือนต่อมาคุณหมอก็ยอมให้หยุดยาจริงๆ..แต่โน๊ตไว้ว่าคนไข้ไม่สมัครใจรับยาเอง..

หลังจากทำใจยอมรับว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ปล่อยๆปลงๆและปฏิบัติตัวเข้าใกล้ธรรมชาติบำบัดมากขึ้น

ไม่นานต่อมาความดันก็ลดลงจนเป็นปกติ ตอนนี้ผ่านมา4ปีแล้วความดัน(โลหิต)ยังไม่สูงขึ้นอีกเลยค่ะ..

[แต่ความดัน(ทุรัง)ไม่ค่อยแน่ใจ!ic-12.gif]

  wave.gif  

Posted by คชาไพร on 19 May 2005,10:24
สวัสดีครับคุณวันดี แมวเหมียว มะเหมี่ยว คุณแอ๊ด

อ่านแล้วได้ความรู้ดีครับ  again.gif  again.gif  again.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 19 May 2005,10:41
พี่แมวเหมียวรักษาสุขภาพด้วยนะคะ สู้ๆๆ ค่ะ มะเหมี่ยวเป็นห่วง wave.gif
Posted by วันดี on 20 May 2005,21:59
ตั้งใจจะเล่าเรื่องการบำบัดความเจ็บป่วยง่าย ๆ บางชนิดที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง  แต่ยังไม่มีเวลาค่ะ  เมื่อไหร่พร้อมจะลงให้ทดลองไปใช้กับตัวเองแทนการใช้ยากันนะคะ  ได้ผลอย่างไรเรามาแลกเปลี่ยนกัน  จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่ชอบยา

คุณaddบอกว่าคุณแม่อายุ 81 จะสบายใจถ้าได้กินยาหรือฉีดยาบ้าง  พี่คิดว่าถ้าท่านแข็งแรงดี  ไม่เป็นโรคร้ายอะไร  อายุขนาดนี้ต้องถือว่าท่านปฏิบัติตัวถูกต้องและสอดคล้องกับวิถีธรรมชาติดีทีเดียวนะคะ  การกินยาหรือฉีดยาเป็นบางครั้งอาจทำให้ท่านสบายกายจริง ๆ ก็ปล่อยท่านเถอะค่ะ  ที่จริงคนแก่สามารถใช้อาหารธรรมชาติได้ทั้งหมด  เพราะปกติร่างกายท่านก็รับอาหารพวกเนื้อ  หรือแป้งมากไม่ค่อยได้อยู่แล้ว  อาหารหลักของท่านจะเป็นพวกผลไม้และผักใช่ไหมคะ  ก็เสริมคุณสมบัติสดและใหม่ให้กับท่าน  ท่านก็จะสบายตัวและอยู่กับเราได้อีกนาน

น้าวันดีว่าดื่มน้ำมะพร้าวไม่อ้วนนะคะหนูมะเหมี่ยว  แต่หนูจะได้อาหารเสริมที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินค่ะ ใช่ไหมคะคุณadd  คุณaddดื่มเป็นประจำอยู่

เยี่ยมเลยค่ะน้องแมวเหมียว  แล้วเดี๋ยวนี้ปฏิบัติตัวอย่างไรคะ  ตอนที่พี่ไปเข้าคอร์สอบรมนั้น  ชีวิตประจำวันเป็นดังนี้ค่ะ

5.15 ตื่นนอน
5.45 ดื่มน้ำหยวกกล้วย
6.00 ทำโยคะ
7.00 ล้างตา  ล้างจมูก  ล้างคอ
7.30 แช่สะโพก  หรือแช่หลัง
8.00 อาบแดด
8.30 รับประทานผลไม้
9.30 ฟังการบรรยาย
12.00 รับประทานผลไม้
13.00 พักผ่อน
15.00 ฟังการบรรยาย
16.00 ดื่มน้ำมะพร้าว
16.30 แช่สะโพก  หรือแช่หลัง
17.00 อาบแดด
17.30 รับประทานผลไม้
19.00 สรุปชีวิตประจำวัน  แลกเปลี่ยนบทเรียน
20.00 สวดมนต์
20.30 เข้านอน

พี่ไปเข้าคอร์ส 7 วันค่ะ  ตอนแรกคิดว่าตัวเองจะต้องหิวแย่ไปเลย  ที่ไหนได้  กลับรู้สึกสบาย ๆ บางคนน้ำหนักลด  แต่พี่น้ำหนักไม่ลดค่ะ  อาจมีเรื่องของบรรยากาศรวม ๆ ช่วยไว้ด้วย  แต่พอกลับจากคอร์ส  ใช้ชีวิตตามปกติ  มื้อเช้ากับมื้อเย็นพอมีสิทธิ์เลือกได้บ้าง  เพราะกินที่บ้าน  แต่มื้อกลางวันต้องปล่อยตามกระแส  ถือหลักเพียงว่าถ้าจะต้องกินเนื้อ  ก็กินแต่เนื้ออย่างเดียวไม่กินปะปนกับอาหารอื่น  ทำให้ร่างกายไม่เครียดค่ะ  การย่อยก็ปกติดี  น้องแมวเหมียวลองเลือกเอาบางอย่างไปทำดูนะคะ แล้วมาเล่าให้ฟังกันบ้าง

มีคนเขาหาว่าคุณคชาไพรตัวใหญ่  ลองสูตรอาหารนี้ดูไหมคะ

Posted by KiLiN on 20 May 2005,22:13
อ้างถึง (วันดี @ 20 พค. 2005,08:59)
มีคนเขาหาว่าคุณคชาไพรตัวใหญ่ ลองสูตรอาหารนี้ดูไหมคะ

อ้าว...คุณคชาไพรถูกใส่ร้ายเองหรือนี่ ไม่ใช่ใหญ่จริงๆ  เหรอครับ ic-12.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 21 May 2005,00:42
อ้างถึง (วันดี @ 20 พค. 2005,08:59)
ถือหลักเพียงว่าถ้าจะต้องกินเนื้อ ก็กินแต่เนื้ออย่างเดียวไม่กินปะปนกับอาหารอื่น ทำให้ร่างกายไม่เครียดค่ะ การย่อยก็ปกติดี 

มีคนเขาหาว่าคุณคชาไพรตัวใหญ่ ลองสูตรอาหารนี้ดูไหมคะ


สวัสดีค่ะ ท่านเจ้าบ้านและสมาชิกทุกๆท่าน bowsdown.gif

น้าวันดีคะ กินแต่เนื้ออย่างเดียวไม่ปะปนกับอาหารอื่น หมายถึงในมื้อนั้นๆ ใช่ไหมคะ น้าวันดีกรุณายกตัวอย่างได้ไหมคะ bowsdown.gif 

เดี๋ยวมะเหมี่ยวจะลองเข้าคอร์สเองที่บ้านตามที่น้าวันดีแนะนำนะคะ
หนูอยากจะล้างท้อง อุ๊ย !........... ไม่ใช่ค่ะ ต้องเรียกว่าล้างพิษในร่างกายออกบ้าง หนูขออนุญาตเรียนถามน้าวันดีดังนี้นะคะ

1. น้ำหยวกกล้วยจะสามารถใช้น้ำสมุนไพรอื่นๆ แทนได้ไหมคะ?

2. ผลไม้อะไรถึงจะเหมาะที่สุดคะ?

3. การแช่สะโพกและแช่หลัง ทำเพื่อการผ่อนคลายใช่ไหมคะ แล้วต้องแช่ในน้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิปกติ?

ถ้าน้าวันดีว่างหรือสะดวกเมื่อไหร่ค่อยตอบให้หนูก็ได้ค่ะ ไม่รีบค่ะ bowsdown.gif

ภาพข้างล่างนี้ต้องขอให้ลุงช้างกรุณาชี้แจงด้วยนะคะ ic-12.gif


Posted by add on 21 May 2005,11:16
ฮ่าๆ ขำจัง พี่ช้างถูกล้ออีกแล้ว สงสัยหยุด สามวัน แอบหนีไปว่ายน้ำ หรือไปฝึกแบบพี่วันดีแน่เลย ฮี่ๆ ic-12.gif

       แม่ก็ไม่ค่อยทานเนื้อหรอกค่ะพี่วันดี ทานข้าวมากก็จะเป็นลมค่ะ

       ดื่มน้ำมะพร้าวเปล่าๆคงไม่อ้วน แต่น้ำมะพร้าวที่ใส่น้ำตาล น้ำเชื่อมคงจะทำให้อ้วน แล้วยังมีเนื้อมะพร้าวอีกละค่ะ พี่วันดี เนื้อมะพร้าวอ่อนทานไปด้วยค่ะ เพราะจะทิ้งก็เสียดาย  สังเกตดูว่าทานมะพร้าวอ่อนไม่อ้วน แต่ทานทุเรียนทุกวัน อ้วนค่ะ เอิ๊กๆ  laugh1.gif
Posted by วันดี on 02 Jun. 2005,03:50
กว่าจะได้กลับมาตอบหนูมะเหมี่ยวก็นานมาก  ไม่ทราบว่าคนถามลืมไปแล้วหรือยัง
อ้างถึง
กินแต่เนื้ออย่างเดียวไม่ปะปนกับอาหารอื่น หมายถึงในมื้อนั้นๆ ใช่ไหมคะ


ใช่ค่ะ  มีอยู่วันหนึ่ง  น้าวันดีต้องไปนั่งโต๊ะสเต๊กกับเพื่อน  จึงทดลองกินแต่สะเต๊กอย่างเดียว  ไม่กินซุบ  สลัด  เฟรนช์ฟราย  หรือโรล  ตามคอร์สของเขา  ปรากฏว่าร่างกายสบายดี  ปกติน้าวันดีกินเนื้อแล้วจะท้องอืดและปวดท้อง  เนื่องจากอาหารไม่ย่อย  จึงบอกต่อไปยังเพื่อน ๆ มีคนทำตามและเห็นว่าได้ผลกันทั้งนั้น  ก็เลยบอกต่อมาที่นี่ด้วย  ถ้ามื้อไหนจะกินเนื้อก็กินเนื้อชนิดหนึ่งอย่างเดียว  ถ้าจะกินผลไม้ก็ผลไม้อย่างเดียว  อาจจะปะปนชนิดของผลไม้ได้  และถ้าจะกินข้าวหรือแป้งก็พยายามกินกับผัก  ระบบย่อยจะได้ทำงานถูกไงคะ

อ้างถึง
น้ำหยวกกล้วยจะสามารถใช้น้ำสมุนไพรอื่นๆ แทนได้ไหมคะ?


น้าวันดีเข้าใจว่าเจตนาการดื่มน้ำหยวกกล้วยก็เพื่อลดกรดในกระเพาะอาหาร  ซึ่งจะมีมากในช่วงเช้า  น้ำหยวกกล้วยมีรสฝาดมีฤทธิ์เป็นด่าง  จึงนำมาใช้ในจุดมุ่งหมายนี้  ส่วนจะใช้น้ำผลไม้หรือผักชนิดอื่นได้ไหม  น้าวันดีว่าได้นะ  ถ้ามีคุณสมบัติเดียวกัน  แต่ที่สำคัญคือใช้ของสดมาคั้น  ไม่เอาพวกชาต่าง ๆ ที่เขาคั่วเก็บไว้ในกระปุกค่ะ

อ้างถึง
ผลไม้อะไรถึงจะเหมาะที่สุดคะ?


ผลไม้ที่ร่างกายเราต้อนรับค่ะ  แต่ละคนแต่ละร่างกายต้อนรับและต่อต้านผลไม้ไม่เหมือนกันนะคะ  ต้องสังเกตุดู  อย่างน้าวันดีไปไม่ค่อยได้กับฝรั่ง  ส้มโอ  ขนุน  สับปะรด  แอปเปิล  แต่จะสดชื่นกับมะละกอ  เงาะ  มังคุด  มะม่วง ฯลฯ  ตามแนวนี้มีผลไม้ต้องห้ามอยู่เหมือนกันค่ะ คือทุเรียน  และลำไย  ซึ่งน้าวันดีว่าบางคนร่างกายรับได้บางคนรับไม่ได้เหมือนกัน  เหตุผลที่ห้ามผลไม้ 2 ชนิดนี้คือ  ให้พลังงานสูงเกินไป  กินเข้าไปแล้วร่างกายมักร้อนรุ่ม  ซึ่งถ้าใครกินแล้วเป็นอย่างนั้นก็อย่ากิน  ฟังเสียงของร่างกายตัวเองไว้

อ้างถึง
การแช่สะโพกและแช่หลัง ทำเพื่อการผ่อนคลายใช่ไหมคะ แล้วต้องแช่ในน้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิปกติ?


ถูกต้องแล้วค่ะ  ปกติน้าวันดีมักปวดหลังบ่อย ๆ เมื่อไปเข้าคอร์ส  แช่หลังทุกบ่าย  อาการปวดหลังก็ดีขึ้น  กลับออกมายังไม่ได้ทำอีกเลย  เพราะยุ่งยากเรื่องภาชนะที่จะมารองแช่หลัง  ในคอร์สเขาจะมีถังไม้ใบยาว ๆ ใส่น้ำอุณหภูมิปกติลงไปเล็กน้อย  เอาน้ำราดหัวให้เปียกชุ่มแล้วใช้ผ้าชุบน้ำหมาดคลุมเอาไว้  ลงไปนอนแช่โดยไม่ให้อวัยวะส่วนอื่นเปียกน้ำ  ประมาณ 30 นาที  จะรู้สึกว่าร่างกายมีการคายความร้อนไปที่หัว  หัวเราจะร้อน ๆ ค่ะ  เขาบอกว่าเป็นการถ่ายเทความเครียดออกจากร่างกาย  ถ้าหนูจะทำและไม่มีถังยาว ๆ ลองใช้ผ้าขนหนูผืนใหญ่  ชุบน้ำให้เปียกรองหลังแทนก็พอได้ค่ะ

คุณaddเคยลองทำไอศครีมเนื้อมะพร้าวอ่อนไหมคะ  มะพร้าวอ่อนที่เราดื่มน้ำหมดแล้วนี่ละค่ะ  เอามาปั่นกับน้ำตาลปึกให้เนียนแล้วแช่ฟรีซไว้  ใช้ได้เลยค่ะ
Posted by มะเหมี่ยว on 02 Jun. 2005,20:57
สวัสดีค่ะ สมาชิกทุกท่าน flower.gif

ขอบพระคุณน้าวันดีนะคะ bowsdown.gif ที่กรุณาให้คำแนะนำโดยละเอียดเลยค่ะ คราวนี้หนูก็ได้แนวทางเพื่อนำไปปฏิบัติแล้ว แต่อาจจะไม่ตรงตามหลักเสียทีเดียวนะคะ เนื่องจากมีความแตกต่างในด้านเวลาและสถานที่ค่ะ

หนูได้ข้อคิดอย่างหนึ่งว่า "ไอ้คนที่คอยสรรหาสารพิษ และสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้แก่ตัวเรา ก็คือ ตัวเราเองนี่ล่ะค่ะ" กินอย่างไรได้อย่างนั้น,ตามใจปากลำบากกายหนูคิดแบบนี้พอจะเข้าทางบ้างไหมคะน้าวันดีคะ wave.gif

thankssign.gif ขอบพระคุณสิ่งดีๆ ที่น้าวันดีมอบให้ค่ะ bowsdown.gif
Posted by add on 03 Jun. 2005,03:34
blush.gif อ้อ ไอติมมะพร้าวเหรอคะพี่วันดี ยังไม่เคยทำเลยล่ะค่ะ เนื้อมะพร้าวอ่อนก็ทานไปพร้อมกับน้ำมะพร้าวหมดเลย อิอิ

wavey.gif ส่วนผลไม้นั้นทุเรียนจะทานได้ เพราะว่าทานแล้วร้อนกำลังดี ไม่งั้นจะหนาวเย็นเป็นประจำค่ะ ฮี่ๆๆ

wave.gif เคยได้ยินมีคนบอกว่า ให้ทานของแก้กันค่ะ อย่างเช่น ทานทุเรียนกับมังคุด ถ้าจะต้มหน่อไม้ให้ใส่ใบย่านาง ถ้าจะกินเนื้อให้กินกับหอมใหญ่อะไรทำนองนี้ ไม่รู้จะจริงยังไงนะคะ หนูก็ไม่ค่อยได้ทานหมู เนื้อ ไข่ ส่วนใหญ่ก็ทานปลา น้ำพริกกับผักสดพื้นบ้าน แต่มีผักบางชนิดที่สังเกตว่าตนเองทานแล้วไม่ค่อยดี มีหน่อไม้ สะตอ กระถิน ชะอม ก็เลยหยุดทานไป  จึงหาผักตามฤดูกาล เช่นช่วงนี้ก็มี ยอดแต้ว ใบเสม็ด ยอดมะกอก(บก) พี่วันดีอยู่ต่างจังหวัดน่าจะหาผักพื้นบ้านได้ง่ายเหมือนกันนะคะ  greet.gif
Posted by วันดี on 03 Jun. 2005,04:04
ฝรั่งเขาว่าคุณกินอะไรคุณก็เป็นอย่างนั้น  บรื้อ....คุณaddจะเป็นทุเรียนไหมนี่  ล้อเล่นค่ะ  ที่จริงน้าวันดีไม่ค่อยเก้ท  คำฝรั่งว่าเท่าไหร่เลย  หนูมะเหมี่ยวตีความให้หน่อยสิคะ

คุณaddขา  บ้านพี่หน้านี้ละก้อสะตอจ้ะน้อง  หอมฉุนไปทั้งบ้านตั้งแต่หน้าบ้านยันท้ายครัวเลยละค่ะ  ที่เป็นเจ้าประจำเวลานี้รองลงมาคือยอดมะม่วงหิมพานต์  กินกับมะพร้าวคั่วเครื่องแกงอร่อยอย่าบอกใคร  บอกคุณคนเดียว  ตามมาด้วยยอดมรุ่ย  จำรสชาติมันได้บ้างไหมคะ  หอมติดปากติดมือดีนักเชียว  ไม่นับยอดมะกอก  ยอดมะเม่า และ... ใช่ค่ะน้อง  หน้าฝนในต่างจังหวัดนั้นช่างอุดมสมบูรณ์ไปด้วยยอดไม้นานาพันธุ์ให้ชาวกรุงอิจฉาได้

การกินอาหารแก้กัน  เป็นความฉลาดของคนโบราณนะ  อาหารบางอย่างผักบางอย่าง  กินโดด ๆ ไม่ได้  อาจเป็นพิษได้  แต่ถ้ากินกับผักบางอย่างหรือปรุงบางแบบจะกลายเป็นของดีไปทันที  ว่าง ๆ คุณaddน่าจะลองรวบรวมขึ้นมาอ่านกันบ้างนะคะ

Posted by มะเหมี่ยว on 03 Jun. 2005,09:19
อ้างถึง (วันดี @ 02 มิย. 2005,15:04)
ฝรั่งเขาว่าคุณกินอะไรคุณก็เป็นอย่างนั้น บรื้อ....คุณaddจะเป็นทุเรียนไหมนี่ ล้อเล่นค่ะ ที่จริงน้าวันดีไม่ค่อยเก้ท คำฝรั่งว่าเท่าไหร่เลย หนูมะเหมี่ยวตีความให้หน่อยสิคะ


bowsdown.gif ที่หนูเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง น่าจะเป็นสำนวนที่ว่า "You are what you eat" คือ คุณกินอะไรคุณก็ได้อย่างนั้นค่ะ ประมาณว่าคุณกินของดีมีประโยชน์ คุณก็ได้ประโยชน์ คุณกินของไม่ดีมีโทษ คุณก็ได้รับโทษไปตรงๆ เลย

