Forum: ห้องสุขภาพ
Topic: เพลิดเพลินเดินทาง
started by: วันดี

Posted by วันดี on 01 Aug. 2008,08:25
ไปชัยภูมิ  กินปลาช่อนถอดเสื้อ  ที่ร้านประตูไม้  บนลายน้ำ

ชัยภูมิภูมิใจภูมิหลายล้ำ
ภูมิแผ่นน้ำภูมิพนาภูมิผ้าไหม
ภูมิแผ่นดินภูมิชนคนภูมิชัย
ภูมิใจเถิดภูมิใจ..คนชัยภูมิ
(เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)


ปลาช่อนถอดเสื้อ

ปลาช่อนตัวใหญ่ถอดเสื้อมาห้อยไว้ที่คอ  บั้งใหญ่ ๆ แล้วทอดกรอบ  ปรุงน้ำราดเปรี้ยวหวานเผ็ดเค็ม  โรยส้มโอเปรี้ยว  ตะไคร้หั่นฝอย ถั่วลิสงคั่ว  ขิง  หัวหอม  สะระแหน่  รองจานด้วยใบชะพลู  รสชาติคล้ายเมี่ยงปลา  

ถ่ายรูปมาได้แค่นี้  เพราะเผลอกินเสียก่อน

ร้านอาหารชื่อประตูไม้

แต่งร้านด้วยประตูไม้เก่านานาชนิด  บรรยากาศร่มรื่นชื่นเย็นเต็มไปด้วยพันธุ์พฤกษา

ประตูไม้ลายกนกมรดกเก่า
วิถีเราเบาราณการเป็นอยู่
สืบแต่ต้นชนปลายแกะลายดู
ครรลองไทยครรลองคู่ประตูไม้

เจ้าของร้านท่าจะกวีไม่เบา  ข้างประตูใหญ่เข้าร้านมีไม้แผ่นใหญ่สลักกลอนแสนไพเราะ  เตือนให้เรารู้ว่าที่นี่ร้านประตูไม้  เหนือแผ่นไม้ดอกแก้วมังกรกำลังตูมตั้งละลานตา

เงาไม้เป็นลายน้ำ


ริมฝั่งน้ำ

ร้านนี้ตั้งอยู่ริมห้วยน้ำเสว  น้ำกำลังเต็มฝั่งไหลระเรื่อยมาจากภูสูง  ชะดินโคลนสีเหลืองนวลมาคลอเคลียไม้ริมฝั่ง

ลูกอะไรเอ่ย  ใครทายได้ให้สิบบาท

Posted by pakae on 01 Aug. 2008,22:05
อะแฮ่มๆ..เห็นปลาช่อนถอดเสื้อแล้วอยากกินมั่ง อิอิ EM146.gif

         ตอนนี้สงกะสัยว่าพี่วันดี   เริ่มจะถ่ายรูปทุกครั้งที่กินข้าวแว้ว ฮ่าๆๆๆ     ตอนที่ไปเที่ยวภูเก็ตแล้วสั่งอาหารมากิน    ระหว่างที่อาหารเริ่มทยอยออกมา    เราก็บอกทุกคนว่ายังไม่ให้กิน      รอให้อาหารครบก่อน     ทุกคนในโต๊ะก็นึกว่าเราเป็นคน(มารยาท)ดี    ต้องรอให้อาหารครบก่อนถึงจะกิน biggrin.gif

         แต่เปล่าจ้าพี่น้อง     รออาหารครบเพื่อจะถ่ายรูป    พอบอกว่าถ่ายรูปก่อนถึงจะกินได้    ปรากฏว่าโดนโห่ไปหลายยก  ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ laugh1.gif    แล้วตอนที่พี่วันดีจะกินข้าวบอกเพื่อนๆบนโต๊ะก่อนหรือเปล่าว่าต้องถ่ายรูปก่อนนิถึงจะกินได้    biggrin.gif

         สำหรับปัญหาไม่มีฟามรู้จ้า    ขอบายเน้อขอเป็นฝ่ายชมและเชียร์แล้วกันนิ    EM142.gif

Posted by วันดี on 02 Aug. 2008,16:14
ยังค่ะ  ยังไม่ถึงขนาดนั้นหรอกปาเก้  รูปอาหารของพี่ที่ลงให้ดูจึงมักแหว่งเสมอ  เพราะกินไปก่อนแล้ว  ถึงจะนึกเรื่องถ่ายรูป  บางทีก็ไม่รู้จะถ่ายไปทำไม  ใช่ไหม  เพิ่งมาตอนที่พิลสอนให้ใส่รูปเป็นนี่แหละถึงนึกอยากถ่ายรูปสิ่งที่ตัวเองชอบมาให้พรรคพวกได้ดูด้วย

ช่วงนี้  โชคดีที่ได้ไปนู่นนี่บ่อย ๆ ก็เลยเอารูปมาฝาก  ปาเก้ล่ะ  ช่วงนี้ไปไหนมาบ้าง

flo_1.gif

Posted by add on 02 Aug. 2008,20:55
ว้าวๆ หนูรู้ค่า....ลูกมะเดื่อ  ใช่ป่าว  EM133.gif

         น้ำสีสวยดีนะพี่  ร้านสวยด้วย  flo_1.gif

Posted by วันดี on 03 Aug. 2008,10:19
นึกแล้วว่า  ถ้าจะมีใครสักคนเข้ามาตอบ  และตอบถูก  ต้องเป็นคุณadd  เอาไปเลยสิบบาท  แต่ต้องรอให้ได้ไปจันท์ก่อนนะ  ถึงจะทำพิธีมอบรางวัล
EM142.gif

ฤดูฝนค่ะคุณaddน้ำเหนือกำลังมา  สีน้ำจึงเข้มข้นน่ากินประมาณชาเย็นที่ใส่นมมาไม่อั้นค่ะ

EM151.gif

Posted by วันดี on 04 Aug. 2008,08:54
ริมฝั่งโขงที่เชียงคาน

โขงไหลแรง  ขุ่นสีแดงสองฝั่งฟ้า เหมือนตาพี่ไห้  เหมือนใจพี่รอ
โอ้ละหนอ..นวลเอย....

สองข้างตลิ่ง  ห่างเสียจริงเจียวหนอ  คิดไปใจพี่ท้อ  พี่นี่รอเดียวแด
โอ้หนอ...แม่คุณเอย.....

ขุ่นโขงแต่ว่าไหลเย็น เจ้าเห็นซิไม่เหลียวแล น้ำใจไม่เที่ยงแท้  พี่ขอแพ้นวลละออ
โอ้ละหนอ....นวลเอย....

โขงไหลริน ได้อาบกินชุ่มใจคอ สูญรักพี่ไม่ท้อ  พี่จะรอแถบฝั่งโขงเอย
โอ้ลำโขง...เจ้าเอย......
(เนื้อเพลงขุ่นลำโขงของมรว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์)

แก่งคุดคู้


แม่น้ำโขงช่วงนี้คดโค้งหักเป็นข้อศอกเหมือนคนนอนคุดคู้  ภูเขาที่เห็นข้างหน้านั้นเป็นแผ่นดินไทยฝั่งขวาแม่น้ำโขง  ฝั่งซ้ายข้างลาวเป็นเมืองสาละคาม(ไทยเรียกสารคาม  ภาษาลาวไม่มีเสียง ร เรือ  เสียง ร เรือนี้ไทยได้มาจากภาษาเขมร  เอ๊ะ หรือว่าเขมรได้ไปจากไทย  อิอิ...)

ขนมจีนน้ำแจ่ว

ก๋วยเตี๋ยวเครื่องในเส้นขนมจีน

เครื่องในต้ม

มีคนสงสัยว่าเครื่องในอะไร  (มีข่าวลือหนาหูว่าไม่ใช่หมู)  เอาน่า  คนอื่นกินได้เราก็กินมั่ง  แต่แค่ชามเดียวพอ

ข้าวหลามเชียงคาน

ข้าวหลามที่นี่ทั้งยาวทั้งผอม  เมื่อก่อนยาวกว่านี้หนึ่งเท่าตัว  นี่ขนาดตัดออกไปครึ่งหนึ่งแล้วยังยาวตั้งครึ่งวา  รสชาติดีมาก  ข้าวเหนียวนุ่มหอมมันไม่ขี้เหนียวกะทิ  ยกมาพร้อมนมข้น  จะจิ้มก็ได้  แต่ไม่จิ้มอร่อยกว่า

ร้านบัวหวาน

เจ้าของร้านสงสัยชื่อแม่บัวหวาน  แม่คุณเอ๋ยช่างชื่อเพราะเสียจริง  ร้านนี้ขายแต่ขนมจีนน้ำแจ่วจ้ะ  ข้าวหลามมีคนซื้อมาให้  ไม่รู้ซื้อมาจากร้านไหนเหมือนกัน  ไม่ทันได้ถาม  มัวแต่กินเหมือนเดิม

มีดอกไม้มาฝาก

ด้วยความคิดถึง  จึ่งมาหา  นำรักมาให้  มีดอกไม้มาฝาก  ผูกโบว์รักร้อยเอาไว้  มอบให้ด้วยใจ  ใจแห่งรักที่แสนละมุน...แด่ทุก ๆ คนที่เข้ามาเห็นเน้อ

Posted by pilgrim on 04 Aug. 2008,23:07
ตามไปเที่ยวด้วยคนค่ะพี่วันดี นี่แหละค่ะ ท่านพี่ ชีพจรลงเท้าของแท้ค่ะ EM135.gif

สวัสดีค่ะ พี่แอ๊ด พี่ปาเก้ smSL11.gif

พี่วันดีคะ ตอนเที่ยวก็รอกันดี แต่ตอนกิน ไหงพี่ล่วงหน้าไปก่อนคะ  สังเกตปลาสิคะ ยุบไปตั้งเยอะ...แหะๆๆๆ

แก่งคุดคู้ เคยไปเมื่อตอนเป็นวัยรุ่นค่ะ เดี๋ยวนี้ กลายเป็นวัยรุ่นแรก เลยจำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว

จำได้อย่างเดียว เพื่อนพาไปกินกุ้งเต้นที่ยังเต้นกระดึ๊บๆ แม้อมเข้าปากไปแล้ว

เลยปล่อยเลยตามเลย เคี้ยวซะ... EM150.gif

กินแค่คำเดียวค่ะ  แม้รสชาติจะแซ่บอีหลี อีหลอ  
เพราะรู้สึกเหมือนเราเป็นยักษ์ ยังไงยังงั้นเลย greet.gif

Posted by add on 05 Aug. 2008,21:30
ว้าว.. ขอบคุณค่ะพี่วันดี  

            เคยไปเที่ยวมาเหมือนกันค่ะ แก่งคุดคู้  สวยดี  เคยไปพักที่รีสอร์ทของลูกสาวผู้ว่า (ฟังเขาว่างั้น)  จำได้แต่ไปซื้อมะพร้าวอ่อนทำแห้งมากิน อร่อยดีมาก  ตอนเช้าออกไปตลาดกินข้าวที่เขาปั้นเป็นก้อนๆน่ะ  เขาเรียกอะไรลืมไปแล้ว  กินกับถั่วกับผักน่ะ   EM149.gif

          กินแล้วก็ไปซื้อผ้าห่มฝีมือชาวบ้าน    อ้อ....บ้านเรือนแถวนั้นสวยดีนะ เป็นห้องแถวไม้ๆ  จำได้แค่นี้แหละ  อิอิ  เพราะมันนานแล้วเหมือนกันจ้ะพิล  greet.gif

Posted by วันดี on 09 Aug. 2008,09:25
ภูหลวงวันฝนตก

รถไต่เขาแบบลื่น ๆ โซซัดโซเซให้ได้ลุ้น  ตาจึงจ้องแต่ทางโค้งทางเลี้ยว  ได้เห็นป่าสูงแน่นทึบก็เพียงหางตา  อ้อ  ยังได้เห็นขี้ช้างปะปนอยู่กับไม้ไร่ที่หักยับอยู่ข้างทาง  แต่ก็ขึ้นไปถึงพระตำนักจนได้.....แบบใจระทึก  

ป่าหน้าฝนไม่มีดอกไม้  มีแต่พฤกษาหนาทึบลิบลิ่วอยู่ปิดแผ่นฟ้า  ทอดตาลงต่ำก็เต็มไปด้วยเฟิร์นและมอสนานาพันธุ์ล้วนไม่รู้จัก  ถามเจ้าหน้าที่เขาก็บอกให้ดิบดี  แต่ก็ลืมแล้ว  เอามาให้ดูเฉพาะที่พอจำได้

ป่าหน้าฝน  ประมาณนี้ค่ะ


ทางเดินไปพระตำหนัก  อูว์...สวยจัง


ธรรมชาติจัดสรร  สวยกว่าที่เราจัดเองตั้งเยอะ


บุ้งยักษ์....มั้ง


คู่รัก  ใครเคยเห็นไหมคะ  กาฝากชนิดหนึ่งค่ะ  


คู่แท้  คู่นี้อยู่ตรงบันไดพระตำหนักพระบรมฯมาเกือบสองเดือนแล้ว


กุหลาบภูหลวง  สัญลักษณ์ภูหลวง  ดอกนี้คือหนึ่งเดียวในวันนั้น  มันจึงสวยที่สุด


แถมม่อนไข่อีกช่อหนึ่ง  ดูนุ่มนิ่มดีไหมคะ

Posted by รจนา เจนีวา on 13 Aug. 2008,03:33

(วันดี @ 01 Aug. 2008,03:25)
QUOTE
[color=blue]ไปชัยภูมิ  กินปลาช่อนถอดเสื้อ  ที่ร้านประตูไม้  บนลายน้ำ

พี่วันดีคะ รจนาตาหาเรื่อง อ่านประโยคแรกว่า "กินปลาช่อน ถอดเสื้อที่ร้านประตูไม้" แบบว่าเว้นวรรค(ในใจ)ผิดที่ ก็เลยคิดว่า พี่วันดีกินปลาช่อนเสร็จแล้วก็ถอดเสื้อที่ร้านประตูไม้อ้ะค่ะ

ขอสารภาพความเฟอะฟะแต่โดยดีค่ะ

คิดถึงพี่นะคะ จุ๊บจุ๊บ และขอถอดเสื้อกินปลาช่อนด้วยคน คริคริ (ไม่ต้องกลัวเป็นกุ้งยิง เพราะมีเสื้อหลายชั้นจ้า)

Posted by วันดี on 16 Aug. 2008,06:17
เข้าใจคิดนะน้อง  กินปลาช่อนแล้วต้องถอดเสื้อ...เข้าข่ายอีโรติคนะนั่น  รจนาสบายดีหรือจ๊ะ  ยุ่งอยู่หรือคะ  ไม่เห็นค่อยมาเล่าอะไรให้ฟังบ้างเลย
ICON015.gif

วันนี้พาไปดูดอกไม้ที่ภูเรือกันเนอะ
EM140.gif

ดอกไม้งามทั้งปีที่ภูเรือ






















ขอให้ดอกไม้บานในใจทุก ๆ คนนะคะ

Posted by แมวเหมียว on 18 Aug. 2008,10:59
ขอบคุณค่ะพี่วันดี

ดอกไม้สวยจังค่ะ EM145.gif

Posted by pilgrim on 18 Aug. 2008,21:41
ดอกไม้บานในใจใครทั้งโลก
แต่ดอกโศกบานในหัวใจฉัน...

อุ๊บ....ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เพียงแต่นึกถึงบทกลอนเก่ายุคสาวๆ หนุ่มๆ อกหักขึ้นมา

แต่ดอกไม้ของพี่วันดี ผลิบานสวยๆ ทั้งนั้นเลยนะคะ.....

ขอดอกไม้ดอกนั้นให้ฉันได้ไหม...... EM142.gif

Posted by add on 18 Aug. 2008,22:22
รูปดอกไม้ดอกที่เจ็ดนั่นดอกอะไรคะ  พอดีซื้อมาแล้วคนขายบอกว่าชื่อ ดอกเข้าพรรษา  แต่เราไม่เชื่อถือคำบอกของเขาเลยอยากจะรู้ว่าเรียกว่าดอกอะไรค่ะ?

          ที่ว่าไม่เชื่อถือคำพูดของเขาเพราะว่าเจอบ่อยๆที่เขามักจะตั้งชื่อต้นไม้ให้เป็นมงคล   เพื่อให้ขายได้จำนวนมากๆ  อย่างเช่น

             จำปีเจ็ดสีที่แม่ซื้อมาก็ไม่ยอมออกดอกหลายสีสักที
             แล้วมักจะมีต้นเงินหมื่น เงินแสน สารพัด  laugh1.gif

Posted by รจนา เจนีวา on 19 Aug. 2008,03:01

(วันดี @ 16 Aug. 2008,01:17)
QUOTE
รจนาสบายดีหรือจ๊ะ  ยุ่งอยู่หรือคะ  ไม่เห็นค่อยมาเล่าอะไรให้ฟังบ้างเลย

ดอกไม้สวยจริง ๆ ค่ะ พี่วันดี เห็นแล้วชื่นใจ

รจยุ่งพอควรค่ะ กำลังปรับตัวกับงานใหม่

ที่ไม่ค่อยได้เข้ามาเขียน เพราะเข้ามาได้เฉพาะตอนค่ำ บางทีก็เลยได้แค่อ่าน แต่ไม่ค่อยได้เขียน แอบฟังพี่ ๆ เพื่อน ๆ คุยกันก็เพลินดีค่ะ

Posted by วันดี on 19 Aug. 2008,06:59
ดีใจจัง  มีคนเข้ามาชมดอกไม้ด้วย  เห็นเงียบ ๆ กันไป  ฝีมือถ่ายรูปพี่ยังไม่สามารถถ่ายทอดความงามเหนือชั้นของสิ่งต่าง ๆ ได้  แต่เริ่มตั้งใจแล้วค่ะที่จะทำให้ดีขึ้น  เรื่องนี้ต้องเรียนจากพิล  จากแมวเหมียวนี่แหละ
EM144.gif

แหะ  แหะ  บอกคุณaddจริง ๆ ว่าม่ายลู้จาก....เห็นเขาใส่กระถางอยู่ในปั๊มน้ำมัน  ดูสวยบอบบาง  ก็เลยถ่ายรูปไว้
EM135.gif

ที่ภูเรือนี่  เขาปลูกดอกไม้กันมาก  นอกจากฟาร์มต้นไม้นานาพันธุ์ที่มีให้เราเข้าไปชมจนตาลายแล้ว  ตามบ้านเรือน  ร้านค้าก็ประดับประดาด้วยดอกไม้สวย ๆ กันเต็มไปหมด  ที่นี่ต้องถือเป็นสถานที่สวยงามมีระดับทีเดียว
EM139.gif

เอ  พิลจะเอาดอกไหนล่ะ  มันเยอะแยะลานตา  ดอกไม้มีเอาไว้ให้ทุกคนชื่นใจ  แม้ดอกโศกก็ยังบาน  ใช่ไหมคะ  ว่าที่จริงแล้ว  ดอกโศกนี่สวยนา...แต่บานในใจอาจไม่ค่อยสวย  ให้มันบานอยู่กับต้นหยั่งงั้นแหละสาว ๆ หนุ่ม ๆ เอ๋ย
flo_1.gif

รจนาท่าจะยุ่งมาก  ไม่เป็นไรนะคะ  แวะเข้ามาอ่านก็ยังดี  นึกว่ามาฟังข่าวพวกพ้องกัน  เมื่อไหร่มีเวลาค่อยเข้ามาเจ๊าะแจ๊ะกันนะคะ
ICON015.gif

Posted by แมวเหมียว on 19 Aug. 2008,19:25


ดอกนี้ใช่มั้ยคะพี่แอ๊ด

ของแมวเหมียวซื้อมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

เขาบอกว่าชื่อดอกเข้าพรรษาเหมือนกันค่ะ

คงจะใช่จริงๆค่ะเพราะว่าต้นจะหายไปพักหนึ่ง แล้วเพิ่งแตกใหม่ตอนใกล้ๆเข้าพรรษา

แล้วดอกก็ออกตรงวันเข้าพรรษาพอดี ตอนออกใหม่ๆดอกสีชมพูอ่อนหวานเชียวค่ะ  แต่พออยู่มาหลายวันสีชมพูจะเข้มขึ้นค่ะ

เรื่องฝีมือถ่ายรูปนี่แมวเหมียวก็ยังอ่อนหัดอยู่ค่ะพี่วันดี

นานๆจับกล้องทีก็ถ่ายทิ้งมากกว่าใช้ได้ค่ะ

ส่วนระดับเซียนนั้นต้องยกให้คุณพิล พี่แอ๊ด คุณรจ และปาเก้เค้าค่ะ biggrin.gif

EM145.gif

Posted by pilgrim on 19 Aug. 2008,21:53
สวัสดีค่ะพี่วันดี (ผู้ปลุกชีพดอกไม้ให้เบ่งบาน) พี่แอ๊ด (ที่กลัวคนขายต้นไม้หลอก) พี่แมวเหมียว (ที่ชอบนั่งถ่าย นอนถ่ายดอกไม้ ต้นไม้)รจนา (ดีใจจ้ะ ที่กลับมาเสียที) น้องมะลาว (ผู้ชอบแอบซุ่ม...ซ่าม)และพี่ปาเก้ (ที่อาจจะแวะเวียนมา)

แวะมาชมดอกเข้าพรรษาด้วยคนค่ะ

ดูไปดูมา ก็นึกได้ว่าเราก็มีอยู่ช่อหนึ่งเหมือนกัน ไปถ่ายมาจากศาลเจ้าพ่อเห้งเจีย ที่พิษณุโลก เมื่อคราวไปเที่ยวช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมาค่ะ

แต่ความสวยคงสู้ของพี่วันดีกับพี่แมวเหมียวไม่ได้แน่

เอามาลงให้ดูค่ะ ว่าฝีมือยังไม่ใช่ชั้นเซียน เพียงแต่เป็นดอกไม้ที่ไปถ่ายมาจากศาลของท่านเซียนเท่านั้นเองค่ะ


Posted by วันดี on 12 Oct. 2008,06:03
ยังไม่ได้ไปเที่ยวไหนอีกเลย  บรรยากาศหยั่งงี้  เที่ยวไม่ลงค่ะ

วันนี้เพิ่งได้เมล์ดี  เลยนำมาฝาก  ถือว่าเที่ยวทางความคิดละกันนะ

มองที่ปัญหา หรือ มองที่ทางออก

เรื่องแรก

อเมริกาส่งนักบินไปในอวกาศเจอปัญหาปากกาเขียนไม่ออก   นักวิทยาศาสตร์ระดมปัญญาเพื่อประดิษฐ์ปากกาที่สามารถเขียนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้   ต้องทุ่มเงินหลายร้อยล้านเหรียญและใช้เวลาไปหลายปี  ในที่สุดได้ปากกาที่สามารถเขียนได้ทุกพื้นผิว  แม้ใต้น้ำก้อเขียนได้  ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง

แต่นักบินอวกาศรัสเซีย ประสบปัญหาเดียวกัน  ใช้ดินสอเขียนแทนปากกา


เรื่องที่สอง

โรงงานผลิตสบู่ในญี่ปุ่นประสบปัญหา  เมื่อส่งสินค้าไปแล้วลูกค้าบ่นเรื่องบางกล่องไม่มีสบู่ เป็นกล่องเปล่าๆ   ทางโรงงานติดตั้งเครื่อง X-Ray เพื่อตรวจสอบ  ใช้เงินลงทุนไปหลายล้านเยน กล่องไหนไม่มีสบู่ก้อตรวจจับได้
ทำให้สามารถส่งสบู่ที่ไม่มีกล่องเปล่าอีก

แต่โรงงานเล็กๆ อีกโรงประสบปัญหาเดียวกัน ช่างคุมงานใช้พัดลมตัวใหญ่ๆ เป่าลมบนสายพาน กล่องเปล่าก็ปลิวออกไป

คนเราเวลาประสบปัญหา ส่วนมากมักคิดแต่จะแก้ปัญหา ทุ่มกำลังสติปัญญาและทุ่มเทเวลาเพื่อแก้ปัญหานั้น  ถ้าคุณเปลี่ยนเป็นมองที่ทางออก ปัญหาและอุปสรรคทั้งหลายดูจะกลายเป็นเรื่องจ้อยไปเลย

เมื่อคุณเจอปัญหา ลองเปลี่ยนวิธีคิด แล้วคุณจะประหลาดใจ

Posted by แมวเหมียว on 12 Oct. 2008,16:34
ขอบคุณค่ะพี่วันดี biggrin.gif  EM145.gif


bowsdown.gif

Posted by milk on 12 Oct. 2008,19:14
ขอบคุณๆวันดีที่ให้ข้อคิดดีๆนะคะ  คนเราเมื่อเจอทุกข์หรือปัญหามักจะมืดแปดด้าน อย่างฉันก็คนหนึ่งค่ะ พยายามเข้มแข็งต่อสู้กับชีวิตเสมอมา  กำลังใจนี่สำคัญจริงๆนะคะ  เมื่อไรที่ขาดกำลังใจเหมือนจะตายเสียเดี๋ยวนั้นเลยค่ะ cry2.gif
Posted by วันดี on 13 Oct. 2008,08:20
คุณคนไกลบ้านคะ  พี่ก็เป็นนักร้อง(ไห้)นะคะ  เจอเรื่องอะไรกระทบใจนิด ๆ หน่อย ๆ ก็น้อยใจ  เสียใจแทบจะด่าวดิ้น  

มีอยู่ครั้งหนึ่ง  มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในชีวิต  ทุกข์โศกเสียแทบล้มประดาตาย(ที่จริงมีหลายครั้งค่ะ  แต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่เกิดคิดได้ขึ้นมา)  จู่ ๆ วันหนึ่ง  ก็เกิดคำถามขึ้นในใจว่า  เอ๊ะ  แล้วเรื่องนี้มันเปลี่ยนแปลงชีวิตเราขนาดไหนหรือ  ร่างกายเราเจ็บป่วยหรือเปล่า  ยังมีบ้านอยู่  ยังมีข้าวกินอยู่หรือเปล่า  ปรากฏว่าทุกอย่างยังมี  ยังอยู่ได้  แล้วทำไมเราถึงทุกข์ขนาดนี้หนอ  ก็เพราะเราไปยึดติดกับเรื่องนั้น  เห็นมันเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต  ทั้ง ๆ ที่เมื่อพิจารณาแบบง่าย ๆ จากพื้นฐานการดำรงชีวิตแล้วจะพบว่าไม่ถึงขนาดนั้น  พี่ก็ค่อย ๆ ฟื้นจากสลบ  

แต่ไม่ใช่ประเภทเห็นแสงแห่งสัจจธรรมหรอกนะคะ  เพียงแต่เอาความคิดนี้มาบอกตัวเองอยู่บ่อย ๆ ทำให้สุขสบายใจได้มากขึ้น ๆ และบ่อยขึ้น ๆ

Posted by pilgrim on 13 Oct. 2008,22:56
จะเก็บเอาไปใช้ค่ะ พี่วันดี
Posted by milk on 14 Oct. 2008,14:23
ขอบคุณพี่วันดีที่ช่วยชี้แนะค่ะ  แต่ทำใจยากจัง  เวลาเป็นเครื่องรักษาแผลใจที่ดีที่สุด  จิตใจที่หนักแน่นมั่นคงก็จะช่วยให้ผ่านช่วงวิกฤตนี้ได้นะคะ  พยายามอโหสิให้กับทุกคนที่ทำเราเจ็บ  คิดเสียว่าเป็นกรรมเก่าที่ติดค้างเขามาแต่ชาติปางก่อน  ไม่ทราบว่าคิดถูกคิดผิดน่ะค่ะ  แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราสบายใจขึ้น  มีกำลังใจต่อสู้กับชีวิตต่อไปค่ะ
Posted by วันดี on 16 Oct. 2008,15:57
ได้เมล์นี้มา  ลองอ่านดูนะคะ

ปี   2553     จุดจบประเทศไทย......ถ้ายังเป็นคนไทยอยู่ช่วยอ่านด้วย
เรื่องนี้คนไทยทุกคนควรที่จะได้รู้ .....ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้มีเกิด มีดับ ตลอดเวลา .....ประเทศไทยก็ไม่พ้นวิถีนี้เช่นกัน

สืบเนื่องจากการบรรยายของคุณนิติภูมิ ซึ่งเป็นสื่อมวลชน จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมอสโค
ซึ่งเป็นสถาบันที่สตาลินสร้างขึ้นเพื่อสร้างภูมิปัญญาหวังครองโลกในสมัยหนึ่ง
เมื่อหลายปีก่อนคุณนิติภูมิ ได้ทำนายไว้ว่า ประเทศอินโดนีเชียจะแตกเป็น 6-14ประเทศ
ซึ่งในตอนนั้น นักรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หัวเราะจนฟันกระเด็น
แต่ต่อมาพอปี 2542 เหตุการณ์เริ่มเป็นจริง! ประเทศอินโดฯได้เริ่มแตกเป็น ติมอร์
และตอนนี้ก็กำลังจะเกิดประเทศ อาเจะ และอีกหลายประเทศที่จะเกิดตามมา

ในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ที่ผ่านมาที่งานคนดีศรีสังคม ณ หอประชุมวัฒนธรรมฯ
คุณนิติภูมิได้บรรยายว่า ประเทศไทยจะต้องแตกเป็นประเทศใหม่อีก 4 - 6 ประเทศ แน่นอน !
ทั้งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นอย่างมีกระบวนการ โดยสถานการณ์จะเริ่มชัดขึ้นในปี 2553
ซึ่งเป็นปีที่ข้อตกลง GATTs จะเริ่มมีผลสมบูรณ์   การค้าเสรีจะมีผลสมบูรณ์
สินค้าเกษตรต่าง ๆ จากต่างประเทศจะทะลักเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมหาศาล

ในขณะที่เกษตรกรของไทยจะไม่กินสินค้าเกษตรของไทยด้วยกัน
และสินค้าเกษตรของไทยก็จะขายไม่ออกเนื่องจากมีต้นทุนที่สูงกว่าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ
ประกอบกับการที่การพัฒนาการเกษตรของไทยได้พัฒนาอย่างผิดทิศทาง
เป็นการพัฒนาแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้คนปลูกลำใยไทยก็จะปลูกแต่ลำใย
จะกินข้าวก็ต้องซื้อข้าวเวียดนามมากิน คนปลูกข้าวไทยก็ต้องไปซื้อหอมกระเทียมจากจีนมากิน
คนปลูกหอม กระเทียมจะไม่ซื้อลำใยจากไทยแต่จะไปซื้อจากเกาหลีมากิน
เป็นวงจรอย่างนี้ทำให้สินค้าเกษตรของไทยขายไม่ได้
เพราะแม้แต่เกษตรกรไทยด้วยกันก็ยังไม่ซื้อของเกษตรไทยด้วยกันมากิน
เนื่องจาก สินค้าของต่างประเทศมีต้นทุนถูกกว่าสินค้าเกษตรของไทยมีต้นทุนที่สูงกว่า
เพราะใช้ปัจจัยการผลิตปุ๊ยของต่างประเทศ พันธุ์พืชก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

เนื่องจากในอีก 10 ปีข้างหน้าพันธุกรรมท้องถิ่นจะถูกทำลายจาก GMOs
และเมื่อเกษตรกรไทยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ของประเทศอยู่ไม่ได้
วิกฤตที่มหาโหดสุดก็จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย  รัฐบาลไทยจะไม่มีปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาได้
เพราะมาตรการทางการเงินก็จะใช้ไม่ได้ เนื่องจากธนาคารไทยกลายเป็นของต่างประเทศหมดแล้ว
ไฟฟ้าก็แพงขึ้น   น้ำมันก็แพงขึ้น โทรศัพท์แพงขึ้นเนื่องจากวิสาหกิจเหล่านี้กลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว
เขาสามารถตั้งราคา   ได้ตามใจชอบถ้ารัฐบาลไปขอให้ลดราคาก็จะได้รับคำตอบว่า เขาจะไม่มีกำไร
ธุรกิจจะอยู่ได้ด้วยกำไรเท่านั้น  ถ้าเขาไม่มีกำไรเขาก็จะตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดโทรศัพท์
คุณเลือกเอาว่าจะยอมจ่ายในราคาที่แพงหรือว่าจะยอมไม่มีใช้

ดังนั้น รัฐบาลในอนาคตจะได้แต่นั่งทำตาปริบ ๆ ๆ เมื่อเกษตรกรไทยอยู่ไม่ได้
การขายที่ดินราคาถูก ๆ และจำนวนมหาศาลจะตามมา  คนที่มีกำลังซื้อก็คือชาวต่างชาติ
ซึ่งปัจจุบันก็ปรากฏแล้วว่าที่ดินบริเวณภาคตะวันออกได้ถูกต่างชาติกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมากแล้ว
เกษตรกรไทยที่ขายที่ดินได้ ก็ไม่ามารถนำเงินที่ได้ไปลงทุนให้เกิดรายได้ได้
เพราะธุรกิจอื่นได้ตกอยู่ในกำมือของต่างชาติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกก็ตกอยู่ในมือของ Big C, Lotus,
Carrefour, ธุรกิจอาหารก็ตกอยู่ในมือของ KFC, Pizzahat, McDonal, สิ่งทอเสื้อผ้าก็ของพวกฝรั่งเศส ฯลฯ

ดังนั้น   เงินตราของไทยก็มีแต่จะถูกดูดออก   เหมือนกับคนที่เลือดไหลไม่หยุด...
เมื่อคนจนอยู่ไม่ได้ ...รัฐจะอยู่ได้ฤา ?

4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเป็นแห่งแรกที่จะขอแยกตัวออกจากประเทศไทย
เนื่องจากความแตกต่างที่เห็นชัดเจนและความแตกต่างทางวัฒนธรรม ในปี 2553
คนไทยภาคใต้จะเห็นด้วยกับการแยกประเทศ เพราะเห็นความล้มเหลวของรัฐบาลไทย
การเมืองไทย การคัดค้านจะน้อยลง การสนับสนุนให้แยกจะทวีความรุนแรงขึ้น
จนรัฐบาลไทยไม่สามารถควบคุมได้ถ้ารัฐบาลใช้กำลังทหาร  ก็จะถูกต่างชาติส่งทหารมาต่อต้านกองทัพไทย
ซึ่งแน่นอนกองทัพไทยไม่มีปัญญาไปต่อสู้อยู่แล้ว  การแยกตัวจะสำเร็จได้ในไม่นาน

จากนั้น ภาคตะวันออก บริเวณจันทบุรี   ตราด   ระยอง   ฉะเชิงเทรา  จะขอแยกตัวตามมา
เนื่องจากที่ดินแถบนั้นกลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว
เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวถูกใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมของต่างชาติ ทั้งสมุนไพร อาหารต่าง ๆ
เมื่อรัฐบาลไทยเป็นอุปสรรคของต่างชาติ  การขอแยกตัวก็จะทำได้ไม่ยาก
นั่นหมายถึง การซื้อประเทศไทย คล้ายกับที่สหรัฐอเมริกาซื้อรัฐ Alaska จาก  Russia
ถ้าไทยต่อต้าน เจอทหารต่างชาติแน่

เราจะเตรียมรับมือกับวิกฤติในอนาคตอย่างไร ?

ผมติดตามงานเขียนคุณนิติภูมิ มาหลายปี  และสิ่งที่เขียนในไทยรัฐหน้า 2 เกือบทุกวันนั้น
ไม่น่าเชื่อเลยว่า หนังสือพิมพ์ต่างประเทศจะเอาข้อมูลงานเขียนของนิติภูมิ
ไปแปลลงหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ ในการวิเคราะห์
บ่อยครั้งที่นิติภูมิ มองการค้า การเมือง สังคมไปพร้อมกัน
รวมทั้งประวัติศาสตร์เขามอง อาเจนติน่า ก่อนล่มสลายทางเศรษฐกิจ
ก่อนล่มจริง... เขาทำนาย การเกิดสงคราม อเมริกากับอิรัค ข้อคิด รวมทั้งอนาคตชาวเชเชนไว้น่าสนใจ
ผมว่า สิ่งที่เขาพูดเป็นไปได้นิติภูมิ ทำให้ผมต้องกลับมาซื้อของโชห่วยของคนไทย
แทนที่ไปเดิน big-c, lotus, careflour, เพราะผมบอกแม่บ้านและลูก ๆ ว่า
เราซื้อของร้านโชห่วย ข้างบ้าน ไม่ต้องไปห้างใหญ่อีกเพราะอะไร
เพราะเราไป คาร์ฟู เงิน 100 บาทที่เราจ่ายไปจะไปสู่ฝรั่งเศส 86 บาท เหลือให้คนไทย 14 บาท
เพราะของต่างชาติเกือบ 100 เปอร์เซนต์ บิกซี โลตัสเหมือนกัน

นิติภูมิเคยเอาเปอร์เซนต์ที่ต่างชาติถือหุ้นมาลงให้ดู ของ 3 ห้างดัง
ผมตกใจมาก และตัดสินใจซื้อน้ำปลาข้างบ้านตั้งแต่วันนั้น  
เพราะว่าต่างชาติถือหุ้นกว่า 90 เปอร์เซ็นต์  แล้วบางห้าง 86 ปอร์เซ็นต์
สอนลูกว่ามันจะแพงกว่าห้าง 3 บาท ก็ซื้อที่นี่มันจะแพงกว่า 5 บาทก็ซื้อที่นี่
เพราะมันจะเป็นภาษีคนไทย กลับมาหาลูกเอง ผมคิดแบบนี้จริง ๆ ๆ
ถ้าซื้อจากห้าง 1,000บาท  มันไหลไปต่างประเทศ 900บาท ที่เหลือ 100 บาท

ที่เห็นจ่ายค่ายามเฝ้าห้างไง มองอาเจนติน่าง่ายนิดเดียว
ห้างต่างชาติบุกไปตั้งมากกว่า 400 ห้าง ทั่วประเทศ
คนอาเจนติน่าจึงทำเงินส่ง คาร์ฟู ส่งห้างต่างชาติ เกือบ100 เปอร์เซ็นต์
เงินคนทั้งชาติของชาวอาเจน จึงไหลไปหมด ในประเทศจึงไม่เหลืออะไร
ทางสุดท้ายที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าทำได้  ผมพาลูกผมหัดทานขนมกรอบให้น้อยลง
เลิกกิน kfc และพยายามทานให้ลดลง และจำนวนหน ต่อปีน้อยสุด

ผมอธิบาย วิธีสิ้นชาติแบบทางเศรษฐกิจตั้งแต่เริ่มจนจบให้เด็กที่บ้าน และลูกฟัง
หัดให้ลูกมาทานบัวลอย ขนมชั้น ข้าวเหนียวเปียกแทน ถั่วดำข้าวเหนียว ดีครับ
ได้ผล.... ลูกเปลี่ยนวิธีกิน... วิธีคิดไปเลย ... เปลี่ยนไปได้มาก
พอเย็นสั่งผมซื้อเต้าส่วนบ้าง ขนมชั้นบ้าง ลูกเดือยบ้าง
ผมพูดนิดนึงที่เขาเข้าใจคือ ผมไปตลาดซื้อไก่ทอดแม่ค้ามา 3 ขาไก่ทอดแบบไทย ๆ
แล้วผมไป kfc ซื้อมา 3 ชิ้น เลือกน่องครับเหมือนกัน ราคาต่างกันลิบเลย
ผมก็อธิบายคำว่า  license ( ค่าลิขสิทธิ) ให้ลูกฟัง
ผมบอกว่า ซื้อไก่ 35 บาท ค่าไก่ 15 บาท ที่เหลือเป็นค่าลิขสิทธ
ไก่แม่ค้าที่ถูกเพราะไม่มีค่าลิขสิทธิ ใบตองที่ห่อขนมไทย ไม่มีลิขสิทธิ
มันเป็นวัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายได้ไม่ถึง 3 เดือน  
ขนมต่างชาติ ห่อสวย   แพง เพราะยี่ห้อมันมีลิขสิทธิ
เวลามันหล่นที่พื้น ไม่มีคนเก็บมันจะย่อยสลายภายใน 200 ปี
ผมสอนแบบนี้  ลูกผมเปลี่ยนวัฒนธรรมไปเลย  ผมทำได้และได้ทำแล้ว

ปล. ใคร่จะขอกรุณาช่วยนำบทความไปเผยแพร่ต่อ จะเป็นพระคุณมากครับ
ยาวไปหน่อย แต่อยากให้อ่าน

Posted by วันดี on 23 Nov. 2008,21:07
ไปไหว้พุทธสังเวชนียสถานที่อินเดีย
พุทธคยา...สถานที่ตรัสรู้


คำบูชาสถานที่ตรัสรู้
วันทามิ ภันเต ภะคะวา อิมัง โพธิรุกขะเจติยัง, สังเวชะนียัง ฐานัง, ยัตถาคะโตมหิ, สัทธัสสะ กุละปุตตัสสะ ทัสสะนียัง, อิธะ คะยาสีเส, ตถาคะเตนะ สะเทวะเก โลเก สมาระเก สะพรัหมะเก สั

คำแปล

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ  ข้าพระพุทธเจ้า ได้จาริกตามรอยบาทพระศาสดา มาถึงแล้ว ขอถวายอภิวาท ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และพระเจดีย์นี้ อันเป็นสังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ควรมาเห็น เป็นสถานที่พระตถาคตเจ้า ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตตระสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ ณ ตำบล คยาสีสะประเทศแห่งนี้ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้า  ขอบูชาโดยยิ่ง ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ และขอน้อมระลึกถึงพระธรรม ที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ขออานุภาพแห่งการสักการะในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข  แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ .

คำอธิษฐานใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์

ขอเดชะด้วยอำนาจแห่งบุญกุศล เจตนาอันมุ่งมั่น ความเพียรอันบริสุทธิ์ ที่ข้าพระพุทธเจ้าตั้งใจเดินทาง จาริกมาในครั้งนี้ เพื่อน้อมกราบนมัสการองค์พระพุทธ ด้วยศรัทธาต่อการตรัสรู้ธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยบุญกุศลนี้ ขอจงเป็นบารมี เป็นพลวะ ปัจจัย อนุสัยตามส่ง ให้ข้าพเจ้า ได้เกิดปัญญาญาณ ได้ดวงตาเห็นธรรม  รู้แจ้งเห็นจริง รู้ยิ่งเห็นตาม ซึ่งพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ชอบแล้ว ณ สถานที่แห่งนี้  หากแม้นว่าถ้าข้าพระพุทธเจ้า ยังเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในวัฏสงสาร ขอให้ข้าพเจ้าจงประสบความบริบูรณ์ด้วยศีลและโภคทรัพย์ พร้อมด้วยสติปัญญา มีบุญที่จักได้บำเพ็ญธรรมตามรอยบาทแห่งองค์พระศาสดา จนถึงความพ้นทุกข์คือพระนิพพานในอนาคตกาล..ต่อกาลไม่นานด้วยเทอญ สาธุ..สาธุ..สาธุ


(พระวิเทศโพธิคุณ, พระพุทธมนต์ฉบับตามรอยบาทพระศาสดาอินเดีย-เนปาล, หน้า 115)



เจดีย์พุทธคยา



เจดีย์บางด้าน



ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์



พุทธศาสนิกชนชาวพม่า  อีกด้านหนึ่งของพระศรีมหาโพธิ์



ดอกไม้บูชาพระศรีมหาโพธิ์



รัตนจงกรมเจดีย์  หลังจากตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณสัปดาห์ที่๓ ทรงเสด็จจงกรมทางทิศเหนือของต้นศรีมหาโพธิ์



เช้าที่ยังมืดหน้าพระเจดีย์

Posted by milk on 24 Nov. 2008,14:00
สวัสดีค่ะ พี่วันดี
ไปเที่ยวอินเดียมาสนุกไหมคะ? คงอิ่มบุญมากมาย  แล้วเอาบุญมาฝากเพื่อนๆด้วยสินะ   เมืองเขาเป็นไงมั่ง  เคยได้ยินได้ฟังมาว่า"สกปรกที่1" ask.gif  ไม่ทราบว่าเป็นความจริงเปล่าคะ? หมายถึงตามถนนหนทางเทียบกับบ้านเราน่ะค่ะ..
อ้อ...อีกเรื่องที่อยากถามพี่ว่า  รูปที่พี่เอามาลงน่ะ  มีรูปพี่วันดีเปล่าคะ? รูปสุดท้าย"เช้าที่ยังมืดหน้าพระเจดีย์"  พี่ยืนแถวหลังหรือเปล่า?รูปถ่ายไกล มองไม่ชัด ช่วยลงรูปพี่ชัดๆสักรูปสิคะ นะๆๆๆ flo_1.gif

Posted by แมวเหมียว on 24 Nov. 2008,14:13
สาธุค่ะพี่วันดี..  EM145.gif

พระเจดีย์พุทธคยาสวยมากๆ บรรยากาศก็ดูสงบดีจังนะคะ

แมวเหมียวก็มองหาพี่วันดีเหมือนกันค่ะ  แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ อิ อิ


whisper.gif เจอลูกอ้อนคุณคนไกลบ้าน พี่วันดีจะใจอ่อนมั้ยคะเนี่ย laugh1.gif

EM142.gif

Posted by วันดี on 24 Nov. 2008,19:27
ฮ่า  ฮ่า  ไม่ต้องมาอ้อน  รู้ว่าเป็นคนไหนแล้วจะช็อก

เอางี้ดีกว่า  มาแลกกัน  ใครอยากรู้ว่าพี่คือคนไหน  ก็ลงรูปตัวเองสวย ๆ ให้พี่ดูก่อน  เอามะ  เริ่มจากน้องคนไกลบ้านก่อน  แล้วตามด้วยน้องแมวเหมียว  เอาดิ

อินเดียมีหลายมุมมากเลยค่ะน้องคนไกลบ้าน  มุมความสะอาดของบ้านเมืองนั้นติดลบถล่มทลายทีเดียว  แต่มุมของพุทธศาสนานั้นยิ่งใหญ่เหลือหลาย  พี่ว่าจะเลือกแต่เฉพาะมุมนี้มาไว้ที่นี่  แต่ไม่แน่ถ้ามีคนถามมาก ๆ ก็อาจจะเผลอเหมือนกัน  เพราะมันคันปากยิบยิบอยู่ไม่น้อย

Posted by pilgrim on 25 Nov. 2008,00:11
อนุโมทนาค่ะพี่

คราวนี้รูปสวยมากค่ะ คงสมใจพี่ปาเก้นะคะ

เอ..จะแลกรูปกัน กับพี่แมวเหมียว คุณคนไกลบ้าน

พี่จะเอารูปพิลด้วยไหมคะ...ฮิๆๆๆ

หรือจะเอารูปถ่ายเราคู่กัน..... inlove.gif

มารอติดตามเรื่องเล่าด้วยคนค่ะ

Posted by milk on 25 Nov. 2008,11:01
แหม  พี่วันดีก้อ  ทำไมต้องแลกรูปกันด้วยล่ะคะ  คิคิ...หนูอายตัวเองน่ะ   ให้คุณแมวเหมียวลงก่อนก็แล้วกันค่ะ  ใครสวยกว่าลงก่อนดีไหมคะ laugh1.gif หนูขอเป็นคนสุดท้ายค่ะ boogie.gif  คุณพิลอย่าลืมลงรูปให้เพื่อนๆได้ยลโฉมด้วยนะคะ  คิคิ...
ขอให้คุณพิลเที่ยวญี่ปุ่นอย่างสนุกสนานนะคะ  เที่ยวเผื่อพวกเราด้วยล่ะ...

