Forum: ระเบียงบ้าน
Topic: ~พันธุ์ไม้ในพุทธศาสนา~
started by: add

Posted by add on 13 Mar. 2005,11:45
ต้นสาละ

       สาละ ชาวอินเดียเรียกว่า ซาล (Sal) เป็นไม้ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์ตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพาน ดังนี้

       
       วาดภาพโดย ครูเหม เวชกร

        พระนางสิริมหามายาทรงประสูติพระราชโอรสใต้ต้นไม้สาละ

        พุทธมารดาคือพระนางสิริมหามายา เมื่อใกล้กำหนดจะให้พระสูติการก็เสด็จจากกรุงกบิลพัสดุ์ไป ยังกรุงเทวทหนคร อันเป็นเมืองต้นตระกูลของพระนาง ตามธรรมเนียมพราหมณ์ (ที่การคลอดบุตรฝ่ายหญิง จะต้องกลับไปคลอดที่บ้าน พ่อ-แม่ ของฝ่ายหญิง)เมื่อขบวนเสด็จมาถึงครึ่งทางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ ณ ที่ตรงนั้นเป็นสวนมีชื่อว่า "สวนลุมพินีวัน" เป็นสวนป่าไม้  "สาละ" พระนางได้ทรงหยุดพักอิริยาบท (ปัจจุบันคือตำบล "รุมมินเด" แขวงเปชวาร์ ประเทศเนปาล)  พระนางประทับยืนชูพระหัตถ์ขึ้นเหนี่ยวกิ่งสาละ และขณะนั้นเองก็รู้สึกประชวรพระครรภ์ และได้ประสูติพระสิทธัตถะกุมาร ซึ่งตรงกับวันศุกร์เพ็ญเดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี คำว่าสิทธัตถะแปลว่า "สมปรารถนา"

        เจ้าชายสิทธัตถะพอประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา ก็ทรงพระดำเนินด้วยพระบาทไปได้ ๗ ก้าว พร้อมกับ ทรงยกพระหัตถ์ขวาและเปล่งพระวาจา เบื้องใต้พระบาทมีดอกบัวรองรับ พระวาจาที่ทรงเปล่งออกมานั้นกวีท่านแต่งไว้เป็น ภาษาบาลี แปลถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า

        "เราจะเป็นคนเก่งมี่สุดในโลกคนหนึ่ง ซึ่งจะหาผู้ใดเสมอเหมือนไม่มี ชาติที่ เกิดนี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่ได้เกิดต่อไปในเบื้องหน้าอีกแล้ว"

              อีกตอนหนึ่งก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะตรัสรู้  

             เมื่อพระองค์เสวยข้าวมธุปายาสที่บรรจะอยู่ในถาดทองคำของนางสุชาดาแล้ว ได้ทรงอธิษฐานว่า ถ้าพระองค์ได้สำเร็จพระโพธิญาณ ขอให้การลอยถาดทองคำนี้สามารถทวนกระแสน้ำแห่งแม่น้ำเนรัญชลาได้ เมื่อทรงอธิษฐานแล้วได้ทรงลอยถาด ปรากฎว่าถาดทองคำนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำ จากนั้นพระองค์เสด็จไปประทับยังควงไม้สาละ ตลอดเวลากลางวัน ครั้นเวลาเย็นก็เสด็จไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ ประทับนั่งบนบัลลังก์ภายใต้ต้นโพธิ และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเวลารุ่งอรุณ ณ วันเพ็ญเดือน ๖

< http://www.choosuwan.com/puttha.html >
< http://rspg.thaigov.net/homklindokmai/budhabot/sala.htm >
Posted by add on 14 Mar. 2005,07:02

       วาดภาพโดย ครูเหม เวชกร

  พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพานภายใต้ต้นสาละ      
      
       สำหรับในช่วงสุดท้ายที่ต้นสาละเข้าไปเกี่ยวข้องกับพระพุทธประวัตินั้น ก็โดยที่พระพุทธองค์ได้เสด็จ ไปถึงยังเมืองกุสินาราของมัลละกษัตริย์ ได้ประทับในบริเวณสาลวโณทยาน ภายใต้ร่มต้นสาละคู่หนึ่ง ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายมาก จึงรับสั่งให้พระอานนท์ ซึ่งเป็นองค์อุปัฏฐากปูลาดที่บรรทมเอนพระวรกาย ลงโดยหันพระเศียรไปทางทิศเหนือ

        พระพุทธเจ้าตรัสเป็นปัจฉิมโอวาทครั้งสุดท้ายว่า "ภิกษุทั้งหลาย ! บัดนี้เราขอเตือนพวกท่านให้รู้ว่า สิ่งทั้งหลายที่เกิดมาในโลกมีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำหน้าที่อันเป็นประโยชน์แก่ตนและคนอื่นให้สำเร็จบริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"

