เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 1 of 212>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: กายนคร, มีต่อจนจบเรื่อง แต่ต้องรอไปเรื่อย ๆ น่ะ< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 1
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 13 Jun. 2005,10:10  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

กายนคร
โดย
นายแปลก สนธิรักษ์
เรียบเรียงใหม่
โดย
คนธรรมดา อธิมุตโต
เริ่ม วันอาทิตย์ที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๘
( ไม่มีลิขสิทธิ์ แต่โปรดเห็นใจคนเรียบเรียง )
( ในการนำไปเสนอที่ใดที่หนึ่ง )
( นำเสนอที่แรก ณ บ้านฅนธรรมดา )
* * * * * * * * * * * * * * * *


๑.บริเวณ เมือง กายนคร
เมืองกายนคร ( เมืองสังขาร ) นี้ มีเนื้อที่กว้างศอก ยาววา หนาคืบ

มีกำแพง ๔ ชั้น …ชั้นที่ ๑ ชื่อ กำแพงตโจ (กำแพงหนัง)
………………… ชั้นที่ ๒ ชื่อ กำแพงมังสัง (กำแพงเนื้อ)
………………… ชั้นที่ ๓ ชื่อ กำแพงนะหารู (กำแพงเอ็น)
………………… ชั้นที่ ๔ ชื่อ กำแพงอัฐิ (กำแพงกระดูก)

มีป้อม ๔ ป้อม … ป้อมที่ ๑ ชื่อ ปราการเกศา (ปราการผม)
………………… ป้อมที่ ๒ ชื่อ ปราการโลมา (ปราการขน)
………………… ป้อมที่ ๓ ชื่อ ปราการนะขา (ปราการเล็บ)
………………… ป้อมที่ ๔ ชื่อ ปราการทันตา (ปราการฟัน)

มีประตูพระนคร ๙ ประตู
ประตูที่ ๑ ชื่อ มุขทวาร สำหรับนำอาหารเข้าไปบำรุงเลี้ยงภายในพระนคร
ประตูที่ ๒ ชื่อ อุจจารทวาร สำหรับนำอาหารที่เสีย ๆ ออก
ประตูที่ ๓ ชื่อ ปัสสาวทวาร สำหรับถ่ายน้ำเสียออก
ประตูที่ ๔ กับ ประตูที่ ๕ ชื่อ  ฆานทวารซ้าย ฆานทวารขวา สำหรับสูดลมเข้า ออก และรับกลิ่นที่ดีและไม่ดี
ประตูที่ ๖ กับประตูที่ ๗ ชื่อ โสตทวารซ้าย โสตทวารขวา สำหรับคอยรับฟังข่าวสารต่าง ๆ จากภายนอกพระนคร
ประตูที่ ๘  กับประตูที่ ๙ ชื่อ จักษุทวารซ้าย จักษุทวารขวา สำหรับคอยสอดส่องดูแลเหตุการณ์ ทั้งปวง

มีปราสาทอยู่ ๕ หลัง
หลังที่ ๑ ชื่อว่าจักษุปราสาท มีนางสนมชื่อรูปา มีรูปร่างสวยงาม คอยบำเรอ ผู้มาพำนักในปราสาทหลังนี้
หลังที่ ๒ ชื่อว่า โสตปราสาท มีนางสนมชื่อ สัททา มีความสามารถด้าน คีตกวี คอยขับกล่อมประโคมดนตรี และถวายรายงานเหตุการณ์ต่างๆ  ให้ผู้มาพำนักได้รับรู้
หลังที่ ๓ ชื่อว่า ฆานปราสาท มีนางสนมชื่อ คันธา นางจะนำเครื่องสุคนธ์รสเข้าถวายผู้มาพำนักอยู่เสมอ
หลังที่ ๔ ชื่อว่า ชิวหาปราสาท มีนางสนมชื่อ รสา มีความสามารทางด้านปรุงอาหาร จะคอยนำอาหารคาว หวาน เข้าไปให้แก่ผู้ที่เข้ามาพำนัก มิได้ขาด
หลังที่ ๕ ชื่อว่า กายาปราสาท มีนางสนมชื่อ ผัสสา นางมีความสามารถ เอาอกอาใจให้แก่ผู้มาพำนักเก่ง นางจึงหมั่นปรนนิบัติให้ความอบอุ่น อยู่ตลอดเวลา

