เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 3 of 4<<1234>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: ตัวหนังสือไทย (หอมมรดกไทย)< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 21
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Jun. 2005,10:09  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

วรรณคดีไทยประเภทร้อยกรอง

      วรรณคดีไทยที่ใช้เรียนในชั้นประถมและมัธยมในสมัยก่อน เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ เป็นที่รู้กันอย่างแพร่หลาย มีความไพเราะ เป็นคติสอนใจ ดังนั้นแต่ละตอนที่เลือกมาเรียนได้เลือกสรรแล้วว่า เป็นตอนที่น่าสนใจมากที่สุด อาจจะเรียกว่าเป็นหัวใจของเรื่องก็ว่าได้ แต่ละตอนดังกล่าว มีความยาวไม่มากนัก เหมาะกับวุฒิภาวะของนักเรียนในชั้นนั้น ๆ จะจดจำและเข้าใจได้โดยง่าย ในแต่ละตอนจะเลือกเหตุการที่สำคัญ มีความไพเราะและมีคติสอนใจ นำมาใช้เป็นอาขยานให้ท่องจำจนขึ้นใจ เริ่มต้นที่ชั้นประถมปีที่ ๔ ไปตามลำดับจนถึงชั้นมัธยม ๘ ตามระบบการศึกษาในครั้งนั้น ในชั้นประถมและมัธยมต้น จะท่องอาขยานก่อนหรือหลังการท่องสูตรคูณซึ่งจะท่องตั้งแต่แม่สองถึงแม่สิบสอง การท่องอาขยานเป็นการท่องปากเปล่า ออกเสียงดังให้ชัดถ้อยชัดคำ ถูกต้องตามอักขระวิธี ถูกจังหวะจะโคน ตามแบบคำประพันธ์ และท่องให้พร้อมเพรียงกันทั้งชั้น
      สำหรับความตอนต้นของแต่ละเรื่อง นักเรียนมักจำได้โดยไม่ต้องท่อง มากบ้างน้อยบ้างตามความพอใจ และสนใจของแต่ละคน นับว่าเป็นประโยชน์ทั้งทางตรง และทางอ้อม พอประมวลได้ดังนี้



สังข์ทองตอนตีคลี (ความตอนต้น)

     ค  มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวสหัสนัยน์ไตรตรึงศา
ทิพอาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมา กระด้างดังศิลาประหลาดใจ
จะมีเหตุมั่นแม่นในแดนดิน อมรินทร์เร่งคิดสงสัย
จึงสอดส่องทิพเนตรดูเหตุภัย ก็แจ้งใจในนางรจนา
แม้นมิไปช่วยจะม้วยมอด ด้วยสังข์ทองไม่ถอดรูปเงาะป่า
จำจะยกพหลพลเทวา ลงไปล้อมพาราสามนต์ไว้
ชวนเจ้าธานีตีคลีพนัน น้ำหน้ามันจะสู้ใครได้
จะขู่ให้งันงกตกใจ ออกไปหาบุตรสุดท้อง
พระสังข์ครั้งนี้จะถอดเงาะ งามเหมาะไม่มีเสมอสอง
พ่อตาจะได้เห็นเป็นรูปทอง ทั้งทำนองเพลงคลีตีต่อยุทธ
     ค  คิดพลางทางมีพจนารถ สั่งมาตุลีเทพบุตร
จงเตรียมพลเทวาถืออาวุธ นิรมิตเหมือนมนุษย์ชาวพารา
ทั้งหน้าหลังตั้งตามกระบวนทัพ ให้เสร็จสรรพปีกซ้ายปีกขวา
เราจะยกพลไกรไคลคลา ไปล้อมพาราท้าวสามนต์
     ค  บัดนั้น มาตลีกราบงามสามหน
รีบออกมานอกไพชยนต์ เตรียมพลเทวัญมิทันนาน
     ค  เมื่อนั้น อมรินทร์อินทร์องค์สรงสนาน
สอดใส่เครื่องทรงอลงการ เนาวรัตน์ชัชวาลวาวแวว
แล้วลีลามาทรงเวไชยันต์ ยกทัพเทวัญเป็นถ้องแถว
เดินโดยอากาศคลาดแคล้ว รีบขับรถแก้วลงมาพลัน
     ค  ครั้นถึงพาราสามนต์ ขับพลเข้าล้อมเขตขันฑ์
ตั้งค่ายรายรอบเรียงรัน ปักธงสำคัญทุกหมวดกอง
แล้วยิงปืนมณฑกนกสับ ปล่อยตับตึงตังดังก้อง
แกล้งทำสีหนาทฆาตฆ้องกลอง โห่ร้องสำทับให้เกรงกลัว
     ค  บัดนั้น ชาวเมืองทั้งสิ้นได้ยินทั่ว
ตื่นตระหนกตกใจจวนตัว จะยักย้ายครอบครัวก็ไม่ทัน
ต่างคนลนลานทุกบ้านช่อง เสลือกสลนขนของเชี่ยนขัน
หอบที่นอนหมอนฟูกผูกพัน ถามกันว่าจะไปข้างไหนดี
บ้างอุ้มบุตรฉุดมือเมียมา ไหว้วอนพ่อตาให้พาหนี
ลูกหลานรุงรังครั้งนี้ ไม่รู้ที่จะแอบแฝงอยู่แห่งไร
บ้างปีนป่ายแย่งฝาหลังคาเรือน สำคัญฟั่นเฟือนว่าไฟไหม้
ขนเอาข้าวของมากองไว้ ร้องไห้เรียกหากันอึงอล
พวกผู้หญิงสาวแก่แม่ค้า ตกใจคิดว่าขโมยปล้น
เบี้ยข้าวของเททิ้งแล้ววิ่งวน แน่นถนนปนไปกับผู้ชาย

     ค  พวกพระยาพระหลวงทั้งปวงนั้น ต่างตระหนกอกสั่นขวัญหาย
ไม่รู้เหตุผลต้นปลาย ชวนกันผันผายเข้าวังใน
ครั้นถึงศาลาหน้าประตู พอเพลาเช้าตรู่ประแจไข
ร้องเรียกหาเถ้าแก่ออกแซ่ไป เร่งให้ปลุกบรรทมบังคมทูล

ฯลฯ
สังข์ทองตอนตีคลี (บทอาขยาน)
     ค  เมื่อนั้น ท้าวสามนต์สรวลสันต์ไม่ผันผาย เห็นนางมณฑาว่าวุ่นวาย จึงซังตายดำเนินเดินมา เข้าไปในทับเห็นลูกเขย พ่อเจ้าลูกเอ๋ยงามนักหนา น้อยหรือรูปร่างเหมือนเทวดา หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผิวเนื้อเรื่อเรืองเหลืองประหลาด ดั่งทองคำธรรมชาติหล่อเหลา ฟ้าผี่เกิดเอ๋ยลูกเขยเรา งามจริงนะเจ้านางมณฑา ถึงตัวพี่เมื่อครั้งยังหนุ่มแน่น รูปร่างก็อ้อนแอ้นโอ้อ่า ไม่แกล้งอวดซวดทรงหน้าตา ใส่ชฎาเครื่องประดับก็รับรอง แต่ไม่เหมาะเหมือนลูกเขยเราคนนี้ เป็นต่อพี่อยู่ราวสักสามสอง แพ้เขาที่เนื้อไม่เป็นทอง กระนั้นน้องยังรักว่ารูปงาม ตรัสพลางแย้มยิ้มพริ้มพราย แล้วภิปรายปราศัยไต่ถาม ลูกรักจงแถลงแจ้งความ เจ้านี้มีนามกรใด วงศ์วานว่านเครือเนื้อหน่อ พงศ์เผ่าเหล่ากอเป็นไฉน อยู่ประเทศธานีบุรีไร ทำไมจึ่งแกล้งแปลงปลอมมา
     ค  เมื่อนั้น พระสังข์บังคมก้มหน้า ยิ้มพลางทางทูลพ่อตา ตัวข้านี้ชื่อพระสังข์ทอง เป็นโอรสท้าวยศวิมล แจ้งความตามต้นที่หม่นหมอง ที่แปลงมาจะหาคู่ครอง จงทราบฝ่าละอองบทมาลย์
     ค  เมื่อนั้น ท้าวสามนต์ตบพระหัตถ์ฉาดฉาน ลูกเขยกูผู้ดีมีสันดาน เป็นเผ่าพงศ์วงศ์วานกษัตรา สมยศสมศักดิ์น่ารักใคร่ ทีนี้ไม่อับอายขายหน้า พระลูบหลังลูบไหล่ไปมา จูบซ้ายจูบขวาลูกข้างาม อ้ายหกเขยยุพ่อให้ขับเจ้า แค้นใจยายเฒ่าก็ไม่ห้าม บิดาโฉดเขลาเบาความ มิรู้เลยว่าจะงามถึงเพียงนี้ อย่าถือโทษโกรธพ่อเลยหนอลูก ว่าลบหลู่ดูถูกขับหนี แม้นเจ้ามีชัยชนะคลี พ่อจะมอบบุรีให้ครอบครอง
สังข์ทองตอนเลือกคู่ หาเนื้อหาปลา (ความตอนต้น)

     ค  มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวสามนต์เรืองศรี
เสวยราชสมบัติสวัสดี ในบุรีสามนต์พระนคร
อันองค์เอกอัครชายา ชื่อมณฑาเทวีศรีสมร
มีธิดานารีร่วมอุทร ทั้งเจ็ดนามกรก็ต่างกัน
น้องนุชสุดท้องชื่อรจนา โสภาเพียงนางในสวรรค์
พรั่งพร้อมพระสนมกำนัล เป็นสุขทุกนิรันดร์วันคืน
ท้าวคิดรำพึงถึงเวียงชัย นานไปจะเป็นของเขาอื่น
เห็นจะไม่จีรังยั่งยืน ด้วยลูกเต้าเราแต่พื้นเป็นธิดา
จำจะคิดปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วมีคู่เสนหา
ถ้าเขยคนใดดีมีบุญญา จะยกพารามอบให้ครอบครอง
     ค  คิดพลางทางเรียกมเหสี มาพาทีปรึกษาสองต่อสอง
เจ้าจงดำริตริตรอง แต่เราครองราชฐานมานานช้า
ทุกวันนี้ตัวพี่กับตัวเจ้า ไม่เที่ยงแท้แก่เฒ่าลงหนักหนา
เจ็บป่วยครุ่นไปไข้ชรา ถอยกำลังวังชาลงทุกที
ยิ่งคิดคิดไปให้ใจสั้น จะตายวันตายพรุ่งมิรู้ที
พี่ปรารมภ์สมบัติของเรานี้ หากแม้นบุญพี่ไม่จีรัง
จงช่วยกันดำริตริตรองดู จะหาคู่ให้ลูกไว้ปลูกฝัง
จะแบ่งปันข้าวของในท้องคลัง ให้ครอบครองเวียงวังเห็นทันตา
จะจัดแจงแต่งตามอารมณ์เรา เหมือนข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า
กลัวเกลือกทั้งเจ็ดธิดา มันจะไม่เสนหาก็มิรู้
ลางเนื้อชอบลางยาว่าได้ ปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่
คำบุราณว่าไว้เป็นครู พิเคราะห์ดูให้ต้องทำนองใน
พี่คิดจะประชุมให้พร้อมพรั่ง กษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดหัวเมืองใหญ่
ให้บุตรีเราเลือกตามชอบใจ เจ้าจะเห็นอย่างไรจงว่ามา
     ค  เมื่อนั้น นวลนางมณฑาเสน่หา
จึงทูลสนองพระบัญชา ซึ่งตรัสมานี้ต้องประเพณี
จะได้เป็นแก่นสารแก่บ้านเมือง ให้ฤาเลื่องไปทั่วทุกกรุงศรี
ตามแต่ภูวนัยจะเห็นดี อันน้องนี้ไม่ขัดทัดทาน
     ค  เมื่อนั้น ท้าวสามลปรีดิ์เปรมเกษมสานต์
เสด็จจากแท่นที่มิทันนาน ออกพระโรงชัชวาลทันใด
     ค  ลดพระองค์ลงนั่งเหนือเก้าอี้ ตรัสสั่งเสนีผู้ใหญ่
แต่บรรดาเมืองขึ้นของเราไซร้ ทั้งร้อยเอ็ดเวียงชัยเคยไปมา
ผู้ใดมีโอรสรูปงาม อยู่ในยามสามสิบเศษพรรษา
ที่ยังไม่มีภริยา ให้จัดแจงแต่งมาทุกธานี
เราจะให้ธิดาทั้งเจ็ดองค์ เลือกดูรูปทรงส่งศรี
ถ้าลูกเราตั้งใจจะใคร่ดี จะเสกกับบุตรีให้ครองกัน

จงแต่งตราว่าตามความใน ให้คนเร็วรีบไปทุกเขตขัณฑ์
กำหนดไว้โดยช้าสิบห้าวัน ให้มาถึงพร้อมกันยังธานี

ฯลฯ
สังข์ทองตอนเลือกคู่ หาเนื้อหาปลา (บทอาขยาน)
     ค เมื่อนั้น เจ้าเงาะแสนกลคนขยัน พิศโฉมพระธิดาวิลาวัณย์ ผุดผาดผิวดังดวงเดือน  งามละม่อมพร้อมสิ้นทั้งอินทรีย์ นางในธรณีไม่มีเหมือน แสร้งทำแลเลี่ยงเบี่ยงเบือน ให้ฟั่นเฟือนเตือนจิตคิดปอง พระจึงตั้งสัตย์อธิษฐาน แม้นบุญญาธิการเคยสมสอง ขอให้ทรามสงวนนวลน้อง เห็นรูปพี่เป็นทองต้องใจรัก
     ค เมื่อนั้น รจนารีมีศักดิ์ เทพไทอุปถัมภ์นำชัก นงลักษณ์ดูเงาะเจาะจง นางเห็นรูปสุวรรณอยู่ชั้นใน รูปเงาะสวนไว้ให้คนหลง ใคร ใคร ไม่เห็นรูปทรง พระเป็นทองทั้งองค์อร่ามตา ชะรอยบุญเราไซร้จึงได้เห็น ต่อจะเป็นคู่ครองกระมังหมา คิดพลางนางเสี่ยงมาลา แม้นว่าเคยสมภิรมย์รัก ขอให้พวงมาลัยนี้ไปต้อง เจ้าเงาะรูปทองจงประจักษ์ เสี่ยงแล้วโฉมยงนงลักษณ์ ผินพักตร์ทิ้งพวงมาลัยไป
     ค บัดนั้น พระพี่เลี้ยงหลากจิตคิดสงสัย อกเอ๋ยนี้เห็นเป็นอย่างไร มารักใคร่อ้ายเงาะมิเคราะห์กรรม ทำให้อายขายพักตร์เผ่าพงศ์ ไม่รักองค์เลยนักนิดผิดส่ำ ไม่ปรึกษาหารือแต่สักคำ จะมาทำให้พี่นี้พลอยยับ
     ค เมื่อนั้น ท้าวสามนต์เสียใจจนลมจับ นางมณฑาเข้าประคองรองรับ ขยำขยับไปสักหน่อยจึงค่อยคลาย ลุกขึ้นกระทืบบาทตวาดอึง อีรจนาดูดู๋มึงช่างมักง่าย ทรลักษณ์อัปรีย์ไม่มีอาย หน่อกษัตริย์ทั้งหลายไม่เอื้อเฟื้อ มารักใคร่อ้ายเงาะทรชนคนอุบาท์ว ทุดช่างชั้วชาติประหลาดเหลือ แค้นนักจักใคร่ให้แล่เนื้อ แล้วเอาเกลือทาซ้ำให้หนำใจ ว่าพลางฉวยได้ไม้เรียว โกรธเกรี้ยวตัวสั่นหมั่นไส้  อีลูกชั่วน่าชังจังไร  เอาไว้ไยตีเสียให้แทบตาย

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 22
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Jun. 2005,10:10 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

รามเกียรติ์ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ (ความตอนต้น)

         บัดนั้น ฝ่ายสารัณฑูตยักษี
เห็นสองพระยาอสุรี สุดสิ้นชีวีบรรลัย
ทั้งหมู่ม้ารถคชพล จะเหลือแต่สักตนก็หาไม่
ความกลัวดั่งจะดั้นแผ่นดินไป จึงพากันเข้าไปยังลงกา
ครั้นถึงจึงกราบบังคมทูล ท้าวราพนาสูรยักษา
ว่าพระสหายร่วมชีวา กับพระนัดดาฤทธิ์รอน
ยกพลออกไปรณรงค์ ด้วยองค์พระรามทรงศร
สองกษัตริย์กับพวกพลากร วานรฆ่าเสียแหลกลาญ
         เมื่อนั้น ทศเศียรสุริยวงค์รังสรรค์
ได้ฟังถ้อยคำที่รำพัน กุมภัณฑ์นิ่งขึงตลึงไป
ให้คับแค้นแน่นในอุรา จะหายใจออกมามิใคร่ได้
ไม่ออกโอษฐ์บรรหารประการใด ก็เข้าไปในพระโรงรัตน์รูจี
ลดองค์ลงเหนือบรรจถรณ์ พระกรก่ายพักตร์ยักษี
แสนทุกข์แสนเทวษแสนทวี อนิจจาครานี้จะสุดจาบัลย์
เสียดายสมเด็จพระสหาย เลิศชายลือชื่อทั่วสวรรค์
ทั้งนัดดาปานดวงชีวัน ชาญฉกรรจ์ในการชิงชัย
เสียแรงที่รู้เวทมนตร์ กำบังตาหายตนไปได้
มาแพ้ฤทธิ์ไพรีกระบี่ไพร ดั่งใช่สุรชาติกษัตรา
อกเอ๋ยโอ้ว่าแต่วันนี้ แสนทุกข์สิ้นที่จะปรึกษา
ตัวกูผู้ประกอบด้วยศักดา แต่เอกาในจิตที่คิดการ
เล็งหาไม่เห็นสุริยวงศ์ ที่อาจองจะออกไปหักหาญ
สุดหวังดั่งว่ายชลธาร สุดประมาณที่จะหมายพึ่งสิ่งใด
แต่ผลุดลุกผลุดนั่งไม่นิทรา อสุราทอดถอนใจใหญ่
จนตราบเท่าแสงอโณทัย เรื่องไรบนพื้นอัมพร
จึงคิดได้ว่าท้าวมาลี สถิตที่ยอดฟ้าสิงขร
เป็นพระอัยกาฤทธิรอน ทรงเดชขจรมหิมา
จะว่าการสิ่งใดก็ประสิทธิ์ ดั่งเหล็กเพชรลิขิตแผ่นผา
แม้นพระองค์กริ้วโกรธโกรธา จะพรรณาแต่เดิมให้ฟัง
อันความฉกรรจ์จะสรรใส่ เติมให้เป็นข้อหน้าหลัง
อันตัวกูผู้ผิดจะปิดบัง ฝังแฝงแจ้งไปให้เห็นดี
พระองค์ก็จะทรงเชื่อวาจา แช่งด่าลักษณ์รามทั้งสองศรี
ฝ่ายว่าอริราชไพรี น่าที่จะม้วยชีวัน

ฯลฯ
นนยวิกวายุเวกจงรีบไป ยังไศลยอดฟ้าคีรีศรี
ทูลพระอัยกาธิบดี ว่าบัดนี้ลงกาพระนคร
มีมนุษย์ชื่อว่ารามลักษณ์ พี่น้องฮึกฮักชาญสมร
คุมกระบี่โยธาพลากร มาราญรอนรบรุกบุกบัน
เคี่ยวฆ่าสุริยวงศ์พงศ์มาร บรรลัยลาญสิ้นชีพอาสัญ
ข้าศึกยิ่งฮึกขึ้นทุกวัน เชิญพระทรงธรรม์เสด็จมา
         บัดนั้น นนยวิกวายุเวกยักษา
จึงกราบถวายบังคมลา แล้วออกมายังท้องพระโรงชัย
จึงให้ผูกอนันตสิงหาส อันร้ายกาจดั่งพระยาราชสีห์
ทั้งเมฆมาลาตัวดี มีพยศดังม้าพระสุริยน
ยกหูชูหางเริงร้อง เผ่นโผนลำพองคะนองหาญ
ผูกเครื่องเนาวรัตน์ชัชวาล แคบอานเบาะเอี่ยมสะอาดตา
ยกเท้าก้าวเหยียบทะยานหยัด ลัดนิ้วลอยไปในเวหา
เร็วเพียงลมพานพัดพา ตรงไปยอดฟ้าคีรี
ครั้นถึงจึงลงจากอัสดร บทจรตามกันทั้งสองศรี
เข้าเฝ้าอัยกาธิบดี ยังที่ปราสาทอันโอฬาร
จึงน้อมเศียรเกล้าบังคมทูล นเรศูรยอดฟ้ามหาสถาน
ว่าบัดนี้ทศเศียรขุนมาร ผู้เป็นหลานรักร่วมชีวัน
ใช้ข้ามาทูลเบื้องบาท พระไอยกาธิราชรังสรรค์
ว่าข้าศึกพี้น้องชายฉกรรจ์ นามนั้นชื่อว่ารามลักษมณ์
ยกพวกโยธาพลากร ข้ามมหาสาครหาญหัก
อาจองทนงใจนัก ฆ่าสุริยวงศ์พงศ์ยักษ์วายชนม์
ยังเหลือแต่องค์พระนัดดา จะรบราข้าศึกนั้นขัดสน
ไพร่ฟ้าประชากรก็ร้อนรน เห็นจะอับจนเสียครั้งนี้
ขอเชิญเสด็จไปปกเกล้า แก่เผ่าพันธุ์พงศ์วงศ์ยักษี
จะได้เย็นเกศอสุรี ด้วยเดชภูมีอันศักดา
         เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชนาถา
ได้ฟังทั้งสองกุมารา ผ่านฟ้าฉงนสนเท่ห์นัก
นิ่งอยู่เป็นครู่แล้วตรัสถาม อันลักษมณ์รามพี่น้องเป็นไฉน
เขาอยู่ถิ่นฐานบ้านเมืองใด สุริยวงศ์พงศ์ไหนจึงอาจนัก
อันว่าทศเศียรอสุรี ฤทธีปราบได้ทั้งไตรจักร์
ถึงเทวินอินทร์พรหมยมยักษ์ ก็เกรงศักดาเดชกุมภัณฑ์
ทั้งกรุงลงกามหานิเวศน์ พระสมุทรเป็นเขตคูกั้น
กว้างลึกล้อมรอบเป็นขอบคัน ข้าศึกนั้นข้ามมาอย่างไร
หรือเขารู้เดินน้ำดำดิน เหาะบินมาได้หรือไฉน
สาเหตุเภทพาลประการใด จึงตั้งใจเคี่ยวฆ่าราวี

ฯลฯ
รามเกียรติ์ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ (บทอาขยาน)
               เมื่อนั้น  ท้าวมาลีวราชเรืองศรี  ได้ฟังคั่งแค้นแสนทวี  ดั่งหนึ่งเอาตรีมาเสียบกัณฑ์  จึ่งว่าเป็นไฉนทศพักตร์  จึงฮึกฮักดื้อดึงดัวยโมหันต์  มาติดใจฝูงเทพเทวัญ  ผูกพันว่านี้ก็ผิดไป  ทำไมกับท้าวโกสีย์  รถของเขามีเขาก็ให้  ว่าเลือกรักมักชังด้วยอันใด  ซ้ำติดใจคนกลางนางสีดา  ครั้นซักไซร้ไต่ถามเอาความจริง  หรือกับติงทุเลาต่อว่า  ตัวกูผู้เป็นอัยกา  พิพากษาลำเอียงหรือว่าไร  เจรจาความสัตย์ก็ไม่มี  ดั่งสตรีเด็กน้อยก็ว่าได้  หรือเทวาสุราลัย  พอใจในจตุราบาย  กูพิจารณาก็ได้ความ  คำพระรามสีดาทั้งสองฝ่าย  ต้องถูกผูกพันเป็นต้นปลาย  ทั้งคำเทพทั้งหลายก็สมกัน  ซึ่งเองกล่าวหาทุกข้อ  ล้วนแกล้งติตต่อให้เหมาะมั่น  สืบสวนก็ไม่ได้เป็นสัทธรรม์  สารพันทรลักษณ์อัปรีย์  เห็นจริงว่าตัวบังอาจ  ไปลอบลักอัคราชมเหสี  ขององค์พระรามจักรี  อสุรีเร่งส่งนางสีดา

พระอภัยมณีตอนครองเมืองผลึก (ความตอนต้น)

        ค   ฝ่ายพระองค์ทรงโฉมประโลมสวาท บำรุงราษฎร์เจริญจิตทุกทิศา
คิดคนึงถึงองค์พระธิดา ยังไม่ลาพรตเลยทำเฉยเชือน
เสียแรงรักฝักฝ่ายหมายสงวน เจ้ากระบวนนี่กระไรใครจะเหมือน
นิ่งกระนี้มิได้จะไปเตือน แม้นบิดเบือนบาปกรรมก็ทำเนา
แล้วพระแกล้งแต่งองค์ทรงประดับ เครื่องสำหรับรณรงค์ทรงวันเสาร์
ทั้งเครื่องนางอย่างทรงของนงเยาว์  ส่งให้เจ้าพนักงานใส่พานทอง
แล้วห่อหุ้มคลุมปิดผนิดไว้  หวังมิให้ชายหญิงเห็นสิ่งของ
ครั้นสรรพเสร็จเสด็จมาบนเทียรทอง ถึงห้องน้องศรีสุวรรณจำนรรจา
พ่อไปด้วยช่วยชวนหลวงชีสึก แม้นสมนึกครั้งนี้ดีหนักหนา
พระน้องยิ้มพริ้มพักตร์พจนา อุปมาเหมือนหนึ่งไก่อยู่ในมือ
เมื่อพระพี่นี้กระไรพระทัยอ่อน ให้ปลิ้นปล้อนปละปล่อยมาน้อยหรือ
เขาลือแล้วแคล้วเคลื่อนไม่เหมือนลือ ฉวยหลุดมือแล้วก็อายเขาตายจริง ๆ
        ค   พระเชษฐาว่าพี่คิดผิดถนัด สารพัดแพ้รู้แก่ผู้หญิง
แล้วลูกเต้าเล่าก็หวงคอยท้วงติง ต้องยุ่งยิ่งยอดยากลำบากใจ
พลางแย้มสรวลชวนพระน้องดำเนินนาด มาทรงราชยานรัตน์จำรัสไข
พรั่งพร้อมด้วยขุนนางพวกข้างใน เสด็จไปเขารุ้งตามทุ่งนา
ถึงคีรีที่ประทับ ก็ยับยั้ง พร้อมสะพรั่งไพร่นายทั้งซ้ายขวา
พระชวนเหล่าสาวสรรค์กัลยา ค่อยลีลาเลียบเดินเนินจงกรม ฯ
        ค   ฝ่ายพระนุชบุตรีฤาษีสาว เวลาเช้าออกอยู่หน้าพระอาศรม
ทั้งพี่น้องสองกุมาร สำราญรมย์ ชวนกันชมนกใต้ต้นไทรทอง
ฝูงกรอดพรอดเพรียกร้องเรียกคู่ กระจิบดูโลกเต้นเผ่นผยอง
เสียงหึ่งหึ่งผึ้งภูมรินร้อง อาบละอองอินทนิลแล้วบินจร
นกตะขาบคาบได้ลูกไทรยอก ฝูงกระรอกไล่กระแตแลสลอน
พฤกษาดอกออกช่ออรชร หอมขจรจอมผาทั้งตาปี
นางนั่งชมโสมนัสตรัสประภาษ กับหน่อนาถพี่น้องสองฤาษี
พอผันแปรแลเห็นพระอภัยมณี เลียบคีรีมากับพระอนุชา
จึงสั่งสองหน่อไทให้ไปรับ มาหยุดยับยั้งนั่งบัลลังก์ผา
พระอภัยให้เอาพานพวงมาลา กับพานผ้าถวายองค์นางนงเยาว์
แล้วว่าโยมโทมนัสประหวัดหวัง ถึงอยู่วังใจมาอยู่ที่ภูเขา
ไม่คลาดเคลื่อนเหมือนหนึ่งเห็นอยู่เย็นเช้า เหลือจะเล่าแล้วที่จิตคิด อาลัย
คุณคะนึงถึงโยมอยู่บ้างหรือ หรือเพลินถือธรรมขันธ์ไม่หวั่นไหว
ตัดสวาทขาดเด็ดสำเร็จไป เจียวหรือใจเจ้าคุณพระมุนี ฯ
        ค   นางฟังรสพจมานโองการเกี้ยว ให้ซาบเสียวเสน่ห์ในใจฤาษี
แต่มารยามานะกษัตรีย์ ทำพาทีเพทุบายถวายพร
ได้ตรวจน้ำรำลึกนึกไม่ขาด ถึงเบื้องบาทบพิตรอดิศร
มิตรจิตรมิตรใจอาลัยวรณ์ เว้นแต่นอนหลับไปมิได้คิด
ทั้งทราบว่าวาลีมีความรู้ เขามาสู่สมภารสำราญจิตร
พอเข้านอนออกในได้ใช้ชิด สำเร็จกิจข้าน้อยพลอยยินดี
        ค   พระเยื้อนยิ้มพริ้มพักตร์เห็นหลักแหลม ช่างเหน็บแนมล้วนละเอียดทั้งเสียดสี
จึงว่าโยมโน้มน้าวชาวบุรี ให้เปรมปรีดิ์ห้าวหาญการสงคราม
หวังจะได้ไว้บำรุงกรุงผลึก ให้ข้าศึกราบเตียนที่เสี้ยนหนาม
นางวารีมีตระกูลพรุนพราหมณ์ รู้ฤกษ์ยามยอมสมัครมาภักดี
จึงเลี้ยงไว้ให้เป็นข้าพระดาบส เมื่อลาพรตพร้อมพรักเป็นศักดิ์ศรี
จัดสำเร็จเสร็จการบ้านเมืองดี จึงมานิมนต์คุณกรุณา
โปรดบำรุงกรุงผลึกให้ครึกครื้น สำราญรื่นเรื่องเดชของเชษฐา
เมื่อแก่เฒ่าเล่าจึงกลับมาบรรพชา จำพรรษาเสียด้วยกันจนวันตาย

ฯลฯ
พระอภัยมณีตอนครองเมืองผลึก (บทอาขยาน)
       วรรณคดีไทยเรื่องพระอภัยมณีตอนบทอาขยานมีอยู่สองบทด้วยกันคือ  ตอนพระโยคีมาช่วยสุดสาครขึ้นจากเหว เนื่องจากถูกชีเปลือยผลักตกไปในเหว  อีกบทหนึ่งเป็นตอนที่อุศเรนรบแพ้  ฝ่ายพระอภัยและถูกจับตัวได้
           บทอาขยานตอนช่วยสุดสาครขึ้นจากเหว  มีดังนี้
           ค บัดเดี๋ยวดังหง่างเหง่งวังเวงแว่ว   สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา  เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา   ประคองพาขึ้นไปยังบรรพต  แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์  มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด  ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด  ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน  มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน  บิดามารดารักมักเป็นผล   ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน  เกิดเป็นคนคิดเห็นพึงเจรจา  แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ  ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา  รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา  รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี  จงคิดตามไปเอาไม้เท้าเถิด  จะประเสริฐสมรักเป็นศักดิ์ศรี  พอเสร็จาคำสำแดงแจ้งคดี  รูปโยคีหายวับไปกับตา
           บทอาขยานตอนอุศเรนรบแพ้ถูกจับตัวได้  มีดังนี้
           ค อุศเรนเอนเอกเขนกขนอง  ตามทำนององอาจไม่ปรารถนา  เราก็รู้ว่าท่านเจ้ามารยา  ที่พามาหมายเชือดเอาเลือดเนื้อ  ไม่สมนึกศึกพลั้งลงครั้งนี้  จะกลับดีด้วยสัตรูอดสูเหลือ  เราก็ชายหมายมาดว่าชาติเชื้อ  ไม่เอื้อเฟื้อฝากตัวไม่กลัวตาย  จงห้ำหั่นบั่นเกล้าเราเสียเถิด  จะไปเกิดมาใหม่ดังใจหมาย  แกล้งจ้วงจาบหยาบช้าพูดท้าทาย  จะใคร่ตายเสียให้ลับอัปประมาณ

พระร่วง (บทอาขยาน)
           วรรณคดีไทยเรื่องพระร่วงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีบทอาขยานดังนี้
           ค ที่ท่านเชิญเราขึ้นทรงราชย์  เถลิงอาสน์สุโขทัยสโมสร  เราจะประสาสน์การนคร  ให้ประชานิกรสุขสราญ  ซึ่งท่านให้อิสริยยศ  เรามิอาจหาพจน์พอตอบท่าน  ขอแต่ให้เสนาพฤฒาจารย์  สมัครสมานสามัคคี  อย่าเห็นแก่ตัวมัวพะวง  ลุ่มหลงฤศยาไม่ควรที่  อย่าต่างคนต่างแก่งแย่งกันดี  อย่าให้ช่องไพรีที่มุ่งร้าย  แม้นเราฤศยากันและกัน  ไม่ช้าพลันก็จะพากันฉิบหาย  ระวังการยุยงส่งร้าย   นั่นแหละเครื่องทำลายสามัคคี  คณะใดศัตรูผู้ฉลาด  หมายมาดทำลายให้เร็วรี่  ก็ยุแยกให้แตกสามัคคี  เช่นกษัตริยลิจฉวีวงศ์โบราณ   พราหมณ์ผู้เดียวรับใช้ไปยุแหย่  สาระแนยุญาติให้แตกฉาน  จนเวลาศัตรูจู่มาราญ  มัวเกี่ยงกันเสียการเสียนคร  ฉะนั้นไซร้ชาวไทยจงร่วมรัก  จงร่วมรวมสมัครสโมสร  เอาไว้เผื่อเมื่อมีไพรีรอน  จะได้สู้ดัสกรด้วยเต็มแรง
           ไทยรวมกำลังตั้งมั่น  จะสามารถป้องกันขันแข็ง  ถึงแม้ว่าศัตรูผู้มีแรง  มายุทธแย้งก็จะปลาตไป  ขอแต่เพียงไทยเราอย่าผลาญญาติ  ร่วมชาติร่วมจิตเป็นข้อใหญ่  ไทยเราอย่ามุ่งร้ายทำลายไทย  จงพร้อมใจพร้อมกำลังระวังเมือง  ให้นานาภาษาเขานิยม  ชมเกียรติยศฟูเฟื่อง  ช่วยกันบำรุงความรุ่งเรือง  ให้ชื่อไทยกระเดื่องทั่วโลกา  ช่วยกันเต็มใจใฝ่ผดุง  บำรุงทั้งชาติศาสนา  ให้อยู่จนสิ้นดินฟ้า  วัฒนาเถิดไทยไชโย

เรื่องเวนิสวานิช (ความตอนต้น)
    อันโตนิโย

จริงหนอเป็นอย่างไรใจเหี่ยวแห้ง: เหมือนอ่อนแรง,  อีกเธอก็เหนี่อยอ่อน,
เหตุไฉนใจเหงาและเร่าร้อน, และอกอ่อนเพื่ออะไรก็ไม่รู้,
สาเหตุเพื่อสิ่งใดไม่รู้ได้ แต่แน่แท้เศร้าใจฉะนี้อยู่
ทำให้ฉันงงไปไม่พึงดู แทบมิรู้จักตัวว่าเป็นใคร

    สะละรีโน
จิตของเกลอเผลอไผลไปลดเลี้ยว ท่องเที่ยวอยู่ที่กลางทะเลใหญ่;
ในน่านน้ำเภตราสง่าใบ ของเกลอไซร้แล่นคว้างกลางสาคร.
เหมือผู้ดีหรือเศรษฐีมีสง่า โอ่อ่าฝ่าสินธุ์สโมสร
เป็นกระบวนนาวีศรีสุนทร อันงามงอนในมหาชลาลัย;
เมื่อยามผ่านเรืออื่นตั้งหมื่อแสน ก็งามแม้นหงส์ทองฟ่องน้ำใส
เรืออื่น ๆ ลำน้อย ๆ  ที่คล้อยไป พลางใช้ใบพลางเคารพอภิวันท์.

    สะลานิโย
จริงหนอแม้ฉันมีนาวีค้า เที่ยวแล่นท้องธาราอย่างเกลอขวัญ
อันดวงใจคงเป็นห่วงปวงทรัพย์นั้น คงใฝ่ฝันถึงเรือเหลืออาลัย.
คงหมั่นเด็ดใบหญ้ามาโปรยดู เพื่อให้รู้ลมพัดจัดทางไหน;
คงนั่งมองแผนที่อยู่ร่ำไป จนเจนใจท่าเรือและลู่ทาง.
ยามแลเห็นสิ่งใดที่สามารถ อาจบันดาลเป็นภัยให้กีดขวาง
คงทำให้ใจสั่นและพรั่นพลาง, คงนั่งครางอยู่ละเกลอ.

เรื่องเวนิสวานิช (บทอาขยาน)
           วรรณคดีเรื่องเวนิชวานิช  พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีบทอาขยานดังนี้
               อันว่าความกรุณาปรานี  จะมีใครบังคับก็หาไม่,  หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ  จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน:  เป็นสิ่งดีสองชั้น;  พลันปลื้มใจ  แห่งผู้ให้และผู้รับสมถวิล:  เป็นกำลังเลิศพลังอื่นทั้งสิ้น:  เจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระกรุณา,  ประดุจทรงวราภรณ์สุนทรสวัสดิ์  เรืองจรัสยิ่งมกุฎสุดสง่า;  พระแสงทรงดำรงซึ่งอาชญา  เหนือประชาพสกนิกร,  ประดับพระวรเดชวิเศษฤทธิ์  ที่สถิตอานุภาพสโมสร;  แต่การุณยธรรมสุนทร  งามงอนกว่าพระแสงอันแรงฤทธิ์;  เสถียรในหฤทัยพระราชา,  เป็นคุญของเทวาผู้มหิทธิ์;  และราชาเทียมเทพอมฤต  ยามบพิตรเผยแผ่พระกรุณา.  ฉะนั้นยิว, แม้อ้างยุติธรรม,  จงกำหนดจดจำไว้ด้วยว่า,  ในกระแสแห่งยุติธรรมา  ยากจะหาความเกษมเปรมใจ:  เราวอนขอเทวาให้ปรานี  แก่ตัวเราเองนี้ทุกวันไสร้;  อันคำวอนควรสอนและจูงใจ  ให้เราเองกรุณาปรานี.  ข้าได้กล่าวถ้อยคำเชิงร่ำวอน,  เพื่อขอผ่อนคำร้องของท่านที่  ขอแต่ยุติธรรม์ ณ วันนี้;  คิดจงดี, คิดบ้างทางกรุณา.  แต่ถ้าขืนยืนกราน, ศาลเวนิส  ธรรมสถิตคงจะพิพากษา  ให้พณิชนี้แพ้แน่เจียวนา;  จะมีความกรุณาหรือว่าไร?

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 23
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Jun. 2005,19:39 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ไทยรวมกำลังตั้งมั่น  จะสามารถป้องกันขันแข็ง  
ถึงแม้ว่าศัตรูผู้มีแรง   มายุทธแย้งก็จะปลาตไป  
ขอแต่เพียงไทยเราอย่าผลาญญาติ  ร่วมชาติร่วมจิตเป็นข้อใหญ่  
ไทยเราอย่ามุ่งร้ายทำลายไทย  จงพร้อมใจพร้อมกำลังระวังเมือง  
ให้นานาภาษาเขานิยม  ชมเกียรติยศฟูเฟื่อง  
ช่วยกันบำรุงความรุ่งเรือง  ให้ชื่อไทยกระเดื่องทั่วโลกา  
ช่วยกันเต็มใจใฝ่ผดุง  บำรุงทั้งชาติศาสนา  
ให้อยู่จนสิ้นดินฟ้า  วัฒนาเถิดไทยไชโย


อันนี้เขาเอามาร้องเป็นเพลงปลุกใจ  ได้ยินกันบ่อยๆนะคะ  icon_donot.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 24
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 20 Jun. 2005,20:44 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

โคลงพระราชพงศาวดาร

           โคลงพระราชพงศาวดาร เดิมมีจำนวน ๒๗๖ บท มีภาพประกอบเรื่องพงศาวดาร ๙๒ แผ่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ช่างเขียนตามเรื่องในพระราชพงศาวดารทรงคัดเลือกเป็นตอน ๆ รูปขนาดใหญ่มีจำนวนโคลงประกอบรูปละ ๖ บท รูปขนาดกลาง และขนาดเล็กมีโคลงประกอบ รูปละ ๔ บท ทรงพระราชนิพนธ์บ้าง โปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการซึ่งสันทัดบทกลอนแต่ถวายบ้าง ได้สร้างสำเร็จและได้โปรดให้นำไปประดับพระเมรุท้องสนามหลวง ให้ประชาชนชม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ทั้งยังได้พิมพ์บทโคลงเป็นเล่ม พระราชทานเป็นของแจกในงานพระเมรุคราวนั้นด้วย ครั้นเสร็จงานพระเมรุแล้ว จึงโปรดให้แบ่งรูปภาพและเรื่องพระราชพงศาวดาร ไปประดับไว้ ณ พระที่นั่งอัมพรวินิจฉัยบ้าง ส่งไปประดับพระที่นั่งวโรภาสพิมาน ณ พระราชวังบางปะอินบ้าง

แผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดี ที่ ๑
สร้างกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. ๑๘๙๓)





    แถลงปางพระเจ้าอู่             ทองปรา รภเฮย
จักประดิษฐนครา ใหม่ยั้ง
ชีพ่อหมู่พฤฒา จารย์จัด การแฮ
กลบบัตรสุมเพลิงตั้ง สวดพร้องพุทธมนต์
    ชนงานขุดภาคพื้น ภูมิมณ ฑลเฮย
สบพระสังข์เศวตกล กษิรแผ้ว
เป็นทักษิณวรรตดล แสดงศุภ อรรถเอย
เสร็จกิจพิธีแล้ว สืบสร้างการผอง
    หนองโสนแนะถิ่นด้าว  เดิมมี ชื่อนา
ขนานเปลี่ยนนามธานี เทพไท้
ทวาราวดีศรี อยุธยา เฮย
กรุงกษัตริย์สถิตได้ สี่ร้อยปีปลาย
    บรรยายพระยศไท้ ธเรศตรี ศวรเฮย
เฉลิมนิเวศน์ธานี ภิเษกซ้ำ
รามาธิบดี นามเพิ่ม พระแฮ
ปฐมกษัตริย์ขัตติยเลิศล้ำ ผ่านหล้าแหล่งสยาม
(พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ )

           สมเด็จพระเจ้าอู่ทองโปรดให้สร้างพระนครใหม่ขึ้น ณ ตำบลหนองโสน (ปัจจุบันเรียกว่าบึงพระราม) ครั้น ณ วัน ศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๕ ปีขาล โทศก จุลศักราช ๗๑๒ ชีพ่อพราหมณ์จึงให้ฤกษ์ตั้งพิธีกลบบัตรสุมเพลิง คนงานขุดได้สังข์ทักษิณาวรรตขอนหนึ่ง ใต้ต้นหมันในบริเวณพิธีนั้น ครั้นแล้วจึงสร้างพระที่นั่ง และสถาปนาพระนครนั้นขึ้นเป็นราชธานีขนานนามว่าพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าอู่ทองเสด็จเข้ามาเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัวกรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์
           พระเจ้าอู่ทองคือ เจ้าเมืองอู่ทอง เป็นบุตรเขยพระเจ้าอู่ทองคนเก่า เมืองอู่ทองอยู่ริมแม่น้ำจรเข้สามพัน ในระหว่างเมืองสุพรรณบุรีกับเมืองกาญจนบุรี เมืองอู่ทองอยู่ในแคว้นสุวรรณภูมิ เดิมเป็นเมืองพระยามหานครขึ้นอาณาจักรสุโขทัย และสมัยก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยานั้น ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีอาณาจักรใหญ่ตั้งอยู่ ตั้งเป็นอิสระอยู่สองอาณาจักรคือ อาณาจักรสุโขทัย ตั้งเมืองสุโขทัยเป็นราชธานี และอาณาจักรลานนาไทย ตั้งเมืองใหม่เป็นราชธานี เมืองอู่ทองสมัยที่เป็นเมืองขึ้นอาณาจักรสุโขทัยนั้น ใครเป็นเจ้าครองเมืองก็เรียกว่า พระเจ้าอู่ทอง ต่อมากรุงสุโขทัยเสื่อมอำนาจลงในแผ่นดิน พระเจ้าฤไทยชัยเชษฐ์ พวกประเทศราชต่างคิดตั้งตัวเป็นอิสระ ฝ่ายพระเจ้าอู่ทองเห็นว่ามีกำลังเข้มแข็งพอก็คิดตั้งแข็งเมืองบ้าง ครั้นเมืองอู่ทองประสบเหตุ คือลำน้ำจรเข้สามพันตื้นเขิน เพราะสายน้ำเปลี่ยนทางเดิน ต้องกันดารน้ำเข้าทุกปี เป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บจนถึงเป็นโรคระบาด จึงต้องย้ายนครลงมาตั้งอยู่ที่เมืองอโยธยา ที่ตำบลเวียงเหล็กก่อน (ตรงวัดพุทไธศวรรย์ปัจจุบัน) อยู่ที่นั่นได้สามปี เมื่อเห็นถึงเวลาจะประกาศเป็นอิสระภาพอย่างเปิดเผยได้แล้ว จึงสร้างราชธานี และราชวังขึ้นใหม่ที่ตำบลหนองโสน และทำพิธีราชาภิเษกเป็น สมเด็จพระรามาธิบดีประกาศอิสระภาพโดยสมบูรณ์ เมื่อปีขาล จุลศักราช ๗๑๒ (พ.ศ. ๑๘๙๓) และเพราะพระเจ้าอู่ทองมีหลายองค์ องค์ที่สร้างพระนครศรีอยุธยา และประกาศอิสระภาพนี้ จึงกันว่าพระเจ้าอู่ทองรามาธิบดี
           ชื่อราชธานีใหม่ที่ว่า ทวาราวดีศรีอยุธยานั้น คำว่าทวาราวดีเป็นชื่อเมืองของพระกฤษณะ ดังปรากฏในเรื่องอนิรุทธ์คำฉันท์ เนื่องจากราชธานีใหม่นี้ตั้งอยู่บนเกาะในแม่น้ำมีน้ำล้อมรอบ ลักษณะคล้ายเมืองทวาราวดีโบราณของพระกฤษณะ ชื่อหลังว่า อยุธยา คือชื่อเมืองอโยธยาที่มาพักอยู่ชั่วคราวนั้น และตรงกับชื่อเมืองของพระรามในเรื่องรามเกียรติ์ เป็นมงคลนามที่แปลว่าไม่มีใครรบได้ คำกลางศรีเป็นคำยกย่องซึ่งนิยมใช้นำหน้าชื่อ

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 25
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 20 Jun. 2005,20:45 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

แผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์
พระสุริโยทัยขาดคอช้าง (พ.ศ. ๒๐๙๑)



   บุเรงนองนามราชเจ้า       จอมรา มัญเฮย
ยกพยุหแสนยา ยิ่งแกล้ว
มอญม่านประมวลมา สามสิบ หมื่นแฮ
ถึงอยุธเยศแล้ว หยุดใกล้นครา
   พระมหาจักรพรรดิ์เผ้า ภูวดล สยามเฮย
วางค่ายรายรี้พล เพียบหล้า
ดำริจักใคร่ยล แรงศึก
ยกนิกรทัพกล้า ออกตั้งกลางสมร
   บังอรอัคเรศผู้ พิสมัย ท่านนา
นามพระสุริโยทัย ออกอ้าง
ทรงเครื่องยุทธพิชัย เช่นอุป ราชแฮ
เถลิงคชาธารคว้าง ควบเข้าขบวนไคล
   พลไกรกองหน้าเร้า โรมรัน กันเฮย
ช้างพระเจ้าแปรประจัญ คชไท้
สารทรงซวดเซผัน หลังแล่น เตลิดแฮ
ตะเลงขับคชไล่ใกล้ หวิดท้ายคชาธาร
   นงคราญองค์เอกแก้ว กษัตรี
มานมนัสกัตเวที ยิ่งล้ำ
เกรงพระราชสามี มลายพระ ชนม์เฮย
ขับคเชนทร์เข่นค้ำ สะอึกสู้ดัสกร
   ขุนมอญร่อนง้าวฟาด ฉาดฉะ
ขาดแล่งตราบอุระ หรุบดิ้น
โอรสรีบกันพระ ศพสู่ นครแฮ
ศูนย์ชีพไป่ศูนย์สิ้น พจน์ผู้สร้างเสริญ
(พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ )

      พระเจ้าหงสาวดีทรงทราบข่าวว่า กรุงศรีอยุธยาเกิดแย่งชิงราชสมบัติกัน ก็เข้าพระทัยว่าเกิดจลาจล ทรงเห็นเป็นโอกาสที่จะแผ่ราชอาณาจักร จึงเสด็จกรีธาทัพหลวงเข้ามาประเทศไทย หมายจะตีเอากรุงศรีอยุธยาให้ได้
      เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ ทรงทราบว่ากองทัพข้าศึกยกเข้ามาใกล้จะถึงกรุง จึงเสด็จยกกองทัพหลวงออกไป หวังจะดูกำลังข้าศึก ฝ่ายสมเด็จพระสุริโยทัยพระอัครมเหสีทรงเครื่องเป็นชายอย่างพระมหาอุปราช ทรงพระคชาธารตามเสด็จพร้อมด้วยพระราเมศวร และพระมหินทร ราชโอรสทั้งสองพระองค์ กองทัพสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ยกออกไปปะทะกองทัพพระเจ้าแปร ซึ่งเป็นทัพหน้าของพระเจ้าหงสาวดี ไพร่พลทั้งสองฝ่ายก็เข้ารบพุ่งกัน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์กับพระเจ้าแปรต่างทรงไสช้างเข้าชนกัน ช้างทรงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์เสียที แล่นหนีช้างข้าศึกเอาไว้ไม่อยู่ พระเจ้าแปรก็ขับช้างไล่ตาม สมเด็จพระสุริโยทัยเกรงพระราชสามีจะเป็นอันตราย จึงขับช้างออกรับช้างข้าศึกไว้ พระเจ้าแปรได้ทีจึงจ้วงฟันสมเด็จพระสุริโยทัยสิ้นพระชนม์ซบอยู่กับคอช้าง พระราเมศวรกับ พระมหิทรถลันจะเข้าแก้แต่ไม่ทันท่วงที จึงได้แต่กันเอาพระศพกลับเข้าพระนคร

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 26
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 20 Jun. 2005,20:45 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

แผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์
ช้างชนะงาของไทยไม่ยอมอยู่กับพม่า (พ.ศ. ๒๐๙๑)



    ปางมอญมวลม่านกลุ้ม             รุมตี
กรุงทวาราวดี รบเร้า
ทัพไทยบ่ได้มี ชัย ณ สนามเฮย
จำล่าทัพกลับเข้า มั่นไว้ในนคร
    พลมอญอ่อนสิ้นสะ เบียงอา หารนา
ถอยจากศรีอยุธยา ยาตรเต้า
ทางเหนือเพื่อจักหา โภชน์ภักษ์
ราเมศวรมหินทรเจ้า จู่จ้วงโจมตี
    เสียทีศึกจับได้ ทั้งสอง องค์เอย
ปิ่นตะเลงปรองดอง เปลี่ยนช้าง
มลคลทวีปของ จอมจักร พรรดิ์พ่อ
อีกหนึ่งพลายศรีอ้าง ชื่อท้ายมงคล
    บัดดลสองช้างแปลก เสียงหมอ ควาญเอย
อาละวาดฤาหวั่นขอ เข่นสู้
เหลือมือตะเลงรอ ราส่ง คืนแฮ
ดูแต่ช้างยังรู้ รักด้าวแดนตน
(สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ)

           พระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้ทรงเห็นว่า จะตีเอากรุงศรีอยุธยาในครั้งนี้มิได้แน่แล้ว ทั้งเสบียงอาหารสำหรับกองทัพก็ร่อยหรอลงทุกที จึงให้ถอยทัพไปทางเหนือ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ตรัสให้พระราเมศวรกับพระมหินทร์ คุมทัพตามตีข้าศึกที่ถอยไป พระเจ้าลูกเธอทั้งสองไม่รู้เท่าทันอุบายของบุเรงนองแม่ทัพพม่า ซึ่งได้ซุ่มทัพไว้ได้รบไล่ข้าศึกถลันเข้าไปในที่ซุ่มถูกข้าศึกล้อมจับเอาไปได้  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์จึงจำต้องหย่าทัพ และถวายช้างพลายศรีมงคล พลายมงคลทวีป แก่พระเจ้าหงสาวดี เพื่อแลกเอาพระรามเมศวรกับพระมหินทร์กลับคืนมา เมื่อกรมช้างนำช้างทั้งสองขึ้นไปถวายพระเจ้าหงสาวดี ณ เมืองชัยนาท พลายศรีมงคล พลายมงคลทวีป เห็นหมอควาญผิดเสียงก็อาละวาด ไล่แทงช้างแทงคนวุ่นวาย พระเจ้าหงสาวดีเห็นเหลือมือมอญพม่าที่จะเลี้ยงไว้ได้ จึงรับสั่งให้กรมช้างส่งกลับคืนมายังกรุงศรีอยุธยา

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 27
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 20 Jun. 2005,20:46 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

แผ่นดินพระมหินทราธิราช ครั้งที่ ๒
พระมหาธรรมราชาอาสาเจรจาความเมือง (พ.ศ. ๒๑๑๒)



    ปัจามิตรร้อยหมื่นห้อม             ปราการ
แปดมาสมุ่งหักหาญ ห่อนได้
ในกรุงเกิดกันดาร เสบียงบอบ บางแฮ
แจ้งเหตุรามัญให้ สื่อถ้อยกลความ
    แม้นสยามยอมออกเฝ้า ขุนทัพ
จักเลิกพลคืนกลับ สู่ด้าว
ไทยเกรงตะเลงจับ เททอด ครัวแฮ
มอญทราบสั่งพลห้าว หักปล้นนครา
    พระมหาธรรมราชเจ้า ขันอา สาเฮย
จักสู่เมืองเจรจา จุ่งแผ้ว
ตะเลงราชอนุญาตมา โดยราช ยานแฮ
สู่ค่ายตรงเกาะแก้ว เกริ่นแจ้งใจความ
    ชาวสยามยลพักตร์ผู้ เผด็จชาติ ตนเฮย
ต่าง ๆ ต่างวางสินาด เกลื่อนกลุ้ม
ธรรมราชโดดจากราช ยานแล่น ถลาแฮ
อินทรเดชแบกอุ้ม ออกพ้นปืนประหาร
(พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ )

           พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ยกกองทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ถึงแปดเดือนก็ยังหักเอามิได้ ก็เริ่มมีความวิตกกลัวเกรงจะถึงฤดูฝน จึงคิดจะตีกรุงศรีอยุธยาให้ได้เสียโดยเร็ว พระมหาธรรมราชารับอาสามีหนังสือลับไปถึงพระวิสุทธิ์กษัตรีพระชายาของพระองค์ (ซึ่งพระมหาจักรพรรดิ์พระราชบิดาขึ้นไปรับเอาลงมาจากพิษณุโลก เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๑๒) เพื่อเกลี้ยกล่อมสมเด็จพระมหินทร์ว่า ถ้าส่งตัวพระยารามผู้บัญชาการรักษาพระนครออกไปให้พระเจ้าบุเรงนอง ก็จะยอมเป็นไมตรีด้วย ครั้นพระเจ้าบุเรงนองได้ตัวพระยารามสมความประสงค์ตามอุบายของพระมหาธรรมราชาแล้ว ก็หายอมรับเป็นไมตรีกับไทยไม่ กลับเรียกร้องให้ไทยยอมแพ้เป็นเชลยอย่างราบคาบ จึงจะเลิกทัพกลับไป ฝ่ายไทยเมื่อรู้แน่ว่าพระเจ้าบุเรงนองมุ่งหมายจะกวาดต้อนคนไทยไปเป็นเชลย และทรัพย์สมบัติจะถูกริบหมดสิ้น จึงบังเกิดความปรองดองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตั้งหน้าต่อสู้ข้าศึกด้วยความเข้มแข็ง พม่ายกเข้าตีพระนครหลายครั้งถูกตีถอยกลับไปทุกครั้ง จนถึงแปดเดือนก็ยังเอาชนะไม่ได้ พระมหาธรรมราชาหวังจะหาความชอบ จึงคิดจะเกลี้ยกล่อมพระมหินทราธิราช และขุนนางทั้งปวงยอมแพ้โดยดี และพระมหาธรรมราชาก็ทรงพระเสลี่ยงมายืน อยู่ตรงหน้าค่ายบึงเกาะแก้วร้องบอกพระมหาเทพ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาค่ายด้านนั้นว่า จะเข้าไประงับการแผ่นดิน พระมหาเทพมิไว้ใจยิงปืนกระสุนกราดออกไป พระมหาธรรมราชาต้องลงจากพระเสลี่ยง และขุนอินทรเดชะก็เข้าแบกพระองค์วิ่งกลับไปเฝ้าพระเจ้าหงสาวดี

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 28
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 20 Jun. 2005,20:47 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

แผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
สมเด็จพระนเรศวรตามจับพระยาจีนจันตุ (พ.ศ. ๒๑๑๙)



    พระยาจันจันตุข้า             ขอบขุน
มาสู่กรุงมุ่งบุญ ปกเผ้า
ปิ่นภพกอบการุญ รับปลูก เลี้ยงแฮ
ยกโทษโปรดเกศเกล้า ห่อนพ้องจองภัย
    กลับใจจักสู่เจ้า ปฐพี ตน แฮ
สืบทราบการธานี ใหญ่น้อย
หวังสบายถ่ายทอดมี มาแต่ หลังนา
สู่สะเภาค่ำคล้อย ลอบโล้ครรไล
    พระดนัยนเรศวร์แจ้ง  เหตุรหัส
ทรงพระชลยานรัด รีบร้น
พร้อมเรือนิกรถนัด ขนาบไล่ สะเภาแฮ
ทรงพระแสงปืนต้น ลั่นต้องจีนตาย
    ตัวนายกัมพุชจ้อง วางปืน นานา
ต้องพระแสงทรงราง ลั่นร้าว
รบพลางรีบหนีพลาง เรือตก ลึกเฮย
จบเกิดกางใบด้าว ล่องลี้หายลำ
(พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ )

           ในปี พ.ศ. ๒๑๑๙ พระยาละแวกให้พระยาอุเทศราช และพระยาจีนจันตุ ขุนนางจีนเมืองเขมร ยกทัพเรือมาตีเมืองเพชรบุรี ครั้นชิงเอาเมืองมิได้แล้ว พระยาจีนจันตุกลัวว่าพระยาละแวกจะลงโทษ จึงอพยพครอบครัวหนีเข้ามายังพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชก็ทรงชุบเลี้ยงไว้ ครั้นอยู่มาเมื่อพระยาจีนจันตุได้ทราบข่าวว่าพระยาละแวกไม่เอาโทษ และตนเองสืบทราบเหตุการณ์ในพระนครแล้ว ก็กลับเอาใจออกห่าง ลอบแต่งสำเภาพาครอบครัวหนีล่องลงไป สมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จยกกองเรือตามไปทันที่ปากน้ำ เข้ารบกันเป็นสามารถ สมเด็จพระนเรศวรทรงเรือพระที่นั่งเข้าไปชิดสำเภา และทรงปืนนกสับมาต้องรางปืนที่สมเด็จพระนเรศวรทรงอยู่นั้นแตก พอเรือสำเภาได้ลมก็แล่นออกทะเลหนีพ้นปากน้ำ

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 29
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 20 Jun. 2005,20:48 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

แผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
สมเด็จพระนเรศวรปีนค่ายพม่า (พ.ศ. ๒๑๒๙)





    บิ่นมอญมาตั้งค่าย             บางปะหัน
พระนเรศวร์นำพลขันธ์ ทัพม้า
สามกองนับรวมกัน ร้อยยี่ สิบแฮ
เศษอีกหกหาญกล้า ตามคล้องควายทวน
    สวนฟันมอญแตกเข้า  ค่ายแฝง ตนนา
พระเสด็จโดยกำแหง เหิ่มกล้า
ปีนค่ายข้าศึกแทง ถูกท่าน ตกแฮ
กลับป่ายใหม่ใช่ช้า เช่นนั้นหลายคราว
    หนาวจิตอมิตรร้อง เอออะไร นเรศวร์ฤา
องอาจปลอมไพร่ใน เศิกสู้
พิมเสนแลกเกลือไกล กับนัก นาพ่อ
ชะรอยมิตรห่อนรู้ เร่งให้จับเป็น
    ควรเห็นพิริยห้าว หนณรงค์ ท่านเฮย
สยามหย่อนอิสริย์ลง ราบแล้ว
เอกราชกลับคืนคง โดยเดช พระแล
ซ้ำขาดอริแผ้ว นับร้อยปีปลาย
(สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยา ภานุพันธุวงศ์วรเดช)

           ในปี พ.ศ. ๒๑๒๙ พระเจ้าหงสาวดี นันทบุเรง เสด็จยกทัพเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยา แล้วตั้งค่ายหลวงอยู่ตำบลบางปะหัน คืนวันหนึ่ง สมเด็จพระนเรศวรนำทหารทวนสามกองเข้าปล้นค่ายทัพหน้าข้าศึก ไล่แทงฟันไปถึงค่ายหลวงพระเจ้าหงสาวดี สมเด็จพระนเรศวรทรงคาบพระแสงดาบ นำทหารขึ้นปีนค่ายถูกข้าศึกเอาอาวุธแทงพลัดตกลงมาหลายครั้งก็ขึ้นไม่ได้ ครั้นทรงเห็นข้าศึกกรูกันมามากนักจึงเสด็จกลับเข้าพระนคร เมื่อพระเจ้าหงสาวดีทรงทราบจึงตรัสว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงออกทำการรบอย่างพลทหารดังนี้ เหมือนหนึ่งเอาพิมเสนมาแลกเกลือ ทำศึกอาจหาญนัก แล้วมีรับสั่งกำชับทหารมอญพม่าว่า ถ้าสมเด็จพระนเรศวรออกรบอีกให้คิดอ่านจับเป็นให้จงได้ แต่ก็ไม่สมประสงค์ พระเจ้าหงสาวดีตั้งล้อมกรุงอยู่นานก็ตีไม่ได้ และเมื่อเห็นไพร่พลป่วยเจ็บล้มตายร่อยหรอลงทุกทีก็ท้อพระทัย จึงโปรดให้เลิกทัพกลับไป
           พระแสงดาบซึ่งสมเด็จพระนเรศวรทรงวันนั้นปรากฏนามว่า พระแสงดาบคาบค่าย มาจนบัดนี้

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 30
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 20 Jun. 2005,20:49 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือ
พันท้ายนรสิงห์ถวายชีวิต (พ.ศ. ๒๒๔๙)



    สรรเพชรที่แปดเจ้า             อยุธยา
เสด็จประพาสชมปลา ปากน้ำ
ล่องเรือเอกชัยมา ถึงโคก ขามพ่อ
คลองคด โขน เรือค้ำ ขัดไม้หักสลาย
    พันท้ายตกประหม่าสิ้น  สติคิด
โดดจากเรือทูลอุทิศ โทษร้อง
พันท้ายนรสิงห์ผิด บทฆ่า เสียเทอญ
หัวกับโขนเรือต้อง คู่เส้นทำศาล
    ภูบาลบำเหน็จให้ โทษถนอม ใจนอ
พันไม่ย่อมอยู่ยอม มอดม้วย
พระเปลี่ยนโทษปลอม ฟันรูป แทนพ่อ
พันกราบทูลทัดด้วย ท่านทิ้งประเพณี
    ภูมีปลอบกลับตั้ง ขอบรร สัยพ่อ
จำสั่งเพชรฆาตฟัน ฟาดเกล้า
โขนเรือกับหัวฟัน เซ่นที่ ศาลแล
ศาลสืบกฤติคุณเค้า คติไว้ในสยาม
(สมเด็จกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์)

           ในปี พ.ศ. ๒๒๔๙ สมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จประทับเรือพระที่นั่งเอกชัยไปประพาสทรงเบ็ด ณ ปากน้ำเมืองสมุทรสาคร ครั้นเรือพระที่นั่งไปถึงคลองโคกขามซึ่งคดเคี้ยว พันท้ายนรสิงห์ เจ้าพนักงานถือท้ายเรือพระที่นั่งคิดแก้ไขมิทัน โขนเรือพระที่นั่งกระทบเข้ากับกิ่งไม้ใหญ่ก็หักตกลงน้ำ พันท้ายนรสิงห์เห็นดังนั้นก็ตกใจโดดจากเรือขึ้นบนฝั่ง ร้องกราบทูลให้ตัดศีรษะของตนตามกฎหมาย และขอพระกรุณาโปรดให้ทำศาลเพียงตาขึ้น ณ ที่นั้น เอาศีรษะกับโขนเรือพระที่นั่งที่หักลงบวงสรวงไว้ด้วยกัน สมเด็จพระเจ้าเสือทรงพระกรุณาอภัยโทษ พันท้ายนรสิงห์ไม่ยอมรับพระกรุณาเป็นอย่างอื่น กลับว่าให้ตัดศีรษะตนเอง จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้ฝีพายปั้นดินเป็นรูปแทนตัวพันท้ายนรสิงห์ขึ้น และให้ตัดรูปหัวดินนั้นเสีย แล้วรับสั่งเรียกพันท้ายนรสิงห์ให้กลับลงเรือ พันท้ายนรสิงห์ก็คงยืนกรานกราบทูลให้ตัดศีรษะตน สมเด็จพระเจ้าเสือตรัสวิงวอนเป็นหลายครั้ง พันท้ายนรสิงห์มิยอมอยู่ จึงทรงทำตามกฎหมาย ดำรัสสั่งให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ แล้วให้ทำศาลขึ้นสูงเพียงตา และให้เอาศีรษะพันท้ายนรสิงห์กับโขนเรือพระที่นั่งที่หักขึ้นพลีกรรมไว้ด้วยกัน

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
33 คำตอบนับตั้งแต่ 11 Jun. 2005,00:50 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 3 of 4<<1234>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com