เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 44 of 52<<404142434445464748>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: นิทานเซน< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 431
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 11 Oct. 2006,05:41  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



ส่วนตัวแล้ว ไม่ยึดนิกายใหน เลยอันใหนมีส่วนดี
ถูกจริต กับเราก็ขอหน่อย ทุก ๆ อย่าง คือ สมมุติ
ใช้สมมุติ ที่มีอยู่ให้เป้นประโยชน์

เคยมีประสบการณ์ทางธรรมบ้าง( ถูกโรค กับอาณาปาณสติ )
ล้มลุก คลุกคลาน ลองผิดลองถูก นอกลู่นอกทางไม่รักดี ดื้อด้าน
ขี้เกี่ยจ ประจำ ครับ

ชอบอ่าน ค้นคว้า นึก ตรึก คิด ตัวอักษร ซะมาก

เรื่องธรรมผมพวกตัวขี้เกียจ นั่งหลับตาช่วงแรกๆ นับครั้งได้
ช่วงๆ แรก จะชอบแบบ อิริยาบทบรรพ ดูอาการร่างกาย
หยาบมาก ครับ ช่วงแรกๆ เอาแค่ดูเท้าก้าว เดิน
ตัวเองชอบเที่ยว เดินสัญจรบ่อยด้วย ได้แรงบันดาลใจ
มาจาก พระอาจาร์ย์องค์หนึ่ง ท่านสอนฝรั่ง
ชาวต่างชาติ อินทรีย์ ทางธรรม ยังอ่อน ท่านสอน
ทั้งดุ้นไป เขาจะไม่รับ ท่านเลยบอกว่า

" สักแต่ว่ารู้เสี้ยววิ "

บอกฝรั่ง เราเลยชอบ ท่านบอกให้ทำวันละ นิดละหน่อย
ตอดมันไปเรื่อย ๆ นึกเมื่อไรทำเมื่อนั้น เลยเอามาเป็นแบบ
ช่วงแรกๆ หยาบเอาจับแค่เดินๆ ทำไปเรื่อยมันจะละเอียดขึ้นแบบ
ไม่รู้ ช่วงแรกจับอิริยาบท ต่อมา ดูจิต พอๆ ทำๆ ไป

แปลกดี มีเรื่องบีบบังคับ ให้ต้องมาจับ ดูตัวเวทนา ซะ
ช่วงหลัง ดูตัวเวทนาเพิ่ม แต่มันจะไหล จากดูเวทนาไป ดูจิต
ดูอิริยาบท แบบไม่รู้ตัว แปลกดี

แปลกตรง ช่วงหลังๆ ขี้เกียจ นอกลู่นอกทาง เผลอสติ แบบเดิม
ไม่ได้เลย เวทนาเล่นงาน ช่วงแรกๆ น้ำตาเล็ดเลย
ช่วงหลัง เบาขึ้น แต่อย่า ขี้เกียจ

ที่เขาบอก หนึ่งตำลึงเบี่ยงพันชั่ง ใช่เลยครับ
วิปัสสนา ปัญญาจะกล้าขึ้น เบี่ยง ตัวเวทนาให้เบาลง
จับสติ ดูจิต ดูการเคลื่อนไหว อาการต่างๆรอบตัว จะเป็นศูนย์หมด

ช่วงหลังๆ ทำไมตัวเอง จึงเป็นแบบนี้
ถามเพื่อนครับ เลยได้ยินคำว่า เร่งกรรม ทำไปเรื่อยๆ
เจ้ากรรมนายเวรจามาขอไวขึ้น บางคนบอก ครูบาอาจารย์บีบ
อย่านอกลู่นอกทาง บางที่บอก อินทรียเริ่มแก่กล้า บารมีเข้าเขต
ที่เข้มข้น ขึ้น .........

