เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

กระทู้นี้มีหน้าเดียว

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: *วิถีแห่งปราชญ์*, ปฏิปทา จริยาวัตร ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 1
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 07 Mar. 2010,23:00  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



๑.
บัณฑิตย่อมฝึกตน


          ศิษย์ของท่านเจ้าคุณฯ คนหนึ่งมาที่วัดพระพิเรนทร์  ยิ่งนานวันที่ได้รู้จักท่านเจ้าคุณฯ  เขายิ่งรู้สึกประทับใจปฏิปทาจริยาวัตรอันเรียบร้อย สงบงามตามแบบอย่างพระสุปฏิปันโน  และความเป็นนักปราชญ์ผู้ถ่อมตนของท่านตลอดมา  เขามีความสงสัยเสมอว่า  อะไรหนอที่หล่อหลอมให้ท่านเป็นคนเช่นนี้  ท่านมีคติชีวิตของท่านเองหรือไม่  ถ้ามีคืออะไร

          เมื่อมีโอกาสจึงกราบนมัสการถามท่านเจ้าคุณฯ ตามที่ตนอยากรู้

          ท่านตอบว่า  "คติชีวิตที่อาตมายึดประพฤติปฏิบัติมาตลอด  คือ บัณฑิตย่อมฝึกตน
          คติอีกข้อ ซึ่งถือมาก่อน และต่อมาก็ถือไว้ด้วยกัน คือ ถ้าจะทำะไรก็ต้องพยายามทำให้สำเร็จ และทำให้ดีที่สุด"


--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 2
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 09 Mar. 2010,00:05 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



๒.
เป็นพระต้องมีปฏิสันถาร


               ท่านเจ้าคุณฯ เคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า  ท่านมีธรรมชาติเป็นคนเก็บตัว  ไม่ชอบออกงาน  ไม่ชอบพิธีการทางสังคม  ชอบศึกษาค้นคว้างานด้านวิชาการ  และงานที่คิดจะทำก็มากมาย  เวลาทำงาน  มีความสุขและมีสมาธิดี  ตามปกติไม่อยากพบปะพูดคุยกับใคร  ยิ่งในวัยหนุ่ม  ท่านจะพูดน้อยมาก  น้อยกว่าเมื่อมีอายุมากขึ้น

              แต่หลังจากท่านเขียนหนังสือ พุทธธรรม ฉบับขยายความ จบ  และหนังสือได้เผยแพร่ออกไปเป็นที่รู้จักและยอมรับกันในสังคม  เริ่มมีแขกมาพบท่านที่กุฏิมากขึ้นทุกที  เมื่อมีแขกมาหา  ท่านจะต้อนรับแขกอย่างดี  ด้วยอัธยาศัยอันงามประกอบด้วยเมตตากรุณา  ใครมีปัญหาอะไรมาถาม  ท่านก็จะตอบอย่างละเอียดลออทุกแง่ทุกมุม  จนทุกคนหมดสงสัยกันเลยทีเดียว  บรรดาแขกที่มาพบท่านจะรู้สึกสบายใจจนลืมเวลา  มานั่งกันนานๆ  บางทีอยู่กันถึง ๕-๖ ชั่วโมง  กว่าจะกลับกันดึกๆ ดื่นๆ ถึงห้าทุ่ม สองยามก็มี

              พอแขกกลับไปแล้ว  ถ้าเป็นช่วงที่กำลังอาพาธ  ท่านจะลงนอนเพื่อพักร่างกาย  ถ้าร่างกายพอไปได้  ท่านก็จะหยิบงานออกมาทำต่อ  กว่าจะได้จำวัดพักผ่อน  เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่  ถ้าวันไหนมีงานเร่ง  บางทีอยู่ถึงเช้า

              ศิษย์คนหนึ่งทนเห็นสภาพนี้มาได้ระยะหนึ่ง  รู้สึกหงุดหงิดเพราะสงสารท่าน  เกรงว่าถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้เรื่อยไป  สักวันท่านคงจะทรุดแน่  เพราะใช้ร่างกายหักโหมจนเกินไป

              วันหนึ่ง  เขาได้ถามท่านว่า “ทำไมท่านเจ้าคุณฯ ไม่บอกพวกแขกว่า ท่านมีงานเร่งรออยู่ หรือท่านกำลังอาพาธ  ให้เขากลับไปก่อน แล้วค่อยมาใหม่ในโอกาสหน้า”

              ท่านเจ้าคุณฯ ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ทำอย่างนั้นไม่ได้  เป็นพระต้องมีปฏิสันถาร”.


--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 3
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 10 Mar. 2010,08:32 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



๓.
ธรรมดานี่แหละยากที่สุด


                    ท่านเจ้าคุณฯ เคยพูดถึงเรื่อง’ธรรมดา’ ไว้อย่างน่าสนใจว่า ธรรมดานี่แหละยากที่สุด พุทธศาสนาเป็นเรื่องของธรรมดา และให้เข้าถึงธรรมดาเท่านั้นเอง แต่ใครเข้าถึงธรรมดานี่แหละ คือสำเร็จ ไม่มีอะไรยากไปกว่าเรื่องธรรมดา ใครถึงธรรมดา คนนั้นสมบูรณ์เลย

                    เราต้องรู้เรื่องธรรมดา เพราะเมื่อเรารู้ความจริงที่เป็นธรรมดานั้นแล้ว เราจะได้ปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายให้ถูกต้อง เหมือนรู้ความจริงของไฟแล้ว ก็ปฏิบัติต่อไฟให้ถูกต้อง และเอาไฟมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้

                    การที่พระพุทธเจ้าตรัสคำสอนต่างๆนั้น พระองค์ก็เอาความจริงของธรรมดาเป็นฐาน ถ้าใช้คำศัพท์สมัยใหม่ก็คือ เอาสัจธรรมมาเป็นฐาน คือสอนว่าความจริงเป็นอย่างนี้นะ เมื่อความจริงเป็นแบบนี้ ถามว่า เราจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร ตอนนี้แหละ ธรรมดาคือความจริง หรือสัจะธรรม    ก็เรียกร้องหรือบังคับเราอยู่ในตัวว่า ถ้าคุณเป็นอยู่ในตัวให้ดีจริง คุณจะต้องดำเนินชีวิตอย่างนี้ คุณต้องทำอย่างนี้ คุณต้องทำเหตุปัจจัยอย่างนี้


--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 4
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 11 Mar. 2010,15:57 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เมื่ออ่านเรื่อง "ธรรมดานี่แหละยากที่สุด" แล้วก็ต้องลองหันมามองย้อนดูตัวเราเหมือนกันว่า ที่เราทุกข์ใจไม่สบายกายในขณะนั้น อันเนืองมาด้วยเพราะเราใช้ชีวิตอย่างไม่ปกติธรรมดาหรือไม่ อย่างไรมากไป อย่างไรน้อยไป ได้เคยหยุดนิ่งครุ่นคิดตรองดูแล้วหรือยัง บ้างก็ว่าทำดีแล้วตรองดูแล้ว นึกไม่ออกคิดไม่แตกเสียทีว่าเหตุใดความทุกข์ยังคงอยู่

                    .มีบทตอนหนึ่งกล่าวไว้เช่นกันเกี่ยวกับ เหตุผลที่ว่า ทำไมเมื่อกระทำทุกอย่างที่คิดว่าเป็นเรื่องดีงามแล้ว ความทุกข์ก็ยังคงมีอยู่




๔.
ปัจจัยสามัคคี


                  ครั้งหนึ่งในงานกฐินของวัดญาณเวศกวันประจำปี พศ. ๒๕๔๔ ท่านเจ้าคุณฯได้แสดงธรรมเทศนา ความยาวกว่าหนึ่งชั่วโมง มีตอนหนึ่งพูดถึงเรื่องปัจจัยสามัคคี มีเนื้อหาน่าสนใจมากดังนี้

                 ” ทุกอย่างในโลกนี้ เช่นเดียวกันต้องมีปัจจัยสามัคคี อย่างโยมทำกรรมดี หลายท่านพูดฉันทำดีแล้วไม่เห็นได้ดี โยมเคยสำรวจบ้างไหมว่า ได้ทำปัจจัยพร้อมไหม ทำเหตุอย่างเดียว อย่าไปนึกว่าจะได้ผลที่ต้องการ ผลก็ได้เป็นลำดับ ผลของกรรมนั้นโดยตรงได้ทันที ผลที่ออกไปสู่ความชื่นชมของคนอื่น ผลในการที่สังคมนิยมชมชอบ ผลในการได้ผลตอบแทน เป็นผลต่างๆซึ่งต้องอาศัยปัจจัยแต่ละอย่างมาประกอบ เมื่อปัจจัยพรั่งพร้อมแล้วจึงเกิดผล ผลก็เกิดจากความพร้อมของปัจจัยนั้น

                   เพราะฉะนั้น คนที่จะทำกรรมให้ได้ผลดีต้องเป็นคนที่นอกเหนือจากมีความดีแล้ว ต้องมีปัญญาด้วย ปัญญาจะเป็นตัวตรวจสอบปัจจัยที่เราทำ ว่าในขณะนี้ พร้อมที่จะได้ผลที่เราต้องการรึเปล่า เมื่อยังไม่พร้อม ขาดตกบกพร่องตรงไหน ก็จะได้ทำปัจจัยให้พร้อมในคราวต่อไป และสามารถพัฒนาปรับปรุง ทำกรรมให้เป็นกุศลยิ่งขึ้น ถ้าใช้ภาษาปัจจุบันก็เรียกว่า’พัฒนากรรม’

                   ถ้ามัวโอดโอยว่า ทำกรรมดีแล้วไม่ได้ผลดี อย่างนี้ยาก ก็ไม่ได้ผลอยู่นั่นแหละ เพราะไม่เคยสำรวจตรวจสอบตัวเอง แม้แต่ทำกรรม ก็ต้องมีปัจจัยสามัคคี มีความพรั่งพร้อมของปัจจัย และผลก็จะเกิด อันนี้เป็นตัวอย่างเรื่องความสามัคคี ให้โยมเห็นว่า สามัคคีนี้สำคัญมาก ทั้งในแง่หมู่ชน ทั้งในแง่ปฏิบัติธรรม ทั้งในแง่กระทำกิจทุกอย่าง ที่เรียกปัจจัยสามัคคี ให้ปัจจัยพรั่งพร้อม”


--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 5
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Mar. 2010,13:27 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

มีบางตอนที่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่ทำงานหรือกำลังศึกษาหาความรู้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ท่ามกลางสถานการบ้านเมืองยามนี้ ข่าวสารมากมายหลั่งไหลออกมาอย่างไม่มีการกรอง ทั้งความคิดเห็นและข้อเท็จจริงสับสนกันไปหมด หากไม่มีหลักในการเสพรับข่าวสารข้อมูลต่างๆ ย่อมทำให้การตัดสินใจ หรือสภาพใจที่ต้องโดนกดดันด้วยข่าวสารย่ำแย่ไปตามกัน จึงขอยกอีกบทตอนหนึ่งให้ได้ผ่านตากัน



๕.
ปฏิสัมภิทา ๔


                    ครั้งหนึ่ง มีพระสันธิวิหาริกรูปหนึ่งได้ขอให้ท่านเจ้าคุณฯ อธิบายหลักธรรมข้อ ปฏิสัมภิทา ๔ ให้   ท่านได้อรรถาธิบายดังนี้

                    ปฏิสัมภิทา ๔ คือ ปัญญาแตกฉาน เป็นปัญญาที่ช่วยในเรื่องข่าวสารข้อมูล งานสอน งานสื่อสาร ให้ใด้ผลสำเร็จสูงสุด มี ๔ ประการ เป็นฝ่ายรับ ๒ ประการ เป็นฝ่ายใช้ ๒ ประการ คือ

                    ๑. อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ เมื่อฟังดูหรือรับข่าวสาร ต้องเข้าใจความหมายให้ถูกต้อง ชัดเจน เข้าถึงเนื้อหาสาระ ตัวอย่างเช่น เมื่ออ่านหนังสือทั้งเล่ม ต้องถามตัวเองว่า เข้าใจเรื่องทั้งหมดแจ่มแจ้งหรือไม่ สามารถแบ่งซอยได้ว่า แต่ละตอนมีความหมายอย่างไร ถ้าไม่เข้าใจ ก็จะไม่ยอมให้ผ่านไป ต้องพยายามศึกษาให้เข้าใจให้ได้

                    ๒. ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม เมื่อสามารถเข้าใจเนื้อหาสาระในข้อ ๑ ได้แล้ว ต้องสามารถสรุปย่อหรือตั้งเป็นหัวข้อได้ และหัวข้อที่สรุปมานั้น สามารถสืบสาวมองเห็นรายละเอียดหรือสาระทั้งหมด จับหลัก จับสาระได้ พอจับหลักได้ ก็สามารถจับประเด็นได้ เมื่อจับประเด็นได้ ก็จะรู้ว่า แก่นของเรื่องอยู่ที่ไหน ไม่พร่าไม่เลื่อนเปื้อน หรือหลงไปผิดทาง

                   ทั้งสองข้อแรกเป็นฝ่ายรับ ต่อไปฝ่ายใช้การ

                    ๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ มีความสามารถในการเลือกใช้ภาษาที่เหมาะสม มีเทคนิคการใช้ภาษาที่เชี่ยวชาญ คือสามารถถ่ายทอดให้ผู้ฟัง เข้าใจอย่างต้องการให้เข้าใจ ทั้งขยายและสรุปความ

                    ๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ มีไหวพริบซึมซาบความรู้ที่มีอยู่แล้ว สามารถเอามาเชื่อมโยง นำมาสร้างเป็นความรู้ใหม่ เข้ากับกรณี หรือเหตุการต่างๆ เพื่อใช้แก้ปัญหา และจัดการกิจการธุระการงานให้ได้ผลสูงสุด


--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 6
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 16 Mar. 2010,22:31 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

กล่าวอย่างสรุปความอีกรอบคือ การรับฟังข่าวสารหรือการอ่านกรองเอาข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระนั้นต้องเข้าใจประเด็นและพยามยามศึกษาให้ลงไปจนเห็นจริงใช้ว่าฟังอ่านเอาเพียงผ่านๆ จากนั้นจึงสามารถทำการสรุปเรื่องราวและแก่นสาระของเรื่องนั้นๆได้ เมื่อเป็นไปตามลำดับจึงสามารถถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจนั้นต่อผู้อื่นได้ และสุดท้ายคือ สามารถใช้องค์ความรู้นั้น สร้างสรรค์องค์ความรู้ชุดใหม่ขึ้นมาโดยการเชื่อมโยงกรณีในหลายๆข้อเข้าหากัน จึงมีอีกเรื่องราวหนึ่งซึ่งขอยกเข้ามาไว้ ณ ที่แห่งนี้เช่นกันเพื่อให้ต่อเนื่องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เป็นบทที่กล่าวถึงเรื่อง “ความรู้กับความคิดเห็น”




๖.
ความรู้กับความคิดเห็น


                   อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านเจ้าคุณฯมักพูดให้ศิษย์ฟังเสมอ คือ เรื่อง ความรู้กับความคิดเห็น

                   ท่านบอกว่า สังคมไทยเวลานี้ ชอบแสดงความคิดเห็น แต่มักไม่หาความรู้ให้ลึกและชัดเจนเพื่อมาแสดงความคิดเห็น ให้ความคิดเห็นนั้นตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง

                   หรือพูดอีกอย่างคือ ชอบแสดงความคิดเห็นจากความรู้สึก ไม่แสดงความคิดเห็นจากความรู้ที่ชัดเจน เมื่อแสดงความคิดเห็นที่ไม่มีความรู้ ความคิดเห็นนั้นก็จะเป็นความรู้สึกไป ความรู้สึกยิ่งเป็นตัวซ้ำเติม สรุปว่า มีความคิดเห็นกับความรู้สึก

ความรู้มีสองขั้นตอนคือ

                  ๑. ข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้อง ซึ่งให้อย่างเป็นกลาง ไม่มีความคิดเห็นและความรู้สึกประกอบ    ความรู้อย่างนี้ภาครัฐและสื่อสารมวลชนต่างๆมีหน้าที่นำเสนอแก่ประชาชน เพราะมีความเป็นกลางอยู่ในตัว ไม่ต้องไปกลัวว่าจะไปกระทบกระทั่งใคร เพราะมันเป็นข้อเท็จจริง ถ้าไม่รู้ข้อเท็จจริงจะไปแก้ปัญหาได้อย่างไร

                   ๒. ความรู้คือปัญญาขั้นจัดสรรค์ดำเนินการ ได้แก่ ความสามารถในการแสดงความเห็นบนฐานของข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆอย่างรอบด้านบริบูรณ์ที่สุด

                   เมื่อมีความรู้บริบูรณ์แล้ว จึงเหมาะสมที่จะแสดงความคิดเห็น และควรที่จะแสดงความคิดเห็นของตนอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน เช่น การพูดว่า เท่าที่ข้าพเจ้าทราบมา เท่าที่ข้าพเจ้ารู้ ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นอย่างนี้ๆ ไม่ใช่เป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างตัดสินชี้ขาด

                   เท่าที่ปรากฏในสื่อ ส่วนใหญ่มักไปจับข้อมูลนิดๆหน่อยๆ บางแง่บางด้านเท่านั้น ก็เขียนด่าว่า ด้วยถ้อยคำรุนแรงก็มี

                   หากมีความรู้ไม่พอ และอยากแสดงความคิดเห็นเท่าที่ทำได้ น่าจะเป็นเสนอแง่คิดเท่านั้น ไม่ใช่การตัดสินชี้ขาด โดยปราศจากความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง


--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
5 คำตอบนับตั้งแต่ 07 Mar. 2010,23:00 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


กระทู้นี้มีหน้าเดียว
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com