เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

กระทู้นี้มีหน้าเดียว

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: เรื่อง กรรมพยากรณ์ งานของดังตฤณ< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 1
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 16 Jun. 2005,10:14  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เรื่อง กรรมพยากรณ์  งานของดังตฤณ ได้นำมาจาก
http://www.bangkokmag.com/story_d....t=count

ขออนุญาตินำมาเผยแผ่ให้เพื่อนๆได้อ่านกันคะ

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 2
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 16 Jun. 2005,10:16 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เรื่อง กรรมพยากรณ์ ภาค1

           นนทกานต์เดินผ่านกลุ่มโต๊ะหมอดูด้วยท่าทีเก้ๆกังๆเป็นรอบที่สามหรือสี่ ความจริงเขาเข้าห้างในวันนี้ด้วยความตั้งใจดูหนังคนเดียวแก้กลุ้ม แต่พอผ่านโต๊ะหมอดูแล้วเกิดความครุ่นคิดบางอย่าง เดินกลับไปกลับมาชั่งใจว่าจะเสี่ยงเอาเสียหน่อยไหม เกิดมายังไม่เคยดูหมอชนิดที่มีคนเป็นๆนั่งพยากรณ์ให้ต่อหน้า อย่างมากเคยแค่เล่นหมอดูคอมพิวเตอร์ หรือให้เพื่อนซึ่งมีไพ่ยิปซีทายดวงเล่นให้แบบส่งเดช แต่แบบนี้เป็นความรู้สึกที่ต่างกัน เขากำลังจะเสียเงินเป็นร้อยเพื่อสนทนาถามตอบกับผู้ได้ชื่อว่าจับงานพยากรณ์เป็นอาชีพ
ซุ้มหมอดูที่ตั้งอยู่บริเวณนั้นจัดแบ่งเป็นสัดส่วนด้วยแผงไม้กั้น มีทั้งหมด ๔ ห้อง หมอดูแต่ละคนล้วนมีอายุ ท่าทางเป็นผู้คงแก่เรียน ทุกห้องต่างมีลูกค้า เว้นริมซ้ายสุดที่ยังว่าง นนทกานต์อ่านป้ายชื่อหมอดูบนโต๊ะ เห็นชื่อ อุปการะ ตโมไพรี แล้วเกิดความตะครั่นตะครอแปลกๆ ฟังขลังราวกับเป็นหมอดูชื่อดัง หรือเป็นชื่อที่สรรตั้งให้ฟังน่าเลื่อมใสในทางสงเคราะห์ผู้มืดบอดโดยเฉพาะ

แต่ถ้าเป็นหมอดูแม่นๆหรือมีชื่อเสียงจริง คนคงแห่มาดูกันบ้าง นี่ยังนั่งว่างอยู่นาน คงจะมือใหม่ในวงการหรือประเภทดูคลาดเคลื่อนเป็นประจำเสียกระมัง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้นนทกานต์ยังเดินงุ่นง่านชั่งใจอยู่

หมอดูคงเห็นเขาเดินละล้าละลังอยู่พักหนึ่งแล้วเหมือนกัน ฝ่ายนั้นจึงยิ้มให้อย่างอ่อนโยน มองเป็นมิตรน่าอุ่นใจ แต่สมัยนี้เห็นยิ้มใจดีแล้วแทนที่จะอยากเชื่อถือ กลับก่อความรู้สึกระแวงขึ้นแทน เพราะข่าวอาชญากรรมดังๆและข่าวฉ้อฉลอื้อฉาวนั้นเป็นผลงานของคนหน้าตาท่าทางใจดีเสียเกือบครึ่ง

ในที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินใจเดินเข้าสู่ซุ้มหมอดู ขาเขาไม่ค่อยออกอาการก้าวฉับๆอย่างเคย เพราะใจเฝ้าคิดว่าควรหรือ ที่อยู่ดีๆจะหาเรื่องเสียสตางค์เปล่าเพื่อฟังใครไม่รู้ ทำนายทายทักเขาในสิ่งที่ยากจะพิสูจน์เดี๋ยวนี้ว่าจริงหรือเท็จ

“เอ้อ… ดูหมอคิดเท่าไหร่ครับ?”

ความจริงเขาเห็นป้ายบอกอัตราแล้วว่าครั้งละ ๒๐๐ แต่ถามไปอย่างนั้นเอง เผื่อมีฟลุกลดราคาให้บ้าง ถ้าฝ่ายนั้นกำลังหิวลูกค้า

“สองร้อยครับ เชิญครับ”

เจ้าของโต๊ะร่างท้วมตอบตามธรรมเนียม ชายหนุ่มพยักหน้า ลงนั่งแบบคาใจเสียดายสตางค์ไม่รู้หาย

“เอ้อ… น้าดูดวงแบบไหนครับนี่? ผมต้องเอาข้อมูลอะไรให้หรือเปล่า แบบว่าเป็นคนจำรายละเอียดจำพวกตกฟากตกไฟไม่ค่อยได้น่ะครับ”

“อ๋อ ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องใช้หรอก”

“แหะๆ บอกน้าตามตรงนะครับ นี่เป็นครั้งแรกของผม เกิดมาเพิ่งเคยมานั่งตรงหน้าหมอดูมืออาชีพนี่แหละ”

“อันนั้นก็ดีครับ เพราะน้องเป็นลูกค้ารายแรกของผมเหมือนกัน”

นนทกานต์เบิกตาขึ้นนิดหนึ่งแบบสะอึก เกือบจะลุกหนีในทันทีเสียแล้ว

“น้องจะดูเรื่องผู้หญิงใช่ไหม?”

คำทักนั้นทำให้ชายหนุ่มเบิกตาโตกว่าเก่า แต่คราวนี้เป็นด้วยความสนใจเพราะโดนทักถูกจุด ทว่าพอคิดคำนึงแล้วก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจแค่นิดหน่อยเท่านั้น หนุ่มน้อยสาวน้อยเข้าหาหมอดูจะเรื่องพรรณไหนที่พ้นจากของพรรณนี้

“ครับ” ลูกค้าหนุ่มยอมรับ “ผมต้องเอาวันเดือนปีเกิดของผมกับเธอให้น้าไหมครับ?”

นนทกานต์สะกิดใจอยู่บ้าง ที่จนป่านนี้หมอดูอุปการะยังไม่งัดเอาอุปกรณ์ใดๆขึ้นมาวางบนโต๊ะเลยสักชิ้นเดียว แม้แต่กระดาษปากกาก็หาได้มีไม่

“ไม่ต้องหรอก”

อุปการะตอบยิ้มๆ นิ่งเพียงอึดใจก็พูดชนิดทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าถึงกับตาเหลือก

“น้องกำลังสงสัยว่าตัวเองรักข้างเดียวหรือเปล่า เพราะบางทีเหมือนมีความหวัง บางทีรู้สึกว่ากำลังถูกหลอกใช้ใช่ไหม?”

นนทกานต์กลืนน้ำลายเอื๊อก ท่าทีเปลี่ยนไปสิ้น

“เอ๊ะ! น้าทราบได้อย่างไร?”

ใช่แล้ว เรื่องเดียวที่กำลังวนเวียนในหัวคือสงสัยว่าตนเองกำลังตกเป็นทาสหน้าโง่ของเพื่อนสาวในสถาบันศึกษาเดียวกันหรือไม่ บางวันก็สำนึกรู้ว่าอยู่ในกลุ่มหมามองเครื่องบิน แต่บางวันก็อยากหลอกตัวเองว่าอยู่ในกลุ่มม้าตีนปลาย

“ผมให้น้องถามก็แล้วกัน น้องอยากรู้อะไรบ้าง เชิญตามสบายครับ”

ชายหนุ่มอึกอัก เขามาเจอใครเข้าแล้วนี่

“เอ้อ… อ้า… ผมจะมีสิทธิ์ได้เป็นแฟนตัวจริงของเขาไหมครับ?”

“ถ้าเป็นคำถามนี้ ผมต้องให้น้องเตรียมใจฟังคำตอบนิดหนึ่ง น้องอยากรับฟังคำตอบที่แท้จริง ไม่ใช่คำตอบที่เป็นกำลังใจใช่ไหม?”

“ครับ ผมมีพวกเพื่อนให้กำลังใจลมแล้งทางโทรศัพท์มากพอ มาถึงโต๊ะหมอดูนี้ผมอยากรู้ความจริงที่ทำให้สบายใจเสียทีมากกว่า”

“เขาไม่ใช่คู่ของเราหรอก ถ้าเราคบกับเขาแบบเพื่อน เขาจะให้ความสนิท แต่ถ้าแสดงความอ่อนแอ เปิดเผยหน้าตาที่ลุ่มหลง เขาจะนึกเหยียดหยามดูถูก ผู้หญิงที่สวยมากๆน่ะ มีนิสัยชอบด่าผู้ชายที่มาหลงง่ายๆกันทั้งนั้น”

นนทกานต์รู้สึกสลดอยู่ในหน้า แต่ประหลาดที่เขาฟังเสียงนุ่มของหมอดูแล้วทำใจได้อยู่ในส่วนลึก ก็ขนาดเขาเองยังรู้สึกตั้งหลายครั้งว่าเป็นไอ้หน้าโง่ แล้วจะแปลกอะไรถ้าคำๆนี้ไปปรากฏอยู่ในหัวของหล่อน

“น้ารู้ดีจังนะว่าเขาสวยมาก… แต่ผมอาจยังมีดีไม่พอ แต่วันหน้าถ้าเรียนจบแล้วพยายามสร้างเนื้อสร้างตัว ร่ำรวยกว่าที่เป็นอยู่เยอะๆ เขาจะมีทางมาสนใจบ้างไหมครับ กี่ปีก็ตาม…”

อุปการะยิ้มปลอบ ส่ายหน้าเล็กน้อย

“น้องไม่ใช่คนที่จะเป็นคู่ครองของเขาหรอก สละเถอะ… อย่าหวงผู้หญิงของคนอื่นไว้ในหัวใจเราเลย เราจะไม่ได้อะไรนอกจากความร้อนรุ่มกลุ้มใจอย่างเดียว”

ชายหนุ่มไหล่ตก เกิดความห่อเหี่ยวรันทดขึ้นมาอย่างท่วมท้น แต่ด้วยความเสียดายประกอบกับลูกฮึดของชายชาตรี ทำให้ตัดสินใจถามตรงๆ

“น้ารู้ได้ยังไง ใช้หลักพยากรณ์แบบไหนหรือครับ? ขอโทษ ผมไม่เห็นน้าทำอะไรเลย”

อุปการะยอมเปิดเผยตามที่ตระเตรียมไว้แล้วเมื่อถูกลูกค้าถามเช่นนี้

“ผมไม่ใช้วิชาโหราศาสตร์หรือหลักการพยากรณ์แนวไหนหรอกครับ แต่ใช้วิธี ‘อ่านกรรม’ ตรงๆ มันปรากฏอยู่แล้วในทุกอณูของความเป็นคนเรา ตามหลักโหราศาสตร์อาจมีการทำนายเช่นที่เรียกว่า ‘ทักษาพยากรณ์’ คือพยากรณ์โดยอาศัยทักษา ทักษาเป็นชื่อเรียกอัฐเคราะห์ ได้แก่อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ พฤหัสบดี ราหู ศุกร์ โดยจัดเข้าระเบียบเป็นบริวาร อายุ เดช ศรี มูละ อุตสาหะ มนตรี และกาลกรรณี แต่การอ่านกรรมไม่ต้องอาศัยองค์ประกอบเหล่านั้น ขอเพียงรู้ว่าใครทำอะไรมา ก็ทำนายทายทักได้ว่าต้องได้รับผลอย่างไร จะเรียกหลักการนี้ว่าเป็น ‘กรรมพยากรณ์’ ก็ได้”

นนทกานต์ทำหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

“แปลว่าน้าใช้วิธีแบบนั่งทางในหรือครับ?”

“ก็แล้วแต่จะนิยามกันว่านั่งทางในคืออะไร โดยมากมักหมายถึงคนหลับตาทำนายโดยใช้กำลังสมาธิดูเหตุการณ์ในอดีตและอนาคต แต่สำหรับผม จะมุ่งเน้นดูว่าใครทำอะไรมาอย่างไร ทำอย่างนั้นๆแล้วจะให้ผลแบบไหน ตรงนี้ผมไม่อาศัยนิมิตอันเกิดจากพลังสมาธิอย่างเดียว แต่จะใช้จิตสัมผัสเข้ามาร่วมด้วย”

ชายหนุ่มฟังคำอธิบายแล้วงง เพราะแยกไม่ออกว่าระหว่างนิมิตจากพลังสมาธิกับจิตสัมผัสแตกต่างกันอย่างไร

“ตอนน้าเห็น น้าเห็นยังไง?”

“ขอให้น้องลองนึกถึงญาติสักคนเดี๋ยวนี้ เอาแบบที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน น้องเห็นในใจอย่างไร? มันเป็นความรู้สึกเพียงวูบเดียวที่ระลึกถึงใครคนหนึ่งได้ แต่ก็เกิดกระแสรู้สึกถึงสายใยผูกพันในทางมงคลระหว่างเรากับเขาใช่ไหม? ในใจน้องเป็นอย่างไร ผมก็สัมผัสเห็นกรรมสัมพันธ์ของคนอื่นด้วยอาการคล้ายๆอย่างนั้นแหละ เพียงแต่สามารถเข้าไปส่องสำรวจดูรายละเอียดได้ชัดเจนและกว้างขวางกว่าคนทั่วไป เพราะมีกำลังสมาธิหนุนหลังอยู่”

“อย่างที่น้าพูดถึงผมกับเพื่อนผู้หญิง น้าเห็นอย่างไร ผมทำกรรมกับเขามาอย่างไร?”

“ก่อนอื่นน้องต้องเชื่อว่าคนเราเวียนว่ายตายเกิดมาหลายครั้ง เคยทำอะไรด้วยกัน เคยเป็นอะไรกันมาหลายแบบ อย่างเรากับเขาก็เคยเป็นแฟนกันมา ถึงได้มีความรู้สึกแบบเพศตรงข้ามที่ดึงดูดกันอยู่บ้าง แต่ชาตินี้เขากำลังเสวยวิบากเหนือเรา เลยทำให้มองผ่าน แล้วเล็งหาคนอื่นที่เขารู้สึกเหมาะตัวเหมาะใจกว่า”

ลูกค้าหนุ่มน้อยทำหน้ากังขา

“วิบากนี่คืออะไรครับ เสวยวิบากนี่หมายถึงเพื่อนผมกำลังรับผลอะไรอยู่หรือ?”

“อ๋อ… วิบากแปลว่าผลอันเกิดจากกรรม กรรมคือคิด คือพูด คือทำ ก่อกรรมใดประจำก็เกิดเป็นนิสัยติดตัวอย่างนั้น นิสัยอย่างไรก็ต้องรับผลของนิสัยอย่างนั้น เช่นรูปร่างหน้าตานี่ก็เป็นวิบากนะ ผิวพรรณเขาสะอาดสะอ้านเพราะเคยอยู่ในกรอบศีลสัตย์ รูปศีรษะมนน่ามองเพราะเคยอ่อนน้อมถ่อมตนแบบคนไหว้ง่าย ไหว้สวย และถ้าผมเห็นไม่ผิด จุดเด่นของเขาคือมีนัยน์ตาเป็นประกายลึก ดูสวยสะกดจิตสะกดใจใครๆได้ตั้งแต่แรกเห็น อันนี้ก็เพราะเคยมองพระสงฆ์องค์เจ้าด้วยใจศรัทธาบริสุทธิ์ และมองใครต่อใครรอบตัวด้วยความรัก ความปรารถนาดีตลอดชีวิตในอดีตชาติ”

นนทกานต์เริ่มมองอีกฝ่ายอย่างทึ่ง

“ครับ เขาเป็นผู้หญิงตาสวยที่สุดที่ผมเคยเห็นมา เคยอยากรู้เหมือนกันว่าทำไมธรรมชาติถึงลำเอียงนัก ให้รูปสมบัติและคุณสมบัติกับพวกเราแตกต่างกันขนาดนี้”

“ธรรมชาติน่ะลำเอียงไม่เป็นหรอก เราเอาท่อนไม้มาสีกัน ธรรมชาติก็คายไฟออกมาเสมอ แต่ไฟจะมากหรือน้อย ติดไฟช้าหรือเร็ว ก็ขึ้นกับจำนวนไม้ ขึ้นกับความสดหรือแห้งของไม้ ตัวเราเองทั้งหมดก็คือธรรมชาติ มีเหตุอย่างไร ปัจจัยแค่ไหน ก็ได้ผลไหลมาเทมาตามนั้น ไม่มีใครควบคุมบงการอยู่เหนือธรรมชาติในตนเองได้เลย”

“อย่างที่จ๊ะ… เอ้อ… หมายถึงเพื่อนผมน่ะครับ ที่จ๊ะเขาตาสวยแล้วคุณน้าบอกว่าเพราะมองใครต่อใครด้วยความรักใช่ไหมครับ? มันเกี่ยวกันอย่างไร มองคนด้วยสายตาแบบหนึ่ง แล้วทำไมตาถึงสวยได้”

“มีหลักคร่าวๆอย่างนี้ คือกรรมจะให้ผลทางใจสอดคล้องกับเหตุที่เคยก่อไว้ อย่างเช่นการ

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 3
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 16 Jun. 2005,10:20 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

มองผู้คนด้วยความเมตตา ด้วยความปรารถนาดีจริงใจ จะให้ผลทันทีเป็นความเย็นตาเย็นใจทั้งกับตนเองและผู้ถูกมอง ฉะนั้นจึงมีการบันดาลความงามขึ้นในดวงตาตั้งแต่เดี๋ยวนั้นแล้ว นี่เองความจริงที่สามารถเห็นทันใจในชาตินี้ภพนี้ เดี๋ยวนี้แหละ แต่จะเห็นชัดขึ้นในอัตภาพต่อมา เพราะการเกิดใหม่คือการรวบรวมกรรมที่ทำประจำไปสร้างรูปลักษณะให้สอดคล้องกับความเป็นตัวเรามากที่สุด คล้ายกับน้องเรียนหนังสือ ยิ่งกว้านความรู้เพิ่มขึ้น ก็จะแตกฉานในสาขาวิชายิ่งๆขึ้น แต่เมื่อจบปริญญาได้งานทำ ชีวิตจะเปลี่ยนไปทั้งหมด ทั้งตำแหน่งหน้าที่การงาน ระดับเงินเดือน ความก้าวหน้าที่รออยู่ ล้วนตัดสินจากความรู้ความสามารถที่สั่งสมมาระหว่างเป็นนักศึกษานั่นเอง”

นนทกานต์ใคร่ครวญตามแล้วพยักหน้าฝืดๆ

“เอ้อ… แล้วที่น้าบอกว่าผมกับเขาเคยเป็นแฟน หมายถึงเคยอยู่กินแบบคู่ผัวตัวเมียกันมาก่อนหรือเปล่าครับ?”

อุปการะนิ่งไปอึดใจ

“เคย… แต่ว่านานเสียจนป่วยการ เปล่าประโยชน์จะไปพูดถึง ของเหล่านี้ถ้ารู้จริงต้องเข้าใจให้ซึ้ง อย่างถ้าน้องมีความสามารถหยั่งรู้ เดินออกจากห้องนี้น้องจะพบกับคนที่เคยเป็นนั่นเป็นนี่เต็มไปหมด จะเหนื่อยแค่ไหนถ้าน้องรู้ว่าคนขายน้ำตรงมุมโน้นเคยเป็นพี่สาวของน้อง คนขายก๋วยเตี๋ยวตรงนั้นเคยเป็นพ่อของน้อง หรือกระทั่งเดินออกจากห้างพบหมาข้างถนนตัวหนึ่งแล้วรู้ว่ามันเคยเป็นลูก พวกเราเวียนว่ายตายเกิดมามากขนาดหาคนไร้ความสัมพันธ์กันอย่างสิ้นเชิงได้ยากมาก ทุกคนเพียงแต่เล่นเกมแห่งความลืมเลือนเมื่อต้องข้ามภพข้ามชาติเท่านั้น”

“อย่างผมกับน้านี่เคยเป็นอะไรกันมาก่อนครับ?”

ชายวัยกลางคนเอนหลังพิงพนัก ผินหน้าไปทางอื่น กะพริบตาคลี่มุมปากเล็กน้อย

“ยังไม่ใช่สิ่งที่สมควรบอก”

“ผมรู้สึกดี เหมือนน้าเป็นญาติผู้ใหญ่ อย่างนี้แปลว่าต้องเคยใช่เสมอไปหรือเปล่าครับ?”

“ก็อาจจะ… มนุษย์เรามีสัญชาตญาณในการเข้าหาและรู้สึกผูกพันกับใครบางคน ชนิดที่ยากจะอธิบาย แต่มันก็อยู่ตรงนั้น ความรู้สึก… ซึ่งทายความสัมพันธ์ในอดีตถูกหรือผิดคงมีความหมายน้อย ขอเพียงความสัมพันธ์ในปัจจุบัน เราเป็นอะไรกันสักอย่าง นั่นแหละที่ถูกแน่ จริงแน่”

“อย่างนั้นแปลว่าคนเรามีเนื้อคู่หลายคนหรือครับ?”

“ชีวิตเดียวคนๆหนึ่งอาจแต่งงานได้ตั้งหลายหน ชีวิตที่ผ่านมายิ่งไปจับคู่กับใครต่อใครไม่รู้เท่าไหร่ ตามเหตุ ตามปัจจัย ตามความเหมาะสมในแต่ละจังหวะ พวกเราเหมือนนักเดินทางผู้โดดเดี่ยวที่พลัดไปเข้ากลุ่มทัศนาจรกับพวกโน้นที พวกนี้ที ขึ้นอยู่กับว่าพวกไหนบ่ายหน้าไปทิศทางเดียวกะเราในช่วงหนึ่งๆ”

“เฮ้อ!.. ฟังดูเหงาน่าเศร้าจังครับ เคยคิดเข้าข้างตัวเองว่าชื่อเราเข้ากันดี ผมชื่อโจ๊ก เขาชื่อจ๊ะ ผมชื่อนนทกานต์ เขาชื่อ ลานดาว เคยคิดกระทั่งว่าถ้าเขาเปลี่ยนมาใช้นามสกุลผม จะฟังเก๋กว่านามสกุลเดิมของเขามาก… สรุปคือชื่อแซ่ดูรับกันไปหมด เสียอย่างเดียวคือเขาไม่เคยรับว่าผมเป็นแฟน”

“อย่าว่าแต่ชื่อเข้ากันเลย ต่อให้หน้าเหมือนกันเป๊ะอย่างแพะกับแกะ ก็ไม่ได้ส่อเลยว่าต้องเป็นคู่แท้ที่จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต คนเราคบกันด้วยธาตุนิสัยที่คล้ายคลึงได้ แต่ถ้าให้เป็นแฟนกัน ต้องอาศัยความดึงดูดใจที่ทำให้ถวิลหาไปทางนั้นด้วย ผู้หญิงที่น้องชอบเขาเป็นพวกมีสิทธิ์เลือกจนกว่าจะถูกใจ โอกาสรอกระทั่งพบคนที่ทั้งเข้ากันโดยธาตุและความดึงดูดจึงมีอยู่สูง ประเภทนี้เขาไม่ด่วนปักใจเร็วเพียงเพราะความเข้ากันผิวเผินหรอก”

“งั้นผมขอถามถึงเขาหน่อยเถอะครับ ถ้าเขาไม่รักผม ไม่ใช่คู่ของผม แล้วเขารักใคร คู่ของเขาเป็นใคร?”

“เขายังไม่พบคู่ที่จะอยู่กับเขาตลอดไปหรอกน้อง เส้นทางโคจรยังไม่บรรจบกัน”

“แล้วจะพบเมื่อไหร่?”

“ก็คงอีกพักใหญ่ ชีวิตเขาเหมือนแม่เหล็ก ดึงดูดทั้งสิ่งที่ปรารถนาและไม่ปรารถนาเข้ามาหาตัวมากมาย ต้องวุ่นวายกับตัวเลือกเยอะแยะกว่าจะพบของจริงที่โดดเด่นขึ้นมา”

“เนื้อคู่เขาเป็นคนอย่างไร หน้าตาแบบไหนครับ?”

อุปการะเบนมามองหนุ่มรุ่นลูกด้วยสายตาตรง

“ถามเพราะอยากทำตัวให้เป็นแบบนั้นใช่ไหม? อนุญาตให้ผมทำหน้าที่ของหมอดูนะ อย่างน้องถ้าพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง เช่นเรียนให้เก่งขึ้น ดูเข้มแข็งเป็นที่พึ่งได้กว่านี้ อย่างดีที่สุดก็ทำให้เขาทึ่งมากกว่าเดิม ไม่มีส่วนเข็นให้ใจเขาขยับมาถึงเราหรอก หากอยากใกล้ชิดเขาตลอดไป น้องต้องทำตัวเป็นเพื่อนสนิทที่เขาสบายใจจะพูดคุยด้วยได้ทุกเรื่อง ไม่ใช่ดึงดันจะให้เขารับเป็นคนรัก เพราะความดึงดันในรูปนั้นรังแต่จะผลักเขาห่างจากเราไปเรื่อยๆ”

ใบหน้าของนนทกานต์หม่นหมอง ใจหนึ่งค้าน และนึกด่าเงียบๆว่านี่จะดูหมอหรือเข้ามาบงการชีวิตเขากันแน่ ทว่าอีกใจหนึ่งก็จำต้องยอมรับ เพราะลานดาวเคยบอกกับปากว่าสนิทใจกับเขา และบางครั้งอยากเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังมากกว่าเพื่อนผู้หญิงด้วยกันเสียอีก แต่บางวันหล่อนจะพูดจาห่างเหิน เมินบ่อย หรืออยู่ดีๆอาจกระแทกเสียงตัดบทจบการสนทนาเหมือนรำคาญเขาเสียเต็มประดา ซึ่งสังเกตดูมักจะอยู่แถวๆช่วงเวลาที่เขาพยายามออดอ้อนขอให้เป็นคนรักกันนั่นเอง

“ในเมื่อผมกับเขาเคยอยู่กินแบบคู่ผัวตัวเมียกันมาก่อน อย่างน้อยก็ต้องแปลว่าเคยมีความเข้ากันได้ และมีใจทางนั้นอยู่บ้าง ทำไมน้าพูดปิดทางหมด ไม่ให้กำลังใจผมเลย”

นนทกานต์ตัดพ้อด้วยสำเนียงละห้อย

“ถ้าบอกความจริงทั้งหมดก็เกรงน้องจะรับไม่ได้ คนเราใช่ว่าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ภายในภพภูมิมนุษย์อย่างเดียว บางครั้งเสวยชาติร่วมกับใครบางคนขณะอยู่ในภูมิต่ำกว่ามนุษย์ ก็ไม่ได้ประทับความรู้สึกดูดดื่มไว้ในวิญญาณของกันและกันมากนักหรอก”

ชายหนุ่มอ้าปากค้างเป็นครู่ คิดตามเพียงอึดใจเดียวก็ถามโพล่งออกมา

“ผมกับจ๊ะเคยเป็นสัตว์?”

“ทุกคนน่ะ เคยเป็นมาหมดนั่นแหละ แล้วทางข้างหน้าก็ไม่มีอะไรประกันว่าจับพลัดจับผลูจะถอยหลังเข้าคลองกันอีกหรือเปล่า สุดแท้แต่เวรกรรมที่ทำมาจะซัดไป และเมื่อเป็นคู่กันขณะอยู่ในภูมิต่ำกว่ามนุษย์ ก็มีเพียงสัญชาตญาณการสืบพันธุ์และการเลี้ยงลูกตามมีตามเกิดมากกว่าอย่างอื่น ต่างจากเมื่อเป็นมนุษย์ที่มีใจสูง มีความสัมพันธ์กัน สร้างความประทับใจได้หลายมิติ เช่นเกี้ยวพาราสีให้ยินยอมพร้อมใจคบกัน ไปเที่ยวกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุข เผชิญภัยพิสูจน์น้ำใจกันหลายๆแบบ”

นนทกานต์มึนงงสนเท่ห์ คำพูดต่างๆของหมอดูซึ่งเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรกผลักเขาไปอยู่ในสภาพของคนไม่เคยรู้อะไรเลย ไม่มีความเข้าใจอะไรเลย และที่สำคัญคือไม่มีทางทราบว่าถ้อยคำของอีกฝ่ายน่าเชื่อถือขนาดไหน บางครั้งเขาจำนนเพราะตรงกับเรื่องจริงในปัจจุบันที่รู้อยู่ด้วยตนเอง แต่บางครั้งเหมือนให้เรียนประวัติศาสตร์ที่ขาดหลักแหล่งอ้างอิงทั้งสถานที่และซากโบราณวัตถุ เขาอยากจะเชื่อ แต่ก็กลัวเสียชื่อที่ได้กลายเป็นลูกค้าหน้าโง่รายแรก ที่งมงายขาดสติของหมอดูมือใหม่ พูดอะไรเชื่อหมด

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อหมอดูเจ้านี้กระทำตัวเป็นผู้วิเศษ หยั่งรู้กรรมวิบากของชาวบ้าน เขาก็เริ่มสนุกกับการแสวงหาความรู้ขึ้นมา

“ผมเคยนั่งคิดว่าความสวยของผู้หญิงอยู่ตรงไหน บางทีเครื่องหน้าก็เหมาะเจาะจิ้มลิ้มเหมือนๆกัน แต่บาดตาบาดใจต่างกันมาก เพื่อนในคณะก็สวยๆทั้งนั้น แต่เหมือนมีหนุ่มเข้าไปรุมคลั่งไคล้จ๊ะอยู่คนเดียว เหมือนนิยายน้ำเน่าเลยนะน้า ประเภทชกต่อยเตะตี กินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือกระทั่งฆ่าตัวตายเพราะยายจ๊ะนี่ ถือว่าเหตุการณ์ปกติ ทำไมเป็นอย่างนั้นได้?”

“รูปทรงและเครื่องหน้าเป็นเพียงของล่อตาเท่านั้น แต่สิ่งล่อใจอย่างแท้จริง ชนิดเห็นแล้วบาดเข้าไปถึงจิตนี่นะ ต้องนับความมีสง่าราศีไว้ด้วย น้องเห็นสักกี่คนที่ฉายรัศมีสดใสชัดเจน อีกอย่าง นอกจากการให้ผลของกรรมเก่าแล้ว ต้องมองด้วยว่าวิธีพูดจา เสน่ห์ในการวางตัว ในการหยอดมุข ซึ่งถือเป็นกรรมในปัจจุบัน ก็ให้ผลใหญ่น่าดูชมเหมือนกัน บางคนไม่สวยแต่พูดเก่ง ก็ดึงเอาดาวมาล้อมเดือนได้ แต่ถ้าสวยแล้วแถมเจ้าเสน่ห์อยู่ในกิริยาวาจา อันนั้นก็เข้าพวกปั่นโลกให้ช้าลงหรือเร็วขึ้นได้ดังใจทีเดียว”

“แบบเดียวกับพวกดาราดังๆหรือครับ?”

อุปการะพยักหน้า

“คนที่มีลักษณะแตกต่าง โดดเด่นกว่าใคร มักสร้างตบะเดชะบางอย่างที่ผิดแปลกจากคนอื่น เช่นถือศีลบริสุทธิ์ผุดผ่อง หรือตั้งใจทำอะไรจริงแบบต้องเอาให้ได้แม้ต้องแลกด้วยชีวิต บารมีและตบะเดชะอาจไม่ปรากฏแสดงในใบหน้า ลำคอ หรือแขนขา แต่จะเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยใจ และกรรมที่ก่อแรงดึงดูดผู้คนอย่างที่สุดเห็นจะได้แก่การเสียสละเพื่อคนอื่นมาเยอะ เช่นมีแต่ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน หรือเป็นผู้นำชักชวนให้ชนหมู่มากได้ดีร่วมกัน”

“จ๊ะก็ไม่ได้ชอบช่วยใครนี่ครับ เห็นมีแต่คนเสนอหน้าไปรับใช้ แต่ทั้งๆที่ทำตัวเป็นนางพญา เห็นใครต่อใครเป็นข้าทาส ก็ไม่ค่อยมีคนหมั่นไส้เท่าไหร่”

“นิสัยในอดีตกับนิสัยในปัจจุบันอาจต่างกันเยอะ น้องเองสมัยเพิ่งเข้าวัยรุ่นก็ติดการพนันงอมแงม แต่ตอนนี้เลิกได้ขาดแล้วใช่ไหมล่ะ นี่ขนาดชาติเดียวกัน ตัวเดียวกันในระยะเวลาไม่กี่ปีนะ”

นนทกานต์กะพริบตาปริบๆ ยกมือไหว้อีกฝ่ายแบบศรัทธาหมดใจ

“เชื่อแล้วครับว่าน้ารู้จริง”

“ของมันมีเหตุปัจจัย อย่างที่น้องเลิกพนันได้ก็เพราะเห็นโทษของมัน โทษชนิดคอขาดบาดตาย เดือดร้อนถึงผู้หลักผู้ใหญ่… ในทางกลับกัน เรื่องความหลงตัวลืมตนก็อาจเกิดขึ้นได้ คือเมื่อแรกทำดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตจะรับผลดีขนาดไหน แต่เมื่อได้ดีแล้ว ลืมเหตุแห่งฐานะแล้ว ก็อาศัยฐานะขณะนั้นๆก่อกรรมใหม่ตามกิเลสบัญชากัน เช่นบางคนปากสวย ก็เพราะยิ้มหวาน ยิ้มจริงใจให้คนอื่นเป็นสุข ประกอบกับพูดแต่คำที่ไพเราะรื่นหูไว้ก่อนในอดีตชาติ มาชาตินี้ด้วยความสวยนั่นเองทำให้มีอีกอารมณ์หนึ่ง คือเอาแต่ใจ สนุกกับการยิงยิ้มดุใส่ตาคน ชอบด่า ปากจัดเมื่อขัดใจ อย่างนี้เกิดชาติต่อไปนอกจากปากไม่สวยเผลอๆอาจปากเบี้ยวเอา”

นนทกานต์หัวเราะ

“อย่างนั้นถ้าคิดถึงโสเภณีสวยๆก็น่าเศร้านะครับ เคยทำดีแทบตายเพื่อเอาผลมาขายตัวหากิน ทำอาชีพอย่างนั้นโอกาสจิตใจตกต่ำก็คงง่าย… มองแล้วเป็นเหตุเป็นผลกลับไปกลับมาดีนะครับ พอไม่สวยก็มีแรงบันดาลใจทำเหตุแห่งความสวย แต่พอสวย ก็ได้ฤกษ์ขาดความยับยั้งชั่งใจในการทำเหตุแห่งความอัปลักษณ์… แต่จ๊ะก็ไม่ใช่คนปากร้ายหรือแม้กระทั่งปากจัดนะครับ อย่างมากคือชอบตีฝีปาก เถียงคำไม่ตกฟากทั้งรู้ว่าตัวเองผิด หรือประเภทใครทำให้โมโหแล้วจะพูดทิ่มแทงด้วยท่าทีนิ่มๆให้แสบคันไปนานๆ”

“ใช่ว่าพูดคำเพราะแล้วจะรอดหรอกนะ ต้องดูเจตนาด้วยว่าเบียดเบียนให้คนฟังเดือดเนื้อร้อนใจหรือเปล่าเป็นหลัก คำหยาบกับคำส่อเสียดนั้นใกล้เคียงกัน แม้มาในรูปคำที่หยาบประณีตต่างกัน”

“น้าครับ” นนทกานต์ตีหน้าม่อย “ผมทุ่มเท พยายามทำดีกับจ๊ะทุกอย่าง มันไม่มีความหมายบ้างหรือ ถือว่าเป็นกรรมสะสมให้เขาเกิดความเห็นใจจริงในวันหนึ่งไม่ได้หรือ?”

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 4
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 16 Jun. 2005,10:21 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

คิดซิ ยุคนี้ถ้ามีเด็กเล็กๆปั้นวัวปั้นควายด้วยดินเหนียว ใช้แรงกายแรงใจทั้งหมด อดตาหลับขับตานอนทำอย่างสุดฝีมือ แล้วมอบให้กับเรา ด้วยความหวังว่าเราจะเห็นค่าวัวดินควายดิน เห็นค่าของน้ำพักน้ำแรงที่เขาอุตส่าห์ปั้นให้สักนิด น้องจะเห็นอย่างที่เขาคาดหวังไว้ไหม? ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเขาขอว่าจะปั้นวัวปั้นควายให้เราครบร้อยตัว ได้โปรดรับเขามาเลี้ยงดูเป็นลูกบุญธรรมหรือน้องบุญธรรม เราจะรับเพราะเหตุที่เขาแสดงใจจริงแทบเลือดตากระเด็นนั้นไหม?”

นนทกานต์สะอึกอึ้ง และเหมือนหลุดจากกรงขังที่จองจำตนเองไว้เนิ่นนาน

“น้องทำอะไรๆให้เขาสุดจิตสุดใจก็เพราะหวังว่าเขาจะเห็นใจ หวังว่าจะได้เขามาครอง ไม่ใช่ด้วยใจบริสุทธิ์ผุดผ่องแบบพ่อพระที่ไหน ยอมรับตรงนี้เถอะ บรรดาสาวที่มีตัวตนทั้งแท่งเสมือนเสน่ห์ยาแฝดน่ะนะ ไม่มีหรอกที่เห็นค่าของบรรดาทาสความสวยของพวกเธอ อย่าเสียเวลาคิดด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจไปเลย ทุ่มเทแค่ไหนก็สูญเปล่าแค่นั้น ผมเห็นแล้วนึกอนาถ บางคนคิดฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ หรืออยากให้สาวๆเหล่านี้รู้สึกผิดและจดจำตนเองไว้ตลอดไป ที่ไหนได้ พวกเธออาจตกอกตกใจเมื่อรู้ข่าวในนาทีแรก แต่หลังจากนั้นจะมีแต่ยิ้มแสยะสะใจทุกครั้งที่นึกถึง ผู้หญิงเป็นเพศที่พึงใจในรูปโฉมของตน อัตตาของพวกเธอจะสูงขึ้นมากถ้าหากรู้ว่าความสวยที่มีนั้น รุนแรงพอจะฆ่าคนได้”

ชายหนุ่มฟังแล้วนิ่งทื่อ เพราะเพิ่งไม่นานนี่เอง เขาเคยคิดวูบวาบอยากเขียนจดหมายลาตายแบบที่จะทำให้ลานดาวจดจำ อาลัย และรู้สึกผิดไปจนชั่วชีวิต แม้แค่คิดเล่นๆ ก็มีกำลังขับให้อยากเอาจริงอยู่ในส่วนลึก

“ครับน้า ยากจริงๆที่จะหาของขวัญของกำนัลอะไรทำให้เธอดีใจ จ๊ะเป็นผู้หญิงสวยที่ไม่มีจุดอ่อน บ้านเธอมีฐานะอยู่แล้ว มีรถขับอยู่แล้ว เรียนเก่งอยู่แล้ว ไม่ต้องพึ่งพาใคร มีแต่ใครจะไปพึ่งพาเธอกัน เอ้อ!… อะไรทำให้เธอสมบูรณ์แบบขนาดนี้ครับ?”

อุปการะระบายลมหายใจอย่างเริ่มรำคาญคำถามจุกจิก แต่นี่เป็นสิ่งที่เขาเตรียมใจไว้แล้ว เขาจะต้องเผชิญกับลูกค้าเจ้าปัญหาอีกมากนัก

“เขาเคยมีครูดี มีผู้นำแสงสว่างในชีวิตที่ดี โบราณเรียกมีกัลยาณมิตรชอบนั่นแหละ ในชาตินั้นเขาเพียรสร้าง เพียรสั่งสมความดีทุกวิถีทางตามคำสอนของครู ด้วยใจเชื่อมั่นศรัทธาว่าชาติต่อๆไปจะอยู่ดีมีสุขพร้อมพรั่ง และตอนนี้เขาก็กำลังเสวยวิบากนั้นแล้ว ชีวิตเขาเหมือนฝัน เหมือนแต่งเอาได้ตามปรารถนา คนพวกนี้มีตัวตนอยู่จริง และน้องก็ได้เห็นแล้ว”

“น้ารู้ละเอียดจังนะครับ ไม่เห็นต้องนั่งสมาธิเคร่งครัดอะไรอย่างในหนังเลย”

“กรรมใหญ่ที่ส่งผลหลักๆนั้นดูง่าย อย่างเรื่องรูปร่างหน้าตา ฐานะความเป็นอยู่ ใช้จิตสัมผัสนิดเดียวก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าสมาธิเพื่อเล็งรายละเอียดหรอก”

“ผู้หญิงสวยๆเดี๋ยวนี้เอาเนื้อหนังมังสาไปแลกเงินกันเยอะ บางคนหน้าตาท่าทางเหมือนลูกผู้ดีไปทุกกระเบียดนิ้ว อันนี้ว่าตามเนื้อผ้า พูดง่ายๆสวยแล้วมักจะฉลาดน้อยหรืออย่างดีก็ปานกลาง สวยแล้วมักจะยากจนหรืออย่างดีก็พอกิน ทำไมจ๊ะได้รับข้อยกเว้นพิเศษ มีครบกว่าใครเขา?”

"ทานคือเหตุแห่งความรวย ศีลคือเหตุแห่งความสวย การแก้ปัญหาต่างๆในชีวิตให้ลุล่วงด้วยเหตุผลที่ถูกต้องคือเหตุแห่งสติปัญญา แต่คนเราจะเหมาเอาทั้งทาน ศีล และความรู้จักเหตุผลไว้ในตัวคนเดียวพร้อมกันนั้นยาก เว้นแต่จะมีครูดี ชี้ทางถูก และมีความเพียรพยายามให้ต่อเนื่องด้วยศรัทธาปสาทะแก่กล้าพอเท่านั้น”

“ฟังดูน่าจะเข้ากันดีนี่ครับ การให้ทาน การมีศีลสัตย์ ทำไมน้าถึงว่ารวมไว้ในตัวคนเดียวยาก?”

“สวยระดับเพื่อนของน้องนั้น โดยมากจะมาจากเหตุคือเคยรักษาศีลพรตบริสุทธิ์ผุดผ่องแบบนักบวชสตรีในปางก่อน ซึ่งคนเราเมื่อเป็นนักบวชก็มักอยู่ในฐานะผู้ขอ หาโอกาสเป็นผู้ให้ทรัพยทานใหญ่ๆได้ยาก ยิ่งถ้าเป็นพวกเก็บตัวในป่าตามลำพัง โอกาสแบ่งลาภให้แม้เพื่อนในสำนักเดียวกันก็แทบไม่มี อย่างดีก็ให้แก่สัตว์ ส่วนคนรวยล้นฟ้านั้นมักเคยเป็นพ่อค้าวาณิชผู้ยินดีในทาน ให้ทรัพย์เป็นทานเหมือนงานอดิเรก ยิ่งทำยิ่งสนุก ยิ่งชอบใจ ซึ่งถ้าเพลินทำทานมาก ติดดีในระดับทานมากเข้า ใจก็อาจประมาทในความดีขั้นสูงขึ้น เพราะหลงนึกว่าแค่นี้ดีพอแล้ว ไม่ต้องควบคุมกาย วาจา ใจมากไปกว่านั้น เป็นเหตุให้บกพร่องในศีลสัตย์ได้ง่าย”

“แย่จัง ดีตรงโน้น ไปขัดตรงนี้”

“ก็ไม่เชิง ขอเพียงถ้าคนเราเพียงรู้หลัก อยู่บ้านธรรมดาก็ถือศีลให้บริสุทธิ์ครบทั้งกาย วาจา ใจได้ คิดให้ทานเป็นอดิเรกได้ ยกตัวอย่างเพื่อนผู้หญิงของน้องคนที่เรากำลังพูดถึงกัน ที่เขาสร้างกุศลใหญ่อันเป็นครุกรรม หรือกรรมหนักที่ให้ผลยืนยาว ก็มักอาศัยชัยภูมิขณะเสวยชาติเป็นธิดาคหบดีเหมือนชาตินี้แหละ”

“รายละเอียดเป็นอย่างไรพอจะเล่าเป็นตัวอย่างได้ไหมครับ?”

“ถ้าลงลึกผมต้องใช้กำลังมากเกินไป เอาเป็นอย่างนี้นะ ทานของเขาจะมีลักษณะของจิตที่แผ่เมตตาไม่มีประมาณแถมท้ายไปด้วย แล้วศีลของเขานั้นแข็งแกร่งขนาดมีเหตุลองใจมายั่วแค่ไหนก็ไม่ยอมละเมิด เรียกว่ายอมลำบาก ยอมกัดฟันสวนทางกิเลสเพื่อรักษาความตั้งใจอยู่ในกรอบของศีลมาเกินพอ”

“แปลว่าจ๊ะนี่แหกด่าน ทะลวงข้อจำกัดได้เพราะมีครูดี ชี้ทางถูกให้ตลอดสาย?”

“ใช่”

“อือม์… มีครูดีนี่ก็รอดตัวไปนะครับ แต่ชาตินี้ท่าทางเขายังไม่เจอครูดีกระมัง รวยแล้วก็เห็นยังงกอยู่ แล้วก็ไม่ได้ทำตัวเป็นแม่งานการกุศลที่ไหนเลย”

“ก็อาจจะยังไม่ถึงเวลา ชีวิตคนมีหลายปี หลายช่วงจังหวะ ต้องดูกันยาวๆ เหมือนกับเกมหมากรุกที่ยังเล่นไม่จบ ต่อให้ดูเพลี่ยงพล้ำเสียเปรียบอย่างไร ก็ยังไม่ถูกตัดสินว่าแพ้”

นนทกานต์ขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง ถอนใจเฮือก เหมือนมีคำถามอีกมากมาย แต่ก็คล้ายหมดคำพูดจะเอ่ยแบบชักเริ่มเกรงใจคนตอบ

“สรุปคือน้าจะให้ผมตัดใจจากเขา?”

“เรียกว่ายอมสละทุกข์ออกจากใจไปก้อนหนึ่งก็แล้วกัน”

ชายหนุ่มหัวเราะแผ่ว

“ขอบคุณนะครับ น้าทำให้ผมรู้สึกว่าบางทีเราฟังเรื่องลี้ลับแล้วนึกว่าตลก แต่เราเองนั่นแหละ ที่อาจเป็นตัวตลก”

“โลกเราไม่มีคนดู ไม่มีตัวละครหรอก เพราะฉะนั้นก็หาตัวตลกไม่เจอ ทุกคนแค่อยากได้ในสิ่งที่ไม่สมตัว เลยเป็นทุกข์เพราะความทะยานอยากนั้นแล้วๆเล่าๆ เพราะความไม่รู้ ไม่ตระหนักตามจริง”

“น้านี่เหมือนพระจังเลย”

ด้วยความเอ็นดูในส่วนลึก ประกอบกับที่เป็นลูกค้ารายแรก อุปการะจึงตัดสินใจเปิดเผย

“ผมเพิ่งสึกมาได้สักพักหนึ่ง ความจริงเป็นพระมาทั้งชีวิต นี่เพราะไม่เหลือใครดูแลคุณแม่ซึ่งแก่มากแล้ว เลยจำเป็นต้องสละผ้าเหลืองสักระยะ”

“อ้อ… อย่างนั้นเองหรือครับ”

ชายหนุ่มรับทราบด้วยความสนใจ และมีความไยดีขึ้นมาเล็กน้อย เกิดความรู้สึกอยากแนะนำใครต่อใครมาเป็นลูกค้าของหมออุปการะให้มากๆเป็นการช่วยอุดหนุน แม้เขาจะไม่ได้รับคำพยากรณ์ที่ถูกใจ แต่หมออุปการะก็ให้คำปรึกษา คลายความยึดติดแน่นเหนียวในใจเขาลงได้มาก

พลิกข้อมือดูนาฬิกา เห็นเป็นเวลาใกล้ฉายหนังรอบที่เขาจองไว้ จึงล่ำลา

“อย่างนั้นต้องขอบคุณสำหรับคำแนะนำต่างๆนะครับ เอ่อ… สองร้อยใช่ไหมครับ?”

คำถามนั้นมีมาพร้อมกับท่าทางกะลิ้มกะเหลี่ย อุปการะกะพริบตาทีหนึ่งคล้ายอ่อนใจ

“ถือว่าน้องมาใช้บริการผมเป็นรายแรก เอาร้อยเดียวพอก็แล้วกันนะ”

นนทกานต์หัวเราะเขินๆ แต่นัยน์ตาเป็นประกายสมหวัง

“แหะๆ ครับ ขอบคุณคุณน้าอีกทีครับ”

ควักธนบัตรจากกระเป๋ายื่นให้ ยกมือไหว้ด้วยความเคารพ กล่าวลาพร้อมคิดในใจว่าหาเรื่องชวนลานดาวเที่ยวได้อีกครั้ง ผู้หญิงกับหมอดูเป็นของคู่กันอยู่แล้ว แม่นขนาดนี้หล่อนคงเห็นเป็นบุญคุณแน่ถ้าเขาพามาพบ!

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 5
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 17 Jun. 2005,00:03 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เรื่อง กรรมพยากรณ์ ภาค1  
“โจ๊กเหรอ… ว่างาย?”

ลานดาวทักต้นสายโทรศัพท์ด้วยกังวานเสียงนุ่มแน่นสดใส

“แหม! เสียงน่ารัก”

นนทกานต์ชม และเมื่อถูกชม เจ้าหล่อนก็หัวเราะร่วน ลากยาวในแบบจงใจเรียงรินเข้าหูอีกฝ่ายเพื่อให้หวิวไหวใหลหลง

“น่ารัก… แต่ไม่ควรจะรักนะคะ!”

น้ำหนักคำและหางเสียงดุกระเดียดไปทางปรามจริงจัง ลานดาวชอบเล่นอย่างนี้เสมอ คือยวนใจให้นึกพิศวาสด้วยท่าทีหรือสุ้มเสียง ตามด้วยการกรีดหัวใจให้แสบเสียวด้วยวาจาตัดรอน ชั่วขณะนั้นนนทกานต์นึกอยากถามหมอดูอุปการะขึ้นมาทันทีว่ากรรมชนิดนี้จะต้องได้รับผลเช่นไร

“ขอบใจที่ย้ำ วันนี้เรารู้แล้วว่าเราไม่ควรรักจ๊ะ”

“อุ๊ยตาย! น่าดีใจจริง อะไรมาดลใจคะ?”

“คน”

“ใคร?”

“หมอดู”

“จริงอ้ะ โจ๊กเนี่ยนะไปดูหมอ?”

“ใช่”

“ตั้งใจไปดูเรื่องอะไรเหรอ กระเป๋าหาย โฉนดที่ดินถูกขโมย หรือป้าสะใภ้ถูกจับไปเรียกค่าไถ่?”

“รู้ๆอยู่ ยังแกล้งถามอีก”

“โถ… คนโง่ๆแต่น่ารักอย่างจ๊ะจะไปรู้อะไรคะ”

“ก็ไปดูเรื่องจ๊ะนั่นแหละ เพิ่งบอกหยกๆต้องไก๋ด้วย”

“ฮะๆ นึกถึงโจ๊กเดินตรงดิ่งเข้าไปหาหมอดูแล้วขำว่ะ คิดเลขเก่งๆไม่น่าสนใจเรื่องพรรค์นี้กับเขาเลย”

“ยืนเก้ๆกังๆอยู่ตั้งนานเหมือนกัน กว่าจะตัดสินใจ ความจริงกะดูหนังเท่านั้น แต่เห็นโต๊ะตั้งอยู่เลยแวะดูหมอเสียหน่อยก่อน ทำไงได้ คนกำลังสับสน อยากคุยกับใครสักคนที่ถูกอุปโลกน์มาให้ตอบปัญหาหัวใจ”

“เหม่!… จ๊ะอยู่ตรงนี้ให้ถามง่ายๆไม่ถาม ต้องไปพึ่งพาใครเสียเงินเสียทองทำไม… ว่าแต่เป็นไงมั่ง หมอดูบอกว่าไง”

เขาเริ่มได้ยินเสียงหล่อนเคี้ยวอะไรจั๊บๆ สงสัยครามครันว่าเหตุใดลานดาวยังหุ่นดีอยู่ได้ ทั้งที่กินขนมจุบจิบตลอดศก

“จะเป็นไงล่ะ หมอบอกว่าถ้ายังดันทุรังก็มีแต่แห้ว”

“ลูกอมรสบ๊วยก็มี ใครว่าจ๊ะมีแต่แห้วไว้แจก สู่รู้แท้ๆ”

“จุๆ อย่าว่าแกนะ ด่าอะไรอยู่ตรงนี้แกก็รู้นะ”

“ต๊าย! หมอดูหรือหมอผีกันแน่?”

“หมอดูนี่แหละ แต่แกเหมือนมีตาทิพย์ รู้เห็นอะไรหมด”

“ขนาดนั้น?”

“เอาเป็นสรุปว่าโทร.มาเพื่อประกาศว่าโจ๊กจะเป็นเพื่อนที่ดีของจ๊ะนะ จะไม่เรียกร้องอย่างวันก่อนอีก บอกให้รู้ไว้ จะได้สบายใจ”

“ต้องอย่างนั้นสิพรรคพวก” ลานดาวยิ้มกริ่มอยู่อีกทาง “ว่าแต่ทำไมเชื่อคนง่ายนักล่ะ หมอดูบอกว่าให้เลิกพยายามก็เลิกตามสั่งเลยหรือ?”

“เปล่า… ถ้าพูดส่งเดชหรืออ้างลัคนาราศีอะไรจะไม่เชื่อเลย แต่นี่… เล่าแล้วเดี๋ยวจ๊ะหาว่าโกหก ช่างเถอะ”

ได้ผล พอขุดบ่อล่อปลา ปลาก็กระโจนใส่ทันที

“เล่าซิ ทำไมเหรอ?”

“เริ่มขึ้นมาเนี่ยนะ เขาก็ทักโจ๊กว่าอยากดูเรื่องผู้หญิงใช่ไหม แบบว่ากำลังรักข้างเดียว เรางี้หูผึ่งเลย ที่ยิ่งกว่านั้น… เขาบอกลักษณะของจ๊ะได้ถูกหมด เรางี้อ้าปากหวอ”

พอเรื่องวกมาเข้าตัว คราวนี้ลานดาวถึงกับหยุดกินขนม

“เขาบอกว่าไง?”

“ก็… ตรงกับที่โจ๊กรู้ว่าเป็นจ๊ะแล้วกันนะ แถมอีก คือรู้ลึกในรายละเอียดลึกลับเกี่ยวกับที่มาที่ไปซึ่งรับรองว่าแม้แต่จ๊ะเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน”

“อย่างเช่น?”

“ชาติก่อนจ๊ะทำอะไรมาถึงสวย แล้วชาตินี้เมื่อไหร่จะเจอเนื้อคู่ที่อยู่กันได้ตลอดรอดฝั่ง”

“ยกเมฆหรือเปล่า?” แต่ไม่ทันรอคำตอบก็ถามติดกันเร็วปรื๋อ “ชาติก่อนทำยังไงถึงสวย แล้วชาตินี้เมื่อไหร่จะเจอเนื้อคู่?”

“เขาก็บอกมาเยอะนะ เราจำไม่ถนัด พอรู้ว่ากินแห้วแน่ก็หมดกำลังใจ มัวแต่ซึมเศร้าคล้ายตุ๊ดเก็บกด พูดอะไรมาเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวาตลอด ถ้าสนใจอยากไปฟังเขาพูดเองไหมล่ะ?”

“ที่ไหน?”

“ต้องให้โจ๊กพาไป”

“โธ่เอ๊ย! ยั่วให้อยากรู้ ที่แท้อยากควงเขาเที่ยว ไม่หลงกลหรอก”

“ไม่ไปก็ตามใจนะ”

ลานดาวชั่งใจอยู่ครู่ ก่อนตัดสินใจรับห้วนๆ

“ก็ได้!”



นนทกานต์เลือกวันหยุดเรียนตรงกับลานดาว ขับรถไปรับหล่อนที่บ้านเพื่อพาไปดูหมอตามนัด

“เคยคิดไหม ทำไมบางทีคนเราชอบคุยกันทางโทรศัพท์มากกว่าคุยกันแบบเห็นหน้าเสียอีก”

ชายหนุ่มถามเปรยเป็นการชวนคุยระหว่างอยู่ในรถ หญิงสาวกะพริบตาสองสามที นนทกานต์มักมีโจทย์ชวนคิดมาถามฆ่าเวลาเป็นประจำ หลายครั้งเป็นเรื่องธรรมดา พบเห็นทั่วไป จนกระทั่งไม่มีใครใส่ใจถามหาเหตุผลกัน

“ตอนคุยโทรศัพท์ เราจะรู้สึกว่าคู่สนทนาเป็นของเราคนเดียว จองตัวไว้สำหรับเราโดยเฉพาะ ห้ามไปคุยกับคนอื่น”

“หนึ่งแต้ม! ให้เวลาสิบวินาทีคิดเหตุผลข้อต่อไป ถ้าตอบได้ห้าข้อจะมีรางวัล”

ลานดาวแค่นหัวเราะ ยกมือกอดอก

“รางวัลอะไรยะ?”

“ข้าวกลางวันหนึ่งมื้อกับหนังหนึ่งเรื่อง”

หญิงสาวเบะปากครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง

“ข้าวโอเค แต่ไม่ต้องแถมหนัง”

“อ้ะ!… ลองตอบข้อต่อไป คุยโทรศัพท์ดียังไงอีก”

“คิดถึงเมื่อไหร่ก็โทร.คุยได้โดยไม่ต้องเดินทางให้เสียเวลา”

“ข้อสาม?”

ฝ่ายตอบมองออกไปข้างนอก เริ่มต้องเลือกค้นจากใจนานขึ้น

“เราซ่อนสีหน้าได้ แม้กำลังรำคาญหรือโกรธจัด แค่เงียบๆไป อีกฝ่ายก็ไม่รู้แล้ว”

“ข้อสี่?”

คราวนี้ลานดาวคิดนานขึ้นอีก ทุกคำถามที่ต้องการเหตุผลทางใจนั้น มักมีคำตอบง่ายๆในเบื้องแรกเสมอ แต่พอคิดลึกแบบเก็บตกให้ครบถ้วน ก็เหมือนเป็นเรื่องซ่อนเร้นลี้ลับ ทั้งที่คำตอบคล้ายปรากฏตรงหน้าอยู่แล้ว เพียงแต่ห่างไกลเลือนรางออกไปทุกที

“ตอนคุยกันแบบเห็นหน้า เราจะเลี่ยงหลบยากถ้าหากต้องการจบการคุย บางทีต้องขอตัวกันนาน ล่ำลากันยืดยาว หรือเป็นธุระต้องเดินไปส่ง ต่อให้ไม่พอใจอย่างไรก็ต้องมีขั้นตอนยุ่งยากจุกจิกกวนใจ แต่คุยโทรศัพท์นั้นถ้าไม่พอใจมากๆ วางโชะเดียวจบ ถ้ามันโทร.มาอีกก็วางใส่มันอีก”

นนทกานต์ยิ้มกว้าง

“เอาล่ะ ข้อสุดท้าย?”

ลานดาวมองเล็งเบื้องหน้า เค้นคิดจริงจัง

“นึกไม่ออกแฮะ… อ้อ!” หล่อนดีดนิ้วเป๊าะ ร้องแบบปิ๊งกะทันหัน “ถ้ากำลังกินขนม เราไม่ต้องแบ่งใคร แฮะๆ แกล้งชวนกิน แกล้งยื่นให้ทางโทรศัพท์ยั่วน้ำลายเล่นก็ได้ แต่เราหม่ำจั๊บๆอยู่คนเดียว อิอิ”

“อือ… ข้อหลังนี้โจ๊กเคยโดนบ่อย”

หญิงสาวทำเสียงเอิ๊กอ๊าก นนทกานต์กล่าวสืบต่อ

“ความจริงเรามองให้เห็นข้อดีของอะไรสักอย่างได้ไม่จำกัด แต่ก็ขึ้นอยู่กับมุมที่เรายืนอยู่ด้วย”

“เหรอคะ แล้วโจ๊กเห็นเหตุผลอื่นยังไงอีก แค่ห้าข้อนี่ ข้อสุดท้ายจ๊ะต้องเริ่มเอาสีข้างเข้าถูแล้วนะ”

“งั้นฟังห้าข้อของเรานะ ต่างจากจ๊ะอย่างสิ้นเชิง”

“อื้อม์!”

หล่อนตั้งใจเงี่ยหู

“ข้อดีของการคุยโทรศัพท์ ข้อแรก มีเสียงของคนที่เรารักอยู่ในหูตลอดเวลา ข้อสอง ได้เวลาส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอไว้เป็นของเราคนเดียว ข้อสาม เหมือนได้อยู่กับเธอในที่ส่วนตัวของเธอเองตามลำพัง ข้อสี่ ถ้าทำให้เธอขัดเคืองก็ง้อได้เต็มที่โดยไม่ต้องกลัวใครได้ยิน ข้อห้า…”

นนทกานต์ร่ายยาวเป็นจังหวะจะโคนต่อเนื่องรวดเดียว มาเว้นวรรคนิดหนึ่ง ก่อนทอดเสียงแผ่วอ่อน

“ขณะถูกปฏิเสธ เธอจะไม่เห็นน้ำตาของเราเลย…”

ถ้อยคำของเขาทำเอาลานดาวชะงักงัน มองนิ่งไปข้างหน้าด้วยสัมผัสทางใจที่แตกต่างไป ทว่าครู่เดียวหล่อนก็เอ่ยได้เป็นปกติ

“ลูกไม้เรียกร้องความเห็นใจเริ่มเข้าท่าแล้ว พยายามต่อไปนะ สักวันอาจสำเร็จ

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 6
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 17 Jun. 2005,00:05 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

สัญญาว่าเป็นเพื่อนก็จะเป็นเพื่อน ไม่เซ้าซี้หรือหาลูกไม้มาออดอ้อนกวนใจหรอก รับรอง รู้ตัวแล้วว่าโจ๊กไม่ใช่ผู้ชายแบบที่จ๊ะจะรัก”

“พูดเหมือนรู้เลยนะว่าฉันรักผู้ชายแบบไหน?”

“ไม่รู้ซี… ว่าแต่จ๊ะน่ะ รู้หรือเปล่า?”

“รู้”

“แบบไหน?”

“แบบที่จะไม่หลงฉัน…”

หล่อนลดเสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบ นนทกานต์ฟังแล้วหัวเราะออกมาดังๆ

“เคยเจอเหรอะ?”

“ไม่เคย…”

ชายหนุ่มถอนใจยาว

“จ๊ะแค่มีปัญหาคือยังไม่เคยเจอคนเสมอกันเท่านั้นแหละ ผู้หญิงทั่วไปเบื่อผู้ชายเพราะโกหก เจ้าชู้ เอาใจไม่เก่ง ติดเพื่อน ขี้ลืม ไม่เห็นค่า ไม่ค่อยโทร.หา แต่สำหรับจ๊ะนั้นตรงข้าม มีแต่คนอยากจะเอาใจบานพะเรอ คนเอาใจเก่งก็เลยดูโหลไป สรุปให้ง่ายคือผู้ชายดีๆที่เข้ามายังไม่เร้าใจพอนั่นเอง”

ลานดาวสยายยิ้ม

“อือ!… ดีนะ ฉันจะจำไว้ตอบคนอื่น ผู้ชายที่เข้ามาในชีวิตฉันถึงจะดี แต่ก็ไม่เร้าใจ”

“ต้องบอกด้วยว่าไม่เร้าใจในสายตาเธอ อย่างอีตาสมโภชญ์ที่จ๊ะเพิ่งเหวี่ยงทิ้งให้หน้าตาหดหู่เหมือนตัวตุ๊กตุ่นนั่นน่ะ สาวๆกรี๊ดกันจะตาย… คนเรามีดีมากไปก็เป็นทุกข์เรื่องคู่ได้ง่ายๆเหมือนกันนะ น่ากลุ้มแทน สมมุติว่าจ๊ะเจอคนที่จ๊ะรักได้ อยู่กันได้ยืดๆ ซึ่งเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรอยู่แล้ว แต่มีอันต้องแคล้วคลาดกัน จ๊ะจะเจอเข็มเล่มที่สอง สาม สี่ยังไงไหว”

“ก็คงต้องอยู่ตัวคนเดียว… ฉันทำใจได้ ทุกวันนี้แม้แต่เพื่อนผู้หญิงก็ใช่ว่าสนิทอะไร อิจฉาตาร้อนกันเรื่อย นี่เพิ่งมีเรื่องระหองระแหง มึนตึงกันเพราะหาว่าฉันไปแย่งแฟนมัน จ๊ะอยู่ของจ๊ะดีๆ ดันมาว่าเรา พูดแล้วยังโมโหไม่หาย นึกถึงตอนมันมาตู่ๆๆแล้วอยากตบซักฉาด”

หญิงสาวพูดแบบระบายอารมณ์ นนทกานต์ย่นคิ้วฉงน

“หมายถึง…”

“อีเอ๋ยนั่นแหละ”

เพื่อนหนุ่มแปลกใจ เพราะรู้จักฝ่ายนั้นดีว่าสนิทสนมกลมเกลียวกับลานดาวเพียงใด สะสวยไล่เลี่ยกันเสียด้วย ถ้าต้องทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องผู้ชายคงสะท้อนหลายอย่าง เป็นต้นว่าความสวยไร้ความหมาย หากผู้ชายสนใจใคร คนนั้นก็คว้าชัยในความมีเสน่ห์แรงไปครอง

เขาฟังหูไว้หูในเรื่องแย่งแฟน ด้วยเคยเห็นมาบ่อย คือบางทีลานดาวไม่มีเจตนา แต่เล่นหูเล่นตา โปรยยิ้มบาดใจไปตามนิสัยชอบยั่วให้หลงเสียอย่างนั้น หล่อนทำนิดเดียวแต่มีผลมากเสมอ หากเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดว่านั่นคือการทอดสะพานก็หาใช่เรื่องน่ากล่าวโทษฝ่ายชายเสียทั้งหมด

แต่ไม่เลวนักหรอก หล่อนเปรยหลายหนแล้วว่ามีเพื่อนผู้หญิงนั้นจุกจิกน่ารำคาญ ถ้านั่นหมายความว่าเป็นช่องทางให้เขาก้าวเข้ามาสนิทสนม จะแบบเพื่อนหรืออะไรก็ตามที นับว่าเป็นความพอใจของเขายิ่งนักแล้ว…

“ตกลงความสวยนี่เป็นบุญหรือเป็นเวรกรรมส่งสาปกันแน่ก็ไม่รู้เนอะ โจ๊กไม่เห็นจ๊ะเป็นสุขสักเรื่อง แฟนก็หาไม่ได้ เพื่อนสนิทมีก็ทะเลาะกัน ล้วนแต่เพราะสวยเกินเหตุทั้งนั้น”

“เรื่องบาปบุญกรรมเวรนี่เราจะเชื่อได้ยังไงล่ะ ว่ามันมีหรือไม่มี”

“ถ้าไม่มีมันก็น่าแปลกอยู่นะ คิดดูซี คนเราได้รับความอยุติธรรมมาแบบฟลุกๆงั้นหรือ บางคนจนกรอบชนิดต้องนอนใต้สะพานลอย บางคนหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ขนาดอยากเอาปี๊บคลุมหัว บางคนเป็นที่รวมของความอัตคัดทุกชนิด ทั้งเงินทอง รูปโฉม สติปัญญา เข้าไหนก็น่ารังเกียจนั่น ต่างจากบางคนที่ทั้งรวย ทั้งรูปร่างหน้าตาหมดจด ทั้งฉลาดจ๋ามาแต่อ้อนแต่ออก ใครเห็นใครก็รัก จ๊ะว่าความแตกต่างของคนเราถูกกำหนดด้วยเหตุเดียวคือความบังเอิญหรือ?”

“แหม! พูดลำบากนะคะ เพราะคุณสมบัติอันเพียบพร้อมในช่วงท้ายเหมือนโจ๊กจงใจชมจ๊ะ ถ้าให้ตอบตามตรงก็เท่ากับชมตัวเอง…”

ลานดาวพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน ประสานมือบิดไปบิดมาเล็กน้อยคล้ายเก้อเขินเอียงอายเหลือเกิน นนทกานต์อดหัวเราะไม่ได้

“จ๊ะ… ถ้าเธอไม่อยากให้เราหรือใครๆลุ่มหลง ทำไมถึงชอบพูดจา ทำท่าน่ารักเหมือนหว่านเสน่ห์อย่างนี้อยู่เรื่อย?”

“อุ๊ย! เปล่านะคะ” ลานดาวทำตาโต “อันนี้ติดตัวมาแต่กำเนิด เป็นคุณสมบัติสามัญของสาวน้อยผู้แสนจะซื่อคนหนึ่ง ให้ช่วยยังไงดีล่ะ?”

“อือม์… โจ๊กรู้จักคนสวยบางคนที่สงบเสงี่ยม หลีกเลี่ยงจะเอาบ่วงเสน่ห์ไปคล้องใจใครแบบเอาเป็นเอาตาย แต่บางคนอย่างจ๊ะก็เหมือนทนไม่ได้ถ้าไม่มีใครมารักมาหลง ดูแล้วเป็นการตัดสินใจเลือกมากกว่าเป็นคุณสมบัติติดตัวแต่กำเนิดนะ และโจ๊กว่าการตัดสินใจเลือกนั่นแหละคือกรรม ทุกคนจะต้องได้รับผลของการเลือกแบบหนึ่งๆเสมอ”

ลานดาวเชิดหน้าหยิ่ง

“แต่ถ้าคิดว่าทุกความแตกต่างเกิดจากกรรม ถูกจำแนกด้วยกรรม บางทีก็น่าตั้งคำถามนะ ต้นไม้ใบหญ้าที่มันไม่มีชีวิตจิตใจก็หลากสีหลายพันธุ์ ธรรมชาติความหลากหลายของพวกมันมาจากไหนล่ะ พวกมันไปทำกรรมอะไรไว้?”

เจอคำถามนี้ คนไม่รู้คำตอบก็นิ่งบื้อไป

“ว่าไง?”

ลานดาวถามจี้ นนทกานต์ตอบเสียงอ่อย

“เดี๋ยวลองถามหมอดูสิ”

หญิงสาวยิ้มเยาะ

“คนเราส่วนใหญ่เชื่อเพราะคิด ไม่ใช่เชื่อเพราะรู้ อย่างเธอเนี่ยนะ แก่ตัวลงหัวล้านแหงๆ หน้าผากเถิกขนาดนี้ พอถึงเวลาหัวล้านขึ้นมาค่อยคิดโทษกรรมโทษเวร คราวนี้หัวล้านเพราะอะไรดีล่ะ เมื่อชาติก่อนเคยตีหัวนกตะกรุม หรือเคยด่านกตะกรุมให้น้อยเนื้อต่ำใจ?”

นนทกานต์หัวเราะออกมาอีก เริ่มสังเกตว่าอารมณ์ขันและความคิดพิสดารของลานดาวเป็นเสน่ห์น่าลุ่มหลงอีกชนิดหนึ่งที่สาวสวยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมี ทุกครั้งที่เขาหัวเราะเพราะคำพูดของหล่อน เขาจะมีอาการเคลิ้มหลงรัญจวน อยากถลาเข้าไปกอด อยากสารภาพว่ารักๆๆใจแทบขาดเสมอ

“จ๊ะนี่ทำให้คนหลงรักได้ด้วยอาวุธรอบตัวเลยนะ แค่คำพูดก็ยิงโดนใจบ่อยแล้ว”

ชายหนุ่มเปรยแบบขี้เกียจทนอัดอั้นคาอก ขณะนั้นเขาต้องหยุดรถที่สี่แยกไฟแดงในตำแหน่งคันหน้าสุด จึงเท้าศอกกับประตูในท่ากุมขมับน้อยๆด้วยความสังเวชใจตนเอง

“นี่แปลว่ากำลังจะหลงอีกเหรอ งั้นทำให้ขายหน้าดีไหม เธอจะได้เกลียดฉัน”

ว่าแล้วก็เอื้อมมือไปกดแตรปี๊นๆ แต่เสหันไปทางอื่น ทำหลับตาไม่รู้ไม่ชี้ เป็นเหตุให้ผู้หญิงที่นั่งซ้อนหลังมอเตอร์ไซค์ข้างหน้าหันมาใช้หางตาขุ่นเคืองชำเลืองแลนนทกานต์ ตามธรรมดาของคนโดนเสียงดังกระทบโสต ที่คิดว่าคนขับนั่นเองเป็นผู้กด