แต่ไม่สนใจแล้ว ว่าเพราะอะไร มาจากใหน ทางใหน
สนแต่ เอาให้ ขันธ์ 5 เบา พอ

รู้แต่ เพียง นี่แหละขันธมาร มาแล้ว

ตอนแรกเล่า มาหลัง ชักบ่นโทษทีครับ

--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 432
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 11 Oct. 2006,05:52 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE




ความคิดเป็นธรรมชาติทางนามธรรมชนิดหนึ่ง
ซึ่งมีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของเรา
เราคุ้นเคยและอยู่กับความคิดเกือบตลอดเวลา
แต่เราแทบจะไม่รู้จักความคิดและกลไกการทำงานของมันในตัวเราเลย
ทั้งนี้เนื่องจากความคิดนั้นมีความเร็วกว่าแสงฟ้าแลบและไหลต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ
ความคิดมีสองประเภท
ความคิดชนิดหนึ่ง มันเกิดขึ้นมาแวบเดียวมันไปเลย
ความคิดชนิดนี้มันนำโทสะ โมหะ โลภะเข้ามา
ความคิดอีกอย่างหนึ่ง เป็นความคิดที่เราตั้งใจคิดขึ้นมา
ความคิดชนิดนี้ไม่นำโทสะ โมหะ โลภะเข้ามา
เพราะความคิดชนิดนี้เราตั้งใจคิดขึ้นมาด้วยสติปัญญา
ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราไม่เห็นความคิด
แต่ตัวความคิดจริงๆนั้นมันไม่ได้มีความทุกข์
สาเหตุที่มันมีความทุกข์เกิดขึ้นคือ
เมื่อเราคิดขึ้นมา เราไม่ทันรู้ ไม่ทันเห็น ไม่ทันเข้าใจความคิดอันนั้น
มันก็เลยเข้าไปในความคิด เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลงไป
แล้วมันก็นำทุกข์มาให้เรา
เมื่อเราไม่รู้วิธีแก้ไข มันก็คิด คิดอันนั้น คิดอันนี้
คนเราจึงอยู่ด้วยทุกข์ กินด้วยทุกข์ นั่งด้วยทุกข์ นอนด้วยทุกข์
ไปไหนมาไหนด้วยทุกข์ทั้งนั้น
เอาทุกข์นั่นแหละเป็นอารมณ์ไป
แต่ถ้ามาเจริญสติให้รู้เท่าทันความคิด
พอดีมันคิดปุ้ป..ทันปั๊ป คิดปุ้ป..ทันปั๊ป มันไปไม่ได้
มันจะทำให้จิตใจของเราเปลี่ยนแปลงที่ตรงนี้
ความเป็นพระอริยบุคคลจะเกิดขึ้นที่ตรงนี้
หรือเราจะได้ต้นทางหรือกระแสพระนิพพานที่ตรงนี้
วิธีการเจริญสติ หรือการทำความรู้สึกตัว




สติ หมายถึง ความระลึกได้
หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ "ให้รู้สึกตัว"
ให้รู้สึกตัวในการเคลื่อนการไหว
กระพริบตาก็รู้ หายใจก็รู้ จิตใจมันนึกมันคิดก็รู้
การเคลื่อนไหวเป็นสาระสำคัญของการเจริญสติ
ถ้าหากเรานั่งนิ่งๆ ไม่มีการเคลื่อนไหว
พอดีมันเกิดขึ้นมา เราก็เลยไปรู้กับความคิด
มันเป็นการเข้าไปอยู่ในความคิดเพราะไม่มีอะไรดึงไว้
ดังนั้นจึงมีการฝึกหัดการเคลื่อนไหวของรูปกาย
ให้รูปกายเคลื่อนไหวอยู่เสมอ
ถ้าเรามีสติรู้อยู่กับการเคลื่อนไหวของรูปกาย
เมื่อใจคิดขึ้นมา เราจะเห็น เราจะรู้
เพื่อให้เกิดญาณปัญญารู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง
หลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ ได้แนะนำให้เราเคลื่อนไหวตลอดเวลา
และ "รู้" การเคลื่อนไหวนั้น
โดยมีกลอุบายหรือเทคนิดในการเจริญสติอย่างต่อเนื่อง
ด้วยการสร้างจังหวะ ซึ่งประกอบด้วยการเดินจงกรม
และการเคลื่อนไหวมือเป็นจังหวะ



หลวงพ่อเทียน
http://www.watsomphanas.com/teams01.asp


--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 433
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Oct. 2006,01:58 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ขอบคุณค่ะ คุณ ultraman สำหรับทุกอย่างที่นำมาแบ่งปัน

ปกติจะชอบอ่านแนวการปฏิบัติธรรมของเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมด้วยกัน
เพราะเราจะสามารถรู้ได้ถึงความรู้สึกนึกคิด และจิตใจ
พร้อมกับทำให้รู้สึกมีกำลังใจที่เส้นทางที่เราเดินอยู่
ยังมีผู้ร่วมเดินทางไปด้วยกันอยู่

ได้ไปอ่านการปฏิบัติธรรมของท่านอวิ๋นกู่เถระแล้ว
ทำให้ได้คิดหลายอย่าง คือ ผู้ที่เจริญสติปัฏฐานสี่บ่อยๆ
เมื่อมีสิ่งใดมากระตุ้นหนักๆ อย่างที่นิกายเซนชอบทำคือตีให้เจ็บๆ
จะทำให้สติตื่นรู้ได้ ก่อนนั้นค่อนข้างจะไม่ค่อยนิยมการกระทำ
ของท่านฮวงโป ท่านเป็นคนโผงผาง ตบได้เป็นตบ
ทันไม้กระบองก็จะตีด้วยไม้กระบอง จึงค่อนข้างที่จะหลีกเลี่ยง
แปลนิทานเซนที่เกี่ยวกับการทุบตี

ที่เข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งเพราะโดนมาเหมือนกัน
หลายวันก่อน คิดว่าเป็นวันหยุดเลยยังโอ้เอ้อยู่
พอดีเขาโทรศัพท์มาตามว่ามีงานด่วน เลยรีบแต่งตัวแล้วจะออกไป
ขณะที่กำลังจะปิดประตูห้อง นิ้วเท้าถูกหนีบเข้ากับประตูด้านล่างอย่างแรง
เจ็บมาก เป็นอุบัติเหตุที่คิดว่าเจ็บที่สุดแล้ว
ตั้งแต่นั้นรู้สึกสติตื่นตลอดเวลา เผลอเมื่อไหร่สติเตือนทันที
มาอ่านเรื่องของอวิ๋นกู่เถระเลยเข้าใจทันทีว่าเป็นเพราะอะไร

แม้ว่าจะเคยไม่ชอบท่านฮวงโป แต่เรื่องของท่านก็เคยทำให้
น้ำตาไหลและตื้นต้นใจเหมือนกัน เมื่อท่านเทศน์โปรดมารดา
ที่ตัดใจจากลูกชายที่ไปบวชไม่ได้ ท่านเทศน์เรื่องประวัติของ
พระพุทธองค์ที่ละจากทุกอย่างแล้วไปบวช

ที่สุดก็เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น ไม่ค่อยอยากจะนำมาเล่า
เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริง คนรุ่นหลังที่เกลียดท่านฮวงโป
อาจจะเขียนขึ้นเพื่อเอาดีเข้าตัวก็เป็นได้
เพราะเรื่องอย่างนี้เคยเกิดขึ้นกับนิทานเซนเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นหลายๆท่านที่วิจารณ์เรื่องของเซนบางทีได้ข้อมูลมาผิดๆเหมือนกัน
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 434
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Oct. 2006,02:04 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



             หลักการของสิ่งสะท้อน

คำเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ที่ว่า  “เมื่อมีการวิงวอนย่อมมีการตอบสนอง”
หลักการนี้จะมองเห็นได้ไม่ยากเช่น ลูกกตัญญูที่มีอยู่ในโลกนี้ เมื่อเห็นพ่อแม่
ตกลงไปในน้ำ มีหรือจะไม่กระโดดลงไปช่วย? แล้วคนเป็นแม่ เมื่อเห็นลูกถูก
ไฟแผดเผา มีหรือจะไม่ไปช่วย? แล้วพระโพธิสัตว์ต่างๆ เมื่อเห็นเหล่าเวไนย
ก็เหมือนกับบิดามารดาหรือบุตร เห็นจะตายแล้วไม่ช่วย คงจะแย่กว่าปุถุชนโดย
ทั่วไป แล้วจะเรียกว่าเป็นโพธิสัตว์ได้อย่างไร?

