เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 4 of 7<<1234567>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: --รางวัลซีไรท์--, =S.E.A. WRITE AWARD=< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 31
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 11 Oct. 2002,21:03  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

อัญชัน

    
  
    อัญชัน" เป็นนามปากกาของ อัญชลี วิวัธนชัย เกิดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2495 สี่แยกบ้านแขก  เขตธนบุรี กรุงเทพฯ  เป็นบุตรสาวคนโตในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 4 คน ของนายวันชัยและนางอบเชย สุธรรมพิทักษ์

การศึกษา

     พ.ศ. 2510 จบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนราชินีบน กรุงเทพฯ
     พ.ศ. 2512  จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ
     พ.ศ. 2516  สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี วิชาเอกภาษาไทย จากคณะ อักษรศาสตร์ จาก
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
     พ.ศ. 2532  ศึกษาปริญญาโท แขนงภาษาอังกฤษ ที่ซิตี้ ยูนิเวอรซิตี้ ออฟ นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา


     เนื่องจากบิดาเป็นคนชอบอ่านหนังสือและสะสมหนังสือ  จึงทำให้อัญชันเเติบโตขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศของการอ่าน เวลาวันเกิดพ่อก็ให้สมุดบันทึกเป็นของขวัญ และแนะนำให้เขียนสิ่งต่างๆ จึงทำให้เธอกลายเป็นคนชอบเขียนบันทึก และชอบเขียนนิทานอ่านกันเองเล่นๆ พร้อมเขียนภาพประกอบ เมื่ออยู่ชั้นประถมปีที่ 3 ก็เริ่มเขียนเรื่องรักๆใคร่ๆ พร้อมภาพประกอบ เมื่ออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 ทำหนังสือเล่มเล็กๆแล้วแบ่งให้เพื่อนอ่าน บิดาช่วยวาดภาพประกอบ และแนะให้ใช้ชื่อว่า อัญชัน เพราะที่บ้านมีต้นอัญชันเต็มรั้วไปหมด

     เมื่อเรียนที่อักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้เข้าร่วมชมรมวรรณศิลป์ เคยเป็นตัวแทนแข่งขันกลอนระหว่างคณะ ต่อมาพ่อแม่ย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา  จึงได้ไปเรียนต่อระดับปริญญาโทที่โน่น เมื่อพ.ศ.2519 แต่งงานกับ อนุสรณ์ วิวัธนชัย

ผลงานและรางวัลที่ได้รับ 

     พ.ศ. 2528 เรื่องสั้นเรื่องแรกลงพิมพ์ในนิตยสาร ลลนา ชื่อเรื่อง แม่ครับ และได้รับคัดเลือกเป็น เรื่องสั้นดีเด่นประจำปี 2528 จากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย
     พ.ศ.2530  รวมเล่มหนังสือสารคดี ชื่อ นิวยอร์ค  นิวยอร์ค ใช้นามปากกาว่า อัญมณี สีม่วง
      พ.ศ. 2532  เรื่องสั้น ชื่อ หม้อที่ขูดไม่ออก ได้รับคัดเลือกเป็น เรื่องสั้นดีเด่นประจำปี 2531 ของนิตยสารลลนา
      พ.ศ.2533  รวมเรื่องสั้นชุด อัญมณีแห่งชีวิต ได้รับรางวัลซีไรท์ ประจำปี 2533
      ปัจจุบัน   รวมเรื่องสั้น ผู้แลเห็นลม มือที่มองไม่เห็น
             รวมบทกวี ลายสือ


    ปัจจุบัน ทำงานในบริษัทออกแบบโฆษณาของสามีที่นิวยอร์ค มีบุตร 2 คน เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

    นามปากกา อัญชัน อัญมณี สีม่วง  แม่อั้งเซียะหลี (คอลัมน์บทกวี )

    ข้อมูลจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล

    
                
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 32
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 13 Oct. 2002,21:12 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

มาลา คำจันทร์
     
     

     ชื่อจริง คือ เจริญ มาลาโรจน์ เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 ที่ตำบลเมืองพาน อำเภอเมืองพาน จังหวัดเชียงราย เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน 7 คน ของนายจันทร์และนางคำน้อย มาลาโรจน์

     การศึกษา 

     เรียนชั้นประถมและมัธยมที่ เมืองพาน ไปเรียนต่อ ปกศ.ต้น ที่วิทยาลัยครูเชียงใหม่  แล้วไปสอบ ปกศ.สูงภาคสมทบ ได้อันดับ 1 แล้วสอบบรรจุเข้ารับราชการครูครั้งแรกที่สันป่าตอง แต่ไม่สะดวกในการเดินทางจึงสละสิทธิ์ ต้องสอบวิชาชุดครูจนได้วุฒิ ป.ม. เมื่อ พ.ศ.2518 หลังรับราชการได้ 4 ปี จึงลาไปเรียนปริญญาตรีที่คณะศึกษาศาสตร์ มหา วิทยาลัยเชียงใหม่  และต่อปริญญาโท วิชาจารึกภาษาไทย  คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 

      ประวัติการงาน

      เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน มีปัญหาหลายอย่าง จึงมักไปนอนที่บ้านย่า จึงได้ฟังนิทานพื้นบ้านทางเหนืออยู่เสมอ  จึงเป็นแรงบันดาลใจให้แต่งนิทานเรื่องสัตว์ นำมาอ่านกันในหมู่พี่น้องตั้งแต่เด็ก และใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียน จากการเขียนเรียงความ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  แต่ถูกครูผู้สอนหัวเราะเยาะว่าไร้สาระ จนเมื่อมาเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้เป็นประธานชมรมวรรณศิลป์ เขียนร้อยกรองเรื่องแรก คือ นิราศผาโขง เป็นกลอนแปด ความยาวกว่าร้อยบท 
     
      เมื่อ พ.ศ. 2515 เขียนเรื่องสั้น เรื่อง คนผมยาว ไปลงที่นิตยสาร ฟ้าเมืองไทย ของอาจินต์ ปัญจพรรค์ ซึ่งอาจินต์ได้ตั้งนามปากกาให้ว่า ก้าว จันทร์คำน้อย จากนั้นเขียนเรื่องสั้นมาเรื่อย ๆ ต่อมาได้เรียนวิชาศิลปะการเขียน กับอาจารย์วิทยา วงศ์ดีไทย ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงเริ่มรู้หลักการเขียนอย่างเป็นระบบมากขึ้น

             ในปี พ.ศ. 2521  ตอนที่เรียนระดับปริญญาตรีที่เชียงใหม่  เรื่องสั้นของเขาเรื่อง "เจ้าที่" ได้รับรางวัลช่อการะเกดจากนิตยสารถนนหนังสือ ซึ่งมี สุชาติ  สวัสดิ์ศรีเป็นบรรณาธิการ  ได้รับเงินรางวัล 600 บาท และได้รับการพิจารณาพิมพ์รวมเรื่องสั้นชุด วันเวลาที่ผ่านเลย ของสำนักพิมพ์ดวงกมล  

