เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 4 of 4<<1234

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: เรื่องเล่ายามว่าง, สรรหามาเล่าให้ฟัง< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 31
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 07 Sep. 2006,00:55  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

“พระรามเข้าโกศ”

เปิดรามเกียรติ์อ่าน กว่าจะเจอตอนพระรามเข้าโกศ ก็ตอนท้าย ใกล้จบเต็มที

รามเกียรติ์ไม่ได้จบตอนหนุมานพาพลลิงจองถนน...นำพระรามบุกยึดกรุงลงกา ให้พิเภกครองลงกาแล้ว
พระรามพานางสีดากลับมาครองรักกันที่ศรีอยุธยา

ดวงชะตาพระรามไม่ดี เกิดมีปีศาจดลใจให้นางสีดาเขียนรูปทศกัณฐ์ พระรามหึง ขับนางสีดาไปอยู่ป่ากับพระฤษี
ประสูติโอรสชื่อ พระมงกุฎ

แต่ละวัน นางสีดาก็เข้าป่าไปหาเผือกมันมาถวายพระฤษี วันหนึ่งอุ้มเอาพระมงกุฎไปด้วย ฤษีลืมตาจากฌาน
คิดว่าพระมงกุฎหาย หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จึงชุบกุมารองค์ใหม่ ชื่อว่าพระรบ

ถึงวันที่พระรามทำพิธีอัศวเมธ ปล่อยม้าอุปการ พิธีนี้ตรงข้ามกับพิธีเสี่ยงทายราชรถ
ไปหาผู้มีบุญมาครองเมือง แต่เป็นการส่งม้าไปขยายอาณาจักร ม้าอุปการไปถึงไหน บ้านเมืองนั้น

ต้องอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้น

ถ้าไม่นอบน้อม พระรามก็จะส่งกองทัพไปชิงเมือง เจอฝีมือทหารเอกคำแหงหนุมานคนเดียว

บ้านเมืองไหนจะต้านทานได้

พระรามมีกฤษดาบารมีมาก ไปถึงบ้านเมืองไหน ก็ได้แต่ความนอบน้อมยอมรับ
ไปสะดุดเอาก็ตอนที่ม้าวิ่งทะเล่อทะล่าเจอพระ มงกุฎ เสียท่าถูกพระมงกุฎจับขี่เล่น

หนุมานอาสาไปชิงม้าคืน ก็แพ้พระมงกุฎ พลาดท่าถูกพระมงกุฎจับสักหน้า...

ศึกหนักถึงขั้นพระรามต้องออกไปรบเอง พ่อลูกรบกัน ตอนนี้สนุกมาก พ่อแผลงศรไปกลายเป็นส้มสูกลูกไม้
ลูกแผลงศรกลับ กลายเป็นข้าวตอกดอกไม้...

ทำอะไรกันไม่ได้ ถามไถ่กันจึงรู้ความจริงว่าเป็นพ่อลูกกัน

พระรามได้ลูกไว้แล้ว ก็ไปอ้อนวอนแม่ แต่นางสีดาไม่ไยดีด้วย ยอมถวายพระมงกุฎ พระรบ
ให้พระสวามีกลับศรีอยุธยา ตัวเองยืนยันที่จะอยู่ป่ากับพระฤษีต่อ

พระรามจนใจ วางอุบายแสร้งทำเป็นตายเข้าไปอยู่ในโกศ นางสีดารู้ข่าว ก็มานั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างโกศ
พระรามได้ทีก็ออกมายื้อยุดแล้วกอดนางสีดาไว้

นางสีดาตกใจ...แทรกแผ่นดินหนีไปอยู่เมืองนาค...พิเภกแนะให้พระรามเดินดง สะเดาะเคราะห์ ระหว่างเดินดง
ฆ่านกวายุภักษ์ และฆ่าท้าวอุณาราช...เสี้ยนหนามแผ่นดินมนุษย์ได้แล้ว ถือว่าหมดเคราะห์