คือไม่ใช่กินปลาแล้วจะแปลงร่างเป็นปลานะคะ laugh1.gif น้าแอ๊ดกินทุเรียนก็เลยไม่เป็นทุเรียนค่ะ icon_rotfl.gif

smash.gif ดูซีคะน้าวันดี เวลาบอกคนอื่นหนูบอกได้ แต่ทำเองไม่ค่อยจะสำเร็จ เป็นเพราะเราไม่ตั้งใจ ไม่แน่วแน่นี่เองค่ะ wave.gif
Posted by add on 03 Jun. 2005,12:14
blush.gif อ้อ มะพร้าวคั่วเครื่องแกงหมายถึงมะพร้าวแบบไหนคะพี่วันดี  บอกหน่อย อยากทำมั่ง อิอิ ยอดมะม่วงหิมพานต์ชอบเอาไปจิ้มกับปลาจ่อมกุ้งจ่อมค่ะ  เข้ากันดีมากที่สุด  แต่ต้องเลือกเจ้าที่เรามั่นใจนะคะ ไม่งั้นจะไม่สะอาดและผสมชูรสลงไปด้วยค่ะ

              hum.gif ยอดมรุ่ย  นี่เป็นยังไงคะ  เอ..จะเคยกินมาก่อนมั้ยน้า?   มีชื่ออื่นป่าวคะ?

              ic-12.gif "You are what you eat"  กินไขมัน  แป้ง น้ำตาลเยอะก็อ้วนสิคะ  แฮ่ๆ  แซวอย่าโกรธนะมะเหมี่ยว  อิอิ
Posted by มะเหมี่ยว on 04 Jun. 2005,09:01
wave.gif ไม่โกรธเลยค่ะน้าแอ๊ดขา inlove.gif  มะเหมี่ยวไม่เครียดค่ะ
แซวได้เลยค่ะ  icon_rotfl.gif  

love.gif แต่น้าแอ๊ดและพี่แมวเหมียวคงจะแซวได้แค่ปีนี้นะคะ
เพราะมะเหมี่ยวจะต้องผอมลง ผอมลง......ปีหน้าต้องเหลือ 55 กิโลให้ได้ค่ะ  ic-12.gif

love.gif  love.gif  love.gif นี่ไงคะ กำลังใจเยอะเลยค่ะ
Posted by วันดี on 04 Jun. 2005,18:53
laugh1.gif อวยชัยให้หนูมะเหมี่ยวไปถึง 55 กิโลค่ะ  แล้วโพสท์รูปมาให้ดูกันด้วยดีไหม

 laugh1.gif อ้าวคุณaddไม่รู้จักมะพร้าวคั่วเครื่องแกงหรือคะ  หรือว่าใต้ตอนล่างเขาไม่กินกัน  เขาเอามะพร้าวทึนทึกขูดมาคั่วกับเครื่องแกงเผ็ดค่ะ  รสชาติจะมัน เผ็ดและหอม  กินกับผักรสฝาด  หรือเปรี้ยว  พวกยอดมะม่วงหิมพานต์  ยอดทองหลาง  ยอดมะกอก  ยอดกะพังโหม  หรือยอดมะตูม  ถือเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีได้  ลองทำดูสิคะ  ง่าย ๆ

laugh1.gif ส่วนยอดมรุ่ยนั้น  เป็นผักที่หากินง่ายเมื่อตอนอยู่ป่า  เป็นไม้ยืนต้น  มี 2 ชนิด  คือมรุ่ยใหญ่  ใบจะคล้ายใบสะเดาแต่ย่อมกว่าลงมาหน่อย  และมรุ่ยเล็ก  ใบจะออกกลมเล็ก  รสชาติฝาดมัน กลิ่นหอมมาก  แสลงลม  คนชอบเอามากินกับแกงใส่กะทิทั้งหลาย  พอนึกออกไหมคะ

laugh1.gif ปลาจ่อมกุ้งจ่อม  พี่ทำกินเองไม่เป็นค่ะ  จะซื้อจะหาด้วยตัวเองก็ไม่ค่อยกล้า  เพราะรู้จักไม่ดี  มีคำแนะนำไหมคะ

laugh1.gif เมื่อคืนเป็นเรื่องเลยค่ะ  กลับมาบ้านพบว่าทุเรียนต้นเดียวเดี่ยวโดดสุกหล่นลงมาแล้วค่ะ  พอดีเพื่อนมาค้างด้วย  ก็เลยชวนกันชิม  พันธุ์ชะนีค่ะ  เนื้อแห้งหวานกำลังอร่อยเลย  สองเม็ดเท่านั้นเอง  นอนไม่ได้ค่ะ  กระวนกระวายตลอดคืน  เพิ่งปีนี้เองที่มีอาการอย่างนี้  แต่ก่อนสามารถกินแทนอาหารได้ทุกมื้อด้วยซ้ำ  แต่เนื่องจากเป็นของโปรดมาก  จะให้เลิกคงไม่ทำ  ปีหนึ่งถึงจะได้กินสักครั้ง  จึงคิดว่าถ้าจะกินทุเรียน  ต่อไปจะกินมื้อกลางวัน  เพราะกินแล้วได้เคลื่อนไหวทำโน่นนี่  ไม่กินมื้อเย็นอีก  และต้องไม่ลืมเคล็ดลับของหนูมะเหมี่ยวคือแก้ด้วยมังคุดใช่ไหมคะ
Posted by มะเหมี่ยว on 10 Jun. 2005,08:49
สวัสดีค่ะ สมาชิกทุกท่าน flower.gif

น้าวันดีค่ะ มะเหมี่ยวไปอ่านเจอข้อความนี้ค่ะ ไม่ทราบว่าจะเหมือนกับของน้าวันดีไหมคะ

ธรรมชาติบำบัด คือ ศิลปะแห่งการเยียวยา / ศิลปะแห่งการดำเนินชีวิต

เบิกบานกับธรรมชาติบำบัด ด้วยการ
* เบิกบานกับการฝึกโยคะและเยียวยาตัวเองด้วยการผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์
* เบิกบานกับการล้างคอ ล้างจมูก ล้างตา อาบแดด
* เบิกบานกับการกินอาหารธรรมชาติล้วน
* เบิกบานกับกิจกรรมบำบัด (แช่หลัง แช่สะโพก พอกตา อ่านหนังสือใต้แสงเทียน)
* รื่นรมย์กับการเรียนรู้อาการหิว ปวด มึน ปั่นป่วน อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก หงุดหงิด กังวล ใจเต้นแรง ง่วง ซึมเศร้า
* มีไข้ ผ่อนคลาย รื่นเริง เบิกบาน เปี่ยมด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์


สุขภาพที่ดีต้องการทั้งความเห็นที่ถูกต้อง ความปรารถนาที่ถูกต้อง และการกระทำที่ถูกต้อง

>>วิธีการล้างคอ<<
น้ำอุ่น ๑ แก้ว + เกลือป่น + น้ำมะนาว
กลั้วคอประมาณ ๑๐ คำกลั้ว

• เพื่อสุขภาพลำคอ
• เหงือกแข็งแรง
• ขับเสมหะ
• แก้เจ็บคอ
• ลดอาการระคายเคืองในหู
• เป็นการเชื้อเชิญไข้หวัดออกมา


ดูแลดวงตา

ประโยชน์ เพื่อ ฝึกตาให้แข็งแรงป้องกันและแก้ไขต้อกระจก จะไม่ต้องลอกตา เพื่อพักตา ผ่อนคลายดวงตา

การพอกตาด้วยแครอท
• ใช้กากแครอทสกัด ปั้นเป็นก้อนกลมขนาดเท่ากระบอกตา
• นอนลง พอกตาให้สนิท ไม่มีแสงผ่านเข้าตา ส่งจิตจดจ่อที่ดวงตา
• พอกนาน ๑ ชั่วโมง เอากากออก
• ล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าธรรมดา

ฝึกการอ่านหนังสือใต้แสงเทียน
• แสงต้องมาจากทางซ้ายบน
• อ่าน ๑ บรรทัด กระพริบตา ๑ ครั้ง ทุกบรรทัด
• อ่านประมาณ ๑๕ นาที/วัน

การปิดดวงตาด้วยฝ่ามือ
• หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์
• ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างประกบรอบๆ กล้ามเนื้อตา
• ลืมตาใต้ฝ่ามือ มองจนเห็นความมืดสนิทสักครู่

Posted by วันดี on 10 Jun. 2005,23:42
laugh1.gif ตำราเดียวกันเป๊ะเลยค่ะหนูขา  น้าวันดีก็ไปอบรมมาจากอาศรมวงศ์สนิทนั่นแหละ
Posted by มะเหมี่ยว on 11 Jun. 2005,08:59
น้าวันดีคะ หนูขออนุญาตเรียนถามน้าวันดีอีกคำถามนะคะ คือตอนล้างจมูกนี่เจ็บหรือแสบไหมคะ???  

winkthumb.gif วิธีพอกตาด้วยแครอทหนูลองทำแล้ว สดชื่นจริงๆค่ะ
ทำเสร็จใหม่ๆ รอบๆตาเป็นสีส้มเลยนะคะ wave.gif
Posted by วันดี on 11 Jun. 2005,18:34
ล้างจมูก  คนอื่นว่าไม่แสบกันนะ  แต่น้าวันดีทำไม่เก่งจึงแสบ  วิธีทำไม่ยาก(สำหรับคนอื่น)  เอาน้ำมะนาวเจือจางผสมเกลือนิด ๆ ใส่ในภาชนะที่มีกรวย  พวกกาชาเล็ก ๆ ก็พอแก้ขัด  เอียงหน้า 90 องศา  หายใจทางปาก  แล้วเทน้ำเข้าทางจมูกซ้ายช้า ๆ มันจะไหลออกมาทางจมูกขวา  ทำสลับกันซ้ายทีขวาที  ถ้าทำไม่เก่งเหมือนน้าวันดี  น้ำจะลงคอทั้งแสบทั้งสำลักกระอักกระไอ  หัดทำหลาย ๆ ครั้ง  เดี๋ยวก็ได้ค่ะ  เคล็ดลับสำคัญอยู่ที่หายใจทางปากให้ได้เท่านั้นเอง  ทำได้ทุกวันจะโล่งจมูก  เขาว่าดีสำหรับคนเป็นไซนัส  แต่น้าวันดียังไม่เห็นกับตานะคะ  ไม่กล้ายืนยัน
Posted by มะเหมี่ยว on 11 Jun. 2005,22:40
ฟังน้าวันดีเล่าแล้ว ยังไม่ได้ลองทำหนูก็แสบจี๊ดขึ้นสมองเลยค่ะ laugh1.gif  ถ้าได้ทำจริงๆ คงจะสำลักแน่ๆ เลยนะคะ laugh1.gif

bowsdown.gif ขอบพระคุณน้าวันดีที่ให้คำแนะนำดีๆค่ะ bowsdown.gif
Posted by คนธรรมดา on 18 Jun. 2005,07:22
ขอปรึกษา หน่อยน่ะครับ

คือ เรา คันจมูก หยิ๊บ ๆ บ่อย ๆ เมื่อกินกาแฟ coffee.gif  มันเป็นเพราะอะไรอะครับ

แต่ถ้ไม่กินก็จะง่วง ( ประเภทว่าติดแล้ว )

ทำไงดีครับ ขอปรึกษาหน่อยสิ

ธรรมชาติ บำบัดช่วยได้มั๊ย  cry3.gif.gif
Posted by วันดี on 19 Jun. 2005,00:22
ไม่ทราบค่ะ  เพิ่งเคยได้ยินเหมือนกันว่า  กินกาแฟแล้วคันจมูก  มันน่าจะคันคอนะ  เพราะผ่านลำคอ  คุณaddช่วยหาคำตอบให้คุณคนธรรมดาหน่อยสิคะ
Posted by คนธรรมดา on 19 Jun. 2005,08:20
ขอบคุณครับ ช่วยหาวิธีแก้ทีสิ เวลาคันแล้วมันทรมานมาก ๆๆๆ เลย

แต่ ก็ไม่ได้เป็นประจำน่ะครับ แต่เป็น บ่อย  spit.gif
Posted by แมวเหมียว on 19 Jun. 2005,09:39
คุณคนธรรมดาคันจมูก น่าจะเป็นเรื่องธรรมดา.. ic-12.gif

พูดเล่นค่ะ แมวเหมียวก็เคยเป็น..คันมากๆเกาๆถูๆจนจมูกแดงเวลาหายแล้ว ผิวจะลอกเลย

คิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับกินกาแฟเพราะแมวเหมียวไม่กินกาแฟ ic-14.gif

เคยสังเกตว่าน่าจะเกิดจากแพ้อะไรในอากาศมากกว่าค่ะ
เคยคิดว่าแพ้คาร์บอนมอนอกไซด์..เว่อร์ไปหรือปล่าวไม่รู้ แต่ตัวเองจะแพ้เมื่ออกไปนอกบ้านโดนควันรถค่ะ

คุณคนธรรมดาต้องสังเกตว่าแพ้อะไรแล้วหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น..พูดง่ายแต่ทำยาก laugh1.gif

ของแมวเหมียวเวลาคันก็ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดแล้วทาแป้งก็หาย

หรือถ้าคุณคนธรรมดาเป็นมากๆทาแป้งแล้วไม่หาย และถ้าคุณเป็นคนนิยมสมุนไพรให้ใช้เสลดพังพอนตัวเมียดูนะคะ เรื่องคันๆนี่ใช้เสลดพังพอนชะงัด ไม่ต้องทานยาแก้แพ้หรอกค่ะ

รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้เขามีเสลดพังพอนทำเป็นครีมขายแล้ว..ลองหาซื้อตามร้านยาสมุนไพรดูนะคะ แต่ถ้ามีเป็นต้นๆก็เอาใบมาขยี้ๆทาสดๆได้เลยค่ะ

 wave.gif
Posted by คนธรรมดา on 19 Jun. 2005,09:50
ก้อมีส่วน น่ะครับ แต่ว่าผมสังเกตุแล้วว่า ถ้ากินกาแฟวันไหน เกิน 2 ถ้วย เป็นอันได้เรื่อง

คันจมูกหยิ๊บ ๆ เกา ๆ ลองเปลือกออกมาเลยครับ

จมูกแดงอย่างที่คุณแมวเหมียวว่าอะครับ

แต่ ถ้ากิน ถ้วยเดียว ก็ไม่เป็นไร

แต่ถ้าวันไหน ต้องทำงานหนัก ๆ ต้องกินมากกว่า 1 แก้วครับ

กินน้อยกว่านั้น หลับแน่ ...... และ แน่ ๆ เป็นทุกทีครับ ( คันจมูก  cry2.gif )

ต้องกินยาแก้แพ้เม็ดสีเหลือง 2 เม็ด ถึงจะหายทุกทีเลยครับ  icon_help.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 19 Jun. 2005,12:42
อ้างถึง (คนธรรมดา @ 18 มิย. 2005,20:50)
ต้องกินยาแก้แพ้เม็ดสีเหลือง 2 เม็ด ถึงจะหายทุกทีเลยครับ icon_help.gif


ยาที่คุณคนธรรมดา บอกมานี่ใช่ยา "คลอร์เฟนิรามีน มาลีเอต" ใช่ไหมคะ? เม็ดเล็กๆ สีเหลือง ป้าของมะเหมี่ยวมีติดตะกร้ายาส่วนตัวตลอดเลย

เป็นยาขององค์การเภสัชฯ กระปุกหนึ่งบรรจุ 100 เม็ด ตามร้านขายยาจะแบ่งขายก็มี

มีฤทธิ์ทำให้ง่วงมากๆๆๆๆๆ ป้าเคยให้กิน 1 เม็ด ตอนเด็ก ถึงกับคอตกหลับเป็นตายเลยค่ะ

คุณคนธรรมดา กินกาแฟเพื่อไม่ให้ง่วง แล้วมากินยาแก้แพ้แก้คันให้ต้องง่วงอีก ก็ต้องไปกินกาแฟจะได้ไม่ง่วงอีกอีก แต่พอคันจมูกก็กินยาแก้แพ้อีก ง่วงอีก โอย.... ic-14.gif

ใช้วิธีแบบที่พี่แมวเหมียวบอกดีกว่าค่ะ...กินยามากๆไม่ดี มีผลต่อตับ เดี๋ยวตับวายนะคะ  laugh1.gif  wave.gif
Posted by แมวเหมียว on 19 Jun. 2005,18:13
อ้างถึง
คุณคนธรรมดา กินกาแฟเพื่อไม่ให้ง่วง แล้วมากินยาแก้แพ้แก้คันให้ต้องง่วงอีก ก็ต้องไปกินกาแฟจะได้ไม่ง่วงอีกอีก แต่พอคันจมูกก็กินยาแก้แพ้อีก ง่วงอีก โอย.... 

ใช้วิธีแบบที่พี่แมวเหมียวบอกดีกว่าค่ะ...กินยามากๆไม่ดี มีผลต่อตับ เดี๋ยวตับวายนะคะ  

ใช่ค่ะ อย่างมะเหมี่ยวว่า และคุณคนธรรมดากินไปตั้ง2เม็ด
ถ้าจำเป็นจริงๆเม็ดเดียวก็พอแล้วค่ะ  เขาว่ายานี้กินมากเกินไปทำให้ปัสสาวะลำบากนะคะ แล้วห้ามใช้ในผู้ที่ต่อมลูกหมากอักเสบ..ฮิ ฮิ ๆมาที่ต่อมลูกหมากอีกแล้วพี่วันดีขา.. ic-14.gif

อ้อ ฟังดูแล้วคุณคนธรรมดาคงไม่รู้จักสมุนไพร
ถ้าคุณยังติดการใช้ยาและคิดว่าแพ้กาแฟอยู่ก็ไปหาซื้อยาทาแก้แพ้ตัวเดียวกัน..คือคลอเฟนนิรามีนชนิดครีมมาใช้แทนดูนะคะ หลอดเดียวใช้ได้นานเลยและร่างกายได้รับยาน้อยเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

แต่ถ้าจะใช้วิธีธรรมชาติบำบัดขนานแท้ ถ้าคิดว่าแพ้กาแฟแก้วที่สองก็เลิกกาแฟแก้วที่สองเลย ic-12.gif

หรือไม่ก็แก้วที่สอง ชงให้จางๆลง น่าจะได้ผลนะคะ .. ic-12.gif

icon_donot.gif อ้อ.. ทางการแพทย์เขาบอกว่าความเครียด วิตกกังวลหรือภาวะทางอารมณ์ก็ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ค่ะ..

