เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 1 of 41234>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: เรื่องเล่ายามว่าง, สรรหามาเล่าให้ฟัง< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 1
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 26 Jul. 2006,08:02  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

สุนัขจนตรอก

หลักพิชัยสงคราม...สมัยสามก๊ก...ยกให้การใช้อุบาย ประสบชัยชนะ เป็นที่หนึ่ง เจรจาทางการทูต ชนะเป็นที่สอง รบแลกชีวิตแล้วชนะ เป็นที่สาม

สุดวิสัย ต้องหักหาญด้วยการตีเอาเมือง ถือว่าเป็นชนะชั้นเลว เลวที่สุด อันดับที่สี่

ในหนังสือ กลศึกสามก๊ก สำนักพิมพ์ ก.ไก่ พิมพ์เมื่อปี 2537 บุญศักดิ์ แสงระวี เขียนถึงช่วงเริ่มต้นสะสมบารมีของเล่าปี่...ตาม จูฮีไปปราบโจรโพกผ้าเหลือง

โจรแยกดินแดน มักเจอข้อหากบฏ ไม่ว่าสมัยสามก๊ก หรือสมัยไหนก็เหมือนกัน บางครั้งก็รุ่งเรืองถึงขั้นยึดเมือง เตียวฮ่อง หัวหน้าโจร ยึดเมืองอ้วนเซีย เอาไว้ได้

จูฮี สั่งเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย บุกโจมตีทางตะวันตกและใต้ ตัวจูฮีบุกตะวันออกและเหนือ

โจรเจอฝีมือเหี้ยมหาญดุดันของสามพี่น้องก็แตกหนี เล่าปี่สั่งทหารรุกไล่ตาม โจรหนีเข้าไปตั้งหลักในเมือง จูฮีสั่งล้อมเมืองไว้ทั้งสี่ทิศ

ไม่นาน ภายในเมืองก็เกิดความอัตคัดขัดสน หัวหน้าโจรส่งทูตออกมาขอสวามิภักดิ์ แต่จูฮีไม่ยอม เล่าปี่จึงว่า...สมัยฮั่นเกาจู่ ใช้วิธีเกลี้ยกล่อมให้ผู้คนมาสวามิภักดิ์ จึงได้แผ่นดินมาครอง

ไฉนท่านจึงปฏิเสธ...เสียเล่า?

จูฮี อ้างว่าสมัยฮั่นเกาจู่ แผ่นดินเป็นจลาจล ราษฎรไม่มีเจ้านาย การไกล่เกลี่ยให้สวามิภักดิ์จึงพึงกระทำ แต่สมัยนี้แผ่นดินสงบราบคาบ หากยอมให้โจรกบฏสวามิภักดิ์ จะเป็นเยี่ยงอย่างสืบไปในวันหน้า

โจรจะได้ใจตีปล้นยิ่งขึ้น

เล่าปี่เห็นด้วยกับจูฮี แต่มีข้อเสนอใหม่ หากจะล้อมเมืองไว้ทั้ง สี่ทิศ พวกโจรนับหมื่น รวมกับราษฎรอีกหลายหมื่น ถูกบีบคั้นให้รวมกัน เป็นหนึ่งเดียว ก็จะสู้แบบสุนัขจนตรอก

หลักพิชัยสงคราม ของนักการทหารที่ชาญฉลาด...ชัยชนะ ไม่ใช่ เป้าหมายสมบูรณ์ที่สุดในสงคราม เป้าหมายสมบูรณ์ที่สุด ควรต้อง รวมไปถึงว่า เราจะเสียค่าตอบแทน หรือได้รับความเสียหายเท่าใด

เสนอยุทธศาสตร์แล้ว เล่าปี่ก็เสนอใช้ยุทธวิธี...ให้บุกโจมตีทางตะวันตกและเหนือ ถอนกำลังทางตะวันออกและทางใต้ เปิดช่องให้โจรโพกผ้าเหลืองหนี

“โจรจะทิ้งเมืองหนี ทหารที่หนีมักไม่มีใจสู้รบ เราก็จะจับกุมได้โดยไม่ยาก”