พระรามก็ไปรับนางสีดามาครองศรีอยุธยาผาสุกด้วยกัน

พระรามเข้าโกศในรามเกียรติ์ เป็นกลอุบาย บีบคั้นให้นางสีดา แสดงความรักพระราม
ทำให้รามเกียรติ์จบอย่าง...แฮบปี้เอนดิ้ง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 32
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 13 Sep. 2006,21:25 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ความพอดี

ในสมัยราชวงศ์ซ้อง

เจ้าเมืองต้องการส่งข่าวด่วนให้แม่ทัพที่ชายแดน แต่เกรงว่าจะไม่ทันการ จึงให้ม้าตัวหนึ่งแก่ผู้นำสาร

ผู้นำสารได้ม้าแล้วก็ตีม้าเต็มเหยียด ส่วนตัวเองวิ่งตามหลังม้า ขุนนางผู้หนึ่งเห็นเข้าก็อดสงสัยไม่ได้ จึงถามว่า "เรื่องนี้เร่งด่วนนัก ทำไมเจ้าไม่ขี่ม้า"

         ผู้นำสารตอบว่า

"วิ่งหกขาก็ต้องเร็วกว่าสี่ขาสิครับ"

สี่ขาเร็วกว่าสองขาก็จริงอยู่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหกขาต้องเร็วกว่าสี่ขา ความเป็นจริงนั้นไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์ แต่บ่อยครั้งคนเราก็เผลอคิดอย่างนั้น เช่นคิดว่า ยิ่งมีเงินมากเท่าไร ก็ยิ่งสุขมากเท่านั้น ถ้าเงินแสนทำให้มีความสุข เงินสิบล้านก็ยิ่งทำให้สุโขสโมสรเพิ่มขึ้น แต่ชีวิตจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ มีเงินมากมายมหาศาลดังกล่าวกลับจะทำให้สุขน้อยลงกว่าตอนที่มีแค่แสน เพราะไหนจะต้องคอยห่วงกังวลว่าใครจะมาขโมยไป ไหนจะต้องครุ่นคิดว่าจะเอาเงินไปลงทุนที่ไหนถึงจะได้ผลตอบแทนสูงสุด ไหนจะต้องปวดหัวที่ใครต่อใครก็มาขอเงิน ครั้นไม่ให้ก็กลัวจะผิดใจกันแถมยังคิดไม่ตกว่าจะเอาเงินไปซื้อรถยี่ห้อไหน หรือเที่ยวประเทศไหนดี เพราะมีทางเลือกมากมายจนงงไปหมด ฯลฯ

ความสุขนั้นไม่ใช่กราฟเส้นตรงที่จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนเงินและทรัพย์ที่มี แต่คล้ายกับกราฟรูประฆังหรือครึ่งวงรี คือตอนที่ไม่มีเงินเลยก็ทุกข์ พอมีเงินก็เริ่มมีความสุข ทีแรกความสุขก็เพิ่มตามจำนวนเงิน แต่ถ้าเลยจุดพอดีไปแล้ว มีเงินเพิ่มขึ้นกลับจะทำให้ความสุขลดลง ถึงตอนนี้ยิ่งมีมากเท่าไร เส้นความสุขก็ยิ่งดิ่งลงมากเท่านั้น
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 33
ซาละเปาไส้แป้ง Search for posts by this member.
เพิ่งมาใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 3
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Sep. 2006

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 14 Sep. 2006,23:20 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เรื่องพญาแถน อ่านยากเนอะ.. เหมือนเป็นการเลียนเสียงพูดของภาษาอีสานเลย...
 คุณคนธรรมดา...ไปสรรหาเรื่องดีๆ แบบนี้มาจากไหนกันคะ เยอะแยะไปหมดเลย ขอบคุณที่เอามาเล่าสู่กันฟังนะคะ
  มีเรื่องเด็กๆ น่ารักๆ ไหมอ่ะคะ อยากอ่านเรื่องเบาๆ มั่ง คละเคล้ากันไป ให้หนุกๆ xmas.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 34
ซาละเปาไส้แป้ง Search for posts by this member.
เพิ่งมาใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 3
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Sep. 2006

