เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 5 of 8<<12345678>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: ???...ปริศนา? นิทาน"เวตาล"...???< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 41
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 28 Apr. 2005,09:09  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

นิทานเวตาล เรื่องที่2 (ต่อ)


     ครั้นนางนกขุนทองโสมิกา เล่าเรื่องถวายพระรามเสนและพระธิดาจันทราวดี มาจนถึงเพียงนี้ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่พักใหญ่ แล้วจึงเล่าต่อไปว่า

      "เมื่อชายหลังค่อม เดินผ่านกรงของหม่อมฉันในเวลาที่กำลังจะหนีออกไปจากบ้านนั้น มันมองดูหม่อมฉัน และยืนจับประตูกรงจะเปิดเอาตัวหม่อมฉันมาหักคอ แต่เผอิญสุนัขเห่าขึ้นมามันจึงตกใจ เลยรีบหนีไป หม่อมฉันจึงมีชีวิตรอดอยู่ได้ กระทั่งพระธิดาจันทราวดีมาพบหม่อมฉันนี่ล่ะ เพคะ

     เรื่องที่หม่อมฉันได้ยินด้วยหูรู้ด้วยตามานั้น เป็นเรื่องที่ทำให้หม่อมฉันทุกข์เป็นอันมาก จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หม่อมฉันรังเกียจผู้ชายทั้งหลาย และจะขออยู่โดยไม่มีคู่ไปตลอดชีวิต พระองค์จงทรงพระดำริออกมาเถิดว่า นางรัตนาวดีนั้น นางมิได้ทำความผิดอะไรเลยยังเป็นได้ถึงเพียงนี้ เพราะผู้ชายนั้นย่อมมีน้ำใจเป็นโจรทั้งสิ้น ผู้หญิงมักเป็นมิตรกับชายโดยมิรู้ว่าตนจะเอางูเห่ามาเลี้ยงไว้ในอก"

     เมื่อนางนกขุนทองโสมิกาพูดจบ ก็หันไปหานกแก้วจุรามัน แล้วบอกให้นกแก้วจุรามันเล่าเรื่องของตนบ้าง

     นกแก้วจุรามัน หันไปทูลกับพระรามเสนว่า

     "พระองค์จงฟังเถิด นางนกขุนทองตัวนี้ได้พูดมายืดยาวน่าเบื่อเต็มที ต่อแต่นี้ ข้าพระองค์จะขอเล่าเรื่องซึ่งเกิดแก่ข้าพระองค์บ้าง ซึ่งทำให้ข้าพระองค์ตกลงใจว่าจะอยู่โดยไม่มีคู่ไปจนตลอดชีวิต"

     นกแก้วจุรามัน ชูคอขึ้นตรงแล้วเริ่มเล่า

     "เมื่อข้าพระองค์ยังเป็นลูกนกอยู่นั้น ยังมิได้ร่ำเรียนวิชาอันใดก็ได้บินไปติดกับดัก แล้วมีพ่อค้านำไปขายให้กับเศรษฐีที่มีนามว่า "สาครทัต" ซึ่งเป็นพ่อม้ายมีบุตรสาวคนหนึ่งชื่อ "นางชัยสิริ"

     กิจวัตรประจำวันของท่านเศรษฐี ก็จะยุ่งอยู่กับธุรกิจการค้าและตัวเลขทั้งวันทั้งคืน ไม่มีเวลาจะดูแลบุตรสาว นางชัยสิริจึงประพฤติตนตามอำเภอใจของนางเอง

     นางชัยสิรินั้นเป็นคนรูปร่างสูง เจ้าเนื้อ ตาใหญ่กว้าง(ตาโต) ผมดำเป็นมัน ผิวขาว เสียงค่อนข้างแหลม และนางมักใช้ความงามของตนเป็นเครื่องหลอกล่อให้ชายมาติดพัน โดยนางชัยสิริจะไม่มีความละอายแก่ใจ นางจะไม่ยอมให้มีผู้ชายมาพัวพันนางน้อยกว่าคราวละครึ่งโหล เป็นอันขาด

     นางชัยสิริ จะจัดเวลานัดหมายของชายแต่ละคนเอาไว้อย่างดี และถ้าหนุ่มคนไหนผิดเวลาหรือแสดงอาการหึงหวง ชายหนุ่มคนนั้นก็จะถูกขับไล่ออกไปจากประตูบ้านโดยเร็ว

     ครั้นมีชายหนุ่มอยู่คนหนึ่ง มีบ้านอยู่ติดกันกับนางชัยสิริ และบิดาของทั้งสองเป็นเพื่อนกัน ชายหนุ่มผู้นี้ชื่อ "ศรีทัต" ได้ไปทำการค้าขายอยู่เมืองไกลหลายปี และได้เคยหลงรักนางชัยสิริมาตั้งแต่ครั้งยังเด็ก เมื่อกลับมาถึงบ้านเมืองของตน ศรีทัตบอกกับบิดาของตนว่าอยากจะใคร่ได้นางมาเป็นภรรยา

     บิดาของศรีทัต ตอบอนุญาตและยินดี ศรีทัตจึงรีบวิ่งไปบอกแก่ตัวนางด้วยตนเอง ฝ่ายนางชัยสิริทำตัวเป็นสาวสมัยใหม่ ไม่ต้องการความคิดเห็นใดๆของบิดา เมื่อศรีทัตมาพูดกับนางเช่นนี้ นางก็แสร้งทำทีว่าเหมือนจะตกลง ทำให้ศรีทัตดีใจ หลงคิดว่านางจะมีใจด้วย.............




..........โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ..........


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 42
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 30 Apr. 2005,21:36 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

นิทานเวตาล เรื่องที่ 2 (ต่อ)


     และในเวลาต่อมาไม่นาน นางชัยสิริก็บอกกับศรีทัตว่า นางชอบเขาแบบเพื่อน และถ้าคิดจะเป็นสามีล่ะก็ นางจะเกลียดเป็นที่สุด

     ศรีทัตได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกเสียใจเป็นทุกข์เป็นร้อน ที่ถูกนางหลอก จึงคิดจะฆ่าตัวตาย แต่เมื่อได้ไตร่ตรองดูแล้ว นึกได้ว่านี่ไม่ใช่เป็นวิธีที่จะได้นางมาเป็นภรรยา "ขันติ" อันเป็นธรรมที่ประเสริฐต่างหาก ที่จะทำให้เราไม่ฟุ้งซ่าน

     ฝ่ายนางชัยสิริ เมื่อตกลงใจเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า จะไม่รับศรีทัตเป็นสามี ก็ทำใจแข็งอยู่พักหนึ่ง และในไม่ช้านางก็เปลี่ยนใจใหม่ ตอบตกลงที่จะรับศรีทัตเป็นสามี นางพูดเล้าโลมจนศรีทัตยอมเปลี่ยนใจ กระโดโลดเต้นที่จะได้นางมาเป็นภรรยา ศรีทัตไม่รอช้า รีบจัดการพิธีต่างๆ ตามประเพณีทันที

     นางชัยสิริ เมื่อได้แต่งงานกับศรีทัตแล้ว ไม่ช้านางก็เบื่อและเกลียดสามี เพราะอุปนิสัยของนางเป็นเช่นนั้น นางเริ่มครวญหาถึงชายอื่น นางลงเรือนไปเที่ยวกับชายเสเพลทั้งวันยังค่ำ ครั้นเมื่อกลับไปถึงบ้าน นางก็ยังขึ้นไปบนเรือนคอยแอบมองทางช่องหน้าต่าง เมื่อนางเห็นชายใดเดินผ่านมา นางก็เกิดสนใจใฝ่ฝันอยากรู้จัก ถึงกระสับกระส่ายอยู่หลายวัน นางจึงตกลงใจว่าถ้านางยังขืนอยู่ห่างจากชายหนุ่มเสเพลที่เดินผ่านแล้วนางหลงรัก นางคงจะหาความสุขไม่ได้เป็นอันขาด

     คืนหนึ่งเมื่อสามีหลับสนิท นางก็ลุกจากที่นอน ค่อยๆ ย่องออกไปจากเรือน เดินไปตามถนน ขณะนั้นมีโจรคนหนึ่งเดินตามมา เห็นนางชัยสิริเดินมาคนเดียวก็นึกในใจว่า

     "ผู้หญิงคนนี้ แต่งตัวสวย ประดับกายด้วยทองคำเพชรพลอยอันมีค่าเช่นนี้ นางจะเดินไปไหนกันในเวลาดึกดื่นเที่ยงคืน เราน่าจะสะกดรอยตามไปดู เพื่อจะได้แย่งชิงของมีค่าเหล่านั้น"

     โจรคิดดังนั้นแล้วเดินตามนางชัยสิริไป โดยมิให้นางรู้ตัว

     นางชัยสิริ เมื่อไปถึงเรือนของชายเสเพลคนหนึ่ง นางก็ขึ้นบันไดไป พบชายเจ้าของบ้านนอนขวางอยู่หน้าประตู นางคิดว่าเขาคงจะหลับเพราะความเมา แต่แท้ที่จริงชายเสเพลคนนั้นได้ตายเสียแล้ว เพราะถูกโจรแทงก่อนที่นางจะไปถึงไม่นานนัก นางเข้าไปนั่งข้างๆ และเขย่าตัวชายเสเพล แต่ก็ไม่ตื่น นางแน่ใจว่านี่ต้องเป็นพิษสุรา นางจึงช้อนศรีษะขึ้นและกอดรัดแสดงความรักต่างๆ

     ขณะนั้นในร่างของชายเสเพล มีวิญญาณร้ายของภูตผีตนหนึ่งเข้าอาศัยอยู่ ครั้นเห็นนางชัยสิริเข้ามากอดรัดก็นึกสนุก กระโดดกัดจมูกของนางแหว่งไปทั้งชิ้น นางชัยสิริตกใจและเจ็บปวดมาก นางรีบวิ่งกลับบ้านแล้วเข้าไปในห้อง เอามือกุมจมูกร้องครวญครางจนได้ยินไปถึงเพื่อนบ้าน ทุกคนในบ้านและเพื่อนบ้านจึงรีบวิ่งมาดู และเห็นนางชัยสิริจมูกแหว่งเช่นนี้ ก็กล่าวกับศรีทัตว่า

     "เจ้านี่ ชั่วร้ายมาก ไม่มีความละอาย ไม่กลัวกฎหมายบ้านเมือง เจ้าทำจมูกของนางแหว่งเช่นนี้ เจ้ามีเหตุผลอะไร"

     ศรีทัตกล่าวว่า  "เราขอสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่นับถือทั้งปวงว่า เรามิได้ทำอะไรแก่นางเลย ถ้าเราโกหกแม้แต่คำเดียว ก็ขอให้เราสิ้นเนื้อประดาตัวเถิด"

     แต่คำพูดของศรีทัตไม่เกิดผลอะไร เพราะไม่มีใครเชื่อสักคนเดียว

     ฝ่ายสาครทัต ผู้เป็นบิดา เห็นเหตุร้ายนั้นก็รีบเข้าแจ้งกับผู้บังคับการตำรวจ ให้จับตัวศรีทัตไปไต่สวน แล้วพาไปเข้าเฝ้าะพระราชา เมื่อพระราชาทราบเรื่อง ก็รับสั่งให้นางชัยสิริทูลให้การตามความจริง นางก็ชี้ที่จมูกแหว่ง แล้วทูลว่า

     "ข้าแต่พระองค์ เรื่องสัตย์จริงปรากฏอยู่ที่ซึ่งควรจะมีจมูกติดอยู่ เพคะ"

     ศรีทัตจึงทูลขึ้นบ้างว่า

     "ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า อันจมูกของนางขาดไปด้วยเหตุใดข้าพระองค์หารู้ไม่ ข้าพระองค์นอนหลับอยู่ ก็ตกใจตื่นเพราะเสียงร้องของนาง ก็เห็นนางเป็นเช่นนี้อยู่แล้วพระเจ้าค่ะ"

     พระราชาได้ฟังก็ทรงตรัสว่า
 
     "ผู้ใดใครก็เห็น ว่าเจ้านอนอยู่กับนางเพียงลำพัง เจ้ายังจะไม่ยอมรับอีกหรือ ถ้าเจ้าไม่สารภาพข้าจะตัดแขนเจ้าออกที่ละข้าง"

     ศรีทัต ไม่ได้รับความยุติธรรม ก็ทูลว่า

     "ถ้าพระองค์ดำริเช่นไร ก็ทรงโปรดฯ อย่างนั้นกับข้าพระองค์เถิด พระเจ้าค่ะ"

     พระราชาพิโรธมาก สั่งทหารให้เอาตัวศรีทัตไปตัดแขนตัดขา เสียบหัวประจานอย่างไร้เหตุผล...........





..........โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ.........


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 43
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 02 May 2005,06:25 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

นิทานเวตาล เรื่องที่ 2 (ตอนจบ)


     ฝ่ายเจ้าโจรนั้น รู้เหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ ได้ตามเข้าไปฟังคำพิพากษาคดีด้วย ครั้นได้ยินคำตักสินเช่นนั้น แม้เป็นโจรก็มิอาจจะทนนิ่งเฉยได้ จึงแหวกผู้คนเข้าไปทูลขอร้องว่า

     "ขอเดชะ ทรงหยุดก่อนเถอะพระเจ้าค่ะ พระองค์จงทรงฟังคำที่ข้าพระองค์จะทูลก่อน พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม มีหน้าที่ยกย่องคนดี และลงโทษคนชั่ว พระองค์อย่าเพิ่งประหารชีวิตชายหนุ่มผู้นี้เลยพระเจ้าค่ะ"

     พระราชาได้ทรงฟังเช่นนั้น จึงโปรดให้โจรเล่าไปตามสัตย์จริง โจรจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้พระราชาทรงทราบตั้งแต่ต้นจนจบ เว้นไว้แต่เรื่องที่ตนไปแทงชายเสเพลคนนั้นตาย

     พระราชาได้ฟังเรื่องราวโดยตลอด ก็รับสั่งว่า

     "ทหาร เจ้าจงไปตรวจศพชายที่เจ้าโจรผู้นี้กล่าวอ้าง หากคำให้การของเจ้าโจรเป็นความจริง ชายผู้นี้ก็จะพ้นโทษไป"

     เมื่อทหารได้ฟังรับสั่งเช่นนั้น ก็ตรงไปยังบ้านของชายเสเพล ตรวจศพไม่ช้าก็พบจมูกของนางสิริชัย จึงกลับมากราบบังคมทูลแก่พระราชา

     พระราชาทรงทราบความจริงแล้ว ก็โปรดฯให้ศรีทัตพ้นโทษไปจากคำที่กล่าวหา จากนั้นก็ทรงตัดสินโทษนางสิริชัยว่า

     "นางผู้นี้ประพฤติตนเหลวแหลก ชอบคบชู้สู่ชาย อีกทั้งยังให้ร้ายต่อสามี ฉะนั้น ทหารเจ้าจงนำเอาดินหม้อผสมน้ำมัน ทาให้ทั่วใบหน้าของนางผู้นี้ โกนผมและคิ้วให้เกลี้ยง แล้วพานางไปเดินประจานรอบๆ พระนครให้ทั่ว จากนั้นขับไล่นางไปอยู่ในป่า ห้ามมิให้ใครช่วยเหลือ"

     นกแก้วจุรามันทูลพระเจ้ารามเสนต่อว่า

     "เรื่องที่ข้าพระองค์เล่าถวายมานี้ เป็นเรื่องที่ข้าพระองค์ได้ยินด้วยหูรู้มาด้วยตาของตนเอง ซึ่งในเวลานั้นข้าพระองค์ยังเป็นลูกนก แม้กระนั้นก็ยังทำให้ข้าพระองค์ กำหนดไว้ในใจจนถึงบัดนี้ว่า หญิงทั้งหลายนั้นเกิดมาก็เพื่อจะทำลายความสุขของเราทั้งนั้น"

     จากนั้น นางนกขุนทองกับเจ้านกแก้ว ต่างเล่านิทานมาแล้วเช่นนี้ ก็เกิดทุ่มเถียงกันเป็นการใหญ่ ต่างฝ่ายต่างตำหนิติเตียนซึ่งกันและกันอย่างรุนแรง จนพระมเหสีจันทราวดีพิโรธนกแก้วจุรามัน พลางตรัสสั่งว่า

     "เจ้านกแก้วปากกล้าสามหาว ผู้ที่ดูถูกดูแคลนผู้หญิงนั้น มักหามีความเที่ยงธรรมอยู่ในใจไม่ และเจ้าควรจะละอายในคำพูดของเจ้า เพราะแม่ของเจ้าก็เป็นนกตัวเมียเหมือนกัน"

     ฝ่ายพระเจ้ารามเสน เมื่อทรงได้ยินนกขุนทองพูดว่ากล่าวติเตียนชายก็ทรงกริ้ว รับสั่งดว้ยความพิโรธเช่นกัน จนแตกออกเป็นสองฝ่าย หาข้อสรุปกันมิได้ว่าฝ่ายใดดีฝ่ายใดไม่ดี

     เวตาลกล่าวทูลต่อไปสั้นๆ กับพระเจ้าวิกรมาทิตย์และราชบุตร ว่า

     "ทั้งสองพระองค์ และนกสองตัว ทุ่มเถียงขัดคอกันเช่นนี้ ถ้าหากฝ่าพระบาททรงประทับอยู่ในที่นั้นด้วย ปัญหาต่างๆ ก็คงจะได้รับคำตัดสินที่ถูกต้อง เพราะฝ่าพระบาททรงมีพระปัญญารอบรู้ อาจจะทรงชี้แจงข้อความเหล่านี้ให้รู้แจ้งได้ โปรดชี้แนะเถิด พะยะค่ะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์จึงตรัสตอบว่า

     "หญิงนั้น อย่างไรก็ย่อมชั่วกว่าชายอยู่นั่นเอง ชายนั้นถึงจะชั่วปานใด ก็ยังรู้ผิดอยู่บ้าง แต่หญิงนั้นไม่รู้สำนึกเสียเลย"

     เวตาลได้ฟังก็หัวเราะด้วยเสียงอันดัง แล้วตอบว่า

     
"ฝ่าพระบาททรงเห็นเป็นเช่นนั้นเพราะฝ่าพระบาททรงเป็นชาย หม่อมฉันเห็นว่า ชายหรือหญิงย่อมเท่ากัน อยู่ที่ใครจะดีหรือชั่วร้ายเพียงใด โลกเราล้วนมีหญิงดีชายดี และหญิงเลวชายเลว ปะปนกันไปมิใช่หรือ พะยะค่ะแต่กระนั้นหม่อมฉันก็ดีใจที่ได้ฟังพระดำริของฝ่าพระบาท เพราะพระดำรินั้นเป็นเหตุให้หม่อมฉันจะได้กลับไปอยู่ที่ต้นอโศกเดี๋ยวนี้แหละ พะยะค่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

     เวตาลพูดจบเท่านั้นก็ลอยออกจากย่าม หัวเราะก้องฟ้าอีกครั้งหนึ่ง เอิ้กๆๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ แล้วกลับไปห้อยหัวอยู่ที่ต้นอโศกตามเดิม.




..........จบตอนที่ 2 ค่ะ.........


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 44
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 05 May 2005,10:18 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

นิทานเวตาล เรื่องที่ 3



     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ครั้นเวตาลหลุดลอยออกไป ก็ทรงตกตะลึงอยู่ชั่วครู่ เมื่อได้พระสติก็หันกลับพาพระธรรมธวัชราชบุตร เสด็จทรงดำเนินไปยังต้นอโศกอีกครั้ง ครั้นถึงก็เสด็จปีนขึ้นไปบนต้นปลดเวตาลลงมาใส่ย่ามอย่างเก่า พลางกล่าวตำหนิตนเองถึงความเพลิดเพลิน ที่ทำให้ขาดสติ แล้วพระองค์ก็เสด็จออกทรงดำเนินไปได้สักครู่ เวตาลเริ่มเล่าเรื่องถวาย ซึ่งกล่าวว่าเป็นเรื่องจริงอีกเรื่องหนึ่ง ดังนี้

     ในกาลก่อน มีเมืองอยู่เมืองหนึ่ง ชื่อ "โศภาวดี" พระราชาทรงพระนามว่า "รูปเสน" พระองค์ทรงมีข้ารับใช้ผู้ใกล้ชิดคนหนึ่ง ชื่อว่า "สุรเสน" เป็นแม่ทัพที่มีกำลังและสติปัญญาเฉียบแหลม ว่องไว ชำนาญในการสู้รบเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วบ้านใกล้เรือนเคียง

     วันหนึ่งแม่ทัพสุรเสน นั่งว่าราชการอยู่หน้าจวน ก็มีผู้รับใช้เข้าไปบอกว่า มีชายหนุ่มคนหนึ่งถืออาวุธมา จะขอเข้ารับราชการ สุรเสนแม่ทัพให้นำตัวเข้าไปซักถาม ชายหนุ่มจึงแสดงตัวว่า

     "ข้าพเจ้า ชื่อ "วีพล" เป็นผู้ที่มีความชำนาญอาวุธทุกชนิด มีชื่อเสียงในความกล้า และซื่อสัตย์โดยปรากฏอยู่ทั่วไป"

     แม่ทัพสุรเสน พูดขึ้นว่า

     "เจ้าหนุ่มน้อย ไหนเจ้าจงชักดาบของเจ้าออกมา แสดงความสามารถของเจ้าให้ปรากฏแก่สายตาของข้าสิ"

     วีรพล ได้ยินดังนั้นก็รู้ความในใจของแม่ทัพว่าอยากจะลองความสามารถของตน จึงมิหวาดหวั่น เอามือขวาชักดาบออกกวัดแกว่งเหนือศรีษะ มือซ้ายเหยียดออกไป แล้วใช้มือขวาหวดดาบเต็มแรง ตัดเล็บที่นิ้วก้อยมือซ้ายขาดตกลงอยู่ที่พื้น โดยมิได้ถูกนิ้วหรือเนื้อเป็นเหตุให้เลือดตกยางออกแม้แต่น้อย

     สุรเสน แม่ทัพเห็นก็ชอบใจ จึงสนทนากับวีรพลถึงยุทธวิธีในการทำสงคราม ซึ่งวีรพลก็แสดงความคิดเห็นที่มีหลักการที่มั่นคง

     เมื่อเป็นเช่นนนั้น สุรเสนแม่ทัพก็เห็นว่า วีรพลต้องไม่ใช่คนสามัญธรรมดาแน่ๆ จึงพาตัวไปเข้าเฝ้าพระเจ้ารูปเสน และกราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบทุกประการ

     พระเจ้ารูปเสนนั้น ทรงเป็นพระราชาที่รับสั่งน้อย แต่คิดมาก ครั้นได้ยินที่แม่ทัพทูลมาโดยตลอดแล้ว ก็รับสั่งถามวีรพลว่า

     "ข้าควรที่จะให้เบี้ยเลี้ยงแก่เจ้าวันละเท่าไหร่"

     วีรพลจึงบกราบบังคมทูลทันที

     " หนึ่งพันตำลึง ถึงจะพอเป็นค่าใช้จ่ายของข้าพระองค์ พระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้ารูปเสนทรงตรึกตรองและตั้งปัญหาถามพระองค์เองว่าเป็นเพราะเหตุใดชายหนุ่มคนนี้ ถึงได้ตีราคาความรับใช้ของตนแพงดังเช่นที่พูด หรืออาจจะเป็นด้วยคุณงามความดีอย่างมาก ซึ่งอาจจะเห็นได้ภายหลัง พระองค์จึงรับสั่งเรียกนายคลังมาสั่งว่า ให้จ่ายทองคำให้แก่วีรพลวันละหนึ่งพันตำลึง ตามที่ขอ

     ฝ่ายวีรพล เมื่อได้รับพระราชทานสินจ้างมากมายถึงเพียงนั้น ก็ใช้ทรัพย์ของตนในทางที่ดีที่สุด กล่าวคือ

     ในเวลาเช้าทุกวัน ได้เอาทรัพย์ที่ได้มาแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งแจกจ่ายให่กับนักบวช และอีกส่วนที่เหลือก็ถูกแบ่งออกเป็นอีกสองส่วน ส่วนแรกแจกให้กับพวกขอทาน ส่วนที่สองวีรพลได้ให้คนจัดอาหารชั้นดี เลี้ยงผู้คนที่ขัดสน ต่อเมื่อเหลือแล้วตนเอง ภรรยาและบุตรทั้งสองถึงจะกิน

     ครั้นในเวลาค่ำคืน วีรพล จะถืออาวุธเข้าไปยืนอยู่ใกล้ๆ แท่นบรรทมทุกคืน เมื่อใดพระเจ้ารูปเสนทรงตื่นขึ้นมา จะมีรับสั่งถามว่า

     "ใครอยู่ที่นั่น"

     วีรพล ก็จะทูลตอบทันทีว่า

     "ข้าพระองค์ วีรพล อยู่ที่นี่ พระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้ารูปเสนตื่นบรรทมขึ้นและตรัสถามครั้งใด ก็จะทรงได้ยิน วีรพลทูลตอบเช่นนี้เสมอ จนพระองค์แทบจะเบื่อ บางคราวนึกอยากให้มีเหตุอันใดขึ้นมาจริงๆ เพื่อจะได้เห็นความสามารถของวีรพล......





.........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..........


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 45
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 07 May 2005,11:31 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

นิทานเวตาล เรื่องที่ 3 (ต่อ)


     ในคืนวันหนึ่ง พระเจ้ารูปเสนทรงบรรทมตื่นขึ้น เพราะด้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้อย่างโหยหวนคร่ำครวญ อยู่ในป่าช้าใกล้พระราชวัง จึงทรงตรัสถามขึ้นว่าใครอยู่แถวนั้น วีรพลก็ทูลตอบตามเคย พระองค์จึงทรงรับสั่งว่า

     "เจ้าจงไปดูซิว่า มีผู้หญิงมาร้องไห้คร่ำควรญอยู่ทำไม แล้วจงรีบกลับมารายงานโดยเร็ว"

     "พระเจ้าค่ะ"  วีรพลรับคำสั่ง

     ครั้นวีรพลไปแล้ว พระเจ้ารูปเสน ก็ทรงเครื่องชุดดำคลุมองค์ลอบเสด็จตามวีรพลไป เพื่อจะได้แอบทอดพระเนตรถึงความกล้าของชายผู้นี้

     ครู่หนึ่ง วีรพลก็ไปถึงป่าช้า ได้เห็นหญิงงามผู้หนึ่ง กำลังกระโดดโลดเต้น วิ่งไปรอบๆ ทั้งเอามือตีที่ศีรษะของตนเอง แล้วร้องไห้คร่ำครวญ แต่วีรพลไม่รู้ว่า นางนั้นเป็นพระแม่ธรณี จึงเอ่ยถามนางว่า

     "เป็นเพราะเหตุใด เจ้าจึงมาร้องไห้คร่ำครวญอยู่เช่นนี้"

     พระแม่ธรณี ได้กล่าวชี้แจ้งให้วีรพลฟังว่า

     " ในพระราชวังแห่งนี้ มีผู้กระทำการลามก เพราะเหตุนี้ความเสื่อมจะมีมาสู่พระราชฐาน และต่อไปนี้อีกไม่นาน องค์พระราชาจะทรงประชวรหนักถึงสิ้นพระชนม์ เรารู้สึกเสียใจเราจงร้องไห้ดังนี้"

     วีรพล ถามนางต่ออีก

     "เหตุร้ายที่แม่นางกล่าวมานี้ จะมีทางป้องกันได้หรือไม่"

     พระแม่ธรณีตอบว่า

     "ทางป้องกันนั้นมีอยู่ทางเดียว คือท่านจะต้องตัดศีรษะของบุตรชายท่านด้วยมือของท่านเอง เพื่อนำไปเป็นเครื่องบูชาพระเทวี ที่ศาลซึ่งอยู่ห่างจากตรงนี้ไปทางทิศตะวันออก"

     แม่พระธรณีกล่าวจบเพียงนั้น ก็อันตรธานหายไป

     ฝ่ายวีรพล เมื่อได้รับความรู้เช่นนี้แล้ว ก็ตรงกลับสู่บ้าน ไปเล่าให้ภรรยาและบุตรฟัง

     เมื่อนางผู้เป็นภรรยาได้ฟัง ก็ตอบว่า  "ภรรยาที่ดีต้องปฏิบัติตามที่สามีเห็นชอบ"

     บุตรชายนั้น ก็ตอบไม่ต่างจากมารดาว่า "บุตรที่ดีต้องปฏิบัติตามที่บิดาเห็นชอบเช่นกัน"

     แต่ฝ่ายลูกสาวไม่เห็นด้วยกับความคิดเหล่านี้ ก็ขัดหรือทำอะไรมิได้  ได้แต่เดินตตามพ่อ แม่ และพี่ชาย ตรงไปยังศาลพระเทวี

     ครั้นเมื่อไปถึง วีรพลก็เข้าไปพนมมือนมัสการ กล่าวคำวิงวอนองค์พระเทวีว่า

     "ข้าแต่องค์พระเทวี ข้าพเจ้าจะประหารชีวิตของบุตรชายถวายเป็นเครื่องบูชาพระองค์ ขอพระองค์ทรงอำนวยพรให้พระราชาของข้าพเจ้า จงทรงมีพระชนมายุยั่งยืนยาวนานไปจวบจนพันปีด้วยเถิด"

     เมื่อวีรพล กล่าวคำอธิษฐานเสร็จแล้ว ก็ลงมือฟันดาบถูกคอบุตรชาย ศีรษะขาดกระเด็นไปกลิ้งอยู่หน้าเทวรูป วีรพลจึงโยนดาบขว้างไปให้ไกลตัว ฝ่ายลูกสาวเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็วิ่งเข้าไปฉวยเอาดาบมาเชือดคอตนเองสิ้นลมหายใจไปอีกคนหนึ่ง นางผู้เป็นแม่เห็นลูกหญิงลูกชายต้องตายลงไปต่อหน้าต่อตา ก็เหลือที่จะสะกดใจไว้ได้ นางจึงวิ่งไปหยิบดาบฟันคอตนเองตายตามไปเป็นสามศพด้วยกัน

     วีรพล เมื่อเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ก็พูดกับตัวเองว่า

     "สิ้นลูกเมียอย่างนี้แล้ว ชีวิตเราจะอยู่ไปทำไม"

     เมื่อคิดดังนี้ วีรพลก็เอาดาบฟันคอตัวเองฉับ ลงขาดใจตายข้างๆ ลูกและเมียนั่นเอง

     ฝ่ายพระเจ้ารูปเสนทอดพระเนตรแอบดู เห็นคนสี่คนต้องมาตายแบบนี้ ก็ทรงสลดพระทัย พระองค์จะไม่ขอมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะความละอายแก่ใจ และกลัวการสาปแช่ง

     พระเจ้ารูปเสนทรงพระดำริดังนี้แล้ว พระองค์ก็ทรงหยิบดาบขึ้นจะประหารชีวิตพระองค์เอง แต่เทวรูปพระเทวีทรงยึดพระหัตถ์ไว้ รับสั่งห้ามมิให้ทำเช่นนั้น และให้ทรงขอพรแล้วแต่พระประสงค์

     พระเจ้ารูปเสน ได้ฟังก็ทรงดีพระทัย ทูลขอชีวิตคืนให้แก่วีรพลและลูกเมีย

     ในพริบตานั้นเอง ร่างทั้งสี่ก็กลับคืนสู่ชีวิต มีลมหายใจดังเดิม พระเจ้ารูปเสนจึงรับสั่งให้ทั้งหมดเดินตามเสด็จกลับยังพระราชวัง เพื่อจะทรงแบ่งราชสมบัติประทานให่แก่วีรพลและครอบครัว

     เวตาลเล่ามาถึงเพียงนี้ ก็หยุดแล้วทูลถามพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ว่า

     "ขอเดชะ ฝ่าพระบาท หม่อมฉันใคร่อยากทูลถามฝ่าพระบาทสักข้อหนึ่งว่า ในบรรดาคนทั้งห้านี้ คนไหนโง่ที่สุด พะยะค่ะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงรับสั่งด้วยสำเนียงโกรธๆ ว่า

     "อ้ายผีโง่ กูจะตอบได้เองทันทีว่า "พระเจ้ารูปเสน" เอ็งนี่มันผีปัญญาตัน ยากที่จะเข้าใจ ก็วีรพลนั้นมีหน้าที่สละชีวิตเพื่อเจ้านาย ส่วนลูกชายก็ทดแทนพระคุณพ่อจึงปฏิบัติตาม และสำหรับหญิงเช่นภรรยาและบุตรสาวนั้น เมื่อเห็นใครฆ่าฟัน ก็อ่อนไหวเป็นธรรมดาของหญิง แต่พระเจ้ารูปเสนนั้น ในเมื่อวีรพลและครอบครัวตายไปแล้ว ยังจะทรงสละราชบัลลังก์เพื่ออะไรกัน วีรพลและครอบครัวก็คงจะตายเปล่า แล้วประชนที่อยู่ภายหลังอีกมากมายเล่า"

     เวตาล ได้ฟังก็หัวเราะชอบใจ แล้วทูลว่า

     "ฝ่าพระบาท มิทรงเบื่อที่จะต้องไปปีนต้นไม้สูงๆ บ้างดอกหรือ พะยะค่ะ ใครกันแน่ที่ปัญญาตัน ฮะ ฮะ ฮะ "

     เวตาลพูดเท่านี้ก็ลอยออกจากย่าม หัวเราะก้องฟ้า ว่าพระเจ้าวิกรมาทิตย์ พระทัยไม่หนักแน่น แล้วจึงย้อนกลับไปห้อยหัวอยู่ที่ต้นอโศกตามเดิม.
    





..........จบตอนที่ 3 แล้วค่ะ โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ.....


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 46
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 10 May 2005,09:51 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

นิทานเวตาล เรื่องที่ 4



         เมื่อพระเจ้าวิกรมาทิตย์ เสด็จถึงยังต้นอโศกก็ทรงปีนขึ้นไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยอีก แล้วทรงปลดเวตาลลงมาใส่ย่ามตามเดิม พระเจ้าวิกรมาทิตย์และพระธรรมธวัช ราชบุตร ทรงดำเนินไปได้เพียงครู่เดียวเท่านั้น เจ้าเวตาลก็เริ่มเล่านิทานอีก

         ในแผ่นดินของ "พระเจ้าวีรวร" นั้น มีพ่อค้าธรรมดาสามัญคนหนึ่ง มีฐานะปานกลาง ชื่อว่า "หิรัณยทัตต์" และพ่อค้าได้มีบุตรสาวคนหนึ่ง ชื่อ "นางมัทนเสนา" ซึ่งนางมีรูปร่างหน้าตางดงามนัก ยากที่จะหาใครเสมอเหมือน

         ครั้นนางมัทนเสนา มีอายุสมควรที่จะออกเรือนได้แล้ว บิดา มารดาก็ต่างปรึกษาหารือถึงการแต่งงานของบุตรสาว

         ฝ่ายบรรดาชายหนุ่ม และไม่หนุ่มทั้งหลายทุกทั่วสารทิศ ล้วนอยากจะได้นางมาเป็นภรรยา ต่างก็ไปหาช่างเขียนรูปมาวาดรูปของตน แล้วส่งรูปนั้นไปยังบ้านของหิรัณยทัตต์ เพื่อให้นางมัทนเสนาตรวจดู  แต่พอนางได้ดูแล้วก็ตอบกับบิดาว่า

         "ลูกไม่อยากเลือก เพราะไม่ชอบใจใครเลยสักคน ลูกอยากให้พ่อเลือกผู้ชายคนอื่นที่รูปงาม มีคุณงามความดี และเป็นผู้มีความคิดจ๊ะพ่อ"

         ต่อเมื่อเวลาล่วงไปแล้ววันหนึ่ง ได้มีชายหนุ่มรูปงามสี่คน มาจากเมืองคนละเมือง ตรงมายังบ้านของพ่อค้าหิรัณยทัตต์ เพื่อจะมาสู่ขอนางมัทนเสนาไปเป็นภรรยา หิรัณยทัตต์กล่าวว่า

         "ข้าพเจ้าไม่มีอะไรที่ขัดข้อง แต่ข้าพเจ้าจะต้องการรู้ว่าพวกท่านมีวิชาอะไรติดตัวกันบ้าง และมีคุณงามความดีอย่างไร จงแสดงให้ปรากฏเถิด"

         ชายหนุ่มคนที่หนึ่ง ตอบว่า

         "ข้าพเจ้ามีความรู้ที่แตกฉาน หามีผู้เสมอเหมือนได้ยาก"

         ชายหนุ่มคนที่สอง ตอบว่า

         "ข้าพเจ้ามีความรู้ในด้านการยิงธนู  สามารถยิงธนูออกไปถูกเป้าหมายได้ โดยมิต้องมองเห็น แค่เพียงได้ยินเสียงเท่านั้น"

         ชายหนุ่มคนที่สาม ตอบว่า

         "ข้าพเจ้ารู้ภาษาสัตว์เป็นอย่างดี และข้าพเจ้ามีกำลังมากยากที่จะหาคนเสมอได้"

         ชายหนุ่มคนที่สี่ ตอบว่า

         "ข้าพเจ้ามีวิชาทอผ้าชนิดหนึ่ง ที่สามารถจะแลกทับทิมได้ถึงห้าเม็ด และเมื่อข้าพเจ้าได้ทับทิมมา ข้าพเจ้าก็จะแบ่งทับทิมเม็ดหนึ่งให้กับพวกพราหมณ์ เม็ดที่สองจะถวายเป็นเครื่องสักการบูชาเทวดา เม็ดที่สามข้าพเจ้าจะเก็บไว้ประดับกายตนเอง  และเม็ดที่สี่ข้าพเจ้าจะมอบให้แก่ภรรยา  ส่วนที่เหลือเม็ดที่ห้านั้น ข้าพเจ้าก็จะขายนำเงินมาจับจ่ายใช้สอยเลี้ยงผู้คน"

         หิรัณยทัตต์ ได้ฟังแล้วก็ยังไม่ตกลงใจ คิดตรึกตรองต่อไปว่า

         "ชายที่มีความรู้มากนั้นน่าจะเป็นพราหมณ์  ส่วนชายคนที่มีความสามารถในด้านธนูนั้นต้องเป็นกษัตริย์ และชายที่มีวิชาทอผ้านั้นคงไม่ใช่คนธรรมดา  แต่สำหรับชายที่เข้าใจภาษาสัตว์ ต้องเป็นคนวรรณเดียวกันกับเราแน่ ฉะนั้นชายหนุ่มผู้นี้เราควรที่จะยกบุตรสาวให้"

         หิรัณยทัตต์ ตกลงใจเป็นที่แน่นอนแล้ว ก็จัดการตกลงเรื่องการจัดงานวิวาห์บุตรสาวทันที

         ตกเย็นนางมัทนเสนา ออกไปเดินชมดอกไม้อยู่ในสวน เผอิญได้พบชายผู้หนึ่ง ชื่อว่า "โสมทัต"  ซึ่งเป็นบุตรของพ่อค้าอีกเมืองหนึ่ง  โสมทัตเห็นโฉมนางมัทนเสนาแล้วก็ตกตะลึง หลงในความงามของนาง

         แต่หิรัณยทัตต์ ผู้เป็นบิดาได้ตกลงกับชายหนุ่มที่เข้าใจภาษาสัตว์ว่าจะยกนางให้เป็นภรรยาแล้ว  โสมทัตเหมือนถูกไฟกำลังเผากายให้มอดไหม้  บอกกับนางมัทนเสนาว่า จะขอลาตาย  นางมัทนเสนา จึงตอบว่า

         "ต่อแต่นี้ไปยังคงเหลือเวลาอีกห้าวัน ก็จะถึงวันแต่งงานของข้าพเจ้า ถ้าท่านไม่คิดฆ่าตัวตาย ข้าพเจ้าให้สัญญาว่า ในวันงานนั้นข้าพเจ้าจะไปหาท่าน แล้วจึงจะกลับไปอยู่กับสามี"

          แล้วโสมทัตก็ลากลับบ้านของตนไปด้วยใจอาวรณ์.........




..........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..........


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 47
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 13 May 2005,09:17 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

นิทานเวตาล เรื่องที่ 4 (ต่อ)


     ครั้นถึงวันแต่งงาน เจ้าบ่าวไปถึงบ้านเจ้าสาวก็ได้กระทำการวิวาห์ไปตามประเพณี มีทั้งอาหารชั้นดี และงานรื่นเริงใหญ่โต

     ต่อเมื่อเสร็จพิธีแต่งงานแล้ว สามีก็ได้พานางมัทนเสนาผู้เป็นภรรยาไปสู่บ้านของตน ในระหว่างทางนางมัทนเสนาจึงเล่าเรื่องที่ได้ให้สัญญาไว้แก่โสมทัต ให้สามีฟังตามความจริงทุกประการ

     เจ้าบ่าว ได้ฟังภรรยาพูดเช่นนั้นก็นิ่งอึ้งไปชั่วครู่ แล้วจึงตอบว่า

     "หากเจ้าคิดอยากจะไปหาเขาก็จงไปเสียก่อนเถิด"

     ฝ่ายนางมัทนเสนา เมื่อได้รับอนุญาตจากสามีแล้วนางก็รีบลุกขึ้นรีบเดินไปยังบ้านโสมทัต ทั้งๆ ที่ยังแต่งกายเต็มยศด้วยชุดแต่งงานนั่นเอง

     ในขณะที่เดินไปตามถนนนั้น นางมัทนเสนาได้พบโจรคนหนึ่ง เดินตรงเข้ามาหมายต้องการทรัพย์สินเงินทอง โจรจึงเข้าไปถามนางว่า

     "ระหว่างทางที่แม่นางเดินมานี่ ใครเป็นผู้ให้ความคุ้มครองปลอดภัยรึ"

     นางมัทนเสนา ได้เล่าให้โจรฟังตามความจริงเช่นกัน แล้วให้สัญญากับนายโจรว่า

     "ท่านนายโจร อย่าเพิ่งเอาเพชรพลอยและเครื่องประดับของเราไปตอนนี้เลย เราขอสัญญากับพระแม่คงคาว่า เมื่อเรากลับมาเราจะให้ของเหล่านี้ทั้งหมดแก่ท่าน"

     โจรได้ฟังก็นึกในใจว่า

     "การที่จะเอาเครื่องประดับของนางเสียในทันทีนั้น ก็คงจะหาประโยชน์อันใดไม่ได้ ในเมื่อนางจะให้ด้วยความเต็มใจ เราก็ควรรอ"

     ดังนั้นโจรจึงให้นางมัทนเสนาไปยังบ้านโสมทัต โดยมิได้ทำอันตรายแต่อย่างใด นางมัทนเสนาก็รีบเดินต่อไปจนถึงบ้านของโสมทัต 

     ฝ่ายโสมทัตเห็นนางมัทนเสนามาหาตนจริงๆ ก็ตกใจ มีอาการสั่นกลัว นางมัทนเสนาจึงกล่าวว่า

     "เมื่อวันก่อนท่านพบข้าพเจ้าในสวน ท่านเคยคิดจะฆ่าตัวตาย ข้าพเจ้าจึงขอไว้ และให้สัญญาว่าจะมาหาท่านก่อนที่จะอยู่กินกับสามี ท่านจำคำของท่านไม่ได้หรือ"

     โสมทัตจึงถามนางว่า

     "นางได้บอกเรื่องนี้ให้กับสามีของนางทราบหรือเปล่า"

     นางมัทนเสนาตอบว่า

     "ข้าพเจ้าเล่าให้สามีฟังตลอด สามีของข้าพเจ้าเป็นคนมีเหตุผล จึงยอมให้มาตามสัญญา"

     โสมทัตได้ยินดังนั้น ก็ตรึกตรองด้วยใจอันเหี่ยวแห้งว่า

     "นางจงกลับบ้านไปหาสามีเถิด นางเป็นผู้รักษาสัญญาและช่วยชีวิตข้า แต่นางได้เข้าเป็นภรรยาของชายอื่น ข้าได้รู้แล้วว่าข้าไม่มีสิทธิ์ที่จะผูกพันอยู่กับนางได้"

     ฝ่ายนางมัทนเสนา เมื่อฟังโสมทัตพูดเช่นนั้น ก็รีบลงจากเรือนกลับไปหาสามี ครั้นเมื่อพบนายโจรก็เล่าให้ฟังทั้งหมด และยอมถอดเครื่องประดับอันมีค่าให้กับโจรตามสัญญา  โจรจึงพูดว่า

     "ข้าไม่ขอรับของเหล่านี้ของแม่นางหรอก แม่นางเป็นคนดี รักษาคำสัตย์ ขอให้มีแต่ความจำเริญๆ เถิด"

     แล้วโจรก็ปล่อยนางกลับบ้านไป

     ครั้นกลับไปถึงบ้าน นางก็เล่าให้สามีฟังทุกอย่าง แต่สามีนั้นได้สิ้นรักนางเสียแล้ว และพูดกับนางมัทนเสนาว่า 

     "พระราชาก็ดี ผู้เป็นภรรยาก็ดี แม้ผมหรือเล็บของคนก็ดี เมื่ออยู่ผิดที่แล้วก็ไม่น่าดูเลย อนึ่ง คนขี้ริ้วยังงามได้ด้วยความรู้ และหญิงงามนั้นงามเพราะความบริสุทธิ์ทั้งกายใจ"

     เวตาลเล่ามาถึงตรงนี้ ก็เปลี่ยนเสียงกลับทูลถามพระเจ้าวิกรมาทิตย์ในขณะที่ทรงฟังเพลินอยู่ว่า

     "ฝ่าพระบาทพะยะค่ะ ชายทั้งสามคนนั้น ได้แก่ ผู้เป็นสามี โสมทัต และโจร คนไหนมีคุณธรรมมากที่สุด พะยะค่ะ"

     พระธรรมธวัชราชบุตร ทรงเกรงว่าพระบิดาจะทรงตรัสตอบกับเวตาลอีก ก็รีบบุ้ยใบ้หน้าตาห้ามมิให้รับสั่ง แต่พระเจ้าวิกรมาทิตย์ก็ทรงพลั้งปากอีกตามเคย ตรัสตอบไปว่า

     "โจรน่ะสิ มีคุณธรรมดีกว่าคนอื่น อันการปล้นจี้นั้นเป็นวิสัยของโจร ที่ใช้ทำมาหากิน แต่การที่โจรพิจารณาเห็นความซื่อสัตย์ของนาง แล้วปล่อยตัวนางไป ก็หมายถึงโจรยังพอจะรู้ผิดรู้ถูกอยู่บ้าง"

     เวตาลหัวเราะแล้วกล่าวว่า

     "ฮะ ฮะ ฮะ เอิ๊กๆๆๆ นิทานเรื่องนี้จบเพียงแค่นี้หล่ะ พะยะค่ะ"

     แล้วเวตาลก็ลอยออกจากย่ามไป หัวเราะก้องฟ้าหายไปในความมืด

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ กับ พระธรรมธวัชราชบุตรยืนตะลึงจ้องพระเนตรกันอยู่ สักครู่พระเจ้าวิกรมาทิตย์ รับสั่งตรัสกับพระราชบุตรว่า

     "ธรรมธวัช คราวหน้าถ้าอ้ายตัวนั่นมันตั้งปัญหาถามพ่อละก็ พ่ออนุญาตให้ลูกทำอะไรพ่อก็ได้ ให้พ่อรู้ตัวก่อนที่จะตอบคำถามของมัน ถ้าไม่เช่นนั้นเราทั้งสองคนคงไม่อาจทำการนี้สำเร็จแน่"

     "พระเจ้าค่ะเสด็จพ่อ"

     พระธรรมธวัชราชบุตร ทรงรับคำพระราชบิดา แต่ก็ทรงนึกตำหนิพระราชบิดาอยู่ในพระทัยบ้าง.





..........จบตอนที่ 4..........


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 48
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 May 2005,01:30 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

นิทานเวตาล เรื่องที่ 5



     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ต้องทรงพระดำเนินกลับขึ้นไปเอาตัวเวตาลลงมาจากต้นอโศกอีกครั้ง
     
     เสียงเล่านิทานของเวตาลนั้น ดุจมีเวทย์มนต์ทำให้เพลิดเพลินจนพระเจ้าวิกรมาทิตย์ หลงตอบคำถามเจ้าเวตาลมาหลายหน คราวนี้ทั้งสองพระองค์ทรงระมัดระวังตัวเป็นที่สุด

     และในระหว่างทางนั้นมีความเงียบสงบอยู่ได้ไม่นาน เวตาลก็เริ่มเล่านิทานอีก แล้วกล่าวว่าเป็นความจริงอีกเช่นเคย

     "ขอเดชะ ข้าแต่พระราชาผู้ทรงคุณประเสริฐ ฝ่าบาททรงมีพระปัญญา ยากยิ่งกว่าผู้ใดจะเสมอเหมือนในโลกนี้ก็จริง แต่หมาซึ่งเป็นสัตว์สี่เท้ายังรู้พลาดและหกล้มเวลาเหยียบที่ลื่นฉันใด ผู้เป็นนักปราชญ์ แม้มีปัญญาสักเพียงใด..."

     เวตาลพูดยังไม่ทันขาดคำ พระเจ้าวิกรมาทิตย์ก็ทรงจับย่าม กระชากแรงๆ เวตาลร้องควรญครางเหมือนดังเจ็บปวดมากเหลือเกิน

     "โอ๊ยๆๆๆ"

     แต่เพียงครู่เดียว เวตาลก็เล่านิทานต่อไปด้วยเสียงอันสดใสว่า

     ณ เมืองมาลยะ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอินเดีย มีเมืองๆ หนึ่ง ชื่อเมือง "จันทร์อุทัย" มีพระราชานามว่า "รันธีระ"

     โดยพระองค์มีข้าราชบริพารคนหนึ่ง ชื่อว่า "คุณศังกร" ซึ่งรับราชการในตำแหน่ง "ธรรมมาธิการ" คอยสอดส่องดูแลความสงบสุขทั่วไปของประชาชน

     คุณศังกรนั้นแตกต่างจากข้าราชบริพารทั่วไป เพราะเป็นคนฉลาด มีความยุติธรรม การตัดสินคดีในแต่ละครั้งจะเป็นไปด้วยความรอบคอบอย่างยิ่ง ถึงแม้จะมีผู้มาติดสินบนมากมาย ซึ่งพอจะทำให้ครอบครัวอยู่สุขสบายไปทั้งชีวิต คุณศังกรก็ยังมิยอมรับ

     ดังนั้นคนทั้งหลายในเมืองจันทร์อุทัย จึงพากันรักและเคารพนับถือคุณศังกรเป็นอย่างมาก แต่ถึงจะเคารพนับถือเพียงใดก็ยังมิสามารถป้องกันการโจรกรรมทั้งหมดได้ จนประชาชนไม่รู้จะหาทางแก้ไขกันอย่างไร จึงรวมตัวกันไปร้องทุกข์ต่อคุณศังกร

     คุณศังกรได้ฟัง ก็พาพวกพ่อค้าและชาวบ้านที่เป็นทุกข์เหล่านั้น เข้าเฝ้าพระเจ้ารันธีระ และบอกให้กราบถวายบังคมทูลให้ทรงทราบ

     เมื่อพระเจ้ารันธีระทรงทราบ ก็ตรัสปลอบโยนเป็นอย่างดี พลางรับสั่งว่า

     "พวกเจ้าจงวางใจเถิด คืนวันนี้ข้าจะจัดการอย่างใหม่ พวกเจ้าทั้งหลายต้องสิ้นความเดือดร้อนกันในคราวนี้แน่"

     และในคืนนั้นเอง พระเจ้ารันธีระก็ทรงปลอมองค์แบบโจร เสด็จแอบออกไปนอกพระราชวังเพียงลำพัง แม้ผู้อยู่ใกล้ชิดก็มิอาจรู้ได้ พระองค์ทรงดำเนินไปตามถนนในพระนครอย่างช้าๆ ทันใดก็มีชายคนหนึ่งทะลึ่งลุกขึ้นมาจากที่มืด ซึ่งใช้กำบังร่างอยู่ แล้วร้องถามว่า

     "เฮ้ย นั่นใครวะ"

     พระเจ้ารันธีระ รับสั่งตอบว่า

     "ข้าเอง เป็นโจร แล้วเอ็งล่ะเป็นใคร"

     โจรก็ตอบว่า

     "ข้าเองก็เป็นโจร เหมือนเจ้านั่นแหละ มา...เอ็งกับข้าจงไปด้วยกันเถิด"

     เจ้าโจรไม่มีท่าทีสงสัย ดังนั้นพระเจ้ารันธีระกับโจรก็พากันเดินไปตามทาง ได้พบพวกโจรซุ่มอยู่ตามท้องถนนเป็นอันมาก แต่พวกโจรเหล่านี้มีที่กำบังที่ดี หากเจ้าโจรไม่บอก พระเจ้ารันธีระก็ไม่มีวันรู้ได้เลย

     ในไม่ช้า พระเจ้ารันธีระและโจรผู้เป็นสหาย ได้กระทำการโจรกรรมได้ทรัพย์สินมีค่ามาจำนวนมากแล้ว โจรจึงพูดกับพระเจ้ารันธีระว่า

     "นี่แน่ะเกลอ ข้าได้ทรัพย์สินมากตามต้องการแล้ว ข้าจะกลับไปที่ซ่อนของข้าล่ะนะ"

     พระเจ้ารันธีระ ทรงได้ยินดังนั้นก็แอบยินดีในพระทัย เพราะพระองค์ทรงตั้งพระทัยอย่างแน่วแน่แล้วว่า จะต้องตามไปให้ถึงรังโจรพวกนี้ให้ได้ ดังนั้นพระองค์ทรงขอตามไปที่ซ่องโจรด้วย โจรก็ไม่นึกเอะใจในท่าทีของพระเจ้ารันธีระเลย เพราะพระองค์ทรงกระทำกิริยาทุกอย่างให้เหมือนพวกโจรมากที่สุด โจรจึงไม่ทันระวังตัว และชวนพระเจ้ารันธีระไปกินเลี้ยงสุรากันยังที่ของตน..........

  



..........โปรดติดตามต่อค่ะ..........


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 49
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 19 May 2005,07:26 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

thankssign.gif  again.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 50
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 19 May 2005,21:58 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

bowsdown.gif ขอบพระคุณที่น้าแอ๊ดแวะมาเป็นกำลังใจค่ะ thankssign.gif

.~o*o~. .~o*o~. .~o*o~. .~o*o~. .~o*o~. .~o*o~. .~o*o~.


นิทานเวตาล เรื่องที่ 5 (ต่อ)


     ในระหว่างทาง พระเจ้ารันธีระทรงทอดพระเนตรเห็นรูหนูรูหนึ่ง พระองค์ทรงแสดงความยินดีทั้งคำพูดและอาการ เพราะการที่ได้พบรูหนูนั้น ตามประเพณีของโจรให้ถือว่าโชคดี เมื่อโจรเห็นเช่นนั้นก็พอใจ และยิ่งเชื่อสนิทใจว่าพระเจ้ารันธีระเป็นโจรจริงๆ จึงวางใจและสอนทำสัญญาณสำหรับเป็นรหัสผ่านประตูเข้าไปยังที่พักของโจร

     เมื่อไปถึงป่าแห่งหนึ่ง พระเจ้ารันธีระกับสหายโจรก็พากันทำสัญญาณตามที่ได้ซ้อมกันไว้ ไม่นานก็มีคนถืออาวุธออกมาถามรหัสลับ ทั้งสองก็สามารถตอบได้แล้วพากันเดินผ่านเลยไป ซึ่งพีเจ้ารันธีระก็ทรงสังเกตและจดจำสัญญาณเหล่านั้นไว้จนหมด ทั้งยังทรงสังเกตทางเดินและทำเครื่องหมายไว้ทุกประการ

     ครั้นเดินต่อไปไม่นานก็ถึงเชิงหน้าผา โจรก็เดินไปที่หน้าผาแล้วทำความเคารพ เสร็จแล้วเดินไปที่ว่างแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบริเวณนั้น เลิกหญ้าขึ้นก็เห็นฝาปิดปากหลุม โจรกับพระเจ้ารันธีระก็ช่วยกันเปิดฝานั้น จึงแลเห็นแสงสว่างอยู่ภายใน ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอยู่ด้านล่างอย่างสนุกสนาน

     นายโจรชวนพระเจ้ารันธีระ ให้เดินตามลงไปในหลุม ครั้นพอถึงพื้นเบื้องล่าง พระเจ้ารันธีระก็ทอดพระเนตรเห็นเป็นห้องโถงใหญ่ มีคบไฟจุดปักไว้โดยทั่ว โจรพาพระเจ้ารันธีระไปยังห้อง ๆ หนึ่ง ที่ห้องนี้มีพวกโจรกำลังฉลองสุรากันอยู่เป็นจำนวนมาก

     พระเจ้ารันธีระ ทอดพระเนตรเห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีตำแหน่งเป็นกองตระเวร กลับเป็นโจรเสียเอง ก็ทรงถอนพระทัย และทรงทราบในทันทีว่า เหตุใดการโจรกรรมจึงไม่สงบลงได้เลย

     ฝ่ายนายโจร ผู้ซึ่งพาพระเจ้ารันธีระเข้ามาในซ่องโจรนั้น ปรากฏว่าเป็นนายซ่องหัวหน้าโจรนี่เอง นายโจรจึงแนะนำให้พวกโจรทั้งหลายได้รู้จักกับโจรที่มาใหม่ แล้วซักถามถึงผลงานซึ่งกันและกัน สักครู่ก็พากันไปกินเลี้ยง ดื่มสุราฉลองกันอย่างสบาย

     เวลาผ่านไปสองสามชั่วโมง คบไฟที่ติดอยู่เริ่มจะมอดลง ความง่วงเริ่มมาเยือนคนเหล่านั้น ต่างคนก็ต่างล้มตัวลงนอนระเกะระกะไปตามๆ กัน สักครู่ก็มีหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง นางเป็นหญิงรับใช้ของพวกโจร ครั้นนางได้เข้ามาพบกับพระเจ้ารันธีระ นางก็ตกใจ เพราะจำได้ จึงทูลถามขึ้นว่า

     "พระองค์เสด็จเข้ามาอยู่ในหมู่พวกโจรใจบาปหยาบช้าพวกนี้ได้ยังไงเพคะ พระองค์รีบเสด็จหนีไปโดยเร็วเถิด ถ้าไม่เช่นนั้นคนพวกนี้ตื่นขึ้นมา จะต้องฆ่าพระองค์แน่ๆ เลย เพคะ"

     พระเจ้ารันธีระรีบพระดำเนินกลับพระราชวัง ตามคำเตือนของหญิงรับใช้ทันที

     ครั้นเมื่อเสด็จกลับถึงวังแล้ว ก็ทรงเปลื้องเครื่องปลอมพระองค์ได้ไม่ทันไร พวกพ่อค้าในพระนครก็พากันมากราบบังคมทูลขอเข้าเฝ้าอีกครั้ง

     "ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงความยุติธรรม เมื่อวานนี้เหล่าข้าพระบาท กราบทูลเรื่องโจรมาก่อความเดือนร้อน พระองค์ก็ได้ทรงเมตตาปลอบใจ และทรงสัญญาว่าจะกำจัดพวกโจรให้ได้ แต่เมื่อคืนนี้ พวกข้าพระบาทกลับต้องเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมากให้กับพวกโจรหนักกว่าเดิม พระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้ารันธีระ จึงทรงรับสั่งกับพวกพ่อค้าว่า

     "เอาเถอะ พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วง เราจะเอาทรัพย์สินกลับมาคืนให้พวกท่านให้ได้ และเราจะทำลายพวกมันให้สิ้นซากในเร็ววัน......"




..........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..........


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
74 คำตอบนับตั้งแต่ 09 Apr. 2005,01:51 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 5 of 8<<12345678>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com