      ต่อมาได้เปลี่ยนนามปากกา จาก คำจันทร์ มาเป็น มาลา คำจันทร์ 
     
      เมื่อ ปี พ.ศ. 2522  ขึ้นดอยไปสอนหนังสือกะเหรี่ยงที่บ้านห้วยตอง  อยู่ได้เพียง 6 เดือนก็สามารถพูดภาษากะเหรี่ยงได้ จึงเขียนนวนิยาย หมู่บ้านอาบจันทร์ และเรื่องสั้นอีกมากมาย  แต่อยู่ได้เพียง 11 เดือนก็ต้องลงมาอยู่ที่ราบ เพราะเป็นโรคหินปูนเกาะกระดูก ไม่สามารถอยู่ที่ที่มีอากาศหนาวมากได้  ก่อนย้ายลงมาได้แต่งงานกับ กระถิน หรือ ณัฐยาภรณ์ ไชยหล้า  และมีบุตร 2 คน ชื่อ เด็กชาย โล่ รักพล มาลาโรจน์ และเด็กหญิง ภิรภรณ์ มาลาโรจน์

      เมื่อ พ.ศ. 2525 ลาออกจากราชการครู ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ช่วงนี้จะเขียนนวนิยายเป็นตอนๆ ไปลงนิตยสาร ฟ้าเมืองไทย มีรายได้ เดือนละ 2000 บาท เพื่อใช้ในการเรียน ต้องใช้เวลานานถึง 5 ปีจึงเรียนจบ เมื่อจบแล้วไปเป็นอาจารย์ที่ภาควิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  สอนอยู่ประมาณ 2 ปีครึ่ง จึงย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2532 เพื่อได้อยู่กับครอบครัว สอนอยู่เพียง 6 เดือน ก็ลาออก ปี พ.ศ.2533-2534 เขียนหนังสือเลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียว พอปี พ.ศ.2535 จึงร่วมกิจการกับบริษัทคณาธร จำกัด โดยรับผิดชอบในส่วนของสำนักพิมพ์โล่ - หวาย และ สำนักพิมพ์คณาธร โดยไปทำงานเดือนละประมาณ 15 วันอีก 15 วันกลับมาเขียนหนังสือ ที่บ้านสันป่าตองเชียงใหม่ และยึดอาชีพการประพันธ์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน


      นามปากกา

      ก้าว จันทร์คำน้อย และ  มาลา คำจันทร์


     ผลงาน และรางวัลที่ได้รับ

งานเขียนที่ตีพิมพ์รวมเล่มมีดังนี้

2521 วันเวลาที่ผ่านเลย (เรื่องสั้น) กรุงเทพฯ : ดวงกมล
2523 หมู่บ้านอาบจันทร์ กรุงเทพฯ : ต้นหมาก
2524 เด็กบ้านดอย กรุงเทพฯ : ต้นหมาก
2525 ไอ้ค่อม กรุงเทพฯ : ต้นหมาก
2526 นกแอ่นฟ้า กรุงเทพฯ : ต้นหมาก
2527 วิถีคนกล้า กรุงเทพฯ : คนวรรณกรรม
2529 ลมเหนือและป่าหนาว(เรื่องสั้น) กรุงเทพฯ : คนวรรณกรรม
2531 เขี้ยวเสือไฟ กรุงเทพฯ : กำแพง
2532 ท้าสู้บนภูสูง (งานแปล) แปลจาก duet in the high #### ของ Arther Cathealu กรุงเทพฯ : ต้นอ้อ
2533 แมวน้อยตกปลา กรุงเทพ : ต้นอ้อ
2534 เจ้าจันท์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน กรุงเทพฯ : คณาธร
2535 ล้านนาฮาเฮ กรุงเทพฯ : คณาธร
2538 เมืองลับแล กรุงเทพ|มติชน และเรื่องเล่าในดงลึก กรุงเทพ|มติชน
2539 ดาบอุปราช และสร้อยสุคันธา
นอกจากนี้เขายังแปลผลงานออกมาในนามปากกาว่า "สิทธันต์ ชินทัต"


    เขาเป็นนักเขียนที่ประสบผลสำเร็จมากในด้านรางวัลวรรณกรรม เขาได้รางวัลทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติดังนี้

    

รางวัลช่อการะเกด จากนิตยสารถนนหนังสือในปี พ.ศ.2521 จากเรื่องเจ้าที่

รางวัลรองชนะเลิศเรื่องสั้น ของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ประจำปี พ.ศ.2523 จากเรื่อง "ใช้ไม้สีเหลือง"

รางวัลดีเด่นประเภทบันเทิงคดี หนังสือสำหรับเด็กก่อนวัยรุ่น จาก คณะกรรมการพัฒนา หนังสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ .2523 จากเรื่อง หมู่บ้านอาบจันทร์

รางวัลดีเด่นประเภทบันเทิงคดี หนังสือสำหรับเด็กก่อนวัยรุ่น จาก คณะกรรมการพัฒนาหนังสือ แห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2526 จากเรื่องลูกป่า

รางวัลดีเด่นในการผลิตผลงานเพื่อเยาวชน จาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประ สานงานเยาวชนแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ประจำปี พ.ศ. 2525 จากเรื่องลูกป่า

รางวัล IBBY จากมูลนิธิ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน ปี พ.ศ .2532 จากเรื่อง เขี้ยว เสือไฟ

รางวัลดีเด่นประเภทบันเทิงคดี หนังสือสำหรับเด็กก่อนวัยรุ่น จาก คณะกรรมการพัฒนาหนังสือ แห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2532 จากเรื่องเขี้ยวเสือไฟ

รางวัลดีเด่นประเภทบันเทิงคดี หนังสือสำหรับเด็กก่อนวัยรุ่น จาก คณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2533 จากเรื่อง หุบเขากินคน

รางวัลดีเด่นประเภทบันเทิงคดี หนังสือสำหรับเด็กอายุ 6-11 ปี จาก คณะกรรมการพัฒนา หนังสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2534 จากเรื่อง แมวน้อยตกปลา

รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน : ประเทศไทย ประจำปี พ.ศ.2534 จากเรื่อง เจ้าจันท์ผมหอม

รางวัลดีเด่นประเภทบันเทิงคดี หนังสือสำหรับเด็กอายุ 6-11 ปี จาก คณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2535 จากเรื่อง ฝีกว้างเท่าปากบ่อ



เจ้าจันท์ผมหอม  เป็นนวนิยายที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหญิงล้านนาฉะนั้นภาษาที่ใช้จะเป็นล้านนา ส่วนใหญ่เพื่อให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องแต่ผู้เขียนได้บอกความหมายของคำเหล่านั้นไว้ด้วย โครงเรื่องเป็นเรื่องของเจ้าหญิงล้านนาที่ต้องโดนบังคับให้แต่งงานกับผู้ชายที่นางไม่ได้รัก แต่นางมีความศรัทธาในองค์พระธาตุอินทร์แขวนนางจึงเดินทางไปนมัสการและอธิษฐานว่า ถ้านางจะสมหวังในความรักก็ขอให้นางลอดพระธาตุไม่ได้แต่ถ้านางจำเป็นต้องแต่งงานกับ ชายที่ไม่ได้หมายปองก็เป็นว่านางลอดพระธาตุไม่ได้ในตอนจบนั้นนางไม่สามารถลอดได้ จึงได้ปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุนั้นและตัดสินใจแต่งงานกับชายที่ไม่ได้หมายปอง


lannaworld
http://www.huso.tsu.ac.th/student....T5.HTML
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 33
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Oct. 2002,23:16 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

