เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 2 of 2<<12

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: ....F A M I L Y...., แล้วคุณจะเข้าใจ  ว่าครอบครัวนั้นสำคัญเพียงใด< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 11
มารน้อย Search for posts by this member.
เพิ่งมาใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 22
เข้าร่วมเมื่อ: 24 Jan. 2006

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 19 Feb. 2006,01:52  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

...พ่อ...
  ผมในตอนนี้อยู่ ม.6 กำลังพยายามเตรียมตัวสอบเอ็นฯ เพราะตั้งใจว่าจะเข้าในคณะที่พ่อต้องการให้ผมเข้า ผมมักจะอ่านหนังสือจนดึกอยู่เสมอ และทุกๆคืนก็จะมีโอวัลตินอุ่นๆมาวางอยู่บนโต๊ะของผม โดยพ่อเป็นคนชงให้ผม พ่อมักจะเข้ามาเตือนผมอยู่เสมอ ว่าให้ผมรีบนอน จนบางครั้งผมก็รู้สึกรำคาญอยู่เหมือนกันที่พ่อทำแบบนั้น
   2 อาทิตย์ก่อนการสอบ
  ตอนนี้สำหรับผมแล้วเหลือเวลาน้อยมาก ในการเตรียมตัวสอบ ระยะหลังนี้ผมเริ่มรู้สึกว่าท่าทางของพ่อดูแปลกไป เหมือนพ่อมีอะไรซักอย่างจะบอกผม แต่พ่อก็ไม่ได้พูดอะไรกับผมมากนัก สิ่งที่ยังเป็นเหมือนเดิมก็คือ พ่อจะเข้ามาในห้องของผม ในมือถือถ้วยโอวัลตินอุ่นๆ แล้วเข้ามาตบบ่าผม ก่อนจะพูดว่า "ดึกแล้ว นอนได้แล้วล่ะลูก" เป็นอย่างนี้ทุกๆคืน
    1 วันก่อนการสอบ
  วันนี้ผมเดินสวนกับพ่อที่หน้าห้องน้ำ พ่อมองหน้าผม แต่ไม่ได้พูดอะไร เรากำลังจะเดินสวนกัน ผมเรียกพ่อไว้ "พ่อครับ เอ่อ... คือ เอ่อ....ไม่มีอะไรหรอกครับ" ผมพูดได้แค่นั้นแล้วก็เดินจากไป ตกกลางคืนระหว่างที่ผมกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ ผมรู้สึกแปลกใจที่พ่อยังไม่เข้ามา ซักพักผมก็ได้ยินเสียงแม่ตะโกนออกมาจากห้องครัว ผมรีบออกไปดูแล้วก็พบแม่กำลังประคองพ่อที่หมดสติไป ผมตกใจมาก แต่ก็รีบพาพ่อไปส่งโรงพยาบาลทันที เมื่อพาพ่อไปถึงโรงพยาบาล แม่ก็บอกให้ผมรีบกลับไปนอน เพราะพรุ่งนี้ต้องไปสอบ ผมบอกว่าผมจะมาเยี่ยมหลังสอบเสร็จ แต่แม่กลับห้ามไม่ให้ผมมา จะต้องตั้งหน้าตั้งตาสอบ แม่บอกว่านี่เป็นความหวังของพ่อ ที่อยากให้ผมสอบติด เพราะฉะนั้น ผมต้องรอจนกว่าผลสอบจะออก ถึงมาเยี่ยมพ่อได้ ผมจึงต้องทำตามนั้นโดยไรข้อโต้แย้ง
    ช่วงการสอบ
ผมตั้งใจทำข้อสอบอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้พ่อผิดหวัง ระหว่างนั้นผมก็รู้อาการของพ่อจากทางโทรศัพท์ที่ติดต่อโดยแม่ ซึ่งก็บอกผมว่าพ่ออาการดีขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น
   วันประกาศผลสอบ
  วันนี้เป็นวันที่ผมรอคอยเพราะว่าผมรู้ผลสอบแล้ว ผมติดคณะที่ต้องการ เลยโทรศัพท์ไปบอกแม่ก่อน แม่ดีใจมากบอกให้ผมรีบมาที่โรงพยาบาลเพื่อบอกพ่อด้วยตัวเอง ผมดีใจมากรีบเดินทางไปที่โรงพยาบาลทันที หลังจากนั้นไม่นาน แม่ก็โทรศัพท์กลับมา แล้วพูดกับผมว่า “ลูกช่วยแวะเข้าบ้านแล้วเอาสูของพ่อมาด้วยนะลูก” แค่นั้นผมก็เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ผมเข้าบ้านไปหยิบสูทของพ่อออกมา ก่อนจะเดินทางต่อไป ผมไปถึงที่ห้องที่พ่ออยู่ พ่อนอนอย่างสงบ มีผ้าปกคลุมทั้งตัว พ่อเสียแล้ว ผมรู้ ผมเห็นแม่นั่งร้องไห้อยู่ข้างๆพ่อ แม่เงยหน้าขึ้นมามองผม แล้วพูดว่า
“พ่อเค้าห่วงลูกมากเลยนะ ความจริงแล้วพ่อเป็นโรคหัวใจ แต่เค้าไม่ให้บอกลูก พ่ออยากให้ลูกตั้งใจสอบให้ได้ ก่อนที่พ่อจะเสียเค้าก็ถามแม่ว่าลูกสอบได้ไหม แม่บอกพ่อว่าลูกสอบได้ พ่อดีใจมากนะ ที่ลูกทำได้ เค้าคงจะหมดห่วงแล้วเลยจากไป ความจริงพ่อเค้าอยากให้ลูกมาบอกเค้าด้วยตัวเองมากกว่า”
ผมไม่ได้พูดอะไร วันนั้นผมกลับเข้าบ้าน ผมคิดถึงเรื่องที่ผมกับพ่อเดินสวนกันที่หน้าห้องน้ำ เหมือนพ่อจะพูดอะไรกับผม ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องที่พ่อเป็นโรคหัวใจ ผมคิดถึงตัวเองในตอนนั้น ทำไมผมถึงไม่บอกพ่อไป ว่าผมรักพ่อ ผมมารู้ตัวอีกครั้งมันก็สายไปแล้ว ผมไม่มีโอกาสได้บอกพ่อแล้ว ไม่มี...โอกาส...

     เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน ดังนั้นในตอนนี้ที่คุณยังมีเวลาอยู่ บอกกับคนที่คุณรักว่าคุณรู้สึกอย่างไร ไม่อย่างนั้น คุณอาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิตที่ไม่ได้พูดออกมา

--------------
<marquee><b><b><font color="blue">วายุย่างกรายไร้ร่องรอย  คล้ายอ่อนช้อยพลิ้วไหวทั่วทุกหน  ยามพิโรธโกรธเกรี้ยวเที่ยวผจญ  สุดเวียนวนดุจดั่งจิตอิสตรี</font></b></b></marquee>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 12
มารน้อย Search for posts by this member.
เพิ่งมาใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 22
เข้าร่วมเมื่อ: 24 Jan. 2006

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 16 Mar. 2006,12:23 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เรื่องนี้ไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่ แต่อ่านแล้วรู้สึกดี เลยอยากให้ลองอ่านกันดูค่ะ

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เกาะแห่งหนึ่งซึ่งรวบรวมความรู้สึกทั้งหมดอาศัยอยู่ด้วยกัน ความสุข ความเศร้า ความรู้ และอื่นๆอีกมากมาย
    วันหนึ่งมีประกาศไปยังความรู้สึกต่างๆว่า เกาะกำลังจะจมน้ำ ดังนั้นความรู้สึกทั้งหมดจึงได้เตรียมเรื่อเพื่อหนีออกจากเกาะนั้น มีเพียงความรักเท่านั้นที่ตัดสินใจอยู่บนเกาะจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย  เมื่อเกาะเกือบจะจมแล้วความรักจึงตัดสินใจขอความช่อวยเหลือ...
    ความรวยแล่นเรือผ่านมา และตอบว่า
"ไม่ได้หรอก ฉันรับเธอขึนเรือไม่ได้ เพราะเรือของฉันเต็มไปด้วยทองและเงินจนแล้ว ฉันไม่มีที่ให้เธอ"
    ความรักตัดสินใจถามความเห็นแก่ตัวที่ผ่านมาเหมือนกัน
"เรือลำงาม ความเห็นแก่ตัวช่วยฉันด้วย"
"ฉันช่วยคุณไม่ได้หรอกความรัก ตัวคุณเปียก อาจจะทำให้เรือฉันเปียกได้"
    ความเศร้าได้พายเรือใกล้เข้ามา ความรักก็ได้เอ่ยขอความช่วยเหลืออีก
"ความเศร้า อนุญาติให้ฉันขึ้นเรือคุณนะ"
"โอ้ความรัก ฉันกำลังเศร้ามากเลยฉันต้องการอยู่คนเดียว ขอโทษด้วย"
    ความสุขได้ผ่านความรักแล้วเหมือนกัน แต่เขาไม่ได้ยินแม่แต่เสียงร้องเรียกขอความช่วยเหลือของความรักเพราะมัวแต่มีกำลังสุข
    ทันใดนั้น มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
"มานี่ความรัก ฉันจะรับคุณไปเอง"
    ความรักรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก จนลืมถามชื่อว่าใครคือผู้ใจดีผู้นั้น เมื่อพวกเขามาถึงแผ่นดินที่แห้ง ก็จากไปตามทางของแต่ละคน ความรักนึกขึ้นได้ว่า ลืมถามชือคนที่ช่วยเหลือเขา ความรักจึงไปถามความรู้
"ใครเหรอที่เป็นคนช่วยฉัน"
    ความรู้ตอบอย่างภาคภูมิใจในความรอบรู้ของตนเองว่า "เวลา"
ความรักถามต่อว่า "แต่ทำไมเวลาถึงช่วยฉันล่ะ"
ความรู้ยิ้มในความรอยรู้ของตนเอง ก่อนตอบความรักว่า "ก็เพราะว่า เพียงเวลาเท่านั้น ที่เข้าใจว่า ความรักยิ่งใหญ่แค่ไหน"
               
smile.gif  smile.gif  smile.gif  smile.gif  smile.gif

    แต่ว่า... มีสิ่งหนึ่งที่เราอาจลืมไป ถ้าหากว่าจะไม่กล่าวถึงเสียเลย ขณะที่ความรักกำลังมองหาคนช่วยออกจากเกาะ ความรักคงยุ่งอยู่กับการมองหาผู้อื่น จนลืมมองมาที่...ความเป็นเพื่อน ซึ่งเลือกที่จะอยู่เคียงข้างความรักตั้งแต่แรกแล้ว เพราะความเคยชิน ทำให้ความรักมองไม่เห็นความสำคัญของความเป็นเพื่อน...
    ความเป็นเพื่อนรู้ดีว่า...
ตนไม่จากไปเหมือนกาลเวลา
    ความเป็นเพื่อนรู้ดีว่า...
ตนไม่รังเกียจกันเหมือนกาลเวลา
    ความเป็นเพื่อนรู้ดีว่า...
ตนไม่แบ่งชั้นกันเหมือนความรวย
    ความเป็นเพื่อนรู้ดีว่า...
ตนไม่อ้างว้างเหมือนความเศร้า
    และความเป็นเพื่อนรู้ดีว่า...
ตนไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนความสุข
    ทั้งนี้ก็เพราะ...
"ความเป็นเพื่อนจะอยู่ในใจตลอดไป"


--------------
<marquee><b><b><font color="blue">วายุย่างกรายไร้ร่องรอย  คล้ายอ่อนช้อยพลิ้วไหวทั่วทุกหน  ยามพิโรธโกรธเกรี้ยวเที่ยวผจญ  สุดเวียนวนดุจดั่งจิตอิสตรี</font></b></b></marquee>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 13
มารน้อย Search for posts by this member.
เพิ่งมาใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 22
เข้าร่วมเมื่อ: 24 Jan. 2006

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 16 Mar. 2006,13:11 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

อ่านแล้วคุณรู้สึกอย่างไร
    อ่านซะก่อนที่จะสายเกินไปกับคุณ

.......แม่.......

