เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

กระทู้นี้มีหน้าเดียว

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: ปราสาทเขาพระวิหาร< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 1
วันดี Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 1017
เข้าร่วมเมื่อ: 07 Sep. 2002

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Jul. 2008,11:19  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.51 มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, กองทุนจิตร ภูมิศักดิ์, สมาคมจดหมายเหตุสยาม, และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดการอภิปรายเรื่อง

สยามประเทศ (ไทย) หลังสมัคร 1: การเมืองกับลัทธิชาตินิยม— กรณีศึกษาปราสาทเขาพระวิหาร/รัฐบาลสมัคร—ปัญหาและทางออก

ณ ห้อง 201 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ.

ร่วมอภิปรายโดย
พนัส ทัศนียานนท์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตาก และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์  ม.ธรรมศาสตร์
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
รศ.ดร.พิภพ อุดร อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (มธ.)
รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดำเนินการอภิปรายโดยสมฤทธิ์ ลือชัย

สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอิสระกล่าวว่า หลังจากประกาศปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแล้ว ปราสาทเขาพระวิหารเป็นเรื่องที่ไม่จบในสังคมไทย วันนี้กองบัญชาการทหารสูงสุดได้ระดมนักวิชาการไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องนี้ โดยไม่ให้สื่อเข้า เพราะทหารบอกว่า ถ้ามีสื่อ นักวิชาการจะอึดอัดไม่กล้าพูด วันที่ 15 ก.ค. นักวิชาการกลุ่มหนึ่งกับประชาชนก็จะไปลงชื่อคัดค้าน รัฐบาลไทยกำลังโดนประเด็นเขาพระวิหารกระแทกอย่างแรง ปรากฎการณ์ที่พูดถึงนั้น จึงสะท้อนปราสาทพระวิหารเรื่องที่ยังไม่จบในสังคมไทย สาเหตุเกิดจาก หนึ่ง การไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลก เมื่อปี 2505 สอง การไม่ยอมรับคำตัดสินของยูเนสโก เมื่อปี 2551 ประการที่สาม คือ การยอมรับสามกรณี แต่ไม่ยอมแพ้เพราะบอกว่ามันไม่ยุติธรรมแก่เรา มันเป็นของเรา

สามกรณีเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะแก้ไขอย่างไร การสัมมนาในวันนี้หวังว่า เราจะทราบว่า เหตุแห่ง 2 ไม่ยอมรับ 1 ไม่ยอมแพ้ เกิดขึ้นได้อย่างไร  และการไม่ยอมรับไม่ยอมแพ้จะมีผลเสียอย่างไร ในวงกว้างและวงแคบ และประการสุดท้าย ถ้าจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆ จะแก้ตรงไหน เพื่อให้ความขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหาร รวมถึงความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งระบบแก้ไขได้ อย่าลืมว่า เฉพาะไทยกับกัมพูชา มีชายแดนยาว 800 กว่ากิโลเมตร ที่ทับซ้อนกันนั้นไม่ใช่เฉพาะเขาพระวิหาร เฉพาะจังหวัดสระแก้ว มี 7 จุด เขาทับเราบ้าง เราทับเขาบ้าง เราเอาของเขาบ้าง เขาเอาของเราบ้าง อยู่ที่ว่าจะสะกิดแผลขึ้นมาเมื่อไหร่



พนัส ทัศนียานนท์
อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตาก และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์  ม.ธรรมศาสตร์


สาเหตุที่เราทราบเรื่องนี้กัน สืบเนื่องมาจากการที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วม (Joint Communique) ซึ่งทำร่วมกับฝ่ายกัมพูชา โดยลงนามเมื่อ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ก่อนไปลงนาม กระทรวงการต่างประเทศเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ พอทางคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วก็ให้ความเห็นชอบไป แล้วนพดลไปลงนามจึงเกิดปัญหาใหญ่โต แต่เท่าที่ทราบ เรื่องนี้มีปัญหาโต้แย้งกันมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยังไม่ปรากฏในสื่อชัดเจนเท่าไร หากไปปรากฏชัดเจนก็ต่อเมื่อไปลงนามแล้ว ฝ่ายไม่เห็นด้วยบอกว่าเท่ากับไปลงนามใน “หนังสือสัญญา” หรือ “สนธิสัญญา” ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ และทำให้มีผลที่ทำให้ประเทศไทย อาจต้องเสียดินแดนบางส่วนไป จากการที่เรามีปัญหาเป็นข้อพิพาทกับกัมพูชาและแพ้คดีในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก เมื่อ 45 ปี ก่อน

สมัยนั้นผมอยู่ ปี 5 ของม.ธรรมศาสตร์ ส่วนตอนฟ้องคดีเป็นปีแรกที่อยู่ม.ธรรมศาสตร์ เหตุการณ์คราวนั้นเป็นความประทับใจที่กระแสช่วงนั้นขึ้นมาก เหมือนกับคราวนี้ กระแสชาตินิยมที่ว่าขึ้นสูงมาก แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ส่วนใหญ่พวกเรามักจะเชื่อกันตามที่ผู้หลักผู้ใหญ่พูดให้ฟัง โดยเฉพาะนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ซึ่งครูบาอาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับคดีโดยตรงมาสอนและเล่าให้ฟัง ความรู้สึกตอนนั้นทุกคนเข้าใจว่าเราไม่มีทางแพ้คดี เพราะฟังดูแล้วทุกอย่างน่าจะเป็นของเรา เพราะทางขึ้นก็อยู่ในซีกของเรา ฝ่ายกัมพูชาเองก็ไม่มีทางปีนขึ้นมาได้ เพราะเป็นชะง่อนผาสูงมาก เพราะฉะนั้นจากการบอกเล่าเหล่านี้ เกิดเป็นกระแสขึ้นมา กลายเป็นปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศ ระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะรู้สึกว่าทางฝ่ายเขา โดยเฉพาะผู้นำโกงหรือเจ้าเล่ห์ นี่คือสิ่งที่บอกเล่ากันและพวกเราก็เชื่อกันอย่างนั้น

3 ปีต่อมา ปรากฎว่าเราแพ้ นี่เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ การเดินขบวนทั่วประเทศเป็นโดยอัตโนมัติ การจัดตั้งโดยรัฐบาลก็มีส่วนจริง แต่ผมเองออกไปด้วยใจจริงๆ เรายอมไม่ได้ นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 46 ปีที่แล้ว

ผมเองไม่ได้เรียนกฎหมายระหว่างประเทศมาก่อน ได้เรียนเมื่อปีสุดท้าย โดยอาจารย์คนสำคัญคือ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าทนายฝ่ายไทย ทนายต่างประเทศได้รับการบอกเล่าว่า เขมรเอารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอเมริกาและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของฝรั่งเศส มาร่วมเป็นทนายด้วย ตอนนั้นผมก็เข้าใจตามนั้น และรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของฝรั่งเศสที่ล็อบบี้บรรดาผู้พิพากษาศาลโลกตอนนั้น เราเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีไป 9-3 ว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของเขมร

ทำไมศาลโลกจึงตัดสินอย่างนี้ หลักฐานสำคัญที่สุดที่ใช้ต่อสู้กันคือแผนที่ และข้อความในสนธิสัญญา การปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ในสมัยที่ประเทศไทยยังเรียกว่าเป็นประเทศสยาม ซึ่งสิ่งที่ทำให้ไทยแพ้คดีคือแผนที่ที่กัมพูชานำมาเป็นพยานต่อศาล โดยเป็นแผนที่ซึ่งฝ่ายฝรั่งเศสจัดทำขึ้นในสมัยที่ปกครองกัมพูชาอยู่ แผนที่ที่ว่าคงปรากฏชัดว่า ปราสาทเขาพระวิหารไปอยู่ฝั่งดินแดนของเขมร ทางฝ่ายไทยสู้ว่าตามสนธิสัญญาต้องยึดสันปันน้ำเป็นหลัก เพราะฉะนั้นถ้าพิจารณาโดยอาศัยสันปันน้ำเป็นหลัก จะไม่มีทางที่เขาพระวิหารจะอยู่ในเขตแดนของกัมพูชาได้ แต่เมื่อศาลวินิจฉัยออกมา 9-3 ว่า เนื่องจากทางการของไทยยอมรับแผนที่อันนั้น เมื่อเขาส่งแผนที่มาให้ เราก็ไม่ได้คัดค้านอะไร ก็ต้องถือว่ายอมรับ แม้ไม่ตรงกับสันปันน้ำก็ตาม ก็ต้องถือว่าเขตแดนเป็นไปตามแผนที่ของกัมพูชา

คำวินิจฉัยของศาลโลกตรงนี้ ฝ่ายไทยยอมรับไม่ได้ รัฐบาลไทยสมัยนั้นจึงคัดค้านโต้แย้งคำพิพากษา โดยทำหนังสือคัดค้านไปยังสหประชาชาติ และขณะเดียวกันก็สงวนสิทธิ์ด้วยว่าถ้ามีหลักฐานอะไรที่ใช้ได้ต่อไปในภายหน้า เราก็สงวนสิทธิ์ที่จะขอให้ศาลโลกรื้อฟื้นคดี นอกจากนั้นเราก็ได้กำหนดแผนที่ของฝ่ายเราเอง ตามแนวสันปันน้ำ ซึ่งถือว่านั่นเป็นสิ่งที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ดังนั้นเมื่อกำหนดตามสันปันน้ำ ปราสาทพระวิหารก็เป็นของเรา

หลังจากนั้น ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยกเรื่องนี้ขึ้นมา ส่วนเขตแดนที่ประกาศโดยฝ่ายไทย ก็เกิดปัญหาทับซ้อนกับของกัมพูชา เพราะกัมพูชาดูตามแผนที่เขตแดนของเขา เราก็บอกว่ายึดตามแผนที่ยึดตามแนวสันปันน้ำ เพราะฉะนั้นเขตแดนไทย-กัมพูชา จะมีบริเวณที่ซ้อนทับกันค่อนข้างมาก จากการยึดคนละแผนที่

ปัญหาในปัจจุบัน เกิดจากการลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ซึ่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ผู้หลักผู้ใหญ่ นักวิชาการทั้งหลายเห็นว่า การไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ เป็นการสุ่มเสี่ยงและทำให้เราเสียดินแดนไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ฟันธงชัดเจนว่าการไปร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมมีผลทำให้เราสละสิทธิ์ในข้อสงวนของเราเมื่อปี 2505 เท่ากับเรายอมรับว่ากัมพูชามีอธิปไตยโดยสมบูรณ์เหนือปราสาทพระวิหาร ที่สำคัญอย่างยิ่ง ตามนัยที่ฝ่ายค้านตีความ เขาบอกว่า ตามคำพิพากษาของศาลโลก ศาลโลกตัดสินให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่พื้นที่บริเวณที่ตั้งปราสาทพระวิหาร พรรคประชาธิปัตย์ถือว่ายังเป็นของไทย อยู่ในเขตแดนของไทย โดยอ้างว่า ศาลโลกไม่ได้ฟันธงว่าจะใช้อะไรเป็นเขตแดนในการพิจารณาว่าตัวปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตแดนของใคร  

ดังนั้นจึงมีการเรียกร้องให้ฝ่ายไทยถอนแถลงการณ์ร่วมนี้เสีย ซึ่งตอนแรกรัฐบาลก็ยืนยัน โดยกระทรวงการต่างประเทศ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงและเชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ ยืนยันว่าแถลงการณ์นี้ไม่ใช่สนธิสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 และไม่ได้ทำให้เสียดินแดน หรือเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศไทย และเป็นการสนับสนุนกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แผนที่กรมทหารก็บอกว่าไปตรวจสอบแล้วว่าไทยไม่ได้สูญเสียดินแดนไป สภาความมั่นคงและกองทัพบกก็ออกมายืนยัน

ด้วยเหตุนี้ จึงมี ส.ว. 1-2 ท่าน คุณสุริยะใส (กตะศิลา) และคนอื่นๆ ทั้งหมด 9 คน นำคดีไปฟ้องศาลปกครอง ขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งห้ามไม่ให้รัฐบาลไทย โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศนำแถลงการณ์ร่วมฯ นี้ไปใช้ เพราะตอนนั้นเข้าใจกันว่าการลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ จะเป็นเหตุผลสำคัญที่จะทำให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกตามข้อเสนอของกัมพูชา

เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว คือห้ามรัฐบาลดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้นให้กัมพูชาเอาแถลงการณ์ร่วมนี้ไปใช้ รัฐบาลก็ปฎิบัติตาม เท่าที่ผมเช็คมา ปรากฎว่าทางฝ่ายไทยก็ปฎิเสธหมดทุกอย่าง ในการประชุมล่าสุด เมื่อ 7 ก.ค. คณะกรรมการก็ลงมติให้เป็นมรดกโลกตามข้อเสนอของกัมพูชา และในร่างข้อมติของคณะกรรมการมรดกโลก ข้อ 5 ได้ระบุชัดเจนว่าไม่ได้ใช้แถลงการณ์ร่วมพิจารณา เนื่องจากรัฐบาลไทยแจ้งว่า ศาลปกครองห้ามไม่ให้รัฐบาลนำแถลงการณ์ร่วมฯ นี้ไปใช้

เกี่ยวกับการตัดสินคดีของศาลปกครองกลางในครั้งนี้ ก็มีนักกฎหมายมหาชนออกมาวิจารณ์ ทั้ง อ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณและอ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กับคณะ ซึ่งชี้ประเด็นว่า ศาลปกครองไม่น่าจะมีอำนาจพิจารณาคดีนี้ เพราะกิจการต่างๆ ที่เกี่ยวกับด้านระหว่างประเทศ ทางกฎหมายมหาชนถือว่าเป็นการกระทำทางรัฐบาล ไม่ใช่ทางปกครอง ดังนั้นศาลปกครองไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณาจารย์ที่ออกมาแสดงความเห็นชี้ประเด็นว่า ศาลปกครองสูงสุด เคยวินิจฉัยแล้วในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ (จุลานนท์) ที่ไปลงนาม JTEPA และมีผู้ไปฟ้องให้ศาลปกครองออกคำสั่งชั่วคราว ห้ามไม่ให้ไปลงนาม และศาลปกครองก็วินิจฉัยว่า ศาลปกครองไม่มีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เรื่องนี้ศาลปกครองกลับรับพิจารณาและมีคำสั่งคุ้มครอง  

หลังจากคณะกรรมการมรดกโลกมีมติออกมาเมื่อ 7 ก.ค. และที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่รับ 2 คำร้องจาก ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยว่าการที่รัฐบาลไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงการต่างประเทศไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ เป็นการไม่ปฎิบัติตามมาตรา 190 หรือไม่

ศาลได้เรียกกระทรวงการต่างประเทศไปชี้แจง โดยนพดล ปัทมะ และกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ได้ชี้แจงว่า แถลงการณ์ร่วมฯ ไม่ใช่หนังสือสัญญาตาม มาตรา 190 และสอง ไม่ได้ผล หรือข้อความที่ตีความได้ว่า ประเทศไทยจะต้องสูญเสียดินแดน

พอฟังพยานสองคนนี้เรียบร้อย ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินว่า แม้ไม่ชัดเจนว่าจะทำให้เกิดการสูญเสียดินแดน หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต แต่จากการที่มีเสียงคัดค้านมากมาย และดูแล้วอาจเป็นไปได้ โดยศาลใช้คำว่า “เป็นการสุ่มเสี่ยง” แผนที่แนบท้ายแถลงการณ์ที่กำหนดไว้ว่าเป็นพื้นที่หมายเลข 1-3 ก็ไม่ได้แสดงไว้ชัดเจนว่าอยู่ในเขตประเทศใด เพราะฉะนั้น ศาลจึงเห็นว่าน่าจะเป็นการสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ นี้ เพราะอาจมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยได้ เพราฉะนั้นในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หน้า 23 จึงบอกว่า ฉะนั้นจึงต้องแปลความว่า หากหนังสือสัญญาใด ที่คณะรัฐมนตรีจะไปดำเนินการกับประเทศอื่น หรือกับองค์การระหว่างประเทศ มีลักษณะของหนังสือสัญญาที่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ก็ต้องนำหนังสือนั้นขอความเห็นชอบของรัฐสภาก่อน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190

