เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 1 of 1512345>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง จากแมงเม้าถึงแมงโม้, เรื่องเล่าทั้งแบบมีสาระและไร้สาระค่ะ< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 1
pilgrim Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 2230
เข้าร่วมเมื่อ: 16 Jun. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Jun. 2006,17:39  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ตอน: จากขึ้นโรงพักจนมาได้เป็นดารา (1)


จั่วหัวเล่นให้ดูตื่นเต้นค่ะ เรื่องของเรื่อง คือ พิลมีเหตุต้องไปเจรจากับตำรวจนิดหน่อย แล้วจากนั้น ก็มีคนมาชวนไปเล่นหนังค่ะ หนังอะไรต้องติดตามกันต่อไปนะคะ

วันนี้ อยากจะเล่าประสบการณ์จากการได้มาอยู่กับคนต่างที่ต่างถิ่นให้ฟัง sit01.gif

เมืองที่พิลอยู่เป็นเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ เล็กจนดูเหมือนหมู่บ้าน ไม่ใช่เมือง แต่สิ่งที่ทำให้เมืองนี้ใหญ่ขึ้น ก็คือ มหาวิทยาลัย คือ เมืองนี้มีมหาวิทยาลัยที่ค่อนข้างใหญ่ค่ะ นั่นทำให้มีนักศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศมุ่งหน้ามาเรียน มาอยู่ในเมืองนี้กันมากมาย

ด้วยความขึ้นชื่อเรื่องสาขาวิชาบางด้าน ทำให้นักศึกษาต่างชาติหลั่งไหลมาเรียนเมืองนี้กันมากเหมือนกันค่ะ โดยเฉพาะนักศึกษาจีนที่แทรกไปแทบทุกที่ (เพราะประชากรเขาเยอะเนอะ)

ชาวบ้านที่เคยอยู่กันสงบสุขก็เริ่มต้องทำใจรับกับสภาพผู้คนอันคึกคักวุ่นวาย ทุกหนทุกแห่ง เต็มไปด้วยนักศึกษาเต็มไปหมด บ้านช่องห้องหอกลายเป็นบ้านเช่าให้นักเรียนอยู่
กลิ่นกระเทียม กลิ่นซีอิ๊วกระจุยกระจายไปตามสายลม

แต่ก็คงมีชาวบ้านบางกลุ่มที่ทำใจไม่ได้ และไม่อยากทำใจ ก็เลยเริ่มรู้สึกเกลียดชังนักศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาต่างชาติ อันความรู้สึกเหยียดผิวนี่มันคงฝังรากลึกมานานค่ะ

เรื่องความเกลียดชังคนต่างชาตินี้ ดูเหมือนผู้ใหญ่ก็จะปลูกฝังให้เด็กๆ ลูกๆหลานๆด้วยเช่นกัน
เคยมีลูกของเพื่อนที่เป็นคนต่างชาติ มาถามพิลว่า ยูมาจากเมืองไทยนี่ คนไทยกินหมาเป็นอาหารประจำวันใช่ไหม
พิลก็ถามว่า ยูรู้ได้ไง
เด็กบอกว่า ที่โรงเรียนครูสอนเรื่องอาหารประจำชาติของประเทศต่างๆทั่วโลก แล้วก็สอนว่า คนตะวันตกกินขนมปัง คนจีนกินก๋วยเตี๋ยว แล้วก็คนไทยกินหมา

ได้ฟังก็อึ้งไปเหมือนกัน ว่าครูเขาสอนอย่างนี้ได้ยังไง เลยทำให้รู้สึกว่า การเป็นครูนี่ต้องระวังเหมือนกันนะ ว่าจะถ่ายทอดปลูกฝังอะไรให้เด็ก
เด็กก็บอกค่ะว่า ครูก็ดูมาจากสารคดีที่เข้ามาถ่ายทำในเมืองไทย คาดว่าคงจะเป็นแถวบางท้องที่ที่การกินหมา ถือเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนอังกฤษแล้ว เขาถือว่าเป็นเรื่อง"ช็อค" เพราะเขารักหมายิ่งกว่าเมีย(บางทีนะคะ อิๆๆ)
ข้อมูลที่เราได้รับผิดๆบางด้าน หรือวัฒนธรรมที่ต่างกันก็ทำให้เราเกิดอคติ ความชิงชังต่อกันได้ง่ายๆค่ะ

แต่สำหรับผู้คนในเมืองของพิล กลุ่มคนที่ก้าวร้าวต่อนักศึกษาต่างชาติมากที่สุด เห็นจะได้แก่เด็กวัยรุ่นค่ะ บางทีก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าพวกเราไปทำอะไรให้เขาไม่ชอบเราได้ถึงขนาดนี้ จะว่าเคยเดินไปเหยียบตาปลาพวกเขารึ ก็เปล่านี่นา

พิลเคยเดินไปกับเพื่อน มีเด็กรุ่นสาวสองคนเดินผ่านมา ทันใดนั้น เธอก็เอามือมาลูบหัวเพื่อนแล้วก็หัวเราะกันกิ๊กกั๊ก พิลก็ถามเพื่อนว่า รู้จักกันเหรอ เพื่อนบอกเปล่า

น้องคนไทยคนหนึ่ง เดินมาเรียนทุกวัน กลางทางจะมีเด็กมาดักคอยขว้างกิ่งไม้ใส่ โยนก้อนกรวดใส่
น้องคนนั้น(ผู้หญิง) เลือดร้อน เคยวิ่งไล่ตามเด็กเกเร แต่ก็วิ่งไม่ทันมันหรอกค่ะ มันก็วิ่งหนีกันไปหัวเราะกันครื้นเครงที่ทำให้พวกเราหัวปั่นได้

