เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

กระทู้นี้มีหน้าเดียว

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: หอมรดกไทย< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 1
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 06 Feb. 2005,17:01  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ได้นำมาจาก  http://www.heritage.thaigov.net/

    เนื่องในอภิลักขิตสมัย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๖ รอบ ใน ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้จัดทำโครงการ หอมรดกไทย เข้าร่วมถวายสักการะ เพื่อเผยแพร่เกียรติประวัติ ของ ชาติไทย ซึ่งเจริญรุ่งเรืองมาแต่ ครั้งโบราณกาล เผยแพร่ ศาสนาประจำชาติไทย อันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และหล่อหลอมให้เกิดเอกลักษณ์ ที่ดีงามของชนชาวไทย รวมทั้งเผยแพร่ พระเกียรติคุณ ของ พระบรมกษัตริยาธิราช ทุกพระองค์ ที่ได้สร้างสรร นำประเทศไทยตลอดมา

            โครงการจัดทำหอมรดกไทย

                  คำปรารภ

      เนื่องในอภิลักขิตสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๖ รอบ (๗๒ พรรษา) ใน ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ซึ่งนับเป็นมหามงคลสมัยพิเศษยิ่ง ยังความปลาบปลื้มยินดีมาสู่ประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกอนันต์ รัฐบาลไทยได้จัดงานเฉลิมฉลอง เพื่อถวายเป็นราชสักการะและถวายพระพรชัยมงคล รวมทั้งให้หน่วยงานตลอดจนประชาชนทั้งประเทศได้ร่วมแสดงความกตัญญูกตเวที แสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และในการนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้จัดทำโครงการหอมรดกไทยเข้าร่วมถวายสักการะ นำเสนอต่อคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่เกียรติประวัติของชาติไทย ซึ่งเจริญรุ่งเรืองมาแต่ครั้งโบราณกาล เผยแพร่ศาสนาที่สำคัญของไทย อันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและหล่อหลอมให้เกิดเอกลักษณ์ที่ดีงามของชาวไทย รวมทั้งเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระบุญญาธิการของพระบรมกษัตริยาธิราชทุกพระองค์นับแต่อดีตกาล ที่ได้ทรงสร้างสรร กอบกู้ และนำประเทศมาจนถึงปัจจุบัน ตลอดจนถึงเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่บำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อนำประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองและความผาสุกของปวงชนชาวไทย
การจัดทำโครงการหอมรดกไทยนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหลักฐานที่ตกผลึกแล้ว อย่างครบถ้วนเท่าที่จะประมวลหาได้ ซึ่งเป็นที่ยอมรับและกลั่นกรองแล้วว่าเป็นมรดกไทย โดยได้รวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่ ให้สามารถใช้เป็นแหล่งข้อมูลดังกล่าวได้อย่างทั่วถึงตลอดเวลาโดยไม่จำกัด จึงน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลังต่อไป
คณะผู้จัดทำได้ทุ่มเททั้งกำลังใจอย่างสูงที่จะทำงานชิ้นนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และทำให้เกิดความเข้าใจถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักทั้ง ๓ ของชาติไทยที่ถูกต้อง อันจะอำนวยคุณประโยชน์อย่างยิ่งแก่ปวงชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้สถิตยอยู่ในหทัยปวงประชาราษฎร์ตลอดกาลนิรันดร์
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 2
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 06 Feb. 2005,17:07 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ความเป็นมาของโครงการ

    ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัย เฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ครั้งที่ ๑/๒๕๓๙ เมื่อ ๑ พ.ย.๓๙ ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี ฯพณฯ นายสมัคร สุนทรเวช รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประธานฯ แทน ฯพณฯ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี   พล.อ.ชูชาติ หิรัญรักษ์ ผู้แทนปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะกรรมการอำนวยการฯ ได้เสนอต่อที่ประชุมให้แก้ไขปรับปรุงวัตถุประสงค์ ของแนวทางการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ว่า "ควรจะเน้นไปที่โครงการและกิจกรรมที่ให้ประโยชน์ยาวนานแก่คนส่วนใหญ่ จึงจะสมกับพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมุ่งมั่นดำเนินการเพื่อการนี้มาโดยตลอด"
ประธานที่ประชุมได้สั่งการให้ฝ่ายเลขานุการร่างวัตถุประสงค์ใหม่ ตามแนวทางที่ผู้แทนปลัดกระทรวงกลาโหมเสนอ เพื่อให้มี ความชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่ ๑/๒๕๔๐ เมื่อ ๓ มี.ค.๔๐ ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี ฯพณฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติให้กำหนดวัตถุประสงค์ตามที่ได้แก้ไขใหม่เป็นดังนี้
๑. เพื่อเผยแพร่เกียรติประวัติของชาติไทยที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่โบราณกาล
๒. เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณ และบุญญาธิการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงบำเพ็ญ พระราชกรณีกิจเพื่อความร่มเย็นผาสุกของประชาชนชาวไทย และการพัฒนาของประเทศชาติ
๓. เพื่อดำเนินงานด้านวัฒนธรรมให้เสริมสร้างความมั่นคงแก่สถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
๔. เพื่อสร้างสรรค์โครงการ และกิจกรรมที่สอดคล้องพระราชดำริให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการสนอง พระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
๕. เพื่อสร้างสรรค์สิ่งสาธารณประโยชน์แก่บ้านเมือง
๖. เพื่อน้อมนำจิตใจประชาชนชาวไทยให้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาธรรม และแสดงความจงรักภักดีในพระมหามงคลพิเศษนี้
ในการประชุมคณะกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้ง ๒/๒๕๔๐ เมื่อ ๒๔ เม.ย.๔๐ ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี ฯพณฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ผู้แทนปลัดกระทรวงกลาโหมได้ให้ข้อสังเกตแก่ที่ประชุมว่า วัตถุประสงค์ของการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ได้มีการปรับปรุงแก้ไขใหม่แล้วแต่โครงการและกิจกรรมที่เป็นอยู่ยังไม่สนอง วัตถุประสงค์ จึงเห็นควรกำหนดให้มีโครงการเพื่อสนองวัตถุประสงค์นั้น หนึ่งในโครงการดังกล่าวน่าจะเป็นโครงการจัดทำหอมรดกไทย ซึ่งจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ของไทย เพื่อให้คนทั่วไปได้รับประโยชน์ในการศึกษาหาความรู้อย่างกว้างขวาง ทั่วถึงทุกโอกาส โดยการประมวลข้อมูลดังกล่าวด้วยคอมพิวเตอร์ ลงแผ่น ซีดี-รอม และบนเครือข่ายอินเทอร์เนต (http://www.heritage.thaigov.net )
ประธานที่ประชุมโดยมติที่ประชุมให้กระทรวงกลาโหมจัดทำรายละเอียดของโครงการจัดทำหอมรดกไทย และนำเสนอคณะกรรมการฝ่ายโครงการ และกิจกรรมพิจารณาต่อไป
สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้เริ่มดำเนินการจัดทำหอมรดกไทย นับตั้งแต่ได้มีการเสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุงวัตถุประสงค์ ของแนวทางการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ ฯ เมื่อ ๑ พ.ย.๓๙ และได้ดำเนินอย่างต่อเนื่องในขั้นเตรียมการโดยตลอด และล่าสุดเมื่อ ๒๑ พ.ค.๔๑ ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาประชุมหารือ ณ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อหารือและขอรับการสนับสนุน
ในการจัดทำโครงการหอมรดกไทย โดยมี พล.อ.ชูชาติ หิรัญรักษ์ ผู้แทนปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน หน่วยที่เชิญมาทั้งหมด ๑๐ หน่วยงาน ได้แก่ ราชบัณฑิตยสถาน สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการ เสริมสร้างเอกลักษณ์แห่งชาติ กรมศิลปากร กรมศาสนา สำนักนโยบายและแผนกระทรวงมหาดไทย หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ เปรียญธรรมสมาคม และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทุกหน่วยงานเห็นด้วยในการจัดทำโครงการนี้ พร้อมทั้งให้ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ และร่วมมือในการจัดหาข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องสนับสนุนโครงการนี้อย่างดียิ่ง
สำนักราชเลขาธิการ อนุญาตให้ใช้ตรา สัญญลักษณ์ งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในโครงการจัดทำหอมรดกไทยของกระทรวงกลาโหมได้ เมื่อ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๑
โครงการหอมรดกไทย ได้รับการพิจารณาให้อยู่ในเครือข่ายกาญจนาภิเษก ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราฃกุมารี ในฐานะ หน่วยที่ร่วมเสนอผลงาน เมื่อ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๒
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 3
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 06 Feb. 2005,17:12 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เมืองเก่าของไทย


          กรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานคร คือราชธานี (เมืองหลวง) ของราชอาณาจักรไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ โปรดให้สร้างขึ้นบนฝั่งซ้ายหรือฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อประกาศพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรก แห่งพระราชวงศ์จักรี เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ ได้มีพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เวลาย่ำรุ่ง ๔๕ นาที (๐๖.๔๕ น.) พระราชทานนามเมืองนี้ว่า "กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตน์ ราชธานีบุรีรมย์ อุดมนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกทัติยวิษณุกรรมประสิทธิ" (สมัยรัชกาลที่ ๔ เปลี่ยนเป็น  "กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ ฯลฯ")
เมื่อแรกสร้างกรุงเทพ ฯ คงมีพื้นที่เฉพาะเขตกำแพงเมืองเท่านั้น คือ กำแพงเมืองยาวประมาณ ๗ กิโลเมตร ด้านตะวันออก เลียบตามแนวคูเมืองที่ขุดแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางลำพู  มาออกแม่น้ำเจ้าพระยา ทางด้านทิศใต้ใกล้สะพานพุทธยอดฟ้า ฯ เรียกว่า คลองบางลำพู และคลองโอ่งอ่างด้านตะวันตก ใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นคูเมือง แต่มิได้สร้างกำแพงเมืองเหมือนด้านตะวันออก รายรอบกำแพงเมืองและริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีป้อมอยู่ ๑๔ ป้อม มีประตูเมืองขนาดใหญ่ ๑๖ ประตู ประตูเมืองขนาดเล็ก ที่เรียกว่าช่องกุดอีก ๔๗ ประตู
เนื้อที่ในครั้งนั้นมีเพียง ๒,๑๖๓ ไร่ พื้นที่นอก กำแพงเป็นทุ่งนาปลูกข้าว
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 4
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 06 Feb. 2005,17:14 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

จังหวัดกาญจนบุรี


           จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ในภาคตะวันตกของประเทศไทย มีพื้นที่มากเป็นอันดับ สาม รองลงมาจาก จังหวัดเชียงใหม่ และนครราชสีมา ด้านทิศเหนือติดต่อกับ จังหวัดตาก และจังหวัดอุทัยธานี ด้านทิศตะวันออกติดต่อกับ จังหวัดสุพรรณบุรี และนครปฐม ด้านทิศใต้ติดต่อกับ จังหวัดราชบุรี และทางด้านทิศตะวันตกติดต่อกับ ประเทศพม่า
           โครงสร้างทางธรณีวิทยา พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหินที่จัดอยู่ในหมู่หินตะนาวศรี ประกอบด้วย หินปูน หินทราย หินดินดาน และหินแปรประเภทหินชนวน หินควอร์ตไซต์ หินซีสต์ ทิวเขาถนนธงชัยกลาง และทิวเขาตะนาวศรี มีหินแกรนิต เป็นแกนกลางของภูเขา หินปูนจะพบอยู่เป็นบริเวณกว้างขวางมากที่สุด ภูเขามียอดแหลมรูปร่างต่าง ๆ สวยงาม สลับด้วยหลุมยุบ และหุบเขาเป็นแนวยาว และบางแห่งเป็นหน้าผาสูงชัน บริเวณเขาหินปูนมีแคลเซียมคาร์บอนเนตละลายต่อเนื่องเกิดเป็นถ้ำยาว และบางแห่งมีน้ำใต้ดินไหลผ่าน เรียกว่า ธารลอด ภายในถ้ำหินปูนมีหินงอกหินย้อยสวยงาม บริเวณที่เป็นน้ำตกจะมีหินปูนจับบริเวณที่พักน้ำ เกิดเป็นน้ำตกที่มีลักษณะลดหลั่นหลายชั้นสวยงาม
           ลักษณะภูมิประเทศ ประกอบด้วยทิวเขา หุบเขา และที่ราบลุ่มแม่น้ำ พื้นที่ด้านตะวันตก และด้านเหนือเป็นเทือกเขาแล้วค่อย ๆ ลาดลงทางด้านตะวันออก และด้านใต้ แบ่งพื้นที่ออกได้เป็น ๓ เขตใหญ่ ๆ คือ
      เขตภูเขาและที่สูง  พื้นที่ทางด้านเหนือของ จังหวัดในเขตอำเภอศรีสวัสดิ์ และอำเภอทองผาภูมิ มีลักษณะเป็นเทือกเขาต่อเนื่องมาจากเทือกเขาถนนธงชัย ทางด้านตะวันตกเป็นเทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งกั้นเขตแดนไทยกับพม่า ทอดยาวลงไปทางใต้ในเขตอำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ ไทรโยค อำเภอเมือง ฯ และอำเภอด่านมะขามเตี้ย บริเวณนี้เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารของจังหวัด และมีภูเขาที่มีความสูงตั้งแต่ ๑,๐๐๐ เมตรขึ้นไปในตอนเหนือของจังหวัด โดยเฉพาะในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เช่น เขาใหญ่ เขาแคลกู เป็นต้น
           บริเวณที่มีความสูง ๔๐๐ - ๑,๐๐๐ เมตร เป็นภูเขาในลุ่มน้ำแควใหญ่ และแควน้อยในเขตอำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ ศรีสวัสดิ์ และอำเภเมือง ฯ ส่วนที่มีระดับสูง ๑๐๐ - ๔๐๐ เมตร อยู่ในเขตอำเภอไทรโยค บ่อพลอย และศรีสวัสดิ์
           เขตที่ราบลูกฟูก  ได้แก่ พื้นที่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะเป็นที่ราบเชิงเขาสลับกับเนินเขาเตี้ย ๆ ในเขตอำเภอบ่อพลอย เลาขวัญ และบางส่วนของ อำเภอพนมทวน
           เขตที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่กลอง  ได้แก่พื้นที่ทางด้านทิศใต้ มีลักษณะเป็นที่ราบอยู่ในบริเวณบางส่วนของ อำเภอเมือง ฯ พนมทวน ท่าม่วง และท่ามะกา เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเกษตรกรรม ซึ่งมีอ้อย และข้าวนาปี
   แหล่งน้ำ