   
    ภาพเขียนของศักดิ์สิริ มีสมสืบ
    ผลงานส่วนหนึ่งจากนิทรรศการจิตรกรรม " กวีและแม่ " 2542
    สีอะคริลิค บนกระดาษ
 
    ชื่อจริงคือ กิตติศักดิ์ มีสมสืบ เกิดวันศุกร์ 23 สิงหาคม 2500 ที่ชัยนาท ใช้ชีวิตในวัยเด็ก เรียนชั้นประถม มัธยมตอนต้นที่อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ เพราะเมื่อ พ.ศ.2510 บิดาไปเปิดโรงเรียนเอกชนที่นั่น ชื่อ โรงเรียนนิมิตรศึกษา 
พ.ศ. 2515-2520 ศึกษาศิลปะที่โรงเรียนเพาะช่างจนจบชั้นประโยควิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) วิชาเอกจิตรกรรมสากล  
พ.ศ. 2516-2520 ได้ศึกษาศิลปะวรรณกรรมและปรัชญาจาก จ่าง แซ่ตั้ง ผู้ซึ่งเป็นกวีคนสำคัญของประเทศ
พ.ศ. 2521  เข้ารับราชการครูสังกัดกรมสามัญศึกษา
พ.ศ. 2525  จบคุรุศาสตร์บัณฑิต เอกศิลป-ศึกษา จากวิทยาลัยครูพระนคร  กรุงเทพฯ


ประวัติการทำงาน

     เมื่อ พ.ศ. 2521 เข้ารับราชการเป็นครู สอนศิลปศึกษาที่ โรงเรียน ชุมแสงชนูทิศ อ. ชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ใช้เวลาว่าง วาดรูป เขียนบทกวี และเล่นดนตรี
    เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก เพราะที่บ้านมีห้องสมุดอยู่ที่บ้าน ช่วงที่ไปเรียนเพาะช่าง มีโอกาสไปพักที่บ้านของ จ่าง แซ่ตั้ง ซึ่งเป็นนักเขียนและนักวาดรูปผู้มีชื่อเสียง จึงได้เรียนรู้และถูกปลุกเร้าให้สนใจการวาดรูปและเขียนบทกวีอย่างจริงจัง  ได้เริ่มเขียนบทกวีที่มีลักษณะประยุกต์เฉพาะตัว หลายรูปแบบผสมผสานกัน และได้รับอิทธิพลจากการเขียนบทกวีของจ่าง  แซ่ตั้ง มากพอสมควร

    เมื่อเขียนบทกวีสะสมไว้มาก จ่าง แซ่ตั้ง จึงได้แนะนำให้รวมพิมพ์เผยแพร่ โดยใช้นามปากกาว่า ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ 


ผลงานที่ตีพิมพ์แล้ว

-2526 ตุ๊กตารอยทราย (บทกวี)
-2528 คนสอยดาว (บทกวี)
-2531 มือนั้นสีขาว (บทกวี) ได้รับรางวัลซีไรต์ในปี 2535

   

    เนื่องจากเขาเป็นคนชอบร้องเพลงและเล่นดนตรี เคยแต่งเพลงให้วง มาชารี ของพิบูลศักดิ์ ละครพล และได้ทดลองทำเทปเพลงโดยแต่งเอง ร้องเอง เกือบทั้งหมด  ชื่อ เกี่ยวก้อย

-2535 เกี่ยวก้อย (ผลงานเพลง)
-2538 แสดงงานจิตรกรรมชุด ทัศนียภาพที่เปลี่ยนไป  ที่บางกอกแกลลอรี่ กรุงเทพฯ
-2538 ตะตั้งเทิ้งตั้ง (รวมเรื่องสั้น)
-2541 ก็พอใจอยากจะรักให้หนักหนา (บทกวี)

ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ ใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ ณ กระท่อมเดี่ยวก้อยริมแม่น้ำยม อำเภอชุมแสง นครสวรรค์ เขียนหนังสือ เขียนรูป แต่งเพลง นอนเปล และกวาดใบไม้


มือนั้นสีขาว  รวมบทกวีนิพนธ์ไทยสมัยใหม่ที่มีลักษณะสร้างสรรค์ทั้งความคิดและวิธีการนำเสนอ มุ่งแสดงอุดมคติอันเชิดชู คุณค่า ความบริสุทธิ์ และความมีน้ำใจของมนุษย์ กวีถ่ายทอดความคิดเป็นรูปธรรมที่เข้าใจง่าย ผ่านบุคคลและเหตุการณ์สมมุติ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริงและสังคมจริง แสดงความแตกต่างระหว่างสภาวะอันบริสุทธ ิ์ไม่เสแสร้งของเด็ก กับสภาวะของผู้ใหญ่ที่ถูกครอบงำด้วยกรอบสังคม ในแต่ละบทกวีได้เสนอแง่ความคิดอย่าง ประณีตหลายนัย ตีความ ได้กว้างขวางลึกซึ้งด้วยกลการประพันธ์ที่เฉียบคม การประพันธ์ลักษณะ ของฉันทลักษณ์มีรูปแบบเป็นธรรมชาติสอด คล้องกับเนื้อหา คำที่ใช้เป็นคำง่ายๆ เรียงร้อยอย่างมีลีลาจังหวะ สร้างลำนำอันทรงพลัง ให้จินตนาการภาพชัด สื่อความคิดของกวีกระทบอารมณ์และเร้าความคิดผู้อ่าน เป็นการจรรโลงความหวังให้เห็นว่าโลกอาจสงบงดงามได้ด้วยน้ำใจอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ด้วยกันเอง


http://www.thaiwriter.net/sea_write/saksiri.htm
http://www.jitdrathanee.com/Artist/interview/saksiri.htm
มือนั้นสีขาว
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 34
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 24 Oct. 2002,18:06 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ศิลา โคมฉาย

  

   ภาพคุณศิลา โคมฉาย กับคุณ มะดัน

     ชื่อจริง คือ วินัย บุญช่วย เกิดเมื่อ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 อ. ท่าศาลา จ. นครศรีธรรมราช มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน บิดาเป็นครูประชาบาล มารดาช่วยทำนา ค้าขาย ตัดเย็บเสื้อผ้า และทำผม เสริมสวย

     การศึกษา  เรียนชั้นประถมศึกษาที่บ้านเกิด  มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ  เรียนระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง  แต่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคมจึงหยุดเรียนไปเข้าป่า