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 14 Sep. 2006,23:48 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

อ้างถึง (คนธรรมดา @ 06 กย. 2006,12:55)
พระรามจนใจ วางอุบายแสร้งทำเป็นตายเข้าไปอยู่ในโกศ นางสีดารู้ข่าว ก็มานั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างโกศ
พระรามได้ทีก็ออกมายื้อยุดแล้วกอดนางสีดาไว้

นางสีดาตกใจ...แทรกแผ่นดินหนีไปอยู่เมืองนาค...พิเภกแนะให้พระรามเดินดง สะเดาะเคราะห์ ระหว่างเดินดง
ฆ่านกวายุภักษ์ และฆ่าท้าวอุณาราช...เสี้ยนหนามแผ่นดินมนุษย์ได้แล้ว ถือว่าหมดเคราะห์

นี่ทำให้เกิดสำนวนที่ว่า
อายแทบแทรกแผ่นดินหนี หรือเปล่านะ... หุหุ  แต่เอ๊ะ...นางสีดา ตกใจนี่นา ไม่ได้อายซะหน่อย
แล้ว อายแทบแทรกแผ่นดินหนี เนี่ย..มาจากไหนกันนะ บอกได้ไหมคะ คุณคนธรรมดา
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 35
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Sep. 2006,20:57 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

หมื่นฟ้า

แคว้นหริภุญไชย...เป็นแคว้นใหญ่ หลายตำนานเล่าว่า พ.ศ.1204 หลังวาสุเทพฤาษีและสหายสร้างนครใหม่...สองปีต่อมาก็อัญเชิญพระนางจามเทวี ธิดาเจ้าละโว้ มาเป็นเจ้านคร

ราชวงศ์จามเทวี มาจากละโว้ รศ.สุรพล ดำริห์กุล ผู้เรียบเรียงประวัติศาสตร์และศิลปะหริภุญไชย ไม่แน่ใจว่า ชาวละโว้ เป็นชนเผ่าใด รู้แต่ว่าถูกจัดให้อยู่ในทิศหนอีสานของเมือง

ราชวงศ์จามเทวี เข้มแข็งมั่นคง มีชนเผ่ามากมายอยู่ในปกครอง ตั้งแต่ลัวะ หรือละว้า มอญ คนไตหรือไท ขอมหรือเขมร กะเหรี่ยงหรือยาง

ชนเผ่าเหล่านี้ เมื่อผู้นำมีอำนาจกล้าแข็ง ก็ยกพวกไปชิงเผ่าอื่น ก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่ ตำนานสุวรรณคำแดง เล่าว่า ที่ราบลุ่มน้ำปิง เชิงดอยสุเทพ คนไตกับลัวะ เคยสร้างบ้านแปงเมือง ร่วมกันมาก่อน

ต่อมาก็มีกองทัพ ผีขอกฟ้าต๋ายืน มาจากเมือง “แก๋วแมนตาทอกขอกฟ้าต๋ายืน” ซึ่งผู้รู้ให้ความเห็นว่า เป็นพวกขอม บุกเข้ามาไล่ฆ่าฟันพวกไต จนวินาศฉิบหาย แต่ละเว้นเอาไว้เฉพาะพวกลัวะ

คนไตต้องแต่งตัวเป็นพวกลัวะ จึงเอาชีวิตรอดมาได้

เริ่มสมัยจามเทวี นครหริภุญไชยต้องทำสงครามใหญ่ กับกองทัพลัวะ มีขุนวิลังคราช เป็นหัวหน้า ทั้งๆที่ทัพลัวะ มีกำลังถึง 8 หมื่นคน แต่ทัพหริภุญไชยก็เข้มแข็งกว่า...เอาชนะได้