           กาญจนบุรี มีแหล่งน้ำอย่างอุดมสมบูรณ์ แหล่งน้ำผิวดินมีต้นน้ำอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัด จนถึงเขตจังหวัดอุทัยธานี ลักษณะของทางน้ำเป็นร่องลึกในระหว่างหุบเขา มีล้ำน้ำบางสายไหลขึ้นไปทางเหนือเข้าสู่ประเทศพม่า เช่น ลำน้ำแม่กษัตริย์ แต่ลำธารส่วนใหญ่ไหลลงสู่แควน้อย และแควใหญ่ ซึ่งรับน้ำทางด้านตะวันตก และตอนกลางของพื้นที่ แล้วรวมกันเป็นแม่น้ำแม่กลอง ส่วนด้านตะวันออกมีลำตะเพินเป็นลำน้ำสำคัญของบริเวณนี้
           แม่น้ำแควน้อย (ไทรโยค)  ยาวประมาณ ๓๑๕ กิโลเมตร มีต้นกำเนิดจากลำธารเล็ก ๆ บนยอดภูเขา คือ ลำธารรันตี ซองกาเลีย และบิคลี่ ในเขตอำเภอสังขละบุรี และทองผาภูมิ  บริเวณนี้ที่มีลำน้ำสามสายมาบรรจบกันดังกล่าวเรียกว่าสามสบ แม่น้ำแควน้อยเป็นแม่น้ำที่สวยงาม ไหลผ่านภูมิประเทศที่สวยงาม มีน้ำตก น้ำพุ เกาะแก่ง อยู่ตลอดสาย จนบรรจบกับแม่น้ำแควใหญ่เป็นแม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำแควน้อยมีพื้นที่รับน้ำประมาณ ๑๐,๔๐๐ ตารางกิโลเมตร
           แม่น้ำแควใหญ่ (ศรีสวัสดิ์)  ยาวประมาณ ๓๘๐ กิโลเมตร ต้นน้ำเกิดจากภูเขาใหญ่ชายแดนเหนืออำเภออุ้มผาง แล้วไหลลงทางใต้ไปบรรจบกับแม่น้ำแควน้อยที่ ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง ฯ บริเวณทางตอนเหนือของแม่น้ำแควใหญ่ มีลักษณะค่อย ๆ ลาดลงมาทางใต้ มีสาขาที่สำคัญคือ ห้วยขาแข้ง แม่น้ำแควใหญ่มีพื้นที่รับน้ำประมาณ ๑๔,๘๐๐ ตารางกิโลเมตร
           แม่น้ำแม่กลอง  เกิดจากการไหลมาบรรจบกันของแม่น้ำแควน้อย และแม่น้ำแควใหญ่ที่ ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง ฯ แล้วไหลผ่านอำเภอเมือง ฯ ท่าม่วง ท่ามะกา จากนั้นได้ไหลเข้าเขต จังหวัดราชบุรี แล้วไหลลงสู่ทะเล ที่อำเภอเมืองสมุทรสงคราม มีความยาวประมาณ ๑๓๐ กิโลเมตร
           ลำตะเพิน  เป็นลำน้ำที่ไหลผ่านบริเวณที่ราบลุ่มตะวันออกของจังหวัด แล้วไหลมาบรรจบแม่น้ำแควใหญ่ที่ ตำบลท่าเสา อำเภอเมือง ฯ มีความยาวประมาณ ๘๕ กิโลเมตร
   ประชากร
           จังหวัดกาญจนบุรี มีประชากรมากเป็นอันดับสามของภาคตะวันตก มีความหนาแน่นอยู่ในเขตอำเภอท่ามะกา ท่าม่วง และอำเภอเมือง ฯ
           ประชากรในเขตจังหวัดกาญจนบุรี มีอยู่หลายเชื้อชาติด้วยกัน ดังนี้
           คนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง  เป็นกลุ่มชนที่ยังรักษาประเพณี และวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนไว้ได้มาก ชาวกะเหรี่ยงจะตั้งถิ่นฐานอยู่ตามบริเวณที่ราบหุบเขา ระหว่างพรมแดนไทยกับพม่า เช่น ในเขตอำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ และอำเภอเมือง ฯ
           คนไทยเชื้อสายมอญ  เป็นอีกกลุ่มชนหนึ่งที่ยังรักษาประเพณี และวัฒนธรรมของตนไว้ ชาวมอญส่วนใหญ่จะตั้งถิ่นฐานอยู่ตามแนวพรมแดนไทย - พม่า ในเขตอำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ และอำเภอเมือง ฯ
           คนไทยเชื้อสายลาว  ในที่นี้หมายถึงลาวโซ่ง หรือไทยทรงดำ เป็นกลุ่มชนที่มีลักษณะทางเชื้อสายประเพณี และวัฒนธรรมคล้ายกับกลุ่มคนไทยมาก ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวลาวโซ่งจากเมืองแถง (เดียนเบียนฟู) และเมืองเวียงจันทน์ ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตเมืองเพชรบุรี และเขตเมืองใกล้เคียงคือ ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี ในเขตจังหวัดกาญจนบุรี ชาวลาวโซ่ง จะอยู่ในเขตที่ราบของอำเภอพนมทวน ที่ตำบลดอนอิฐ อำเภอห้วยกระเจา ที่บ้านยาง อำเภอบ่อพลอย
           สำหรับประชากรกลุ่มอื่น ๆ ได้แก่ พม่า ละว้า ขมุ มีจำนวนไม่มากนัก กระจายอยู่ในเขตภูเขา ทางตอนเหนือของจังหวัด ในเขตอำเภอสังขละบุรี ทองผาภูมิ และศรีสวัสดิ์
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 5
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 10 Jun. 2007,15:15 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