ขอให้ชนะ(หายแพ้)ในเร็ววันค่ะ laugh1.gif

wave.gif
Posted by คนธรรมดา on 20 Jun. 2005,07:14
อ้างถึง
ใช่ค่ะ อย่างมะเหมี่ยวว่า และคุณคนธรรมดากินไปตั้ง2เม็ด
ถ้าจำเป็นจริงๆเม็ดเดียวก็พอแล้วค่ะ  เขาว่ายานี้กินมากเกินไปทำให้ปัสสาวะลำบากนะคะ แล้วห้ามใช้ในผู้ที่ต่อมลูกหมากอักเสบ..ฮิ ฮิ ๆมาที่ต่อมลูกหมากอีกแล้วพี่วันดีขา..  


ไม่ได้กินบ่อยหรอกครับ ก็พอทราบว่ามีอันตราย จงพยายามไม่กินยาตัวนี้เท่าไหร่ ....แต่ถ้าคันถึงที่สุด ก็ต้องกินอะครับ ( เวลาคันถึงที่สุดทรมานมากกกกกกก cry2.gif

อ้างถึง
อ้อ ฟังดูแล้วคุณคนธรรมดาคงไม่รู้จักสมุนไพร
ถ้าคุณยังติดการใช้ยาและคิดว่าแพ้กาแฟอยู่ก็ไปหาซื้อยาทาแก้แพ้ตัวเดียวกัน..คือคลอเฟนนิรามีนชนิดครีมมาใช้แทนดูนะคะ หลอดเดียวใช้ได้นานเลยและร่างกายได้รับยาน้อยเท่าที่จำเป็นเท่านั้น


มีด้วยเหรอครับแบบหลอด งั้น จะลองใช้ดู น่าจะเป็นทางออกที่ดีอีกทางหนึ่ง

อ้างถึง
อ้อ.. ทางการแพทย์เขาบอกว่าความเครียด วิตกกังวลหรือภาวะทางอารมณ์ก็ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ค่ะ..


คิดว่าตรงนี้ ก็น่าจะมีส่วนน่ะครับ ขอบคุณมาก  thankssign.gif
Posted by add on 20 Jun. 2005,18:25
icon_donot.gif สวัสดีค่ะ คนธรรมดา ทานกาแฟ instant ใช่มั้ยคะ แล้วใส่อะไรบ้าง น้ำตาล นม ครีมเทียม...บางทีเราอาจจะแพ้สิ่งที่เราใส่ในกาแฟก็อาจเป็นได้ค่ะ อยากรู้ก็ทดลองกินกาแฟดำอย่างเดียวไม่ต้องใส่อะไรเลย   ลองทานดูว่าเมื่อทานแก้วที่สองแล้วคันยิบๆมั้ย  คือหาสาเหตุที่แท้จริงน่ะค่ะ ไม่อยากโทษกาแฟเป็นผู้ร้ายลูกเดียว ฮ่า คอกาแฟเดือดร้อน อิอิ blush.gif

greet.gif แล้วก็ให้คนทานกาแฟลองไปคิดดู ค้นคว้าตัวเองดูว่า ตัวเองติดกาแฟหรือว่าติดน้ำตาล ติดความหวานที่ใส่ในกาแฟกันแน่?
Posted by แมวเหมียว on 24 Jun. 2005,00:38
inlove.gif วันนี้แมวเหมียวจะมาชวนพี่วันดีคุยเรื่องธรรมชาติบำบัดต่อนะคะ..

  ช่วงนี้มีญาติสนิทมิตรสหายเป็นโรคจากความเสียสมดุลย์ของร่างกายกันเยอะค่ะ เบาหวาน ความดันสูง

แมวเหมียวกำลังอยู่ในระหว่างการต่อสู้ทางความคิดว่าจะเผยแพร่รรมชาติบำบัดดีหรือปล่อยไปตามเรื่องตามราวตามการแพทย์กระแสหลัก

ในเมื่อแพทย์บอกว่าถ้าคุณไม่กินยาลดความดันเดี๋ยวเส้นเลือดในสมองคุณจะแตกเป็นอัมพาตอัมพฤกษ์นะ ฟังแล้วน่ากลัว ใครจะกล้าที่จะไม่เชื่อฟังหมอ

  ในจำนวนนี้มีพี่สาวคนหนึ่งอายุ50กว่าปีกำลังเจอปัญหานี้ค่ะ แกไปหาหมอสองครั้งแล้ว แต่บ่ายเบี่ยงไม่อยากกินยา

ไปหาหมอเพื่อจะให้หมอบอกว่าความดันคุณไม่สูงเท่าไหร่หรอกไม่กินยาก็ได้ ic-12.gif

แต่ผลกลายเป็นตรงข้าม หมอบอกว่าคุณมาหาผมก็ต้องกินยา(เชื่อฟังผม?)..ไม่งั้นก็ไม่ต้องมา!

คนเรา จริงๆแล้วมีความกลัวเป็นเดิมพันอยู่แล้ว เลยยิ่งเครียดเข้าไปใหญ่ ..

พี่เค้ามาหาแมวเหมียวเพื่อจะถามว่าตอนที่ตัดสินใจไม่กินยาลดความดันน่ะไม่กลัวเหรอ

ตอบแกว่าตอนนั้นไม่กลัวแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นเคยกลัวจนถึงที่สุดแล้ว..แต่ก็ผ่านมาได้ไม่เห็นเป็นอะไร

ก็พยายามให้กำลังใจแก ให้หนังสือไปอ่านและให้ยืมเครื่องวัดความดันไปใช้ชั่วคราวก่อน

ตอนนี้รอลุ้นผลการตัดสินใจอยู่ค่ะว่าแกจะยอมแพ้..ไปหาหอกินยา หรือจะดูแลตัวเอง..

  กฏข้อ๖. อย่าหวาดกลัว จงเชื่อมั่นในความสามารถของร่างกายตนเอง และรอคอยกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกายอย่างใจเย็นและเข้าใจ

แมวเหมียวว่าข้อนี้เป็นเรื่องที่ยากที่สุดเลย พี่วันดีเห็นด้วยมั้ยคะ


 

Posted by วันดี on 25 Jun. 2005,03:11
ใช่ค่ะ  ความกลัวเอาชนะยาก  การเพิ่มความเชื่อมั่นเป็นสิ่งเดียวที่จะเอาชนะความกลัวได้  

พี่ว่านอกจากไม่กินยาแล้ว  สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ  การใช้ชีวิตที่ถูกต้อง  ทั้งทางด้านการกินอาหาร  การพักผ่อน  และการเคลื่อนไหวออกกำลังกายหรือทำงาน  น้องแมวเหมียวเคยทำได้มาแล้ว  ก็คงต้องเอาตัวเองเป็นครูให้ญาติเขาละมังคะ  เขาเห็นน้องแมวเหมียวอยู่ดีมีความสุขโดยไม่พึ่งยา  เขาก็จะเกิดความเชื่อมั่นขึ้นมาระดับหนึ่งแล้วละค่ะ  และที่เขาเพียรมาถามก็คงเพราะอยากทำได้บ้างนั่นเอง  

ในรายที่ใช้ยาอยู่แล้ว  พี่เห็นหมอจาค็อบแนะนำให้ค่อย ๆ ลดยา  ไม่ให้หักดิบแบบที่น้องแมวเหมียวทำ  แต่ญาติของน้องแมวเหมียวยังไม่เคยใช้ยา  ก็น่าจะใช้วิธีของน้องแมวเหมียวได้นะ  พี่เองยังไม่เคยป่วยขั้นวิกฤติ  จึงคงแนะนำได้กว้าง ๆ เท่านั้น  

ถ้าสนใจอยากให้ได้ผลที่ลึกจริง ๆ แนะนำให้เข้าไปหาข้อมูลได้ในเวบไซท์ของอาศรมวงศ์สนิทค่ะ

Posted by คชาไพร on 25 Jun. 2005,09:28
สวัสดีครับ คุณวันดี แมวเหมียว คุณแอ๊ด คุณคนธรรมดา

       คชาไพรตามอ่านอยู่ครับ ได้รับความรู้ดีครับ

                               applaud.gif
Posted by คนธรรมดา on 14 Jul. 2005,07:09
หวัดดี ยามเย็น วันพุธ ที่ 13 กรกฏา 2548 ครับ ทุก ๆ คน ไม่ได้แวะเข้าทักทาย หลายวันแล้ว แว๊ปไป แว๊ปมา หลายวันแล้ว

ยาทาแก้แพ้ CPM ที่ พี่แมวเหมียว แนะนำมาลองไปถามร้านขายยา เขาบอกว่าไม่มีอะครับ

แต่ช่วงนี้ อาการดีขึ้นแล้วครับ ออกกำลังกายทุกวัน พอให้เหงื่อ ออก ทำให้ หายคันไปได้เยอะเลยครับ

ลองทำความสะอาด ห้อง ทำความสะอาดเสื้อผ้าดู ช่วยแก้ได้เยอะเลยครับ ที่แพ้ อาจจะแพ้ พวกฝุ่นจากเสื้อผ้าก็เป็นได้ครับ

แต่ยังมีอาการอีกนิดหน่อย คงจะไม่เป็นไรมากอะครับ

และ กาแฟ ตอนนี้ ผมก็ลดไปบ้างอะครับ ดีขึ้นเยอะเลย

แต่คงยังอดกาแฟ ให้เด็ดขาดไม่ได้อะครับ เพราะมันติดแล้ว

แต่จะพยายาม ลดครับ  thankssign.gif
Posted by คนธรรมดา on 14 Jul. 2005,07:15
วันนี้ผม นำยามหัศจรรย์สำหรับคุณ ( your Miracle Medicine) มาให้อ่านกัน ช่วยวิจารณ์ ด้วยน่ะ ว่าถูกผิดอย่างไรครับ

อ้างถึง
ยีน   คอนลิน  นักเทคนิคการแพทย์ ได้รวบรวมสรรพคุณของพืชผักช่วยรักษาโรคพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฮาร์เปอร์คอนลิน นิวยอร์ก กล่าวถึง สรรพคุณของพืขผักแต่ละชนิดว่ามีคุณประโยชน์ต่อการรักษาได้อย่างไร ไว้ในหนังสือชื่อ  “ ยามหัศจรรย์สำหรับคุณ  “   เช่น

1.ปวดหัว กินปลามาก ๆ ทั้งปลาทะเล ปลาน้ำจืด น้ำมันจากปลา มีสรรพคุณป้องกันการปวดหัว  กินพร้อม ๆ กับขิง จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวลง

2.แพ้ละออง เป็นแพ้ทั้งฝุ่นและเกสรดอกไม้  ให้กินโยเกิร์ต หรือ นมเปรี้ยว

3.โรคหัวใจ  ดื่มชาเขียว เป็นประจำสารในชาเขียวช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปจับตัวตามผนังหลอดเลือด

4.โรคนอนไม่หลับ  ดื่มน้ำผึ้ง  เป็นประจำสารในน้ำผึ้งมีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาททำให้นอนหลับฝันดี

5.โรคหืดหอบ กินหอม ต้นหอม หรือ หัวหอม   ก็ได้มีตัวยาทำให้หลอดลมปลอดโปร่ง

6.โรคไขข้ออักเสบ   กินปลาเท่านั้น แก้ไขเป็นปกติได้  ได้แก่  ปลาแซลมอน  ปลาทูน่า (ปลาโอ)  ปลาแมคเคอเรล  ปลาซาดีนส์  (ปลากระป๋อง)  น้ำมันปลาทำให้โรคไขข้ออักเสบบรรเทาลง

7.ท้องผูก  ท้องอืด  ให้กินกล้วย  หรือ  ขิง กล้วยทำให้ไม่ท้องผูก  และ ขิงทำให้อาการคลื่นไส้ในตอนเช้าหายไป

8.ติดเชื้อในถุงกระเพาะปัสสาวะ ให้ กินน้ำคั้นจากลูก  แคนเบอรี  ( ไม้เมืองหนาว ) กรดเข้มข้นในลูกไม้ฆ่าแบคทีเรียได้

9.โรคหงุดหงิด  ฟุ้งซ่าน  โดยเฉพาะเกิดในผู้หญิงสูงอายุด้วย  ให้ กินข้าวโพด    ช่วยบรรเทาอาการเครียด  วิตกกังวล  และความคิดสับสนได้

10. โรคกระดูกพรุน   ทั้งกระดูกเปราะและแตกง่าย  แก้ไขได้โดยให้กินสับปะรด   ซึ่งมีสารแมงกานีส อยู่มาก  ช่วยให้กระดูกแข็งแรงได้

11.ความจำเสื่อม   แก้ไขโดย    กินหอยนางรม  หอยแครง  หรือหอยอื่น ๆ   ซึ่งในเนื่อหอยมีสารสังกะสีช่วยบำรุงสมองได้ดี

12.เป็นหวัด  กินกระเทียม   ทำให้จมูกโปร่ง  สมองโล่ง   กระเทียมช่วยลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย

13.ไอ  จาม  กินพริกแดง   สารที่นำมาทำยาแก้ไอนั้นสกัดมาจากพริกแดง

14.มะเร็งเต้านม  กินข้าวสาลี  รำข้าว  และกะหล่ำปลี  จะช่วยป้องกันได้ดี โดยเฉพาะรำข้าว กะหล่ำปลี ช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเพศหญิง เอสโตรเจนได้ในปริมาณที่เหมาะสม  ข้อสำคัญ  อย่ากินไก่มาก  เพราะใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในการเร่งการเจริญเติบโต

15.มะเร็งปอด   กินส้ม  และ ผักใบเขียว   มีวิตามินเอ  อยู่มากจะช่วยป้องกันการก่อพิษของสารเบต้าแคโรทีน

16. แผลในกระเพาะอาหาร   กินกะหล่ำปลี    ซึ่งมีสารเคมีช่วยทำให้แผลเรื้อรังในกระเพาะอาหาร  และ ลำไส้เล็กหายขาดได้

17.โรคท้องร่วง    กินแอปเปิ้ลสดทั้งเปลือก    ช่วยให้อาการปั่นป่วนในท้องเมื่อเชื้อโรคบิดเล่นงานทุเลาลง

18.เส้นเลือดตีบ    กินผลอโวคาโด    แก้ได้เพราะไขมันดี  “ โมโรอันแซตเทอเรต “  ที่มีอยู่ในผลไม้ชนิดนี้ทำลายไขมันเลว   “ คลอเลสเตอรอล “    ได้

19.ความดันโลหิตสูง   กินผลโอลีฟ  และผักขึ้นฉ่าย   พืชทั้งสองชนิดนี้มีสารเคมี  ทำให้ระดับความดันเลือดลดลง

20.น้ำตาลในเลือดไม่สมดุล   กินผักบร็อกโรลี่  และ ถั่วลิสง   ซึ่งมีอินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสมดุลได้


พืชผักที่กินเป็นอาหารประจำวันนั้น  นอกจากจะอิ่มท้องแล้วยังมีสรรพคุณช่วยสร้างความสมดุลภายในร่างกาย  ช่วยป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บชนิดต่าง ๆ ได้  ถ้าได้เรียนรู้ที่จะรู้จักเลือกกินให้เหมาะกับตนเอง คุณประโยชน์ของพืชสมุนไพร  โดยเฉพาะพืชสมุนไพรไทยนั้น  นับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทย  เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านในท้องถิ่นอันควรปกป้องหวงแหนและอนุรักษ์ไว้  ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานไทย  ขอให้ช่วยกันป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนต่างชาติ  ที่จ้องฉกฉวยผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของเราไปเป็นของตนทุกวิถีทาง   ดังนั้นอนุชนรุ่นหลังจึงควรที่จะได้นำมาศึกษา  ค้นคว้า  และคิดค้น  ตามแนวทางที่บรรพบุรุษของเราท่านได้วางพื้นฐานไว้ให้  เพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในด้านโภชนาการของคนไทยต่อไป.


คัดลอกเขามาอีกที อันไหนใช้ได้ ช่วยบอกด้วยน่ะครับ ไม่แน่ใจ เหมือนกัน 555  ic-12.gif
Posted by แมวเหมียว on 15 Jul. 2005,17:34
blush.gif ดีใจด้วยนะคะที่คุณธรรมดาหาสาเหตุการแพ้เจอแล้ว ฝุ่นนี่ตัวร้ายค่ะ..

ชีวิตที่เร่งรีบทำให้บางครั้งเรามองข้ามมันไป  แต่ถ้าหากเราทดลองตบนั่นตบนี่ ic-14.gif พี่หมายถึงเคาะๆตบๆและส่องไฟดูจะเห็นฝุ่นได้ดีจนน่าตกใจค่ะ laugh1.gif

  พนักงานขายเครื่องกรองอากาศมักเอาวิธีนี้มาเป็นแผนโฆษณา
แต่ไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินไปซื้อหรอกค่ะ ปัดกวาดเช็ดถูทุกซอกทุกมุมบ่อยๆดีที่สุดค่ะ

 อ้อ ยาที่พี่บอกชื่อการค้าSystral cream อาจเจ๊งไปแล้วเพราะมีสมุนไพรไทย "เสลดพังพอนตัวเมียครีม"มาแทนค่ะ ic-12.gif

 วันก่อน(ที่ท้ายครัว)มะเหมี่ยวถามว่าสมุนไพรอะไรแก้ปวดเมื่อย ขอฝากตอบไว้ที่นี่ด้วยนะคะ

ไพล ค่ะ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรผลิดเป็นครีมไพลออกมาจำหน่ายแล้วค่ะ ทำเป็นหลอดทันสมัยมีทั้งชื่อภาษาไทยและอังกฤษ..
PLAI CREAM....Relief of muscular achesand pains

แล้วค่อยมาคุยเรื่องยามหัศจรรย์สำหรับคุณ ( your Miracle Medicine)กับคุณคนธรรมดาใหม่นะคะ

wave.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 15 Jul. 2005,19:57
สวัสดีค่ะ flower.gif

พี่แมวเหมียวคะ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่โลโก้เขาเป็นรูปตึกสีขาวๆ สองชั้นใช่ไหมคะ มะเหมี่ยวมียาแคปซูลฟ้าทะลายโจรของ "อภัยภูเบศร" อยู่กระปุกหนึ่งค่ะ

ถ้าเป็นของที่เดียวกัน  "ไพล" จะเป็นหลอดสีออกเหลืองหรือขาวนะคะ เหมี่ยวเคยเห็นวางขายที่ร้านขายยาค่ะ แต่ไม่ทราบว่าคืออะไร เห็นเขียนว่าไพล หนูเข้าใจว่าใช้รักษาแผลน่ะค่ะ smash.gif  พี่แมวเหมียวใช้แล้วดีใช่ไหมคะ เดี๋ยวหนูไปหามาติดตู้ยาไว้บ้างค่ะ

หนูอ่านชื่อ "อภัยภูเบศร" ว่า อะ-พัย-พู-เบด ตรงกันกับพี่แมวเหมียวไหมคะ หรือจะอ่านว่า อะ-พัย-พู-เบ-สอน  หนูว่าฟังแปลกๆ เอ้...ตรง ร.เรือ ก็ไม่มีตัวการ์รันเสียด้วยซีคะ  wave.gif
Posted by วันดี on 15 Jul. 2005,21:57
เคยได้ยินว่า  อะ-ไพ-พู-เบด จ้า

สวัสดีค่ะ  ดีใจจังที่คุณคนธรรมดาค้นพบสาเหตุของปัญหา  ขอให้หายวันหายคืนนะคะ  อาการแพ้แก้ได้ด้วยการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายตามช่องทางปกติให้ร่างกายสะอาดหมดจดค่ะ  อย่าหายามาเพิ่มภาระให้กับร่างกายตัวเองจะดีกว่า  นี่คือคำแนะนำเท่านั้นนะคะ  ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัว  และขอบคุณสำหรับสูตรมหัศจรรย์

Posted by แมวเหมียว on 16 Jul. 2005,10:01
อ้างถึง
ถ้าเป็นของที่เดียวกัน "ไพล" จะเป็นหลอดสีออกเหลืองหรือขาวนะคะ เหมี่ยวเคยเห็นวางขายที่ร้านขายยาค่ะ แต่ไม่ทราบว่าคืออะไร เห็นเขียนว่าไพล หนูเข้าใจว่าใช้รักษาแผลน่ะค่ะ  พี่แมวเหมียวใช้แล้วดีใช่ไหมคะ เดี๋ยวหนูไปหามาติดตู้ยาไว้บ้างค่ะ

เห็นคำถามน้องมะเหมี่ยวแล้วต้องรีบไปพิสูจน์สรรพคุณสมุนไพร"ไพล"
บังเอิญพี่แมวเหมียวปวดเมื่อยหลังอยู่พอดี ..ปกติก็ไม่ได้ใช้หรอกค่ะ ซื้อมาสนองความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าอยากใช้จริงจัง ic-14.gif
เคยให้คนข้างเคียงใช้ แต่ไม่เคยถามว่าใช้ได้ผลดีหรือปล่าว ic-12.gif

ใช่ค่ะ ครีมไพลหลอดสีเหลืองๆ..วันนี้พี่ทดลองใช้แล้วรู้สึกว่า..อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อดีขึ้นจริงๆด้วยค่ะ พี่คิดว่าสรรพคุณสู้ยาcounter painได้สบายมากค่ะ..

