เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 42 of 52<<383940414243444546>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: นิทานเซน< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 411
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 02 Oct. 2006,21:24  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



ที่มา คำคมจากละครเรื่อง ตี๋ตระกูลซ่ง (10)
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 412
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 04 Oct. 2006,03:07 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE




          ๙๔.  อะไรคือมรรค

เณรน้อยรูปหนึ่ง เมื่อใกล้จะถึงเวลาที่จะบวชเป็นพระ
จึงเดินทางไปหาพระอาจารย์ท่านหนึ่ง ขณะเมื่อเห็นพระอาจารย์นั้น
ครั้งแรก ก็เห็นพระอาจารย์นั้นนอนพักผ่อนอยู่

พระอาจารย์เห็นเข้าจึงถามว่า “เจ้ามาจากที่ใด?”
มาจากสถานที่ปฏิบัติธรรม “รูปมงคล”
แล้วเจ้าเคยเห็นรูปมงคลหรือเปล่า? พระอาจารย์ถาม
“ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นรูปมงคลใดๆ เห็นแต่เพียงท่านยูไลที่นอนอยู่”

ได้ยินเณรนั้นตอบ พระอาจารย์รู้สึกแปลกใจมาก ถึงกับลุกขึ้นมา
แล้วถามว่า “เจ้ามีอาจารย์สอนอยู่แล้วหรือเปล่า?”
“มี” เณรตอบ
“เป็นผู้ใด?”
เณรนั้นไม่ตอบ แต่แสดงความคารวะแล้วพูดว่า
“อากาศหนาวเย็น หวังว่าท่านอาจารย์จะระวังรักษาสุขภาพ”

เณรถามต่อว่า “อะไรคือมรรค?”
“จิตที่ปกติคือมรรค” พระอาจารย์ตอบ
“มีวิธีการใดที่จะทำให้บรรลุถึงขั้นนั้นหรือเปล่า?”
“เมื่อเกิดความคิดที่ว่า “จะบรรลุให้ถึง” ก็เกิดมีการเอนเอียงไปข้างหนึ่งแล้ว” 
          
“หากปิดกั้นความคิดที่จะเกิดทุกทางแล้ว แล้วเราจะเห็นหนทางได้อย่างไร?” เณรถาม

พระอาจารย์ตอบว่า “หนทางนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่ารู้หรือไม่รู้ รู้คือความคิดแบบคาดการ
ไม่รู้คือความตายด้าน หากเจ้าสามารถที่จะปฏิบัติจนถึงขั้นที่ปราศจากความสงสัย
ใดๆ ก็เหมือนกับจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล ไร้ขอบเขต ไร้ประมาณ
ทำไมจะต้องถูกผัสสะทั้งหลายมาเป็นบ่วงรัดไว้

เณรนั้นเมื่อได้ฟังคำกล่าวของอาจารย์ ก็ตั้งใจว่าจะบวชอยู่กับพระอาจารย์ท่านนี้
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 413
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 04 Oct. 2006,03:11 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE





ที่มา คำคมจากละครเรื่อง ตี๋ตระกูลซ่ง (11)
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 414
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 05 Oct. 2006,02:11 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



                 สรรพสิ่งในโลก......หาพบแล้ว

สิ่งที่เคยหายไป บังเอิญได้หาจนพบ จะดีใจสักขนาดไหน
หาพบแล้วเป็นสิ่งที่น่ายินดีจริงๆ และโดยเฉพาะนอกจากจะหาของพบแล้ว
ยังได้ค้นพบตัวเองอีก คงจะเป็นที่เรื่องที่น่ายินดีเสียยิ่งกว่า
ในชีวิตหนึ่ง ควรจะหาอะไรที่เป็นตัวตนของตัวเองเช่น

ควรจะหาสิ่งบกพร่องของตนเอง คนเรามองเห็นสิ่งบกพร่องของคนอื่น
ได้ง่าย แต่มองเห็นตนเองยาก เช่นมีความโลภมากเกินไป เป็นคนเจ้าอารมณ์
พูดเพ้อเจ้อ นิสัยไม่ดี จิตใจคับแคบ  หากรู้สิ่งบกพร่องของตนเองแล้วนำมาแก้ไข
นี่เป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญยิ่งนัก

พบปัญหาของตนเอง บางเรื่องราวที่ถูกผู้อื่นปรักปรำ จนเกิดการเข้าใจผิด
และยังหาสาเหตุไม่เจอ วันหนึ่งบังเอิญรู้สึกตัวว่า เป็นเพราะ ความเห็นแก่ตัว
ความยึดติด บกพร่องเรื่องมรรยาท ใจกว้างไม่กว้างพอ เมื่อรู้แล้วก็นำมา
ปรับปรุงตนเอง นี่เป็นสิ่งที่ดีงามในชีวิต

พบสิ่งที่ตนเองชอบทำ บางคนไม่เคยรู้สึกว่าชอบทำอะไร หากสามารถ
พบสิ่งที่ตนเองชอบทำนอกจากงานประจำ เช่น วาดรูป ร้องเพลง ดนตรี
นั่งสมาธิ ปลูกต้นไม้ เพียงแต่มีสิ่งที่ชอบทำ ก็จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข

หาพบอาจารย์ของตนเอง การจะหาอาจารย์ที่สอนประสบการณ์ต่างๆให้
นั้นไม่ยาก แต่จะหาอาจารย์ที่สอนให้มีคุณธรรม จริยธรรม สอนให้รู้จักหลัก
ธรรม จนพาไปสู่การหลุดพ้นนั้นยาก หากหาจนพบแล้ว ก็ควรจะเชื่อฟัง
คำชี้แนะ ปรับปรุงแก้ไขตนเอง นั่นคือสิ่งที่เป็นความสุขที่แท้จริงในชีวิต

หาพบมิตรแท้ โบราณว่า “อยู่ที่บ้านอาศัยพ่อแม่ ออกไปข้างนอกอาศัยเพื่อนฝูง”
แต่มิตรก็มีทั้งมิตรแท้และมิตรเทียม หากพบเพื่อนที่รู้ใจ ช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน
มีอุดมการณ์เดียวกัน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ร่วมเป็นร่วมตาย
นั่นคือสิ่งที่เป็นดีงามและเป็นสุขที่สุดในชีวิต

และถ้าหากหาจิตของตนเองจนพบ คนที่ไม่รู้จักตนเอง ไม่เข้าใจตนเอง
ก็เหมือนกับศพเดินได้ที่ยังมีเลือดเนื้อก็เท่านั้น เป็นหลักให้ตนเอง
ไม่ได้ หากวันหนึ่งค้นพบตัวเองขึ้นมา เข้าใจและรู้จักจิตเดิมแท้ของ
ตนเอง เห็นโฉมหน้าดั้งเดิมของตนเอง นั่นก็คือหาบ้านที่แท้จริงของตนเองพบ
นี่คือสิ่งคุ้มค่าแก่การยินดีมากที่สุดอย่างแท้จริง

ที่มา จากอินเตอร์เน็ต

เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานเซน นิทานเซนจะมีหมายเลขกำกับที่ชื่อเรื่อง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 415
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 05 Oct. 2006,02:14 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



ที่มา คำคมจากละครเรื่อง ตี๋ตระกูลซ่ง (12)
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 416
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 07 Oct. 2006,04:26 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



เนื่องจากวันนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ จึงขอนำนิทานเกี่ยวกับนางฟ้าในดวงจันทร์มาฝาก


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่เมืองจีน มีพระอาทิตย์อยู่ 10 ดวง
ส่องตรงมายังโลก ทำให้โลกของเราร้อนดั่งมีไฟแผดเผา
พืชพันธุ์ธัญญาหารและสัตว์ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก
และยังมีสัตว์ประหลาดที่ชอบกัดกินมนุษย์เป็นอาหาร

ในครั้งนั้นมีชายหนุ่มผู้กล้าและมีพละกำลังมหาศาล
อยู่คนหนึ่ง มีความสามารถในการยิงธนูได้แม่นยำมาก
เขาได้ใช้ธนูยิงดวงอาทิตย์ให้ดับไปได้ถึง 9 ดวง
และได้ฆ่าสัตว์ประหลาดนั้นตายด้วย

หลังจากนั้นเขาได้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ แล้วก็หลงระเริง
มัวเมาอยู่ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่อยู่ในทศพิตรราชธรรม
อำมาตย์และอาณาประชาราษฎร์เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า
หลังจากเสวยสุขอยู่ได้สักพัก ก็กลัวสุขนั้นจะไม่จีรังและยั่งยืน
และกลัวตัวเองจะแก่ กลัวตัวเองจะตาย จึงเที่ยวเสาะหา
ยาอายุวัฒนะ เพื่อที่จะได้เป็นฮ่องเต้ตลอดกาล

หลังจากที่ได้ยาอายุวัฒนะแล้ว พระมเหสีของพระองค์
เห็นฮ่องเต้ซึ่งบัดนี้กลายเป็นคนมุทะลุและบ้าอำนาจไปแล้ว
หากกินยาอายุวัฒนะเข้าไปแล้ว ไม่มีวันแก่ ไม่มีวันตาย
แล้วไพร่ฟ้ามิเดือดร้อนตลอดไปหรือ? จึงหยิบยาอายุวัฒนะ
มาเสวยเสียเอง หลังจากที่ พระมเหสีเสวยยานั้นเข้าไป พระวรกาย
ก็เบาดุจปุยนุ่น ลอยละล่องขึ้นไปบนท้องฟ้า ลอยขึ้นไป
จนถึงดวงจันทร์ หลังจากนั้นจึงอยู่ที่ดวงจันทร์ตลอดไป


ที่มา จากอินเตอร์เน็ต

เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานเซน นิทานเซนจะมีหมายเลขกำกับที่ชื่อเรื่อง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 417
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 07 Oct. 2006,04:31 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE




           งดงามจากจิตวิญญาณ

ฮ่องเต้องค์หนึ่งต้องการบูรณะอารามหลวงแห่งหนึ่ง
เลยบัญชาให้ผู้คนไปหายอดฝีมือทางศิลปกรรม เพื่อที่จะมา
บูรณะให้อารามทั้งสวยงามและแข็งแรง

ที่สุดก็ไปเสาะหาคนทำงานมาได้สองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มี
ยอดฝีมือทั้งในทางช่างและทางจิตรกรรม อีกกลุ่มหนึ่งเป็นภิกษุ
เพียงไม่กี่รูป ฮ่องเต้ไม่สามารถตัดสินได้ว่า จะให้กลุ่มไหนทำดี
จึงให้โอกาสทั้งสองกลุ่มต่างไปซ่อมแซมกันคนละวัด
ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกัน หลังจากนั้นสามวัน ฮ่องเต้จะมาตัดสินเอง
แล้วค่อยเลือกลุ่มนั้นมาเป็นผู้บูรณะอารามหลวง

เหล่าคนงานกลุ่มแรกขอสีจากฮ่องเต้อย่างมากมาย แล้วก็ขอคนงานเพิ่ม
อีกเป็นจำนวนมาก และที่ทำให้ฮ่องเต้ประหลาดใจมากคือ กลุ่มภิกษุ
เพียงขอผ้ากับถังน้ำ และอื่นๆที่จำเป็นต้องใช้ในการทำความสะอาด

สามวันให้หลัง เมื่อฮ่องเต้มาตรวจดูผลงาน ลำดับแรกดูที่ฝ่ายคนงานก่อน
เหล่าคนงานตีกลองฉลองงานสำเร็จกันอย่างครึกโครมดีใจ พวกเขาใช้วัสดุ
ต่างๆไปอย่างมากมาย และผลงานที่ออกมาวิจิตรสวยงามตระการตามาก
ทำให้วัดดูมีสีสันสวยงามจับตา

ฮ่องเต้รู้สึกพอใจผลงานนั้นมาก แล้วก็ไปตรวจงานที่เหล่าภิกษุทำ
แต่พอได้เห็นก็ถึงกับตกตะลึง วัดนั้นไม่ได้ทาสีหรือตกแต่งด้วยอะไรเลย
พวกเขาเพียงแต่ชำระล้างกำแพง โต๊ะ เก้าอี้ หน้าต่าง และทุกสิ่งทุกอย่าง
ภายในวัดอย่างสะอาดสะอ้าน จนทำให้สิ่งต่างๆที่อยู่ภายในวัดฉายแวว
ความงดงามจากเนื้อแท้ของมันเอง

สิ่งของแต่ละชิ้นฉายเงาออกมาแวววาวราวกระจก โดยไม่มีราคีใดๆมาเกาะให้
มัวหมอง และยิ่งเมื่อสะท้อนกับแสงที่สาดส่องเข้ามา และมีเงาของต้นไม้ที่พลิ้ว
ไหวไปมา และดูเงียบสงบราวกับจะคอยต้อนรับสรรพสิ่ง ฮ่องเต้ยืนดูความเป็น
ธรรมชาติงดงามเหล่านี้ดั่งถูกมนต์สะกด ที่สุดก็เลือกภิกษุกลุ่มนี้บูรณะอารามหลวง


ที่มา จากอินเตอร์เน็ต

เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานเซน นิทานเซนจะมีหมายเลขกำกับที่ชื่อเรื่อง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 418
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 07 Oct. 2006,04:36 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE




ที่มา คำคมจากละครเรื่อง ตี๋ตระกูลซ่ง (13)
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 419
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 07 Oct. 2006,05:23 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE




หากชนเหล่าใด เพียรพยายามระวังรักษาจิต ซึ่งมีปกติ
แล่นไปไกลไปเดี่ยว ไม่มีรูปร่าง อาศัยร่างกายนี้อยู่
ชนเหล่านั้นย่อมพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร


จิตนี้วิจิตรในการปรุง ให้งดงาม แปลก พิศวง พิลึกกึกกือ
น่ารังเกียจ สยดสยอง

จิตนี้มีความพิเศษพิสดารในตัวเอง เช่น จิตดี
บางขณะจิตนี้ก็เลว บางขณะก็ฟุ้งซ่าน บางโอกาสก็สงบ
บ่อย ๆ ครั้ง ที่จิตนี้โง่เขลา เลอะเลือนจำไม่ได้
บางขณะก็ฉลาดปราดเปรื่อง จำจำเป็นเลิศ

จิตนี้เป็นผู้สร้างกรรม เป็นต้นเหตุแห่งกรรม ไม่ว่าจะเป็นกุศล
หรือกุศลกรรม จิตนี้ยังเป็นผู้สั่งสมกรรมที่เป็นอกุศล
มากกว่ากุศล

ไม่ว่าจะเป็นเวลาเนิ่นนานปานใด กรรมที่จิตนี้สั่งสมเอาไว้แล้ว
จักไม่สูญสลายหายไปใหน จักต้องให้ผลแก่ผู้กระทำเสมอ
เมื่อมีโอกาส

อุปนิสัยสันดานของชาวเราทั้งหลาย ล้วนได้มาจากการ
สั่งสมกรรมของจิตนี้ทั้งนั้น

แม้ที่สุด อารมณ์ทั้งปวงที่เข้ามาหรือเกิดขึ้นภายใน
ได้อย่างวิเศษ จิตนี้สามารถรองรับอารมณ์นั้น ๆ แต่มักจะ
รองรับอารมณ์ไม่ดีได้นานเป็นพิเศษ

- หลวงปู่พุทธะอิสระ -


จากกระทู้
http://agalico.com/board/showthread.php?p=25954#post25954


--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 420
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 07 Oct. 2006,21:20 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

ขอบคุณค่ะ คุณ ultraman

สำหรับบทความดีๆที่นำมาฝาก มีจริตนิสัยที่ชอบดูจิตเหมือนกัน
มากพอๆกับการนั่งสมาธิ บางช่วงของชีวิตอาจไม่ได้นั่งสมาธิเท่าที่
ควรจะเป็น แต่การดูจิตสามารถดูได้ตลอดเวลา

ยังเป็นผู้เดินทางอยู่แต่จะหมั่นปฏิบัติภาวนาไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรัด
อะไรตัวเอง เพราะรู้สึกว่ายิ่งเร่งรัดกลับไม่ได้อะไร เหมือนกับ
ผลไม้เมื่อถึงเวลาก็หล่นจากต้นได้เอง

มีบทความดีๆมาฝากคุณด้วยค่ะ แต่จะทยอยมาโพสท์เป็นตอนสั้นๆ
เพื่อจะได้เก็บใจความได้มากกว่า


              “มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร”

งานเขียนของ พระยุทธนา เตชะปัญโญแห่งวัดป่าปอภาร จ.ร้อยเอ็ด

***** คำนำ *****

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีเหตุผลไม่บังคับให้เชื่อถืออย่างงมงาย แต่สอนให้ใช้ปัญญาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้นก็ใช้ปัญญาค้นคว้าหาสาเหตุแล้วพิจารณาหาทางแก้ไขที่ถูกต้อง ความทุกข์ก็ลดน้อยลงชีวิตก็มีความสุขเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นชีวิตของผู้ที่เป็นอยู่ด้วยปัญญาจึงเป็นชีวิตที่ประเสริฐ เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ “มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร” จะแก้ไขปัญหาต่างๆ จนสำเร็จลุล่วงด้วยดี เพราะหลักคำสอนของพระพุทธศาสนานั้นชี้ลงไปเรื่องเดียว คือ เรื่องจิต เมื่อจิตหยุดปรุงแต่งจึงนิ่ง จิตนิ่งย่อมมีสมรรถภาพในการรู้ทุกสิ่งตามความเป็นจริง เรียกว่าปัญญา เมื่อใจหมดความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น จิตจึงสว่าง จิตสว่างย่อมมีสมรรถภาพในการเห็นทุกสิ่งตรงตามความเป็นจริง เรียกว่า ญาณ ดังนั้นจึงหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ปรารถนาความสงบสุขที่แท้จริงไม่มากก็น้อย

***** มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร *****

เราเคยมองดู คิดถึงชีวิตที่เรามีอยู่ทุกวันนี้กันบ้างหรือไม่ว่าเราเกิดมาทำไม อยู่เพื่ออะไร ตายแล้วเราจะไปไหนกันแล้วอะไรล่ะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราควรจะได้
กรรม กิเลส ที่ฝังอยู่ในจิต ใจของเรามากนับชาติไม่ถ้วนจึงทำให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิด วนเวียนอยู่ในวัฏฏะสงสารนี้ ถ้าเราไปเกิดเป็น สัตว์ เปรต นรก อบายภูมิ เป็นต้น ย่อมทำให้เราเป็นทุกข์ทรมานแสนสาหัสอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าเราจะไปเกิดเป็น เทวดา พรหม ที่ถือกันว่ามีความสุขสบาย แต่เมื่อหมดบุญแล้วเราก็ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดตามกรรมอีก ความทุกข์ไม่มีวันหมด
การเกิดเป็นมนุษย์ถือว่า มีโอกาสดีที่สุดที่จะฝึกฝนจิตใจตัวเองให้หมดทุกข์ได้ เพราะมนุษย์ย่อมก้าวไปสู่ความแก่ เจ็บ ตาย ให้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของชีวิตได้ประสบความทุกข์ เจ็บปวด ทรมาน จากความผิดหวัง พลัดพรากสูญเสีย ทำให้เราเกิดความกลัว ไม่ประมาทในชีวิต มนุษย์มีสติปัญญา ความสามารถพอที่จะเข้าใจธรรมได้ ถ้าผู้นั้นสนใจ ตั้งใจศรัทธาธรรม
ถ้าเราไปเกิดบางประเทศ บางสถานที่ที่ไม่ได้พบคำสอนของพุทธศาสนา เราก็หมดโอกาสพบธรรม แต่นี่เราเกิดอยู่ในประเทศไทย เราได้มีโอกาสทองที่ได้พบพุทธศาสนา ได้นำคำสอนมาปฏิบัติตาม นับว่าเราโชคดีมากที่สุดที่ได้เจอสิ่งที่จะนำพาให้เราหมดทุกข์โดยสิ้นเชิงไม่ต้องตกหล่นไปในสถานที่ลำบากทุกข์ยากอีก
จิตที่มีแต่ความโลภ โกธร หลง เมื่อตายแล้วย่อมไปสู่ภพภูมิที่ทุกข์ทรมาน แต่จิตที่นำธรรมไปฝึกให้จิตได้คลายลดละเบาบางจากความหลง ย่อมไปสู่สุขคติตราบจนกระทั่งดับทุกข์สิ้นเชิง


ต้องขออภัยที่จำที่มาของลิ้งค์ไม่ได้แล้ว
ขออนุโมทนาในกุศลจิตด้วยค่ะ
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
513 คำตอบนับตั้งแต่ 16 Sep. 2005,00:02 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 42 of 52<<383940414243444546>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com