จูฮีเห็นด้วย สั่งเริ่มยุทธการ...ผลก็เป็นไปตามที่เล่าปี่คาด...โจรหนีไป ทางช่องที่เปิดให้ เล่าปี่พาพวกไล่ฆ่าฟันหัวหน้าโจรชื่อ ฮันต๋ง ตาย...แตก พ่ายไม่เป็นขบวน

ชัยชนะครั้งนี้ เล่าปี่ นักรบธรรมดา เริ่มถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้มากบารมี

บุญศักดิ์ แสงระวี...วางหลักกลศึกชุดนี้ไว้ว่า...จนตรอกอย่าเค้น ล้อมพึงเปิดช่อง

ล้อมพึงเปิดช่อง...เนื้อแท้แล้วคือ จะจับแสร้งปล่อย จะทำลายแสร้งเฉย สร้างสถานการณ์ให้จิตใจข้าศึกรู้สึกว่าพ่ายแพ้เสียก่อน ก็จะทำให้ข้าศึกที่ตียาก กลายเป็นข้าศึกที่ตีง่าย

กลศึกสามก๊กชุดนี้...คนไทยเอามาใช้เป็นคำพังเพยว่า สุนัขจนตรอก

หลับตานึกถึงภาพ สุนัขจนตรอก...แล้วก็เห็นภาพ ถ้าเผลอรุกตีสุนัขต่อไป กะจะเอาให้ถึงตาย สุนัขมันก็จะกัดสู้แบบถวายชีวิต ไม่ใครก็ใคร...คงได้เลือดกันบ้าง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 2
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 28 Jul. 2006,02:55 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

“เรือนจำ”เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมืองเจ้ากรมกองตระเวนไปดูแบบอย่างคุกที่สิงคโปร์ แล้วนำมาสร้างที่ตำบลตรอกคำ ถนนมหาไชย ในพื้นที่ 29 ไร่ 3 งาน 72 ตารางวา เมื่อปี พ.ศ. 2433 มีชื่อว่า “เรือนจำกองมหันตโทษ”ต่อมาปี  2470 เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “เรือนจำลหุโทษ”

เมื่อกรมราชทัณฑ์ได้ยกฐานะกองลหุโทษเป็น“เรือนจำกลางคลองเปรม” และเปลี่ยนชื่อเป็น“เรือนจำนครหลวงกรุงเทพ-ธนบุรี” ต่อมาได้มีประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 335/2515 ให้เรียกชื่อใหม่ว่า“เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร” ตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. 15 เป็นต้นมา มีผู้บัญชาการเรือนจำมาแล้วทั้งสิ้น 25 คน ผู้บัญชาการเรือนจำคนแรกคือ พ.ต.อ.พระยาพัศดีกลาง

แต่เมื่อเดือน มิ.ย. 34 พล.อ.อิสระพงศ์  หนุนภักดี รมว.มหาดไทยขณะนั้น มีนโยบายย้ายเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ออกจากที่เดิมถนนมหาไชย เพื่อใช้พื้นที่เดิมสร้างสวนสาธารณะถวายเป็นราชกุศล กรมราชทัณฑ์จึงได้ย้ายเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มาตั้งแทนที่ทัณฑสถานวัยหนุ่มกลางบางเขน ลาดยาว

เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ในที่ดินใหม่มีเนื้อที่ภายนอกกำแพงเรือนจำ รวมพื้นที่บริเวณแฟลตที่พักอาศัยประมาณ 148 ไร่เศษ เนื้อที่คุมขังมี 28 ไร่ 2 งาน 8 ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือติดคลองบางเขนและถนนงามวงศ์วาน ทิศใต้ติดหมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 ทิศตะวันออกติดเรือนจำกลางคลองเปรม ทิศตะวันตกติดกับที่ดินเอกชนทางออกสู่ถนนประชาชื่น

เรือนจำพิเศษกรุงเทพ มีหน้าที่ควบคุมผู้ต้องขังระหว่างสอบสวนไต่สวนมูลฟ้องระหว่างพิจารณาคดี ระหว่างอุทธรณ์ ฎีกา และคดีเด็ดขาดที่กระทำผิดอาญา สำหรับนักโทษเด็ดขาด มีอำนาจควบคุมเฉพาะผู้ต้องขังที่มีกำหนดโทษไม่เกิน  15  ปี.
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 3
pilgrim Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 2230
เข้าร่วมเมื่อ: 16 Jun. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 28 Jul. 2006,03:53 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ขอบคุณค่ะ คุณคนธรรมดา ที่สรรหามาเล่าให้ฟัง flo_1.gif