        หลังจากนั้นไม่ได้ตรัสอะไรอีกเลย จนกระทั่งนิพพานในเวลาสุดท้ายของคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หรือวันเพ็ญวิสาขะ ณ ภายใต้ต้นสาละทั้งคู่ที่ออกดอกบานสะพรั่งเป็นพุทธ

< http://www.acs.ac.th/park/shorea.php >
< http://www.choosuwan.com/puttha.html >
Posted by add on 14 Mar. 2005,23:46
ไตรปิฎกเล่มที่ 33 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ โกญฑัญญะพุทธวงศ์ กล่าวไว้ว่า พระโกญฑัญญพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ 10 เดือนเต็ม จึงตรัสรู้ ณ ควงไม้สาละ เช่นกัน

        ในประเทศไทยได้มีการ นำเอาต้นสาละหรือต้นซาลเข้ามาปลูกหลายครั้ง เท่าที่ทราบก็มีหลวงบุเรศบำรุงการนำมาถวายสมเด็จ พระมหาวีรวงษ์ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน โดยทรงปลูกไว้ที่หน้าพระอุโบสถ ๒ ต้น กับได้น้อมเกล้าถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๑๐ อีก ๒ ต้น ในจำนวนนี้ได้ทรงปลูกไว้ในพระตำหนัก จิตรลดารโหฐาน ๑ ต้น กับทรงมอบให้วิทยาลัยการเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรีอีก ๑ ต้น อาจารย์เคี้ยน เอียดแก้ว และอาจารย์เฉลิม มหิทธิกุล ก็ได้นำต้นสาละมาปลูกไว้ในบริเวณคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ที่ค่ายพักนิสิตวนศาสตร์ สวนสักแม่หวด อำเภองาว จังหวัดลำปาง พระพุทธทาสภิกขุ ก็ได้ปลูกไว้ที่สวนโมกข์ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และนายสวัสดิ์ นิชรัตน์ ผู้อำนวยการกองบำรุง ก็ได้นำปลูกไว้ในสวนพฤกษศาตร์พุแค จังหวัดสระบุรี ซึ่งต่างก็มีความเจริญงอกงามดี และคาดว่าคงจะให้ผล เพื่อขยายพันธุ์ไปตามสถานที่ต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้นในเวลาอันควร



< http://www.acs.ac.th/park/shorea.php >
Posted by add on 15 Mar. 2005,20:25


       ต้นสาละมีถิ่นกำเนิดในอินเดีย มักขึ้นเป็นกลุ่มๆ ตามบริเวณที่ค่อนข้างจะชุ่มชื้น ชาวอินเดียเรียกกันโดยทั่วไปว่า "ซาล"(Sal) เป็นไม้พันธุ์ที่อยู่ในตระกูลยาง มีมากในแถบแคว้นเบงกอล อัสสัม ลุ่มน้ำยมุนา เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงราว 10-25 เมตร และสามารถสูงได้ถึง 35 เมตร ไม่ผลัดใบ เป็นไม้ที่มีความสง่างาม ด้วยว่ามีลำต้นตรง เปลือกสีน้ำตาลอมดำ แตกเป็นร่องสะเก็ดทั่วไป เรือนยอดเป็นพุ่มหนาทึบ ใบดกหนา รูปไข่ ปลายใบหยักเป็นติ่งแหลมสั้น ผิวใบเป็นมันเกลี้ยง กิ่งอ่อนเกลี้ยง ปลายกิ่งห้อยลู่ลง ดอกจะออกในช่วงต้นฤดูร้อน มีสีเหลืองอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อสั้นตามปลายกิ่งและง่ามใบ กลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกมีอย่าง ละ 5 กลีบ ผลแข็ง มีปีก 5 ปีก ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง



“สาละ” เป็นต้นไม้ขนาดกลางถึง ใหญ่ไม่ผลัดใบ อยู่ในสกุล (Genus) ไม้สยา (Shorea) วงศ์ (Family) ไม้ยาง(Dipterocarpaceae)
ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า "Shorea robusta Roxb." อยู่ในวงศ์ Dipterocarpaceae


       สาละเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีประโยชน์มาก ชาวอินเดียมักนำมาสร้างบ้านเรือน ต่อเรือ ทำเกวียน ทำไม้หมอนรถไฟ ทำสะพาน รวมถึงทำเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น ส่วนเมล็ดนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ และน้ำมันที่ได้จากเมล็ดนำมาทำอาหาร เช่น ทำเนย และใช้เป็นน้ำมันตะเกียง รวมทั้งใช้ทำสบู่ด้วย นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณด้านพืชสมุนไพรด้วย คือ ยาง ใช้เป็นยาสมานแผล ยาห้ามเลือด ใช้แก้โรคผิวหนัง ตุ่มพุพอง โรคซิฟิลิส โกโนเรีย วัณโรค โรคท้องร่วง บิด โรคหูอักเสบ เป็นต้น ผล ใช้แก้โรคท้องเสีย ท้องร่วง เป็นต้น
Posted by add on 16 Mar. 2005,22:47
คำศัพท์เกี่ยวกับ สาละ

สาละไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งของอินเดียพระพุทธเจ้าประสูติและปรินิพพานใต้ร่มไม้สาละ

สาลพฤกษ์  ต้นสาละ

สาลวโนทยาน  สวนป่าไม้สาละ

สาลวัน  ป่าไม้สาละ

< http://www.dhammalife.com/dhamma/vocab/vocab33.htm >
Posted by add on 20 Mar. 2005,11:18
ต้นโพธิ์

    โพธิ (อ่านว่า โพ-ทิ หรือ โพด หรือโพ แล้วแต่กรณี) เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต แปลว่า ความตรัสรู้ โพธิพฤกษ์ หรือ ต้นโพธิ์ แปลว่า ต้นไม้แห่งการตรัสรู้ หมายถึง ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับเมื่อเวลาตรัสรู้ โพธิบัลลังก์ หมายถึง ที่ประทับของพระพุทธเจ้าเมื่อเวลาตรัสรู้ บางทีเรียกว่าพุทธบัลลังก์ และรัตนบังลังก์

    

     ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา (ปัจจุบันอยู่ที่ตำบลพุทธคยา รัฐพิหาร) เมื่อสมเด็จพระมหาสมณโคดมเสวยข้าวมธุปายาสที่นางสุชาดา นำมาถวายแล้วทรงปูลาดกุสะ (พืชตระกูลตะไคร้หอม แต่บางคนแปลว่าหญ้าคา) ที่โสถิตยพราหมณ์นำมาถวาย ต่างอาสนะหรือบังลังก์ที่ใต้ต้นอัสสัตถพฤกษ์ ประทับ ณ ที่นั้นแล้วทรงอธิษฐานจิตว่า ตราบใดที่ยังไม่ตรัสรู้ จะไม่ยอมลุกจากอาสนะ แม้เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกก็ตามที ทรงบำเพ็ญเพียรครั้งยิ่งใหญ่ จนในที่สุดสามารถพิชิตกองทัพพระยามารได้ (หมายถึง ทรงเอาชนะกิเลสทั้งปวง) ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ) เมื่อวันเพ็ญ เดือน ๖ ดังนั้นบัลลังก์กุสะและต้นโพธิ์ที่ประทับในเวลาตรัสรู้จึงถือว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในพุทธประวัติ ต่อมาเรียกว่า โพธิบัลลังก์และพระศรีมหาโพธิ์ ตามลำดับ

     


< http://www.chula.ac.th/history/bodhi_th.html >
< http://www.learntripitaka.com/History/Images/D09.jpg >
< http://www.watkoh.com/ecards/index.php?catSearch=15&limit=6 >
Posted by add on 20 Mar. 2005,23:36
มีคติความเชื่อกันมาว่าในภัทรกัปป์นี้มีพระพุทธเจ้าเสด็จมาตรัสรู้แล้ว ๔ พระองค์ ยังจะมีอีก ๑ พระองค์คือ พระศรีอาริยเมตไตรย แต่ละพระองค์มีต้นไม้ที่ประทับในเวลาตรัสรู้แตกต่างกันคนละชนิด กล่าวคือ

   ไม้ตรัสรู้ของพระกกุสันธพุทธเจ้า คือ ไม้ซึก (สิรีส)     
   พระโกนาคมน์พุทธเจ้าคือ ไม้มะเดื่อ (อุทุมพร)
   พระกัสสปพุทธเจ้า คือไม้โทร (นิโครธ)

      ต้นไม้แต่ละชนิดเหล่านั้นเรียกว่า โพธิพฤกษ์ หรือต้นไม้แห่งการตรัสรู้ทั้งสิ้น ในกาลตรัสรู้ของพระมหาสมณโคดมพุทธเจ้าแห่งตระกูลศากยะพระพุทธองค์ประทับอยู่ใต้ต้นอัสสัตถพฤกษ์ ซึ่งในภาษาไทยมีชื่อเรียกว่าต้นโพ มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Pipal of India


      
      
      เนื่องจากต้นโพ อันเป็นชื่อของพันธุ์ไม้ชนิดที่กล่าวถึง (อัสสัตถพฤกษ์) มีเสียงของคำใกล้เคียงกับคำว่าต้นโพธิหรือต้นโพธิ์ ซึ่งตามรูปศัพท์แปลว่า ไม้แห่งการตรัสรู้จึงมักอนุโลมใช้ต้นโพธิ์ หมายถึง พันธุ์ไม้จำพวกโพชนิดอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในวงศ์ใกล้เคียงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยเนื่องจากความรำลึกว่าต้นไม้ชนิดนี้เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ตามนัยแห่งพุทธประวัติ
Posted by add on 22 Mar. 2005,07:49
โพธิ์, โพธิพฤกษ์ ต้นโพธิ์

       ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าได้ประทับ ณ ภายใต้ร่มเงาในคราวตรัสรู้, ต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้และต้นไม้อื่นที่เป็นชนิดเดียวกันนั้น สำหรับพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ได้แก่ พันธุ์ไม้อัสสัตถะ (ต้นโพ) ต้นที่อยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลคยา;

