เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 32 of 52<<282930313233343536>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: นิทานเซน< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 311
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 24 Jul. 2006,03:05  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่งมีธุระจะต้องเดินทางไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง
ขณะที่เดินทางรอนแรมอยู่กลางป่าพบว่า การจะไปอีกหมู่บ้านหนึ่งนั้น
จะต้องข้ามแม่น้ำ หรือไม่ก็ปีนข้ามเขาสูงไป

ขณะที่กำลังคิดว่าจะข้ามแม่น้ำไปดีหรือจะปีนเขาดี
พลันก็เห็นต้นไม้ใหญต้นหนึ่ง จึงใช้ขวานที่นำติดตัวมาโค่นต้นไม้นั้นลงมา
แล้วก็ทำเป็นเรือชาวนาคนนั้นรู้สึกดีใจมาก
และนึกชมเชยถึงความสามารถของตัวเองอยู่ในใจ
แล้วก็นั่งเรือนั้นข้ามฟากไป

เมื่อข้ามฝั่งไปได้ ชาวนานั้นรู้สึกว่าเรือนี้มีประโยชน์มาก ถ้าหากทิ้งไว้ที่นี่ คงจะ
น่าเสียดาย และหากข้างหน้ามีแม่น้ำอีก ก็คงจะต้องตัดต้นไม้ทำเรืออีก กว่า
จะต่อเรือเสร็จ ต้องเสียแรงและเวลาอีกไม่น้อย ชาวนานั้นจึงตัดสินใจแบก
เรือนั้นติดตัวไปด้วย เผื่อจะได้ใช้ยามต้องการ

ชาวนาแบกเรือนั้นด้วยความเหน็ดเหนื่อยและมีเหงื่อท่วมตัว
ทำให้ยิ่งเดินยิ่งช้าลงเรื่อยๆ เพราะเรือนั้นหนักเหลือเกิน
และกดทับทับเขาจนแทบจะหายใจไม่ออก

ชาวนานั้นเดินไปพักไป บางทีก็คิดจะทิ้งเรือนั้นไป แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกเสียดาย
คิดในใจว่า “แบกมาตั้งไกลแล้ว แบกต่อไปเถิด บางทีถ้าเจอแม่น้ำอีก ก็จะได้ใช้

และแล้ว ขณะที่แบกจนเหงื่อท่วมตัว จนถึงใกล้จะมืดค่ำ เพิ่งจะรู้สึกว่า หนทางที่
เดินผ่านมาเป็นทางที่ราบเรียบ จนถึงอีกหมู่บ้านก็ไม่เห็นมีแม่น้ำอีก การแบกเรือ
มาด้วย ทำให้เขาต้องเสียเวลาเดินทางเพิ่มขึ้นอีกเป็นสามเท่า

มนุษย์เราไม่มีใครจะรู้ล่วงหน้าได้ว่า เส้นทางเดินของชีวิตตัวเองจะเป็นทางที่
ราบเรียบ หรือขรุขระ หรือจะพบกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราด หรือว่าจะต้อง
ปีนขึ้นไปบนภูเขา แต่ไม่ว่าทางเดินชีวิตจะเป็นเช่นใด เราก็จำเป็นจะต้องเลือกวิธีที่
ทำตัวตามสบาย เดินไปอย่างมีความสุข หรือจะแบกเรืออันหนักอึ้งไปด้วย

บางครั้งสภาวะจิตของเราที่พบกับเหตุการณ์ต่างๆ ก็เหมือนกับการแบกเรือ
ลำหนึ่งไว้ การแบกอย่างนั้นก็เหมือนกับการผูกมัด เราจำเป็นต้องวางลงเสียบ้าง
เพื่อให้จิตได้พบกับความเบิกบาน ความสบาย ความปลดปล่อย เดินไป
บนทางเดินชีวิตอย่างสบายใจและมีความสุข


ที่มา จากอินเตอร์เน็ต

เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานเซน นิทานเซนจะมีหมายเลขกำกับที่ชื่อเรื่อง  
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 312
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 24 Jul. 2006,03:08 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



ที่มา ในห้วงคำนึงอันสงบ ของพระอาจารย์เจิ้งเหยียน (12)
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 313
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 26 Jul. 2006,02:27 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE




          แค่ความคิดช่วงหนึ่ง


วันหนึ่งมีชายหนุ่มที่ผิดหวังสองคนมาหาพระอาจารย์พร้อมกัน
“พระอาจารย์ครับ พวกเราถูกคนในที่ทำงานกลั่นแกล้ง อย่างแสนสาหัส
ขอท่านช่วยชี้แนะหน่อยว่า พวกเราควรจะลาออกหรือไม่?”

