เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 1 of 212>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: สาระแห่งชีวิต คือรักและเมตตา, พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก: วัดสุนันทวนาราม< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 1
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Oct. 2005,21:55  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ชีวิตคือความรัก


ชีวิตคือความรัก
ชีวิตที่ปราศจากความรัก ไม่มีชีวิต
ความรักคืออาหารใจ
ความรักสร้างชีวิต
ความรักหล่อเลี้ยงจิตใจมนุษย์


ตามหลักทางพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า
กว่าที่เราจะเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้
จิตวิญญาณของเราได้ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสาร
มานับชาติไม่ถ้วน ในภพภูมิต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เทพ
เทวดา มนุษย์ สัตว์ เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก
เราได้เกิดตาย ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนไม่อาจนับชาติได้



พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า
สัตว์ทั้งหลายที่เราพบเห็น โดยเฉพาะมนุษย์ด้วยกัน
ซึ่งเกิดมาพบกันในชาตินี้ ที่ไม่เคยเป็นพ่อแม่
ญาติพี่น้องกัน ในวัฏสงสารนั้นหายาก
ในวัฏสงสารอันยาวนาน
ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน
ดังนั้น ในการดำเนินชีวิต เราจึงไม่ควรประมาท
สร้างศัตรู แบ่งพรรคแบ่งพวก ต่อสู้ แก่งแย่งชิงดีกัน
แต่ควรที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
และมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย
โดยเฉพาะเมื่อเกิดมาในครอบครัวเดียวกัน
เราควรมีความรัก มีเมตตา กรุณาต่อกัน ช่วยเหลือ
เกื้อกูลกัน และพัฒนาชีวิตให้มีความสุข

ชีวิตคนเราในชาติหนึ่ง ต่างมุ่งแสวงหาหลายสิ่ง
หลายอย่าง ทั้งทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง ฯลฯ
แต่ในที่สุด สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดในชีวิตคือ ความรัก

ความรักที่หมายถึงความปรารถนาดี เอื้ออาทรต่อกัน
ยอมรับได้ทุกสิ่งทุกอย่างในความเป็นเขา
รักอย่างไม่มีเงื่อนไข เป็นมิตรภาพที่ยั่งยืน
เป็นความรักที่มีแต่ให้ ให้ด้วยความพอใจ สุขใจ
ชีวิตที่มีความรักเช่นนี้ ย่อมอบอุ่นใจ สบายใจ
ถึงแม้ว่าตาย การตายด้วยความสบายใจ สุคติ

--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 2
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Oct. 2005,21:56 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ความรักของพ่อแม่

การเดินทางร่วมกันของเราในวัฏสงสาร
มีทั้งรักกัน เกลียดกัน ทำดีบ้าง ทำชั่วบ้าง
เหล่านี้คือกรรมที่ทำสะสมไว้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ
กรรมดีหรือนิสัยที่ดี เป็นการสร้างบารมี
กรรมชั่ว นิสัยที่ไม่ดี สะสมเป็นอาสวะ กิเลส


การที่เราเกิดมาในท้องแม่ ถือเป็นกรรมเก่า
ผลของกรรมเก่าที่สร้างสมไว้เปรียบเหมือนเมล็ดพืช
การรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
และการเลี้ยงดูของพ่อแม่ เป็นปัจจัย
หรือเปรียบเสมือน ปุ๋ย ดิน น้ำ แสงแดด
ที่ช่วยบำรุงเลี้ยงเมล็ดพืชให้งอกงาม

อย่างไรก็ตาม เด็กทารกทุกคนคือผู้บริสุทธิ์
การเลี้ยงดูของพ่อแม่ด้วยความรักความเมตตา
จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ที่จะช่วยให้ลูกเติบโตขึ้น
อย่างมีความสุข ตรงกันข้าม เด็กที่เกิดมาอย่างขาดความรัก
ความอบอุ่นในครอบครัว ยากที่จะมีจิตใจที่ดีได้
มักมีปัญหาทางใจ เป็นคนขี้น้อยใจ ขี้อิจฉาริษยา
ขี้กลัว ขี้เกียจ ขี้ตกใจ ฯลฯ เรียกว่าจิตใจไม่สมบูรณ์

ความรักจึงเป็นสิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิต
มนุษย์ทุกคนต้องการความรักจากพ่อแม่
ญาติพี่น้อง และบุคคลที่อยู่รอบข้าง
เราจะเกิดความรู้สึกอบอุ่น มั่นคง ปลอดภัย
และสุขใจ เมื่อได้รับความรัก
ความรักจึงทำให้มนุษย์มีจิตใจที่สมบูรณ์

ความรู้สึกนึกคิดของแม่ก็ถ่ายทอดถึงจิตใจของลูก
ผ่านสะดืออารมณ์ได้เหมือนกัน ดังนั้น การทำหน้าที่แม่ที่ดี
ไม่เพียงแต่รักษาร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์เท่านั้น
หากต้องรักษาอารมณ์และจิตใจที่ดีด้วย
โดยการรักษาศีล ภาวนา คิดดี ทำดี พูดดี
ญาติพี่น้อง บุคคลรอบข้างก็ควรให้ความรัก
ความเมตตา ให้กำลังใจ แก่ผู้ที่กำลังจะเป็นแม่