      ประวัติงาน
      สนใจการอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ช่วงที่เรียนมัธยมที่กรุงเทพฯได้ไปพักอยู่ที่วัดบุปผารามและอยู่ห้องเดียวกับประทีป ชุมพล (ปัจจุบันเป็นรองศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) ซึ่งเป็นนักอ่านที่มีหนังสือมากมาย และเรียนโบราณคดีอยู่กลุ่มเดียวกับขรรค์ชัย บุญปาน สุจิตต์ วงษ์เทศ จึงทำให้ได้รู้ได้เห็นกิจกรรมของนักเขียน นอกจากนนี้ยังได้อ่านหนังสือดีๆ เช่น ผลงานของศรีบูรพา มนัส จรรยงค์ มจ.อากาศดำเกิง ฯลฯ

      เมื่อ พ.ศ.2516 ได้เขียนเรื่องสั้น เรื่อง ก่อนจะสิ้นแสงดาว ได้รับการตีพิมพ์ใน สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์

      ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้พบกับ ชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ เรืองยศ จันทรคีรี ยงค์ ยโสธร วัฒน์ วรรลยางกูร  ปรีดา ข้าบ่อ เรืองรอง รุ่งรัศมี ฯลฯ พ.ศ. 2518 อยู่ชมรมวรรณศิลป์  เป็นสาราณียากรองค์การนักศึกษา และก่อตั้งวงดนตรีเพื่อชีวิต โคมฉาย

      ช่วง 6 ตุลาคม เข้าป่า ได้ไปเรียน การประพันธ์และการเรียบเรียงเสียงประสาน ที่เมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนา เมื่อ ปี 2521 และภายหลังได้ออกมาจากป่า เมื่อปี 2525

      แต่งงานกับ นารีรีตน์ มีบุตรสาว ชื่อ จรัสรวี บุญช่วย

     เมื่อกลับมาใช้ชีวิตในเมือง ได้ไปเป็นนักข่าว มหาชัย  แล้วไปทำงาน ชุดชั้นในสตรี เซนต์ไมเคิ้ล  3 ปี แล้วทำงานหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เช่น กรุงเทพธุรกิจสุดสัปดาห์ คู่แข่งธุรกิจ  ฯลฯ พร้อมๆกับเขียนเรื่องสั้น นวนิยาย และบทความ ไปด้วย
     
     พ.ศ. 2531 ผลงานบันทึกเชิงรายงาน  “เล่าความจริงขบวนการนักศึกษารามคำแหงยุคต้น “ 
     พ.ศ. 2532 รวมเรื่องสั้นพันธะแห่งเสรีภาพ 
             นวนิยายขนาดสั้น เรื่อง ทางเสือ  
     พ.ศ. 2535  เรื่องสั้น ถ้าผมเป็นพ่อ ใช้นามปากกา พิมาน สถาพร ได้รับการยกย่องเป็นวรรณกรรมเลือกสรรของสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย
               เรื่องสั้น ครอบครัวกลางถนน ได้รับรางวัลซีไรท์ ปี 2536 และรางวัลหนังสือดีเด่นจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ


    นามปากกา
              ศิลา โคมฉาย  
              พิมาน สถาพร

    

    ผลงาน  
    รวมเรื่องสั้น    พันธะแห่งเสรีภาพ  ครอบครัวกลางถนน แล้วเมล็ดพันธ์มิหยั่งราก
    นวนิยายขนาดสั้น   ทางเสือ ในกรงเล็บ
       สารคดี    
เล่าความจริงขบวนการนักศึกษารามคำแหงยุคต้น ปฎิวัติเบาๆ ฯลฯ
    ความเรียง  บางสำนึกและคำนึง  บางอารมณ์และเหตุผล รอยคำทางคน


   
   ข้อมูลจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 35
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 30 Oct. 2002,01:43 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ไพวรินทร์ ขาวงาม



   เกิดเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2504 เกิดที่ บ้านสาหร่าย ต.ทุ่งกุลา อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เดิมชื่อ ไพรัช เป็นบุตรคนที่สามในจำนวนบุตรทั้งหมด 9 คน ของนายสมัยและนางดวน ขาวงาม ซึ่งมีอาชีพทำนา


การศึกษา

    เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ,ประถมปีที่ 7 จากโรงเรียนบ้านตาหยวก ประชาสงเคราะห์ อยู่ห่างจากบ้าน 4 กิโลเมตร ปี 2517 บวชเณร ที่วัดไตรรัตนาราม จ.สุรินทร์ สอบได้นักธรรมโท ทางวัดส่งไปเรียนต่อที่วิทยาลัยสงฆ์วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา (ปัจจุบันคือ มหาวชิราลงกรณ์ราชวิทยาลัยเป็นสาขาของสภาการศึกษา มหามกุฎราชวิทยาลัย)

   สอบได้นักธรรมเอก, เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แล้วฝึกสอนวิชาภาษาไทยและวรรณคดี ตอบแทนสถาบัน ก่อนลาสิกขาบทในปี 2527 เดินทางขึ้นเชียงใหม่ เป็นพนักงานพิสูจน์อักษร หนังสือพิมพ์ประชากรรายวัน ประจำภาคเหนือ ต่อมาเป็นนักข่าว และมีประสบการณ์กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเล็กๆ อีกหลายฉบับ, ปี 2527 เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทำงานฝ่ายศิลป์นิตยสารสปีดเวย์, ร่วมกับเพื่อนทำรูปเคลือบพลาสติกวางขายข้างถนน และเคยเป็นพนักงานขายไอศกรีมหน้าร้านอาหาร, ปี 2528 ช่วยงานนิตยสารสู่ฝัน, ปี 2531 ประจำกองบรรณาธิการวารสารปาจารสาร ต่อมาเป็นบรรณาธิการเฉพาะกิจสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ก่อนจะประจำกองบรรณาธิการดีเคด ประจำกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ชีวิตต้องสู้ คอลัมนิสต์ประจำสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์

ประวัติงาน 
   
    เนื่องจากชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ในช่วงที่บวชเรียนอยู่ที่อยุธยา เคยทำหนังสือด้วยกระดาษฟุลสแก๊ปวางไว้ในห้องสมุด คัดลอก เรื่องสั้น กลอน ขำขัน และสาระต่างๆ ภายหลังเปลี่ยนจากการเขียนด้วยมือ มาเป็นพิมพ์ดีด
   งานเขียนที่ได้การตีพิมพ์ครั้งแรก เป็นความเรียงลงใน นิตยสาร ชัยพฤกษ์การ์ตูน ใช้นามปากกาว่า สามเณรไพรัช  ต่อมาเริ่มเขียนกลอนก็ใช้นามปากกาว่า ไพวรินทร์ วิเชียรฉันท์ ภายหลังจึงเปลี่ยนชื่อจริงเป็น ไพวรินทร์ ไปเลย เพื่อขจัดความยุ่งยากในการรับค่าเรื่อง