เขาเล่าว่า นักศึกษาจีนบางคน เคยถูกเด็กเอาซอสมะเขือเทศมาบีบใส่ (พุ่งมาจากการบีบขวดพลาสติกค่ะ)
น้องคนนั้น หนักๆเข้าเขาทนไม่ไหว เลยไปแจ้งตำรวจ แล้วเหตุการณ์ก็สงบไป เพราะตำรวจตามจับเด็กได้

เพื่อนแอฟริกันผิวดำบางคน เคยโดนเด็กๆตะโกนใส่หน้าว่า "Black beast" แปลได้ประมาณว่าคุณสัตว์ดำ
หรือบางทีถีบจักรยานกลับบ้าน ก็มีเด็กวัยรุ่นผิวขาวมากันเป็นกลุ่ม มารุมล้อมแล้วผลักจักรยานให้ล้ม

เพื่อนคนดำคนนี้ ชื่อเวม่าค่ะ แกมีลูกสองคน วันหนึ่ง แกพาลูกชายไปเล่นม้าหมุนที่มาตั้งที่ตลาด ให้พ่อแม่พาลูกๆมาเล่น (แบบเสียเงินเป็นรอบๆน่ะค่ะ)
แกบอกว่า พอแกอุ้มลูกขึ้นไปนั่งบนม้าหมุน เด็กต่างๆ ที่นั่งรออยู่แล้วก็ลุกกันหมด พ่อแม่ก็มาพาลูกของตัวออกไป
คนเก็บเงินก็มาว่าเวม่า ว่าเป็นเพราะยู ทำให้ลูกค้าเขาหายหมด ให้รีบออกไป อย่ามาเล่น
ลูกชายของเวม่า ยังเป็นหนูน้อยในวัยไร้เดียงสา ก็ถามพ่อว่า ทำไมเขาไม่เล่นกันล่ะครับพ่อ เขาไปไหนกันหมดแล้ว

ได้ยินเวม่าเล่าแล้วก็สะเทือนใจเลยค่ะ เวม่าเล่าว่า บางที พาลูกไปเล่นตามสวนสาธารณะที่เขามีเครื่องเล่น เช่น ชิงช้า กระดานหกให้เด็กเล่น พอลูกปีนขึ้นไปเล่นอันไหน เด็กคนขาวก็จะหนีหมด ลูกของเวม่าก็จะมองอย่างไม่เข้าใจ เพราะเขาเป็นเด็กๆ เขาก็มีหัวใจอยากจะเล่นกับเด็กๆด้วยกัน

ของพิลเองที่เคยเจอ ก็เดินๆอยู่ พวกเด็กคนขาวก็จะมาร้องทักแบบล้อเลียนว่า "หนีห่าว" ซึ่งภาษาจีนกลางหมายถึง สบายดีไหม

หรือบางคนก็พูดลอยๆว่า ชิงกี้ Chinky ซึ่งเป็นคำเรียกคนจีนอย่างหยาบๆดูถูก

คือคนขาวเขาก็แยกไม่ออกหรอกค่ะ ว่าเราเป็นชาติไหน ในสายตาของพวกเขา คนเอเชียก็หน้าตาคล้ายๆกันไปหมด คือ หน้าแบน หน้าดำ หน้าเหลือง และไร้ดั้ง(อิๆๆๆ)
เหมือนเราก็แยกไม่ค่อยถูกเหมือนกันว่า หน้าตาอย่างนี้คือฝรั่งชาติไหน

แต่พิลก็เฉยซะค่ะ เพราะคิดว่า อยากพูดก็พูดไป ให้มันลอยไปตามลม

แต่ที่เด็ดๆ มีอยู่สองทีค่ะ ตอนนั้นเป็นปีแรกที่เดินทางมาอยู่อังกฤษ เดินผ่านเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ไอ้หนูก็พูดขึ้นลอยๆว่า
"you want to smack my bum?" แปลตรงๆได้ประมาณว่า "เธออยากมาลูบ (หรือตี)ตูดฉันไหมจ๊ะ"
ตอนแรก หูยังไม่กระดิกค่ะ ยังหันไปถามมันว่า "อะไรนะ พูดใหม่ซิ"
มันก็ดีค่ะ พูดใหม่ให้ฟังอีกหน อิๆๆๆ คราวนี้ฟังออก ก็ตกใจ บอกมันได้คำเดียวว่า โน แล้วรีบเดินหนีมันเลย

อีกคราวที่เจอ คราวนี้ ไอ้หนูยิ้มให้มาแต่ไกลเลยค่ะ (จำไม่ได้หรอกค่ะว่าคนเดียวกันหรือเปล่า แต่บริเวณที่เจอคือบริเวณเดียวกัน คือใกล้ๆมหาวิทยาลัย)
ตอนแรก พิลก็ไม่รู้ว่าใคร เพราะตาสั้น มองไกลไม่ค่อยเห็น ไม่ได้ใส่แว่น ก็นึกว่าเป็นเพื่อน ก็เลยยิ้มตอบมันไป
พอมันเดินเข้ามาใกล้ ก็ถึงรู้ว่า เอ นี่เราไม่ได้รู้จักมันนี่หว่า ไม่ใช่เพื่อนเราสักหน่อย
ไอ้หนูนั่นก็เอื้อนเอ่ยเลยว่า "You're so sexy." ฮ่าๆๆ ขอบคุณที่ชม

เราก็ก้มดูตัวเอง มันเซ็กซี่ตรงไหนฟะ ก็แต่งตัวธรรมดา ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์หลวมๆ ไม่ได้ฟิตเปรี๊ยะสักหน่อย เสื้อก็คอปิด ไม่ได้ลึกล้ำจนเห็นใจน้อง