Posted by แมวเหมียว on 25 Nov. 2008,11:20
biggrin.gif เอางั้นเหรอคะคุณคนไกลบ้าน..

แหมๆๆๆ ..กลุ้มใจจัง ..  hehe.gif

เฮ้อก็ได้ค่ะ..




นี่ค่ะ รูปแมวเหมียว(ในจินตนาการ) ..  laugh1.gif



greet.gif

Posted by วันดี on 25 Nov. 2008,20:00
เห็นมะ  ออกตัวกันใหญ่เลย  เอาหน่อยน่า  ...  ดูแมวเหมียวสิ  สวยปิ๊งเลย
Posted by วันดี on 25 Nov. 2008,21:20
ธัมเมกขะสถูป....สถานที่แสดงปฐมเทศนา

คำบูชาธัมเมกขะสถูป

วันทามิ ภันเต ภะคะวา อิมัง ธัมเมกขะเจติยัง สังเวชะนียัง ฐานัง, ยัตถาคะโตมหิ, สัทธัสสะ กุละปุตตัสสะ ทัสสะนียัง, อาสาฬะหะปุณณะมิยัง, อิธะ พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย ตะถาคะเตนะ ปัญจะวัคคิยานัง ภิกขูนัง อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะฐะมัง ปะวัตเตตวา จัตตาริ อะริยะสัจจานิ  ปะกาสิตานิฯ
สาธุ โน ภันเต, อิเมหิ สักกาเรหิ อะภิปูชะยามิ, สวากขาตัญจะ นะมามิ, มัยหัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ


คำแปล

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้จาริกตามรอยบาทพระศาสดามาถึงแล้ว ขอถวายอภิวาท ธัมเมกขะสถูปนี้ อันเป็นสังเวชนียสถาน ที่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ควรมาเห็น เป็นสถานที่พระตถาคตเจ้า ได้ยังพระธรรมจักรให้เป็นไปแก่พระภิกษุปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสีนี้ ในวันอาสาฬหปุณณมีฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอบูชาโดยยิ่งด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ และขอน้อมระลึกถึงพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ขออานุภาพแห่งการบูชาสักการะในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพระพุทธเจ้า ตลอดกาลนาน เทอญฯ


คำอธิษฐานที่ธัมเมกขะสถูป
พุทธองค์ทรงประสบความสำเร็จในการแสดงธรรม ทรงได้บริวารเป็นอริยสาวกผู้ได้ดวงตาเห็นธรรมองค์แรกและได้บริวารชุดแรก ด้วยอำนาจศรัทธาที่มุ่งมั่นตั้งใจเดินทางมาไหว้สถานที่นี้ ขอจงเป็นบารมี การได้ดวงตาเห็นธรรม รู้แจ้งเห็นจริงตามธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแล้ว จงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้าด้วย ขอบุญกุศลนี้จงประทานพร ให้ลูกหลาน บริวาร ญาติมิตรของข้าพเจ้า (ระบุชื่อ.......) มีสติปัญญา เจริญรุ่งเรือง ประสบความสุข สำเร็จ สมหวัง (เรื่องระบุ.......) ด้วยเทอญ ฯ.
(พระวิเทศโพธิคุณ, พระพุทธมนต์ฉบับตามรอยบาทพระศาสดาอินเดีย-เนปาล, หน้า 120)



ธัมเมกขะสถูป  สถานที่แสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร  เทศนาแรกที่ประทานแด่ปัญจวัคคีย์
     


หินแกะสลักอันงดงามรอบตัวสถูปที่ยังมีร่องรอย







หินแกะสลักมากมายที่ตกเรี่ยอยู่บนพื้น  หาที่อยู่ไม่ได้



บางส่วนก็กองสุมรอใครสักคนที่จะเก็บมาปะติดปะต่อหาที่อยู่ที่ถูกต้อง



เสาหินพระเจ้าอโศกผู้ยิ่งใหญ่ก็พังยับลงไปแล้ว



ทางเดินสู่มูลคันธกุฎี



เชิญอ่านคำบรรยายที่บางท่านบอกว่าไม่ค่อยถูกต้อง



พระมูลคันธกุฎี  สถานที่ที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาแรก



แขกขายถั่วตัวจริงเสียงจริงค่ะ

Posted by pakae on 26 Nov. 2008,15:42
อนุโมทนาบุญด้วยค่ะพี่วันดี EM145.gif

        ตามมาแล้วจ้าพี่วันดี    งานนี้มีรูปเยอะเลย    พี่วันดีคงเห็นว่าทุกครั้งไม่ค่อยมีรูป     คราวนี้เลยลงรูปให้ดูกันแบบเต็มอิ่มไปเลย     ดีค่ะพี่    คนที่ไม่ได้ไปจะได้เห็นด้วย     ขอบคุณหลายๆๆๆๆเน้อ flo_1.gif

         ว้าว...ว้าว.....มีการแลกรูปกันใหญ่   ยังไม่เห็นรูปของพิลกับคนไกลบ้าน   แต่งานนี้แมวเหมียวสวยปิ้ง  ปิ้งๆๆๆๆๆๆๆอยู่คนเดียว     เล่นเอาเราหลบไปอยู่ที่ couch.gif แทบไม่ทันเลย     กลัวความสวยหลบในของตัวเองจะเผยโฉม   ผู้คนจะแตกตื่น  ว่าทำไมสวยได้ใจอย่างนี้  อิอิอิ laugh1.gif

       พี่วันดีจ๋า    คำบรรยายนั้นไม่สามารถอ่านได้ค่า     นอกจากมองไม่เห็นแล้วยังแปลไม่ออกอีกต่างหาก  laugh1.gif  laugh1.gif

       ขอเป็นฝ่ายตามอ่านอย่างนี้แล้วกันนะพี่     พี่วันดีไปอินเดียบ่อยเหมือนกันนะ    ยังไงก็ขอตามอนุโมทนาบุญไปด้วยเรื่อยๆนะค่ะ    จนกว่าจะมีวาสนาได้ไปกับพี่    ค่อยไปอนุโมทนาบุญที่โน่นแทน biggrin.gif

Posted by วันดี on 26 Nov. 2008,19:38
ปาเก้อ่านไม่ออกหรือคะ  ทำไมล่ะ  คุณKiLinขาช่วยด้วยค่ะ
Posted by KiLiN on 26 Nov. 2008,21:50
ก็อ่านออกดีนะครับ  ยกเว้นคำบรรยายในป้าย

ปาร์เก้เล่นมุขละมั้ง  biggrin.gif

Posted by pilgrim on 27 Nov. 2008,08:02
พี่ปาเก้ คงหมายถึงคำบรรยายในป้ายน่ะค่ะ อยากอ่านเหมือนกัน แต่อ่านไม่เห็นค่ะ ตัวมันเบลอๆ

สวัสดีค่ะพี่วันดี พี่แมวเหมียว พี่แอ๊ด คุณคิลิน ลุงช้าง คุณคนไกลบ้าน คุณเมยานี และทุกๆ ท่านค่ะ

อดไปญี่ปุ่นแล้วค่ะ สายการบินยกเลิก สนามบินถูกปิด
เป็นความเศร้าและเซ็งค่ะ

แต่ก็ต้องยิ้มได้และเดิน (อยู่ในเมืองไทย) ต่อไป จะทำไงได้ล่ะคะ wave.gif

ปล. เอารูปพิลกริมมาให้ดูค่ะ สวยไหมคะ อิๆๆๆ

Posted by วันดี on 27 Nov. 2008,08:42
มุขอีกละ  ปาเก้นี่ร้ายจริง  หลอกพี่ได้สำเร็จเสมอเลยนะ  ตัวการ์ตูนไม้เคาะหัวคุณKiLinก็เอาออกซะแล้ว  ไม่งั้นจะส่งมาหลาย ๆ ป๊อกเลย

มุขของพิลก็ไม่เลว  ดูแค่กรอบนอกก็พอเดาได้ว่า  น้องเราน่ารักขนาดไหน

อย่าเซ็งค่ะ  (เตือนตัวเองด้วย)  หาอะไรดี ๆ ทำไว้  อย่างเช่นมาคุยกันในบ้านคนธรรมดา  ที่ร่มเย็นเป็นสุขหลังนี้

Posted by milk on 28 Nov. 2008,09:01
สวัสดีค่ะ พี่วันดี พี่พิล พี่แอ๊ด คุณแมวเหมียว คุณปาเก้ คุณคิลิน และเพื่อนๆอีกหลายท่านที่ไล่ชื่อไม่หมด flo_1.gif
รูปพี่พิลสวยเชียวค่ะ(ท้องฟ้านะคะ คิคิ) หนูขำแทบตาย  จริงๆนะคะ  laugh1.gif  laugh1.gif  laugh1.gif
พี่วันดีคะ  2วันนี้เห็นข่าวทางทีวีแล้วเสียวแทนพี่จัง  อินเดียถูกถล่ม นักท่องเที่ยวต่างชาติ  ตายและบาดเจ็บจำนวนมาก cry2.gif   สังคมทำไมยุ่งอย่างนี้หนอ?  ไปเข้าห้องธรรมะดีกว่า ohman.gif
อ้อ..หนูก็มีรูปมาฝากตามคำเรียกร้องของพี่ๆนะคะ  รูปร่างประมาณนี้ล่ะค่ะ(อายุไม่เกี่ยว) เชิญพี่ๆเติมเอาเองแล้วกัน  เอิ๊กๆๆ...




Posted by วันดี on 28 Nov. 2008,12:10
อุแม่เจ้า  สวย ๆ กันทั้งนั้นเลย  แล้วข้าพเจ้าจะเอาที่ไหนมาสู้ละนี่

น้องคนไกลบ้านคะ  ตอนนี้มีการจัดอันดับประเทศที่สถานการณ์การเมืองไม่น่าไว้วางใจที่สุด  อินเดียมาอันดับหนึ่ง  ส่วนอันดับสอง  ทายสิคะ

Posted by milk on 28 Nov. 2008,18:59

(วันดี @ 28 Nov. 2008,12:10)
QUOTE
น้องคนไกลบ้านคะ  ตอนนี้มีการจัดอันดับประเทศที่สถานการณ์การเมืองไม่น่าไว้วางใจที่สุด  อินเดียมาอันดับหนึ่ง  ส่วนอันดับสอง  ทายสิคะ

หวัดดีค่ะ  พี่วันดี  
คำตอบคือ  ประเทศไทย  บ้านเฮา ใช่เปล่าคะ? cry2.gif   ขึ้นชื่อในด้านลบ  ถ้าขึ้นชื่อในด้านบวกคงจะดีไม่น้อยเลยนะคะ  ประเทศชาติจะได้เจริญกับเขาสักที  การเมืองตอนนี้เหมือนคนป่วยอยู่ห้องไอซียูค่ะ  น่าเป็นห่วงมาก ohman.gif  ohman.gif

Posted by วันดี on 29 Nov. 2008,07:59
ใช่ค่ะ  ทุกคนที่เป็นคนไทยควรเป็นห่วงอย่างยิ่ง  มีคนมองไกลไปถึงว่า  ฤาไทยจะแตก  คิดอย่างนี้แล้วหนาวเยือกขึ้นมาทีเดียว
Posted by วันดี on 29 Nov. 2008,08:13
กุสินารา....แดนปรินิพพาน

คำบูชาองค์พระพุทธปรินิพพาน

วันทามิ  อิมัง พุทธะปะฏิมัง, อิมัสมิง  กุสินารายัง  สาละวะโนทเย  พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปรินิพพานัฏฐาเน.  อะยัง  วันทะนา  อัมหากัง  ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ

คำแปล

ข้าพเจ้า ขอกราบไหว้พระพุทธปฏิมานี้ ณ สาลวโนทยาน ที่เมืองกุสินารานี้ อันเป็นสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอการกราบไหว้นี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ความเจริญ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เทอญ ฯ.


(พระวิเทศโพธิคุณ, พระพุทธมนต์ฉบับตามรอยบาทพระศาสดาอินเดีย-เนปาล, หน้า 122)



องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของปวงเราชาวพุทธ



ระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่ประทานแก่มวลมนุษย์...หลายคนสะอื้นไห้



น้ำตาไหลพรากอีกครั้งจากมุมนี้



พระพักตร์จากภาพวาดในวัดศรีลังกา

Posted by pilgrim on 29 Nov. 2008,11:29
ดูแล้ว พิลก็อยากจะร้องไห้เหมือนกันค่ะ

รู้สึกทุกข์ใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยด้วย

พระพุทธเจ้าท่านทรงเผยแพร่สั่งสอนสัจธรรมให้ปรากฏไปทั่วโลก แต่ดูเหมือน คนรุ่นหลังส่วนใหญ่จะไม่ได้เก็บเอามาคิด มาปฏิบัติเลย

โลภะ โทสะ โมหะของคน มันมีอำนาจยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเชียวหรือคะ

ภาพพระพุทธเจ้านอนปรินิพพาน ที่กุสินารา ดูแล้วให้บรรยากาศเศร้าๆ นะคะ

ผิดกับการดูพระนอนปางไสยาสน์ของบ้านเราค่ะ

Posted by วันดี on 30 Nov. 2008,19:49
ลุมพินี...แดนประสูติ

คำบูชาแดนประสูติ
วันทามิ ภันเต ภะคะวา อิมัง สังเวชะนียัง ฐานัง, ยัตถาคะโตมหิ, สัทธัสสะ กุละปุตตัสสะ ทัสสะนียัง, อิธะ ลุมพินี วะเน ตะถาคะเตนะ มัชฌิเมสุ ชะนะปะเทสุ อะริยะเกสุ มะนุสเสสุ อุปปันนัง ฯ ภาสิตา จะ อาสะภิวาจา อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เชฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ, เสฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ, อะยะมันติมา เม ชาติ, นัตถิทานิ  ปุนัพภะโวติ ฯ
สาธุ  โน ภันเต, อิเมหิ สักกาเรหิ อะภิปูชะยามิ, สวากขาตัญจะ  นะมามิ, มัยหัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ.

คำแปล
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้า ได้จาริกตามรอยบาทพระศาสดา มาถึงแล้ว ขอถวายอภิวาทสังเวชนียสถานที่กุลบุตร ผู้มีศรัทธา ควรทัสสนา(ควรเห็น) อันเป็นสถานที่ที่พระตถาคตเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ในหมู่มนุษย์ชาวอริยกะ ในมัชฌิมชนบท ณ สวนลุมพินีนี้ และได้ตรัสอาสภิวาจาว่า “เราจะเป็นผู้เลิศที่สุดในโลก เราจะเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก เราจะเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดของเรานี้เป็นชาติ สุดท้าย บัดนี้จะไม่มีภพใหม่อีก”
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ และขอน้อมระลึกถึงพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ขอการบูชาสักการะในครั้งนี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพระพุทธเจ้า ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ.

คำอธิษฐาน  ณ แดนประสูติ
ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศล ที่ข้าพเจ้าได้จาริกธรรม บำเพ็ญบุญ มาตลอดเส้นทาง สังเวชนียสถาน ทั้ง สี่ ตำบลครบบริบูรณ์ ด้วยศรัทธาเลื่อมใสต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในครั้งนี้ ขอจงเป็นบารมี อำนวยผล ให้ชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า จงบังเกิดความสำเร็จ เจริญรุ่งเรือง ในหน้าที่การงาน  หากเวียนว่ายตายเกิดในวัฎฎสงสาร ขอให้ข้าพเจ้าจงเกิดในตระกูลดี มีสัมมาทิฎฐิ ได้พบพระพุทธศาสนา ในทุกภพทุกชาติ ได้พบพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรม มีปัญญารู้ธรรมที่ทรงแสดงแล้ว จนได้บรรลุถึงซึ่งความพ้นทุกข์คือพระนิพพานด้วยเทอญ...ฯ


(พระวิเทศโพธิคุณ, พระพุทธมนต์ฉบับตามรอยบาทพระศาสดาอินเดีย-เนปาล, หน้า 114)

ภาพต่อไปนี้ได้มาจาก < http://www.oknation.net/blog/mylifeandwork >
ขออนุญาตท่านคมสรัญญีค่ะ



ประสูติ



พระกุมาร



วิหารมายาเทวี  ภาพนี้ท่านคมสรัญญีอาจถ่ายไว้นานแล้ว  เพราะตอนที่พี่ไปนั้นเป็นสีอิฐแดงค่ะ

Posted by pilgrim on 03 Dec. 2008,20:26
เอ...แล้วพี่วันดีไม่ได้ถ่ายรูปแดนประสูติเหรอคะ

แต่ดูรูปแล้ว ไม่มีต้นไม้เยอะเหมือนที่เคยจินตนาการเลยนะคะ

Posted by แมวเหมียว on 04 Dec. 2008,10:31
รออ่านต่ออยู่ค่ะพี่วันดี flo_1.gif


whisper.gif รอดูรูปปาเก้อยู่ด้วยค่ะ laugh1.gif

EM145.gif

Posted by วันดี on 05 Dec. 2008,20:47


พระพุทธเมตตา  ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์พุทธคยา

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร
ตอนที่ ๑


ข้อความต่อไปนี้นำมาจากหนังสือ  พุทธประวัติจากพระโอษฐ์  ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุแปลและรวบรวมจากพระไตรปิฎกภาษาบาลี  ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๕  โดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจ  เมื่อปีพ.ศ.๒๕๔๙

(พระพุทธองค์ทรงตรัสแก่ปัญจวัคคีย์  ณ อิสิปตนมฤคทายวัน)

ภิกษุทั้งหลาย
นี้แลคือความจริงอันประเสริฐเรื่องความทุกข์
คือ
ความเกิดก็เป็นทุกข์
ความแก่ก็เป็นทุกข์
ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์
ความตายก็เป็นทุกข์
การประจวบกับสิ่งที่ไม่รักเป็นทุกข์
การพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์
ความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์
กล่าวโดยย่อ  ขันธ์ห้าที่ประกอบด้วยอุปาทานเป็นทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย
นี้แลคือความจริงอันประเสริฐเรื่องแดนเกิดของความทุกข์  
คือ  ตัณหา  
อันเป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีก
อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัด  ด้วยอำนาจความเพลิน
อันเป็นเครื่องให้เพลิดเพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ
ได้แก่
ตัณหาในกาม
ตัณหาในความมีความเป็น
ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น

ภิกษุทั้งหลาย
นี้แลคือความจริงอันประเสริฐเรื่องความดับไม่เหลือของความทุกข์  
คือ
ความดับสนิทเพราะจางไปโดยไม่มีเหลือของตัณหานั้นนั่นเอง
คือ
ความสลัดทิ้ง  ความสละคืน  ความปล่อย  ความทำไม่ให้มีที่อาศัยซึ่งตัณหานั้น

ภิกษุทั้งหลาย
นี้แลคือความจริงอันประเสริฐเรื่องข้อปฏิบัติอันทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์  
คือ
ข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐ
อันประกอบด้วยองค์แปดประการนี้
ได้แก่
ความเห็นที่ถูกต้อง
ความดำริที่ถูกต้อง
การพูดจาที่ถูกต้อง
การทำงานที่ถูกต้อง
การอาชีพที่ถูกต้อง
ความพากเพียรที่ถูกต้อง
ความรำลึกที่ถูกต้อง
ความตั้งใจมั่นคงที่ถูกต้อง

Posted by วันดี on 07 Dec. 2008,06:55


พระใหญ่ในวัดญี่ปุ่นที่พุทธคยา



วัดของศรีลังกาที่พุทธคยา  ธงทิวปลิวไสวนั้นคือธงสัญญลักษณ์ของพุทธศาสนา  แถบสีทั้งหกแทนฉัพพรรณรังสีของพระพุทธองค์

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร
ตอนที่ ๒


(ข้อความต่อไปนี้  มาจากหนังสือ  พุทธประวัติจากพระโอษฐ์  ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุแปลและรวบรวมจากพระไตรปิฎกภาษาบาลี  ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๕  โดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจ  เมื่อปีพ.ศ.๒๕๔๙)

ภิกษุทั้งหลาย
จักษุเกิดขึ้นแล้ว  ญาณเกิดขึ้นแล้ว  ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว  วิชชาเกิดขึ้นแล้ว  แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว
เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน
เกิดขึ้นแก่เราว่า
นี้คือความจริงอันประเสริฐ  คือ  
ความทุกข์
เกิดขึ้นแก่เราว่า
ก็ความจริงอันประเสริฐคือความทุกข์นี้
เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้
เกิดขึ้นแก่เราว่า
ก็ความจริงอันประเสริฐคือความทุกข์นี้
เราตถาคตกำหนดรู้รอบแล้ว

ภิกษุทั้งหลาย
จักษุเกิดขึ้นแล้ว  ญาณเกิดขึ้นแล้ว  ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว  วิชชาเกิดขึ้นแล้ว  แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว
เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน
เกิดขึ้นแก่เราว่า
นี้คือความจริงอันประเสริฐ  คือ  
แดนเกิดของทุกข์
เกิดขึ้นแก่เราว่า
ก็ความจริงอันประเสริฐ  คือ  แดนเกิดของทุกข์นี้
เป็นสิ่งที่ควรละเสีย
เกิดขึ้นแก่เราว่า
ก็ความจริงอันประเสริฐ  คือ  แดนเกิดของความทุกข์นี้
เราตถาคตละได้แล้ว

ภิกษุทั้งหลาย
จักษุเกิดขึ้นแล้ว  ญาณเกิดขึ้นแล้ว  ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว  วิชชาเกิดขึ้นแล้ว  แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว
เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน
เกิดขึ้นแก่เราว่า
นี้คือความจริงอันประเสริฐ  คือ
ความดับไม่เหลือของความทุกข์
เกิดขึ้นแก่เราว่า
ก็ความจริงอันประเสริฐ  คือความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้
เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง
เกิดขึ้นแก่เราว่า
ก็ความจริงอันประเสริฐ  คือความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้
เราตถาคตได้ทำให้แจ้งแล้ว

ภิกษุทั้งหลาย
จักษุเกิดขึ้นแล้ว  ญาณเกิดขึ้นแล้ว  ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว  วิชชาเกิดขึ้นแล้ว  แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว
เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน
เกิดขึ้นแก่เราว่า
นี้คือความจริงอันประเสริฐ  คือ
ข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์
เกิดขึ้นแก่เราว่า
ก็ความจริงอันประเสริฐ  คือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้
เป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดมี
เกิดขึ้นแก่เราว่า
ก็ความจริงอันประเสริฐ  คือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้
เราตถาคตได้ทำให้เกิดมีแล้ว

Posted by วันดี on 08 Dec. 2008,08:57


พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา  ในวัดศรีลังกาพุทธคยา



ภาพวาดพระพุทธองค์บนผนังในวัดทิเบตพุทธคยา



แมนดาลาของวัดทิเบตพุทธคยา

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร
ตอนที่ ๓


ขอสรุปเองในที่นี้ว่า
๑. พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงอันประเสริฐสี่ประการ  มี
ความทุกข์  แดนเกิดของความทุกข์  ความดับไม่เหลือของความทุกข์  และข้อปฏิบัติอันทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์
๒. ความทุกข์  มี
ความเกิด  ความแก่  ความเจ็บไข้  ความตาย  ความประจวบกับสิ่งที่ไม่รัก  ความพรากจากสิ่งที่รัก  ความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น
กล่าวโดยย่อว่า  การยึดมั่นถือมั่นในตัวตนเป็นทุกข์
๓. แดนเกิดของความทุกข์  คือ
ตัณหา  หรือความอยากอันไม่สิ้นสุด  มี
ความกำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส  ความอยากมีอยากเป็น  และความไม่อยากมีไม่อยากเป็น
๔. การดับทุกข์ไม่เหลือ  คือ
การละ วาง  ปล่อย  ความอยากอันไม่สิ้นสุดนั้นอย่างเด็ดขาด
๕. วิธีดับทุกข์ไม่เหลือ  คือ
การกระทำที่ถูกต้อง ๘ ประการ  อันมี
ความเห็น  ความคิด  การพูด  การงาน  การเลี้ยงชีพ  ความเพียรพยายาม  ความรำลึก  ความตั้งใจ  
๖. พระองค์ทรงรู้แจ้งด้วยตนเองว่า  
ทุกข์นั้น  ต้องกำหนดรู้  และพระองค์ก็รู้ชัดแล้ว
แดนเกิดของความทุกข์นั้น  ต้องละเสีย  และพระองค์ก็ละได้แล้ว
การดับทุกข์ไม่เหลือนั้น  ต้องทำให้แจ้ง  และพระองค์ก็ทำให้แจ้งได้แล้ว
วิธีดับทุกข์ไม่เหลือนั้น  ต้องมี  และพระองค์ก็มีแล้ว
๗. สรุปว่า
พระองค์ทรงค้นพบด้วยตนเองในความจริงเกี่ยวกับทุกข์  โดย
รู้ตัวทุกข์
รู้ว่าทุกข์เกิดจากอะไร
รู้ว่าความพ้นทุกข์มีอยู่จริง
และทรงรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์

Posted by pilgrim on 09 Dec. 2008,22:18
มาส่งเสียง ว่าอ่านอยู่นะคะ พี่
Posted by วันดี on 10 Dec. 2008,05:10
ใช่สิ  คนยุให้เขียนก็ต้องมาตามดูว่าเราเขียนรึเปล่า  ใช่ไหมล่า

อ่านอย่างเดียวไม่พอนะคะ  

ต้องคิดตาม  และลองทำตามดูบ้าง  

พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนให้เรารู้เท่าทันทุกข์  เพื่อจะได้ไม่ต้องทุกข์

Posted by pilgrim on 10 Dec. 2008,16:11
ต้องขอบคุณพี่วันดี ที่เขียน พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ตอนที่ 3 ด้วยค่ะ

เข้ามาอ่านได้ทันการณ์ ตอนที่จิตกำลังตกกับเรื่องบางเรื่องพอดี

อยากให้พี่เล่าเพิ่มด้วยค่ะ ว่าการเดินทางครั้งนี้มีบรรยากาศเป็นอย่างไร สนุกไหม เจอเรื่องตื่นเต้นระทึกใจอย่างไรบ้าง

อยากร่วมผจญภัยไปกับพี่ค่ะ แต่พี่คงไม่ได้ไปที่โรงแรมในมุมไบหรอกนะคะ biggrin.gif

Posted by วันดี on 01 Jan. 2009,06:00


สวัสดีปีใหม่

จาก  ดวงตะวันบนสันภูบ้านน้ำจวง

ขอให้ทุกท่านมีชีวิตที่ดีทุกคืนวันค่ะ

Posted by pakae on 01 Jan. 2009,22:54
สวัสดีค่ะพี่วันดี  พิล  แมวเหมียว   คนไกลบ้าน และทุกๆคน flo_1.gif

           ต้องขออภัยพี่วันดีด้วยค่ะที่หายหน้าไปหลายเพลา  อิอิอิ
ทั้งความวุ่นวายหลายสิ่งหลายอย่าง     ทำให้เกิดควมเบื่อหน่าย    พอมาอ่านที่วันดีบอกว่า    

         ศาสนาพุทธสอนให้เรารู้เท่าทันความทุกข์    เพื่อจะได้ไม่ต้องทุกข์      เป็นข้อความที่ดีนะค่ะ    สักวันคงจะรู้เท่าทันความทุกข์จนไม่ต้องเป็นทุกข์ไปกับมันอย่างทุกวันนี้ biggrin.gif

         ส่งเสียงว่าตามอ่านอยู่ด้วยคนค่า ICON015.gif     เห็นเปล่าว่าตามอ่านอย่างหนักแน่นแค่ไหน   smSL07.gif

Posted by sweet lemon on 02 Jan. 2009,17:12
ตามมาเบิ่งแย้วค่ะ ขอบคุณค่ะน้าวันดี สำหรับรูปและธรรมะ

สวัสดีค่ะน้าปาเก้ เจ้พิล พี่แหม่ว น้าแอ้ด คุณคิลินและทุกท่านที่ตามมาเที่ยวที่นี่ค่ะ  bowsdown.gif

Posted by pakae on 02 Jan. 2009,22:08
อ้าวนู๋มะลาว    เพิ่งจะเรียกว่าพี่ปาเก้อยู่แปปๆ   biggrin.gif  มาห้องนี้กลายเป็นน้าปาเก้อีกแล้ว    ตกลงว่าจะให้เป็นอันหยังเน้อ อีนางเอ้ย  boogie.gif  boogie.gif
Posted by วันดี on 03 Jan. 2009,14:22
เขาเปลี่ยนโลโก้กันใหญ่เลยนะ  พิลหวานแหววมาเชียว

มะลาวหายไปไหนซะนาน  คิดถึงนะจ๊ะ

ปาเก้จ๋า  ลองนึกถึงรายละเอียดของสิ่งที่เราเก็บมาทุกข์สิจ๊ะ  บางทีอาจพบว่า  เฮ้ย..เรื่องเล็กน่า

พรุ่งนี้ค่ำ ๆ จะจรลีไปอินโดนีเซียแล้ว  ถ้าไม่ลืม  จะถ่ายรูปบุโรบุโธอันโอฬารมาฝากนะจ๊ะ

ยังติดค้างรูปบ้านน้ำจวง  เดี๋ยวจะยกยอดทบให้ทั้งน้ำจวงและบุโรบุโธค่ะ

greet.gif

Posted by add on 03 Jan. 2009,14:31
ขอให้พี่วันดีเดินทางปลอดภัย  และสนุกสนานกับการท่องเที่ยวนะจ๊ะ   EM139.gif
Posted by pakae on 03 Jan. 2009,16:18
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะพี่วันดี flo_1.gif

      ขอให้พี่เดินทางปลอดภัยสะดวกราบรื่นในทุกๆที่นะค่ะ     เที่ยวเผื่อด้วยเน้อ biggrin.gif

Posted by sweet lemon on 03 Jan. 2009,22:35

(pakae @ 02 Jan. 2009,22:08)
QUOTE
อ้าวนู๋มะลาว    เพิ่งจะเรียกว่าพี่ปาเก้อยู่แปปๆ   biggrin.gif  มาห้องนี้กลายเป็นน้าปาเก้อีกแล้ว    ตกลงว่าจะให้เป็นอันหยังเน้อ อีนางเอ้ย  boogie.gif  boogie.gif

ไอหย๋า ข้าน้อยสมควรเดี้ยง ไพมานี นางน้อยด้วยเด้อ..พี่ปาเก้.. อิอิsmSL07.gif  ....ข้อยสิลืมตัวเด้อ  smSL13.gif


EM133.gif  EM112.gif

เที่ยวให้หนุกหนานนะค่ะน้าวันดี  น้าแอ้ดซำบายดีบ่  biggrin.gif

Posted by แมวเหมียว on 05 Jan. 2009,09:53
สวัสดีค่ะ พี่ๆน้องๆทุกคน

มารออ่านเรื่องเล่า ชมภาพที่พี่วันดีมาฝากด้วยค่ะ flo_1.gif

แมวเหมียวชอบภาพดวงตะวันบนสันภูบ้านน้ำจวงจังค่ะ

ฝีมือพี่วันดีไม่ธรรมดาขึ้นทุกวันแล้วนะคะ    tinyrose.gif

Posted by วันดี on 11 Jan. 2009,14:36


กลับมาแล้วค่ะ  จากบุโรบุโธ  ดินแดนที่ดูเหมือนห่างไกล  แต่กลับชิดใกล้ทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหารและผิวพรรณผู้คน  ภาพข้างบนนี้คือรุ่งอรุณบนบุโรบุโธ  มองออกไปไกลลิบ ๆ คือภูเขาไฟ

แมวเหมียวอย่าเพิ่งชมฝีมือถ่ายรูปของพี่เลยค่ะ  ถ่ายมา ๒๐ เลือกได้สักรูปก็ถือว่าเก่งแล้วค่ะ  ส่วนใหญ่เลอะ ๆ เลือน ๆ กดเป็นวีดิโอซะก็เยอะ  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังต้องขอบคุณพิลที่ช่วยชี้แนะให้สามารถโหลดรูปลงในบ้านคนธรรมดาได้

รีบเข้ามารายงานตัว  เพื่อรอต้อนรับปาเก้  มีหมายกำหนดการรึยังจ๊ะ

Posted by pakae on 12 Jan. 2009,22:23
สวัสดีค่ะพี่วันดี flo_1.gif

         ตอนนี้รอพี่แอ๊ดอยู่ค่ะว่าว่างช่วงไหน      รอพี่แอ๊ดกลับมาจากคุนหมิงก่อนแล้วจะรีบโทรไปหานะค่ะ

         พี่วันดีก็ดูสิค่ะว่าสาวน้อยสาวใหญ่แต่ละนวลนาง    เธอแทบจะไม่ว่างกันเลย      แต่ละคนไปโน่นไปนี่กันตลอดเลย    รวมทั้งพี่วันดีด้วยน้า ....อิอิอิ biggrin.gif

         แล้วจะรีบจับปูใส่กระด้งไปหาเน้อ...... smSL11.gif  smSL11.gif  smSL11.gif

Posted by sweet lemon on 14 Jan. 2009,15:29
สวัสดีค่ะสาวน้อยสาวใหญ่ทุกท่าน bowsdown.gif

มานั่งรอน้าวันดีเล่าเรื่องผิวพรรณ และนั่งฟังพี่ปาเก้บ่นนนน (ใช่อะป่าว อิอิ  greet.gif )

Posted by pilgrim on 14 Jan. 2009,23:35
นั่นสิคะ พี่วันดี จะเล่าและเอารูปมาให้พวกเราดูหรือเปล่าคะ เที่ยวนี้

พิลยินดีมากค่ะ ที่มีส่วนทำให้พี่วันดีนำรูปสวยๆ มาให้พวกเราได้ชื่นชมได้ ยินดีเสมอค่ะ smSL11.gif

อ้าวๆๆ น้องมะลาว แซวพี่ปาเก้นิ laugh1.gif

Posted by วันดี on 15 Jan. 2009,09:26
วันนี้จะเดินทางเข้ากทม.  เย็นนี้อยู่กทม.จ้า  ใครว่างมากินข้าวกันไหม  

พรุ่งนี้จะไปตาก  ไปหาน้ำตกทีลอซู  ใครว่างไปกันไหม

วันอาทิตย์กลับจากทีลอซู  คงมืดค่ำย่ำสนธยา  ไม่ถามหาใคร

วันจันทร์กลับภูเก็ต  ใครว่างไปด้วยกันได้ค่า

พี่จะต้องเล่าเรื่องบุโรบุโธแน่นอนค่ะน้องจ๋า  ประทับใจมาก ๆ

แต่เอาไว้ให้จบทริพทีลอซูก่อนนะ

rasp.gif

Posted by แมวเหมียว on 15 Jan. 2009,16:51
เพิ่งเข้ามาเห็นพี่วันดีชวนกินข้าวเย็นนี้  คุณพิลจะนัดกระทันหัน 2 ชั่วโมงไหวมั้ยคะ laugh1.gif

แหม เสียดายจังพี่วันดีน่าจะมาตั้งแต่เมื่อวานนะคะ เราจะได้เจอกัน..

วันนี้เจ้าลูกชายหนูไปทัศนศึกษาจะกลับถึงโรงเรียนค่ำ ก็เลยไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ค่ะ

ขอให้พี่วันดีเที่ยวน้ำตกให้สนุก ..ว่าแต่อย่าแข็งกลับมานะคะ อากาศที่นั่นคงจะหนาวน่าดู biggrin.gif

wave.gif

Posted by add on 15 Jan. 2009,23:22
โห..พี่วันดีเดินทางเก่งกว่าพวกเราอีกนะคะ  มารออ่านและชมภาพด้วยค่า  

             น้องมะลาวจ๋า  วันหลังแวะมาหาพี่ๆมั่งนะ  whisper.gif

Posted by pakae on 16 Jan. 2009,23:23
โห.....เลียดายจังเลยพี่วันดี     พี่วันดีน่าจะโทรมาหาสักกะหน่อยเน้อ     บอกทางนี้บางวันก็ไม่ได้เปิดอ่านจ้ะพี่     ถ้าวันไหนพี่จะเข้ากรุงเทพ    พี่ช่วยโทรหาหน่อยเน้อ   ข้อยสิจะจัดให้จ้า   แห๊ม...เสียดายจัง    biggrin.gif

        ถึงนู๋มะลาวจะแซว    แต่ก็เรียกว่าพี่   งั้นไม่ว่ากันนิ   แต่บอกว่ามาฟังบ่นนี่สิ   ฟังทะแม่งๆนะ    ต้องคนแก่นะเขาถึงจะบ่นกัน    ตกลงว่าจะให้เป็นพี่แน่เปล่าน้อง smSL11.gif  smSL13.gif

Posted by pilgrim on 19 Jan. 2009,21:25
เฉียดกับพี่วันดีเพียงเส้นยาแดงผ่า (เท่าไหร่ดีล่ะ)...

เสียดายจริงๆ ค่ะ ช่วงนี้ กลับบ้านค่ำแทบทุกวัน เลยไม่ค่อยได้เข้ามาดูตอนหัวค่ำ กว่าจะรู้ตัว พี่วันดีก็ไปถึงไหนๆ แล้วจ้า

หนูวิ่งตามพี่ไม่ทันแล้วละค่ะ

เสียดายจังเนอะ....