ย่อมจะต้องมีผู้ถามต่อว่า พระโพธิสัตว์มีเมตตากรุณา และมีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ
ทำไมคนที่พบกับภัยพิบัติและเคราะห์ร้ายต่างๆ ทำไมพระโพธิสัตว์ถึงไม่ช่วย
เรื่องนี้ก็มีสาเหตุเหมือนกัน เช่นลูกที่ท่องออกนอกเส้นทางและก็ละเมิดฝ่าฝืน
กฎเกณฑ์ บิดามารดาแม้จะอยากช่วยแค่ไหนก็คงไม่อาจที่จะช่วยได้

และก็เหมือนกับคนเป็นโรค แม้จะมีหมอคอยรักษา แต่คนไข้ไม่เชื่อหมอ หมอก็
คงจะช่วยอะไรไม่ได้ สิ่งที่จะสะท้อนกลับจะเกิดขึ้นได้ ย่อมจะต้องมีเหตุและมีปัจจัย
บิดามารดาเมื่อมีจิตที่จะช่วยบุตร บุตรก็จะอยู่ห่างจากบิดามารดาไม่ได้
ฝ่ายหนึ่งโยนอีกฝ่ายรับลูก ย่อมจะมีวันหนึ่งที่ออกจากทุกข์ไปพบสุขสักวัน
หมอดีอาจจะรักษาคนไข้ให้รอดได้เมื่อคนไข้เชื่อมั่นในตัวหมอ เมื่อยาถึงไข้ก็หาย

หากเปรียบพระโพธิสัตว์เป็นดั่งพระจันทร์ เหล่าเวไนยเหมือนผืนน้ำ
หากน้ำนั้นบริสุทธิ์สะอาด น้ำไม่ต้องวิงวอนขอจากจันทร์ จันทร์ก็ไม่ต้องการ
แสงสะท้อนจากน้ำ น้ำใสก็จะเห็นเงาจันทร์ได้เอง

หากน้ำขุ่นด้วยโคลนตม น้ำจะขอวิงวอนให้จันทร์สะท้อนลงน้ำ
แม้เงาจันทร์จะไม่ลงน้ำ ก็เป็นความผิดของน้ำ ไม่ใช่ความผิดของจันทร์

ดังนั้นด้วยเหตุและหลักการอันเป็นธรรมชาตินี้ เพียงแต่ขอให้น้ำใสก็จะเห็นเงาจันทร์
หากจิตของเหล่าเวไนยขจัดความขุ่นมัวได้ พระโพธิสัตว์ย่อมจะอยู่ทุกเมื่อ


ที่มา จากอินเตอร์เน็ต

เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานเซน นิทานเซนจะมีหมายเลขกำกับที่ชื่อเรื่อง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 435
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Oct. 2006,02:08 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE




ที่มา คำคมจากละครเรื่อง ตี๋ตระกูลซ่ง (16)
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 436
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Oct. 2006,02:25 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

***** ชีวิตนี้คือละคร *****


ธรรมชาติเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลกนี้ บางครั้งก็ให้ความสงบร่มเย็นเป็นสุขแก่เรา บางที่ก็เกิดภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง ทำให้เราเดือดร้อน ชีวิตร่างกายเราก็เกิดขึ้นมาจากธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธรรมชาติสร้างขึ้นมาให้ใช้ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อถึงวันตายเราก็ต้องคืนร่างกายนี้กลับไปสู่ธรรมชาติอีก

เพราะฉะนั้นจงอย่าได้ยึดถือจริงจังกับชีวิตนี้มากนักเลย บางครั้งชีวิตเราก็สุขสบายใจมีเงินใช้ บางทีเราก็ทุกข์ใจหาเงินไม่ได้ ก็เพราะปัญหาเศรษฐกิจและชีวิตเรานี้ มันเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ดำรงอยู่ แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนแล้วก็ดับไปสิ้นไป ไม่มีอะไรเหลือเลย

โลกนี้คือละครฉากหนึ่งเท่านั้นเอง เขาไม่ให้เราแสดงนานหรอกนะ เดี๋ยวก็ต้องเลิกเล่นกันแล้ว อย่าได้ไปยึดติดผูกพันอาลัยอาวรณ์กับบทบาทการแสดงในชีวิตนี้เลย

ถ้าเราตกงาน กิจการล้ม หมดตัว ก็ไม่จำเป็นต้องไปกลุ้มใจ เครียดเป็นทุกข์กับมัน ให้คิดซะว่า เราโชคดีแล้วที่จะได้พักผ่อนร่างกายและจิตใจ ไม่ต้องไปแบกภาระให้มันหนักใจ เราจะได้มีโอกาส มีเวลา เรียนรู้ศึกษาปฏิบัติชีวิตและธรรมะ จะได้พบเจอสิ่งที่ดีที่สุดที่เราควรจะได้รับ จะได้พบหนทางออกจากปัญหา มีธรรมะเป็นที่พึ่งจึงหมดทุกข์
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 437
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Oct. 2006,03:32 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



ดูจิตเหมือนแม่เลี้ยงลูก
ไปใหนก็คอยประคองอุ้มไว้
นิ่งเงียบบ้าง ป่วยไข้บ้าง ตัวร้อนบ้าง
เราก็ค่อย ๆ ให้การดูแล
ให้ความรู้จนลูกเติบใหญ่
ให้การศึกษาจนมีปัญญาพึ่งตนเองได้


--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 438
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 13 Oct. 2006,01:32 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



ฝากให้คุณ ultraman ค่ะ
จำไม่ได้แล้วว่าเป็นคำสอนของพระอาจารย์ไหน
แต่ดูเหมือนจะเป็นคำตอบให้กับบทโศลกโต้ตอบ
ระหว่างท่านเว่ยหล่างกับว้อหลุนที่ว่า

ว้อหลุนมีเทคนิคและวิธี   ที่จะสามารถดับร้อยความคิดได้
สิ่งที่มากระทบจิตไม่เกิด  ต้นโพธิ์เติบโตขึ้นทุกวัน


เว่ยหล่างไม่มีเทคนิคและวิธี  ร้อยความคิดก่อเกิดไม่มีหยุด
สิ่งที่มากระทบจิตย่อมเกิด  แล้วต้นโพธิ์จะเติบโตได้อย่างไร
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 439
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 13 Oct. 2006,01:40 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



                                ประทับใจ

ผลจากการชื่นชมความสำเร็จของผู้อื่น คือความประทับใจ และก็เรียกได้ว่าเป็น
การมองเห็นบัณฑิตแล้วพยายามปฏิบัติตามให้ได้อย่างนั้น
หากเราไม่รู้จักชื่นชมความสามารถของผู้อื่น ตัวเองก็จะไม่เกิดความประทับใจ
ก็จะกลายเป็นอิจฉาผู้อื่น เห็นผู้อื่นมีเกียรติยศชื่อเสียง มีหน้ามีตาหรือประสพผล
สำเร็จ แล้วคิดหยามในใจว่า “ไม่ได้เก่งกาจอะไร” คนชนิดนี้จะหาความเจริญได้ยาก

หากนึกชื่นชมผลสำเร็จของผู้อื่นบ่อยๆ ชมเชยความสำเร็จของผู้อื่น
เห็นความเจริญรุ่งเรืองของผู้อื่น เห็นเรื่องดีๆของผู้อื่น แล้วรู้สึกประทับใจ
แล้วในใจคิดว่าคนนี้สุดยอดจริงๆ หากเรามีความสามารถทำได้ขนาดนี้
ประสพผลสำเร็จได้อย่างนี้ ก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีและก็หวังว่าจะได้รับการฝึกฝน
จากผู้นั้น คนที่คิดได้อย่างนี้เป็นคนที่เรียกได้ว่า
“เห็นบัณฑิตปฏิบัติอย่างไร แล้วปฏิบัติตามให้ได้อย่างนั้น”



ที่มา จากอินเตอร์เน็ต

เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานเซน นิทานเซนจะมีหมายเลขกำกับที่ชื่อเรื่อง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 440
แสงดาว Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 599
เข้าร่วมเมื่อ: 20 Jul. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 13 Oct. 2006,01:43 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE




ที่มา คำคมจากละครเรื่อง ตี๋ตระกูลซ่ง (17)
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
513 คำตอบนับตั้งแต่ 16 Sep. 2005,00:02 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 44 of 52<<404142434445464748>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com