ผลงาน
     
2528 - "ลำนำวเนจร"
2529 - "คำใดจะเอ่ยได้ดังใจ"
2530 - "ไม่ใช่กวีนิพนธ์จากป่าอารยธรรม"
2532 - "ฤดีกาล"
2534 - "คือแรงใจและไฟฝัน" (ร่วมกับภาพถ่ายของ ธีรภาพ โลหิตกุล)
2536 - รวมกวีนิพนธ์ "ม้าก้านกล้วย"

    ผลงานประพันธ์ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เขา เช่น 
    คำใดจะเอ่ยได้ดังใจ เข้ารอบซีไรท์ ปี 2529
    ฤดีกาล          เข้ารอบซีไรท์ ปี 2535
    ม้าก้านกล้วย      ได้รับรางวัลซีไรท์ ปี 2538

กิจกรรม

.......เคยเป็นสมาชิกกลุ่มนักกลอนราชบุรีกวีรัตน์, สมาชิกและประธานชมรมวรรณศิลป์เริงจิต, ร่วมกับกลุ่มวรรณกรรมสองแคว จัดสัมมนาวรรณกรรมที่พิษณุโลก, ร่วมกับกลุ่ม "ตะเกียงดาว" ทำหนังสือ "คอนกรีต", ร่วมกับกลุ่ม "ตีนดำ" ทำละครเวทีสั้นๆ 2-3 ครั้ง, ร่วมกับเพื่อนทำสำนักพิมพ์นกสีเหลือง จัดพิมพ์วรรณกรรมของนักเขียนรุ่นใหม่

รางวัล



    ได้รับรางวัลจากการแต่งกลอนหลายครั้งสมัยเรียนหนังสือ, ปี 2532 รางวัล "บุ๊คส์ แอนด์ เบียร์" จากรวมบทกวี 3 เล่ม คือ "ลำนำวเนจร", "คำใดจะเอ่ยได้ดังใจ", "ฤดีกาล" โดย นพพร สุวรรณพาณิช เป็นผู้มอบให้, ปี 2535 รางวัลกวีนิพนธ์ดีเด่น สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ จากรวมบทกวี "คือแรงใจและไฟฝัน" และรางวัลยกย่องบทกวี ชื่อ "ม้าก้านกล้วย" จากสมาคมภาษาและหนังสือ, ปี 2538 รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) จาก "ม้าก้านกล้วย"


     ผลงานหลังจากได้รับรางวัลซีไรท์แล้วได้แก่

      เจ้านกกวี กวีนิพนธ์
      กลอนกล่อมโลก กวีนิพนธ์
      ที่ใดมีรักที่นั่นมีรัก กวีนิพนธ์
      ทอดยอด เรื่องสั้น

      ไพวรินทร์ ขาวงาม ใช้ชื่อจริงในการเขียนหนังสือ เขาเป็นคนเขียนหนังสืออิสระ แต่งเพลง เสนอบทความ บทกวี ทั้งประจำและไม่ประจำในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ โดยนามจริงและนามปากกา เป็นวิทยากรพิเศษในสถาบันการศึกษาต่างๆ ตามวาระรับเชิญ ใช้ชีวิตไปกลับระหว่างเมืองหลวงและชนบท


http://www.pawpeang.com/pivarin.html
และข้อมูลจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 36
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 03 Nov. 2002,01:30 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

กนกพงศ์ สงสมพันธุ์
      
                                         
      เป็นชื่อจริง นามสกุลจริง  เกิดวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2509 ที่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง  บิดารับราชการครู มารดาทำนา เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 6 คน

การศึกษา

     จบชั้นประถมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนวัดไทรโกบ ประถมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนวัดพิกุลทอง มัธยมศึกษาจากโรงเรียนพัทลุง การศึกษาในระบบขั้นสุดท้าย สาขาวิชาบริหารธุรกิจคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ทว่าไม่จบ ออกมาทำงานด้านสำนักพิมพ์ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนหันไปใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้านแถบเทือกเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช


ประวัติงาน
    
        
         กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ รัตนชัยมานะบุตร และประชาคม ลุนาชัย  
                             
     เริ่มสนใจการอ่านมาตั้งแต่เด็ก เพราะบิดารักการอ่านหนังสือ ทุกประเภท เมื่อเรียนชั้นมัธยมศึกษา ได้มีโอกาสเข้าไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักเขียนชาวใต้ กลุ่มนาคร ทำให้สนใจงานเขียนมากขึ้น จนมี กวีบทแรก "ความเป็นจริงที่เป็นไป" ตีพิมพ์ใน "สยามใหม่" ขณะเรียนมัธยมต้นในรั้วเขียวเหลือง (2523) เรื่องสั้นเรื่องแรก "ดุจตะวันเจิดจ้า" ตีพิมพ์ใน "มติชนสุดสัปดาห์" ขณะเรียนมัธยมปลาย(2527)

      เป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งคนหนึ่งของ"กลุ่มนาคร" ปี 2532 เรื่องสั้น สะพานขาด ได้รับการประดับช่อการะเกดครั้งแรก เรื่องสั้น "โลกใบเล็กของซัลมาน" ได้รับการประดับช่ออีกครั้งในปี 2533 นับเป็นนักเขียนช่อการะเกดคนแรกที่ได้รับการประดับช่อสองครั้ง มีผลงานรวมเรื่องสั้นสามเล่มแล้วคือ สะพานขาด ปี 2534 คนใบเลี้ยงเดี่ยว ปี 2535 และเล่มล่าสุด แผ่นดินอื่น ปี 2539 ได้รับรางวัลซีไรท์ประจำปี 2539 ( ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ซีไรท์ ที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะ “แผ่นดินอื่น” คือรวมเรื่องสั้นที่รวมเอาแนวคิดของกนกพงศ์ที่ต่อปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เอาไว้ โดยเฉพาะ เรื่อง “แมวแห่งบูเก๊ะกรือซอ“)  เคยรั้งตำแหน่งบรรณาธิการหนังสือไรเตอร์ แมกกาซีนในยุคที่ 2 ต่อจากขจรฤทธิ์ รักษา ปัจจุบันได้หยุดกิจการไปแล้ว
     

      ในช่วงหลัง ๆ มานี้ นอกจากกนกพงศ์จะผลิตเรื่องสั้นชั้นดีลงตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารแล้ว ยังมีบทความเชิงการเมืองที่สะท้อนสังคม และวิถีชีวิตของคนพื้นถิ่นดินแดนภาคใต้ กนกพงศ์ยังเขียนบทกวีสะท้อนการต่อสู้ของคนระดับรากหญ้าได้อย่างเข็มข้น และหยั่งลึกถึงปมปัญหาได้อย่างน่าทึ่ง


ผลงานที่ได้รางวัลและผลงานตีพิมพ์แล้วมีดังนี้

          
                             