Posted by วันดี on 31 Jan. 2009,16:02
ในที่สุดก็ได้เวลาไปบุโรพุทโธเสียที (ที่จริงน่าจะพูดว่า  ในที่สุดก็ได้เล่าเรื่องไปเที่ยวมาซะที)

ตี ๒ ครึ่งของวันที่ ๕ มกราคม หลังปีใหม่ของพ.ศ.๒๕๕๒ เพียงไม่กี่วันฉันก็ทำตัวเป็นคนธรรพ์เกาะปีกพญาครุฑ(การูดาแอร์)ไปเกาะชวาอันเกรียงไกรในประวัติศาสตร์  รวมทั้งในอิเหนา  วรรณคดีที่ไพเราะอ่อนหวานสุดแสนโรแมนติค  

ฉันใช้เวลาที่เหลือของคืนนั้นหลับแล้วตื่น  ตื่นแล้วหลับอย่างมีความสุขกับความคาดหวังในสิ่งที่จะได้ไปพบเห็น  

เกือบ  ๖ โมงเช้าแสงอ่อนเรืองของดวงอาทิตย์สาดมาให้เห็นแผ่นดินสีเขียวผืนใหญ่  แปะติดอยู่กับแผ่นน้ำสีน้ำเงินเข้มใต้ปีก  นั่นไงเกาะชวา  หากมีสายตายาวไกลมองทะลุผ่านทางด้านหัวเครื่องบินพู้นไปได้อีก  ฉันก็คงได้เห็นแผ่นน้ำแข็งอันไพศาลของทวีปแอนตาร์คติคที่ขั้วโลกใต้  เพราะนับจากเกาะชวาแล้ว  ไม่มีแผ่นดินใดมากั้นกลางระหว่างทวีปโลกใต้กับแผ่นดินนี้อีกเลย  ยกเว้นทางตะวันออกของเกาะที่จะเจอกับภาคตะวันตกของทวีปออสเตรเลียเล็กน้อย

เรา  อันประกอบด้วยเพื่อนร่วมวัยทั้ง ๘ มาลงจากครุฑตัวที่หนึ่งที่จาการ์ตา  นครหลวงของอินโดนีเซียซึ่งอยู่ปลายแหลมสุดทางทิศตะวันตกของเกาะชวาติดกับเกาะสุมาตรา  เพื่อให้ครุฑอีกตัวได้บินพาไปย็อกยาการ์ตาที่ตั้งของบุโรบุโธ  ตรงกลางเกาะ

ที่สนามบิน Soakarno Hatta  เจ้าหน้าที่สนามบินมาคอยเร่งเรายิก ๆ จิกไม่ปล่อยให้ตามไป  จนรำคาญว่าทำไมต้องมายุ่งกับเราด้วย  จึงชวนกันแลกเงินรูเปียะห์แล้ววิ่งตามเขาไปตัดรำคาญ  เขาพาเข้าช่องนี้ทะลุช่องนู้นอยู่มากมายจึงถึงบางอ้อ  ว่านี่ไงเหตุผลที่เขาเรียกให้ตามเขา  ไม่เช่นนั้นต้องหลงไม่สามารถมาทันพญาครุฑตัวที่สองแน่นอน  ขอโทษนะคะที่รู้สึกไม่ดี  ตอนนี้ขอเปลี่ยนเป็นขอบคุณแทนแล้วค่ะ

จากจาการ์ต้าไปย็อกยา  ใช้เวลาบินประมาณ ๑ ชั่วโมง  พอ ๆ กับกรุงเทพไปภูเก็ต

สนามบิน Adisutjipto ที่ย็อกยาเล็ก ๆ น่ารักเป็นอาคารชั้นเดียวดูดีอยู่ท่ามกลางสีเขียวชรอุ่ม  ที่นี่เราเช่ารถพร้อมคนขับเอาไว้แล้ว  เอาของขึ้นรถได้ก็มุ่งหน้าไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  สู่เมืองMagelangบนที่ราบKedu  ของชวากลาง

บอกกับคนขับรถ  ซึ่งบริษัทรถเช่ารับรองมาว่าสามารถพูดภาษาอังกฤษกับเรารู้เรื่อง  ให้พาไปหาร้านอาหารพื้นเมืองที่คนชวาเขากินกัน

อาหารเช้าวันนั้นใกล้เคียงกับที่เรากินกันในบ้านเรา  มีข้าวต้มเครื่อง  ไก่ทอด  และของทอดอีกหลายอย่าง  รวมทั้งถั่วลิสงทอดเป็นแผ่น ๆ เหมือนกันเป๊ะ

ที่แปลกหน้าก็เห็นจะเป็นจานนี้ค่ะ  ไม่ได้ถามว่าเขาเรียกอย่างไร  แต่มันคือไข่ทอดบาง ๆ เกือบคล้ายขนมเบื้อง  ห่อปลาตัวเล็ก ๆ ไว้ข้างใน  กินแนมกับพริกขี้หนูที่วางมาด้วยกัน


นี่คือเต้าหู้แบบชวา  เรียกว่าเท็มเปะ (Tempeh)  เป็นแผ่นถั่วเหลืองชุบแป้งมากกว่าเป็นเต้าหู้  รสชาติเค็ม ๆ มัน ๆ กรุบ ๆ อร่อยใช้ได้  ต่อมาอีกหลายวันเราได้พบกับเท็มเปะนานาชนิด  และต่างก็ยอมรับว่าเท็มเปะเป็นสิ่งที่พวกเราชอบกันมาก  โดยเฉพาะเท็มเปะพะโล้  อร่อยได้ใจทุกครั้ง


แก้วนี้ให้ทายอย่างไรก็คงทายไม่ออก  ดูภายนอกเหมือนลอดช่อง  แต่ลองชิมดูปรากฏว่าเป็นข้าวหมากสีใบเตยหอม  เติมน้ำแข็ง  จำชื่อไม่แม่น  น่าจะเรียก ตาไป(Tapai) หรืออะไรคล้าย ๆ อย่างนี้  รสชาติอ่อนกว่าบ้านเราหน่อย  อาจจะเพราะเติมน้ำแข็ง  


ส่วนในชามนี้คือพริกน้ำส้มเอาไว้ให้เติมข้าวต้ม  หรือจะเอาเท็มเปะ  ไก่ทอด  ของทอดมาจิ้มก็ได้


พรุ่งนี้มาเล่าต่อค่ะ

Posted by pakae on 31 Jan. 2009,22:12
อาหารดูหน้าตาแปลกๆนะพี่     แสดงว่ารสชาติคงคล้ายบ้านเรา   พี่วันดีถึงบอกว่าอร่อย  

        คงยังไม่ถึงเวลาได้ไปเที่ยวกับพี่กระมังนะ    หรือว่าวาสนายังมีบุญไม่ถึง    หรือยังไม่ถึงเวลาแสวงบุญ   EM145.gif  

        งั้นขอมาตามอ่านแทนไปเรื่อยๆก่อนแล้วกันนิ ICON015.gif

Posted by แมวเหมียว on 01 Feb. 2009,11:01
ตามมาอ่านแล้วค่ะพี่วันดี ..บุโรบุโธ.. flo_1.gif

whisper.gif ฝ่ายพิสูจน์อักษรฝากถามว่า พี่วันดีไปเที่ยวเมื่อปีไหนคะ biggrin.gif

EM145.gif

Posted by pakae on 01 Feb. 2009,12:17
ฮ่าๆๆๆพี่วันดีเขาไปเที่ยวมาเมื่อสามสิบปีที่แล้ว     snaping.gif
Posted by วันดี on 01 Feb. 2009,19:31
เฮ่ย  ผิดพลาดขนาดนั้นเลย  

๒๕๕๒ จ้า  ขอโทษ ๓๐ ที  เดี๋ยวจะไปแก้อักษรหลังจากแก้ตัวแล้ว

แกล้งเขียนผิดไปงั้นแหละ  อยากรู้ว่าใครมาอ่านของเรามั่ง  อิอิ..

smSL07.gif

Posted by pilgrim on 02 Feb. 2009,08:51
มาไม่ทัน เลยอดตามพี่วันดีไปเที่ยวเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ฮิๆๆๆๆ biggrin.gif
Posted by วันดี on 03 Feb. 2009,20:35
บนเส้นทาง ๔๐ กิโลเมตรจากย็อกยา  สองข้างทางเราเห็นมะเฟืองลูกเท่ามะละกอแขวนเรียงรายตามร้าน  แต่ก็ได้แต่มองกันเฉย ๆ มารู้สึกเสียดายตอนมาเล่านี้เองว่า  เอ๊ะ แล้วทำไมไม่ลงไปซื้อมาชิมกันสักลูกนะ  

แต่ที่ได้จอดรถลงซื้อก็คือนี่ค่ะ  สละ(Salak) หรือ Snake fruit ในสายตาของฝรั่งอังกฤษ  เนื่องจากเปลือกของผลไม้ชนิดนี้มีเกล็ดสีน้ำตาลคล้ายเกล็ดงู  สละอินโดนีเซียไม่เหมือนสละที่บ้านเราปลูก  ที่นี่เนื้อแข็งกรอบ  ล่อนออกจากเม็ด  เปลือกก็ปอกง่าย  ไม่มีหนามแหลมเล็ก ๆ  สละชนิดอินโดภาคใต้บ้านเรามีปลูกแถวนครศรีฯ พัทลุง ตรังอยู่บ้าง  เคยกิน  ทราบว่าแถวจันท์ก็มีปลูกด้วย


อินโดนีเซียปลูกสละอยู่ทั่วไป  แต่สละที่ดีที่สุดคือสละป็อนโดะ(salak pondoh)จากย็อกยานี่แหละ  และสละบาหลีจากเกาะบาหลี  สละป็อนโดะเนื้อหนากรอบ  ลูกใหญ่  กลิ่นหอม  มีทั้งที่เปลือกสีน้ำตาลแบบธรรมดา  และเปลือกสีอ่อนที่เรียกว่ากะดิง(แปลว่างาช้าง)  


ส่วนสละบาหลีนั้นลูกยังใหญ่กว่านี้อีก  เนื้อจะนุ่มกว่า  รสชาติก็หวานกว่า  ไปคราวนี้ไม่ได้ชิมค่ะ

ข้างล่างนี้คือสวนสละที่เห็นสองข้างทาง


และนี่คือตาชั่ง


เรามาถึงโรงแรมที่พักเอาใกล้เที่ยง  แต่ไม่มีใครหิวอาหาร  เพราะชิมสละกันมาตลอดทาง  จึงตกลงกันว่าของีบเอาแรงกันสักหน่อยก่อน  บ่าย ๆ แดดร่มลมตก  จะเดินไปบุโรพุทโธซึ่งอยู่ใกล้ ๆ แค่เอื้อมนี้เอง  แต่ตอนนี้แดดร้อนมาก  ใครขืนทำเก่งวันต่อ ๆ ไปอาจจะหมดสนุก

ข้างล่างนี้คือภาพรองเท้าสลิปเปอร์ในห้องพัก  น่ารักน่าใคร่ได้เป็นหนักหนา  ถามราคาจากพนักงานโรงแรมเผื่อหาซื้อที่ตลาดไม่ได้  คู่ละหลายตังค์  แต่ปรากฏว่าที่ร้านขายของที่ระลึกในบริเวณบุโรบุโธต่อราคาได้ ๕ คู่ ๑๐๐ บาท  เลยได้หอบหิ้วมาฝากคนที่ชอบถอดรองเท้าเดินในสำนักงาน  กิ๊บเก๋เรไรเชียว


ใส่แล้วเป็นหยั่งงี้  ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่  แต่สวยจัง

Posted by pilgrim on 03 Feb. 2009,21:07
มาดูสละกับปลาห้าหัวค่ะ สองตัวรวมกันกลายเป็นปลาสิบหัว... laugh1.gif

มารอติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ EM150.gif

Posted by pakae on 03 Feb. 2009,22:52
ราคารองเท้าถูกจนไม่น่าเชื่อเลยนะพี่   กิ๊บเก๋จริงๆนะแหละ

       ตอนนี้ใช้สายตาดูสละไปก่อน     แต่เดือน พค.  พวกเราจะใช้ทั้งสายตาและปากจัดการกับพวกสละทั้งหลาย EM146.gif   biggrin.gif

Posted by add on 04 Feb. 2009,21:56
รองเท้าเก๋  แต่เท้าคนใส่สวยจัง   EM133.gif

           สละที่อินโดนีเชีย  เคยมีคนเอามาให้ หวานอร่อยมากเลย  แต่ที่จันท์มีปลูกนี่ไม่รู้จะใช่พันธุ์อินโดหรือเปล่า  ชื่อ สุมาลี หนามจะสั้นและน้อยกว่าสละบ้านเรา  รสก็หวานกว่า และราคาก็แพงกว่าด้วย แต่ผลไม้อะไรๆ ถ้ามาปลูกเมืองจันท์แล้วมันมักจะรสเปรี้ยวเจือปน  เป็นรสชาติพิเศษจริงๆ

             อ้อ เมื่อวานหาซื้อ ชมพู่ทับทิมจันท์มาให้พี่กัลป์เขาทาน  พี่เขาบอก อร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานชมพู่มา  ชมพู่พันธุ์นี้ก็เอาต้นแรกมาจากอินโดเช่นกัน

Posted by วันดี on 06 Feb. 2009,08:35
พี่ตั้งใจจะให้ดูรองเท้าหรอกนะค่า  ว่าเวลาใส่แล้วมันโพลกเพลกปานนี้  หาได้ให้ใครเห็นเป็นปลาห้าหัว  หรือมีคนชมว่าเท้าสวยหรอก

แต่  เอ  มีคนชมก็ดีเหมือนกันนะ  จะสวยจริงหรือไม่จริงก็รับเอาไว้เป็นศิริกับตัวเอง อิอิ
biggrin.gif

ว่ากันต่อนะคะ  เดี๋ยวจะไม่จบซะอีก

ภาพแรกที่เห็น....บุโรบุโธ หรือบรมพุทโธที่เราชาวไทยพร้อมใจกันเรียก

เห็นไหมคะว่าอุ่นหนาฝาคั่งเพียงไหน  เกือบทั้งหมดที่เห็นนั้นคือชาวอินโดนีเซีย  พวกเขาไม่ได้มาสักการะพุทธสถานหรอกนะคะ  เพราะกว่า ๙๐%ของชาวอินโดนีเซียนับถือศาสนาอิสลาม  แต่ชาวอินโดฯถือบุโรพุทโธเป็นสถานที่ท่องเที่ยว  พวกเขาจะชวนกันมาปีนป่ายถ่ายรูปเลอะเทอะไปจนเราใจหาย  ต่อเมื่อได้ยินเสียงประกาศทางเครื่องขยายเสียงซ้ำ ๆ ห้ามนักท่องเที่ยวปีนป่ายถ่ายรูปหรือยืนเดินนั่งนอนเล่น ๆ บนโบราณวัตถุอันสูงค่านี้  ฉันจึงได้โอกาสทำตาเขียวใส่ฝรั่งนุ่งกางเกงขาสั้นที่พยายามขึ้นไปยืนแอ่นระแน้คู่กับพระพุทธรูปองค์งาม  แต่ถึงจะเก่งแค่ไหนก็ไม่กล้าทำหยั่งงั้นกับเจ้าของพื้นที่หรอกค่ะ

ด้วยห่วงว่าจะมีเวลาชมน้อย  ทุกคนพร้อมใจกันอีกครั้งว่า  อย่าถึงกับแดดร่มเลย  พอแค่หายเหนื่อยก็ใส่หมวกกางร่มกันไปดีกว่า  แล้วเราก็พบว่าแดดร้อนจริง ๆ และเราดูเท่าไหร่ก็ไม่เต็มอิ่มจริง ๆ เหมือนกัน


มองลงมาจากยอดพุทธสถานเห็นหมู่บ้านเขียวขจี  ไกลลิบ ๆ โน่นคือภูเขาไฟที่รายรอบ

วันนี้ให้ชมภาพแกะสลัก  และเจดีย์ที่เรียงรายแบบเยี่ยม ๆ มอง ๆ ก่อนนะจ๊ะ  


พระพุทธองค์ที่แม่น้ำเนรัญชรา  งามไหมคะ


ชวาได้ชื่อว่าเป็นนักเดินเรือที่เก่งกาจสามารถในยุคโบราณ


พระพุทธรูปที่หยักยิ้มให้ศาสนิกชนในยามบ่ายอันแรงร้อน

พวกเราพยายามดึงเวลาที่จะอยู่ที่นี่กันให้นานที่สุด  เพื่อจะได้เห็นแสงยามเย็นที่ส่องทาบยอดเจดีย์  แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต  ที่นี่ปิดทันทีเวลาห้าโมงเย็น  แสงยังจัดอยู่เลย

ไม่เป็นไร  พรุ่งนี้เราจะมาทันทีที่เปิดเหมือนกัน  เพื่อจะได้ดูยอดเจดีย์ยามต้องน้ำค้าง  อีกทั้งละไอหมอกที่คลอเคลียยอดไม้ตอนเช้าตรู่  คงให้ความรู้สึกที่นุ่มเย็นกว่านี้

คิดกันว่า  เดี๋ยวจะให้คนขับรถขับพาไปกินอาหารชวาอร่อย ๆ กัน  ฉันเคยติดใจ nasi goreng คราวที่ไปบาหลีนานมาแล้ว  ในหนึ่งจานมีข้าวผัด  ไก่ทอด  น้ำพริก  ผักต้ม  และต้องกินด้วยมือ  นึกอยากกินมาก  บอกให้ทุก ๆ คนฟัง  ทุกคนก็เลยอยากกินกันใหญ่

ลงมาจากพุทธสถานเจอร้านค้ามากมาย  เห็นกระบุงหาบของขายร้านนี้แล้ว  ใจก็กระหวัดไปถึงข้าวหมากสีเขียวใบเตยเมื่อเช้า  ทำไมสีมันช่างเหมือนกันเหลือเกิน  จะว่ากระบุงทาสีใบเตยก็ใช่ที่  หรือว่าข้าวหมากใส่สีกระบุง  .... คิดร้ายอีกแล้ว  ดูครัวของเร้านนี้กันดีกว่านะคะ  เหมือนอยู่แถว ๆ บ้านเราจังเลย  นั่นเตาอั่งโล่  นั่นโอ่งน้ำ  นั่นม้านั่งทำครัว  นั่นหม้อก้นดำ...


คนขับรถพาเรานั่งรถตระเวณหาร้านอาหารทั่วทั้งตำบล  ไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงกับที่เคยพบในบาหลีเลย  พากันไปไกลมากจนเกือบจะถึงย็อกยาอยู่แล้ว  ในที่สุดก็ตัดสินใจกลับมากินที่โรงแรมด้วยหัวใจแห้งเหี่ยว

แต่ฉันก็พบจานโปรดอีกจานหนึ่งจนได้  gado gado ซึ่งก็คืออาหารจานผักที่มีทั้งต้มลวกและสด ๆ  ประกอบไปด้วยผักนานาชนิด  เท่าที่รู้จักประเภทต้มลวกก็มี  ถั่วงอก  ผักน้ำ  ขนุนอ่อน  กะหล่ำปลี ข้าวโพดต้ม มันต้มและผักประเภทยอดที่ไม่เคยรู้จักอีกหลายอย่าง  ที่เป็นผักสดก็เห็นแตงกวา  แล้วยังมีเต้าหู้ทอด เท็มเปะ ไข่ต้ม ราดมากับน้ำราดที่รสชาติเหมือนน้ำสลัดแขก  หรืออีกทีก็คล้ายน้ำพริกขนมจีนบ้านเรา  ถูกปากฉันมาก  พอเข้าตาจนไม่รู้จะกินอะไรก็สั่ง gado gado เข้าไว้ก่อน  มีขายทุกแห่งในชวาค่ะ  ตั้งแต่ภัตตาคารไปจนข้างถนน  ซึ่งฉันพบว่าข้างถนนเจ้านี้อร่อยที่สุด

กระจาดข้างหน้านั่นแหละค่ะ gado gado รสเลิศ  ปิดฝามิดชิดด้วยพลาสติค  ต่อเมื่อเราจะซื้อพี่สาวคนนี้จึงจะเปิดออก  ใกล้ ๆ ขวามือนี่คือใบตองกลัดด้านเดียวเป็นกระทงสำหรับ take away ค่ะ  ที่ใส่ถุงพลาสติคถุงใหญ่ใกล้กันคือถั่วทอด  ขยับมาข้างหน้าเป็นกล้วยน้ำว้า  และเท็มเปะอีกแล้วค่ะท่าน

เครื่องดื่มโปรดก็ค้นพบคราวเดียวกันนี้เหมือนกัน  papaya juice อร่อยมากค่ะ  เข้มข้นหวานหอม  จะมีขายเฉพาะภัตตาคารอาหารชวาเท่านั้น  วันต่อมา  พบว่าอยู่บนโต๊ะบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าด้วย  ฉันเลยกินมันทั้งวัน  เปรมไปเลย  อันนี้ไม่ได้ถ่ายรูปมาเลย  ก็เหมือนเคย  อร่อยมากจนลืมถ่ายรูป  อิอิ  เอาเป็นว่าเวลากินไม่ใช่เวลาถ่ายก็แล้วกันเนาะ

ผู้รู้ท่านหนึ่งที่ไปด้วยกัน  ท่านบอกว่า  อาหารชวาคือต้นธารของอาหารไทย  โดยเฉพาะอาหารปักษ์ใต้  ดินแดนแห่งอาณาจักรศรีวิชัยด้วยกัน  เที่ยวคราวนี้เราคงมีโอกาสได้รู้

Posted by แมวเหมียว on 06 Feb. 2009,11:23
เย้..เห็นรูปพี่วันดีแล้ว laugh1.gif

EM146.gif

Posted by sweet lemon on 07 Feb. 2009,02:17

(แมวเหมียว @ 06 Feb. 2009,11:23)
QUOTE
เย้..เห็นรูปพี่วันดีแล้ว laugh1.gif

EM146.gif

ดูด้วยๆๆ ตรงไหนค่ะพี่แหม่ว  smSL07.gif
Posted by แมวเหมียว on 08 Feb. 2009,20:40
whisper.gif ตรงที่มีรองเท้า,เท้ากับหน้าแข้งนั่นแหละค่ะ

คือรูป(เท้าและหน้าแข้ง)ของน้าวันดีล่ะค่ะ   couch.gif smSL07.gif


EM145.gif

Posted by add on 11 Feb. 2009,20:27
บุโรบุโธ งามน่าชมจังนะคะ    ภาพสลักดูอ่อนช้อย   inlove.gif
Posted by วันดี on 12 Feb. 2009,20:02

บุโรบุโธ  หรือบรมพุทโธ  เขียนในภาษาอังกฤษว่า BOROBUDUR ในเอกสารเก่าแก่ภาษาชวา  เรียกสถานที่นี้ว่า NAGARAK RETAGAMA  


บุโรพุทโธเป็นพุทธสถานฝ่ายมหายาน  สร้างโดยกษัตริย์ราชวงศ์ไศเลนทร์  สมัยอาณาจักรศรีวิชัย  สันนิษฐานว่าใช้เวลาสร้างประมาณ ๗๐-๘๐ ปีระหว่างพศ. ๑๓๒๑ – ๑๓๙๙ (ก่อนนครวัด ๓๐๐ ปี  และก่อนโบสถ์นอสเตรอะดาม ๒๐๐ ปี)


ในยุคนั้นทั้งศาสนาพุทธและฮินดูคงเจริญรุ่งเรืองอย่างมากบนเกาะชวา  และคงได้รับการอุปถัมภ์อย่างดีจากกษัตริย์  เห็นได้จากศาสนาสถานอันงดงามทั้งพุทธและฮินดูถูกสร้างขึ้นในยุคเดียวกันหลายแห่ง  ที่งดงามและยิ่งใหญ่พอ ๆ กันก็คงจะเป็น SHIVA PRAMBANAN ของฮินดู และบุโรพุทโธของพุทธ  ซึ่งอยู่ห่างกันเพียง ๑๐ กิโลเมตร


บุโรพุทโธตั้งอยู่ทางตอนกลางของเกาะชวา  ห่างเมืองย็อกยาการ์ตาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ๔๐ กิโลเมตร   บนที่ราบ KEDU ระหว่างภูเขาไฟ ๒ คู่  คือ SUNDORO-SUMBING และ MERBABU-MERAPI  และแม่น้ำ ๒ สายซึ่งเปรียบเสมือนคงคากับยมุนาแห่งชวา คือ PRAGO และ ELO

ไม่มีการระบุแน่ชัดว่าบุโรพุทโธถูกทิ้งไปด้วยสาเหตุใด  แต่คาดว่าประมาณ ปีพศ.๑๔๗๑ หรือประมาณ ๗๐ ปีหลังจากสร้างเสร็จสมบูรณ์  สถานที่แห่งนี้ก็ค่อย ๆ ลดความสำคัญลง  อาจเป็นเพราะศูนย์กลางแห่งอำนาจของอาณาจักรศรีวิชัยถูกย้ายไปอยู่ทางภาคตะวันตก  หรืออิทธิพลของศาสนาอิสลามที่เข้ามา  หรือจะเป็นเพราะภูเขาไฟที่อยู่ใกล้เคียงเกิดระเบิด  หรือทั้งหมดที่ว่ามาก็เป็นได้


พุทธสถานอันยิ่งใหญ่งดงามนี้มาถูกค้นพบโดยอังกฤษเจ้าอาณานิคมระหว่างปีพศ.๒๓๕๔-๒๓๕๙  หลังจากนั้นก็ใช้เวลานานมากกว่าจะได้บูรณะให้งดงามอย่างที่เห็นในวันนี้  เพราะเจ้าอาณานิคมไม่ว่าอังกฤษหรือดัชท์ก็ไม่ได้สนใจจริงจัง  มีอยู่ยุคหนึ่งเจ้าอาณานิคมถึงกับไปสร้าง teahouse ไว้พักผ่อนดื่มน้ำชาอยู่บนยอดเจดีย์องค์ใหญ่เสียด้วยซ้ำ


ในหนังสือชื่อ  Borobudur : Golden Tales of  the Buddhas ที่เขียนโดย John Miksic เขียนไว้ว่า เมื่อปีพศ.๒๔๓๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ของเราเสด็จชวา  และได้รับของบรรณาการเป็นรูปปั้นจากบุโรพุทโธถึง ๘ เล่มเกวียน  ในนี้มี ภาพแกะสลัก ๓๐ ภาพ  พระพุทธรูป ๕ องค์  สิงโต ๒ ตัว  สัตว์ประหลาดที่อ้าปากคายน้ำฝนอีก ๑ ตัว  นอกนั้นก็มีหน้ากาลจำนวนหนึ่ง  รวมทั้งทวารบาลที่ค้นพบจาก Bukit Dagi เนินเขาซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือหลายร้อยเมตร  ในหนังสือระบุว่า  สิงโตและทวารบาลจากชวาเหล่านี้ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ


บุโรพุทโธเริ่มได้รับการบูรณะอย่างจริงจังเมื่อปีพศ. ๒๔๙๘  เมื่อรัฐบาลอินโดนีเซียได้ร้องขอการสนับสนุนจากองค์การยูเนสโก  เสร็จสมบูรณ์เปิดให้คนทั้งโลกเข้าชมได้เมื่อปีพศ.๒๕๑๖ ใช้งบประมาณ ๒๕ ล้านเหรียญสหรัฐ  ลองเปรียบเทียบเวลาในการสร้างซึ่งอยู่ในศตวรรษที่ยังต้องใช้แรงงานทั้งหมด  กับเวลาในการบูรณะซ่อมแซมท่ามกลางเทคโนโลยีและเครื่องทุ่นแรงสมัยใหม่  ก็จะเห็นได้ว่า  บุโรพุทโธนั้นยิ่งใหญ่เหลือจะกล่าว


ปีพศ. ๒๕๓๔ องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องให้บุโรพุทโธเป็นมรดกโลก

Posted by pilgrim on 12 Feb. 2009,20:24
สวยงามมากเลยค่ะ พี่วันดี  flo_1.gif

เสียดายจัง เคยมีเพื่อนชวนไป แต่บุญยังไม่ถึง เลยยังไม่ได้ไปสักทีค่ะ

พี่วันดีถ่ายรูปเก่งไม่น้อยเลยนะคะ แสดงว่า ที่ผ่านมา เราไม่ได้เห็นรูปของพี่ เป็นเพราะเทคนิคการโพสต์มากกว่า น่าเสียดายจังค่ะ คงจะมีแต่รูปสวยๆ ทั้งนั้น winkthumb.gif

Posted by แมวเหมียว on 13 Feb. 2009,09:09
จริงๆค่ะ สวยงาม ยิ่งใหญ่ และสงบ

รู้สึกสงบทั้งภาพที่เห็นและได้อ่านคำบรรยายที่พี่วันดีถ่ายทอดออกมาค่ะ

ขอบคุณค่ะ EM145.gif

Posted by วันดี on 15 Feb. 2009,11:26
บุโรพุทโธตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ สร้างขึ้นจากหินภูเขาไฟประมาณ ๑ ล้านก้อน  หรือ ๕๕,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร  ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ ๑๒๓ เมตร  สูง ๓๔.๕ เมตร  รูปร่างโดยรวมเหมือนสถูปใหญ่ ๑๐ ชั้นที่ลดหลั่นซ้อนกันอยู่  โดย ๖ ชั้นแรกเป็นรูปสี่เหลี่ยม  ๓ ชั้นข้างบนเป็นรูปวงกลม  บนชั้นยอดสุดมีสถูปทรงระฆังคว่ำองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่  ข้างในทึบตัน  มีแต่ทางเดินรอบ ๆ แต่ละชั้นให้ผู้แสวงบุญได้ทักษิณาวัตรไปทีละขั้นสู่การรู้แจ้งบนชั้นสูงสุด  

หุ่นจำลองบุโรพุทโธ

หากมองจากด้านบนจะเห็นเป็นรูป mandala ตามแบบพุทธมหายานสายตันตระอย่างชัดเจน  แต่ละชั้นของบุโรพุทโธแทนความหมายแห่งการแสวงหาการหลุดพ้นทีละขั้น

ภาพด้านบน

ฐานสี่เหลี่ยม ๖ ชั้นประดับประดาไปด้วยหินแกะสลักที่งดงามอย่างยิ่งบนพื้นที่ประมาณ ๒,๕๐๐ ตารางเมตร  เป็นภาพเรื่องราวต่าง ๆ ในพุทธศาสนา ๑,๔๖๐ ภาพหรือ ๑,๙๐๐ ตารางเมตร  ที่เหลืออีก ๖๐๐ ตารางเมตรเป็นภาพแกะสลักลวดลายประดับจำนวน ๑,๒๑๒ ภาพ  เหนือกำแพงแต่ละชั้นมีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ประดิษฐานอยู่ในซุ้มที่แกะจากหินจำนวน ๔๓๒ องค์

พระพุทธรูปในซุ้มเหนือกำแพง

ทั้ง ๖ ชั้นที่เป็นฐานสี่เหลี่ยม  มีทางเดินเป็นระเบียงรอบ  สองข้างทางเดินเป็นกำแพงสูง  มีภาพแกะสลักทั้งสองด้านกำแพง

ระเบียงภาพชั้น๓

กำแพงแรกตรงชั้นฐาน  มีภาพแกะสลักเป็นวิถีชีวิตของชาวชวาจำนวน ๑๖๐ ภาพ  เป็นการเล่าเรื่องราวของกฎแห่งกรรมตามคัมภีร์มหาวิภังค์ว่าด้วยบาป-บุญ  คุณ-โทษ  สวรรค์-นรก  ปัจจุบันถูกปิดทับเกือบหมดแล้ว  เหลือให้ได้ดูเพียง ๕ ภาพทางด้านตะวันออกเฉียงใต้

มุมที่ยังคงมีภาพเหลืออยู่

ชั้นที่ ๒ กำแพงด้านนอกแกะสลักเป็นลวดลายประดับ  ไม่มีเรื่องราว

บันไดทางขึ้นจากชั้นฐาน

ชั้นที่ ๓ มีภาพแกะสลักทั้งสองข้างกำแพง  แต่ละกำแพงยังมีภาพเป็น ๒ ชั้น  รวมแล้วชั้นนี้มีภาพทั้งหมด ๗๔๐ ภาพ  หากเดินทักษิณาวัตรเวียนขวาตามแบบพุทธศาสนิกชนโดยเริ่มจากบันไดทิศตะวันออก  ด้านขวามือบนสุดเป็นพุทธประวัตินับตั้งแต่ทรงประทับอยู่บนสวรรค์  ถูกอัญเชิญให้มาประสูติ  บำเพ็ญเพียร ไปจนกระทั่งแสดงปฐมเทศนาตามคัมภีร์ลลิตวิสูตร หรือคัมภีร์ปฐมสมโพธิ  ทั้งหมดจำนวน ๑๒๐ ภาพ  ด้านเดียวกันแต่ส่วนข้างล่างอีก ๑๒๐ ภาพเป็นชาดกและอวตาน  ส่วนอีกด้านหนึ่งของกำแพงก็ยังคงเป็นเรื่องราวในชาดกและอวตานข้างบน ๓๗๒ ภาพ  ข้างล่าง ๑๒๘ ภาพ  รวมระยะทาง ๓๖๐ เมตร

ดูออกไหมคะว่าเป็นภาพอะไร  ภาพตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะออกบวช  ภาพนี้กำลังตัดมวยผม  เครื่องทรงนั้นเปลื้องให้นายฉันนะแล้ว  ดูหน้านายฉันนะสิคะ  เศร้ามากเลย  มีเทวดามาถวายผ้าครองของนักบวช  ด้านบนขวาเทวดาถือพานมาคอยรองรับมวยผม

ชั้นที่ ๔-๕-๖ มีภาพบนกำแพงสองด้าน  เพียงชั้นเดียว  
ชั้นที่ ๔ ด้านซ้ายมือยังคงเป็นเรื่องราวในชาดกและอวตาน  จำนวน ๑๐๐ ภาพ  ด้านขวามือเป็นเรื่องราวของพระสุธนกับนางมโนห์ราที่แสวงหาสัจธรรม  กระทั่งได้พบกับพระโพธิสัตว์มัญชุศรี  ตามคัมภีร์คัณฑพยุหะ  จำนวน ๑๒๘ ภาพ

พระโพธิสัตว์มัญชุศรี  

ชั้นที่ ๕-๖ ผนังทั้ง ๒ ด้านยังคงเป็นภาพในคัมภีร์คัณฑพยุหะ  กล่าวถึงพระโพธิสัตว์อริยเมตไตรย  ชั้นที่ ๕ มี ๑๗๖ ภาพ  ชั้นที่ ๖ มี ๑๕๖ ภาพ

พระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง

ต่อจากนี้ฐานจะปรับเป็นรูปกลมมนขึ้นไปอีก ๔ ชั้น
ชั้นที่ ๗-๘-๙ เป็นลานสถูปทรงระฆังคว่ำ  ครอบพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาไว้ภายใน  เฉพาะชั้น ๗-๘ สถูปปรุเป็นช่องสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด  


ส่วนชั้น ๙ ช่องปรุบนสถูปเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส  
ชั้น ๗ มีสถูป ๓๒ องค์  ชั้น ๘ มี ๒๔ องค์  และชั้น ๙ มี ๑๖ องค์  รวมสถูปทั้งหมด ๗๒ องค์


วงกลมชั้นบนสุดมีสถูปทรงระฆังขนาดใหญ่  สูง ๑๖ เมตรประดิษฐานอยู่  เป็นสถูปทึบไม่มีช่องปรุหรือการแกะสลักใด ๆ

Posted by pilgrim on 16 Feb. 2009,21:16
ละเอียดละอออย่างนี้ ต้องใช้เวลาดูเยอะๆ เลยนะคะ งามมากค่ะ ดูแล้วสงบและหวนรำลึกถึงอะไรบางอย่างในอดีต
Posted by วันดี on 21 Feb. 2009,15:09
การก่อสร้างที่สลับซับซ้อน  มีรายละเอียดประณีตลึกล้ำ  ล้วนสื่อความหมายถึงการแสวงหาโพธิญาณตามแนวทางของศาสนาพุทธมหายาน

บุโรพุทโธทั้ง ๑๐ ชั้นโดยภาพรวมแล้วก็คือ  ภูมิทั้ง ๑๐ หรือภพทั้ง ๓ หรือธาตุทั้ง ๓ อันประกอบด้วย กามธาตุ รูปธาตุ และอรูปธาตุนั่นเอง

สัญญลัษณ์ต่าง ๆ ใช้แทนความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งใหญ่มากจริง ๆ

ในมุมมองของฉัน  เห็นว่าบุโรพุทโธเปรียบเสมือนหนังสือธรรมะเล่มใหญ่  ที่บรรยายธรรมด้วยศิลาสลักอันงดงามประณีตละเอียดถี่ถ้วน  มีเรื่องราวขั้นตอนตามคัมภีร์ในพุทธศาสนามากมาย

เราจะลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดูอย่างคร่าว ๆ กันนะคะ

ก่อนอื่น  เอาหินสลักบนชั้นฐานมาให้ดูก่อน  งดงามมากค่ะ

คนป่วยกับการดูแลรักษา  มีทั้งนวดจับเส้น  นวดน้ำมัน  


คนมีอันจะกิน  อาจจะถึงระดับกษัตริย์  ใต้บัลลังก์ที่นั่งมีโอ่งใส่ทรัพย์สิน  มีคนคอยเฝ้า  ดูผู้เป็นภริยาและลูกสิคะเป็นธรรมชาติมาก  มีการเล่นนมแม่ด้วย  อิอิ  รูปนี้น่าจะมีคนมาขออะไร  หรือให้อะไร  สองสามีภรรยาจึงหันหน้ามาปรึกษากัน


รูปนี้คงจะมีผู้มีอำนาจทางด้านขวามือของเรานะคะ  พร้อมพวกมาบีบบังคับหรือรีดไถประชาชนอะไรสักอย่าง  เกิดความไม่พอใจมากมาย  ดูสีหน้าประชาชนทางด้านซ้าย  จะเห็นคนชักสีหน้าอย่างโมโหโกรธาได้สะใจดีจริง ๆ


รูปนี้เดาว่ามีการนินทากันเป็นขบวนการใหญ่  อาจจะนินทาคนแก่มีเมียสาว  ดูทางด้านขวามือสิคะ

ภาพในชั้นฐาน  แม้จะมีเหลือให้ดูไม่กี่ภาพ  แต่จากเอกสารหลายแห่ง  รวมทั้งในพิพิธภัณฑ์บุโรบุโธอธิบายไว้ว่า  เป็นชั้นกามธาตุ  แทนความหมายถึง  ปุถุชนคนธรรมดาที่เวียนว่ายอยู่ในวงจรของการเกิดแก่เจ็บตาย  มีสุขมีทุกข์อันหลีกหนีไม่พ้น  ภาพต่าง ๆ บรรยายให้เห็นถึงวิถีชีิวิตที่อยู่ในรักโลภโกรธหลง  แล้วต้องประสบกับผลจากการกระทำเนื่องจากรักโลภโกรธหลงนั้น  มีทั้งการกระทำที่ผิดศีลธรรมหลากหลายรูปแบบ  ตายแล้วต้องตกไปอยู่ในนรกขุมต่าง ๆ และการกระทำความดี  ตายไปก็ได้ไปเสวยสุขอยู่บนสรวงสวรรค์

ถือเป็นการปูพื้นฐานความเข้าใจตระหนักรู้ถึงวัฏสังสารอันไม่พึงปรารถนา  ผู้ใดเบื่อหน่ายต่อสภาพนี้  ต้องการไปให้พ้นจากสภาพที่เห็นเป็นตัวอย่างนี้ก็จงไต่บันไดขึ้นไปยังชั้นต่อไป  เพื่อจะได้รับรู้ถึงหนทางที่จะพ้นจากทุกข์  ตามมานะคะ

ชั้นที่ ๒ ถึงชั้นที่ ๕ เป็นขั้นรูปธาตุ  จะเอารูปมาให้ดูในคราวหน้าค่ะ

Posted by pilgrim on 24 Feb. 2009,22:50
applaud.gif  EM142.gif  flo_1.gif
Posted by แมวเหมียว on 26 Feb. 2009,15:37
เขาแกะสลักได้เก่งจริงๆเลยนะคะพี่วันดี  มีรายละเอียดทั้งเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกด้วย

เราอ่านของพี่วันดีเหมือนได้ไปเที่ยวเองเลยนะคะคุณพิล flo_1.gif


รออ่านตอนต่อไป  แต่รอพี่วันดีหายเปื่อยก่อนก็ได้ค่ะ inlove.gif

EM145.gif

Posted by วันดี on 26 Feb. 2009,16:40
ชั้นที่ ๒ ระเบียงภาพด้านกำแพงนอก  เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชาดกและอวตาน  แสดงถึงการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในชาติต่าง ๆ ก่อนจะมาถึงชาติสุดท้ายที่เป็นพระพุทธเจ้าผู้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ และสั่งสอนสัตว์ให้เดินตาม

ภาพสลักนี้แสดงรายละเอียดของชาดก ๑๐๐ ชาติ  บรรยายการบำเพ็ญบารมีในด้านต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการให้ทาน  สลักไว้บนกำแพงทั้งชั้น ๒ และชั้น ๓ จำนวนถึง ๗๒๐ ภาพ ชักชวนดึงดูดให้เห็นถึงการเสียสละเพื่อผู้อื่น  บางชาติบางภพถึงกับสละชีวิตตนเองเพื่อรักษาชีวิตผู้อื่นที่มีค่ากว่า

กำแพงด้านในชั้นบนของชั้น ๒ เป็นภาพสลักประวัติของพระพุทเจ้า  จับเรื่องตั้งแต่พระโพธิสัตว์ผู้สถิตอยู่ ณ สรวงสววรค์ตามคัมภีร์ทางฝ่ายมหายาน ห้อมล้อมไปด้วยเหล่านางฟ้าเทวดา หมู่มวลบุปผชาติที่หอมหวานและดุริยสังคีตที่ไพเราะสดใส  ทรงตัดสินพระทัยที่จะลงมาประสูติอีกครั้งในภพมนุษย์เพื่อโปรดสัตว์  เทวดาจึงลงมาตระเตรียมการต่าง ๆ ในภพมนุษย์เพื่อรอรับการประสูติ มีรายละเอียดมาก มีตอนที่พระโพธิสัตว์องค์นี้ถอดเครื่องประดับศีรษะอันเป็นเครื่องหมายของพระโพธิสัตว์ผู้จะเสด็จมาโปรดสัตว์  ให้แก่พระโพธิสัตว์อีกองค์หนึ่งที่มีชื่อว่าพระศรีอาริยเมตไตรย  ซึ่งจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปด้วย  ดำเนินเรื่องเรื่อยไปจำนวน ๑๒๐ ภาพ และมาจบภาพสุดท้ายตอนที่แสดงปฐมเทศนา ตรงประตูตะวันออกด้านขวามือ

พระนางสิริมหามายาทรงสุบินเห็นช้างเผือกคาบดอกบัวมาเข้าพระครรภ์  ดูช้างทางด้านซ้ายบนสิคะ

ประสูติใต้ต้นสาละ พระกุมารอยู่ทางซ้าย  มีดอกบัวรองรับการก้าวเดิน  

ประสูติได้เจ็ดวัน  พระมารดาสิ้นพระชนม์  พระกุมารได้รับการเลี้ยงดูจากพระนางปชาบดี

เสด็จออกบวช  มีเทวดามาส่งเนืองแน่น

เสด็จไปหาอาจารย์อาฬารดาบส  สำเร็จการศึกษาในเวลาอันรวดเร็ว  อาจารย์ขอให้อยู่ด้วยกัน  

วันก่อนตรัสรู้ริมฝั่งน้ำเนรัญชรา

มารผจญ

สำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณ

เสด็จไปหาปัญจวัคคีย์  ทุกคนเมินหน้าคิดจะไม่ต้อนรับพระองค์

แสดงปฐมเทศนา
รายละเอียดของพุทธประวัติแตกต่างจากที่เราเคยเรียน  ซึ่งเป็นพุทธประวัติของฝ่ายหินยานอยู่บ้าง  แต่เนื้อหาหลักก็ยังคงเหมือนกัน

Posted by วันดี on 28 Feb. 2009,15:18
พอรู้แล้วว่า  บนโลกยุคนี้มีพระพุทธเจ้าได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว  ทั้งยังได้สถาปนาธรรมะแห่งการหลุดพ้นจากสังสารวัฏอันน่าเบื่อหน่ายที่พบเห็นมาจากชั้นฐาน  เราก็จะไต่ระดับต่อไปสู่วิธีที่จะหลุดพ้นตามคำสอนของพระพุทธองค์บ้าง

ชั้นที่ ๓,๔,๕ ศิลาสลักจำนวน ๔๖๐ ภาพคือเรื่องราวแห่งการบำเพ็ญเพียรเพื่อการหลุดพ้นของเจ้าชายองค์หนึ่งที่มีนามว่า สุธน  ตามคัมภีร์คัณฑพยุหะของฝ่ายมหายาน  จุดประสงค์ก็คงเพื่อให้เป็นแบบอย่างหรือเป็นแรงบันดาลใจของการแสวงหาที่ทุกคนสามารถทำได้  หากปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ถูกต้อง

เจ้าชายสุธนเริ่มแสวงหาการหลุดพ้นด้วยการได้พบพระโพธิสัตว์มัญชุศรี ซึ่งพระโพธิสัตว์แนะให้เจ้าชายออกแสวงหาด้วยการไปศึกษาจากอาจารย์ต่าง ๆ มากมายหลายหลากถึง ๑๑๐ ท่าน  เพื่อจะบอกกับผู้แสวงบุญที่มาดูภาพอยู่ว่า  อย่าได้คาดหวังว่าการหลุดพ้นหรือการสำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณนั้นจะทำได้ภายในเวลาอันรวดเร็วหรือเพียงเมื่อได้พบกับผู้รู้ท่านเดียว  ท่านจะต้องใช้เวลาในการปฏิบัติด้วยตัวท่านเองจากความเป็นจริงไปอย่างพากเพียร  ดังเช่นเจ้าชายสุธนที่ต้องเพียรหาผู้รู้ท่านแล้วท่านเล่าเพื่อฟังคำสั่งสอน  

อาจารย์ของเจ้าชายมีทั้งบุรุษ สตรี แม้กระทั่งเด็ก  จากทุกระดับชั้นของสังคม  แทนความหมายว่า  ท่านผู้แสวงบุญทุกท่านควรจะมีใจเปิดกว้างรับความรู้จากทุกสรรพสัตว์ ทุกเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ในที่สุดเจ้าชายก็สำเร็จธรรมะ ได้พบพระโพธิสัตว์สมันตภัทร  ซึ่งถือว่าได้พบหนทางแห่งการหลุดพ้นแล้วตามคัมภีร์ฝ่ายมหายาน

Posted by sweet lemon on 28 Feb. 2009,16:26
ตามมาเก็บความงาม และความรู้ที่น้าวันดีนำเสนอ ขอบคุณมากค่ะ  tinyrose.gif
Posted by pakae on 28 Feb. 2009,23:37
ขอบคุณสำหรับประวัติพระพุทธเจ้าและสิ่งดีๆที่พี่วันดีนำเสนอค่ะ EM145.gif
Posted by แมวเหมียว on 02 Mar. 2009,13:44
ขอบคุณพี่วันดีสำหรับสิ่งดีๆ และงดงามเช่นกันค่ะ EM145.gif


สวัสดีจ้ะปาเก้ น้องมะลาว flo_1.gif


wave.gif

Posted by วันดี on 02 Mar. 2009,16:00
ดังนั้น  เราจึงกำลังมุ่งหน้าไปสู่การแสวงหาที่สูงที่สุดอันเป็นขั้นสุดท้าย  นั่นคือการเข้าสู่สภาวะอรูปธาตุในชั้นของสถูป

สถูปที่มีช่องปรุเป็นสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด  ถือว่ายังอยู่ในระดับสัญชาติญาณ  ทุกการกระทำยังอยู่ภายใต้แรงกระตุ้นจากกิเลส  จะต้องปฏิบัติเพื่อเพียรขจัดกิเลสออกไป  จนกระทั่งสามารถกระทำทุกอย่างได้เหนืออารมณ์  ทุกการกระทำผ่านการคิดตริตรองเลือกทำแต่สิ่งที่ถูก ช่องปรุเป็นรูปข้าวหลามตัด  แทนความหมายของการกระทำที่ยังอาจผิดพลั้งได้เนื่องจากการควบคุมสติยังทำได้ไม่สมบูรณ์

ต่อเมื่อสามารถควบคุมสติได้ดี  ทุกการกระทำมีสติกำกับ  เข้าขั้นปัญญาญาณ  สภาพจิตใจจึงเหมือนรอยปรุรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสที่มั่นคง ซึ่งเป็นสถูปชั้นที่ ๙

ปฏิบัติต่อไปอีกอย่างเข้มข้นก็จะบรรลุถึงขั้นสูงสุดนั่นคือนิพพาน ความว่างเปล่าไร้ตัวตน  ความหลุดพ้นอย่างสิ้นเชิง  ดังสถูปใหญ่ที่เกลี้ยงเกลาไร้ริ้วรอยอันเป็นยอดสูงสุดของบุโรพุทโธ

บุโรพุทโธยิ่งใหญ่  สมบูรณ์  ทั้งในแง่ของคำสอนทางพุทธศาสนา  ทั้งในแง่ความงดงามของศิลปะ  เป็นมรดกอันล้ำค่าของมวลมนุษยชาติจริง ๆ ค่ะ

EM144.gif  EM144.gif  EM144.gif  EM144.gif

Posted by วันดี on 04 Mar. 2009,07:54
โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของบุโรพุทโธเป็นโครงสร้างของแมนดาล่า  มณฑลศักดิ์สิทธิ์แห่งพุทธะ   ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือในการทำสมาธิของมหายานสายตันตระ  แมนดาล่าโดยทั่วไปจะมีรูปร่างเป็นวงกลมล้อมรอบสี่เหลี่ยมที่มีวงกลมชั้นในสุดเป็นศูนย์กลาง  มีพระพุทธรูปหรือสัญญลักษณ์บางอย่างปรากฏอยู่ในส่วนต่าง ๆ แสดงถึงกระบวนการพัฒนาทางจิตไปสู่การรู้แจ้งหรือโพธิจิต

ที่บุโรพุทโธไม่มีวงกลมรอบนอก ๔ ชั้นตามแบบของแมนดาล่าดังที่ปรากฏในทิเบต  ซึ่งถือเป็นสิ่งปกป้องคุ้มครองพุทธมณฑลศักดิ์สิทธิ์  อาจหาร่องรอยไม่พบหรือไม่มีตั้งแต่แรกไม่มีใครตอบ  แต่ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันมีเฉพาะส่วนที่เรียกว่า พุทธมณฑลศักดิ์สิทธิ์  หรือ mandala palace ซึ่งนับเป็นชั้นในของแมนดาล่า

พระพุทธรูปในบุโรพุทโธมีทั้งหมดจำนวน ๕๐๔ องค์ปรากฏอยู่บนกำแพงเหนือระเบียงภาพและในสถูปที่ปรุช่อง  