( รอรวบรวมปัจจัยสำหรับพิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมทานอยู่ : ยังพิมพ์ต่ออยู่ : เพื่อมาลงให้สมาชิกบ้านฅนธรรมดาอ่านกันก่อนเพื่อน)
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 2
วันดี Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 1017
เข้าร่วมเมื่อ: 07 Sep. 2002

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 13 Jun. 2005,16:50 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

laugh1.gif อ่านสนุกชวนติดตามค่ะ  คุณนักดนตรีพเนจรรีบมาต่อไว ๆ นะคะ
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 3
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Jun. 2005,02:57 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

๒.ผู้ครองกายนคร

..........กษัตริย์จิตราชทรงเป็นผู้ครองกายนคร มีมเหสี ๒ พระองค์ องค์หนึ่งพระนามว่า พระนางอวิชชา เป็นพระมเหสีฝ่ายขวา อีกองค์พระนามว่า พระนางตัณหาเป็นพระมเหสีฝ่ายซ้าย พระเจ้าจิตราชทรงลุ่มหลงในพระนางตัณหามาก ทรงให้เป็นผู้สำเร็จราชกิจ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยเป็นที่สุด

..........อีกทั้งมเหสีทั้งสองกราบทูลอะไร พระเจ้าจิตราชเป็นต้องทรงเห็นชอบกับพระนางทั้งสองทุกประการ

..........ในกายนครมีมหาอำมาตย์ผู้ใหญ่ ๔ คน คือ หลวงโลโภ หลวงโทโส หลวงโกโธ และหลวงโมโหหลวงโลโภกับหลวงโมโหทำหน้าที่รวบรวมทรัพย์เข้าพระคลัง หลวงโทโสกับหลวงโกโธ ทำหน้าที่ ตีรันฟันแทง บุกรุกไม่คิดถอย

..........มีขุนคลัง ชื่อขุนมัจฉริยะ เป็นคนตระหนี่ถี่เหนี่ยวแน่นมาก ไม่ยอมจ่ายเงินทองให้แก่ใครง่าย ๆ มีขุนทหารประสานพระนครไว้ ๔ นาย คือขุนปฐพี ขุนอาโป ขุนเตโช และขุนวาโยมีเสนาประจำพระนครเข้าเฝ้า พระเจ้าจิตราช ทุกวัน  3 เหล่า คือ เหล่าเสนา อัญญสะมานา ๑ เหล่า เหล่าเสนา โสภณเจตะสิก หรือที่เรียกว่า อนุศาสก ๑ เหล่า และเหล่าเสนา อกุศลเจตสิก ๑ เหล่าซึ่งขึ้นตรงต่อ พระนางอวิชชากับพระนางตัณหานั่นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 4
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Jun. 2005,03:00 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

หมายเหตุ 1

๒.๑ เหล่าเสนา อัญญสมานาเสนา มี ๑๓ นาย คือ

นายผัสสะ ตำแหน่ง หาเครื่องสัมผัส

นายเวทนา ตำแหน่ง หาอารมณ์ให้เสวย มีสุขทุกข์ อุเบกขา

นายสัญญา ตำแหน่ง กำหนดรู้อารมณ์

นายเจตนา ตำแหน่ง แสวงหาอารมณ์ตามความประสงค์

นายเอกัตคตา ตำแหน่ง ป้องกันการหวั่นไหวของอารมณ์

นายชีวิตินทรีย์ ตำแหน่ง คอยรักษาพยาบาลให้ดำรงอยู่

นายมนสิการ ตำแหน่ง ตรวจตรากิจด้วยความสุขุม

นายวิตก ตำแหน่ง ครองอารมณ์

นายวิจารณ์ ตำแหน่ง พิจารณาอารมณ์

นายอธิโมกข์ ตำแหน่ง ตัดสินอารมณ์

นายวิริยะ ตำแหน่ง สู้ตายไม่ถ้อถอย

นายปิติ ตำแหน่ง ให้ความปราบปลื้ม

นายฉันทะ ตำแหน่ง หาอารมณ์มาให้เกิดความพอใจ
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 5
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Jun. 2005,03:03 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

หมายเหตุ 2

๒.๒ เหล่าเสนา อนุศาสกเสนามี ๒๕ นาย คือ

นายสัทธา – คอยชี้แจงให้เกิดความเชื่อถือถึงหลัก ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และเชื่อเหตุเชื่อผล

