เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 1 of 712345>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: --รางวัลซีไรท์--, =S.E.A. WRITE AWARD=< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 1
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 23 Aug. 2002,08:40  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

รางวัลซีไรท์ (S.E.A. WRITE AWARD)

    S.E.A. WRITE AWARD มาจากคำเต็มว่า SouthEast Asian Writers Award แปลเป็นภาษาไทยว่า รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน รางวัลซีไรท์ 

     ประเทศไทย โดยบริษัทสายการบินไทย จำกัดและโรงแรมโอเรียนเต็ล ได้ร่วมกันจัดตั้งรางวัลวรรณกรรมอาเซียนสำหรับ นักเขียนในกลุ่มประเทศอาเซียน 6 ประเทศ ได้แก่  บรูไน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย โดยมี เจตนารมย์เพื่อส่งเสริมนักเขียนในกลุ่มประเทศอาเซียนและเผยแพร่วัฒนธรรมของวรรณกรรมของภูมิภาคนี้

     หนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรท์แล้วได้แก่

1 ลูกอิสาน ประเภทนวนิยาย  ผู้แต่ง  คำพูน บุญทวี พ.ศ. 2522 
2 เพียงความเคลื่อนไหว กวีนิพนธ์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 2523
3. ขุนทอง..เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง เรื่องสั้น อัศศิริ ธรรมโชติ 2524
4. คำพิพากษา นวนิยาย        ชาติ กอบจิตติ       2525
5. นาฏกรรมบนลานกว้าง กวีนิพนธ์  คมทวน คันธนู     2526
6. ซอยเดียวกัน  เรื่องสั้น     วาณิช จรุงกิจอนันต์     2527
7. ปูนปิดทอง   นวนิยาย     กฤษณา อโศกสิน      2528
8. ปณิธานกวี  กวีนิพนธ์    อังคาร กัลยาณพงศ์     2529
9. ก่อกองทราย เรื่องสั้น    ไพฑูรย์  ธัญญา         2530
10. ตลิ่งสูงซุงหนัก นวนิยาย    นิคม รายยวา        2531
11. ใบไม้ที่หายไป กวีนิพนธ์   จิรนันท์ พิตรปรีชา     2532
12. อัญมณีแห่งชีวิต เรื่องสั้น    อัญชัน             2533
13. เจ้าจันท์ผมหอม นวนิยาย   มาลา คำจันทร์      2534
14. มือนั้นสีขาว   กวีนิพนธ์   ศักดิ์ศิริ  มีสมสืบ      2535
15. ครอบครัวกลางถนน  เรื่องสั้น ศิลา โคมฉาย       2536
16. เวลา      นวนิยาย     ชาติ กอบจิตติ        2537
17. ม้าก้านกล้วย  กวีนิพนธ์    ไพวรินทร์ ขาวงาม    2538
18. แผ่นดินอื่น   เรื่องสั้น     กนกพงศ์ สงสมพันธุ์   2539
19. ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน นวนิยาย วินทร์ เลียววารินทร์ 2540
20. ในเวลา    กวีนิพนธ์     แรคำ ประโดยคำ      2541
21. สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน เรื่องสั้น วินทร์ เลียววาริณ    2542
22. อมตะ    นวนิยาย      วิมล ไทรนิ่มนวล      2543
23. บ้านเก่า   กวีนิพนธ์     โชคชัย บัณฑิต      2544
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 2
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 23 Aug. 2002,08:56 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ลูกอิสาน

      

   แต่งโดย คำพูน บุญทวี สำนักพิมพ์บรรณกิจ, 2519 ราคา 30 บาท
หนังสือเล่มนี้เคยได้รับรางวัลดีเด่นประเภทนิยายประจำปี พ.ศ. 2519 ของคณะกรรมการพัฒนา หนังสือในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ


   ผู้เขียน ซึ่งเป็นชาวอีสานโดยกำเนิดได้นำเอาประสบการณ์และ เกร็ดชีวิตเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนออกมาเขียนเล่าชีวิตช่วงเด็กในแผ่นดินที่ราบสูงสะท้อนออกมาเป็นเรื่องราว ชีวิตชนบทแสดงให้เห็นถึงความเป็นอยู่ตามสภาพธรรมชาติ มีทั้งความสุข ความทุกข์ และการต่อสู้อย่างทรหด อดทนกับความแปรปรวนของธรรมชาติ นับได้ว่าเป็นงานเขียนที่มีค่าต่อการศึกษาสังคมท้องถิ่นอีสานอย่างมาก 

   ปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักเรียนระดับมัธยมต้น
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 3
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 24 Aug. 2002,00:44 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

คำพูน บุญทวี

           

   
ชื่อนี้เป็นชื่อจริงนามสกุลจริงของเขา เกิดเมื่อ 26 มิถุนายน 2471 ที่จังหวัดยโสธร เรียนหนังสือที่บ้านเกิดจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วเดินทางไปยังจังหวัดต่างๆเพื่อเป็นกรรมกรรับจ้างรายวัน  เป็นคนเลี้ยงม้าแข่ง เป็นสารถีสามล้อ จนกระทั่งสอบเป็นครูได้ สอนหนังสืออยู่ 9 ปี จึงเปลี่ยนไปเป็นผู้คุมเรือนจำ แล้วลาออกมาจากงานราชการนี้เมื่ออายุได้ 40 เศษๆ

เขาเริ่มเขียนหนังสือครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2513 เมื่อครั้งยังเป็นผู้คุม จากนั้นก็เขียนเรื่อยมา เขาจึงกลายเป็นนักเขียนนวนิยาย เรื่องสั้นและสารคดี หนังสือที่ได้รับรางวัลได้แก่

ลูกอีสาน ได้รับรางวัลดีเด่น  ประเภทนวนิยาย จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี 2519 และได้รับรางวัล ซีไรท์ เมื่อ 2522
   
นายฮ้อยทมิฬ ได้รับรางวัลชมเชย ประเภทนวนิยายจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี 2520

เขามีบุตร 6 คน ภรรยาคนแรกเสียชีวิตแล้ว ภรรยาคนหลัง ชื่อ กิมหลั่น เป็นนักเขียนสารคดีชีวิต

นวนิยายเรื่องอื่นๆที่คำพูนเขียน เช่น

ดอกฟ้ากับหมาคุก
คำสารภาพของขี้คุก
เลือดอีสาน
อีสานพเนจร
เสียงกระซิบจากโซ่ตรวน
ลูกลำน้ำโขง
วีรบุรุษเมืองใต้
ใหญ่ก็ตายไม่ใหญ่ก็ตาย
นายหน้า แมงดา อาโก โสเภณีเด็ก
นรกหนาวในเยอรมัน
ตำนานรักลูกปักษ์ใต้  


รวมเรื่องสั้น

หอมกลิ่นบาทา
นักเลงลูกทุ่ง
แม่หม้ายที่รัก
เสือกเกิดมารวย
พยาบาลที่รัก


สารคดี

ไปยิงเสือโคร่ง
คำพูนกลัวตาย
สี่เด๋อย่ำเยอรมัน


   
               เมื่อปี  พ.ศ. 2544  คำพูน บุญทวี  ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม  2544

               วันที่ 4 เม.ย.46  นายคำพูน บุญทวี ได้เสียชีวิตลงแล้ว ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน  รวมอายุได้  อายุ 74 ปี  

               


http://www.luktungfm.com/krupeng/compu%20boontavee.html
หนังสือ 100 นักประพันธ์ไทย  ผ.ศ. ประทีป เหมือนนิล
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 4
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 01 Sep. 2002,16:05 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

    
    คุณเนาวรัตน์ - ประคองกูล พงษ์ไพบูลย์

    เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เกิดวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2483 ที่ อ. พนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เป็นบุตรคนโตและเป็นผู้ชายคนเดียวในจำนวนพี่น้อง 5 คน บิดาชื่อ นายฮกหรือสมบัติ มารดาชื่อ นางสมใจ บิดาเคยเป็นหลงจู๊โรงฝิ่น ในภายหลัง บิดามารดาหย่าร้างกัน

     เขาเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดบ้านทวน  จบมัธยมอุดมศึกษาที่โรงเรียน ทวีธาภิเษก จบปริญญาตรี นิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2508 หลังจากนั้นกลับไปบวชที่วัดทุ่งสมอ กาญจนบุรี ระหว่างจำพรรษา ได้ไปศึกษาธรรมกับท่านพุทธทาสภิกขุ ณ สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี  ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันราชภัฏกาญจนบุรี ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์(ภาษาและวรรณคดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ภาษาไทย) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


       ครอบครัวของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ชอบการแต่งโคลงกลอน ชอบดนตรีไทย มารดาชอบอ่านวรรณคดี เขาจึงอ่านหนังสือได้ตั้งแต่อยู่ชั้นประถมปีที่ 1 เป่าขลุ่ยได้ตั้งแต่ชันประถมศึกษาปีที่ 2 

     เขาเป็นคนช่างคิดช่างสังเกตมาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อเรียนหนังสือชั้นมัธยมปีที่ 3 ได้พบโคลงสี่ที่บิดาเขียนไว้เมื่อยังหนุ่ม จึงเกิดแรงบันดาลใจเขียนโคลงส่งไปลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เขาเริ่มเขียนกลอนเมื่อชั้นมัธยมปีที่ 5-6 และเขียนจริงจังช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงนั้นเขาไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ ชอบเอลวิส เพรสลีย์เป็นชีวิตจิตใจ ไว้ผมทรงเดียวกับเอลวิส พกหนังสือ I.S. Song Hits กว่าจะเรียนจบปริญญาตรีจึงใช้เวลาถึง 7 ปี  นิภา บางยี่ขัน เป็นเพื่อนนักกลอนที่สนิทกันมาตั้งแต่มัธยมปลาย จนมาร่วมทีมนักกลอนมหาวิทยาลัยร่วมกัน

     เขาเคยทำงานในกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ เพื่อหารายได้พิเศษ ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบปริญญาตรี หลังจากเรียนจบแล้วไปบวช พ.ศ .2511-12 สึกแล้วไปทำงานอยู่กองบรรณาธิการ นิตยสาร วิทยาสาร ของ ไทยวัฒนาพานิช

     เมื่อปี 2514 แต่งงานกับคุณประคองกูล อิศรางกูร ณ อยุธยา  ช่วงนี้ไปเป็นอาจารย์สอนวิชาการประพันธ์อย่างสร้างสรรค์ คณะ ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี

     หลังจากนั้นทำงานฝ่ายการพนักงาน ธนาคารกรุงเทพจำกัด โดยเป็นผู้ชำนาญการด้านวัฒนธรรม สังกัดศูนย์สังคีตศิลป์ ฝ่ายการประชาสัมพันธ์ 

     มีบุตรธิดา 2 คน คือ
  ประคำกรอง จบจากฝรั่งเศส ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โครงการปริญญาโท หลักสูตรการจัดการวัฒนธรรม 
  แก้วเก้า บุตรชาย กำลังศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา    
 
   
      เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ได้พบโคลงของบิดาที่เขียนไว้เมื่อยังรุ่นหนุ่ม เขาจึงใฝ่ฝันอยากเขียนได้เช่นนั้นบ้าง  เขาเขียนงานร้องกรองครั้งแรกเมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลงาน มีทั้ง ร้อยกรอง และร้อยแก้ว

 
    ผลงานและรางวัลที่ได้รับ

      ในยุคแรกๆงานประพันธ์ของเขาจะเป็นกลอนรักทั้งสิ้น บทกลอนที่ชื่อ นกขมิ้น ได้รับคัดเลือกจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทสไทยนำไปแปลเผยแพร่ในงานกวีนานาชาติ ณ ประเทศเกาหลี 

      คำหยาด เป็นหนังสือบทกวีที่มีชื่อเสียง พิมพ์ครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2512 เป็นหนังสือที่จำหน่ายได้ถึง 4,000 เล่มในครั้งแรก และพิมพ์ซ้ำต่อมาอีกหลายครั้ง

      บทกวี อาทิตย์ถึงจันทร์  บันทึกเรื่องราวช่วง 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ได้รับรางวัลชมเชยพิเศษวรรณกรรมบัวหลวงของธนาคารกรุงเทพจำกัด 

      บทกวี ชักม้าชมเมือง ได้รับรางวัลดีเด่นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พ.ศ. 2521

      เพียงความเคลื่อนไหว  ได้รับรางวัลซีไรท์ พ.ศ. 2523 
      
               

      บทกวี เพียงขลุ่ยผิว ได้รับรางวัลดีเด่นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ พ.ศ. 2527