แต่อย่างพี่วันดีแนะนำนะคะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อก็ใช้วารีบำบัด..แช่น้ำอุ่นสลับน้ำเย็นก็ได้ผลเหมือนกันค่ะ.

ที่คุณคนธรรมดาบอกว่า
อ้างถึง
..อันไหนใช้ได้ ช่วยบอกด้วยน่ะครับ ไม่แน่ใจ เหมือนกัน 555 

พี่พิจารณาอาหารสูตรมหัศจรรย์แล้ว ที่แน่ใจก็ข้อ 7นี่ล่ะค่ะ..ท้องผูก ท้องอืด ให้กินกล้วย หรือ ขิง  กล้วยทำให้ไม่ท้องผูก ..
แฮ่ะๆ ต้องเป็นกล้วยสุกนะคะ ถ้ากล้วยไม่สุกให้ผลตรงข้าม ic-12.gif
ส่วนข้ออื่นๆเคยอ่านมาบ้างไม่เคยบ้าง แต่ก็เป็นอาหารที่หลากหลายและมีประโยชน์ทั้งนั้นนะคะ

ที่เคยได้ยินมาที่ต้องระวังคือไม่ควรกินอาหารซ้ำๆกันและครั้งละมากเกินไปเพราะจะเกิดการสะสมสารพิษได้(ถ้ามี) เช่นปลาหรืออาหารทะเลซึ่งเดี๋ยวนี้มักได้ยินว่าสัตว์ทะเลมีการสะสมโลหะหนักที่ปนเปื้อนลงในน้ำที่มากเกินไป ถ้าเรากินปลาที่มีสารพิษบ่อยๆโลหะหนักพวกนี้ก็จะสะสมจนเป็นพิษต่อร่างกายเราด้วยค่ะ.

อ้างถึง
3.โรคหัวใจ ดื่มชาเขียว เป็นประจำสารในชาเขียวช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปจับตัวตามผนังหลอดเลือด


อิ อิ ดื่มชาเขียวเป็นประจำแต่หากกินข้าวขาหมูบ่อยๆ ชาเขียวก็สู้ไม่ได้แน่ๆค่ะ icon_help.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 17 Jul. 2005,12:23
ส่วนมากแล้วหนูมักจะเมื่อยล้าบริเวณบ่า,หัวไหล่ และต้นคอเป็นประจำค่ะ แต่วันเสาร์อาทิตย์ไม่ค่อยเป็นนะคะ
(คงไม่ใช่เพราะต้องแบกแขนที่มีน้ำหนักมากนะคะ laugh1.gif )

*หลังจากที่จัดตารางอาหารแล้ว น้ำหนักยังไม่ลดค่ะ แต่ใส่เสื้อผ้าแล้วรู้สึกสบายขึ้น และคล่องตัวมากขึ้นด้วยนะคะ วิ่งได้นานกว่าเมื่อก่อนอีกค่ะ โดยสรุปแล้วดีขึ้นมากเลย ถ้าหนูปฏิบัติอย่างต่อเนื่องน่าจะมีแนวโน้มน้ำหนักลดลงบ้างนะคะ laugh1.gif (แอบหวัง inlove.gif )

*เดี๋ยวนี้ หนูหม่ำมื้อเย็นแค่ 1 ทัพพีเล็กๆ ค่ะ จากเมื่อก่อนต้องหม่ำ 2 จานเต็มๆ ไม่งั้นจะนอนไม่หลับค่ะ ตอนนี้ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ inlove.gif

thankssign.gif ขอบพระคุณค่ะน้าวันดี ตกลงเป็น อะ-ไพ-พู-เบด นะคะ wave.gif


Posted by แมวเหมียว on 17 Jul. 2005,17:49
inlove.gif พี่คิดจะถามอยู่พอดีเลยว่าโครงการลดน.น.ของหนูมะเหมี่ยว เป็นไงบ้าง.

ดีใจด้วยนะคะ..เขาว่าเริ่มต้นดีมีชัยไปครึ่งหนึ่ง ..

 เอ มีชัยมาเกี่ยวอะไรด้วย laugh1.gif

เยี่ยมค่ะ เยี่ยมมากๆ ..แค่รู้สึกสบายตัว คล่องตัวขึ้นก็เยี่ยมแล้ว พี่แมวเหมียวช่วยลุ้นสุดใจขาดดิ้นเลย ..มะเหมี่ยวสู้ๆ applaud.gif
(พี่แมวเหมียวก็สู้ด้วย laugh1.gif )

แมวเหมียวติดค้างพี่วันดีอยู่ว่าจะเล่าเรื่องการดูแลสุขภาพเมื่อคิดจะเลิกรากับยาลดความดันสูง
เล่าไม่ออกบอกไม่ถูกค่ะเพราะว่าเป็นคนไม่ค่อยมีวินัยในการปฎิบัติ ..เดี๋ยวตึงเดี๋ยวหย่อน พอรู้สึกตัวว่าเริ่มไม่ค่อยสบายตัวแล้วนะ ก็จะเข้มงวดครั้งหนึ่ง พอเริ่มสบายเนื้อสบายตัวก็ตามใจปากอีก..เฮ้อ .. withstupid.gif

หลวงปู่พุทธอิสระ -(จากกระทู้< ธาตุเจ้าเรือน >ที่คุณคิลินโพสต์ให้อ่าน)
ท่านกล่าวว่า..
.. ชีวิตนี้ช่างเป็นทุกข์เดือดร้อน การบริหารกายนี้ช่างเป็นภาระอย่างยิ่ง การมีชีวิตอยู่ในกายนี้ช่างมีความทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง..
แล้วเราก็จะไม่มัวเมา ไม่หลงใหล ไม่งมงาย ไม่ตกเป็นทาสของสรรพสิ่ง สรรพสัตว์ หรือสรรพ-วัตถุ สรรพรูป สรรพรส สรรพเสียง สรรพกลิ่นใดๆ ทุกอย่างมันก็จะกลายเป็นความพอดี ความสมดุล ..

แต่แมวเหมียวตระหนักแค่ท่อนสีเขียวท่อนเดียวค่ะ ..ท่อนสีน้ำเงินนี้ยังทำไม่ได้ ชีวิตเลยไม่ค่อยพอดี ยังขาดๆเกินๆเสียสมดุลบ่อยๆค่ะlaugh1.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 18 Jul. 2005,01:10
อ้างถึง
พี่แมวเหมียวช่วยลุ้นสุดใจขาดดิ้น


inlove.gif มะเหมี่ยวเลยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มีแรงฮึดขึ้นสู้อีกเยอะเลยค่ะ inlove.gif

*สูตรพอกตาด้วยแครอท ที่น้าวันดีแนะนำไว้ ได้ผลดีจริงๆ นะคะ ตามความรู้สึกของหนูแล้ว หนูว่าดีกว่าแตงกวาอีกค่ะ มะเหมี่ยวอยากให้ท่านสมาชิกที่นอนดึก หรือพักผ่อนน้อยลองทำดูค่ะ wave.gif (ใช้ได้ทั้งแครอทไทยและนอกเลยค่ะ *
Posted by แมวเหมียว on 05 Nov. 2005,16:38
อ้างถึง (วันดี @ -ท้ายครัว04 พย. 2005,03:43)
มาเยี่ยมแมวเหมียวจ้า 
tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif

เป็นยังไงบ้างคะ นอนพักมาก ๆ นะ 
sick.gif sick.gif sick.gif sick.gif sick.gif sick.gif sick.gif 

อย่ากินอาหารที่ย่อยยาก ที่จริงอยากบอกว่า อย่ากินอะไรตามแนวธรรมชาติบำบัด ที่ปล่อยให้ร่างกายรักษาตนเอง ถ้าทำได้จะดีมาก หรืออย่างน้อยก็ควรกินอาหารเบา ๆ ที่ย่อยง่าย ถ้าเป็นแป้งก็ควรเป็นข้าวต้มนิ่ม ๆ เป็นผักต้มสุก และไม่ควรกินเนื้อ นม ไข่ พวกผไม้ ถ้าได้น้ำส้มคั้นใหม่ ๆ จะสดชื่นมากทีเดียวค่ะ

เมื่อาทิตย์ที่แล้วพี่ก็ป่วยเหมือนกัน ช่วงนี้คนป่วยกันมาก ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะฤดูกาล อากาศที่เปลี่ยนแปลงวันละสามฤดูอย่างที่หนูมะเหมี่ยวว่า ทำให้ร่างกายที่เหน็ดเหนื่อย ปรับตัวไม่ทัน ต้องสนใจเรื่องพักผ่อนให้เหมาะสม ที่สำคัญอยากให้ทุกคนฟังเสียงเตือนจากร่างกายตนเอง 

เวลาป่วยก็ดีนะคะน้องแมวเหมียว จะได้มีเวลานั่งคิดนอนคิดอะไรเล่น ๆ เพลิดเพลินดี พี่มักจะคิดอะไรใหม่ ๆ ได้ตอนนอนป่วยนี่แหละ 

ขอให้หายเร็ว ๆ ทุกคนเอาใจช่วย

love.gif love.gif love.gif love.gif love.gif love.gif love.gif

inlove.gif ขอบคุณพี่วันดีมากๆค่ะ เป็นหวัดแล้วเป็นไซนัสอักเสบเป็นของคู่กันกับแมวเหมียว
คุณหมอคนหนึ่งเคยบอกว่าแมวเหมียวมีโพรงจมูกคดจึงเป็นไซนัสอักเสบได้ง่าย.. แนะนำให้ทำผ่าตัดแก้ไข..
โอย ไม่ไหวหรอกค่ะ มันจะคดจะงอก็ยังพอหายใจได้มาตั้งนานหลายสิบปีมาแล้ว แมวเหมียวก็เลยไม่ทำค่ะ ฮิ ฮิ sit01.gif

ยกมาคุยที่นี่จะมาบอกว่าแมวเหมียวเข้ามาหาวิธีล้างจมูก และทำอยู่ค่ะ
ทำ3วันมาแล้วเริ่มจะทำเป็นและไม่จี๊ดๆแล้วค่ะน้องหนูมะเหมี่ยว kissing.gif

แม้ตอนทำครั้งแรกๆจะรู้สึกจี๊ดๆแต่หลังทำรู้สึกโล่งสบายค่ะ..

แล้วค่อยมาเล่าอาการต่อนะคะ

อาทิตย์ที่แล้วพี่วันดีไม่สบาย พี่วันดีเป็นอะไรคะ ic-14.gif

love.gif   bowsdown.gif
Posted by วันดี on 05 Nov. 2005,16:50
แมวเหมียวเป็นไซนัสด้วยหรือคะ  การล้างจมูกเป็นเรื่องที่ดีมาก  ถ้าทำได้  จะช่วยขับของเสียออกจากโพรงจมูก  

พี่เคยเล่าให้ฟังไหมว่า  วันแรก ๆ ที่พี่หัดล้างจมูก  มีอะไรบางอย่างออกมาเป็นสีเหลือง ๆ แดง ๆ คล้ายเลือดปะปนออกมาด้วย  เอาไปให้ผู้รู้ดู  เธอบอกว่าน่าจะเป็นสิ่งที่คั่งค้างอยู่ในโพรงจมูก  ซึ่งอาจพัฒนาเป็นหนอง  ทำร้ายโพรงจมูกได้

แมวเหมียวทำได้  เก่งนะคะ
winkthumb.gif  winkthumb.gif  winkthumb.gif  winkthumb.gif

ความเจ็บป่วยของพี่ส่วนใหญ่  เริ่มต้นจากปวดหัวค่ะ  ปวดมันระเบิดเถิดเทิง  ติดต่อยาวนานห้าวันห้าคืน  แล้วมันก็จะหายไปเอง  พี่ใช้วิธีราดหัวด้วยน้ำเย็นแล้วนอนพัก  หยุดกิจกรรมต่าง ๆ  และกินน้อย ๆ มาช่วย

ขอให้แมวเหมียวหายไว ๆ นะจ๊ะ
sick.gif  sick.gif  sick.gif  sick.gif  sick.gif  sick.gif  

Posted by add on 06 Nov. 2005,18:36
ฮ่า เห็นแมวเหมียวล้างจมูกพี่เลยลองทำมั่ง เอาที่ดูดแบบยาหยอดตาน่ะค่ะ ดูดน้ำเกลือมะนาวแล้วบีบใส่จมูก มันก็ลงไปแถวๆคอบ้าง ออกมาทางจมูกอีกข้างนิดเดียวเองค่ะพี่วันดี หรือว่าหยอดน้ำน้อยไปคะ อิอิ tongue.gif  ก็ไม่แสบมาก หายใจทางปากได้  hehe.gif

      แมวเหมียวหายหรือยัง coffee.gif

          ปวดหัวแบบพี่วันดี  มีน้องคนหนึ่งเขาเป็น เขาก็ว่าเป็นไมเกรน  เวลาปวดต้องกินยาแผนปัจจุบันแรงๆจึงจะหายใน 2-3 วัน  เขาชอบเมื่อยและปวดต้นคอด้วย หมอบอกว่าเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองบางเส้นอาจมีปัญหา เขาให้ออกกำลังกาย บริหารและนวดๆแถวๆคอและไหล่ค่ะ  แต่น้องเขาไปกินยาจีนแบบต้มๆพักหนึ่งก็เลือดลมดีขึ้น (จากที่เมนมามั่งไม่มามั่งก็มาปกติ) ไมเกรนก็เป็นห่างมากขึ้นค่ะ  ที่จริงเมื่อก่อนเขาไม่ได้ปวดหัว  แต่หลังจากไปตัดต่อมไทรอยด์ทิ้งแล้วก็เป็นค่ะ
Posted by มะเหมี่ยว on 06 Nov. 2005,21:14
smile.gif น้าวันดีเคยเล่าว่า "ตอนล้างจมูกครั้งแรกๆ อาจจะลงคอแล้วมีสำลักได้บ้าง"

smile.gif และหม่ามี้เล่าว่า "ลงคอนิดหน่อย หายใจทางปากได้ ไม่แสบ"

smile.gif ส่วนพี่แมวเหมียวบอกว่า "ทำ3วันมาแล้วเริ่มจะทำเป็นและไม่จี๊ดๆแล้วค่ะน้องหนูมะเหมี่ยว"

แต่หนูกลัวจริงๆ เลยค่ะ crying1.gif หนูรวบรวมความกล้าแล้ว คิดว่าดีๆๆๆ แต่มือมันสั่นทำไมไม่รู้ค่ะ (กลัวเค็มๆ จี๊ดๆ ลงคอ spit.gif )

เวลาไปข้างนอกกลับมานะคะ ลองเอากระดาษทิชชู่แหย่เข้าไปเช็ดจมูก กระดาษดำปี๋เชียวค่ะ สกปรกมากนะคะ ถ้าได้ล้างแล้วน่าจะดีค่ะ

thumbsup.gif น้ำมะนาว+น้ำเกลือ ฮ่า...สู้ๆๆๆๆๆ boogie.gif

grouphug.gif พี่พิลพริม คุณชายต้อ ลุงช้าง น้าป้าแก่ พี่มะนาวหวาน มาล้างจมูกด้วยกันมั๊ยคะ เดี๋ยวหนูจะเป็นหน่วยกล้าตายทดลองก่อนก็ได้ค่ะ  wave.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 06 Nov. 2005,22:56

แฮะๆๆ...มาแล้วค่ะ หนูไปขอมะนาวข้างบ้าน แล้วขอสลิงค์หลานมา(ใหม่) แต่เกลือนี่ของหนูเองค่ะ laugh1.gif (ไม่ลงทุนเล๊ย smash.gif )

bowsdown.gif หม่ามี้คะ น้าวันดีคะ พี่แมวเหมียวคะ คราวนี้พอจะลงมือทำ ก็เกิดสงสัยอีกแล้วค่ะ ว่าจะเอาเปรี้ยวหรือเค็มมากกว่ากันคะ แล้วพอฉีดเข้าไปแล้วต้องคว่ำหน้าลงเพื่อเอาออกใช่ไหมคะ wave.gif ต้องทิ้งไว้นานเท่าไหร่คะ... sit01.gif
Posted by add on 06 Nov. 2005,23:14
มะเหมี่ยวอย่าปรุงน้ำรสจัดลูก  เดี๋ยวมันจะขึ้นตะเหมิก แสบตายเลย ฮ่า เอาอ่อนๆ โอย ขำจัง  laugh1.gif คนทำไม่เป็นคุยกันหญ่ายเลยอ้ะ  whisper.gif  

           พี่วันดีบอกว่าให้เงยหน้า 90 องศาแล้วหยอดลงไปจ้ะมะเหมี่ยว  เออ ไซลิงค์ก็เข้าท่าดีนะ  พอจะหยอดก็ตั้งสติก่อนว่าจะไม่หายใจทางจมูก   พอหยอดลงไปทีแรกหม่ามี้กลั้นหายใจไว้  แล้วก็ค่อยๆหายใจทางปาก  รู้สึกว่ามีน้ำส่วนหนึ่งที่ลงคอ  แล้วมีสองครั้งที่รู้สึกว่ามีน้ำเล็กน้อยออกมาทางจมูกอีกข้างนึงได้ รู้สึกมหัศจรรย์มากว่ามันออกมาได้ยังไง