       ต้นโพธิ์ตรัสรู้ที่เป็นหน่อของต้นเดิมที่คยาได้ปลูกเป็นต้นแรกในสมัยพุทธกาล (ปลูกจากเมล็ด) ที่ประตูวัดพระเชตวัน โดยพระอานนท์เป็นผู้ดำเนินการตามความปรารภของอนาถบิณฑิกเศรษฐีและเรียกชื่อว่าอานันทโพธิ;

       หลังพุทธกาล ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระนาง สังฆมิตตาเถรี ได้นำกิ่งด้านขวาของต้นมหาโพธิที่คยานั้นไปมอบแด่พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ทรงปลูกไว้ ณ เมืองอนุราธปุระ ในลังกาทวีป ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน;

       ในประเทศไทย สมัยราชวงศ์จักรี พระสมณทูตไทยในสมัย ร.๒ ได้นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์ที่เมืองอนุราธปุระมา ๖ ต้น ใน พ.ศ. ๒๓๕๗ โปรดให้ปลูกไว้ที่เมืองนครศรีธรรมราช ๒ ต้น นอกนั้นปลูกที่วัดมหาธาตุ วัดสุทัศน์ วัดสระเกศและที่เมืองกลันตัน แห่งละ ๑ ต้น;

       ต่อมาในสมัย ร.๕ ประเทศไทยได้พันธุ์ต้นมหาโพธิจากคยาโดยตรงครั้งแรก ได้ปลูกไว้ ณ วัดเบญจมบพิตรและวัดอัษฎาง คนิมิตร

< http://www.dhammathai.org/buddhistdic/pan196.php >
Posted by add on 23 Mar. 2005,23:14
คตินิยมของการบูชาพระศรีมหาโพธิ์

     ในสมัยพุทธกาล พุทธบริษัทมักจะมีความสงสัยกันเนือง ๆ ว่าหากไม่เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จะยึดบูชาสิ่งใดแทน

     ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พระอานนท์เมื่อมีชาวสาวัตถีทูลถามเรื่องต้นโพธิ์ (ปรากฏในกลิงคชาดก) ว่า “ดูกรอานนท์ ดีแล้วท่านจงนำไปปลูกเถิด เมื่อท่านนำพื้นต้นมหาโพธิ์มาปลูกไว้แล้วแม้ถึงตถาคตจะเที่ยวจาริกไป ก็จักเป็นประหนึ่งว่าตถาคตอยู่ในเชตวันเนืองนิตย์” ข้อความนี้แสดงว่ามีพุทธวินิจฉัยให้บูชาต้นโพธิ์แทนพระพุทธองค์นับตั้งแต่สมัยพุทธกาลมา

     ต่อมาในเวลาที่พระบรมศาสดาประชวรใกล้จะเสด็จเข้าสู่พระนิพพาน พระอานนท์พุทธอุปัฎฐากได้ทูลถามถึงสิ่งที่พุทธบริษัทจะกราบไหว้แทนองค์ พระพุทธองค์จึงประทานพุทธานุญาตให้มีสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง เป็นสถานที่ที่ให้ปลงธรรมสังเวชในเวลาที่คิดอยากเฝ้าแหนพระพุทธองค์ดังนี้

๑. สถานที่ที่ประสูติ ณ ป่าลุมพินี แขวงเมืองกบิลพัสดุ์

๒. สถานที่ที่ตรัสรู้พระโพธิญาณ ณ พฤกษมณฑล แขวงเมืองคยา

๓. สถานที่ที่ประทานปฐมเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี

๔. สถานที่ที่เสด็จเข้าสู่พระนิพพาน ณ ตำบลสาลวัน แขวงเมืองกุสินารา

< http://www.chula.ac.th/history/bodhi_th.html >
Posted by add on 24 Mar. 2005,23:42
ในกาลต่อ ๆ มาได้เกิดมีบริโภคเจดีย์อีกหลายแห่งนอกเหนือจากสังเวชนียสถานดังกล่าวแล้วข้างต้นโดยบรรจุพระอังคารบ้างพุทธบริขารบ้างมีไตรจีวรเป็นต้นไว้ในที่เหล่านั้น

       เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้ว บรรดาพุทธบริษัทก็สักการบูชาสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าได้แก่ พระธาตุเจดีย์ซึ่งประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุบ้างก็บูชาพระธรรมเจดีย์ ซึ่งประดิษฐานพระธรรมคำสั่งสอน บ้างก็นำสิ่งของที่ทรงอุปโภคบริโภคไปบรรจุไว้ในเจดีย์เพื่อการบูชา เรียกว่าบริโภคเจดีย์สิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้เรียกว่าอุทเทสิกเจดีย์ เช่น รอยพระพุทธบาท พระพุทธฉาย พุทธบังลังก์