    ทุกวัน ฉันต้องตื่นเช้า เข้างานแปดโมง วันนี้..ก็เหมือนเคย แต่เมื่อคืนฉันทำงานจนดึก ตื่นสาย.. อารมณ์ตอนนั้น โมโหตัวเองมากที่ลืมตั้งนาฟิกาปลุก ( โดนเจ้านายด่าแน่ๆ )
    แม่มาเคาะประตูห้อง ..."ตื่นหรือยังลูก หกโมงแล้ว" ฉันหงุดหงิดมาก ...........โธ่ !! แล้วทำไมแม่ไม่ปลุกหนูให้เร็วกว่านี้เนี่ย..หนูไปทำงานไม่ทันแล้ว วันนี้..มีประชุมด้วย
"แม่ทำข้าวต้มให้หนูอยู่ เมื่อคืนเห็นนอนดึก อยากให้กินอะไรร้อนๆหน่อย"
........ แม่ไม่ต้องมาพูดเลย ไม่กง..ไม่กินมันแล้ว
........ แม่จับแขนฉันเบาๆ ก่อนเดินออกจากห้อง อาบน้ำ แต่งตัวเสร็จลงมาข้างล่าง แม่นั่งรออยู่ที่โต๊ะกินข้าว
" กินข้าวต้มกับแม่ก่อนนะลูกนะ แม่รอหนูอยู่"
หนู.....ไม่กิน พูดโดยไม่มองหน้าแม่ เดินออกมาจากบ้านทันที
.... ถึงที่ทำงาน "ไม่รู้หรืองัย ว่าวันนี้มีประชุม แล้วรายงานอยู่ไหน"
ยกมือไหว้ .. ขอโทษค่ะพี่ รีบส่งรายงานให้อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน
"พี่เลื่อนประชุมไปเป็น 10 โมงนะ เดี๋ยวช่วยไปหาอะไรให้พี่กินหน่อยสิ"
... ได้ค่ะพี่ .....
วิ่งเข้าห้องครัว หยิบโจ๊กกึ่งสำเร็จรูป รีบ รีบ รีบ เติมน้ำร้อน..ว๊า!! น้ำร้อนลวกมือ
... มาแล้วค่ะพี่ โจ๊กร้อนๆ เลยค่ะ....
ออกจากห้องประชุมเกือบเที่ยง แม่โทรมาจากบ้าน " เมื่อเช้า.. หนูวางผ้าเช็ดหน้าไว้ตรงไหนลูก แม่หาในตะกร้าไม่เจอ จะเอาไปซักน่ะ"
.... หาไม่เจอก็ไม่ต้องซักหรอก หนู....จำไม่ได้ คงโยนไว้ที่ไหนน่ะแหละ เมื่อเช้าหนูรีบ .......  
" ไม่เป็นไรลูก แล้วเย็นนี้..กลับกี่โมง มากินข้าวกับแม่นะ"
......ยังไม่รู้หรอกแม่ ว่างานเสร็จเมื่อไหร่ ยังงัย.....แม่กินไปก่อนเลยแล้วกัน ไม่ต้องรอ .....  
วางหูโทรศัพท์...ก้มหน้า ก้มตาทำงาน เอาใจเจ้านาย ......
"เอ!! พี่วางบัญชีรายชื่อลูกค้าทิ้งไว้แถวนี้มั่งรึเปล่า ไม่รู้ไปลืมไว้ที่ไหนหาไม่เจอ"
... ไม่เป็นไรค่ะพี่ เดี๋ยวหนูช่วยหา พี่ลงไปทานข้าวเถอะค่ะเที่ยงกว่าแล้วนะคะ
.. หา หา หา หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ โธ่..พี่ขา ก็พี่มาทำหล่นไว้ใต้เก้าอี้ในห้องประชุมนี่นา โอย !! เที่ยงครึ่งแล้ว ลงไปกินข้าวไม่ทันแน่ๆ ไม่เป็นไร..บะหมี่ซักห่อพออิ่มก็แล้วกัน
....พี่คะ เจอแล้วนะคะ พี่ทำหล่นไว้ที่ห้องประชุมค่ะ
" อ้าว..เหรอ " รับเอกสารคืน ไม่มีแม้แต่ขอบใจสักคำ
แต่ฉันกลับปลื้ม ที่ทำให้เจ้านายพอใจได้
ใกล้เลิกงานแล้ว.. รีบกลับบ้านไปนอนดีกว่า
" ช่วยแก้งานตรงนี้ให้พี่หน่อยนะ เสร็จแล้ววางไว้บนโต๊ะพี่เลยพี่กลับก่อนละ...ว่าแต่ว่า เราน่ะมีธุระอะไรรึเปล่า คงต้องกลับช้านิดนึงนะวันนี้"
... ยิ้มรับ.. ไม่มีธุระอะไรค่ะพี่ เดี๋ยวหนูพิมพ์ให้เลยค่ะ
โทรหาเจ้านายตอนเกือบทุ่ม ...... พี่ขา หนูแก้ไขและตรวจทานเรียบร้อยแล้วค่ะ หนูวางไว้บนโต๊ะนะคะ
" กลับดึกจังลูก จะอาบน้ำก่อน หรือ กินข้าวก่อนล่ะ ?? "
.....เงียบไม่มีเสียงตอบ ไม่มีรอยยิ้ม
" มา มา แม่ช่วย " แม่รวบของจากมือฉันไปวางบนโต๊ะ
... หนูเหนื่อยมากเลยแม่ หนูอยากพักผ่อนกำลังจะเดินขึ้นห้อง ...
ฮัลโหล..สวัสดีค่ะ..เจ้านายเหรอคะมีอะไรรึเปล่าคะ อ๋อ !! ไม่ยุ่งค่ะ เดี๋ยวหนูจัดการให้เลยค่ะ กุลี กุจอ เปิดคอมพิวเตอร์ ..เจ้านายคะ เรียบร้อยแล้วค่ะ
แม่..หายไปไหน ในครัวไม่มี ห้องนอนไม่มี
แม่นั่งอยู่หลังบ้านเหงาๆคนเดียว....แม่แอบร้องไห้ .. เพราะฉันสินะ ฉันทำให้แม่ต้องร้องไห้ แม่..ดูแลฉันมาทั้งชีวิต เป็นห่วงฉัน รักฉันมากกว่าใครๆ แต่..ฉันตอบแทนได้สาสมเหลือเกิน ฉันเริ่มทบทวน.. เจ้านายคนที่ให้เงินเดือนฉัน กับแม่คนที่ให้ความเป็นคนแก่ฉัน
เพื่อประจบสอพลอเจ้านาย ฉันทำร้ายผู้ให้กำเนิดได้เพียงนี้เลยหรือ
แม่!! หนูขอโทษ
ใคร?? เคยเป็นแบบฉันบ้าง ...........