          ทำน้ำกลั้วคอยังทำไม่เป็นเลย ที่เขาทำแล้วมีเสียงดังๆ คล่อกๆๆหรือเปล่าคะพี่วันดี ฮ่า  tongue.gif
Posted by แมวเหมียว on 07 Nov. 2005,03:12
ฮิ ฮิ มะเหมี่ยวจ๋ามะนาวกับเกลือเยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ น่าจะล้างจมูกกันได้ทั้งบ้าน(ฅนธรรมดา)เลยนะคะนี่sit01.gif

น้าวันดีบอกว่า "เอาน้ำมะนาวเจือจางผสมเกลือนิด ๆ ใส่ในภาชนะที่มีกรวย  พวกกาชาเล็ก ๆ ก็พอแก้ขัด  เอียงหน้า 90 องศา  หายใจทางปาก  แล้วเทน้ำเข้าทางจมูกซ้ายช้า ๆ มันจะไหลออกมาทางจมูกขวา  ทำสลับกันซ้ายทีขวาที "

พี่แมวเหมียวใส่เกลือนิดเดียวเองแหละมะเหมี่ยวจ๋า มะนาวก็แค่หยดสองหยด ตัวล้างจริงๆคือน้ำสะอาดค่ะ  inlove.gif

พี่วันดีบอกเอียงหน้า90องศานะคะพี่แอ๊ดไม่ใช่เงยหน้า90องศา ฮิ ฮิ

wave.gif
Posted by add on 07 Nov. 2005,05:59
อ้าวเหรอแมวเหมียว  เอียงหน้าหรอกเหรอ ฮ่าๆๆๆ  เอียงไปทางซ้ายหรือขวาเหรอ  hum.gif   ฮ่า งั้นพี่ก็เจ๋งมากสิ ขนาดเงยหน้าน้ำยังออกจมูกอีกข้างได้นิดหน่อยอ้ะ ฮ่าๆ โอยขำจังแฮะ  laugh1.gif

          มะเหมี่ยวทำไปถึงไหนแล้ว ป่านนี้สำลักแย่แล้วมั้ง  ป้าเก้ๆ เป็นหวัดเอาน้ำมาล้างขี้มูกเร้ว เอิ๊กๆๆๆๆๆ   tongue.gif
Posted by มะเหมี่ยว on 07 Nov. 2005,08:10
laugh1.gif ก๊ากๆๆๆ จั๊กกะจี้จมูกจังเลยค่ะ  ohman.gif สายไปแล้วค่ะหม่ามี้คะ พี่แมวเหมียวคะ   หนูใช้น้ำครึ่งแก้ว น้ำมะนาวบีบหมดซีกนั้นเลยค่ะ และเกลือนิดนึง จากนั้นก็เงยหน้าฉีดเข้าไป น้ำมันวิ่งผ่านจมูกตรงไปที่คอ แสบจี๊ดๆ นิดนึงแล้วฮัดเช่ยออกมา  ohman.gif หมดกัน  laugh1.gif ทั้งเค็มทั้งเปรี้ยว แต่ขนาดผิดวิธียังโล่งจมูกจริงๆ นะคะ ทำให้เราสนใจสังเกตลมหายใจของตัวเองมากขึ้นด้วยค่ะ wave.gif

whisper.gif คิกๆๆ หม่ามี้จ๋า...หนูกับหม่ามี้ทำเหมือนกันเลยค่ะ(ไม่ได้นัดนะคะ) เดี๋ยวน้าวันดีมาเห็นเข้า คงหัวเราะเราแน่ๆ เลยค่ะ laugh1.gif  couch.gif

thumbsup.gif น้าป้าแก่ พี่พิล คุณชายต้อ ลุงช้างคะ มายังคะ มาลองล้างจมูกกันค่ะ spit.gif
Posted by pilgrim on 07 Nov. 2005,18:50
น่าสนนะน้องมะเหมี่ยว เอาไว้พี่จะลองทำมั่ง แต่อยู่ที่นี่ไม่ค่อยมีฝุ่นหรอกค่ะ
แต่บางทีอากาศอึมครึม ฝนตกหนักๆ ก็แอบมีน้ำมูกแบบคนคัดจมูกบ้างเหมือนกัน พอมันเริ่มแห้ง พี่พิลแอบแคะประจำค่ะ ตอนแคะก็เหลียวซ้ายแลขวา
หญิงมั่นอย่างเรา ก็ชอบแคะขี้มูกค่ะ แต่ต้องแอบ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า หมดกัน เหอๆๆ
ๆๆ ohman.gif
Posted by pakae on 08 Nov. 2005,02:14
ตามมาอ่านวิธีล้างจมูก  อ่านแล้วขำอ่ะ เอียงซ้ายเอียงขวา  คว่ำหน้า หงายหน้า   ป่านนี้สำลักกันไปถึงไหนแล้ว laugh1.gif laugh1.gif


       จะลองทำตามดูจะได้ไม่ต้องกินยามากไปกว่านี้   ไปหาหมอเอายาอักเสบที่ซื้อตามร้านขายยาไปให้หมอดู  หมอบอกว่ายาชนิดนี้เริ่มดื้อยาแล้ว  ทำให้เราต้องกินยาแรงขึ้นเรื่อยๆ   งั้นพวกเราก็ต้องพากันมาหาวิธีธรรมชาติบำบัด   อย่างที่พี่วันดีแนะนำดีกว่า   จะได้ไม่ต้องโดน nrsshotanim.gif nrsshotanim.gif    อิอิอิ
Posted by แมวเหมียว on 08 Nov. 2005,17:45
จริงค่ะคุณปาเก้ ..ปกติแมวเหมียวเวลาเป็นไซนัสอักเสบ
ถ้าไปหาหมอจะได้ยามาเยอะแยะทั้งยาแก้อักเสบ ยาลดน้ำมูกแก้คัดจมูก ยาละลายเสมหะ ยาแก้ไอ(ถ้าไอ) แถมยาแก้แพ้อีก กินกันจนอิ่มเลย ic-14.gif

ไม่สบายคราวนี้ไม่ไปหาหมอ ซื้อยาแก้อักเสบกินตัวเดียว ตัวอื่นไม่กิน..
คัดจมูกก็ล้างจมูกเอา ไม่น่าเชื่อว่าจะหายได้เร็วกว่ากินยาซะอีก

คงเป็นอย่างที่แนวทางธรรมชาติบำบัดบอกว่าการกินยา จะเข้าไปกด.เก็บสิ่งที่ร่างกายต้องการขับออกมา

แต่ธรรมชาติบำบัด(การล้างจมูกล้างคอ)ช่วยให้ร่างกายขับเสมหะออกมาได้สะดวกขึ้น

แล้ววันหลังถ้ากล้าพอจะทดลองไม่กินยาแก้อักเสบค่ะพี่วันดี

อิ อิ แมวทดลองอยู่นี่ค่ะพี่น้อง tongue.gif

wave.gif
Posted by pakae on 09 Nov. 2005,08:20
แต่การซื้อยากินเองก็ไม่ค่อยดีนะแมวเหมียว   ถ้าเรากินไม่ครบจำนวนเชื้อโรคก็จะพากันดื้อยา   แล้วทีนี้ลูกหลานเราก็ต้องกินยาที่แรงขึ้นเรื่อยๆ ohman.gif

    ความจริงป้าก็ไม่ได้เป็นหวัดมานานแล้วเหมือนกัน   แต่พอดีไปผิดอากาศ   และเราเดินทางเหนื่อยด้วย   นอนไม่ค่อยหลับเพราะผิดที่อีกต่างหาก   ร่างกายเลยอ่อนแอ sick.gif

    ถ้าพวกเราใช้วิธีธรรมชาติบำบัดกันได้ก็จะดีมาก จริงๆเนอะ  แต่ปัญหาคือเราไม่สามารถคอยให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้   ในภาวะที่เราต้องทำงานแข่งกับเวลา   เราจึงต้องกินยาเพื่อให้หายเร็วที่สุด ถ้าเราอายุยังน้อยร่างกายก็จะฟื้นตัวเร็ว   อย่างเช่นถ้าอากาศหนาวป้าก็ต้องเปิดน้ำอุ่นอาบ   ขณะที่ลูกๆเขาจะอาบกันแต่น้ำก๊อกธรรมดา   เขาบอกว่าอาบแล้วจะไม่หนาว   ก็จริงอย่างที่เขาว่า   แต่ป้ามักจะทนความหนาวเย็นไม่ค่อยไหว  แหะ แหะ tongue.gif

      ตอนนี้ก็เลยพยายามใช้วิธีธรรมชาติบำบัดเพิ่มมากขึ้น   ตามมาอ่านกระทู้สุขภาพแล้วทำให้ได้รับความรู้เพิ่มขึ้น  thankssign.gif
ค่ะthankssign.gif
Posted by วันดี on 09 Nov. 2005,17:05
ดีใจจัง  มีคนสนใจใช้ธรรมชาติมาบำบัดกันมากขึ้นแล้ว  

แมวเหมียวจ๋า  ดีแล้วต้องบอกต่อนะจ๊ะ

ปาเก้คะ  พี่มีวิธีอาบน้ำเย็นในวันอากาศเย็นค่ะ  จะลองทำดูมั้ย  

พี่จะเอาน้ำราดหัวก่อนค่ะ  อย่าเพิ่งให้น้ำถูกส่วนอื่น ๆ ของร่างกายนะคะ  ราดหัวให้เย็นดีแล้ว  คราวนี้อาบน้ำเย็นต่อ  จะไม่รู้สึกหนาวเลย

Posted by แมวเหมียว on 09 Nov. 2005,23:28
อิ อิ คุณปาเก้คงโดนคุณหมอดุมาที่ไปซื้อยากินเอง..

  เรื่องกินยาครบหรือไม่ครบนี่ บางคนได้ยามาจากคุณหมอก็กินไม่ครบก็มีนะคะ อาจจะเป็นเพราะลืมบ้าง หรือเพราะความไม่รู้บ้าง

แต่จุดที่สำคัญคือคนที่จะกินยาเองต้องมีความรู้เรื่องยาที่เราจะกินด้วยนะคะ
  จะซื้อยากินเองก็ต้องมีความรู้เรื่องยาที่ไปซื้อ และหากมีไม่พอก็ควรซื้อร้านขายยาที่มีเภสัชกรตัวจริงคอยให้คำปรึกษา ..

  วันก่อนแมวเหมียวไปยืนดูคนที่มาซื้อยาที่ร้านขายยา ได้เห็นอะไรอย่างหนึ่งที่สะดุดใจ
คือคนที่มาซื้อยาทุกคนไม่ว่ายากดีมีจน ดูเขามีความมั่นใจในตัวเอง เหมือนว่าเขายังสามารถควบคุมชีวิตตัวเองได้อยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งต่างกับสภาพคนที่ไปร.พ.หาหมอ เราจะเห็นว่าทุกคนหมดความเชื่อมั่น/ความนับถือตัวเอง เหมือนรอคำพิพากษายังไงไม่รู้..
 เห็นแล้วก็เข้าใจเลยว่า ทำไมคนจำนวนหนึ่งถึงไม่อยากไปหาหมอและพยายามหาทางเลือกอื่นให้ตัวเอง .. xmas.gif
Posted by pakae on 10 Nov. 2005,21:36
ไม่โดนคุณหมอดุหรอกจ้ะแมวเหมียว icon_donot.gif   คุณหมอคนนี้ใจดี  แล้วก็รักษากันมานานแล้วจ้ะ  คุณหมอเพียงแต่ยิ้มๆเท่านั้นเอง smile.gif

     แต่ความแตกต่างอย่างหนึ่งคือเวลาที่เราไปหาหมอ   ยาบางชนิดพวกยาอักเสบที่ต้องกินต่อเนื่องจนหมด   เวลาที่เภสัชกรจ่ายยาให้เรา   เขามักจะแนะนำและย้ำว่าชนิดนี้ต้องกินให้หมด   ส่วนมากเมื่อเราต้องไปหาหมอแล้ว   เราก็มักจะกินจนหมด  

       แต่บางทีป้าเห็นเวลาที่คนไปซื้อยามักจะบอกว่า   เอามากินสักสองวันบ้างสามวันบ้างซึ่งบางทียาแก้อักเสบมันก็ไม่ครบคอร์ส   แต่บางทีร้านขายยาก็ไปบอกว่าเขาต้องซื้อเพิ่มไม่ได้  เพราะบางคนเขาก็ไม่ค่อยมีเงินน่ะ  

       แต่ดูเหมือนแมวเหมียวไม่ค่อยชอบ ไป รพ.นะ  หรือว่าไปจนเบื่อแล้ว  tongue.gif แต่ป้าก็ไม่ชอบไป รพ.เหมือนกันละ whisper.gif  โธ่ใครจะชอบไป รพ.เนอะ ic-14.gif

      การมีวิธีธรรมชาติบำบัดนี่เห็นด้วยเป็นอย่างมากเลยค่ะพี่วันดี   กว่าเราจะโตมาขนาดนี้ในร่างกายคงมีแต่สารเคมีเป็นจำนวนมากไปทั้งตัวเลยนะแมวเหมียว ask.gif

     จะลองอาบน้ำแบบที่พี่วันดีแนะนำค่ะ thankssign.gif

    

Posted by มะเหมี่ยว on 10 Nov. 2005,22:39
smile.gif หนูก็ไม่ชอบไปหาหมอค่ะ  ไปนั่งรอตั้งนาน...เรียกเข้าไปตรวจๆ ถามๆ แป๊ปเดียว...แล้วก็ไปรอยาอีกนานๆ...จ่ายตังค์รับยาแล้วเชิญกลับบ้านไปพักผ่อนได้...

     พอมาดูถุงยานะคะ...โธ่ถัง...พาราเซตามอลเป็นแผงๆ แบบในทีวี ยาลดน้ำมูกก็เป็นแผง 4 เม็ด แบรนด์เหมือนในทีวีอีก แล้วจะไปทำไมคะนี่ fryingpan.gif

     น้าป้าแก่คะ...หนูเคยถามหมอเหมือนกันนะคะ ว่าทำไมยาแก้อักเสบต้องกินให้ครบตามหมอสั่ง แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม หมอก็ตอบมายาวเลยค่ะ หนูจำได้พอนิดๆ ว่า

     " ยาแก้อักเสบ เป็นยาปฏิชีวนะ ถ้าเรากินครึ่งๆ กลางๆ ไม่ครบ 4-7 วันตามหมอสั่ง มันจะมีผลต่อภูมิต้านทานทำให้เราดื้อยาตัวนี้ในครั้งต่อไปค่ะ แล้วยาปฏิชีวนะจะต้องใช้เวลานานในการไปจัดการกับเจ้าเชื้อโรคตัวร้ายที่ทำให้เราป่วย ถ้าเรารู้สึกดีแล้วรีบหยุดกิน อาการนั้นก็จะกลับมาอีกค่ะ "

      wave.gif หม่ามี้คะ น้าวันดีคะ พี่แมวเหมียวคะ หนูเคยลุยน้ำท่วมตอนเด็ก แล้วเป็นแผลอักเสบที่เท้า(เล็กๆ) ครูที่ห้องพยาบาลขอลโรงเรียนเลยเอายาแก้อักเสบที่เป็นแคปซูลมาแกะเอาผงๆ ข้างในมาโรยให้หนู แผลจะตึงทันทีเลยค่ะ  แล้ว 2 วันก็แห้งและหายไป แต่...หมอบอกว่าไม่ถูกต้องค่ะ laugh1.gif
Posted by แมวเหมียว on 11 Nov. 2005,00:38
อ้างถึง (วันดี @ 05 พย. 2005,03:50)
ความเจ็บป่วยของพี่ส่วนใหญ่ เริ่มต้นจากปวดหัวค่ะ ปวดมันระเบิดเถิดเทิง ติดต่อยาวนานห้าวันห้าคืน แล้วมันก็จะหายไปเอง พี่ใช้วิธีราดหัวด้วยน้ำเย็นแล้วนอนพัก หยุดกิจกรรมต่าง ๆ และกินน้อย ๆ มาช่วย

ขอพักยกเรื่องชอบ ไม่ชอบไปร.พ.ก่อนนะคะคุณปาเก้ แฮ่ะๆ laugh1.gif

แมวเหมียวสนใจเรื่องปวดหัวของพี่วันดี.. แปลกจัง.. พี่วันดีเคยไปให้หมอตรวจหาสาเหตุมั้ยคะ หรือพี่สังเกตว่าเป็นจากอะไรคะ

k122.gif k119.gif k122.gif
Posted by pakae on 11 Nov. 2005,03:47
พี่วันดีเป็นไมเกรนหรือเปล่าค่ะ   เห็นน้องสาวเป็นทีปวดหัวมากเลย  ทั้งปวดหัวทั้งอาเจียน  เป็นทีไปไหนไม่ได้เลย  เหมือนกันหรือเปล่าค่ะ   ถ้ามีวิธีแก้ไขจะได้ไปแนะนำน้องสาวบ้าง

    โอ...จ้ะแมวเหมี่ยว  icon_donot.gif

    ตั้งแต่หนูเหมี่ยวปีนออกมาจากถังขยะได้  ไปเที่ยวทั่วเลย  คงคิดถึงเพื่อนๆมากเลยใช่มั๊ยล่ะ inlove.gif
Posted by วันดี on 11 Nov. 2005,04:41
ขอบคุณที่ห่วงใยถามไถ่นะจ๊ะแมวเหมียวและปาเก้คนสวย

พี่เคยเป็นไมเกรนค่ะ  นานมาแล้ว  หายไปพักใหญ่ ๆ แล้วค่ะ  

เวลานี้ปวดหัวของพี่  จะมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการนั่งทำงานอยู่กับที่นาน ๆ ลืมกินลืมนอนลืมเมื่อย  มารู้สึกตัวอีกทีก็ปวดหลัง  ปวดแขน  ปวดคอ  แล้วไล่มาที่หัว  ซึ่งจะอยู่ตรงนี้นานมาก  วิธีแก้ของพี่ก็ใช้วิธีย้อนกลับ  คือหยุดทำงานแล้วพัก  นอน  เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ  ถ้าได้ว่ายน้ำจะดีมาก  ทำโยคะก็แก้ได้  

พี่ไม่เคยไปตรวจค่ะ  แต่เข้าใจว่าเป็นพันธุกรรมค่ะ  ครอบครัวพี่เป็นโรคนี้กันทุกคน  แม้แต่ลูกสาวซึ่งเป็นเจนเนอเรชั่นล่าสุด  เคยคุยกับเพื่อน ๆ ที่เป็นหมอ  เขาวินิจฉัยว่ามียีนบางตัวในสายเลือดที่ทำให้เส้นเลือดบางจุดมีปัญหา  ถ้าทนได้ก็ให้ทนเอา  อย่าไปหาเรื่อง  ถ้าทนไม่ได้ถึงค่อยหาวิธี  พี่เลือกเอาข้างทนค่ะ  และพยายามลดหย่อนความตึงเครียดทางร่างกาย  

น้องสาวปาเก้เป็นไมเกรนหรือจ๊ะ  ต้องเห็นใจเขามาก ๆ นะ  เพราะปวดมากจริง ๆ  ในขณะที่ปวดจะทำอะไรไม่ได้เลย  ตาพร่ามองไม่ชัด  ถ้าได้อาเจียน  จะหมดอาการเร็วกว่าไม่อาเจียน  ปาเก้ลองให้น้องปรึกษาหมอยาจีนนะจ๊ะ  การฝังเข็มแก้ไมเกรนได้ค่ะ  ที่สำคัญต้องคอยสังเกตุตัวเองว่า  ไมเกรนจะเกิดกับเราเราเมื่อไหร่บ้าง  เช่นกินอาหารแสลง  หรือทำอะไรที่เกินกว่าร่างกายตนเองจะรับไหว

Posted by แมวเหมียว on 12 Nov. 2005,16:47
โอ ปวดครั้งละหลายวันคงทรมานน่าดูเลยนะคะ..