บนกำแพงเหนือระเบียงภาพชั้น ๒,๓,๔,๕,๖ มีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ในซุ้มประจำทิศทั้ง ๔ ทิศละ ๙๒ องค์ แทนพระโพธิสัตว์ ๔ พระองค์ ตามคติความเชื่อฝ่ายมหายาน

ทิศตะวันออก  เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย  มือขวาคว่ำพาดห้อยอยู่บนเข่าขวา  มือซ้ายวางหงายอยู่บนตัก  เรียกว่าภูมิสัมผัสมุทรา  หมายถึงพระโพธิสัตว์อักโษภยะ  ผู้ทรงช้างเป็นพาหนะ  มีรูปกายสีน้ำเงิน  และประจำธาตุน้ำ

ทิศใต้  เป็นพระพุทธรูปปางประทานพร  มือขวาวางหงายอยู่บนเข่าขวา  มือซ้ายวางหงายอยู่บนตัก  เรียกว่าวรมุทรา  หมายถึงพระโพธิสัตว์รัตนสัมภวะ  ทรงม้าเป็นพาหนะ  มีรูปกายสีเหลือง  ประจำธาตุดิน

ทิศตะวันตก  เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิหรือตรัสรู้  มือขวาวางซ้อนบนมือซ้ายอยู่บนตัก  เรียกว่าธยานิมุทรา  หมายถึงพระโพธิสัตว์อมิตพุทธ  ทรงนกยูง  มีรูปกายสีแดง  ประจำธาตุไฟ

ทิศเหนือ  เป็นพระพุทธรูปปางประทานอภัย  มือขวายกขึ้นระดับอกหันออกไปข้างหน้า  มือซ้ายวางหงายอยู่บนตัก  เรียกว่าอภยะมุทรา  หมายถึงพระโพธิสัตว์อโมฆสิทธิ  ทรงนกเป็นพาหนะ  มีรูปกายสีเขียว  ประจำธาตุลม

ในชั้นที่ ๗,๘,๙ ซึ่งเป็นชั้นที่มีสถูป ๗๒ องค์นั้น  มีพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา  มือซ้ายและขวาจับจีบอยู่ระดับอก  เรียกว่าธรรมจักรมุทรา  หมายถึงพระโพธิสัตว์ธยานิพุทธเจ้าไวโรจนะ  พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันที่สั่งสอนสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏ  ทรงสิงห์เป็นพาหนะ  มีรูปกายสีขาว  ประจำอยู่ธาตุอากาศ

และที่อยู่ชั้นในสุด  คือสถูปแห่งนิรวานอันเป็นจุดหมายสุดท้ายของการแสวงหาการหลุดพ้นจากวัฏสงสารของสรรพสัตว์  หรืออีกความหมายหนึ่งตามนัยของจักรวาลสถูปนี้ก็คือเขาพระสุเมรุ  อันล้อมรอบไปด้วยแผ่นดิน  แผ่นน้ำ  และภูเขา

ที่ซุ้มเหนือขอบประตูตั้งแต่ชั้น ๑ ถึงชั้น ๕ สลักไว้เป็นรูปหน้ากาลคอยดูดกลืนทุกชีวิตที่เดินผ่านขึ้นไป  หมายถึง กาลเวลาที่ย่อมกลืนกินสรรพสิ่ง  ดังนั้น “สัปปบุรุษทั้งหลายพึงไม่ประมาท” เถิด


EM145.gif  EM145.gif  EM145.gif

Posted by วันดี on 21 Mar. 2009,20:26
เรามีเวลาอยู่ที่บุโรพุทโธ 3 วัน 2 คืน  เย็นวันหนึ่งจึงได้โอกาสนั่งรถม้าจากโรงแรมไปเที่ยวในหมู่บ้าน  รถม้านั่งไม่ค่อยสบายแต่ได้บรรยากาศแปลก ๆ  พอรถเข้าเขตหมู่บ้านพวกก็มาโหวกเหวกทักทายคนขับรถม้ากันเกรียว  สงสัยจะเท่น่าดู  

คนขับพูดกับเราไม่รู้เรื่อง  แต่คนหนึ่งร้องเพลงให้ฟังตลอดทาง  แถมด้วยเพลงคุ้นหูที่ทำเอาบางคนอดโยกตัวตามไม่ได้  เคยได้ยินไหม  เลซุม  เลซุม เลซุม บุลาลา บุหรงกากาดุวา.....  เพลงนกกาเหว่าไงคะ

หมู่บ้านที่ผ่านเข้าไปเงาะกำลังออกลูกดกแดงไปทั้งต้น  บางต้นห้อยย้วยลงมาเกือบถึงพื้น  สงสัยจังว่าทำไมเขาไม่เก็บ  หรือว่ามีมากมายจนไม่รู้จะเก็บไปทำไม  นึกอยากกินเมื่อไหร่ก็ไปปลิดมาจากต้น ใช้ฟันแทะเปลือกง้างเอาเนื้อในหวานฉ่ำมากิน  ง่าย ๆ สด ๆ  นึกอยากลองหามากินมั่ง  แต่อธิบายกับคนขับยังไงก็ไม่รู้เรื่อง  

เขาพาเราไปที่เจดีย์พาวอนและเมนดุต  ที่ซึ่งเชื่อกันว่า  เป็นเส้นทางผ่านของผู้จาริกแสวงบุญที่จะไปยังบุโรพุทโธ  พาวอนนั้นขนาดใกล้เคียงกับพระบรมธาตุไชยา  เมนดุตใหญ่กว่า  แต่ก็เป็นวิหารเดี่ยว ๆ มีกำแพง 4 ด้านล้อมรอบเหมือนกัน  เราแทบไม่ได้ดูอะไรในพาวอน  แต่ที่เมนดุตมีโอกาสได้ไต่บันไดขึ้นไปนมัสการพระพุทธรูปหินสลักองค์ใหญ่ที่งดงามจนร่ำลือ  เป็นพระธยานิพุทธไวโรจนะ  ประทับนั่งห้อยพระบาท  มืออยู่ในท่าธรรมจักรมุทรา  


ผนังด้านขวามือขององค์พระ  เป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร  ด้านซ้ายคือพระโพธิสตว์วัชรปาณี

ภายในวิหารแคบแต่หลังคาสูง  ภายในชื้นแฉะจากน้ำฝนและค่อนข้างมืด  จะถ่ายรูปได้เจ้าหน้าที่ต้องมาส่องไฟให้


เราใช้เวลากันที่เมนดุตไม่นาน  ภายหลังถึงได้มาทราบว่า  บนเส้นทางจาริกแสวงบุญของพุทธศาสนิกชนชวาในอดีตนั้น  จะเริ่มต้นจากที่นี่  แล้วจึงพากันเดินข้ามแม่น้ำ PRAGO และ ELO ต่อไปยังพาวอน ที่ซึ่งเราแทบไม่ได้ดูอะไรเลยนั่นแหละ  ก่อนจะต่อไปสู่จุดสูงสุดคือบุโรพุทโธ

ปัจจุบันชาวชวาก็ยังทำเช่นนั้นในวันวิสาขบูชา

ใกล้ ๆ กันนั้นมีวัดทางพุทธศาสนาที่สงบงาม  ชื่อวัดพุทธเมนดุต(Mendut Buddhist Monastery)  


พวกเราเข้าไปวนเวียนกราบไหว้พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ตามมุมต่าง ๆ ด้วยความชื่นใจ  

พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกกรกิริยา  งดงามมาก  รายละเอียดต้องตามพระไตรปิฎกทุกประการ  บางคนในหมู่พวกเราน้ำตาไหลพรากเมื่อก้มลงกราบ  ด้วยสำนึกถึงความเพียรพยายามของพระพุทธองค์เพื่อจะได้ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์  ช่างเป็นพระมหากรุณาธิคุณสูงส่งเหลือจะกล่าวคำใดมาแทนค่า

ตามทางเดินในวัดได้พบสาวน้อย ๆ คนหนึ่ง  เดินพนมมือภาวนา นโมตัสสะมากับคุณแม่  จึงเข้าไปทักหาปราศรัย  เธอคนนี้อายุเพียง ๕ ขวบ  ได้พูดคุยกับคุณพ่อซึ่งเป็นชาวพุทธชวาพากันมาทั้งครอบครัวจากจาการ์ต้าเพื่อไหว้พระ  เราจึงยิ่งปลื้มกันใหญ่

วัดนี้เจ้าอาวาสเป็นชาวชวาที่บวชเรียนอยู่วัดบวรนิเวศวรวิหาร  ในวันเดินทางกลับ  พวกเรายังได้พบกับท่านอีกที่สนามบิน  ดูแล้วท่านน่าเลื่อมใสมาก  

มัวแต่ปลื้มไปปลื้มมา  กว่าจะหายปิติก็มืดค่ำ  บางคนเริ่มกังวล  เพราะหนึ่งฝนตกปรอย ๆ สองรถม้าไม่มีไฟส่องทาง  สามม้าที่เป็นสิ่งมีชีวิตผู้ขับเคลื่อนรถอาจจะเหนื่อยหิวหงุดหงิดเมาแสงยามค่ำแล้วพาเราเข้ารกเข้าพงได้  แต่ในที่สุดเราก็กลับถึงที่พักกันอย่างปลอดภัย  และเป็นสุข

นี่เป็นคืนสุดท้ายของเราที่บุโรพุทโธ

Posted by pakae on 22 Mar. 2009,15:01
EM145.gif อนุโมทนาบุญค่ะพี่วันดี    ภาพที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญทุกขกิริยา    งดงามตามที่พี่บรรยายปลื้มตามไปด้วยค่ะ

       ดูรูปรถม้าแล้วพี่วันดีใส่เสื้อสีชมพูใช่หรือเปล่าเอ่ย  biggrin.gif

Posted by add on 22 Mar. 2009,22:04
งามแต๊นะ  ทั้งภาพแกะสลัก และภาพคนไปเที่ยวล่ะนะ   flo_1.gif
Posted by วันดี on 23 Mar. 2009,14:24
เช้านี้เราตั้งใจจะอำลาบุโรพุทโธด้วยการไปเฝ้ามองแสงแรกของดวงอาทิตย์ที่ส่องสู่พุทธสถานอันสง่างามนี้

นี่คือภาพแรกที่ขึ้นไปถึง
และเมื่อเบือนหน้าออกไปยังขุนเขาอันไกลโพ้น  ก็ปรากฏภาพนี้ขึ้นในสายตา

สักครู่หนึ่งแสงแรกก็มาถึง

และเมื่อมองลอดซุ้มประตูลงมา  เราก็ได้เห็นเป็นอย่างนี้

ฉันวนเวียนเก็บภาพอันงดงามไว้ในความทรงจำอย่างไม่รู้เบื่อ  หินสลักภาพต่าง ๆ แม้ไม่เข้าใจความหมายก็ชมชื่นที่ละเอียดปราณีตราวกับเจ้าของภาพเพิ่งลุกออกไปเมื่อไม่นานนี้เอง


สายมากกว่าจะได้ลงจากพุทธสถาน  เรายังไม่ได้ไปดูพิพิธภัณฑ์เลย  เหลือเวลาอยู่น้อยนิดจึงคิดเพียงแวะเข้าไปเยี่ยม  

เมื่อเข้าไปในพิพิธภัณฑ์จึงได้รู้ว่าพลาดส่วนสำคัญในการเข้าใจบุโรพุทโธเสียเล้ว  หากรู้อย่างนี้เราควรมาที่พิพิธภัณฑ์เสียก่อนตั้งแต่วันแรก  เพราะที่นี่เก็บรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ให้เราศึกษา  ภาพหินสลักชั้นฐานที่ถูกปิดทับไปนั้น  มีภาพถ่ายอยู่ในพิพิธภัณฑ์  จะครบถ้วนหรือเปล่าไม่แน่ใจ  แต่ทุกภาพมีคำอธิบายให้เราเข้าใจบุโรพุทโธอย่างถูกต้อง

ถ้าใครจะมาบุโรพุทโธ  แนะนำว่าควรให้เวลาส่วนหนึ่งกับพิพิธภัณฑ์ที่นี่นะคะ

Posted by วันดี on 28 Mar. 2009,22:16
เรากำลังจะเดินทางกลับย็อกยา  บ่ายวันนี้จะไปชมปรัมบานัน  วิหารของศาสนาฮินดูที่สร้างในยุคเดียวกันกับบุโรพุทโธ  ตามแผนแล้วควรจะออกตั้งแต่เช้า  เผื่อเวลาไปเยี่ยมภูเขาไฟเมอราปิที่เพิ่งพ่นเถ้าถ่านไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนด้วย  เพราะอยู่ในทางผ่าน  แต่เอาเข้าจริงเราก็ออกจากที่พักกันสายค่อนข้างมาก  มิหนำซ้ำบางท่านยังติดใจวัดพุทธเมนดุต  จึงต้องแวะเก็บกันอีกรอบ

ที่วัดคราวนี้เราไปเวลาพระฉันข้าวพอดี  ไม่แน่ใจว่าที่นี่พระฉันมื้อเดียวหรือเปล่า  เพราะฉันกันตอนสาย ๆ ได้มีโอกาสนมัสการเจ้าอาวาส  และชมห้องสมุดของวัด  ซึ่งมีหนังสือแจกเป็นภาษาอินโดฯ  เราก็หยิบกันมาคนละเล่ม  เผื่อมีใครอ่านได้  มีอยู่เล่มหนึ่งท่าทางจะเป็นเรื่องการสอนสมาธิ  ทราบมาว่าที่วัดนี้มีการสอนสมาธิในเดือนธันวาคมของทุกปี

แล้วพวกเราก็แวะตลาดสละป็อนโดะกัน  หลายคนซื้ออย่างเป็นล่ำเป็นสัน  ฉันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่  และขี้เกียจหอบหิ้วจึงเตร็ดเตร่ไปมาอยู่แถวนั้น  แล้วก็ปะเข้ากับสิ่งนี้ค่ะ

เห็นคนรุมซื้อกันเต็ม  มันคือจามูจามู (Jamu Jamu) น้ำสมุนไพรสัญญลักษณ์ของอินโดนีเซีย  อย่างนี้ต้องไม่พลาด  ฉันลองสีเหลือง ๆ แก้วหนึ่งก่อน  อร่อยมากค่ะ  เป็นน้ำขมิ้นชันข้น ๆ ใส่น้ำหวาน  ชักติดใจ  ต้องลองอีก  คราวนี้เอาสีเขียวปี๋มาชิม  เป็นน้ำบอระเพ็ดนะคะ  ขมเหยเก  คนขายก็เลยผสมโน่นนิดนี่หน่อยให้ใหม่  ยังคงขมแต่ก็พอทนได้  ดื่มแล้วชุ่มคอดีมาก  

Jamu Jamu เป็นยาสมุนไพรพื้นบ้านของอินโดนีเซีย  มีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปถึงอาณาจักรมาตาหะราม  เมื่อพันกว่าปีที่แล้ว  

โดยภูมิประเทศและภูมิอากาศแล้ว  อินโดนีเซียถือเป็นแหล่งพันธุ์พืชที่ใหญ่และอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  รวมเข้ากับภูมิปัญญาโบราณนับพันปี   จึงน่าจะทำให้ประเทศนี้เป็นต้นกำเนิดของยาสมุนไพรที่สำคัญมากมาย

ตามร้านขายจามูดี ๆ เขาจะผสมจามูตามความต้องการของคนซื้อ  เช่นเดียวกับการปรุงยาให้ผู้ป่วย

ปัจจุบันจามูพัฒนาจนเป็นน้ำสมุนไพรที่ได้รับความนิยมแพร่หลายกลายเป็นสัญญลักษณ์อยางหนึ่งของอินโดนีเซีย  ดื่มได้ทุกเวลาทั้งเพื่อแก้กระหาย  เพื่อสุขภาพ  และเป็นยา มีทั้งแบบสด ๆ ที่ผสมใหม่ซึ่งฉันชิมเข้าไปแล้ว ๒ แก้ว  และแบบสำเร็จรูปที่วางขายเป็นซอง ๆ เอาไปชงน้ำดื่มได้เลย...  ฉันเกือบจะซื้อมาแล้วเชียว

แล้ววันถัดมาฉันก็เผชิญหน้ากันอย่างจังกับจามูที่น่าหลงใหล  ที่โรงแรมที่พักมีตั่งเตี้ยให้สาวชวาในชุดกาบาย่าบริการจามูเป็นเครื่องดื่มช่วงอาหารเช้า  มีโชว์วัสดุที่ใช้และสรรพคุณพร้อมสรรพ  ฉันชอบใจมาก

ที่น้ำสีเหลืองนั้นคือขมิ้นชันฉันลองแล้ว  ที่สีเขียวเข้มนั้นน้ำบอระเพ็ดก็ลองมาแล้วเหมือนกัน  เหลือสีน้ำตาลอ่อน ๆ สีเหลืองใส ๆ กับไม่มีสี  ที่ยังไม่ได้ลอง  ซึ่งก็คือน้ำมะขาม(Kunir Asem)  น้ำข้าว(Beras Kencur)  และน้ำหมาก (Daun Sirih)  ตามลำดับ  

จามูมะขามค่ะ
ฉันลองหมดทุกชนิดแล้วก็มาซึมเอาแก้วสุดท้ายคือน้ำหมาก  เคยได้ยินเรื่องยันหมากไหมคะ  เวลาคนแก่กินหมากบางลูกเข้าไปแล้วเกิดอาการเวียนหัวมืดหน้าตาลายน้ำลายสอ  ต้องรีบคายหมากคำนั้นทิ้งโดยไว  แล้วกินมะขามเปียกเข้าไปแก้  

นี่ไงคะ  ใสแจ๋วเชียว  ฉันโดนเต็ม ๆ ค่ะ  ฉันยันจามูหมาก  ทำเอากินอะไรไม่อร่อยไปพักหนึ่ง

Posted by วันดี on 27 Aug. 2009,13:33
ศรีลังกา  ในสายตาคนแปลกหน้า



ฉันก็เหมือนคนอื่น ๆ ในประเทศนี้ที่รู้จักศรีลังกาจากเมืองลงกาของทศกัณฐ์ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์  และพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์ที่เรารับเข้ามาในสมัยสุโขทัย  และถ้าหากจะนึกถึงการเดินทางไปศรีลังกาก็ต้องนึกถึงการไปสักการะพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธองค์  อื่นไกลกว่านั้นนึกไม่ถึงเลย

ดังนั้นเมื่อเพื่อนชวนไปศรีลังกา  ฉันจึงไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักนอกจากไปเที่ยวกับเพื่อน  ซึ่งแค่นั้นก็เพียงพอแล้วในวัยนี้

แต่เช้าวันแรกที่ศรีลังกาก็ทำเอาฉันตื่นเต้นตาโต  เมื่อโผล่เข้าไปในห้องอาหารของโรงแรมแล้วพบกับข้าวมันกะทิและน้ำพริกมะพร้าว  อะไรจะปานนั้น  

อาหารในศรีลังกากลายเป็นสิ่งคุ้นเคยหรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับอาหารประจำวันของฉันที่บ้านปักษ์ใต้อย่างไม่น่าเชื่อ  และนับตั้งแต่วันนั้น  น้ำพริกกุ้งเสียบที่อุตส่าห์หอบหิ้วไปตั้ง 10 กระปุกก็ได้แต่นอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าไม่ได้มีโอกาสออกมาคลุกข้าวสวยร้อน ๆ เหมือนการเดินทางครั้งอื่น ๆ

ยิ่งเดินทางลึกเข้าไปในแผ่นดิน  ประเทศนี้ก็ยิ่งทำให้ฉันชื่นชมและปลาบปลื้มที่ได้มาเห็น

Posted by pilgrim on 27 Aug. 2009,18:49
ทำไมสั้นจังคะพี่ มีแค่นี้เอง

อ่านที่พี่เขียนแล้วอยากไปมั่งจังค่ะ.... biggrin.gif

Posted by วันดี on 28 Aug. 2009,13:37

ศรีลังกาเป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ ปลายแหลมชมพูทวีปอันยิ่งใหญ่ของอินเดีย  พื้นที่ประมาณภาคกลางของประเทศเรา  ตัวเลขทางการบอกว่า 65,525 ตารางกิโลเมตร  แต่ตลอดเส้นทางรถสายเล็ก ๆ ที่พาเราไปสู่ตอนกลางของประเทศ  สองข้างคือสีเขียวอันอุดมของพฤกษ์ไพร  ริมทางจะเป็นนาข้าวแปลงแคบ ๆ ยาวเหยียดไปตามแนวถนน  ลึกเข้าไปจากริ้วนาคือสวนผลไม้  มีทั้งมะม่วง  ขนุน  มะพร้าว  มะขาม ฯลฯ  ในสวนอันร่มรื่นคือบ้านหลังเล็ก ๆ ปลูกติดพื้น  มีรั้วสวยประดับดอกไม้เจริญตา  

ผู้คนที่เห็นก็ผิวคล้ำตาโตยิ้มง่าย  ผู้ชายนุ่งโสร่งตาใหญ่  คล้ายคนแถวบ้านฉันอีกแล้ว  ผู้หญิงนุ่งกระโปรงย้วยยาวกรอมเท้า  ไว้ผมยาวดำขลับ  เน้นว่าดำขลับจริง ๆ  

ริมถนนหน้าหมู่บ้านมักจะมีพระพุทธรูปในโรงเรือนเรียบ ๆ ไม่หรูหรา  แต่งดงามด้วยเด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ บ้าง  ผู้ใหญ่บ้างนำดอกไม้สีสันสดสวยมาถวาย  

เห็นแล้วนึกถึงบ้านเรา  ที่มักจะมีการถวายขนมนมเนยหรือพวงมาลัยสีสดกันอยู่เหมือนกัน  แต่แทนที่จะเป็นพระพุทธรูปกลับเป็นโคนไม้หรือโค้งมรณะแทน  สะท้อนความเชื่อที่แตกต่างกันอย่างถึงรากทีเดียว

จากตัวเลขเมื่อสี่ปีที่แล้ว  ศรีลังกามีพื้นที่ดินทั้งหมด 62,336 ตารางกิโลเมตร  ใช้ในการปลูกข้าวไป  8,702  ตารางกิโลเมตร  ปลูกชา  ยางพารา  และพืชสวนอื่น ๆ 9,500 ตารางกิโลเมตร  ทำไร่เลื่อนลอย  10,597  ตารางกิโลเมตร  เป็นป่าและเขตป่าสงวน  33, 536 ตารางกิโลเมตร

ก็ไม่น่าแปลกที่ประเทศนี้ยังเป็นสีเขียว  เพราะพื้นที่ป่าของเขามีถึง 53.8% ของพื้นดินทั้งประเทศ

นอกจากนั้นประเทศนี้ยังมีพื้นที่อันเป็นแหล่งน้ำอีก 3,189 ตารางกิโลเมตร  หรือประมาณ 4.9% ของพื้นที่ทั้งหมด  ซึ่งได้มาจากอ่างเก็บน้ำจำนวนเกือบสองหมื่นแห่งทั้งเล็กและใหญ่ทั่วประเทศ  บางแห่งสร้างมาตั้งแต่สองพันปีที่แล้ว  และยังใช้ได้อยู่จนถึงปัจจุบัน  มีเครือข่ายคลองส่งน้ำให้ไหลเอิบอาบผืนแผ่นดินเป็นใยแมงมุมอย่างทั่วถึง

กษัตริย์สมัยโบราณพระองค์หนึ่งซึ่งครองแผ่นดินในระหว่างพ.ศ.1969-1730  พระนามว่า  พระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช(ที่ 1)  ทรงประกาศว่า  “น้ำฝนแม้แต่หยดเดียว  ก็อย่าให้ไหลสู่ทะเลได้  โดยไม่ได้ยังประโยชน์อันใดให้แก่มนุษยชาติ”  แล้วพระองค์ก็สร้างอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดให้แก่คนศรีลังกา  ชื่อ “ปรากรมสมุทร”  มีเนื้อที่ 15,625 ไร่ บรรจุน้ำได้ 134 ล้านลูกบาศก์เมตร  ในเมืองปาโลนนารุวะ  เมืองหลวงแห่งที่สองของศรีลังกา

Posted by วันดี on 31 Aug. 2009,12:50


ศรีลังกาเป็นประเทศเก่าแก่นับได้ยาวนานต่อเนื่องพอ ๆ กับอินเดีย  ในมหากาพย์รามายนะของอินเดียซึ่งเป็นเรื่องเล่านมนานกาเล  ก่อนที่ฤาษีวาลมิกิจะนำมาเรียบเรียงเขียนเป็นโศลกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 100 นั้น  เนื้อหาหลักของเรื่องวนเวียนอยู่ที่กรุงลงกาแห่งนี้ เป็นสำคัญ  เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งว่าศรีลังกากับอินเดียคงจะอยู่ในวัยใกล้เคียงกัน

ส่วนในบันทึกประวัติศาสตร์แบบตำนานชื่อคัมภีร์มหาวงศ์  นับประเทศศรีลังกาเมื่อพ.ศ.1  คือปีแรกที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน  มีเจ้าชายอินเดียจากเมืองสีหปุระในแคว้นคุชรัตถูกเนรเทศเรือแพลอยมาติดตรงแผ่นดินนี้  แล้วตั้งตนเป็นกษัตริย์พระนามว่า พระเจ้าวิชัย ครองสมบัติเมืองตัมพะปัณณิ  สืบสันตติวงศ์สลับกับพวกทมิฬจากตอนใต้ของอินเดียบ้างเป็นระยะ ๆ อยู่1,598 ปี โดยตั้งเมืองหลวงอยู่ที่อนุราธปุระ ทางภาคกลางค่อนไปทางเหนือของเกาะ  

เมืองหลวงที่สองของศรีลังกาคือโปลอนนารุวะ  อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอนุราธปุระ  สถาปนาเมื่อพ.ศ.1598  มีอายุยืนยาวเพียง 181 ปี  ก็เกิดการแย่งชิงอำนาจซับซ้อนซ่อนเงื่อน  จนต้องแยกตัวเองออกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อยปกครองตนเอง  ลุปี 2048  โปรตุเกสเข้ามา  ตามด้วยฮอลันดา  สุดท้ายก็ตกเป็นอาณานิคมสมบูรณ์แบบของอังกฤษในปี 2358  ระบบกษัตริย์และประวัติศาสตร์ยุคเก่าของศรีลังกาก็สิ้นสุดลงในวัย 2,358 ปี

มีบันทึกของนักเดินเรือชาติโบราณกล่าวถึงเกาะแห่งนี้ไว้หลายแห่ง  แต่ละชาติก็เรียกชื่อผิดเพี้ยนกันไปบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามสำเนียงของตัวเอง  เช่น  กรีกโบราณเรียก Salaike  อียิปต์เรียก Siela Keh  ปโตเลมีเรียก Simoundou  หรือ Simundu  โรมันเรียก Serendives  กรีกใหม่ เรียก Sielen Diva  ละตินเรียก Selan  ปอร์ตุเกสเรียกCeilaa สเปนเรียกCeilan  ฝรั่งเศสเรียกSelon  ดัทช์เรียกZeilan  Ceilan  Seylon  อังกฤษเรียกCeylon  ชื่อเรียกเหล่านี้คงจะเพี้ยนไปจากคำเดิมที่เรียกตัวเองว่า  ศรีลังกา  ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตแปลได้ความว่า  ดินแดนอันเจิดจรัส  อะไรทำนองนั้น

ส่วนอินเดียในสมัยปฐมกษัตริย์ผู้อพยพมาจากแคว้นคุชรัตเรียกดินแดนแห่งนี้ว่าTambapanni  ซึ่งแปลว่าฝ่ามือสีทองแดง  คงจะหมายถึงชาวพื้นเมืองดั้งเดิม  ทำให้พระเจ้าอเล็กซานเดอร์เรียกว่า Taprobane ตามไปด้วย  น่าสนใจว่าคำว่า Taprobana คือเมืองในวรรณกรรมดอนคิโฮเต้เหมือนกัน

แผ่นดินนี้ยังมีฉายาอีกมากมายเช่น Island of Teaching ซึ่งให้ความหมายถึงแผ่นดินแห่งพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา  หรือ India’s Teardrop เพราะมีคนเห็นในแผนที่ว่าเหมือนหยาดน้ำตาที่หล่นจากร่องแก้มของอินเดีย  และบางคนก็เรียกว่า Pearl of the Indian Ocean  ฯลฯ  

ทั้งหมดนั้นล้วนหมายถึงเกาะปลายแหลมสุดของชมพูทวีปที่เป็นท่าเรือและศูนย์กลางการค้าสำคัญของโลกยุคโบราณ

Posted by pilgrim on 01 Sep. 2009,21:32
ข้อมูลแน่นดีจัง ค่ะพี่

winkthumb.gif

Posted by วันดี on 02 Sep. 2009,15:32

(พระพุทธรูปอวกะนะ)  

ประเทศนี้มีพลเมืองประมาณ 20 ล้านคน  70%เป็นชาวพุทธ  นอกนั้นเป็นฮินดู  คริสต์และอิสลาม


(พระนางสังฆมิตตาเถรีอัญเชิญต้นพระศรีมหาโพธิมายังดินแดนศรีลังกา)

ศาสนาพุทธเข้ามาในศรีลังกาอย่างเป็นทางการราวปี พ.ศ.236 โดยพระมหินทเถระและพระนางสังฆมิตตาเถรี  พระราชโอรสและพระราชธิดาของพระเจ้าอโศก  ตามประวัติเล่าว่า  ในสมัยนั้นกษัตริย์ศรีลังกาทรงพระนามว่า  พระเจ้าเทวะนัมปิยติสสะ  ได้ต้อนรับพระมหินทเถระ ณ มิสสกบรรพต  หรือมหินตะเลปัจจุบัน  ในคืนเพ็ญเดือน 7 หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน 236 ปี


(พระเจ้าเทวะนัมปิยะติสสะ)

นับแต่นั้นมา  ศรีลังกาก็รับเอาพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  มีวัดวาอารามมากมายและกลายเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาที่มั่นคงเข้มแข็งแม้กระทั่งเมื่อศาสนานี้จางหายไปจากอินเดีย  หรือแม้เมื่อถูกลัทธิศาสนาอื่นรุกรานทำลายล้าง  ชาวศรีลังกาก็พยายามดิ้นรนต่อสู้ฟื้นฟูขึ้นมาจนได้

ครั้งสำคัญครั้งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสยามประเทศ  คือในราวปีพ.ศ.2290 พุทธศาสนาในศรีลังกาเสื่อมโทรมถึงขีดสุด  หาพระภิกษุไม่ได้เลยบนแผ่นดิน  มีแต่เณรอายุ 55 ปีอยู่เพียงรูปเดียวชื่อว่า  สามเณรสรณังกร  พระเจ้าศรีวิชัยราชสิงห์  กษัตริย์ศรีลังกาในสมัยนั้น (ตรงกับสมัยของพระเจ้าบรมโกศ  อยุธยาตอนปลาย) ได้ขอพระสงฆ์สยามไปฟื้นฟูศาสนา  ทางกษัตริย์สยามจึงได้ส่งคณะสงฆ์นำโดยพระอุบาลีเถระไปคณะหนึ่ง  ได้ให้การอุปสมบทชาวศรีลังกา  และสถาปนาพุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ขึ้น  แล้วแต่งตั้งสามเณรสรณังกรเป็นสังฆราชคนแรกของประเทศ


(โลหะปราสาท   เข้าใจว่าคือที่พำนักสงฆ์ในสมัยอนุราธปุระ  กล่าวกันว่าเดิมมีความสูงถึง ๑๐ ชั้น  มีเสานับรวมกันแล้วถึง ๑,๖๐๐ ต้น แบ่งเป็นห้องได้ไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ห้อง  สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในยุคอนุราธปุระ)


(ต้นพระศรีมหาโพธิ์  เชื่อกันว่าเป็นต้นที่พระนางสังฆมิตตาเถรีนำมาจากหน่อของต้นเดิมที่พุทธคยา)


(เจดีย์ถูปาราม  วัดแห่งแรกที่พระเจ้าเทวะนัมปิยะติสสะสร้างเมื่อพระมหินทเถระประดิษฐานพุทธศาสนาในศรีลังกา)


(เชื่อกันว่าเป็นภาชนะใส่ข้าวถวายพระสงฆ์ในสมัยอนุราธปุระ)


(อภัยคีรีสถูป  ในวัดอภัยคีรี  สร้างประมาณปีพ.ศ.500)


(ภูเขาหิน  ที่ตั้งของสิคีริยา  ไม่ได้ถ่ายรูปเฟรสโกบนผาหินมา  ให้ดูแต่ก้อนหินซึ่งกษัตริย์โบราณขึ้นไปสร้างพระราชวังเอาไว้ )


(ศิลาจารึกที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็น)


(พระพุทธรูปปางสมาธิที่กลวิหาร  โปลอนนารุวะ เป็นพระพุทธรูปที่งดงามมากที่สุดองค์หนึ่งของศรีลังกา)


(วิหารยุคแคนดี้  ในเมืองแคนดี้)


(พระพุทธรูปยุคใหม่เอี่ยม  ให้ดูผ้าที่วางอยู่บนท่อนพระกรของพระพุทธรูป  คุ้น ๆ กันไหมคะ  ที่ศรีลังกาเขาถือเป็นดอกไม้บูชาพระค่ะ)

Posted by add on 02 Sep. 2009,20:47
ที่ศรีลังกามีรถตุ๊กๆไหมคะพี่วันดี  ดูเหมือนคุณรจจะเคยเล่าว่า มีรถตุ๊กๆ แล้วขับเร็วมาก แล้วก็มีเสียงบีบแตรตลอด

    พระพุทธรูปดูงดงามดีนะคะ  EM145.gif

Posted by แมวเหมียว on 03 Sep. 2009,10:35
พี่วันดีถ่ายรูปชัดแจ๋วเลยค่ะ..ฝีมือไม่ธรรมดาแล้วนะคะ winkthumb.gif  winkthumb.gif

EM145.gif

Posted by วันดี on 08 Sep. 2009,10:50
ศาสนาพุทธในศรีลังกามีหลายนิกาย  นอกจากสยามวงศ์แล้ว  ยังมีอมรปุระวงศ์  และรามัญวงศ์  ตามคณะสงฆ์ที่กษัตริย์นำมาจากประเทศต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูพระศาสนา  แต่ละนิกายจะมีสังฆนายกของตนเอง  มีวัตรปฏิบัติแตกต่างกันบ้างไม่มากนัก  และสามารถทำสังฆกรรมร่วมกันได้  โดยเรียงลำดับอาวุโสตามพรรษาที่บวชแบบเดียวกับของเรา



มีเรื่องที่เราคนไทยไม่คุ้นเคยอยู่บ้างในวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ศรีลังกา  เช่น พระผูกด้ายข้อมือให้โยมหญิงกันได้ไม่ขัดเขิน  หรือเดินชนผู้หญิงก็ได้ไม่อาบัติ  และอื่น ๆ อีกหลายประการที่เราเห็นว่าไม่สำรวม  สอบถามได้ความว่า  พระสงฆ์ศรีลังกานั้นเก่งทางด้านอภิธรรม  ไม่ค่อยเคร่งครัดวินัย  โทรทัศน์ศรีลังกามีอยู่ช่องหนึ่ง  มีรายการเกี่ยวกับพุทธธรรมทั้งวันทั้งคืน  เป็นช่องพุทธศาสนาโดยเฉพาะ  พิธีกรรมทางศาสนานั้นไม่ค่อยมีในประเทศนี้  แต่ถ้ามีงานใหญ่พระสงฆ์เปิดแสดงธรรมเทศนาในที่สาธารณะเมื่อไหร่  ชาวศรีลังกาจะอุ้มลูกจูงหลานมาฟังกันล้นหลาม

อีกอย่างหนึ่งที่ได้เห็นก็คือ  ชาวบ้านมาไหว้พระสวดมนต์ที่วัดกันเอง  ไม่ต้องไปหาพระสงฆ์มานำไหว้หรือให้ศีลให้พรอย่างของเรา  คิดดูแล้วเรื่องนี้น่าจะดีกว่าเรานะ  

แต่วัดในศรีลังกานั้นเป็นสมบัติส่วนตัวของเจ้าอาวาส  จะซื้อจะขายหรือยกให้ใครก็ย่อมทำได้  ไม่มีใครเข้ามายุ่งเกี่ยว  และพระสงฆ์ศรีลังกาเล่นการเมืองได้  มีสส.ในสภาที่เป็นพระภิกษุอยู่หลายรูปเวลานี้  คนเคยอยู่ศรีลังกาเล่าว่าถึงเทศกาลหาเสียงเลือกตั้ง  การฟังพระหาเสียงนั้นมันส์มาก


Posted by วันดี on 09 Sep. 2009,11:47
ที่น่าทึ่งอีกประการหนึ่งก็คือ  ศรีลังกามีคนรู้หนังสือถึง 92%  ในจำนวนนี้จบระดับมัธยมตั้ง 83%  และออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งไม่ต่ำกว่า 80%ทุกครั้ง

ทั้งนี้น่าจะเป็นผลมาจากการตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกอยู่กว่าสามร้อยปีนั่นเอง  ข้อดีอันหนึ่งที่ชาติเจ้าอาณานิคมทิ้งไว้ให้คือระบบการศึกษา  ถึงแม้ว่าจุดมุ่งหมายดั้งเดิมจะเพื่อการล้างสมองคนพื้นเมือง  แต่ก็เท่ากับวางรากฐานทางการศึกษาไว้ให้เป็นอย่างดี  ทั้งนี้รวมทั้งการกดขี่บีบคั้นต่าง ๆ ที่ทำให้พวกเขาต้องลุกขึ้นมารักษาสิทธิ์ของตนเองอย่างน่าแปลกใจ  

ที่จริงการเมืองศรีลังกาก็ไม่ได้เข้มแข็งอะไรมากนัก  มีปัญหาต่าง ๆ มากมาย  แต่น่าแปลกที่ไม่ยักกะมีทหารลุกขึ้นมาทำการปฏิวัติรัฐประหารอย่างบางประเทศ

ตัวเลขทางเศรษฐกิจแนวคิดตะวันตก  ตีค่าทางเศรษฐกิจของศรีลังกาว่าด้อยพัฒนา  ระดับรายได้มวลรวมประชาชาติไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐาน  ไม่มีอุตสาหกรรมใหญ่  ปลูกข้าวไม่พอกิน  ฯลฯ ตัวเลขที่วัดกันง่าย ๆ แบบนี้  ไม่น่าจะนำมาใช้กับประเทศในแถบนี้ที่พฤกษ์ไพรยังอุดมสมบูรณ์  ผู้คนมีชีวิตที่เรียบง่าย  ภูมิอากาศเหมาะกับการเพาะปลูก



ฉันว่าเราน่าจะมองตามแนวคิดเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติกันมากกว่า  ในมุมนี้ฉันรู้สึกเป็นสุขไปกับการด้อยพัฒนาของชาวศรีลังกา  ที่มีพุทธศาสนายึดเหนี่ยวจิตใจ  มีบ้านเมืองที่ร่มรื่น  มีผลหมากรากไม้ที่เก็บกินได้โดยไม่ต้องคิดถึง  โทรศัพท์มือถือ  รถยนต์  ตู้เย็น  ทีวี  บ้านหลังใหญ่ ฯลฯ อันเป็นตัววัดความเจริญแบบสังคมบริโภคที่ทำให้ชาวนาชาวไร่กำลังล้มหายตายจากไปจากผืนดินทำกิน

อย่างไรก็ตาม  ฉันยังไม่รู้จักประเทศนี้มากนัก  พูดไปก็อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง  เอาเป็นว่าพูดตามที่เห็น  หรือปรารถนาอยากให้เป็นก็แล้วกัน  อยากรู้ลึกรู้ดีรู้จริงคงต้องไปกันอีกหลาย ๆ ที...กระมัง


Posted by วันดี on 10 Sep. 2009,12:42
พวกเราเลือกเดินทางเพียง 2 วันหลังจากรัฐบาลศรีลังกาประกาศชัยชนะเบ็ดเสร็จเหนือกลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลม  ทำให้วันเดินทางกลับ  ได้มีโอกาสเห็นขบวนเรือรบของศรีลังกาแสดงแสนยานุภาพอันเกรียงไกรในมหาสมุทรอินเดีย  


โคลัมโบวันนั้นกำลังเตรียมการเฉลิมฉลองชัยชนะ

ไปศรีลังกาคราวนี้  ตั้งใจจะไปชมเมืองโบราณอายุกว่าสองพันปีที่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน  ซึ่งก็สมใจหวัง  ได้เห็นซากของความยิ่งใหญ่ในอดีตกาลนานโพ้นของอนุราธปุระและโปโลนนารุวะ  นครหลวง 2 แห่งแรกของประเทศนี้    ได้เห็นความแปรเปลี่ยนของสรรพสิ่ง  ได้เห็นสรรพวัตถุที่สึกกร่อนไปตามกาลเวลา  แต่ที่ยังคงอยู่ให้เห็นอย่างชัดแจ้งนั้นคือ  พระธรรมคำสอนของพุทธศาสนาที่สลักมั่นหยั่งรากลึกอยู่ในใจของชาวศรีลังกา

เราใช้วิธีบินจากกรุงเทพไปโคลัมโบ  แล้วเดินทางโดยรถบัสขึ้นเหนือไปหาเมืองอนุราธปุระก่อน  แล้วค่อยวกกลับมาโปโลนนารุวะ  ต่อด้วยแคนดี้เพื่อสักการะพระเขี้ยวแก้ว  แล้วจึงกลับมาขึ้นเครื่องบินที่โคลัมโบกลับประเทศ  ใช้เวลาสบาย ๆ 9 วัน  คิดว่านานมากแล้ว  แต่เมื่อถึงเวลากลับ  กลับรู้สึกว่ายังไม่เต็มอิ่ม  ยังมีที่ที่น่าจะได้ไปแต่เวลาไม่พออีกหลายแห่งเช่น  รัตนปุระดินแดนแห่งบุษราคัม.... สะพานข้ามกรุงลงกาที่หนุมานสร้าง....  นาฏศิลป์แคนดี้....  กัลเมืองของคนรวย....  ไร่ชาในเมืองนูวาระเอลิยา ฯลฯ  และที่สำคัญ  คืออยากไปกินไปนอนกับชาวศรีลังกาสักครั้ง

สงสัยว่าจะต้องไปอีก


Posted by pakae on 10 Sep. 2009,14:53
laugh1.gif ฮ่าๆๆๆขำรจนา     สงสัยไปอยู่เมืองเจสะนานเลยไม่รู้จักปลาช่อนถอดเสื้อ     มีบางร้านตั้งชื่อโลดโผนกว่านี้มากมายไว้วันหลังจะจำมาบอกแล้วกันนะจ้ะ smSL07.gif

         พี่วันดีเนี่ยชีพจรลงเท้าของแท้     ตกลงว่าปีนึงพี่ได้อยุ่บ้านกี่วัน อิอิอิ biggrin.gif

         ดีจ้าพี่แอ๊ด   พิล แมวเหมียว  และเพื่อนๆทุกคน flo_1.gif

Posted by วันดี on 14 Sep. 2009,14:28
เมื่อวานฝนตกทั้งวัน  ชวนให้ขี้เกียจเมื่อยขบดีแท้  แล้วก็ได้ดูหนังเรื่อง  สะบายดี.. หลวงพะบาง  

เห็นภาพหลวงพระบางพ.ศ.นี้  ไม่ต่างกันมากนักกับหลวงพระบางเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วที่มีโอกาสได้ไป  จึงไปรื้อบันทึกการเที่ยวครั้งนั้นมาอ่าน  สนุกดีแฮะ  อดไม่ได้ที่จะเอามาฝากทุกคนที่นี่  

เปิดเข้ามา  อ้าว..พิลกำลังอยู่หลวงพระบางพอดี  มาแจมกันดีกว่า

ของพี่ตั้งชื่อว่า  คนไทยเที่ยวลาวเมื่อปี 2542ก็แล้วกันนะ

ตอนที่ ๑ ล้างสมองเด็ก

หนูพิมโรงเรียนปิดเทอมไม่พร้อมพี่พร้อมน้อง  ทำให้เวลาปิดเทอมของหนูพิม  คือเวลาที่พ่อแม่ต้องพาเที่ยว  ปีนี้พ่อแม่จะพาไปเที่ยวลาว   คนทั้งคู่คิดว่า  ประเทศเพื่อนบ้านที่คนไทยน่าไปเที่ยวมากที่สุด  คือประเทศลาว เพราะลาวและไทยมีประวัติความเป็นมาของเชื้อชาติ ใกล้ชิดกันมาก  หนูพิมเองก็เริ่มโตพอที่จะเรียนประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย  และประเทศใกล้เคียง ที่โรงเรียนหนูพิมเริ่มเรียนประวัติศาสตร์จากเทพนิยายกรีก ตามหลักสูตรโรงเรียนสังกัดอังกฤษ

ซึ่งที่จริงเขายังไม่ต้องรู้เลยก็ได้ เพราะไกลตัวมาก  

ดังนั้น เพื่อสะกัดกั้นลัทธิฝรั่งจ๋าของเด็กนักเรียนโรงเรียนอินเตอร์  แม่จะต้องล้างสมองด้วยประวัติศาสตร์ชาติใกล้ตัวเองก่อน  

