เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 38 of 52<<343536373839404142>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: นิทานเซน< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 371
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Sep. 2006,22:41  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



            ๘๖. สุนัขจิ้งจอกกับกระต่าย

ขณะที่ศิษย์และอาจารย์เดินทางไปที่แห่งหนึ่ง
เห็นสุนัขจิ้งจอกกำลังไล่ล่ากระต่ายอยู่
พระอาจารย์พูดขึ้นว่า “ในอดีตพูดต่อๆกันมาว่า
กระต่ายส่วนใหญ่ที่มีสติดีมักจะหนีสุนัขจิ้งจอกได้พ้น
ตัวนี้ก็ย่อมจะหนีพ้น”

“เป็นไปไม่ได้ สุนัขจิ้งจอกวิ่งเร็วกว่ากระต่าย” ลูกศิษย์ตอบ
“เดี๋ยวกระต่ายก็จะหลบหนีพ้นได้เอง” พระอาจารย์ยังยืนกรานว่าได้
“ท่านอาจารย์ ทำไมถึงยืนยันแน่นอนอย่างนี้”
“เพราะว่า สุนัขจิ้งจอกกำลังไล่ล่าอาหารมื้อเย็น
แต่กระต่ายกำลังวิ่งหนีเอาชีวิต” พระอาจารย์ตอบ

เป็นที่น่าเสียดายว่า คนส่วนใหญ่ปล่อยให้เวลาผ่านไป
อย่างสุนัขจิ้งจอกล่ากระต่าย จนเวลาล่วงเลยถึงวัยกลางคน
อ่อนเปลี้ยเพลียแรงแล้วก็ทิ้งอาหารมื้อเย็นของตนเอง

แม้ว่าจะมีผู้วิ่งหาอาหารมื้อเย็นได้ ก็จะรู้สึกว่าต้องเสียค่าตอบแทน
อย่างมากมายถึงจะล่ากระต่ายมาได้สักตัว
และก็จะรู้สึกหมดแรงอ่อนล้าคอตก

กิริยาท่าทางของผู้บำเพ็ญภาวนาไม่ควรจะให้
เป็นเหมือนกับสุขจิ้งจอกไล่ล่ากระต่าย
แต่ควรเป็นกระต่ายที่วิ่งหนีเอาชีวิต

ควรจะหันกลับมาที่กายใจมุ่งไปข้างหน้า
หากไม่ระวังแม้แต่นิดเดียว ก็จะต้องเสียชีวิตและ
เข้าไปอยู่ในปากของสุนัขจิ้งจอก
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 372
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Sep. 2006,22:43 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



ที่มา ในห้วงคำนึงอันสงบ ของพระอาจารย์เจิ้งเหยียน (30)
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 373
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 14 Sep. 2006,01:01 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



                 ๘๗.ศีล สมาธิ ปัญญา ของสองสำนัก

หลังจากที่สังฆปรินายกองค์ที่ห้า ยกบาตรและจีวรให้แก่ท่านเว่ยหล่างแล้ว
ท่านชินเชาและศิษย์ร่วมสำนักกลุ่มหนึ่งมุ่งไปทางทิศเหนือสร้างสำนักขึ้นมาใหม่

หลังจากที่ท่านเว่ยหล่างหลบหนีจากการไล่ล่าผ่านไปถึง 15 ปีก็กลับมา
ตั้งสำนักใหม่อยู่ทางใต้

ครั้งหนึ่งท่านชินเชาได้ให้ภิกษุรูปหนึ่งมาฟังการบรรยายธรรมของท่านเว่ยหล่าง
เมื่อท่านเว่ยหล่างทราบแล้วจึงถามภิกษุรูปนั้นว่า
“อาจารย์ของท่านสอนลูกศิษย์ว่าอย่างไรบ้าง?”
“ท่านอาจารย์มักจะสอนเสมอว่า ขณะที่นั่งสมาธิต้องประสานพลังรวมเป็นหนึ่ง
วิปัสสนาสภาวะที่สะอาดและสงบ ต้องหมั่นนั่งสมาธิวิปัสสนา อย่านอนและพักผ่อน

ท่านเว่ยหล่างฟังแล้วพูดต่อว่า “การประสานพลังรวมเป็นหนึ่ง แล้ววิปัสสนา
ไม่ใช่การภาวนาที่แท้จริงของเซน แต่กลับเป็นจุดเสียของการภาวนาแบบเซน
เป็นการทรมานร่างกาย การนั่งสมาธิตลอดเวลาไม่นอน จะช่วยให้รู้จักหลักธรรม
ได้อย่างไร?”

แล้วท่านเว่ยหล่างก็ถามต่อว่า “ได้ยินมาว่า ท่านอาจารย์ของเจ้าสอนเรื่อง
ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่รู้ว่าเขาอธิบายความหมายของคำเหล่านั้นว่าอย่างไร?”

“การละเว้นจากการกระทำชั่วทั้งปวงคือ ศีล
การปฏิบัติแต่ความดีคือปัญญา การชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์เรียกว่า สมาธิ
แล้วไม่ทราบว่าท่านสอนลูกศิษย์ของท่านว่าอย่างไรบ้าง?

“ข้าไม่ได้มีวิธีการใดที่แน่นอนในการสอน แต่จะดูตามจริตและความสามารถ
แล้วก็ชี้แนะจุดบกพร่องเพียงเล็กน้อย ศีลสมาธิและปัญญาในการสอนของข้า
แตกต่างจากอาจารย์ของเจ้า” ท่านเว่ยหล่างตอบ
“คำสอนของอาจารย์เจ้าใช้สำหรับสั่งสอนแนะนำสานุศิษย์แห่งสำนักมหายาน
ส่วนคำสอนของข้าใช้สำหรับสอนสานุศิษย์แห่งสำนักสูงเลิศ

ความสามารถในการเรียนรู้ของคนเราต่างกัน ความไวในการรู้แจ้งก็ต่างกัน
การแสดงธรรมของข้าไม่เคยเหออกไปจากภาวะที่แท้แห่งจิต
รูปธรรมและสภาวธรรมทั้งหลายย่อมก่อเกิดมาจากภาวะที่แท้แห่งจิต
และทั้งหมดนั้นก็เป็นผลพวงมาจากการกระทำของจิตทั้งนั้น
นี่คือศีล สมาธิ ปัญญา ที่แท้จริง”
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 374
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 14 Sep. 2006,01:05 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



ที่มา ในห้วงคำนึงอันสงบ ของพระอาจารย์เจิ้งเหยียน (31)
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 375
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 14 Sep. 2006,03:15 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



จันทร์เพ็ญเปรียบพระพุทธองค์โคจรไป
ในนภากาศแห่งความว่างสุดว่าง
แม้นสายธารสรรพสัตว์สงบใจ
จันทร์แจ่มชื่นย่อมสะท้อน
แสงเงางามลงในผืนน้ำนั้น


- ท่าน ติช นัท ฮันห์ -


--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 376
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 14 Sep. 2006,03:19 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



เซนถือว่าถ้อยคำประกาศสัจจะที่แสดงถึงภูมิปัญญาของผู้แถลง
ไม่มีความหมาย จนกว่าประสบการณ์ของเราจะซึมซับมันเข้ามาเป็น
ส่วนหนึ่งของเรา และเราได้ให้ความหมายเฉพาะตัวของเราแก่มัน
เท่านั้น

   การมองภาพเซนจึงไม่ต้องใช้ทฤษฎีเกี่ยวกับศิลปะ ไม่ต้องคร่ำ
เคร่งศึกษาเพื่อจะได้เข้าใจภูมิหลังของมันเพราะหัวใจของภาพเซนคือ
ความเป็นไปของชีวิตและการดำรงอยู่ของพลังจักรวาล ท่ามกลาง
ความแปรปรวนอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

   สิ่งที่เราใช้มองภาพเซนจึงเป็นประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์
ที่แตกต่างจะได้ประโยชน์ที่แตกต่าง และเมื่อการมองภาพเซนสิ้นสุด
มันก็ไม่ได้ทิ้งความประทับใจหลงเหลือไว้ให้เรา แต่เรากลับกระปรี้
กระเปร่าขึ้น จากการค้นพบคุณค่าบางอย่าง ที่ทำให้โลกภายในของ
เราสงบนิ่งและสว่างไสว

จากหนังสือ เซนศิลปะแห่งการรู้แจ้ง เข้าถึงคติธรรมเซนผ่านภาพเซน
และบทกวีไฮกุ " เหล่าซือ " เรียบเรียง

--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 377
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Sep. 2006,01:22 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ขอบคุณค่ะ คุณ ultraman

ที่หมั่นนำสิ่งดีๆมาฝาก บังเอิญได้คลิกกลับไปดูหน้าแรกที่โพสท์
เริ่มโพสท์ 15 กันยา 48 หนึ่งปีผ่านไปแล้ว หนึ่งปีที่นั่งแปลนั่งอ่าน
เรื่องเล่าของเซน แต่ไม่เคยได้เข้าไปฟังธรรมของเซนเลย
ไม่รู้จริงๆว่า แก่นแท้ของเขาพูดเกี่ยวกับอะไรบ้าง

กะพี้จึงมีความสำคัญต่อศาสนามาก เปลือกนอกของเซนตามที่ดึงดูด
ให้สนใจคือ ภาพธรรมชาติเขียวๆเย็นๆในป่าเขา รูปวาด บทกลอน
ปริศนาธรรม นิทาน

ช่วงนี้มักจะมีผู้ชวนให้เพ่งกสิณ
จึงอยากจะเชิญชวนให้เพ่งอากาสกสิณ 
เพราะเป็นผู้หนึ่งที่ทำอากาสกสิณเป็นประจำ


ข้อดีของอากาสกสิณ

-ได้ชื่อว่าทำตามโอวาทของพระพุทธเจ้า ดังที่ในปสาทกรธัมมาทิบาลี พระสุตตันตปิฎกเล่ม ๑๒ พระพุทธองค์ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญอากาสกสิณแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งอากาสกสิณนั้นเล่า
-
- เมื่อฝึกชำนาญแล้ว ทำให้ภาวะหยาบ ภาวะที่เป็นฝ้ามัวบดบังรายละเอียดในกายหายไป เหลือแต่ความโปร่งใสแบบเดียวกับอากาศ เกื้อกูลต่องานมนสิการปฏิกูลในร่างมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งสามารถหลีกเลี่ยงอุปสรรคอื่นๆที่บั่นทอนประสิทธิภาพการรู้แสงและการเห็นรูปที่พระพุทธเจ้าตรัสแนะพระอนุรุทธไว้ได้ทั้งหมด เรียกว่าได้เครื่องมือส่องสำรวจร่างกายชิ้นเยี่ยมไว้ในมือแบบหยิบฉวยมาใช้งานกันทันใจ
-
- ระหว่างฝึกอากาสกสิณ แม้ยังไม่ได้ผล ก็ทำให้รู้จักสภาพจิตของตนเอง แยกแยะออกระหว่างคิดฟุ้งกับนิ่งรู้ รวมทั้งว่างแบบเฉยเมย ว่างแบบอากาศ และว่างแบบปล่อยวางจากการเห็นกายใจไม่ใช่ตัวตน เมื่อสามารถแยกแยะออก ก็จะไม่หลงไปติดกับปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งทางจิต
-
- เป็นเครื่องอยู่ที่มีความแข็งแรง เหมือนบ้านสร้างอย่างดีทนแดดทนฝน หากเปรียบลมหายใจเป็นราวเกาะให้เริ่มยืนได้สำหรับผู้หัดใหม่ ก็ต้องเปรียบอากาสกสิณเหมือนหลุมหลบภัยกิเลสหยาบทั้งหลายสำหรับผู้มีกำลังแล้วพอสมควร
-
- มีความเห็นอารมณ์ชัดทั่ว เพราะรูปธรรมทั้งหลายย่อมหยาบกว่าอากาศ เมื่อเราสามารถล็อกจิตไว้กับช่องว่างอันเป็นธาตุละเอียด จิตก็ย่อมมีคุณภาพและประสิทธิภาพเกินพอจะหวนกลับไปรู้ธาตุหยาบอื่นๆได้ง่าย และนั่นก็ทำให้หลุดจากอารมณ์ยึดติดแบบโลกๆ เห็นอารมณ์แบบโลกๆเป็นเพียงของหยาบ และมีกำลังใจอยากภาวนาเป็นอย่างมาก เมื่อทำอากาสกสิณได้ ก็จะเห็นโอกาสปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ให้แจ่มแจ้งตลอดสาย เช่นถ้าหากใครเดินจงกรมหลังถอนจิตจากอากาสกสิณทันที จะพบข้อแตกต่างระหว่างสติธรรมดา กับความตั้งมั่นรู้ของจิตที่ทรงคุณภาพยิ่งยวด
-
- มีอานิสงส์เช่นความสามารถในการบำบัดบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างง่ายๆ เพียงทำอากาสกสิณเข้าไปที่จุดเจ็บปวดหรือเจ็บป่วย ก็ทุเลาหรือหายเร็วอย่างน่าอัศจรรย์
-
- อันตรายหรือผลข้างเคียงด้านลบจากความสำเร็จในอากาสกสิณนั้นแทบไม่มี หรือไม่มีเลย ทั้งนี้เพราะจิตที่ผูกอยู่กับความว่างแบบอากาศย่อมไม่พล่านอยากในอาการ "อยากเห็น" หรือ "อยากเล่น" แม้แต่โอกาสที่จะไปพัวพันกับสิ่งกระทบจิตในระดับละเอียดก็น้อยกว่ากรรมฐานชนิดอื่น


ที่มา หนังสือมหาสติปัฏฐานสูตร ของ คุณดังตฤณ หน้า 189

หรือที่

http://dungtrin.com/sati/chapter07.html
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 378
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Sep. 2006,01:32 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE




    ๘๘.  ขอร้องให้ประตูและรองเท้าให้อภัย

ขณะที่พระอาจารย์ท่านหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่
มีชายคนหนึ่งผลักประตูเข้ามาอย่างแรง แล้วปิดประตูกลับไปอีก
แล้วเตะรองเท้ากระเด็นไปแล้วเปิดประตูเข้ามาอีก
พระอาจารย์พูดขึ้นว่า “รอเดี๋ยวไม่ต้องเข้ามาก่อน
ไปขอให้ประตูและรองเท้าให้อภัยเสียก่อน”

“ท่านพูดอะไร? ข้าเคยได้ยินมาว่า คนของนิกายเซนล้วนแต่เป็นคนบ้า
เมื่อก่อนเคยนึกว่านี่เป็นเพียงคำร่ำลือ คำพูดของท่านช่างน่าขัน
ทำไมข้าจะต้องไปขอให้ประตูและรองเท้าให้อภัย ใครจะรับได้
และรองเท้านั่นก็เป็นของข้าเอง”

“เจ้าออกไป แล้วไม่ต้องกลับมาอีก เจ้าบันดาลโทสะกับกับรองเท้าได้
แล้วทำไมจะขอร้องให้พวกมันให้อภัยไม่ได้ ตอนที่เจ้าโกรธ
เจ้าไม่ได้คิดแม้แต่นิดเดียวว่าการระบายอารมณ์กับรองเท้าเป็นเรื่อง
ที่โง่เขลาที่สุด

หากเจ้าไปเกี่ยวเนื่องกับความโกรธได้ ทำไมไม่ไปเกี่ยวเนื่องกับความรัก
เกี่ยวเนื่องคือเกี่ยวเนื่อง ความโกรธเป็นความเกี่ยวเนื่อง
ขณะที่เจ้าปิดประตูด้วยความโกรธ เจ้าก็ไปเกี่ยวเนื่องด้วยกับประตู
การกระทำของเจ้าเป็นความผิดพลาด ไม่ใช่ทางแห่งคุณธรรม
ประตูบานนั้นไม่ได้ทำอะไรให้เจ้า เจ้าออกไปก่อน แล้วก็ไม่ต้องเข้ามา”

เหมือนดังสายฟ้าฟาดลงมา ชายผู้นั้นเข้าใจถึงความนัยของทั้งหมด

“หากเจ้าบันดาลโทสะได้ทำไมเจ้าไม่ไปรักล่ะ เจ้าออกไป”

แล้วชายคนนั้นก็ไปลูบๆประตู น้ำตาไหลนองหน้า เขาไม่สามารถกดข่ม
ไม่ให้น้ำตาไหลออกมาได้ เมื่อเขาคำนับขอขมารองเท้า เขารู้สึกถึง
การเปลี่ยนแปลงไปทั่วสรรพางค์กายของตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 379
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Sep. 2006,01:37 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE




ที่มา ในห้วงคำนึงอันสงบ ของพระอาจารย์เจิ้งเหยียน (32)
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 380
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Sep. 2006,23:00 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE



๘๙. ลมแปดทิศโหมมาไม่หวั่นไหว

ซูตงพอ เป็นอำมาตย์ใหญ่ และเป็นนักประพันธ์ชื่อดัง
เขียนหนังสือไว้มากมายทั้งทางโลกและทางธรรม 
มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่ว 

ซูตงพอ เป็นศิษย์ของพระอาจารย์เซนชื่อดังรูปหนึ่ง 
วันหนึ่งคิดจะแสดงว่าตนปฏิบัติถึงขั้นล้ำลึกแล้ว 
จึงเขียนเป็นโศลกว่า

ค้อมหัวคำนับฟ้าเหนือฟ้า
แสงเจิดจ้าสาดส่องเหล่าเวไนย
ลมแปดทิศโหมมาไม่หวั่นไหว
นั่งนิ่งในดอกบัวสีม่วงทอง


เขียนเสร็จแล้วให้คนรับใช้นำไปให้พระอาจารย์ 
พระอาจารย์อ่านแล้วก็เขียนใส่ด้านหลังโศลกว่า “ ผายลม “
( เป็นศัพท์สแลงแปลว่า เพ้อเจ้อ ไร้สาระ)

เมื่อ ซูตงพอ อ่านแล้ว ให้บันดาลโทสะยิ่งนัก 
นั่งเรือข้ามฟากไปหาพระอาจารย์ทันที 
พระอาจารย์รู้อยู่แล้วว่า ซูตงพอ ต้องมา จึงสั่งลูกศิษย์ไว้แล้วว่า
วันนี้ไม่รับแขก ซูตงพอ ยิ่งเดือดดาลเพิ่มขึ้นไปอีก 
ถือวิสาสะเดินไปที่ห้องพักพระอาจารย์ 
ขณะที่กำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตู 
เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งติดไว้ที่หน้าประตูว่า

ลมแปดทิศโหมมาไม่หวั่นไหว
แต่ลมตดเดียวซัดท่านมาถึงนี่


ซูตงพอ เลยรู้สึกตัว และอดขบขันตัวเองไม่ได้ หลังจากนั้นจึงมีคำพังเพยมาจนถึงทุกวันนี้ว่า
 
“ จงเอาเยี่ยง แต่อย่าเอาอย่าง ซูตงพอ “ 

เอาเยี่ยงที่ฝักใฝ่ธรรมะ แตกฉานอภิธรรม 
แต่อย่าเอาอย่างที่  การปฏิบัติยังไปไม่ถึงไหน
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
513 คำตอบนับตั้งแต่ 16 Sep. 2005,00:02 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 38 of 52<<343536373839404142>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com