       พวกที่อยู่ในท้องที่ห่างไกลจากพระพุทธเจดีย์ที่เกิดขึ้นในระยะเริ่มแรกมีความไม่สะดวกในการเดินทาง จึงขอแบ่งสิ่งสำคัญในพระพุทธศาสนาเพื่อไปจัดสร้างพระพุทธเจดีย์ในภูมิลำเนาของตนบ้างหากขอแบ่งพระบรมธาตุไม่ได้ก็ขอสิ่งอื่นไปแทน ดังคำอธิบายของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า “พวกที่อยู่ห่างไกลคงอยากให้มีเจดียสถานอยู่ในที่ใกล้ภูมิลำเนาของตนให้ไปบูชาได้ง่ายก็ในบรรดาพระบริโภคเจดีย์ที่พระพุทธเจ้าได้ประทานอนุญาตไว้นั้นอาจ เป็นอสังหาริมวัตถุแบ่งภาคไปประดิษฐาน ณ ที่อื่นได้แต่ต้นโพธิ์ที่พุทธคยาอย่างเดียว อาศัยเหตุนั้นผู้อยู่ห่างไกลเมื่อได้ไปบูชา ณ ที่พระพุทธองค์ตรัสรู้แล้วจึงเก็บเมล็ดพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์จากต้นเดิมไปเพาะปลูกยังบ้านเมืองที่ตนอยู่ และบูชาเป็นบริโภคเจดีย์ต่อไป”พุทธบริษัทกราบไหว้บูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้วยมีพระบรมพุทธานุญาตไว้ว่าบุคคลใดบูชาสถานที่ที่พระตถาคตเจ้าทรงตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญารและมีจิตเลื่อมใสระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย จักเป็นปัจจัยให้บุคคลนั้นถึงสุคติโลกสวรรค์ แม้ในศิลาจารึกหลักที่ ๓ วัดนครชุมกำแพงเพชร (พ.ศ. ๑๙๐๐) ก็ปราฏข้อความในคราวที่พระยาลือไทยราชได้พระศรีมหาโพธิ์มาจากลังกาว่า “ผิผู้ใดได้ไหว้นบกระทำบูชาพระศรีรัตนมหาธาตุและพระศรีมหาโพธิ์นี้ว่าไซร้ มีผลอานิสงสพร่ำเสมอดังได้นบตนพระเป็นเจ้าบ้างแล”
Posted by add on 26 Mar. 2005,10:29
ต้นโพธิ์ เป็นต้นไม้ในตระกูล Fius วงศ์ Moraceae จำพวกเดียวกับไทร กร่าง มะเดื่อ ฯลฯ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ficus religiosa L.

         ต้นโพธิ์ มีถิ่นกำเนิดในพื้นที่ป่าดิบชื้นหรือค่อนข้างชื้น ดั้งเดิมมาไม่พบในที่อื่นนอกจากอินเดีย ชอบแสงแดด ในช่วงเวลาที่แห้งแล้งต้นโพธิ์จะผลัดใบ แต่ถ้าฟ้าฝนอุดมสมบูรณ์ดีต้นโพธิ์ จะมีใบเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี ต้นโพธิ์เป็นต้นไม้ที่ทนต่อความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ และสภาวะที่รุนแรงได้ จึงเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนยาวนับเป็นพันปี

        ต้นโพธิ์เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ โดยปกติมีเรือนยอดกว้าง ลำต้นเรียบเกลี้ยงเกลา ใบเป็นรูปหัวใจมียอดแหลม ขณะอยู่บนต้นใบจะพลิ้วไหวอยู่ตลอดเวลาเพราะก้านใบเล็ก ดอกมี ๘ กลีบ ดอกตัวผู้มีน้อยดอกตัวเมียเป็นสีม่วง ผลมีรูปร่างกลม สีชมพูอมม่วง ขยายพันธุ์ได้ด้วยผล เมล็ด และใช้กิ่งปักชำ
Posted by add on 27 Mar. 2005,19:53
ในประเทศไทยก็เรียกต้นโพธิ์ในชื่อต่าง ๆ กัน เช่น ต้นปู ต้นโพธิ์ ต้นศรีมหาโพธิ์ และสลี เป็นต้น และต้นโพธิ์ชนิดนี้ใกล้เคียงกันกับ โพธิ์ขี้นก หรือโพธิ์ประสาท ที่มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Ficus rumphii Blume. แต่พอสังเกตได้ตรงที่ปลายใบและก้านใบของโพธิ์ขี้นกนั้นสั้น (ประมาณไม่เกิน 7 ซม.) และผลแก่จะออกสีดำ