ประจวบกับ เมื่อต้น เดือน มิถุนา  น้าขวัญกับน้าติ๋วซึ่งทำงานอยู่ในลาวนานจนเกือบจะเป็นคนลาว มาเยี่ยมยาม  อยู่คุยกันหลายวัน  ความประทับใจและมั่นใจของแม่ก็ยิ่งหนักแน่น  

แผนการของแม่  เป็นดังนี้
กรกฎาคม 12 ขับรถออกจากบ้านแต่เช้ามืด   ใช้เวลาแรมทาง ในภาคอีสาน 2 คืน
14 ข้ามไปเวียงจันทน์  นอน 1 คืน
15 เดินทางไปหลวงพระบาง
16 อยู่หลวงพระบาง  ตอนค่ำไปเวียนเทียนวันอาสาฬหบูชา
17 อยู่หลวงพระบาง  ตักบาตรเช้าวันเข้าพรรษา
18 กลับจากหลวงพระบางไปพักที่เวียงจันทน์
19 อยู่เวียงจันทน์อีก 1 คืน
20 ออกจากเวียงจันทน์  เดินทางกลับบ้าน 2 วัน
22 ถึงบ้าน

แผนการนี้ใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ ตลอดเส้นทาง  มีพ่อและน้าติ๋ว ซึ่งอาสาเป็นไกด์กิตติมศักดิ์ ช่วยกันขับ ทั้งหมดใช้เวลา 10 วัน

ก่อนไป  แม่ก็เตรียมหาหนังสือมาอ่าน  สร้างอารมณ์อยากรู้อยากเห็นลาว  ให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

แล้วแม่ก็ต้องประหลาดใจเป็นอันมาก  เมื่อพบว่า  ตามร้านหนังสือในภูเก็ต  หาหนังสือเกี่ยวกับลาวแทบไม่ได้เลย  ไม่ว่าในแง่การท่องเที่ยว  หรือในแง่วิชาการ ได้เที่ยวไปกินไปของป้านิดดา หงษ์วิวัฒน์ 1 เล่ม  เที่ยวทั่วไทย 1 เล่ม  และ Luang Pabang ของ Rene Sepul,  Cici Olsson อีก 1 เล่ม  ในขณะที่หนังสือเกี่ยวกับประเทศในยุโรปมีเยอะมากเกือบจะทุกประเทศ   มีในแง่มุมต่าง ๆ ที่ทำให้ได้เข้าใจ  สนใจประเทศนั้น ๆ และยินดี  ตื่นเต้นที่จะได้ไป  

แม่เตรียมกระเป๋าล่วงหน้าเป็นอาทิตย์  ด้วยความกระหาย  ส่งพาสปอร์ตไปทำวีซ่า  และส่งแฟ็กซ์ติดต่อกับน้าขวัญแทบทุกวัน(สมัยนั้นยังไม่มีอีเมล์นะจ๊ะ)  น้าขวัญสัญญาว่าจะหาหนังสือเตรียมไว้ให้  

ระหว่างนี้  น้าติ๋วก็ขู่แม่ไปเรื่อย ๆ ทั้งเรื่องอาหาร  และเรื่องการเดินทางด้วยรถยนตร์ไปหลวงพระบาง  ในกระเป๋าของแม่จึงมีกางเกงขายาวเอวรูด   เสื้อยืดแขนกุด  เสื้อเชิ้ตแขนยาวตัวใหญ่ที่ชายยาวคลุมเกือบถึงหัวเข่า เตรียมไว้เป็นชุดเดินทางระหว่างเวียงจันทน์กับหลวง พระบาง  เพื่อจะได้ทำธุระข้างถนนได้ง่าย  กางเกงรูดลง  เสื้อยาวปิดส่วนที่ต้องเปิดโล่ง    ส่วนนอกกระเป๋านั้น  มีมาม่า 1 ลัง  ที่ทำให้หนูพิมดีใจเป็นอันมาก  เพราะถูกห้ามกินมาม่ามาหลายเดือนแล้ว  คิดว่าถึงคราวคับขัน  แม่จะต้องเอามาม่าออกแจกกันแน่  น้าขวัญเน้นว่า  ถ้าจะไปทำบุญหรือไปวัด  อย่าลืมเอาผ้าถุงไปด้วย  และถ้าจะให้เหมาะกับที่นั่นก็ควรเอาผ้าสไบติดไป 1 ผืน

ระหว่างนี้แม่ก็ขบคิดเรื่องของฝากคนทางโน้น  สะตอนั้นแน่นอน  จะซื้อที่ไหนดี  ตลาดดาวน์ทาวน์ของภูเก็ต หรือแถวสุราษฎร์  หลังสวน  ได้ข้อสรุปว่า  ซื้อที่ตลาดดาวน์ทาวน์ก่อนร้อยฝัก  อีกร้อยฝักค่อยหาซื้อตามทาง ถ้ามีขาย  น้ำพริกกุ้งเสียบ  ปลาจิ๊งจั๊งเจ้าประจำ  ซื้อไปใส่บาตรด้วย  ส่วนขนมเต้าซ้อ มั่วหลาว ค่อยไปซื้อที่พังงา  คิดอยู่เหมือนกัน ว่าจะซื้อเทียนพรรษาไปถวายวัดที่หลวงพระบางดีไหม  แต่ไม่ค่อยแน่ใจ เลยไม่ได้ซื้อ

Posted by วันดี on 15 Sep. 2009,11:06
คนไทยเที่ยวลาวปี2542
ตอนที่ ๒ เอ๊ะ  เหมือนบ้านเราเลย

การเดินทางเริ่มขึ้น  ตอนเช้าวันที่ 12  กรกฎาคม  แต่แทนที่จะเป็นเช้ามืด  กลับกลายเป็นเช้าสว่างที่แสงทองส่องกราดไปทั่ว  ทุกคนแช่มชื่นลิงโลดกับการได้ออกไปสัมผัสสิ่งใหม่      

แวะที่พังงา  ณ ปั๊มน้ำมันเจ้าประจำเวลาประมาณเจ็ดโมงครึ่ง  เสียใจ  ร้านขายของที่แม่ตั้งใจจะซื้อเต้าซ้อไปใส่บาตรยังไม่เปิด  เลยต้องไปแวะซื้ออีกที่  ได้มาคนละยี่ห้อ แล้วไปได้สะตอที่หลังสวนอีกร้อยฝัก  เอาล่ะสมบูรณ์แบบ

เราใช้เวลา 2 วันในการเดินทางจากภูเก็ตไปหนองคาย วันที่ 14 ตอนบ่ายเราก็มาถึงหนองคาย มีอุปสรรคเล็กน้อยเนื่องจากน้ำท่วมอุดร  จากอุดรมาหนองคายใช้เวลาเดี๋ยวเดียว   ถนนช่วงนี้ดีมาก  เราตรงไปที่ด่านก่อน  น้าติ๋วไปยื่นพาสปอร์ต วีซ่า เตรียมเอกสารไว้  แล้วเราก็ไปกินแหนมเนืองกันในตลาดหนองคาย  จะด้วยความหิวก็น่าจะใช่  เราสั่งกันเยอะแยะ  แม่ยังสั่งขนมจีนญวนซึ่งแม่บอกว่าคล้ายขนมจีนเย็นของคุนหมิงที่เคยชอบ  ในที่สุดเราก็ต้องสั่งห่ออาหารอร่อย ทำทีว่าไปฝากน้าขวัญ  โทรไปบอกน้าขวัญอีกครั้งว่า  มาแล้วจ้า  เราผ่านมาแล้ว  ไชโย้

การผ่านด่านไม่มีอะไรยุ่งยาก  ฝั่งไทยน้าติ๋วเอาน้ำพริกกุ้งเสียบไป 1 กระปุก  ฝั่งลาวน้าติ๋ววิ่งไปวิ่งมาระหว่างรถกับเจ้าหน้าที่อยู่หลายตลบ  เดี๋ยวใบขับขี่ของพ่อ  เดี๋ยวทะเบียนรถ  ดีนะที่ก่อนเดินทาง  มีคนเตือนให้แม่เอาทะเบียนรถตัวจริงมาให้ได้  และแม่ก็ติดตัวไว้ตลอด  

เวลาเดินทางออกนอกประเทศ  สิ่งเดียวที่แม่กลัวที่สุด  คือ กลัวไม่ได้กลับบ้าน  แม่ว่าแม่รักชาติมากน่ะ

การผ่านด่านข้ามสะพานมิตรภาพ  ถ้าเราไม่เอารถเข้ามาเองก็ไม่ยาก  เพราะมีรถบัสบริการข้ามสะพานตั้งแต่หกโมงเช้าถึงสองทุ่ม  ค่ารถคนละ 10 บาท ขึ้น-ลงที่ด่าน (อย่าลืมว่าเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วนะคะ)

เราข้ามด่านเมื่อเวลาเกือบสี่โมง  ทำให้ต้องเสียค่าล่วงเวลาให้เจ้าหน้าที่ฝั่งลาวไป   สังเกตเห็นรถส่วนตัวที่ข้ามกลับลาวในช่วงเวลานี้  เป็นรถทะเบียนลาวทั้งนั้น  ส่วนใหญ่เป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อยี่ห้อแพง ๆ  คนลาวมีเงินมักมาช็อปปิ้งกันที่อุดร

เสร็จจากด่าน  เรายังมีเวลาเกือบชั่วโมงก่อนร้านดิวตี้ฟรีปิด  เลยแวะไปดูกัน  พ่อซื้อได้ไวน์มา 3 ขวด  เบียร์ลาว 1 หีบ แล้วเราก็มุ่งหน้าไปหาน้าขวัญ  มาฝั่งนี้เปลี่ยนคนขับเป็นน้าติ๋ว  ถนนจากด่านไปกำแพงนครเวียงจันทน์ไม่ค่อยดี  มีบางช่วงกำลังก่อสร้าง  น้าติ๋วชี้ให้ดูถนนที่รัฐบาลไทยมาสร้างช่วยเหลือ  

มาถึงตอนนี้แม่ไม่พยายามจำอะไร  ตาคอยดูแต่บ้านช่องและผู้คน  แล้วแม่ก็ได้เห็นบ้านที่หน้าตาเหมือนบ้านของคนไทยในต่างจังหวัด  หลายบ้านใหญ่โตเป็นคฤหาสน์มีรั้วรอบขอบชิด ซึ่งเป็นส่วนน้อยที่เด่นตามาก เพราะส่วนใหญ่เป็นบ้านเล็ก ๆ ปลูกชั้นเดียว  บ้างเป็นไม้  บ้างเป็นปูน  มีแต่เครื่องแต่งกายของผู้หญิง  และตัวหนังสือบนป้ายต่าง ๆ ข้างทางเท่านั้น  ที่บอกให้แม่รู้ว่าที่นี่ไม่ใช่แถวอีสานบ้านเรา

Posted by วันดี on 16 Sep. 2009,10:38
คนไทยเที่ยวลาวเมื่อปี ๒๕๔๒
ตอนที่ ๓ ฝรั่งในสายตาแม่

น้าขวัญคอยอยู่แล้วที่ร้านไหมคำของป้าจันคำ(คุณจันคำ สุกมณี)    เราดีใจกันมาก  พูดกันอุตลุดจับความไม่ค่อยได้  รู้แต่ว่าดีใจที่ในที่สุดก็มาถึงแล้ว อย่างดีเยี่ยมเสียด้วย  พร้อมสะตอ น้ำพริกกุ้งเสียบ และปลาจิ๊งจั๊ง

น้าขวัญพาเราไปบ้าน  ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกัน  แม่กับพ่อชื่นชมว่าแต่งบ้านได้น่าอยู่  และมีของสะสมที่เป็นหัตถกรรมพื้นบ้านจำนวนมาก ไม่เสียทีที่อยู่ลาว ในบ้านน้าขวัญยังมีธงมีเหรียญเก่า ๆ ที่พ่อและแม่คุ้นเคย  หนูพิมเลยถ่ายวีดีโอมาให้น้าภูดูเสีย 1 รอบ  เย็นนี้น้าขวัญต้องไปงานสถานทูตฝรั่งเศส  ให้เราไปกินข้าวเย็นกันเองแล้วจะตามไปสมทบ   และคืนนี้เธออภินันทนาการเราด้วยห้องพักที่โรงแรมโนโวเทล

หลังจากเอาของฝากให้น้าขวัญจนเกลี้ยงรถแล้ว  น้าติ๋วก็ขับรถไปส่งที่โรงแรม  คืนนี้น้าติ๋วขออยู่นอนคุยกับน้าขวัญให้หายคิดถึง  

ที่โรงแรม  น้าขวัญทำเซอร์ไพรส์อีกครั้งด้วยการให้พนักงานโรงแรมเอาของขวัญจากน้าขวัญ  มาวางไว้ให้เราบนเตียง  หนูพิมได้นาฬิกาข้อมือ Swatch รุ่น Love & Nature ที่พระองค์ภาออกแบบในวโรกาสพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุ 72 พรรษา เมื่อปี 2542  แม่ได้ตุ้มหูเงินอันใหญ่ พ่อได้เสื้อยืด สปป.ลาว   ซึ่งเราก็รีบใส่เสียในคืนนี้

น้าติ๋วมารับเราไปกินอาหารฝรั่งเศส ที่ร้านครึ่งอิตาลีครึ่งลาว(เจ้าของผู้ชายเป็นอิตาลี เจ้าของผู้หญิงเป็นลาว) ที่ถนนริมฝั่งโขง   เสียดายฝนตกจึงมองข้ามโขงไปไม่เห็นไทยเลย  ใจหายนิดหน่อยว่าไม่ได้เห็นหลังคาบ้านไทยเราเอง  อาหารอร่อย    น้าติ๋วบอกว่าร้านนี้เป็นร้านที่มีชื่อเสียงดีร้านหนึ่งของเวียงจันทน์  สังเกตดูไม่มีเชื้อชาติลาวมากินสักคนเดียว  

เรากินไปคุยไปคอยน้าขวัญไปด้วย  สังเกตว่าเจ้าของร้านผูกผ้ากันเปื้อนออกมาดูแลโต๊ะข้าง ๆ ที่เป็นคนฝรั่ง  แต่ไม่สนใจโต๊ะเราเลย  แม่ก็อดนึกโกรธขึ้นมาตามประสาคนเลือดรักชาติรักพวกไม่ได้  ว่าฝรั่งมักขี้ดูถูกคนเอเชีย ผมดำ ตาดำ  ยังไง ๆ ก็ต้องยกย่องพวกฝรั่งด้วยกันมากกว่า ยิ่งร้านนี้ลูกจ้างทุกคนเป็นลาวหมด  มีแต่เจ้าของผู้ชายคนเดียวที่หน้าเป็นฝรั่งแม่ก็ยิ่งเคียด  แม้จนกระทั่งเขาเข้ามาทักน้าขวัญเมื่อน้าขวัญมาถึง แม่ก็ไม่ดีด้วย  ชาติก่อนแม่ต้องเคยเกิดเป็นทาสในอเมริกาแน่ ๆ ชาตินี้ถึงอคติกับฝรั่งเหลือเกิน  

น้าขวัญมาพร้อมกับเพื่อน  สวยกันมาเชียว  มาถึงก็บ่นกันว่าฝนตกหนักมากที่สถานทูต  ไม่ทันได้อยู่ถึงรอบชีสฝรั่งเศสอันละลานตา  แล้วเลยเล่าให้เราฟังว่า  สถานทูตฝรั่งเศสมักจัดฉลองวันชาติอย่างหรูหรา  ไวน์และชีสเกลื่อนกลาด  จนแขกบางคนเสียดายต้องเอาถุงพลาสติคไปโกยกลับบ้าน  ขอโทษ ไม่ใช่แขกเอเชียค่ะ  แขกฝรั่ง

คำว่าฝรั่งนี่ในลาวกับในไทย  มีความหมายไม่เหมือนกัน  ในไทยฝรั่ง  นอกจากแปลว่าผลไม้ชนิดหนึ่งแล้ว  ก็ยังหมายถึง  คนต่างชาติพวกคอเคเซียน ผิวขาว ผมหลายสี ตาหลายสีทั้งหมด  แต่ของลาวหมายเฉพาะคนฝรั่งเศสเท่านั้น  ที่แม่ใช้คำว่าฝรั่งมาทั้งหมดนี้ แม่ใช้แบบคนไทย

Posted by pilgrim on 16 Sep. 2009,19:58
มาอ่านเรื่องราวเที่ยวลาวเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีรูปให้ดูไหมคะพี่

ส่วนของพิลก็จวนจบแล้วละค่ะ เหลืออีกประมาณ 2-3 ตอนแต่ไม่ค่อยมีเวลา (และอารมณ์) ที่จะเขียนเลยค่ะ  flo_1.gif

Posted by pakae on 17 Sep. 2009,09:12
อ่านที่พี่วันดีเล่าแล้วน่าสนุก     ผ่านมา 10  ปีแล้วพี่ยังจำได้แม่นยำมากเลยนะค่ะพี่    ถ้ามีรูปประกอบอย่างพิลว่าก็แจ่มเลยนะพี่ biggrin.gif
Posted by วันดี on 17 Sep. 2009,14:12
พิลจ๋า  อย่าคิดว่าเซ็ง เบื่อ ไม่มีอารมณ์นะคะ  ต้องคิดว่า  ชีวิตฉันนี่มันส์สะใจจังเล้ย

รูปน่ะมี  ถ่ายไว้เยอะเลย  แต่สมัยนั้นยังไม่ใช่กล้องดิจิตอล  จะเอามาโพสท์ได้ยังไงล่ะคะ  ทำไม่เป็น  จินตนาการไปก่อนนะน้อง

คนไทยเที่ยวลาวเมื่อปี ๒๕๔๒
ตอนที่ ๔ บาสะลบ

น้าขวัญพาเราไปฟังเพลงที่ไหนสักแห่ง  ทางไปไม่น่าเชื่อว่าจะมีสถานบันเทิงได้  ถนนเต็มไปด้วยโคลนตมและหนองน้ำ  แม่ไม่บ่นหรอก  แต่สงสัย  

ที่นั่นเป็นผับ  มีเต้นรำ  แม่เป็นห่วงหนูพิมว่าเขาจะอนุญาตให้เข้าไปได้หรือ  ของเรายังไม่เก้าขวบเลย  คราวไปสก็อตแลนด์ก็ทำเอาเราอดอาหารเย็นไปทีหนึ่งแล้ว  เพราะที่นั่นหลังสองทุ่มห้ามเด็กเข้าร้านอาหารที่มีลักษณะเป็นผับ  แต่ให้เจ้ากรรมที่เมืองเล็ก ๆ เมืองนั้น ไม่มีร้านอาหารที่ไม่เป็นผับเลย  และเราก็ไปถึงเอาหลังสองทุ่มแล้วด้วย  น้าขวัญมั่นใจเล็ก ๆ ว่า  เคยพาเด็กมาทำหน้าแก่เข้าไปหลายครั้งแล้ว  ที่สำคัญร้านนี้รู้จักกันเป็นอันดี  และเราเป็นคนต่างประเทศ  เขาควรจะห้ามหวงแหนเยาวชนของเขามากกว่าจะมายุ่งกับแขกต่างชาติ

ผับนี้น่ารักมาก  เล่นเพลงลาว  เพลงฝรั่งเศส  และเพลงไทย มีฟลอร์เล็ก ๆ ให้เต้นรำ  มีคนอายุรุ่นราวคราว เดียวกับแม่และน้าขวัญเยอะแยะ ที่มากกว่าก็มี  คุณป้า คุณน้าเกือบทั้งหมดนุ่งผ้าถุงยาวออกมาเต้นรำกันอย่างสุภาพสวยงามเป็นคู่ ๆ เสียแต่มืดไปหน่อย  ไฟก็วับ ๆ แวบ ๆ หนูพิมเงียบเชียว  พ่อกับแม่ไม่ได้ออกไปเต้น  แต่น้าขวัญกับน้าติ๋ว ออกวาดลวดลายนิดหน่อย  สักพักเจ้าของก็ออกมาพูดคุยกับน้าขวัญ  มีการแนะนำให้รู้จักกัน  แม่ไม่ได้ยินชื่อที่เขาแนะนำเลย  อย่าว่าถึงหน้าตาเลย  รู้แต่ว่านุ่งผ้าถุงแต่งแบบลาว และรูปร่างอวบ ๆ ดูเต็มตึงดี ในที่สุดเขาก็จะร้องเพลงฝรั่งเศสให้ฟัง 1 เพลง  น้าขวัญเลยขอเพลงรำวงให้แม่ 1 เพลง

"เดือนสามค้อย  ลมวอย ๆ  ลมวอย ๆ  พัดใบไม้อ่อน  ออนซอนเด  ภูผาได้เปี่ยนสีงาม
นกน้อยตอมดอกอยู่เทิงจอมดอย  ส่งเสียงวี่วอย   โอ้มันอี้ออยกับคู่สะเน่หา
สาลิกาเคียงคู่วี่วอน  อ้อนสมพอนต้อนฮับปีใหม่  เป็นปีมหาไซ
ดอกไม้ในป่าส่งกลิ่นหอมหวน  ขอมอบไว้เป็นของขวน  ให้นักลบปดป่อยปะซา
ฟ้าฮ้องก้องส่งอยู่กางเวหา       ได้อวยพอนมา  ให้ปวงปะซามีสุขาฟ้าใหม่    
ส้างปะเทดลาว ให้สด ใส  ส้างเมืองลาวให้สิวิไล  ให้ซาดลาวได้มีสิดเสลี
ใต้ทุงสีแดงแห่งการปะติวัด  ภายใต้การนำอันสะหลาดส่องใส  
ซาดลาวก้าวไป  ปีใหม่มีไซสะหง่างาม"  
( ชื่อเพลง ส่งพอนปีใหม่ ถอดจากเทปเพลงของ บัวเงิน ซาพูวง)

ที่นี่ยังมีเต้นรำอีกอย่างหนึ่ง  ที่คงจะมีแต่เฉพาะในลาว  น้าติ๋วบอกว่าเขาเรียก บาสะลบ เป็นการเต้นที่เป็นระเบียบมาก  มีก้าวไปข้างหน้า  ข้าง ๆ  ข้างหลัง  และยืนเต้นกันเป็นแถว ไม่มีการจับคู่   พ่อบอกว่า  คล้าย ๆ ที่เขาเรียกรำวงสิบหกจังหวะ  ที่เคยเห็น  (ดูจากในหนังสะบายดี หลวงพะบางได้)

คืนนี้  น้าขวัญชวนหนูพิมไปนอนด้วย  เป็นอันว่าเตียงเสริมที่ทางโรงแรมแทรกไว้ให้ในห้องก็เป็นหมันไป   สวัสดีเวียงจันทน์  พรุ่งนี้พบกันใหม่

Posted by pakae on 17 Sep. 2009,16:35
การนำภาพเก่าๆที่ไม่ได้ถ่ายไว้ด้วยกล้องดิจิตอล     เคยเห็นลูกชายนำภาพเก่าๆที่เคยถ่ายไว้ด้วยกันสมัยที่พวกเขายังเด็กๆอยู่เมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว    

           เขานำภาพเหล่านั้นมาใส่เครื่องสแกนเนอร์แล้วนำภาพลงคอมเพื่อที่จะเก็บภาพไว้ในคอม     แล้วจะไร้ท์เป็นแผ่นออกมาเพือจะไปอัดภาพเพิ่มก็ได้  

         แต่ภาพที่ได้มาก็จะไม่ได้สวยมากนัก      แต่ก็เป็นการรักษาภาพเก่าๆที่เราเคยถ่ายไว้เพื่อไม่ให้ภาพเสียไปกับกาลเวลาได้     ถึงเราจะย้อนเวลาคืนมาไม่ได้     แต่เราก็ยังเก็บความทรงจำเก่าๆจากภาพนั้นได้จ้ะพี่ biggrin.gif

Posted by วันดี on 21 Sep. 2009,11:00
ขอบคุณปาเก้  เดี๋ยวพี่จะลองไปทำก่อนนะ  ถ้าได้จะเอามาใส่ดูเล่น ๆ กัน

พิลหาว่าคนอื่นมาอ่านเที่ยวลาวปี ๒๕๔๒ มากกว่าดวงจำปา  

ก็ของพิลน่ะอยู่แต่ละที่นานมากนี่คะน้อง  พิลต้องเลิกเซ็งมาเขียนต่อซะทีแล้วล่ะ  ปกติของพิลเรตติ้งดีกว่าพี่เทียบกันไม่ติดอยู่แล้ว

ส่วนที่พี่พยายามลงโดยไว  เพราะอยากไปให้ทันพิลที่หลวงพระบางค่ะ

คนไทยเที่ยวลาวเมื่อปี ๒๕๔๒

ตอนที่ ๕ บายศรีสู่ขวัญ



สะบายดี๋วันที่ 15 อาหารเช้าที่โรงแรมเป็นแบบสากลทั่ว ๆ ไป  ไม่มีอะไรให้เล่า  น้าติ๋วมารับใกล้แปดโมง  มีโปรแกรมแน่นเอี้ยดดังนี้  ร้านพูเวียง  ดูงานไม้ไผ่ดีไซน์    ร่วมทำบุญบ้านและบายศรีที่บ้านป้าจันคำ  กินข้าวเที่ยงที่เขาเลี้ยงแขก  ขับรถไปนอนวังเวียง  เมืองครึ่งทางก่อนขึ้นเขาไปหลวงพระบาง

ร้านพูเวียง  ที่จริงชื่อเขาไม่ใช่อย่างนี้  แต่เจ้าของชื่อพูเวียง เป็นเพื่อนกับน้าขวัญ  แล้วน้าขวัญก็บอกว่าไปร้านเพื่อนที่ชื่อพูเวียงเท่านั้นเอง  แม่ซื้อภาพพิมพ์งานบุญโบราณขาวดำของลาวในกรอบไม้ไผ่ดีไซน์ 1 รูป  จะมาเอาตอนขากลับ  เจ้าของขอให้มัดจำไว้หน่อยเพราะมาประเดิมร้านเขาแต่เช้า

เรารีบไปบ้านป้าจันคำให้ทันงานทำบุญบ้าน  ซึ่งจะต่อด้วยพิธีบายศรีสู่ขวัญที่แม่อยากเห็น ทุกอย่างก็เหมือน ๆ บ้านเรา  เพียงแต่พระสวดเร็วมาก  ไม่มีเว้นวรรคเลย  แขกทุกคนที่มาแต่งตัวสวยงาม  ผู้หญิงนุ่งซิ่น  ใส่เสื้อแขนสั้น แขนยาว  และพาดผ้าเบี่ยง  ผู้ชายทุกคนก็พาดผ้าบ่า  เห็นมีพานบายศรีวางอยู่กลางห้องมีด้ายร้อยไว้เต็ม    พอเสร็จพิธีพระ  ก็ถึงพิธีบายศรี มีหมอขวัญซึ่งที่นี่เรียกหมอพร  มาอวยชัยให้พรแล้วผูกข้อมือ  แจกขนมในพาขวัญกันกิน  ผู้ใหญ่ผูกให้เด็กพร้อมกับอวยพร  แม่ฟังไม่ออกเลย  แต่เดาเอาว่าคงคล้าย ๆ บ้านเราแถวจังหวัดเลย  เพียงแต่สำนวนเท่านั้นที่อาจใช้แตกต่างกัน  รวมทั้งแต่ละคนก็คงมีคำ เพราะๆ ของตัวเองเฉพาะตัว  

ที่นี่เราได้พบท่านอัครราชทูตไทยประจำลาว  ท่านพิทักษ์ พรหมบุบผา  และภริยา   ท่านได้กรุณาผูกข้อมือให้พ่อ แม่ และหนูพิม  พร้อมคำอวยพรที่อบอุ่น  

พ่อกับแม่ยังได้รู้จักกับป้าเบญ  เพื่อนอีกคนของน้าขวัญ  ป้าเบญเป็นศิษย์เก่าธรรมศาสตร์เหมือนกัน  เรียนรุ่นเดียวกับพ่อ  แต่ป้าเบญเรียนสังคมศาสตร์  แล้วยังมีป้าจิ๋ม (คุณยุวดี ศิลปกิจ โอโนะ)  แต่ละท่านล้วนน่ารัก  มีอัธยาศรัยใจดี  อยู่ลาวกันคนละหลาย ๆ ปีทั้งสิ้น ป้าจิ๋มเห็นแม่คล้องสายแว่นฝีมือดีไซน์ของป้าจิ๋มก็ยิ้มแก้มเต่ง

รายการอาหารในงานบุญวันนี้  มีสะตอผัดของเราด้วย  ดีใจจัง  

เราพยายามทำเวลาในมื้ออาหาร  เพื่อจะได้ออกเดินทางเร็วหน่อย  แม่กำลังจะไปตักลาบเห็ด  หรืออะไรสักอย่างที่แม่ไม่เคยเห็น  และแน่นอนต้องไม่เคยกิน  รู้แต่ว่าเป็นจำพวกผัก  เพราะวันนี้เขาทำเฉพาะอาหารมังสวิรัติ   น้าติ๋วก็เข้ามาสะกิดให้กินอย่างอื่น  เพราะของพวกนี้เหลือจากเลี้ยงแขกแล้ว  เราจะขอป้าจันคำคดห่อไปกินระหว่างทาง หนูพิมเข้ามากระซิบว่าก๋วยเตี๋ยวเขาอร่อยหนูลองมาแล้ว แม่ก็เลยหันไปหาก๋วยเตี๋ยว  เล่าแล้วยังเจ็บใจ  เพราะพอถึงยามคับขันถามหาอาหารชุดนี้  น้าติ๋วบอกว่าลืมเอามา

ในระหว่างกินข้าวเที่ยงอยู่นี่เอง  ที่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญขึ้นในการท่องเที่ยวของเรา ภริยาท่านทูตได้เข้ามาพูดคุยเรื่องการเดินทางไปหลวงพระบางของเรา  พอรู้ว่าเราจะขับรถคู่ชีพของเราไปกันเองก็เป็นห่วง  ทั้งนี้ด้วยสาเหตุหลายอย่าง  ช่วงที่เราอยู่ในลาวตอนนั้น  สถานการณ์ริมโขงไม่ค่อยดี  ตอนเดือนมิถุนามีระเบิดลงที่ตลาดเช้าเวียงจันทน์ (จนคนล้อเราว่าอย่าไปป้วนเปี้ยนแถวตลาดเช้า)  ลงอยู่หลายครั้งและมีคนเสียชีวิตด้วย  ก่อนเราเดินทางก็มีปล้นที่ช่องเม็ก  เมื่อวานก็มียิงที่ตลาดเช้า  สื่อมวลชนก็เสนอข่าวไม่ค่อยเป็นผลดีกับความสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้อง  มีความหวาดระแวงสงสัยกัน  ทุกอย่างดูคลุมเครือ   ท่านเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยหากไปกันตามลำพัง  ทั้งยังเมตตาแนะนำให้เราใช้บริการรถเช่าของคนลาว  ที่ท่านเคยใช้อยู่ประจำ  

อย่างไรก็ปลอดภัยไว้ก่อน  แผนการเดินทางของเราจึงเปลี่ยน   เราตกลงใจฝากรถของเราไว้ ที่บ้านป้าจันคำ  และเช่ารถแวน 8 ที่นั่งพร้อมคนขับแทน  พ่อเตรียมแลกเงินกีบ  น้าขวัญบอกว่า  บางที่เราต้องใช้กีบ  บางที่ใช้บาท  และบางที่ใช้ดอลล่าร์  พ่อจึงต้องเตรียมไว้ทั้ง 3 ตระกูล

ยังมีเวลาเหลืออีกเล็กน้อย  ช่วงที่รถเตรียมสภาพ  แม่จึงชวนน้าขวัญไปหาซื้อเข็มขัดนาก  วันนี้แม่เห็นคนลาวคาดกันสวย ๆ ทั้งนั้น  เมื่อเป็นเด็กแม่เคยเห็นคนไทยก็ใช้เหมือนกัน  แต่มาถึงวันนี้ไม่เคยเห็นใครใช้กันอีกเลย  ที่จริงคนลาวจะชอบทองมากกว่านาก  แต่แม่ว่านากมีสีสวยกว่า  หนูพิมช่วยแม่เลือกใหญ่  เพราะคิดว่า  อย่างไรเสียตัวเองคงได้มีโอกาสใส่ด้วย

เสร็จแล้วก็ยังพอมีเวลา  เราจึงขี่ม้า(รถ)ชมเมืองเสียหนึ่งรอบ

Posted by pilgrim on 23 Sep. 2009,21:37
พี่วันดีวิ่งไล่กวดตามมาอย่างกระชั้นชิด พิลเองยังไม่ได้ขยับขาออกเที่ยวหลวงพระบางสักเท่าไหร่เลยค่ะ

ชีวิตตอนนี้ ยุ่งเหยิงเรื่องงานจังค่ะ น้ำหนักก็หนักมากขึ้นตามดินที่พอกไว้ที่หางค่ะ... laugh1.gif

Posted by ไหมหนัน on 23 Sep. 2009,23:09
ท่านพิทักษ์ พรหมบุบผา  และภริยา

ภริยาท่าน พิทักษ์ คือคุณ แดง (ชื่อเล่น) แม่นบ่แม่น?

Posted by add on 26 Sep. 2009,05:53
พี่วันดีเล่าได้น่ารักดีนะ  หนังเรื่อง สะบายดี หลวงพะบางนี่ดูแล้วสบายดีจริงๆ  

        ส่วนเรื่องล้างสมองเด็กนี่พวกเราชอบทำกันมาก ฮาๆ  laugh1.gif

Posted by วันดี on 28 Sep. 2009,11:41
แม่นค่ะคุณไหมหนัน  เอ  ชักสงสัยซะแล้วสิว่าทำไมเราวน ๆ เวียน ๆ กันอยู่อย่างนี้เรื่อยเลย  ท่านพิทักษ์เป็นรุ่นพี่ที่มหาลัยด้วยล่ะ  เป็นรุ่นพี่คุณด้วยป่าว

คุณแอ๊ดคะ  ลาววันนั้นน่าชื่นใจมาก  ส่วนลาววันนี้ต้องไปถามดวงจำปาของพิล

ยังไม่มีเวลาไปหารูปมาลง  เอาอย่างนี้ไปก่อนนะ  เดี๋ยวพิลกลับจากหลวงพระบางเสียก่อน

คนไทยเที่ยวลาวเมื่อปี ๒๕๔๒

ตอนที่ ๖ ผ้าจากสงคราม

เวียงจันทน์วันนั้นเต็มไปด้วยฝุ่น    กองวัสดุก่อสร้างกองอยู่ตามจุดต่าง ๆ มากมาย  ขับรถไปทางไหนก็เจอถนนกำลังสร้าง  ตึกกำลังสร้าง    

ทำให้แม่นึกไปถึงบ้านของแม่ที่กำลังปรับแต่งใหม่ ทุกวันที่แม่เยี่ยมหน้าไปดู  จะเห็นแต่กองวัสดุวางอยู่เกลื่อน บ้านก็ไม่เหมือนบ้าน  เห็นปูนเป็นสีเทา  เห็นนั่งร้าน  เห็นฝาโหว่ เห็นสนามมีแต่ดิน แต่ทุกวันที่แม่ไปดู  ก็เห็นสิ่งรกตาพวกนั้นเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ บ้านก็ค่อย ๆ งามขึ้น  ตอนนี้มันยังไม่เสร็จ  แต่แม่มั่นใจว่า  เมื่อเสร็จสมบูรณ์มันจะต้องสวยงาม  เพราะเราได้วางแผนกับมันอย่างระมัดระวัง  มีขั้นตอนที่ละเอียดรอบคอบ  อีกไม่นานครอบครัวของแม่ก็จะได้อยู่ในบ้านของเราอย่างมีความสุข  

แม่จึงเชื่อว่าอีกไม่นานเวียงจันทน์  ก็จะเป็นเมืองสวยงาม มีระเบียบเรียบร้อย  ที่คนลาวและคนเวียงจันทน์จะได้อยู่อาศัยอย่างมีความสุข และภาคภูมิ

แม่ยังไม่ได้ชมผ้าไหมแสนสวยของป้าจันคำเลย  น้าขวัญให้เวลาก่อน รถมารับเข้าไปชมไม่ถึงชั่วโมง  งานผ้าไหมของป้าละเอียดงดงามมาก  ทราบมาว่า  ด้านฝีมือแล้วร้านไหมคำถือเป็นยอดฝีมือแห่งหนึ่ง  ป้าจันคำได้นำเอาลายโบราณมาพัฒนา  ใช้ไหมและวัสดุคุณภาพดี  คัดเลือกอย่างประณีตบรรจง ทั้งยังออกแบบลวดลายใหม่ ๆ ออกมามากมาย  ป้าบอกว่า  บางผืนลายซับซ้อนมากจนลืมไปเลยว่า คิดออกมาได้อย่างไร   มีหนังสือแฟชั่นเมืองไทยมานำผ้าของป้าไปถ่ายแบบอยู่บ่อย ๆ น้าขวัญก็มีซิ่นและผ้าเบี่ยงสีดำทอลวดลายด้วยเงินอยู่ชุดหนึ่ง ผลิตจากร้านป้านี่แหละ ใครมาถ่ายแบบ  ก็ต้องยืมของน้าขวัญทุกครั้ง

ป้าเอาผ้าจากแขวงอัตตะปือมาให้เราชมชิ้นหนึ่ง  ผ้าทอจากที่นี่มีลักษณะพิเศษคือ  เขาจะร้อยลูกปัดลงไปในด้ายทอ  สีผ้าทั่วไปจะเป็นสีดำกับแดง และลูกปัดสีขาว  ในผืนที่ป้าให้เราชมนั้น  เขาร้อยลูกปัดเป็นรูปเฮลิคอปเตอร์  ปืนกล  ลูกระเบิด รถถัง  หมาพิการ คนพิการ  ป้าอธิบายว่า  คนทอคงพยายามถ่ายทอดความรู้สึกเกี่ยวกับสงครามปลดปล่อยลงไปในผืนผ้า  เราเห็นแล้วอดรู้สึกเจ็บปวดไปกับเขาไม่ได้

แม่ซื้อผ้ามาจากป้า  2  ผืน  ผืนหนึ่งเป็นผ้าห้อยประดับผนัง  เป็นลายดอกไม้หลากสีสัน  ที่แม่มองว่าเหมือนดอกบัวเต็มบึง  อีกผืนทอด้วยไหมทองและเงินเป็นลายระนาดใส่กรอบ  น้าขวัญชมว่าแม่ตาดี  ป้าจันคำให้แม่ยืมซิ่นผ้าฝ้ายจากอัตตะปือ 1 ผืน  ไว้ใส่ไปวัดที่หลวงพระบาง  

บ่ายคล้อยมากแล้วกว่าจะได้ขึ้นรถ  คนขับรถซึ่งเป็นเจ้าของรถเอง วัยมากกว่าพ่อนิดหน่อย  ชื่อลุงทองพัน  ป้าจันคำเห็นก็บอกว่าเราโชคดีที่ได้ลุงทองพัน  เพราะลุงเป็นคนเมืองหลวง(คนลาวเรียกหลวง พระบางว่าเมืองหลวง)  รอบรู้เส้นทางและสถานที่ที่เราจะไปเป็นอย่างดี

รถของเราบ่ายหน้าขึ้นเหนือไปตามถนนสาย 13 เหนือ  ที่สร้างโดยฝรั่งเศสยุคอาณานิคม เชื่อมเวียดนามกับจีนผ่านลาว มาได้ปรับปรุงบ้างหลังปลดปล่อย  มีชื่อเสียงดีทีเดียวด้านการผจญภัย  เส้นทางของเราคือ เวียงจันทน์ วังเวียง กาสี สามแยกศาลาภูคูณ เชียงเงิน หลวงพระบาง  ระยะทาง 420 กิโลเมตร โดยประมาณ

Posted by pilgrim on 28 Sep. 2009,23:34
พิลขอใส่บาตรข้าวเหนียวล่วงหน้าไปก่อนนะคะพี่
Posted by แมวเหมียว on 29 Sep. 2009,07:48
อยากไปเที่ยวกับแม่จังเลยค่ะ EM142.gif
Posted by วันดี on 29 Sep. 2009,13:06
คนไทยเที่ยวลาวเมื่อปี ๒๕๔๒

ตอนที่ ๗ วังเวียง เวียงวัง บนฝั่งน้ำซอง



บนถนนไปวังเวียงซึ่งเป็นเป้าหมายของเราวันนี้นั้น  นอกจากรถและคนแล้ว ยังมากมายไปด้วยสัตว์เลี้ยงประเภท วัว ควาย หมู ไก่  ท่านทูตเตือนเรามาแล้วว่า  ขับรถบนถนนหลวงต้องใช้แตรให้มาก  เราเห็นลุงทองพันบีบแตรไปตลอดทาง

ก่อนออกจากเวียงจันทน์  รถแวะเติมน้ำมัน  เราจึงได้เห็นรูปแกะไม้ประหลาดอยู่หน้าโรงไม้หรือโรงเลื่อยอะไรสักอย่าง  เป็นรูปคนผู้ชายเปลือยกายตัวใหญ่มาก แกะจากซุงท่อนใหญ่ไม่รู้ว่าเขาทำทำไม  แต่เราก็ถ่ายรูปเก็บเอาไว้  เผื่อวันหน้าเราอาจได้เห็นรูปแกะนี้ในเมืองไทย

ถนนช่วงนี้ยังเป็นถนนเรียบไปบนพื้นราบ  สองฟากถนนเป็นนาข้าวอุดมสมบูรณ์  ชาวบ้านออกมานั่งเล่นกันบนถนน  เหมือนเป็นสนามหน้าบ้าน  เด็ก ๆ เล่นเกมทอยแบงก์ด้วยรองเท้าฟองน้ำ  สนุกสนานกันเป็นอันดี

แม่ถามลุงทองพันถึงชื่อคนลาวทั่ว ๆ ไป  เพราะแม่คิดว่าภาษาลาวเป็นภาษาคำโดดเช่นเดียวกับภาษาไทยเดิม  ดังนั้นชื่อคนจะต้องเป็นการนำคำสองคำที่มีความหมายเฉพาะมาต่อกันแล้วได้ความหมายที่งดงามแปลกไปกว่าชื่อคนไทยสมัยนี้  ที่นิยมใช้คำสมาสเชื่อมคำแบบภาษาบาลีหรือสันสกฤต  อยากทราบความหมายต้องเปิดพจนานุกรมหลาย เที่ยว คำตอบจากลุงทองพันทำให้แม่ผิดหวัง  เพราะชื่อที่ลุงทองพันบอกมาจากคนจริง ๆ ที่ลุงทองพันรู้จัก  คล้ายชื่อคนไทยสมัยใหม่มาก  แม้จะเขียนแบบลาวก็ตาม  อย่างไรก็ดีแม่ก็ได้มา 2 - 3 ชื่อ  เช่น  กูดแก้ว (ภรรยาลุงทองพันเอง)  ไคทอง  ก้อนคำ  จันเพ็ง

เราเลยได้คุยกันถึงงานแต่งงานของคนลาว  ซึ่งเรียกว่าแต่งดอง  ทั่วไปก็คล้ายประเพณีแถวบ้านแม่  หรืออาจจะเป็นประเพณีไทยเดิมทั้งหมดก็ว่าได้  แล้วน้าขวัญก็เล่าถึงบัตรเชิญแต่งงาน  ทางลาวเวลาเขียนในบัตรเชิญ  เขาจะแจ้งให้ทราบหมดว่า  เจ้าบ่าวเจ้าสาวเป็นลูกใคร  หลานใคร  เกี่ยวพันกับใครบ้าง ลุงทองพันใช้คำว่าเจ้าโคตรลุงตา

ทั้งหมดนี้  แม่และเพื่อน ๆ ของแม่พูดเป็นภาษาไทย  ลุงทองพันก็ตอบมาเป็นภาษาลาวโดยไม่ต้องดัดแปลง  และเราทุกคนก็เข้าใจกันดี   นี่กระมังที่ทำให้ตอนสุดท้ายของการท่องเที่ยว  แม่สรุปว่าเป็นการท่องเที่ยวที่สนุกสนานมาก  และอิ่มกับความสุขนั้นจนกระทั่งคิดว่าปีนี้จะไม่ต้องไปเที่ยวที่ไหนอีก

เรามาถึงวังเวียงค่ำมาก  มองอะไรไม่เห็นแล้ว  ได้แต่มุ่งตรงเข้าไปยังโรงแรมที่จองไว้  ชื่อ น้ำซอง  ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำซอง  ฝนตกพรำ ๆ   และหิวข้าว  เราสั่งอาหารกันระรัวไปหมด  หลังจากสงบอกสงบใจกันแล้ว  เราจึงพบว่าในห้องอาหารมีนักท่องเที่ยวจากเมืองไทย ประมาณ 20 คนนั่งอยู่แล้วกลุ่มหนึ่ง  นอกนั้นคือเรา  ซึ่งเลือกออกไปนั่งข้างนอก  หลังคาเปิดโล่งแต่ติดแม่น้ำ  จนได้ยินเสียงน้ำไหลผ่านใต้พื้นที่นั่งเป็นเกลียวไปทางใต้  

แม่ครัวหน้าตาเหมือนน้าแดงแม่ครัวของแม่  ยิ้มร่าออกมารับออเดอร์เอง  ปรากฏว่าที่เรารีบสั่งไปตอนแรก  อาหารไม่มีเสียเกือบครึ่ง  จึงต้องสั่งใหม่กับคนทำโดยตรง  ได้ปลาทอด  ผักลวก  แจ่วหมากเลน  ผัดผัก  ท้ายสุด  หนูพิมสั่งส้มตำไม่เผ็ดตามเคย  พ่อตัดสินใจเปิดไวน์ที่ซื้อมาวันก่อน  

