เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 1 of 3123>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: เรือนไทย- ศูนย์รวมคนรักความเป็นไทย< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 1
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Sep. 2004,12:03  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ได้นำบทความนี้มาจาก 

http://www.vcharkarn.com/reurnthai/

" พระอริยเจ้าที่ปฏิบัติอยู่ในป่า พูดกับข้าพเจ้าเพราะท่านเป็นผู้ใหญ่เสมอว่า มีวิชาการแต่ไม่มีศีลธรรมอยู่ในตัว จะไม่ยั่งยืน เดี๋ยวนี้ไม่มีหลักสูตรไม่มีหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม ประวัติศาสตร์ก็ไม่มี เราไม่ได้เพาะศีลธรรมในตัวเด็กของเราเลย เป็นปัญหาใหญ่ เป็นผลร้ายต่อประเทศชาติ พ่อแม่ออกไปหากินไม่มีเวลาอยู่ใกล้ชิด จะสั่งสอนศีลธรรมเดี๋ยวนี้ไม่มี ถือเป็นของล้าสมัย เชย ข้าพเจ้าอยู่ที่โรงเรียนประจำที่สวิส ก็เรียนประวัติศาสตร์ แม้แต่คนต่างประเทศไปเรียน ก็เรียนประวัติศาสตร์ของสวิสด้วย แปลกไม่มีประวัติศาสตร์ชาติไทย เหมือนแผ่นดินได้มาง่ายๆ ไม่ต้องคิดถึงพระเดชพระคุณของปู่ย่าตายายบุกฟันฝ่ามา แม้ชีวิตก็สละให้เพื่อเป็นหลักประกันของคนไทย ความจริงแล้วการมีแผ่นดินของตัวเองเป็นประกันแล้วไปหากินประเทศอื่น ค่อนข้างปลอดภัยว่าพวกเรามีแผ่นดินไทยรองรับอยู่ทั้งแผ่นดิน "

พระราชดำรัสในสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๔๓

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 2
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Sep. 2004,12:12 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เจ้าจอม ม.ร.ว. สดับ (ลดาวัลย์)ในรัชกาลที่ ๕  
 ผู้เขียน :เทาชมพู


เจ้าจอม ม.ร.ว. สดับ (ลดาวัลย์)ในรัชกาลที่ ๕
เคยเล่าถึง เจ้าจอม ม.ร.ว.สดับ เอาไว้ย่อๆในเรื่อง "นางร้องไห้" ในเรื่องนี้จะขยายรายละเอียดมาสู่กันฟังค่ะ ม.ร.ว.สดับเป็นบุตรีหม่อมเจ้าเพิ่ม ในพระองค์เจ้าลดาวัลย์ กรมหมื่นภูมินทรภักดี พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๓ เมื่อเยาว์วัยท่านเข้ามาอยู่ในตำหนักสมเด็จพระวิมาดาฯ พระอัครชายาเธอในรัชกาลที่ ๕ ทั้งในฐานะข้าหลวงและในฐานะหลานของสมเด็จพระวิมาดาฯ

นอกจากเป็นหญิงสาวสวย ม.ร.ว. สดับยังมีน้ำเสียงไพเราะ เรียกว่า "แก้วเสียงเป็นเอก" ในการขับร้อง เมื่อได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าจอม ก็ปรากฏว่าเป็นที่โปรดปรานยิ่ง เมื่อครั้งจะเสด็จประพาสยุโรปถึงกับมีพระราชดำริให้เจ้าจอมสดับตามเสด็จไปด้วย ในฐานะผู้ติดตามพระเจ้าลูกเธอสมเด็จเจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ถึงกับทรงสอนภาษาอังกฤษพระราชทานให้ทุกค่ำก่อนเสวยพระกระยาหาร

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็สะดุดเข้ากับอุปสรรคจนได้ มีเสียงคัดค้านไม่เห็นสมควร ในเมื่อผู้คัดค้านเป็นคนสำคัญ ในที่สุดกรมขุนอู่ทองฯจึงมิได้ตามเสด็จ และเจ้าจอมสดับก็มิได้เดินทางไปอย่างที่คาดหวังไว้ ทำให้ท่านเศร้าโศกเสียใจมาก แต่พระเจ้าอยู่หัวก็มิได้ทรงเพิกเฉย เมื่อเสด็จออกนอกอ่าวไทยจนไปถึงในหลายๆประเทศ ก็ทรงมีพระราชนิพนธ์กลอนด้วยลายพระหัตถ์ รำพึงถึงความในพระราชหฤทัยมาถึงเจ้าจอมสดับเป็นประจำทุกสัปดาห์จนกระทั่งเสด็จกลับ และโปรดเกล้าฯให้คิดทำนองเพลงประกอบสำหรับขับร้องถวายอีกด้วย

ในจำนวนกลอนพระราชนิพนธ์ มีบทหนึ่งที่ต่อมาวงดนตรีสุนทราภรณ์ นำไปดัดแปลงเป็นเพลงไทยสากลในชั้นหลัง



คืนนั้นฉันฝันไปว่าชมสวน หอมลำดวนดอกแย้มแซมไสว
เขาโน้มกิ่งชิงเก็บกำเริบใจ  มีงูใหญ่เลื้อยกระหวัดรัดข้อมือ
ฉันดิ้นร้องก้องหูจนรู้สึก วานช่วยนึกทำนายร้ายอยู่หรือ
ไม่ร้ายลองต้องวุ่นดอกบุญลือ ฝันนี้คือจะได้คู่สู่สมเอย