             ต้นโพธิ์นับว่าเป็นพืชที่มีอายุยืนมากชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากมีกิ่งก้านแยกสาขาออกจากลำต้นมาก ลำต้นเป็นพูพอนเป็นส่วนใหญ่  จึงทำให้เกิดเชื้อราที่อาศัยความชุ่มชื้น จากน้ำฝนที่ขังอยู่ตามง่ามกิ่ง แผ่ขยายเข้าทำลายเนื้อไม้จนเราจะเห็นได้ว่าต้นโพธิ์ใหญ่ ๆ มักเป็นโพรงถ้าเป็นอย่างรุนแรงอาจทำ ให้ต้นโพธิ์ตายได้เหมือนกัน แต่โพธิ์มีผลมากและนกชอบกิน เมื่อนกไปเกาะและถ่ายมูลที่ไหน เมล็ดก็จะงอกเป็นต้นเจริญงอกงามได้ทันที และบางทีก็จะแทงกระโดงจากรากที่ยังสดอยู่ดังเช่นที่กล่าวอ้าง จากต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าได้ประทับอยู่นั้นได้เช่นกัน

           

< http://www.dnp.go.th/nursery/pud/po.htm >
Posted by add on 03 Apr. 2005,11:14
ต้นไทร

เสด็จไปประทับโคนต้นไทร สามธิดามารมาประโลมล่อให้หลง ก็ไม่ทรงไยดี



       เมื่อตรัสรู้แล้ว  พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗ วัน คำว่า 'เสวยวิมุติสุข' เป็นภาษาที่ใช้สำหรับท่านผู้ทรงหลุดพ้นแล้ว เทียบกับภาษาสามัญชนคนมีกิเลสก็คือพักผ่อนภายหลังที่ตรากตรำงานมานั่นเอง

หลังจากนั้นจึงเสด็จไปยังต้นอชปาลนิโครธ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นนิโครธคือต้นไทร ส่วนคำหน้าคือ 'อชปาล' แปลว่า เป็นที่เลี้ยงแพะ ตามตำนานบอกว่าที่ใต้ต้นไทรแห่งนี้เคยเป็นที่อาศัยของคนเลี้ยงแพะมานาน  คนเลี้ยงแพะที่ตำบลแห่งนี้ได้เข้ามาอาศัยร่มเงาต้นไทรเป็นที่เลี้ยงแพะเสมอมา

ระหว่างที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นี่ นักแต่งเรื่องเรื่องในยุคอรรถกถาจารย์ ยุคนี้เกิดขึ้นภายหลังพระพุทธเจ้านิพพานแล้วหลายร้อยปี ได้แต่งเรื่องขึ้นเฉลิมพระเกียรติของพระพุทธเจ้าว่า ลูกสาวพระยามารซึ่งเคยยกทัพมาผจญพระพุทธเจ้าเมื่อตอนก่อนตรัสรู้เล็กน้อยแต่ก็พ่ายแพ้ไป ได้ขันอาสาพระยามารผู้บิดาเพื่อประโลมล่อพระพุทธเจ้าให้ตกอยู่ในอำนาจของพระยามารให้จงได้ ลูกสาวพระยามารมี ๓ คน คือ นางตัณหา นางราคา และนางอรดี

ทั้งสามนางเข้าไปประเล้าประโลมพระพุทธเจ้าด้วยกลวิธีทางกามารมณ์ต่างๆ  เช่น  เปลื้องภูษาอาภรณ์ทรงออก แปลงร่างเป็นสาวรุ่นบ้าง เป็นสาวใหญ่บ้าง เป็นสตรีในวัยต่างๆ บ้าง แต่พระพุทธเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์สิ้นเชิงแล้วไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติแม้แต่ลืมพระเนตรแลมอง

เรื่องธิดาพระยามารประโลมพระพุทธเจ้าก็เป็นปุคคลาธิษฐาน ถอดความได้ว่า ทั้งสามธิดาพระยามารนั้น ล้วนหมายถึงกิเลสทั้งนั้น อย่างหนึ่งคือความยินดี อีกอย่างหนึ่งคือความยินร้ายหรือความเกลียดชัง ความยินดีส่วนหนึ่งแยกออกเป็นตัณหา คือความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด อีกส่วนหนึ่งเป็นราคา หรือราคะ คือความใคร่หรือกำหนัด  ความเกลียดชังหรือยินร้ายออกมาในรูปของอรดี  อรดีในที่นี้คือ ความริษยา

ความที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติ แม้แต่ทรงลืมพระเนตรนั้น ก็หมายถึงว่า พระพุทธเจ้าอยู่ห่างไกลจากกิเลสดังกล่าวมาโดยสิ้นเชิงนั่นเอง

สมุดภาพพระพุทธประวัติ
ฉบับอนุรักษ์ภาพเขียนทางพระพุทธศาสนา โดย ครูเหม เวชกร
ภาพที่ ๒๘
< http://84000.org/tipitaka/picture/f28.html >
Posted by add on 20 Apr. 2005,10:08
ต้นไทรนิโครธ (Ficus bengalensis L.)