--------------


All days come from one day.
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 4
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 28 Jul. 2006,06:13 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

อ้างถึง (pilgrim @ 27 กค. 2006,15:53)
ขอบคุณค่ะ คุณคนธรรมดา ที่สรรหามาเล่าให้ฟัง flo_1.gif

ขอบคุณครับที่เข้ามาอ่าน จะสรรหามาโพสต์อีก

เพราะว่าบางทีสาระที่เรามาโพสต์บางคนอาจรู้บางคนอาจไม่รู้ เเละถือว่าเป็นการฝากไว้ให้อ่านได้อีกประการหนึ่ง... inlove.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 5
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 31 Jul. 2006,03:49 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

การจัดการเดินรถเชื่อมต่อ Bus Terminal ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

บอกเล่าเก้าสิบ  ขณะนี้ขสมก. ทดลองเดินรถสายเชื่อมต่อสนามบินสุวรรณภูมิ 6 สาย

คือ



สาย 549 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  -    บางกะปิ



สาย 550 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  -    แฮปปี้แลนด์



สาย 551 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  -    อนุสาวรีย์สมรภูมิ(ทางด่วน)



สาย 552 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  -    อู่แพรกษา(สมุทรปราการ)



สาย 553 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ -     สมุทรปราการ



สาย 554 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  -    รังสิต(ทางด่วน)



และตั้งแต่วันที่ 29 กรกฏาคมเป็นต้นไป จะเปิดเส้นทางเดินรถอย่างเป็นทางการ



6 สาย  สายละ15-25 คัน  เริ่มวิ่งตั้งแต่ 05.00 น.  ถึง  21.30 น. ทุกวัน



และหลังจากสนามบินสุวรรณภูมิเปิดบริการแล้ว  จะวิ่งให้บริการทุกวัน 24 ชม.



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 184 ดูรายละเอียดได้ที่บอร์ดประชาสัมพันธ์

ฝ่าย HR



หรือ www.BMTA.CO.TH
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 6
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 31 Jul. 2006,03:59 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

น้ำตาผู้หญิง...ของประทานจากพระเจ้า, โดย คุณสิธยา คูหาเสน่ห์

หนูน้อยคนหนึ่งสงสัยมานานแล้วว่า...ทำไมนะ...เห็นแม่ร้องไห้บ่อยๆ

วันหนึ่งก็รวบรวมความกล้าและถามแม่ว่า "แม่ฮะ ทำไมแม่ร้องไห้ฮะ"

แม่ตอบว่า "เพราะแม่เป็นผู้หญิงไงจ๊ะ" เมื่อได้ยินคำตอบจากแม่

เด็กน้อยก็ยิ่งงงหนักกว่าเดิม "ผมไม่เข้าใจฮะแม่"
แม่จึงกอดลูกน้อยไว้แนบอกและพูดข้างๆ หูว่า "ลูกจ๋า ลูกจะไม่มีวันเข้าใจหรอกจ๊ะ" เมื่อไม่ได้คำตอบที่หนำใจจากแม่

เด็กน้อยคนนั้นจึงไปถามจากพ่อบ้าง "พ่อฮะ ทำไมบางทีอยู่ๆ แม่ก็ร้องไห้ ไม่เห็นมีใครทำอะไรให้แม่เสียใจเลยนี่ฮะ"

พ่อตอบว่า "ผู้หญิงทุกคนเป็นแบบนั้น"
แต่เมื่อหนูน้อยคนนั้นโตเป็นหนุ่มแล้ว
ความสงสัยตั้งแต่วัยเด็กก็ยังคอยรบกวนใจเขาอยู่ ในที่สุด
เขาก็ถามพระเจ้าว่า
"พระองค์เจ้าข้า เพราะเหตุใดผู้หญิงจึงร้องไห้ง่ายๆ
บางครั้งดูเหมือนไม่มีเหตุผลสมควรด้วย พระเจ้าข้า"

พระเจ้าตรัสตอบว่า
เจ้าไม่รู้หรือว่าเราสร้างผู้หญิงขึ้นมาให้พิเศษกว่าสรรพสิ่งทั้งปวงที่เราสร้า
ง...