จังหวัดจันทบุรี




จังหวัดจันทบุรี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศไทย มีพื้นที่ประมาณ ๖,๓๓๘ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๓,๙๖๑,๐๐๐ ไร่ มีอาณาเขตติดต่อดังนี้
           ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดสระแก้ว
           ทิศตะวันออก ติดต่อกับประเทศกัมพูชา และจังหวัดตราด
           ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดตราด และอ่าวไทย
           ทิศตะวันตก ติดต่อกับอ่าวไทย จังหวัดระยอง และจังหวัดชลบุรี
ลักษณะภูมิประเทศ
           จังหวัดจันทบุรี มีภูมิประเทศที่สามารถแบ่งออกได้เป็นสามลักษณะคือ
           ภูเขาและเนินเขา ได้แก่ พื้นที่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ติดต่อกับจังหวัดระยอง และจังหวัดฉะเชิงเทรา มีทิวเขาชะมูล ภูเขาชะอม และเขาลำปลายประแกด ในเขตอำเภอแก่งหางแมว
           ในทางตอนเหนือและตะวันออกของจังหวัด มีทิวเขาจันทบุรีซึ่งประกอบด้วย เขาสอยดาวเหนือ เขาตะเคียนทอง เขาพระบาทพลวง เขาปล้อง เขาสอยดาวใต้ ทอดตัวจากเขตติดต่อจังหวัดสระแก้วลงมาตอนกลางของจังหวัด บรรจบกับเขาสามง่ามที่ยื่นออกมาจากทิวเขาบรรทัดมาทางด้านทิศตะวันตก ทิวเขาจันทบุรีครอบคลุมพื้นที่ทางด้านตะวันออก ของกิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ ทางด้านตะวันตกของเขาสอยดาว และอำเภอบ้านโป่งน้ำร้อน ส่วนเขาสามง่ามอยู่ทางใต้ของอำเภอโป่งน้ำร้อน ด้านตะวันออกของอำเภอมะขาม และทางตอนเหนือของอำเภอขลุง
           นอกจากนี้ยังมีภูเขาสูงได้แก่ ภูเขาสระบาป อยู่ในเขตติดต่ออำเภอเมือง ฯ อำเภอมะขาม และอำเภอขลุง นอกจากนั้นเป็นเนินเขาที่กระจายอยู่ทั่วไปในทุกอำเภอ
           ที่ราบเชิงเขา ได้แก่ พื้นที่ทางด้านทิศตะวันออกของเขาสอยดาว คืออำเภอสอยดาว อำเภอโป่งน้ำร้อน ด้านใต้ของเขาสามง่ามคือพื้นที่ตอนกลางของอำเภอขลุง และด้านทิศตะวันออกของอำเภอมะขาม อีกบริเวณหนึ่งอยู่ระหว่างเขาสอยดาวกับทิวเขาชะมูล ได้แก่พื้นที่อำเภอแก่งหางแมว กิ่งอำเภอคิชฌกูฏ และทางตอนเหนือของอำเภอท่าใหม่ บริเวณนี้พื้นที่ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นที่ราบลูกคลื่น



           ที่ราบลุ่มน้ำและชายฝั่งทะเล  ได้แก่ พื้นที่ลุ่มน้ำจันทบุรี ซึ่งไหลผ่านทางด้านทิศตะวันตกของอำเภอมะขาม และอำเภอเมือง พื้นที่ลุ่มน้ำคลองโตนด ซึ่งไหลผ่านอำเภอแก่งหางแมว และอำเภอท่าใหม่ พื้นที่ลุ่มน้ำเวฬุซึ่งไหลผ่านอำเภอขลุง
           ส่วนที่ราบชายฝั่งทะเลได้แก่ พื้นที่ทางตอนใต้ของอำเภอนายายอาม อำเภอท่าใหม่ อำเภอแหลมสิงห์ และอำเภอขลุง
           บริเวณชายฝั่งทะเลประกอบด้วย ที่ราบชายฝั่งทะเลแคบ ๆ และที่ราบลุ่มบริเวณปากแม่น้ำ บริเวณที่ราบดินตะกอนสามเหลี่ยม เป็นที่ราบลุ่มมีน้ำขัง เช่น บริเวณปากแม่น้ำพังราด แม่น้ำวังโตนด แม่น้ำจันทบุรี และแม่น้ำเวฬุ บริเวณที่น้ำทะเลท่วมถึง สภาพพื้นที่จะเป็นป่าชายเลน
           ส่วนบริเวณที่ราบชายฝั่งทะเลที่เกิดจากการทับถมของตะกอนทราย ทำให้เกิดลักษณะของหาดทราย ส่วนบริเวณชายฝั่งที่เป็นดินจะมีลักษณะเป็นแหลมยื่น เช่นหาดคุ้งวิมาน แหลมเสด็จ เจ้าหลาว และแหลมสิงห์ เนื่องจากบริเวณชายฝั่งทะเลแถบนี้อยู่ติดกับปากแม่น้ำ ดังนั้นชายหาดบางแห่งจึงมีตะกอนของโคลน และทรายปะปนกันอยู่ทั่วไป
เกาะในเขตจังหวัด


           เกาะที่พบในเขตจังหวัดจันทบุรี เป็นเกาะเล็ก ๆ เช่น เกาะนมสาวอยู่ตรงข้ามอ่าวกระทิง มีพื้นที่ประมาณ ๒๐ ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศของเกาะ เป็นเนินเขาสูง ๑๑๐ เมตร สูงขึ้นไปทางทิศตะวันตก มีพื้นราบชายฝั่งทางด้านตะวันออก ชายฝั่งทะเลประกอบด้วยหิน กรวด และแนวปะการัง
           เกาะจุฬา  เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ที่ปากน้ำจันทบุรี มีพื้นที่ประมาณ ๐.๐๑ ตารางกิโลเมตร
           เกาะนางรำ  ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะเปริด มีพื้นที่ประมาณ ๐.๑๒ ตารางกิโลเมตร
           เกาะเปริด  อยู่ในเขตอำเภอแหลมสิงห์ ปัจจุบันเกาะเปริดมีโคลนตะกอนมาทับถมจนสามารถทำถนนเชื่อมระหว่างชายฝั่งกับเกาะ มีพื้นที่ประมาณ ๐.๕๒ ตารางกิโลเมตร
          เกาะขวาง  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเปริด มีพื้นที่ประมาณ ๐.๓๖ ตารางกิโลเมตร
          เกาะจิกนอก  อยู่ในเขตอำเภอขลุง ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปากน้ำเวฬุ มีพื้นที่ประมาณ ๐.๖๒ ตารางกิโลเมตร
ทรัพยากรธรรมชาติ