ตามหลักจิตวิทยาเชื่อว่า จิตใจของเด็กมีความละเอียดอ่อน
ซึมซับสิ่งต่าง ๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การเลี้ยงดูเด็กในช่วงอายุ่ ๓-๕ ขวบ จะเป็นช่วง
หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่จะมีผลต่อการกำหนด
จริตนิสัย พฤติกรรมของเด็กในเวลาต่อมา
เด็กที่ได้รับความรัก จะมีความรู้สึกอบอุ่น
มีความมั่นคงทางอารมณ์ และเติบโตขึ้นมามีความสุข
เด็กที่ขาดความรัก ถูกทิ้ง จะรู้สึกมีปมด้อย
ขี้น้อยใจ ขี้อิจฉาริษยา ขี้กลัว เป็นต้น
ความรักที่พอเหมาะพอดี จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกควรพอเหมาะพอดี
บางครั้งความรักความห่วงใยที่มากเกินไป
ทำให้ลูกอึดอัด คับข้องใจก็มีมาก
อย่าลืมว่า ความรู้สึกของลูกเป็นสิ่งสำคัญ

เมื่อครั้งที่อาจารย์ไปแสวงบุญที่อินเดีย
มีอยู่วันหนึ่ง พักที่โรงแรมนิวเดลลี
มีหนุ่มชาวไต้หวันคนหนึ่ง เมื่อเห็นพระ
ก็รีบเข้ามาหา อยากที่จะระบายความอึดอัดใจ
เขาแนะนำตัวกับอาจารย์ว่า
เข้าไปลูกชายคนเดียวของพ่อแม่
ซึ่งเป็นครอบครัวคนจีน
ทำธุรกิจการค้าอยู่ในประเทศไต้หวัน
มีฐานะดีมาก แต่เขาอยากจะฆ่าตัวตาย เพราะพ่อแม่
รักเขามากเสียจนเขาอึดอัด ขาดอิสระ ไม่มีความสุข
เขาเล่าว่า พ่อแม่จู้จี้จุกจิก ดูแลเขาใกล้ชิดราวกับเขา
เป็นลูกสาวที่ยังเล็ก ทั้ง ๆ ที่เขาอายุ ๒๗ แล้ว
เขาไม่เคยมีอิสระเหมือนเพื่อน ๆ เลย
ถ้าความรักของพ่อแม่ทำให้เขาเป็นแบบนี้
เขาขอตายดีกว่า

ความรักที่มีอุปทานยึดมั่นถือมั่น จนกลายเป็น
การเข้าไปครอบครองเป็นเจ้าชีวิตของลูก
กำหนดเส้นทางชีวิตให้ลูก จึงเป็นโทษมาก
การเลี้ยงดูลูก ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา
พยายามเข้าใจความรู้สึกของเรา
เรียนรู้ และเข้าใจธรรมชาติของเด็ก ๆ
พยายามให้ลูกซึ่งเป็นฝ่ายที่รับความรักจากเรา
เกิดความรู้สึกอบอุ่น มั่นคงทางอารมณ์
รู้จักผิดชอบชั่วดี และพัฒนาชีวิตของเขา
ให้ตั้งมั่นอยู่ในศีล ๕ ได้ เรียกว่ามีจิตใจสมบูรณ์

ที่ประเทศญี่ปุ่น เคยมีรัฐมนตรีท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า
ตนเองเมื่อสมัยเป็นเด็ก มีนิสัยเกเร ก้าวร้าว
แต่ด้วยความหนักแน่นมั่นคงของแม่ และครู
ที่เลี้ยงดูและอบรมเขาด้วยความรักความเข้าใจ
ทำให้เขาพัฒนาขึ้น จนสามารถเปลี่ยนนิสัยได้
เขาจึงเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ
ประสบความสำเร็จในการงาน
จนมีโอกาส ได้ทำงานรับใช้ประเทศชาติ
ในฐานะของรัฐมนตรี

--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 3
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Oct. 2005,21:58 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ชีวิตคู่

สมรส หมายถึงรสนิยมเสมอกัน
มีจริตนิสัย ชอบและไม่ชอบอะไรคล้าย ๆ กัน
จึงเข้ากันได้เป็นอย่างดี

เมื่อเราใช้ชีวิตคู่ร่วมกับผู้อื่นในฐานะต่าง ๆ ต้องมี
คุณธรรม และมีรสนิยมเสมอกัน จึงจะมีความสุข
ถ้าต่างกันมาก เข้ากันไม่ได้ ก็มักเกิดปัญหาตามมา

โดยเฉพาะชีวิตคู่ เป็นสามีภรรยาต้องใกล้ชิดกันมา
จนเรียกได้ว่าทั้งเราและเขา
มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อยู่ร่วมกันตลอดชีวิต
จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบ
หากตัดสินใจจะใช้ชีวิตคู่กับใคร

อารมณ์รักเป็นสิ่งไม่แน่นอน
เมื่อเราสามารถเริ่มต้นชีวิตคู่กับคนที่รักเรามาก ๆ
เรารู้สึกสมหวังในความรัก โลกทั้งโลกสดใสสวยงามสำหรับเรา
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเรานี้ไม่แน่นอน
ชีวิตสมรส อาจจะเป็นชีวิตที่อบอุ่น
สร้างครอบครัวที่มีความสุขร่วมกัน
หรือโดยส่วนใหญ่ก็มีทุกข์บ้าง สุขบ้าง อย่างปุถุชนทั่ว ๆ ไป