เราสร้างให้ผู้หญิงมีบ่าที่กว้างและแข็งแรงพอที่จะแบกโลกนี้ไว้เชียวนะ
ทว่าบ่าของเธอก็นุ่มนวลพอที่จะเป็นที่พักพิงใจยามทุกข์

เราสร้างให้ผู้หญิงมีน้ำอดน้ำทนสูงที่สามารถทนความเจ็บปวด
ยามให้กำเนิดบุตรและยามที่ถูกทอดทิ้ง (บางครั้งลูกๆ
ของเธอนั่นแหละที่ไม่ต้องการเธอแล้ว)

เราสร้างให้ผู้หญิงมีน้ำใจแห่งการรับใช้
เพื่อให้ดูแลสมาชิกในครอบครัวยามเจ็บไข้ได้ป่วย
อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยและไม่บ่นหรือโอดครวญใดๆ เลย

เราสร้างให้ผู้หญิงมีอารมณ์อ่อนไหวและความอ่อนโยน
ที่สามารถรักลูกได้โดยไม่มีเงื่อนไข
และทนลูกได้ทุกกรณีแม้ว่าลูกจะทำให้หัวใจของเธอแตกสลายก็ตาม

อารมณ์ที่รับความรู้สึกได้ไวเดียวกันนี่แหละที่จะทำให้ผู้หญิงสามารถบรรเทาความผิดของลูกให้เบาบางลง
ทำให้ลูกรู้สึกมีกำลังใจขึ้นที่จะต่อสู้อุปสรรคต่อไป
และเธอยังสามารถร่วมทุกข์ร่วมสุขกับลูกของเธอ
แม้แต่ความกลัวที่ลูกเผชิญอยู่
เธอก็ยินดีที่จะมีส่วนร่วมและช่วยเหลือนำทางให้พ้นหนทางวิบากที่ลูกกำลังประสบอยู่

เราสร้างให้ผู้หญิงมีทั้งกำลังกายและพลังจิตที่เข้มแข็งจนสามารถทนความผิดของสามีได้

เราสร้างผู้หญิงจากกระดูกซี่โครงของผู้ชาย
เพื่อให้เธอเป็นผู้คุ้มครองหัวใจของเขา

เราสร้างให้ผู้หญิงเข้าใจว่า สามีที่ดีจะไม่มีวันทำร้าย (จิตใจ) ภรรยา

แต่บางครั้งเราก็ทดสอบความแข็งแกร่งและความเด็ดเดี่ยวของผู้หญิงว่าพร้อมที่จะเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับสามีของเธอโดยไม่หวั่นไหวหรือไม่


เราสร้างให้ผู้หญิงร้องไห้ เราให้น้ำตาแก่เธอ
และเราให้เอกสิทธิ์แก่เธอที่จะร้องไห้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
น้ำตาเป็นความอ่อนแอของผู้หญิง เป็นจุดอ่อนอย่างเดียวของเธอ
ทว่า...หยาดน้ำตาของผู้หญิงเป็นน้ำตาแห่งมนุษยชาติ

แม้ว่าข้อความข้างต้นจะไม่มีการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์
แต่คงจะเป็นมโนทัศน์ของนักคิดหลายสาขาอาชีพที่ประมวลออกมาแบบนั้น
ข้าพเจ้าอยากให้ท่านผู้อ่านคิดใคร่ครวญตามไปด้วย
อย่าอ่านเพื่อความเพลิดเพลินเพียงอย่างเดียว แม้ตัวหนังสือจะพูดไม่ได้ แต่มันก็นำทางให้เกิดกระแสความคิดที่ลึกลงไปกว่าสิ่งที่ตาเห็นได้
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 7
แมวเหมียว Search for posts by this member.
แม่ครัวโจ๊กน้ำใส
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 3991
เข้าร่วมเมื่อ: 23 Oct. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 31 Jul. 2006,04:21 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

winkthumb.gif  winkthumb.gif

ขอบคุณค่ะคุณคนธรรมดา  thankssign.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 8
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 01 Aug. 2006,02:51 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ตำนานอังกะลุง
 
