เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 1 of 41234>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: ท่องแหล่งธรรมร่วมกันศึกษาธรรมชาติตามแนวทาง< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 1
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Sep. 2004,11:51  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ขอเชิญ ร่วมกันศึกษาธรรมชาติตามแนวทางแห่งพุทธศาสนา, โดยการค้นคว้าจากแหล่งธรรมต่างๆในประเทศไทย

ได้นำมาจากท่องแหล่งธรรม http://www.geocities.com/Tokyo/Harbor/3526/

ผู้ใดได้ท่องบ่น
พระคาถาชินบัญชรอยู่เนืองนิตย์
ชีวิตย่อมปลอดภัย

พระคาถาชินบัญชร

ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา
ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฎฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฎฐิตา มัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา
สีเส ปะติฎฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโรจะเน
สังโฆ ปะติฎฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร
หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฎฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก
ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก
เกสะโต ปิฎฐิภาคัสมิง สุริโย วะปะภังกะโร
นิสินโน สิรสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว
กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฎฐาสิ คุณากะโร
ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลี นันทะสีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเต ตีละกา มะมะ
เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา
ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง
ขันธะโมระ ปะริตตัญจะ อาฎานาฎิยะสุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา
ชินา นานาวะระสังยุตตา สัตตัปปาการะลังกะตา
วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา
อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนัตตะชินะเตชะสา
วะสะโต เม สิกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร
ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะหีตะเล
สัทธา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา
อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโค สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเรติฯ

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 2
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Sep. 2004,11:53 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

คำแปลพระคาถาชินบัญชร



ขอให้พระพุทธนราสภจอมมุนีนายก ทั้ง ๒๘ พระองค์ มีพระพุทธเจ้าพระนามว่า ตัณหังกรเป็นอาทิ บรรดา ที่ประทับนั่งเหนืออาสนะชัย ทรงชำนะมาร พร้อมด้วยพาหนะ ได้มรสคือ จตุสัจธรรมอันประเสริฐ จงมา ประดิษฐานอยู่ ณ เบื้องกระหม่อมของข้าพเจ้า




--------------------------------------------------------------------------------
ขอให้พระพุทธจงประดิษฐานอยู่เหนือเศียรเกล้าแห่งข้าพเจ้า


--------------------------------------------------------------------------------
ขอให้พระธรรมจงมาประดิษฐานอยู่ที่ตาทั้งสองของข้าพเจ้า


--------------------------------------------------------------------------------
ขอให้พระสงฆ์องค์บ่อเกิดแห่งคุณความดีทั้งปวง จงมาประดิษฐานอยู่ที่อุระแห่งข้าพเจ้า


--------------------------------------------------------------------------------
ขอให้พระอนุรุธเถระจงมาประดิษฐานอยู่ที่ดวงหทัยแห่งข้าพเจ้า


--------------------------------------------------------------------------------
พระสารีบุตรจงมาประดิษฐานอยู่ ณ เบื้องขวา พระโกณฑัญญะจงอยู่ ณ เบื้องหลัง และ พระโมคคัลลานะจงมาอยู่ ณ ส่วนเบื้องซ้าย


--------------------------------------------------------------------------------
ขอให้พระอานนท์ และ พระราหุล จงอยู่ ณ โสตเบื้องขวา พระกัสสปะ และ พระมหามานะ ทั้งสององค์ จงอยู่ ณ โสตเบื้องซ้าย


--------------------------------------------------------------------------------
ขอให้พระพุทธโสภิตจอมมุนี ทรงสมบูรณ์ด้วยสิริ ความสว่าง ประดุจดวงอาทิตย์ จงสถิตนั่ง ณ ส่วนเบื้องหลัง ตั้งแต่ริมผมขึ้นไปแห่งข้าพเจ้า


--------------------------------------------------------------------------------
ขอให้พระกุมารกัสสปเถระ ผู้มีวาทะอันไพจิตร เป็นบ่อเกิดแห่งคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่ จงมาประดิษฐาน อยู่ที่วัจทเน ปากแห่งข้าพเจ้าเป็นเนืองนิตย์


--------------------------------------------------------------------------------
ขอให้พระเถระคือ พระปุณณะ พระองคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และ พระสีวลี ทั้ง ๕ องค์นี้ จงเกิดเป็น ประดุจต่อมไฝ หรือรอยเจิมที่นลาฎแห่งข้าพเจ้า


--------------------------------------------------------------------------------
ขอให้พระอสีติมหาเถระชินสาวกชิโนรสผู้พิชิตชำนะมาร รุ่งโรจน์อยู่ด้วยเดชแห่งศีล นอกจากนั้นจงมาสถิต อยู่ที่อวัยวะน้อยใหญ่แห่งข้าพเจ้า