เมื่อปีพ.ศ. 2533 - 2536 เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อเขียนบทกวีบันทึกเรื่องราวของทุกจังหวัดไว้ในผลงานชุด "เขียนแผ่นดิน" โดยมีเป้าหมายทูลเกล้าถวายต่อองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถในวโรกาศเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา นับเป็นผลงานเอกที่ส่งผลให้ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ประกาศให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ เมื่อ ปี พ.ศ. 2536 และได้รับฉายาว่าเป็น"กวีรัตนโกสินทร์"


ผลงานอื่นๆ เช่น

บทกวี  ประคำกรอง
     วารีดุริยางค์
      เพลงขลุ่ยเหนือทุ่งข้าว
      จากรึก ร.ศ. ๒๐๐
      กรุงเทพทวารวดี
      แว่วไหลในสายลม
      ข้างคลองคันนายาว
      
ความเรียง ที่นี่ขัดข้องหนอ 
      ดาบที่หมกอยู่ในจีวร
      ดังนั้นฉันจึงเขียน 
      แผ่วผ่านธารน้ำไหล 
      เจ้าประคุณเอ๋ย 
      ความคิดในดอกบัว
      บังอบายเบิกฟ้า
       ฝึกฟื้นใจเมือง
       ลวดลายประแจจีน
       มองพม่า 

       ฯลฯ

หนังสือ 100 นักประพันธ์ไทย ผ.ศ. ประทีป เหมือนนิล           
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 5
นกกะปูด Search for posts by this member.
เด็กรับใช้ธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1820
เข้าร่วมเมื่อ: 25 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 01 Sep. 2002,16:38 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

อืมมม.. หวานใจของนู๋คงต้องรออ่านในอันดับที่ 11 ค่ะ
นักเขียนรางวัลซีไรท์ที่น้าแอ๊ดกล่าวถึง
นู๋ไม่เคยอ่าน ไม่เคยซื้อหนังสือของใครเลย
นอกจาก.."ใบไม้ที่หายไป" ของคุณ จิรนันท์  ค่ะ.. ic-12.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 6
Yaya Search for posts by this member.
English Tutor
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 783
เข้าร่วมเมื่อ: 02 Jul. 2002

อัตรานิยม: 5
PostIcon โพสต์เมื่อ: 01 Sep. 2002,23:35 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

น้าแอ๊ด คะ ..ย๋าไปหาหนังสือเรื่องสั้น "ความน่าจะเป็น" ของปราบดา หยุ่น มาอ่านดูแล้วค่ะ ..ย๋าว่าภาษาของเค๊า ..สมัยใหม่นะคะ ..และออกจะติดกับงานเขียนของฝรั่งไปบ้าง...แต่ได้ยินจากเพื่อนที่ทำ อยู่ ที่แพรว ว่า หากเค๊าได้รางวัล..ก็อาจจะเป็น..ตัวที่จะดึงให้วัยรุ่นหันมาอ่านหนังสือกันได้บ้าง..น่ะเองค่ะ ...ฟังจากเพื่อนมาน่ะค่ะ ... music.gif

--------------
ไม่มีข้อโต้แย้ง....ไม่มีข้อผูกมัด....อิสระ....ความพอใจ
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 7
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 01 Sep. 2002,23:43 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

แหม..ดีจัง  น้องหยาอ่านจบแล้ว  เขียนวิจารณ์ลงในกระทู้นี้ให้หน่อย  น้าแอ๊ดยังไม่มีหนังสือเลย......
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 8
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 02 Sep. 2002,18:36 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

อัศศิริ  ธรรมโชติ

      เป็นชาว อ. หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2490 เป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัว  อาชีพหลักของครอบครัวเป็นชาวประมง  ต่อมาครอบครัวมีปัญหาทำการประมงขาดทุน อัศศิริ จึงคิดช่วยเหลือครอบครัวโดยการเข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ  โดยทำหน้าที่ตามโครงการสำมะโนประชากรตามต่างจังหวัด 

     เขาได้กลับมาเรียนคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงนี้เขาเริ่มเขียนเรื่องสั้น เรื่องแรกที่เขาเขียน คือ สำนึกของพ่อเฒ่า ซึ่งได้รับการคัดเลือกเป็นเรื่องสั้นอันดับที่ 3 จากการประกวดเรื่องสั้นชิงรางวัล พลับพลามาลี ของชุมนุมวรรณศิลป์จุฬาฯ 2515