ขอเป็นกำลังใจให้พี่วันดี และลูกสาวรวมถึงน้องคุณปาเก้ ดูแลสุขภาพให้หายไวๆ แม้ไม่หายขาดก็ขอให้ทุเลาลงนะคะ inlove.gif
Posted by windy on 15 Nov. 2005,11:55
แวะมายิ้มกับทุกๆ ท่านค่ะ

flo_1.gif  tinyrose.gif
Posted by แมวเหมียว on 15 Nov. 2005,17:17
ขอบคุณค่ะ  tinyrose.gif  

แล้วแวะมาบ่อยๆนะคะ  flo_1.gif

bowsdown.gif
Posted by add on 15 Nov. 2005,22:06
สวัสดีค่ะพี่วินดี้  ลองล้างจมูกล้างคอสิคะ สนุกดีค่ะ ฮี่ๆ  yes.gif
Posted by windy on 16 Nov. 2005,12:42
จ้ะ

ตอนนี้กำลังเริ่มหัดนอนให้เป็นเวลาปกติของมนุษย์ก่อน

เพื่อปรับสุขภาพขั้นพื้นฐาน

sick.gif

ว่าแต่ว่า.....บนเตียง...มันมีอะไรวิ่งเล่นอยู่ใต้ผ้าห่มคะ hum.gif

จะหลับมั้ยเนี่ย  hehe.gif  ic-14.gif
Posted by แมวเหมียว on 16 Nov. 2005,21:15
สวัสดีค่ะพี่วินดี้


แอบได้ยินคุณคิลินคุยกับพี่วินดี้ที่ห้องรับแขก..

พี่วินดี้คงจะรุ่นใกล้เคียงกับคุณคิลินใช่มั้ยคะ งั้นก็คงรุ่นใกล้เคียงกับพี่วันดี..ใช่มั้ยคะพี่แอ๊ด  ic-14.gif

อิ อิ ถามพี่แอ๊ดดีกว่า พี่วินดี้คงหลับไปแล้วนะคะ laugh1.gif
Posted by add on 16 Nov. 2005,22:19
พี่วินดี้เป็นรุ่นพี่ปีเดียวค่ะ  รุ่นคุณสข 1 คุณคิลิน  เป็นรุ่นน้องพี่วันดี และพี่ช้าง  (แผนกสืบราชการไม่ลับ เหอๆ)  เป็นคนสวยและเก่ง(มั่กๆ) เสียงเพราะ(ร้องเพลงเพราะ) แล้วก็ชอบฟังเพลงยุค 60  และสุนทราภรณ์ด้วยค่ะ

         ผิดถูก เพิ่มเติมอย่างไรพี่วินดี้บอกนะคะ  อิอิ   thumbsup.gif
Posted by windy on 17 Nov. 2005,10:26
ขอบคุณหลายๆ ที่ยอกัน flo_1.gif

ก็อยากให้ที่น้องแอ๊ดพูดมาทั้งหมด.....มมมมมม...ถูกต้องนะคร้าบ

แต่ความจริงมัน...แหะ..แหะ... ic-14.gif


สวัสดีน้องแมวเหมียวเป็นการพิเศษอีกครั้งนะคะ basketball.gif
Posted by แมวเหมียว on 17 Nov. 2005,16:03
ขอบคุณพี่แอ๊ด(นายทะเบียน อิ อิ สายสืบประจำบ้าน)นะคะ inlove.gif

  xmas.gif แมวเหมียวขอถามความลับพี่วินดี้หน่อยได้มั้ยคะ..

คือว่าพี่วินดี้หายไปไหนตั้งน้าน.นานคะ ic-14.gif

  หายไปนานจน พอกลับมาคุณคิลินต้อง nope.gif และร้องเพลงคนสวยใจดำ   laugh1.gif

..ฮิ ฮิ ..ออกอาการโม้ไปได้แบบน้ำใสๆ อย่างคุณคิลินว่าอีกแล้ว! tongue.gif

ไปดีกว่าค่ะ wave.gif
Posted by วันดี on 17 Nov. 2005,22:41
ต้อนรับคุณวินดี้กลับบ้านค่ะ  หายไปนานกลับมาแล้วต้องเข้ามาคุยกันบ่อย ๆ นะคะ  

อ้อ  พี่ติดรุ่นแรกหรือคะคุณadd  ก็น่าอยู่หรอก  เริ่มแตกลายงาแล้ว  อีกหน่อยคงราคาดี  เอาไปวางไว้แถวร้านแอนทีคได้

ปาเก้ไม่สบาย  หายยัง

Posted by pakae on 18 Nov. 2005,00:12
5555555555  พี่แอ๊ดกลายเป็นหน่วยสืบราชการ(ไม่)ลับแห่งบ้านคนธรรมดาไปแล้ว   sofaroll.gif


           ขอบคุณค่ะพี่วันดีที่ถามอาการ thankssign.gif  ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้วค่ะ  เราก็คงไม่ห่างกันเท่าไหร่    เป็นพวกแตกลายงาเหมือนกัน   อิอิอิ      ที่พี่วันดีเล่าเรื่องเป็นไมเกรน     ที่ว่าเป็นพันธุกรรมด้วยคงจะจริงอย่างพี่ว่า     พอพี่เล่าเลยนึกขึ้นได้     ว่าลูกชายเคยเป็นครั้งนึงตอนนั้นเขาเรียนอยู่มหาลัยแล้ว      จำได้ว่าเขาโทรมาบอกให้ไปรับเขาหน่อย      เขาปวดหัวมากจนอาเจียน      ตอนนั้นตกใจมากเพราะปกติเขาไม่ค่อยเป็นอะไร     หมอตรวจว่าน่าจะเป็นไมเกรน    ให้พกยาแก้ปวดหัวไมเกรนไว้ด้วย      แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ปวดหัวแบบนั้นอีกเลยผ่านมาหลายปีแล้วค่ะ    ก็เลยไม่แน่ใจว่าจะใช่ไมเกรนหรือเปล่า

         สวัสดีค่ะคุณวินดี้    อยากเห็นคนสวยและเก่งมั่กๆบ้าง    ร้องเพลงเพราะอีกต่างหาก winkthumb.gif

          เพิ่งจะได้เปิดอ่านตอนเก่าๆ     รู้ว่าแมวเหมียวเป็นความดันสูงแต่ไม่ต้องกินยาแล้ว     สนใจมากเลยเพราะว่าพ่อบ้านก็เป็นความดันสูงต้องกินยาทุกวัน     เพิ่งไปหาหมอตามนัดมา  หมอบอกว่าต้องเพิ่มยาพอมาอ่านเรื่องของแมวเหมียว     เลยอยากได้ความรู้ไปให้พ่อบ้านบ้างจ้ะ

       อ้อพี่วันดีค่ะ    ห้ามเรียกว่าปาเก้คนสวยอีกเป็นอันหลุดเป็นอันขาด     เพราะฟังแล้วมันสยองค่ะ     เดี๊ยวพอเจอหน้ากันแล้วพี่จะเป็นลมว่าทำไมความสวยถึงหลบในได้ลึกถึงเพียงนี้ ask.gif

          ทักทายเพื่อนๆทุกคนด้วยค่ะ wave.gif

Posted by แมวเหมียว on 18 Nov. 2005,01:55
อ้อ พ่อบ้านคุณปาเก้เป็นความดันสูงเหรอคะ สูงเท่าไหร่คะ..

การแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่า..

"จนถึงปัจจุบันนี้ความดันโลหิตสูงก็ยังเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ ส่วนใหญ่ มีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้องทั้งพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น อาหารรสเค็ม เชื้อชาติ ส่วนน้อยเกิด (น้อยกว่าร้อยละ 5) จากความผิดปกติของหลอดเลือด ไตวาย หรือ เนื้องอกบางชนิด

ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ การรับประทานยาเป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาตลอดไป หากหยุดยา ความดันโลหิตอาจกลับมาสูงอีกได้"


   แมวเหมียวเป็นคนไข้ที่ดื้อหมอดื้อยา อย่างที่คุณปาเก้เข้าใจนั่นแหละค่ะ

ไม่ใช่ไม่กลัวตายนะคะ เคยกลัวมากจนแทบบ้า แล้วก็พบว่าความกลัวไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เลยหันกลับมาสู้..เรียกว่ายอมรับสภาพมากกว่า

ก็หยุดยามาตั้งหลายปีแล้ว ตรวจเช็คความดันอยู่บ่อยๆก็ไม่ขึ้น.

   แต่ไม่กล้าแนะนำให้คนอื่นๆหยุดยาตามนะคะ สภาพร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน อยู่ในความดูแลของคุณหมอไปก่อนดีแล้วค่ะ

   สิ่งที่อยากแนะนำคือ ถ้าเป็นคนอ้วนก็ลดน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดบุหรี่ แอลกอฮอล์(ถ้ามี)และหลีกเลี่ยงอาหารเค็มๆ

รวมทั้งอาหารมัน หวานด้วย laugh1.gif

คือทานอาหารธรรมชาติที่สุด..หลีกเลี่ยงอาหารที่พี่วันดีแนะนำมาข้างต้นนั่นนะคะ..

   ถ้าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ร่างกายเราดีขึ้น ความดันก็จะน่าจะค่อยๆลดลง 

 และที่สำคัญอีกอย่าง หลีกเลี่ยงและควบคุมความเครียดให้ได้ อันนี้คงต้องเข้าหาธรรมะมั้งคะ

ขอเป็นกำลังใจนะคะ flo_1.gif

tinyrose.gif tinyrose.gif tinyrose.gif
Posted by add on 18 Nov. 2005,02:06
หน่วยสืบราชการ(ไม่)ลับขอแถลงข่าวหน่อยค่ะพี่วันดี  ครือว่ามีคนที่สอบได้ที่เดียวกัน 3 คนน่ะค่ะพี่ ( แฮ่ๆ หมายถึงว่า เกิดปีเดียวกันน่ะค่ะ) ทำให้พี่ต๊กใจว่าพี่เป็นรุ่นแรก  จริงแล้วไม่ต่างกันเท่าไรหรอกฮ่ะ  ตอนนี้หน่วยสืบแอบถามปีเกิดเป็น ชวด ฉลู ขาล เถาะ  แล้ว มันแน่นอนดี อิอิ   tongue.gif

            เอ้อนะ  ทำไมคนรอบๆข้างเขาว่าเป็นความดันสูงต้องกินยาประจำกันทั้งนั้นเลย  พี่สาวสองคน เพื่อนๆทั้งที่จันท์ที่กรุงเทพฯ  แล้วความดันสูงมันเกี่ยวข้องกับความอ้วนมั้ย หรือคนผอมก็ความดันสูงได้  hum.gif

           แต่ที่แน่ๆนะมีบางคนน่ะเป็น โรคความดันทุรังสูงอ้ะ  rasp.gif
Posted by windy on 18 Nov. 2005,02:21
สวัสดีทุกท่านค่ะ inlove.gif

และตอบคำถามน้องแมวเหมียวว่าหายไปไหนน้าน..นาน..ว่า

1.

ห่างหายเพราะภารกิจติดพัน
จึงจำใจไกลกันไม่เห็นหน้า
แต่คิดถึงผองเธอเสมอมา
เพราะรู้ว่าบ้านนี้มีมิตรแท้

sit01.gif

2.
(เมื่อก่อนนี้)
น้องคอมพ์ของฉันมันชรา
เข้าบ้านคนธรรมดาเป็นเมาแอ๋
เจอหลากหลาย options พลันงอแง
เครื่องแฮงค์ต้องตามแก้ทุกวันเลย cry3.gif.gif

3.
(วันนี้)
เปิดตัวน้องคอมพ์ซ่อมใหม่
สวยใสสง่าผ่าเผย
สามารถมากมายกว่าเคย
ดีใจจริงเอยเลิกแฮงค์ (แล้วจ้า)

Dancer.gif
Posted by KiLiN on 18 Nov. 2005,03:04
มาตบมือให้กลอน และคอมฯ ที่ไม่แฮ้งค์  applaud.gif  xmas.gif
Posted by แมวเหมียว on 19 Nov. 2005,03:14
winkthumb.gif โอ้โห..พี่วินดี้เป็นนักกลอนอีกคนเหรอคะนี่

น้องใหม่หัดเขียนโคลงกลอนขอคาระค่ะ bowsdown.gif

   แวะไปเที่ยวสวนฝากฝันของลุงช้างที่ห้องบทกวีบ้างนะคะพี่วินดี้
แมวเหมียวรับจ้างเฝ้าสวนลุงช้างอยู่ค่ะ เป็นงานไซด์ไลน์จากการเช็ดถูปัดฝุ่นในครัวค่ะ laugh1.gif  laugh1.gif

แต่ whisper.gif ไปแล้วระวังจะติดใจ(หลงคารมลุงช้าง!)แล้วไม่อยากกลับห้องสุขภาพนะคะ  couch.gif

พี่วินดี้มาประจำห้องสุขภาพแล้วพี่แอ๊ดชวนคุยเรื่องวิชาการกับพี่วินดี้แล้วกันนะคะ

 แมวเหมียวถนัดวิชากวนและขุดดินทำสวนมากกว่าค่ะ  wavey.gif

greet.gif
Posted by pakae on 23 Nov. 2005,10:15
อิอิอิ  ใครน่ะเป็น "โรคความดันทุรังสูง" rasp.gif

    ไว้ถามเรื่องความดันสูงของจริงว่าเท่าไหร่แล้วจะมาสอบถามนะจ้ะว่าเป็นไงบ้าง   ขอบคุณพี่วันดี  พี่แอ๊ด  แมวเหมียวและทุกๆคนสำหรับคำแนะนำค่ะ thankssign.gif
Posted by pilgrim on 23 Nov. 2005,18:10
ขอถามพี่วันดีเกี่ยวกับเรื่องยาพาราเซตามอลหน่อยค่ะ

ปกติ พิลไม่ค่อยได้กินยานี้เมื่อปวดหัวหรอกค่ะ ตั้งแต่มาอยู่นี่ อาการปวดหัวหายไปมาก ตอนอยู่เมืองไทยเป็นปวดหัวไมเกรนบ่อยๆค่ะ แต่ก็ไม่ได้กินยาอะไรเป็นพิเศษ นอกจากพาราฯ แล้วก็นอน มันจะปวดค้างๆ อยู่วันหรือสองวันแล้วก็หายไปแบบไม่รู้ตัว

แต่พิลต้องกินยาพาราฯบ่อย เพราะปวดเมื่อยกล้ามเนื้อค่ะ อย่างเช่นไปยกของหนักๆ หรือทำงานที่ต้องใช้แรงมากๆ ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมากๆ ทั้งวัน กลับมาถึงบ้าน กลางคืน จะปวดเมื่อยมากเลยค่ะ บางทีร้าวไปหมดทั้งแขน ขา ทั้งหัวไหล่ ต้นคอ
เป็นมานานแล้วค่ะ ตอนอยู่เมืองไทยก็เป็น พิลต้องมียาทาแก้ปวดเมื่อยประจำ เช่น น้ำมันเหลือง ยาหม่องแบบยาไทย เคยซื้อยาแผนฝรั่งทา อย่างเคาเตอร์เพน ไม่หายค่ะ ต้องใช้ยาตำรับไทยหรือน้ำมันเซนต์ลุคส์ ถึงจะหาย แล้วก็กินยาพาราฯประกอบกัน

โรคปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างนี้ มีวิธีการธรรมชาติบำบัดไหมคะ  เพราะถ้าไม่กินยา มันก็ปวดทรมานเหมือนกันค่ะ
Posted by วันดี on 26 Nov. 2005,18:59
คุณพิลคะ  พี่ก็มีประสบการณ์ปวดเมื่อยบ่อยเหมือนคุณค่ะ  แต่หลังจากรู้เรื่องยาพาราฯจากหมอชาวอินเดีย  ที่เล่าว่ามีพิษขนาดเดียวกับยาเบื่อหนู  พี่ก็ไม่กล้าแตะมันอีก

เท่าที่สังเกตุตัวเองดู  พี่มักจะมีอาการปวดเมื่อยเมื่อใช้กำลังเกินตัว  หรืออยู่ในท่าเดียวนานเกินไป  ลืมฟังเสียงของร่างกายตั้งแต่ตอนเริ่มปวด  อาจจะเพราะยังเพลินอยู่  และมักขอต่อเวลาไปอีก  ทำให้ร่างกายรับไม่ไหว

แต่พอรู้ตัว  พี่จะหยุดทำ  เปลี่ยนอิริยาบถ  ไปทำโน่นทำนี่ที่แก้กลับจากท่าเดิมของเรา  แต่ถ้าปวดมาก ๆ ก็ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบค่ะ  วิธีนี้ใช้เวลาหน่อยค่ะ  ก็อย่าลืมว่า  ตอนจะเป็นมันก็คงจะสะสมมานานพอดูเหมือนกัน  ดังนั้นพอจะแก้  ก็ต้องให้เวลาด้วย

คุณพิลกริมเคยทำโยคะไหมคะ  ลองสิคะ  แล้วจะติดใจ  หรือไม่ก็ทำสปา  แช่น้ำใส่กลิ่นลาเวนเดอร์  หรือนวดแบบใช้น้ำมันหอม  ช่วยได้มากค่ะ

อย่าใช้ยาเลยนะคะ  เดี๋ยวมันสะสมอยู่ในตัวมาก ๆ จะทำให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมาได้

Posted by pilgrim on 26 Nov. 2005,20:34
คงจะจริงค่ะ เคยสังเกตดูบางทีไม่ได้ไปทำอะไรหนักๆ แต่ก็ยังปวดเมื่อย นึกขึ้นได้ว่า อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป เช่น นั่งมาก เมื่อยหลัง เมื่อยคอไปหมด จนบางทีเป็นโรคคอแข็งค่ะ ไม่ใช่ว่าหยิ่ง หรือมีเชื้อหมาบ้าหรอกนะคะ แฮ่ แต่มันเอี้ยวไม่ได้ค่ะ ต้องหันทั้งตัว

โยคะ ทำไม่ได้ค่ะพี่วันดี เคยหัดเหมือนกัน แต่ตัวไม่อ่อน และ แหะๆ ติดพุงนิดหน่อย (นิดเดียวเองค่ะ)  รู้สึกว่าร่างกายตัวเองไม่เหมาะกับอะไรแบบนี้เลย ตอนเด็กๆเคยเรียนยิมนาสติก กลัวแทบตาย เวลาอาจารย์ให้ม้วนหน้า ม้วนหลัง พิลเป็นโรคตัวแข็งจริงๆค่ะ มันไม่คล่องตัวเลย มันเกี่ยวกับการฝึกโยคะไหมคะ