คำวินิจฉัยหน้า 24 เองก็ยอมรับว่า ในแถลงการณ์ร่วมฯ ไม่ได้ปรากฏสาระสำคัญอย่างชัดเจนว่าเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่อันเป็นอาณาเขตประเทศไทย แต่เมื่อพิจารณาตัวถ้อยคำในแถลงการณ์ร่วมฯ ประกอบกับแผนที่ที่กัมพูชาจัดทำขึ้นฝ่ายเดียวแล้ว ศาลบอกว่าจะเห็นอย่างชัดเจนว่า แผนที่ดังกล่าวได้กล่าวถึงพื้นที่ N.1 N.2 และ N.3 โดยที่ไม่ได้กำหนดเขตของพื้นที่ดังกล่าวให้ชัดเจนว่ามีบริเวณครอบคลุมส่วนใดของประเทศใดเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย คำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย

แม้ว่าไม่ชัดเจนว่าแถลงการณ์ร่วมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของไทย แต่ศาลดูแล้วอาจเป็นการสุ่มเสี่ยง เพราะฉะนั้น โดยหลักการตีความ ถ้าอาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรืออาจมีผลกระทบต่อประเทศอย่างกว้างขวาง จึงต้องถือว่า รัฐบาลมีหน้าที่ต้องนำแถลงการณ์ร่วม หรือหนังสือสัญญาตามการตีความนี้ ให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบต่อไป

ในทางกฎหมาย ในความเห็นของผมเอง นี่ไม่ใช่ลักษณะการแปลความหรือตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่มีลักษณะถึงขั้นแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป หรืออาจเรียกว่า เติมความรัฐธรรมนูญมากกว่า เพราะรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่า หนังสือสัญญานั้นมีบทเป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ เมื่อกฎหมายเขียนอย่างนี้ แต่ศาลตีความว่า ถ้าหากว่าเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจเกิดมีการเปลี่ยนแปลง ก็ถือว่าขัดแล้ว เท่ากับว่าเป็นการเติมความที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ไม่ได้เป็นการตีความ

เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้แล้ว ต่อไปก็จะเป็นบรรทัดฐาน เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือว่าถึงที่สุด ต่อไปนี้ จากคำวินิจฉัยของศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ การดำเนินกิจการในทางต่างประเทศ หรือกิจการต่างประเทศของรัฐบาลคงถูกตรวจสอบโดยอำนาจของศาลอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่แค่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่โดนศาลปกครองด้วย โดยเฉพาะกรณีของศาลปกครอง ผมคิดว่าทำให้ศาลมีอำนาจครอบคลุมที่จะเข้าไปตรวจสอบการกระทำใดๆ ของรัฐบาลก็ได้ทั้งสิ้น

ส่วนของศาลรัฐธรรมนูญจะทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจตรวจสอบฝ่ายบริหารมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลดี เพราะถ้ารัฐบาลจะทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับทางต่างประเทศ ก็ให้ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนอำนาจอธิปไตยของคนไทยช่วยกันดูก่อน ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี ในส่วนตัว ผมเห็นด้วย ถึงแม้เป็นการตีความแบบเติมความ เพราะนี่เป็นการรองรับหลักการที่ถูกต้อง คือ อำนาจสูงสุดของประชาชน ซึ่งใช้อำนาจนี้ผ่านทางรัฐสภา

แต่ถึงกระนั้น ผมคิดว่า ทั้งหมดทั้งปวง เจตนารมณ์ที่แท้จริงของการนำเรื่องไปสู่ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกรณีนำเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ฝ่ายที่ไปยื่นคำร้องคงมุ่งประสงค์ในทางที่ให้รัฐบาลพ้นไปมากกว่า ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมอำนาจของนิติบัญญัติในการตรวจสอบ แต่เพื่อให้ศาลชี้ลงมา ว่ารัฐบาลนี้ทำผิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นเหตุนำไปสู่การถอดถอนรัฐมนตรีที่ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมรวมทั้งรัฐบาล
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 2
วันดี Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 1017
เข้าร่วมเมื่อ: 07 Sep. 2002

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Jul. 2008,16:31 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
                                                                       
มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
ท่าพระจันทร์ จังหวัดพระนคร
สยามประเทศ(ไทย)

13 กรกฎาคม 2551

เรื่อง  “ปราสาทเขาพระวิหาร-หลุมดำ-ประวัติศาสตร์แผลเก่า-ประวัติศาสตร์ตัดตอน-กับบ้านเมืองของเรา”
ถึง     จดหมายฉบับที่ 2 ถึงนักศึกษาธรรมศาสตร์ฯ และกัลยาณมิตร
จาก    ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี

เรื่องของ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ที่เป็นประเด็นทางการเมืองร้อนแรงในการ “โค่นรัฐบาลสมัคร” และล้ม “ระบอบทักษิณ” นั้น เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพราะเรื่องนี้เป็น “หลุมดำ” เป็นทั้ง “ประวัติศาสตร์แผลเก่า” และ “ประวัติศาสตร์ตัดตอน” ที่จะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ “บ้านเมืองของเรา” กับ “ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ดังนั้น จึงขอบรรยายเพิ่มเติมให้ทราบทั่วกันตามลำดับ ดังต่อไปนี้

(1)
“ปราสาทเขาพระวิหาร” คือ “หลุมดำ” หรือ black hole อันเป็น “หลุม” ลึก ดำมืด เต็มไปด้วย “โลภะ โทสะ และโมหะ” หากตกลงไปแล้ว จะปีนกลับขึ้นมาได้ยากยิ่ง มีผลร้ายต่อ “บ้านเมืองของเรา” และต่อ “ความสงบสันติ” กับประเทศเพื่อนบ้าน หลุมดำ” ดังกล่าวนี้ ถูกขุดไว้นานแสนนานด้วย “ประวัติศาสตร์แผลเก่า” และ “ประวัติศาสตร์ตัดตอน” อันเป็นผลพวงและมรดกของทัศนคติและความเชื่อว่าด้วย “ลัทธิชาตินิยม” ในสาย “สกุลเสนาอำมาตยาธิปไตย” ที่ถูกปลุก-ปลูก-สร้างขึ้นมาหลัง “การปฏิวัติ พ.ศ. 2475”

(2)
สำหรับเรื่องของ “ประวัติศาสตร์แผลเก่า” และ “ประวัติศาสตร์ตัดตอน” นั้น ขอทำความเข้าใจในเบื้องต้นเสียก่อนว่าโดยทั่วๆเรามักจะถือว่า “ประวัติศาสตร์ (ปวศ) คือ เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในอดีต และมีนักประวัติศาสตร์นำมาเขียน นำมาเล่า นำมา “ผลิตซ้ำๆ” ให้รับรู้กันต่อๆมา ไม่ว่าจะนำมาตีพิมพ์เป็นหนังสือ นำมาคีย์ใส่ไว้ในเว็บ นำมาเล่ามาแสดงทางวิทยุหรือทีวี” เป็นละคร เป็นภาพยนตร์ และที่สำคัญที่สุดคือนำมาเป็นตำราเรียนบังคับให้เรา “ท่องจำ” (อย่างน่าเบื่อหน่าย)

แต่เอาเข้าจริงแล้ว ปวศ อาจจะเป็นเรื่องราว ที่ “เราเชื่อ” หรือ “ถูกทำให้เชื่อ” ว่าเกิดขึ้นจริง ถึงแม้ว่าจะไม่เกิดขึ้นจริงๆก็ตาม และในทางตรงกันข้าม ตำราเรียน ปวศ. ก็บังคับให้เรา “ลืม” อะไรบางอย่างไป กล่าวโดยย่อ ปวศ อาจเป็นทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นจริง หรือที่เชื่อว่า (โดยอาจไม่ได้) เกิดขึ้นจริง มีทั้งเรื่องที่ถูกให้ “จำ” กับถูกให้ “ลืม”  ดังนั้น ปวศ จึงเป็นได้ทั้ง “ปัญญา” และเป็น “อวิชชา”

ส่วนคำว่า “ปวศ แผลเก่า” หรือบางทีก็เรียกว่า “ปวศ บาดแผล” นั้น หมายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วยังค้างอยู่เป็น “สนิมคาใจ” เป็นแผลเก่าที่ยังไม่หายสนิท เป็นแผลทั้งที่ฝังตัวอยู่ในชาติ และในระหว่างชาติ ดังเช่นเรื่อง “ปราสาทเขาพระวิหาร” กับเรื่องของ “มณฑลบูรพา” (เดิมชื่อมณฑลเขมร) ที่เป็นแผลเก่าค้างคาอยู่ในจิดใจของชนชาติไทย กับชนชาติกัมพูชา สะกิดขึ้นมาเมื่อไร ก็เหวอะหวะ ระเบิดเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา เผาไหม้ได้ทุกครั้ง ดังตัวอย่างที่เห็นในเรื่องของการ “โค่นรัฐบาลและล้มระบอบ” ในปัจจุบัน หรือเรื่องการเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้

สำหรับคำว่า “ปวศ ตัดตอน” นั้น หมายถึงปวศ ที่ถูกตัดตอน มองเฉพาะส่วน มองเฉพาะด้าน หาได้มองหรือเข้าใจว่า ปวศ นั้น “มีได้หลายด้าน” ดังนั้นในกรณีของ “ปราสาทเขาพระวิหาร” กับ กรณีของ “มณฑลบูรพา” ก็มองหรือเข้าใจ หรือเชื่อว่าไทยเรานั้น “เสียดินแดน” หาได้มองว่าเรานั้น “ได้ดินแดน” นั้นมาก่อนแล้วจึงได้ “เสียดินแดน” นั้นไปไม่ อันที่จริง ปวศ ของ “ปราสาทเขาพระวิหารและมณฑลบูรพา” มีทั้งสองด้าน คือมีด้าน“เสียดินแดน” และมีด้าน “ได้ดินแดน”

(3)
“ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นเทวสถานอันศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดู-พราหมณ์ เป็นเสมือนเทพสถิตย์บนขุนเขา หรือ “ศรีศิขเรศร” เป็น “เพชรยอดมงกุฎ” ขององค์ศิวะเทพ (พระอิศวร) ตั้งโดดเด่นอยู่บนยอดเทือกเขาพนมดงรัก  (“พนมดงแร็ก” ในภาษาขะแมร์ แปลว่าภูเขาไม้คาน ซึ่งสูงจากพื้นดินกว่า 500 เมตร และเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 600 เมตร ปัจจุบันตั้งอยู่ใน (เขต) จังหวัด “เปรียะวิเฮียร” (Preah Vihear) ของกัมพูชา

“ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง และเป็นมรดกทางวัฒนธรรม “บรรพชนของขะแมร์กัมพูชา (ขอม) แต่โบราณ” ที่อาศัยอยู่ทั้งในกัมพูชาปัจจุบัน และในภาคอีสานของเรา ขะแมร์กัมพูชา เป็นชนชาติที่มีความสามารถยิ่งในการสร้าง “ปราสาท” ด้วยหินทรายและศิลาแลง ต่างกับชนชาติไทย ลาว มอญ พม่าที่สร้าง “ปราสาท” ด้วยอิฐและไม้ ความสามารถและความยิ่งใหญ่ของขะแมร์กัมพูชา (โบราณ) เทียบได้กับชมพูทวีป กรีก และอียิปต์ สุดยอดของขะแมร์กัมพูชา คือ Angkor หรือ “ศรียโสธร-นครวัด-นครธม”

(4)
ขะแมร์กัมพูชา ก่อสร้างปราสาทบนเขาพระวิหารติดต่อกันมายาวหลายรัชสมัย กว่า 300 ปี ตั้งแต่กษัตริย์ “ยโสวรมันที่ 1” ถึง “สุริยวรมันที่ 1” เรื่อยมาจน “ชัยวรมันที่ 5-6” จนกระทั่งท้ายสุด “สุริยวรมันที่ 2” และ “ชัยวรมันที่ 7” จากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 (หรือจากพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 หรือก่อนสมัยสุโขทัย 300 ปีนั่นเอง)

“ปราสาทเขาพระวิหาร” ถูกทิ้งปล่อยทิ้งร้างไปเมื่อหลังปี พ.ศ. 1974 (ค.ศ. 1431) คือภายหลังที่กรุงศรียโสธร (นครวัดนครธม) ของกัมพูชา “เสียกรุง” ให้แก่กองทัพของกรุงศรีอยุธยา (ในสมัยของพระเจ้าสามพระยา) ขะแมร์กัมพูชาต้องหนีย้ายเมืองหลวงไปอยู่ละแวก อุดงมีชัย และพนมเปญ ตามลำดับ และก็ “หนีเสือไปปะจระเข้” คือเวียดนามที่ขยายรุกเข้ามาทางใต้ปากแม่น้ำโขง

แต่ประวัติศาสตร์โบราณเรื่องนี้ ไม่ปรากฏมีในตำราประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาฯ ของไทย (หรือของเวียดนาม) ดังนั้นคนในสยามประเทศ(ไทย) ส่วนใหญ่จึงรับรู้แต่เพียง “ประวัติศาสตร์ตัดตอน” เรื่องการ “เสียกรุงศรีอยุธยา” (พ.ศ. 2112 และ 2310) แต่ไม่รู้เรื่องของ “ได้กรุงศรียโสธร” (พ.ศ. 1974) สยามไทยเราถูกสอนให้ “จำ” ว่า “เสียกรุงศรีอยุธยา” แต่เราก็ถูกสอนให้ “ลืม” ว่า “ได้กรุงศรียโสธร”

“ปราสาทเขาพระวิหาร” ถูกลืมทิ้งไว้รกร้างอยู่ในป่าเกือบ 500 ปี จนกระทั่งฝรั่งเศสเข้ามาล่าเมืองขึ้นในอุษาคเนย์ ได้ทั้งเวียดนาม ทั้งลาว และกัมพูชา ไปเป็น “อาณานิคม” ของตน และก็พยามยามเขมือบดินแดนของ “สยาม” นั่นแหละ “ปราสาทเขาพระวิหาร” จึงกลับกลายมาเป็นประเด็นหรือเรื่องสำคัญขึ้นมา เป็นที่สนใจของนักโบราณคดี นักอ่านศิลาจารึกฝรั่งเศส แล้วก็กลายมาเป็นประเด็นของการขีด “เส้นเขตแดน” หรือการทำ “แผนที่” ของนักการเมืองนักปกครองของรัฐบาลไทยสยาม รัฐบาลฝรั่งเศส และท้ายที่สุดคือรัฐบาลกัมพูชา

(5)
หลัง “เสียกรุง” เมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว เมื่อพระเจ้าตากสินสถาปนากรุงธนบุรี และต่อมารัชกาลที่ 1 สถาปนากรุงเทพฯขึ้นมาได้ สยามประเทศในสมัยนั้น ก็แผ่อำนาจไป “ได้ดินแดน” ทั้งลาวและกัมพูชามาเป็น “ประเทศราช” ให้เจ้ามหาชีวิตปกครองลาว ให้กษัตริย์ขะแมร์ปกครองกัมพูชา แต่ต้องส่งส่วยบรรณาการให้กรุงเทพฯ เป็นประจำ (เป็น “เมืองขึ้น/ประเทศราช” แบบอุษาคเนย์ หาใช่ “อาณานิคม” แบบฝรั่งไม่) ดังนั้นถ้าจะว่า “ปราสาทเขาพระวิหาร” ขึ้นอยู่ หรือเป็น “ของ” สยามในสมัยนี้ ก็ว่าได้ แม้จะไม่มีใครสนใจจะไปดูแล ไปกราบไหว้บูชาเท่าไรนัก (ยกเว้นแต่ชาวบ้านแถบๆนั้น) ส่วนเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ นั้น สยามในรัชกาลที่ 1 ยึด “ได้ดินแดน” มาจากกษัตริย์กัมพูชา และตั้งขุนนางท้องถิ่นตระกูลอภัยวงศ์ (พระยายมราชเขมร) ปกครองขึ้นโดยตรงกับกรุงเทพฯ จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 5 และนี่ก็นำเรามาถึงยุคสมัยลัทธิอาณานิคมล่าเมืองขึ้นของฝรั่งเศส (และอังกฤษ)