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 3
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Sep. 2004,12:13 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เหตุการณ์ซึ่งเป็นที่จดจำกันต่อมาระหว่างพระเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมสดับ ก็คืองานวันเฉลิมพระที่นั่ง ทรงโปรดเกล้าฯให้มีละครเรื่อง "เงาะป่า" เจ้าจอมสดับมีหน้าที่นั่งร้องประจำโรงจนละครเลิกก็ได้ตามเสด็จขึ้นไปบนพระที่นั่ง ท่านได้รับพระราชทานของมีค่าอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่เลื่องลือกันต่อมา สิ่งนั้นคือกำไลทองเนื้อเก้าหรือเนื้อนพคุณ เป็นทองบริสุทธิ์ เนื้ออ่อนสามารถบิดได้ด้วยมือ ทรงสวมให้ที่ข้อมือเจ้าจอมสดับและบีบให้ชิดกันด้วยพระหัตถ์เอง รุ่งขึ้นจึงรับสั่งให้กรมหลวงสรรพศาสตร์ พาช่างทองเยอรมันชื่อนายแกรเลิตนำเครื่องมือมาบีบให้เรียบร้อย

กำไลทองแท้นั้นรูปร่างเป็นตะปูโบราณสองตัวกอดไขว้กันอยู่ ถ้ามองตรงๆเป็นอักษร S (มาจากชื่อย่อของเจ้าจอมสดับ) หากพลิกข้อมือเพียงเล็กน้อยมองอีกด้านหนึ่งจะกลับเป็นอักษร C (จุฬาลงกรณ์) สิ่งที่ทำให้กำไลทองวงนี้มีชื่อมากที่สุดในบรรดาเครื่องประดับสูงค่าของรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่ราคาหรือการออกแบบ แต่เป็นตัวอักษรพระราชนิพนธ์จารึกไว้ที่ด้านบนของกำไล เป็นกลอนมีเนื้อความว่า



กำไลมาศชาตินพคุณแท้  ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นย่อมยืนสี
เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที  จะร้ายดีขอให้เห็นเป็นเสี่ยงทาย
ตาปูทองสองดอกตอกสลัก ตรึงความรักรัดไว้อย่าให้หาย
แม้รักร่วมสวมใส่ไว้ติดกาย เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย
ด้วยความเป็นที่โปรดปราน ได้รับพระราชทานเครื่องเพชรทองและของมีค่าต่างๆจำนวนมาก เจ้าจอมสดับก็ได้รับความกระทบกระเทือนใจจากอาการอิจฉาริษยาของเจ้าจอมอื่นๆ ทำให้ท่านคับแค้นใจจนถึงกับพยายามทำลายชีวิตด้วยการดื่มน้ำยาล้างรูป แต่ว่าแพทย์ประจำพระองค์ช่วยชีวิตไว้ทัน แต่เรื่องนี้ก็มิได้ทำให้ทรงลดถอยพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อเจ้าจอมสดับแต่อย่างใด

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 4
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Sep. 2004,12:16 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เจ้าจอม ม.ร.ว.สดับ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เจ้าจอมสดับมีอายุเพียง ๒๐-๒๑ ปี ยังเป็นสาวสวยสดงดงาม ซ้ำยังร่ำรวย ได้รับพระราชทานเครื่องเพชรมูลค่ามหาศาลจากยุโรปเป็นทุนไว้เลี้ยงชีพต่อไป ก็เป็นเหตุให้เกิดการนินทาว่าร้ายอีกตามเคยว่า ท่านคงจะเริ่มชีวิตคู่กับชายอื่นในอีกไม่นาน ประกอบกับครั้งหนึ่ง มีพระยาข้าราชบริพารหนุ่มในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปเยี่ยมเยียนด้วยกิจธุระธรรมดา ทำให้ข่าวเล่าลือนี้หนาหูมากขึ้น เจ้าจอมสดับได้รับความเดือดร้อนจากข่าวนี้มาก ก็เลยตัดสินใจนำเครื่องเพชรที่เป็น 'มรดก' ขึ้นถวายสมเด็จพระพันปีเสียให้รู้แล้วรู้รอด เพื่อจะได้ไม่ระคายเคืองถึงเบื้องพระยุคลบาทว่าท่านอาจจะนำทรัพย์สินพระราชทานตกไปเป็นของชายอื่น

เครื่องเพชรชุดนี้สมเด็จพระพันปีโปรดเกล้าฯให้จำหน่ายไปเพื่อนำเงินมาเป็นทุนสมทบสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ส่วนเจ้าจอมสดับก็ครองตัวอยู่ตามลำพัง รักษาชื่อเสียงไม่ให้ด่างพร้อยใดๆ อาศัยพระบารมีสมเด็จพระวิมาดาเธอฯอย่างเดิมจนพระวิมาดาฯสิ้นพระชนม์

เจ้าจอม ม.ร.ว. สดับมีอายุยาวนานจนชรา สละทางโลกเข้าบวชชี ติดขัดอยู่เรื่องเดียวคือกำไลทองพระราชทานซึ่งท่านไม่เคยถอดออกจากข้อมือเลย บัดนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะที่จะสวมเครื่องประดับเมื่อบวช เมื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา พระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ ๕ เสด็จพระองค์หญิงก็รับสั่งตัดสินให้ว่า

" ไม่น่าจะถือเป็นเครื่องประดับ เพราะเป็นของเก่าได้รับพระราชทาน อันเป็นนิมิตที่ดียิ่ง ถ้าจะนับว่าเป็นตะกรุดก็ไม่ต่างกัน "

เจ้าจอมสดับจึง"สวมใส่ไว้ติดกาย" ดังคำกลอนพระราชทาน จนถึงแก่อนิจกรรมเมื่ออายุยืนยาวถึง ๙๓ ปี ทายาทได้ถวายคืนสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เก็บรักษาไว้ ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ จนทุกวันนี้

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 5
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Sep. 2004,12:20 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

นางร้องไห้ 
 ผู้เขียน :เทาชมพู
เนื้อหาย่อ :"นางร้องไห้" เป็นหน้าที่ของสตรีชาววังมีเฉพาะในงานพิธีพระบรมศพ คัดเลือกมาแต่หญิงที่มีน้ำเสียงไพเราะ ประจำอยู่ใกล้พระบรมโกศ ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อขับร้องบทเพลงคร่ำครวญ...