นายสติ – คอยตักเตือนมิให้หลงลืม และให้ระมัดระวังก่อนทำ ก่อนพูด ก่อนคิด

นายหิริ – คอยเหนี่ยวรั้งให้เกิดความละอาย ในสิ่งที่ชั่ว

นายโอตตัปปะ – คอยฉุดให้เกิดความเกรงกลัว ต่อผลของการทำชั่ว

นายอโลภะ – คอยสั่งสอนให้รู้ในคำว่าพอ

นายอโทสะ – คอยฉุดรั้งไม่ให้คิดอาฆาต พยาบาท

นายตัตรมัชฌตา – คอยเหนี่ยวรั้ง ให้วางเฉยในสังขาร

นายกายปัสสัทธิ – คอยชี้ให้เห็นความสุข ในการทำกายให้สงบ

นายจิตปัสสัทธิ – คอยยึดเหนี่ยว ไม่ให้เกิดความฟุ้งซ่าน

นายกายลหุตา – คอยปลดเปลื้องภาระที่ต้องแบกหาม

นายจิตลหุตา – คอยปลดเปลื้องความทุกข์ร้อนให้หมดไป

นายกายมุทุตา – คอยเฝ้าสอนให้รู้ในระเบียบแบบแผนที่ดี

นายจิตมุทุตา – คอยตักเตือนไม่ให้ใจแข็งกระด้าง

นายกัมมัญญตา – คอยเพิ่มให้เกิดกำลังกายสามารถทำงานได้ทุกอย่าง

นายจิตตุกัมมัญญตา – คอยเพิ่มกำลังใจให้คิดอ่านทำกิจได้ทุกอย่าง

นายกายปาคุญญตา – คอยฝึกกายให้ว่องไวรวดเร็วไม่เฉื่อยชา

นายจิตปาคุญญตา – คอยฝึกให้คิดอะไรได้รวดเร็ว คล่องแคล่ว

นายกายุชุกตา – คอยฝึกกายให้ตรง คือไม่ให้ไปทำร้ายเขา ไม่ให้ไปลักทรัพย์เขา ไม่ให้ไปผิดลูกผิดเมียเขา

นายจิตตุชุกตา – คอยฝึกจิตให้เที่ยงตรง ดำรงอยู่ใน มัชฌิมาปฏิปทา

นายสัมมาวาจา – คอยฝึกคำพูดให้พูดแต่ความจริง ไม่พูดเท็จ ให้พูดสมานสามัคคี ไม่พูดส่อเสียด ให้พูดสุภาพ ไม่พูดคำหยาบ ให้พูดมีหลักมีผล ไม่พูดเพ้อเจ้อ

นายสัมมากัมมันตะ – คอยฝึกให้ประกอยการงานในที่ชอบ

นายสัมมาอาชีวะ – คอยฝึกให้หาเลี้ยงอาชีพในทางที่ชอบ เว้นมิจฉาชีพ

นายกรุณา – คอยทำจิตให้เกิดความเอ็นดูสงสาร ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความทุกข์

นายมุทิตา – คอยทำจิตให้พลอยยินดี ในเมื่อผู้อื่นได้ดี เว้นการริษยา

นายปัญญา – คอยฝึกให้เกิดความฉลาดรอบรู้ในกิจการทั้งปวง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 6
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Jun. 2005,03:07 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

หมายเหตุ 3

๒.๓ เหล่าเสนา อกุศลเจตสิกเสนา มี ๑๔ นาย คือ

นายโมหะ – คอยชักพาให้เกิดความลุ่มหลงมัวเมา

นายอหิริกะ – คอยชักนำให้ทำชั่วโดยปราศจากความละอาย

นายอโนตตัปปะ – คอยชักนำให้กล้าทำชั่วโดยไม่กลัวต่อผลบาป

นายอุทธัจจะ – คอยชักพาให้เกิดความฟุ้งซ่าน จนขาดสติสัมปชัญญะ

นายโลภะ – คอยชักพาให้เกิดความดิ้นรนอยากได้ไม่รู้จักพอ

นายทิฐิ – คอยชักนำให้เห็นผิดเป็นชอบ เห็นชอบเป็นผิด

นายมานะ – คอยชักจิตให้เกิดความเย่อหยิ่ง ถือตัวว่าไม่มีใครเสมอเหมือน

นายโทสะ – คอยชักนำให้จิตคิดประทุษร้าย ขาดเมตตา กรุณา

นายอิสสา – คอยชักชวนให้คิดตัดรอนคนอื่น ในเมื่อเห็นคนอื่นจะได้ดีกว่า ไม่อยากให้ใครได้ดีกว่าตน