(6)
สมัยนั้น กล่าวได้ว่า “ปราสาทเขาพระวิหาร” หาใช่ “ประเด็น” หรือเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไรไม่ คือ เมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้วในสมัยของลัทธิอาณานิคมล่าเมืองขึ้น ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ทรงมีกรมพระยาดำรงฯ เป็น มท. 1 หรือ “พระหัตถ์ข้างขวา” นั้น ตัวปราสาทเองก็ถูกทิ้งร้างอยู่ในป่า หนทางที่จะไปถึงได้ก็แสนจะทุรกันดาน คนที่อาจจะสนใจบ้างก็มีเพียงนักโบราณคดี นักศิลาจารึก หรือข้าราชการของฝรั่งเศสและสยามจำนวนเพียงไม่กี่คน ประชาชนทั่วๆไปยกเว้นชาวบ้านแถบนั้น ไม่รู้จักปราสาทเขาพระวิหาร

ดังนั้น เมื่อสยามประเทศถูกคุกคามเมื่อ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436 Paknam Incident 1893) ฝรั่งเศสส่งเรือรบทะลวงปากน้ำเจ้าพระยาเข้ามาจอดข่มขู่อยู่ใกล้ๆโรงแรมโอเรียนเตล จนสยามเราเกือบเสีย “เอกราชและอธิปไตย” ก็ทำให้รัฐบาลของรัชกาลที่ 5 ต้องใช้ “นโยบายไผ่ลู่ลม” ต้องยอมสละอำนาจอธิปไตยเหนือฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (คือลาว)

เท่านั้นยังไม่พอ ฝรั่งเศสยังยึดทั้งเมืองจันทบุรี เมืองตราดกับเมืองด่านซ้าย (ที่มีพระธาตุศรีสองรักและผีตาโขนในจังหวัดเลย) ไว้เป็นประกันและต่อรอง ก็ทำให้พระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 และ มท. 1 ของท่าน สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ต้องยอมเจรจาและตกลงเรื่อง “เส้นเขตแดน” สร้าง “แผนที่” ขึ้นมาใหม่

(7)
เรื่อง “เส้นเขตแดน” หรือ “แผนที่” นี้ จะทำกันขึ้นในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2447 ถึง 2450 คือ (1904-1907) คือ เมื่อ 100 ปีที่ผ่านมาแล้ว ที่ทำให้มีการแลกเปลี่ยนดินแดน ต้อง “เสียดินแดน” ยกเมืองเสียมราฐ เมืองพระตะบอง เมืองศรีโสภณ หรือ “มณฑลบูรพา” (มณฑลเขมร) ให้ฝรั่งเศสในกัมพูชาไป รวมทั้งยินยอมต่อการลากเส้น “แผนที่” ให้ “ปราสาทเขาพระวิหาร” อยู่ฝั่งโน้น ส่วนสยามเรา “ได้ดินแดน” เมืองจันทบุรี เมืองตราด และเมืองด่านซ้ายกลับคืนมา (เป็น give and take)

นี่คือ “กุศโลบายเพื่อรักษาเอกราชและอธิปไตยของสยาม” หาใช่การเสีย “ค่าโง่” (ครั้งที่ 1) หรือ “ไม่มี” ความรู้เรื่องวิชาแผนที่ไม่ เรื่องของ “แผนที่และเส้นเขตแดน” นั้น รัฐบาลสยามในสมัยนั้น ก็ได้เริ่มทำมาตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 5 แล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2418 ก็ทรงว่าจ้างชาวอังกฤษ คือ นายเฮนรี อะลาบัสเตอร์ (ต้นตระกูลเศวตศิลา) มาเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำเรื่องการทำแผนที่ มีการทำแผนผังเมืองกรุงเทพฯ แผนที่วางสายโทรเลขไปเมืองพระตะบอง แผนที่น่านน้ำอ่าวไทย และยังมีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญอย่าง นายเจมส์ แมคคาธี (ต่อมาได้บรรดาศักดิ์เป็น พระวิภาคภูวดล เจ้ากรมเซอร์เวทางและทำแผนที่) มาช่วยทำแผนที่พระราชอาณาเขตที่มีปัญหากับเจ้าอาณานิคมฝรั่งอีกด้วย
ขอกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน คือ ปี พ.ศ. 2452 ก่อนที่รัชกาลที่ 5 จะสวรรคตเพียง 1 ปี ก็ทรงยอมตกลงกับอังกฤษ ขีด “เส้นเขตแดนและแผนที่” ทางภาคใต้ อันเป็นผลที่อังกฤษได้สี่รัฐมลายู คือ กลันตัน ตรังกานู เคดะห์ และปะลิสไป และเราฝ่ายไทยก็รักษาปัตตานี ยะลา และนราธิวาสไว้ในราชอาณาจักรสยาม (อันมีปัญหาความรุนแรงมากมายมหาศาลในปัจจุบัน)

กล่าวโดยย่อในสมัยของรัชกาลที่ 5 กับ มท. 1 ของท่าน สยามเป็นประเทศเดียวในอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รักษาเอกราชไว้ได้ ฝ่าย “ราชาธิปไตย” ของราชอาณาจักรสยาม ได้ยอมรับเส้นเขตแดนหรือ “แผนที่” ที่เป็น “รูปขวานทอง” อย่างที่เรารู้จักกันทางด้านทิศตะวันออก คือ ลาวและกัมพูชาที่ตกเป็นของฝรั่งเศสทั้งหมด ในขณะที่ทางด้านทิศใต้ 4 รัฐมลายูดังกล่าวตกเป็นของอังกฤษ และในสมัยนั้น ก็ถือได้ว่าปราสาทเขาพระวิหาร ขึ้นอยู่กับฝรั่งเศสไปเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันโดยสันติกับมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษ และที่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อเป็นหลักประกันในการรักษา “เอกราชและอธิปไตย” ส่วนใหญ่ของประเทศเอาไว้ ซึ่งก็หมายความว่าในขณะเดียวกันว่า ชนชั้นเจ้าและขุนนางของสยาม ก็รักษาอำนาจและสถานะของตนไว้ได้ด้วยเช่นกัน เกิดระบอบกษัตริย์ “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” ขึ้นอย่างแท้จริงในประเทศ

หรือกล่าวให้ตรงประเด็นของเรื่องนี้ ก็คือ “ราขอาณาจักรสยาม” อันมีสถาบันหรือระบอบกษัตริย์เป็นศูนย์กลาง รับรู้และรับรองเส้นเขตแดน “แผนที่”ดังกล่าว แต่จะมาเปลี่ยนเป็น “ไม่ยอมรับ” ต้อง “เรียกร้องดินแดนคืน” สร้าง “วาทะกรรม” ว่าด้วย “การเสียดินแดน” ก็ในสมัยที่เปลี่ยนนามประเทศเป็น “ราชอาณาจักรไทย” ของบรรดาอำมาตยาเสนาธิปไตยหลัง พ.ศ. 2475 หรือ “ระบอบพิบูลสงคราม-ระบอบสฤษดิ์/ถนอม/ประเภาส” นั่นเอง

(8)
และก็ดังนั้น เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ในปี พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เพียง 3 ปี เมื่อทรงดำรงตำแหน่ง “อภิรัฐมนตรี” และนายกราชบัณฑิตยสภา ครั้งเสด็จเป็นขบวนใหญ่ไปทอดพระเนตรปราสาทเขาพระวิหาร จึงทรงแจ้งไปยังข้าราชการอาณานิคมฝรั่งเศสเป็นการล่วงหน้า

ในขบวนเสด็จครั้งนั้น มีบุคคลสำคัญๆมากหน้าหลายตา มีทั้งพระยาเพชรดา (สะอาด ณ ป้อมเพชร) ซึ่งเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครราชสีมา (เดิมเรียกว่ามณฑลลาวกลาง) ทั้งพระยาอนุศาสนจิตรกร (จันทร์ จิตรกร พ.ศ. 2414-2492) นายช่างคนดังที่วาดรูปพระนเรศวรชนช้างที่วัดสุวรรณดารารามในอยุธยา (ซึ่งเป็นบรรพบุรุษฝ่ายมารดาของนายสมัคร สุนทรเวช ที่ถูก “ส้มหล่น” ทับกลายเป็น นรม.) ตลอดจนพระธิดา เช่น ม.จ. พัฒนายุ ดิศกุล ม.จ. พิไลเลขา ดิศกุล ม.จ. พูนพิศมัย ดิศกุล มีขุนนางชื่อดังๆแห่งยุคสมัยนั้น เช่น ม.จ. เจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) ราชเลขาธิการ กับพระยาประเสริฐศุภกิจ (เพิ่ม ไกรฤกษ์) ฯลฯ

ส่วนทางฝรั่งเศสก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ ถึงกับส่ง “เรสิดัง” หรือข้าหลวงเมืองกำปงธม กับนักโบราณคดีชื่อดังนาม “ปามังติเอร์” (Henri Parmentier) มาเป็นวิทยากรต้อนรับ เข้าแถว แต่งเครื่องแบบเต็มยศ ชักธงไตรรงค์ฝรั่งเศสถวายอย่างสมพระเกียรติ ขอแทรกตรงนี้ไว้ว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ สนพระทัยโบราณคดีเป็นพิเศษ และทรงเป็นสมาชิกของ Ecole Francaise Extreme Orient ที่สมัยหนึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงฮานอยด้วย (สมัยนั้นเรียกชื่อหน่วยงานนี้ว่า “มหาวิทยาลัยฝรั่งแห่งประเทศตะวันออก” แต่สมัยนี้เรียกว่า “สถาบันฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ” มีสาขาของสำนักงานอยู่ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน ธนบุรี)

ในการเสด็จครั้งนั้น 2472 มีการให้ทรงพักแรมค้างคืนบนเขาพระวิหาร มีการเลี้ยงต้อนรับ มีการกล่าวสุนทรพจน์แลกเปลี่ยนกัน มีการขอบใจสยามที่ช่วยส่งทหารไปรบช่วยฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 1 (มหายุทธสงคราม) รวมทั้งมีการดื่มถวายพระพรรัชกาลที่ 7 มีการถ่ายรูปร่วมกันมากมายหลายรูป

พูดง่ายๆ บรรยากาศนั้นชื่นมื่นและสมานฉันท์อย่างยิ่ง (โปรดดูบันทึกของขุนบริบาลบุรีภัณฑ์เรื่อง “จดหมายเหตุการเสด็จตรวจโบราณวัตถุสถาน มณฑลนครราชสีมา ของสมเด็จกระพระยาดำรงฯ พ.ศ. 2472”)
แต่นี่ ก็คือหลักฐานอย่างดีที่ทนายฝ่ายกัมพูชานำไปใช้เสนอต่อศาลโลก ที่ทำให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และ ม.จ. วงษ์มหิป ชยางกูร ทนายและผู้แทนของฝ่ายรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่อ่อนข้อมูลและขาดการศึกษาหลักฐานจดหมายเหตุ (แม้กระทั่งที่เป็นหลักฐานของสยาม/ไทยเราเอง) ต้องแพ้คดีปราสาทเขาพระวิหารเมื่อ 15 มิถุนายน 2505

(9)
การที่ ม.จ. พูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาที่ตามเสด็จไปด้วย (รวมทั้ง ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล) จะมากล่าวเล่าและถ่ายทอดความต่อมาภายหลังอีก 30-40 ปีว่า “พวกฝรั่งเศสมันทะลึ่งที่มาจัดแถวต้อนรับแบบนั้น” เป็นการแก้เกี้ยวในสมัยหลังเสียมากกว่า ทั้งนี้ก็เพราะ “ลัทธิอำมาตยาเสนาชาตินิยม” ของ 2 ระบอบและ 2 จอมพล คือ ป. พิบูลสงครามกับสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (กับหลวงวิจิตรวาทการ) นั้น “แรงและร้ายกาจ” เป็นอย่างยิ่ง ใครก็ตาม (แม้จะเป็นเจ้าเป็นนาย) ก็อาจถูกกล่าวหาว่า “ไม่รักชาติ” “ขายชาติ” (อย่างนายนพดล ปัทมะ รมต. กต. ของรัฐบาลสมัครและระบอบทักษิณ) หรือไม่ก็ถูกถามว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า” ได้ง่ายๆ
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 3
วันดี Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 1017
เข้าร่วมเมื่อ: 07 Sep. 2002

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Jul. 2008,16:38 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

(10)
ขอกลับไปยังเรื่องของ “ประวัติศาสตร์แผลเก่า” และ “ประวัติศาสตร์ตัดตอน” อันเป็นปัญหาใหญ่ในความรับรู้และในทัศนคติของเรานั้น กล่าวได้ว่ามีรากเหง้ามาจาก “ลัทธิชาตินิยม” หรือ nationalism ที่มีกำเนิดมากับ “รัฐชาติ-รัฐประชาชาติ” เมื่อสยามประเทศไทยดำเนินเข้าสู่ความเป็น “รัฐสมัยใหม่” ลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือสำคัญของ “ผู้ปกครอง” ที่จะทั้งสร้าง และทั้งรักษาสถานะ “ความเป็นผู้ปกครอง” ของตน (ไว้) ลัทธิดังกล่าวตั้งอยู่บนเส้นแบ่งที่หมิ่นเหม่ระหว่าง “ความรัก” กับ “ความหลง” อาจขึ้นไป “สูงส่ง” ไปอยู่ในที่อันพอเหมาะพอควร หรือลง “ต่ำ” ตกเหวหรือ “หลุมดำ” ก็เป็นได้

ในประวัติศาสตร์การเมืองของเราที่เกี่ยวกับเรื่องของ “ปราสาทเขาพระวิหาร” และ “มณฑลบูรพา” นั้น เราได้ผ่านประสบการณ์ของลัทธิชาตินิยมในสกุล “อำมาตยาเสนาธิปไตย” มาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งล่าสุดที่เผชิญหน้าเราในปัจจุบันเป็นครั้งที่ 3  ที่มีทั้งความเหมือนกับความต่างกับ 2 ครั้งแรก และถูก “ชนชั้นกลางในเมือง” ของฝ่ายตรงข้าม “ฝ่ายโค่นกับฝ่ายค้าน” นำมาใช้ในการ “โค่น” รัฐบาลสมัคร กับ “ล้ม” ระบอบทักษิณ

เรื่องของ “ลัทธิชาตินิยม” สยามประเทศไทย นี้ยาวมากกว่า 100 ปี ยาวมาก ไม่เป็นที่รับรู้กันกระจ่างนัก และก็ไม่อยู่ในตำราเรียนของกระทรวงฯ แต่ก็ทรงพลังทางการเมืองมหาศาล ทำให้ผู้คน “ดุเดือด เลือดพล่าน” ต้องฆ่าฟันกัน ต้องบาดเจ็บล้มตายกันมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง (คนที่ตายและต้องตาย ส่วนใหญ่เป็น “คนตัวเล็กๆ”) ประจักษ์พยานที่เห็นตำตาเราอยู่ใน กทม แต่อาจจะไม่ค่อยได้สังเกตกัน ก็คือ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั่นเอง

(11)
สำหรับลัทธิชาตินิยม ภาค 1 นั้น
เกิดในยุคทศวรรษ 1930s และ 1940s ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คือหลังจากที่ “คณะราษฎร” ยึดอำนาจจาก “คณะเจ้า” ได้ในปี พ.ศ. 2475 ผู้นำใหม่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหารอย่างพระยาพหลฯ หลวงพิบูลฯ หรือฝ่ายพลเรือนอย่างหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ก็เผชิญปัญหาเสถียรภาพและความมั่นคงภายในของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง “อำนาจใหม่” ปะทะกับ “อำนาจเก่า” ที่มีทั้ง “รัฐประหารซ้ำและซ้อน” ทั้ง “กบฏ” (บวรเดช) ทั้งการสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7