นางร้องไห้
"นางร้องไห้" เป็นหน้าที่ของสตรีชาววังมีเฉพาะในงานพิธีพระบรมศพ คัดเลือกมาแต่หญิงที่มีน้ำเสียงไพเราะ ประจำอยู่ใกล้พระบรมโกศ ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพื่อขับร้องบทเพลงคร่ำครวญ ทำนองและเนื้อเศร้าโศกเยือกเย็นชวนให้หลั่งน้ำตา ประกอบด้วยต้นเสียง ๔ คน และลูกคู่ร้องรับอีกเกือบ ๑๐๐ คน สตรีพวกนี้นุ่งขาวห่มขาว ถ้าเป็นสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้รับการยกเว้น ไม่ต้องโกนศีรษะอย่างคนอื่นๆที่อยู่ระหว่างไว้ทุกข์เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต เพราะจะต้องมีบทสยายผมลงเช็ดพื้นแสดงการความเศร้าโศกอาลัยอาวรณ์

ประเพณีนางร้องไห้เชื่อว่าเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ไม่ทราบว่าเป็นรัชสมัยใด และยังคงสืบสานวัฒนธรรมมาจนถึงรัตนโกสินทร์ มีปรากฏครั้งสุดท้ายในงานพระบรมศพในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะล่วงมาถึงรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯไม่โปรดประเพณีนี้ เมื่อเสด็จสวรรคตจึงไม่มีนางร้องไห้มาทำหน้าที่นี้อีก

เนื้อร้องที่นางร้องไห้ต้องขับร้องอยู่ตลอดงานพิธี มีอยู่ ๕ บท คือ

    ๑ พระร่มโพธิ์ทอง พระพุทธเจ้าข้าเอย
พระทูลกระหม่อมแก้ว พระพุทธเจ้าข้าเอย 
     ๒ พระเสด็จไปสู่สวรรค์ชั้นใด ละข้าพระบาทยุคลไว้ พระพุทธเจ้าข้าเอย
พระทูลกระหม่อมแก้ว พระพุทธเจ้าข้าเอย 
     ๓ พระยอดฟ้า พระสุเมรุทอง พระพุทธเจ้าข้าเอย
พระทูลกระหม่อมแก้ว พระพุทธเจ้าข้าเอย
     ๔ พระเสด็จผ่านพิภพแห่งใด ข้าพระบาทจะตามเสด็จไป พระพุทธเจ้าข้าเอย
     ๕ พระทูลกระหม่อมแก้ว พระพุทธเจ้าข้าเอย
พระทูลกระหม่อมแก้ว พระพุทธเจ้าข้าเอย


นางร้องไห้ที่มีชื่อเสียงเป็นที่จดจำกันได้ต่อมา คือเจ้าจอม ม.ร.ว.สดับ สดาวัลย์ บุตรีหม่อมเจ้าเพิ่ม ในพระองค์เจ้าลดาวัลย์ กรมหมื่นภูมินทรภักดีพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๓

ม.ร.ว.สดับถูกส่งตัวเข้ามาเป็นนางข้าหลวงในตำหนักสมเด็จพระวิมาดาเธอกรมพระสุธาสินีนาฏฯ พระธิดาในกรมหมื่นภูมินทรฯ เพื่อฝึกหัดวิชาสำหรับกุลสตรี ปรากฏว่าเจ้าจอมม.ร.ว.สดับมีพรสวรรค์ทางด้านเสียง ขับร้องเพลงได้กังวานหวานอย่างที่เรียกกันว่า มี 'แก้วเสียงชั้นเอก' จึงได้เป็นนางขับร้องในวงมโหรี ร้องถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในครั้งหนึ่งเมื่อทรงพระประชวรต้องพักผ่อนพระวรกายอยู่หลายวัน

ความไพเราะในน้ำเสียง ม.ร.ว. สดับเป็นที่พอพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง ถึงกับมีพระราชนิพนธ์พระราชทานว่า


 แม่เสียงเพราะเอย
น้ำเสียงเจ้าเสนาะ
เหมือนหนึ่งใจพี่จะขาด
เจ้าร้องลำนำ ยิ่งซ้ำพิศวาส
พี่ไม่วายหมายมาด
รักแม่เสียงเพราะเอย


แล้วทรงขอจากสมเด็จพระวิมาดาฯ ให้ ม.ร.ว. สดับเข้ารับราชการฝ่ายในเป็นเจ้าจอมรุ่นท้ายในรัชกาลที่ ๕ และได้ชื่อว่าเป็นเจ้าจอมที่ทรงโปรดปรานมากที่สุดคนหนึ่ง

เจ้าจอมสดับได้ทำหน้าที่ฉลองพระเดชพระคุณเป็นครั้งสุดท้ายในพระราชพิธีพระบรมศพดังกล่าว

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 6
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Sep. 2004,12:23 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

นักเรียนนอกยุคแรก  
 ผู้เขียน :เทาชมพู
เนื้อหาย่อ :เรามักจะเข้าใจว่านักเรียนไทยเริ่มไปเรียนเมืองนอกกันในตอนปลายรัชกาลที่ ๕ เห็นได้จากพระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ที่เสด็จไปศึกษาต่อในยุโรปในยุคนั้น แต่ในความเป็นจริง ยุคนักเรียนไทยไปเรียนเมืองนอก ถอยหลังย้อนกลับไปเก่ากว่านั้นมาก...