          ลุ่มน้ำลำธาร  แม่น้ำลำธารในจังหวัดจันทบุรีจะเป็นสายสั้น ๆ มีอยู่หลายสายด้วยกัน มีทิศทางการไหลจากทิศเหนือไปทางทิศใต้ เป็นส่วนใหญ่
                แม่น้ำพังราด  เป็นลำน้ำกั้นพรมแดนระหว่างจังหวัดจันทบุรีกับจังหวัดตราด มีความยาวประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ลำน้ำตอนต้นเกิดจากคลองเขาวง คลองนายายอาม นอกจากนั้นยังมีคลองห้วงหิน คลองห้วยเตย ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเขาทะลายไหลลงสู่คลองนายายอาม
                แม่น้ำวังโตนด  ต้นน้ำเกิดจากเนินเขาบริเวณเขตติดต่อระหว่างอำเภอท่าใหม่ จังหวัดสระแก้ว และอำเภอสนามไชยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ประกอบด้วยคลองโตนด และคลองประแกด คือ เขาช่อง เขาป้อม เขาลำปลายประแกด เขาเลือดแตก และเขาสอบแม เนินเขาเหล่านี้อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเขาชะมูล และทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบ้านขุนซอง ลำคลองประแกดจะไหลลงมาทางทิศใต้บรรจบกับคลองโตนด
                     คลองประแกด  มีต้นน้ำเกิดจากลำห้วยที่ไหลมาจากเนินเขาติดต่อระหว่างอำเภอสนามไชยเขต และอำเภอท่าใหม่ ที่บ้านหินโค้ง หุบเขาคลองประแกดจะมีลักษณะเป็นเนินสูง สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ ๗๐ เมตร
                     คลองโตนด  มีต้นกำเนิดมาจากตอนใต้ของเขาซับพลูไก่เถื่อน บริเวณรอยต่อของจังหวัดปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี  ลำน้ำไหลลงมาทางทิศใต้ มีลำน้ำสาขาหลายสายไหลมาบรรจบทับคลองโตนดทั้งสองฝั่ง เช่น คลองพรานบุญ และคลองพลู มีต้นน้ำมาจากด้านทิศตะวันออกของเขาป้อม คลองยายไทย คลองหนองเตียน มีต้นน้ำจากเขาปลายยายไทย และเขาหนองเตียน แล้วไหลมาบรรจบคลองโตนดที่บ้านแก่งหางแมว
                     สาขาคลองโตนดที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาจันทบุรี ได้แก่ คลองไทร คลองคด เกิดจากเขาสิบห้าชั้น  คลองน้ำเป็น คลองยาง คลองสีเสียด เกิดจากเขาคะวัดกอง เขาสีเสียด คลองหางแมว เกิดจากเขาสีเสียด เขาลึ่งทึ่ง แล้วไหลผ่านบ้านขุนซ่อง บ้านช่องกะพัด บ้านตาหน่อง แล้วไหลผ่านหุบเนิน ไหลขนานกับเขาทะลาย ไหลผ่านบ้านวังส้มโอ บ้านหนองคล้า โดยมีคลองแพร่ขาหยั่ง คลองห้วยสะท้อน คลองหนองคล้า และคลองสองพี่น้อง ซึ่งมีต้นน้ำจากเขาแพร่ขาหยั่ง (เขาสุกิม)  เขาแกลด ไหลมาบรรจบคลองวังโตนด
                     ลำน้ำเริ่มไหลคดเคี้ยวมากขึ้น เกิดคุ้งน้ำหลายแห่ง บางแห่งกลายเป็นทะเลสาบรูปแอกวัว เช่น ที่หนองแฟบ พื้นทื่ช่วงนี้เป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำจนถึงปากน้ำแขมหนู  ส่วนบริเวณที่น้ำทะเลท่วมถึง จะเป็นป่าชายเลน
ตามบริเวณสองฟากของลำน้ำจนถึงทางตอนใต้ของบ้านหนองหงส์
                     แม่น้ำวังโตนดไหลลงสู่อ่าวเกาะนก (ทิศใต้ของบ้านโขมง)  อ่าวเกาะนก ยาวประมาณ ๖ กิโลเมตร  บริเวณปากอ่าวเรียกว่า ปากน้ำแขมหนู  ปากอ่าวจะแคบเหมือนปากขวด โดยมีแหลมท้ายร้านดอกไม้ ยื่นลงไปทางทิศใต้ ทำให้ปากแม่น้ำด้านปากน้ำแขมหนู เป็นแหลมทรายยื่นตรงไปทางทิศใต้ยาวประมาณ ๒ กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีสันทรายยาวประมาณ ๒ กิโลเมตร บริเวณชายทะเลด้านทิศตะวันออกของแหลมเสด็จ เรียกว่า คลองจาก