ดังนั้นรัฐบาลยุคนั้น จึงหันไปสร้างความคิดทางการเมืองที่เรียกว่า “ลัทธิไทยนิยม” หรือ Thai-ism ที่จะเติบโตมาเป็น “ลัทธิชาตินิยมสกุลอำมาตยาเสนาธิปไตย” (military-bureaucratic nationalism หรือ official nationalism) กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของ “ระบอบพิบูลสงคราม” ที่ “ข้าราชการทหาร ตำรวจ ศาล และพลเรือน” เป็นใหญ่
รัฐบาลปฏิบัติการในรูปแบบต่างๆ เช่น ในปี พ.ศ. 2482 จัดการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “ราชอาณาจักรสยาม” เป็น “ราชอาณาจักรไทย” เปลี่ยน Siam เป็น Thailand เปลี่ยนเนื้อร้องของเพลงชาติสยาม เป็นเพลงชาติไทย กำหนดให้ต้องชักธงชาติและยืนตรงเวลา 8 และ 6 นาฬิกา เปลี่ยนนาม “พระสยามเทวาธิราช” เป็น “พระไทยเทวาธิราช” เปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรเป็น “ไทยๆ”

ในปีต่อมา พ.ศ. 2483 รัฐบาลปลุกระดมนิสิตนักศึกษาและประชาชนให้ทำการ “เรียกร้องดินแดน” จากกัมพูชาและลาวของฝรั่งเศส คือ “มณฑลบูรพา และ “ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง” (คือประเทศลาว) จนกระทั่งเกิดสงครามทั้งทางบกและทางทะเล (ยุทธนาวีเกาะช้าง) กับฝรั่งเศส

สมัยดังกล่าว ฝรั่งเศสกำลังอ่อนแอ สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เกิดขึ้นแล้วในยุโรป กรุงปารีสถูกเยอรมันยึดครอง จัดตั้ง “รัฐบาลหุ่นเปแตง” ดังนั้นรัฐบาล “ลัทธิชาตินิยม” ของ ป. พิบูลสงคราม (และมันสมองคนสำคัญ คือ นายวิจิตร วิจิตรวาทการ หรือหลวงวิจิตรวาทการ นามเดิมว่ากิมเหลียง วัฒนปฤดา) จึงประสบชัยชนะทั้งการเมืองภายใน (ปราบและปรามฝ่ายเจ้าและฝ่ายอนุรักษ์นิยม) และในการเมืองภายนอก ที่ได้แรงสนับสนุนจากลัทธิทหารฟาสซีสต์ญี่ปุ่นมหามิตร ทำการยึด “ได้ดินแดน” มามากมาย ไม่ว่าจะเป็น “มณฑลบูรพา” หรือเมืองเสียมราฐ/เสียมเรียบ (นำมาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า จังหวัดพิบูลสงคราม) ได้เมืองพระตะบอง ได้เมืองศรีโสภณ และได้ปราสาทเขาพระวิหารมาด้วย ส่วนทางด้านลาวก็ได้นครจำปาศักด์ ได้ เมืองไซยะบูลี (นำมาเปลี่ยนชื่อให้เป็นไทยๆ ว่า จังหวัดลานช้าง สมัยนั้นตัวสะกดยังไม่มี ไม้โท)

ระบอบพิบูลสงคราม หรือ เสนาอำมาตยาธิปไตย สมัยนั้นปกครองดินแดนเหล่านี้อยู่ 5 ปี ระหว่าง 9 พฤษภาคม 2484 ถึง 17 พฤศจิกายน 2489 (1941-1946) กลายเป็นจังหวัดของ “ประเทศไทย” เมื่อมีการเลือกตั้ง สส. ก็มี สส. ของตน เช่นการเลือกตั้ง 6 มกราคม 2489 หลังสงครามโลก จังหวัดพระตะบอง ก็มี นายชวลิต อภัยวงศ์ เป็น สส. จังหวัดพิบูลสงคราม ได้นายประยูร อภัยวงศ์ จังหวัดนครจำปาศักดิ์ ได้นายสอน บุตโรบล จังหวัดลานช้าง ได้นายสังคม ริมทอง เป็นต้น และในการเลือกตั้งเพิ่มเมื่อ 5 สิงหาคม 2489 ก่อนที่จะต้อง “เสียดินแดน” เหล่านั้นไปให้ฝรั่งเศส ก็ได้นายสวาสดิ์ อภัยวงศ์ และพระพิเศษพาณิชย์ เป็น สส. ของจังหวัดพระตะบอง ในขณะที่จังหวัดพิบูลสงครามได้นายญาติ ไหวดี เป็น สส.

อนึ่ง ในช่วงของสงครามมหาเอเชียบูรพานั้น ด้วยความสนับสนุนจากลัทธิทหารฟาสซีสต์ญี่ปุ่นมหามิตร ระบอบพิบูลสงคราม ก็ส่งกองทัพนำโดยพลโทผิน ชุณหะวัณ เข้าไปยึดเมืองเชียงตุงกับเมืองพานในพม่าของอังกฤษ (แล้วนำมาเปลี่ยนชื่อให้เป็นไทยๆ ว่า สหรัฐไทยเดิม) ทางด้านภาคใต้รัฐบาลทหารไทยก็ได้รัฐมลายูของอังกฤษมาอีก คือ กลันตัน ตรังกานู ปะลิส และเคดะห์ (แล้วนำมาเปลี่ยนชื่อให้เป็นไทยๆว่า สี่รัฐมาลัย) น่าสังเกตที่ว่าในดินแดนที่ได้จากอังกฤษมานี้ ไม่มีการเลือกตั้ง สส. อย่างกรณีแรก

(12)
จะเห็นได้ว่า “ระบอบพิบูลสงคราม” ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในการสร้าง “มหาอาณาจักรไทย” ตาม “ลัทธิไทยนิยม” Thai-ism และ “ชาตินิยมสกุลเสนาอำมาตยาธิปไตย” Military-Bureaucratic Nationalism ทำให้ดูเหมือนว่า “ประเทศไทย” กำลังจะกลายเป็น “มหาอำนาจ” ในอุษาคเนย์ บดบังอำนาจของอังกฤษและฝรั่งเศส ผู้นำของรัฐบาลในสมัยนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจอมพล ป. พิบูลสงคราม และนายวิจิตร วิจิตรวาทการต่างก็มีความฝันว่า “มหาอานาจักรไทย” นั้น จะ “รวมไทย ร่วมใจ รักษาอำนาจชาติไทย” ให้ใหญ่โตทั้ง “ไทย” ในรัฐฉานของพม่า ทั้งสิบสองปันนาในจีน ทั้งสิบสองจุไทยในเวียดนาม

(สมัยนั้นสะกดคำว่า “ไทย” ด้วย ย. ยักษ์ทั้งสิ้น เพื่อทำให้เป็น “ไทยๆ” แบบชื่อของประเทศหรือราชอาณาจักรไทย หาได้แยกเป็น ไท แบบไม่มี ย. ยักษ์ไม่)

และก็ในตอนนี้นั่นแหละที่ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ถูกนำมาสู่ความสนใจและความรับรู้ของคนไทย รัฐบาลพิบูลสงคราม ดำเนินการให้กรมศิลปากร (ซึ่งในสมัยหลังการปฏิวัติ 2475 ได้หลวงวิจิตรวาทการ นักอำมาตยาเสนาชาตินิยม มือขวาของจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นอธิบดี หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) ทั้งพูด ทั้งเขียน ทั้งแต่งเพลงแต่งละคร ปลุกใจให้รักชาติ) ได้จัดการขึ้นทะเบียนให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานของไทย โดยประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2483 (เราไม่ทราบได้ว่าในตอนนั้น ฝรั่งเศสในอินโดจีนจะทราบเรื่องนี้ หรือประท้วงเรื่องนี้หรือไม่)

ในสมัยดังกล่าวนี้เช่นกัน ที่รัฐบาลพิบูลสงคราม ชี้แจงการ “ได้ดินแดน” มาต่อประชาชนว่า “ได้ปราสาทเขาพระวิหาร” มา ดังหลักฐานในหนังสือ “ประเทศไทยเรื่องการได้ดินแดนคืน” ของกองโฆษณาการงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2484 สมัยนั้น มีรูปปราสาทเขาพระวิหารพิมพ์อยู่ด้วย พร้อมด้วยคำอธิบายภาพว่า “ปราสาทหินเขาพระวิหาร ซึ่งไทยได้คืนมาคราวปรับปรุงเส้นเขตแดนด้านอินโดจีนฝรั่งเศส และทางการกำลังจัดการบูรณะให้สง่างามสมกับที่เป็นโบราณสถานสำคัญ”

(13)
แต่ก็อย่างที่เราทราบกันดีว่ามหามิตรญี่ปุ่นของไทยแพ้สงครามอย่างย่อยยับ ถูกระเบิดปรมาณู ประเทศถูกยึดครอง และสถาบันจักรพรรดิญี่ปุ่นเกือบถูกล้มล้าง ดังนั้น รัฐบาลอำมาตยาเสนาธิปไตยของจอมพล ป. พิบูลสงครามต้องตกจากอำนาจไปชั่วคราว และดังนั้น รัฐบาลไทยปีกซ้าย หรือปีกของเสรีไทยและ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ จึงต้องคืนดินแดนที่ได้มาดังกล่าวทั้งหมดให้กับฝรั่งเศสและอังกฤษไปในปี พ.ศ. 2488-89 พร้อมทั้งเสียค่าปรับจำนวนหนึ่ง และก็โชคดีที่ประเทศไม่ถูกยึดครองอย่างเยอรมนีหรือญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อยกเว้นและละเลย กล่าวคือไม่ได้มีการคืน “ปราสาทเขาพระวิหาร” ไปพร้อมกับ “มณฑลบูรพา” ทั้งนี้เพราะสถานที่ตั้งอยู่ห่างไกล หนทางทุรกันดารมากๆ ซ่อนตัวอยู่ในป่าเขา และก็ไม่มีใครสนใจนัก (ยกเว้นฝ่ายทหารที่ถือว่านี่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ มองลงไปเห็นกัมพูชาทั้งประเทศ จำต้องยึดครองเอาไว้) ฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมเอง เมื่อกลับเข้ามาได้ ก็ต้องเผชิญศึกหนัก กับสงครามกู้ชาติทั้งในเวียดนาม (โฮจิมินห์) ลาว (เจ้าสุภานุวงศ์ และไกรสอน พรมวิหาน) และกัมพูชา (นโรดมสีหนุ)

และในระยะเวลานั้นแหละ คือ หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ด้วยข้ออ้าง “คลาสสิก” ของการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ในกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ที่นำโดยพลโทผิน ชุณหะวัณ ที่เอาจอมพล ป. และระบอบพิบูลสงคราม (เจ้าเก่า) กลับมาอีกครั้งหนึ่ง และก็ในตอนนี้เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2497 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามก็ส่งกำลังทหารขึ้นไปเสริมกำลังยึดครองไว้ให้มั่น ทำให้กลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ถูกวางไว้แล้วส่งต่อให้รัฐบาลของระบอบสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 ล้มระบอบพิบูลสงคราม

(14)
และนี่ ก็นำเรามาถึง ลัทธิชาตินิยม ภาค 2
ในทศวรรษ 1960s อันเป็นสมัย “สงครามเย็น” ต่อต้านคอมมิวนิสต์ นี่เป็นสมัยของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่มีนายถนัด คอมันตร์ เป็น รมต. ต่างประเทศ ที่รับมรดก “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” และ “ระเบิดเวลา” ดังกล่าวข้างต้นมาจาก “ระบอบพิบูลสงคราม” รัฐบาลสฤษดิ์เป็นพันธมิตรอย่างเหนียวแน่นอยู่ฝ่ายของอเมริกา เป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลของพระเจ้านโรดมสีหนุที่ประกาศ “นโยบายเป็นกลาง” เมื่อกัมพูชาได้เอกราชในปี พ.ศ. 2496 (1953) อีก 6 ปีต่อมา พระเจ้านโรดมสีหนุซึ่งทรงเป็นทั้ง “กษัตริย์และพระบิดาแห่งเอกราช” และ “นักราชาชาตินิยม” ของกัมพูชา ก็ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลโลก (International Court of Justice) เมื่อ 6 ตุลาคม 2502 (1959)

รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่งตั้ง ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช (อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) เป็นทนายสู้ความ รัฐบาลสฤษดิ์ ปลุกระดมให้ประชาชน “รักชาติ” บริจาคเงินคนละ 1 บาทเพื่อสู้คดี (เข้าใจว่าเมื่อจบคดีอาจจะมีเงินหลงเหลืออยู่ ณ ที่หนึ่งที่ใดประมาณ 3 ล้านบาท ค่าของเงินในสมัยนั้น เทียบได้กับก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่ท่าพระจันทร์ตอนนั้น ชามละ 3 บาท (ตอนนี้ 30 บาท) ตอนนั้นทองคำหนัก 1 บาทราคาเท่ากับ 500 บาท (ตอนนี้ 1.4 หมื่นบาท)  

ผลที่สุดไทยก็แพ้คดีด้วยคะแนนถึง 9 ต่อ 3 สำหรับ 9 ประเทศที่ออกเสียงให้กัมพูชาชนะคดี คือ โปแลนด์ ปานามา ฝรั่งเศส สหสาธารณรัฐอาหรับ อังกฤษ สหภาพโซเวียต ญี่ปุ่น เปรู และอิตาลี

ส่วน 3 ประเทศ ที่ออกเสียงให้ไทย คือ อาร์เจนตินา จีน ออสเตรเลีย

น่าสังเกตว่าอาร์เจนตินา คือ ประเทศที่พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกเกมคณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ส่งไปเป็นทูต และมีส่วนวิ่งเต้นให้อาร์เจนตินาออกเสียงให้ฝ่ายไทย ส่วนจีนนั้น คือ จีนคณะชาติ หรือไต้หวันของนายพลเจียงไคเช็ค หาใช่จีนแผ่นดินใหญ่ของเหมาเจ๋อตุงไม่ ดังนั้น ก็ต้องออกเสียงอยู่ในฝ่ายค่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์สมัยสงครามเย็น

ว่าไปแล้วรัฐบาลไทยแพ้คดีนี้อย่างค่อนข้างราบคาบ และคำพิพากษาของศาล ก็ยึดจากสนธิสัญญาและ “เขตแดนและแผนที่” ที่ทำขึ้นหลายครั้งในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 นั่นเอง แผนที่และสัญญาเหล่านั้นขีดเส้นให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในกัมพูชาของฝรั่งเศส หาได้ใช้หลักทาง “ภูมิศาสตร์หรือสันปันน้ำ” หรือ “ทางขึ้น” ไม่ การกำหนดพรมแดนดังกล่าว รัฐบาลสยามในสมัยนั้นของรัชกาลที่ 5 และสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ได้ยอมรับไปโดยปริยายโดยมิได้มีการท้วงติงแต่อย่างใด ดังนั้นผู้พิพากษาศาลโลก ก็ถือว่าการนิ่งเฉยเท่ากับเป็นการยอมรับหรือ “กฎหมายปิดปาก” ซึ่งไทยก็ต้องแพ้คดี นั่นเอง (โปรดดูสรุปย่อคำพิพากษาของศาลโลกเป็นภาษาอังกฤษได้จาก http://www.icj-cij.org/docket/files/45/12821.pdf  

กล่าวโดยย่อ ปราสาทเขาพระวิหาร ตกเป็นของกัมพูชาหรือ “เป็นของเขา” ทั้งจากทางด้านประวัติศาสตร์-โบราณคดี และทางด้านนิติศาสตร์ ข้ออ้างของฝ่ายไทยเราทางด้านภูมิศาสตร์ คือ ทางขึ้นหรือสันปันน้ำ นั้นหาได้รับการรับรองจากศาลโลกไม่ แต่คดีปราสาทเขาพระวิหาร ก็มีผลกระทบอย่างประเมินมิได้ต่อจิตวิทยาของคนไทย ที่ถูกปลุกระดมด้วยวาทกรรมของ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” และ “การเสียดินแดน”

(15)
ขอกล่าวขยายความไว้ตรงนี้ว่าวาทกรรมของ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” และ “การเสียดินแดน” ครั้งนี้ถูกสร้างและ “ถูกผลิตซ้ำ” มายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว เริ่มด้วยกระบวนการสร้างจิตสำนึกใหม่ว่าทั้ง “เขาและปราสาทพระวิหาร” เป็น “ของไทย” หรืออย่างน้อย “พวกทำงานสร้างปราสาทเหล่านี้ อาจมีคนไทยปนอยู่ด้วยเป็นจำนวนมากก็ได้” (ม.จ. จงจิตรถนอม ดิศกุล) หรือขยายความการตีความประวัติศาสตร์ ให้ไทยมีความชอบธรรมในการครอบครองเขาพระวิหารยิ่งขึ้น มีการเสนอความคิดว่า “ขอมไม่ใช่เขมร” ดังนั้น เมื่อ “ขอม” มิได้เป็นบรรพบุรุษของเขมรหรือขะแมร์กัมพูชา ประเทศกัมพูชานั้นก็ไม่ควรมีสิทธิจะครอบครองปราสาทเขาพระวิหาร นี่คือ “วาทกรรม” อันเป็นส่วนหนึ่งของ “หลุมดำ-ประวัติศาสตร์แผลเก่า-ประวัติศาสตร์ตัดตอน”