- ป่าน้ำค้าง (รวมบทกวี : 2531)  เป็นผลงานบทกวีรวมเล่มครั้งแรก
- สะพานขาด (รวมเรื่องสั้น : 2534) ได้รับรางวัลเรื่องสั้นช่อการะเกด จากสุชาติ สวัสดิ์ศรี เมื่อปี พ.ศ. 2532และได้รับคัดเลือกให้แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นในเวลาต่อมา
- เรื่องสั้น โลกใบเล็กของซัลมาน ได้รับรางวัลเรื่องสั้น ช่อการะเกด เมื่อ พ.ศ.2533 
- คนใบเลี้ยงเดี่ยว (รวมเรื่องสั้น : 2534)
- แผ่นดินอื่น (รวมเรื่องสั้น : 2539) ได้รับรางวัลซีไรท์ ปี 2539
- บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร (2544) ความเรียงเชิงบันทึกทัศนะ
- ยามเช้าของชีวิต (2546) เรื่องเล่าเชิงบันทึกทัศนะ
- โลกหมุนรอบตัวเอง (2548) รวมเรื่องสั้น
- ในหุบเขา (2549) กวีนิพนธ์
- นิทานประเทศ (2549)

           
นามปากกา   ใช้นามจริง

            ในช่วง 10 ปีหลังสุด กนกพงศ์เดินทางมาใช้ชีวิตอยู่กับงานเขียนที่ “หุบเขาฝนโปรยไพร” อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช  เขาหายเงียบไปจากหน้าหนังสือสังคมนักเขียนอยู่พักใหญ่ ก่อนจะมีรวมเรื่องสั้นเล่มล่าสุดออกมา คือ “โลกหมุนรอบตัวเอง” และกำลังจะมีการรวมเล่มเรื่องสั้นชุดต่อไปในไม่ช้า แต่ด้วยความเป็นคนไม่แข็งแรง และใช้ชีวิตการทำงานชนิดที่เพื่อนรักอย่างไพฑูรย์ ธัญญาเรียกว่า “เผาตัวเอง” ทำให้มีอาการไข้หวัดใหญ่เล่นงาน ก่อนจะเข้าไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนคินทร์ อ.เมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นไข้หวัดใหญ่ และเสียชีวิตด้วยอาการน้ำท่วมปอดเมื่อเช้าวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2549

       อาจารย์ธัญญา สังขพันธานนท์ หรือ “ไพฑูรย์ ธัญญา” อดีตนักเขียนซีไรท์ ชุด “ก่อกองทราย” ปี 2530 เพื่อนร่วมชายคา “กลุ่มนาคร” กล่าวชื่นชมเพื่อนนักเขียนคนนี้ว่า เป็นนักเขียนเรื่องสั้นที่ฝีมือดีที่สุดคนหนึ่งของวงการ

           “งานของกนกพงศ์ทุกชิ้น เขียนด้วยใจทุ่มเทจริงๆ ในชุดแผ่นดินอื่นนั้น คือรวมเรื่องสั้นเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งใน 3 จังหวัดภาคใต้ของเราที่สะท้อนผ่านแนวคิดของกนกพงศ์จริงๆ เขาสัมผัสมาอย่างนั้น เขารู้สึกอย่างนั้น เขาก็เลยเขียน และทำได้ดีมาก จะว่าไปปัญหาเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นนั้น กนกพงศ์คือคนที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งทีเดียว เพียงแต่ไม่มีใครฟังเขาอย่างจริงจัง”

         
http://www.horizontower.com/kanogpong.htm
http://www.bookgang.net/writer/kanokpong/index.php
http://www.tjanews.org/cms....emid=47
และข้อมูลจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล                        
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 37
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 05 Nov. 2002,03:14 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

วินทร์ เลียววาริณ
    
    
     แต่เดิมชื่อ สมชัย เลี้ยววาริณ  เกิดปี พ.ศ.2499 ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นบุตรคนที่ 7 ในจำนวนพี่น้อง 10 คน ที่บ้านเปิดเป็นร้านขายรองเท้า 

การศึกษา

     เรียนชั้น ป.1-มศ.3 ที่หาดใหญ่ แล้วเข้ามาสอบเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนบดินเดชา สำเร็จปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วเดินทางไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์เป็นเวลาสามปี ต่อมาปี 2526 เขาเดินทางไปใช้ชีวิตที่อเมริกา 2 ปี ในฐานะสถาปนิก นักตกแต่งภายใน นักออกแบบกราฟฟิก กลับมาเมืองไทยก็ผันตัวเองไปทำงานด้านโฆษณา  ได้เข้าศึกษาปริญญาโท สาขาการตลาด ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

ประวัติงานและรางวัลที่ได้รับ 

     หลังจากที่เขากลับมาอยู่เมืองไทย ได้เข้าทำงานโฆษณาในตำแหน่งผู้กำกับศิลป์ และผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์  ช่วงนี้เริ่มเขียนเรื่องสั้น และนวนิยาย ในนาม “วินทร์ เลียววาริณ” 
     ในช่วงวัยเด็ก เขาเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก โดยแอบอ่านวนิยายในห้องเรียนวันละ สองเล่ม  ทั้งนวนิยายอาชญากรรม กำลังภายใน ไปจนถึงนวนิยายวิทยาศาสตร์  อ่านหนังสือในห้องสมุดหาดใหญ่แทบทุกเล่มที่ชอบมากก็เรื่องสั้น แนวหักมุม
     เขาเริ่มเขียนหนังสือจริงจัง เมื่อ พ.ศ. 2533 ช่วงแรกเขียนเรื่องสั้นแนวหักมุมตามแนวของโอ เฮนรี่ และปกรณ์ ปิ่นเฉลียว นักเขียนที่เขาชื่นชอบ แต่ไม่ได้รับการพิจารณาให้ตีพิมพ์ 
     พ.ศ. 2534 เรื่องสั้น เรื่อง ไฟ ในแนวหักมุม ได้ลงพิมพ์ในนิตยสาร อิมเมจเป็นเรื่องแรก ส่วนเรื่องสั้นที่ทำให้มีชื่อเสียง เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุด คือ
     โลกีย-นิพพาน ได้ลงพิมพ์ในนิตยสารช่อการะเกด ของสุชาติ สวัสดิ์ศรี เมื่อ ปี 2535 และได้รับการโหวตเป็นเรื่องสั้นยอดนิยมในปีนั้น  เรื่องสั้นเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษลงในนิตยสาร Caravan ภาคภาษาอังกฤษ และยังได้รับการแปลงเป็นบทภาพยนต์สั้น ต่อมาในปี 2538
    เรื่องสั้น "การหนีของราษ โลกสามใบของราษฎร์ เอกเทศ" ได้รับรางวัลช่อการะเกดยอดนิยมอีกครั้ง

     นอกจากผลงานเรื่องสั้น ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ตามนิตยสารต่างๆอย่างสม่ำเสมอแล้ว เขายังเขียนนวนิยายเรื่องแรก คือ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ลงพิมพ์เป็นตอนๆในมติชนสุดสัปดาห์ และรวมเล่ม เมื่อปี 2537 
     ดังนั้นช่วงนี้จึงมีผลงานรวมเล่ม 3 เล่ม คือ อาเพศกำสรวล สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง แล ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน
     ผลงานรวมเรื่องสั้นสองเรื่องอันได้แก่ อาเพศกำสรวล (2537) ได้รับรางวัลดีเด่นประเภทรวมเรื่องสั้น
     สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง (2537) ได้รับรางวัลดีเด่นและรางวัลชมเชยตามลำดับจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำปี 2538