พนักงานเสิร์ฟเป็นเด็กสาวตัวเล็ก ๆ หน้าตาอ่อนหวาน  เดี๋ยวใส่เสื้อสีแดง  เดี๋ยวใส่เสื้อสีชมพูออกมาจัดโต๊ะ  แม่มองดูอยู่นานแล้วถามว่า  หนูชื่ออะไร  เสื้อสีแดงบอกว่าชื่อนา  พอใส่เสื้อสีชมพูออกมา  แม่ก็ถามอีกว่า หนูชื่ออะไรนะ  ปรากฏว่าเธอตอบว่าชื่อจือ    จึงได้รู้ว่าที่แท้แม่หนูสองคนนี้เป็นแฝดกัน  มาจากซำเหนือ เป็นชนชาติไทลื้อ

อาหารอร่อยมาก  โดยเฉพาะแจ่วหมากเลน  ต้องสั่งซ้ำ  ส้มตำของหนูพิมก็รสดี  น้าขวัญเลยสั่งแจ่วหมากเลน  ไก่ทอด  ข้าวเหนียว  เป็นอาหารห่อสำหรับมื้อกลางวันพรุ่งนี้บนภูเขาไปหลวงพระบาง  หนูนกแม่ครัวคนเก่ง  เอาข้าวต้มมัดมาให้กินฟรี เป็นของที่เธอทำสำหรับไปใส่บาตรวันพรุ่งนี้  พ่อเปิดไวน์ขวดที่สอง  บรรยากาศชักครึกครื้น    แสงจันทร์วันเพ็ญพยายามลอดเมฆฝนออกมาให้เห็นเลือนราง  เหมือนความฝัน

สักเดี๋ยวเราก็ได้ยินเสียงโห่เฮ้วดังลั่นอยู่กลางแม่น้ำ และไหลเรื่อยไปตามลำน้ำ  แม่ซึ่งหวั่นหวาดอยู่ว่า  เรานั่งอยู่บนแม่น้ำที่เชี่ยวกรากเบื้องล่าง  กระแสน้ำอาจพัดเอาไม่ใครก็ใครสักคนหล่นลอยไปแม่น้ำโขงให้ต้องเที่ยวตามหา  ก็ตกใจคิดว่าตัวเองคิดถูก  หนูนกบอกว่า ไม่ใช่   เขาหาปลากันต่างหาก  และน้ำนี่ลึกไม่ถึงเอว  มันเชี่ยวไปอย่างนั้นเองเพราะฝนตกหนักบนภูเขาทางเหนือ

Posted by pilgrim on 29 Sep. 2009,22:18
เที่ยวลาวเมื่อสิบปีก่อนก็สนุกจังค่ะ

สงสัยจัง...ท่านพี่บอกฝนตกพรำๆ แล้วออกไปนั่งด้านนอกของร้านอาหารได้เหรอคะ

หนูกลัวท่านพี่เป็นหวัดน่ะค่ะ


คุณพ่อ ท่าทางจะมีความสุขมากกว่าใครเลยนะคะ.... laugh1.gif

Posted by วันดี on 30 Sep. 2009,13:12
พิลรอเดี๋ยวนะ  กำลังออกจากวังเวียงแล้ว  เย็นนี้ถึงจะถึงหลวงพระบาง

คนไทยเที่ยวลาวเมื่อปี ๒๕๔๒

ตอนที่ ๘ เงือกย้ายบ้าน


(น้ำซองในม่านเมฆ)

คืนนั้นเรานอนหลับกันอย่างสะบายดี๋ (วันที่16) ตื่นขึ้นมา มองออกไปนอกหน้าต่าง  เห็นภูเขาและน้ำซองปกคลุมด้วยหมอกบาง ๆ สวยงามเกินจะบรรยาย  ชาวบ้านทอดแหอยู่กลางลำน้ำ  น้ำสูงแค่หัวเข่าจริง ๆ  ฝั่งข้างโน้นคงมีลำคลองเล็ก ๆ เข้าไปในหมู่บ้าน  แม่เห็นชาวบ้านแต่งตัวสวยงามนั่งประคองขันข้าวใบใหญ่มากับเรือ  คงจะไปทำบุญใส่บาตรวันพระที่วัดฝั่งนี้

เรากินข้าวเช้าบนฝั่งน้ำอันสวยงาม  แล้วล้อก็เตรียมหมุน  หนูนกพาลูกสาวตัวน้อยมาส่งเราที่รถ  พร้อมกับอาหารห่อและข้าวต้มมัดอีก 1 ถุง  เราเลยมอบน้ำพริกกุ้งเสียบไว้ต่างหน้า มิตรภาพอันดีนี้ทำเอาเราสดชื่นเปรมปรีด์

ตลาดวังเวียงยามเช้ามีชีวิตชีวามาก  นักท่องเที่ยวประเภท Back Packer เติมสีสันให้วังเวียงจนสะดุดตา  บ้านเล็กเรือนน้อยขึ้นป้าย Guest House ง่าย ๆ  แม่ทำนายว่าไม่นานวังเวียงจะเปลี่ยนตัวเองจนใครก็จำไม่ได้  โดยเฉพาะที่ตลาดแห่งนี้

เราไม่ได้แวะไปทำบุญวันอาสาฬหบูชาที่วัด  เพราะต้องรีบเดินทาง  หนทางต่อจากนี้เต็มไปด้วยภูเขาสูงชันและความรกร้างเปล่าเปลี่ยว  เมื่อหลายปีก่อนการเดินทางตั้งแต่วังเวียงไปจนถึงเชียงเงินจะต้องใช้เวลากลางคืน  เพราะกลางวันอันตรายจากโจรปล้นบนภูเขา  ที่มักจะซุ่มโจมตีแย่งชิงทรัพย์สิน  โจรพวกนี้ไม่กระทำการเวลากลางคืน  เพราะทั่ว ๆ ไปจะเป็นชาวเขา  ปล้นแล้วกลับบ้านไม่ถูกเพราะมืด  แต่เดี๋ยวนี้ทางการได้อพยพชาวเขาที่อยู่ห่างไกลมาตั้งบ้านเรือนริมถนน         แล้วตั้งค่ายทหารประจำการเป็นจุด ๆ  บนภูสูงตลอดทาง        

เลยวังเวียงมาเล็กน้อย  เราพบกองดินและต้นไม้พังโค่นลงมาจากภูเขา  กระจัดกระจายอยู่ ริมทางใกล้หมู่บ้าน  โปรดสังเกตว่า  ไม่มีบ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้านเสียหายเลย ลุงทองพันบอกว่า  คนลาวเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า  เงือกย้ายบ้าน  กล่าวคือ  เมื่อพวกเงือกหรือ นาค  ซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ย้ายบ้านที  ต้นไม้กองดินก็ถูกไถราบไปบ้าง  แต่จะไม่กระทบ กระเทือนทรัพย์สินไร่นาของชาวบ้าน  หากจะมีบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เพราะเจ้าลูกเงือกตัวน้อยวัยซนไม่เชื่อฟังพ่อแม่

แม่คุ้นเคยกับนิทานแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก  จึงคุยถูกคอกับลุงทองพันตั้งแต่นั้นมา  ทำให้การเที่ยวครั้งนี้ของเรามีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมากมาย

เราผ่านหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลกันมากอยู่บนยอดภูดอยตลอดเส้นทาง  ยอดต่ำ ๆ จะไม่มีหมู่บ้าน  หมู่บ้านจะไปอยู่บนยอดที่สูงที่สุดของเทือกนั้นเสมอ  ลุงทองพันแนะว่า  จะสังเกตหมู่บ้านไหนเป็นเผ่าไหน  ให้ดูที่วิธีแบกของของชาวบ้านที่นั้น ๆ ถ้าเป็นลาวเทิงจะเอาของใส่หัว  หรือเป้ของโดยให้สายรัดอยู่ที่หน้าผาก  บ้านมีใต้ถุน อยู่ไหล่เขา ถ้าเป็นลาวสูงจะแบกของและบ้านติดดินบนยอดดอย

ลุงทองพันชี้ให้เราดูซากตึกในหมู่บ้านบนภูสูงลูกหนึ่ง  และบอกว่าที่นี่เรียกว่าหมู่บ้าน บังกาโลว์  ในสมัยฝรั่งเศสครอบครอง  เคยเป็นสถานที่พักแรมของผู้สำเร็จราชการฝรั่งเศส ตึกหลังนั้น  มี 4 ห้องนอน  และมีเตาผิง  ถูกอเมริกามาทิ้งระเบิดทำลาย  ในสงคราม ปลดปล่อย  สถานที่แห่งนี้  ร้อยโทจำลอง ศรีเมืองเคยมาพักสมัยกองพลเสือดำแตกมาจากเชียงขวางเมืองซุย

เลยมาประมาณ 2 กิโลเมตร  ก็ถึงสามแยกศาลาภูคูณ  ทางแยกยุทธศาสตร์  แยกซ้ายไปหลวงพระบาง  แยกขวาไปเชียงขวาง  ดินแดนแห่งการสู้รบที่ดุเดือดในอดีต  ลุงทองพันเล่าอีกว่า  จุดภูคูณนี้ที่จริงมันควรจะอยู่ตรงบ้านบังกาโลว์  แต่ช่างทำทางของฝรั่งเศสดูแผนที่ผิด  จึงตัดถนนจากเชียงขวางมาเชื่อมได้แค่ภูคูณ  ไม่ถึงบ้านบังกาโลว์ซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริง

เราแวะสัมผัสภูคูณกันเล็กน้อย  รถยีเอ็มซีแบบทหารจอดหันหน้าไปเชียงขวางอยู่บนทาง แยก  นี่คือรถโดยสารไปเชียงขวาง

สาวน้อย ๆ ที่ภูคูณ

แม่ลูกผูกแล้วพัน
เส้นทางต่อจากนี้จะมีค่ายทหารเป็นระยะ ๆ น้าขวัญเตรียมบุหรี่และขนมมาเป็นของฝากให้ พวกเขาด้วย   น้าขวัญเล่าว่ามาครั้งแรกเห็นใครใส่ชุดสีเขียว ๆ น้าขวัญส่งบุหรี่ให้หมด  บางทีเป็นชาวบ้านสัญจรไปมาก็ถือว่าได้ลาภไป  ต่อมาเริ่มจะเข้าใจและพอรู้ว่าตรงไหนคือค่าย ทหาร  ตรงไหนคือหมู่บ้านประชาชน  ก็เลือกให้แต่เฉพาะทหาร  เพราะเห็นว่าพวกเขายาก ลำบากมากที่ต้องทำหน้าที่อยู่แถวนี้ เพราะงบประมาณน้อย บ้านช่องลูกเมียก็ไม่ได้เห็นหน้า  ธรรมเนียมนี้ไม่ได้ถามว่าคนขับรถทุกคนทำหรือเปล่า หรือทำกันแต่เฉพาะหมู่เฮา

ลุงทองพันชี้ให้ดูหมู่บ้านทุ่งนาน้อย  ที่เคยขึ้นชื่อลือชาเรื่องการปล้น  มีถนนอยู่ช่วงหนึ่ง  มีเนินเขาเตี้ย ๆ 2 ลูกขนาบข้าง  ดูแล้วเป็นจุดซุ่มโจมตีที่เหมาะเจาะมาก  แถบนี้ในอดีตป่าเขา อุดมสมบูรณ์   ถูกพวกชาวเขาถางเสียเตียนโล่ง  มองเห็นไกลลิบ ๆ ไปหลายภู  ราวกับฉากในหนัง The Sound of Music  เสียแต่ว่าเมื่อนึกได้ว่าที่นี่คือป่าเขตร้อน  มันควรรกทึบเขียวชอุ่มสมบูรณ์  ก็ให้เสียดาย  

ที่จริงหากเฉพาะชาวเขาถางป่าทำไร่คงไม่เหี้ยนเตียนมากขนาดนี้  เพราะประชาชนลาวรวมทั้งประเทศแล้ว เฉลี่ยความหนาแน่นไม่เกิน 7 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตร อเมริกาต่างหาก ที่เป็นจำเลยสำคัญในเรื่องนี้  ในสงครามเวียดนาม  อเมริกาถือเอาดินแดนลาวเป็นจุดปลดระเบิด ที่เครื่องบินนำไประเบิดในเวียดนามแล้วเหลือค้างอยู่บนเครื่อง ก่อนกลับฐานทัพในประเทศไทย  ระเบิดที่ปลดทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ นี้ทำลายป่าเขาของลาวไปจำนวนมหาศาล   มาจนบัดนี้  แถบเชียงขวางระเบิดของอเมริกายังคงฝังอยู่ในดินให้คนลาวรุ่นหลังเดินไปเหยียบบาดเจ็บล้มตายไปอีกนาน

ฝนตก ๆ หยุด ๆ มาตลอดทาง   ได้ช่องให้เราแวะกินข้าวบ่ายซึ่งควรเป็นข้าวเที่ยงกันที่ไหน สักแห่งเมื่อผ่านเชียงเงินมาแล้ว    บังเอิญมากที่จุดแวะนั้น  ชาวบ้านทำประปาธรรมชาติต่อท่อไม้ไผ่รองน้ำตกเล็ก ๆ เอาไว้   ขอบใจละเด้อ  เราปิคนิคกันที่นี่เกือบชั่วโมง  ขอถอนคำพูดเรื่องแม่หนูนก  แม่ครัวคนเมื่อคืน  ว่าเป็นแม่ครัวคนเก่ง  เพราะไก่ทอดของเจ้าหล่อน  เหนียวราวกับหนังสติ๊ค  สงสัยเอาไก่ชนมาทอดแหง  

เราเปิดเพลงและรำวงกันตรงนั้นอย่างสนุกสนานไม่มีวันลืม

กินตรงนี้แล้วก็รำวงตรงนี้กันเลย

Posted by pilgrim on 01 Oct. 2009,23:30
มัวแต่รำวง เมื่อไหร่ จะถึงหลวงพระบางคะ ท่านพี่

ขำดีค่ะ กินข้าวเสร็จ รำวงด้วย..... EM139.gif

พี่วันดีคะ รูปภูเขาที่พี่ถ่ายมา ใช่เขานางนอนหรือเปล่าคะ

พ่อสายเพชรแกเล่าเกร็ดให้ฟังเหมือนกัน ใกล้ๆ กันไม่ไกลกันนัก มีภูเขาหน้าคนผู้ชายด้วยค่ะ

พ่อสายเพชรแกเล่าเกร็ดเอามาผสมผเสเป็นเรื่องเดียวกัน แต่พิลจำไม่ค่อยได้แล้วค่ะ

Posted by วันดี on 07 Oct. 2009,14:15
มาแล้วค่า  ถึงหลวงพระบางแล้วด้วย  รีบออกไปเที่ยวไล่ตามพิลติ๊ก ๆ

เอ  จำไม่ได้แล้วค่ะว่าใช่ผานางนอนหรือเปล่า  ดูเหมือนว่าภูทุกลูกในลาวจะมีเรื่องเล่าประกอบมากมาย  ช่างโรแมนติคดีแท้หนอคนลาว

คนไทยเที่ยวลาวเมื่อปี ๒๕๔๒

ตอนที่ ๙ ตลิ่งสองข้างทางน้ำของ


เรามาถึงหลวงพระบางตอนบ่ายแก่มาก   เข้าพักที่โรงแรมเลอกาลาว  ริมแม่น้ำโขง  วิวสวยมากจริง ๆ  ฝั่งข้างโน้นของแม่น้ำ คือภูท้าวและภูนาง มองเห็นเจดีย์สีทองของวัด จอมเพชร สง่าสดใส อยู่ท่ามกลางผืนป่าสีเขียว  แม่น้ำโขงฤดูนี้เป็นสีเหลืองเต็มฝั่ง ไหลเชี่ยวลง ทางใต้  บรรยากาศสงบเงียบ  นึกถึงบทกวี  ของกวีใหญ่บ้านเราที่ว่า "ตลิ่งสองข้างทางน้ำของ  แม้ยืนมองดูยังคอตั้งบ่า......"  มาฤดูนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น  เพราะน้ำเปี่ยมฝั่ง

เราผิดหวังกับโรงแรมนี้กันคนละเล็กละน้อย  เมื่อรวมแล้วนับว่าเยอะ  อาจจะเป็นได้ที่ข้อมูล ที่เรารับมาเกินจริงไปหน่อย  แม่เข้าไปในห้องน้ำเจอซองแชมพูสระผม ยี่ห้อเฮด แอนด์โชลเดอร์สีชมพู  ก็ขำ กลิ้งกับคำยกย่องแสนคลาสสิคที่ได้ฟังมา
(เลอกาลาว)

เก็บของล้างหน้ากันนิดหน่อยแล้วรีบไปเที่ยวเลย  เราเริ่มจากโรงแรม ที่ยังสร้างไม่เสร็จ   ลุงทองพันขับรถผ่านสะพานแคบ ๆ  ข้ามแม่น้ำคาน  ซึ่งตอนนี้มีสีเดียวกับแม่น้ำโขง  เนื่องด้วยเป็นฤดูฝน  โรงแรมสร้างอยู่บนผืนดินที่เคยเป็นวังเก่าของเจ้าเพ็ดซะราด  อดีตราชวงศ์ผู้เป็นผู้นำคนสำคัญคนหนึ่งในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศลาว(หาอ่านเรื่องของท่านได้ในมติชนสุดสัปดาห์ซึ่งคุณศุขปรีดา พนมยงค์เขียนให้อ่านเป็นตอน ๆ น่าสนใจมาก)

สิ่งก่อสร้างงดงาม   พยายามยึดต้นแบบวังเก่าของเจ้าของเดิมเอาไว้  จุดที่ตั้งอยู่ตรงคุ้งน้ำคานพอดี  คาดว่าจะแล้วเสร็จเปิดให้บริการภายในปีนี้(ปี๒๕๔๒นะจ๊ะ)  มองออกไปจากโรงแรมเห็นภูเขาอยู่ฝั่งตรงกันข้าม   ลุงทองพันจึงเล่าเรื่องพระรถเมรีฉบับลาวให้ฟัง

"เมืองหลวงพระบางนี้  เดิมเป็นเมืองของนางกวงฮี (นางเมรี)  ท้าวพุทธเสน (ท้าวรถเสน) รับสาส์นจากมารดาเลี้ยงผ่านมาทางภูเขาตรงหน้านี้  เกิดได้พบกับพระฤาษีรูปหนึ่ง  ท่านได้กรุณาแปลงสาส์นให้  ภูเขานี้จึงมีชื่อว่า  ผาตัดแก้ (แก้ไขตัดแต่ง)  จนท้าวพุทธเสนได้อยู่กินกับนางกวงฮี  ต่อมาเมื่อท้าวพุทธเสนเปลี่ยนใจจะทิ้งนาง  ก็ออกหนี  นางกวงฮีตามมาทันที่ริมน้ำโขง  ท้าวพุทธเสนข้ามโขงไปได้  นางข้ามไม่ได้  อ้อนวอนเท่าไหร่ท้าวพุทธเสนไม่ยอมกลับ  นางจึงอธิษฐานว่าหากนางตายไปก่อน  ท้าวพุทธเสนตายทีหลังให้มาตายแทบเท้านาง  เรื่องก็เป็นจริงดังคำอธิษฐานของนาง  แต่พระอินทร์เห็นว่า  ท้าวพุทธเสนมาตายแทบเท้าผู้หญิงดูจะไม่เหมาะ  จึงเปลี่ยนให้นางกวงฮีตายแทบเท้าท้าวพุทธเสนแทน  จึงปรากฏเป็นภูนางซบเท้าภูท้าว"  ดังที่เราเห็น หน้าโรงแรม  
(ภูนางซบอยู่แทบเท้าภูท้าว)

ไกลออกไปยังมองเห็นภูซวง  ป่าภูที่ลึกลับมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน  เล่ากันว่า ณ ภูซวง  มีถ้ำลึกลับ ซึ่งอาจจะเป็นที่อยู่ของพญานาค หรือยักษ์ หรือมีทรัพย์สมบัติเก็บซ่อนอยู่  ไม่มีใครรู้แน่  รู้แต่ว่าใครก็ตามที่ไปที่นั่น  ไม่เคยได้กลับกันมาเลย  นานมาแล้ว  มีพระภิกษุผู้เข้าฌานสมาบัติชั้นสูง   บอกกับชาวบ้านว่าที่นั่นเป็นที่อยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาหลวงพระบาง  อย่าได้เข้าไปรบกวนเขา  จนบัดนี้จึงยังไม่มีใครกล้าเข้าไปสำรวจบริเวณนั้น

ผานมคือจุดหมายต่อไปของเรา   เย็นคล้อยมากแล้ว  เราคงจะเป็นลูกค้ารุ่นสุดท้ายของศูนย์ผ้าทอในวันนี้  แม่ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่  ดูแล้วสวยไปหมด  ดีไปหมด  ได้น้าขวัญช่วยแนะนำ  จึงได้ซิ่นมาฝากพนักงานสาว ๆ หลายผืน    ในศูนย์มีโต๊ะตั้งน้ำชาไว้รับแขก  พ่อคงซดน้ำชาไปหลายกากว่าเราจะตัดใจกลับออกมา

หมู่บ้านผานมนี้อยู่ทางฝั่งซ้ายของน้ำคาน  ระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตรจากในเมือง  เป็นหมู่บ้านชนชาติไทลื้อ ที่อพยพมาจากสิบสองปันนา เมื่อกว่า 300 ปีที่แล้ว  ตั้งแต่สมัยพะเจ้ากิ่งกิดสะลาด ขยายอำนาจแข่งกับเวียงจันทน์  เดิมชาวลื้อบ้านผานมมีหน้าที่เป็นทหาร และทอผ้าให้เจ้ามหาชีวิต

Posted by วันดี on 08 Oct. 2009,10:01
คนไทยเที่ยวลาวเมื่อปี ๒๕๔๒

ตอนที่ ๑๐ สลัดผักน้ำอร่อยสุด ๆ


อาหารมื้อแรกในหลวงพระบาง  ถึงอย่างไรแม่ก็ต้องลองกินอาหารลาวจริง ๆ  โดยเฉพาะลาวเมืองหลวงให้ได้  อากลาง (คุณอนุชา บุบผา)  เพื่อนของน้าขวัญซึ่งใจดีมาพาเราเที่ยว  และร่วมขบวนกันมาตั้งแต่โรงแรมริมน้ำคาน  พาไปร้านวุดทิมีไซ  เป็นร้านใหม่แต่เป็นลูกของร้านเก่าที่มีชื่อเสียงเรื่องอาหารหลวงพระบาง  

เมนูมื้อนี้แปลกหน้าทุกอย่าง  เริ่มจาก  ไคแผ่น  แจ่วบองหมัก  เอาะหลามหลวงพระบางใส่สะข่าน(ท่อนไม้ที่พิลลงให้ดูในตลาดเช้าไงคะ)  ลาบปลาเนื้ออ่อน  และสลัดผักน้ำ

ไคแผ่นนี้  แม่เคยอ่านจากหนังสือของป้านิดดา  และฟังจากประสบการณ์ของพ่อแล้วนึกขยาดเล็ก ๆ  

ไคแผ่น  คือตะไคร่น้ำจืดที่ขึ้นอยู่ตามก้อนหินในแม่น้ำ  ชาวบ้านจะขูดเอามาทำเป็นแผ่นโรยงาดำและเกลือตากแห้ง  เวลาจะทำกินให้ใช้วิธีวิ่งผ่านน้ำมันที่ร้อนจัด  ที่เรียกว่า วิ่งผ่าน คืออย่าทอด  ให้ตั้งน้ำมันให้ร้อน  แล้วเอาไคลงผ่านอย่างรวดเร็วทีเดียวแล้วเอาขึ้น มาซับมันออก  หั่นเป็นชิ้นพอคำ  จิ้มกับแจ่วบอง  แม่ว่าใช้ได้นะ  ไม่คาว  ตอนกลับยังซื้อมาหลายถุง

แจ่วบองของหลวงพระบาง  ส่วนผสมน้าขวัญว่าเหมือนบ้านเรา  แต่ทางนี้เขาจะใส่หนังควายหมักลงไปด้วย  ทำให้เนื้อออกเหนียว ๆ

แม่ไม่ใช่นักกิน  ไม่ใช่นักชิม  และไม่ใช่นักทำด้วย(สมัยเมื่อ ๑๐ ปีก่อนนะคะ  เดี๋ยวนี้ทำกับข้าวกินเองค่ะ  ขอบอก)  แต่ก็ยังอดถามส่วนผสมของเอาะหลามหลวงพระบางไม่ได้    

เอาะหลามจะต้องใส่  เห็ดหูหนู  ยอดหวาย  ข้าวเบือ  มะเขือต้มตำ และที่ขาดเสียไม่ได้คือสะข่าน  สะข่านนี้แม่เข้าใจว่าเป็นอบเชย  เปรียบเทียบจากกลิ่นเอา  ลุงทองพันอธิบายว่า  สะข่านมี 2 ชนิด  คือสะข่านเนื้อกับสะข่านดูก  สะข่านเนื้อจะมีลูกกลม ๆ เหมือนลูกสะบ้า  ส่วนสะข่านดูก  ลูกกลมแบบมะนาว  และสะข่านนั้นเป็นเถาวัลย์  ยิ่งไปกันใหญ่เลย  ไกลความรู้แม่ออกไปทุกทีแล้ว

เด็ดสุดสำหรับแม่มื้อนี้  คือสลัดผักน้ำ (water crest)  เพราะผักสดและอวบอร่อย  อากลางบอกว่า  เป็นผักที่คนฝรั่งเศสนำเข้ามาเผยแพร่ในลาว  ที่หลวงพระบางนี้มีฟาร์มผักน้ำ  และฤดูนี้ผักน้ำจะอร่อยเป็นพิเศษ  ตั้งแต่มื้อนี้อาหารประจำโต๊ะของเราคือ สลัดผักน้ำ

ตอนนี้ดูรูปของพิลไปนะ  เพราะรูปที่ถ่ายออกมาดาราเพียบ  เด๋วจะเสียลับหมด

Posted by pakae on 08 Oct. 2009,10:14
เย้  ๆๆๆๆพี่วันดีมีภาพประกอบให้พวกเราดูแล้ว biggrin.gif

       อ่านๆดูแล้ว    ตำนานของ ภูนางซบอยู่แทบเท้าภูท้าว     คล้ายๆกับวรรณคดีของไทย     เหมือนกับมีส่วนผสมของแต่ละเรื่องอยู่ด้วยกัน    

         พี่วันดีความจำแม่นมาก      เรื่องผ่านมาตั้งสิบปี    พี่ยังเล่าได้ละเอียดมากเลย    ยอดมั่กๆค่ะ winkthumb.gif

Posted by pilgrim on 08 Oct. 2009,20:16
ฮิๆๆๆ พี่วันดี มีแฟนพันธุ์แท้มาเชียร์ค่ะ ของหนูไม่มี ohman.gif
Posted by add on 08 Oct. 2009,21:44
ภาพวิวภูเขาสวยทุกรูปเลยค่ะพี่วันดี  ไคแผ่นเคยมีคนเอามาฝาก  แต่ก็กินไม่สนิทใจเลย  รู้สึกเหม็นตะไคร่น้ำ  EM149.gif
Posted by วันดี on 09 Oct. 2009,11:15
แหมชอบจัง  ปาเก้ชมว่าความจำดี  ไม่นึกว่าพี่เขียนเอาไว้ตั้งกะ 10 ปีก่อนมั่งหรือน้อง

จริง ๆ แล้ววัฒนธรรมไทย-ลาวนั้นสนิทแนบแทบเป็นสิ่งเดียวกัน  ดังนั้นนิทานหรือชาดกต่าง ๆ ก็มาจากแหล่งเดียวกัน  แต่ได้รับการตกแต่งให้ต่างออกไปบ้างตามใจคนเล่า  ท้าวพุทธเสนกับนางกวงฮี  ก็คือพระรถเมรีบ้านเราไงคะปาเก้

พิลจ๋า  พี่น่ะหวังโหนกระแสดวงจำปาของพิลนะนี่

คุณแอ๊ดคะ  เคยกินสาหร่ายตราภูเขาไฟฟูจิไหม  ต่างกันแค่เราไม่รู้ว่าฟูจิเขาผลิตอย่างไรเท่านั้นเองค่ะ

คนไทยเที่ยวลาวเมื่อปี ๒๕๔๒

ตอนที่ ๑๑ ย้อนเวลาตามหาอดีต


นานมาแล้วพ่อเคยแวะมาแรมทางที่หลวงพระบางเป็นเวลาหลายวัน  ยังนึกถึงน้ำใจไมตรีที่ได้รับจากคนที่นี่  นึกถึงภาพเก่า ๆ สถานที่เก่า ๆ ด้วยความสำนึกบุญคุณ  รายการต่อไปจึงเป็นการเดินหารอยเท้าตนเองของพ่อบ้าง

อันดับแรกคือโรงแรมห้องแถว  พ่อจำได้แต่ว่าเป็นห้องแถว 2 ชั้น  อยู่ติดถนน  และเจ้าของเป็นคนเวียดนาม  ได้ต้อนรับและเลี้ยงดูพ่ออย่างดีเมื่อคราวที่ได้มาพำนัก ลุงทองพันและอากลางตามให้จนเจอ  พ่อแวะเข้าไปข้างใน  ประเดี๋ยวหนึ่งก็ออกมาบอกว่า  เดี๋ยวนี้ไม่ได้เป็นโรงแรมแล้ว  แต่เป็นบ้านประชาชน  เจ้าของเดิมอพยพครอบครัวไปอยู่เวียงจันทน์กันหมดแล้ว (ซึ่งวันสุดท้ายที่เวียงจันทน์เราได้แวะไปเยี่ยมครอบครัวนี้ด้วย)

ต่อไปคือท่าเรือที่เขาส่งพ่อและเพื่อน ๆ ไปลงเรือล่องตามน้ำโขงขึ้นไปปากแบ่ง   พ่อหาจนพบ  ลองลงไปยืนริมน้ำมองขึ้นมาบนฝั่ง  ทำเหมือนที่เคยทำเมื่อยี่สิบปีก่อน  ทุกคนยินดีกับพ่อ   บางครั้งการกลับมาหาที่ ๆ ที่เราเคยผ่าน  มันดูไม่มีค่าอะไรในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเจ้าของประสบการณ์แล้วคงซาบซึ้งน่าดู

แม่ชวนใคร ๆ ว่าคืนนี้ไปเวียนเทียนวันอาสาฬหบูชากัน  กลับโรงแรมเตรียมนุ่งซิ่นกันใหญ่  หนูพิมเดาะซิ่นที่แม่ซื้อเมื่อตอนบ่ายเสียสวยเชียว สักครู่อากลางมาบอกว่า  เขาไม่มีเวียนเทียนหรอก  เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า  ไม่รู้แฮะ  ก็บ้านเราเขาเวียนเทียนกันคืนนี้  ดูปฏิทินสอบ กับผู้รู้มาแล้ว  เอาเป็นว่าอากลางพาไปวัดสนทนาธรรมกับพระก็แล้วกัน

วัดที่อากลางพาไป  ชื่อวัดแสนสุขาราม  อยู่ใกล้ ๆ โรงแรมนี่เอง  เราเข้าไปนมัสการท่าน สาทุคำจันทร์ วิระจิตตะเถระ  ท่านเจ้าอาวาส  ซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่ของลาว   อากลางเรียกท่านว่าหลวงตา  เนื่องจากท่านเป็นน้องชายของคุณยายอากลาง  

แม่จึงเรียนถามท่านว่า  ทำไมไม่มีการเวียนเทียนวันอาสาฬหบูชาที่หลวงพระบาง  ท่านบอกแม่ว่า  ลาวเวียนเทียนแต่เฉพาะวันวิสาขบูชา  และมาฆบูชาเท่านั้น  แต่เดิมไทยก็ไม่เวียนเทียนวันอาสาฬหบูชาเหมือนกัน  เพิ่งมาทำกันขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์นี่เอง  

แล้วแม่ก็ได้ความรู้เพิ่มเติมว่า  วันพระไทยกับวันพระลาวไม่ตรงกัน  วันพระลาวจะก่อนวันพระไทย 1 วัน  เพราะการนับวันทางจันทรคติไม่ตรงกัน  ดังนั้นวันนี้ในลาวคือวันเข้าพรรษา  ไม่ใช่วันอาสาฬหบูชา  มิน่า  แม่เห็นผู้คนไปวัดที่วังเวียงกันเนืองแน่น  และแม่พลาดโอกาสสำคัญไปเสียแล้ว

ขอเชิญไปดูรูปที่ดวงจำปาของพิลกันต่อนะคะ

Posted by วันดี on 12 Oct. 2009,10:57
คนไทยเที่ยวลาวเมื่อปี ๒๕๔๒

ตอนที่ ๑๒ เรียบง่ายงดงาม


วันนี้เรารีบตื่นกันแต่เช้า  แล้วลงไปดูแถวพระบิณฑบาตรที่หน้าโรงแรม  เวลาประมาณหกโมง  พระก็เดินตามกันมาเป็นแถวยาวมาก ๆ บนถนน  คนลาวแต่งตัวสะอาดเรียบร้อย  พาดสไบ  นั่งรอใส่บาตร  โดยมีกระติบข้าวเหนียวใบใหญ่วางอยู่ข้างหน้า  พอพระเดินมาถึงก็ล้วงมือเข้าไปในกระติบข้าว  ปั้นข้าวเป็นก้อนเล็ก ๆ หย่อนลงไปในบาตรที่พระเปิดฝารับอย่างว่องไวและแม่นยำ  
(แถวบิณฑบาตร  แลเห็นน้ำของเปี่ยมฝั่ง)

พระบิณฑบาตรที่นี่เดินเร็วมาก  แถวไม่ต้องหยุดชะงักให้ชาวบ้านได้ค่อย ๆ ประจงวางของด้วยสองมืออย่างที่เคยเห็นในบ้านเรา  ประเดี๋ยวเดียว  ไม่เกินหกโมงครึ่งพระสงฆ์จำนวนกว่าสองร้อยรูปก็เดินคล้อยไปด้านที่วัดตั้งอยู่  ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย  เงียบสงบ  ไม่มีรถชนิดใดผ่านมารบกวน  ไม่มีหมาคอยข้าวหก  หรือสรรพสำเนียงใด ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง มีแต่พวกนักท่องเที่ยวออกกันมาถ่ายรูป  และเฝ้าดูกิจกรรมนี้เงียบ ๆ อย่างสนใจ

พวกเราเดินตามพระไปเรื่อย ๆ  จนถึงวัดเชียงทอง  วัดที่มีชื่อเสียงสูงสุดของหลวงพระบาง เห็นชาวบ้านหิ้วปิ่นโตมาวัดกันหลายคน   เดาเอาว่าอาจเอากับข้าวมาถวายพระ  เพราะของใส่บาตรมีแต่ข้าวเหนียว  เราได้เข้าไปนั่งในวิหารกันอยู่นาน  ดูภาพติดกระจกรอบ ๆ ผนัง                แล้วเดินไปดูเรือลำใหญ่  ที่จะเข้าแข่งในปีนี้ซึ่งทำจากไม้ซุงทั้งท่อน  เห็นถึงความใหญ่โตของต้นไม้  และความตั้งใจของคน  แสดงว่างานซวงเรือนั้นต้องยิ่งใหญ่จริง ๆ

ที่นี่แม่พยายามอ่านหนังสือ  ที่ท่านหุมพัน ลัดตะนะวง หัวหน้าสถาบัน ค้นคว้าวัฒนธรรมสังคมลาว  ประพันธ์เอาไว้  เปรียบเทียบกับภาพติดแก้วบนผนัง  เรื่องเสนาหมากขี้กา และคตินิทานเรื่องอื่น ๆ จากฝาผนังวัดเชียงทอง ตามที่ท่านผู้ประพันธ์แนะไว้ในคำนำว่า "หลานที่ฮักแพงทังหลาย...   เวลาใดเมื่อหลานได้ไปยามหลวงพะบาง ย่าลืมถือมันไปพ้อม  เพาะหลานจะได้เอาไปแลใส่เบิ่งว่า ฮูบติดแก้วที่สาทุใหย่พ้อมด้วยอาจานสิลป์ ฮ่วมกันปะดิดไว้ที่ฝาพะหนังวัดเซียงทองนั้น ถืกกันแท้หลือบ่   และหลานก็สามาดอ่านมันออกหลือบ่...." ทำให้แม่สนุกสนานกับการติดตาม  เรื่องบนฝาผนังอยู่นาน
(ฮูปแต้ม)

อาหารเช้าของเราวันนี้  ต้องขอบใจน้าขวัญที่สั่งเป็นเฝอและแน่นอน สลัดผักน้ำ  กาแฟลาว  อาหารชุดนี้ขอแนะนำเป็นมื้อเช้า  อร่อย  และอิ่มพอสบายท้อง  

วันนี้เป็นเวลาของ พิพิธภัณฑ์ และวัด  แม่นุ่งซิ่นที่ยืมป้าจันคำมา  ตั้งใจจะให้เรียบร้อยสุภาพเหมาะสมกับสถานที่ที่จะเข้าเยี่ยมชมอย่างเต็มที่  แต่เอาเข้าจริงก็ต้องไปเช่าเสื้อหน้าพิพิธภัณธ์จนได้  เพราะใส่เสื้อแขนหลุด(เสื้อไม่มีแขนห้ามเข้า)
(หอพิพิธภัณฑ์)

แม่ดูพิพิธภัณฑ์แล้ว  รู้สึกถึงความถ่อมตนของชนชาตินี้  พิพิธภัณฑ์คือวังเก่าของเจ้ามหาชีวิต สร้างเมื่อปี พ.ศ.2447-2452 ในสมัยเจ้ามหาชีวิตสว่างวง  เทียบกับวังที่ไหน ๆ ที่แม่เคยไปดูมา  แม่ว่าที่นี่เรียบง่ายและสมถะจนรู้สึกได้  เราเดินดูไม่ถึงครึ่งชั่วโมง  แม่ก็ออกมาซื้อหนังสืออยู่หน้าพิพิธภัณฑ์    รองเท้า Scholl สีเขียวของน้าติ๋วที่ต้องถอดไว้หน้าพิพิธภัณฑ์ถูกแลก  ได้มาเป็นสีแดง  ทำเอาน้าติ๋วอารมณ์เสียไปทั้งวัน

ด้านซ้ายของพิพิธภัณฑ์คือ  หอพระบาง  ด้านขวาคือพระรูปของเจ้ามหาชีวิตสีสว่างวัดทะนา ที่โซเวียตรัสเซียสร้างไว้ให้ ดูใหญ่โตอ้วนท้วน แม่ประทับใจต้นตาลบนสองข้างทางเดินสู่ตัวพิพิธภัณฑ์   สวยงามสงบงันไม่เหมือนใคร

ออกจากวังก็ขึ้นวัดพูสีเลย  เพราะอยู่ตรงกันข้ามกัน  บันได 328 ขั้น  ไม่ทำให้เหนื่อยได้  เพราะร่มเย็นด้วยต้นลั่นทมใหญ่ตลอดทาง  แม่กับพ่อชวนกับเก็บดอกไม้ที่หล่นตามพื้นขึ้นไปวางบนหัวบันไดเป็นระยะ ๆ ไปจนถึงยอดภู  เป็นการบูชาพระธาตุ
(หนทางสู่ภพูสี)

ผู้คนบนพระธาตุ  ไม่ได้มีเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น  ชาวลาวก็ขึ้นมานมัสการพระธาตุกันมากหน้า  เราขึ้นไปเมื่อใกล้เที่ยง  ทำให้อยู่ข้างบนได้ไม่นาน  ชื่นชมกันพอสังเขปก็ชวนกันลง
(หลวงพระบางมองจากพูสี)

ลงจากพระธาตุไปแวะนั่งดื่มน้ำหมากเกี้ยงที่ร้านของพ่อเฒ่าช่างทำหัวโขนและระนาดของลาว  ท่านพาไปดูอุปกรณ์การทำงานของท่าน  และหัวหุ่นที่ยังไม่เสร็จ  อากลางบอกว่า  ในหลวงพระบางมีอยู่คนเดียวนี้เท่านั้น  อายุคงจะใกล้เจ็ดสิบแล้ว

มื้อกลางวันเราอยากกินข้าวราดแกง  อากลางพาเราไปร้านหนึ่งเจ้าของร้านสวยมาก  ทราบว่าปีที่ผ่านมาเข้าประกวดนางสงกรานต์  ได้ตำแหน่งรอง  เธอไม่ได้แต่งตัวแบบลาว  แต่นุ่งกางเกงเสื้อยืดรัดรูปออกมาขายของ  ข้าวแกงของเธอไม่ถูกปากเรานัก   ได้ส้มตำแผ่นใส่น้ำปูที่น้าขวัญกับน้าติ๋วไปเข้าคิวซื้อมาช่วยไว้

หลังอาหาร  น้าขวัญชวนไปถ้ำติ่ง  ต้องนั่งเรือทวนน้ำโขงขึ้นไป  แม่ไม่เอากลัวเรือล่ม  ข้อเสนอที่สองคือไปตาดกวงสี  ใคร ๆ เขามาก็ต้องไป  แม่ไม่เอา  น้ำตกแม่ดูจนเบื่อ  เคยอาศัยอยู่ใกล้น้ำตกเป็นปี ๆ ด้วยซ้ำ  เอาเป็นว่าบ่ายนี้พวกเราจึงโต๋เต๋กันอยู่บนถนน  ซึ่งเป็นย่านนักท่องเที่ยว  ถนนเส้นนี้มีร้านรวงมากมาย  มีนักท่องเที่ยวสัญจรไปมาขวักไขว่  พ่อ แม่ และหนูพิมขอกลับไปงีบที่โรงแรม  น้าขวัญกับน้าติ๋วไปต่อ  และจะหาซื้ออุปกรณ์มาจัดของใส่บาตรพรุ่งนี้เช้า  นัดกันว่าหกโมงไปร้าน Indochina Spirit  จะชิมอาหารเขมร ลาว ญวน  กันให้สนุก

ร้านนี้  เข้าไปทีแรกจิ๊กจั๊กชื่นชมกันใหญ่  เพราะเป็นบ้านไม้แบบเก่า  ถอดเอาเครื่องเรือนของบ้านออก  แล้วเอาโต๊ะอาหารไปจัดตามมุมต่าง ๆ มีบางห้องนั่งกับพื้นด้วย  นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศนั่งกันเต็ม  ตอนเราไปถึงนักดนตรีข้างล่างกำลังย้ายเครื่อง  เพราะฝนตกลงมาพอดี   เราหาที่นั่งเหมาะสำหรับ 7 คนได้ในห้องที่แต่เดิมคงเป็นห้องนอน  เป็นวงขันโตกบนพื้น  

บรรยากาศเริ่มเพี้ยนตั้งแต่พ่อจาม  เป็นสัญญาณว่ามีกลิ่นผิดปกติ  มีการตรวจดมผ้าปูโตก หมอนอิง  ผ้าปูนั่ง  แล้วย้ายตำแหน่งให้พ่อออกมาจากมุมในสุด  ดีขึ้นนิดหน่อย  หยุดจาม  ต่อไปก็ถึงรายการสั่งอาหาร  ต่างคนต่างมองหน้า   เพราะเมนูอาหารเป็นภาษาไทย  และภาษาอังกฤษ  เหมือนร้านริมทะเลแถวหาดราไวย์  รายการอาหารก็ล้วนแล้วอาหารไทยทั้งนั้น   เอาน่ามาแล้วต้องลอง  สั่งกันคนละอย่าง  บางคนไม่ได้สั่ง  ถึงตอนอาหารมา  โกลาหลกันเป็นการใหญ่  เพราะมาแบบฝรั่ง  เริ่มจากเอามีดและส้อมมาวาง  บนโตกตรงกลาง  ซึ่งแน่นอนไม่พอจะวาง  อาหารจานใครก็ของคนนั้น  คนไม่ได้สั่งก็ไม่มีกิน  บางคนคงอยากร้องไห้  (ถ้าเคยทำเวลาหิว)  แต่ในที่สุดเราก็จัดการปัญหา ด้วยการสั่งข้าวเหนียวมาหลายกระติบ  แล้วงัดเอาน้ำพริกกุ้งเสียบออกมา  สถานการณ์จึงเข้าสู่สภาพปกติได้  

ตอนออกจากร้านถามพนักงานเสิร์ฟว่าใครคือเจ้าของ  ลองเดากันดูนะคะ  

กลับมาถึงโรงแรม  น้าขวัญ  น้าติ๋ว  และหนูพิมเตรียมของใส่บาตร  คุยกันกระจุ๋งกระจิ๋ง  แม่ได้หนังสือมาอ่านไม่ยอมช่วยใคร  ส่วนพ่อนอนหลับไปเลย  พรุ่งนี้เราจะย้ายโรงแรม

Posted by pilgrim on 12 Oct. 2009,21:26
ความทรงจำเกี่ยวกับหลวงพระบางของพี่วันดี มีคุณค่าแห่งความหลังแท้ๆ เลยค่ะ