.....กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วยังมีชาวป่าสองคนพี่น้องกำพร้าบิดามารดา ทำมาหาเลี้ยงชีพโดยการหาของป่ามาขายทั้งสองเป็นคนใจบุญ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต สัตว์ทั้งหลายจึงพากันรักใคร่ทั้งสองมีความรักใคร่ต่อกัน ไปไหนก็ไปด้วยกันไม่ห่าง ยามว่างก็ขับร้องเพลงเล่นในป่า เป็นที่รื่นเริงบันเทิงใจ วันหนึ่ง ได้มีพระราชาพระองค์หนึ่ง เสด็จออกล่าสัตว์ในป่าทหาร ไล่ต้อนฝูงสัตว์มาให้พระราชาทรงยิงด้วยธนู สัตว์ต้องล้มตายเป็นอันมากเนื้อสัตว์ที่ได้ ก็แบ่งกันไปทำกินจนทั่วที่เหลือก็ทิ้งขว้างจนเกลื่อนกลาดทั่วป่า ทำให้สองพี่น้องมีความเศร้าสลดใจเป็นยิ่งนัก ตกดึกทั้งสองก็ขับร้องเพลงบรรยายถึงชีวิตอันลำเค็ญของสัตว์ที่อยู่ในป่าอย่างสงบสุขบัดนี้ ต้องมาล้มตาย พลัดลูก พลัดพ่อ พลัดแม่พระราชากำลังบรรทมอยู่ในพลับพลา กลางป่า ทรงได้ยินเสียงเพลงอันไพเราะจับใจของสองพี่น้อง จนทำให้พระทัย เกิดความเมตตา มีความสลดในพระราชหฤทัยยิ่งนัก จึงรับสั่งให้ทหารไปพาตัวสองพี่น้องมาเข้าเฝ้า พระราชทานเสื่อผ้าแพรพรรณให้  พี่น้องทั้งสองจึงมีโอกาสได้ ใส่โสร่งผ้าลานสวยเป็นครั้งแรกและได้ตามเสด็จกลับเข้าเมืองท่ามกลางความอาลัยของหมู่สัตว์เพราะป่านี้  ไม่มีสองพี่น้อง  ป่าก็จะไม่มีเสียงเพลงอันไพเราะอีกต่อไป...
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 9
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 01 Aug. 2006,02:55 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

สองคนพี่น้องเข้าไปอยู่ในพระราชอุทยานของพระราชา
ทำหน้าที่ขับร้องเพลงถวายเวลาพระราชาเสด็จประพาสสวน ทำ
ให้พระราชาไม่เสด็จออกล่าสัตว์ในป่าอีกเพราะทรงติดใจ  เสียง
เพลงของสองพี่น้อง  รวมทั้งเสนาข้าราชบริพารทั้งหลายด้วย    
จึงทำให้บรรดาสตรีฝ่ายในรวมทั้ง  พระแม่เมือง ไม่พอพระทัย ที่
พระราชาไม่เสด็จคืนสู่ปราสาทราชมณเฑียร จนกว่าฟ้าจะสาง  
เพราะมัวแต่หลงดนตรีของสองพี่น้อง  จึงออกอุบายนำอาหารอัน
โอชาเจือยาพิษ  ไปให้สองพี่น้องรับประทาน  จนทั้งสองต้อง
ล้มป่วย    พระราชาทรงทราบ    ก็จักหาหมอหลวงมารักษาแต่
อาการก็ไม่ดีขึ้น สองพี่น้อง จึงขอพระราชา กลับสู่ป่า แต่ยัง
เดินทางไม่ทันถึงป่าที่เคยอยู่ ก็เสียชีวิตลงก่อน
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 10
pilgrim Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 2230
เข้าร่วมเมื่อ: 16 Jun. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 01 Aug. 2006,04:30 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

ยังไม่จบใช่ไหมคะ
ท่าทางจะเรื่องเศร้านะคะ tears.gif

--------------


All days come from one day.
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
35 คำตอบนับตั้งแต่ 26 Jul. 2006,08:02 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 1 of 41234>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com