แถมวัยเราก็นะ แก่พอจะเป็นแม่มันได้ เหอๆๆๆ
ก็นึกในใจ แกนะทะลึ่งจริงๆ ไม่รู้จัก E แก่ซะแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้มันหรอกค่ะ ก็เดินผ่านกันไป
อาจจะเป็นเพราะพิลเป็นคนตัวเล็ก เตี้ยเหมือนเด็กๆวัยรุ่นที่นี่ มันก็เลยนึกว่าเรารุ่นเดียวกับมัน อีกอย่าง เราคงหน้าเป็น เดินเป็นแป๊ะยิ้มแบบรับแขกด้วย เด็กมันเลยสับสน หลงผิดคิดว่ายังเอ๊าะ เหอๆๆๆ

เล่ามาตั้งยาว ยังไปไม่ถึงไหนเลย บอกแล้วค่ะ แมงโม้ แมงเม้ามาเอง พักก่อนนะคะ เดี๋ยวมาเล่าต่อค่ะ ว่าไปพัวพันกับคุณตำรวจได้ยังไง wave.gif

--------------


All days come from one day.
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 2
แมวเหมียว Search for posts by this member.
แม่ครัวโจ๊กน้ำใส
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 3991
เข้าร่วมเมื่อ: 23 Oct. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Jun. 2006,00:31 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

คุณพิลเล่าสนุก.. winkthumb.gif แถมแสบๆคันๆค่ะ laugh1.gif 

again.gif again.gif again.gif

จาก กองเชียร์ค่ะ ไม่ใช่แมงโม้ hehe.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 3
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Jun. 2006,03:41 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

พี่เคยดูสารคดีเรื่องเพื่อนบ้านในอังกฤษ เขาไม่ได้มีปัญหากับคนเอเซียเท่านั้น คนผิวขาวด้วยกันแต่อพยพมาจากที่อื่น มาอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน ก็ยังถูกคนอังกฤษกลั่นแกล้งต่างๆนานา และไม่ใช่รายเดียวด้วย 

      ยิ่งฟังพิลเล่ายิ่งน่ากลัว แล้วก็พวกบ้าบอลยิ่งน่ากลัวสุดๆ cry2.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 4
pilgrim Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 2230
เข้าร่วมเมื่อ: 16 Jun. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Jun. 2006,18:32 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

จากขึ้นโรงพัก จนมาได้เป็นดารา (2)

เอาละค่ะ คราวนี้ก็มาถึงเรื่องที่จะต้องไปพัวพันกับตำรวจ

เหตุมีอยู่ว่า พิลต้องย้ายบ้านเมื่อปีก่อน เพราะบ้านเช่าเดิมเป็นของมหาวิทยาลัย แล้วเขาต้องการเอาคืน เพื่อที่จะไปขายต่อ เพราะมหาวิทยาลัยคงขี้เกียจบริหารกิจการแล้ว

บ้านที่ย้ายมาใหม่ก็คือบ้านที่อยู่ปัจจุบัน ไม่ไกลจากบ้านเดิม
ใกล้ๆบ้านจะมีร้านค้าประจำหมู่บ้านอยู่สามสี่ห้อง ซึ่งเป็นลักษณะโดยทั่วไปของหมู่บ้านในอังกฤษ
ร้านหนึ่งนั่นเลยค่ะ ฟิชแอนด์ชิพ ที่พิลเคยเอารูปมาให้ดู อีกร้านขายอาหารอินเดียเทคอะเวย์ เคยไปซื้อกินอยู่หนเดียว เพราะอาหารอินเดียค่อนข้างจะมันย่อง
แล้วก็มีร้านทำผม (ไม่เคยใช้บริการเลย) กับร้านขายของชำกระจุกกระจิก ซึ่งร้านหลังนี้ พิลเข้าบ่อยมากที่สุด

ที่บริเวณร้านค้า จะเหมือนตึกแถวชั้นเดียวเรียงกันอยู่สามสี่ห้อง คือเป็นร้านอย่างเดียว ไม่ใช่ที่พักอาศัย บริเวณนี้แหละค่ะ ที่มักจะมีเด็กวัยรุ่นมาจับกลุ่มมั่วสุมกันเป็นประจำแทบจะทุกเย็น
เด็กพวกนี้ เป็นใครมาจากไหน ก็ไม่รู้
ตอนย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ ถ้าจะไปมหาวิทยาลัยก็ต้องเดินผ่านร้านค้านี่ เพราะเป็นเส้นทางหลัก

นี่ค่ะร้านค้าและทางเดิน รูปนี่ถ่ายมาตอนหน้าหนาวค่ะ เลยอึมครึมไปหน่อย พุ่มไม้เตี้ยๆสีน้ำตาลนั่นแหละค่ะ ที่พวกเด็กมาทำสงครามกองโจร แอบซุ่มอยู่ ตอนหน้าร้อน จะใบดกเขียวรกทึบเลยค่ะ



น้องคนไทยที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ก็ชอบมาเล่ากันว่า พวกเขาถูกเด็กเกเรพวกนี้แกล้งเอาเสมอ ไม่ว่า จะเอาก้อนกรวดปา หรือบางทีก็เด็ดลูกไม้แถวนั้นมาเขวี้ยง
หรือบางทีพวกเด็กเล่นบอลกันอยู่ ก็โยนบอลมาที่เรา ทำเหมือนจะให้โดนแบบเฉียดๆ
มีน้องผู้หญิงอีกคน เธอเป็นคนขี้เล่น พอเด็กโยนบอลมา เธอก็เลยรับไว้แล้วเตะกลับไป เท่านั้นแหละค่ะ มันด่าด้วยคำหยาบคาย ประเภทที่ขึ้นต้นว่า f..ck you เลย