นักเรียนนอกยุคแรก
เรามักจะเข้าใจว่านักเรียนไทยเริ่มไปเรียนเมืองนอกกันในตอนปลายรัชกาลที่ ๕ เห็นได้จากพระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ที่เสด็จไปศึกษาต่อในยุโรปในยุคนั้น แต่ในความเป็นจริง ยุคนักเรียนไทยไปเรียนเมืองนอก ถอยหลังย้อนกลับไปเก่ากว่านั้นมาก คือตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔

ทั้งนี้เพราะอิทธิพลของมหาอำนาจฝ่ายตะวันตกแผ่เข้ามาคุกคามไทยตั้งแต่รัชกาลที่ ๓ และเห็นได้ชัดขึ้นในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความจำเป็น ที่จะให้คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมของฝรั่ง จะได้รู้เท่าทันพวกเขา เพื่อแก้ไขปัญหาการรุกราน รักษาเอกราชไว้ได้ จึงทรงสนับสนุนให้มีการเรียนรู้ภาษาและวิชาการตะวันตกอย่างมาก จนสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ตรัสเป็นข้อคิดไว้ว่า

- เมื่อรัชกาลที่ 1 ใครรบทัพจับศึกได้แข็งแกร่งก็โปรด

- ในรัชกาลที่ 2 ใครเป็นกวีก็เป็นคนโปรด

- ในรัชกาลที่ 3 ใครมีศรัทธาสร้างวัดวาก็เป็นคนโปรด

- ในรัชกาลที่ 4 ใครรู้ภาษาฝรั่งก็เป็นคนโปรด

การเรียนภาษาอังกฤษเริ่มมาจากในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งโรงเรียนขึ้น จ้างครูสตรีชาวอังกฤษชื่อแอนนา เลียวโนเวนส์มาถวายพระอักษรพระเจ้าลูกยาเธอและพระเจ้าลูกเธอที่ทรงพระเยาว์ นอกจากนี้ก็โปรดฯให้เจ้าจอมหม่อมห้ามได้เรียนด้วย คนหนึ่งที่เรียนจนพูดภาษาอังกฤษได้คือเจ้าจอมมารดากลิ่นในกรมพระนเรศวรฤทธิ์ (ต้นสกุล กฤดากร)

ล่วงมาถึงปลายรัชกาล คนไทยรุ่นแรกที่รู้ภาษาอังกฤษมากพอจะนำมาใช้ในราชการงานเมืองได้มีอยู่ 5 คน คือ

- พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ครั้งทรงดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงศึกษากับครูสตรีและมิชชันนารีอื่นๆตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ต่อมาทรงศึกษาด้วยพระองค์เอง จนทรงแปลเรื่อง The Sleeper and the Waker ของเซอร์ริชาร์ด เบอร์ตันเป็นไทยได้ ชื่อว่า " นิทราชาคริต"

- กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ หรือพระนามเมื่อครั้งประสูติว่าพระองค์เจ้ายอร์ช วอชิงตัน) พระโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบภาษาอังกฤษบ้างพอตรัสได้ และทรงถนัดเรื่องวิชาช่างเช่นเดียวกับพระชนกนาถ

- พระยาอรรคราชวราทร(หวาด บุนนาค)บุตรพระยาอภัยสงคราม สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ฝากนายเรือรบอเมริกันไปเรียนวิชาทหารเรือ เรียนรู้ทางภาษากลับมารับราชการในกรมท่าและได้เป็นพระยาเมื่อชรา

- พระยาอรรคราชวราทร (เนตร) บุตรพระยาสมุทบุรานุรักษ์ ไปเรียนภาษาอังกฤษที่เมืองสิงคโปร์จนใช้ได้ดี กลับมารับราชการได้เป็นขุนศรีสยามกิจ ผู้ช่วยกงสุลสยามที่เมืองสิงคโปร์ และหลวงศรีสยามกิจ ไวส์กงสุลสยามในเมืองสิงคโปร์ในรัชกาลที่ 4 ต่อมา ในรัชกาลที่ 5 ได้เป็นพระยาสมุทบุรานุรักษ์ตามอย่างบิดาและพระยาอรรคราชวราทรคนแรก

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 7
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Sep. 2004,12:24 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นลูกหลานสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ทางบ้านส่งไปเรียนที่อังกฤษอยู่ 3 ปี ต่อมาเดินทางกลับพร้อมกับเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ เมื่อครั้งเป็นราชทูตไปฝรั่งเศส ได้เป็นล่าม กลับมารับราชการเป็นนายราชาณัตยานุหาร หุ้มแพรวิเศษ ในกรมอาลักษณ์ พนักงานเชิญรับสั่งไปต่างประเทศ และเป็นราชเลขานุการภาษาอังกฤษตลอดรัชกาล

สามัญชนที่เรียนวิชาความรู้จากฝรั่งคือนายจิตร อยู่กุฎีจีน เรียนวิชาถ่ายรูปกับบาทหลวงหลุยส์ ลานอดี ชาวฝรั่งเศส และนายทอมสันช่างถ่ายรูปชาวอังกฤษ จนตั้งห้างถ่ายรูปได้ ได้เป็นขุนฉายาทิศลักษณะ และหลวงอัคนีนฤมิตร เจ้ากรมแกสหลวง

ในปลายรัชกาลนี้เอง ราชการได้เริ่มส่งนักเรียนไทยชุดแรกไปเรียนต่อที่ยุโรป 3 คน สองคนที่ไปเรียนในอังกฤษคือนายโต บุตรเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ กลับมารับราชการในบั้นปลายได้เป็นเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ และนายสุดใจ บุตรเจ้าพระยาภาณุวง์มหาโกษาธิบดี(ท้วม) กลับมารับราชการได้เป็นพระยาราชานุประพันธ์ ส่วนคนที่สามคือนายบิน บุตรเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ไปเรียนที่ฝรั่งเศส กลับมาได้เป็นหลวงดำรงสุรินทฤทธิ์

ส่วนในสยาม มีผู้เรียนภาษาอังกฤษกับมิชชันนารีแล้วเข้ารับราชการอีก 6 คน บางคนไปเรียนต่อต่างประเทศ บางคนก็เข้ารับราชการโดยตรง ส่วนใหญ่จะเจริญรุ่งเรืองในราชการอย่างดี

เมื่อมาถึงรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้จัดตั้งชั้นเรียนภาษาอังกฤษขึ้นที่โรงทหารมหาดเล็ก จัดครูฝรั่งมาถวายพระอักษรบรรดาพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้านายที่ได้รับราชการเป็นเสนาบดีในรัชกาลที่ 5 อย่างสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงเล่าเรียนภาษาและวัฒนธรรมอังกฤษแทบทุกพระองค์ จึงทรงเป็นกำลังสำคัญอย่างมากในการพัฒนาบ้านเมือง

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯยังโปรดเกล้าฯให้คัดเลือกลูกผู้ดีไทยรวมทั้งเชื้อพระวงศ์ประมาณ 20 คน ส่งไปเรียนภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์อีกชุดหนึ่ง สามคนในจำนวนนี้ได้ไปเรียนที่อังกฤษอีกด้วย คือ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์, หม่อมเจ้าเจ๊ก นพวงศ์ ในกรมหมื่นมเหศวรศิววิลาส และพระยาไชยสุรินทร์ (ม.ร.ว. เทวหนึ่ง ศิริวงศ์) เป็นต้น คนไทยจำนวนน้อยนิดในรัชกาลที่ 3 และ 4 ที่รู้ภาษาตะวันตกเหล่านี้ เป็นผู้วางรากฐานความสำคัญของภาษาและวิทยาการตะวันตกให้เพิ่มพูนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 จนกลายเป็นความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ขุนนางข้าราชการในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่จะส่งบุตรหลานของตนไปศึกษาต่อ ณ ทวีปยุโรป

การเรียนรู้วิทยาการในประเทศตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 6 และ 7 ในหมู่นักเรียนไทยนี้เองมีส่วนกระตุ้นให้เกิดความคิดอ่านที่จะมีส่วนในการปกครองประเทศ ตามระบอบประชาธิปไตยที่นักเรียนไทยเหล่านั้นไปเห็นมาในหลายประเทศในยุโรป จนกระทั่งนำไปสู่เสรีภาพทางหนังสือพิมพ์ การเรียกร้องสิทธิ์ในการมีส่วนปกครองประเทศ และจบลงด้วยการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 8
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Sep. 2004,12:26 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ประวัติวีรบุรุษไซร้ เตือนใจ เรานา  
 ผู้เขียน :เทาชมพู
เนื้อหาย่อ :นอกจากอนุสาวรีย์วีรบุรุษบางระจันที่เรารู้จักกันดี ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดแพร่ ลองแวะไปเยี่ยมชมอนุสาวรีย์ของพระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่ สุวรรณบาตร) ดูบ้างนะคะ ท่านเป็นวีรบุรุษและเป็นขุนนางไทยใจเด็ดคนหนึ่งใน

ประวัติวีรบุรุษไซร้ เตือนใจ เรานา
นอกจากอนุสาวรีย์วีรบุรุษบางระจันที่เรารู้จักกันดี ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดแพร่ ลองแวะไปเยี่ยมชมอนุสาวรีย์ของพระยาไชยบูรณ์ (ทองอยู่ สุวรรณบาตร) ดูบ้างนะคะ ท่านเป็นวีรบุรุษและเป็นขุนนางไทยใจเด็ดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เรื่องราวของท่านมีสีสันไม่แพ้วีรกรรมเรื่องใดๆ

พระยาไชยบูรณ์เป็นข้าหลวงคนแรกของจังหวัดแพร่ กระทรวงมหาดไทยส่งตัวไปเป็นเจ้าเมืองในสมัยรัชกาลที่ ๕ เพื่อปกครองตามระเบียบการปกครองแผนใหม่ แทนที่จะให้เป็นหน้าที่ของเจ้าผู้ครองนครอย่างแต่ดั้งเดิม

พระยาไชยบูรณ์รับราชการอยู่ที่แพร่มาจนถึง พ.ศ. ๒๔๔๕ ก็มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นที่เมืองเชียงตุง ซึ่งอยู่ในถิ่นของพวกไทยใหญ่ ซึ่งไทยเรียกว่า "เงี้ยว" หรือ "ต้องสู้" หรือ "ต่องสู" สาเหตุมาจากเงี้ยวชื่อ พกาหม่อง ล่อลวงเงินจากเจ้าหญิงแว่นทิพย์แห่งราชวงศ์เชียงตุงไปเป็นเงินไทยประมาณ ๔๐๐๐ บาท ทางเมืองก็ออกคำสั่งจับ พกาหม่องจึงหลบหนีเข้าเขตสยามมาอาศัยอยู่ที่เมืองแพร่

เมื่อมาอยู่ที่นี่ พกาหม่องนอกจากไม่ทิ้งนิสัยเดิม ยังคิดกำเริบจะปล้นเงินภาษีอาการที่เก็บไว้บนศาลากลาง พอได้จังหวะเหมาะในเช้ามืดวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ก็นำลูกสมุนเข้าจู่โจมสถานีตำรวจแบบสายฟ้าแลบ ตำรวจไม่ทันรู้ตัวก็พ่ายแพ้ถูกยึดสถานที่และอาวุธไปหมด ต่อจากนั้นก็ปล้นเมืองเอาดื้อๆ ยึดที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขเพื่อตัดการสื่อสารกับกรุงเทพฯและเมืองใกล้เคียง ยึดคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ ยึดบ้านพระยาไชยบูรณ์ข้าหลวงไทย ปล่อยนักโทษออกมาก่อจลาจลอลหม่านกันทั้งเมือง แล้วในที่สุดก็ยึดศาลากลาง ปล้นเงินไปได้ประมาณห้าหมื่นบาทซึ่งนับว่ามหาศาลในยุคนั้น

พระยาไชยบูรณ์ถูกจู่โจมไม่ทันรู้ตัวก็ตัดสินใจต่อสู้และตีฝ่าวงล้อมพวกเงี้ยว พาครอบครัวไปซุ่มซ่อนตัวอยู่นอกเมือง พกาหม่องยึดเมืองได้ก็ประกาศให้สินบนนำจับพระยาไชยบูรณ์ มีคนอยากได้สินบนจึงนำทางไปยังที่ที่พระยาไชยบูรณ์ซ่อนตัวอยู่ เกิดการปะทะกันขึ้นระหว่างฝ่ายเงี้ยวและไทย แต่ไทยกำลังน้อยกว่าก็พ่ายแพ้ พระยาไชยบูรณ์ถูกจับเป็นเชลย แต่คุณหญิงหนีไปได้

คุณหญิงไชยบูรณ์เป็นคนใจเด็ดเอาการ หลบหนีได้ก็เดินเท้าบุกป่าฝ่าดง เล็ดลอดสายตาพวกเงี้ยวไปได้จนถึงเมืองอุตรดิตถ์เพื่อขอความช่วยเหลือ ในที่สุดทางอุตรดิตถ์ก็โทรเลขแจ้งเหตุร้ายให้กรุงเทพทราบเรื่องได้สำเร็จ

พกาหม่องนำพระยาไชยบูรณ์เดินทางกลับเมืองแพร่ ระหว่างทางก็สั่งว่าเมื่อกลับไปถึง ให้ประชุมข้าราชการและชาวเมืองเพื่อทำพิธียกเมืองให้พกาหม่องครอบครอง แต่พระยาไชยบูรณ์ยืนกรานไม่ยอมทำตามให้เสียเกียรติยศและหน้าที่ ในฐานะข้าหลวงต่างพระเนตรพระกรรณ แม้จะถูกทรมานด้วยการแล่เนื้อออกทีละชิ้นจนเลือดท่วมกายก็ยังไม่ยอมอยู่นั่นเอง ในวาระสุดท้ายเมื่อพกาหม่องยื่นคำขาดว่าให้เลือกเอาระหว่างทำตามเพื่อจะรอดตาย หรือไม่ก็ต้องตาย ท่านก็ยืนยันคำเดิมว่าจะขอรักษาหน้าที่ข้าหลวงซึ่งเป็นผู้แทนในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยิ่งกว่าชีวิต พกาหม่องบันดาลโทสะก็สั่งลูกน้องฟันคอพระยาไชยบูรณ์ขาดก่อนเข้าเมือง

เมื่อเข้าเมือง พกาหม่องก็ตั้งตัวเป็นเจ้าเมือง แล้วเริ่มแผ่ขยายอำนาจด้วยการสั่งลูกน้อง ชื่อสลาโปชัยคุมทัพกำลังไปดักทัพไทยที่จะยกมาทำศึก ณ ช่องแคบเขาพลึง ระหว่างเขตเมืองแพร่และอุตรดิตถ์ ส่วนตัวพกาหม่องเองคุมทัพยกไปตีลำปาง

เหตุการณ์ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่พกาหม่องคิด เพราะทางลำปางต่อสู้อย่างดุเดือดจนยึดเมืองไม่ได้ ส่วนทัพทางกรุงเทพ ในตอนนั้นไทยมีบุคคลสำคัญที่มีฝีมือ คือจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี(เจิม แสงชูโต)เป็นแม่ทัพยกขึ้นไปปราบจลาจล ก็ประสบชัยชนะอย่างงดงามที่ช่องแคบเขาพลึง ตีทัพเงี้ยวแตกไปได้ และเข้าเมืองแพร่ยึดเมืองคืนมาได้ ส่วนทางลำปางก็เอาชนะพวกเงี้ยวได้สำเร็จ พกาหม่องถูกยิงตายในที่รบ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯเลื่อนบรรดาศักดิ์พระยาไชยบูรณ์เป็น พระยาราชฤทธานนท์พหลพลภักดี ส่วนคุณหญิงเยื้อน ก็ได้รับพระราชทานบำนาญตลอดชีวิต สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ตรงที่ท่านถูกตัดศีรษะ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความกล้าหาญ และความรักเกียรติยศหน้าที่ยิ่งชีวิต

Henry Wordsworth Longfellow กวีชาวอเมริกัน แต่งโคลงไว้บทหนึ่งว่า



Lives of great men all remind us
We can make our lives sublime.
And departing leave behind us
Footprints on the sand of time.