                แม่น้ำจันทบุรี  เป็นแม่น้ำที่สำคัญที่สุดของจังหวัดจันทบุรี มีสาขาที่สำคัญคือคลองตารอง คลองตาหลิว คลองทุ่งเพล (คลองปรือหรือคลองพยาธิ) ไหลมาบรรจบ มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ ๑๒๓ กิโลเมตร
                     คลองตารอง  ประกอบด้วยคลองเส คลองทับมาก คลองย่านยาว คลองจก คลองดินสอ คลองบุญมาก ซึ่งมีต้นน้ำจากสันเขาจันทบุรีตอนบน บริเวณเขตติดต่อกับจังหวัดสระแก้ว น้ำส่วนหนึ่งไหลไปทางทิศเหนือไปบรรจบคลองพระสะทึง อีกส่วนหนึ่งไหลมาทางใต้ลงสู่ลุ่มแม่น้ำจันทบุรี
                     คลองตารองไหลมาบรรจบกับคลองตาหลิว ทางทิศใต้ของบ้านคลองใหญ่  คลองตาหลิวมีต้นน้ำจาก
ยอดเขาสอยดาวใต้ เขาปล้องและเขาตะเคียนทอง ไหลผ่านเทือกเขาจันทบุรีเป็นระยะทางประมาณ ๑๓ กิโลเมตร แล้วจึงไหลลงสู่เชิงเขา ผ่านบ้านทุ่งกะบิล บ้านคลองใหญ่ แล้วไหลมาบรรจบกับคลองที่ตอนใต้ของบ้านคลองใหญ่ ลำน้ำช่วงนี้เรียกว่า คลองจันทบุรี ลำน้ำคดเคี้ยวมากทำให้เกิดคุ้งน้ำมากมาย  ลำน้ำไหลผ่านบ้านน้ำขุ่น บ้านทุ่งตะเภา แล้วมีคลองตะเคียนทองไหลมาบรรจบทางด้านทิศตะวันออก จากนั้น ลำน้ำไหลผ่านบ้านคลอน้ำเป็น บ้านพังกะแลง บ้านทุ่งตาอิน มีคลองน้ำเป็นซึ่งเกิดจากเขาลูกช้าง คลองลำพัง ห้วยกระสือน้อย ห้วยกระสือใหญ่ซึ่งเกิดจากเขากระสือ คลองตะเคียนซึ่งเกิดจากเขาพระเวท ไหลมาบรรจบ
                     คลองจันทบุรีตั้งแต่ใต้บ้านทุ่งตาอิน มีขนาดใหญ่ขึ้น มีคลองบูซู คลองมาบชะโอน และคลองแพรกชะโอน ซึ่งเกิดจากเขาแพร่งขาหยั่ง ไหลมาบรรจบที่บ้านเนินดินแดง จากนั้นลำน้ำจะไหลไปทางทิศตะวันออกถึงบ้านกระทิง มีคลองกระทิงซึ่งเกิดจากเขาพระบาทหลวง ไหลมาบรรจบ
                     คลองจันทบุรีไหลมาบรรจบกับคลองพยาธิทางใต้ของบ้านพญาล่าง ตั้งแต่บ้านพญาล่างลงมา พื้นที่เป็นที่ราบ บางแห่งเป็นที่ลุ่ม เกิดหนองน้ำมากมาย เช่น หนองพระเพลิง หนองโลงโคง หนองตะโกรม หนองตะเคียนเฒ่า หนองกุ้ง หนองสำมะสัก หนองจระเข้ หนองตะพอง หนองเสือ


--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 6
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 10 Jun. 2007,15:19 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

ลำน้ำจันทบุรีไหลผ่านตัวเมืองจันทบุรี  เมื่อถึงบ้านคลองน้ำใส ลำน้ำเริ่มคดเคี้ยวและแยกสาขา
ออกจากกัน เกิดคลองลัดที่บ้านเกาะลอย คลองลำแพน มีขนาดใหญ่  แม่น้ำจันทบุรีน่าจะเป็นลำน้ำสายเดิมที่ไหลลงสู่ทะเลมาก่อน ปัจจุบันมีคลองชายเคือง และคลองบางจะกา เชื่อมลำน้ำทั้งสองสายนี้อยู่
                     บริเวณใกล้ปากแม่น้ำ มีคลองบางสระเกล้า คลองพลิ้ว ไหลมาบรรจบแม่น้ำจันทบุรีทางฝั่งซ้าย  ลำน้ำดังกล่าวประกอบด้วยคลองเกาะขวาง คลองคมบาง คลองนาป่า มีต้นน้ำจากเขาสระบาปและเขามาบหว้ากรอก
                แม่น้ำเวฬุ  มีต้นกำเนิดจากคลองขวางซึ่งมีต้นน้ำจากหุบเขาชะอมและเขาทุ่งตะพานหิน ในเขตอำเภอมะขาม  แม่น้ำเวฬุยาวประมาณ ๘๘ กิโลเมตร มีสาขาอยู่น้อย ได้แก่คลองเวฬุ คลองญาติ คอลงมาบไพ คลองตรอกนอง ซึ่งเกิดจากภูเขาสระบาป
               คลองเวฬุตอนบน พื้นที่ประกอบด้วยเนินเขาหนาแน่น เช่น เขาตะเสียม เขาวัด เขาสองพี่น้อง เขาเพกา ลำน้ำไหลลงมาทางทิศใต้ตั้งแต่บ้านตะลุมพุก พื้นที่ค่อนข้างราบเรียบ ลำน้ำคดเคี้ยวค่อนข้างมาก ตั้งแต่บ้านตะลุมพุกถึงบ้านตกณรงค์ ลำน้ำแยกออกเป็นสองสายแล้วกลับมารวมกันอีก  บริเวณลุ่มน้ำมีที่ราบลุ่มชื้นแฉะ ชาวบ้านเรียกว่า ตะกาด กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป  แม่น้ำเวฬุตอนที่กว้างที่สุดกว้างประมาณ ๓ กิโลเมตร
                พื้นที่ปากแม่น้ำเวฬุเป็นที่ราบลุ่มต่อเนื่องกับแม่น้ำจันทบุรี เริ่มตั้งแต่ชายฝั่งเกาะเปริด จนถึงสะพานข้ามแม่น้ำจันทบุรีตามถนนสุขุมวิท
                บริเวณปากแม่น้ำเวฬุ ลำน้ำแยกออกเป็นสองสาย สายแรก ปากน้ำเวฬุจากบ้านท่าจอด ถึงปากแม่น้ำ สายที่สองเริ่มตั้งแต่คลองวันยาว ซึ่งไหลผ่านเทศบาลตำบลขลุง ลำน้ำช่วงนี้ ๑.๕ - ๒.๐ กิโลเมตร ลำน้ำไหลคดเคี้ยวมีลำคลองสาขาเชื่อมระหว่างลำน้ำทั้งสองสาย
          แหล่งน้ำขนาดกลาง จากการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการเกษตร กรมชลประทานและกรมการพัฒนา และส่งเสริมพลังงาน วางแผนพัฒนาลุ่มน้ำ โดยให้กรมชลประทานก่อสร้าง ดังนี้
                อ่างเก็บน้ำคลองศาลทราย  อยู่ในตำบลคลองพลู ถึงอำเภอเขาคิชฌกูฏ มีความจะประมาณ ๑๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยพื้นที่เกษตรประมาณ ๒๐,๐๐๐ ไร่ สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๗
                อ่างเก็บน้ำคลองตาหลิว  อยู่ในเขตตำบลคลองพลู กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ มีความจุประมาณ ๓๔ ล้านลูกบาศก์ ช่วยพื้นที่เกษตรประมาณ ๓๐,๐๐๐ ไร่
                อ่างเก็บน้ำคลองตารอง  อยู่ในเขตตำบลคลองพลู กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ มีความจุประมาณ ๓๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยพื้นที่เกษตรประมาณ ๒๐,๐๐๐ ไร่
                อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด   อยู่ในตำบลสามพี่น้อง อำเภอแก่งหางแมว มีความจุประมาณ ๗๕ ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยพื้นที่เกษตรประมาณ ๖๖,๐๐๐ ไร่
                อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อยู่ในตำบลสามพี่น้อง อำเภอแก่งหางแมว มีความจุประมาณ ๕๒ ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยพื้นที่เกษตรประมาณ ๕๗,๐๐๐ ไร่
                อ่างเก็บน้ำคลองพวาใหญ่  อยู่ในตำบลพวา อำเภอแก่งหางแมว มีความจุประมาณ ๕๓ ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยพื้นที่เกษตรประมาณ ๑๘,๐๐๐ ไร่
                อ่างเก็บน้ำคลองตรกนอง  อยู่ในตำบลตรกนอง อำเภอขลุง มีความจุประมาณ ๓ ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยพื้นที่เกษตรประมาณ ๑,๔๐๐ ไร่
                อ่างเก็บน้ำคลองโป่งร้อน  อยู่ในตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอโป่งน้ำร้อน มีความจุประมาณ ๒๑ ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยพื้นที่เกษตรประมาณ ๒๑,๐๐๐ ไร่
                อาคารชลประทานถาวร  อยู่ในตำบลวังโตนด อำเภอนายายอาม ช่วยพื้นที่เกษตรในตำบลทุ่งเบญจา อำเภอท่าใหม่ และตำบลวังโตนด อำเภอนายายอาม
                เขื่อนทุ่งเพล  อยู่ในตำบลพลวง และตำบลฉนัน อำเภอมะขาม เป็นเขื่อนเอนกประสงค์ ผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละประมาณ ๓๐ ล้านหน่วย เก็บกักน้ำได้ประมาณ ๘๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยพื้นที่เกษตรประมาณ ๗๕,๐๐๐ ไร่
                ฝายยางกั้นแม่น้ำจันทบุรี  อยู่ที่บ้านท่าระม้า ตำบลท่าหลวง อำเภอมะขาม ช่วยพักเก็บน้ำในแม่น้ำจันทบุรี ไม่ให้ไหลลงทะเลเร็ว และเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเค็ม เอ่อเข้ามาในพื้นที่การเกษตร
                อ่างเก็บน้ำคลองบอน  อยู่ในตำบลหนองตามา อำเภอโป่งน้ำร้อน มีความจุประมาณ ๒.๕ ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยพื้นที่ชลประทานประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่
ป่าไม้