ส่วนนวดน้ำมัน ตอนนี้ พิลเอาน้ำมันเหลืองจาก จ.ตราดมาใช้ค่ะ คุณแม่ก็ชอบใช้เหมือนกัน กลับบ้านที ก็ไปหาซื้อเอามาที่นี่ทีละครึ่งโหล แต่ตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้ใช้แล้วค่ะ  ก็เลยแจกๆเพื่อนคนไทยไปบ้าง  เวลาปวดเมื่อยพี่วันดีให้ใช้น้ำเย็นประคบหรือคะ บางคนบอกให้พิลนอนแช่น้ำอุ่น หรืออาบน้ำอุ่น อย่างไหนจะดีกว่ากันคะ

น้ำมันลาเวนเดอร์ พิลใช้นวดเท้าอยู่ค่ะ เพราะไม่ทราบเป็นอะไร เท้าแห้งและคันมาก แพ้คลอรีนหรือเปล่าไม่ทราบค่ะ เพราะไปว่ายน้ำอยู่บ่อยๆ และเขาใส่คลอรีนค่อนข้างแรง  

ที่นี่เขาจะมีน้ำมันและครีมลาเวนเดอร์สำหรับนวดเท้า พิลเลยซื้อมาทั้งทาและนวด ก็ค่อยยังชั่วเหมือนกันค่ะ กลิ่นลาเวนเดอร์หอมดี พิลชอบ แต่เคยได้ยินเพื่อนฝรั่งคุยกัน บอกว่า เป็นกลิ่นสำหรับคนแก่ๆ พิลก็เลยนึกในใจ แก่ก็แก่วะ ก็ฉันชอบนี่หว่า
ขอบคุณพี่วันดีมากค่ะ สำหรับคำแนะนำ ว่าแต่การทำสปานี่เขาทำยังไงบ้างคะ
ตอนอยู่เมืองไทย เคยไปเข้าห้องสปา เขาเหมือนใช้ไอน้ำอบใช่ไหมคะ ถ้าซาวน่าจึงจะใช้ความร้อนอบ ไม่ทราบเข้าใจถูกหรือเปล่า แต่เห็นเดี๋ยวนี้ ฮิตกันมากเลยค่ะ ทั้งในไทยและต่างประเทศ

Posted by วันดี on 27 Nov. 2005,22:14
สปาในความหมายของพี่ในที่นี้  เพียงแค่การบำบัดด้วยน้ำเท่านั้นเองค่ะ  เช่นแช่น้ำอุ่นหรือน้ำเย็น  โดยใส่น้ำมันหอมกลิ่นที่ชอบลงไปในน้ำ  ถ้าเป็นจากุชชี่ก็ยิ่งดี  น้ำที่เคลื่อนไหวจะช่วยนวดกล้ามเนื้อให้  หรือแม้แต่ว่ายน้ำ  ขยับตัวเคลื่อนไหวในสายน้ำ  อะไรพวกนี้มากกว่าค่ะ  คุณพิลว่ายน้ำบ่อยอยู่แล้วนี่คะ  ถือว่าสปาละกัน  ที่สำคัญคืออย่าไปเคร่งครัดกับการว่ายน้ำที่ต้องถูกท่าถูกแบบมากนัก  เคลื่อนไหวให้ตัวเบาสบาย  ให้สายน้ำได้พะยุงกล้ามเนื้อ  พักผ่อน  ก็ดีมากแล้วค่ะ

การประคบร้อนหรือเย็นดี  อันนี้คงไม่ใช่สูตรตายตัวมังคะ  พี่เองบางครั้งถ้าปวดแบบขัดยอก  เคลื่อนไหวขยับตัวเร็วเกินไปแล้วเกิดปวด  ก็มักใช้ประคบร้อนค่ะ  คุณพิลเคยลองลูกประคบของคนโบราณไหมคะ  ที่เอาสมุนไพรมาห่อผ้าแล้วไปนึ่งมาประคบบริเวณที่เจ็บหรือปวดกล้ามเนื้อ  ดีมากค่ะ  

ส่วนการประคบเย็น  พี่มักจะใช้เมื่อปวดเมื่อยแบบธรรมดา ๆ เนื่องจากอยู่ในท่าเดียวนานไป  ก็เอาผ้าขนหนูชุบน้ำอุณหภูมิปกติมาประคบ  คุณพิลเคยสังเกตุไหมคะว่า  เวลาเราปวดเมื่อยนี่  ตรงที่ปวดมักจะร้อน ๆ พอเอาน้ำมาชุบหรือประคบ  ผ้าจะร้อน  ลองทำต่อไปอีกหลาย ๆ ครั้งจนผ้าร้อนช้าลง  ที่ปวดเมื่อยก็จะคลาย  แต่คุณพิลอยู่ในเมืองหนาว  น้ำอาจมีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงตามอากาศ  ลองใช้น้ำที่อุณหภูมิใกล้เคียงร่างกายเราดูน่าจะได้นะคะ  เย็นเกินไปอาจไม่ดี

นี่ก็เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัวของพี่เท่านั้น  คุณพิลปวดบ่อย ๆ อาจมีวิธีของตัวเองอยู่บ้างแล้ว  ถือเป็นการแลกเปลี่ยนกันนะคะ

พูดเรื่องน้ำมันเหลือง  พี่เคยลองใช้เวลาปวดไมเกรน  ด้วยการหยดลงบนจุดหรือบริเวณที่ปวดมากที่สุด  พบว่าทำให้ผ่อนคลายเร็วขึ้นค่ะ

วันหลังพี่จะมาเล่าเรื่องกลิ่นต่าง ๆ ที่เขาใช้ในการบำบัดเวลาเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบอโรมาเธอราพีให้ฟังใหม่  วันนี้ต้องขอตัวก่อนแล้วค่ะ

Posted by pilgrim on 28 Nov. 2005,20:23
ขอบคุณค่ะพี่วันดี
พิลก็เคยลองเหมือนกันค่ะ ลูกประคบ ตอนนั้น ไปลองกับเพื่อนที่ชมรมรักษ์สมุนไพรที่ลำปาง เป็นลูกประคบไพล ค่ะ นวดเสร็จเหลืองไปหมดทั้งตัว แต่ก็สบายดีค่ะ

พิลว่าการออกกำลังกายในน้ำนี่ดีมากๆเลยค่ะ ผู้มีอายุที่นี่หลายๆคน เขาชอบมาลงสระกัน เขาไม่ได้ว่ายหรอกค่ะ แค่มาเดินๆ ในน้ำแล้วก็ใช้มือแหวกน้ำไป เพื่อออกกำลังแขนด้วย
จะว่าไปแล้ว กีฬาว่ายน้ำเป็นกีฬาที่เหมาะกับคนที่เข่าไม่ดี เพราะไม่ต้องมีการกระแทกลงของขาและเข่า  พิลก็เคยเข่าเดี้ยงมาค่ะ จากการตีแบดแล้วเส้นเอ็นเข่าพลิก ต้องนั่งลงใส่กางเกรง ใส่กระโปรงอยู่หลายวัน  เลยตอนหลัง ชอบว่ายน้ำมากกว่า เพื่อถนอมเข่าค่ะ
เรื่อง aromatherapy น่าสนใจนะคะ แล้วจะรอฟังจากพี่วันดีค่ะ พี่วันดีเคยได้ยิน หัตถบำบัด หรือที่เขาเรียก reflexology บ้างไหมคะ พิลมีเพื่อนที่นี่คนหนึ่ง เขาผ่านการอบรมด้านนี้มาค่ะ

ไม่ทราบในไทยมีให้เรียนหรือเปล่า ชักอยากเรียนมั่งเหมือนกัน แต่ที่นี่ค่าอบรมแพงค่ะ
Posted by วันดี on 28 Nov. 2005,20:39
กลับมาเรียนบ้านเราค่ะน้อง  ที่นี่ถูกมาก  แห่งแรกที่แนะนำคือวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยของกระทรวงสาธารณสุข  เปิดคอร์สอบรมมากมาย  สนใจคอร์สไหนเลือกวันเวลาได้  อีกแห่งหนึ่งน่าไปดู  คือวัดโพธิ์  ที่นั่นมีทั้งเปิดสอนเปิดให้บริการ

reflexology บ้านเราส่วนใหญ่นำมาใช้กับเท้า  เรียกกันว่า foot reflexology เป็นการนำเอาการนวดแผนจีนมาประยุกต์กับการนวดแผนไทย  บนพื้นฐานความคิดที่ว่าจุดต่าง ๆ ที่เท้า  สะท้อนอวัยวะภายในของคน  แล้วนวดกดจุดเหล่านั้น  เพื่อส่งผลให้อวัยวะภายในต่าง ๆ ทำงานกระฉับกระเฉง  ได้รับการนวดแล้วจะรู้สึกตัวโปร่งเบา  เคยลองไหมคะ

ไพลเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุดในการบำบัดอาการปวดเมื่อย  วันหลังคุณพิลกลับมาแล้วลองซื้อน้ำมันไพลไปใช้สิคะ  หรือจะให้พี่ซื้อส่งไปให้  ก็บอกที่อยู่มาทางจดหมายน้อยนะคะ  พี่จะส่งไปให้ลอง  จะดีมากเมื่อเกิดอาการเคล็ดขัดยอก  หยดลงบนจุดที่เคล็ด  แล้วนวดคลึงเบา ๆ หรือเอาผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นมาประคบซ้ำ  จะให้ผลดีมาก

ใบพลับพลึงก็ดีนะคะ  เอามาอังไฟร้อน ๆ แล้วประคบจะสบายตัวเร็วขึ้น

ขอออกตัวเรื่องนี้นิดนึงก่อน  พี่ไม่ใช่จะเชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้หรอกค่ะ  รู้มาบ้างเพราะที่รีสอร์ทเปิดสปาให้ลูกค้าด้วย  จึงศึกษาไว้

Posted by pakae on 30 Nov. 2005,03:11
 ตามมาดูกิ๊กคู่ใหม่  inlove.gif  ระหว่างพี่วันดี  กับน้องพิลเขาคุยกัน  กระจุ๋งกระจิ๋ง  แลกเปลี่ยนความรู้กัน  ดีค่ะชอบๆๆๆๆคนที่ในตัวไม่มีอะไรดีสักอย่างเช่นเราจะได้นำไปปฏิบัติบ้าง  อิอิอิ

       ถ้าพิลกลับมาเมืองไทยเมื่อไหร่   เราไปเยี่ยมพี่วันดีที่เกาะพีพีกันไหม   อีกไม่นานแล้วนี่นาที่พิลจะกลับมาเมืองไทยน่ะ  พี่วันดีคงกำลังยุ่ง   ที่พี่ว่าเตรียมงานนั้นพี่เตรียมที่พีพี  หรือว่าภูเก็ตค่ะ  อยากไปเป็นอาสาสมัครด้วยเหมือนกันแต่ช่วงนี้งานยุ่ง   คงไปไหนลำบาก   แต่ถ้ามีอะไรที่พอช่วยได้บอกมาได้เลยนะค่ะ   จะยินดีมากถ้ามีส่วนได้ช่วยทำอะไรบ้าง smile.gif

Posted by แมวเหมียว on 30 Nov. 2005,17:14


couch.gif
Posted by pakae on 01 Dec. 2005,10:07
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆเห็นภาพนี้แล้วมันขำเจงเจง laugh1.gif  laugh1.gif     แมวเหมียวนี่สุดยอดมากช่างสรรหาจริงๆ   โอ๊ยๆๆๆๆๆๆๆขอไปขำก่อน   again.gif  again.gif  again.gif
Posted by pilgrim on 01 Dec. 2005,10:32
พี่วันดีคะ อบซาวน่าเสร็จ พิลขอไปว่ายน้ำต่อนะคะ เหอๆๆๆๆ




ฺฮ่า พี่ปาเก้กับพี่แมวเหมียวร้ายเจงๆ มาแซวเรา
Posted by มะเหมี่ยว on 01 Dec. 2005,21:02
laugh1.gif  laugh1.gif  laugh1.gif คิกๆๆ
Posted by วันดี on 04 Dec. 2005,04:22
โอ้โฮ  เพิ่งมาเห็น  แซวเราซะพูดไม่ออกเลย  

ระวังแมวจาเป็นหวัด  แล้วท้องเสีย  แล้ว...ให้คนรักแมวร้องไห้ขี้มูกโป่งเน้อ  เร้ว  รีบเอามาห่อผ้าอุ่น  แล้วกอดไว้  เร็ว ๆ เข้า

Posted by คนพื้นบ้าน on 09 Aug. 2006,03:25
สวัสดีพี่น้องทุกท่าน

เจ๋งครับ กระทู้นี้ เพิ่งมาตะลุยอ่านรวดเดียว วันนี้เองครับ
หมอจาคอบ เริ่มเป็นที่รู้จักของคนรักสุขภาพในเมืองไทยมากขึ้นนะครับ
แกมาจากรัฐ KERALA ทางตอนใต้ของอินเดียครับ

ผมมีเพื่อนคนอินเดียจากทางรัฐนี้หลายคนเหมือนกัน ไม่ใช่เพื่อนสิ คือ ลูกศิษย์ครับ เค้ามาเรียนนวดไทยกะผมที่มุมไบ

ผมมีเรื่องแปลกจะเล่าให้ฟัง แต่ไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริงครับ
คือ ประธานบริษัทที่ผมไปทำงานด้วย เป็นคนอินเดีย เค้ามาเมืองไทย
ชอบนวดไทย สปาไทย และอาหารไทยมาก โดยเฉพาะมะพร้าวอ่อน
แต่พอกุ๊กไทย ที่ติดตามจากเมืองไทยไปทำอาหารให้กินที่มุมไบ เค้ากลับไม่กินมะพร้าวอ่อนของอินเดียเอง งงมากมายครับพี่น้อง
ใครพอทราบเหตุผลมั๊ยครับ อยากรู้จริงๆ

พูดถึงมะพร้าวอ่อน หรือน้ำมะพร้าวอ่อน ดูเหมือนว่าจะมีข้อห้ามในวงการแพทย์แผนไทยอยู่พอสมควร แต่ก็หาคำอธิบายไม่ได้ ว่าทำไมกินแล้วจึงมีผลอย่างนี้ งง อีกครั้งครับ

icon ของผมสวยมั๊ยครับ ได้รับความกรุณาจากคุณ Kilin ทำให้ครับ
ขอขอบพระคุณมากๆ ครับ
Posted by วันดี on 10 Aug. 2006,01:39
ตามคุณคนพื้นบ้านมาทุกกระทู้เลย

เรื่องมะพร้าวอ่อนนี้เป็นที่ถกเถียงกันมาก  โดยเฉพาะคนสมัยก่อนจะสั่งห้ามลูกสาวที่กำลังมีรอบเดือนดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนเด็ดขาด  บางคนลองฝ่าฝืนดูก็จะเกิดผล  คือรอบเดือนหยุดเงียบไปเลย  

แต่ในช่วงที่ฉันไปอบรมนั้น  มีสาวที่รอบเดือนมักติดขัด  ไม่ค่อยซื่อตรงอยู่คนหนึ่ง  พอเธอมาดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนกับเราได้สองวัน  ที่ติด ๆ ขัด ๆ ก็ลื่น  รอบเดือนมาทันที

หมอเจคอบอธิบายว่าน้ำมะพร้าวอ่อนมีสารบางอย่างที่ช่วยปรับฮอร์โมนเพศหญิงค่ะ

แต่การดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนหลังจากเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า  จะทำให้ร่างกายสดชื่นทันตาเห็นแน่นอนค่ะ  ฉันเอาตัวเองเป็นประกัน

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งนะคะ  เผื่อคุณคนพื้นบ้านจะรู้  ในชนบทสัปเหร่อมักจะเอาน้ำมะพร้าวอ่อนล้างหน้าให้ศพก่อนเผา  ไม่ทราบว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไรนะ

คนอินเดียไม่ดื่มมะพร้าวอ่อนอินเดีย  ก็เพราะมะพร้าวอ่อนอินเดียดำค่ะ  แต่มะพร้าวอ่อนเมืองไทยเขากินได้  เพราะค่อยขาวหน่อย  ตอบอย่างนี้ถูกมะเหงกไหมนี่


smash.gif  smash.gif  smash.gif
Posted by คนพื้นบ้าน on 10 Aug. 2006,22:57
สวัสดีครับ คุณวันดี
ติดตามกระทู้ผมมาเรื่อยๆ ก็ดีครับ ดูว่าใครอึดกว่ากัน ฮ่า ฮ่าฮ่า

ในชนบทสัปเหร่อมักจะเอาน้ำมะพร้าวอ่อนล้างหน้าให้ศพก่อนเผา  ไม่ทราบว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไรนะ
ผมว่าเป็นเรื่องของความเชื่อและประเพณีนะครับ เดี๋ยวไปค้นมาให้ แต่คงไม่มีผลต่อสุขภาพของคนเป็นหรือคนตายหรอกมั๊งครับ

คนอินเดียไม่ดื่มมะพร้าวอ่อนอินเดีย  ก็เพราะมะพร้าวอ่อนอินเดียดำค่ะ
มันก็ไม่ดำนิครับ ผมก็ทดลองซื้อกินอยู่ แต่่ราคาก็แพงอยู่นะครับ
ลูกละประมาณ 12-15 บาทครับ เท่ากับที่ขายในห้าง แต่ผมซื้อที่สันติอโศก ลูกละ 6 บาทเอง ผมถามคนอินเดียที่มาจากทางใต้ ซึ่งมีมะพร้าวเยอะและส่งมาขายที่มุมไบ เค้าว่าทางใต้ของเค้าก็ราคาประมาณ 5-6 บาทครับ

อยากจัดทัวร์ไปเที่ยวทางใต้ของอินเดีย ใครสนใจบ้างครับ
หรือมีที่ไหนเค้าจัดแล้วบ้าง แนะนำมาได้ครับ ขอบคุณครับ
อยากไปรัฐ Kerala ครับ
Posted by add on 05 Jun. 2009,11:59
สวัสดีค่ะ  พอดีได้คำตอบเรื่อง "ทำไมต้องเอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ?" จึงคัดลอกเอามาให้อ่านกัน จากเว็บ < ทำไมต้องเอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ >

         เหตุที่คนไทยนิยมใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้าศพนั้นก็สืบเนื่องมาจากความเชื่อที่ว่า น้ำมะพร้าวเป็นน้ำที่สะอาดเพราะเป็นน้ำที่อยู่ในเปลือกห่อหุ้มอันแน่นหนาหลายชั้น ประกอบไปด้วยเปลือกมะพร้าวที่ห่อหุ้มเป็นชั้นแรกและกะลาที่ป้องปกอยู่ภายในเปลือกอีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการที่มะพร้าว(ต้นที่นำมาล้างหน้าศพ)มีลำต้นยิ่งสูงใหญ่เท่าไหร่น้ำที่ได้มาก็จะยิ่งสะอาดขึ้นไปอีก(อาจจะเพราะขึ้นเอายากก็เป็นได้) การนำน้ำมะพร้าวมาล้าง “หน้าศพ” หรือ “หน้าผี” นั้นเชื่อกันว่าจะทำให้ผู้ตายเกิดความผ่องใสและสงบในจิตใจ รวมทั้งยังสามารถเดินทางไปยังภพหน้าได้อย่างปกติสุข ซึ่งความเชื่อดังกล่าวล้วนเป็นความเชื่อที่มีสืบทอดมาแต่ครั้งโบราณในปัจจุบันก็ยังมีให้ได้เห็นอยู่

