เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 2 of 8<<123456>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: ???...ปริศนา? นิทาน"เวตาล"...???< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 11
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 10 Apr. 2005,12:07  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

บทที่ 7 อสูรปัถพีบาล



     ครั้นพระภรรตฤราช เสด็จออกบวชแล้ว เมืองอุชชยินีจึงว่างกษัตริย์ปกครองดูแล ร้อนถึงพระอินทร์จึงโปรดฯ ให้ยักษ์ตนหนึ่งเข้าเฝ้า และทรงรับสั่งว่า

     "ท่านปัถพีบาล เวลานี้เมืองอุชชยินีไม่มีใครปกครอง เพราะพระภรรตฤราชออกบวช และ องค์พระวิกรมาทิตย์ยังคงเสด็จออกตามหัวเมืองต่างๆ เราเกรงว่าเมืองจะมีภัย จึงอยากให้ท่านลงไปคอยสอดส่องดูแล ปกป้องรักษาจนกว่าพระเจ้าวิกรมาทิตย์จะเสด็จคืนพระนคร"

     "พระเจ้าค่ะ ข้าพระองค์จะปฎิบัติตามพระบัญชาทุกประการ พระเจ้าค่ะ"

     อสูรปัถพีบาล รับคำแล้วจำแลงกายลงมารักษาเมือง เฝ้ายามทั้งกลางวันกลางคืน มิให้มีภัยมากล้ำกรายได้.


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 12
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 10 Apr. 2005,12:49 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

บทที่ 8 คืนพระนคร



     กล่าวถึง พระเจ้าวิกรมาทิตย์ พร้อมด้วยพระธรรมธวัช(ราชบุตร) ปลอมองค์เป็นโยคี ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆก็ทรงเบื่อหน่าย ครั้นได้ยินข่าวลือว่าพระภรรตฤราช(พระอนุชา) ละทิ้งเมืองเข้าป่าบวชเป็นโยคีแล้ว ก็ทรงพระวิตก รีบพาราชบุตรกลับพระนคร ทั้งสองพระองค์ทรงดำเนินอย่างเร่งรีบ เป็นเวลาหลายวัน ก็เสด็จถึงพระนครในเวลาเที่ยงคืน

     ครั้นจะเสด็จเข้าพระราชวังก็ปรากฏว่า มีชายรูปร่างสูงใหญ่ยืนขวางประตูไว้มิให้พระองค์เข้า แล้วร้องถามด้วยเสียงอันดังว่า

     "นั่นใครมา เจ้าจงหยุดเดี๋ยวนี้ แล้วบอกชื่อของเจ้ามาซะดีๆ ว่าเป็นใคร"

     "ข้าคือ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ กษัตริย์ครองเมืองอุชชยินี แห่งนี้ แล้วเจ้าล่ะเป็นใครจึงบังอาจมาขวางทางมิให้ข้าเข้าเมือง"

     อสูรปัถพีบาล ทูลตอบว่า

     "ข้าพระองค์คือ อสูรปัถพีบาล องค์อัมรินทร์ ใช้ให้มารักษาพระนครแห่งนี้ แล้วข้าพระองค์จะเชื่อได้อย่างไรว่า ฝ่าบาท คือ พระเจ้าวิกรมาทิตย์"

     "ถ้าอย่างนั้น เจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร เจ้าจึงจะเชื่อ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ รับสั่งถาม

     "ฝ่าบาท ก็ต้องพิสูจน์ด้วยทางสู้รบกับข้าพระองค์ก่อนซิพระเจ้าข้า"  อสูรปัถพีบาลตอบ

     "ตกลง" พระเจ้าวิกรมาทิตย์ รับคำท้าประลองทันที

     อสูรปัถพีบาลนั้น มีกำปั้นใหญ่เท่าผลแตงโม ลำแขนแข็งดั่งกระบองหนามเหล็ก ส่วนพระเจ้าวิกรมาทิตย์สูงเพียงเอวยักษ์ ถ้าเป็นคนธรรมดาที่ไม่กล้าหาญสติมั่นคงแล้ว ก็อาจจะแพ้ตั้งแต่แรกเห็น

     ทั้งสองต่อสู้กันอยู่พักใหญ่ อสูรปัถพีบาล เสียหลักล้มลง พระธรรมธวัช ราชบุตรคอยโอกาสอยู่แล้ว ก็กระโดดขึ้นไปนั่งทับบนหน้าท้องของยักษ์ ส่วนพระเจ้าวิกรมาทิตย์ นั้นขึ้นอยู่บนคอยักษ์ แล้วยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างจิกลงไปในเบ้าตายักษ์ ทำทีว่าจะควักลูกตาออกมา อสูรปัถพีบาล ร้องขึ้นดังลั่น

     "ข้าพระองค์แพ้แล้ว พระเจ้าค่ะ แต่ข้าพระองค์ยังมีเรื่อง ที่องค์อัมรินทร์ฝากให้มาทูลแก่พระองค์ด้วย"

     อสูรปัถพีบาล จึงทูลต่อว่า

     "ฝ่าพระบาทจะต้องสิ้นพระชนม์ในเร็วๆนี้ พระเจ้าค่ะ"

     "เจ้าเอาอะไรมาพูด ข้าไม่เข้าใจ" ( รับสั่งอย่างไม่พอพระทัย )

     อสูรปัถพีบาล จึงทูลขึ้นว่า

     "ฝ่าพระบาทอย่าทรงกริ้วซิพระเจ้าคะ ทรงฟังเรื่องที่หม่อมฉันจะเล่าถวายต่อไปนี้เสียก่อน" 

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ กับพระธรรมธวัช เสด็จลงจากตัวยักษ์ ยักษ์จึงลุกขึ้นั่งแล้วเล่าเรื่องต่อไป.


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 13
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 10 Apr. 2005,13:50 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

คืนพระนคร (ต่อ)



     "ในกรุงอุชชยินีนี้ มีคนเกิดในวัน เดือน ปีเดียว และฤกษ์เดียวกัน อยู่ 3 คน คนที่ 1 ก็คือฝ่าพระบาท ผู้ทรงพระนามว่า "พระวิกรมาทิตย์" ส่วนคนที่ 2 เป็นบุตรพ่อค้าน้ำมัน และคนที่ 3 เป็นโยคี ซึ่งต่อมาโยคีผู้นี้ได้ฆ่าบุตรพ่อค้าน้ำมัน เพื่อบูชา "นางทุรคา" จากนั้นก็ได้ไปบำเพ็ญเพียรทำตะบะ ห้อยตัวเอาหัวลงอยู่บนต้นไม้ในป่าช้า และมีความคิดที่จะฆ่าฝ่าพระบาทด้วยในเร็วนี้ กระทั่งบุตรของตนโยคีก็ได้ฆ่าตายแล้ว"

     "อ้าว ! ทำไมโยคีฆ่าบุตรของตนล่ะ"

     อสูรปัถพีบาล ทูลตอบและเล่าต่อไปว่า

     "เมื่อครั้งตั้งแต่พระราชบิดาของฝ่าพระบาท เสด็จขึ้นครองราชย์นั้น วันหนึ่งพระองค์ได้เสด็จประพาสป่า ได้ทอดพระเนตรเห็นโยคีผู้หนึ่งนั่งทำตะบะอยู่ใต้ต้นไม้ ฝูงปลวกพากันมาทำรังเกาะอยู่รอบๆ ตัวโยคี สัตว์เลื้อยคลานต่างๆพากันไต่ตามตัวและใบหน้า หมาร่าทำรังอยู่บนผม แต่โยคีก็ยังคงนั่งนิ่งทำตะบะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พระราชบิดาของพระองค์สงสัยและแปลกพระทัยมาก ทรงใคร่จะทดลองตะบะของโยคีว่า จะกล้าแข็งสักเพียงใด

     ในที่สุดก็มีรับสั่งให่ป่าวประกาศทั่วพระนครว่า ถ้าใครสามารถทำให้โยคีเข้ามาในพระนครได้ จะประทานรางวัลให้อย่างสมค่า 

     ขณะนั้นมีนางระบำผู้หนึ่ง ชื่อ นางวสันตเสนา ได้เข้าเฝ้าพระราชบิดาของฝ่าพระบาท รับอาสาที่จะไปนำโยคีเข้ามาในท้องพระโรง และจะแบกทารกมาด้วย

     นางวสันตเสนา เข้าไปในป่าหาโยคีจนพบ นางได้นำอาหารรสหวานชนิดหนึ่ง ค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้โยคี แล้วเอาอาหารนั้นป้ายที่ปาก โยคีรู้สึกถึงความหวานก็เลียกินเข้าไป นางก็ป้ายอีกหลายครั้ง จนวันที่สาม โยคีก็ลืมตาขึ้นดู

     นางวสันตเสนา กล่าวขึ้นว่า "ข้าเป็นบุตรของเทวดา ลงมาในป่านี้เพื่อต้องการความสงบในการบำเพ็ญเพียรให้แก่กล้า แต่วิธีของข้าเวลาถือศีลนั้น ต้องใช้ของที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ ต้องแต่งตัวให้สวย กินอาหารดีๆ จิตใจจะได้เป็นสุข จึงจะบรรลุผลโดยเร็ว" นางกล่าวพลางก็เอื้อมมือไปแกะดินจอมปลวก และชักชวนให้โยคีชำระล้างร่างกายให้สะอาด พร้อมนำอาหารอย่างดีมาต้อนรับ

     ต่อมาไม่นาน โยคีก็อยู่กินกับนางวสันตเสนา จนมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน นางได้กล่าวกับสามีว่า

     "ท่านพี่ เราทั้งสามคนได้จำศีลภาวนา มาด้วยกันในป่าก็เป็นเวลาพอสมควร เราทั้งสามคนควรจะไปอาบน้ำชำระร่างกายตามท่าน้ำ ที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นศิริมงคล"

     โยคีได้ฟังเช่นนั้น ก็เห็นชอบด้วย จึงอุ้มทารกแบกขึ้นบ่าออกเดินตามผู้เป็นภรรยาไป นางวสันตเสนาก็นำทางตรงเข้าเมืองอุชชยินี และเข้าเฝ้ายังท้องพระโรง พระราชบิดาของฝ่าพระบาททรงพระสรวล เห็นโยคีตะบะแตก ก็ขบขัน ขุนนางต่างๆ ก็พากันหัวเราะเกรียวกราว

     ฝ่ายโยคี เมื่อรู้ความเป็นมาก็โกรธ ได้สติว่า ตนเกิดกิเลส จึงทำให้เสียผลแห่งตะบะที่ได้บำเพ็ญเพียรมาเป็นเวลานาน ครั้นมารู้ตัวก็สายเสียแล้ว โยคีจึงอุ้มบุตรขึ้นบ่า และสาปแช่งคนทั้งหลายที่อยู่ ณ ที่นั้น

     พอโยคีกลับไปถึงป่า ก็ฆ่าบุตรของตนเสีย แล้วก็เริ่มบำเพ็ญตะบะใหม่ แต่ในใจยังคงผูกขาดพยาบาทพระราชบิดาของฝ่าบาท แต่พระราชบิดาของฝ่าบาทได้สิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน โยคีจึงหันมาคิดทำร้ายฝ่าบาทกับพระราชบุตรแทน หวังจะเอาเลือดเป็นเครื่องบูชา เพื่อครองความยิ่งใหญ่ในโลก ปัถพีบาลเล่าเรื่องถวายจบลง ก็ทูลพระวิกรมาทิตย์ว่า

     "พระองค์ต้องทรงระวังองค์ให้มาก อย่าทรงเชื่อคำพูดของผู้ที่มีสำนักในหมู่คนตาย"

     แล้วร่างของอสูรปัถพีบาลก็อัตรธานหายไปต่อหน้าพระพักตร์

     ฝ่ายชาวเมืองก็ได้จัดงานฉลองรื่นเริง ที่พระเจ้าวิกรมาทิตย์และพระราชบุตร ได้เสด็จกลับคืนสู่พระนครอย่างปลอดภัย.

     

     


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 14
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 10 Apr. 2005,14:40 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

บทที่ 9 พ่อค้าพลอย



     วันหนึ่ง พระเจ้าวิกรมาทิตย์เสด็จออกว่าราชการตามปกติ ได้มีพ่อค้าคนหนึ่งฐานะร่ำรวยมาจากแดนไกล นำผลไม้มาถวาย แล้วทูลลาไป ครั้นเมื่อพ่อค้าพ้นไปแล้ว พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ก็ทรงพระดำริว่า

     "คนที่อสูรปัถพีบาล ให้เราคอยระวังตัว อาจจะเป็นพ่อค้าคนนี้ก็ได้ ฉะนั้นเพื่อความไม่ประมาท เราจึงไม่ควรที่จะกินผลไม้นี้"

     ครั้นรุ่งขึ้น พอค้าคนเดิมก็ขอเข้าเฝ้าอีก และได้ถวายผลไม้อีก 1 ผล พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ก็รับสั่งให้นางกำนัลเก็บผลไม้นั้นไว้ จนผลไม้ที่อยู่ในพระคลังกองใหญ่ขึ้น ทุกวันๆ

     วันหนึ่ง พระเจ้าวิกรมาทิตย์ เสด็จออกไปทอดพระเนตรม้า ณ โรงม้า โดยพระองค์ได้ถือเอาผลไม้นั้นไปด้วย พอดีผลไม้ตกกลิ้งไปใกล้ลิง ที่ผูกไว้กับต้นไม้ ลิงหยิบผลไม้ขึ้นมาฉีกกิน ทันใดนั้นทับทิมเม๊ดใหญ่ งามจับตา ก็หล่นลงมาจากผลไม้ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงระแวงพระทัย รีบให้คนไปตามพ่อค้ามาเข้าเฝ้า

     "ท่านพ่อค้า ทับทิมเป็นของมีค่า ทำไมเจ้าจึงมอบทับทิมแก่เรา"

     พ่อค้าทูลขึ้นว่า "อันธรรมดาประเพณี ซึ่งมีมาแต่โบราณสอนเอาไว้ ว่าการที่จะไปหาใครนั้น เช่น พระเจ้าแผ่นดิน ตุลาการ หรือหญิงสาว ไม่สมควรไปมือเปล่า กระหม่อมเองก็ได้ถวายทับทิมชนิดเดียวกันนี้แก่ฝ่าบาทมาก็มากแล้ว แต่ทำไมฝ่าบาทจึงรับสั่งถามถึงเม็ดนี้เม็ดเดียวล่ะพระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ได้ทรงรับฟัง ดังนั้นก็รับสั่งเรียกให้ทหาร ผ่าผลไม้ออกดูทุกผล พบทับทิมเม็ดใหญ่โต น้ำงาม เสมอกันอยู่ในผลไม้ทุกลูก

      พ่อค้าทูลต่ออีกว่า "ราคาเม็ดทับทิมเหล่านี้ เพียง 1 เม็ด สามารถซื้อทวีปได้ทั้งทวีป ไม่เป็นการสามควรที่ข้าพระองค์จะเก็บไว้ พระเจ้าค่ะ"

      "ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านต้องการอะไร เราจะให้" พระเจ้าวิกรมาทิตย์รับสั่งถาม

     "ขอเดชะ ฝ่าพระบาท ความจริงแล้วกระหม่อมฉันไม่ใช่พ่อค้าธรรมดา หากแต่ว่ากระหม่อมฉันเป็นโยคี มีนามว่า "ศานติศีล" พระเจ้าค่ะ และจุดประสงค์ที่กระหม่อมฉันมาเข้าเฝ้าพระองค์ คือกระหม่อมฉันกำลังจะทำพิธีกรรมอย่างหนึ่งในป่าช้า ณ ริมฝั่งแม่น้ำ "โคทาวารี" และในพิธีกรรมครั้งนี้ กระหม่อมใคร่ทูญเชิญฝ่าพระบาทและ พระธรรมธวัชราชบุตร ให้เสด็จไปยังป่าช้านี้ด้วย ถ้าพระองค์จะกรุณา การทำพิธีกรรมครั้งนี้จึงจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงได้ยินว่า ป่าช้า ก็สะดุ้งในพระทัย หวลรำลึกถึงคำทูลของอสูรปัถพีบาลขึ้นมาได้ แต่พระองค์เป็นกษัตริย์ จึงทรงระงับพระทัยไว้ พระองค์ทรงตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก็ทรงดำริว่า

     "เราได้ลั่นพระโอษฐ์อนุญาตว่าจะให้ แล้วไม่ทำตามก็จะเสียคำไป ท่านโยคี จงกำหนดวันและบอกเวลามาเถิด เรากับลูกชายจะไปในพิธีกรรมครั้งนี้"

     โยคีทูลว่า "พระองค์ต้องเสด็จไปกับพระราชบุตรเพียงลำพังนะพระเจ้าค่ะ ภายในแรม 14 ค่ำ เดือนนี้ และพระองค์ต้องทรงถืออาวุธติดองค์ไปด้วยนะพระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงตอบตกลงรับคำ.




     


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 15
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 11 Apr. 2005,00:04 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เฮ่อ ..สนุกจัง  เมื่อตอนเด็กๆเคยอ่านแล้วก็ลืมไปหมด  นี่น้องมะเหมี่ยวมาทำให้น้าแอ๊ดวัยกลับซะแล้ว เหอๆ  ชอบตอนผลไม้ทิพย์น่ะ  rose.gif  rose.gif  rose.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 16
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Apr. 2005,09:18 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

บทที่ 10 โยคีศานติศีล



     ฝ่ายพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ครั้นโยคีกลับไปแล้ว พระองค์ก็เสด็จขึ้นข้างใน ทรงทบทวนข้อความซึ่งพระองค์ทรงประทานสัญญาให้แก่โยคี โดยพระองค์ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้เลย แม้จะทรงคิดได้ว่าพิธีการครั้งนี้อาจมีบางสิ่งที่ไม่ค่อยสู้ดี แต่พระองค์ก็มิได้ทรงรับสั่งให้ใครฟัง แม้แต่อำมาตย์ที่ใกล้ชิดก็ตาม

     ครั้นถึงกำหนดนัดในเวลากลางคืน แรม 14 ค่ำ พระเจ้าวิกรมาทิตย์กับธรรมธวัชราชบุตร ก็เตรียมองค์โพกผ้า พระหัตถ์ถือดาบคู่พระทัย ซึ่งสามารถสู้ได้ทั้งคู่อริที่เป็นทั้งมนุษย์และอมนุษย์ แล้วทั้งสองพระองค์ก็ลอบเสด็จออกจากวัง ทรงดำเนินไปตามถนน บ่ายพระพักต์เข้าสู่ป่าช้า ริมแม่น้ำโคทาวารี

     คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด แต่ทั้งสองพระองค์ก็ทรงดำเนินไปจนเห็นแสงไฟอยู่กลางป่าช้า จึงเสด็จตรงไปหาแสงไฟนั่น ระหว่างทาง พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงหยุดชะงักเพราะขยะแขยง ทรงทอดพระเนตรเห็นสิ่งที่พึงรังเกียจต่างๆอยู่รอบกองไฟ ที่เพิ่งเผาศพเสร็จใหม่ๆ ภูติผีปีศาจปรากฏร่างให้เห็น และหมาไนกำลังกัดกินซากศพ หมีก็ยืนเคี้ยวกินตับเด็กทารก อีกทั้งเสียงลม เสียงฝน เสียงเห่าหอนของสุนัข น่ากลัว

     ในท่ามกลางสิ่งที่น่าเกลียด และน่าสะพึงกลัวเหล่านี้ โยคีศานติศีลกลับนั่งสงบนิ่งอยู่ใกล้กองไฟ มือทั้งสองข้างถือกระดูกมนุษย์เคาะกระโหลกศรีษะที่วางอยู่เป็นจังหวะ โดยมีภูติผีปีศาจเต้นระบำไปมาอยู่รอบๆตัว

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงข่มพระทัย รวบรวมความกล้าอย่างที่สุด ครั้นทรงเห็นมนุษย์ที่แวดล้อมไปด้วยภูติผีเช่นนั้น ก็ทรงคิดถึงคำพูดยักษ์ แต่พระองค์ก็ต้องรักษาสัญญาที่มีไว้ต่อโยคี พระองค์ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์จึงทรงเสด็จนำรพะราชบุตรเข้าไปหาโยคี กระทำกิริยาเคารพเป็นอันดี แล้วทรงนั่งลงบนพื้นดินตามคำทูลเชิญ สักครู่ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ก็ทรงรับสั่งว่า

     "เรามาตามสัญญาแล้ว ท่านจะให้เราทำสิ่งใดก็รีบบอกเรามาเถอะ"

     โยคีศานติศีล ทูลตอบว่า

     "เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงแล้ว ก็จงปฏิบัติตามประสงค์ของหม่อมฉันข้อที่หนึ่งก่อน คือ ในทิศใต้จะมีป่าช้าเช่นเดียวกันนี้อีกแห่งหนึ่ง และในป่าช้านั้นมีต้นอโศกอยู่ และบนต้นอโศกนั้นจะมีศพแขวนอยู่ศพหนึ่ง พระองค์จงไปเอาศพนั้นมาให้กระหม่อมโดยเร็วเถิด"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงฟังเช่นนั้นก็จับพระหัตถ์พระธรรมธวัชราชบุตร ไปในทางทิศใต้ พระองค์ทรงแน่พระทัยว่า "ศานติศีล" ผู้นี้เอง คือโยคีที่พระราชบิดาของพระองค์ได้ทรงก่ออริเอาไว้

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงคิดหาอุบายที่จะป้องกันพระองค์และราชบุตร มิให้โยคีทำร้ายได้ เมื่อทรงดำริเช่นนั้นแล้วพลางดำเนินต่อไป ทางที่เสด็จดำเนินนั้นก็มืดมาก มองไม่ค่อยเห็นทาง มีภูติผีปีศาจตามหลอกหลอนให้ตกพระทัย แต่พระเจ้าวิกรมาทิตย์กับพระราชบุตรก็มิได้ทรงครั่นคร้ามหรือท้อถอย ทรงพากันดำเนินต่อไปจนถึงป่าช้าที่โยคีศานติศีลกล่าวทูลไว้.


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 17
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Apr. 2005,09:24 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

thankssign.gif ขอบคุณค่ะน้าแอ๊ด bowsdown.gif

--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 18
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 13 Apr. 2005,15:35 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

บทที่ 11 เวตาล



     ทั้งสองพระองค์ เสด็จดำเนินต่อไปอีกสักครู่ก็ทรงเห็นต้นอโศกต้นใหญ่ กำลังลุกเป็นไฟแดงทั้งต้น แต่พระเจ้าวิกรมาทิตย์กับพระราชบุตรก็มิได้ทรงหวาดกลัวหรือย่อท้อ กลับเดินตรงเข้าไปจนถึงโคนต้นไม้ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ก็ทรงหยุดยืนพิจารณาดูศพ ซึ่งแขวนอยู่บนกิ่งอโศก

     ศพนั้นลืมตาโพลง ลูกตาเป็นสีเขียวเรืองๆ ผมสีน้ำตาล ตัวผอมและเห็นซี่โครงเป็นซี่ๆ เอาหัวห้อยลงมาในทำนองเดียวอย่างค้างคาว เมื่อจับถูกตัวก็เย็นชืดเหนียวๆคล้ายงู เหมือนกับว่าไม่มีชีวิต แต่หางซึ่งเหมือนแพะนั้นกลับกระดิกได้

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น ก็ทรงเข้าพระทัยว่า ตัวที่ห้อยอยู่นั่นคือ "เวตาล" เมื่อทรงคิดได้เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงปีนขึ้นไปบนต้นอโศก รับสั่งให้พระราชบุตรยืนให้ห่างออกไป แล้วทรงพระแสงดาบฟันกิ่งไม้ที่เวตาลห้อยอยู่ ขาดลงบนพื้นดินพร้อมเวตาล

     เวตาลเมื่อตกลงสู่พื้นดินก็กัดฟันร้อง เสียงเหมือนเด็กทารก ซึ่งได้รับความเจ็บปวด

     "อุแว้ ๆ ๆ ๆ ๆ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ตรัสว่า "อ้ายตัวนี้ มีชีวิตนี่"

     แต่พอรับสั่งแทบไม่ทันจะขาดคำ เวตาลก็หัวเราะเยาะด้วยเสียงอันดัง

     "ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ"  แล้วกลับขึ้นไปห้อยเกาะกิ่งไม้กิ่งอื่นอยู่บนต้นอโศกอย่างเก่า ห้อยพลางหัวเราะพลาง จนตัวแกว่งไปแกว่งมา

     "ฮ่ะ ฮ่ะ เอิ้ก เอิ้ก"

     ฝ่ายพระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงคิดว่า เวตาลนี้คงจะต้องเป็นบุตรของพ่อค้าน้ำมันเป็นแน่ ฉะนั้นจะต้องปีนขึ้นไปตัดกิ่งไม้ลงมาอีกครั้ง จึงรับสั่งกับพระราชบุตรว่า

     "เมื่อเวลาพ่อตัดกิ่งไม้ เจ้าเวตาลตกลงถึงพื้นดินแล้ว ให้ลูกจงจับตัวมันไว้ให้มั่นนะ"

     "พระเจ้าค่ะ เสด็จพ่อ"  พระธรรมธวัชทรงรับคำ

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงปีนต้นไม้ และตัดกิ่งไม้เพื่อจะจับตัวเวตาล อยู่ถึงเจ็ดครั้ง เวตาลเห็นถึงความพยายามของพระองค์ เวตาลจึงยอมให้พระองค์จับในครั้งที่เจ็ด

     เมื่อพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงจับเวตาลได้แล้ว ก็นำเวตาลใส่ย่าม เวตาลร้องถามพระองค์ว่า

     "ท่านี้คือใคร และท่านจะทำอะไร"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ รับสั่งตอบว่า

     " เอ็งจงรับรู้ไว้เถิด ว่าคือพระเจ้าวิกรมาทิตย์ กษัตริย์แห่งกรุงอุชชยินี ข้าจะจับตัวเอ็งไปให้คนคนหนึ่ง ซึ่งเห็นแก่ความสนุกในการเคาะกะโหลกหัวผีเป็นเพลงให้ผีฟัง"

     เวตาลจึงทูลตอบว่า สุภาษิตโบราณว่าไว้ ลิ้นคนนั้นสามารถตัดคอคนมาเสียมากต่อมากแล้ว
และหม่อมฉันเป็นคนช่างพูด โดยระหว่างทางเดินตั้งแต่ที่นี่ไปจนถึงผู้ที่เคาะกะโหลกผีในป่าช้านั้น หม่อมฉันจะเล่านิทานเล่น เพราะปราชญ์ผู้มีความรู้นั้น ย่อมใช้เวลาของตนในเรื่องของหนังสือ มิใช่การนอน ขี้เกียจ แบบคนโง่ และในเวลาที่หม่อมฉันเล่านิทานนั้น หม่อมฉันจะถามปัญหาฝ่าบาท โดยฝ่าบาทห้ามตอบหม่อมฉัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม อาจจะเป็นเพราะพระองค์โง่เขลาหรือมีสติปัญญา ก็แล้วแต่พระองค์ หม่อมฉันถึงจะยอมตามไปด้วย แต่ถ้าพระองค์ตอบคำถามของหม่อมฉันเมื่อไหร่ หม่อมฉันก็จะกลับไปอยู่ในที่ของหม่อมฉัน ทันที
     
     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ได้ทรงฟังดังนั้น ก็คิดเคืองในพระทัย เหมือนเจ้าเวตาลจะดูถูกพระองค์ว่าโง่ ทรงคิดดังนั้นแล้วก็ทรงจับเวตาลลงใส่ย่าม แล้วยกขึ้นสะพาย พลางเสด็จออกรีบทรงดำเนินไป

     ฝ่ายเวตาล ครั้นออกเดินได้สักครู่ ก็ทูลถามปัญหาสั้นๆ ซึ่งพระเจ้าวิกรมาทิตย์มิได้ทรงตอบแต่ประการใด เวตาลจึงทูลขึ้นว่า

     "ต่อไปนี้หม่อมฉันจะเล่านิทานถวาย ซึ่งเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น ขอให้พระองค์ทรงตั้งใจฟังเถิด.

--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 19
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 14 Apr. 2005,07:56 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

จบบทนำเรื่องทั้ง 11 บทแล้ว ต่อไปจะเข้าสู่ปริศนา? นิทานเวตาลทั้ง 10 เรื่อง ดังต่อไปนี้ค่ะ...... thumbsup.gif thumbsup.gif

--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 20
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 14 Apr. 2005,08:33 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

นิทานเวตาล เรื่องที่ 1



     ยังมีพระราชาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า "พระประตาปมุกุฎ" ครองราชสมบัติอยู่ ณ กรุงพาราณสี มีพระโอรสองค์หนึ่ง พระนามว่า "วัชรมุกุฎ"

     วันหนึ่ง พระวัชรมุกุฎ อยากเสด็จประพาสป่าเพื่อล่าสัตว์ จึงได้ไปชวนพระสหาย ซึ่งเป็นบุตรของอำมาตย์ นามว่า "พุทธิศริระ" ทั้งสองขี่ม้าเข้าไปในป่าแห่งหนึ่ง พบสระใหญ่ มีกำแพงล้อมรอบ เป็นที่ร่มรื่น และอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาชนิด

     ทั้งสองไม่เคยพบสระนั้นมาก่อน ก็แปลกใจ จึงทรงลงจากม้า พาไปผูกไว้ใต้ร่มไม้ แล้วเดินไปริมสระ พากันเข้าไปในศาล "พระมหาเทพ" ทำความเคารพแล้วจึงสวดมนต์

     ต่อมาครู่หนึ่ง มีหญิงสาวหลายคน พากันมาที่ริมสระน้ำฝั่งตรงข้าม บางนางก็ลงเล่นน้ำในสระ แต่องค์ธิดาซึ่งเสด็จมาในกลุ่มนางเหล่านี้ มิได้ลงเล่นในสระนี้ด้วย กลับทรงดำเนินเที่ยวเล่นกับพระสหายหญิง ก็เผอิญพระธิดาเสด็จดำเนินมาถึงตรงที่พระวัชรมุกุฎทรงยืนอยู่

     เมื่อพระวัชรมุกุฎ ครั้นเห็นนางก็ทรงตกตะลึง และใฝ่ฝันหาทันที พลางรำพึงออกมาเบาๆ เหมือนคนละเมอว่า

     "งาม งามเหลือเกิน ทำไมนางถึงได้งามเช่นนี้หนอ?"

     พระราชธิดา ได้ยินก็ทรงยิ้มหยุดยืนดูกิริยาของพระวัชรมุกุฎ แล้วพระราชธิดาก็ทรงดำเนินกลับไปจนถึงสระฝั่งตรงข้าม พระธิดาก็เหลียวกลับมามองว่า ชายหนุ่มที่ตกประหม่าผู้นั้นจะนิ่งอยู่กับที่ หรือทำอย่างไรต่อไป 

     ครั้นทรงเห็นว่าพระวัชรมุกุฎยังทรงจ้องมองดูอยู่ พระธิดาก็ทรงยิ้มแล้วเสด็จลงไปที่ขอบสระ
 เก็บดอกบัวดอกหนึ่งชูขึ้นไหว้ฟ้า แล้วเอามาเสียบที่เกศา(ผม) แล้วนำมาทัดที่กรรณ(หู)แล้วกัดด้วยทนต์(ฟัน) จากนั้นเอากลิ้งลงเหยียบด้วยบาท แล้วทรงหยิบขึ้นมาปักที่อุระ(อก)

     เมื่อพระธิดาทำเช่นนั้นเสร็จแล้ว นางก็กลับพระนคร เมื่อพระวัชรมุกุฎเห็นร่างของนางจากไปลับตาแล้ว ก็ให้เร้าร้อนกระวนกระวาย รีบเสด็จกลับไปยังศาลพระมหาเทพ พอดีพบพุทธฺศริระกำลังเดินออกมา พระองค์จึงทรงรับสั่งว่า

     "พุทธิศริระ เพื่อนรัก เราได้เห็นนางคนหนึ่ง สวยงามนัก ซึ่งเราไม่อาจรู้ได้ว่านางมาจากสวรรค์ชั้นใด นางช่างงามเหลือบรรยาย นางคือ ความรัก เพื่อนรัก...ถ้าหากเรามิได้นางมาเป็นของเราแล้ว เราจะไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป เราขาดนางไม่ได้แล้ว"

     ครั้นเสด็จดำเนินมาถึงพระนครแล้ว ในคืนนั้นพระวัชรมกุฎ เข้าบรรทม แต่พระองค์หาได้ทรงบรรทมหลับไม่ ทรงกระสับกระส่ายอยู่ตลอดเวลาทั้งคืนจนรุ่งเช้า และในวันที่สองก็ทรงประชวรมีอาการเป็นไข้ พลางรับสั่งเพียงว่า "จะสิ้นพระชนม์" และทรงได้เขียนรูปนางงามผู้เก็บดอกบัว มาทำกิริยาอาการแปลก จนพระองค์ฝังใจ ทรงเพ่งพิศรูปภาพนั้นด้วยพระเนตรที่เศร้าหมอง...........


        

.........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ.........


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
74 คำตอบนับตั้งแต่ 09 Apr. 2005,01:51 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 2 of 8<<123456>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com