   เมื่อจบการศึกษา ร่วมกับเพื่อนทำนิตยสารรายสัปดาห์แต่ขาดทุน เขาจึงเข้าทำงานตามหนังสือต่างๆ เช่น หนังสือประชากรของ บีอาร์  ประชาชาติ มาตุภูมิ ฯลฯ และสุดท้ายก็ที่สยามรัฐ

    อัศศิรินอกจากจะมีความสามารถในการเขียนบทความและข่าวแล้ว งานเขียนเรื่องสั้นของเขายังได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีร้อยแก้วอีกด้วย เพราะใช้ภาษาคมคาย ลุ่มลึก นิ่มนวลและมีศิลปะ 

         ผลงานของเขาได้แก่ 
2521 ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง
2524 เหมือนทะเลมีเจ้าของ
2524 ทะเลและกาลเวลา
2525 สาหร่าย
2526 ดาราลับฟ้า
2527 บ้านริมทะเล
2528 โลกสีน้ำเงิน
2529 งามแสงเดือน
2530 มหกรรมในท้องทุ่ง
2531 ขอทาน แมว และคนเมา
2531 นวลน้อย
2531 เด็กผู้หญิง คนแก่ แมว และผม
2532 ชีวิตคือวัยอันผ่านพ้น
2532 หลายๆครั้งในชีวิต
2534 มโนสาเร่   
2534 ทะเลร่ำลมโศก
2535 เสือกระดาษ


  

    เขาได้รับรางวัลซีไรท์ เมื่อ ปี พ.ศ. 2524 จากหนังสือเรื่อง ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง
     เขาได้รับการเชิดชูให้เป็น"นักหนังสือพิมพ์ดีเด่นที่ควรยกย่อง" 
     นอกจากนี้เขาได้เขียนบทละครโทรทัศน์ เช่น เรื่อง ขุนเดช นายฮ้อยทมิฬ
     เขาได้รับเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2543 
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 9
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 03 Sep. 2002,13:12 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

จะขอกล่าวถึงเรื่องสั้นในหนังสือเล่มต่อไปนี้ เพราะเห็นว่าเกี่ยวข้องกับกระทู้เรื่องเล่าตอนเข้าป่า 
 "ขุนทอง เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง" เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นของ อัศศิริ ธรรมโชติ โดยใช้ชื่อตามเรื่องสั้น เรื่องเอก คือ ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง ซึ่งเป็นเรื่องราวช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 

    เรื่องสั้นเรื่อง " เธอยังมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยก็ในใจฉัน" เป็นเรื่องเล่าถึงนักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่ผู้เขียนบังเอิญได้รู้จัก เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา

  "เหมือนพายุที่ระเบิด สำแดงฤทธิ์อันหยาบช้าหลังตั้งเค้าให้เห็นท้องฟ้ามัวมืดมาแล้วก็นานนักหนา และเหมือนเปลวไฟที่ไหม้ร้อน ทำลายผลาญพร่าสรพพสิ่งนานาอยู่ที่ไหนสักแห่ง ผมรับรายงานข่าวเช้าวันนี้เหมือนกับที่กล่าวมาแล้วนั้นแทบจะทุกบรรทัด มีความตายและหยาดน้ำตา เรียงราย ไหลเป็นทางอยู่ในที่แห่งนั้น 
   เธอ-ผู้เป็นเจ้าของคำพูดอันแสนธรรมดาว่า "ในประเทศของเรานั้น เราจะต้องช่วยกันสร้างความถูกต้องและความเป็นธรรม"

   อีกตอนหนึ่งเขาเขียนว่า
   "ผมเกิดความคิดอันวิปริต อยากจะไปที่โรงพยาบาล ที่ศพของเธอยังคาค้างอยู่ ด้วยความอยากรู้ว่าเธอถูกทำร้ายที่ตรงไหนบ้าง...เรือนร่างเล็กๆบอบบางคงอยู่ในชุดเสื้อดำกางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบเปื้อนฝุ่น หรือว่าเปลี่ยนไปเสียแล้ว นิ้วมือเรียวงามที่เปรอะเลอะกาว และลำแขนอันสลักเสลาที่แนบแผ่นใบปลิวนั้นเล่าจะคงดีอยู่หรือ หรือว่าเต็มไปด้วยรอยแผล แหลกหักยับเยินอย่างจดจำกันไม่ได้"