วิธีการตีความประวัติศาสตร์ที่ก่อให้เกิดจิตสำนึกว่าเป็น “ของไทย-ของเรา” แบบนี้ จะพบในงานเขียนมากมายของยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานของ ปรีดา ศรีชลาลัย, น. ณ ปากน้ำ, พลูหลวง รวมทั้งของบุคคลสำคัญที่มีงานเขียนเชิงประชาสัมพันธ์ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” เช่น “นายหนหวย” เป็นต้น และยังถูกถ่ายทอดต่อมาในวงการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีของหลายสถาบัน (จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ และศิลปากร ฯลฯ) รวมทั้งปรากฏอยู่เป็นประจำในงานสื่อสารมวลชน นสพ. รายวัน รายการวิทยุและทีวีโดยทั่วๆไปอีกด้วย

(16)
เมื่อฝ่ายไทยแพ้คดีในปี 2505 สมัยนั้นถ้าบ้านเมืองมีประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง และที่สำคัญ ถ้ามี “พรรคฝ่ายค้าน” รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ก็คงล้มครืนไปแล้ว แต่รัฐบาลกลับหาความสนับสนุนด้วย “การปลุก” กระแสลัทธิชาตินิยม ให้นักเรียนนักศึกษาประชาชนเดินขบวนอยู่เกือบครึ่งเดือน เดินขบวนกันเกือบทั่วประเทศ ในกว่า 50 จังหวัด (สมัยนั้นประเทศไทยมี 71 จังหวัด) ไทยแพ้คดีเมื่อ 15 มิถุนายน 2505 แต่จอมพลสฤษดิ์ ก็นิ่งเงียบอยู่ถึง 19 วัน ปล่อยให้รัฐมนตรีของท่าน เช่น จอมพลถนอม จอมพลประภาส หรือนายถนัด คอมันตร์ ออกมาพูดแทน จนกระทั่งถึงวันที่ 4 กรกฎาคม จึงได้ออกมาปราศัยทางวิทยุและทีวีพร้อมด้วยน้ำตา ยอมรับคำตัดสินของศาลโลก (การดึงเรื่องไว้ถึง 19 วันนั้น ก็อาจเนื่องมาจากสุขภาพของจอมพลสฤษดิ์เอง และเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จเยือนประเทศมาลายา และก็อาจจะเนื่องต้องปรึกษากับทางรัฐบาลของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ซึ่งเป็นมิตรร่วมรบในสงครามอินโดจีนสมัยนั้น)

สมัยนั้น ภายใต้ “ระบอบสฤษดิ์” การเดินขบวนเป็นเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรงของ “คณะปฏิวัติ” แต่รัฐบาลก็กระซิบผ่านมายังผู้บริหารมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ อย่างจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ (สมัยนั้น มธ. มีจอมพลถนอม กิตติขจรเป็นอธิการบดี และมี ดร. อดุล วิเชียรเจริญเป็นเลขาธิการ สมัยนั้นยังไม่มีตำแหน่งรองอธิการบดี สมัยนั้น มธ. มีนายชวน หลีกภัย เป็นนักศึกษา เป็นทีม “งิ้วธรรมศาสตร์” สมัยนั้นยังมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนักศึกษานักโต้วาที นักจัดขบวนการแปรอักษรบนอัฒจันทร์เชียร์บอลประเพณี และเป็นนักเขียนค่าย “สยามรัฐ” เป็นไม้เบื่อไม้เมากับ ดร. อดุล วิเชียรเจริญ) รัฐบาลและผู้บริหารมหาวิทยาลัย สนับสนุนให้นิสิตนักศึกษา “ขออนุญาต” และนำประชาชนออกไปเดินขบวนกันในถนนราชดำเนิน ร้องเพลงปลุกใจ “รักเมืองไทย ชูชาติไทย”

กล่าวโดยย่อ ผู้คนในประเทศของเราที่เป็น “ขิงแก่” ที่มีอายุตั้งแต่ 80 ปีเรื่อยลงมาถึง 50-60 ปีที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน รวมแล้วได้ 3-4 ชั่วอายุคนนั้น ต่างก็บริจาคเงินอย่างน้อยคนละ 1 บาทเพื่อสู้คดีปราสาทเขาพระวิหารกันทั้งนั้น ต่างก็เติบโตมาด้วยการถูก “ปลุกระดม” ด้วยกระแส “ลัทธิชาตินิยม” สกุล “อำมาตยาเสนาธิปไตย” ที่ออกไปเดินขบวนประท้วงมาแล้วทั้งสิ้น ในขณะเดียวก็สร้างความเกลียดชังต่อพระเจ้านโรดมสีหนุ และกับคนกัมพูชาโดยทั่วๆไป กลายเป็น “สนิมคาใจ” หรือเป็น “ประวัติศาสตร์แผลเก่า” เป็น “ประวัติศาสตร์ตัดตอน” หมักหมมคั่งค้างอยู่อย่างยากที่จะเยียวยา

และดังนั้น ในการปลุกระดมใหม่ครั้งล่าสุดในภาค 3 ของ “ชนชั้นกลางในเมือง” ที่เป็นฝ่ายโค่นและฝ่ายค้าน นำ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” มาผนวกกับ “ราชาชาตินิยม” เพื่อโจมตีและ/หรือเพื่อล้มรัฐบาลนอมินีของคุณสมัคร สุนทรเวช กับระบอบทักษิณ จึง “จุดปุ๊บติดปั๊บ” แต่ก็น่าตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ในยุคสมัยที่อินโดจีนถูกเปลี่ยนจาก “สนามรบให้เป็นตลาดการค้า” พรมแดนระหว่างไทยกับลาว กับกัมพูชา และกับเวียดนาม เปิดอย่างโล่งโจ้ง มีการไปมาหาสู่ การท่องเที่ยว การค้าการลงทุนอย่างมากมายมหาศาล คนรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับ “รักแห่งสยาม” หรือ “สบายดีหลวงพระบาง” จะเข้าร่วมกับขบวน “ลัทธิชาตินิยม” สกุลอำมาตยาเสนาธิปไตย ที่ถูกนำมาผนวกเจือปนกับ “ราชาชาตินิยม” ครั้งนี้หรือไม่

(17)
สรุป เราจะเห็นได้ว่าวาทกรรมของ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” และ “การเสียดินแดน” นั้นถูกสร้าง ถูกปลุกระดม ถูกผลิตซ้ำมาเป็นระยะเวลา 3-4 ชั่วอายุคน ฝังรากลึกมาก ดังนั้น ประเด็นนี้จึงกลายเป็น “ร้อนแรง-ดุเดือด-เลือดพล่าน” จุดปุ๊บติดปั๊บขึ้นมาทันที “5 พันธมิตรฯ” ดูจะได้อาวุธใหม่และพรรคพวกเพิ่มในอันที่จะรุกรบให้แพ้ชนะกันให้เด็ดขาด นำเอาเวอร์ชั่นของ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” มาคลุกผสมกับ “ “ราชาชาตินิยม” ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในขณะที่รัฐบาลนอมินีสมัคร และระบอบทักษิณ ก็ต้องเผชิญกับศึกหนัก จะอยู่หรือจะไป และที่สำคัญที่สุดก็คือ “ชาติบ้านเมือง” ของเราจะเป็นอย่างไร

(18)
ในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา
ก.
ที่เราเคยวิตกกันว่า เรื่องการขึ้นมรดกโลกของ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ของกัมพูชา จะบานปลายไปเป็นการเมืองระหว่างไทยและกัมพูชา รุนแรงจนขั้นแบบเผาสถานทูต ปิดการค้าชายแดน กลายเป็นการเมืองภายในของกัมพูชา (ที่จะมีการเลือกตั้ง 27 กรกฏานี้) นั้น ดูจะเบาบางลงไปทันทีที่องค์การ Unesco
ประกาศให้เป็นมรดกโลกไปเฉพาะตัวปราสาท กลายเป็นชัยชนะอันชื่นมื่นของ “ลัทธิชาตินิยมกัมพูชา” ที่มีหัวใจอยู่ที่ “ปราสาท” และมีธงชาติเป็นรูป “ปราสาทนครวัด” มีประโยคแรกของเพลงชาติว่า ขะแมร์กัมพูชาเป็นชาติเก่าแต่โบราณที่สร้างปราสาทศิลา

ข.
แต่วิกฤตครั้งนี้ ทั้งไทยกับกัมพูชา จะถือเป็นโอกาสที่จะตระหนักว่าต้องอยู่ร่วมกันโดยสันติ ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านพรมแดนยาว 800 กม. เป็นสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ตกลงจัดการเรื่องของเขตแดนและแผนที่ให้เรียบร้อยเสียทีไม่ได้หรือ ตกลงบริหารจัดการทั้งปราสาทและทั้งเขาพระวิหารให้เป็นมรดกของมนุษยชาติร่วมกัน (เอี่ยว) แบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน ทำให้เป็นเรื่องของ Cultural and Business Management แทนที่จะเป็น Politics of Khmer-Thai Nationalism

ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความสมานฉันท์อาเซียน เพื่อคนไทย/คนไท คนกัมพูชา คนลาว คนกูย คนขะแมร์ คนอีสาน คนกำหมุ คนแต้จิ๋ว คนมอญ เขมร แคะ กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหลำ จาม ชวา มลายู ซาไก มอแกน ทมิฬ เปอร์เซีย ปาทาน อาหรับ ฮ่อ พวน ไทดำ ผู้ไท ขึน เวียด ยอง ลั๊วะ ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ปะหล่อง มูเซอร์ อะข่า ขะมุ มลาบรี ชอง ญากูร์ ฝรั่ง (ชาติต่างๆ) แขก (ชาติต่างๆ) ลูกครึ่ง ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

ในแง่ของการเมืองภายใน ดูจะน่าวิตกเสียมากกว่า ทั้งนี้ เพราะได้เกิดความแตกแยกเป็นสีๆ เป็นก๊กเป็นเหล่าถึง “สามหรือโป๊ยก๊ก” ด้วยซ้ำไป

คำถามที่ต้องการคำตอบในขณะนี้ คือ

-รัฐบาลสมัครจะลาออกหรือล้มหรือไม่ คุณสมัครจะหนังเหนียว เป็นแมว 9 ชีวิตหรือไม่
-พันธมิตรจะรุกต่อหรือจะต้องถอย
-รัฐบาลจะยุบสภาหรือไม่
-จะเกิดการนองเลือดหรือไม่
-ทหารจะปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจอีกหรือไม่
-กระบวนการตุลาการภิวัตน์-ฝ่ายศาล จะได้ผลตามที่คาดหวังกันไว้ หรือจะถูกทำให้เสียเครดิตดังเช่นฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร หรือจะ “เกี้ยเซี้ย” รักสามัคคี สมานฉันท์ แตกต่าง หลากสีกันได้ ไม่มีเพียงสีเหลือง กับสีแดง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 4
วันดี Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 1017
เข้าร่วมเมื่อ: 07 Sep. 2002

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Jul. 2008,16:40 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

พิภพ อุดร

ในขณะที่กัมพูชามองเรื่องเศรษฐกิจ แต่ไทยกลับปลุกเร้าเรื่องดินแดน และอธิปไตย จุดยืนของไทยนั้นเสี่ยงต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเสี่ยงต่อการเสียโอกาสของการลงทุน คำถามคือ ประเทศส่วนใหญ่ในโลกอยู่ตรงไหน มุมมองแบบไหนที่เขารับได้


ดร. พิภพ อุดร: มองจากมุมการบริหารจัดการ ไทยอยู่อย่างไรในสังคมโลก
ผมมี 3 ประเด็น คือ เหรียญคนละด้านของเงินคนละสกุล นั่นคือมุมมองของไทยและกัมพูชาต่อเรื่องเขาพระวิหารนั้นต่างกัน ประเด็นที่ 2 คือประวัติศาสตร์ช่วงใกล้ๆ คือ2544 – ปัจจุบัน และประเด็นสุดท้าย คำถามที่ยังค้างคาและข้อสรุป

เขาพระวิหาร เหรียญสองด้านของเงินคนละสกุล เมื่อไทยมองเรื่องอธิปไตยและดินแดน แต่กัมพูชามองเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ
ประเด็นแรก ทำไมไทยกับกัมพูชาจึงมองเรื่องนี้เป็นเหรียญคนละด้าน ประเทศไทยนั้นมองแค่ 2 ประเด็นคือ เรื่องการเสียดินแดนและอำนาจอธิปไตย แต่เราไม่ได้ยินเรื่องนี้จากกัมพูชา เพราะสำหรับกัมพูชาแล้ว เขาพระวิหารนั้นไม่ใช่ประเด็นเรื่องดินแดนและอธิปไตยแต่หมายถึงคือมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ

จริงๆ แล้วการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้นเป็นการเดินหน้าไปตามยุทธศาสตร์ 4 เหลี่ยมเศรษฐกิจ (จตุโกณ)ของสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาซึ่งประกอบไปด้วย 1.เรื่อง การเติบโต ทางเศรษฐกิจ 2.การสร้างงาน 3.ความเสมอภาค และ 4.เสรีภาพ นี่คือเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของกัมพูชา (Cambodia Millennium Development Goal) ภายใต้การสนับสนุน UNDP

ฉะนั้นความหมายแปลว่า ปราสาทเขาพระวิหารซึ่งขณะนี้ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ของยูเนสโก แปลว่า สนามบินใหม่ กระเช้าไฟฟ้า โรงแรม กาสิโน การจ้างงาน 300,000 กว่าราย เงินรายได้ 2,000 ล้านเหรียญจากการท่องเที่ยว นี่คือสิ่งที่กัมพูชามอง

ถามว่าทำไมมองอย่างนั้น เขาพระวิหารนั้นเป็นลำดับที่ 2 ของกัมพูชา ถ้าเราไปดู นครวัดซึ่งขึ้นทะเบียนไปเมื่อปี 2535 เฉพาะค่าเข้าชมอยู่ประมาณ 1,000 กว่าล้านบาทไม่รวมค่าที่พัก ใช้จ่าย ของที่ระลึก ร้านอาหาร ฯลฯ ซึ่งเฉลี่ยแล้วนักท่องเที่ยวใช้จ่ายต่อหัวนักท่องเที่ยวคือ 600 - 700 เหรียญต่อวัน ดังนั้น มรดกโลกคือเขาพระวิหารนั้นคือเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชา อย่าลืมว่ารายได้หลักของกัมพูชามาจากการท่องเที่ยว ซึ่งนี่มีความหมายมากสำหรับกัมพูชาซึ่งประชาชนประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน

ดังนั้น ความหวังที่เกิดขึ้นจากการที่ปราสาทเขาพระวิหารได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกก็คือ รายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นจาก 1.4 ล้านเป็น 3.4 ล้าน ภายในปี 2553 สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเป็น 2,000 ล้านเหรียญ คือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จะสร้างงานเพิ่มขึ้น 360,000ราย ตามแผนปฏิบัติการการท่องเที่ยว และผลักดันให้กัมพูชาเป็นเป้าหมายของการท่องเที่ยว แปลว่าถ้ามาอุษาคเนย์ต้องแวะกัมพูชา

ถามว่าทำไมต้องผลักดันขนาดนี้ เอาเข้าจริงแล้วรัฐบาลกัมพูชานั้นมีการจัดการด้านนโยบายที่ดีมาก เพราะกัมพูชาเข้าไปเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เมื่อปี 2547 ซึ่งผลคือการถูกยกเลิกการนำเข้าโควตาสิ่งทอ ซึ่งเป็นรายได้หลักของกัมพูชาคือประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นกัมพูชาจึงมองว่า การท่องเที่ยวจะเข้ามาชดเชย ปราสาทเขาพระวิหารจึงได้รับการเสนอชื่อเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2549 ใช้เวลา 2 ปี มาจบลงในปี 2551 เรียกได้ว่ากัมพูชาสามารถจัดการประเทศตามแนวยุทธศาสตร์ได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทย ยุทธศาสตร์ไทยทุกวันนี้ท่านอาจนึกไม่ออก