นายมัจฉริยะ – คอยชักนำให้ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่อยากให้อะไรแก่ใคร แต่อยากได้ของคนอื่น

นายกุกกุจจะ – คอยชักพาให้เกิดความรำคาญ หมดความสงบ

นายถีนะ – คอยชักพาให้เกิดความหดหู่ซบเซา ไม่อยากได้ใคร่ดี อะไรทั้งหมด

นายมิทธะ – คอยชักให้ง่วงเหงาหาวนอน ไม่อยากจะทำอะไร ดีชั่วไม่เข้าใจ

นายวิจิกิจฉา - คอยชักพาจิตให้ลังเลสงสัยตัดสินใจไม่ถูก
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 7
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 25 Jun. 2005,02:52 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

๓.ภายในเมืองกายนคร


.....ภายในเมืองกายนคร มีพวกข้าเฝ้า เหล่าบริพาร ทั้งไพร่และผู้ดี เป็นจำนวนตั้งพันตั้งหมื่น รูปร่างเล็กบ้างใหญ่บ้างอาศัยอยู่ มีชื่อเรียกว่า เหล่ากิมิชาติหรือที่เรียกว่า พยาธิ เช่นพยาธิเส้นด้าย พยาธิใบไม้ พยาธิปากขอ พยาธิตัวตืด พยาธิไส้เดือน เป็นต้น พวกนี้ไม่ค่อยจะซื่อตรงจงรักภักดีนัก มีแต่จะคอยทำลายบ้านเมืองให้พินาศ พระเจ้าจิตราชจะทรงคอยกำจัดให้ออกจากภายในเมือง ถ้ารู้ว่ามีพวกนี้อยู่ เพราะนอกจากจะทำลายบ้านเมืองแล้ว ยังคอยเป็นไส้ศึก ทำให้ข้าศึกเข้ามาโจมตีเมืองได้อีกด้วย … นอกจากนี้ ยังมีหลวงชาติ และขุนสมุทัยซึ่งเป็นพระญาติของพระมเหสีทั้ง ๒ คือ พระนางอวิชา และพระนางตัณหา ที่ยังคอยแทรกแซงกิจการภายในเมืองอีก โดย หลวงชาติจะคอยเป็นผู้สร้างเมือง โดยมีขุนสมุทัยคอยแต่งเมือง

.....ทั้งนี้ กายนครแห่งนี้มีฤดูกาล ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ๓ ฤดู คือ ฤดูสุข ฤดูทุกข์ และฤดูเป็นกลาง ( อุเบกขา )

...… พระเจ้าจิตราช ทรงประทับอยู่ในสามฤดูนั้น ตลอดกาล

...… นางอวิชชากับนางตัณหา ต่างพากันคอยยุยงส่งเสริมให้พระเจ้าจิตราช ทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง คอยกีดกันพวกฝ่ายกุศลมิให้เข้าใกล้ คนไหนดี มีสติ ปัญญา มีศรัทธา ก็คอยค้อนติง ขับไล่ให้ไกลพระเจ้าจิตราชไป ส่วนพวกพ้อง ที่เป็นพาลสันดานหยาบ นางก็ทูลให้เพิ่มบำเหน็จรางวัลเป็นความดีความชอบแทน พระเจ้าจิตราชทรงลุ่มหลง หลงใหล ใฝ่ฝันนางทั้งสองยิ่งนัก...........
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 8
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 07 Jul. 2005,02:46 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

๔.เตือนภัย

...ฝ่ายหลวงสติ[/size] ซึ่งเป็นโหราธิบดีผู้ใหญ่ ได้พิจารณาเห็นว่า ในไม่ช้าจะเกิดเหตุใหญ่ในเมือง เพราะท้าวจิตราชทรงลุ่มหลงในนางอวิชชาและนางตัณหา มากเกินไป นางทั้งสองก็ยั่วยุให้มีแต่เรื่องเดือดร้อน หลวงสติ เห็นว่าถ้าปล่อยไว้เช่นนี้เรื่อยไป จะเกิดเป็นภัยแน่ จึงเข้าเฝ้าพระเจ้าจิตราช กราบทูลว่า “เหตุร้ายจักเกิดแก่พระองค์ในไม่ช้า ขอให้พระองค์ทรงเตรียมการป้องกันพระนครไว้พระเจ้าค่า”

...ท้าวจิตราชได้สดับโหราธิบดีมาทูลเตือนดังนั้น ก็ทรงร้อนพระทัย จึงตรัสถาม “ท่านหลวงสติ แล้วเราจะเตรียมป้องกันทหารอย่างไรเล่า?”

...โหราธิบดี จึงกราบทูลแนะให้ท้าวจิตราช ทรงป้องกันว่า “ขอพระองค์ทรงจัด[color=blue]ทวารธรรมาวุธ
ไว้ เลือกแต่ตั้งอยู่ในศีลในทาน มารักษาพระนคร ขอให้พระองค์สวดมนต์ภาวนาแผ่เมตตาไปในสรรพสัตว์ อย่าหลงใหล ในพระนางอวิชชา และพระนางตัณหามากเกินไป จะทำให้เสียเมือง ......อนึ่ง พวกพ้องของนางตัณหา ก็ไม่ควรจะให้เข้าเฝ้าบ่อยนัก เพราะจะทูลให้พระองค์ทรงเดินทางผิดอยู่เสมอ พวกนี้จะพลอยดีแต่เวลายังไม่มีภัยมาถึง ครั้นมีภัยเข้า ก็จะพากันทิ้งขว้างพระองค์เป็นแม่นมั่น ไม่ยอมช่วยเหลืออะไรทั้งหมด จะปล่อยให้พระองค์ได้รับทุกข์ทรมานเพียงผู้เดียว เป็นแน่แท้”

....ท้าวจิตราช ได้สดับหลวงสติ โหราธิบดี กราบทูลเหตุการณ์ดังนั้น ทรงรู้สึกละอายและเกรงกลัว อันตราย ทรงรับสั่งว่า “ถ้าอย่างนั้นเราจะคลายความลุ่มหลงในองค์มเหสีทั้งสองให้น้อยลง และรับที่จะปฏิบัติตามที่ท่านได้เตือนเรา ขอบใจมาก” แล้วพระเจ้าจิตราช ทรงมีพระดำรัสสั่งให้จัดตั้งเสนาธรรมาวุธ เพื่อป้องกันพระนครโดยกวดขัน
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 9
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 31 Jul. 2005,06:49 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

๕.เหตุร้ายเริ่มส่อเค้า

... ฝ่ายขุนทิฐิ ขุนมานะ ในเหล่าเสนา อกุศลเจตสิก ผู้มีความกล้า เมื่อทราบดังนั้นแล้วจึงเข้าเฝ้าเหนือหัวของตน และได้กราบทูลยุยงพระเจ้าจิตราช ว่า “ขอเดชะ พระองค์อย่าได้ทรงท้อถอย ไม่ต้องทรงเกรงกลัวอะไรทั้งหมด พระองค์จงทรงไว้ตัว ตามเยี่ยงกษัตริย์ (ขัตติยะมานะ) ไม่ควรที่พระองค์จะทรงยอมทำตามคำเพ็ดทูล ของใครง่าย ๆ จะเป็นที่เสื่อมเสียพระเกียรติ พระองค์จะทรงกลัวอะไรกับข้าศึกเพียงหยิบมือ”

พระนางอวิชชาและพระนางตัณหากราบทูลเสริมว่า “พระทูลกระหม่อมแก้ว” นางอวิชชาเริ่มก่อน “พระองค์ทรงบุญญาธิการ จะหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ ทุกวันนี้ พระองค์เสวยแต่ความสุข จะประสงค์สิ่งใดก็ได้สมประสงค์ทุกประการ หากพระองค์ไม่มีความมั่นคง ทำเป็นหลักที่ปักโคลน จะทำให้ราษฎรครหาได้เพค่ะ” … “ทูลกระหม่อมแก้ว” นางตัณหาเริ่มบ้าง “ขอพระองค์อย่าทรงเชื่อถ้อยคำ ของเจ้าโหราธิบดี ปัญญาโฉด แกล้งกล่าวคำร้ายให้แก่พระองค์และพระนคร ข้าศึกที่ไหนจะมารุกรานเราได้ ขอพระองค์ให้ทรงเชื่อหม่อมฉันทั้งสองเถิดเพค่ะ”
ท้าวจิตราช ได้สดับวาจาเป็นเครื่องกล่าวของพระนางทั้งสอง ดังนั้น ก็ทรงเห็นด้วยกับนาง แล้วพลอยไปโกธา ใส่หลวงสติ โหราธิบดี ดำรัสรับสั่ง ให้ไล่ออกไปเสียให้พ้นจากเขตพระราชฐาน … หลวงสติ เมื่อถูกขับไล่ ก็ออกไป บรรดาเสนาที่ซื่อสัตย์ต่างก็ไม่กล้าทูลเตือนพระเจ้าจิตราช หลบหน้าหนีออกไปจากพระนครจนหมด

... พระเจ้าจิตราช ทรงลุ่มหลงในพระนางตัณหาและนางอวิชชา มากกว่าเดิม จนไม่ได้เสด็จออกตรวจตราพระนคร ทรงหมกมุ่นอยู่กับอบายมุข เช่นสุรา นารี กับเสนาที่เป็นพาล ไม่เป็นอันปฏิบัติราชกิจที่ถูกควรอันใดเลย

... เหล่า พยาธิทั้งหลายก็ได้เริ่มแทรกเข้ามาในกายนคร โดยง่ายดาย เรื่องร้าย ๆ กำลังจะเริ่มเกิดขึ้น
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 10
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 25 Aug. 2005,02:04 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

๖.มรณานคร

จะกล่าวถึงเมืองใหญ่อีกเมืองหนึ่ง ชื่อว่า มรณานคร กษัตริย์มัจจุราช ทรงครองนครนี้

มัจจุราชกษัตริย์ พระนามนี้ ได้ยินไปถึงไหน ก็เป็นที่ครั่นคร้ามขามขยาดไปทั่ว เพราะพระยามัจจุราชนี้ ลงโจมตีเมืองใดเข้าแล้ว เมืองนั้นต้องย่อยยับทันที พระยามัจจุราชนี้ ไม่มีรัก ไม่มีเกลียดใคร ใครจะเอาเงินทองกอบโกยมาถวายเพียงใด ท้าวเธอก็ไม่ยินดี หรือใครจะไปหลบอยู่ที่ใด อยู่ที่ไหน ๆ หากพระเจ้ามัจจุราชต้องการตัว ก็ไม่พ้นเงื้อมมือพระยามัจจุราชไปได้

ทหารเอก ของมัจจุราชกษัตริย์ มี ๒ คน คือ หลวงชรา กับหลวงพยาธิ ทั้งสองทหารเอกนี้ เป็นที่ครั่นคร้าม ไปทั่วทุกทิศ เพราะทหารเอกทั้งสองนี้ซึ่งเปรียบเสือนมือซ้าย มือขวาของพระเจ้ามัจจุราช จะโจมตีไม่เลือกหน้า

พระเจ้ามัจจุราช ทรงดำริ จะแผ่อำนาจไปตามหัวเมืองใหญ่น้อย ได้ออกบังลังก์ ปรึกษากับเหล่าเสนาอำมาตย์ ซึ่งมีหลวงชรา กับหลวงพยาธิ เป็นมนตรีที่ปรึกษา และเป็นทัพหน้าของเจ้าแห่งมรณานคร
“ตอนนี้เมืองน้อยใหญ่ต่าง ๆ ต่างตกเป็นเมืองขึ้นของเราแล้ว จะเหลือเมืองใดบ้างหนอ ที่ยังไม่เป็นเมืองของเรา และได้เวลาที่เราจะไป โจมตีเอา” ทรงตั้งคำถาม ในที่ประชุม

“กายนคร พระเจ้าข้า” สุวรรณโหราธิบดี ได้กราบทูล “บัดนี้จิตราชราชา ลุ่มหลง ในอบายมุข มาก จึงเป็นโอกาสที่เราจะไปยึดครองมาพระเจ้าข้า”

เหล่ามนตรีในที่ประชุมต่างเห็นพ้องกับ สุวรรณโหราธิบดี
มัจจุราชราชา จึงได้ปรึกษา ถึงการจะไปโจมตีเมืองกายนคร ให้จัดกำลังนักรบเข้าตีป้อมกำแพงกายนครให้พินาศ แล้วจะเข้าไปจับท้าวจิตราชมัดนำออกไปไว้นอกพระนครต่อไป.........
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
19 คำตอบนับตั้งแต่ 13 Jun. 2005,10:10 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 1 of 212>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com