ตอนแรกพิลก็ยังไม่โดนอะไร ก็มีบ้างเหมือนกัน ที่เวลาเราเดินผ่านมันก็จะตะโกนเสียงเอะอะ ประมาณว่าจะเรียกร้องความสนใจ
บางที มันก็แอบซุ่มอยู่ตามพุ่มไม้ หรือ ปีนแอบขึ้นไปแอบอยู่บนต้นไม้ คอยลอบโจมตีเราด้วยการขว้างอะไรใส่ เอากับมันสิคะ

ท่าทางมันคงจะสนุกมาก เคยสังเกตดู ถ้าเราเดินมา แล้วมีคนผิวขาวฝรั่งเดินมาด้วย มันก็จะเฉย ไม่โจมตีเรา
แม้แต่น้องผู้ชายก็โดนเหมือนกัน ไม่มีเว้น น้องบางคนเล่าว่า เพื่อนเธอที่อยู่ในละแวกนี้ เป็นคนจีน แล้วต้องเดินผ่านร้านค้า ก็โดนเหมือนกัน
พวกเราก็อยู่ด้วยความประสาทเสีย หวาดระแวงทุกครั้งที่ต้องเดินผ่านบริเวณนี้
บางคน ก็เดินเลี่ยงไปใช้ทางอื่น ที่อ้อมและไกลกว่าเดิม
แถมเด็กบางคนในกลุ่ม มีมอเตอร์ไซค์คันเล็กๆ พอตกดึก มันจะมาขับวนเวียนอยู่แถวบ้านพวกเรา เร่งเครื่องกระหึ่ม บรื้นๆๆๆ เวลาที่มันมาน่ะ หกทุ่ม ตีหนึ่งแล้วนะคะ ก็ยังสงสัยว่า ชาวบ้านแถวนั้น เขาไม่รู้ร้อนรู้หนาวกันเลยรึ


พิลก็รู้สึกรำคาญตะหงิดๆ อยู่ในใจ จนมาวันหนึ่ง กำลังเดินไปมหาวิทยาลัย ราวๆสิบเอ็ดโมงเช้า กลางวันแสกๆ
ขณะเดินผ่านร้านค้า ก็เห็นมีผู้ชายใส่หมวกแคพ ถีบจักรยานตรงมา พุ่งเข้าหาเรา ทำท่าจะชน

อีกแล้วค่ะ พิลก็นึกว่าเป็นเพื่อน (เพราะไม่ได้ใส่แว่น ก็เลยไม่ค่อยรู้ว่าใครเป็นใคร ที่ไม่ใส่เพราะตาเริ่มเปลี่ยนค่ะ ใส่แว่นแล้วรำคาญ จะใส่ก็ต่อเมื่อต้องมองไกลๆ เท่านั้น) 

ที่คิดว่าเป็นเพื่อน ก็เพราะบางทีเพื่อนผู้ชาย ที่เรียนอยู่ด้วยกัน ก็ชอบมาล้อเล่นด้วยวิธีนี้ คือ ถีบจักรยานมาเฉียดๆเรา เพื่อจะแหย่เล่น
ก็เลยมองหน้า กะจะยิ้มให้ แต่ปรากฏว่า เอ นี่ไม่ใช่เพื่อนเรานี่หว่า

มันก็ไม่หยุดค่ะ พุ่งจักรยานเข้ามาหาเรา พิลก็เลยจ้องมองมันแบบเอาเรื่องเหมือนกัน เท่านั้นแหละค่ะ พอถึงตัวเรา มันหักจักรยานหลบ แล้วเอามือตบหัวพิลหนึ่งที ประมาณว่า เบิ้ลกระโหลกสั่งสอน ที่บังอาจไปจ้องหน้า ตอบโต้กับมัน
ความโกรธวูบขึ้นมาในใจพิลทันที นี่ เล่นถึงเนื้อ ถึงตัว มันจะมากไปแล้วนะเฟ้ย

พิลก็เลยหยุดเดิน แล้วหันหลังจ้องมัน ว่ามันจะถีบรถไปทางไหน ปรากฏว่ามันก็หยุดรถจักรยาน แล้วไปเดินเตร่ๆอยู่แถวร้านค้าร้านหนึ่ง พิลก็เลยถึงบางอ้อ ว่า นี่มันเป็นไอ้พวกเด็กกลุ่มนั้นนี่เอง มันคงจะมารอคนอื่นๆ เพื่อจับกลุ่มกัน ก็ยังนึกแปลกใจว่า ทำไมวันนี้ มันมาแต่เช้า แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า อ้อ ตอนนี้ เป็นช่วงโรงเรียนปิดเทอม เหตุเกิดเมื่อราวๆ เดือนตุลาคมปีก่อนค่ะ
พิลก็นึกอยู่ในใจ
อ๋อ มันอย่างนี้นี่เอง ปกติก็มั่วสุม เฉพาะตอนเย็นหลังเลิกเรียน แต่เสาร์ อาทิตย์และปิดเทอม มีการเพิ่มรอบพิเศษ สิบเอ็ดโมงเช้า เหอๆๆๆๆ perturbed.gif

แต่ตอนนั้นก็ได้แต่หยุดเดิน แล้วคิดหนักเลยค่ะ ว่าเราจะตามเข้าไปเอาเรื่องมันเลยดีมั้ย อยากจะตามเข้าไปถามมันว่า แกมาตบหัวฉันทำไม แต่ก็กลัวเหมือนกันค่ะ เพราะไม่รู้ว่ามันจะมีเพื่อนตามมาสมทบหรือเปล่า แล้วถ้าเราเข้าไป แน่นอนต้องทะเลาะกับมันแน่ ก็กลัวว่าจะถูกแกล้งตอนเดินกลับบ้านตอนเย็นอีก