    
     นิยายเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน (2537) ยังได้รับรางวัลดีเด่น ประเภทนวนิยาย  และได้รับรางวัลซีไรท์ ปี 2540

    

     ปลายปี 2538 เรื่องสั้น การหนีของราษโลกสามใบของราษฎร์ เอกเทศ  ที่ลงพิมพ์ในนิตยสารช่อการะเกด ก็ได้รับการโหวตเป็นเรื่องสั้นยอดนิยมอีกครั้ง 
     เรื่องสั้นชุดล่าสุดคือ เดือนช่วงดวงเด่นฟ้าดาดาว (2538) รวมเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์
 
    
    รวมเรื่องสั้น-บทความ "สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน" ได้รับรางวัลซีไรต์อีกครั้งในปี 2542

    

    ปัจจุบัน วินทร์ เลี้ยววาริณ ทำงานโฆษณาและเขียนหนังสือ สมรสแล้วกับภรรยาชาวสิงคโปร์ ชื่อ ลิเลียน มีบุตรชาย 1 คน ชื่อ ชฤน
      
นามปากกา  วินทร เลียววาริณ 

ผลงานที่รวมเล่มแล้ว


สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2537)
อาเพศกำสรวล (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2537)
ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน (นวนิยาย) (พ.ศ. 2537)
เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว (รวมเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์) (พ.ศ. 2538)
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน (รวมเรื่องสั้นและบทความ) (พ.ศ. 2542)
空劫の大河 タイ民主革命奇綺談 (ภาคภาษาญี่ปุ่นของหนังสือ"ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน") (พ.ศ. 2542)
หนึ่งวันเดียวกัน (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2544)
หลังอานบุรี (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2544)
ปีกแดง (นวนิยาย) (พ.ศ. 2545)
インモラル・アンリアル ISBN 4763123238 (รวมเรื่องสั้นภาคภาษาญี่ปุ่น) (พ.ศ. 2545)
ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน (จดหมาย) (พ.ศ. 2545) (เขียนร่วมกับ ปราบดา หยุ่น)
ปั้นน้ำเป็นตัว (รวมเรื่องสั้นและบทความ) (พ.ศ. 2546)
ำ (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2546)
Democracy, Shaken & Stirred (ภาคภาษาอังกฤษของหนังสือ"ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน") (พ.ศ 2546)
วันแรกของวันที่เหลือ (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2547)
ฆาตกรรมกลางทะเล (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2547)
คดีผีนางตะเคียน (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2547)
นิยายข้างจอ (พ.ศ. 2548)
ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล (พ.ศ. 2548)
จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย (รวมเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์) (พ.ศ. 2548)
รอยเท้าเล็กๆของเราเอง(หนังสือเสริมกำลังใจ) (พ.ศ. 2548)
โลกด้านที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์ (รวมเรื่องสั้น) (พ.ศ. 2549)
ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85 (นวนิยาย) (พ.ศ. 2549)
ยาแก้สมองผูก ตราควายบิน (คู่มือการเขียนหนังสือแบบสังเคราะห์เรื่อง) (พ.ศ. 2550)
ฝนตกขึ้นฟ้า (นวนิยายฟิล์ม นัวร์ ) (พ.ศ. 2550)
โลกใบที่สองของโม (นวนิยายภาพรีไซเคิลเรื่องแรกของโลก) (พ.ศ. 2549)
ความฝันโง่ ๆ (หนังสือรวบบทความเสริมกำลังใจ ชุดที่ 2) (พ.ศ. 2549)
a day in a life(2005) (หนึ่งวันเดียวกัน ฉบับภาษาอังกฤษ)

หนังสือที่เขียนร่วมกับ ปราบดา หยุ่น
(ดัดแปลงจากชื่อหนังสือที่ได้รับความนิยมของทั้งคู่ คือ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ของวินทร์ และ ความน่าจะเป็น ของปราบดา) โดยเขียนลงเป็นตอนๆ ลงในนิตยสาร open ในลักษณะการโต้ตอบอีเมลกัน และได้รวมเล่มเป็นหนังสือแล้วสองเล่ม


ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 1 (จดหมาย 2545)
ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 2 (จดหมาย 2547)
ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 3 (จดหมาย 2548)
ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 4 (จดหมาย 2549)
ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 5 (จดหมาย 2550)




http://www.thaiwriter.net/sea_write/vin.htm


วิกีพีเดีย  วินทร์  เลียววารินทร์

และข้อมูลจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 38
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 14 Nov. 2002,01:57 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

แรคำ ประโดยคำ 

     
      เกิดเมื่อวันที่ 9 มกราคม พศ. 2496 ที่ ตำบล บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี  บิดามารดาเป็นชาวสวน

การศึกษา

      จบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนบางกะจะ มัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียน ศรียานุสรณ์  จันทบุรี ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิต (ภาษาไทย) จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ปริญญาาอักษรศาสตร์บัณฑิต (วรรณคดี) จากจุฬาลงรณ์มหาวิทยาลัย

ประวัติงาน และงานที่ได้รางวัล

       เคยรับราชการที่โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จังหวัดขอนแก่น แล้วย้ายไปเป็นอาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่จนถึงปัจจุบัน และในปลายปี 2538 เดินทางไปสอนภาษาไทยให้กับนักศึกษาเยอรมัน ในภาควิชา ภาษาเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัย Passau รัฐบาวาเรีย

       ตอนวัยเด็กชอบฟังละครวิทยุ ฟังเพลงสุนทราภรณ์และเพลงลูกทุ่ง เมื่อเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก็เริ่มเขียนบทกวีเป็นลำนำเพลงส่งให้รายการวิทยุ และนิตยสาร  ช่วงที่เรียนปริญญาตรีเอกภาษาไทย ที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มอ่านวรรณคดีอย่างจริงจัง ประทับใจรวมบทกวี คำหยาด ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  ประกอบกับเป็นนักศึกษารุ่นน้องของสถาพร ศรีสัจจัง (พนม นันทพฤกษ์ )ซึ่งมีชื่อเสียงในการแต่งร้อยกรอง  สุพรรณจึงทดลองแต่งร้อยกรองเรื่อยมา เขียนแนวเพื่อชีวิตและสะท้อนสังคมบ้าง แต่รู้สึกไม่ใช่ตัวเองจึงเลิกสนใจ จนกระทั่งมาค้นพบแนวทางจองตนเองจากร้อยกรอง ลานนวดข้าว  โดยใช้นามปากกา แรคำ ประโดยคำ  เจตนาเพื่อให้นักศึกษาไม่รู้จักจะได้กล้าวิจารณ์งานเขียนของเขา