             ต้นไทรนิโครธหรือเรียกตามภาษาสันสกฤตว่า “บันฮัน” และตามภาษาฮินดูว่า “บาร์คาด”

             ไทรนิโครธ เป็นพันธุ์ไม้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับโพธิ์ กร่างและมะเดื่อ คือสกุล (genus) มะเดื่อ (Ficus) ในวงศ์(Family) ไทร(Moraceae) เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ลำต้นเป็นพูพอนมาก มีกิ่งก้านสาขาไม่แพ้ต้นโพธิ์เช่นกัน ปลายกิ่งจะห้อยลู่ลง ทำให้เกิดเป็นพุ่มกลมแน่นทึบ ตามลำต้นและกิ่ง จะมีรากอากาศห้อยย้อยลงมามาก ซึ่งรากอากาศนี้จะเจริญเติบโต เป็นลำต้นต่อไปได้อีกด้วย ฉะนั้นบางทีจะทำให้เกิดเป็นหลืบสลับซับซ้อน ดูเป็นฉากเป็นห้องพัก กำบังลม – ฝนได้ ้อย่างดี และคงจะเป็นเพราะเหตุนี้กระมังพระพุทธเจ้าจึงทรงเสด็จ ประทับเพราะอาจจะเป็นได้ว่าในช่วงนั้นมีฝนตก และลมแรง ก็เป็นได้   ตามกิ่งอ่อนจะมีขนนุ่ม ๆ หนาแน่น ตามใบอ่อนก็มีขนแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านท้องใบ แต่พอใบแก่ขนจะหลุดร่วงไปหมด   ใบจะติดเวียนกัน เป็นกลุ่มตามปลาย ๆ กิ่ง เมื่อทิ้งใบจะปรากฏรอยแผลใบเด่นชัด  ผลกลม โต วัดผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 – 1.5 ซม. ผลจะติดแนบอยู่กับกิ่ง และแต่ละผลจะมีกาบ 2 – 4 กาบ เมื่อผลแก่จะมีสีแดงคล้ำ ๆ หรือสีเลือดหมู เป็นอาหารของสัตว์พวกนกได้เป็นอย่างดี

< http://www.dnp.go.th/nursery/pud/sinikot.htm >
Posted by add on 21 Apr. 2005,01:17
ไทรนิโครธ ชื่อทางพฤกษศาสตร์ยังมีชื่อพ้องกับ Ficus indica L. ซึ่งหมายถึงไทรอินเดียอีกด้วย

           เข้าใจว่ามีขึ้นกระจายทั่วไปในย่านเอเชียเขตร้อน อาจจะขึ้นเป็นกลุ่ม ๆ หรือกระจายห่าง ๆ ตามพื้นที่ที่ค่อนข้าง ชุ่มชื้น ไม่เลือกชนิดดิน และสามารถอยู่ได้ในที่น้ำท่วมชั่วคราวได้ การขยายพันธุ์ก็โดยอาศัยเมล็ด ซึ่งสัตว์์จำพวกนกจะพากันมากินแล้วบินไปถ่ายมูลที่อื่น ไทรนิโครธก็จะไปขึ้นที่นั้น จึงเป็นเหตุให้การแพร่พันธุ์เป็นไปอย่างกว้างขวางมาก นอกจากนี้ยังอาจจะใช้วิธีชำหรือตอนกิ่งนำไปปลูกก็ได้ โดยปกติมักนิยมปลูกไว้ตาม วัดวาอารามและตามสวนสาธารณะที่มีเนื้อที่กว้าง ๆ เพื่อใช้เป็นที่พักของพุทธศาสนิกชน ตลอดจนเป็นที่อาศัย และแหล่งอาหารของนกกาต่าง ๆ

            แต่ตามบ้านเรือนและตามชายถนนแล้วไม่ค่อยนิยมปลูกกันเพราะเนื่องจาก กิ่งก้านของไทรนิโครธใหญ่โตและอาจมีอันตรายเมื่อมีพายุพัดในบางโอกาส ทำให้ไม่ปลอดภัยต่อเสาไฟ หรือหลังคาบ้านก็เป็นได้
Posted by add on 09 Jun. 2005,23:06


ภาพที่ ๒๙
ย้ายไปประทับโคนไม้จิก ฝนตกพรำ พญานาคมาขดขนดปกพระกาย กำบังฝน 
สมุดภาพพระพุทธประวัติ
ฉบับอนุรักษ์ภาพเขียนทางพระพุทธศาสนา โดย ครูเหม เวชกร


       ต้นจิกหรือมุจลินท์นี้ ตามพระพุทธประวัติกล่าวว่า หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์และ ต้นไทร แห่งละ ๗ วัน แล้ว จึงเสด็จไปประทับใต้ต้นจิกอีก ๗ วัน

ระหว่างที่พระพุทธเจ้ายังไม่ตัดสินใจพระทัยว่าจะทรงแสดงธรรมโปรดใครเพื่อประกาศพระศาสนา  นับตั้งแต่ตรัสรู้เป็นต้นมานี้  ได้เสด็จแปรสถานที่ประทับแห่งละ ๗ วัน  ที่เห็นอยู่ตามภาพนี้เป็นสัปดาห์ที่สาม และสถานที่ประทับก็เป็นแห่งที่สาม คือ ใต้ต้นมุจลินทร์ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของต้นพระศรีมหาโพธิ์