พระอาจารย์ปิดตานิ่งอยู่นานแล้วจึงพูดออกมาแค่ห้าคำว่า “ก็แค่ข้าวชามเดียว”
แล้วโบกมือทำท่าว่า ให้กลับไปได้แล้ว
เมื่อกลับไปแล้ว คนหนึ่งก็ไปลาออกทันที กลับไปทำไร่นาอยู่ที่บ้าน
อีกคนหนึ่งก็ยังคงทำงานต่อไป วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
สิบปีให้หลัง คนที่กลับไปทำไร่นา ใช้วิทยาการยุคใหม่ บวกกับความตั้งใจ
อย่างมุ่งมั่น กลายเป็นเกษตรกรมืออาชีพและมีชื่อเสียง

อีกคนที่ยังทำงานอยู่ที่บริษัท พยายามใช้ความอดทน
ตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อด้วยความมุ่งมั่น ก็ค่อยๆได้รับความสนใจจาก
เจ้านาย ในที่สุดก็ได้กลายเป็นผู้จัดการของบริษัท

วันหนึ่ง เมื่อทั้งสองได้พบกันแล้ว คนที่เป็นเกษตรพูดว่า “แปลกนะ พระอาจารย์เพียงชี้แนะคำว่า ”ก็แค่ข้าวชามเดียว” ให้กับเราสองคนเหมือนกัน
คำห้าคำนี้ข้าฟังทีเดียวก็เข้าใจ ก็แค่ข้าวชามเดียว ถึงกับจะต้องอะไรนักหนา
ทำไมต้องไปนั่งทนอยู่ในบริษัทให้เขาโขกสับ ดังนั้นจึงคิดลาออก”
“ตอนนั้นทำไมเจ้าไม่ฟังคำของพระอาจารย์ล่ะ” เกษตรถาม

“ข้าฟังแล้ว คิดว่า อดทนอีกหน่อย เหนื่อยอีกหน่อย ก็เพื่อข้าวชามหนึ่ง
คนอื่นจะแกล้งอย่างไร ก็ไม่คิดโกรธ ไม่เกี่ยงงอน ก็ได้แล้ว
พระอาจารย์ไม่ได้ชี้แนะลักษณะนี้หรือ?”

ทั้งสองเก็บความสงสัยไปถามพระอาจารย์ พระอาจารย์ก็ชราภาพมากแล้ว
ท่านก็ยังคงปิดตานิ่งอยู่นาน ตอบมาอีกห้าคำเหมือนกัน
“แค่ความคิดช่วงหนึ่ง” แล้วก็โบกมือให้ออกไปได้


เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานเซน นิทานเซนจะมีหมายเลขกำกับที่ชื่อเรื่อง  
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 314
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 26 Jul. 2006,02:31 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE




ที่มา ในห้วงคำนึงอันสงบ ของพระอาจารย์เจิ้งเหยียน (13)
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 315
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 26 Jul. 2006,05:11 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



พระสูตรที่สัมผัสมา มี 2 ลักษณะ

1.ฝ่าย ปัญญาสูตร เช่น ปรัชญาปารมิตา(ปัญญาบารมี) อวตัมสกสูตร สำหรับสัตว์ที่ชอบใช้ปัญญา ขบคิด ตีความ

2.ฝ่าย ศรัทธาสูตร เช่น มหาสุขาวดีวยูหสูตร สัทธรรมปุณทริกสูตร อาจแฝงไปด้วย อิทธิปาฏิหารย์ รหัสนัยเฉพาะกลุ่ม อำนาจบารมีพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ สัตว์จำพวกศรัทธาจริต ไม่ชอบคิด จะชอบ ดึงให้เข้ามาศรัทธาก่อน แล้ว ค่อย สอนปัญญา เค้า


แต่บางพระสูตรผสมทั้งสองจริต ทั้งศรัทธาและปัญญา
จะมองแบบ บุคคลธิษฐานก็ได้
แบบ ธรรมาธิษฐาน ปริศนาธรรม ก็ได้

