เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 1 of 612345>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: * ความตาย *, เรื่องที่ทุกคนต้องเจอ< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 1
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 17 Sep. 2003,07:33  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE


      กระทู้นี้จะเปิดประเด็นเรื่องที่ทุกคนทุกชีวิตหนีไม่พ้น ใช่แล้ว "ความตาย" จะว่าด้วยเรื่องของชีวิตที่ใกล้จะตาย ที่ตายแล้ว หรือเรื่องผีๆ  ชีวิตหลังความตาย 

      จะเริ่มด้วยบทความของคุณแสงดาว สมาชิกบ้านเรา  ได้กรุณาถอดแปลแล้วส่งมาให้ ต้องขอขอบคุณ คุณแสงดาวด้วยครับ

การช่วยเหลือผู้ใกล้ตายไปสู่ภาวะใหม่
 
    ที่ประเทศมาเลเซีย มีพระรูปหนึ่งได้อุทิศตนเพื่อกิจนี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าญาติของผู้ตายจะโทรมาตามเมื่อไหร่ ท่านจะไปทันที ท่านบอกว่าคนจะตาย ไม่อาจรอได้  
    เมื่อท่านไปถึง ท่านจะเทศน์และจะสวดให้ผู้ใกล้ตายจนสิ้นลม ซึ่งบางทีคนๆหนึ่งกว่าจะตาย บางคนใช้เวลาอยู่หลาย ช.ม. ซึ่งท่านก็จะสวดอยู่อย่างนั้นจนสิ้นลม  และเมื่อสิ้นลมแล้ว ญาติผู้ตายผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผู้ตายแล้ว ท่านก็จะสวดต่อให้อีก 12 ช.ม.
    ท่านเล่าว่าจากประสบการณ์ที่สวดให้กับผู้ใกล้ตายมากว่า 300 ศพ ยังไม่ปรากฏว่า ผู้ใดตายแล้วฟื้นแต่เหตุการณ์ที่พบบ่อยๆคือ การแบ่งมรดก การเกี่ยงกันเรื่องค่าจัดงานศพ  และภรรยาหรือสามี หรือลูกหลานของผู้ตายที่ค่อยๆเดินเลี่ยงออกไป ไม่ยอมมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับผู้ตาย บอกว่ากลัว
    จากที่ท่านสังเกต ผู้ตายส่วนใหญ่มักจะนอนตายตาไม่หลับ คือยังปิดตาไม่สนิท ผู้ตายบางคนที่รู้จักการภาวนามานาน ใบหน้าจะอิ่มบุญมาก คือมองแล้วเหมือนคนอมยิ้ม ใบหน้ายังคงแดงระเรื่ออยู่อีกนาน
    ท่านช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือค่าบริการใดๆทั้งสิ้น แต่มีข้อแม้คือหลังตายแล้ว  ห้ามฆ่าสัตว์ทุกชนิดเพื่อเซ่นวิญญาณผู้ตาย และให้ลูกหลานทานเจและสวดมนต์เป็นเวลา 49 วัน ห้ามเผากระดาษเงิน กระดาษทอง บ้าน รถยนต์ มือถือ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเพื่อความบันเทิงทุกชนิดที่เป็นกระดาษ
    ใหม่ๆท่านทำงานนี้ตามลำพังเพียงรูปเดียว หลังจากนั้นญาติธรรมก็เริ่มมาช่วยเหลือ จากหนึ่งเป็นสอง เพิ่มจำนวนไปเรื่อยๆ คนส่วนใหญ่จะเต็มใจมาช่วย ไม่ยังงั้น ถ้าวันหนึ่งที่ญาติผู้ใหญ่ของตัวเองใกล้ตาย ก็อาจจะไม่มีใครมาช่วย ผู้คนเลยมาช่วยกันมากกว่างานมงคล เพราะไม่มีการแจกการ์ด


     จากกิจนี้สะท้อนให้เห็นถึง การไปพร้อมกันได้ด้วยดีของชุมชนกับศาสนา ความสามัคคีพร้อมใจของพลังมวลชน และอีกทางหนึ่งคือ จากเปลือกนอกที่มองดูดี อาจจะทำให้ผู้มีเชื้อสายของนักปฏิบัติธรรมมาก่อนต้องตามหาแก่นธรรมด้วยตนเองในที่สุด