Posted by add on 05 Jun. 2009,12:16
และสืบเนื่องมาจากเรื่องน้ำมะพร้าวที่พี่วันดีแนะนำว่าให้ดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีประจำเดือนหรือไม่ อันนี้ก็เลยทดลองทำ และแนะนำให้คนอื่นๆลองดื่มตลอดด้วยก็ปรากฏว่าได้ผลดี  คนที่ประจำเดือนไม่ปกติก็มาเป็นปกติดี   ส่วนที่เคยกลัวว่าดื่มน้ำมะพร้าวแล้วจะทำให้ประจำเดือนขาดหายไปก็ไม่เป็นความจริง

            พอดีเมื่อวานซืน วันพุธที่ 3 มิถุนายน  ตอนบ่ายๆ เกิดความขยันจึงชวนพี่นิตไปถางหญ้า เถาวัลย์โคนยาง  ทำตัวเป็นผู้ใช้แรงงานแต่ไม่ได้กินอาหารอย่างผู้ใช้แรงงาน  ไปถางหญ้า 3-4 ชั่วโมงกลับมาก็รู้สึกเพลียๆ ก่อนกลับก็กินเงาะที่เอาติดรถไปด้วย (กินคนเดียว)  กลับมาก็กินข้าว   แต่รู้สึกกระหายน้ำผิดปกติ  ก็ดื่มน้ำไป  เข้านอนแต่หัวค่ำ  พอรุ่งเช้าก็ดื่มน้ำมะพร้าว 1 ลูก  เข้าห้องน้ำ  แต่สักพักก็รู้สึกไม่ดี  อาเจียนเป็นน้ำเปรี้ยวๆ  ดื่มชาก็อาเจียน กินข้าวต้มเล็กน้อยก็อาเจียน  ก็เลยนอนซะเลย   คงนอนเท่าๆกับแมว คือ วันพฤหัสนอนไปสัก  20 ชั่วโมงได้  laugh1.gif  พอตื่นมาก็ดื่มน้ำมะพร้าวทีละน้อยๆ ก็เท่ากับวันนั้นทั้งวันดื่มน้ำมะพร้าวอย่างเดียว  จนค่ำ จึงจะพอกินอาหารได้ และนอนอีก 1 คืน ตื่นมาเช้าวันุศุกร์ก็อาการเป็นปกติดี  ช่วงที่ไม่สบายไม่ได้กินยาอะไร เพราะไม่รู้ว่าเป็นอะไรและควรจะกินยาอะไร  ส่วนใหญ่เท่าที่ผ่านมามักจะใช้การนอนเป็นหลัก  

            และเท่าที่สรุปกับตัวเอง คิดว่าน่าจะเป็นสารพิษที่อยู่ในอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจจะเป็นยาฆ่าแมลงในเงาะ  หรืออาจจะเป็นน้ำบูดู(ที่แอบกินไปในตอนค่ำ) หรืออะไรต่อมิอะไร  และเหตุที่เราเป็นก็น่าจะเพราะร่างกายอ่อนเพลียจึงไม่มีภูมิต้านทานพอ  และสรุปว่า น้ำมะพร้าวน่าจะช่วยในการล้างพิษด้วย  ซึ่งก็ตรงกับข้อเขียนตอนต่อมาของคนเดิมในเว็บ < ทำไมต้องเอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ > ที่ว่า

        พูดถึงเรื่องความเชื่อที่ว่าน้ำมะพร้าวเป็นน้ำสะอาดแล้วนี่ทำให้นึกถึงเรื่องเกี่ยวกับน้ำมะพร้าวขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องที่คนไทยเชื่อกันว่าน้ำมะพร้าวเป็นน้ำสะอาดที่มีสรรคุณในการล้างยาพิษชนิดต่างๆได้ ครับคนไทยในบางพื้นที่เชื่อกันว่าน้ำมะพร้าวเป็นยาล้างพิษ หรือยาถอนพิษได้ ยังพอจำได้ว่าเคยไปเยี่ยมญาติแถบชนบทแล้วปรากฏว่าสุนัข หรือหมาที่ญาติที่นั้นเลี้ยงไว้นี่มันไปถูกยาเข้า(ยาพิษ)ทางเจ้าของก็เลยปีนขึ้นต้นมะพร้าว ครั้งลงมาพร้อมมะพร้าวลูกขนาดกำลังงามสองลูก นำมาผ่ารินเอาน้ำได้ก็เทใส่ลงไปไว้ในกะละมังนำมาป้อน(ความจริงน่าจะเรียกว่า กรอกปาก มากกว่า)ให้สุนัขที่เลี้ยงไว้ ทิ้งไว้ไม่นาน(ราว 15 นาที)ก็ปรากฏว่าสุนัขตัวดังกล่าวสำรอกอาหารที่กินเข้าไปจนหมด(รวมทั้งยาพิษ)และก็ปรากฏว่าสุนัขตัวดังกล่าวรอดตายอย่างเหลือเชื่อ สืบเนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าน้ำมะพร้าวเป็นน้ำที่มีสรรคุณสามารถล้างยาได้นี่เองคนไทยจึงมีคติถือกันว่าหากใครป่วย หรือไม่สบายพอทานยาแล้วนี่ห้ามดื่ม หรือกินน้ำมะพร้าวเข้าไปเพราะมันจะไปล้างตัวยาที่กินลงไปทำให้หายช้า เป็นต้น

         จึงเขียนมาบอกเล่ากันจ้ะ  ICON015.gif

Posted by pilgrim on 06 Jun. 2009,09:18
พี่แอ๊ด เจอพิษอาหารอีกแล้วเหรอจ๊ะ....หายเร็วๆ นะ EM146.gif
Posted by วันดี on 08 Jun. 2009,10:39
555

จากคำถามเมื่อปี 2006  มามีคำตอบในปี 2009  เกือบ 3 ปีเจียวหนา

ไม่นานมานี้มีเพื่อนคนหนึ่งที่กำลังอยู่ในระยะเมนโนพอส  ให้ร้อนรุ่มกายา  หงุดหงิดหง็องแหง็ง  กินไม่ได้  นอนไม่หลับ  เป็นฝ้าหน้าดำมาหา

พี่ก็แนะให้กินน้ำมะพร้าวอ่อนนี่แหละ  ร่างกายเพื่อนคนนี้รับน้ำมะพร้าวอ่อนได้ดีมาก  เธอหายจากทุกอย่างที่พี่กล่าวหาไว้ข้างต้น  หน้าตากลับมาผ่องใสหน้านวลเป็นใย  จนพี่ออกอิจฉา  แต่จะอิจฉาก็ไม่ถูกเพราะเธอเป็นคนเหนือ  พี่เป็นใคนใต้ใกล้เส้นศูนย์สูตรมากกว่า

มาบัดนี้ได้ข่าวว่า  มะพร้าวอ่อนที่บ้านออกไม่ทันให้กิน  ต้องไปว่ามะพร้าวสวนอื่น

ไชโย  น้ำมะพร้าวอ่อน

Posted by วันดี on 29 Oct. 2009,12:49
มีข่าวมาฝาก  เพื่อนพ้องน้องพี่ผู้ใดสนใจ  ตามข้างล่างนี้เลยค่ะ

อย่าสนใจสีเหลืองสีแดงนะคะ  เราประชาชนธรรมดา ๆ สังคมหยิบยื่นสิ่งดี ๆ ให้ก็รับไว้เถอะค่ะ

ค่ายอบรมสุขภาพวิถีพุทธตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
(สมดุลร้อน-เย็นแนวธรรมชาติบำบัด) ครั้งที่ 3

บรรยายโดย หมอเขียว (ใจเพชร กล้าจน)
จัดโดย พลตรี จำลอง ศรีเมือง ณ สถาบันผึกอบรมโรงเรียนผู้นำ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
วันที่ 7-13 มกราคม 2553 (6 คืน 7 วัน) ค่าใช้จ่ายสุดแล้วแต่จะบริจาค
ผู้ประสานงาน ปุ๊ โทร. 089-452-0559, 02-934-4414 ต่อ 208-210 แฟกซ์ 02-934-4411
อีเมล์ jiranun2499@yahoo.com หรือ jiranun2499@gmail.com

เป้าหมายของการจัดอบรม
1. เรียนรู้วิธีปฏิบัติเพื่อการป้องกันโรค ควบคุมโรค และฟื้นฟูสุขภาพ สำหรับผู้ป่วย มะเร็ง เนื้องอก เบาหวาน
ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง โรคหัวใจ หอบหืด ไตเสื่อม ภูมิแพ้ ปวดตามข้อ ปวดเมื่อย ปวดตัว ปวดบวมแดงร้อน
ตามร่างกาย และผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานน้อย
2. เรียนรู้ภาวการณ์เกิดโรคต่างๆ จากข้อ 1 และโรคเหล่านี้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด หายได้และบรรเทาได้ด้วย
การปรับสมดุลของร่างกาย
3. เรียนรู้เทคนิคการรับประทานอาหาร ตามลำดับการย่อยง่าย และการคุ้มครองเซลล์ และมารู้จักอาหาร 7 สูตร
เพื่อการปรับสมดุล
4. เรียนรู้กายบริหาร โยคะ การกดจุดลมปราณของอวัยวะต่างๆ  และการเดินเร็ว เพื่อช่วยฟื้นฟูสุขภาพ
5. เรียนรู้ กัวซา...ศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพ ซึ่งสามารถตรวจเช็คโรคได้ด้วยตนเอง
6. เรียนรู้ การแช่มือ แช่เท้า และ ขับพิษ (Detox) ปรับสมดุล ด้วยน้ำสมุนไพร
7. มารู้จัก ผลไม้ ผัก สมุนไพร และกลุ่มอาหารที่มีฤทธิ์ร้อนและฤทธิ์เย็น
8. เรียนรู้การทำน้ำสมุนไพร น้ำผักผลไม้รวม และการปรุงอาหาร เพื่อการปรับสมดุลร้อน-เย็น
9. มารู้จักแนวทางดับโลก (โรค) ร้อน ด้วยวิถีแห่งพรหม และการผ่าตัดจิตวิญญาณ ในการบำบัดรักษาโรค
10.เพื่อให้ทุกท่านมาเป็นหมอดูแล และบำบัดสุขภาพตนเอง โดยใช้เทคนิค 9 ข้อ หรือยา 9 เม็ด ในการดูแลสุขภาพ

สิ่งที่ต้องเตรียม
1. เสื้อผ้าสวมใส่สบาย แต่สุภาพ (ห้ามสวมใส่เสื้อผ้าแขนกุด คอลึก รัดรูป ขาสั้น)
2. ชุดสำหรับใส่โยคะ (กางเกงขาก๋วย, เสื้อยืดคอกลม)  และเสื่อสำหรับปูรองโยคะ
3. ผ้าขนหนูผืนเล็กใช้สำหรับเช็ดตัว หรือใช้โพกสมุนไพรที่หัว ถอนพิษร้อน
4. ร่ม ไฟฉาย ปากกา สมุดบันทึก
5. เสื้อกันหนาว
6. เสื้อมีกระดุมหน้า  สำหรับทำกัวซา เพื่อกลับด้าน (เฉพาะผู้หญิง)

ตารางกิจกรรม
วันพฤหัสบดี ที่ 7 ม.ค. 53 (วันเดินทาง)
05.15 พร้อมกันที่รถ จอดหน้าสำนักพิมพ์แสงแดด
05.30 น. ออกเดินทางจากบริษัท สำนักพิมพ์แสงแดด (รถออกตรงเวลา ขออภัยผู้ล่าช้า......)
08.30 น. ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมอบรม
10.00-10.45 น. พลตรี จำลอง ศรีเมือง กล่าวเปิดงาน และปฐมนิเทศน์
10.45-11.30 น. ฟังบรรยายจากหมอเขียว ถึงเทคนิคการรับประทานอาหาร
11.30-13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน กินตามลำดับการย่อยง่ายและการคุ้มครองเซลล์
น้ำสมุนไพร, ผลไม้ ผัก+ยำ หรือส้มตำ, ข้าว+กับ, ถั่วเขียวต้ม, น้ำแกงจืด
13.00-17.30 น. ฟังบรรยายวิธีการถอนพิษจากหมอเขียว หมอหนา
17.30-18.00 น. ผ่อนคลาย ชมทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกดินที่โรงเรียนผู้นำ
18.00-19.00 น. รับประทานอาหารเย็น กินตามลำดับการย่อยง่ายและการคุ้มครองเซลล์
น้ำสมุนไพร, ผลไม้, ผักต้มจิ้มเกลือหรือผัดผัก+ข้าวต้ม
19.00-20.30 น. รวมกลุ่มย่อย วันที่ 1 พูดคุย ทำความรู้จักแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของแต่ละกลุ่ม
20.30 น พักผ่อน
วันศุกร์ ที่ 8 ม.ค. 53 – วันจันทร์ ที่ 11 ม.ค. 53
04.30 - 07.00 น. สวดมนตร์ ทำสมาธิ เดินเร็ว โยคะ กดจุดลมปราณ โดยหมอเขียว
07.00 - 07.30 น. ขับพิษ (Detox) ด้วยตัวเอง (เป็นการปรับสมดุลล้างพิษ 3 อย่างจากลำไส้ใหญ่ 1. พิษจากกากอาหารที่หมักมมจากกากอุจจาระออกไม่หมด 2. พิษจากน้ำที่เป็นพิษ ที่ถูกกำจัดมาจากตับ มาลำไส้เล็ก มาระบายออกลำไส้ใหญ่ 3. พิษจากพลังงานความร้อนที่เป็นของเสีย ที่ถูกกำจัดจากทุกอวัยวะในร่างกาย มาระบายออกที่ลำไส้ใหญ่)
07.30 - 08.00 น รับประทานอาหารเช้า  ข้าวต้ม, ต้มถั่วเขียว (ถ้ากินถั่วเขียวต้มมื้อเช้าแล้ว มื้อกลางวันงด เพราะร่างกาย
เราต้องการวันละ 1 อุ้งมือ ของแต่ละคน เป็นโปรตีนถั่วที่ถอนพิษร้อนได้ดี)
08.00 - 09.30 น. เรียนรู้การทำน้ำสมุนไพร น้ำผักผลไม้รวมและการปรุงอาหารล้างพิษและปรับสมดุล
09.30 - 11.00 น. ฟังบรรยายจากหมอเขียว
11.00 - 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน กินตามลำดับการย่อยง่ายและการคุ้มครองเซลล์
13.00 - 17.30 น. ฟังบรรยายจากหมอเขียว หมอหนาและคุณนิดดา (เฉพาะวันที่ 8 และ 9 ม.ค. 53)
17.30 - 18.00 น. ผ่อนคลาย ชมทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกดินที่โรงเรียนผู้นำ
18.00 - 19.00 น. รับประทานอาหารเย็น กินตามลำดับการย่อยง่ายและการคุ้มครองเซลล์
น้ำสมุนไพร, ผลไม้, ผักต้มจิ้มเกลือหรือผัดผัก+ข้าวต้ม
19.00 น. รวมกลุ่มย่อย วันที่ 2 (8 ม.ค. 53) ทบทวนกดจุดลมปราณให้ถูกต้อง จับคู่กัวซา พูดคุยทำ Detox
รวมกลุ่มย่อย วันที่ 3 (9 ม.ค. 53) เรียนรู้การนำสมุนไพรมาต้มน้ำเพื่อแช่มือแช่เท้า ปฏิบัติแช่มือแช่เท้า
รวมกลุ่มย่อย วันที่ 4 (10 ม.ค. 53) ทบทวนการกดจุดลมปราณต่อ พูดคุยเรื่องแช่มือแช่เท้า
รวมกลุ่มย่อย วันที่ 5 (11 ม.ค. 53) พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยรวมทั้งหมด ปัญหา ความเข้าใจ
ถ้ามีปัญหา เตรียมส่งคำถามให้คุณหมอเขียวตอบวันที่ 6 (ตอบแหลกก่อนแหกค่าย)
20.30 น พักผ่อน
วันอังคาร ที่ 12 ม.ค. 53
04.30 - 07.00 น. สวดมนตร์ ทำสมาธิ เดินเร็ว โยคะ กดจุดลมปราณ โดยคุณหมอเขียว
07.00 - 07.30 น. ขับพิษ (Detox) ด้วยตัวเอง (เป็นการปรับสมดุลล้างพิษ 3 อย่างจากลำไส้ใหญ่ 1. พิษจากกากอาหารที่หมักมมจากการอุจจาระออกไม่หมด 2. พิษจากน้ำที่เป็นพิษ ที่ถูกกำจัดมาจากตับ มาลำไส้เล็ก มาระบายออกลำไส้ใหญ่ 3. พิษจากพลังงานความร้อนที่เป็นของเสีย ที่ถูกกำจัดจากทุกอวัยวะในร่างกาย มาระบายออกที่ลำไส้ใหญ่)
07.30 - 08.00 น. รับประทานอาหารเช้า  ข้าวต้ม, ต้มถั่วเขียว (ถ้ากินมื้อเช้าแล้ว มื้อกลางวันงด ร่างกายเราต้องการ
วันละ 1 อุ้งมือ ของแต่ละคน เป็นโปรตีนถั่วที่ถอนพิษร้อนได้ดี)
08.00 - 09.30 น. เรียนรู้การทำน้ำสมุนไพร น้ำผักผลไม้รวม และการปรุงอาหาร
09.30 - 11.00 น. การล้างอัสสาทะในอาหาร โดยหมอเขียว
11.00 - 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน กินตามลำดับการย่อยง่ายและการคุ้มครองเซลล์
13.00 - 17.00 น. ดับโลกร้อนด้วยวิถีแห่งพรหม และการผ่าตัดจิตวิญญาณ ตอบแหลกแหกค่าย โดยหมอเขียว
17.00 - 17.30 น. สรุปการอบรมค่ายสุขภาพ สมดุลร้อน-เย็น แนวธรรมชาติบำบัด โดย พลตรีจำลอง ศรีเมือง
17.30 - 18.00 น. ผ่อนคลาย ชมทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกดินที่โรงเรียนผู้นำ
18.00 น. รับประทานอาหารเย็น กินตามลำดับการย่อยง่ายและการคุ้มครองเซลล์
(ไม่มีรวมกลุ่มย่อย) ฝึกการถอนพิษ แช่มือ แช่เท้า หรือขับพิษ (Detox) หรือ กัวซา ด้วยตัวเอง
20.30 น พักผ่อน
วันพุธ ที่ 13 ม.ค. 53 (วันกลับ)
04.30 น. - 07.00 น. สวดมนตร์ ทำสมาธิ เดินเร็ว โยคะ กดจุดลมปราณ โดยหมอเขียว
07.00 น. - 09.00 น. ฟังบรรยายจากหมอเขียว
09.00 น. - 12.00 น. รับประทานอาหารเช้า/กลางวัน บอกเล่าประสบการณ์จากทุกๆ ท่าน โดยหมอเขียว  
14.00 น. ออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ

“หมอที่เก่งที่สุดก็คือ ตัวเรา และเครื่องมือที่แท้จริงในการบำบัดรักษาโรคคือ ร่างกายของเราเอง”
หมอเขียว (ใจเพชร กล้าจน)

Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard