เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 29 of 52<<252627282930313233>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: นิทานเซน< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 281
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Jul. 2006,01:24  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ใช่แล้วค่ะ พี่แอ๊ด
เพราะการทำลายล้างธรรมชาติของมนุษย์
โลกเราจึงเกิดวิกฤตรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สงสารแต่คนที่จะเกิดมาในรุ่นหลังๆ เพราะเกิดมาก็ต้องเผชิญกับ
ภัยธรรมชาติ ภัยสังคม ภัยการเมือง ภัยก่อการร้าย
ซึ่งนับวันมีแต่จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

เด็กกำพร้าว่าน่าสงสารแล้ว คนแก่ที่ลูกหลานไม่ค่อยจะเหลียวแล
ดูจะน่าสงสารไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันสักเท่าใด
ไหนจะต้องเผชิญกับร่างกายที่ต้องเจ็บป่วย ความเหงา
และความขาดแคลนเรื่องเงินทอง

แถวบ้านมีหลายคนที่เป็นอย่างนั้น ทุกวันที่แสงดาวเลิกงานกลับมาบ้าน
เขาจะดักรอเพื่อจะมาพูดคุยและรับของฝาก

ก่อนนั้นที่ข้าวของยังไม่แพงอย่างทุกวันนี้
งบที่ตั้งไว้ทุกเดือนจะมีเหลือ ก็จะนำเงินที่เหลือๆนี้
มาซื้อเป็นของฝาก และให้เป็นเงินบ้าง

แต่เดี๋ยวนี้แม้จะตั้งงบไว้สูงกว่าเก่า ก็ยังแทบจะไม่ค่อยพอ
รู้สึกเขินที่เขารอแล้วไม่ค่อยจะมีของฝาก
จึงเจียดเอาส่วนที่ซื้อเข้าบ้านมาแบ่งปันให้
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 282
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Jul. 2006,01:31 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE




          ๗๓. เจริญสติในชีวิตประจำวัน

มักจะมีผู้ถามบ่อยๆว่า จะบำเพ็ญภาวนาอย่างไร?
และควรจะปฏิบัติธรรมวิธีไหน?
แต่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าสามารถปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันได้
ปฏิบัติในสิ่งแวดล้อมที่มีมายาและกิเลสได้

ลูกชายของคนทำขนมปังคนหนึ่ง เป็นคนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
และเนื่องจากมีบ้านอยู่ใกล้วัด จึงนำขนมปัง 10 ลูก ไปถวายให้กับ
พระอาจารย์ที่วัดทุกวัน เมื่อพระอาจารย์รับประเคนแล้ว
ก็จะเหลือลูกหนึ่งให้นำกลับไปทุกครั้ง และพูดกับเขาว่า
“ข้ามอบให้กับเจ้า ไว้คุ้มครองลูกหลานของเจ้าต่อไปในภายภาคหน้า”

วันหนึ่ง ชายหนุ่มนั้นคิดในใจว่า “ข้าส่งขนมปังไปให้ ทำไมต้องส่งกลับคืนมาด้วย
ท่านอาจารย์ต้องมีความนัยอะไรแอบแฝงอยู่เป็นแน่”
ดังนั้นชายหนุ่มนั้นจึงถามพระอาจารย์ถึงเรื่องนี้
พระอาจารย์ตอบว่า “ขนมปังเป็นสิ่งที่เจ้านำมา และข้ากลับมอบคืนให้เจ้า
ข้าทำผิดตรงไหน?”

ชายหนุ่มนั้นเคยมีวาสนาต่อการปฏิบัติมาก่อนจึงเข้าใจ
ได้ทันทีว่า เหตุปัจจัยที่ตนเองสร้างมา ย่อมจะต้องเป็นผู้รับผลอันนั้น
คิดได้ดังนั้นแล้ว จึงขอบวชกับพระอาจารย์นั้น

พระอาจารย์พูดต่อว่า “ในอดีตเจ้าเคยสร้างแต่บุญกุศล
และตอนนี้ยังเชื่อฟังคำของข้า ต่อแต่นี้ไปให้เรียนธรรมและอยู่ปฏิบัติใกล้ชิดกับข้า

ผ่านไปอีกระยะหนึ่ง วันหนึ่ง พระหนุ่มนั้น นำเอาความสงสัยเรื่องหนึ่งไปถาม
พระอาจารย์ว่า “หลังจากที่ศิษย์บวชเรียนมาจนถึงวันนี้ ยังไม่เคยได้รับคำชี้แนะ
เคล็ดวิธีในการปฏิบัติปฏิบัติธรรมเลย”


พระอาจารย์ตอบด้วยเสียงเรียบสงบว่า “ทำไมจะไม่ได้สอนธรรมะให้เจ้า
เจ้ายกน้ำชามา ข้าก็รับไว้ เจ้ายกข้าวมา ข้าก็กิน เมื่อเจ้าแสดงความคารวะ
ข้าก็พยักหน้ารับ ตรงไหนไม่ใช่เคล็ดวิธีในการปฏิบัติธรรม?
หากอยากจะเห็นจิตของตนเอง ก็จะเห็นได้ทันที
หากย้ำคิด จะเดินผิดทางทันที
พระหนุ่มนั้นเข้าใจถึงคำสอนได้ในทันทีเหมือนกัน

การปฏิบัติธรรมหนีไม่พ้นจากเรื่องราวในชีวิตประจำวัน
หากให้แยกออกจากชีวิตที่เป็นอยู่ในแต่ละวัน
จะรู้ธรรมได้ยาก การเดิน ยืน นอน นั่ง การเคลื่อนไหวนิ่งเงียบ
ไม่มีสิ่งไหนที่ไม่ใช่เครื่องมือทำสติ เพียงแค่รู้อยู่ในปัจจุบันขณะ
ใช้จิตรู้ได้ทันท่วงที ทุกๆสิ่งคือหนทางแห่งมรรค
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 283
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Jul. 2006,01:34 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



ที่มา ในห้วงคำนึงอันสงบ ของพระอาจารย์เจิ้งเหยียน(3)
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 284
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 13 Jul. 2006,06:54 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



การภาวนามิใช่การออกจากสังคม มิใช่การหลีกหนีสังคม แต่เป็นการเตรียมพร้อมที่จะกลับคืนสู่สังคมอีกครั้ง เราเรียกการปฏิบัติเช่นนี้ว่า "พุทธศาสนาที่ครอบคลุมทุกมิติของชีวิต" เมื่อเราไปปฏิบัติธรรมเราอาจจะมีความรู้สึกว่าเราได้ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง อันได้แก่ครอบครัว สังคม ตลอดจนสิ่งทั้งปวงที่เกี่ยวเนื่องกับครอบครัวและสังคมด้วย แล้วคิดว่าเรามาในฐานะปัจเจกบุคคล เพื่อปฏิบัติและแสวงหาความสงบ ความเข้าใจเช่นนี้ก็นับเป็นโมหะอย่างหนึ่งเสียแล้ว เพราะในพุทธศาสนาไม่มีสิ่งที่เป็นปัจเจกบุคคล

           ดังเช่นกระดาษแผ่นหนึ่ง คือ ผลพวงและองค์ประกอบจากปัจจัยหลายๆ สิ่ง ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยซึ่งไม่ใช่กระดาษ ปัจเจกภาพก็สร้างขึ้นมาจากปัจจัยซึ่งไม่ใช่ปัจเจกภาพ หากเธอเป็นกวี เธอก็จะเห็นได้แจ่มชัดว่า มีเมฆก้อนหนึ่งกำลังลอยเลื่อนอยู่ในกระดาษแผ่นนี้ ปราศจากก้อนเมฆ ก็จะไม่มีน้ำ ปราศจากน้ำ ต้นไม้ก็ไม่สามารถงอกงามได้และปราศจากต้นไม้ เธอก็ไม่สามารถทำกระดาษได้ ดังนั้นก้อนเมฆจึงอยู่ในที่นี้ การปรากฏอยู่ของกระดาษแผ่นนี้ ขึ้นอยู่กับการปรากฏอยู่ของก้อนเมฆ กระดาษและก้อนเมฆสัมพันธ์แนบเนื่องกันเหลือเกิน

           เราลองนึกถึงสิ่งอื่นๆ บ้างก็ได้ เช่น แสงอาทิตย์ แสงอาทิตย์เป็นสิ่งสำคัญมากเพราะป่าไม้ไม่สามารถงอกงามได้โดยปราศจากแสงอาทิตย์ และมนุษย์เราก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้โดยปราศจากแสงอาทิตย์ ดังนั้น คนตัดไม้ซุงต้องการแสงอาทิตย์เพื่อจะได้ตัดต้นไม้ และต้นไม้ก็ต้องการแสงอาทิตย์เพื่อการเป็นต้นไม้ เพราะฉะนั้นเธอสามารถแลเห็นแสงอาทิตย์ในกระดาษแผ่นนี้ และหากเธอมองลึกลงไปยิ่งกว่านี้ด้วยแห่งสายตาแห่งโพธิสัตว์คนหนึ่ง ด้วยสายตาของคนผู้ตื่นรู้แล้ว เธอจะแลเห็นว่าไม่เพียงก้อนเมฆและแสงอาทิตย์เท่านั้น ที่ปรากฏอยู่ในกระดาษแผ่นนี้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏอยู่ในที่นี้ด้วย เช่น ข้าวสาลี ซึ่งแปรสภาพเป็นขนมปังสำหรับเป็นอาหารของคนตัดไม้ซุง ยังพ่อของคนตัดไม้ซุงอีกเล่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในกระดาษแผ่นนี้

          อวตัมสกสูตร* บอกแก่เราว่า เธอไม่สามารถชี้ระบุได้เลยว่าสิ่งใดไม่มีความสัมพันธ์กับกระดาษแผ่นนี้ ดังนั้นเราจึงกล่าวว่า "กระดาษแผ่นหนึ่งสร้างขึ้นด้วยปัจจัยซึ่งไม่ใช่กระดาษ" ก้อนเมฆเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่กระดาษ ป่าไม้เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่กระดาษ แสงอาทิตย์เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่กระดาษ กระดาษแผนนี้สร้างขึ้นด้วยมวลปัจจัยซึ่งไม่ใช่กระดาษ จนกระทั่งว่าหากย้อนกลับคืนสู่ปัจจัยซึ่งไม่ใช่กระดาษ ไปสู่แหล่งเดิมของสิ่งเหล่านั้นแล้ว กล่าวคือ คืนก้อนเมฆสู่ท้องฟ้า คืนแสงอาทิตย์สู่ดวงตะวัน คืนคนตัดไม้ไปสู่พ่อของเขา ดังนี้แล้วกระดาษย่อมเป็นสิ่งว่างเปล่า ว่างเปล่าจากอะไรหรือ? ว่างเปล่าจากตัวตนหนึ่งซึ่งแยกขาดจากสิ่งอื่นๆ ตัวตนย่อมประกอบขึ้นด้วยปัจจัยทั้งมวลซึ่งไม่ใช่ตัวตน ปัจจัยซึ่งไม่ใช่กระดาษ และถ้าหากปัจจัยทั้งมวลซึ่งไม่ใช่กระดาษนี้ถูกแยกออกไป กระดาษก็กลายเป็นสิ่งว่างเปล่าอย่างแท้จริง ว่างเปล่าจากการเป็นตัวตนอิสระ ว่างเปล่าในแง่นี้หมายถึงกระดาษแผ่นนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยทุกสิ่ง ประกอบขึ้นด้วยจักรวาลทั้งมวลการปรากฎของกระดาษแผ่นเล็กๆ นี้ เป็นการพิสูจน์ยืนยันแห่งการปรากฏของจักรวาลทั้งจักรวาล

          ในลักษณะเดียวกัน ปัจเจกภาพย่อมประกอบขึ้นด้วยปัจจัยซึ่งไม่ใช่ปัจเจกภาพ เมื่อเธอเข้ามาอยู่ในศูนย์ปฏิบัติธรรม ความทุกข์ซึ่งเธอพกพาไว้ในจิตใจของเธอ ก็คือตัวสังคมนั่นเอง เธอทำเพื่อสังคมทั้งหมดเธอแสวงหาคำตอบให้แก่ปัญหาของเธอ ไม่ใช่เพื่อตัวเธอ หากเพื่อพวกเราทุกคนด้วย

          เรามักมองข้ามใบไม้ว่าเป็นเพียงลูก ๆ ของต้นไม้ ใช่ ใบไม้เหล่านั้นเป็นลูกของต้นไม้ กำเนิดมาจากต้นไม้ แต่ใบไม้เหล่านั้นก็เป็นแม่ของต้นไม้ด้วยเช่นกัน ใบไม้จะสังเคราะห์วัตถุดิบ น้ำและแร่ธาตุเข้ากับแสงอาทิตย์และอากาศ แล้วแปรเปลี่ยนวัตถุดิบให้กลายเป็นแม่ของต้นไม้ เราทุกคนล้วนเป็นลูกของสังคม แต่เราก็เป็นแม่ของสังคมได้ด้วยเช่นกัน เราต้องบำรุงหล่อเลี้ยงสังคม หากเราถอนรากออกจากสังคม เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนสังคมให้กลายเป็นสถานที่น่าอยู่มากขึ้นสำหรับเรา และสำหรับลูกหลานของเราได้ ใบไม้เชื่อมโยงกับต้นไม้โดยอาศัยลำต้นลำต้นนั้นสำคัญมาก

          ฉันทำสวนอยู่ในชุมชนของเราเป็นเวลาหลายปีแล้ว และฉันรู้ว่าบางครั้งเป็นการยากลำบากที่จะปักชำกิ่งที่ตัดมาแล้ว พันธุ์ไม้บางชนิดไม่อาจขึ้นได้ง่ายๆ ดังนั้นเราจึงใช้ฮอร์โมนพืชชนิดหนึ่ง เพื่อช่วยให้กิ่งชำเหล่านั้นงอกรากลงในดินได้ง่ายขึ้น ฉันสงสัยว่าจะมีผงอะไรสักชนิดหนึ่ง หรือมีอะไรบางสิ่งไหม ซึ่งอาจจะพบได้ในการปฏิบัติภาวนาอันสามารถช่วยเหลือผู้คนที่ขาดราก ให้หยั่งรากลงในสังคมอีกครั้ง การภาวนาไม่ใช่การหลีกหนีออกจากสังคม การภาวนาเป็นการสร้างเสริมบุคคลให้มีสมรรถนะที่จะกลับเข้าไปประสานกับสังคมได้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อช่วยให้ใบไม้สามารถหล่อเลี้ยงต้นไม้ได้


จากหนังสือ เธอคือศานติ เขียนโดย ติช นัท ฮันห์ (พระภิกษุเวียดนาม นิกายเซน ) แปลโดย สันติสุข โสภณศิริ สำนักพิมพ์โกมลคีมทอง ๔๑๑-๓๗๗๔

--------------------------------------------------------------------------------

           * อวตัมสกสูตร เป็นสูตรหนึ่งในนิกายหายานซึ่งมีต้นกำเนิดในอินเดียต่อมากลายเป็นสูตรสำคัญที่สุดในนิกายหัวเยน ซึ่งแพร่หลายไปในดินแดนตะวันออกไกล(ในญี่ปุ่น เรียกว่านิกายเคงอน) หัวใจของพระสูตรนี้คือสิ่งที่เรียกว่า ธรรมธาตุ หรือกฎธรรมชาติและจักรวาล ซึ่งตามนัยยะสมัยใหม่หมายถึง สสารและพลังงานทั้งปวงย่อมอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ และสรรพสิ่งย่อมอิงอาศัยซึ่งกันและกัน


ผลงานท่าน
http://www.geocities.com/jiriki_n/t/t.html

--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 285
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 13 Jul. 2006,07:00 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE




อวตัมสกสูตร : ตาข่ายพระอินทร์ สหสัมพันธ์แห่งสรรพสิ่ง

๑๓ . ตาข่ายพระอินทร์


พีชะ และ สังขารมีธรรมชาติ
ที่โยงใยถึงกันและทะลุทะลวงถึงกัน
หนึ่งเกิดจากทั้งหมด และ ทั้งหมดเกิดจากหนึ่ง


จากคำนำได้เอ่ยไว้แล้ว ท่านอสังคะกับวสุพันธุ์เริ่มนิกายวิญญาณวาทในราวคริสต์ศตวรรษที่ ๔
ตอนนั้นคำสอนของ อวตัมสกสูตร ยังไม่ได้เข้ามาสู่ระบบคำสอนในทางจิตวิทยาของพุทธศาสนา
ซึ่งเนื้อหามาจากพระอภิธรรม

จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๗ แล้วที่ท่านพระถังซำจั๋งได้นำเอานิกายวิญญาณวาทไปเมืองจีน แม้กระ
นั้น อวตัมสกสูตร ก็ยังไม่เข้าสู่นิกายนั้น

ท่านฟาซัง ( ค.ศ. ๖๔๓-๗๑๒ ) เป็นสังฆปรินายกองค์ที่ ๓ ของนิกายอวตัมสกะในเมือง
จีนและท่านเป็นคนแรกที่นำเอาข้อความจาก อวตัมสกสูตร เข้ามาสู่ระบบจิตวิทยาอย่างพุทธ
ดังนั้นท่านเขียนอรรถาธิบายไว้ในเรื่องนี้อย่างชัดเจน ( Notes on the Mystical
in the Avatamsaka Sutra )

คาถาต้นบทนี้เอ่ยถึงคำสอนในเรื่องที่โยงใยถึงกัน และทะลุทะลวงถึงกัน ดังปรากฎความอยู่ใน
อวตัมสกสูตร

อวตัมสกสูตร นับได้ว่าเป็นต้นตอที่มาจากภาพลักษณ์ในเรื่องตาข่ายของพระอินทร์

ตาข่ายที่ว่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตาข่ายของพระอินทร์กว้างใหญ่ไพศาล แต่ละ
ช่วงของตาข่ายในจักรวาลมีมณีรัตนะต่าง ๆ ทุกครั้งที่ตาข่ายทอดไปถึง

มณีรัตนะเรือนโกฏิผูกติดอยู่กับตาข่าย และแต่ละมณีรัตนะก็เจียรไนออกไปอย่างต่าง ๆ กัน เวลา
มองไปยังด้านใดด้านหนึ่งของมณีรัตนะดวงใดก็จะเห็นมณีรัตนะทุก ๆ ดวงอยู่ในนั้น ดังความใน
อวตัมสกสูตร มีว่า ในตาข่ายของพระอินทร์นั้น หนึ่งอยู่ในทั้งหมดและทั้งหมดอยู่ในหนึ่ง

นักคิดชั้นนำชาวพุทธนำเอาภาพลักษณ์อันวิเศษนี้มาใช้เพื่ออธิบายในเรื่องโยงใยถึงกันและทะลุ
ทะลวงถึงกัน

ตามความคิดอย่างธรรมดา ๆ แบบแยกแยะของเรา เราเห็นกาน้ำชาเป็นหนึ่งหน่วย เป็นวัตถุ
โดด ๆ แต่ถ้าเรามองให้ลึกลงไปอย่างเพียงพอก็จะเห็นว่ากาน้ำชาประกอบด้วยธรรมะอันมาก
หลาย กล่าวคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ กาละ เทศ ๙ล๙ และเราจะพิจารณาจนเห็นได้ว่าจักรวาลทั้งหมด
รวมลงมาอยู่ในกาน้ำชานี้ นี้แลคืออิทัปปัจจยตาของความเป็นกาน้ำ

ดอกไม้ดอกหนึ่งก็ประกอบไปด้วยธาตุอื่น ๆ นอกเหนือดอกไม้ดอกนั้น เช่น เมฆ พื้นดิน และแสง
แดด ถ้าไม่มีเมฆไม่มีพื้นดินจะมีดอกไม้ได้อย่างไร นี้แลคือการอิงอาศัยซึ่งกันและกัน คือหนึ่งขึ้น
กับทั้งหมด และทั้งหมดเป็นไปได้ก็มาจากหนึ่ง

เราจะเห็นได้ถึงธรรมชาติของการโยงใยถึงกันและทะลุทะลวงถึงกันในทุก ๆ พีชและในทุกๆ สังขาร

การทะลุทะลวงถึงกันหมายความว่าทั้งหมดคือหนึ่ง ดอกไม้ไม่อาจดำรงอยู่ได้โดด ๆ หากต้องโยง
ใยกับทุกอย่าง ธรรมทั้งหมดเป็นเช่นนั้น

เดวิด บอร์มซึ่งเป็นนักนิวเคลียฟิสิกส์ชาวอังกฤษ เสนอศัพท์ทางวิชาการขึ้น ๒ คำคือ explicate
order(ระเบียบแบบแผนที่อธิบายได้ ) กับ implicate order (ระเบียบแบบแผน
ที่ทราบโดยนัยเท่านั้น )ซึ่งใกล้เคียงกับศัพท์ทางพุทธศาสนาในเรื่องสมมติสัจกับปรมัตถสัจ

ในทางที่อธิบายได้ แต่ละอย่างมีขึ้นนอกเหนือไปจากอย่างอื่น ๆ ช้างอยู่นอกกุหลาบ โต๊ะอยู่นอก
ป่า เธออยู่นอกจากฉัน ๙ล๙ ระเบียบแบบแผนที่อธิบายได้ คือสิ่งซึ่งเรามองเห็นโดยได้มองให้ลึก
ลงไป แต่บอร์มก็ค้นพบด้วยว่าถ้าเรามองลึกลงไปยังธรรมชาติของทุกสิ่งที่เขาเรียกว่าอนุภาคพื้น
ฐาน( elementatypartical ) ก็จะเห็นได้ว่าอนุภาคหนึ่งเกิดขึ้นโดยอนุภาคอื่น ๆ

มติในชีวิตประจำวันของเราเอามาใช้ได้กับสิ่งซึ่งเล็กน้อยอย่างหาที่สุดมิได้

ในอนุภาคหนึ่งซึ่งเรารับรู้ได้ว่ามีอนุภาคอื่น ๆ ปรากฎอยู่ด้วยและเมื่อมองให้ลึกลงไปในธรรมชาติ
ของอนุภาคหนึ่งก็จะช่วยให้เราเข้าถึงระเบียบแบบแผนที่เข้าได้โดยนัยเท่านั้น กล่าวคือมีทุกอย่าง
อยุ่ในทุก ๆ อย่าง

นี่คือคำสอนของ อวตัมสกสูตร

ระเบียบแบบแผนที่เราทราบได้เพียงนัยนั้นเหมือนกับปรมัตถมิติ และระเบียบแบบแผนที่อธิบาย
ได้ก็เทียบได้กับสมมติสัจแห่งสังสารวัฏที่เกี่ยวเนื่องกับการเกิดและตาย เริ่มต้นและถึงที่สุด นี่และ
นั่น เป็นไม่เป็น แต่ในทางปรมัตถ์นั้น ไม่อาจสามารถอธิบายได้ด้วยถ้อยคำหรือความคิดเพราะ
ถ้อยคำและความคิดมีธรรมชาติไปในทางที่ตัดสัจภาวะออกเป็นเสี่ยง ๆ

พร้อมกันนั้นก็พึงตราไว้ว่าการศึกษาพุทธศาสนา และการเจรจากับคนอื่น ๆ เราต้องใช้ถ้อยคำ
ความคิด และคำนิยามต่าง ๆ แต่เมื่อถึงที่สุดแล้ว เราต้องเอาสิ่งสมมติต่าง ๆ นั้นออกให้หมด
เพื่อเข้าถึงสัจภาวะที่แท้

ถ้อยคำอย่างเช่น เหมือนกัน ต่างกัน สมุหภาพ ปัจเจกภาพ ล้วนเป็นแต่ละขั้นบันได เราต้องไต่ขึ้น
ไปทีละขั้น แต่อย่าไปหลงในพลความนั้น ๆ

ถ้าเราหลงในถ้อยคำ ความคิด หรือพลความต่าง ๆ เสียแล้ว เราจะขึ้นไม่ถึงมิติแห่งความเป็นปรมัตถ์

ใช้คำสอนเรื่องทะลุทะลวงเข้าไปตามที่ปรากฎใน อวตัมสกสูตร เราอาจไขประแจประตูไปสู่สัจภาวะ
ได้โดยทิ้งถ้อยคำที่ผูกเราให้ติดไว้ในโลก

ความคิดต่าง ๆ ที่เรามานิยามสัจภาวะจำต้องปลาสนาการไป เรารู้ว่าเรามีปอดไว้สำหรับหายใจ
เข้าและออก แต่เมื่อเรามองให้ลึกลงไป เราก็จะเห็นว่าในปอดเรานั้นมีภูเขาต่าง ๆ และป่าต่าง ๆ
รวมอยู่ด้วย ถ้าปราศจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเราจะหายใจเข้าออกได้อย่างไร

เรามีหัวใจที่ใช้งานได้ดี และเราก็รู้ว่าถ้าหัวใจไม่ทำงาน เราก็ย่อมจักไม่มีชีวิตอีกต่อไป แต่เมื่อมอง
ให้ลึกลงไปก็จะเห็นได้ว่าพระอาทิตย์ก็คือหัวใจที่สองของเรา ถ้าพระอาทิตย์หยุดทำงาน เราก็จะ
ตายภายในทันที ดุจดังหัวใจหยุดทำงานด้วยเช่นกัน เราเห็นว่าร่างกายของเราคือร่างกายของ
จักรวาล และจักรวาลคือร่างกายของเรา

เรารู้ได้อย่างลึกซึ้งก็ต่อเมื่อเราเห็นมิติต่าง ๆ ทั้งภายในภายนอกทั้งตัวเราและผู้อื่น

เวลาเรามองตามสายตาของ อวตัมสกสูตร เราก็จะเห็นสกลจักรวาลและ สรรพธรรมในตาข่าย
ของพระอินทร์ พลันเราก็จะเข้าใจว่าแนวคิดในรื่องหนึ่งกับหลาย ไปกับมา สมุหภาพและปัจเจก
ภาพ บนกับล่าง รวมถึงเป็นกับไม่เป็น ๙ล๙ ว่าเอามาใช้กับปรมัตถสัจไม่ได้

พระพุทธองค์ตรัสว่า " นี่มี เพราะนั่นมี " นับว่าเป้นคำสอนที่เรียบง่ายและลึกซึ้ง หมายความว่าทุก
สิ่งโยงใยไปยังทุก ๆ สิ่ง ทุกอย่างเกิดขึ้นก็เพราะทุกอย่างอื่น ๆ เข้ามารวมอยู่ด้วย

แสงแดดทะลุทะลวงมายังพืชผัก พืชผักทะลุทะลวงไปยังสัตว์ และทะลุทะลวงไปยังกันและกัน

ในหนึ่ง เราเห็นทั้งหมด
ในทั้งหมด เราเห็นหนึ่ง
เวลาเราสัมผัสหนึ่ง เราสัมผัสทั้งหมด
เวลาเราสัมผัสทั้งหมด เราสัมผัสหนึ่ง

นี้แลคือคำสอนของ อวตัมสกสูตร นับเป็นคำสอนที่ลึกซึ้งที่สุดของพระพุทธศาสนาในเรื่องการ
โยงใยถึงกันและกัน

--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 286
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 13 Jul. 2006,07:07 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

พุทธศาสนากับการอนุรักธรรมชาติ นักวิชาการ เอนจีโอ นักอนุรักษ์
บางกลุ่ม จะได้แรงบันดาลใจ จากพระสูตรบทนี้ ครับ

ทุกๆ อย่าง ไม่แยกจากกัน ไม่อยู่เดี่ยวๆ  แต่ ล้วนแต่อิงอาศัยกันเกิด
แม้เพียงชั่วคราว

เราทำลายสิ่งแวดล้อม คือ การทำลายเราทางอ้อม

--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 287
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 14 Jul. 2006,01:22 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ขอบคุณค่ะ คุณ ultraman

ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่นำบทความดีๆอย่างนี้มาให้อ่าน
มีโอกาสนำมาแจมอีกนะคะ
เพราะถ้าไม่ซอยย่อยออกมาลักษณะนี้ อ่านเต็มๆในเน็ต
คงจะไม่มีเวลามากพอ ชอบบทความที่นำมาให้อ่านมากค่ะ again.gif

เคยอ่านบทความของพระสังฆราชบทหนึ่งที่พูดถึงเรื่องธรรมทาน
ธรรมทานที่ดีเยี่ยมบทหนึ่งคือตัวเราเป็นแบบของธรรมะให้ผู้อื่นเอง
เราต้องปฏิบัติตัวเรา จนผู้อื่นเห็นว่าการปฏิบัติธรรมแล้วตัวเราเป็นอย่างไร
แล้วเขาเหล่านั้นหันมาปฏิบัติตามเรา ถึงจะเป็นสุดยอดของธรรมทาน

เมื่อก่อนนั้นไม่เข้าใจคำว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว"
นึกว่าเป็นปริศนาธรรม แต่ตอนนี้เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว

เกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ก็ควรจะเริ่มที่ตัวเองก่อน
และต่อด้วยคนรอบข้าง จากบุคคลต่อบุคคล ไปที่กลุ่ม ไปเรื่อยๆ

หลายคืนก่อนดูทีวีสัมภาษณ์ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
มีอะไรที่เกี่ยวกับสมาธิ การปฏิบัติธรรม และอื่นๆหลายอย่าง

ตอนหนึ่งท่านพูดว่า "สังคมยุคนี้ต้องการคนดี ไม่ต้องการคนเก่ง"
เห็นด้วยเป็นอย่างมาก ทุกวันนี้นักเรียนที่มาเรียนพิเศษด้วย
จะแอบสอนคุณธรรมและจริยธรรมไม่ให้เขารู้ตัว

เมื่อวานนี้มีนักเรียนมาขอช่วยให้อธิบายเรื่องอริยสัจ 4 ทำรายงานไม่ได้
จึงยกเรื่องสิวมาประกอบการสอน (เพราะนักเรียนวัยรุ่นห่วงผิวมากที่สุด)

ถามเขาว่า "เวลาเป็นสิวเต็มหน้ารู้สึกอย่างไร?"
เขาตอบว่า "เป็นทุกข์และเครียด"
"แล้วทำอย่างไรต่อไป?"
"หาสาเหตุที่เป็นสิว"

เลยบอกเขาว่านั่นแหละคือ สมุทัย
แล้วก็ถามเขาไปเรื่อย จนถึงหนทางแห่งมรรค

เขาบอกทำไมมันง่ายอย่างนี้
หลายปีที่ผ่านมาเขาท่องเกือบตายก็ยังจำสับสนไปหมด
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 288
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 14 Jul. 2006,01:29 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE




           รักตัวเองแล้วก็ทำร้ายตนเอง

คนที่เรารักที่สุดไม่มีใครเกินกว่ารักตัวเอง
คนที่เราเกลียดที่สุด ก็คือตัวเอง
ตั้งแต่เล็กจนโต คนส่วนใหญ่มักจะทำอยู่เรื่องหนึ่งคือ
ทำอย่างไรถึงจะให้ตนเองพอใจ

ตั้งแต่วัยทารก เมื่อผ้าอ้อมเปียก ก็จะร้องไห้เพื่อจะบอกให้คนอื่นรู้
เมื่อหิว ก็แสดงออกโดยการร้องไห้ เมื่อเจ็บป่วยก็ร้องไห้อีก
เมื่อผู้อื่นทำให้ตนเองไม่พอใจก็ร้องอีก
ส่วนใหญ่ก็ใช้การร้องไห้ ร้อง ร้อง ร้อง
จนผู้อื่นทำให้ตนเองพอใจจึงจะหยุด

เมื่ออยู่ในวัยเด็ก จะกินอะไรต้องกินให้ได้ จะเอาก็จะเอาให้ได้
จะทิ้งก็ทิ้งเลย จะคลานก็คลาน ไม่สนใจผู้อื่นว่าจะเป็นอย่างไร
จะทำอะไรก็ทำเลย ก็คือการทำให้ตัวเองพอใจก็แล้วกัน

โตขึ้นมาอีกหน่อย คิดจะเล่น ก็เล่น เล่นของไปชิ้นหนึ่งก็จะเปลี่ยนไป
เป็นอีกชิ้นหนึ่งประเดี๋ยวเล่นกับคนนี้ เดี๋ยวก็ไปเล่นกับคนโน้น
เล่นทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนค่ำเหมือนกับเล่นได้โดยไม่เหน็ดเหนื่อย
ก็เพื่อสนองความต้องการของตนเอง

เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น รู้สึกสนใจเพื่อนต่างเพศ
มักจะมองครูอาจารย์เหมือนศัตรู
แสดงการต่อต้านออกมาเพื่อแสดงถึงความไม่พอใจ

แสดงกิริยาร้ายๆเพื่อเรียกร้องความสนใจ
หรือปิดกั้นตัวเองเพื่อหลบหลีกปมด้อยในใจของตนเอง
ไม่ว่าจะใช้วิธีการอย่างไรหรือลักษณะอย่างไร ก็เป็นเพื่อเรียกร้อง
ความเอาใจใส่และความสนใจจากคนอื่น
ใช้การแสดงออกลักษณะนี้ ก็เพื่อสนองความพอใจของตนเอง

วัยหนุ่มสาว ก็แย่งชิงสาวกับเพศเดียวกัน ที่ไม่ถูกกันก็กล่าวโทษกันไปมา
แสวงหาความท้าทาย เสกสรรปั้นแต่งให้ตัวเอง แสวงหาความรัก
เต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน เพื่อให้ตนเองก้าวไปข้างหน้า
ไม่ว่าจะจมลงไปสู่สิ่งที่เลว หรือมุ่งข้างหน้า
ทั้งสองสิ่งก็เป็นไปเพื่อสนองความพอใจของตนเอง

เมื่อมาถึงวัยกลางคน ไม่ใช่เพื่อขยายกิจการให้ใหญ่โต
ก็หลีกหนีไปจากโลกของตัวเอง
กระโดดเข้าไปเล่นการเมือง
ลงทุนกิจการต่างๆ เล่นบทนอกใจภรรยา ทำตัวเป็นข่าว
เพราะที่เป็นอยู่ไม่เพียงพอที่จะสนองความต้องการของตนเอง
ดังนั้นจึงไปสร้างกิเลสเพิ่มยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อเข้าสู่วัยชรา หวังจะให้ลูกหลานมาห่วงใย คู่ทุกข์ยากยังอยู่เป็นเพื่อน
และจากโลกนี้ไปอย่างไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
รำพึงรำพันถึงชีวิตที่ผ่านมาเพื่อปลอบประโลมใจให้กับตัวเอง
ใช้ความนับหน้าถือตาของผู้อื่น มายืนยันความความมั่นใจของตนเอง
ไม่ว่าจะปิดบังซ่อนเร้นชีวิตที่ผ่านมาอย่างไร
ก็ยังไม่สามารถทำความพอใจให้กับตนเองได้

ทุกคนย่อมต้องการให้ผู้อื่นมาเติมเต็มให้ อ่อนข้อให้ สร้างความพอใจให้
แต่...ผู้อื่นก็มีความต้องการเช่นนั้นพอๆกับเรา
มีความหวังที่จะอยากได้สิ่งต่างๆมาสนองความต้องการเหมือนกัน
ความต้องการและความหวังจากผู้อื่นเช่นที่ว่านี้ย่อมจะเป็นจริงได้ยาก

ดังนั้นเมื่อต่างฝ่ายเริ่มต้นที่จะอยากได้จากฝ่ายตรงข้าม
ย่อมเกิดความเคืองแค้นทั้งคู่ จากเรื่องของบุคคลต่อบุคคล
ก็กลายเป็นระหว่างกลุ่ม ระหว่างประเทศต่อประเทศ ต่อสู้แย่งชิงกันไปมา
ก็เพื่อมาตอบสนองความพึงใจของตนเอง ของกลุ่ม ของประเทศ

คนมีปัญญาย่อมมีกิเลสน้อย พอใจในสิ่งที่ตนเองมี และสามารถแบ่งปัน
ให้ผู้อื่นได้ตามสมควร แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่
เลยต้องให้ผู้อื่นมาเติมเต็มให้กับความต้องการของตัวเอง สุดท้ายก็มี
แต่ความทุกข์ที่ต้องแบก และกลายเป็นทาสของกิเลสในที่สุด


ที่มา จากอินเตอร์เน็ต

เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานเซน นิทานเซนจะมีหมายเลขกำกับที่ชื่อเรื่อง  
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 289
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 14 Jul. 2006,01:33 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE




ที่มา ในห้วงคำนึงอันสงบ ของพระอาจารย์เจิ้งเหยียน (4)
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 290
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Jul. 2006,02:14 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE




อยู่ที่คุณเลือกว่าจะให้เป็นอารมณ์ไหน

ด้านหน้ามีเงามืด คุณเห็นเป็นความมืดมิด
หรือเห็นเป็นแสงอาทิตย์ที่คอยติดตามอยู่ด้านหลังตลอดเวลา?

ด้านนอกลมกำลังพัดแรง คุณกำลังคอยจับผมที่ถูกพัดจนยุ่งอย่างรำคาญ?
หรือคิดจะไปเล่นว่าวให้ว่าวลอยไปจนสุดลูกหูลูกตา?

ฝนกำลังตก คุณกำลังหงุดหงิดที่ได้กลิ่นไอดินที่เหม็นคลุ้งขึ้นมา
หรือรอคอยที่จะเห็นสายรุ้งหลังฝนตก?

ในความมืดของราตรี คุณขดตัวอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของตัวบ้าน
หรือเดินไปที่ระเบียงเพื่อมองดูดวงดาว?

เวลาที่คุณอยู่คนเดียว คุณรู้สึกเหงาเดียวดายและว้าเหว่
หรือหามุมที่พักผ่อนทางจิต?

คุณเลือกที่จะเป็นเศรษฐีที่มีความสุขทางอารมณ์
หรือเป็นขอทานที่จิตวิญญาณมีแต่ความทุกข์ระทม

ก็อยู่ที่คุณจะเลือกว่าจะให้เป็นอารมณ์ไหน?


ที่มา จากอินเตอร์เน็ต

เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานเซน นิทานเซนจะมีหมายเลขกำกับที่ชื่อเรื่อง  
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
513 คำตอบนับตั้งแต่ 16 Sep. 2005,00:02 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 29 of 52<<252627282930313233>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com