--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 2
nid Search for posts by this member.
หมอดูแม่นๆ
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 358
เข้าร่วมเมื่อ: 27 May 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Sep. 2003,00:26 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ท่านช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือค่าบริการใดๆทั้งสิ้น แต่มีข้อแม้คือหลังตายแล้ว   ห้ามฆ่าสัตว์ทุกชนิดเพื่อเซ่นวิญญาณผู้ตาย และให้ลูกหลานทานเจและสวดมนต์เป็นเวลา 49 วัน ห้ามเผากระดาษเงิน กระดาษทอง บ้าน รถยนต์ มือถือ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเพื่อความบันเทิงทุกชนิดที่เป็นกระดาษ

พี่ KiLiN คะ...ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามเผากระดาษ (กงเต็ก) ให้ทานเจ นิดพอจะทราบเหตุผลที่มาที่ไป แต่ สวดมนต์ 49 วัน นี่พอจะอธิบายได้ไม๊คะ  withstupid.gif   bowsdown.gif

--------------
[move]สิ่งที่เห็นอาจไม่เป็นจริงเสมอไป[/move]
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 3
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Sep. 2003,02:25 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

สวัสดีค่ะคุณ nid
ขอตอบแทนพี่ KILIN นะคะ
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ flower.gif

สวดมนต์ 49 วัน คือให้ลูกหลานสวดกันเอง รายละเอียดของบทสวด
ไม่ทราบค่ะ เป็นนิกายหนึ่งของมหายานค่ะ

คนจีนจะมีการเซ่นไหว้ผู้ตายทุก 7 วัน
จึงต้องมีการเซ่นไหว้ 7 ครั้ง หลังวันตาย

หลังจากนั้นก็เป็นการเซ่นไหว้ประจำปีคือ เช็งเม้ง

แสงดาวค่ะ love.gif love.gif love.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 4
nid Search for posts by this member.
หมอดูแม่นๆ
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 358
เข้าร่วมเมื่อ: 27 May 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Sep. 2003,06:55 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

สวัสดีค่ะคุณแสงดาว...ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ

เห็นเลข 49 ก็เลยนึกไปถึงข้อความจากหนังสือเล่มนึงเขียนไว้ว่า

"หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกบวชแล้ว ก็ได้พบเห็นวิธีการ
ดับทุกข์อีกแบบหนึ่ง คือการทรมานกายด้วยวิธีต่างๆของสมณะ
ชีพราหมณ์ทั้งหลาย บางพวกไม่ใส่เสื้อผ้า บางพวกจะนั่งนอนบน
ที่นอนอันแหลมคมเพื่อทรมานร่างกาย พระพุทธองค์เองก็ทรงอด
พระกระยาหารถึง 49 วันด้วยกัน จนกระทั่งร่างกายแทบจะไม่มีเนื้อ
เหลืออยู่เลย มีแต่หนังหุ้มกระดูก"


นิดก็เลยคิดว่า ที่พระรูปนี้แนะนำให้สวดมนต์ 49 วัน จะมีอะไรที่
มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันรึเปล่า...คิดเล่นๆน่ะค่ะ... inlove.gif

ขอบคุณมากๆ สำหรับคำชี้แนะค่ะ... love.gif  love.gif

--------------
[move]สิ่งที่เห็นอาจไม่เป็นจริงเสมอไป[/move]
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 5
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Sep. 2003,10:48 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ขอบคุณครับคุณแสงดาว ที่มาช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติม

        เรื่องสวดมนต์ 49 วันนี่ ผมก็ไม่ทราบที่มาที่ไปตรงๆ ของมันว่า ทำไมต้อง 49 วัน  แต่ประเด็นที่เรามักจะมองข้ามก็คือ  วัตถุประสงค์หลักของการสวดมนต์นั้น สวดให้ตนเองหรือคนเป็นด้วยกันฟัง ไม่ใช่สวดให้คนตายฟัง  การสวดมนต์นั้นสวดเพื่อให้จิตสงบ   ด้วยจิตที่สงบนี้ถึงจะไปอุทิศผลบุญให้กับผู้ตาย  ฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นกุศโลบายส่วนหนึ่ง  ที่อย่างน้อยก็ทำให้คนเป็นต้องมาสวดมนต์ คนตายก็จะได้ผลบุญจากการนี้ การตายของเขาอย่างน้อยที่สุดก็ได้ทำให้คนเป็นส่วนหนึ่งได้มาสวดมนต์ทำจิตให้สงบ  และอย่างน้อยในช่วงเวลานี้  คนเป็นก็ไม่ได้ไปทำชั่วอะไร

        ในทำนองเดียวกัน  งานศพตามวัดวาที่มีพระมาสวดนั้น วัตถุประสงค์หลักคือสวดให้คนเป็นที่มาในงานศพฟัง  ไม่ใช่สวดให้คนตายที่นอนอยู่ในโลงฟัง  การที่เราไปงานศพ   วัตถุประสงค์หลักก็ไปเพื่อต้องการอุทิศผลบุญให้กับคนที่ตาย  เราจะอุทิศผลบุญแบ่งส่วนกุศลให้คนตายได้ เราก็ต้องมีจิตใจที่สงบก่อน ถึงจะมีบุญมาแบ่งได้ ถ้าเรามัวแต่นั่งคุยกันมือก็พนมไปงั้นๆ  แล้วจะเอาบุญที่ไหนไปแบ่งให้คนตายได้  ทุกวันนี้การไปงานศพจึงไม่ได้วัตถุประสงค์หลักอันนี้  กลายเป็นไปเพื่อเหตุผลทางสังคมไม่ได้ไปเพื่อจะทำบุญอะไร

--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 6
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 19 Sep. 2003,10:45 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

มีประเด็นในเรื่องนี้ที่น่าสนใจอีก 2 เรื่อง

        เรื่องแรกเหตุใดพระรูปนี้จึงทุ่มเทให้กับกิจนี้โดยเฉพาะ  ท่านมุ่งหวังสิ่งใด
        เรื่องที่สอง  คนส่วนหนึ่งนอนตายตาไม่หลับ  กับอีกส่วนหนึ่งใบหน้าอิ่มบุญมาก ใบหน้ายังแดงระเรื่ออยู่อีกนาน

        คนตายแล้ว จะไปในที่ดีหรือไม่ ณ.เสี้ยววินาทีที่ตายจะมีส่วนกำหนดมาก  ท่านจึงทุ่มเทกับการนี้ โดยมุ่งหวังว่า  ด้วยการที่ท่านทำอย่างนี้  คนตายจะได้สงบขึ้น จะได้ไปในที่ดีๆๆ  แต่จากประสพการณ์ของท่าน  ท่านกลับพบว่า คนส่วนใหญ่ยังคงนอนตายตาไม่หลับ  ส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังนอนตายตาหลับ แม้ว่าท่านได้พยายามแล้ว  และคนที่นอนตายตาหลับก็คือคนที่ฝึกจิตมาก่อน

        จากตรงนี้จึงชี้ให้เห็นว่า  แม้เราจะรู้ว่าวินาทีที่ตายถ้าจิตสงบ ก็จะไปในที่ที่ดีก็ตาม  ถ้าไม่ได้เตรียมตัวไว้  ถึงเวลาก็ยากจะทำได้  พระพุทธเจ้าท่านจึงเตือนไว้ในปัจฉิมโอวาทเมื่อท่านใกล้ปรินิพพานแปลเป็นไทยได้ความว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา  ท่านทั้งหลาย  จงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด  นี้เป็นวาจาครั้งสุดท้าย ของเราตถาคต"
        ภิกษุ หมายถึงพุทธบริษัทสี่ อันได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
        ไม่ประมาท  คือต้องเตรียมไว้ก่อน อย่าปล่อยเวลาให้ล่วงเลย  คนจะตาย ห้ามไม่ได้ ไม่มีใครรู้ตัวรู้ล่วงหน้าว่าจะตายเมื่อไร ที่ไหน เด็กหรือแก่พร้อมตายได้ทุกเมื่อ