แต่ถ้าจะศึกษา พระสูตรมหายาน มีผู้รู้กล่าวไว้ว่า ให้ขึ้นต้นด้วย ปรัชญาปารมิตา สุดท้าย ที่ ปรัชญาปารมิตา ระหว่างทาง จะศึกษาพระสูตร กี่เล่มก็ตามใจ สุดท้ายให้จบที่ ปรัชญาปารมิตา

ทำให้นึกถึง ตอนเด็กๆ เลย ตอน อิ๊กคิวซัง เป่าเทียน ต่อหน้า พระพุทธรูป อมิตตาภะ มันเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง นิกายเซน กับ นิกายสุขาวดี เสริมกันก็มี แย้งกันก็มี ตามยุคต่างๆ

พวกเซน คนจำพวก ปัญญาจริต จะชอบ
ทางสุขาวดี คนจำพวกศรัทธาจริต จะชอบ

วันหลังมาต่อ

--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 316
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 26 Jul. 2006,07:10 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ที่มา ในห้วงคำนึงอันสงบ ของพระอาจารย์เจิ้งเหยียน

ที่โพสต์มาในแต่ละตอน นี่ดีมากเลยครับ winkthumb.gif

--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 317
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 27 Jul. 2006,02:42 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

สวัสดีค่ะ คุณ ultraman

มีโอกาสก็เขียนมาให้อ่านอีกนะคะ ชอบอ่านจากผู้รู้ และผู้ปฏิบัติ
ไม่ค่อยชอบอ่านจากตำราสักเท่าใดนัก

ที่เขียนมาก็รู้สึกว่ามหายานน่าจะหล่อหลอมออกมาเป็นลักษณะนั้น
ก่อนที่พุทธศาสนาจะเข้ามาที่เมืองจีน ประเทศจีนเขามีอะไรของเขา
มากมายอยู่แล้ว และเป็นการปกครองแบบฮ่องเต้มีอำนาจเฉียบขาด
จึงไม่ใช่เป็นการง่ายที่พุทธศาสนาจะแทรกเข้าไปได้ง่ายๆ

จากการที่อยากให้ญาติพี่น้องรู้จักการปฏิบัติธรรมบ้าง
ก็เพิ่งจะรู้ว่ามีความจำเป็นต้องมีศรัทธาและกะพี้ภายนอกชักจูง
ให้เข้ามาหาแก่นในภายหลัง ไม่อย่างนั้นคงจะพูดกับเขาได้ยาก
ยิ่งถ้าคนที่มีอัตตาสูง เอาแต่ความคิดของตนเป็นใหญ่
หรือคนที่ประสบกับความสำเร็จในชีวิตสูง ยิ่งพูดกับเขาได้ยากขึ้นเท่านั้น

แม้แต่แสงดาวเองก็ไม่เคยสนใจหรือรู้จักการปฏิบัติธรรมมาก่อน
บังเอิญเป็นคนชอบอ่านหนังสือ เห็นเรื่อง "แด่เธอผู้มาใหม่" ที่ลานธรรม
นึกว่าเรื่องนี้คงสนุกแน่ เพราะชื่อเรื่องเพราะดี อ่านจบแล้วก็ยังไม่ได้คิดอะไร
แต่ชอบปฏิบัติตามที่ท่านเขียน จนที่สุดเมื่อมีอารมณ์แรงๆ

เช่นอารมณ์โกรธ จะเห็นความโกรธตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อรับผัสสะมา
ตลอดจนปฏิกิริยาในร่างกาย ความคิด ความลังเล การตัดสินใจ
ตลอดจนรู้ว่าเราเห็นอะไรชัดเจนอย่างนี้ได้อย่างใด เราไปหัดมาจากไหน

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เกิดขึ้นแค่ในเสี้ยววินาทีเท่านั้น
เราสามารถคิดอะไรเห็นอะไรได้มากถึงขนาดนั้น