แล้วรายได้จะเกิดขึ้นอย่างที่คาดการณ์จริงหรือไม่ ข้อมูลสถิติจากองค์กรการท่องเที่ยวโลก World Tourism Organization ระบุว่าเมื่อใดก็ตามที่สามารถจดทะเบียนสถานที่เป็นมรดกโลก โอกาสที่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นมีประมาณ 4-10 เท่าตัว ตัวอย่างเช่น ป่าดงพญาเย็นปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 20 -30 เปอร์เซ็นต์ เกิดโรงแรมใหม่ๆ เกิดรายได้และการลงทุนในด้านต่างๆ มรดกโลกจึงแปลว่ามหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ ในความหมายของการพัฒนา


ทำไมไม่ขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกัน
คำถามต่อมาคือ แล้วทำไมไม่ขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกัน คำถามนี้จะต้องแบ่งเป็น 2 ช่วงคือก่อนปี 2547 และ ปี 2548 เป็นต้นมา

ก่อนปี 2547 มีเรื่องสำคัญคือประเทศไทยและกัมพูชามีมติคณะรัฐมนตรีร่วมกันเมื่อ 2546 ว่าทั้งสองประเทศจะร่วมกันพัฒนาเขาพระวิหาร เพื่อประโยชน์ด้านการส่งเสริมท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ตลอดจนพัฒนาปริมณฑลรอบปราสาทเขาพระวิหารเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมทั้งเพื่อให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่างไทยกับกัมพูชา

ปี 2546 มีมติคณะรัฐมนตรีร่วมอย่างชัดเจน แล้วฝ่ายไทยก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 3 ชุด ชุดที่ 1 คือกรรมการร่วมเพื่อพัฒนาเขาพระวิหาร มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน มีอนุกรรมการสองชุด คือ อนุกรรมการบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทเขาพระวิหาร และคณะอนุกรรมการวางแผนการพัฒนาร่วมเขาพระวิหาร ประธานคือ คุณบัณฑิต โสตถิพลาฤทธิ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ

แล้วในปี 2547 ก็มีแถลงการณ์ความคืบหน้าเรื่อยมา ว่ามีความคืบหน้ามาเป็นลำดับ และปี 2547 ก็เกิดเหตุการณ์ที่สำคัญมากๆ คือการที่เราตัดสินใจให้ความช่วยเหลือสร้างถนนในกัมพูชา 3 เส้น คือ เส้นทางหมายเลข 48 ตราด-เกาะกง เป็นระยะทาง 153 กิโลเมตร เราลงทุนสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามแม่น้ำ และให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่กัมพูชา ถนนเส้นที่สองคือเส้นทางหมายเลข 67 ช่องสะงำ ศรีสะเกษ – เสียมเรียบ 157 กิโลเมตร ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะจะไปเชื่อมที่เส้น 68 และ 64 ไปจบที่กำปงธม ถนนสามเส้นนี้ สอดรับกับนโยบายของสมเด็จฮุนเซ็นเรื่องสามเหลี่ยมการท่องเที่ยว คือพระวิหาร เสียมเรียบ และกัมปงธม เป็นจุดที่รัฐบาลกัมพูชาต้องการโปรโมทให้เป็นสามเหลี่ยมการท่องเที่ยว และรับบาลไทยก็ยังเสนอว่าจะช่วยเรื่องถนนถนนหมายเลข 38 คือจากสุรินทร์ ไปเสียมเรียบ ถ้าท่านดูเผินๆ ก็เห็นว่าการพัฒนาพวกนี้มีประโยชน์กับไทยมาก และสิ่งที่ทำทั้งหมดก็สอดคล้องกับเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจของสามประเทศที่เรียกว่า สามเหลี่ยมมรกต คือไทย กัมพูชา และลาว ไทยคือฝั่งศรีษะเกษ อุบลราชธานี และยังเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี คือ ไทย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม รวมไปถึงเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ The Greater Mekong ซึ่งประกอบไปด้วยไทย กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และจีน

ความร่วมมือเหล่านี้ทำให้การค้าระหว่างไทยกับกัมพูชาเติบโตอย่างมาก มูลค่าการค้าไทย-กัมพูชาประมาณ 48,000 ล้าน โดยที่ไทยได้ดุลการค้าประมาณ 70เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นหากเกิดปัญหาขึ้น รายได้ที่เราได้กำไรตรงนี้จะเกิดอะไรขึ้น

เมื่อย้อนไปดู เราพบว่ามีมติคณะรัฐมนตรีร่วม มีการตั้งคณะกรรมการแต่แล้วจู่ๆ ปี 2549 กัมพูชาก็อ้างขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียวโดยอ้างคำตัดสินของศาลโลก

และในทางปฏิบัติ ถ้าผมพูดอย่างคนที่จัดการเรื่องการลงทุน และกัมพูชาเขาพอใจกว่า เพราะเมื่อไหร่ก็ตาม เมื่อเขาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเฉพาะตัวปราสาท แต่บริเวณโดยรอบไม่ถูกคุม โรงแรม ศูนย์การค้า กระเช้าลอยฟ้า ไม่ถูกควบคุม ฉะนั้นกัมพูชาต้องแฮปปี้แน่ ถ้าขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว แต่คำถามคือ

1 ทำไมกัมพูชากล้าขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว ในเมื่อมีการตลกลงความร่วมมือกับเราที่มีมายาวนาน และสวนมติครม.ร่วม

2 รัฐบาลไทยทราบหรือเปล่า เขายื่น มกราคม 2549

และข้อ 3 คือแล้วรัฐบาลไทยทำอะไรหรือเปล่า คำตอบทั้งหมดมันอยู่บนคำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศทั้งหมด

1 เม.ย. 2548 ดร. กันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่กัมพูชา พูดว่า “ไทยยินดีที่จะช่วยผลักดันให้เขาพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และจะดำเนินการพัฒนาเขาพระวิหาร และฝ่ายไทยจะให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชาในการบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทเขาพระวิหารต่อไป”

ปี 2549 รัฐมนตรีต่างประเทศคนเดิมพูดว่า ไทยได้รับแจ้งจากฝ่ายกัมพูชาว่า องค์การมรดกโลกจะประกาศให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกในปีนี้ ดังนั้นไทยจะร่วมมือกับกัมพูชาในการบูรณะเขาพระวิหารต่อไป

สิงหาคม 2549 ก่อนเกิดรัฐประหาร พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปเยือนกัมพูชา ไปเจรจาเรื่อง การเชื่อมโยงเครือข่ายการคมนาคมทางบก สองเจรจาเรื่องการแบ่งเขตแดนทางทะเล และพื้นที่ทับซ้อนเพื่อให้ทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงและช่วยกันกันสำรวจและใช้ทรัพยากรใต้ทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในยามที่เกิดวิกฤตพลังงาน ประเด็นนี้ คือเจรจาเรื่องเขตแดนทางทะเลเพราะบริษัทเชฟรอนของสหรัฐนั้นสำรวจพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งขณะนี้สำรวจไป 7 แหล่ง ซึ่งหากข้อของ WTO และ UN ถูกต้อง คาดว่าจะมีน้ำมัน 2,000 ล้านบาร์เรล และมีก๊าซอีกล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

กันยายน 2549 เกิดรัฐประหาร

ตุลาคม 2549 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีและคณะไปกัมพูชายืนยันว่าจะยังคงให้ความช่วยเหลือกัมพูชา ยืนยันเรื่องการให้ความช่วยเหลือการสร้างถนนทั้งสามสายคือ สาย48 ,67 และ 68 จะยังให้ความช่วยเหลือต่อไป และกำชับให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปเจรจาต่อ สำหรับการการเปิดช่องทางที่บริเวณช่องทางเข้าเขาพระวิหาร ไทยยินดีที่กัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก

ตุลาคม 2549 รัฐบาลไทย รับทราบว่ามีกัมพูชายื่นขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเรียบร้อยแล้ว

2550 มีการประชุมเรียบร้อย และประกาศว่าไทยและกัมพูชาจะร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ไทยเห็นพ้อง และพึงพอใจ....นี่คือข้อแถลงจากกระทรวงการต่างประเทศ

กรกฎาคม 2550 ดร. มนัสพาสน์ ชูโต เชิญประชุมหน่วยงานราชการไทยที่เกี่ยวข้อง บอกว่าทางการไทยสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารมรดกโลกมาโดยตลอด และขอให้หน่วยงานราชการแสดงความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือร่วมมือ

สิงหาคม 2550 ดร. มนัสพาสน์ ชูโต บอกว่าประเทศไทยยอมรับคำเชิญของรัฐบาลกัมพูชาที่จะเป็นกรรมการร่วมระหว่างประเทศ ประเทศไทยรับรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2550 และตอบรับเป็นกรรมการร่วมฯ ไปตั้งแต่นั้น

มีนาคม 2551 คุณสมัคร สุนทรเวชไปเยือนกัมพูชา และยืนยันว่านายกฯ กัมพูชายืนยันว่าเป็นการขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้นโดยไม่เกี่ยวข้องกับเขตแดนไทยและกัมพูชาเด็ดขาด

พฤษภาคม 2551 นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปกรุงปารีสและยืนยันว่าไทยสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก

ที่ไล่เลียงมาก็คือรัฐบาลไทยทราบเรื่องมาตลอด จุดยืนของไทยนั้นให้เขาพระวิหารขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว ผ่านมา 3 รัฐบาล ทั้งหมดที่รัฐบาลไทยพูดแปลว่า ยินดี เชิญขึ้นทะเบียนไปเลย.... แล้วเราทำอะไร ยุทธศาสตร์ของไทยก็คือ เมื่อคุณขึ้นทะเบียนแล้ว เราขอเข้าร่วมพัฒนาพื้นที่และลงทุนเพราะมองว่า การขึ้นทะเบียนกับดินแดนนั้นเป็นคนละเรื่องกัน

แต่ที่น่าสนใจก็คือหลังจากดำเนินนโยบายมาอย่างต่อเนื่องมา 3 รัฐบาลแล้ว ศาลปกครองก็มีคำสั่งให้คุ้มครองมติครม. ที่ไปออกแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่าแถลงการณ์ร่วมเป็นสนธิสัญญา ปรากฏการณ์นี้ สะท้อนอำนาจตุลาการที่อยู่เหนืออำนาจฝ่ายบริหาร นี่เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

คำถามที่ผมยังค้างคาใจคือ การเจรจามาถึงปี 2547 เป็นประเด็นความร่วมมือระหว่างสองประเทศตลอดมา แต่เมื่อปี 2548 เปลี่ยนหมดเลย คำถามคือเหตุใดรัฐบาลไทยจึงยินยอมและยินดีให้รัฐบาลกัมพูชาขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว ทำไมจึงยอมให้เปลี่ยนจากมติ ครม. ร่วม คำถามคือเกิดการเปลี่ยนแปลงตอนไหนเพราะอะไร นี่คือคำถามสำคัญที่ยังต้องหาคำตอบ

เหรียญด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา นั้นประสบความสำเร็จ แต่เหรียญด้านไทย !!!?
ประเด็นสุดท้ายคือกัมพูชามีความรุดหน้าอย่างมาก ในการระดมความช่วยเหลือมาพัฒนาเศรษฐกิจ ในขณะที่รัฐบาลไทยไม่ได้แสดงให้เห็นการเตรียมตัวถึงความต่อเนื่องในเรื่องการลงทุน นี่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ มิหนำซ้ำยังพาตัวเองมาอยู่ในสถานะของการเรียกร้อง ทวงคืน สิ่งที่ไม่ได้เป็นของเรามาเป็นเวลา 46 ปี เราบอกว่า ขอสงวนสิทธิไม่ทำตามคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่เราบอกว่า กัมพูชาต้องฟังศาลปกครองของไทย ในขณะที่กัมพูชามองเรื่องเศรษฐกิจ แต่ไทยกลับปลุกเร้าเรื่องดินแดน และอธิปไตย 2 ประเทศจึงมองคนละด้าน

คำถามคือ ประเทศในโลกส่วนใหญ่อยู่ตรงไหน มุมมองไหนที่เขารับได้ จุดยืนของไทยนั้นเสี่ยงต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เสี่ยงต่อการสูญเสียโอกาสในการลงทุน รวมทั้งความปลอดภัยของคนไทยกว่า 1,500 ชีวิตที่ลงทุนทำธุรกิจอยู่ในกัมพูชาทั้งโรงแรม ร้านอาหาร อุตสาหรรมเกษตร เหมืองแร่

จากนี้ไทยต้องทำอะไร ผมคิดว่า การขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้น สะท้อนความสำเร็จของรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งหากเรามองว่าเหรียญด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา นั้นประสบความสำเร็จ แต่เหรียญด้านไทย กลับไม่สามารถแสดงจุดยืนได้เพราะสิ่งที่รัฐบาลไทยเพียรย้ำแม้จะถูกต้องตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ผมว่ามันสะท้อนต้นทุนความน่าเชื่อถือทางสังคมที่ต่ำมากของรัฐบาล

ท้ายสุด สิ่งที่น่ากังวลคือสิ่งที่ตกค้างคือการปลุกระดมของพันธมิตรฯ ก็คือบาดแผลทางประวัติศาสตร์ เพราะมันจะลุกลามไป ผมเรียนว่าหากบาดแผลระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเกิดซ้ำ เมื่อนั้นประโยชน์ของตัวหมากต่างๆ ก็ย่อมไร้ค่า
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 5
เมยาณี Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 111
เข้าร่วมเมื่อ: 11 Oct. 2006

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 19 Jul. 2008,10:22 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

น่าอ่านมากเลยค่ะ พี่วันดี
ขอบคุณที่นำมาให้อ่านค่ะ EM133.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 6
วันดี Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 1017
เข้าร่วมเมื่อ: 07 Sep. 2002

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 19 Jul. 2008,10:22 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

สุรชาติ บำรุงสุข

ปัญหาเขาพระวิหาร ทางรัฐศาสตร์มีสี่ประเด็น 1.การกำหนดเส้นเขตแดนของสยาม 2.การรับคำตัดสินของศาลระหว่างประเทศเมื่อปี 2505 3.ปัญหาการสงวนสิทธิของรัฐบาลไทย ปี 2505 และ 4.ปัญหาการสงวนเส้นเขตแดนของรัฐบาลไทย ปี 2505

เวลาอธิบายปัญหาเขาพระวิหาร จะเจอปัญหาใหญ่หนึ่งคือ เวลาเราพูดถึงปัญหากรณีเขาพระวิหาร แต่สังคมไทยกำลังพูดถึงกรณีทักษิณ (ชินวัตร) บวกสมัคร (สุนทรเวช) และเขาพระวิหาร เพราะฉะนั้น ต้องแยกวาทกรรมสองชิ้นนี้ออกจากกันให้ได้

ขอแย้ง อ.ชาญวิทย์ว่า ในอดีต เหนือปราสาทพระวิหารไม่ใช่องค์เทพอย่างที่ อ.ชาญวิทย์พูด แต่คือธงฝรั่งเศส เหนือปราสาทพระวิหาร หลังปี 05 คือ ธงชาติกัมพูชา เราเคยพยายามปักธงชาติไทย ปี 2505 จะเห็นคำสั่งที่จอมพลประภาส (จารุเสถียร) สั่งให้ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยเอาธงขึ้นไปปัก แต่เมื่อคำตัดสิน เมื่อมิถุนายน 2505 ออกมาเราต้องเอาธงลง