--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 7
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 23 Sep. 2003,09:03 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



ชีวิตหลังความตาย เรื่องที่ ๑  ตายหลอก…ตายจริง
~ หลวงปู่พุทธอิสระ ~


        มีคนหนึ่งเคยบวชเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ แล้วสึกออกไปเลี้ยงดูพ่อแม่ วันหนึ่งเขามาหาหลวงปู่ ขอให้ช่วยต่อชีวิตให้กับหลานชายเขา เมื่อสองเดือนที่แล้วหลานชายเขาที่ชื่อ สมชาย ไปผ่าตัดสมองที่โรงพยาบาลจุฬาฯ พอกลับมาบ้านนอนอยู่ดีๆ เลือดก็ไหลออกมาจากแผล ซึ่งเย็บสนิทแล้ว พ่อแม่เด็กก็รีบพาส่งโรงพยาบาลอาการค่อนข้างโคม่า หลวงปู่ถามไปว่าเด็กอายุเท่าไร เขาบอก 10 ขวบ พอถามวันเดือนปีเกิดหลวงปู่ก็เลยรู้ว่า เด็กคงจะไม่รอดแล้ว แต่ก็บอกว่าให้เขาลองไปเอาผมเอาเล็บของเด็กมาให้ดูหน่อย เขาก็รีบไปจัดการมา พอหลวงปู่ดูผมกับเล็บแล้วก็บอกเขาไปว่า เด็กคนนี้ตายไปแล้วตายตั้งแต่วันแรก ที่เข้าโรงพยาบาล แต่ที่ยังหายใจอยู่เพราะหมอเขาปั๊มหัวใจให้มันเต้น แต่วิญญาณน่ะหลุดจากร่าง แล้วเร่ร่อนไปทั่วแต่อีก 3 วันจากนี้ ครบวันเกิดของมัน มันจะตายจริงๆ เลยบอกให้เขาเตรียมโลง เตรียมจองศาลาไปเลย แม่เด็กก็ร้องไห้ไม่ยอมเชื่อหาว่าหลวงปู่ไปแช่งลูกเขา แต่พออีก 3 วันต่อมาหัวใจก็หยุดเต้นปั๊มไม่ได้แล้วทีนี้ก็ตายจริงๆ เพราะตายหลอกน่ะตายตั้งแต่วันแรกแล้ว  แม่เด็กเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนวันที่สองที่ลูกเข้าโรงพยาบาล ลูกยังมาเรียกแม่ตอนตี 3

       "แม่แม่เปิดประตูรับชายหน่อยชายอยากเข้าบ้าน" 

       ฝ่ายแม่ซึ่งเป็นแม่ค้าขายผัก ต้องตื่นแต่ตี 3 - ตี 4อยู่แล้ว ตอนนั้นกำลังเตรียมจัดผักเพื่อไปขาย ได้ยินเสียงลูกหันมาเห็น ก็ตกใจร้อง
       "ตายแล้วใครปล่อยลูกเราออกมาหรือว่าหมอเขามาส่ง" เพราะลูกสวมชุดคนป่วยและ มีผ้าโพกศีรษะอยู่เลยร้องบอกลูกไปว่า

       "เดี๋ยวนะแม่จะเปิดประตูให้" ความที่มัวแต่ถอดกลอนประตู ก็ไม่ได้ดูลูกพอเปิดประตูไปปรากฎว่าไม่เห็นลูกแล้วมองหาเท่าไหร่ๆก็ไม่เห็น ก็เลยคิดว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่าแต่ก็ไม่น่าใช่  พอตอนสายๆลูกศิษย์หลวงปู่คนหนึ่งซึ่งเป็นพี่ชายของแม่สมชาย ก็กดโทรศัพท์มาบอกว่า

        เมื่อคืนนี้สมชายไปหาลูกของเค้า ไปนอนเล่นกันอยู่จนถึงเที่ยงคืน เพราะลูกชายมาบอกว่า