ส่วนของพิล เป็นเพียงติดตามความฝันวันเก่าๆ ให้มันกลายเป็นจริงขึ้นมา

ส่วนพี่ปาเก้ เป็นกองเชียร์เราสองคนที่สนุกมากเลยค่ะ


ฮ่าๆๆๆ ขำเสียงกองเชียร์ นึกเห็นพี่ปาเก้มาเต้นเป็นเชียร์ลีดเดอร์เลยค่ะ

ตอนนี้ พี่วันดี ขึ้นพระธาตุไปก่อนพิลแล้ว ของพิลคงอีกสักระยะหนึ่งนะคะ.....ตอนนี้ ยังเดินอยู่แถวตลาดเช้าค่ะ วัดเซียงทองก็ยังไม่ได้เข้าเลยค่ะ
wave.gif

Posted by วันดี on 13 Oct. 2009,13:25
พิลป่วยอีกแล้วหรือน้อง  อยู่ใกล้ ๆ จะจับมาทำดีท็อกซ์กินน้ำเขียว  แต่ติดที่อยู่ไกล  จึงได้แต่ฝากใจมาปลอบโยน  หายเร็ว ๆ นะคะ  หายแล้วรีบกลับมาโพสท์ดวงจำปาต่อ  พี่จะคอยอยู่ที่นี่ไม่รีบกลับเมืองไทยก่อน  (เพราะพี่จะไปเที่ยวชัยปูร์...ฮู้...ตื่นเต้นจัง)

คนไทยเที่ยวลาวเมื่อปี ๒๕๔๒

ตอนที่ ๑๓ ข้าวเหนียวติ๊ดมือ


เช้ามืด อากลางเอาข้าวหนียวมาให้ใส่บาตรกระติบใหญ่  พร้อมกับผ้าเบี่ยงเท่าจำนวนคน  เราแต่งตัวสุภาพเรียบร้อย  ขอยืมเสื่อจากโรงแรมไปนั่งพับเพียบต่อแถวกับคุณยายคนเมื่อวานที่หน้าโรงแรม  คอยแถวพระสีเหลืองอร่ามที่กำลังผ่านโค้งถนนตรงมา
(ใส่บาตร)

ไม่ง่ายเลยที่จะควักข้าวเหนียวออกจากกระติบ  แล้วทำเป็นก้อนเล็ก ๆ ใส่ลงในบาตร  เพราะข้าวเหนียวติดมือ  แกะไม่ออก  เราใส่บาตรไม่ทัน  และคงจะเป็นครั้งแรกที่แถวของพระต้องหยุดให้เราแกะข้าวเหนียวจากมือใส่บาตร  ยิ่งพระหยุดนานเราก็ยิ่งตื่นเต้น  ทำใจให้สงบเหมือนคุณยายคนข้าง ๆ ไม่ได้จนหมดพระ

อาหารเช้าวันนี้  ก็ต้องแนะนำอีก  คือข้าวฮ้าง  และข้าวปุ้นหลวงพระบาง  นอกเหนือจากรายการปกติคือ  สลัดผักน้ำ และกาแฟลาว

ข้าวฮ้าง  ดูไปก็คล้ายข้าวเหนียวหน้าปลาแห้งบ้านเรา  แต่อากลางบอกว่าข้าวเหนียวที่เอามาทำข้าวฮ้างนั้นต้องเป็นข้าวเหนียวอ่อน  แต่ไม่ถึงกับเป็นข้าวเม่า  ส่วนข้าวปุ้นหลวงพระบางก็คือขนมจีนกินกับเกาเหลาเลือดหมูเครื่องในของบ้านเรานั่นเอง

เราขอบคุณพนักงานเลอกาลาวที่ดูแลและทำอาหารเช้าอร่อยให้เรากินได้ทุกวัน  แล้วอพยพข้าวของไปโรงแรมสุวรรณภูมิ  โรงแรมซึ่งเอาวังเก่าของท่านสุวันพูมามาทำ  เราเลือกพักตึกเก่าที่ห้องกว้างใหญ่  หน้าต่างเปิดโล่งเห็นป่าหมากป่าพร้าว

วันนี้เป็นวันของวัดล้วน ๆ อากลางเป็นไกด์ด้วยเรี่ยวแรงแข็งขัน  เราเดินเข้าวัดนี้ทะลุออกวัดโน้นจนจำไม่ได้ว่าวัดไหนชื่ออะไร  ถ่ายรูปกันใหญ่  พอกลับมาถึงบ้าน  เอารูปมาดูแล้วไม่รู้เลยว่ารูปไหนเป็นของวัดใด  เอาเป็นว่าจะต้องหาทางมาอีกคราวหน้า  แล้วเอารูปที่ถ่ายไว้มาลงชื่อ  
(วัด1)

(วัด2)

(หน้าต่าง 1)

(หน้าต่าง2)

(หน้าต่าง3)

(หลังคาวิหาร)

เราสังเกตเห็นพระเณรที่นี่ทำงานบูรณะซ่อมแซมวัดกันเกือบทุกวัด  คงจะแรงงานพระภิกษุนี่เองที่ดูแลรักษาวัดเอาไว้  ทราบมาว่าพระที่นี่มาจากที่ไกล ๆ ต่างแขวงก็มี  เพราะที่นี่มีโรงเรียนธรรม   บวชแล้วได้เรียน  บางรูปบวชแล้วไม่สึกก็มี  ประเพณีโบราณที่เป็นชายต้องบวชเรียน  ทำให้ศาสนาพุทธในลาวยังคงมีผู้สืบทอดที่เอาการเอางาน  นึกถึงวัดแถวบ้านแม่  บางวัดมีแต่เจ้าอาวาสเพียงรูปเดียว  

เราได้เข้าไปดูบ้านอนุรักษ์หลังหนึ่งใจกลางหลวงพระบาง ตัวบ้านปิดไว้เฉย ๆ ให้คนดู ส่วนเจ้าของบ้านตัวจริง  ปลูกบ้านหลังเล็กนิดเดียว ในบริเวณเดียวกันนั่งเป่าไฟก่อฟืนหุงข้าว  แม่รู้สึกถึงความไร้ชีวิตของบ้าน  แม้บ้านจะดูสมบูรณ์แบบตามลักษณะของบ้านคหบดีลาว  แต่คนถูกให้ออกจากบ้าน  ไปใช้ชีวิตที่หดแคบลง   และกลายเป็นคนเฝ้าบ้านที่ไม่ใช่เจ้าของบ้านอีกต่อไป  บ้านจึงดูเหมือนฉากละคร
(บ้านอนุรักษ์)

(เจ้าของบ้านอนุรักษ์)

หน้าบ้านหลังนี้ยังมีบ้านอยู่อีกหลัง เป็นบ้านที่มีคนอยู่จริง ไม่ใช่บ้านที่เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างเหมือนบ้านหลังแรก แต่บ้านก็ดูเงียบเชียบ  มียายคนหนึ่งนั่งอยู่บนธรณีประตูบ้าน  มองดูเราเดินไปเดินมา  แล้วชี้ไปที่หนูพิมถามแม่ว่า  ลูกสาวรึนั่น  แม่เลยหยุดคุยด้วย  ยายพูดภาษาหลวงพระบางเสียงสั่นเครือว่า  เดินไปไหนมาไหนไม่ได้แล้ว  และอวยพรให้เราอยู่ดีกินหวาน
(คุณยาย)

แม่เดิน ๆ ไปแล้วอดรู้สึกขึ้นมาไม่ได้ว่า  เราเที่ยวเดินดูซอกแซกซอกซอนราวกับว่าเขากำลังเปิดการแสดง  เท้าของเราย่ำไปทุกที่ไม่ได้สนใจเลยว่าเจ้าของสถานที่เขาอยากให้เราดูเราเห็นหรือเปล่า แม่เคยเดินเข้าไปดูพระฉันเพลกันอยู่ในโรงฉัน  แล้วรีบถอยกลับเมื่อพระทุกรูปหันมาดู  ภายหลังแม่ไปเห็นรูปในหนังสือของฝรั่งเล่มหนึ่ง  ลงรูปถ่ายลักษณะเดียวกันนี้  ทำให้แม่รู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย  ว่าอย่างน้อยแม่ก็ยังเกรงใจไม่กล้าถ่ายรูปนั้นมาเปิดเผยต่อสาธารณะ

อากลางพาเราไปวัดบนเขาแห่งหนึ่งชื่อวัดสะแก้ม  ใกล้ ๆ กันชื่อวัดภูควาย  และวัดป่าหญ้าทึบตามลำดับ ชื่อแปลก ๆ เหล่านี้มีนิทานเกี่ยวกับเจ้ามหาชีวิตออกล่าควายกำกับไว้อย่างสนุกสนาน  เสียดายแม่ไม่ได้บันทึกเอาไว้จึงไม่กล้าเล่าให้ฟัง  
(บัวใส่กระดูก)

ที่วัดสะแก้ม  แม่ได้เห็นของแปลก  คือเห็นปูนปั้นเป็นรูปดอกบัวตูม  หรือที่จริงเหมือนดอกกระเจียวมากมาย  ตั้งอยู่รอบ ๆ วิหาร  นั่นคือที่ใส่กระดูก  เฉพาะที่นี่ยังได้เห็นข้าวเหนียวก้อนเล็ก ๆ เสียบอยู่บนกลีบดอกบัวหรือดอกกระเจียวที่ว่านี้แต่ละกลีบด้วย  คงเหมือนการเซ่นหรืออะไรสักอย่าง  ต่อมายังได้เห็นในปากมอมที่ประตูวิหารวัดแสนสุขาราม  นึกขึ้นได้ว่าที่หัวบันไดขึ้นพูสีเมื่อเช้านี้  แม่ก็เห็นก้อนข้าวเหมือนกัน  แต่ไม่ได้ถามใครว่ามีความหมายว่าอย่างไร

ลุงทองพันเล่าให้แม่ฟังถึงงานบุญข้าวประดับดินในวันเดือนดับของเดือนเก้า  แล้วแม่เปรียบเทียบดูว่าเนื้อหาใกล้เคียงกับประเพณีบุญเดือนสิบ  หรือรับ-ส่งตายายของไทยเราภาคใต้ คือมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลครั้งใหญ่ให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว  เอาข้าวปลาไปวางตามทางแยกให้ผีไม่มีญาติ  หมดงานนี้ก็แข่งเรือ  เหมือนงานเดือนสิบเอ็ดบ้านเราอีก  แม่สัญญาว่ามีโอกาสแม่จะต้องหาหนังสือมาอ่านเพิ่มเติม
(มอม)

เราแวะไปวัดแสนสุขารามอีกครั้ง  คราวนี้หลวงตาสนทนากับเราอยู่นาน  พ่อปวารณาจะนำกฐินมาทอดที่วัดในหลวงพระบาง  หลวงตาจึงแนะนำว่ามีวัดเก่าเล็ก ๆ วัดหนึ่งที่กำลังทรุดโทรมอย่างมากต้องการการบูรณะด่วน  ถ้ามีจิตศรัทธาแน่วแน่  ก็ควรจะไปทอดที่วัดนี้  วัดนี้ของท่านคือวัดคีลี หรือสุวันนะคีลี ที่เราไปดูมาเมื่อเช้านั่นเอง พ่อจึงไปถ่ายรูปเก็บภาพมาฝากเพื่อน ๆ ญาติมิตรผู้มีจิตศรัทธา  ใครที่เป็นพุทธศาสนิกชน  ใครที่เคยได้พึ่งดินแดนลาว  ใครที่เคยได้กินข้าวปลาลาวในยามยาก  ก็อยากให้มาร่วมกันตอบแทนผืนแผ่นดินลาว  ช่วยกันอนุรักษ์ทะนุบำรุงศาสนสถานของลาวสักแห่ง  ฝากบอกผ่านไปนำเน้อ

เหนื่อยกันมากแล้ว  เหมือนทุก ๆ วันหลังอาหารเที่ยงซึ่งเป็นเฝอชามเบ้อเร่อ  พ่อกับแม่ขอตัวไปงีบ  คนอื่น ๆ เที่ยวกันต่อ น้าขวัญบอกว่าทัวร์คณะนี้เป็นทัวร์ขี้เกียจ

Posted by pilgrim on 16 Oct. 2009,00:40
ขอบคุณค่ะ พี่วันดี พิลก็ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ

น้ำเขียวของพี่วันดีคืออะไรคะ...

หุๆๆๆ นี่ถ้าหนูบินไปหาพี่เที่ยวนี้ ถูกจับทำดีท็อกซ์แน่เลย พี่ปาเก้คงไม่กล้าไปแน่ค่ะ จริงไหมจ๊ะ พี่มะแหม่ว.... whisper.gif

Posted by รจนา เจนีวา on 22 Oct. 2009,22:50
เข้ามาติดตามคอลัมน์ท่องเที่ยวของพี่วันดีค่ะ

เผื่อว่าจะได้ดูรูปไปชัยปูร์เร็ว ๆ นี้

จุ๊บ จุ๊บ ค่ะ

Posted by วันดี on 25 Dec. 2009,20:31
หายไปสองเดือน   กลับมาเยี่ยม ๆ มอง ๆ พิลก็ยังเที่ยวลาวอยู่  พี่ก็เลยคิดว่าตัวเองควรหาทางกลับบ้านได้แล้ว  

คนไทยเที่ยวลาวเมื่อปี ๒๕๔๒
ตอนที่ ๑๔ บ้านสีฟ้าประตูแดง


(ถนนสายนักท่องเที่ยววันนั้น)


ตอนเย็น ก่อนที่ใคร ๆ จะกลับมาโรงแรม  พ่อกับแม่ก็ออกไปเดินเล่น เราสองคนเริ่มต้นจากถนนสายนักท่องเที่ยว  เดินดูร้านรวงที่เปิดขายสินค้าสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ   ร้านผ้าทอมือ  และร้านอาหารมีมากที่สุด  Guest House  บนถนนนี้ยังไม่มากเท่าไหร่  เข้าใจว่าจะหลบอยู่แถวซอกซอย  นักท่องเที่ยวฤดูนี้สังเกตเห็นว่าเป็นคนหนุ่มคนสาวและ Backpacker  เป็นส่วนใหญ่  และส่วนใหญ่ในจำนวนนั้นคือคนฝรั่งเศส  คงไม่แปลกหรอกสำหรับใครที่รู้ประวัติศาสตร์ลาว  

ร้านโดยทั่วไป  ตกแต่งใช้ได้  ผสมกลมกลืนกันอย่างสนิทสนมระหว่างเก่ากับใหม่  ผ่านบ้านเรือนหลายหลังที่ขึ้นป้ายอนุรักษ์เอาไว้  บางหลังก็ทรุดโทรมอย่างน่าเสียดาย

เราไปสู่ถนนเลียบน้ำโขงผ่านวัดเชียงทอง  ไปเรื่อย ๆ  บ้านบนถนนสายนี้หันหน้าบ้านให้แม่น้ำ  ห้องน้ำจึงอยู่บนถนน  กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ของถังส้วมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ  ทำเอาการเดินยามเย็นคลายมนต์ลงไปมาก  

(บ้านลูกไม้สีฟ้า)


บ้านสีฟ้าประตูสีแดง  ที่ใคร ๆ พูดถึง  มีไม่มาก  แต่ก็สังเกตเห็นว่ามีอยู่จริง ผ่านบ้านหลายหลัง  เจ้าของบ้านยังหุงข้าวด้วยไม้ฟืนควันโขมง  บางบ้านกำลังผ่าฟืนที่ได้มาจากต้นไม้ลอยมากับน้ำโขง  เป็นชีวิตที่เรียบง่าย  และเคลื่อนไปหาวันเวลาข้างหน้าอย่างสงบ

แล้วเราก็ได้เจอของจริง เมื่อมาพบแม่บ้านสองบ้าน ที่บ้านอยู่ติดกันกำลังทะเลาะหน้าดำ หน้าแดง  เราแกล้งหยุดดู  เพื่อให้เธอสองคนอายจะได้เลิกทะเลาะ  คนหนึ่งจึงหลบ เข้าบ้านไป  แต่ยังคงส่งเสียงระเบิดเถิดเทิงออกมา  คนที่อยู่ข้างนอกก็ไม่ลดละ  ตะโกนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเอาเป็นเอาตาย  ปรากฏว่าคนที่อายมากที่สุดคือ  เด็กสาวตัวน้อยสองสามคนที่นั่งอยู่แถวนั้น  พวกเขาหลบตาเรากันเป็นแถว  บางทีพวกเธอก็คือลูก ๆ ของแม่ซึ่งที่แท้ก็เป็นพี่น้องกันนั่นเอง

ที่ท่าเรือเมล์  วันนี้ไม่มีเรือจอด  เด็ก ๆ ถือชามข้าวมานั่งกินไปพลางคุยไปพลางน่าสนุก  ผ่านมาอีกหน่อยเราก็ได้พบกับนักเลงไก่ชนรุ่นประถม  กำลังเจรจาเปรียบไก่กันเอาจริงเอาจัง  เจ้าตัวน่อยที่กอดไก่ไว้กับอกดูเหมือนจะกำลังถูกท้าจากไก่ตัวอื่น ๆ ที่ล้วนไม่ปรากฏตัวในที่นี้  เสียงแว่ว ๆ ว่าวันอาทิตย์นี้  แน่จริงมึงเอาไก่ของมึงมาเลย

เราลัดเลาะเข้ามาถนนที่วัดอยู่ติด ๆ กัน  เราไม่เดินบนถนน  แต่เดินจากประตูวัดหนึ่งไปทะลุประตูอีกวัดหนึ่ง  หอมดอกจำปีชื่นใจไปตลอดทาง  พระเณรห่มผ้าเรียบร้อยเดินไปโรงเรียนธรรมกันเป็นแถว  

เราผ่านคนแก่คนหนึ่งดูยากจนและเจ็บป่วยกำลังเดินมุ่งหน้าไปไหนสักแห่ง  ถึงแม้จะอยากรู้  แต่เราก็ไม่กล้ารบกวนความเป็นส่วนตัวของเขา  เราคุยกันว่าที่นี่มีขอทานไหม  แม่คิดไปคิดมาว่า  ถ้าเป็นแม่อยู่บ้านเมืองแบบนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นขอทาน  เพราะวัดเยอะมาก  คนพเนจรตั้งแต่โบราณก็ได้อาศัยวัดเป็นทั้งที่หลับนอน  และที่กิน  วันนี้แม่ยังเห็นชายคนหนึ่ง ดูท่าทางไม่สมประกอบ นอนเปลือยอกสบายใจอยู่หน้าประตูวิหาร  พอพระฉันเพลเสร็จเขาก็หยิบเสื้อมาใส่กลัดกระดุมเรียบร้อย  เดินเข้าไปนั่งกินข้าวต่อจากพระ  สังคมแบบนี้ยังมีที่ให้กับคนทุกข์คนยากเสมอ

คืนนั้น  เราแยกเป็น 2 กลุ่ม  น้าขวัญ  น้าติ๋ว  หนูพิม  ไปบ้านเพื่อนน้าขวัญ  พ่อ  แม่  ลุงทองพัน  และอากลาง  อยากไปไหนก็ไป  เราจึงไปกินข้าวที่ร้านเก่าแก่แห่งหนึ่งของหลวงพระบาง  มาถึงมื้อนี้แม่ได้ข้อสรุปว่า  แม่ชอบอาหารหลวงพระบาง  อาหารมื้อนี้จึงหนีไม่พ้น  ไคแผ่นแจ่วบอง  น้ำพริกหมากเลน  ไส้อั่ว  สลัดผักน้ำ  หมกปลา  แล้วสั่งห่อไส้อั่ว  หมูทอด  แจ่วหมากเลนไปเป็นเสบียงพรุ่งนี้

อากลางเล่าว่า  เมื่อครั้งพระเทพเสด็จหลวงพระบาง  อาหารจากร้านนี้ได้ขึ้นโต๊ะเสวย  และเหล้าข้าวก่ำ  เป็นสิ่งที่พระองค์ถามถึง  แม่ได้ยินเรื่องเหล้าข้าวก่ำมาก่อนหน้านี้แล้ว  ว่าเป็นเหล้าข้าวเหนียวดำ  รสชาดแหลมจัด  เหมาะเป็นเครื่องดื่มหลังอาหาร  ก็คิดว่าจะซื้อไปลองชิมสักหน่อย  พรุ่งนี้ค่อยไปหาซื้อที่เวียงจันทน์  

Posted by วันดี on 27 Dec. 2009,19:07
คนไทยเที่ยวลาวปี ๒๕๔๒
ตอนที่ ๑๕ ฮุยเลฮุย

เช้านี้เราต้องกลับแล้ว  พ่อกับแม่ยังไม่ได้เดินตลาดเช้าเลย  ใคร ๆ ก็ค้านว่าอย่าไป  เพราะตอนนี้ตลาดกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุง  ฝนก็ตก  ไม่ไปก็ไม่ไป  เราจึงเดินไปเรื่อย ๆ เจอผัวเมียคู่หนึ่ง  ท่าทางเป็นคนจากนอกเมือง  แบกลูกน้อยไม่ถึงขวบ  ท่าทางเหนื่อยอ่อน  เดินไปในทิศทางเดียวกับเรา  ครอบครัวนี้ไปตลาดท่าเรือเมล์หาซื้อของกิน  เราเดินตามพวกเขาไปเรื่อย ๆ เห็นคนเป็นแม่แวะร้านขายกับข้าวหลายร้าน  แต่ยังซื้ออะไรไม่ได้สักอย่าง  เธอคงต้องคำนวณปริมาณอาหารและคุณภาพ  กับปริมาณเงินในกระเป๋าของเธออย่างเข้มงวด

อาหารเช้าวันนี้  เป็นแบบสากล  ยกเว้นกาแฟอย่างเดียวที่ยังเป็นที่ประทับใจของทุกคน  เราออกเดินทางกันแต่เช้า  อากลางคิดจะพาเราไปเที่ยวเขื่อนน้ำงึมและสวนสัตว์ใกล้กำแพงนครเวียงจันทน์  แม่ไม่ตื่นเต้นอะไร  บอกแล้วว่าทัวร์นี้ขี้เกียจ  แต่ลึก ๆ แล้วแม่เหมือนคนที่กินอาหารอิ่มแล้ว  ก็อยากจะพักให้อาหารย่อยสักหน่อยก่อนจะกินมื้อต่อไป

ขากลับเราก็ยังครึกครื้น  เปิดเพลงไทยเพลงลาวสลับกันตลอดทาง  นิทานของลุงทองพันก็ยังมีผู้ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจเหมือนเดิม  แต่เหมือนการเดินทางทุกครั้ง  ขากลับมัก เร็วกว่าขาไป  ถึงแม้ฝนจะตกตลอดทางไม่เปลี่ยนแปลง  การเดินทางก็ราบรื่นเป็นอันดี  แล้วจู่ ๆ บนดอยสูงมากแห่งหนึ่ง  หมอกก็ห่มป่าลงมาทุกทิศทาง  มองถนนไม่เห็น   รู้สึกได้ถึงอากาศที่เย็นลง อย่างกะทันหัน  ลุงทองพันเปิดไฟใหญ่  และพอเลี้ยวอ้อมเขาลูกหนึ่งก็เจอจนได้

กองดินจากภูเขากองใหญ่หล่นลงมาบนถนน  รถตู้สีขาวคันหนึ่งติดแหง็กอยู่กลางถนน  ทุกคนนิ่งงัน  เหมือนจะคิดว่าเห็นไหมล่ะว่าแล้ว  เราเคยพูดคุยกันหลายครั้งถึงเรื่องนี้  ตั้งแต่ตัดสินใจเดินทางด้วยรถไปหลวงพระบาง  นี่คือเหตุผลหนึ่งที่เราคิดจะเอารถขับเคลื่อน 4 ล้อของเรามากันเอง  กระทั่งการเตรียมเสบียงกรังเราก็นึกถึงเรื่องนี้กันอยู่ตลอดเวลา

ลุงทองพันลงจากรถไปดู  พ่อพกเอาจิตใจกล้าต่อสู้กล้าเอาชนะตามไปติด ๆ  น้าขวัญ  น้าติ๋ว  หนูพิม  กระจายตัวหาที่ทิ้งน้ำเสีย  หมอกหนาอากาศเย็นเฉียบ  รถอีกหลายคันทยอยมาจอดติดกันเป็นสาย  ลุงทองพันเรียกระดมชายลาวทุกคนให้ลงมาช่วยเข็น  หลายคนปฏิเสธ  ทีแรกลุงทองพันไปขอให้รถกระบะคันหนึ่งช่วยลาก  เขาไม่ยอม  บอกหน้าเฉย ว่ารถไม่มีกำลัง ลุงทองพันบอกว่าถ้าไม่ช่วยกันทุกคนก็จะติดกันอยู่ที่นี่ไม่ได้ไป  มีคนเสนอว่าไปเรียกรถทำทางมา  เรามองหน้าคนเสนอแล้วต้องปลง  เพราะเป็นคนเดียวกับที่บอกว่ารถไม่มีกำลัง และไม่ยอมลงไปช่วยเข็น ดูเขาก็ไม่ได้สำอางอะไรนักหนา  จะว่ากลัวโคลนก็ไม่เชิง  คงกลัวที่จะต้องแบ่งปันอะไรให้คนอื่นมากกว่า  แต่ก็มีหลายคนลงมาช่วย   ประมาณ 10 คนช่วยกันเข็น  ไม่เขยื้อนเลย  โคลนตมท่วมเกือบมิดล้อ     แต่ในที่สุดก็สำเร็จ    และรถคันแรกที่ขับออกจากทางตรงนี้ก็คือกระบะของชายคนนั้น

พ่อเลอะเทอะไปทั้งตัว  จนเกือบจะถูกไล่ลงจากรถเหมือนกัน  ผ่านเหตุการณ์ช่วงนั้นมาได้  เราต่างสดุดีลุงทองพัน  แม่บอกว่าเห็นได้ชัดว่าในสถานการณ์ยากลำบาก  ประชาชนต้องการผู้นำ  ไชโย้  ถ้าวันนั้นลุงทองพันไม่ลงไปบัญชาการ  เราคงได้นอนกันอยู่แถวนั้น

พ่อเล่าว่า  ตอนแรกที่ช่วยกันเข็นรถไม่เขยื้อนเลย  ใช้กำลังเพิ่มเป็นสิบกว่าคน  รถที่ไม่ได้บรรทุกอะไรก็ยังไม่เขยื้อน  ราวกับดินตรงนั้นกลายเป็นซีเมนต์ไปแล้ว  พ่อเลยลองเดินดูรอบ ๆ รถ  จึงพบว่าเจ้าของรถเอาก้อนหินก้อนเบ้อเร่อไปอัดล้อไว้  จะด้วย เหตุผลอะไรพ่อไม่ทันได้ถาม  พ่อ เอามันออก  และพอฮุยเลอีกทีเดียวรถก็เคลื่อนออกไป   ทีเด็ดกว่านั้นคือ  รถไม่ได้ติดหล่ม  แต่รถเสียและเครื่องยนต์ดับตรงนั้นพอดี  เราต่างขำไม่ออก

น้าขวัญกับลุงทองพันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  กลัวจับใจ  กลัวจะติดอยู่ตรงนั้นไปไหนไม่ได้  และต้องรอใครมาช่วย  ซึ่งอาจจะเป็นวันเป็นคืนดังที่เคยปรากฏบ่อย ๆ บนเส้นทางนี้  น้าขวัญบอกว่านึกถึงข้าวเหนียวในกระติบขึ้นมาฉับพลันว่า  จะพอกินไหม  แล้วยังต้องแบ่งให้คนอื่น ในรถคันอื่นที่มาร่วมชะตานี้ด้วย  จะทำอย่างไร  

น้าติ๋วบ่นน้าขวัญใหญ่  ว่าบอกแล้วว่าอย่าพูด ๆ ถามไถ่ได้ความว่า  ด้วยประสบการณ์อันอุดม  น้าขวัญพูดตอนเตรียมเสบียงว่าเอาขนมปังไปเยอะหน่อย  เผื่อติดสามวันสามคืนอยู่บนเขา    และน้าติ๋วก็บอกว่าอย่าพูด  พอมาเจอสถานการณ์จริง  น้าติ๋วจึงพูดประโยคอมตะออกมาว่า  เห็นไหมบอกแล้วว่าอย่าพูด  เออนี่  ถ้าต้องติดอยู่บนเขาจริง  พวกเรามิต้องเอาทองมาปิดปากน้าขวัญ  โทษฐานปากพระร่วงกันหรือ

Posted by pilgrim on 28 Dec. 2009,15:35
สถานการณ์สร้างวีรบุรุษค่ะ พี่วันดี


แต่ที่พิลเจอมา
พอหลังจากวิกฤตผ่านไป เมื่อความวุ่นวายจบลง

หลายๆ คนก็จะมาแย่งกันเป็นวีรบุรุษกันเสียงขรมเลยค่ะ....

เลยไม่รู้ว่า คนที่มาชิงการนำ ความเป็นวีรบุรุษกับคนที่มันเห็นแก่ตัว เป็นผู้ร้ายมาแต่ต้น คนไหนมันน่ารังเกียจกว่ากันค่ะ....

คิดถึงค่ะ ...นึกว่าพี่จะไม่มาเล่าต่อเสียแล้ว... greet.gif

Posted by วันดี on 29 Dec. 2009,13:17
คนไทยเที่ยวลาวปี ๒๕๔๒

ตอนที่ ๑๖ อย่าทำลายขวดพลาสติค


สถานการณ์วันนั้น


วันนี้เราแวะปิคนิคกันตรงที่ที่สวยงามที่สุด  ตรงนี้เคยเป็นแคมป์สร้างทางเก่า  ฟากหนึ่งของถนนเป็นน้ำตกไหลถะถั่งลงมาเป็นลำธาร  ข้างหลังพวกเราคือภูเขาสูงสลับซับซ้อนที่มีหมอกปก เป็นหย่อม ๆ  เราไม่ได้รำวงวันนี้   น้าติ๋วกับลุงทองพันพูดเรื่องเก่าที่เคยพูดกันแล้วเมื่อคราวปิคนิควันแรก  นั่นคือขยะพลาสติค  ลุงทองพันกินแล้วทิ้งไว้แถวนั้น  น้าติ๋วตามเก็บแล้วบ่นเป็นการใหญ่  ลุงทองพันให้เหตุผลว่าขวดน้ำพลาสติคเปล่านี่ควรแขวนไว้กับต้นไม้  อย่าทิ้งหรือทุบให้แตก  ชาวบ้านผ่านมาเขาจะได้เอาไปทำจอกกินน้ำ  บรรยากาศจึงค่อยคลายเครียดไปได้  

ดูจุดปิคนิคของเราเสียก่อน  ผู้ชายที่ยืนคนนั้นแหละวีรบุรุษของเรา


ดูด้านนี้ด้วย

เราไปแวะน้ำงึมกันแบบอืด ๆ พ่อกับแม่ไม่ปลื้มเขื่อนอยู่แล้ว  เป็นพวกเดียวกับพวกต่อต้านเขื่อนปากมูลเลยทีเดียว  เพราะฉะนั้นพอมาเห็น  ป่าไม้และทรัพยากรมหาศาลจมจ่อมอยู่ใต้น้ำ เห็นภูเขากลายเป็นเกาะก็เซ็ง  ลุงทองพันเล่าว่า  จนถึงวันนี้การตัดไม้ใต้เขื่อนก็ยังไม่เลิก  แม่ถามว่าอะไรจะมากมายขนาดนั้นหรือ  ลุงหัวเราะและบอกว่า  ไม้ใต้เขื่อนไม่ทราบ  แต่ไม้บนเขื่อนหมดเป็นป่า ๆ ไปแล้ว

เราไม่ได้แวะสวนสัตว์  ถึงแม้จะอยากเห็นช้างเผือกสีชมพูกันทุกคน  เพราะเย็นมากแล้ว  ช่วงนี้ของการเดินทางเงียบเชียบ  ทุกคนคงมีเรื่องให้ต้องนึกต้องคิดต้องย่อยกันมากมาย  ผ่านทางเข้าแดนสวรรค์  สถานคาสิโนใหญ่  ที่ทำเอาคนไทยไปล้มละลายมานักต่อนัก  พวกเรารู้สึกชอบชื่อนี้  แต่ไม่มีใครคิดจะไปเยี่ยม

คืนนี้เรานอนที่ลาวพลาซ่า  หนูพิมกลับมาเข้าครอบครัวดังเดิม  หลังจากไปทำเป็นสาว  เที่ยวกับน้าขวัญ  น้าติ๋วเสียหลายวันที่หลวงพระบาง  เราชวนกันไปกินที่ร้านอาหารที่มีการแสดงด้วย  แม่อยากเห็นฟ้อนดวงจำปา  และฟังขับทุ้มหลวงพระบาง  ที่แม้ไปถึงที่แล้วก็ไม่รู้จะไปหาฟังที่ไหน เทปเพลงก็ไม่มีขาย  ในที่สุดก็ไปลงที่ครัวลาว  มีป้าจันคำมาสมทบด้วย  เราแยกกับลุงทองพันที่โรงแรม  ลุงยังใจดีให้เทปเพลงลาวมา 1 ม้วน  เราตอบแทนด้วยปลาจิ๊งจั๊งและน้ำพริกกุ้งเสียบ  มิตรภาพมั่นยืน

อาหารที่ครัวลาวใช้ได้  ดนตรีและนาฏศิลป์ลาวพอเอาตัวรอด  แต่มิตรไมตรีที่นักดนตรีพยายามเล่นให้เราฟังไพเราะอ่อนหวานกว่าดนตรีที่เขาเล่นหลายเท่า  เราแยกย้ายกันกลับไปนอน  พรุ่งนี้มีเวลาเพียงครึ่งวันในเวียงจันทน์  น้าขวัญจะต้องกลับไปทำธุระที่กรุงเทพ  หมายกำหนดการของพ่อกับแม่จึงเร็วขึ้น 1 วัน

"โอ้ดวงจำปา  เวลาซมน้อง  นึกเห็นพันซ้อง  มองเห็นหัวใจ เฮานึกขึ้นได้ ในกิ่นเจ้าหอม  เห็นสวนดอกไม้ บิดาปลูกไว้ตั้งแต่นานมา  เวลาง่วงเหงา  ยังช่วยบันเทาเฮาหายโสกา  เจ้าดวงจำปา  คู่เคียงเฮามา  แต่ยามน้อยเอย
กิ่นเจ้าสำคัน  ติดพันหัวใจ  เป็นน่าฮักใค่  แพงไว้เซยซม  ยามเหงาเฮาดม    โอจำปาหอม เมื่อดมกิ่นเจ้า  ปานพบเพื่อนเก่าที่พัดพากจากไก  เจ้าเป็นดอกไม้  ที่งามวิไล  ตั้งแต่ใดมา  เจ้าดวงจำปา  มาลาขวันฮักของเฮียมนี้เอย
โอดวงจำปา  บุบผาเมืองลาว  งามดั่งดวงดาว  ซาวลาวเพิ่งใจ  เกิดอยู่พายใน  แดนดินลานซ้าง  มื้อใดพัดพาก  เมื่อไปไกจาก  บ้านเกิดเมืองนอน  เฮียมจะเอาเจ้า  เป็นเพื่อนร่วมเงา  เท่าสิ้นซีวา  เจ้าดวงจำปา  มาลางามยิ่ง  มิ่งเมืองลาวเอย"
(เพลงดอกจำปา หรือ จำปาเมืองลาว แต่งคำร้องและทำนอง โดยท่านอุดตะมะ จุนละมะนี อดีต รมช.กระทรวงศึกษาลาว  เพลงนี้แต่งขึ้นตั้งแต่สมัยลาวยังถูกฝรั่งเศสยึดเป็นอาณานิคม)

พี่แอบเอาเพลงนี้มาลงก่อนแล้วนะพิล  รีบตามมาไว ๆ จะกลับบ้านแล้ว

Posted by วันดี on 30 Dec. 2009,10:35
คนไทยเที่ยวลาวปี ๒๕๔๒
ตอนที่ ๑๗ วัดและวัดที่เวียงจันทน์


วันนี้จะกลับบ้านแล้วค่ะ  มีเวลาเหลือเพียงน้อยนิดสำหรับอำลา

ตอนเช้าจึงรีบไปพิพิธภัณฑ์ปฏิวัติของลาว  พ่อกับแม่วนเวียนอยู่ในนี้นานมาก  ชี้ชวนและสั่งสอนหนูพิมให้เห็นถึงชีวิตของชาติลาว แม้เขาจะยังไม่ค่อยรู้เรื่อง  แต่แม่ว่าเขาต้องจำได้แน่ว่าถูกบังคับให้ฟังมากขนาดไหน     แล้วเราก็หัดร้องเพลงชาติลาวกับพนักงานพิพิธภัณฑ์

แน่นอนว่าวันนี้ต้องชมวัดอีก  เหมือนในหลวงพระบาง  แต่ขอบอกว่าจำไม่ได้ว่ารูปที่ถ่ายมา  รูปไหนเป็นวัดอะไร  เพราะฉะนั้นอย่าดูรูปเลย  ไม่ตรงกับเรื่อง

แต่ก็จะเล่าเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงวัดที่ได้ไป

ที่วัดสีสะเกด  เราประทับใจความมากมายของพระตามระเบียงรอบอุโบสถ  และความทรุดโทรมของวัด  อ่านประกาศของมูลนิธิระหว่างประเทศแห่งหนึ่งติดบอกข่าวว่า  วัดนี้กำลังต้องการการบูรณะอย่างเร่งด่วน  ใครมีจิตศรัทธาให้ลงชื่อไว้แล้วทางมูลนิธิจะติดต่อไป  เราไปถามเจ้าหน้าที่ที่เฝ้า  ไม่มีใครรู้เรื่อง  แม่กลับมาคิดดูแล้ว  ลาวที่เคยมีวัดใหญ่โตสวยงามขนาดนี้ได้  กับลาววันนี้ที่เพียงแต่ซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย  ทำไมคนลาวทำเองไม่ได้  คนลาวเลิกทำบุญกันหรืออย่างไร

วัดสีสะเกด เป็นวัดที่เจ้าอะนุวงสร้างขึ้น  ตามแบบสถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ตอนต้น  และเป็นวัดเดียวในเวียงจันทน์ ที่ไม่ถูกเผาจากการปราบเจ้าอนุเวียงจันทน์ของไทยในสมัยรัชกาลที่ 3   วัดนี้ยังเป็นวัดเดียวที่หันหน้าเข้าหาแม่น้ำโขง  หรืออีกนัยหนึ่งคือ แผ่นดินสยาม  คนลาวเชื่อว่า  เจ้าอะนุวง วีรกษัตริย์ของลาว  ต้องการแสดงความรู้สึกต่อต้าน และไม่ยอมขึ้นต่ออาณาจักรสยาม

วัดองตื้อ  เราพบพระภิกษุรูปหนึ่งในวิหาร  ท่านเล่าให้ฟังว่า  วัดนี้สร้างขึ้นในสมัย  พะเจ้าไซยะเซดถาทิลาด  หลังจากสร้างเมืองเวียงจันทน์  และพระธาตุหลวงแล้ว  ก็รวบรวม ศรัทธาประชาชน  รับโมทนาโลหะมาสร้างพระ  พระองค์รับโมทนาอยู่นานหลายปี  จนตื้อ แล้วพระองค์จึงกำหนดหล่อพระ  วันนั้นเป็นวันเดียวกับพระเจ้าบุเรงนองจะเข้าตีเวียงจันทน์  พระองค์จึงขอผ่อนผันกับพระเจ้าบุเรงนองว่า  อย่าเพิ่งบุกวันนี้เลย  วันนี้พระองค์จะหล่อ พระพุทธรูปองค์ตื้อ  กษัตริย์พม่าก็ยอม  และด้วยสาเหตุอะไรไม่ทราบ  ก็ยกทัพกลับ ไม่ตีเวียงจันทน์   องค์ตื้อเป็นพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่  สร้างแบบล้านนา  มีน้ำหนักประมาณ 12,000 กิโลกรัม  

พระธาตุหลวงเวียงจันทน์  เป็นสถาปัตยกรรมแบบลาวแท้  ก่อสร้างในสมัยพะเจ้าไซยะเซดถาทิลาดเหมือนกัน  โดยสร้างครอบธาตุองค์เก่าที่บรรจุกระดูกทรวงอกของพระพุทธเจ้า  ที่สร้างโดยพะยาจันทะบุรีพะสิททิสัก  เมื่อ พ.ศ.236  พระธาตุนี้ของพระพุทธเจ้า พระเถระชาวลาว 5 องค์ อัญเชิญมา  หลังจากไปศึกษาที่กรุงราชคฤห์ เพื่อให้ชาวลาวกราบไหว้บูชา

เราเหลือเวลาสำหรับการ Shopping  ที่ตลาดเช้าเพียง 1 ชั่วโมง  แยกกันเป็น 3 สาย  แม่กับน้าขวัญไปซื้อผ้า  พ่อกับอากลางไปซื้อเงินกิโล  หนูพิมกับน้าติ๋วไปซื้อเทปเพลงลาว  

แล้วพบตัวเองที่ด่านข้ามสะพานเมื่อเวลาใกล้ 4 โมง  น้าติ๋วใช้กีบสุดท้ายที่ปั้มน้ำมัน  พ่อใช้กับไวน์ถุงห้าลิตร  แล้วเราก็อำลาอากลางและลาว  หนูพิมบอกว่าต่อไปหนูจะได้ใช้คำสวัสดี  แทนคำว่าสะบายดี๋  เพราะถ้าหนูพูดสะบายดี๋กับคนไทยเขาต้องงงว่าถามทำไม

เรากลับกันมาถึงบ้านในอีกสองวันต่อมา  แหม่ม(หมา)คอยรับอย่างดีอกดีใจ  เราเองก็ดีใจกันมากที่ได้กลับบ้านเสียที  ถึงแม้การไปเที่ยวจะสนุกสนานเพียงไหน  การได้กลับมาบ้านของตัวเองก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

จบการเที่ยวลาวเมื่อปี ๒๕๔๒ แต่เพียงเท่านี้นะคะ  ถือโอกาสนี้อวยพรปีใหม่ให้เพื่อนพ้องน้องพี่ในบ้านนี้จงมีแต่ความสุขสวัสดีในชีวิตทุก ๆ วันตลอดไปด้วยเพลง "ส่งพอนปีใหม่" เพลงนี้

"เดือนสามค้อย  ลมวอย ๆ  ลมวอย ๆ  พัดใบไม้อ่อน  ออนซอนเด  ภูผาได้เปี่ยนสีงาม

นกน้อยตอมดอกอยู่เทิงจอมดอย  ส่งเสียงวี่วอย   โอ้มันอี้ออยกับคู่สะเน่หา สาลิกาเคียงคู่วี่วอน  อ้อนสมพอนต้อนฮับปีใหม่  เป็นปีมหาไซ
ดอกไม้ในป่าส่งกลิ่นหอมหวน  ขอมอบไว้เป็นของขวน  ให้นักลบปดป่อยปะซา

ฟ้าฮ้องก้องส่งอยู่กางเวหา       ได้อวยพอนมา  ให้ปวงปะซามีสุขาฟ้าใหม่  ส้างปะเทดลาว ให้สด ใส  ส้างเมืองลาวให้สิวิไล  ให้ซาดลาวได้มีสิดเสลี

ใต้ทุงสีแดงแห่งการปะติวัด  ภายใต้การนำอันสะหลาดส่องใส  
ซาดลาวก้าวไป  ปีใหม่มีไซสะหง่างาม"

Posted by pilgrim on 04 Jan. 2010,22:21
สวัสดีปีใหม่ค่ะ พี่วันดี

พี่วันดีรีบเร่งกลับเมืองไทยไปต้อนรับรจนาแล้ว อิๆๆๆ biggrin.gif

ของพิลยังเวียนวนอยู่หลวงพระบางเลยค่ะ พระธาตุพูสีก็ยังไม่ได้ขึ้น..ตลาดมืดก็ยังไม่ได้เดิน


โอ้...เมื่อไหร่เราจะได้กลับบ้านบ้างหนอ.... ask.gif

Posted by แมวเหมียว on 08 Jan. 2010,14:48
สวัสดีปีใหม่ค่ะ พี่วันดี คุณพิล และสมาชิกเที่ยวเมืองลาวทุกท่าน EM112.gif

พี่วันดีกลับบ้านแล้ว  แล้วคุณรจกลับบ้านแล้วยังคะพี่วันดี flo_1.gif

ส่วนคุณพิลยังไม่กลับบ้าน  ask.gif แล้วใครคุยอยู่ท้ายครัวล่ะคะคุณพิล biggrin.gif

 EM142.gif

Posted by pilgrim on 08 Jan. 2010,22:59
เอ...นั่นสิ ใครนะไปจ้ออยู่ท้ายครัว....