           จังหวัดจันทบุรี มีพื้นที่ป่าไม้ประมาณ ๑,๘๗๐ ตารางกิโลเมตร ประมาณร้อยละ ๒๙ ของพื้นที่จังหวัด มีป่าสงวนแห่งชาติ ๑๗ แห่ง อุทยานแห่งชาติ ๒ แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติน้ำตกพริ้ว และอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ วนอุทยาน ๑ แห่งคือ วนอุทยานเขาแหลมสิงห์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ๑ แห่งคือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว และป่าไม้ถาวร ตามมติ ครม. ๑ แห่งคือ ป่าโป่งน้ำร้อน
ประชากร
           ประชากรเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ มีประมาณ ๒๘๔,๐๐๐ คน ความหนาแน่นเฉลี่ยประมาณ ๗๔ คนต่อ ๑ ตารางกิโลเมตร อำเภอที่มีประชากรมากสามอันดับคือ อำเภอเมือง ฯ อำเภอท่าใหม่ และอำเภอสอยดาว
           ศาสนา  ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ประมาณร้อยละ ๙๔.๕ ศาสนาคริสต์ ประมาณร้อยละ ๒.๕ ศาสนาอิสลามประมาณร้อยละ ๐.๑ ศาสนาอื่น ๆ ประมาณร้อยละ ๒.๙
           มีวัดในพระพุทธศาสนาอยู่ ๒๖๕ วัด โบสถ์คริสต์ ๙ โบสถ์ และมัสยิด ๑ มัสยิด
           อาชีพ  ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำสวนผลไม้ สวนยางพารา ทำนา และประมง รวมประมาณร้อยละ ๘๐ ประกอบอาชีพด้านธุรกิจภาคเอกชนประมาณร้อยละ ๑๔ รับราชการประมาณร้อยละ ๖
           กลุ่มชนต่าง ๆ นอกจากชาวไทยแล้ว ยังมีกลุ่มชนอื่นในจังหวัดจันทบุรี ดังนี้
                ชาวชอง  เชื่อกันว่าเป็นชนพื้นเมืองเดิมในดินแดนแถบนี้ ส่วนใหญ่รวมกลุ่มกันอยู่บริเวณเชิงเขาสอยดาว และเขาคิชฌกูฏ ในเขตอำเภอโป่งน้ำร้อน อำเภอมะขาม และกิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ โดยเฉพาะในตำบลตะเคียนทอง คลองพลู และพลวง
                ชาวชองมีรูปร่างสันทัด สูงประมาณ ๕.๐ - ๕.๕ ฟุต ผมหยิกขอด ตาโต ริมฝีปากหนา อยู่ในกลุามเขมร-มอญ ซึ่งเป็นสาขาย่อยของกลุ่ม ออสโตร - เอเชียติค
                ชาวชอง มีภาษาพูดและวัฒนธรรมประเพณีของตนเอง นับถือผีบรรพบุรุษ มีการทำพิธีเซ่นไหว้ทุกปี เป็นการรวมญาติ เรียกว่า พิธีเลี้ยงผีหิ้ง ผีโรง แต่เดิมชาวชองอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าเชิงเขา ปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่อย่างง่าย ๆ  และมักโยกย้ายที่อยู่ หากมีคนตายในบ้าน
                อาชีพ นอกจากปลูกข้าวไร่แล้ว ยังเป็นนักเก็บของป่า และเป็นพรานที่ชำนาญ ปัจจุบันประกอบอาชีพทำสวนผลไม้และรับจ้าง
                ชาวจีน  จันทบุรีมีชุมชนชาวจีนดั้งเดิม อยู่ตามชายฝั่งทะเลหลายแห่ง ทั้งในเขตอำเภอขลุง อำเภอแหลมสิงห์ และอำเภอท่าใหม่ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง และค้าขาย
                ในเขตอำเภอเมืองมีชุมชนชาวจีนเก่าเป็นจีนฮกเกี้ยน อยู่บริเวณริมแม่น้ำจันทบุรี เรียกว่า ย่านท่าหลวง ไปถึงบริเวณชุมชนชาวญวน ที่เรียกว่า ตลาดล่าง โดยมีศาลเจ้าเป็นที่หมายเขต ชาวจีนเป็นผู้บุกเบิกก่อการหลายอย่าง เช่น การต่อเรือสำเภา การค้า รวมทั้งเป็นนายอากรส่วยด้วย
               ชาวญวน  ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดจันทบุรีตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย จากประวัติวัดคาทอลิกจันทบุรี มีว่าสังฆราชซัวปิออง เดอซิเซ ได้ให้บาทหลวงเฮิด เดินทางมาดูแลพวกคาทอลิกชาวญวนที่อพยพหนีภัยทางศาสนาในญวนเข้ามาอยู่ในจันทบุรี ก่อนหน้าที่บาทหลวงเฮิดเดินทางมาถึง เมื่อปี พ.ศ.๒๒๕๔ (รัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) พบว่าขณะนั้น จันทบุรีมีพวกคาทอลิกชาวญวนอยู่ประมาณ ๑๓๐ คน บาทหลวงเฮิดได้สร้างโบสถ์หลังเล็ก ๆ ขึ้น ต่อมาได้มีการย้ายอีกสามครั้ง จนมาตั้งอยู่บริเวณปัจจุบัน หลังจากนั้นชุมชนชาวญวนคริสต์ก็ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมาเมื่อชุมชนชาวญวนริมแม่น้ำจันทบุรี ไม่สามารถขยายเขตไปได้อีก จึงแยกไปตั้งในถิ่นอื่นเช่น ที่อำเภอขลุง อำเภอท่าใหม่ และบ้านท่าแฉลบ
                ชาวเขมร  เนื่องจากจันทบุรีมีเขตแดนติดต่อกับประเทศกัมพูชา จึงมีหมู่บ้านชาวเขมรอยู่ตามแนวชายแดนหลายแห่ง เช่น บ้านแหลม บ้านโอลำเจียก และบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน
                ชาวกุหล่า  เป็นชนกลุ่มน้อยจากพม่า เข้ามาอยู่ในเขตจังหวัดจันทบุรีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ชาวกุหล่าเรียกตนเองว่า ไต แต่คนไทยจะเรียกว่า ไทยใหญ่ ชาวเขมรจะเรียกชาวต่างชาติว่า กาลา ชื่อกุหล่า ก็เรียกตามภาษาเขมร แต่เพี้ยนเสียงเป็น กุหล่า