แต่สำหรับบางคู่อาจจะเป็นชีวิตที่ตกนรกทั้งเป็นก็มี เปรียบชีวิตคู่เหมือน
ชีวิตแบบยักษ์อยู่ด้วยกัน
ชีวิตแบบเปรตที่อยู่ด้วยกัน
ชีวิตแบบเดรัจฉานอยู่ด้วยกัน

อย่าหลงเชื่อในความรู้สึกรัก ซึ่งไม่แน่นอน
อารมณ์รักก็มีลักษณะเช่นเดียวกับ จิตที่เกิดอุปทาน
เหมือนการติดบุหรี่ เล่นการพนัน ติดยาเสพติด
ที่เกิดจากอุปทานความยึดมั่นถื่อมั่นของจิต
การหลงรักในสิ่งที่คนทั่วไปไม่รักก็มีมาก
จึงทำให้ชีวิตมนุษย์เรานั้นสับสนวุ่นวายอยู่ในทุกวันนี้

เมื่อเรารู้ว่าอารมณ์รักเป็นสิ่งไม่แน่นอน
เราจึงไม่ควรใช้อารมณ์รักเพียงอย่างเดียว
มาเป็นข้อตัดสินใจในการเลือกคู่ชีวิต

พระพุทธเจ้าทรงให้หลักในการพิจารณาไว้ว่า
ชีวิตคู่ที่จะมีความสุขร่วมกันได้ดี
ควรมีคุณธรรมเสมอกัน ๔ ประการ คือ
- ศรัทธา ความเชื่อมั่นในสิ่งดีงาม
- ศีล ความประพฤติดีทางกาย และวาจา
- จาคะ ความเสียสละ รู้จักแบ่งปัน
- ปัญญา ความรู้ว่าสิ่งใดดีหรือชั่ว

อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริงเป็นเรื่องยากที่จะได้คู่ครอง
ที่มีความคิดจิตใจเหมือนกันกับเรา หลวงพ่อชาเคย
เปรียบเทียบชีวิตคู่ไว้ว่า เหมือนเอาไม้สองท่อนมามัดไว้ด้วยกัน
ถ้าไม้ท่อนเดียวกันเอามือจับปลายสองข้างจะดึงจะโค้งงออย่างไร
มันก็ทนกว่าไม้สองท่อนที่จับเอามามัดกันไว้
เมื่อเราจับงอหรือดึงไปคนละทาง
มันง่ายอยู่แล้วที่จะหลุดออกจากกัน

ดังนั้น เมื่อคนสองคนมาอยู่ด้วยกันแล้ว ก็ต้องรักกัน
สามัคคีกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา
เพื่อเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง ต่างคนต่างแก้ไข
ปรับตัวเองเพื่อเข้ากับอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องรู้จักอดทน
เมื่อเกิดไม่พอใจ ไม่ถูกใจ ต้องละทิฏฐิมานะ
ความเห็นแก่ตัว พยายามปล่อยวาง และให้อภัยต่อกัน
เรียกได้ว่าทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติธรรมแบบอุกฤษฏ์
ต้องช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
เพื่อที่จะผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้
และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเป็นสุข สบายใจ

--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 4
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Oct. 2005,21:59 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เนื้อคู่: คู่แท้หรือคู่เทียม

เนื้อคู่ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายไว้ว่า
“ชายและหญิง ที่ถือกันว่าได้เคยครองคู่กันมาแต่ปางก่อน
ชายและหญิงที่เหมาะสมเป็นคู่ครองกัน”

โดยส่วนใหญ่ชีวิตคู่มักเริ่มด้วยดี มีทั้งความรัก ความสุข
ช่วยกันประคับประคองชีวิตคู่ด้วยความพอใจทั้งสองฝ่าย
หลายคนมีชีวิตคู่ที่ราบรื่นไปตลอดรอดฝั่ง
แต่มีไม่น้อยที่ล้มเหลว บางคู่ต้องหย่ากัน บางคู่ถึงแม้อยู่ด้วยกัน
แต่ความรัก ความสุขที่เคยให้แก่กันไม่เหลือแม้แต่น้อย
ก็ต้องทนอยู่ด้วยกันอย่างเป็นทุกข์

การใช้ชีวิตร่วมกันของสามีภรรยาหลายๆ คู่
หากพิจารณาถึงการปฏิบัติต่อกันทั้งแง่ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม
จะพบว่า ทางกายกรรม หมายถึง การกินด้วยกัน นอนด้วยกัน มีลูกด้วยกัน

ทำงานร่วมกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน
ถ้ามองจากภายนอกดูเหมือนเป็นคู่ที่มีความสุข
รักใคร่ปรองดองกันดีจนหลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกอิจฉา
แต่สำหรับเจ้าตัวจริง ๆ แล้ว การปฏิบัติต่อกันในทางวจีกรรม มโนกรรม
มีแต่ทะเลาะเบาะแว้งกัน โกรธกัน น้อยใจ เจ็บใจ มีแต่ความทุกข์ ไม่มีคำว่าสุข

แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรได้ ก็ยังต้องทนอยู่ด้วยกัน
เพราะความจำเป็นทางสังคม หรือเพราะเห็นแก่ลูก

ชีวิตคู่ที่เป็นเนื้อคู่ประเภทนี้ก็มีมาก คือชาตินี้
แม้จะมีความผูกพันกันทางกายกรรม แต่ทางวจีกรรม มโนกรรม
กลับเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่ดีแก่กัน
จึงดูเหมือนว่า ทางกายกรรมนั้นรักกัน โดยที่ความเป็นจริงแล้ว
ต่างฝ่ายไม่มีความรู้สึกรักกันเลย แต่ในสถานภาพทางสังคม
ที่เป็นสามีภรรยากัน ต้องอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน
จะเดินทางไปไหนก็ยังต้องร่วมรถคันเดียวกันเป็นครอบครัว

สามีภรรยาที่มีปัญหาเช่นนี้ บางครั้งต่างคนต่างตั้งจิต
อธิษฐานว่าชาติหน้าอย่าได้พบกันอีก ขอเจอชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย
แต่ด้วยอุปทานยึดมั่นถื่อมั่น ไม่ว่าจะรักกันหรือเกลียดชักกันก็ตาม
ไม่ว่าจะด้วยความพอใจหรือไม่พอใจต่อกันอย่างไร ในทางมโนกรรม
คือความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อกัน จะเป็นการดึงดูดเข้าหากันอยู่ตลอด ไม่ปล่อยวางจากกัน

ดังนั้นจึงเป็นไปได้อย่างมากที่ บุคคลทั้งสองเมื่อต่างคนต่างตายจากกันในชาตินี้

ถ้าชาติหน้าเกิดมา โตเป็นหนุ่มสาวได้พบกันเมื่อไร
ก็เกิดอารมณ์รักที่รุนแรง มีความดีใจ พอใจที่ได้เจอกัน
เพราะทางกายกรรมในอดีตชาตินั้น เคยใกล้ชิด ใช้ชีวิตร่วมกันมา
เกิดมาในชาติใหม่จึงเป็นเนื้อคู่กันอีก ที่เคยทุกข์ โกรธเกลียดกันก็ลืมไป

แต่คงต้องเรียกว่าเป็นเนื้อคู่เทียม
เพราะเป็นเนื้อคู่ที่เป็นผลของกรรมเก่า
คือกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมที่สร้างร่วมกันมา ทำดีต่อกันบ้าง
ทะเลาะกัน โกรธเกลียดกันบ้าง เป็นความรักที่หาความสุขแท้จริงไม่ได้
เพราะไม่ใช่เนื้อคู่แท้ที่ครองคู่กันด้วยความรัก ความเมตตา

ดังนั้น เมื่อต้องใช้ชีวิตคู่ด้วยกันในชาตินี้แล้ว
สามีภรรยาจึงควรสร้างกรรมที่ดีต่อกัน ทั้งกายกรรม
วจีกรรม และมโนกรรม แม้ว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น
ก็ควรรู้จักอดทน ปล่อยวาง ให้อภัยต่อกัน
ถ้าทำได้ก็จะเป็นอานิสงส์ให้มีความสุข
ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า


--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 5
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Oct. 2005,22:02 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์

โรงครัวที่ไม่มีน้ำตาล เกลือ ไม่ใช่โรงครัว
การปรุงอาหารให้อร่อย ต้องใช้น้ำตาล เกลือ
ขาดน้ำตาล ขาดเกลือ รสอาหารก็ไม่อร่อย
น้ำตาล เกลือ จึงเป็นของสำคัญในการปรุงอาหาร
ในเวลาเดียวกัน โทษของน้ำตาล เกลือ ก็มีมาก
โรคเจ็บไข้ได้ป่วยของคนเรามีหลายโรค มีสาเหตุมาจาก
การรับประทาน น้ำตาล เกลือ มากไป
บางคนก็บอกว่า น้ำตาลมีแต่โทษ ไม่มีประโยชน์เลย
แต่ร่างกายก็ต้องการน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสม

ชีวิตที่ปราศจากความรัก ไม่ใช่ชีวิต
สำคัญที่สุดในชีวิต คือ ความรัก
ความรักคือชีวิต ชีวิตคือความรัก
ความสุขของชีวิต เกิดจากความรัก
ความทุกข์ของชีวิต เกิดจากความรักเช่นกัน


ทุกข์เพราะความรัก ก็มีมาก
จนบางครั้งดูเหมือน ความรักคือความทุกข์
ทุกข์มาก ๆ ทำใจไม่ได้ จนถึงขั้นฆ่ากันตาย
ทำลายชีวิตตัวเอง ก็มีมาทุกยุคทุกสมัย

--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 6
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Oct. 2005,22:03 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เรื่องของนางภัททา

ในสมัยพุทธกาล ก็มีเรื่องของนางภัททา ธิดาเศรษฐี มีอายุย่างเข้าวัย ๑๖ ปี
มีรูปร่างสวยงาม บิดามารดาจึงระวังรักษาให้อยู่บนปราสาทชั้นที่ ๗
ให้หญิงรับใช้คอยดูแล

แต่ธรรมดาของหญิงสาวในวัยนี้ ย่อมมีความฝักใฝ่ในชายหนุ่ม
ดังนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่นำโจรหนุ่มผ่านมาทางหน้าบ้านของนาง
พอนางเปิดหน้าต่างลงไปเห็นโจรเท่านั้น ก็เกิดจิตรักใคร่ในตัวโจรทันที
คิดว่า “ชาตินี้ถ้าไม่ได้โจรหนุ่มมาเป็นคู่ครองก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่”
และรู้ว่าพวกเจ้าหน้าที่กำลังนำโจรไปประหาร
ความรู้สึกของนางเหมือนกับกำลังสูญเสียสามีสุดที่รัก
ฝ่ายสาวใช้เห็นเช่นนั้น จึงแจ้งให้เศรษฐีผู้เป็นบิดามารดาทราบ
บิดามารดาของนางพอมาถึงก็ได้ไต่ถามทราบจากปากของธิดาว่า
“ถ้าไม่ได้โจรหนุ่มคนนั้นมาเป็นคู่ ก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป”
บิดามารดาช่วยกันพูดอ้อนวอนอยู่เป็นเวลานาน ก็ไม่เป็นผล
ด้วยความรักและห่วงใยบุตรสาว จึงยอมติดสินบนเจ้าหน้าที่
ขอไถ่ชีวิตโจรหนุ่มนั้นให้นำมาส่งที่บ้าน ฝ่ายเจ้าหน้าที่ราชบุรุษทั้งหลาย
รับสินบนไปแล้ว ก็ได้นำโจรหนุ่มคนนั้นมามอบให้แก่เศรษฐี
แล้วนำนักโทษอีกคนหนึ่งไปประหารชีวิตแทน
แล้วกราบทูลพระราชาว่าฆ่าโจรสัตตุกะเรียบร้อยแล้ว
เศรษฐีรับตัวโจรหนุ่มไว้แล้ว ให้อาบน้ำชำระร่างกายและมอบเสื้อผ้าชั้นดีให้สวมใส่
ก่อนนำไปยังปราสาทของลูกสาว ทำพิธีส่งตัวให้เป็นคู่สามีภรรยา

โจรสัตตุกะมีความสุขอยู่ในบ้านของเศรษฐีพรั่งพร้อมทุกอย่าง
ได้ทั้งภรรยาที่แสนสวย ทรัพย์สินเงินทองก็มีให้ใช้อย่างสุขสบาย
แต่เขาก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะนิสัยสันดารโจร อดที่จะทำชั่วไม่ได้
เขาคิดจะฆ่าภรรยาเพื่อจะนำเอาเครื่องประดับอันมีค่านั้นไปขาย
แล้วนำเงินมาหาความสุขสำราญ เขาจึงวางแผนพาภรรยาไปที่ยอดเขา
หลอกว่าเพื่อไปทำพิธีพลีกรรมเทวดาที่ตนได้บวงสรวงไว้
แต่เมื่อไปถึงหน้าผา โจรสัตตุกะก็พูดกับน้าด้วยเสียงแข็งกร้าวเด็ดขาดว่า
“ภัททา เจ้าจงเปลื้องผ้าห่มออก แล้วถอดเครื่องประดับทั้งหมดมัดห่อรวมกันไว้เดี๋ยวนี้”
นางภัททา ได้ฟังคำและเห็นกิริยาของสามีเปลี่ยนไปเช่นนั้น
ก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก ละล่ำละลักถามสามีว่า
“นายจ๋า ดิฉันทำอะไรผิดหรือ?”
“นางหญิงโง่ ความจริงเราจะควักตับกับหัวใจของเจ้า
ถวายแก่เทวดาที่นี่แล้วยึดเอาเครื่องอาภรณ์ของเจ้า
ทั้งหมดไปใช้จ่ายหาความสุข”
“นายจ๋า ก็ทั้งตัวกับเครื่องประดับทั้งหมดนี้ ก็เป็นของท่านอยู่แล้ว
ทำไมท่านจะต้องฆ่าฉันเพื่อยึดเครื่องประดับอีกเล่า”

แม้นางจะอ้อนวอนชี้แจงอย่างไร โจรโง่ใจร้ายก็ไม่ยอมฟัง
ตั้งหน้าแต่จะฆ่านาง เอาเครื่องประดับอย่างเดียว
นางตกอยู่ในสถานการณ์จนตรอก มองเห็นความตายอยู่แค่เอื้อม
จึงรวบรวมสติไว้แล้วคิดว่า
“ขึ้นชื่อว่าปัญญาที่ติดกับตัวมาตั้งแต่เกิดนั้น มิได้มีไว้เพื่อต้มแกงกิน
แต่มีไว้เพื่อพิจารณาหาหนทางดำเนินชีวิตและแก้ปัญหาชีวิต
เราควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเอาชีวิตให้รอด”
เมื่อคิดได้ดังนี้แล้ว จึงกล่าวกับสามีโจรชั่วว่า
“เอาละนายจ๋า วันที่ท่านถูกราชบุรุษเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับกุม
พาตระเวนประจานไปทั่วเมืองก่อนนำมาประหารที่ภูเขาทิ้งโจรนี้
ดิฉันได้อ้อนวอนบิดามารดาให้สละทรัพย์เป็นอันมากไถ่ชีวิตท่าน
แล้วนำมาแต่งงานกับดิฉัน และดิฉันก็มีความรักต่อท่านอย่างสุดหัวใจ
วันนี้ท่านมีความประสงค์ที่จะฆ่าดิฉันให้ได้ เพื่อต้องการเครื่องประดับ
แต่ก็ไม่เป็นไร ก่อนดิฉันจะตาย
ขอให้ดิฉันได้แสดงความรักต่อท่านเป็นครั้งสุดท้ายสักหน่อยเถิด
ขอให้ท่านจงยืนตรงนั้น แล้วดิฉันจะสวมกอดท่านทั้ง ๔ ทิศ
หลังจากนั้นท่านก็จงประหารดิฉันเถิด”

โจรชั่วสัตตุกะเห็นกิริยาอาการและฟังคำพูดของนาง
ดูเป็นปรกติสมจริง จึงยอมให้นางกระทำตามที่ขอ
แล้วไปยืนตรงที่นางบอกบนยอดเขา ขณะนั้น
นางภัททาผู้เป็นภรรยาได้กระทำการประทักษิณ
เดินเวียนขวารอบสามี ๓ รอบ แล้วไหว้ทั้ง ๔ ทิศ พร้อมกับกล่าวว่า
“นายจ๋า นี่เป็นการเห็นท่านเป็นครั้งสุดท้าย
นับต่อแต่นี้ การที่ดิฉันจะได้เห็นท่าน
และท่านจะได้เห็นดิฉัน ก็คงไม่มีอีกแล้ว”
เมื่อกล่าวจบนางก็สวมกอดข้างหน้า แล้วก็เปลี่ยนมากอดข้างหลัง
ขณะที่โจรชั่วเผลอตัวอยู่นั้น นางได้ผลักโจรตกลงไปในเหว
ร่างของโจรชั่วแหลกเหลวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
จบชีวิตอันชั่วร้ายในของเขาในเหวนั้น

นางภัททาหลังจากผลักโจรชั่วผู้สามีตกลงเหวแล้ว
คิดว่าถ้าเรากลับบ้านไป บิดามารดาก็จะต้องซักถาม
หากทราบความจริงแล้ว คงจะตำหนิติเตียนนางที่ดื้อรั้น
ไม่เชื่อฟังบิดามารดาตั้งแต่ต้น เมื่อคิดดังนี้
นางจึงตัดสินใจออกบวชในสำนักของพวกนิครนถ์
และต่อมาได้เที่ยวแสวงหาบัณฑิตจนได้พบกับพระสารีบุตร
เกิดเลื่อมใสศรัทธาขอศึกษาวิชาพุทธมนต์ในพระพุทธศาสนา
พร้อมทั้งขอบรรพชาและถึงพระเถระเป็นสรณะ
แต่พระเถระบอกว่าขอให้นางถึงพระพุทธองค์เป็นสรณะเถิด
แล้วพานางไปยังพระวิหารเชตวัน นำเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
พระพุทธองค์ทรงส่งนางให้ไปบวชในสำนักภิกษุณีสงฆ์
เมื่อนางบวชแล้ว ได้ชื่อว่า “กุณฑลเกสาเถรี”
เป็นภิกษุณีที่บรรลุอรหัตผลในเวลาจบคาถาเพียง ๔ บท
จึงเป็นเหตุให้ได้รับการยกย่องไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะ
เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายในฝ่ายผู้ตรัสรู้เร็วพลัน

เรื่องนี้เตือนสติเราได้ว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างไม่แน่นอน
ได้แต่งงานสมหวังในรักแล้ว คิดว่าชีวิตจะมีความสุข
แต่ความสุขในอารมณ์รัก อารมณ์ใคร่ มันวางใจไม่ได้
ไม่เที่ยงแท้แน่นอนจริง ๆ


--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 7
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Oct. 2005,22:05 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

พุทธพจน์ ว่าด้วยรัก

ความโศกย่อมเกิดแต่ของที่รัก
ภัยย่อมเกิดแต่ของที่รัก
ความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลพ้นวิเศษแล้ว
จากของที่รัก ภัยจักมีแต่ที่ไหน

ความโศกย่อมเกิดแต่ความรัก
ภัยย่อมเกิดแต่ความรัก
ความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้ว
จากความรัก ภัยจักมีแต่ที่ไหน

ความโศกย่อมเกิดแต่ความยินดี
ภัยย่อมเกิดแต่ความยินดี
ความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้ว
จากความยินดี ภัยจักมีแต่ไหน

ความโศกย่อมเกิดแต่กาม
ภัยย่อมเกิดแต่กาม
ความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้ว
จากกาม ภัยจักมีแต่ไหน

ความโศกย่อมเกิดแต่ตัณหา
ภัยย่อมเกิดแต่ตัณหา
ความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้ว
จากตัณหา ภัยจักมีแต่ที่ไหน

พระพุทธเจ้า ตรัสแก่ภิกษุสาวก ถึงเรื่องความรักไว้ว่า
ความรักเป็นความร้าย ความรักเป็นสิ่งทารุณ
และเป็นเครื่องทำลายความสุขของปวงชน
ทุกคนต้องการความสมหวังในชีวิตรัก
แต่ความรักไม่เคยให้ความสมหวังแก่ใครถึงครึ่งหนึ่งแห่งความต้องการ
ยิ่งความรักที่ฉาบทาด้วยความเสน่หาด้วยแล้ว ก็เป็นพิษแก่จิตใจ
ทำให้ทุรนทุรายดิ้นรนไม่รู้จักจบสิ้น ความสุขที่เกิดจากความรักนั้น
เหมือนความสบายของคนป่วยที่ได้กินของแสลง

เธอทั้งหลายอย่าได้พอใจในความรักเลย
เมื่อหัวใจยึดถือไว้ด้วยความรัก
หัวใจนั้นจะสร้างความหวังขึ้นมาอย่างเจิดจ้า
แต่ทุกครั้งที่เราหวัง ความผิดหวังก็จะรอเราอยู่

“การไม่มีภรรยาเป็นลาภอันประเสริฐ
การไม่มีสามี เป็นลาภอันประเสริฐ”
ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เช่นนี้ เพื่อเตือนว่า
ชีวิตคู่มีทุกข์ สุขคละเคล้ากันไป
แต่เกือบทุกคู่ ทุกข์จะมากกว่าสุข
ตามวัย ตามสัญชาตญาณของสัตว์โลก
มักแสวงหาชีวิตคู่ แล้วเกิดความรัก ความผูกพัน ตามมา
ความรู้สึกว่าความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม
เป็นความสุขอย่างที่สุดนั้น เป็นความรู้สึกของตัณหา
เพื่อที่จะได้ความสุขนั้น เหมือนต้องติดหนี้สินมากมาย
เพราะเมื่อได้ดำเนินชีวิตคู่ไปแล้ว หลายคน
รู้สึกว่าตัวเองได้คำนวณผิดพลาดไป ดอกเบี้ยแพง
ตั้งใจแก้ตัว พยายามอย่างไรก็ติดลบตลอด
มีทุกข์มาก มีสุขน้อย หลายคู่ก็ผิดหวัง
เหมือนมีหนี้สิน ชดใช้ไม่รู้จักจบจักสิ้น


--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 8
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Oct. 2005,22:07 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เมื่ออกหัก
เมื่อไม่มีใครรัก แม้แต่ตัวเองก็ยังเกลียดชังตัวเอง
บางคนถึงชั้นอยากฆ่าตัวตาย ควรจะทำอย่างไร

๑. หาที่สงบสติอารมณ์ ให้เวลากับตัวเอง
ทำความเข้าใจกับตัวเราเองให้ถ่องแท้

๒. พึงเข้าใจว่าการทำร้ายตัวเอง
การฆ่าตัวตายไม่ใช่การแก้ปัญหา
ไม่ใช่วิธีหนีพ้นจากทุกข์
กลับเป็นการเพิ่มปัญหายึ่งขึ้นร้อยเท่าทวีคูณ
เพราะการฆ่าคนเป็นบาปหนัก
ต้องชดใช้กรรมอีกไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ

๓. ทำใจให้ได้ว่าเขาไม่ได้เป็นเนื้อคู่ของเรา
ถึงจะอยู่ด้วยกันก้จะมีปัญหาในอนาคตแน่นอน
อกหักตั้งแต่ตอนนี้ก็ดีแล้ว
น่าดีใจที่เรารู้จักความจริงเสียแต่บัดนี้

๔. ให้ระลึกถึงพุทธภาษิตที่ว่า
“ความรักเสมอด้วยความรักตนไม่มี”
หมายถึงความรักตน เป็นความรักอันสูงสุด

๕. เรากำลังผิดหวัง หลงอยู่ในอารมณ์อกหัก
จึงคิดว่าไม่มีใครรักเรา พ่อแม่ก็ไม่รักเรา
คนนี้คนนั้นไม่ดี ไม่รักเรา เรากำลังผิดหวัง
จากความรู้สึกที่ว่าไม่มีใครรักเราเลย
พิจารณาดูให้ดีว่าเรารักตัวเองไหม ก็คงจะไม่
ถ้าแม้แต่เรายังคิดที่จะทำลายตัวเอง
ทั้งทางกาย วาจา ใจ
แสดงว่าเราก็ไม่ได้รักตัวเองเลย
แล้วจะให้คนอื่นมารักได้อย่างไร

๖. พยายามตั้งสติระลึกถึงอารมณ์ปกติที่เราก็มีอยู่
ที่เราเคยมีชีวิตอยู่ตามปกติของเราตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก ๆ
อารมณ์ยามอกหักก็เปรียบเหมือนถูกน้ำเน่ากระเด็นใส่ตัว
เปื้อนเสื้อผ้าเลอะเทอะเต็มไปหมด เรารู้สึกตัวเหม็นเน่า
น่ารังเกียจ แต่นั่นไม่ใช่ของจริงอะไร
นั่นไม่ใช่ชีวิตจริงของเรา เมื่อเราชำระล้าง
เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นปกติตามเดิม
อารมณ์เมื่อเราอกหักก็เหมือนกัน
มันเพียงแต่ผ่านเข้ามากระทบใจเราเท่านั้น