ก็เลยหักใจเดินต่อ (ไม่แน่จริงนี่หว่า laugh1.gif ) กลัวเด็กเตะเอาค่ะ หลบก่อนดีกว่า เพราะท่าทางมันร้าย แต่ในใจนั้นพลุ่งพล่าน คิดอยู่แต่ว่าจะจัดการกับมันอย่างไรดี

เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เดี๋ยวมาเล่าต่อค่ะ (ขอบคุณกองเชียร์พี่แอ๊ด และพี่แมวเหมียวค่ะ ที่เข้ามาเชียร์แมงเม้า)
เมื่อคืน พิลเพิ่งดูข่าวค่ะ เขาบอกคนงานต่างชาติ ที่เดินทางมาจากแถบยุโรปตะวันออก เพื่อเข้ามาทำงานหน้าเก็บเกี่ยวในไร่และฟาร์มที่อังกฤษ ก็ถูกกลั่นแกล้งและข่มขู่จากคนในท้องถิ่น ประมาณว่า เข้ามาเคาะประตูบ้าน แล้วก็ด่าแบบหยาบๆคายๆ ไล่ให้ย้ายออกไป ไม่ให้มาอยู่แถวนี้ ฟังแล้วก็เหนื่อยใจแทนค่ะ ohman.gif

--------------


All days come from one day.
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 5
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Jun. 2006,22:33 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

อ้างถึง (pilgrim @ 22 มิย. 2006,05:32)
อีกแล้วค่ะ พิลก็นึกว่าเป็นเพื่อน (เพราะไม่ได้ใส่แว่น ก็เลยไม่ค่อยรู้ว่าใครเป็นใคร ที่ไม่ใส่เพราะตาเริ่มเปลี่ยนค่ะ ใส่แว่นแล้วรำคาญ จะใส่ก็ต่อเมื่อต้องมองไกลๆ เท่านั้น)

ไม่ใช่ตาเริ่มเปลี่ยน แต่วัยเริ่มเปลี่ยน เริ่มแก่ไง คิก hehe.gif

อ้าววว...ว่าจะมาบอกว่าเล่าสนุก  ทำไมไปออกตรงนั้นได้ tongue.gif

--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 6
แมวเหมียว Search for posts by this member.
แม่ครัวโจ๊กน้ำใส
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 3991
เข้าร่วมเมื่อ: 23 Oct. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Jun. 2006,22:49 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

อ้างถึง (KiLiN @ 22 มิย. 2006,09:33)
อ้าววว...ว่าจะมาบอกว่าเล่าสนุก  ทำไมไปออกตรงนั้นได้ tongue.gif

whisper.gif ..คงเพราะมีนิสัยเหมือนเด็กผู้ชายแก๊งค์นั้นน่ะแหละค่ะ couch.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 7
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Jun. 2006,23:58 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

อืมม..ถ้าจะจริงแฮะ นิสัยไม่ดี



--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 8
pilgrim Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 2230
เข้าร่วมเมื่อ: 16 Jun. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 23 Jun. 2006,16:57 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เหอๆๆ สงสัยวันหลังต้องเชิญ คุณฉี่เฉี่ยวหัว เอ๊ย คุณคิลิน มาอังกฤษ มาสอนกระบวนท่านี้ให้ไอ้เด็กพวกนั้นมั่งค่ะ ดีไหมคะ พี่แมวเหมียว

ส่วนเรื่องวัยนั้น ยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งค่ะ เพราะงี้ E แก่ ถึงได้โมโหไง ที่เด็กดันมาตบหัวเล่น อิๆๆๆๆ
เอ พี่แมงโม้ปาเก้ของเราไปไหนนะ ไม่มาช่วยกันเม้าเลย

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ขอเชิญต่อไปเลยนะคะ

จากขึ้นโรงพัก จนมาได้เป็นดารา (3)

วันนั้น รู้สึกจะเซ็งไปทั้งวันเลยค่ะ เมื่อไปถึงห้องทำงาน ก็เล่าให้เพื่อนๆที่นั่งใกล้ๆกันฟัง เพื่อนคนหนึ่งที่เป็นคนอังกฤษ ก็แนะนำว่าให้ไปแจ้งกับหน่วยรักษาความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย แต่ตอนนั้น พิลก็นึกในใจว่า เหตุมันเกิดนอกมหาวิทยาลัยนะ เจ้าหน้าที่ รปภ. เขาจะตามดูแลมาถึงข้างนอกเลยหรือ ตอนนั้น นึกแค้นใจมากค่ะ รู้สึกเหมือนถูกรังแกแต่ไม่มีทางโต้ตอบ นั่งทำงานก็น้ำตาซึม เพราะคิดถึงแต่ความเลวร้ายของผู้คน รู้สึกเจ็บใจอย่างบอกไม่ถูก

และแล้ว ก็มีนางฟ้าองค์หนึ่งเหาะมาช่วยค่ะ Dancer.gif

ช่วงนั้น เป็นช่วงที่วีซ่าพิล หมดอายุ และทางมหาวิทยาลัยเขามีบริการรับต่อวีซ่าให้ (แต่เราต้องเอาเอกสารหลักฐานไปให้เขาและจ่ายเงินเอง) งานนี้บริการโดย ที่ปรึกษานักเรียนนานาชาติ ชื่อว่า  ลูอิส วอลดรอน นี่แหละค่ะ นางฟ้าของพิล พิลไปติดต่อกับเธอไว้ก่อนหน้านี้แล้ว พบว่าลูอิส เป็นคนใจดีและมีท่าทางเป็นกันเองมาก วันนั้น ก็ได้รับอีเมล์จากลูอิส ว่าพาสปอร์ตของพิลได้คืนแล้ว ให้ไปรับได้ที่สำนักงานของเธอ พิลก็เลยเดินไปรับพาสปอร์ต เมื่อได้เจอลูอิส ก็เลยเล่าให้เธอฟังถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น

ตอนนั้น ไม่ได้กะจะให้เธอช่วยมากมายอะไรเลยค่ะ เพียงแต่อยากระบาย แล้วก็ถามเธอว่า มหาวิทยาลัยมีมาตรการหรือคำแนะนำอะไรที่จะให้แก่นักเรียนกะเหรี่ยงบ้างหรือเปล่า ว่าควรจะทำตัวหรือตอบโต้ยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะไอรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาของการเหยียดผิว แบ่งแยกเชื้อชาติ racism นะยู

ลูอิสก็ดีใจหายค่ะ บอกว่า มีสิ เรามีมาตรการช่วยเหลือเต็มที่ ยูอยากจะแจ้งตำรวจไหม เรามีบริการเชิญตำรวจมารับแจ้งความถึงมหาวิทยาลัยนะ ยูไม่ต้องไปที่โรงพักเองหรอก

พิลก็บอกว่า ดีสิ ไอน่ะอยากแจ้ง เพราะไอไม่ชอบที่มาเล่นถึงตัวแบบนี้ ลำพังแค่ร้องตะโกนด่าไอไม่สนหรอก(เพราะบางทีไอก็ฟังไม่ออก อิๆๆๆ ล้อเล่นค่ะ) แต่ลองมันมาตบกระโหลกไออย่างนี้ ไอก็กลัวว่ามันจะกล้าทำมากกว่านี้

ลูอิสก็บอกว่า นั่นสิ การมาตีกันอย่างนี้ ถือเป็นอาชญากรรมได้นะ ดีเลย งั้นเดี๋ยวถ้าไอนัดตำรวจได้ คือ พีซี บลิส ไอจะบอกให้ยูมาเจอนะ (ยศตำรวจที่นี่ ถ้าไม่ใช่ระดับสูงมาก เขาจะเรียกว่า พีซี หมดค่ะ ย่อมาจาก Police Constable)

พื้นที่ซุ่มโจมตี ได้แก่พุ่มไม้เขียวๆข้างทาง


พอตกปากรับคำกับลูอิสแล้ว พิลก็นึกขึ้นได้ว่า มีเพื่อนบางคนบอกว่า ตำรวจน่ะ เขาไม่สนกะเหรี่ยงอย่างเราหรอก ยังไงเขาก็ต้องปกป้องคนของเขา ประชากรของเขาไว้ก่อน ด้วยความร้อนใจ พิลก็เลยคิดว่า งานนี้ต้องปลุกม็อบ ทำเป็นฝูงชนลุกฮือเข้าไว้ ตำรวจจะได้ไม่ละเลย cheer.gif

แล้วพิลก็เลยส่งอีเมล์ไปหาเพื่อนและน้องคนอื่นๆ ที่เคยมาเล่าว่าถูกกลั่นแกล้ง ถูกดูถูกเหยียดหยาม ถูกด่า ส่งไปทั่วเลย เชิญเขาให้เข้ามาคุยกับ พีซี บลิส บอกทุกคนว่า เป็นโอกาสอันดีของพวกเราแล้วนะ จะมีตำรวจมารับฟังปัญหาถึงมหาวิทยาลัย ใครอยากมาเชิญได้เลย
ที่ลืมไม่ได้ คือ แจ้งเวม่า เพื่อนจากแทนซาเนียด้วยค่ะ เพราะสงสารแกที่โดนอยู่เรื่อย

และแล้วลูอิสก็แจ้งวันนัดพบกัน จัดห้องประชุมให้เรียบร้อย ก็มีนักเรียนทั้งหมดมากันประมาณ เกือบสิบคน คุณตำรวจก็มาพร้อมกับหัวหน้าหน่วย รปภ.ของมหาวิทยาลัย คือ คุณโรเจอร์ ลูอิสมากับ อเล็กเซีย บอล ที่ปรึกษานักเรียนนานาชาติอีกคนที่น่ารักมากๆเช่นกัน เธอเคยมาเที่ยวเมืองไทยด้วย

แล้วพีซี เดวิด บลิส ก็นั่งสอบถามทุกคน ให้เล่าว่าเจออะไรมาบ้าง
นอกจากนักเรียนไทยในหมู่พวกเราแล้ว ก็มีนักเรียนจีน นักเรียนสิงคโปร์ มาด้วย และก็มีเวม่า จากแทนซาเนีย

นักเรียนทั้งหมด ยกเว้นเวม่า พักอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับบ้านที่พิลอยู่ เรียกว่าเป็นแดนอันตราย
พอเล่าปัญหาเสร็จ พีซี บลิส และ โรเจอร์ก็บรรยายให้ฟังว่าเราควรทำอย่างไร

โรเจอร์บอกว่า ไม่ว่ายูจะไปประสบเหตุที่ไหนในเมืองนี้ ถ้าต้องการความช่วยเหลือ ขอให้แจ้งที่หน่วย รปภ.ได้ เพราะเรามีหน้าที่ดูแลสวัสดิภาพพวกนักศึกษาอยู่แล้ว
พีซี บลิสก็บอกว่า ถ้ายูถูกรังแกเมื่อไหร่ อย่าตอบโต้ แต่ให้มาหาตำรวจ พวกเราพร้อมจะแก้ปัญหาให้ยูเสมอ

ได้ยินอย่างนี้ก็ค่อยชื่นใจหน่อย
แล้วพีซี บลิสก็บอกว่า ปัญหาเรื่องพวกนี้ เด็กกลุ่มนี้ ไอก็รู้มาแล้ว เพราะชาวบ้านแถวนั้นก็มาร้องเรียนแล้ว
พิลก็นึกในใจ รู้แล้วทำไมไม่จัดการล่ะคะ คุณตำรวจ

พีซี บลิสก็ตอบเหมือนรู้ใจว่า เรายังจัดการอะไรไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่มีแต่การร้องเรียน ไม่ใช่การแจ้งความที่เป็นหลักฐานทางการ พวกยูต้องการจะแจ้งความไว้เป็นหลักฐานหรือไม่ ไอจะได้รวบรวมหลักฐานนี้ เพื่อดำเนินการต่อไป เพราะถ้าไม่มีหลักฐาน ไอก็ทำอะไรไม่ได้ ก็จริงของแกค่ะ ตำรวจที่อังกฤษไม่เหมือนตำรวจบางประเทศ (ที่คุณก็รู้ว่าประเทศไหน) ตำรวจที่อังกฤษ เขาทำทุกอย่างแบบเคารพสิทธิประชาชน ไม่ทำอะไรเอาแต่อำนาจ แม้แต่อาวุธเขาก็ไม่พกค่ะ อย่างมากก็มีแค่กระบองอันเดียว นานๆทีก็จะมีข่าวตำรวจถูกคนร้ายยิงตาย ด้วยความที่เขาไม่ได้พกอาวุธนี่แหละ

พอมาถึงจุดนี้ นักเรียนไทยคนอื่นลังเลกันเป็นแถว พีซีบลิสก็บอกว่า พวกยูยังไม่ต้องตัดสินใจตอนนี้หรอก เอาไว้อาทิตย์หน้า ไอจะมาใหม่ ถ้าใครจะแจ้งความก็ให้มาพบไอ รับรองว่า ไอจะช่วยแก้ปัญหาให้พวกยูอย่างเต็มที่ เด็กพวกนั้น ไอก็มีรายชื่อหมดว่าใครเป็นใคร แล้วขอบอกว่า เด็กพวกนั้น ก็รู้จักชื่อไอ

พิลก็ปากไว แซวกลับไปว่า ถ้างั้น ระหว่างนี้ ถ้าเด็กพวกนั้นมาแกล้งไออีก ไอจะบอกมันนะ ว่าให้ระวัง พีซี บลิส
พีซี บลิสก็ทำหน้าปุเลี่ยนๆ พิกล คงนึกว่า ยายคนนี้มันบ้ารึเปล่าฟะ (แกคงไม่เข้าใจอารมณ์ขันแบบไทยๆนะ)

ต้นไม้อันตราย ที่ใบรกทึบเหมาะแก่การพรางตัวของพวกเด็กๆ เพื่อซุ่มโจมตีข้าศึกจากต่างชาติ อิๆๆๆๆ


เมื่อถึงวันแจ้งความ คงพอจะเดากันถูกใช่ไหมคะ นักเรียนไทย มีพิลคนเดียวที่เดินหน้าต่อ คนอื่นถอนตัวกันหมด เขาบอกว่า เขาไม่อยากให้เป็นเรื่องเป็นราวถึงขนาดนั้น เขาบอกว่าเขาทนได้ ส่วนนักเรียนคนอื่นๆเขาก็มาแจ้งความกัน อย่างนักเรียนจีน สิงคโปร์ และเวม่า

เรื่องนี้ ทำให้พิลรู้สึกเซ็งคนไทยขึ้นมาจับใจ เพราะเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาหลายหน ว่าเวลาสู้ ไม่ค่อยร่วมสู้ แต่จะคอยอาศัยผลพลอยได้มันทุกทีไป 

แต่ก็อย่างว่าค่ะ โตๆกันแล้ว ก็บังคับกันไม่ได้ เขาไม่อยากทำก็ช่างเขา แต่พิลคิดว่า พิลตัดสินใจถูกต้องแล้ว คนเราก็ต้องหาทางปกป้องตัวเองจากเรื่องร้อนใจอย่างนั้น จะมัวทนให้เด็กมันมาแกล้งได้ยังไง น้องๆพวกนั้น เวลาถูกแกล้งทีก็ได้แต่มาบ่นกันอุบๆอับๆ แต่ไม่ยอมหาทางระงับเหตุ

พิลก็นึกขอบคุณเพื่อนนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆอยู่ในใจที่เขาเดินหน้าต่อเหมือนกัน พิลคิดว่า ของแบบนี้มันต้องช่วยกันคนละมือคนละไม้ เสียสละเวลา และมีความกล้าที่จะทำกันบ้าง ในเมื่อทั้งตำรวจและมหาวิทยาลัยก็ยื่นมือมาช่วยถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าเราไม่ลงแรงอีกนิดเพื่อประสานกับเขา มันก็จะไม่เกิดการครบวงจรขึ้นมา การได้แต่มานั่งบ่นกันลับหลัง มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา ทั้งๆที่หนทางที่จะแก้ไขมันก็เปิดให้ถึงขนาดนี้แล้ว และผลที่เราลงแรง มันก็ไม่ได้แก่ตัวเราคนเดียว แต่มันจะเกิดประโยชน์แก่คนอื่นๆด้วย 