        "พ่อๆเมื่อคืนนี้สมชายมาเล่นกับหนูด้วยล่ะ" พ่อก็แปลกใจเพราะว่ากลับบ้านดึก เลยไม่รู้ว่าน้องสาวเอาหลานมาทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ถามใครๆก็บอกว่าไม่มีใครเห็น  ทราบภายหลังว่าสมชายเข้าโรงพยาบาลเลยรีบมาหาหลวงปู่เพื่อขอให้ช่วยชีวิตของหลาน

        หลวงปู่เลยใช้เลือดของตัวเองเขียนยันต์สวัสดิกะติดไว้ที่เทียน และเขียนคาถาที่แผ่นใบไม้  ให้แม่เอาไปอ่านให้ลูกฟัง บอกกับแม่เด็กว่าพรุ่งนี้ลูกจะมาหาอีก ให้เอาเทียนไปจุดไว้ที่หัวนอนเด็กที่บ้าน 

         แม่ก็ไปทำตามพอเทียนที่จุดไว้ดับ ลูกก็มา แม่ก็ถามสารทุกข์สุขดิบ  ลูกบอกว่าสามวันที่ต้องตกระกำลำบาก ไม่ได้กินอะไร ยืนอยู่หน้าโรงพยาบาลแต่ไม่มีใครเห็นขอน้ำใครกินก็ไม่มีใครใส่ใจ กลางคืนฝนตกก็หนาวมาก  ไม่มีใครเรียกเข้าบ้าน  แม่ฟังแล้วน้ำตาไหลจึงอ่านคาถาให้ลูกฟัง เด็กฟังแล้วก็ไปเจอพระองค์หนึ่งมาจูงมือหนูตอนที่หนูนั่งร้องไห้อยู่ที่หน้าโรงพยาบาล พระองค์นี้จูงมือเดินขึ้นฟ้าไปเลยแล้วพระองค์นั้นก็บอกว่า

         ไปลาแม่ซะก่อนหนูก็เลยมาหาแม่ "แม่ๆหนูไปแล้วนะ"

          ที่เป็นอย่างนี้เพราะสมชายมันยังไม่หมดกรรม เพราะยังไม่ถึงเวลาตายจริงๆร่างกายมันยังไม่สิ้น  มันยังมีชีวิตอยู่อีก 3 วัน แต่วิญญาณมันออกจากร่างเร็ว พอออกมาเร็วก่อน 3 วันมันก็เลยไม่ได้กินอะไร  เพราะยังไม่มีใครรู้ว่ามันตายมันจึงอดๆอยากๆ ไปเคาะประตูเรียกแม่ แม่ก็ไม่ได้ยินแม่ต้องตื่นขึ้นมาเห็นเองและถ้าแม่ไม่เรียกเข้าบ้านก็เข้าไม่ได้


--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 8
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 24 Sep. 2003,21:33 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE


ชีวิตหลังความตาย เรื่องที่ ๒  ตายทรมาน
~ หลวงปู่พุทธอิสระ ~



       สถาปนิกคนหนึ่งเรียนจบแล้วพึ่งทำงานได้ 2 เดือน ไปตรวจงานที่กำลังก่อสร้างอยู่  ขณะที่กำลังยืนดูเขาตอกเสาเข็ม หัวน๊อตที่ขันปั้นจั่นหลุดลงมาโดนกระหม่อมสมองยุบต้องนอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ 3เดือน  พ่อแม่ไม่รู้จะทำอย่างไรเลยมาขอให้หลวงปู่ช่วยหลวงปู่ก็เลยบอกให้เอาเทียนที่ให้ไว้ไปจุดไว้ที่ปั้นจั่นอันนั้นแล้วนำเทียนกลับมาที่โรงพยาบาลที่ลูกนอนอยู่   พยายามอย่าให้เทียนดับเพื่อนำวิญญาณลูกมาเข้าร่าง เขาก็ทำตามที่บอกจนเรียบร้อย พอรุ่งเช้าลูกก็ฟื้นลืมตาปริบๆ  เรียก "แม่" แล้วบอกว่า "ผมไปเฝ้าเสาเข็มอยู่ 3 เดือน" แค่นั้นแหละแล้วก็ตาย แม่เขาบอกว่าทำใจได้แล้ว  เพราะเห็นสภาพลูกเป็นอย่างนั้นก็ขอให้ลูกตายสบายเถอะ