   ส่วนเรื่อง ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง ขุนทอง เป็นตัวแทนของหนุ่มสาวผู้ปรารถนาจะเห็นความถูกต้องและเป็นธรรมในบ้านเมือง เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจาก "เธอยังมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยก็ในใจฉัน" คือ ขุนทองทนไม่ไหวที่จะอยู่ต่อไป
   "ข่าวว่ามีคนเห็นมันกลั้นสะอื้นไปคนเดียวด้วยสองมือว่างเปล่า"
   "ดาบล่ะ เอ็งไม่เอาไปด้วยหรือ" คนสวนทางซักถาม
   "ไม่ต้อง ข้าไปหาเอาข้างหน้าได้"
   "เจ้าขุนทองมันว่าอย่างนั้น ก่อนจะสะบัดหน้าแล้วเดินหายเข้าป่าไป"
 
              
   แม่ของขุนทองกล่าวว่า 
  " แม่ไม่เคยนึกสักนิด ว่าในกาลต่อมา มันจะไปเที่ยวถือดาบคลุกอยู่กับเลือดและความตาย ท่องอยู่ตามป่าเขาและดงดิบกันดารไกล ทั้งที่ไม่เคยเห็นมันจับดาบ นอกจากหนังสือหนังหาที่มันรักของมัน"
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 10
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 09 Sep. 2002,19:48 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

มารู้จักกับเจ้าขุนทอง 

     

  เจ้าขุนทองในเพลง วัดโบสถ์ เป็นเพลงที่คนภาคกลางใช้ร้องกล่อมลูกหลาน  ร้องว่า
 
     วัดเอ๋ยวัดโบสถ์   มีตาลโตนดอยู่เจ็ดต้น
   เจ้าขุนทองไปปล้น   ป่านฉะนี้ไม่เห็นมา
   คดข้าวออกใส่ห่อ   จะถ่อเรือออกตามหา
   เขาก็เล่าลือมา     ว่าขุนทองเจ้าตายแล้ว
   ถือแต่กระดูกแก้ว    เมียรักจะไปปลง
   ขุนศรีจะถือฉัตร     ยกกระบัตรจะถือธง
   ถือท้ายเรือหงส์     ไปปลงศพเจ้าพ่อนา


    เจ้าขุนทอง เป็นสามัญชนคนบ้านนอก มีอาชีพปากงวงตาลจากต้นโตนดเพื่อไปทำน้ำตาลขาย ในขณะนั้นพม่ายกทัพมารุกราน เจ้าขุนทองคว้าดาบหายไปจากหมู่บ้าน คนก็ร่ำลือกันว่า มันไปต่อสู้กับพม่าปกปักรักษาบ้านเมืองจนตัวตาย พระเจ้าแผ่นดินจึงพระราชทานเพลิงศพถึงขั้น "ขุนศรีจะถือฉัตร ยกกระบัตรจะถือธง ถือท้ายเรือหงส์  ไปปลงศพเจ้าพ่อนา"

      หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เจ้าขุนทองของสุจิตต์ วงษ์เทศก็ดังสะท้อนสะท้านใจคน 
  