และต้องย้อนต่อนิดหนึ่งว่า วันนี้เวลาพูดเรื่องนี้ต้องตระหนักว่าพูดในบริบทของการเมือง ซึ่งไม่รู้จะเรียกว่าอะไร หลายคนเรียกการเมืองใหม่ 70:30 ตุลาการภิวัตน์ แล้วเรากำลังมีการทูตใหม่ คู่ขนานกับการเมืองใหม่ ในอนาคต การทำความตกลงทุกอย่างรวมถึงการออกแถลงการณ์ร่วมจะถูกกำหนดให้เป็นสนธิสัญญา เป็นมิติที่นักเรียนรัฐศาสตร์ที่เรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องตั้งหลักใหม่ทั้งหมด ถ้าเป็นอย่างนี้ อนาคตประชาธิปไตยไทยไม่ใช่ตรวจสอบและถ่วงดุล แต่ผมคิดว่า เรากำลังเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและเกินดุล คือไม่มีดุลพินิจแล้ว ยกเว้นแต่ในอนาคตเราจะเอากระทรวงต่างประเทศไปไว้อยู่ใต้สถาบันตุลาการ และให้สถาบันตุลาการเป็นคนปกครองแทน

ประเด็นหลักสี่ประเด็น สังคมไทยวันนี้ต้องเริ่มตั้งสติ มีคำพุทธอยู่คำหนึ่ง คือ โยนิโสมนสิการ

อ.พนัส เป็นนิสิต ปี 4 ตอนเกิดเรื่องเขาพระวิหาร ผมเป็นนักเรียน ป.1 ผมไม่ได้เดินขบวนครั้งแรกในชีวิตด้วยเรื่อง 14 ตุลา 2516 แต่เดินขบวนด้วยด้วยคำสั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรียกร้องเขาพระวิหารคืน เมื่อปี 05 คนยุคผมมีตะกอนใจค้าง อ.ชาญวิทย์ใช้คำว่า แผลเก่า แต่ผมคิดว่า แผลเขาพระวิหาร มันไม่เก่า แต่ก็ไม่ใช่แผลสด มันเป็นแผลกลางเก่ากลางใหม่ ที่ตกค้างอยู่กับคนไทยที่อายุประมาณ 50 ปีขึ้น จะจำได้ดี มีตัวอย่างคือ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 51 อ.สุเนตร ชุตินธรานนท์ จัดเสวนาเรื่องเขาพระวิหาร มีผู้ฟังที่เป็นผู้ใหญ่กว่าผม ฟังเสร็จแล้วยกมือเรียกร้องให้เอาเขาพระวิหารคืน เรียนตรงๆ ว่าตกใจ เพราะถ้าจะอธิบายเรื่องนี้ เริ่มแรกต้องเคลียร์กันก่อนด้วยสติ โยนิโสมนสิการ คือต้องเรียนรู้ที่จะเห็นรากเหง้าของปัญหา  

ปัญหาทั้งหมด เริ่มด้วยการกำหนดเส้นเขตแดนของสยาม อดีต สยามไม่มีเส้นเขตแดน วันนี้ เปิดหนังสือเรียนของลูกๆ จะเห็นหนังสือแผนที่ของนายทองใบ แตงน้อย จะมีภาพระบายสีอาณาเขตของกรุงสุโขทัย อาณาเขตของอยุธยา ถามจริงๆ ว่า มันเป็นเขตแดนจริงหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ เพราะเขตแดนยังไม่เกิด รัฐในยุโรปก่อตัวเป็นรัฐ หรือที่เรียกว่าประเทศ ในยุคสมัยใหม่จริงๆ เมื่อ ค.ศ. 1648 ประมาณ พ.ศ. 2100 เศษๆ ถึงเริ่มก่อกำเนิดความเป็นประเทศขึ้น และเริ่มมีคำถามที่รัฐบาลที่มีประชาชนอยู่ในอำนาจการปกครอง ต้องตอบว่า อำนาจนี้สิ้นสุด ณ จุดใดในภูมิศาสตร์ หรืออำนาจที่รัฐมีนั้นสิ้นสุดตรงไหน หลายประเทศมีสภาพทางธรรมชาติเป็นตัวแบ่ง ถ้าเป็นคอหนังคาวบอย จะเห็นว่า โจรที่ปล้นธนาคารในสหรัฐฯ จะหนีข้ามแม่น้ำเล็กๆ ชื่อริโอแกรนด์ ไปอยู่ในเม็กซิโก นายอำเภอสหรัฐฯ ที่จะตามเข้าไปจะต้องปลดดาวออกแล้วขี่ม้าข้ามแม่น้ำเล็กๆ นั้นไป หรืออย่างจีนกับเกาหลีเหนือ ก็มีแม่น้ำยาลูเป็นเส้นแบ่ง

เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐมหาอำนาจเคลื่อนตัวเข้าสู่อาณานิคมทางเอเชียใต้ เมื่ออังกฤษครอบครองดินแดนจากอินเดีย เข้ามาสู่พม่า รวมถึงมลายาและสิงคโปร์ ส่วนอีกด้านหนึ่งฝรั่งเศสเข้าสู่พื้นที่ด้านตะวันออกของสยาม ถามว่าเขตอิทธิพลของอินโดจีนฝรั่งเศส รวมถึงเขตอิทธิพลของอินเดีย ของอังกฤษ สิ้นสุดตรงไหนในทางภูมิศาสตร์ที่เป็นรอยต่อกับสยาม ปัญหามันเกิดเพราะเดิมเราไม่มีเส้นเขตแดน

พี่น้องสองฝั่งแม่น้ำโขงกับพี่น้องสองฝั่งแม่น้ำเมยของโลกในอดีต ถ้าต้องข้ามแม่น้ำไม่เคยต้องมีหนังสือเอกสารราชการรองรับ ไม่จำเป็นต้องใช้ border pass ใครอยู่กับรัฐไหนไม่มีคำตอบในความเป็นจริง แต่เมื่อวันหนึ่งเราต้องตอบ เพราะสถานะทางการเมืองของรัฐที่มัดอยู่กับที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ต้องมีความชัดเจนว่า สุดท้ายอำนาจอธิปไตยของสยามสิ้นสุดตรงไหน เช่นเดียวกัน อำนาจอธิปไตยของอินโดจีนฝรั่งเศสนั้นสิ้นสุดตรงไหน เราจะเริ่มเห็นการปักปันเขตแดนที่ผู้แทนของรัฐบาลสยามทำกับรัฐบาลของฝรั่งเศส ต้องยอมรับว่า การปักปันเขตแดนหรือดินแดนในยุคอาณานิคม รัฐเล็กๆ เป็นฝ่ายเสียเปรียบ

แม้กระทั่งตัวอย่างความสัมพันธ์ของจีนกับอินเดีย ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้นสู่อำนาจ เหมาเจ๋อตุงบอกไม่รับเส้นเขตแดนที่รัฐบาลจีนเดิมปักปันกับอังกฤษในกรณีที่ครอบครองอินเดีย เกิดผลคือ สงครามตามแนวชายแดนด้านเหนือของอินเดีย หรือที่เรียกกันว่า สงครามตามแนวแมคมาฮอน (McMahon) แต่รบแล้ว ไม่ได้ปรับ

จากตรงนี้ จะเห็นว่า เราเสียเปรียบฝรั่งเศสเพราะไม่มีอำนาจต่อรอง การปักปันเขตแดนในลำน้ำโขงของฝรั่งเศสไม่ได้ใช้ร่องน้ำลึกเป็นแนวแบ่งตามแบบกฎหมายระหว่างประเทศปกติ แต่ใช้แนวเกาะแก่งเป็นเส้นแบ่ง เพราะฉะนั้น น้ำอยู่ฝั่งเรา เกาะอยู่ฝั่งเขา ทำให้ในหลายจุดเกิดปัญหา แต่ปัญหาจบ เพราะเมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จเยือนฝรั่งเศส มีการให้สัตยาบันรับรองเส้นเขตแดนเหล่านี้ รวมถึงการแลก 3 ต่อ 3 เราแลกพระตระบอง เสียมราบ ศรีโสภณ กับ จันทบุรี ตราดและด่านซ้าย วันนี้ แผนที่ที่มีเส้นเป็นรูปขวานอย่างที่เราเห็น เป็นผลจากการปักปันเขตแดนซึ่งต้องถือว่า เส้นเขตแดนตรงนี้มีข้อยุติ แต่ปัญหาที่เกิดไม่ใช่เกิดจากการปักปันที่ไม่ชัดเจน แต่เกิดจากเงื่อนไขหรือสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ในจุดนี้ต้องชัด เพราะในช่วงที่กรณีเขาพระวิหารเป็นกระแสสูง มีชาวบ้านบางพื้นที่เรียกร้องให้เอาพระตระบอง เสียมราบ ศรีโสภณ คืน วันนี้ไม่ชัดไม่ได้ เพราะถ้าท่านก้าวล่วงไปสู่ประเด็นเรียกร้องดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ต้องตอบว่าเป็นไปได้ไหมที่รัฐไทยในโลกปัจจุบันจะสามารถเปลี่ยนเส้นเขตแดนของรัฐได้ โดยประชาคมระหว่างประเทศให้การรับรอง

เราเคยเปลี่ยนไหม สยามเคยเปลี่ยนครับ ตามที่ อ.ชาญวิทย์ พูด 2484 เราเอาพระตระบอง เสียมราบ ศรีโสภณ คืน 2486 เราเอาสัฐมาลัย คือ กลันตัน ตรังกานู และปะลิส บวกรัฐฉานเข้ามาไว้กับเรา 2488 สงครามสงบ 2489 เราคืนทั้งหมด ขอแย้งชาญวิทย์นิดเดียวว่าผมเข้าใจว่า คำว่า คืนทั้งหมด คือคืนในฐานะของเส้นเขตแดนเดิม ที่ยอมรับตอนให้สัตยาบันตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 5 เพราะฉะนั้น โดยข้อกฎหมายเขาพระวิหาร น่าจะกลับไปอยู่ฝั่งเขา ตั้งแต่เมื่อปี 2489

ที่ต้องคืน เพราะอยากเป็นสมาชิกยูเอ็น ไม่คืนไม่ได้ สงครามสงบ มหาอำนาจตะวันตกกลับเข้ามาปกครองดินแดนประเทศแถบนี้ การไม่คืนเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น เส้นเขตแดนสยามถูกปรับเพียงแค่ จากปี 2484 2486 และสิ้นสุดเมื่อปี 2489 เพราะฉะนั้น ต้องเคลียร์ว่า การปรับเส้นเขตแดนเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้อีก และถ้าเกิดด้วยการที่สยามสมัยใหม่ตัดสินใจใช้เครื่องมือทางทหารเป็นคำตอบ ต้องถามคำถามเดียวกับ อ.พิภพ ว่าแล้วตกลงในเวทีโลกใครยืนกับเราบ้าง คำถามตรงนี้ใหญ่ เพราะสงครามในอดีต ให้ค่าตอบแทนที่ชัดเจน 2 ประการคือ ดินแดนกับแรงงานหรือเชลย แต่สงครามสมัยใหม่ ท่านทำแล้วไม่ได้ดินแดน เพราะประชาคมระหว่างประเทศไม่ยอมรับการปรับเส้นเขตแดน ตกลง ท่านอยากได้อะไร ถ้าอยากได้คน ท่านไม่ต้องทำสงคราม เพราะแม้ไม่ทำสงคราม แรงงานข้ามชาติจากกัมพูชาก็เยอะอยู่แล้วในบ้าน หรือปัญหาชายแดนด้านตะวันตกกรณีพม่าก็เช่นเดียวกัน ถ้าเชื่อว่า ทำสงครามเพราะต้องการแรงงานเช่นในอดีต ไม่จำเป็นต้องทำสงครามเลย แค่เปิดประตูชายแดนรับแรงงานข้ามชาติเท่านั้น แรงงานจะทะลักเข้ามาทันที เพราะฉะนั้นประเด็นเส้นเขตแดนต้องชัด

สอง ปัญหาคำตัดสินของศาลระหว่างประเทศที่เราเรียกกันว่า ศาลโลก เมื่อมิถุนายน ปี 2505 คำตัดสินในหน้า 36 “ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา” ถ้าตีความว่ามีแต่ตัวปราสาท ผมคิดว่าต้องคิดต่อ เพราะมีคำว่าอาณาเขตอยู่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าต้องยอมรับ ถ้าหลายท่านบอกไม่รับ ลองอ่านคำพูดของจอมพลสฤษดิ์เมื่อ 4 กรกฎาคม 05 “แม้ว่ารัฐบาลและประชาชนไทยจะได้มีความรู้สึกสลดใจและขมขื่นเพียงใด ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติก็จะต้องปฎิบัติตามพันธะกรณีในกฎบัตรสหประชาชาติ กล่าวคือ จำต้องยอมให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือพระวิหารนั้น ตามพันธะกรณีแห่งกฎบัตรสหประชาชาติ” รัฐบาลไทยตั้งแต่ปี 2505 ไม่เคยปฎิเสธพันธะตรงนี้ ด้วยการยอมรับอย่างชัดเจนว่า พื้นที่ตรงปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้อธิปไตยของรัฐกัมพูชา เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องชัดว่า ปราสาทพระวิหารบวกพื้นที่ส่วนหนึ่ง พื้นที่ตรงนี้กว้างยาวเท่าไหร่ คำตอบคือไม่รู้ เพราะศาลระหว่างประเทศไม่มีอำนาจขีดเส้นเขตแดนของรัฐ พูดง่ายๆ ศาลระหว่างประเทศไม่มีอำนาจในการปักปันเขตแดน

แต่ประเด็นนี้จะโยงอยู่กับเรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจ เมื่อศาลระหว่างประเทศทำการตัดสิน คณะรัฐมนตรีสมัยจอมพลสฤษดิ์ได้ออกเส้นเขตแดนกำกับพื้นที่ตัวปราสาทพระวิหาร คือมีเส้นเขตแดนเกิดรอบตัวปราสาทพระวิหาร ถ้าดูตามแผนที่จะมีเวิ้ง ที่มติ ครม. ปี 05 ลากเส้นกำกับไว้แล้ว ว่ามีปราสาทพระวิหารและมีอาณาเขตที่เป็นดินแดนอีกส่วนหนึ่ง อยู่ล้อมรอบตัวปราสาทพระวิหาร ยกเว้นแต่วันนี้ท่านแย้งว่าไม่รับมติ ครม. 2505 ก็จะเป็นปัญหาอีก ไม่แน่ใจว่าจะฟ้องศาลที่ไหนให้ มติ ครม. ปี 05 เป็นโมฆะ ดังนั้นวันนี้สังคมไทยต้องเปิดใจยอมรับว่าอะไรคือข้อเท็จจริงและอะไรคือข้อกำหนด

ประเด็นที่สี่ จอมพลสฤษดิ์ ได้แถลงไว้ต่อว่า “แต่รัฐบาลขอตั้งข้อประท้วงและข้อสงวนสิทธิ์อันชอบธรรมของประเทศไทยในเรื่องนี้ไว้เพื่อสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการทางกฎหมายที่จำเป็นซึ่งอาจจะมีขึ้นในภายหน้า เพื่อจะได้กรรมสิทธิ์นี้กลับคืนมาตามโอกาสอันควร”

หลายท่านคงได้ฟังว่า ในรอบ 2-3 สัปดาห์ มีนักวิชาการเปิดประเด็นว่า กระทรวงการต่างประเทศได้เคยทำข้อสงวนสิทธิ์ไว้ แต่โดยหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ การสงวนสิทธิมีอายุความ 10 ปี ผมไม่คิดว่าการสงวนสิทธิ์มีอายุความตราบสิ้นดินฟ้า จนสิ้นสลายของรัฐไทย ถ้าสมมติการสงวนสิทธิ์มีอายุความ 10 ปี สิทธิ์นี้สิ้นสุดที่ปี 2515 แต่สำคัญกว่าการสงวนสิทธิ์คือ รัฐบาลไทยหลังจากนั้นไม่เคยมีการใช้สิทธิ์ที่ตนสงวน คือไม่เคยส่งความเห็นแย้งให้กับศาลระหว่างประเทศ

ดังนั้น ต้องชัดเจนว่าหนึ่ง เส้นเขตแดนของสยามถูกกำหนด และชัดเจนว่า ตัวปราสาทพระวิหารวันนี้ไม่ได้อยู่ในอาณาเขตของรัฐไทย และถ้าเห็นคำตัดสินของศาลระหว่างประเทศ เห็นการลากเส้นเขตแดนของ ครม. ปี 05 เห็นคำสงวนสิทธิ์ต้องมีอายุความ ถ้ารับเรื่องเหล่านี้เป็นเบื้องต้น จะสบายใจมากกว่านี้