       เห็นมั๊ย นี่คือเรื่องจริง ลูกพูดเพื่อจะเตือนให้แม่รู้ว่า ที่เขาไม่ฟื้นเพราะเขาไม่ได้อยู่ในร่าง  แต่ไปเฝ้าเสาเข็มพอหัวน๊อตที่ปั้นจั่นหล่นมาโดนศรีษะปั๊บ ความตกใจบวกกับความเจ็บปวดและความกลัว  เป็นพลังผลักดันฉุดกระชากวิญญาณให้หลุดออกไปจากร่าง



--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 9
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 26 Sep. 2003,22:58 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE


ชีวิตหลังความตาย เรื่องที่ ๓  วิญญาณข้างถนน
~ หลวงปู่พุทธอิสระ ~




        คนนี้ทำงานธนาคารไปประสบอุบัติเหตุที่สระบุรี  รถที่เขานั่งมาขับไปชนรถคนอื่น  ตัวเขานั่งเบาะหลัง  คอไปกระแทกด้านหลังเบาะแล้วสลบไปเลย 2 - 3 วัน  หมอบอกว่าไม่ตายแต่ว่าข้อกระดูกคอเคลื่อนไปกดทับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองไม่มีโอกาสจะรักษา  ผ่าตัดก็ไม่ได้  หลวงปู่สงสารเพราะเขามีลูกเล็กๆคนหนึ่ง  บ้านก็เช่าและเมียก็รับจ้างซักเสื้อผ้า  หลวงปู่ก็เลยช่วยเขา  พอฟื้นขึ้นมาเขาก็เล่าให้เมียฟังว่า ช่วง 2 - 3 วันที่สลบไปนี้เขาอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ  เห็นพวกที่โดนรถชนตาย  รถคว่ำตาย  รถแข่งแซงกันตายมากมายยั้วเยี้ยะนั่งร้องห่มร้องไห้อยู่ข้างถนน ทรมานอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าฝนตก ฟ้าร้อง  หิวก็ไม่ได้กิน ไปไหนก็ไม่ได้ดูน่าสมเพช  ฝ่ายพวกญาติๆก็ไม่รู้ ทั้งๆที่เผาไปแล้ว  แต่วิญญาณก็ยังอยู่ตรงนั้นจนกว่าจะหมดกรรม  แล้วจึงจะพ้นจากตรงนั้นไป

        อย่างนี้เขาเรียกว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม



--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 10
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 28 Sep. 2003,21:00 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE


ชีวิตหลังความตาย เรื่องที่ ๔  วิญญาณวนเวียน
~ หลวงปู่พุทธอิสระ ~




        หมอปัญญาที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่เขาเล่าว่า  ขับรถไปส่งเพื่อนที่สนามบิน  กลับจากสนามบิน  ประมาณตีหนึ่งกว่า ขากลับรถมาติดไฟแดงแถววิภาวดีรังสิต  ตอนนั้นฝนตกพรำๆมีเด็กคนหนึ่งมาเคาะกระจกรถเรียก  พอไขกระจกลงเด็กบอกว่า  "น้าๆช่วยซื้อพวงมาลัยหนูหน่อยซิ  พวงสุดท้ายแล้วหนูจะกลับบ้าน"  หมอปัญญาสงสารจึงควักสตางค์ส่งให้เด็กก็ยื่นพวงมาลัยส่งให้  พอดีไฟเขียวก็เตรียมออกรถ หันมาอีกทีเด็กหายไปไหนไม่รู้  มารู้ทีหลังเมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาว่า  มีเด็กขายพวงมาลัยโดนรถชนตายแถวนั้น  ขณะที่ในมือเหลือพวงมาลัยพวงสุดท้าย



--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
54 คำตอบนับตั้งแต่ 17 Sep. 2003,07:33 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 1 of 612345>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com