     วัดเอ๋ยวัดโบสถ์   ตาลโตนดเจ็ดต้น
   ขุนทองเจ้าไปปล้น   ป่านฉะนี้ไม่เห็นมา
   คดข้าวใส่ห่อ       ถ่อเรือไปตามหา
   เขาก็ร่ำลือมา      ว่าเจ้าขุนทองตายแล้ว
   นั่งรถยนต์เรไร      นั่งรถไฟนกแก้ว
   ส่งเสียงแจ้วแจ้ว     ว่าเจ้าขุนทอง เจ้าขุนทอง
   เจ้าออกจากบ้าน     เมื่อตะวันเรืองรอง
   แล้วหันมาสั่งน้องน้อง  ว่าพี่จะไปหลายวัน
   ไปเพื่อสิทธิเสรี     เพื่อศักดิ์ศรีชาวบางระจัน
   โอ้เจ้นนกเขาขัน    แล้วเจ้าขุนทองก็ลงเรือน
    สะพายย่ามหาดเสี้ยว  ซึ่งใส่หนังสือแสงเดือน
    ทั้งสมุดที่ลบเลือน    ด้วยรอยน้ำตาแต่เมื่อคืน
    ขุนทองเจ้าร้องไห้    อยู่ในเรือนจนดึกดื่น
    ว่าดอกจำปีถูกปืน    ตายอยู่เกลื่อนเจ้าพระยา
    ลูกเอ๋ยหนอลูกเอ๋ย   เข้าอย่าเฉยเชือนชา
    แม่มาร้องเรียกหา    นี่พ่อมาตั้งตาคอย
    เจ้ามิใช่นักรบ       ที่เคยประสบริ้วรอย
    รูปร่างก็น้อยน้อย     เพราะเรียนหนังสือหลายปี
    แม่ก็รู้ว่าลูกรัก       นั้นมีความภักดี
    พ่อก็รู้ว่าลูกมี       กตัญญูต่อแผ่นดิน
    แต่ใครเขาจะรู้       เพราะเขามิใช่พระอินทร์
    มนุษย์อาจได้ยิน     แต่อำนาจมาบังตา
    ลูกบอกว่าลูกรู้      จึงสู้แบบอหิงสา
    แม่กับพ่อก็รอมา     หลายเพลาหลายเพล
    ดอกโสนบานเช้า     ดอกคัดเค้าบานเย็น
    ออกพรรษามาตระเวณ  ที่อนุสาวรีย์ทูน
    ไม่มีร่างเจ้าขุนทอง    มีแต่รัฐธรรมนูญ
    พ่อกับแม่ก็อาดูร      แต่ภูมิใจลูกชายเอย


    เพลงนี้ ถ้าใครเคยฟัง วงต้นกล้า รังสิต จงฌาณสิทโธ (ป่อง)ร้องได้กินใจมาก



   นอกจากนี้ยังมีเจ้าขุนทอง จากบทกวี "เพลงขลุ่ยเหนือทุ่งข้าว" ในหนังสือชุด เพียงความเคลื่อนไหว ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (ซึ่งได้รางวัลซีไรท์ ปี 2523 ) ซึ่งเป็นบทกวีที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ อัศศิริ ธรรมโชติ เขียนเรื่อง "ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง" โดยจินตนาการกับเหตุการณ์ 14 และ 6 ตุลาคม   
 
    เพลงขลุ่ยเหนือทุ่งข้าว

      "วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ ปลูกตาลโตนดอยู่เจ็ดต้น
    เจ้าขุนทองไปปล้น   ป่านฉะนี้ไม่เห็นมาฯ"
    ขลุ่ยข้าครวญหวนโหยระโอยโอด
    พิไรโรธนาการสะท้านพร่า
    เป่าคำหอมเหินลิ่วขึ้นปลิวฟ้า
    แล้วทอดช้า เฉื่อยฉ่ำประจำยาม         
    พอพระพายชายพัดก็ชัดชื่น
    ทุกถ้อยคำย้ำยืนไม่ขื่นขาม

      "ทุ่งนี้ นานี้ มีนาม
    ของหวง เขตห้าม อย่าข้ามกัน
    ข้าวงาม น้ำดี ทุกปีมา
    แผ่นดินข้า ข้ารัก หนักมั่น
    ปู่ย่า พ่อลูก ผูกพัน
    เลือดเนื้อ ทั้งนั้น ทีในดิน"

    ใบข้าวพลิ้วริ้วระเนนเป็นคลื่นข้าว
    ใบตาลกราวกรากลมระงมถิ่น
    กระท่อมค้อมคร่ำคร่าอยู่อาจิณ
    หอมกลิ่นข้าวใหม่มาจางจาง

    คดข้าวใส่ห่อไปรอรับ
    ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง
    เพลงขลุ่ยผิวครื้นสะอื้นคราง
    ไม่มีร่างไม่มีเงาเจ้าขุนทอง

    ตะวันรุ่งเรื่อแรงจนแดงเลือด
    แผ่นดินเดือดดูน้ำก็คล้ำหมอง
    เพลงขลุ่ยขาดห้วงท่วงทำนอง
    เสียงตะโกนกู่ก้องมาไกลไกล


         
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
68 คำตอบนับตั้งแต่ 23 Aug. 2002,08:40 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 1 of 712345>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com