        หลังจากที่เขียนบทกวีเผยแพร่ในนิตยสารได้ระยะหนึ่ง ใช้นามปากกา แรคำ ประโดยคำ จนเป็นที่รู้จัก  จึงเกิดผลงาน กวีนิพนธ์ที่ชื่อ แรคำ เมื่อปี พ.ศ. 2528 ปรากฎว่าได้รับรางวับกวีนิพนธ์ดีเด่น ประจำปี 2528 จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ และเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2529

        พ.ศ.2533 มีผลงานกวีนิพนธ์เล่มที่ 2 ลานชเล ได้รับรางวัลชมเชยประเภทกวีนิพนธ์ 2534 จากคณะกรรมพัฒนาหนังสือแห่งชาติ

        พ.ศ. 2535 รวมกวีนิพนธ์  ดิน น้ำ ลม ไฟ เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์  ประจำปี 2535

        พ.ศ. 2538 รวมกวีนิพนธ์ น้ำพุรุ้ง เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์  ประจำปี 2538

        พ.ศ. 2541 รวมกวีนิพนธ์ ในเวลา  ซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจสำคัญในช่วงที่ไปใช้ชีวิตในเยอรมัน หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลววรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2541  
     

ผลงานที่ตีพิมพ์แล้ว

1.แรคำ (2528) รางวัลกวีนิพนธ์ดีเด่น จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ
2.ลานชเล (2533) รางวัลชมเชยกวีนิพนธ์ 2534 จากคณะกรรมพัฒนาหนังสือแห่งชาติ
3.ดิน น้ำ ลม ไฟ (2535) เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์
4.น้ำพุรุ้ง (2538)
5.อุตตระ (2540) นิยายเรื่องแรก
6.ในเวลา (2541) รางวัลซีไรต์
7.ผู้ต่อไฟ (2542) ความเรียง
                       

     http://www.dokya.com/author/w20.asp
     และข้อมูลจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 39
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Dec. 2002,19:11 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

วิมล ไทรนิ่มนวล

     
   
    เกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2498 สัญชาติไทย บิดาชื่อ นายหอม มารดาชื่อ นางโม เป็นชาวอำเภอบางเลน จ.นครปฐม จบการศึกษาปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เคยรับราชการเป็นครูอยู่ 10 ปี แล้วลาออก ทำงานเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ทานตะวัน และเป็นบรรณาธิการสมทบบริษัทต้นอ้อ จำกัด พร้อมกับสร้างสรรค์งานวรรณกรรม

    วิมล ไทรนิ่มนวล อยู่ในวงวรรณกรรมมายาวนานตั้งแต่สมัยรับราชการครู ก่อนที่จะตัดสินใจมาเป็นนักเขียนเต็มตัว เปิดสำนักพิมพ์ทานตะวัน ทำหนังสือตั้งแต่ปี 2526 - ปัจจุบัน

    ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระอยู่ที่จังหวัดอยุธยา  เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ ทานตะวัน สมรสแล้ว มีบุตร 2 คน 

    มีผลงานที่รวมเล่ม ทั้งเรื่องสั้นและนวนิยาย รวม 12 เล่ม ดังนี้

1. แมงมุมอ้วน (เรื่องสำหรับเด็ก) พิมพ์ พ.ศ. 2525
2. กระแสลมที่พัดกลับ (รวมเรื่องสั้น) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2526 ตีพิมพ์แล้ว 3 ครั้ง
3. งู (นวนิยาย) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2527 ตีพิมพ์แล้ว 5 ครั้ง
4. คนจน (นวนิยาย) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2530 ตีพิมพ์แล้ว 5 ครั้ง
5. คนทรงเจ้า (นวนิยาย) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2531 ตีพิมพ์แล้ว 5 ครั้ง และถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์
6. โคกพระนาง (นวนิยาย) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532 ตีพิมพ์แล้ว 3 ครั้ง
7. วันฟ้าหม่น (รวมเรื่องสั้น) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2533 ตีพิมพ์แล้ว 3 ครั้ง
8. ผู้ไขว่คว้า (นวนิยาย) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2534
9. ดวงเดือนในห้วงน้ำ (นวนิยาย) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2534 ตีพิมพ์แล้ว 2 ครั้ง
10. นิกส์เอดส์ (รวมเรื่องสั้น) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2538
11. จ้าวแผ่นดิน (นวนิยาย ยาว 957หน้า) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2539
12. อมตะ (นวนิยาย) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2543 และเป็นนวนิยายซีไรท์ ประจำปี 43

    

   สำรับนวนิยายเรื่อง อมตะนั้น เป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์ที่สมมุติเรื่องในอนาคต เมื่อมนุษย์สามารถ "โคลน" มนุษย์ด้วยกันเองได้ โดยการนำเสนอเรื่องของนักธุรกิจที่อยากอยู่ได้อย่างอมตะ จึงทำ "โคลน" มนุษย์ไว้เป็นอะไหล่ของเขาเอง เมื่อส่วนใดเสื่อมก็ผ่าตัดเปลี่ยนเอาใหม่จาก "โคลน" ของเขาเอง เป็นการผูกปมให้ชวนติดตามด้วยความใคร่รู้ ทั้งเนื้อเรื่องและประเด็นวิวาท และการใช้วรรณกรรมเสนอปรัญชาพุทธศาสนาได้อย่างน่าสนใจ เหมือนกับจะฉุดรั้งความคิดของคนสมัยใหม่ ที่จะเพริดไปกับความก้าวหน้าล้ำยุค จนลืมคิดถึงเรื่อง"ชีวิตจิตใจ" ซึ่งเป็นหัวใจของตัวตนมนุษย์


  http://www.pantip.com/cafe/library/writer/vimol/profile.html
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 40
dinsor Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 85
เข้าร่วมเมื่อ: 17 Nov. 2002

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Dec. 2002,20:42 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

ชอบอ่านงานของวินทร์ มากค่ะ ติดตามทุกเล่ม  ชอบ เรื่องชู้ กะ ตุ๊กตามากที่สุดเลย ที่อยู่ในรวมเรื่องสั้นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน
สมุดปกดำกับใบไม้สีแดงก้อชอบ
ประชาธิปไตยฯ ก้อชอบ ชอบทุกเล่มค่ะ
อยากเจอคุณวินทร์ ยังไม่เคยเจอเลย

งานของชาติ กอบจิตติ ก้อชอบ  อ่านแล้ว เข้าใจถึงชีวิต ในสังดีนะ

อัญมณีแห่งชีวิตก้อชอบ ชอบเรื่องสั้น ปลาหางเปีย


จะว่าไป ก้อชอบ ทั้งนั้นละเนาะ อิอิ

นักเขียนที่เคยเจอมาแล้ว ก้อมี คุณคำสิงห์ คุณธัญญา คุณนวรัตน์  คนอื่น จำไม่ได้แล้วล่ะค่ะ


อยากอ่านหนังสือ ทั้งหมดบนโลกใบนี้
ตอนนี้ อ่านได้แค่ เศษ 1 ส่วน ล้านๆๆๆ  อ่ะ
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
68 คำตอบนับตั้งแต่ 23 Aug. 2002,08:40 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 4 of 7<<1234567>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com