แล้วพิลก็ไปแจ้งความไว้กับพีซี บลิส ให้แกลงบันทึกหลักฐานไว้ แต่มันน่าขำตัวเอง เวลาแกถามรายละเอียด รูปร่างหน้าตา แม้แต่สีเสื้อ พิลกลับจำอะไรไม่ได้เลย ขอแนะนำเลยค่ะว่า ถ้าเกิดกรณีอย่างนี้ขึ้น ให้พยายามจดจำรายละเอียดของอีกฝ่ายไว้ให้มากที่สุด แต่ก็อย่างว่านะคะ ฝรั่งก็หน้าตาคล้ายๆกันทั้งนั้น เราคนเอเชียก็แยกพวกเขาไม่ค่อยออก (นอกจากดาราดังๆ เท่านั้น นอกนั้นมันหน้าคล้ายกันไปหมด) hum.gif

ตอนนั้น พิลก็คิดแต่เพียงว่า คงไม่ต้องถึงกับไปตามจับกุมเด็กคนนั้นหรอก ขอเพียงให้ตำรวจส่งรถมาลาดตระเวนบ้างเป็นบางครั้งแล้วกัน
แต่การแจ้งความได้ผลเกินคาดค่ะ หลังจากวันแจ้งความไม่กี่วัน เด็กๆพวกนั้น เริ่มหายไป มีบางวันเหมือนกัน ที่เห็นจับกลุ่มกันอยู่ แต่มันก็เงียบไปเยอะ ไม่มาตอแยกับพวกเราอีกต่อไป มอเตอร์ไซค์ก็เงียบไป ไม่มาอีกเลย

พิลได้รับการติดต่อจากตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันปัญหาการเหยียดผิว เป็นระยะๆ เพื่อคอยสอบถามว่า เรามีปัญหาอะไรอีกหรือเปล่า เมื่อบอกเขาว่า ไม่มีแล้ว เขาก็เงียบไป พีซี บลิสก็ให้เบอร์โทรศัพท์สายด่วนไว้ เผื่อเกิดกรณีขึ้นมาอีก

จากนั้น เจ้าหน้าที่สภาเขต ก็ส่งคนงานมาลิดกิ่งไม้ พุ่มไม้ ให้โล่งเตียน

น้องนักเรียนไทยคนหนึ่งมาบอกในภายหลังว่า พี่คะ หนูขอบคุณพี่มาก ได้อานิสงส์จากที่พี่ทำ ทำให้พวกเราไม่มีปัญหาร้อนใจอีก
พิลก็บอกค่ะว่า อือ พี่เห็นมีปัญหา ก็ต้องหาทางแก้ปัญหานะ ในเมื่อมันมีช่องทางจะให้แก้ พี่ก็ทำ ก็ดีแล้วละ จะได้อยู่กันสบายใจขึ้น

ก็ยังดีค่ะ น้องคนนี้ก็ยังเห็นว่าสิ่งที่เราทำนั้นมันมีประโยชน์กับเขา ช่วยแก้ปัญหาได้ อย่างน้อยก็จะได้เป็นแนวทางให้เขา ยามเมื่อเจอปัญหาต่อไป

เรื่องนี้ ทำให้พิลประทับใจลูอิสและอเล็กเซียมาก และก็ขอบคุณมหาวิทยาลัยด้วย ที่เขาจัดคน จัดหน่วยงานขึ้นมาดูแลนักศึกษาต่างชาติอย่างเข้มแข็ง ทำให้เราอุ่นใจ เพราะรู้สึกว่าเขาจริงใจที่จะช่วยจัดการปัญหาให้เรา ไม่ใช่สักแต่ว่ามีคนทำงานที่ไม่มีใจจะให้บริการ

พิลจึงส่งอีเมล์ไปขอบคุณลูอิสกับอเล็กเซีย และชื่นชมการทำงานของเขา พร้อมกับปวารณาตัวว่า ถ้าเขามีอะไรจะให้พิลช่วย เพื่อกิจการของนักเรียนนานาชาติแล้ว ขอให้บอกมาได้ทันที พิลยินดีจะให้ความร่วมมือเพื่อตอบแทนมหาวิทยาลัย

เล่ามาถึงตอนนี้ ยังไม่ถึงตอนไปแสดงหนังเลยค่ะ แหะๆๆ ตอนหน้ารับรองได้เล่นแน่ค่ะ photographer.gif

--------------


All days come from one day.
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 9
แมวเหมียว Search for posts by this member.
แม่ครัวโจ๊กน้ำใส
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 3991
เข้าร่วมเมื่อ: 23 Oct. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 24 Jun. 2006,00:25 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

อ้างถึง (pilgrim @ 23 มิย. 2006,03:57)
เหอๆๆ สงสัยวันหลังต้องเชิญ คุณฉี่เฉี่ยวหัว เอ๊ย คุณคิลิน มาอังกฤษ มาสอนกระบวนท่านี้ให้ไอ้เด็กพวกนั้นมั่งค่ะ ดีไหมคะ พี่แมวเหมียว

อิ อิ คุณพิลจะไปสอนเด็กพวกนั้นทำไมคะ เดี๋ยวเค้าก็มาฉี่เฉี่ยวหัวคนอื่นๆอีก..

แต่ถ้าคิดจะสอนให้เจ้าเขี้ยวขาว รู้จักกัด..ซะให้เข็ด ก็ไม่ว่ากัน hehe.gif   sit01.gif

wave.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 10
sweet lemon Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 1363
เข้าร่วมเมื่อ: 02 Nov. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 26 Jun. 2006,08:37 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

สมาชิกสมาคมแมงโม้ มามอบตัวแล้วคร้าบ...  hello2.gif
อ่านจบแย้วก๊าบ... winkthumb.gif  again.gif

--------------
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
145 คำตอบนับตั้งแต่ 21 Jun. 2006,17:39 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 1 of 1512345>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com