                ผู้สูงอายุของชาวกุหล่าเล่าให้ฟังว่า พวกเขาอพยพมาตามพลอย โดยเริ่มเข้ามาทำพลอยที่ตำบลบางกะจะ ต่อมาได้อพยพไปทำพลอยที่บ่อไร่ แล้วข้ามไปถึงบ่อไพลิน บ่อเวฬุ และได้กลับมาตั้งถิ่นฐานในจันทบุรีในช่วงหลังปี พ.ศ.๒๔๙๘
            ภาษา  ภาษาพูดของชาวจันทบุรีจัดอยู่ในกลุ่มภาษาไทยถิ่นตะวันออก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะคล้ายกับภาษาไทยกลาง จะต่างกันบ้างตรงวิธีการออกเสียง ซึ่งดูหนักแน่นจริงจัง และมีศัพท์บางคำที่ใช้กันเฉพาะท้องถิ่น สำเนียงพูดฟังได้ไม่ยากนัก  การออกเสียงสูงต่ำหลายคำแตกต่างไปจากสำเนียงกรุงเทพ ฯ
           นอกจากนี้สำเนียงในท้องถิ่นต่าง ๆ ยังมีระดับเสียงต่างกันอีก เช่น สำเนียงท่าใหม่ สำเนียงขลุง สำเนียงแหลมสิงห์ และกลุ่มหมุ่บ้านตะกาดเง้า บางกะไชย ชำห้าน จะออกสำเนียงคล้ายคลึงกับสำเนียงทางภาคใต้
ทำเนียบพระยาจันทบุรี และผู้ว่าราชการเมืองจันทบุรี
           ตำแหน่งผู้ครองเมืองจันทบุรีเรียกว่า พระะยาจันทบุรี ตำแหน่งนี้ใช้เรียกกันมานานจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้ผู้ว่าราชการเมือง จะมีบรรดาศักดิ์อย่างอื่น แต่พระองค์ก็ยังคงเรียกว่า พระยาจันทบุรี อยู่
           ตามทำเนียบกฎหมายเก่า ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองจันทบุรีมีราชทินนามว่า พระยาวิชชยาธิบดีศรีณรงค์ฤาชัยอภัยพิระยะพาหา เพิ่งมายกเลิกเมื่อมีกฎหมายจัดการปกครองใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๙
           นามผู้ครองเมืองจันทบุรีปลายสมัยอยุธยา และต่อมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ มีดังนี้
                ก่อนสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  เจ้าขรัวหลาน (ราษฎรเลือกตั้งขึ้นเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยา) คำว่า เจ้าขรัว เป็นนามเรียกคหบดีจีน ที่มาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทย
                รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  นายแก้ว (ตั้งในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช)
                รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ามหาราช  มีอยู่สามท่านด้วยกันคือ
                     - นายสมบุญ (ถูกถอด)
                     - นายพัก (ถูกถอด)
                     - นายสมบุญ (ที่ถูกถอดครั้งแรก ได้รับแต่งตั้งใหม่จนถึงอนิจกรรม)
                รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีอยู่สามท่าน คือ นายลา
                     - นายกล่อม (ภายหลังต้องโทษ)
                     - นายเส้ง (ภายหลังได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสมบัติยาภิบาล)
                รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีอยู่ห้าท่านคือ
                     - นายโก ได้เลื่อนเป็นพระยาสุนทรเศรษฐี
                     - พระยาโชฎึก (ฉิม) ได้เลื่อนเป็นพระยาพลเทพ
                     - พระยาชลบุรี (ทองอิน) ภายหลังมีความผิดด้วยปล่อยทูตญวนเข้ามาถึงจันทบุรี จึงถูกย้ายกลับไปเป็นพระยาชลบุรีตามเดิม
                     - พระยานนทบุรี (สองเมือง) ภายหลังได้เป็นพระยาไกรโกษา รับราชการในกรุงเทพ ฯ
                รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีอยู่สองท่านคือ
                     - หลวงสุนทร (เมือง) ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาอรรคราชนารถภักดี ในกรมท่า
                     - พระศิลาการวิจารณ์ (โต บุนนาค) บุตรพระยาอภัยพิพิธ (กระต่าย) เดิมมาทำการกับบิดาเมื่อครั้งสร้างค่ายเนินวง มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวิชัยธิบดี ฯ
                รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
                     - พระยาวิชชยาธิบดี
                     - พระศรีธรรมศาสน์ (หวาด บุนนาค) ต่อมาเป็นพระยาอรรคราชนารถภักดี
                     - พระเทพสงคราม (แบน บุนนาค) บุตรพระยาอรรคราช ฯ (หวาด บุนนาค)
               ต่อมา เมื่อเริ่มปกครองเป็นจังหวัดและมณฑล จึงมีตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วเปลี่ยนเป็นข้าหลวงประจำจังหวัด แล้วเปลี่ยนกลับเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอีก


--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
5 คำตอบนับตั้งแต่ 06 Feb. 2005,17:01 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


กระทู้นี้มีหน้าเดียว
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com