สงครามยุติ หัวหน้าเผ่าลัวะถวายลูกสาวฝาแฝดแต่งกับ โอรสแฝดของพระนางจามเทวี สายเลือดเผ่าลัวะ จึงผสมกลมกลืนกับเผ่าละโว้ สืบสานราชวงศ์จามเทวี

พ.ศ.1810 พระยายีบา ปกครองหริภุญไชย ส่งราชบุตร พระยาเบิก ไปครองนครเขลางค์ (ลำปาง) พระยามังราย ผู้นำเผ่าไท เถลิงอำนาจอยู่เชียงราย ปกครองเขตแคว้นโยนก ที่ราบลุ่มแม่น้ำกก

พระยามังราย เห็นว่าหริภุญไชยมั่งคั่งสมบูรณ์ เป็นชุมทางการค้าทางบกทางน้ำ อยากได้หริภุญไชย แทนที่จะใช้กำลังรบไล่ฆ่าฟันแบบพวกผีขอกฟ้าต๋ายืน แต่เลือกใช้อุบายวัสสการพราหมณ์

ทหารเอกชื่อหมื่นฟ้า ถูกริบราชบาตร (ทรัพย์สินลูกเมีย) แสร้งเสียใจ ไปสวามิภักดิ์หริภุญไชย

หมื่นฟ้าเป็นคนเก่ง...ไม่นาน พระยายีบาก็ให้อำนาจ สั่งเพิ่มภาษี เกณฑ์คนขุดเหมืองฝายทดน้ำในฤดูแล้ง ฤดูทำนา... บังคับราษฎรตัดไม้ชักลากผ่านทุ่งนา ทำข้าวกล้าเสียหาย

นับวันที่ชาวหริภุญไชยเสื่อมความนับถือพระยายียา ก็เพิ่มความนับถือพระยามังรายเข้าไปทุกที

แผนวัสสการพราหมณ์ใช้เวลา 14 ปี ทัพพระยามังรายก็มาโจมตี หมื่นฟ้าคุมทัพออกปะทะ รบกันพอเป็นพิธี ก็ส่งข่าวไปบอกว่า สู้ไม่ได้ ขอให้พระยายีบา...ลี้ภัยไปอยู่กับราชบุตรที่นครเขลางค์

พระยายีบาเชื่อหมื่นฟ้า รีบอพยพผู้คน...หมื่นฟ้าตามไปส่ง ถึงเชิงดอยริมห้วยแม่สาร พระยายีบา ร้องไห้ อาลัยนครหริภุญไชย

ดอยแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า ดอยบาไห้

วันอาทิตย์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 8 เหนือ ปีมะเส็ง พ.ศ.1824 ทัพพระยามังราย เข้ายึดหริภุญไชย นครยิ่งใหญ่มานานกว่า 600 ปี ก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา

ประวัติศาสตร์ราชวงศ์จามเทวี ให้บทเรียนสำคัญ หลายบ้านเมืองเสียหายล่มสลาย...ไม่ใช่เพราะสู้ศัตรูไม่ได้ แต่เพราะคนในชาติ...แตกแยกกันเอง

ใครเคยเห็น ดอยบาไห้ ดอยที่พระยายีบา เจ้านครหริภุญไชย องค์สุดท้าย ร้องไห้ ส่งข่าวมาบอกเล่ากันบ้าง...

Dancer.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 36
คนธรรมดา Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 149
เข้าร่วมเมื่อ: 06 Jan. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Sep. 2006,21:04 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

เมื่องูตื่น

ในหนังสือ 36 กลยุทธ์แห่งชัยชนะ บุญศักดิ์ แสงระวี แบ่ง 6 ส่วนกลยุทธ์ กลยุทธ์ชนะศึก กลยุทธ์เผชิญศึก กลยุทธ์ เข้าตี กลยุทธ์ติดพัน กลยุทธ์ร่วมรบ และกลยุทธ์ยามพ่าย