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำมาแปลเป็นโคงมหาวิชชุมาลีว่า




ประวัติวีรบุรุษไซร้  เตือนใจ เรานา
ว่าอาจจะยังชนม์  เลิศได้
และยามจะบรรลัย  ทิ้งซึ่ง
รอยบาทเหยียบแน่นไว้  แทบพื้นทรายสมัย

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 9
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Sep. 2004,12:27 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

สุลต่านสุไลมานกับราชวงศจักรี  
 
ผู้เขียน :เทาชมพู

เนื้อหาย่อ :ในช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๖ เป็นช่วงที่ฮอลันดาและโปรตุเกสกำลังล่าเมืองขึ้นอยู่แถวหมู่เกาะชวา และเขตใกล้เคียง จึงเกิดการรบราฆ่าฟันกันตามเมืองต่างๆระหว่างฝรั่งผู้รุกรานกับชาวเมืองเจ้าของถิ่น...


สุลต่านสุไลมานกับราชวงศจักรี
ในช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๖ เป็นช่วงที่ฮอลันดาและโปรตุเกสกำลังล่าเมืองขึ้นอยู่แถวหมู่เกาะชวา และเขตใกล้เคียง จึงเกิดการรบราฆ่าฟันกันตามเมืองต่างๆระหว่างฝรั่งผู้รุกรานกับชาวเมืองเจ้าของถิ่น เมืองสาเลห์(Saleh) หรือสเลมานบนฝั่งแม่น้ำปรากาก็เป็นเมืองหนึ่งที่ตกอยู่ในภาวะจลาจล ถูกถล่มด้วยปืนใหญ่และธนูไฟจนวอดวาย

ดะโต๊ะโมกอล (ว่ากันว่าเป็นผู้นำของเมือง) จึงพาครอบครัวและบริวารลงเรือสำเภา ลี้ภัยออกสู่ทะเลจีนใต้ รอนแรมข้ามทะเลมาขึ้นฝั่ง ณ ชายหาดเขาหัวแดง ใกล้เมืองสทิงพระ ตกประมาณพ.ศ. ๒๑๔๗ ในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ แล้วตั้งประชาคมมุสลิมขึ้นตรงนั้นอย่างสงบ ไม่มีการขัดแย้งกับชาวเมืองที่อยู่มาก่อน ปักหลักอยู่ยาวนานจนมีผู้คนอพยพมาอาศัยอยู่มากขึ้น ในที่สุดก็พัฒนาขึ้นมาเป็นเมืองท่าปลอดภาษี มีเรือสำเภาแวะเข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันคับคั่ง

บทบาทของดะโต๊ะโมกอลได้รับการสนับสนุนจากอาณาจักรศรีอยุธยาด้วยดี พระเจ้าทรงธรรมโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น "ข้าหลวงใหญ่" ของสยาม ผู้ดำรงตำแหน่งนี้ต่อมาคือท่านสุไลมานบุตรชายคนโต มีหน้าที่ปกครองดูแลรักษาความสงบของพื้นที่ตั้งแต่ตอนล่างของนครศรีธรรมราช มาจดเขตปัตตานี ครอบคลุมครึ่งล่างของเมืองตรัง ปะเหลียน พัทลุง และสงขลา นอกจากนี้ก็ต้องเก็บส่วยสาอากรส่งถวายพระเจ้าแผ่นดินที่กรุงศรีอยุธยา ท่านสุไลมานก็ได้ทำหน้าที่นี้เรียบร้อยด้วยดีมาตลอด

ต่อมาเกิดการยึดอำนาจขึ้นในกรุงศรีอยุธยาหลังพระเจ้าทรงธรรมเสด็จสวรรคต พระเชษฐาธิราชพระราชโอรสองค์ใหญ่ถูกเจ้าพระยากลาโหมจับสำเร็จโทษ แล้วตั้งพระอาทิตยวงศ์พระอนุชาซึ่งยังเด็กแค่ ๙ ขวบขึ้นนั่งบัลลังก์ ตัวเองเป็นผู้สำเร็จราชการ ทางเจ้าเมืองปัตตานีซึ่งเป็นประเทศราชเห็นเป็นจังหวะดีที่จะแข็งเมืองไม่ยอมเป็นประเทศราชอีกต่อไป จึงส่งทัพเรือมาตีข้าหลวงใหญ่แห่งเขาหัวแดง แม้ว่าท่านสุไลมานสู้รบป้องกันเมืองไว้ได้แต่บ้านเมืองก็เสียหายมากเอาการ ท่านก็เลยปรับปรุงกำลังพลให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อป้องกันตัวจากศึกครั้งต่อไป ทำให้กรุงศรีอยุธยาเริ่มจับตามองท่านอย่างไม่ไว้ใจนัก

เหตุร้ายในอยุธยาดำเนินต่อไปเมื่อถึงคราวพระอาทิตยวงศ์ถูกสำเร็จโทษบ้าง แล้วเจ้าพระยากลาโหมขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ปราสาททองเสียเอง ทรงกวาดล้างฝ่ายที่ไม่ยอมร่วมมือไปเป็นจำนวนมาก ท่านสุไลมานไม่เห็นด้วยกับการกระทำนี้ ประกอบกับท่านเคยจงรักภักดีกับพระเจ้าทรงธรรมมาแต่เดิม จึงตัดสินใจแข็งเมือง ประกาศสถานภาพ "รัฐสุลต่าน" ขึ้นมา มีกำลังพลเข้มแข็งพอจะต่อต้านการปรามปรามจากกรุงศรีอยุธยาอยู่ได้ จนตลอดรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง


สุลต่านสุไลมาน

สุลต่านสุไลมานได้ครองตำแหน่งพระราชาธิบดีแห่งพัทลุงอยู่นานจนสิ้นพระชนม์ในอีก ๒๖ ปีต่อมา บาดหลวงเดอ ชัวสี ที่เดินทางมาเจริญพระราชไมตรีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์เรียกท่านว่า Sultan Negeri Singora หรือพระเจ้าสงขลา

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 10
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Sep. 2004,12:28 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

สุลต่านสุไลมาน

สุลต่านสุไลมานได้ครองตำแหน่งพระราชาธิบดีแห่งพัทลุงอยู่นานจนสิ้นพระชนม์ในอีก ๒๖ ปีต่อมา บาดหลวงเดอ ชัวสี ที่เดินทางมาเจริญพระราชไมตรีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์เรียกท่านว่า Sultan Negeri Singora หรือพระเจ้าสงขลา

อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นครองราชย์ สมเด็จพระนารายณ์ก็ไม่ได้นิ่งนอนพระทัยในเรื่องนี้ ทรงส่งกองทัพมีพระยารามเดโชเป็นแม่ทัพมาปราบปราม ใช้กลยุทธจุดไฟเผาที่ตีนเขาให้ระส่ำระสายก่อนแล้วจึงใช้กองเรือบุกโจมตีในเวลากลางคืน เมื่อสุลต่านมุสตาฟาบุตรสุลต่านสุไลมานพ่ายแพ้แก่อยุธยา รัฐสุลต่านก็จบสิ้นลง กลับคืนสู่ความเป็นหัวเมืองของกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง

เมื่อเปลี่ยนราชวงศ์จากปราสาททองเป็นบ้านพลูหลวง พระเพทราชามิได้วางตัวเป็นปรปักษ์ต่อเชื้อสายสุลต่านสุไลมาน แต่ว่าทรงมอบตำแหน่งเจ้าเมืองพัทลุงให้บุตรชายอีกคนหนึ่งของสุลต่านได้ครองอีกครั้ง ดำรงตำแหน่งพระยาจักรี( ฮุสเซน)

เชื้อสายของพระยาจักรีสืบสายเป็นขุนนางไทยมาจนถึงสมัยธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้น ส่วนใหญ่ได้ดำรงตำแหน่งพระยาราชบังสัน หรือพระยาราชวังสัน มีอำนาจหน้าที่ทางด้านทัพเรือ หนึ่งในจำนวนนี้คือพระยาราชวังสัน(หวัง)ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ท่านตั้งเคหสถานอยู่ติดวัดหงษ์รัตนาราม ในคลองบางกอกใหญ่ ฝั่งธนบุรี

พระยาราชวังสัน(หวัง)และคุณหญิงชูภรรยาเอกมีธิดา ๓ คน หนึ่งในจำนวนนี้ชื่อเพ็ง ได้สมรสไปกับพระยานนทบุรี(จันท์)เจ้าเมืองนนทบุรี คุณหญิงเพ็งมีธิดาชื่อเรียม

ต่อมาคุณเรียมได้ถวายตัวเข้ารับราชการฝ่ายใน เป็นพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ท่านเป็นเจ้าจอมมารดาของพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าทับ กรมหลวงเจษฎาบดินทร์ ซึ่งเมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๒ แล้วก็ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติด้วยความเห็นชอบของ "อเนกมหาชนนิกร สโมสรสมมุติ" คือจากที่ประชุมกันของขุนนางผู้ใหญ่และพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๓ แห่งบรมราชจักรีวงศ์ - พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนเจ้าจอมมารดาเรียมต่อมาก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระศรีสุลาไลย

ชื่อนี้ สันนิษฐานว่า "สุลาไลย" เป็นการแผลงคำจาก "สุไล" ซึ่งเกี่ยวโยงไปถึงชื่อสุลต่านสุไลมาน ต้นตระกูลเดิมของเจ้าจอมมารดาเรียม เพราะคำศัพท์ไทยรุ่นเก่ามีการแผลงทำนองนี้อยู่ อย่างชื่อ พิมพิลาไลย มาจาก พิมพิไล ซึ่งหมายถึงรูปงาม

ถึงแม้ว่าพระราชโอรสในสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มิได้มีพระองค์ใดได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้า และมิได้ครองราชย์สืบต่อมา แต่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในพระราชวงศ์จักรีเริ่มแต่รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ล้วนสืบเชื้อสายจากสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้เพราะพระราชินีในรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ เดิมคือหม่อมเจ้ารำเพย พระธิดาในพระองค์เจ้าศิริวงศ์ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๓ สมเด็จพระเทพศิรินทรฯจึงทรงเป็นพระนัดดา หรือ " หลานปู่" ในสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ และทรงเป็น "เหลนทวด" ในสมเด็จพระศรีสุลาไลย

พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของสมเด็จพระเทพศิรินทรฯ คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นสมเด็จพระบรมอัยกาธิราชในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน

เชื้อสายของสุลต่ายสุไลมานจึงเกี่ยวข้องกับราชวงศ์จักรี ผ่านทางสมเด็จพระศรีสุลาไลย และสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยประการนี้

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
22 คำตอบนับตั้งแต่ 21 Sep. 2004,12:03 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 1 of 3123>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com