ผมพูดอย่างนี้ไม่ใช่ไม่รักชาติ แต่จุดยืนผมชัด รักชาติต้องไม่เอาชาติเข้าสงคราม แต่ถ้ารักชาติวันนี้ ต้องพาชาติออกจากวิกฤตให้ได้ เพราะวิกฤตตอนนี้ คือวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน หรือเรียกว่า ติดหล่ม ผมไม่อยากเห็นเราตกหล่มของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน เราตกมาเป็นระยะแต่เราไม่รู้สึก

ย้อนอดีต กุมภาพันธ์ 44 ที่มีหนังบางระจัน ละครโทรทัศน์อตีตา โฆษณายาชูกำลังชุดไทยรบพม่า แต่เหตุการณ์ใหญ่กว่านั้นคือ วิกฤตการณ์แนวชายแดนด้านตะวันตกของไทย-พม่า เกือบรบกัน เพราะถูกทับซ้อนหลังจากหนังเรื่องบางระจันออก ละครอตีตา โฆษณาไทยรบพม่า เราถูกซ้อนด้วยวาทกรรมชุดเก่าที่สังคมไทยใช้ง่าย คือ วาทกรรมไทยรบพม่า

ถามว่า สงครามไทยรบพม่ามีจริงหรือ ในทางรัฐศาสตร์ สยามเกิดเป็นประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 เพราะความเป็นประเทศเกิดชัดเจนเมื่อเรามีเส้นเขตแดนของรัฐ พม่าเกิดเมื่อได้รับเอกราชของอังกฤษ วาทกรรมระหว่างสงครามไทยรบพม่า ไม่มี เพราะโลกในอดีต เป็นสงครามระหว่างเจ้ากรุงศรีอยุธยากับเจ้ากรุงหงสาวดี โลกในอดีตไม่เคยอธิบายชุดของสงครามด้วยวิธีคิดของรัฐสมัยใหม่ คำว่าเสียเอกราชเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อรัฐเป็นรัฐอธิปไตยแบบสมัยใหม่ เพราะฉะนั้นเอกราชไม่มีทางเสีย แต่คำอธิบายคือบุญญาธิการของกษัตริย์นั้นสูงกว่ากันต่างกัน อย่าเอาโลกของสองเวลาซ้อนกัน ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่กับเพื่อนบ้านด้วยแผลเก่าและตะกอนใจ

พฤษภาคม 45 เป็นช่วงระยะเวลาที่เฉียดสงครามระหว่างไทยกับพม่ามากที่สุด ก่อนปี 46 เราเจอปัญหากรณีนักร้องไทย 2 คน คือ เท่ห์ อุเทน พรหมมินทร์ กับนิโคล เทริโอ ซึ่งคงไม่ได้พูดอะไรเท่าไหร่ แต่คงมีอะไรเกิดขึ้นบางอย่างในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาว จนเกิดการประท้วงว่านักร้องของไทยพูดจาดูถูกแม่หญิงลาว กรณีกบ สุวนันท์ คงยิ่ง เป็นปัญหาแรกของพระวิหารในยุคใหม่ กรณีเผาสถานทูต มาจากการที่คนกัมพูชาส่วนหนึ่งเชื่อว่า สุวนันท์ทวงเขาพระวิหารคืน ผมไม่เชื่อว่าจริง แต่ในโลกปัจจุบัน เวลาข่าวถูกลือออกไป มันเป็นปัญหาความเท็จที่ถูกสร้างให้เป็นวาทกรรมบางชุดขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเมือง

เมื่อเห็นตัวอย่างอย่างนี้จะพบว่า เรากับเพื่อนบ้านมีแผลเก่าและตะกอนใจเยอะ แต่รอบนี้มันกลายเป็นแผลกลางเก่ากลางใหม่ สะเก็ดมันตก เอามือไปขูดทีเลือดออกซิบๆ

อย่างไรก็ตาม ตามที่อ.พิภพ (อุดร) พูดไว้ว่า รัฐบาลตั้งแต่ 46 ชัดว่า ไทยอยู่ในสถานะที่สนับสนุนเขมร ในการขึ้นปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ในกรณีอย่างนี้ ปัญหาที่ลำบาก รัฐบาลไม่เคยอธิบาย รัฐบาลพูดด้วยมติ ครม. เข้าใจว่ารัฐบาลคิดสบายรึเปล่าว่าคนเข้าใจได้ ไม่ได้เตรียมตัวอะไร เข้าใจว่าใน ครม. หลายคนเกิดหลังปี 05 เลยไม่รู้สึกกับผลพวงที่จะเกิดขึ้นว่าจะกลายเป็นปัญหา ดังนั้นคำชี้แจงทั้งหลายไม่ออก จนเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 51 เขมรยื่นแผนที่ฉบับสุดท้ายที่จะขึ้นทะเบียนให้รัฐบาลที่กรุงเทพฯ ไทยให้กรมแผนที่วัดพิกัดจากภาพที่ฝั่งเขมรส่งเข้ามาให้เรา คำตอบชัด เขมรขอจดทะเบียนเขาพระวิหารและพื้นที่ตามมติ ครม. ปี 05 เท่ากับเขมรจดพื้นที่ที่เรานั่นแหละขีดให้เขา ตกลงอย่างนี้ทำอย่างไร อะไรก็ไม่รับหรือ แล้วจะพูดกับคนนอกบ้านอย่างไร

สำหรับทางออกระยะสั้น วันนี้เราเล่นบทคนใจกว้างบ้างได้ไหม สังคมไทยเวลาพูดเรื่องเพื่อนบ้าน เราใช้คำว่า บ้านพี่เมืองน้อง เราบอกเราเป็นพี่ทุกครั้ง ซึ่งไม่ใช่ภาษาที่เพื่อนบ้านชอบ ผมใช้ว่า จริงๆ แล้วเราเป็นญาติกัน เรากับคนในล้านช้าง เป็นญาติทางสายเลือด เพราะเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน เรากับเขมรเป็นญาติกัน อยุธยาคือแบบจำลองของเขมร ภาษาที่เราใช้เป็นราชาศัพท์เป็นภาษาในเขมรทั้งสิ้น มากกว่านั้น ในอยุธยามีอำเภอชื่อ อ.นครหลวง ซึ่งสำหรับคนแถบนี้ คำว่า นครหลวงคือนครวัดนครธม รำ เราก็รับจากเขา แต่รำเขมรหายไป จากการขึ้นสู่อำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์ในกัมพูชา พอวันนี้เขาอยากรำ เขาขอให้กรมศิลป์ส่งนางรำเรากลับไปสอนนางรำบ้านเขา วันนี้เรากับลาวเป็นญาติโดยสายเลือด เรากับพี่น้องทางกัมพูชาเป็นญาติทางวัฒนธรรม

สมเด็จฮุนเซนเดินทางมาเจรจาความเมืองครั้งแรกกับประเทศไทย มีคนบอกว่า สมเด็จฮุนเซนขอไปดูนครวัดจำลองในวัดพระแก้ว พูดง่ายๆ ราชสำนักไทยรับเอาวัฒนธรรมเขมรมาอยู่กับเรานานแล้ว

วันนี้ใจกว้างพอไหม ถ้าคิดว่าเป็นพี่กล้าแสดงความยินดีกับน้องไหม หรือคิดว่าเป็นญาติกล้าแสดงความยินดีไหม วันที่บ้านเขาได้ของที่เป็นความหวังของคนในบ้าน ผมว่าวันนี้สังคมไทยต้องกล้าเปิดใจและใจกว้างที่จะกล้าแสดงความยินดีกับพี่น้องในกัมพูชา เพื่ออย่างน้อยสร้างเงื่อนไขเชิงบวกระหว่างไทยกับกัมพูชาในอนาคต และที่สำคัญลดเงื่อนไขของข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น

ถ้าอยากกลับเข้าสู่ยุค 2484 หรือยุคชาตินิยม ผลพวงมรดกของชาตินิยมยุคจอมพล ป. คือ พระพุทธชินราชอินโดจีน โดยพระหลายชุดที่อยู่ในตลาดพระปัจจุบัน สร้างในยุคสงครามโลก 2484-86 แต่พระพุทธชินราช สร้างเพื่อเตรียมเป็นขวัญกำลังใจให้ทหารที่จะไปรบที่อินโดจีน เพื่อเอาพระตระบอง เสียมเรียบ ศรีโสภณคืน

วันนี้เหลืออย่างเดียวคือ เอาสติเป็นที่ตั้ง เอาปัญญาเป็นฐานที่มั่น ถ้าไม่มีทั้งสองอย่างกำกับจะลำบาก เพราะถ้าอะไรก็ไม่รับ มติศาลระหว่างประเทศ ปี 05 ก็ไม่รับ เส้นเขตแดนปี 05 ที่เราขีดเองก็ไม่รับ จะเอาคืนอย่างเดียว ต้องตอบโลกเหมือนกันว่า ตกลงสังคมไทยจะอยู่ในประชาคมระหว่างประเทศอย่างไร

สอง ระยะกลาง ต้องเริ่มคิดปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทางรัฐศาสตร์แก้ด้วยการปรับสนามรบหรือพื้นที่ทับซ้อนให้เป็นพื้นที่พัฒนาร่วม หรือ Joint Development Area (JDA) โดยมีการทำแล้ว ที่ชัดเจนคือ พื้นที่ด้านล่างของเรา ที่เรียกกันว่า JDA ไทย-มาเลเซีย

แม้สิ่งที่ยุ่งยากมากที่สุดเราก็ทำสำเร็จ หากคิดว่า เส้นเขตแดนทางบกยุ่งยาก ทางทะเลยากกว่า เพราะเขตแดนทางทะเลยุ่งยากกว่า เพราะกฎหมายทางทะเลเป็นกฎหมายที่ซับซ้อนที่สุดในกฎหมายระหว่างประเทศ กองทัพเรือไทยประสบความสำเร็จหลายปีแล้วในการทำความตกลงกับกองทัพเรือเวียดนาม ในการปรับพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย เป็นพื้นที่ลาดตระเวนร่วมระหว่างราชนาวีไทยกับกองทัพเรือของเวียดนาม เรามี 2 ตัวแบบที่ชัดเจนว่าเราสามารถข้ามพ้นธรณีประตูของสงครามไปสู่สันติได้

เอาไหม ในอนาคต ทำพื้นที่ที่มีปัญหาตามแนวชายแดนกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณรอบปราสาทพระวิหารเป็นพื้นที่พัฒนาร่วมทางวัฒนธรรม Joint Cultural Development Area (JCDA) เพราะถ้ากัมพูชาสามารถพัฒนาการท่องเที่ยวชุดใหญ่ แบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นครวัดนครธม ต่อเข้าสู่ปราสาทพระวิหาร น่าคิดต่อว่า ถ้าคิดว่าปัญหาพระวิหารเป็น win-win solution อาจทำทัวร์วัฒนธรรม จากอีสานไปบรรจบที่ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทหินพิมาย หรือไล่ไปทางอิสานใต้ เพราะโรงแรมและระบบถนน การบริการฝั่งเราก็ดีกว่า ถ้าพัฒนาได้ อีสานจะเป็นประตูเปิดสู่อินโดจีนด้านล่าง และมีวัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อม ถ้าคิดอย่างนี้ โลกในอนาคตไม่ต้องรบ เพราะวันนี้รบ สุดท้ายก็ปรับเส้นเขตแดนไม่ได้ แล้วรบเพื่ออะไรล่ะ แต่ถ้าไม่รบ ก็น่าจะทำความตกลงในพื้นที่ทับซ้อนและหาข้อยุติ

การแก้ปัญหาระยะยาว กรอบใหญ่ของปัญหาระยะยาว คือ ความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้านรอบตัว วันนี้มีตะกอนเก่าระหว่างเรากับเพื่อนบ้านทางตะวันตก คือพม่า เรากับล้านช้างคือลาว เรากับกัมพูชาก็เกิดแผลสดแล้ว  เรากับมาเลเซียก็มี ดังนั้นต้องเริ่มคิดว่า จะลดเงื่อนไขที่เป็นปัญหาระหว่างประเทศอย่างไร ในกรณีกับกัมพูชา ถ้ามองเฉพาะปัญหาที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เรามีพื้นที่ทับซ้อนที่เป็นปัญหาอยู่ทั้งหมด 15 จุด ต้องเริ่มคิดเรื่องการปักปันเส้นเขตแดนในอนาคตที่อาจมีพื้นที่ทับซ้อนบางส่วน แต่ต้องคิดให้ละเอียด ไม่เช่นนั้นจะเจอปัญหาแบบบ้านร่มเกล้า สิทธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส บอกว่า พื้นที่บ้านร่มเกล้าแบ่งที่แม่น้ำเหลือง ถ้าลงไปในพื้นที่บ้านร่มเกล้า พบว่ามีแม่น้ำเหลืองใหญ่กับแม่น้ำเหลืองเล็ก ถ้าอย่างนั้นถามว่าแบ่งตรงไหน ถ้าเอาแม่น้ำหนึ่งเป็นเส้นเขตแดน ไทยได้ ถ้าเอาอีกแม่น้ำหนึ่งเป็นเส้นเขตแดน ลาวได้ ฉะนั้น เอาไหมให้พื้นที่บ้านร่มเกล้าตรงกลางแม่น้ำเหลือง เป็นพื้นที่พัฒนาร่วม แบบที่เกิดในยุโรปหรือในสหรัฐฯ

หรือหลายท่านที่เคยท่องเที่ยวในต่างประเทศ น้ำตกไนแองการ่าอยู่ระหว่างชายแดนของสหรัฐฯ กับแคนาดา ถ้าท่านบอกว่า 2 รัฐต้องแบ่งอธิปไตยให้ชัดเจน ก็จะต้องขีดเส้นแบ่งน้ำตกไนแองการ่าแล้วปักปันเขตแดน แต่วันนี้ สหรัฐฯ และแคนาดาเปิดการท่องเที่ยวใหญ่ มาจากตรงไหนก็ได้ ขอให้จ่ายสตางค์ เขาเถียงกันเพียงอย่างเดียวว่ามุมของประเทศไหนสวยกว่ากัน

เพราะฉะนั้น เราต้องเริ่มคิดเรื่องมิติเชิงบวกของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ต้องเปิดเวทีอย่างที่อ.ชาญวิทย์ อ.สมฤทธิ์จัด เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะเรียนรู้เรื่องไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่เช่นนั้นแผลเก่าและตะกอนใจเดิมๆ จะกลายเป็นแผลสดของโลกปัจจุบัน
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 7
pilgrim Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 2230
เข้าร่วมเมื่อ: 16 Jun. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 24 Jul. 2008,23:32 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

แวะมาอ่านด้วยความ "ทึ่ง" กับประวัติศาสตร์ และ "การสร้างประวัติศาสตร์" ของพวกเราชาวไทยค่ะ

นับวัน วิถีในการบิดเบือนความจริงยิ่งสลับซับซ้อนมากขึ้นนะคะ EM151.gif


--------------


All days come from one day.
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 8
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 26 Jul. 2008,22:52 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

เฮ้อ...ก็เพื่อนบ้านกัน  เป็นมิตรกันเถิด   ฉันอยู่จันทบุรี  เคยเจอปัญหาสมัยเขมรรบกันมาแล้ว  บุกเข้ามาในดินแดนจันท์หลายสิบกิโลเมตร  ชาวบ้านไทยหนีกันควั่ก  หลังจากเขมรสงบศึกกันมาหลายปี   ตอนนี้แรงงานในจันท์ก็ล้วนแต่เป็นคนเขมร  บางคนก็มาแต่งงานกับคนไทยก็มี  แม้กระทั่งพระก็มีที่เป็นเขมร  

             ถ้าเกิดเรื่องกับเขมรอีกรอบ   ข้อยก็แย่สิ   ohman.gif

          มีคนพูดว่า ทำไมคนไทยจึงเรียกตัวเองว่า พี่ไทย  เรียกประเทศเพื่อนบ้านว่า  อ้ายน้องลาว  อ้ายน้องเขมร?  คิดว่าตัวเองดีกว่าชาติอื่นป่าว???
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
7 คำตอบนับตั้งแต่ 18 Jul. 2008,11:19 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


กระทู้นี้มีหน้าเดียว
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com