กลยุทธ์ลำดับที่ 13 อยู่ในส่วนกลยุทธ์เข้าตี ชื่อ ตีหญ้าให้งูตื่น

ความหมายของกลยุทธ์ ตีหญ้าให้งูตื่น...คุณบุญศักดิ์ อธิบาย...เมื่อมีสิ่งใดพึงสงสัย ควรจักส่งคนสอดแนมให้รู้ชัด กุมสภาพข้าศึกได้แล้ว จึงเคลื่อน

นี่เรียกว่า สงสัยพึงแจ้ง สังเกตจึงเคลื่อน

แล้วจึงถึงปฏิบัติที่เรียกว่า ตีหญ้าให้งูตื่น ตียังจุดหนึ่ง ซึ่งจะกระเทือนไปทั้งแนว

จากนั้น จึงทำลายข้าศึกให้แหลกลาญไปทีละส่วน

บันทึกราชวงศ์หมิง มีเรื่องราวลือชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์ ยุทธการยิ่งใหญ่ ที่จูเซียนเจิ้น

ฉงเจินฮ่องเต้ (ค.ศ.1611-1644) ถูกกล่าวหาว่าไร้ทศพิธราชธรรม หลอกลวง รีดนาทาเร้นราษฎร เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ชาวนาทั่วแผ่นดิน 13 กองกำลัง รวมตัวกันต่อต้าน

ประวัติศาสตร์เขียนไว้ว่า ชาวนาเหอหนานอดอยากยากแค้นเหลือเข็ญ ถูกข่มเหงรังแกจนสุดจะทน หลั่งไหลเข้าสมัครในกองทัพ ประดุจสายน้ำที่พรั่งพรูสู่มหาสมุทร

หลี่จื้อเฉิง 1 ใน 13 ผู้นำกลุ่ม ก็กลายเป็นกองทัพใหญ่ ยกเข้าโจมตีกองทัพฮ่องเต้

กลางเดือน 6 กองทัพชาวนาโอบล้อมเมืองไคฟงฮ่องเต้ส่งสามกองทัพที่เกรียงไกรจากเมืองหลวง มาช่วยพร้อมกันสามทิศทาง

หลี่จื้อเฉิง สอดแนมจนได้ข่าวแน่ชัด แม่ทัพ 3 ทัพทั้งใหญ่เล็กไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว แทนที่จะสั่งปะทะหักหาญ แต่กลับใช้กลยุทธ์ ตีให้แตกทีละส่วน แบ่งแยกแล้วทำลาย...

ผลจากกลยุทธ์ ตีหญ้าให้งูตื่น โจมตีตรงจุดอ่อน กองทัพ ชาวนาเอาชนะทัพหลวงที่อ่อนแอได้ในวันเดียว อีกสองกองทัพใหญ่ของหมิง ก็พลอยแตกพ่าย

กลยุทธ์นี้ มีผู้สรุปว่า เมื่อสภาพข้าศึกไม่แจ้งชัดแก่เรา เยี่ยงเดียวกับงูที่ซ่อนในพงหญ้า ควรจะใช้ไม้ตีพงหญ้าไปรอบๆ เพื่อให้งูปรากฏให้เห็น แล้วจึงจับเอาในภายหลัง

ไม่จำเป็นต้องบุกเข้าไปจับจนถึงรังงู ให้เปลืองแรง

แรกทีเดียวผมคิดว่า กลยุทธ์ ตีหญ้าให้งูตื่น ของจีน ความหมายเดียวกับแหวกหญ้าให้งูตื่น สำนวนไทย แต่ความจริงไม่ใช่

สำนวนแหวกหญ้าให้งูตื่น...จะเล่นงานใคร...ต้องไม่ให้เขารู้ตัว...ถ้าเขารู้ตัว ยิ่งเขาเป็นคนมีฤทธิ์มีอำนาจ เรานั่นแหละจะอันตราย โบราณสอนว่า อย่าตีงูให้หลังหัก...เพราะ...

มันก็มักทำร้ายเมื่อภายหลัง

boogie.gif  boogie.gif  boogie.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
35 คำตอบนับตั้งแต่ 26 Jul. 2006,08:02 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 4 of 4<<1234
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com