มุจลินทร์เป็นต้นไม้ที่เกิดอยู่ในที่ทั่วไปในประเทศอินเดีย มีชื่อปรากฏอยู่ในวรรณคดี ทั้งประเภทชาดก  และอย่างอื่นมากหลาย  ในเวสสันดรชาดกก็กล่าวถึงสระมุจลินทร์ที่เวสสันดรไปประทับอยู่เมื่อคราวเสด็จไปอยู่ป่า

ไทยเราแปลต้นมุจลินทร์กันว่าต้นจิก เข้าใจว่าจะใช่ เพราะดูลักษณะที่เกิดคล้ายกัน คือ ชอบเกิดตามที่ชุ่มชื้น เช่น ตามห้วย หนอง คลอง บึง เป็นไม้เนื้อเหนียว ดอกระย้า มีทั้งสีขาวและสีแดง  ใบประมาณเท่าใบชมพู่สาแหรก ปกติใบดกหนา เป็นต้นไม้ที่ให้ร่มเงาดี

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับอยู่ที่นี่ ฝนเจือลมหนาวตกพรำตลอดเจ็ดวันไม่ขาดสาย ท่านผู้รจนาปฐมสมโพธิได้แต่งเล่าเรื่องไว้ว่า   พญานาคชื่อมุจลินทร์ขึ้นจากสระน้ำที่อยู่ในบริเวณแห่งเดียวกันนี้เข้าไปวงขนด ๗ รอบ แล้วแผ่พังพานปกพระพุทธเจ้าเพื่อป้องกันลมฝนมิให้พัดและสาดกระเซ็นมาต้องพระวรกาย ครั้นฝนหาย ฟ้าสาง พญานาคจึงคลายขนดออก แล้วจำแลงแปลงเป็นเพศมาณพยืนเฝ้าพระพุทธเจ้าทางเบื้องพระพักตร์

พระพุทธรูปนาคปรกที่พุทธศาสนิกชนสร้างขึ้น  ก็เป็นนิมิตหมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดกับพระพุทธเจ้าในปางหรือในตอนนี้  เป็นพระพุทธรูปที่เชื่อถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ทางเมตตา เพราะเป็นรูปหรือภาพที่สอนคนโดยทางอ้อมให้เห็นอานิสงส์หรือผลดีของเมตตา เพราะแม้แต่พญางูใหญ่ในสระน้ำก็ยังขึ้นจากสระเข้าไปถวายความอารักขาแก่พระพุทธเจ้า ทั้งนี้พลานุภาพแห่งพระมหากรุณาของพระพุทธองค์


< http://84000.org/tipitaka/picture/f29.html >
Posted by add on 14 Jun. 2005,23:43


             จิกมีขึ้นทั่วไปทางภาคตะวันออกและภาคกลางของอินเดีย ตลอดลังกาถึงย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับในประเทศไทยก็มีขึ้นอยู่ทั่วประเทศ ในที่ค่อนข้างราบลุ่มตามชายห้วย หนอง แม่น้ำ  สามารถเป็น    พันธุ์ไม้สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกได้อย่างดี และมีชื่อเรียกต่าง ๆ ไปตามท้องที่ เช่น จิกน้ำ จิกบก กระโนทุ่ง กระโดนน้ำ  ตอง   กระโนสร้อย มุ่ยลาย และลำไพ่ เป็นต้น การขยายพันธุ์ใช้เมล็ดหรือตอน และจะตัดกระโงจากรากก็ได้ ใบอ่อนรสฝาดเล็กน้อย ใช้รับประทานได้ รากของต้นจิกใช้เป็นสมุนไพร แก้โรคลมต่าง ๆ  ประชาชนนิยม ปลูกไว้ตามชายน้ำ เพื่อกันดินพัง อาศัยร่มเงา ปลูกเป็นไม้ประดับ และใช้รับประทานกันทั่ว ๆ ไป

              ในอินเดียมีจิกอีกชนิดหนึ่ง มีชื่อทางพฤกษศาตร์ว่า Barringtonia speciosa J.R.& G. Forst.   ซึ่งมีลักษณกะคล้าย กับต้นจิกที่กล่าวถึงข้างต้นมาก แต่ดอกแทนที่จะมีสีแดงกลับมีสีเหลืองอ่อน ๆ  การที่พระพุทธเจ้าเสด็จ มาประทับใต้ต้นจิก ก็อาจสัณนิษฐานได้ว่า เมื่อทรงประทับอยู่แล้ว   อีกทั้งพระองค์จะเข้าใจการใช้ชีวิต หรือการยังชีพในป่าเป็นอย่างดี คงจะทรงทราบว่าใบจิกใช้เป็นอาหารได้   และอาจจะเก็บเอารากจิก มาเสวยเป็นโอสถแก้ลมอืดแน่นในท้องบ้างก็เป็นได้


  < http://www.dnp.go.th/nursery/pud/jig.htm >
Powered by Ikonboard 3.1.5 © 2006 Ikonboard