๗. พระพุทธองค์ตรัสว่า จิตของเรานี้ประภัสสร
บริสุทธิ์ผ่องใสโดยธรรมชาติ
จิตเศร้าหมองเพราะอุปกิเลส ครอบงำจิต
โอปนยิโก น้อมเข้ามาหาตน
ค้นหาธรรมชาติของตนที่บริสุทธิ์
ผ่องใส เบิกบานใจ สบายใจ

๘. ตั้งใจ หยุดคิด ปล่อยวางความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ

หายใจออกยาว ๆ
หายใจแรง ๆ หน่อย ๆ
หายใจเข้า ลึก ๆ หน่อย ๆ
เน้นที่หายใจออกยาว ๆ

ความตั้งใจปรับลมหายใจยาว ๆ
ช่วยให้เกิดสติ ระลึกได้
สัมปชัญญะ ความรู้สึกตัว
ความรู้สึกที่ไม่ดี ไม่สบายใจ จะค่อย ๆ จางหายไป
ความสบายอกสบายใจ จะปรากฏขึ้นแทน

ในที่สุด เราจะค้นพบตัวเอง
เข้าถึงธรรมชาติของจิตใจ
ที่สงบ เบิกบานใจ
ซึ่งมีอยู่ในตัวเราทุกคน นั่นเอง
เมื่อเราสบายใจ สุขใจ เราจะรักตัวเอง

เมื่อเรารักตัวองแล้ว
เราจะมีความสุข สุขภาพใจดี
และเป็นที่รักของบุคคลรอบข้างด้วย


พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเราจะเป็นที่รักของผู้อื่นได้
ด้วยการประพฤติตนตามหลักธรรม ๔ ประการ

๑ มีความโอบอ้อมอารี
๒ มีปิยวาจา
๓ ช่วยเหลือเกื้อกูลต่อผู้อื่น
๔ วางตนเหมาะสมเสมอต้นเสมอปลาย

ถ้าเราประพฤติตนตามนี้ได้ ก็จะเป็นการสร้าง
เหตุปัจจัยที่ดีให้เราอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
ทั้งปัจจุบันในชาตินี้และชาติหน้า

--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 9
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Oct. 2005,22:11 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

กัลยาธรรม ๕
เป็นหลักธรรมที่ควรปฏิบัติ มี ๕ ประการดังนี้
๑. เมตตาและกรุณา คือ
ปรารถณาให้เขามีความสุขความเจริญ
และความสงสาร คิดช่วยให้เขาพ้นทุกข์

๒. สัมมาอาชีวะ คือ การหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต

๓. กามสังวร คือความสังวรในกาม ความสำรวมระวัง
รู้จักยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ์
ไม่ให้หลงใหลในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส

๔. สัจจะ คือ ความซื่อสัตย์ ซื่อตรง

๕. สติสัมปชัญญะ คือระลึกได้ และรู้ตัวอยู่เสมอ
ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด
รู้สึกตัวเสมอว่าสิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ
ระวังมิให้เป็นคนมัวเมา ประมาท

หลายคนอาจรู้สึกว่า การักษาศีล ๕ เป็นเรื่องพื้น ๆ
ไม่มีอะไรพิเศษ จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญ
ความจริงแล้วการรักษาศีล ๕ ให้สมบูรณ์
ด้วยการปฏิบัติอย่างเข้าถึงจิตใจจริง ๆ
ถือเป็นเป้าหมายของการพัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์ได้
หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโมลูกศิษย์ของท่านอาจารณ์มั่น
ได้เคยแสดงธรรมไว้ว่า

จิตไม่ฆ่าสัตว์ จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน
จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน
จิตไม่ลักทรัพย์ จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน
จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน
จิตไม่คิดมีผัวเมีย จิตออกบวช จิตก็เป็นศีล
จิตก็เป็นฌาน จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ที่หัวใจของเราทุกคน
จิตไม่ขี้ปด จิตก็เป็นศีล จิตก็เป็นฌาน
จิตก็เป็นนิพพาน อยู่ทีหัวใจของเราทุกคน


ที่สุดของจิตบริสุทธิ์ คือต้องเข้าถึงศีล ๕ สมบูรณ์

--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 10
ultraman Search for posts by this member.
เริ่มไม่ใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 258
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Oct. 2005,22:31 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

รักที่ไม่มีทุกข์

ความรักที่มีแต่สุข ไม่มีทุกข์เจือปน เป็นสิ่งที่เป็นไปได้
ในทางพุทธศาสนา ความรักอันบริสุทธิ์
ที่จะนำชีวิตไปสู่ความสุขแท้ คือความรักที่ต้องอาศัย
คุณธรรมสำคัญ ๔ ประการ คือ

พรหมวิหาร ๔ อันประกอบด้วย
๑. เมตตา ปรารถนาให้เขามีความสุข
๒. กรุณา ปรารถนาให้เขาพ้นจากทุกข์
๓. มุทิตา พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดี
๔. อุเบกขา ทำใจเป็นกลาง วางเฉย

--------------
ตะวันตกดิน แดดจะออก ฝนจะตก  น้ำจะท่วม คนคลอดลูก คนปวดเยี่ยว ห้ามกันไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
16 คำตอบนับตั้งแต่ 15 Oct. 2005,21:55 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 1 of 212>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com