ปีใหม่นี้ ไม่มีอะไรเลี้ยงที่ท้ายครัวเลยเหรอคะ.... EM149.gif

Posted by วันดี on 03 Feb. 2010,14:04
อรุณรุ่งที่น้ำจวง ๑


[align=center][/align]

เสียงไก่ขันแว่วจากที่ไกล ๆ แทรกเสียงน้ำตกมาอย่างนุ่มนวล  ฉันนอนลืมตาเงียบ ๆ อยู่ในความมืด  เพื่อนร่วมฟากไม้ไผ่ยังคงหายใจแผ่วเบาสม่ำเสมอ    

ท่ามกลางความมืดก่อนฟ้าสางเช่นนี้  ฉันเคยต้องสลัดผ้าห่มหยิบไฟฉายเพื่อออกไปหุงข้าวในโรงครัวร่วมกับเวรพี่เลี้ยง  คนหนึ่งก่อไฟที่เตา  อีกคนหนึ่งไปตักน้ำในลำธารมาเทใส่กระทะใบใหญ่  อีกคนหนึ่งเอาข้าวสารไปล้าง  ก่อนจะเอามาใส่กระทะ  ดูแลไฟให้สม่ำเสมอแล้วปล่อยทิ้งไว้  มันสำปะหลังที่เวรชุดก่อนปอกไว้ให้ตั้งแต่เย็นวานต้องนำมาขูดให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่กระทะข้าวเมื่อน้ำเดือด  และด้วยมันสำปะหลังอีกเช่นกันที่ใส่ลงในกระทะอีกใบที่ต้มเครื่องแกงจนเดือดเพื่อเป็นกับข้าวมื้อเช้าสำหรับทุกชีวิตในค่าย  ทุกอย่างจะต้องให้เสร็จก่อนแสงสว่างจะมาเยือนเพื่ออำพรางควันไฟ  เราเคยทำงานกันเงียบ ๆ ท่ามกลางความมืดในป่าลึก

กลิ่นควันไฟอ่อน ๆ โชยมาเข้าจมูก  เกือบจะเหมือนเมื่อวันก่อนโน้น  หากแต่วันนี้ฉันมีผ้านวมผืนหนาคลุมกาย  มีเบาะรองนอนกั้นลมหนาวที่แทรกฟาก  และหมอนอ่อนนุ่มชวนนอน  ไม่ใช่ฟากไม้ไผ่เปลือยเปล่า กับผ้าห่มขนหนูผืนบาง และเป้ใส่เสื้อผ้าที่ใช้ต่างหมอน

มีใครบางคนขยับตัวลุกขึ้นเดินออกไปจากเรือนนอน  ฉันคอยจนได้ยินเสียงพูดคุยกันเบา ๆ ดังมาจากโรงอาหารที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ  จึงสลัดผ้านวมออกจากตัว  หยิบเสื้อกันหนาวตัวหนาขึ้นมาสวมแทน  ก่อนจะควานมือลงไปในเป้ที่วางชิดหัวนอนเหมือนที่เคยทำเมื่อนานมาแล้วเพื่อค้นหาอุปกรณ์ส่วนตัวแล้วลุกออกไปสมทบ

Posted by pilgrim on 03 Feb. 2010,23:41
เชิญติดตามพี่วันดีไปเที่ยวกันค่ะ บรรยากาศเก่าๆ ที่หวนรำลึก คงโดนใจใครหลายๆ คน ณ ที่นี้นะคะ Minigz2503.gif
Posted by วันดี on 04 Feb. 2010,13:08
อรุณรุ่งที่น้ำจวง ๒

[align=center][/align]

อากาศตอนเช้ามืดกลางเดือนธันวาบนภูสูงเย็นเฉียบบาดผิว

“นอนหลับดีไหม  สหาย”  เสียงทักมาจากกองไฟเล็ก ๆ ที่คน ๓-๔ คนผิงไฟกันอยู่

“หลับดีค่ะ” ฉันพึมพำตอบขณะเดินไปร่วมวง  ในใจนึกถึงคำ..สหาย..ที่เราใช้เรียกกัน  มันยังติดปากพวกเราแม้เวลาจะล่วงเลยมานานปี  และคงจะอยู่กับคนกลุ่มนี้ไปจนกว่าพวกเขาจะตายจากกัน  ความหมายที่ซ่อนลึกอยู่ในคำนี้เกินกว่าคำว่าเพื่อน  มันบ่งบอกถึงความรักและไฟศรัทธาที่พวกเขาเคยมีร่วมกันอยู่ด้วย

“วันนี้พวกสหายจะกลับกันแล้วหรือ”  ใครคนหนึ่งถามขึ้นด้วยสำเนียงแปร่ง ๆ

“ใช่  แต่วันนี้สหายไม่ต้องทำข้าวเช้าให้พวกเรานะ  ยอดชวนไปกินบ้านเขา”  เป็นธรรมเนียมของสหายม้งที่แต่ละบ้านจะชวนเราผู้มาเยือนไปกินข้าวมื้อหนึ่งหรือหลาย ๆ มื้อที่บ้านของเขา  มื้อเย็นของเมื่อวานพวกเราถึงกับต้องกินข้าว ๒ ครั้ง  เพราะประสงค์ชวนให้ไปกินงานแต่งลูกชาย  ขณะที่กำลังกินกันอยู่เหล่าเหม็งก็มานั่งรอจะให้ไปกินที่บ้านเขาอีก  แม้อาหารจะมีเพียงข้าวสวยพูนชามกับหมูสามชั้นต้มเป็นชิ้น ๆ มันย่อง  แต่อดีตเพื่อนร่วมอุดมการณ์ก็ยังคะยั้นคะยอให้เราไปร่วมสำรับกับเขา

“เดี๋ยวเราจะไปเอาข้าวใหม่มาฝากสหายไปกิน”  ใครอีกคนพูดขึ้น  นี่ก็เป็นธรรมเนียมของสหายม้งอีกเหมือนกัน  ที่จะต้องเอาของฝากมาให้อดีตสหายร่วมรบเมื่อจะกลับ  คราวที่แล้วฉันได้ฟักเขียวลูกใหญ่กินหลายวันจากณรงค์  คราวก่อนโน้นแสวงก็ให้หน่อไม้ไผ่ตงหน่ออวบอีกหลายหน่อ  ไม่ว่าเราจะปฎิเสธอย่างไรพวกเขาก็จะยัดเยียดให้เราจนได้  

“นาน ๆ สหายจะมาเยี่ยมพวกเราสักที  เราอยากให้สหายได้กินของที่เราทำเอง”  นั่นคือเหตุผลที่พวกเราต้องจำนนด้วยนัยน์ตาที่เปียกชื้น

Posted by pakae on 04 Feb. 2010,23:56
ไม่เคยได้ร่วมอุดมการณ์ มีสหายอย่างพี่วันดี    

        แต่พออ่านแล้ว ก็รับรู้ได้ถึงมิตรภาพค่ะ flo_1.gif

Posted by add on 07 Feb. 2010,11:24
แล้วไม่มีเสียงกรน  หรือเสียง....อย่างอื่นหรือคะพี่วันดี   boogie.gif

     อยู่ที่ไหนคะพี่วันดีน้ำจวง ?

Posted by แมวเหมียว on 08 Feb. 2010,10:18
อยากอ่านต่อแล้วค่ะพี่วันดี  flo_1.gif


แมวเหมียวก็สงสัยเหมือนพี่แอ๊ดค่ะว่าน้ำจวงอยู่ที่ไหน biggrin.gif

EM142.gif

Posted by วันดี on 09 Feb. 2010,11:00
อรุณรุ่งที่น้ำจวง ๓

[align=center][/align]

ภูสูงแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ตรงรอยต่อจังหวัดพิษณุโลกกับอุตรดิตถ์ใกล้ชายแดนลาวเทือกเดียวกับภูสอยดาว  

เมื่อสามสิบกว่าปีก่อนแถบนี้ถูกเรียกว่าทับสี่เพราะเป็นเขตงานใหม่ของฐานที่มั่นเขาค้อ-ร่องกล้า ปี ๒๕๒๕ เมื่อฐานที่มั่นถูกทำลายเขตอำนาจรัฐแตกสลาย  สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นบ้านใหม่ของบรรดาเหล่าสหายและประชาชนชาวม้งที่ต้องออกจากฐานที่มั่น ปัจจุบันถูกเรียกว่า  บ้านน้ำจวง  ตามชื่อลำน้ำที่ไหลผ่าน

บ้านน้ำจวงอยู่ในตำบลบ่อภาค  อำเภอชาติตระการ  จังหวัดพิษณุโลก  เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทอง  ที่ได้รับการเพิกถอนพิเศษจำนวน ๑๐,๓๑๓ ไร่ให้เป็นพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินของอดีตสหายชาวม้งจากฐานที่มั่นและเขตอำนาจรัฐเขาค้อ-ร่องกล้าจำนวน ๒๖๓ ครอบครัวประมาณ ๒,๑๒๖ คน  โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ใด ๆ พวกเขาตั้งถิ่นฐานใหม่กัน ๒ หมู่บ้าน  คือบ้านน้ำจวงและบ้านน้ำคับ  ภายใต้การดูแลของกองทัพภาคที่ ๓  

ปัจจุบันมีประชากรอยู่ประมาณ ๒,๖๓๐ คน  ไม่รวมประชากรใหม่จากถ้ำกระบอกที่อพยพมาอยู่ที่บ้านน้ำคับ ๒๓๓ คน

ทุกวันนี้สภาพพื้นที่ที่ได้รับมาเป็นที่ทำกิน  กลายเป็นเขาหัวโล้นกว้างไกล  หน้าดินถูกชะ  ร้างต้นไม้ใหญ่  อันเป็นผลมาจากการทำไร่ขิงที่ทำลายดินอย่างรวดเร็ว  ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์เริ่มหดหายไปตามจำนวนปีที่พวกเขาเข้ามาอยู่  ลูกหลานม้งจำนวนหนึ่งที่พอมีโอกาสจึงพากันอพยพย้ายถิ่นลงไปทำมาหากินกันในพื้นราบบ้าง  ในเมืองบ้าง  และหลายคนพยายามส่งเสียให้ลูกหลานได้รับการศึกษา  แต่ส่วนใหญ่ยังต้องดำรงชีพอย่างยากลำบาก  รายได้เฉลี่ยต่อคนอยู่ในราวปีละ ๑๒,๐๐๐ บาท

คุณaddคะ  มีทุกอย่างที่ถามถึง  ขาดอยู่แต่บางเสียงที่มาพร้อมกลิ่น  เพราะที่นี่เขาไม่ได้กินหัวมันเหมือนพวกเรา

Posted by pilgrim on 09 Feb. 2010,23:48
แต่รูปป่าของพี่วันดีสวยๆ ทั้งนั้นเลยนะคะ
Posted by วันดี on 10 Feb. 2010,11:18
อรุณรุ่งที่น้ำจวง ๔

[align=center][/align]

ปลายปี ๒๕๕๑ ความคิดที่จะผลักดันน้ำจวงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ   สำหรับเป็นฐานตั้งต้นของเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืนได้เกิดขึ้นในหมู่ชาวม้งและชาวเมืองที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มเพื่อน ๓ จังหวัด  

พวกเขาจับมือมั่นกันอีกครั้งริเริ่มโครงการท่องเที่ยว  โครงการปลูกป่าทดแทนป่าที่ถูกทำลาย  โครงการปลูกผักอินทรีย์  โครงการทำนาขั้นบันได  และงานปักผ้า โดยประสานร่วมมือกับหน่วยงานรัฐสร้างถนนและสาธารณูปโภคอื่น ๆ เข้าสู่ชุมชน

ทุกอย่างเป็นจริงเมื่อมีการรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรและท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ขึ้น

งานแรกทำไปแล้วเมื่อปลายเดือนพฤษภาปี ๕๒  ใช้ชื่อว่าโครงการปลูกป่าใช้หนี้แผ่นดิน  เป็นโครงการร่วมมือระหว่างชาวบ้าน ครู นักเรียนโรงเรียนบ้านน้ำจวง  และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทอง  โดยมีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ในฐานะที่ปรึกษาโครงการพัฒนาบ้านน้ำจวงมาเป็นประธานปลูกป่า

และในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ปีนี้ของชาวม้ง“บ้านพักน้ำจวง-ทับสี่”บ้านพักชุดแรกที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสร้างขึ้นต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้รักธรรมชาติก็สำเร็จเป็นผลงานชิ้นที่สอง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พร้อมด้วยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้เดินทางมาเป็นประธานอีกครั้ง

ท่ามกลางความเหน็บหนาวของอากาศ  ดูเหมือนอรุณรุ่งจะเริ่มไขแสงอันอบอุ่นมาอาบไล้จิตใจของอดีตสหายเราบ้างแล้ว

Posted by pilgrim on 10 Feb. 2010,23:57
ภาพนี้ soft มากเลยค่ะ พี่วันดี ชวนให้นึกถึงแสงอบอุ่นอันอาบไล้ของอรุณรุ่งไขแสงจริงๆ
Posted by วันดี on 11 Feb. 2010,11:10
อรุณรุ่งที่น้ำจวง ๕

 

 

น้ำตกตาดปลาขาว  น้ำตกเล็ก ๆ ที่ไหลซัดซ่าลงสัมผัสโขดหินชั่วนาตาปีมานานเปิดรับผู้รักธรรมชาติป่าเขาแล้วเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒

บนลาดเนินด้านหนึ่งของน้ำตกคือบ้านพักน้ำจวง-ทับสี่  ที่ปลูกสร้างด้วยวัสดุธรรมชาติ  เลียนแบบค่ายหรือสำนักของสหายในอดีต มีเรือนนอนหญิงชาย  โรงอาหาร  บ้านพักคู่สามีภรรยา  ทั้งหมดทำด้วยไม้ไผ่ขัดแตะและใบค้อ  

ยกเว้นอาคารเดียวที่สร้างด้วยคอนกรีตอย่างดี  คือห้องน้ำที่เน้นความสะอาดและทันสมัย  มีกระทั่งน้ำร้อนให้อาบ

เรือนนอนทุกหลังมีหมอน ที่นอนและผ้านวมไว้ให้

โรงอาหารที่ถอดแบบห้องประชุมในอดีตมานั้น  มีโต๊ะกินข้าวมาเสริม ตามผนังแขวนภาพประวัติศาสตร์ของเหล่าสหายที่นี่  รวมทั้งมีหนังสือเรื่องราวของพวกเขาให้หยิบยืมไปอ่าน  มีผ้าปักชิ้นงาม ๆ จากฝีมือของกลุ่มสตรีมาวางขาย  ด้านหลังเป็นครัว  

อาหารของที่นี่ใช้ผลผลิตจากไร่ของชาวบ้านเน้นที่ความใหม่สด  เมนูแนะนำคือน้ำพริกผักลวก  ผักสดที่เก็บใหม่จากไร่รสหวานกรอบกินกับพริกสดตำกับมะเขือเทศเขียวลูกเล็ก  เป็นเมนูยอดนิยมของพวกเรา  อีกรายการหนึ่งก็ต้องเป็นอาหารสุขภาพสู้ลมหนาวคือไก่ต้มสมุนไพร  คนม้งมีชื่อเรื่องสมุนไพรเนื่องด้วยต้องพึ่งพิงธรรมชาติมาหลายชั่วอายุคน  พวกเขามีสมุนไพรมากมายที่นำมาต้มกับไก่ได้รสชาติอร่อยที่หากินที่อื่นไม่ได้

รอบ ๆ บริเวณปรับพื้นที่สวยงาม  ตรงเนินด้านหน้าน้ำตกปรับเป็นขั้นบันไดปลูกหญ้าแฝกสลับกับไม้ดอก ทิ้งลานกว้างข้างบนไว้ให้กางเต้นท์

ที่นี่รับรองความปลอดภัย ๒๔ ชั่วโมงโดยอดีตผู้กองทหารบ้าน

Posted by pilgrim on 11 Feb. 2010,23:55
ลม....หวน....ชวนให้คิด...ถึงความหลัง...(ของพี่วันดี) biggrin.gif
Posted by วันดี on 12 Feb. 2010,09:39
อรุณรุ่งที่น้ำจวง ๖



ไม่ไกลกันนัก  น้ำตกตาดปลากั้งผู้งามสง่ารออยู่  เช้าวันหนึ่งเราจึงพากันไปเยือน  ทางเดินสะดวกสบาย  จะเอารถเข้าไปก็ได้แต่ต้องจอดไว้ข้างบน  น้ำตกอยู่ในหุบต้องเดินลงไป  แม้จะชันสักหน่อย  แต่เขาเอาจอบฟันดินเป็นขั้น ๆ ไว้ให้เดินง่าย  เดินกันไปคุยกันไป  หันไปมองด้านหลัง  เห็นแดดอ่อนสีทองเรื่อเรืองทาบขอบฟ้าอยู่เหนือยอดภู





ไฮไลท์ของการมาเที่ยวที่นี่  นอกจากมาลองกินอยู่หลับนอนแบบสหายแล้ว  ก็ควรได้ลองเดินแบบสหายบ้าง  การเดินป่าไปเขาสามแหลมโดยการนำทางของพรานไพร  อดีตหน่วยเดินเมล์ผู้คุ้นเคยป่าแถบนี้ราวกับบ้านของตัวเองอย่างเหล่าเหม็ง  ทำให้ได้สัมผัสต้นไม้และป่าเขาอย่างมีชีวิตชีวา  ในยามที่เดินตามหลังเขา  ใครอยากรู้เรื่องอะไร  เกิดวีรกรรมที่ไหน  ต้นไม้ต้นไหนมีอดีตอย่างไร  ก้อนหินก้อนไหนเคยมีผลงานอะไรมาบ้าง  ก็จะได้รู้



น้ำจวงยังมีจุดท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง  ที่แม้แต่นักท่องเที่ยวประเภทล่องไพรทั้งหลายก็ยังไปไม่ถึง  คราวนี้สหายเก่าจากน้ำคับมารับพวกเราไปดูลานหินที่เคยเป็นที่จอดเฮลิคอปเตอร์ของทหาร  ภูมิประเทศที่นี่ดีมาก  น่ามาแคมปิ้งสักคืน  จะได้นอนฟังเสียงลม  นั่งฟังเสียงนก  แล้วทอดสายตาออกไปยังภูสูงที่สลับซับซ้อนลิบ ๆ โน่น  ให้ความคิดได้ปลิดปลิวไปอย่างเสรี





วันนั้นเราออกจากที่พักสายไปนิด  จึงยังไปไม่ถึงตาดน้ำจวงที่เขาเล่าว่างดงามนักหนา  ทั้งยังมีน้ำตกเสือตาย  เขาคว่ำเรือ  และ ฯลฯ ที่รอให้เราไปหา

Posted by pilgrim on 12 Feb. 2010,21:09
เดินป่าอย่างนี้ มีทากไหมคะ พี่วันดี
Posted by sweet lemon on 14 Feb. 2010,19:03

(pilgrim @ 12 Feb. 2010,21:09)
QUOTE
เดินป่าอย่างนี้ มีทากไหมคะ พี่วันดี

เจ้พิลจ๋า มะลาวขอตอบ..แทน น้าวันดีนะค่ะ.... ทากอยู่ไหนไม่เห็นเพราะมัวมองธรรมชาติงามๆ ตามพื้นทางเดินไม่ได้มอง เหล่าทากคงม่องเท่งอยู่ใต้รองเท้าง่ะ เอิ๊กๆๆ   ohman.gif smSL07.gif


มะลาวตามมาเที่ยวด้วยค่ะ  fone01.gif

Posted by แมวเหมียว on 15 Feb. 2010,13:30
น้องมะลาวคงไม่รู้จักทากตัวจริงนะคะคุณพิล biggrin.gif

ทากตัวจริงจะไม่โดนเหยียบหรอกค่ะ  เพราะทากมีวิชาตัวเบาค่ะน้องมะลาว  laugh1.gif


..หลังคามุงด้วยใบค้อ ดูสวยดีนะคะพี่วันดี

แปลกจัง พี่วันดีเป็นคนใต้แต่มาอยู่เขตงานทางพิษณุโลก

พี่แอ๊ดคนเมืองจันทน์กลับไปอยู่เขตงานทางใต้

ส่วนพี่ไหมหนันคนใต้กลับไปอยู่เขตงานที่ลันดั้น? hehe.gif


EM142.gif

Posted by วันดี on 15 Feb. 2010,13:34
ที่พี่เขียนมานี่  ทำให้แมวเหมียวน้องรักคิดว่าพี่อยู่เขตงานนี้ไปซะได้  พี่คนใต้ก็ต้องอยู่เขตใต้สิคะ  ที่นี่มาเที่ยวหรอกน้อง

ไม่มีทากก็ไม่ใช่ป่าค่ะพิล  ป่าที่ชื้นอุดมสมบูรณ์มากยิ่งมีทากมาก  มีทากมากยังแสดงว่ามีสัตว์อื่นอาศัยอยู่มากด้วย  เพราะอาหารของทากคือเลือดของสัตว์อื่น  

ต้องดีใจนะคะที่ป่าบ้านเรายังมีทาก  ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ  คนอยู่ป่าเขาสู้รบกับทากมาเยอะแล้ว  เพราะฉะนั้นเขามียุทธวิธีแยบยลมากมายที่จะ "หนี" มัน  อยากรู้ว่าเป็นหยั่งไง  คราวหน้าไปน้ำจวงด้วยกันค่ะ

อรุณรุ่งที่น้ำจวง ๗

น้ำจวงอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก  ดังนั้นถ้าจะไปที่นี่ก็ต้องไปให้ถึงพิษณุโลกเสียก่อนแล้วจึงหาทางเข้าอ.ชาติตระการ  ระยะทางจากกรุงเทพถึงชาติตระการประมาณ ๔๘๙ กิโลเมตร  ใช้เวลาราว ๗ ชั่งโมง  ต่อจากตัวอำเภอชาติตระการจะไปบ้านน้ำจวงจำเป็นต้องมีรายละเอียดเล็กน้อยดังนี้  

จากตัวอำเภอวิ่งบนถนนหมายเลข ๑๒๓๗ ทางไปภูสอยดาว  วิ่งไปได้สัก ๒๑ กิโลก็จะถึงบ้านนาตอน  สังเกตโรงเรียนบ้านนาตอนให้ดี  พอถึงโรงเรียนจะมีทางแยกซ้ายมือเข้าสู่บ้านน้ำคับและบ้านน้ำจวงมีป้ายเขียนบอกไว้ชัดเจน  จากนี้ไปจะขึ้นเขาติ๊ก ๆ พื้นถนนมีทั้งคอนกรีต  ลาดยาง และดินแดง บ้านน้ำคับจะอยู่ประมาณกิโลที่ ๒๐ บ้านน้ำจวงราวกิโลที่ ๒๖  ถนนเส้นนี้ไปสิ้นสุดตรงบ้านน้ำจวงไม่หลงไปไหนได้

ฤดูกาลที่ดีที่สุดในการเที่ยวน้ำจวง  คือฤดูหนาว  นับตั้งแต่ปลายเดือนตุลาไปจนถึงมีนา  อากาศเย็นสบาย  ลมแรง  หมอกหนาและฟ้าสวย แต่จะว่าไปแล้ว  ธรรมชาติป่าเขานั้นสวยทุกฤดู  แต่ละฤดูก็มีความงามที่แตกต่างกัน

ใครสนใจอยากไปลองชิมรสของธรรมชาติที่นี่  ติดต่อรับบริการได้ที่  
เสมอ  สงศิลาวัด  บ้านเลขที่ 8 บ้านน้ำจวง  หมู่ 13 ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก 65170  โทรศัพท์ 087 0385331

หรือจะอีเมล์ไปหาคุณครูผู้น่ารักแห่งโรงเรียนบ้านน้ำจวง  ฉายาโรงเรียนปลายฟ้าภูสูงเพื่อให้ช่วยประสานงานให้  ก็เขียนไปได้ที่ poodum@hotmail.com

Posted by วันดี on 16 Feb. 2010,10:08
อรุณรุ่งที่น้ำจวง ๘



ฉันมาที่นี่กลางเดือนธันวาคม  ตรงกับวันปีใหม่ของชาวม้งพอดี  จึงได้มีโอกาสเห็นประเพณีสวยงามที่เรียกว่า “น่อเป๊ะโจ้ว”

น่อเป๊ะโจ้วแปลว่ากินสามสิบ ชาวม้งนับวันตามจันทรคติ  เดือนหนึ่งมีสามสิบวันนับแต่ขึ้น ๑ ค่ำไปจน ๓๐ ค่ำแล้วก็ขึ้น ๑ ค่ำของเดือนใหม่  ไม่มีข้างแรม งานประเพณีน่อเป๊ะโจ้วเริ่มวันแรกในวัน ๓๐ ค่ำเดือน ๑ ถือเป็นวันสิ้นปี  ขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๒ จึงเป็นวันปีใหม่

ในช่วงเทศกาลปีใหม่  เป็นประเพณีที่ลูกหลานม้งจะกลับมาหาพ่อแม่  มาทำขวัญ  มาเคารพหลุมศพบรรพบุรุษ  กินเลี้ยงรื่นเริง  และเลือกคู่  ฉันไม่ได้ร่วมพิธีกรรมวันสิ้นปีแต่ทันได้เห็นวันปีใหม่  ที่หนุ่มสาวพากันแต่งตัวด้วยชุดประจำเผ่างดงาม  ออกมาโยนลูกช่วงเลือกคู่กัน  วันถัดมาเห็นพวกเขากางร่มเดินไปมาเป็นคู่ ๆ แสดงว่าจับคู่กันได้แล้ว  อีกสองสามวันพ่อแม่จะได้จัดงานรับลูกสะใภ้เข้าบ้าน



ประสงค์ก็จัดงานแต่งงานให้ลูกชายในช่วงนี้  อย่างที่เล่า เย็นวันหนึ่งเราได้รับเชิญให้ไปกินข้าวงานแต่ง  จึงมีโอกาสได้เห็นญาติมิตรของประสงค์นั่งกันเป็นแถวสองฟากโต๊ะยาว  เจรจาเตรียมงานอย่างมีพิธีการ  ประสงค์อธิบายให้ฟังว่าเป็นการพูดจาขอให้แต่ละคนช่วยงานกันคนละอย่างในงานพิธีที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้  เช่นขอให้คนหนึ่งเป็นเถ้าแก่เจรจากับฝ่ายหญิง  คนหนึ่งเป็นเจ้าพิธี  คนหนึ่งคอยต้อนรับแขก  คนหนึ่งฆ่าหมู  ฯลฯ  เจ้าบ่าวก็จะต้องมายืนคอยคำนับให้แก่คนที่รับปากจะช่วยงาน  ดูเข้มขลังสะท้อนชีวิตที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันในหมู่ญาติของพวกเขาออกมาอย่างชัดเจน

Posted by วันดี on 17 Feb. 2010,10:33
อรุณรุ่งที่น้ำจวง ๙

ฉันจากบ้านน้ำจวงมาอย่างรีบร้อนพร้อมกับข้าวใหม่หอมกรุ่นและขิงหัวใหญ่ ของฝากจากนที  ไม่ทันรอรับข้าวเหนียวดำของณรงค์และไม่ได้ไปกินข้าวบ้านยอด  เพราะยังมีธุระรออยู่

แต่บทสนทนาค่อนดึกเมื่อคืนยังอ้อยอิ่งอยู่ในความคิด  ตอนหนึ่งเสมอเอ่ยขึ้นว่า
“เราต้องขอบคุณสหายมากจริง ๆ ที่ช่วยเรา  ถ้าไม่มีสหายพวกเราคงไม่มีวันทำได้อย่างนี้”

แล้ววีระก็ตอบเสมอไปด้วยถ้อยคำที่อยู่ในใจของพวกเราทุกคนว่า  
“เราเคยได้รับความช่วยเหลือจากสหายมามาก  เมื่อเราเข้าป่า  ถ้าไม่มีพวกสหายดูแลเราให้ปลอดภัย  ทั้งสอนการใช้ชีวิตในป่า  หาข้าวให้กิน  ผูกเปลให้นอน  สอนการสู้รบให้  และอื่น ๆ อีกมากมายพวกเราเองก็คงไม่มีวันนี้เหมือนกัน  วันนี้พวกเราเข้มแข็งกว่าพวกสหาย  เราก็ต้องมาช่วยสหายเป็นการตอบแทนบ้าง  สหายเองถ้ายังมีจิตใจกล้าต่อสู้กล้าเอาชนะเหมือนอย่างแต่ก่อน  เราก็จะอยู่เคียงข้างสหายไปจนกว่าสหายจะแข็งแรง  โครงการต่าง ๆ ของสหายและชุมชนเป็นโครงการที่ดี  หากฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคไปได้  ช่วยกันคิดช่วยกันทำไม่ท้อเสียก่อน  เราว่าบ้านน้ำจวงจะเป็นธงให้มิตรสหายเราในหมู่บ้านอื่นถือเป็นแบบอย่าง”

โลกมนุษย์คงสวยงามน่าอยู่ขึ้นอีกมาก  หากมนุษย์ทุกคนคิดได้ว่า  แท้ที่จริงพวกเราล้วนต้องพึ่งพิงซึ่งกันและกัน  แล้วรู้จักแบ่งปันให้แก่กัน  คนที่แข็งแรงกว่าช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่า  ไม่มีใครควรมีสิทธิ์ที่จะได้มากกว่าคนอื่น  และไม่มีใครจำต้องยอมรับเพียงน้อยนิดอยู่ร่ำไป.....

........

จบแค่นี้นะคะ  ใครสนใจอยากไปเที่ยว  หรืออยากไปช่วยให้พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้น  มีความหวังในชีวิตมากขึ้น  หรือแม้กระทั่งไปเป็นเพื่อนของพวกเขา  ก็ลองติดต่อตามที่อยู่ที่ให้ไว้ดูนะคะ

ขอให้มีความสุขทุกคืนวันค่ะ
wave.gif

Posted by pilgrim on 17 Feb. 2010,20:59
จบได้อย่างอบอุ่นและงดงามมากค่ะ พี่วันดี

อ่านแล้วซาบซึ้ง ถึงมิตรภาพอันดีที่คนเราจะมีให้แก่กัน

การรู้คุณ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่คิดเอาเปรียบกัน จะทำให้โลกนี้เป็นสุขนะคะ flo_1.gif

Posted by แมวเหมียว on 19 Feb. 2010,17:34
สายตาก็เห็นอยู่ค่ะว่าพี่วันดีเขียนว่าเป็นสหายร่วมอุดมการณ์

แต่รู้สึกเหมือนกับว่าผู้ไปเยือนกับเจ้าบ้านเป็นมากกว่าสหายร่วมอุดมการณ์

พี่วันดีถ่ายทอดอย่างละเมียดละไม น่าอ่านค่ะ flo_1.gif  

เป็นมิตรภาพที่งดงามซึ่งหาได้ยากขึ้นทุกวัน  EM145.gif

Posted by วันดี on 18 Aug. 2010,13:50
สะตอดอง...สุดเซ็กซี่



ใครที่เคยรู้รสชาติของสะตอดอง  เมื่อได้เห็นรูปนี้ก็สามารถจินตนาการถึงกลิ่นได้เป็นอันดับแรก  

เป็นที่รู้กันว่ากลิ่นของสะตอดองนั้นเซ็กซี่หาอะไรมาเทียบได้ยาก  คนที่ชอบจะเกิดอาการน้ำลายสอพาลคิดถึงแม่เฒ่าเจ้าของไหสะตอดองอันโด่งดังที่บ้านริมควนขึ้นมาก็เป็นได้  ส่วนคนที่ไม่ชอบก็อาจถึงกับได้กลิ่นติดจมูกพาลเวียนหัวขึ้นมาทันใดก็เป็นได้เหมือนกัน

เป็นที่รู้กันดีว่าสะตอดองนั้นกลิ่นติดทนนาน  แต่รสชาติอร่อยเหลือใจ  ทั้งมันทั้งเปรี้ยวเคี้ยวหนุบหนับ  จะเหนาะจะแนมกับอะไรก็อร่อยไปเสียหมด  

สมัยเป็นเด็ก  เมื่อจะเดินทางมาเรียนหนังสือในเมืองหลวง พ่อลุงผู้เป็นพี่ชายคนเดียวของแม่เคยยกนิทานสอนใจมาพร่ำบอก ไม่ให้ลืมถิ่นและกำเนิดของตัวเองด้วยนิทานสะตอดอง

คนนั้น(นิทานบ้านเรามักจะเริ่มต้นอย่างนี้)มีลูกบ่าวคนเดียว  แกอุตส่าห์ทำนาทำสวนส่งให้เรียนจนจบได้เสื้อเน(หมายถึงจบปริญญาตรีนิติศาสตร์ได้ใส่เสื้อครุย)  ทำงานทำการใหญ่โต  แกก็ดีใจ  นานหลายปีลูกบ่าวไม่มาหาสักที  แกก็เลยว่าจะไปเยี่ยม  ตระเตรียมข้าวของไปฝากลูก  อย่างหนึ่งที่ลืมไม่ได้เพราะเมื่อลูกเป็นเด็กนั้นชอบนักหนา  นั่นคือสะตอดอง  แกจัดอย่างดีดองเกลือใส่กระบอกไม้ไผ่อัดแน่นไว้เต็มกระบอกเตรียมไปให้ลูก  

ไปถึงบ้านลูก(ในนิทานไม่ได้บอกว่าไปถึงได้อย่างไร)หลังใหญ่โตมีรั้วรอบขอบชิดเข้าบ้านไม่ได้  แกก็ตะโกนเรียก "ไอ้ไข่  ไอ้ไข่...”ตามที่เคยเรียกมาแต่อ้อนแต่ออก  

เมียของลูกบ่าวแต่งตัวสวยพริ้งโผล่หน้ามาดู  แต่ก็ไม่เปิดประตูให้เข้าบ้าน  คงกลัวเพราะไม่รู้ว่าเป็นใคร    สักเดี๋ยวลูกบ่าวก็ชะโงกหน้ามาดูอีกคน  แกย่อมจำลูกได้แม้มันจะเป็นหนุ่มใหญ่แต่งตัวโก้ขนาดไหน  ก็ตะโกนด้วยความดีใจ  "ไอ้ไข่  ไอ้ไข่  นี่พ่อมึงนิ"  ลูกบ่าวตกตะลึงพรึงเพริด  หลบหน้าผลุบเข้าบ้านไปนาน  แกก็นึกว่ามันคงดีใจตื่นเต้นได้เจอหน้าพ่อเตรียมเนื้อเตรียมตัวไม่ทัน  ก็ยืนคอยต่อไปด้วยใจเอ็นดู  

เป็นนานสองนานก็ไม่มาเปิดประตูให้สักที  แกก็ตะโกนเรียกอีก  คราวนี้ลูกสะใภ้โผล่ออกมาเต็มตัว  พูดข้าหลวง(ภาษากลาง)ถามแกว่า  
"ลุงเป็นใคร  มาหาใคร"  
แกย่อมฟังข้าหลวงออกแต่พูดไม่ได้  ก็บอกเป็นภาษาบ้านเราออกไปว่า  
"กะพ่อของไอ้ไข่นั่นแหละ  ลำนึกมันกะมาหา  เปิดปักตูตะ นี่พ่อเอาตอดองมาฝากนิ"  
คุณนายภาคกลางส่ายหน้า  
"ลุงพูดอะไรไม่รู้เรื่อง  ไปซะเถอะ  ไม่มีใครบ้านนี้รู้จักลุง"  
คราวนี้แกอึ้ง  แต่ก็ไม่ยอมแพ้  
"ไม่รู้จักพรือ   นี่มันไม่รู้จักพ่อมันแล้วหรือไอ้ไข่  ไปเรียกมันออกมาทิ"  
เธอส่ายหน้าลูกเดียวพร่ำพูดให้แกไปให้พ้น ๆ หน้าบ้าน  อย่ามารบกวน  ถ้าไม่ฟังจะแจ้งตำรวจ  บ้านนี้บ้านผู้พิพากษานะจะบอกให้

นานแล้วที่ยืนคอย  นานแล้วที่อุตส่าห์ดั้นด้นจากบ้าน  มาได้รับคำตอบเช่นนี้จิตใจช่างแสนเจ็บปวด  แกฉวยกระบอกสะตอดองออกมาเปิด  แล้วเทสาดลงตรงหน้าบ้านนั้น
“เอาล่ะ  ในเมื่อมึงไม่รู้จักพ่อของมึงแล้ว  ตอดองนี่กูตั้งใจจะเอามาฝากมึงกิน  กูก็จะฝากไว้ให้มึงตรงนี้  นานไปขอให้ชีวิตของมึงจงเป็นไปพร้อมกับตอดอง  ให้เน่าเหม็นอย่าได้ลบหาย  แล้วกูกับมึงก็ขาดกันแต่เท่านี้  อย่าได้เป็นพ่อเป็นลูกกันอีกเลย"
คำสาปแช่งของแกกลายเป็นจริง  ในเวลาต่อมาผู้พิพากษาคนนั้นก็ตกอับเจ็บป่วยด้วยโรคที่ไม่รู้สาเหตุ  และตายไปอย่างเดียวดายไร้ญาติ


“จำไว้นะลูกนะ  ไปร่ำเรียนได้ดิบได้ดีแล้วอย่าลืมพ่อแม่ปู่ย่าตาทวด  อย่าลืมถิ่นกำเนิดของตัวเอง  ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นเช่นผู้พิพากษาสะตอดองคนนี้"
นี่คือคำสอนของพ่อลุง



คนใต้โดยพื้นเพแล้วชอบสะตอกันทุกคน  เรารู้จักกินยอดสะตอกับขนมจีนน้ำยากันเกือบทุกวัน  พอย่างเข้าฤดูฝนสะตอจะเริ่มออกฝักพร้อม ๆ กับทุเรียน  วันเข้าพรรษาอาหารไปวัดจึงมักจะมีน้ำพริกสะตอทั้งสดทั้งเผาทั้งต้มสารพัดแบบ  คู่กับน้ำกะทิทุเรียนและข้าวตอก



หลังวันเข้าพรรษาสะตอตามฤดูกาลจะเริ่มวาย  สะตอดองก็จะเข้ามาแทน  คราวนี้เราคนใต้ก็จะกินสะตอดองกันไปจนกว่าเดือนแปดเดือนเก้าปีหน้าจะมาถึงอีกครั้ง



ปีนี้สะตอออกเยอะมาก  ชาวสวนบอกว่ามันแล้ง  สะตอจึงออกเยอะ  แต่ที่บ้านฉันซึ่งมีสะตอหลายต้น  กลับหย่อนโหม่งเป็นฝักให้แค่ ๒ ต้น  แต่ก็เป็น ๒ ต้นที่ดกมาก  ต้นหนึ่งเป็นสะตอข้าว  อีกต้นเป็นสะตอดาน  ช่างเหมาะเจาะเสียจริง



ฉันก็ถนอมกิน  สอยเอามาทีละชุกทีละช่อ ตามที่แก่จัดทรามกิน  แจกจ่ายญาติมิตรไปทุกถ้วนหน้าบ้านละ ๒ คร้ังตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษา  แต่ก็ยังไม่หมดต้น  จึงปล่อยไว้จนฝักเริ่มดำค่อยสอยลงมาทำสะตอดอง

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันจะดองสะตอ  จึงโทรไปถามญาติผู้ใหญ่จนแม่นยำ  แล้วฉันก็เอาสะตอมาต้มทั้งฝัก  ปลิดเอาเมล็ดออกมาแช่น้ำไว้ครึ่งวัน  ค่อยเอามาล้างจนสะอาด  สะตอสุกออกจะล้างยากหน่อยเพราะเนื้อฝักเริ่มเป็นเนื้อเหลือง ๆ หวาน ๆ แช่น้ำเข้าหน่อยก็จะเป็นเมือก  แต่สะตออย่างนี้แหละดองแล้วอร่อยนัก  ล้างสะอาดแล้วจึงเอามาคลุกกับเกลือจนเปลือกหุ้มเมล็ดเริ่มเหี่ยว  อัดใส่ขวดโหลเอาไว้  เมื่อไหร่อยากจะกินน้องสาวของพ่อบอกว่าให้เอาเท่าที่จะกินหมดออกมาล้าง  เติมน้ำสะอาดผสมน้ำตาลนิดหน่อยก็กินได้เลย  แต่ถ้ายังเหลืออยู่บ้างคราวนี้ให้ใส่ตู้เย็น  อย่าวางไว้ข้างนอกอย่างที่ดองเกลือ  มันจะเน่าเสียหมด  แต่จะดองอีกแบบก็ได้  นั่นคือดองน้ำซาวข้าว  ก็ง่าย ๆ เอาสะตอที่ดองเกลือเอาไว้ออกมาล้างให้สะอาด  ใส่น้ำซาวข้าวลงไปแช่ไว้  ก็จะได้สะตอดองแบบเปรี้ยว  แบบนี้น้ำจะขุ่นตามสีของน้ำซาวข้าว  และกลิ่นจะแรงประมาณที่ราดไว้หน้าบ้านผู้พิพากษาคนนั้น...มั้ง

วันนี้ลองเอาออกมากิน  ล้างสะอาดแล้วใส่น้ำขลุกขลิก  ใส่น้ำตาลนิดเดียว  หัวหอมซอยบาง ๆ พร้อมพริกขี้หนู  เป็นสะตอดองยำ กินกับแกงปลากระเบนย่างใส่สากปุด  ใช้ได้ค่ะ  กลมกล่อมเข้ากันได้ดิบดี



แล้วฉันก็พบว่า  สะตอดานดองอร่อยกว่าสะตอข้าว  เพราะเม็ดใหญ่เนื้อแน่น  ส่วนสะตอข้าวกินสดดีกว่า  เนื้อจะออกหวานนิด ๆ ถ้ากินทั้งเปลือกแบบคนใต้แท้จะหวานมันออกฝาดนิด ๆ อร่อย

คนทั่วไปจะบอกว่ากินสะตอแล้วปากเหม็น  เหม็นจริง ๆ ไม่เถียง  แต่เราคนใต้ก็มักจะกินผักฤทธิ์เย็นเข้าไปแก้ไว้  เช่นพวกแตงกวา  มะเขือ  หรือถ้าปลูกฝรั่งไว้ในบ้านก็เอาใบฝรั่งมาเคี้ยวล้างปาก  หรือจะดื่มน้ำมะพร้าวปิดท้าย  กลิ่นในปากก็จะบรรเทาเบาบางลงไปได้  แต่ในท้องและลำไส้ส่วนปลายนั้นแก้ไม่ได้ค่ะ  ต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของสะตอ

Posted by วันดี on 18 Aug. 2010,13:54
อุ๊ย  ตั้งใจจะโพสท์ลงในท้ายครัวของแมวเหมียวนะนี่  ใครทำเป็นช่วยย้ายให้หน่อยค่า
Posted by แมวเหมียว on 19 Aug. 2010,13:02
ตามกลิ่นตอดองมาค่ะพี่วันดี  biggrin.gif

    whisper.gif  เห็นสะตอดองเซ็กซี่น้ำลายหกเลยค่ะ!  laugh1.gif

คงไม่ต้องย้ายไปท้ายครัวหรอกมั้งคะพี่วันดี  อยู่ที่นีเวลาจะค้นหาทีหลัง จะค้นหาได้ง่ายกว่า  

อะไรๆที่อยู่ท้ายครัวจะจมหายไปกับกาลเวลา หาไม่ค่อยเจอค่ะ  hehe.gif

นิทานเรื่องสะตอดอง ของพ่อลุงเศร้าจังนะคะ cry2.gif  

เมื่อก่อนจะได้กินสะตอต้องรอที่บ้านส่งมาให้ แต่เดี๋ยวนี้สะตอมีเยอะค่ะ
มีรถกับข้าวมาขายถึงหน้าบ้าน มีสะตอห้อยอยู่ข้างรถทุกวัน

บางช่วงเป็นสะตอใต้ บางช่วงเป็นสะตอจากเมืองจันท์ของพี่แอ๊ด  ขึ้นชื่อว่าสะตอสำหรับแมวเหมียวก็อร่อยหมดเลยค่ะ
แต่เวลาจะกินต้องเป็นวันที่จะไม่พบปะกับผู้คน(อื่นๆ)นอกบ้าน

ยังไม่เคยลองเคี้ยวใบฝรั่ง วันหลังจะลองเคี้ยวดูค่ะ  EM143.gif



EM142.gif

Posted by KiLiN on 20 Aug. 2010,19:29

(แมวเหมียว @ 19 Aug. 2010,13:02)
QUOTE
หาไม่ค่อยเจอค่ะ  hehe.gif

หาไม่ยากหรอกครับ

ที่มุมซ้ายบน  จะมีที่ให้กรอกคำที่ต้องการค้นหา
ทดลองดูซิครับ wave.gif

Posted by แมวเหมียว on 23 Aug. 2010,16:41
ไม่ยากอะไรคะคุณคิลิน ask.gif  

ลองค้นคำว่า"สะตอ" ที่ห้องครัว..ก็จะได้คำตอบว่า..

***คุยกันท้ายครัว*** (page 1 2 3...552)  hehe.gif

ค้นคำว่า"หอดูดาว" คำตอบก็เหมือนกัน

***คุยกันท้ายครัว*** (page 1 2 3...552)  ohman.gif

สรุปว่า คำตอบคือ ลองเปิดดูเหอะ ตั้งแต่หน้า1 ถึงหน้า 552 เดี๋ยวก็เจอเอง  laugh1.gif  laugh1.gif


EM142.gif

Posted by KiLiN on 24 Aug. 2010,19:36
อ้อ..ผมหมายถึงให้ไปค้นที่กระทู้โดยตรงเลยน่ะครับ
เช่นกระทู้ "คุยกันท้ายครัว" เป็นต้น
เพราะกระทู้นี้มันค่อนข้างยาว
คือเราพอทราบว่ามีอยู่ในกระทู้นี้  แต่ไม่ทราบว่าอยู่หน้าไหน มันมีตั้งหลายร้อยหน้า

ลองดูใหม่ครับ..... tinyrose.gif

Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard