เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 6 of 8<<2345678>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: ???...ปริศนา? นิทาน"เวตาล"...???< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 51
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 19 May 2005,22:50  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

แหม สมัยโบราณกับสมัยปัจจุบันนี้ไม่ต่างกันเลยนะ  ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่กลับเป็นโจรเสียเอง   cry2.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 52
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 24 May 2005,23:44 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

นิทานเวตาล เรื่องที่ 5 (ต่อ)

     
     ฝ่ายพวกโจรเหล่านั้น เห็นโจรคนใหม่หนีหลบไปตั้งแต่ตอนกลางคืน เที่ยวค้นหาก็ไม่พบตัว ก็รู้แน่ว่าอาจมีภัยมาถึงในคืนนี้แน่ นายโจรจึงรีบประชุมพวกสมุนโจร และจัดเตรียมอาวุธที่จะใช้ทำการต่อสู้

     ครั้นพระจันทร์ขึ้น พวกโจรที่ซุ่มอยู่ก็มองเห็นพระเจ้ารันธีระ ทรงนำหน้าพวกทหาร และรีบเสด็จดำเนินโดยมิได้ระมัดระวัง เพราะพระองค์ทรงประมาทว่า พวกโจรคงจะไม่สงสัยและคงจะกำลังหลับเพราะการเลี้ยงสุรากันเหมือนอย่างเคย คราวนี้พระองค์ทรงแน่พระทัยว่าจะต้องจับโจรเหล่านั้นในถ้ำใต้ดินได้ เพราะความประมาทของพวกโจรเอง แต่กลับกลายเป็น พระเจ้ารันธีระเป็นผู้ประมาทเสียเอง

     และเมื่อพระองค์ ทรงนำทหารไปถึงตรงบริเวณที่โจรแอบซุ่มอยู่นั้น นายโจรก็ปล่อยให้พวกทหารเดินถลำเข้าไปจนใกล้ แล้วจึงให้สัญญาณพวกที่ซุ่มรออยู่ ทันใดพวกโจรก็ขึ้นมาจากที่ซ่อนพร้อมกัน
และได้เข้าโจมตีทหารวังโดยมิทันรู้ตัว ก็พากันแตกตื่นกระจัดกระจายพากันถอยหนีไม่เป็นกระบวน

     ฝ่ายพระเจ้ารันธีระ ก็ชะงักทรงหยุดยืนประจันหน้ากับนายโจร แล้วทั้งสองก็ชักดาบออกต่อสู้กันเป็นสามารถ พระเจ้ารันธีระนั้นทรงชำนาญในเพลงดาบเป็นอย่างยิ่ง ส่วนนายโจรก็ชำนาญไม่แพ้พระองค์
ทั้งสองต่อสู้กันอย่างรุนแรงและดุเดือด ต่างผลัดกันรุกและรับอยู่นาน จนกระทั่งนายโจรพลาดเหยียบก้อนหินจนล้มลง พระเจ้ารันธีระได้โอกาสก็ทรงจับนายโจรมัดมือไขว้หลัง แล้วทรงผลักไสให้นายโจรเดินเข้าสู่พระนคร โดยใช้พระแสงดาบจี้บังคับ ส่วนพวกสมุนโจร เมื่อเห็นนายของตนล้มลงก็วิ่งหนีเอาตัวรอดไปจนหมดสิ้น

     ครั้นรุ่งเช้า พระเจ้ารันธีระรับสั่งให้คุมตัวนายโจรออกมาอาบน้ำชำระล้างร่างกาย แล้วแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอย่างดี ให้ขึ้นนั่งบนหลังอูฐแล้วจูงตระเวนไปรอบๆ พระนคร โดยมีผู้ประกาศข่าวป่าวร้องประจานนำหน้าไปด้วยว่า

     "ท่านทั้งหลายจงฟัง นี่เป็นพระราชโองการ โปรดฯให้เรามาประกาศป่าวร้องให้ท่านทั้งหลายทราบว่า คนคนนี้คือโจร ซึ่งลักลอบปล้นสะดมพวกเรา ขอให้ท่านทั้งหลายชวนกันมาประชุมในเย็นวันนี้ที่หน้าประตูเมืองด้านทะเล เพื่อจะได้รู้โทษของการประกอบกรรมชั่ว"

     พระเจ้ารันธีระ โปรดฯ ให้ประหารชีวิตนายโจรด้วยวิธีเอาตัวขึ้นตีตะปูทั้งมือและเท้าให้กางออก สิ่งใดที่นายโจรอยากกินก็ป้อนให้กิน เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ทรมานต่อไปได้อีกนานๆ และเมื่อเห็นว่าใกล้จะตายก็ให้หลอมทองคำเทลงไปในคอ จนกว่าทองคำจะล้นแล้วแตกออกมาตามคอและส่วนอื่นๆ ของนายโจร

     ครั้นได้เวลาเย็น ผู้คุมก็พานายโจรออกมาเพื่อจะนำไปประหารชีวิตตามรับสั่ง แต่ขบวนแห่ต้องเดินผ่านไปทางบ้านเศรษฐีผู้หนึ่ง ซึ่งมีทรัพย์สินมากมาย เศรษฐีมีบุตรสาวคนหนึ่ง เป็นที่รักและหวงเป็นที่สุด ชื่อ "นางโศภนี" แต่ท่านเศรษฐีมิยอมให้ชายใดได้แลเห็นบุตรสาวของเขาได้เลย แม้จะไปไหนมาไหน หรือจะออกนอกกำแพงสวนก็ลำบาก เนื่องจากแม่นมผู้ที่เคยเลี้ยงดูนางโศภนีมา และเป็นผู้ที่ชาวบ้านพากันนับถือว่าเป็นผู้ที่รอบรู้เหตุการณ์ในภายหน้าได้ดีนั้น เคยทำนายก่อนที่นางจะตายด้วยความชราว่า

     "นางโศภนี จะเป็นหญิงงามที่คนทั่วพระนครจะชื่นชอบ แต่นางจะต้องฆ่าตัวตายเพราะคนที่นางหมายปอง"

     นับตั้งแต่นั้นมา ท่านเศรษฐีก็คอยสอดส่องดูแลบุตรสาว มิให้ใครได้เห็น เว้นก็แต่นางคนรับใช้ส่วนตัวในบ้าน.......




..........โปรดติอตามตอนต่อไปนะคะ..........


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 53
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 25 May 2005,02:37 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

อุย โหดจังเลย  เอาทองคำเหลวเทเข้าไปในคอ  อึย...กัวแย้วๆ  crying1.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 54
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 25 May 2005,20:41 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

นิทานเวตาล เรื่องที่ 5 (ต่อ)


     อันมนุษย์นั้น จะหนีกฎแห่งกรรมไปไม่ได้เป็นอันขาด ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม ฉะนั้นในเย็นวันที่จะนำนายโจรไปประหารชีวิตเผอิญเพลิงไหม้ขึ้นในบ้านของท่านเศรษฐี ทางด้านที่เป็นที่อยู่ของพวกผู้หญิง เลยทำให้พวกผู้หญิงรวมทั้งนางโศภนีก็ต้องหนีออกจากห้อง มาพักรวมกันอยู่ที่ห้องที่อยู่ติดถนน และในถนนเวลานั้นมีผู้คนแน่นไปหมด มีเสียงพูดคุยไปตามทาง มีแต่คำกล่าวขานถึงแต่นายโจรที่ปล้นสะดมคนทั้งหลายในเมือง และมีรับสั่งจากรพะราชาให้ประหารชีวิตเสีย

     ขณะนั้นนางโศภนีแอบดูอยู่ที่หน้าต่าง และเมื่อขบวนแห่นายโจรผ่านหน้าต่างไปนั้น ใบหน้าของนายโจรซึ่งขี่อูฐสูงเสมอกันกับใบหน้านางโศภนีพอดี นางจึงรีบวิ่งไปหาบิดา พลางพูดว่า

     "ท่านพ่อ ท่านพ่อรีบไปขอเข้าเฝ้าพระราชาแล้วทูลขออภัยโทษให้ปล่อยนายโจรผู้นั้นเสียเถิด"

     "อะไรนะลูก"

     ท่านเศรษฐีตกใจ เมื่อได้ยินคำพูดของบุตรสาว แล้วพูดขึ้นว่า

     "นั่นคือ หัวหน้าโจร ที่พระองค์ทรงจับตัวมาได้ และรับสั่งให้นำตัวไปประหาร แล้วพ่อสำคัญอย่างไรเล่าลูก ถึงจะได้มีหน้าเข้าไปขออภัยโทษให้แก่มัน"

     นางโศภนี ได้ฟังบิดาพูดเช่นนั้น นางก็เป็นทุกข์เป็นร้อน และพยายามพูดอ้อนวอนบิดาว่า

     "ทรัพย์สินของเราก็มีมากมายนี่พ่อ ลูกเกิดรักนายโจรผู้นั้นเสียแล้ว"

     ฝ่ายท่านเศรษฐี เมื่อเห็นลูกสาวมีอาการเช่นนั้นก็รู้แก่ใจนางว่า ถ้าไม่ได้ดังที่นางขอแล้วนางคงจะยอมตาย ตัวเองก็คงจะทนมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นท่านเศรษฐีจึงรีบเข้าเฝ้าพระเจ้ารันธีระ ทูลขอด้วยสำเนียงอันสั่นพร่าด้วยความเศร้าว่า

     "ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ข้าพระองค์ขอถวายทรัพย์สินเป็นจำนวนสี่แสน เพื่อประทานอภัยโทษนายโจรให้หลุดพ้นจากพระราชอาญาครั้งนี้ พระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้ารันธีระ รู้สึกแปลกพระทัย ทรงดำริว่า

     "ไอ้โจรนั่นมันก่อกรรมทำเข็ญเอาไว้มาก ปล้นฆ่าชิงทรัพย์ สร้างความเดือดร้อนไปทั่วเมือง และมันยังทำลายทหารหลวงของข้าต้องล้มตายไปมากมาย ข้ามิสามารถปล่อยมันได้เป็นอันขาด เจ้าจงกลับไปเสียเถิด"

     ท่านเศรษฐีได้ฟังรับสั่งเช่นนั้น ก็เห็นว่าจะทูลขอต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่ก็ยังไม่หยุดรำพันวิงวอนขอด้วยน้ำตาว่า "ถ้าตนทูลขอชีวิตนายโจรไม่ได้ บุตรสาวของตนก็จะฆ่าตัวตายตามนายโจรไปในครั้งนี้ด้วย ซึ่งตนก็ไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้หากขาดบุตรสาว"

     ถึงแม้ท่านเศรษฐีจะอ้อนวอน และกล่าวอย่างไรก็ตาม แต่ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ท่านเศรษฐีจึงร้องไห้กลับไปยังบ้านของตน แล้วเล่าความทุกอย่างให้บุตรสาวฟัง

     "ลูกเอย พ่อได้พยายามทุกทางแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ พระราชาไม่ทรงโปรดฯ สิ่งที่เราถวายพระองค์ มาเถอะลูก เราจงไปตายด้วยกัน"

     ฝ่ายพนักงานผู้คุมตัวนายโจรไปประหารนั้น ก็จัดการลงโทษตามพระราชกำหนด นายโจรทนรับโทษด้วยจิตใจอันเข้มแข็ง ไม่แสดงอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด แต่เมื่อมีคนเล่าให้ฟังถึงนางโศภนี นายโจรกลับอดใจไว้ไม่ไหวก็ร้องไห้ออกมาปานจะขาดใจ ชั่วครู่นายโจรกลับหัวเราะด้วยเสียงอันดังราวกับอยู่ในงานฉลอง จนเสร็จสิ้นการประหารเสียงของนายโจรจึงเงียบลงไปทันใด

     เมื่อนางโศภนีรู้ข่าวนายโจร นางก็เสียใจเป็นอันมาก และตั้งใจจะเผาตัวเองในกองเพลิงที่เผาศพชายผู้ซึ่งไม่ได้เป็นสามี และไม่เคยพูดคุยกันเลย

     นางโศภนีจึงสั่งคนให้ขุดหลุมขึ้นหลุมหนึ่ง แล้วนำกิ่งไม้มาเรียงเป็นตาราง ใส่ฟืนและเชื้อเพลิง นางจึงนำเอาศพของนายโจรชะโลมน้ำมันก่อนที่นางจะวางลงไปในหลุมนั้น นางโศภนีกล่าววิงวอนขอพร เทพเจ้า แล้วตนจึงลงไปนั่งบนตารางเชื้อเพลิงแล้วนางก็จุดไฟขึ้นเผานายโจรและตนเอง แต่เมื่อไฟได้ลุกขึ้นแล้วนั้น ผู้ใดจะเห็นร่างของนางขยับเขยื้อนก็ไม่มี

     เมื่อบุตรสาวต้องมอดไหม้ตายไปในกองเพลิงแล้ว ท่านเศรษฐีร้องไห้น้ำตาปานจะเป็นสายเลือด ไม่นานท่านเศรษฐีก็ฆ่าตัวตายตามบุตรสาวไปด้วยการเชือดคอ

     เวตาลหยุดนิ่งอยู่ครู่นึง พระธรรมธวัชราชบุตร ทรงเก็บควาสงสัยไว้ไม่อยู่ก็ทูลถามพระราชบิดาว่า

     "เสด็จพ่อ นายโจรจะตายแล้วยังหัวเราะเสียงลั่น ด้วยเหตุอันใด้พระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์เห็นราชบุตรสงสัย พระองค์จึงตอบไปว่า

     "ก็หัวเราะในความบ้าเหลือเกิน ของนางโศภนีนั่นไงลูก"

     เวตาลได้ยินก็หัวเราะออกมา พลางพูดว่า

     "หม่อมฉันขอบพระทัยฝ่าบาท พะยะค่ะ ที่ทรงปล่อยหม่อมฉันออกจากย่ามอันคับแคบอีกครั้ง คำถามที่พระราชบุตรถามนี่แหละเป็นคำถามที่หม่อมฉันกำลังจะถามพระองค์อยู่พอดี พะยะค่ะ แต่ความเข้าพระทัยของพระองค์ก็ยังผิดอยู่ดี เพราะนายโจรร้องไห้เนื่องจากมองไม่เห็นช่องทางใดที่จะตอบแทนน้ำใจของนางโศภนี และที่นายโจรหัวเราะนั่นเป็นเพราะนายโจรคิดถึงความไม่เท่ากันของมนุษย์ต่างหาก ฮะ ฮะ ฮะ ทูลลาทีล่ะพะยะค่ะ"

     ครั้งนี้พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงรู้แล้วว่า เวตาลขี้โกง จะหนีไปดื้อๆจึงปลดย่ามออกจากพระอังสา แล้วเอาลงมาไว้ที่พระกรและทรงหนีบไว้แน่น แต่ก็ไม่มีประโยชน์อันใด เพราะเวตาลหลุดออกจากย่ามได้โดยง่ายดายอีกตามเคย และลอยตัวหัวเราะก้องฟ้ากลับไปยังต้นอโศกตามเดิม........





..........จบตอนที่ 5 ค่ะ..........


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 55
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 25 May 2005,20:46 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

whisper.gif น่าเสียดายทองคำนะคะน้าแอ๊ด

มะเหมี่ยวว่า ไม่น่าเอาของมีค่าไปเสียกับนายโจรที่กำลังจะตายเลยค่ะ
เอาไปแจกชาวบ้านที่เคยถูกปล้นจะดีกว่า laugh1.gif

หนูเล่าเองก็ค้านเองค่ะ ic-12.gif

--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 56
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 29 May 2005,06:51 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

นิทานเวตาล เรื่องที่ 6



     ครั้นพระเจ้าวิกรมาทิตย์ เสด็จพระดำเนินกลับไปถึงต้นอโศกแล้ว ก็ทรงต้องปีนขึ้นไปบนต้นอโศกเพื่อปลดเวตาลลงใส่ในย่ามตามเดิม และทรงดำเนินพาพระราชบุตรออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เวตาลก็เริ่มเล่านิทานอีกเรื่องหนึ่ง และโอ้อวดว่าเป็นเรื่องจริงอีกตามเคย

     ณ ฝั่งของแม่น้ำยมุนานั้น มีเมืองธรรมสถลตั้งอยู่ และในเมืองนี้มีพราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อว่า "เกศวะ" มีบุตรสาวชื่อว่า "นางมธุมาลตี" ซึ่งอยู่ในวัยที่สมควรจะแต่งงานได้แล้ว ทั้งพ่อ แม่ และพี่ชาย ก็เดือดร้อนเป็นทุกข์ด้วยการหาคู่ครองให้ เพราะโบราณกล่าวไว้ว่า

     "ลูกหญิงซึ่งมีอายุสมควรมีคู่แล้วแต่ไม่มี ย่อมเป็นเช่นก้อนอุบาทว์ห้อยเหนือหลังคาบ้านเรือน"

     วันหนึ่ง พราหมณ์เกศวะออกจากบ้านไปเพื่อสืบหาคู่ให้บุตรสาว ส่วนบุตรชายคนโตก็ไปแสวงหาวิชาความรู้ตามสถานที่ต่างๆ และในระหว่างที่พราหมณ์เกศวะกับบุตรชายไม่อยู่บ้านนั้น ได้มีชายคนหนึ่งมาที่บ้านของพราหมณ์ นางพราหมณีผู้เป็นภรรยา พิจารณาดูชายหนุ่มแล้วก็เข้าใจว่าต้องเป็นคนดีแน่นอน จึงบอกยกลูกสาวให้

     ฝ่ายพราหมณ์เกศวะนั้นไปพบพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่ง เป็นที่ถูกอกถูกใจ ก็เอ่ยปากยกลูกสาวให้อีก  สำหรับบุตรชายที่ไปร่ำเรียนวิชา ไปพบเพื่อนที่เรียนด้วยกัน เห็นว่าเป็นคนดีและขยัน ก็เอ่ยปากว่ายกน้องสาวของตนให้เหมือนกัน แล้วทั้งสองก็พาชายหนุ่มที่ตนพอใจมายังบ้านเพื่อให้แต่งงานกับนางมธุมาลตี

     ดังนั้น จึงทำให้เกิดปัญหายุ่งยากขึ้นทันที เพราะชายทั้งสามคน ต่างก็ไม่ยินยอม พากันร้องทุกข์ โดยชายคนที่หนึ่ง กล่าวว่า

     "ข้าพเจ้ามาถึงเรือนก่อน นางควรจะเป็นของข้าพเจ้า"

     ชายคนที่สอง กล่าวว่า

     "บิดาของนางเป็นผู้เอ่ยยกนางให้แก่ข้าแล้ว และบิดาย่อมมีสิทธิ์กว่าใครๆ เพราะเป็นหัวหน้าครอบครัว"

     ชายคนที่สาม กล่าวว่า

     "พี่ชายของนางซึ่งเป็นเพื่อนรักกับข้าพเจ้า ก็ได้ยกนางให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ดูแลต่อไป เพราะเขารู้ดีว่าข้าพเจ้าเป็นคนเช่นไร"

     จึงเป็นอันว่า ในเวลานั้น "ธรรม แยกออกเป็นสามทาง เพราะชายหนุ่มสามคน" ต่างฝ่ายต่างอ้างเหตุผลโต้แย้งกันไปต่างๆ

     ขณะที่ทุกคนกำลังเจรจากันอยู่นั้น มีงูพิษตัวหนึ่งเลื้อยมากัดนางมธุมาลตี ถึงแก่ความตาย ทุกคนในที่นั้นต่างตกใจควบคุมสติไม่อยู่ ร้องไห้เอะอะโวยวายกัน ครั้นพอได้สติถึงได้รีบวิ่งไปตามหมอ แม่มด และคนที่มีวิชาเรียกพิษงู แต่เมื่อคนเหล่านั้นมาพบศพของนาง ต่างคนก็ส่ายหน้าไปตามๆ กัน หมอกล่าวว่า

     "อย่าว่าแต่หมอใดๆ เลย แม้แต่พระพรหม ก็ไม่อาจช่วยได้"

     ครั้นหมอทั้งหลายกลับไปหมดแล้ว พราหมณ์เกศวะก็จัดการเผาศพบุตรสาว แล้วกลับบ้านด้วยความเศร้าโศก

     ฝ่ายชายหนุ่มทั้งสาม ก็ตกลงใจกันว่าจะขอท่องเที่ยวไปตามบุญตามกรรมดีกว่า ชายคนที่หนึ่ง ก็เก็บกระดูกของนางมธุมาลตีรวบรวมเป็นห่อห้อยขึ้นบ่าไปด้วย

     ฝ่ายชายคนที่สองนั้น ได้กวาดเอาเถ้าถ่านที่เผาศพ รวมกันเป็นห่อ แล้วใส่ย่าม เดินทางตรงเข้าป่า

     ส่วนชายคนที่สาม ได้ไปบวชเป็นโยคี เที่ยวเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ และปฏิบัติตนตามควรแก่โยคีทุกประการ

     วันหนึ่ง โยคีได้ผ่านไปยังบ้านแห่งหนึ่ง ก็แวะเข้าไปเพื่อขออาหาร ครั้นชายเจ้าของบ้านเห็นโยคีมาก็ออกมาต้อนรับอย่างดี และเชิญเข้าไปเพื่อจะเลี้ยงอาหารในบ้าน

     ธรรมดานั้น เจ้าของบ้านจะขับไล่แขกที่มาถึงในเวลาตอนเย็นให้ไปพ้นบ้านนั้นไม่ได้ เจ้าของบ้านจึงเชิญชวนให้โยคีพักค้างคืนด้วย

     โยคีตอบตกลง และระหว่างที่โยคีกำลังรับประทานอาหารอยู่นั้น ภรรยาเจ้าของบ้านเกรงว่าโยคีจะไม่อิ่ม ก็ลุกไปจัดอาหารมาเพิ่มเติม แต่บุตรผู้เป็นทารกร้องไห้จ้าด้วยเสียงอันดัง แล้วคลานไปยึดชายผ้าของมารดาไว้ มารดาบอกให้หยุดร้องก็ไม่หยุด ยิ่งร้องและดึงผ้าไว้แน่น มารดานึกขัดใจขึ้นมาก็วางสำรับอาหารลง แล้วจับตัวลูกโยนเข้าไปในกองไฟ จนทารกน้อยนั้นไหม้เป็นเถ้าถ่าน..........





..........โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ..........

     


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 57
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 01 Jun. 2005,09:15 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

นิทานเวตาล เรื่องที่ 6 (ต่อ)


     ฝ่ายโยคี เมื่อเห็นดังนั้นก็ตกใจลุกขึ้นจากที่นั่ง เจ้าของบ้านจึงถามขึ้นว่า

     "ท่านโยคีทำไมถึงไม่กินอาหารต่อล่ะท่าน"

     โยคีตอบว่า

     "ข้าไม่อาจจะกินอาหารของคนที่ประพฤติตนเลวเยี่ยงนี้ได้"

     เมื่อเจ้าของบ้านได้ยินโยคีกล่าวเช่นนี้ก็ยิ้มออกมา แล้วลุกขึ้นไปหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากที่ซ่อนบนขื่อ สมุดเล่มนั้น เป็นตำรา "สังชีวนีวิทยา" คือวิชาชุบคนตายให้คืนชีวิต ครั้นหยิบหนังสือออกมาแล้ว ชายเจ้าของบ้านก็กางตำราออก ทำพิธีชุบลูกของตนให้คืนชีวิต ไม่ช้าทารกน้อยนั้นก็กลับมาร้องไห้จ้าเสียงดังเหมือนเก่า บิดาของเด็กจึงพูดว่า

     "บรรดาของมีค่าทั้งหลาย จะหาสิ่งใดเกินกว่าวิชานั้นได้ไม่"

     ฝ่ายโยคี เห็นเป็นอัศจรรย์เช่นนั้น ก็นึกในใจว่า

     "ถ้าเราได้สมุดตำราเล่มนี้มา เราก็อาจจะนำไปชุบชีวิตนางมธุมาลตี หญิงอันเป็นที่รักได้ แล้วเราจะได้เลิกประพฤติตนเป็นโยคีเสียที"

     โยคี นึกตรึกตรองได้ดังนี้แล้ว ก็กลับนั่งลงกินอาหารตามเดิม และตกลงใจค้างคืนที่เรือนนั้น จนเวลาเที่ยงคืนมาถึง ทุกคนหลับสนิทกันหมดแล้ว โยคีก็ค่อยๆ ย่องเข้าไปในห้องเจ้าของบ้าน แอบโขมยหยิบเอาตำราสังชีวนีวิทยาลงมาจากขื่อได้แล้ว ก็หลบออกจากบ้านไปในทันที เพื่อมุ่งตรงไปยังป่าช้าที่เผาศพนางมธุมาลตี

     ระหว่างทางเผอิญพบชายหนุ่มสองคน ที่เคยหมายปองนางมธุมาลตีเหมือนกัน จึงได้ไต่ถามความเป็นอยู่ต่อกัน โยคีได้เล่าว่า

     "ข้าพเจ้าได้เรียนวิชาชุบคนตายให้ฟื้นคืนชีวิตได้ จากอาจารย์ผู้เก่งกล้า"

     ชายหนุ่มทั้งสองได้ฟังก็ดีใจ รีบตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า

     "ถ้าท่านมีวิชาอย่างที่ท่านว่า ท่านก็จงชุบนางผู้เป็นที่รักของพวกเราให้คืนชีวิตขึ้นมาเถิดท่าน"

     ชายผู้เป็นโยคี ก็จัดการทำพิธีด้วยการให้ชายทั้งสองนำกระดูกและเถ้าถ่านของนางมธุมาลตี มากองรวมกันไว้แล้วจึงเริ่มร่ายมนต์คาถา ไม่ช้านางมธุมาลตีก็ฟื้นคืนชีวิต ลุกขึ้นมานั่งร้องไห้ ชายทั้งสามจึงพานางไปส่งยังบ้านของนาง

     ฝ่ายชายทั้งสาม เมื่อนางคืนชีวิตมาแล้ว ก็เกิดการวิวาทแย่งชิงตัวนางอีก ต่างคนก็กล่าวว่าตนควรจะได้นางเป็นภรรยาโดยชอบธรรม

     ชายคนที่หนึ่ง กล่าวว่า

     "นางควรจะเป็นภรรยาของข้าพเจ้า เพราะนางคืนชีวิตมาได้เนื่องมาจากกระดูกที่ข้าพเจ้าเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี"

     ชายคนที่สอง กล่าวว่า

     "ไม่ได้ นางควรจะเป็นภรรยาของข้าสิจึงจะถูกต้อง เพราะข้าเป็นคนเก็นเถ้าถ่านของนางต่างหาก"

     ชายคนที่สามหัวเราะเยาะชายทั้งสองคน แล้วกล่าวว่า

     "ถ้ากระดูกและเถ้าถ่านนั้น ไม่ได้ตั้งพิธีและร่ายมนต์ตราของข้า แล้วนางจะฟื้นคืนชีวิตมาได้อย่างไร ฉะนั้นนางควรจะต้องเป็นภรรยาของข้าพเจ้า"

     ชายทั้งสามเถียงกันเป็นการใหญ่ เพราะไม่มีใครยอมใคร จึงพากันไปหาบัณฑิตผู้มีปัญญาปราดเปรื่องให้เป็นผู้ตัดสิน แต่ก็ไม่มีบัณฑิตคนไหนสามารถตัดสินปัญหานี้ได้เลย

     น่าแปลก ที่ไม่มีใครนึกถึงพระราชา แต่พากันไปหาผู้รอบรู้แทน

     เวตาล กล่าวต่ออีกว่า

     "ในส่วนตัวนั้น หม่อมฉันก็สงสัยอยู่ว่าทำไม แล้วฝ่าพระบาทซึ่งนามว่า "วิกรมาทิตย์" นั้น เป็นพระราชาผู้ประกอบไปด้วยปัญญายิ่งกว่ามหากษัตริย์ทั้งปวงมิใช่หรือ ฝ่าพระบาทคงจะตัดสินได้บ้างกระมัง พะยะค่ะ ว่านางควรเป็นของชายคนใดอย่างชอบธรรม"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงขุ่นพระทัยในคำพูดดูถูกของเวตาล ที่กล่าววาจาดูถูกพระราชาทั้งปวง ครั้นเวตาลทูลให้ตัดสิน ก็เผลอตรัสออกมาว่า

     "เอ็งมันโง่ ช่างไม่รู้จักอะไร ชายคนที่สอง นั่นสิควรจะได้นางมธุมาลตีเป็นภรรยา"

     เวตาลทูลถาม ว่า

     "เพราะเหตุใดล่ะ พะยะค่ะ"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงกริ้วหนัก ตวาดว่า

     "อ้ายผีสมองทึบ เอ็งโง่แล้วยังพูดมากอีกด้วย ก็ชายคนที่หนึ่งนั้น เก็บกระดูกของนางมธุมาลตีรักษาไว้ จึงอยู่ในตำแหน่งเสมอลูก ไม่ควรได้นางมาเป็นภรรยา

     ส่วนชายคนที่สามนั้น ได้ชุบชีวิตนาง คือ ให้ชีวิตแก่นาง จึงอยู่ได้ในตำแหน่งบิดา ไม่ควรได้นางเป็นภรรยาเช่นกัน

     แต่ชายคนที่สอง เก็บไว้เพียงแต่เถ้าถ่าน จึงควรแก่ตำแหน่งสามีของนางที่สุด

     คำอธิบายเช่นนี้ จะทะลุความโง่ของเอ็งเข้าไปในสมอง ทำให้เอ็งเข้าใจได้แล้วหรือยังวะ อ้ายผี"

     เวตาลทูลตอบว่า

     " ความโง่ของหม่อมฉัน บัดนี้ได้ทะลุแล้วพะยะค่ะ แต่ของฝ่าบาทนั้น "ยัง" ฉะนั้นจึงเป็นเหตุให้หม่อมฉันได้กลับไปแขวนตัวยังต้นอโศกตามเดิม ฮะ ฮะ ฮะ "

     แล้วเวตาลก็ลอยลิ่ว หายตัวไปในความมืดอีกเช่นเคย.




..........จบตอนที่ 6 ค่ะ..........


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 58
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 08 Jun. 2005,22:23 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

นิทานเวตาล เรื่องที่ 7



     ครั้นเวตาล หัวเราะก้องฟ้าลอยไปแล้ว พระเจ้าวิกรมาทิตย์กับพระราชบุตร ก็ต้องเสด็จดำเนินกลับไปยังต้นอโศกอีกครา พระเจ้าวิกรมาทิตย์ทรงปีนขึ้นไปปลดเวตาลลงมาใส่ย่าม พลางทรงรำพึงว่า

     "ถ้าเรานั่งลงแล้ว ฟังอ้ายตัวนี้เล่าให้มันจบๆ ไปจนสิ้นฤทธิ์ของมัน ก็คงจะดี แล้วค่อยเดินทางต่อ"

     เวตาลรู้ดังนั้น ก็ร้องทุกข์ว่า

     "ฝ่าบาท ทรงผิดระเบียบการทำสัญญานะ พะยะค่ะ หม่อมฉันไม่ยอม"

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ทรงตรัสตอบว่า

     "เอ็งจะยอมหรือไม่ข้าไม่รู้ เพราะในสัญญามิได้บอกว่าจะเดินหรือนั่ง"

     เวตาลบ่นอุบอิบ แล้วทูลว่า

     "หม่อมฉันสาบานว่าจะไม่พูดอะไรต่อไปอีก คอยดูซีพะยะค่ะ"

     แต่ในไม่ช้า เวตาลก็อดพูดไม่ได้ เอ่ยเล่านิทานขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็กล่าวว่าเป็นความจริงอีกเช่นเคย

     ยังมีเมืองอยู่เมืองหนึ่ง ชื่อว่า "กุสมาวดี" กษัตริย์ผู้ครองเมือง ทรงพระนามว่า "พระเจ้าสุพิจาร" พระองค์ทรงมีพระราชธิดาพระองค์หนึ่ง เป็นหญิงที่งดงามมาก พระนามว่า "จันทร์ประภา"

     วันหนึ่งในฤดูฝน พระธิดาจันทร์ประภาเสด็จลงยังพระราชอุทยาน แวดล้อมไปด้วยสาวสรรกำนัลนาง เพื่อทอดพระเนตรพันธุ์ไม้นานาชนิด ที่ผลิดอกออกช่องดงามทั้งอุทยาน

     เผอิญขณะนั้นมีชายหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อ "มนัสวี" ได้แอบมาเที่ยวเล่นในอุทยานและแอบนอนหลับอยู่ในที่กำบัง ภายใต้ต้นไม้ โดยเจ้าหน้าที่รักษาอุทยานไม่ทันเห็น จึงมิได้ปลุกและไล่ไปให้พ้นก่อนที่พระธิดาจะเสด็จออกชมพระราชอุทยาน

     ฝ่ายพระธิดาจัทร์ประภา ทรงวิ่งเล่นหยอกล้อกับนางกำนัลจนเหนื่อยแล้วก็ทรงหยุดเล่น หวังที่จะเสด็จไปพักผ่อนที่ตำหนักในอุทยาน ซึ่งในขณะนั้นมนัสวีชายหนุ่ม กำลังนอนหลับอยู่ใกล้ทางดำเนิน ครั้นได้ยินเสียงพระธิดาดำเนินผ่านไปใกล้ๆ มนัสวีก็รีบตื่น และลุกขึ้นนั่งทันที

     พระธิดา ทรงดำเนินมาถึงก็ทรงสะดุ้งตกใจ เพราะไม่นึกว่าจะมีชายหนุ่มมาอยู่ในเขตพระราชอุทยานนี้ได้ จึงทรงอุทานออกมาเบาๆ ว่า

     "อุ๊ย คุณพระช่วย"

     มนัสวี หันมามองสบพระเนตรพระธิดา ต่างก็เกิดความเสน่หาซึ่งกันและกันในทันใด

     พระเจ้าวิกรมาทิตย์ ก็ทรงตรัสแย้งเวตาลว่า

     "เจ้าผีช่างพูด มันจะเป็นไปได้ยังไง ไม่จริงหรอก หญิงกับชายเจอกันแค่นาทีแรก ก็จะเกิดความรักกันได้ เอ็งมันโม้มาตลอด"

     เวตาลทำคอย่น บ่นอุบอิบในลำคอแล้วเล่าต่อไปว่า

     ครั้นพระธิดา เสด็จกลับเข้าในพระตำหนักหลวงแล้ว มนัสวีก็ปานจะขาดใจ นั่งเหม่อลอยและร้องไห้คร่ำครวญ จนกระทั่งมีพราหมณ์สองคน มีวิชาแก่กล้า ชื่อ "ศศี" คนหนึ่ง และ "มูลเทวะ" คนหนึ่ง เดินเข้าไปทำธุระในสวนหลวง พบชายหนุ่มมีอาการเช่นนี้ ก็รู้ว่าเป็นโรคหัวใจมากกว่าโรคกาย จึงถามขึ้นว่า

     "พ่อหนุ่ม ทำไมจึงได้มานั่งร้องไห้คร่ำครวญอย่างนี้เล่า"

     มนัสวี มองดูพราหมณ์ทั้งสอง แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

     พราหมณ์มูลเทวะ ได้ฟังมนัสวีพูดเช่นนั้น ก็เกิดความเห็นใจ จึงกล่าวกับมนัสวีว่า

     "เจ้าจงมากับเราเถิด เราจะหาอุบายช่วยท่านให้ท่านสามารถครองคู่กับพระธิดาได้"

     สนัสวี ดีใจ หยุดร้องไห้คร่ำครวญ พลางกล่าวว่า

     "ข้าแต่ท่านบัณฑิต ผู้มีใจเมตตากรุณา ขอท่านจงได้โปรดช่วยให้ข้าพเจ้าสมดังประสงค์ด้วยเถิด"

     พราหมณ์มูลเทวะ รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าจะจัดการให้สมตามปราถนา แล้วก็พามนัสวีกลับไปยังบ้านของตน เมื่อไปถึงบ้าน พราหมณ์มูลเทวะก๊ทำการรับรองเป็นอย่างดี แล้วพราหมณ์มูลเทวะก็เดินไปหยิบลูกอมมาสองลูก พร้อมทั้งอธิบายวิธีการใช้ของลูกอมนั้นให้มนัสวีฟังว่า

     "ในบ้านของเรานี้ มีวิชาสืบทอดเป็นมรดกติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายชั่วคนแล้ว แล้วเราได้ใช้วิชานี้ให้ประโยชน์แก่คน แต่การใช้วิชาความรู้ของเรานี้ คือจะต้องมีจิตใจบริสุทธิ์ และตั้งใจจริงจึงจะได้รับผลประโยชน์

     ลูกอมนี้ถ้าเจ้าอมเข้าปากไปเจ้าก็จะกลายเป็นหญิงสาว แล้วถ้าเจ้าเอาออกจากปากก็จะคืนรูปร่างเดิม และหากเจ้าเอาไปใช้ในทางไม่ดี ก็จะเกิดเหตุร้ายให้เป็นทุกข์ใจอย่างใหญ่หลวง

     ส่วนทีเหลืออีกเม็ดหนึ่ง ใครอมเข้าไปก็จะกลายเป็นคนแก่ชราลงทันตา"

     พราหมณ์มูลเทวะ ส่งลูกอมที่ทำให้เป็นสาว ให้แก่มนัสวีอม ส่วนตนเองนั้นอมลูกที่ทำให้กลายเป็นคนชรา จึงทำให้ทั้งสองมีรูปร่างเปลี่ยนไปทันที พรามหมณ์กำชับมนัสวีว่า ให้ระวังอย่ากลืนล่วงเข้าไปในคอเป็นอันขาด แล้วทั้งสองก็ตรงไปขออนุญาตเข้าเฝ้าพระสุพิจาร(กษัตริย์) ณ ท้องพระโรง

     ฝ่ายพระสุพิจาร ทรงทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ชราอายุมาก เข้ามายังท้องพระโรงก็ต้อนรับเป็นอย่างดี และเชื้อเชิญให้นางที่มาด้วยนั่งในที่อันสมควร จึงทรงรับสั่งถามว่า

     "ท่านผู้เป็นอาจารย์ ท่านมาจากสำนักใด"

     พราหมณ์มูลเทวะ ทูลว่า

     "เมืองของข้าพระองค์นั้น อยู่ทางฟากเหนือ ข้าพระองค์ออกจากบ้านท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อศึกษาวิชา ก็ได้พบนางคนนี้ ซึ่งเหมาะที่จะเป็นภรรยาของบุตรชายของข้าพระองค์ จึงขอนางมาและจะพากลับบ้านด้วย แต่พอกลับถึงบ้าน ปรากฎว่าภรรยาและบุตรของข้าพระองค์ก็อพยพไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว ซึ่งข้าพระองค์ก็ไม่รู้ได้ว่าไปอยู่ที่ไหนกัน และหากข้าพระองค์มีนางคนนี้เป็นห่วงผูกคออยู่ จะออกเที่ยวตามหาบุตรและภรรยาก็มิได้

     จนข้าพระองค์ได้ยินคำเล่าลือถึงพระองค์ผูทรงธรรมว่า มีพระทัยเมตตากรุณา ข้าพระองค์จึงตั้งใจจะนำนางคนนี้มาถวายฝากไว้ ชั่วระยะหนึ่ง ขอพระองค์จงทรงโปรดรับนางไว้ด้วยเถิดพระเจ้าค่ะ"

     พระเจ้าสุพิจาร ได้ทรงฟังเช่นนั้น ก็ทรงนั่งนิ่งตรึกตรองอยู่นาน ก่อนที่จะตรัสตอบตกลง

     เป็นอันว่าการนี้พราหมณ์มูลเทวะ และชายหนุ่ม ทำสำเร็จไปขั้นหนึ่ง พราหมณ์มูลเทวะจึงรีบทูลลาออกจากที่เฝ้าไป................





..........โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ..........


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 59
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 10 Jun. 2005,09:03 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

นิทานเรื่องที่หกนี่คนพูดถึงกันบ่อยเลยนะมะเหมี่ยว  ว่าใครควรจะได้นางเป็นภรรยา  แต่เรื่องที่เจ็ดนี่ตลกจังอมลูกอมแล้วกลายเป็นหญิง เหอๆ  laugh1.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 60
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Jun. 2005,07:22 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

coffee.gif งั้นมาฟังนิทานเวตาลเรื่องที่ 7 กันต่อเลยนะคะน้าแอ๊ด

*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~

นิทานเวตาล เรื่องที่ 7 (ต่อ)


     ครั้นพราหมณ์มูลเทวะในร่างชายชรา ได้ออกจากที่เฝ้าไปแล้ว พระเจ้าสุพิจารจึงรับสั่งเรียกนางจันทร์ประภาพระราชธิดาให้มาเข้าเฝ้า พลางตรัสว่า

     "นางคนนี้ เป็นคู่หมั้นคู่หมายของบุตรพราหมณ์แก่ ได้นำตัวนางมาฝากไว้ให้พ่อคุ้มครอง เนื่องจากกำลังได้รับความเดือดร้อน และในไม่ช้าจะมารับกลับไป แต่ในระหว่างนี้ลูกจงให้นางไปอยู่ที่ตำหนักของลูกด้วย ลูกจงช่วยดูแลเอาใจใส่นางเป็นอย่างดี เข้าใจไหมลูก"

     พระธิดาจันทร์ประภา ได้ทรงฟังก็รับคำว่า

     "เพคะเสด็จพ่อ"

     แล้วพระธิดาก็พานางคู่หมั้นพราหมณ์ ไปยังตำหนักของนาง ทรงเอาใจใส่เป็นอันดี ฝ่ายนางคู่หมั้นพราหมณ์สังเกตเห็นว่า พระธิดานั้นไม่ทรงร่าเริง นางจึงทูลถามพระธิดาว่า

     "พระธิดาเพคะ หม่อมฉันสังเกตเห็นว่าพระองค์ไม่ทรงแจ่มใสเลยเพคะ"

     พระราชธิดาจันทร์ประภา จึงรับสั่งเล่าถึงชายหนุ่มชื่อ มนัสวี ให้นางคู่หมั้นพราหมณ์ฟังทั้งหมดด้วยความเศร้าใจยิ่งนัก

     นางคู่หมั้นพราหมณ์จึง ทูลถามต่อว่า

     "ถ้าหม่อมฉันทำให้พราหมณ์หนุ่ม ผู้เป็นที่รักของพระธิดาเข้ามาเฝ้าได้ ณ บัดนี้ พระธิดาจะทรงประทานอะไรให้หม่อมฉัน เป็นรางวัลบ้างเล่าเพคะ"

     พระธิดาจึงทรงรับสั่งตอบว่า

     "เราก็จะยอมเป็นทาสของเจ้าน่ะซี"

     นางคู่หมั้นพราหมณ์ ได้ยินรับสั่งดังนั้น ก็คายลูกอมออกจากปาก ร่างก็กลายเป็นมนัสวีโผเข้ากอดพระธิดา พระธิดาทรงดีพระทัยแต่ก็ทรงละอายพระทัยยิ่งนัก

     เมื่อมนัสวี ได้เข้าถึงองค์พระธิดาสมความปรารถนาแล้ว ก็อยู่ภายในวังประมาณได้ห้าเดือนเศษ คอยเปลี่ยนร่างกาย เป็นชายและหญิงทุกวันทุกคืน จนเกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องคอยแอบซ่อนและแปลงร่างกายอยู่อย่างนี้ มนัสวีจึงกล่าวโทษพระธิดาว่าไม่พาตนออกไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศบ้างเลย ฝ่ายพระธิดาก็เริ่มเกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องเป็นอยู่อย่างนี้เช่นกัน

     วันหนึ่ง พระเจ้าสุพิจารเสด็จไปเป็นเกียรติยศแก่งานมงคลที่บ้านอำมาตย์ โดยมีนางคู่หมั้นพราหมณ์ตามเสด็จไปด้วย ฝ่ายบุตรชายของท่านอำมาตย์ เมื่อเห็นนางคู่หมั้นพราหมณ์ มีรูปร่างหน้าตาต้องใจ ก็คิดอยากได้นางมาเป็นภรรยาทันที

     เช้าวันรุ่งขึ้น บุตรชายของอำมาตย์ได้ให้อำมาตย์ผู้เป็นพ่อ ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าสุพิจาร เพื่อกราบทูลขอนางคู่หมั้นพราหมณ์มาเป็นภรรยา เมื่อพระเจ้าสุพิจารได้ทรงทราบเรื่อง ก็ทรงพิโรธ ตรัสตวาดออกไปว่า

     "เจ้าจะเป็นบ้าไปแล้วหรือไง จึงมาพูดกับข้าเช่นนี้ ข้าเป็นพระราชา ข้าต้องให้ซึ่งความยุติธรรมเสมอ นางเป็นคู่หมั้นของบุตรพราหมณ์ เรามีหน้าที่ปกป้องดูแลนางตามคำฝากไว้ และเราจะเที่ยวยกผู้ที่อยู่ในความดูแลความรับผิดชอบนั้น ไปให้ผู้อื่น ย่อมเป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด"

     ครั้นบุตรชายของอำมาตย์ได้ฟังเรื่อง ก็ตรอมใจล้มหมอนนอนเสื่อ อาการเป็นตายเท่ากัน ท่านอำมาตย์เองก็ทุกข์ร้อนใจยิ่งนัก ไม่เป็นอันดูแลราชการบ้านเมือง เนื่องจากต้องคอยดูแลบุตรชาย บ้านเมืองจึงยุ่งเหยิงวุ่นวายไปหมด เหล่าท่านอำมาตย์และขุนนางท่านอื่นๆ ทนเห็นบ้านเมืองแย่ลงไม่ไหว จึงพร้อใจกันเข้าเฝ้าพระสุพิจารทันที และช่วยกันทูลว่า

     "ขอเดชะ เหล่าข้าพระองค์ทั้งหลายได้ลงความเห็นกันว่า พราหมณ์ผู้เฒ่านั้นก็ได้สูญหายไปเป็นเวลาช้านานแล้ว อาจจะตายและมีผู้พบเห็นจัดการเผาศพให้แล้วก็เป็นได้พระเจ้าค่ะ  และอีกประการหนึ่ง นางคู่หมั้นพราหมณ์นั้น ก็ได้เป็นแต่เพียงคู่หมั้น หาได้มีการแต่งงานอยู่กินเป็นสามีภรรยาไม่ ซึ่งเหล่าข้าพระองค์ทั้งหลายจึงเห็นสมควรที่พระองค์จะประทานนางให้แก่บุตรชายของท่านอำมาตย์ เพื่อให้ราชการบ้านเมืองพ้นจากความยุ่งเหยิงเถิดพระเจ้าค่ะ

      ส่วนพราหมณ์แก่นั้น หากยังไม่ตายและกลับมาจริง พระองค์ก็ประทานทรัพย์สินและหญิงงามที่งามกว่านางคู่หมั้นพราหมณ์ ให้พราหมณ์แก่พาไปเป็นภรรยาของบุตรชายก็ได้ พระเจ้าค่ะ "

     พระเจ้าสุพิจาร เมื่อได้ทรงฟังอำมาตย์และขุนนางทั้งหลายกราบทูลดังนั้น ก็เริ่มมีพระทัยโอนเอน จึงตรัสว่า

     "การที่พวกท่านกล่าวมาก็ดี เราจะขอตรึกตรองให้รอบคอบในคืนนี้ แล้วพรุ่งนี้เช้าเราจะให้คำตอบที่แน่นอนอีกครั้ง"

     เหล่าบรรดาขุนนางอำมาตย์ ได้ยินรับสั่งเช่นนั้นก็พอใจ พากันออกจากที่เฝ้าไปในทันที...........





..........โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ..........


--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
74 คำตอบนับตั้งแต่ 09 Apr. 2005,01:51 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 6 of 8<<2345678>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com