ที่รู้ได้เร็วตามหลังมาอีกคือสิ่งที่เข้ามาทางจมูก วันหนึ่งยืนดูวิวอยู่หลังระเบียงห้องนอน
มีกลิ่นหอมของอาหารโชยมา ทันทีที่ผัสสะเข้ามา
จิตรู้โดยไม่ต้องคิดว่าคืออะไร พร้อมปรุงแต่งต่อว่า เย็นนี้ทำอย่างนี้กินบ้างดีกว่า
เอ๊ะ ทำไมเรารู้เห็นอะไรอย่างนี้ได้ เมื่อก่อนไม่เคยเห็นนี่นา

ต้องขออภัยที่เขียนอะไรเรื่อยเปื่อยไปมากมาย
มีคนหนึ่งเคยบอกกับแสงดาวว่า เขาชอบกระตุ้นให้ผู้อื่นแสดงความคิด
ออกมา ปกติจะไม่ค่อยชอบพูดคุยเรื่องราวการปฏิบัติธรรมสักเท่าใด
ไม่อยากต้องมาพิพาทกับใครเรื่องการปฏิบัติธรรม

อ้างถึง (KiLiN @ 25 กค. 2006,19:10)
ที่มา ในห้วงคำนึงอันสงบ ของพระอาจารย์เจิ้งเหยียน

ที่โพสต์มาในแต่ละตอน นี่ดีมากเลยครับ 


ขอบคุณค่ะ พี่คิลินที่ชอบ ทำเก็บไว้ในซีดีค่อนข้างมากแล้ว
จะค่อยๆทยอยนำมาลง รู้สึกขอบคุณพี่คิลิน ที่สร้างเว็บนี้ขึ้นมา
และเป็นแรงบันดาลใจให้ได้ทำอะไรมากมายอย่างนี้
ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะทำอะไรลักษณะนี้ได้

แม้ว่าสองสามวันมานี้จะรู้สึกเหนื่อยล้าที่ทำงานทุกวันโดยไม่มีวันหยุด
แต่วันนี้รู้สึกดีและหายเหนื่อยแล้ว
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 318
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 28 Jul. 2006,02:36 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



           ๗๕.   สรรพสิ่งล้วนก่อเกิดขึ้นจากที่ใจ


พระอาจารย์และลูกศิษย์ขณะที่กำลังเดินทางไปในที่แห่งหนึ่งลูกศิษย์ซึ่ง
ต้องแบกสัมภาระและเครื่องใช้ต่างๆ เดินไปบ่นไป ว่าเหนื่อยและหนัก
เดินไปสักประเดี๋ยวก็บ่นว่าเหนื่อยและจะขอแวะพักบ่อยๆ

เมื่อเดินผ่านเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง พอดีมีสาวนางหนึ่ง เดินออกมาจากบ้าน
พระอาจารย์จึงเดินเข้าไปจับสองมือของสาวนางนั้น สาวนั้นตกใจร้องช่วยด้วย
เสียงดังลั่น คนในบ้านและชาวบ้านออกมาดู นึกว่าพระจะลวนลามหญิงสาว
จึงพากันถืออาวุธแล้วจะวิ่งไล่ตี พระอาจารย์จึงวิ่งหนี ส่วนลูกศิษย์ที่ถือสัมภาระ
อยู่ก็วิ่งหนีตามอย่างไม่คิดชีวิตเหมือนกัน เมื่อกะว่าชาวบ้านไม่ไล่ตามมาแล้ว
พระอาจารย์จึงหยุดพัก แล้วถามลูกศิษย์ว่า “ยังรู้สึกว่าหนักหรือเปล่า?”

ลูกศิษย์รู้สึกประหลาดใจ ที่เมื่อกี้ขณะที่เหตุการณ์ชุลมุน ทำไมถึงไม่รู้สึกว่า
เหนื่อยและรู้สึกว่าสัมภาระหนักเลย จึงได้เรียนรู้ขึ้นมาว่า
“ สรรพสิ่งล้วนก่อเกิดขึ้นมาจากที่ใจ ”
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 319
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 28 Jul. 2006,02:39 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



ที่มา ในห้วงคำนึงอันสงบ ของพระอาจารย์เจิ้งเหยียน (14)
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 320
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 30 Jul. 2006,02:18 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE



                   ๗๖. หลักการของจักรยานทดน้ำ

พระอาจารย์ท่านหนึ่งขณะที่กำลังเดินทางไปโปรดญาติโยมตามที่ต่างๆ
ขณะที่ผ่านที่แห่งหนึ่ง รู้สึกหิวน้ำจึงเดินตามหาแหล่งน้ำ บังเอิญเห็น
ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังปั่นจักรยานน้ำเพื่อทดน้ำเข้านา จึงขอน้ำดื่มจาก
ชายผู้นั้นเมื่อชายหนุ่มประเคนน้ำดื่มแล้ว พูดขึ้นด้วยความเลื่อมใสศรัทธาว่า

“พระอาจารย์ครับ วันหนึ่งถ้าข้าพเจ้าปลงตกแล้วจะออกบวชศึกษาธรรมะเช่น
เดียวกับท่าน แต่ว่าเมื่อข้าพเจ้าออกบวชแล้ว จะไม่ออกเทศนาโปรดญาติโยม
ไปทั่วเหมือนเช่นท่าน ข้าพเจ้าจะหาที่ที่สงบวิเวก ตั้งหน้าตั้งตั้งตานั่งสมาธิ
วิปัสสนา ไม่ออกมาวุ่นวายกับโลกภายนอก”

พระอาจารย์อมยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “ แล้วเมื่อไหร่เจ้าถึงจะปลงตกได้ ?”

“ในหมู่บ้านนี้ คนรุ่นเดียวกับข้าพเจ้าก็มีข้าพเจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้นที่
เข้าใจวิธีการของจักรยานน้ำที่ทดน้ำเข้านา ซึ่งคนทั้งหมู่บ้านก็ต้องอาศัย
แหล่งน้ำจากที่นี่ หากข้าพเจ้าสามารถหาคนที่มาทำงานแทนข้าพเจ้าได้
และเมื่อไม่มีภาระที่ต้องรับผิดชอบติดตัว ข้าพเจ้าก็สามารถหาทางออกให้
ตัวเองได้ เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็จะสลัดทุกอย่างออกจากตัวแล้วออกบวช” ชายหนุ่มตอบ

“เจ้าเป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องจักรยานน้ำมากที่สุด หากจักยานน้ำทั้งคันจมอยู่
ในน้ำ หรือรถทั้งคันพ้นจากน้ำ แล้วจะเป็นยังไง?”

“หลักการที่แท้จริงคือต้องให้ครึ่งหนึ่งของช่วงล่างจมอยู่ในน้ำ ครึ่งหนึ่ง
ของด้านบนทวนกระแสน้ำแล้วหมุน ถ้าให้จักรยานทั้งคันจมอยู่ในน้ำ ไม่
แต่ทำให้ไม่หมุนแล้ว ยังจะต้องถูกกระแสน้ำพัดพาไปทั้งคัน และใน
หลักการเดียวกัน ถ้าให้ทั้งหมดอยู่พ้นน้ำก็ไม่สามารถทดน้ำขึ้นมาได้”

พระอาจารย์กล่าวต่อว่า “ความเกี่ยวข้องของจักรยานน้ำกับกระแสน้ำก็
เหมือนกับความเกี่ยวพันของคนกับโลกของเรา หากคนๆหนึ่งอยู่ในโลก
มนุษย์ที่ยังอยู่ในเพศฆราวาส ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องถูกกระแสแห่งกิเลส
แบบโลกๆซัดพาไป และหากเข้ามาอยู่ในเพศบรรพชิต คิดจะใช้ชีวิตสูงส่ง
ใสสะอาดไม่ไปคลุกคลีไปมาหาสู่กับคนในโลก ก็จะทำให้ชีวิตล่องลอยไป
เหมือนขาดราก หมุนวนไปอย่างเปล่าประโยชน์  

เพราะเหตุนี้คนที่จะปฏิบัติธรรม จะอยู่เป็นที่หรือจะออกไปโลกภายนอกก็ได้
ตามโอกาสจะต้องไม่เป็นผู้นิ่งดูดาย หรือเข้าไปทุ่มสุดตัว ต้องให้ทั้งฆราวาส
และบรรพชิตต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือจุนเจือซึ่งกันและกัน นี่ถึงจะเป็นการกระทำ
ที่ถูกต้อง ทั้งต่อเพื่อนมนุษย์และต่อหน้าที่ที่ถูกต้องของผู้ออกบวชฝึกปฏิบัติธรรม
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
513 คำตอบนับตั้งแต่ 16 Sep. 2005,00:02 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 32 of 52<<282930313233343536>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com