--------------------------------------------------------------------------------
ขอพระรัตนสูตรจงอยู่ข้างหน้า เมตตาสูตรจงอยู่ข้างขวา ธชัคคสูตรจงอยู่ข้างหลัง องคุลิมาลสูตรจงอยู่ ข้างซ้าย ขันธปริตร, โมรปริตร และ พระอาฎานาฎิยสูตร จึงเป็นเพดานกางกั้นในอากาศ


--------------------------------------------------------------------------------
ขอบรรดาพระสูตรอันประเสริฐต่างๆ ของพระชินะ นอกจากนั้นจงตั้งเป็นประดุจกำแพงล้อมไว้เจ็ดชั้น เมื่อข้าพเจ้ายังดำเนินกิจของตนอยู่ในธรรมวินัย อันเป็นระบบแห่งพระสัมมาพุทธะ ขอให้บรรดาอุปัทวันตราย ทั้งภายนอก และ ภายใน อันเกิดแต่ลมร้ายและศัตรูเป็นอาทิ จงถึงความย่อยยับไปด้วยเดชแห่งพระชินมุนี อัน หาที่สุดไม่ได้ โดยไม่เหลือในกาลทุกเมื่อ


--------------------------------------------------------------------------------
ขอให้พระพุทธองค์ ผู้เป็นพระมหาบุรุษอันประเสริฐทั้งมวลนั้น จงช่วยคุ้มครองป้องกันข้าพเจ้า ผู้ยังอยู่ ณ ท่ามกลางพระธรรมวินัย อันเป็นระบบพระชินมุนี ณ พื้นปฐพีนี้ ทุกเมื่อเทอญ


--------------------------------------------------------------------------------
ข้าพเจ้าซึ่งพระมหาบุรุษเหล่านั้นคุ้มครองรักษาดีแล้ว ในภายใน เป็นอันชำนะแล้วซึ่งอุปัทวภัยด้วยชินานุภาพ ชำนะแล้วด้วยข้าศึกคือกิเลส ด้วยธรรมานุภาพ ชำนะแล้วซึ่งอันตรายด้วย สังฆานุภาพ อันอานุภาพแห่งพระสัจจธรรมคุ้มครองแล้ว อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในระบบของพระชินพุทธเจ้าแล

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 3
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Sep. 2004,11:56 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

สู่แสงธรรม
เรื่อง นรก สวรรค์ มี จริงหรือ?
จากหนังสือสู่แสงธรรม
ตามคำสอนของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
เขียนโดย พล.อ.ต.มนูญ ชมภูทีป



จากบทความในหนังสือเล่มนี้ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มสนใจในธรรม จึงขออนุญาตนำบทความในหนังสือ มาลงใน Page นี้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อความแต่อย่างใด เพื่อให้ ผู้คนได้ศึกษากันต่อไป สมดังเจตนาของ หลวงพ่อ และ ผู้เขียน

เนื่องด้วยความเคลือบแคลงสงสัยในจิตของข้าพเจ้า(หมายถึงผู้เขียนหนังสือเอง) เกี่ยวกับเรื่อง นรก สวรรค์ นั้นมีมาช้านาน โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในยุคก่อนมักจะพูดอบรมเด็กๆอยู่เสมอจนติดปากว่า "ผู้ใดทำชั่ว จะต้อง ไปชดใช้กรรมในเมืองนรก และถ้าผู้ใดสร้างสมแต่ความดี ก็จะได้ไปเสวยสุขในสวรรค์ เป็นเทวดาและนางฟ้ากัน" ซึ่งข้าพเจ้าก็ฟังแบบหูซ้ายทะลุออกหูขวาไปยังงั้นเอง หาได้นำมาใส่ใจไม่ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน เลื่อนลอย หรือไม่ก็เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่เอามาหลอกเด็ก โดยสร้างภาพความน่ากลัวต่างๆ ในเมืองนรกให้ผู้รับฟังเห็น จะได้เกิดความหวาดกลัวที่จะกระทำความชั่ว ในเวลาเดียวกันก็สร้างภาพความสวยงาม และความสะดวกสบาย อย่างเลิศลอยในสวรรค์ชั้นฟ้า ให้ผู้รับฟังเห็นจะได้เกิดความกระตือรือล้นที่จะกระทำความดี เพื่อจะได้ไปเสวยสุข ในสวรรค์กับเขาบ้าง แต่ถึงแม้ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อว่านรก สวรรค์ มีจริงดังที่ได้กล่าว แต่ข้าพเจ้าก็ยังเห็นดีด้วย ที่มีคนเชื่อ เพราะถ้าเชื่อได้เขาก็จะได้ละเว้นความชั่วกระทำแต่ความดี ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับตัวเขาเอง และ สังคมส่วนรวม

แต่หลังจากที่ข้าพเจ้าได้สอบถามปัญหาหลวงพ่อถึงเรื่องผี และได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อช่วยอธิบาย ให้ฟังอย่างละเอียด (ดังที่ข้าพเจ้าได้เขียนเล่ามาแล้วในตอนต้น) ก็ทำให้ข้าพเจ้าฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ในคำ อธิบายนั้นหลวงพ่อได้เอ่ยถึงท่านเทพฤทธิ์ซึ่งเป็นเทวดา อีกทั้งพูดถึงเทวดาชั้นภูมิต่างๆ พรหม และพระนิพพาน ด้วย เอ.. ถ้ายังงั้น นรก สวรรค์ พรหมและพระนิพพาน ก็คงจะไม่ใช่เป็นเรื่องที่นำมาเล่าขานกันอย่างไร้สาระ น่ะซี?

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 4
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Sep. 2004,11:58 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ด้วยเหตุนี้เอง ในวันหนึ่งข้าพเจ้าจึงได้เลียบเคียงถามหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อครับ เมื่อคราวก่อนผมถามหลวง พ่อถึงเรื่องผีและหลวงพ่อก็ได้เมตตาอธิบายให้ผมฟังแล้ว อีกทั้งยังได้พูดพาดพิงไปถึงเทวดาและพรหม อีกด้วย ถ้ายังงั้นนรก สวรรค์ ที่เขาพูดๆ กันนั้นก็มีจริงใช่ไหมครับ"
หลวงพ่อหัวเราะมองหน้าข้าพเจ้าแล้วถามว่า "เออ! คุณมนูญ รู้จักเต่าไหม?"
ข้าพเจ้าชักงงไม่แน่ใจหลวงพ่อ ว่าได้ยินคำถามของข้าพเจ้าหรือไม่ แต่ก็รีบตอบว่า "โธ่!"
หลวงพ่อ ต. เต่าหลังตุง ใครๆ ก็รู้จัก แต่มันไม่เกี่ยวกับนรก สวรรค์ ที่ผมถามนี่ครับ"
"เกี่ยวซี่คุณ เพราะฉันไม่อยากเป็นเต่ายังไงล่ะ คุณรู้ไหมว่าเต่าน่ะมันอยู่ในน้ำแหวกว่ายหาอาหาร กินร่วมกับปลาเป็นประจำ แต่บังเอิญมันมีคุณสมบัติพิเศษเดินขึ้นไปเที่ยวบนบกได้ และก็ได้ไปเห็นห้วย หนองบึง ต่างๆมากมาย สามารถแยกแยะได้ว่าสถานที่ใดอุดมสมบูรณ์น่าอยู่น่าอาศัยกว่ากัน แต่ด้วยเต่านั้น มีความผูกพันกับฝูงปลาในหนองน้ำเก่า จึงย้อนกลับไปบอกปลาว่า ท่านทั้งหลายหนองน้ำที่ท่านอยู่กันในขณะนี้ นั้นมันแคบ อาหารการกินก็หาได้ยาก อีกทั้งน้ำก็กำลังจะเน่าเสีย ไม่น่าอยู่เลย แต่ถัดจากหนองน้ำนี้ไปอีกเพียงหก ศอกเท่านั้นเอง มีบึงใหญ่น้ำใสสะอาด อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ยิ่งนักหากท่านทั้งหลายเชื่อข้าพเจ้า ก็ขอ ให้พุ่งตัวกระโดดขึ้นไปบนขอบสระแล้วยอมว่ายบนบกกระเสือกกระสนตนเองสักชั่วอึกใจ ก็จะข้ามไปเสวย สุขอยู่ในบึงใหญ่นั้นได้โดยไม่ต้องลำบากยากเข็ญกันอีกต่อไป" หลวงพ่อหยุดเล่า พร้อมกับถามข้าพเจ้าว่า "ถ้าคุณเป็นปลา คุณจะยอมเชื่อเต่า พุ่งตัวจากหนองน้ำขี้นไปบนบกข้ามไปสู่บึงใหญ่หรือไม่?"
ข้าพเจ้านิ่งคิดด้วยเหตุผล โดยสมมุติเอาตนเองเป็นปลา สักครู่ก็ตอบไปว่า "เอ! หลวงพ่อครับ ถ้าผมเป็น ปลาผมก็คงจะเชื่อเต่าได้ยากอยู่ดี ก็ไม่แน่ใจว่า จะห่างจากหนองน้ำที่อยู่เพียงแค่หกศอกตามเต่าพูด หาก ผมเสี่ยงพุ่งขึ้นไปว่ายบนบก กว่าจะถึงบึงที่เต่าว่า ก็อาจจะเอาชีวิตไปทิ้งเสียก่อนก็ได้"
"รวมความว่าหากคุณเป็นปลา คุณก็คงยอมทนทุกข์ทรมานอยู่ในหนองน้ำเก่าของคุณต่อไปใช่ไหม?" หลวง พ่อถาม
"ครับ เพราะผมไม่กล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงกับอนาคตที่ยังมองไม่เห็นและยังพิสูจน์ไม่ได้ ว่าบึงมีจริงตามที่ เต่าบอกหรือไม่?"

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 5
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Sep. 2004,12:02 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ข้าพเจ้าตอบอย่างมั่นใจ
"นี่แหละด้วยเหตุนี้แหละ ฉันจึงไม่อยากเป็นเต่าไงล่ะ เพราะคุณมันพวกปลาหลงหนองน้ำเก่า" หลวงพ่อพูด ยิ้มๆ แล้วกล่าวต่อ "ถ้าฉันบอกคุณในขณะนี้ว่า นรก สวรรค์ พรหม มีจริง คุณจะเชื่อหรือ? ยิ่งฉัน บอกต่อไปว่า มิใช่มีแต่โลกมนุษย์เพียงแห่งเดียว หากแต่ยังมีอบายภูมิ ๔ ซึ่งเป็นภูมิต่ำกว่ามนุษย์ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดียรัจฉานอีก และภูมิที่สูงกว่ามนุษย์ก็ยังมี สวรรค์ภูมิ อีกถึง ๖ ชั้น ได้แก่ จาตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี และปรนิมมิตวสวัสดี นอกจากนั้นยังมี พรหม อีกถึง ๒๐ ชั้น คือ รูปพรหม ๑๖ ชั้น และ อรูปพรหมอีก ๔ ชั้น รวมกันแล้วเขาเรียกว่า ไตรภูมิน่ะ คุณจะเชื่อหรือ? ยิ่งหากฉันบอกต่อไปว่า ยังมีแดนสูงสุดที่สูงยิ่งกว่าพรหม คือ พระนิพพานเข้าไปอีก คุณก็ยิ่งจะไม่เชื่อเข้า ไปใหญ่ ทั้งนี้เพราะคุณยังเป็นมนุษย์ปุถุชนทั่วๆ ไป หลงคิดเอาว่ามีแต่โลกมนุษย์ที่คุณอยู่เพียงแห่งเดียว เท่านั้น ใครจะพูดถึง นรก สวรรค์ พรหม นิพพาน แล้วเป็นไม่ยอมเชื่อเด็ดขาด เปรียบดังเช่นฝูงปลาที่หลง หนองน้ำเน่าไม่มีผิด ไม่ว่าเต่าจะพูดชักชวนไปอยู่ที่ห้วยหนอง บึง ทะเลสาบ ที่ดีกว่าเพียงไร ปลาเหล่านั้นก็หาเชื่อ ไม่ ด้วยคิดเอาว่าโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลของพวกตนนั้นก็คือหนองน้ำเก่าที่ตนอยู่เพียงแห่งเดียว เท่านั้นเอง คุณเองก็เป็นเช่นปลาหลงหนองน้ำเน่านะ ที่ยังคิดว่ามีเพียงโลกมนุษย์ที่คุณอยู่เพียงแห่งเดียว"
ข้าพเจ้าโดนหลวงพ่อสรุป ให้เป็นปลาหลงหนองน้ำเน่า เข้าให้แล้วอย่างจัง แต่ก็ไม่ยอมถอย หัวเราะแหะๆ ถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้งว่า "ผมอยากฟังจากปากของหลวงพ่อมากกว่าที่จะฟังจากคนอื่นน่ะครับ รวมความว่า นรก สวรรค์ พรหม และนิพพาน นั้นมีจริงๆ ใช่ไหมครับ"
"เอ! คุณมนูญ นี่จะบังคับให้ฉันเป็นเต่าให้ได้นะ" หลวงพ่อพูดยิ้มๆ "เต่าน่ะเวลามันเดินคุณเห็นไหมว่ามันเดิน ส่ายหัว และคุณรู้ไหมว่ามันส่ายหัวทำไม?" หลวงพ่อย้อนถามอีก
"เป็นธรรมชาติของเต่ามังครับ" ข้าพเจ้าตอบ
"ไม่ใช่! เต่าส่ายหัวเพราะมันเอือมระอาปลาหน้าโง่ที่หลงหนองน้ำเน่ายังไงล่ะ คุณจะให้ฉันต้องเดินส่ายหัว เพราะเอือมระอามนุษย์หลงโลก อย่างพวกคุณเหมือนเต่าหรือยังไง?" หลวงพ่อหัวเราะพอเห็นข้าพเจ้าหน้าเสีย ก็เมตตาพูดต่อไปว่า "เรื่อง นรก สวรรค์ พรหม และ นิพพาน มีจริงหรือไม่นั้น ฉันในฐานะเป็นสาวกขององค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอยืนยันตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ามีจริง และฉันเองก็ตั้งใจไว้ว่าอีกไม่นาน ฉันจะพูดถึงเรื่อง ไตรภูมิ ออกอากาศที่สถานีวิทยุกระจายเสียง ๐๔ ตาคลี ซึ่งคุณรับผิดชอบอยู่ คุณเตรียม จัดเวลาออกอากาศให้ฉันก็แล้วกัน หากคุณสนใจก็อัดเทปไว้จะได้รู้โดยละเอียดถึงนรกขุมต่างๆ สวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น พรหมทั้ง ๒๐ ชั้น และ พระนิพพานด้วย ดีไหมล่ะ?"
"ดีซีครับหลวงพ่อ" ข้าพเจ้าตอบรับด้วยความดีใจ ในขณะที่ข้าพเจ้าถามเรื่องนรก สวรคค์นี้ หนังสือเรื่อง ไตรภูมิ ยังมิได้ออกอากาศที่สถานีวิทยุ ๐๔ และทันทีที่หลวงพ่อพูดออกอากาศ ข้าพเจ้าก็ให้พันจ่าอากาศเอก กริช บำรุงพงษ์บันทึกเทปไว้ฟัง และต่อมาพลอากาศโท ม.ร.ว. เสริม ศุขสวัสดิ์ จึงได้มาขอเทปจากสถานีวิทยุ ๐๔ ไปถอดแล้วจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม ให้ศิษย์รุ่นหลังๆ ได้อ่านกันมาจนทุกวันนี้ ซึ่งข้าพเจ้าเองก็แอบภาคภูมิใจ อยู่ลึกๆ เพราะด้วยคำถามเรื่องนรก สวรรค์ ของข้าพเจ้าข้อนี้เองได้มีส่วนช่วยผลักดันให้หลวงพ่อต้องพูด ถึงเรื่องไตรภูมิ
ดังนั้นท่านผู้สนใจเกี่ยวกับเรื่องนรก สวรรค์ พรหม และนิพพาน ก็จงรีบหาหนังสือเรื่องไตรภูมิ ของ หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร อ่านเสีย แล้วจงใช้วิจารณญาณของท่านพิจารณาด้วยตนเองต่อไปเถิด

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 6
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Sep. 2004,12:10 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

การทำความรู้สึกตัว

จากหนังสือคู่มือการทำความรู้สึกตัว
หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ (พันธ์ อินทผิว)
โดย..มูลนิธิหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ (พันธ์ อินทผิว) และ วัดสนามใน

สารบัญ

๑. การทำความรู้สึกตัว
๒. การเดินทาง
๓. อุปสรรคและการแก้ไข
บทท้าย
คำเตือน
ภาคผนวก



คำนำ

ตลอดเวลากว่า ๓๐ ปี ที่อุบาสกพันธ์ อินทผิว ซึ่งต่อมาคือ หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ได้เที่ยวสั่งสอนคนทั้ง หลายนั้น ท่านได้พยายามชี้แนะแก่เขาเหล่านั้น ให้ได้เข้าใจสัมผัสกับแก่นแท้ของพุทธศาสนา ที่มีอยู่แล้วใน คนทุกคนไม่ยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน นับถือศาสนาอะไร ชายหรือหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ ซึ่งถ้าหาก ปฏิบัติอย่างถูกต้องแล้ว สามารถเห็น-รู้-เข้าใจได้เหมือนกันทุกคน
วิธีปฏิบัติก็คือ การทำความรู้สึกตัว หรือ "ให้รู้สึกตัว...ตื่นตัว รู้สึกใจ...ตื่นใจ" จนกระทั่งเกิดฌาน ปัญญาเป็นลำดับไปจนถึงที่สุด
มูลนิธิฯและวัดสนามใน เห็นว่าควรนำคำสอนของหลวงพ่อเฉพาะที่เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติ ที่หลวงพ่อได้พูดไว้ในโอกาสต่างๆ มาเรียบเรียงรวมไว้ในที่เดียวกัน เพื่อเป็นคู่มือแก่ผู้ที่สนใจ
ในการเรียบเรียงนั้น ได้รวบรวมคำพูดของหลวงพ่อที่เกี่ยวกับหลักการ ความหมาย วิธีการปฏิบัติ ตลอดจน การแก้ไขอุปสรรคต่างๆที่อาจเกิดขึ้น มาจัดเรียงไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้สะดวกแก่การเข้าใจ สำหรับผลของ การปฏิบัตินั้น ได้กล่าวถึงเฉพาะหัวข้อ และแยกไว้ต่างหากในภาคผนวก


มูลนิธิหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ (พันธ์ อินทผิว) และวัดสนามใน

ข้อสังเกตสำหรับผู้อ่าน

คำในวงเล็บ เป็นคำที่คณะผู้จัดทำเติมเข้าไป เพื่อแปลภาษาอีสาน หรือเสริมข้อความเพื่อให้สามารถทำ ความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

หมายเลขใต้ข้อความแต่ละตอน คือที่มาของข้อความนั้นๆ ซึ่งระบุไว้ในบรรณานุกรมท้ายเล่ม

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 7
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Sep. 2004,12:12 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

บทนำ
๑.

ธรรมะที่ผมว่าอยู่นี้ ไม่ใช่ของใครทั้งหมด เป็นสากล เป็นของทุกคน ไม่ใช่เป็นของศาสนาพุทธ ไม่ใช่เป็นของ ศาสนาพราหมณ์ ไม่ใช่เป็นของศาสนาคริสต์ ไม่ใช่ของคนไทย ไม่ใช่ของคนจีน ไม่ใช่ของคนฝรั่ง ไม่ใช่ของคน ญี่ปุ่น ใต้หวันทั้งนั้น เป็นของผู้รู้
ใครรู้ก็เป็นของคนนั้น ใครไม่รู้ไม่เป็นของคนนั้น ไม่ว่าศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาอะไรก็ตาม มันมีใน คนทุกคน
ไม่ใช่ว่ารู้แล้ว จะสงวนลิขสิทธิ์ไม่ให้คนอื่นทำได้ ไม่ใช่อย่างนั้น
รู้แล้วทำลายก็ไม่ได้ เพราะมันทำลายไม่ได้ มันไม่มีอะไรจะไปทำลายมันได้
แล้วจะไม่ให้คนอื่นรู้ มันก็ไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ของคนที่ทำรู้เอง
เรารู้แล้ว จะทำลายมัน ทำลายไม่ได้ เพราะมันเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา

๒.

คนโบราณบ้านหลวงพ่อเคยสอนเอาไว้ว่า "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ พระนิพพานก็อยู่ที่ใจ" ใจมันอยู่ที่ ไหน? เราเคยเห็นใจเราบ้างไหม? ไม่เคยเห็น เมื่อไม่เคยเห็น เราก็ต้องศึกษาต้องปฏิบัติให้รู้ว่า ใจเราคือ อะไร
นรก คือ ความร้อนอกร้อนใจ มีทุกข์ แล้วในขณะไหนเวลาใด ความทุกข์อันนั้นมันจางคลายไป เราก็ขึ้นสวรรค์ โกรธมาเที่ยวหน้า ตกนรกอีกแล้ว แน่ะ...
บัดนี้เราอยู่แต่เพียงสวรรค์ ไม่ไปตกนรก แต่ว่าไม่รู้จักทิศทางออก ทำอยู่กับโลกียธรรม...เมื่อเราหาทางออกจาก โลกียธรรมไม่ได้ เราก็ต้องหมุนเวียนอยู่ในโลกียธรรม ทำดีกับโลกเป็นวิสัยของคน เป็นวิสัยของสัตว์โลก เป็นวิสัยของสัตว์ ยังไม่เป็นวิสัยของมนุษย์ ยังไม่เป็นวิสัยของพระอริยบุคคล ให้เข้าใจอย่างนั้น
เมื่อเราพ้นทุกข์ได้แล้ว นั่นแหละเป็นวิสัยของโลกุตตรธรรม

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 8
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Sep. 2004,12:13 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

๓.

อัน(ที่)เป็นพระพุทธเจ้า คือ จิตใจสะอาด จิตใจสว่าง จิตใจสงบ จิตใจบริสุทธิ์ จิตใจผ่องใส จิตใจ ว่องไว นั่นแหละคือจิตใจของพระพุทธเจ้า ก็มีในคนทุกคน ไม่มียกเว้นเลย
น้ำกับตมเลนนั้น มันไม่ใช่อันเดียวกัน ตมเลนต่างหาก(ที่)ทำให้น้ำขุ่น (แต่)น้ำมันไม่ได้ขุ่น จิตใจ เราก็เช่นเดียวกัน ถ้าเรารู้จักอย่างนั้นแล้ว เราจะค่อยๆตามไป พระพุทธเจ้าท่านจึงว่า อันจิตใจสะอาด จิตใจ สว่าง จิตใจสงบ จิตใจบริสุทธิ์ ถ้าจิตใจบริสุทธิ์แล้ว ขี้ตม ฝุ่นไม่สามารถทำให้น้ำขุ่นได้อีก จิตใจเราก็ผ่องใส ขี้ตมก็จะเป็นตะกอนทะลุออกก้นโน้น จิตใจว่องไว มันก็เบา สามารถมองเห็นอะไรได้ทุกอย่าง
โลกียธรรมกับโลกุตตรธรรมจึงอยู่ด้วยกัน ถ้าหากเรารู้โลกุตตรธรรมจริงๆแล้ว ก็แยกกันได้หรือออกจากกันได้ (แต่)ถ้าเรายังไม่รู้จริงๆ จะแยกกันไม่ได้


๔.

ธรรมที่ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์นั่นน่ะ ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้า มันมีมาก่อนพระพุทธเจ้า คือ ตัว ที่มันจิตใจเป็นปกติอยู่เดี๋ยวนี้นี่แหละ
ในขณะนี้ ที่นั่งฟังหลวงพ่อพูดอยู่ในขณะนี้นี่ ลักษณะชีวิตจิตใจของท่านเป็นอย่างไร?
มันก็เฉยๆ
เฉยๆ เรามีสติรู้ไหม? ถ้าเรามีสติรู้ ลักษณะเฉยๆนี่ อันนี้แหละที่ท่านว่า ความสงบ ทำงาน พูด คิดอะไรก็ได้ แต่ ไม่ต้องไปยุ่งอะไรให้มันมาก
ลักษณะ(นี้)สอนกันนิดเดียวเท่านั้น แต่คนไม่เข้าใจ...ไปทำของง่ายๆให้มันยาก ทำของสะดวกสบาย ให้มันยุ่งขึ้นมา
ลักษณะเฉยๆนี่ ไม่ต้องไปทำอะไรมันเลย
ลักษณะเฉยๆนี่ มันมีในคนทุกคนเลย แต่เราไม่เคยมาดูที่ตรงนี้...ลักษณะเฉยๆนี้ท่าน(เรียก)ว่า อุเบกขา วางเฉย

๕.

ความทุกข์เกิดขึ้น เพราะเราไม่เห็นความคิดนั่นแหล่ะ ตัวความคิดจริงๆนั้น มันก็ไม่ได้มีความทุกข์ ที่มัน มีทุกข์เกิดขึ้น คือ เราคิดขึ้นมา เราไม่ทันรู้ ไม่ทันเห็น ไม่ทันเข้าใจความคิดอันนั้น มันก็เลยเป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลงไป เมื่อมันเป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลงไป มันก็นำทุกข์มาให้เรา
ความจริงความโกรธ-ความโลภ-ความหลงนั้น มันไม่มี ตอนมันมีนั้นคือเราไม่ได้ดู "ต้นตอของชีวิต จิตใจ" นี้เอง มันก็เลยโผล่ออกมา
บัดนี้มาทำความรู้สึกตัว มันคิด...เห็น-รู้-เข้าใจ ตัวนี้เป็นตัวสติ เป็นตัวสมาธิ เป็นตัวปัญญา เราเรียกว่า "ความรู้สึกตัว" (เมื่อ)เรารู้สึกตัวแล้ว ความคิดจะไม่ถูกปรุงแต่งไป ถ้าหากเราไม่เห็นความคิดแล้ว มัน จะปรุงแต่งเรื่อยไปเลย
อันนี้เป็นวิธีปฏิบัติอย่างลัดๆ อึดใจเดียวก็ได้

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 9
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Sep. 2004,12:15 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ภาค ๑
การทำความรู้สึกตัว

รู้สึกตัว

สติ หมายถึง ความระลึกได้ ไม่ใช่ระลึกชาติแล้วชาติก่อนนะ ระลึกได้เพราะการเคลื่อน การไหว การนึก การคิด นี่เอง จึงว่า สติ-ความระลึกได้ สัมปชัญญะ-ความรู้ตัว
บัดนี้เราไม่ต้องพูดอย่างนั้น เพราะคนไทยไม่ได้(พูด)ว่า สติ
"ให้รู้สึกตัว" นี่! หลวงพ่อพูดอย่างนี้ ให้รู้สึกตัว การเคลื่อน การไหว กระพริบตาก็รู้ หายใจก็รู้ นี่ จิตใจมันนึกคิดก็รู้ อันนี้เรียกว่า ให้มีสติก็ได้ หรือว่า ให้รู้สึกตัวก็ได้
ความรู้สึกตัวนั้น จึงมีค่ามีคุณมาก เอาเงินซื้อไม่ได้ ให้คนอื่นรู้แทนเราไม่ได้ เช่น หลวงพ่อกำ(มือ)อยู่นี่ คนอื่นมองเห็นว่า ความรู้สึก(ของ)หลวงพ่อเป็นอย่างไร? รู้ไหม? ไม่รู้เลย แต่คนอื่นมองเห็นว่า หลวงพ่อกำมือ แต่ความรู้สึก(ที่)มือหลวงพ่อสัมผัสกันเข้านี่ คนอื่นไม่รู้ด้วย คนอื่นทำ หลวงพ่อก็เห็น แต่หลวงพ่อรู้นำ(ด้วย)ไม่ได้
นี้แหละใบไม้กำมือเดียว คือ ให้รู้การเคลื่อนไหวของรูปกายภายนอก และให้รู้การเคลื่อนไหวของจิตใจ มันนึกคิด

การสร้างจังหวะ

การเจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญานั้น ต้องมี "วิธีการ" ที่จะนำตัวเรา ไปสู่ตัวสติ ตัวสมาธิ ตัวปัญญา ได้ การทำทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีวิธีการ จึงจะเข้าถึงจุดหมายปลายทางได้
ดังนั้นการมาที่นี่ต้องพยายาม ไม่ต้องนั่งนิ่งๆ สอนกันแนะนำกัน ให้มีวิธีทำ โดย เคลื่อนไหวอยู่เสมอ ทำเป็นจังหวะ
วิธีทำนั้น ก็ต้องนั่ง แต่ไม่ต้องหลับตา อันนี้มีวิธีทำ นั่งพับเพียบก็ได้ นั่งขัดสมาธิก็ได้ นั่งเก้าอี้ก็ได้ นอน ก็ได้ ยืนก็ได้ ทำความรู้สึกตัว...
พลิกมือขวาตะแคงขึ้น..ทำช้าๆ...ให้รู้สึก ไม่ใช่(พูด)ว่า "พลิกมือขวา" อันนั้นมากเกินไป เพียงแต่ว่าให้รู้สึกเท่านั้นเอง พลิกมือขึ้น...ให้รู้สึก หยุดไว้ ยกมือขึ้น....ให้รู้สึก ให้มันหยุดก่อน ให้มันหยุด มันไหวไป...ให้รู้ ขึ้นครึ่งตัวนี่...ให้มันรู้ แล้วก็เอามาที่สะดือ อันนี้มีจังหวะซ้าย-ขวา เป็น ๖ จังหวะ เวลาเอามือ ออกมาก็ซ้าย-ขวา รวมกันเข้ามี ๘ จัวหวะ อันนี้เป็นจังหวะ เป็นจังหวะ
การเจริญสตินั้น ท่านว่าให้ทำบ่อยๆ ทำบ่อยๆ ก็ทำความรู้สึกนี่เอง เมื่อพูดถึงความรู้สึกแล้ว ก็พูดวิธีปฏิบัติ พร้อมๆกันไป ทุกคนทำตามอาตมาก็ได้

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 10
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Sep. 2004,12:16 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

เอามือวางไว้ที่ขาทั้งสองข้าง...คว่ำไว้
พลิกมือขวาตะแคงขึ้น...ทำช้าๆ...ให้รู้สึก
ยกมือขวาขึ้นครึ่งตัว...ให้รู้สึก...มันหยุดก็ให้รู้สึก
เอามือขวามาที่สะดือ...ให้รู้สึก
พลิกมือซ้ายตะแคงขึ้น...ให้รู้สึก
ยกมือซ้ายขึ้นครึ่งตัว...ให้มีความรู้สึก
เอามือซ้ายมาที่สะดือ...ให้รู้สึก
เลื่อนมือขวาขึ้นที่หน้าอก....ให้รู้สึก
เอามือขวาออกตรงข้าง...ให้รู้สึก
ลดมือขวาลงที่ขาขวา ตะแคงไว้...ให้รู้สึก
คว่ำมือขวาลงที่ขาขวา ให้มีความรู้สึกตัว
เลื่อนมือซ้ายขึ้นที่หน้าอก...ให้มีความรู้สึก
เอามือซ้ายออกมาตรงข้าง...ให้มีความรู้สึก
ลดมือซ้ายออกที่ขาซ้าย ตะแคงไว้...ให้มีความรู้สึก
คว่ำมือซ้ายลงที่ขาซ้าย...ให้รู้สึก
ทำต่อไปเรื่อยๆ...ให้รู้สึก

อันนี้เป็นวิธีปฏิบัติ เป็นการเจริญสติ เราไม่ต้องไปศึกษาเล่าเรียนในพระไตรปิฎกก็ได้ การไปศึกษาเล่าเรียน ในพระไตรปิฎกนั้น มันเป็นพิธี คำพูดเท่านั้น มันไม่ใช่เป็นการปฏิบัติเพื่อความเห็นแจ้ง การปฏิบัติเพื่อความ เห็นแจ้ง ทำอย่างนี้แหละ
เวลาลุกขึ้นมี ๗ จังหวะ-วิธีลุก เวลานั่งลงมี ๘ จังหวะ-วิธีนั่ง แต่วิธีนอนตะแคงซ้าย ตะแคงขวา ลุกทางหงาย อันนั้นก็มีจังหวะ เช่นเดียวกัน
หรือจังหวะกราบ...เมื่อผมมาเข้าใจ คำว่า เบญจางคประดิษฐ์ หมายถึง ๕ จังหวะ เมื่อรู้อย่างนี้ ก็ยกมือไหว้ตัวเอง ไหว้ตัวเองก็มี ๕ จังหวะเช่นเดียวกัน

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
33 คำตอบนับตั้งแต่ 22 Sep. 2004,11:51 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 1 of 41234>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com