    แม่มีเพียงคนเดียวครับ คนเดียวจริงๆ ทำดีกับท่านไว้เถอะค่ะ
สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดมักเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญที่สุดคือสิ่งที่เราเห็นอยู่่ทุกวันเราคิดอยู่ว่าเราก็ต้องเห็นอยู่แบบนั้นต่อไป ไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้มันสำคัญ ไม่เคยเห็นแม้แต่ค่า เหมือนกับการที่เราเห็นหน้าใครอยู่ทุกวัน คน ๆ นั้นวิ่งตามเราอยู่ทุกวัน ใส่ใจเราอยู่ทุกวัน เราก็มักจะเห็นแค่ว่าใครคนหนึ่งกำลังทำอะไรที่ดู งี่เง่า น่ารำคาญ
    จนวันหนึ่งถ้าเราสูญเสียคนๆนั้นไป
เราก็อาจจะรู้สึกเสียใจบ้าง
เราอาจจะต้องการเรียกร้องให้มาเหมือนเดิม
หรือบางทีเราก็อาจจะรู้สึกว่าดีใจที่ได้มีชีวิตที่ปราศจากความรำคาญ
แต่จะมีใครที่เคยรู้สึกถึง
ความรู้สึกของคนที่เป็นผู้ให้ๆ เราทุกสิ่งทุกอย่าง
บางทีสิ่งที่เขาทำอยู่อาจไม่ได้ตั้งใจจะให้คุณรำคาญ
แต่เขาทำไปเพราะเขารักคุณจริงๆ
    เหมือนความรักของพ่อแม่
เหมือนความรักของญาติผู้ใหญ่ของคุณ
เหมือนความรักของใครอีกหลายคนที่ให้คุณด้วยความจริงใจ
คุณเคยคิดว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญบ้างไหม
คุณเคยคิดว่าคุณดูแลพวกเขาดีพอหรือยัง
คุณให้ความสำคัญกับคนถูกคนหรือเปล่า
คุณให้ความสำคัญกับคนที่ให้วัตถุคุณมากกว่าคนที่ให้ความรู้สึกที่ดีกับคุณหรือเปล่า
    สิ่งที่สำคัญมักมองไม่เห็นด้วยตาแต่ต้องมองด้วยหัวใจ
แต่เรามักไม่มีเวลาพอที่จะใช้หัวใจมอง
เรามองอะไรแค่ฉาบฉวยแล้วก็ตัดสิน
เรามองดูความรวยความจนของคน ที่สิ่งของที่เขาใช้
เรามองความดีของคน ตรงที่เขาแสดงให้เราเห็น
เรามองอะไรหลายอย่างด้วยตา
แล้วเราก็ตัดสินคนเพียงแค่เวลาไม่เกิน 5 นาที
เราต้องสูญเสียมิตรที่ดีไปเพียงเพราะเราอ้างว่าไม่มีเวลา
เราไม่มีเวลาก็ต่อเมื่อเราไม่สนใจ
เราไม่ให้ความสำคัญต่อสิ่งนั้น ต่อคนๆนั้น
แต่ถ้าลองมองย้อนดู
ทำไมเราถึงมีเวลาทำอะไรมากมายหลายอย่างในแต่ละวัน
เพราะเราให้ความสนใจ ให้ความสำคัญ
ทำไมคุณไม่ลองให้ความสำคัญกับสิ่งที่คุณลืมไป
กับคนที่หวังดีกับคุณแต่คุณไม่เคยมอง
อย่าปล่อยให้มิตรภาพดีๆต้องมีรอยร้าว
เพราะเมื่อวันหนึ่งที่คนๆ นั้นต้องจากเราไป
เราจะได้จากกันด้วยความรู้สึกที่ดี
เราจะได้ไม่รู้สึกผิดเพราะว่า
เรายังทำดีกับเขาไม่เพียงพอ
"พ่อแม่ผู้แก่เฒ่า"


         พ่อแม่ ก็แก่เฒ่า ......จำจากเจ้า ไม่อยู่นาน

    จะพบ จะพ้องพาน ......เพียงเสี้ยววาน ของวันคืน

         ขอเถิด ถ้าสงสาร ......อย่ากล่าวขาน ให้ช้ำใจ

    คนแก่ ชะแรวัย ......คิดเผลอไผล เป็นแน่นอน

         ไม่รัก ก็ไม่ว่า ......เพียงเมตตา ช่วยอาทร

    ให้กิน และให้นอน ......คลายทุกข์ผ่อน พอสุขใจ

         เมื่อยาม เจ้าโกรธขึ้ง......ให้นึกถึง เมื่อเยาว์วัย

    ร้องไห้ ยามป่วยไข้ ......ได้ใครเล่า เฝ้าปลอบโยน

         เฝ้าเลี้ยงจนโตใหญ่....แม้เหนื่อยกายก็ยอมทน

    หวังเพียง จะได้ผล ......เติบโตจน สง่างาม

         ขอโทษ ถ้าทำผิด ......ขอให้คิด ทุกทุกยาม

    ใจแท้ มีแต่ความ ......หวังติดตาม ช่วยอวยชัย

         ต้นไม้ ที่ใกล้ฝั่ง ......มีหรือหวัง อยู่นานได้

    วันหนึ่ง คงล้มไป ......ทิ้งฝั่งไว้ กลายเป็นดิน

--------------
<marquee><b><b><font color="blue">วายุย่างกรายไร้ร่องรอย  คล้ายอ่อนช้อยพลิ้วไหวทั่วทุกหน  ยามพิโรธโกรธเกรี้ยวเที่ยวผจญ  สุดเวียนวนดุจดั่งจิตอิสตรี</font></b></b></marquee>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 14
มะเหมี่ยว Search for posts by this member.
ชาวบ้านธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1939
เข้าร่วมเมื่อ: 13 Mar. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 17 Mar. 2006,00:03 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

cry2.gif ซึ้งจังค่ะ ได้ข้อคิดเยอะเลยนะคะ winkthumb.gif

thankssign.gif  bowsdown.gif

--------------
<MARQUEE onmouseout="this.start( )" onmouseover="this.stop( )"scrollamount="2"scrolldelay="0"loop="0"direction="left">[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]...แต่ไหนแต่ไรมา....เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร...[img]http://thummada.com/php_upload2/Copy of r7_19.gif[/img]</MARQUEE>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 15
มารน้อย Search for posts by this member.
เพิ่งมาใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 22
เข้าร่วมเมื่อ: 24 Jan. 2006

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 05 Apr. 2006,09:29 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ชายคนหนึ่งเคยลงโทษลูกสาววัย 5 ขวบของเขา
เพราะนำเงินไปซื้อกระดาษห่อของขวัญสีทองม้วนหนึ่งซึ่งมีราคาแพง
ในขณะที่การเงินที่บ้านฝืดเคือง
และเค้าก็อารมณ์เสียอีกครั้งเมื่อลูกสาวของเขานำกระดาษสีทองราคาแพงนั้นมาห่อ
กล่องของขวัญเพียงเพื่อตกแต่งไว้ใต้ต้นคริสต์มาส
แต่กระนั้น...ลูกสาวตัวน้อยก็ได้มอบกล่องของขวัญนั้นให้พ่อของเธอในเช้าวันรุ่งขึ้น
และพูดว่า "นี่สำหรับพ่อค่ะ"
พ่อของเธอกระอักกระอ่วนกับอาการที่ได้แสดงออกไปก่อนหน้านี้

    แต่แล้วความโกรธก็ได้พุ่งพล่านขึ้นอีกครั้งเมื่อเขา
พบว่ามันเป็นเพียงกล่องเปล่า
เขาพูดด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดว่า “ลูกไม่รู้จริงๆ
อย่างนั้นหรือว่าการจะให้ของขวัญใคร มันจะต้องมีอะไรอยู่ใน
กล่องของขวัญด้วย?”

    เด็กน้อยมองไปที่พ่อของเธอด้วยน้ำตา และพูดว่า
"โอ...พ่อจ๋า
มันไม่ใช่กล่องเปล่าเลย หนูเป่าจูบเข้าไปจนเต็ม"
ชายคนนั้นสะอึกตัวชาด้วยความเสียใจ
เขาทรุดตัวลงแล้วโอบกอดลูกสาวไว้แน่น
เขาขอให้ลูกสาวยกโทษให้
กับท่าทางโกรธเกรี้ยวเกินเหตุของเขา

    ต่อมาไม่นานอุบัติเหตุก็ได้คร่าชีวิตลูกสาวของชายคนนั้นไป
และว่ากันว่าเขาเก็บกล่องของขวัญสีทองล้ำค่านั้น
ไว้ข้างเตียงตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียว

    และเมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกท้อแท้ใจ
หรือต้องเผชิญกับปัญหาที่ยากเย็นแสนเข็น
เขาจะเปิดกล่องใบนี้ เพื่อหยิบจูบในจินตนาการขึ้นมาหนึ่งจูบ
แล้วรำลึกถึงความรักของลูกน้อย
ที่ได้ใส่จูบนั้นไว้ให้เขา

--------------
<marquee><b><b><font color="blue">วายุย่างกรายไร้ร่องรอย  คล้ายอ่อนช้อยพลิ้วไหวทั่วทุกหน  ยามพิโรธโกรธเกรี้ยวเที่ยวผจญ  สุดเวียนวนดุจดั่งจิตอิสตรี</font></b></b></marquee>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 16
มารน้อย Search for posts by this member.
เพิ่งมาใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 22
เข้าร่วมเมื่อ: 24 Jan. 2006

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Apr. 2006,08:52 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เด็กตัวน้อยนั่งรอพ่อกลับบ้าน อยู่รอจนดึก
เมื่อพ่อกลับมา คำพูดที่ออกจากปากกลับเป็นคำดุลูกที่ไม่ยอมนอน
เด็กน้อยเสียใจ ได้แต่เดินร้องไห้เงียบๆเข้าห้องไป
พ่อเห็นดังนั้น ทำให้รู้สึกผิด เดินตามลูกไป
“พ่อขอโทษนะลูก ที่ดุลูกเมื่อครู่ พ่อทำงานมาก เลยอารมณ์ไม่ค่อยดี”
“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่โกรธพ่อหรอก ผมขอถามอะไรซักอย่างได้ไหมครับ
พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่หรือครับ”
เด็กน้อยถามพ่อ แม้พ่อจะไม่รู้ว่าลูกถามเพราะอะไร แต่ก็ตอบลูกไป
“ประมาณ 350 บาท มีอะไรหรือ”
“ถ้างั้นผมขอเงินพ่อ 350 บาทนะครับ”
เมื่อได้ฟังลูกน้อยตอบ ความโกรธเมื่อครู่จึงเพิ่มมากขึ้นอีก จึงตะคอกใส่ลูก
“อะไรกัน! นี่พ่อเพิ่งบอกไปว่าพ่อได้เงินเดือนชั่วโมงละ 350 บาท เองนะ
พ่อทำงานเหนื่อยแทบตายกว่าจะได้แต่ละบาท แล้วนี่อะไร มาขอเงินพ่อแบบนี้”
“ก็พ่อบอกว่าได้เงินชั่วโมงละ 350 บาท ผมก็จะจ้างพ่ออยู่กับผม 1 ชั่วโมง
ด้วยเงิน 350 บาทไงครับ” เด็กน้อยตอบกลับ
ทันทีที่ฟัง ทำให้พ่อเกิดความละอายใจ
‘นี่เราไม่เคยอยู่กับลูกเลยหรือ ลูกถึงได้พูดแบบนี้’
“พ่อขอโทษนะลูกที่ไม่ได้อยู่กับลูกเลย ไม่เป็นไร
ไม่ต้องจ้าง พ่อก็จะอยู่กับลูก พ่อจะกลับบ้านเร็วขึ้นแล้วมาอยู่กับลูกนะ”

    ลองพิจารณาดูว่าการทำงานหาเงินนั้น สำคัญมากกว่าการได้อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวหรือ?

--------------
<marquee><b><b><font color="blue">วายุย่างกรายไร้ร่องรอย  คล้ายอ่อนช้อยพลิ้วไหวทั่วทุกหน  ยามพิโรธโกรธเกรี้ยวเที่ยวผจญ  สุดเวียนวนดุจดั่งจิตอิสตรี</font></b></b></marquee>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 17
มารน้อย Search for posts by this member.
เพิ่งมาใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 22
เข้าร่วมเมื่อ: 24 Jan. 2006

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Apr. 2006,08:57 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เดินชนคนแปลกหน้า ฉันเอ่ยขอโทษไม่ตั้งใจ
เขากลับตอบ “ขออภัย ผมเองไม่ทันเห็นคุณ”
เราต่างสุภาพ ถ้อยทีถ้อยอาศัย แสดงน้ำใจแม้ไม่รู้จักกัน

แต่ที่บ้านเย็นวันนั้น ฉันทำอาหารอยู่ในครัว
ลูกสาวตัวน้อยแอบมายืนข้างหลังไม่ทันระวังฉันหันกลับมาชน
เธอล้มลง “อย่ามายืนเกะกะ” ฉันดุใส่
ลูกสาวเดินจากไป หัวใจเธอปวดร้าว

คืนนั้นฉันได้ยินเสียงกระซิบจากเบื้องลึกของหัวใจ
“กับคนแปลกหน้าเจ้าสุภาพได้ กับลูกรักชิดใกล้
ทำไมทำได้ลงคอ ดูที่พื้นครัวสิ ดอกไม้หลากสีที่ลูกอุตส่าห์เก็บมา
หวังให้เจ้าแปลกใจตกเกลื่อนอยู่ทั่วไป
น้ำตาเธอไหล เหตุใดไม่แลเห็น”
ฉันเพิ่งรู้ตัว เลยค่อยๆย่องเข้าไปนั่งคุกเข่าข้างเตียงลูก
“ตื่นเถิดคนดี ดอกไม้นี่ลูกเก็บมาให้แม่หรือ”
ลูกตอบ “ใช่ค่ะ หนูเห็นดอกไม้บานสวยงามเหมือนคุณแม่
รู้ว่าคุณแม่ต้องชอบ โดยเฉพาะดอกสีน้ำเงิน”
ฉันตื้นตันใจนัก “ลูกรัก แม่ขอโทษจริงๆที่เอ็ดหนู”
“แม่จ๋าไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูรักแม่”
“แม่ก็รักลูก แม่ชอบดอกไม้ของหนูมาก โดยเฉพาะดอกสีน้ำเงินจ๊ะ”

หากเราตายไปในวันพรุ่งนี้ อีกไม่กี่วันนายจ้างก็หาคนใหม่มาทำแทนได้
แต่ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังอาจโศกเศร้าไปชั่วชีวิต ลองคิดดูว่าคุ้มไหม
หากเราจะทุ่มเทงานให้มากกว่าครอบครัว
............................................................................
ถอดความจากเรื่อง “Blue Flowers”
มีเพื่อนส่งมาให้อ่าน มีความหมายดีมาก
   
FAMILY

รู้ไหมคำว่า  FAMILY  ย่อมาจาก
(F)ATHER (A)ND  (M)OTHER  (I) (L)OVE  (Y)OU.

    ให้เวลากับพ่อ-แม่ของคุณมากขึ้นยามท่านแก่ตัวลง    
 รู้จักแบ่งเวลาให้กับงานและคนที่บ้านให้สมดุลกัน
 หากมีใครมาบอกให้จัดความสำคัญเสียใหม่            
 จงย้อนถามกลับไปว่าครอบครัวสำคัญน้อยกว่าหรือไร?

--------------
<marquee><b><b><font color="blue">วายุย่างกรายไร้ร่องรอย  คล้ายอ่อนช้อยพลิ้วไหวทั่วทุกหน  ยามพิโรธโกรธเกรี้ยวเที่ยวผจญ  สุดเวียนวนดุจดั่งจิตอิสตรี</font></b></b></marquee>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 18
มารน้อย Search for posts by this member.
เพิ่งมาใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 22
เข้าร่วมเมื่อ: 24 Jan. 2006

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 02 Jun. 2006,06:48 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เวลาไม่มีเงิน

คนแรกที่คิดถึงคือ พ่อและแม่

    แต่พอมีเงิน ...

คนแรกที่คิดถึงคือแฟนและเพื่อน

    อยากได้รถ ...

คนแรกที่คิดถึงคือ พ่อและแม่

    แต่พอมีรถ ...

คนแรกที่จะไปรับคือแฟนและเพื่อน

    ร้านอาหารหรู ๆ บรรยากาศคลาสสิค ...

มีไว้สำหรับแฟนและเพื่อน

    อาหารบนโต๊ะที่บ้าน .

มีสำหรับพ่อและแม่

    โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า ...

มีไว้สำหรับแฟนและเพื่อน

    ทีวี และสวนหน้าบ้าน ...

มีไว้สำหรับพ่อและแม่

    พ่อและแม่ คิดบัญชีค่าใช้จ่ายก่อนนอน ...

เพื่อความอยู่รอด

    ลูกนอนคุยโทรศัพท์ เล่นเนตก่อนนอน ...

เพื่อให้หลับฝันดี

    เวลาเรามีความสุข .

มักจะมองหาแฟนและเพื่อน

    เวลาเรามีความทุกข์ .

คนที่กังวล หดหู่และเศร้าสลดใจ คือพ่อและแม่

    เวลาประสบความสำเร็จ !..

เรามักมองหาแฟนและเพื่อนเพื่อนัดฉลองและสังสรร

    แต่คนที่ดีใจที่สุดคือพ่อและแม่ ...


            แต่พ่อและแม่

 กลับกลายเป็นคนที่เรามองข้ามไป



    ลูกไปรื่นเริงตามโรงหนัง

เธค ผับ โต๊ะสนุ๊ก ฯลฯ ...

    พ่อและแม่กลับทำงาน หรือ

นอนหลับเก็บแรงไว้ทำงานหาเงินในวันรุ่งขึ้น

    เพื่อแลกความสุขของลูก

อยากให้ลูกเรียนสูง ๆ

    เวลาแต่งงาน ...

คนที่เป็นธุระหาสินสอดทองหมั้นคือพ่อและแม่
คนที่มีความสุขคือลูก

    พ่อและแม่ตำหนิ ตักเตือน บางครั้ง

เต็มไปด้วยอารมณ์ห่วงใย...........เพื่อให้ลูกได้ดี

แต่ลูกคิดว่าสิ่งที่ พ่อและแม่พูด ... เป็นแค่เรื่องไร้สาระ

    พ่อและแม่ ...

คือผู้ฝ่าฟันปัญหาเป็นร้อยพันประการเพื่อลูก

    แต่พอลูกมีปัญหา .

มักคิดได้แค่ ท้อถอย หดหู่หรืออยากตาย!!!!

    พ่อและแม่คือผู้ที่ปกป้อง

และยืนเคียงข้างลูกจวบจนชีวิตจะหาไม่

    ลูกกำลังคิดถึงสิ่งใด ... ???


         คำว่า “พ่อ” หรือ “แม่”

  อาจเป็นคำแรกที่เราพูดได้ตั้งแต่เกิด

         แล้วคุณเตรียมอะไรไว้

  เพื่อคุณพ่อคุณแม่ของคุณหรือยัง

--------------
<marquee><b><b><font color="blue">วายุย่างกรายไร้ร่องรอย  คล้ายอ่อนช้อยพลิ้วไหวทั่วทุกหน  ยามพิโรธโกรธเกรี้ยวเที่ยวผจญ  สุดเวียนวนดุจดั่งจิตอิสตรี</font></b></b></marquee>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 19
pilgrim Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 2230
เข้าร่วมเมื่อ: 16 Jun. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 26 Jul. 2006,14:58 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

คุณมารน้อยไม่มาเขียนต่อแล้วหรือคะ
เคยอ่านมาจากฟอร์เวิร์ดเมล์เหมือนกันค่ะ แต่อ่านทีไรก็ซึ้งทีนั้นนะคะ cry2.gif

--------------


All days come from one day.
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 20
มารน้อย Search for posts by this member.
เพิ่งมาใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 22
เข้าร่วมเมื่อ: 24 Jan. 2006

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 30 Oct. 2006,11:34 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

มารน้อยกลับใจมาแล้วค่ะ หลังจากห่างหายไปนาน กลับมาพร้อมกับเรื่องใหม่ๆเช่นเดิม

  นานมาแล้ว...
   ผืนดินได้ให้กำเนิดดอกไม้ดอกเล็กๆขึ้นมาดอกหนึ่ง
   ด้วยความรัก...ผืนดินจึงคอยเฝ้าประคบประหงมเลี้ยงดู ป้อนข้าวป้อนน้ำให้แก่เจ้าดอกไม้น้อย
   ยามลมพายุโหมกระหน่ำ  ผืนดินก็คอยเหนี่ยวรั้งดอกไม้ไว้ไม่ให้ถูกพัดกระเด็นไป
   ดอกไม้จึงคงอยู่ และผลิช่อเผยดอกอันสวยงาม เป็นที่ชื่นชมของผู้คนที่เดินผ่านไปมา
   " ดูสิ! ดอกไม้นั่นสวยจังเลย "
   นานวันเข้า...ดอกไม้ก็หลงเคลิ้มไปกับคำชื่นชม จนกลายเป็นดอกไม้ที่หลงตัวเอง และคิดว่าตนเองสำคัญเหนือใครๆ
   " คงถึงเวลาแล้ว ที่ฉันจะออกท่องไปในโลกกว้าง อวดโฉมให้ผู้คนทั่วโลกได้เห็น " ดอกไม้ฝันหวาน
   " อย่าเลยลูก เจ้ายังเด็กเกินไป " ผืนดินท้วงอย่างอ่อนโยน
   " หุบปากน่า ! ยายแก่ ! แกไม่มีสิทธิมาห้ามฉัน  เพราะแกไม่เคยทำอะไรให้ฉันเลย... มีแต่ฉันทำให้แก  นี่เพราะมีฉันอยู่หรอกนะ พวกมนุษย์เค้าจึงยังพอเห็นคุณค่าของแกอยู่บ้าง " ดอกไม้กล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว
   " ยังไงฉันก็จะไป  แกจะได้รู้สึกเสียทีว่า เมื่อฉันไม่อยู่แล้ว แกจะเป็นยังไง "
   ว่าแล้ว...เจ้าดอกไม้น้อยก็ถอนตัวออกจากผืนดิน ก้าวเดินออกไป  ทิ้งผืนดินไว้เบื้องหลังอย่างเดียวดาย
   ดอกไม้ออกมาท่องโลกกว้างสมใจ  ผ่านไปแห่งหนใดผู้คนก็ชื่นชมในความงาม
   " ดอกไม้น้อย...เจ้าสวยจังเลย "
   แต่นานเข้า...ไม่มีคนคอยป้อนข้าวป้อนน้ำให้อย่างเคย หาอาหารเองก็ไม่ได้ ร่างกายจึงผอมแห้งเหี่ยวเฉาลง  จากที่เคยถูกชื่นชม กลับกลายเป็นถูกหยามเหยียดแทน
   " อี๋ !!! ไปไกลๆเลย  แกมันดอกไม้ที่เหี่ยวช้ำ  ทุเรศสิ้นดี "
   เมื่อท้องหิว...ก็ไม่มีแรง  ดอกไม้นั่งขดตัวพยายามข่มเสียงท้องร้องท่ามกลางสายฝนที่พรั่งพรูลงมา
   " ฉันน่าจะเชื่อแม่ "  ดอกไม้เริ่มรู้สึกผิด
   วันหนึ่ง...ลมพายุโหมกระหน่ำ  ดอกไม้ถูกพัดกระเด็นกระดอนเพราะไม่มีผืนดินคอยเหนี่ยวรั้งไว้เช่นแต่ก่อน  ดอกไม้ถูกพัดไปชนกับโขดหินใหญ่จนสลบเหมือด...
   เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา...ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่หน้าโขดหินใหญ่
   " เป็นไงมาไงล่ะ..เจ้าดอกไม้น้อย "  โขดหินใหญ่ทักถามอย่างเป็นมิตร
   ดอกไม้จึงเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้โขดหินใหญ่ฟัง
   โขดหินได้ฟังก็บอกให้เจ้าดอกไม้กลับไปหาแม่เสีย
   " ถึงกลับไป  แม่ก็คงไม่รักฉันเหมือนเดิมแล้ว "  ดอกไม้กล่าวอย่างเศร้าใจ
   " เจ้าเด็กโง่ ! ไม่มีบุพการีที่ไหนหรอกที่จะรังเกียจลูกตัวเองได้ลง  เขามีแต่ความหวังดีและปรารถนารักอันบริสุทธิ์  กลับไปเถอะ...
เขาจะต้องดีใจแน่ที่เห็นเจ้ากลับไป "  โขดหินใหญ่สอนสั่ง
   ดอกไม่ได้ฟังก็ใจชื้น...กล่าวขอบคุณโขดหินใหญ่แล้วพยุงร่างอันบอบช้ำกลับไปหาอ้อมอกแม่
   แต่เมื่อกลับมาถึง...
   ดอกไม้กลับพบว่ามีถนนซีเมนต์ตัดผ่านปิดทับผืนดินผู้เป็นแม่ไว้
   " นี่มันเกิดอะไรขึ้น ! ใครมาทำกับแม่ฉันอย่างนี้ " ดอกไม้ตกใจ
   พุ่มไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆจึงชี้แจงให้ฟังว่า...
   " นับแต่วันที่เจ้าจากไป... ผืนดินก็หม่นเศร้าหงอยเหงา ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร  พวกมนุษย์พยายามสรรหาพันธุ์ไม้อื่นมาปลูกแทนที่เจ้า  แต่ก็ปลูกไม่ขึ้น  พวกเขาจึงสรุปกันว่า ผืนดินตายแล้ว เป็นผืนดินที่ไร้คุณภาพ จึงตัดสินใจทำถนนทับผืนดินเสีย... "
   ดอกไม้ได้ฟังดังนั้นก็ทรุดกายร้องไห้โฮ
   " แม่...... ฉันขอโทษ  ฉันไม่น่าทิ้งแม่ไปเลย  ฉันขอโทษ.........แม่..............โฮโฮ !!! "
   อ้อมอกอุ่นที่เคยได้รับจากผืนดินผู้เป็นแม่  จากนี้ไป...จะไม่มีอีกแล้ว
   สิ่งที่เจ้าดอกไม้ได้รับแทนก็คือ ความเย็นกระด้างจากผืนซีเมนต์ที่แห้งแข็ง  เย็นเฉียบ...เข้าไปถึงขั้วหัวใจ


   และสุดท้ายนี้ สำนึกในพระคุณของบุพการีสักนิด...
ก่อนที่จะสายไป

--------------
<marquee><b><b><font color="blue">วายุย่างกรายไร้ร่องรอย  คล้ายอ่อนช้อยพลิ้วไหวทั่วทุกหน  ยามพิโรธโกรธเกรี้ยวเที่ยวผจญ  สุดเวียนวนดุจดั่งจิตอิสตรี</font></b></b></marquee>
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
19 คำตอบนับตั้งแต่ 29 Jan. 2006,10:59 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 2 of 2<<12
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com