พอรู้ตัวว่าอะไรเป็นอะไร ตนเองเจอยัดเยียดความผิดเข้าให้แล้ว ชายหนุ่มก็กระตุกยิ้มโบกมือให้สาวมอเตอร์ไซค์ทีหนึ่ง ไม่มีทางอื่นนอกจากรับหน้าไป พอประมาณว่าขอโทษที่เผลอโดนแตรให้หล่อนตกใจ

สาวมอเตอร์ไซค์หันหน้ากลับแบบทิ้งค้อนหนึ่งวง ซึ่งเรื่องคงจบแบบเงียบๆ ถ้าไม่ใช่เพราะมีมือดียื่นมากดแตรซ้ำอีกปี๊นใหญ่ นนทกานต์ทำหน้าเหวอร้องฮึ้ยดังๆ เพราะคราวนี้นอกจากสาวซ้อนหลังแล้ว พี่เบิ้มเจ้าของเบาะคนขี่ยังหันมาเพ่งจ้องด้วยความไม่พอใจอีกราย

หันมองลานดาวก็เห็นทำหน้าตายหลับตาเฉย คอพับคออ่อนเหมือนสลบไสลไม่ได้สติ ตลกร้ายของหล่อนอาจทำให้เขาเลือดกบปากเสียคราวนี้ สาวบนหลังมอเตอร์ไซค์คงนึกว่าเขาบีบแตรเรียกหล่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าหันมาจะสวยแบบมองหลังหรือเปล่า พอเห็นว่าสวยดีเลยเรียกอีก ซึ่งนั่นไม่เหมาะเลยถ้าพี่เบิ้มพลอยเข้าใจตามไปด้วย

นนทกานต์แยกเขี้ยวยิ้มเหย คราวนี้ยกสองมือและทำหัวผงกขึ้นลง หวังว่าทั้งสองคงไม่เห็นว่าหน้าตาดีๆอย่างเขาเป็นพวกคิดสั้น เล่นเป็นเด็กปัญญาอ่อนขนาดนั้น อยากเผยความจริงด้วยการเอานิ้วชี้จิ้มๆไปทางด้านซ้าย เป็นสัญญาณชี้บอกว่าตัวแสบที่แท้คือใคร แต่ก็จนด้วยเกล้า จำต้องรับสถานการณ์ถูกคุกคามด้วยสายตาตามลำพัง เนื่องจากแม่ตัวดีไก๋หลับไปอย่างนั้น

หนุ่มมอเตอร์ไซค์ทำท่าชั่งใจว่าจะเอายังไงดี กระซิบกระซาบกับสาวซ้อนหลังแล้วในที่สุดก็ตัดสินใจขี้เกียจเอาเรื่องให้เสียเวลาทำมาหากิน แค่ขมุบขมิบปากฝากข้อความคล้ายเรียกเขาว่า ‘เฮีย’ หรืออะไรทำนองนั้น แล้วหันกลับด้วยกระแสความขุ่นใจชัดเจน

นนทกานต์ถอนใจโล่งอก รอจนไฟเขียวแล้วค่อยๆเคลื่อนรถออกจากที่แบบรอทิ้งห่างจากมอเตอร์ไซค์ข้างหน้าระยะหนึ่งด้วยความเกร็งตกค้าง

เป็นอีกครั้งที่ลานดาวเล่นบ้าๆ ร้ายกว่านั้นคือเขาไม่รู้ว่าปฏิกิริยาทางใจของตนเป็นอย่างไรแน่ แปลกที่เคืองหล่อนเพียงนิดเดียว แต่กระเดียดไปทางเห็นขำ ทั้งที่มันล่อแหลมกับการถูกอัดกลางถนนแท้ๆ

“นี่คือวิธีห้ามไม่ให้ฉันเผลอไปหลงเธอ?”

“ใช่… นี่คือสัญญาณเตือนว่าถ้าเธอได้ฉันเป็นแฟนจะปวดหัวกว่านี้”

หล่อนตอบทั้งหลับตายิ้มเย้ย

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 7
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Jun. 2005,08:07 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เผอิญเป็นวันเดิมที่นนทกานต์เคยมาพบหมอดูอุปการะ ซึ่งน่าจะประกันว่าคุณน้าหมอดูของเขาคงอยู่แน่ๆ แต่แม้เป็นวันเดียวกัน สิ่งที่เริ่มไม่เหมือนเดิมก็คือจำนวนลูกค้า คราวก่อนโต๊ะหมอดูอุปการะเป็นโต๊ะเดียวที่ไร้ใครสนใจไยดี สามารถเข้าไปใช้บริการได้ทันที ทว่าคราวนี้มีลูกค้านั่งอยู่ตรงหน้าหมอดูอุปการะสองคน และมีอีกรายหนึ่งยืนรอคิวแบบเจาะจงว่าต้องการมาหาหมอดูอุปการะโดยเฉพาะ ซึ่งการรอคิวเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นให้เห็นนักสำหรับโต๊ะหมอดูตามห้าง

อีกสิ่งหนึ่งที่นนทกานต์สังเกตเห็นว่าแปลกไป คือบนผนังเหนือศีรษะหมอดูอุปการะเริ่มมีป้าย ‘กรรมพยากรณ์’ ที่บ่งบอกวิธีทำนายทายทักอย่างเป็นเรื่องเป็นราว นั่นหมายความว่าหมอดูอุปการะเริ่มประกาศชัดว่าตนดูหมอด้วยวิธีใด

คบกับลานดาวมาจนพอจะรู้ว่าหล่อนเกลียดการรอคอยเพียงใด จึงชวนว่า

“ไปหาอะไรกินก่อนไหม นี่มีอีกคิวหนึ่งแน่ะ”

หญิงสาวเล็งตาเขม้นมองชายวัยประมาณสี่สิบอันเป็นที่หมาย เห็นความมีสง่าราศีแบบผู้ใหญ่ใจดี ไม่มีพิษภัย กับทั้งทรงภูมิน่าเชื่อถือ แล้วก็เกิดความเลื่อมใส ใคร่อยากดูหมอเป็นกำลัง

“อย่าเลย เราไปทางอื่น เดี๋ยวเกิดมีใครมาต่อคิวอีกก็เสร็จซี รอกันเงก”

นนทกานต์ประหลาดใจและเห็นแปลกที่ลานดาวยอมยืนคอย เขาจะประหลาดใจน้อยกว่านี้หากหล่อนใช้ให้เขายืนคนเดียว ส่วนตัวหล่อนเลี่ยงไปทางอื่น และบอกให้เรียกตัวผ่านโทรศัพท์มือถือเมื่อถึงคิว

“ความจริงแกเป็นหมอดูใหม่นะ แกบอกว่าโจ๊กเป็นลูกค้ารายแรก”

ยอมขยายความจริงเมื่อเห็นว่ามาถึงที่เรียบร้อย และเห็นลานดาวมองหมอดูด้วยความสนใจ ชนิดจับตาไม่วาง

“คราวก่อนโต๊ะยังว่างๆอยู่เลย อาทิตย์เดียวมาอีกทีต้องรอคิวแล้ว”

“อือ”

หญิงสาวครางรับรู้สั้นๆ

“จ๊ะจะไปดูหมอรายอื่นเล่นก่อนไหม โจ๊กยืนจองคิวให้”

“ช่างเถอะ ไม่เป็นไร”

หล่อนกำลังสังเกตท่าทีลูกค้าตรงหน้าหมอดู ที่แสดงอาการเออออ รับแต่ครับๆๆ กับทั้งตั้งอกตั้งใจฟังคำทำนายแบบจดจ่อยิ่งยวด นั่นสะท้อนความสามารถของหมอดูได้มากพอ

คนที่ยืนรอคิวแรกเป็นหญิงกลางคน เมื่อเห็นนนทกานต์กับลานดาวมารอต่อก็ทักทายแบบคนช่างพูดที่พร้อมทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าได้ทั้งโลก

“เคยมาดูกันแล้วหรือหนู?”

หล่อนมองมาทางลานดาว แต่นนทกานต์ชิงตอบ

“ผมเคยครับ วันนี้เลยพาเพื่อนมา”

“หมอดูคนนี้แม่นนัก ท่าทางแกมีตาทิพย์จริงๆ”

เป็นการเชียร์แบบชาวบ้านที่ไม่สนใจต้นสายปลายเหตุของความแม่น รู้แต่ว่าแม่นก็ทุ่มความนับถือให้สุดตัวแล้ว

“รู้ได้ยังไงคะ เขาดูอะไรให้พี่หรือ พอบอกหนูได้ไหม?”

ลานดาวไถ่ถามอย่างชักจะเห็นว่ากิตติศัพท์ของหมอดูรายนี้น่าเชื่อถือขึ้นทุกที

“บอกได้” หล่อนเฉลยอย่างคนชอบเปิดอกคุยฆ่าเวลา “บางทียังไม่ทันถามแกก็ตอบแล้ว สำคัญคือตรงเผงทุกเรื่องด้วย แต่เด็ดดวงที่สุดคือมือถือของพี่หาย นึกเสียดายเพราะราคาแพง ก็เสี่ยงถามดูเล่นๆไปอย่างนั้น ไม่นึกไม่ฝันเลยน้องเอ๊ย แกบอกได้ขนาดว่าใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ที่เป็นคนเก็บโทรศัพท์ได้!”

สองหนุ่มสาวสะดุ้ง มองหน้ากันด้วยความทึ่งสุดขีด

“พี่ตามไปขอคืนก็พบตัว แล้วเขายอมคืนจริงๆ นี่พอรู้ว่าหมอดูอุปการะเป็นคนบอก เขาก็จะยกโขยงมาดูตามกันอีกแน่ะ!”

“แล้วมีเรื่องอะไรที่พอเล่าให้ฟังได้อีกคะ?”

ลานดาวพยายามเก็บความทึ่ง ไม่แสดงอาการออกนอกหน้าเท่าใดนัก เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยังไม่ประสบด้วยตนเอง

“พี่ถามเรื่องญาติที่เพิ่งเสีย หมอแกก็บอกได้เสร็จสรรพว่าหน้าตา ส่วนสูง และนิสัยใจคอเป็นอย่างไร ทำกรรมเด่นๆแบบไหนไว้บ้าง อันเป็นเหตุให้ไปเกิดเป็นอะไร”

“ไปเกิดเป็นอะไรคะ?”

หญิงสาวยิงคำถามตาโตนิดๆ

“เป็นเปรต!” หญิงกลางคนตอบเสียงอ่อย “ถ้าหมอแกพูดแบบขาดเหตุผลก็ไม่อยากเชื่อหรอกนะ แต่นี่แกเล่นบอกถูกหมดว่าอาอี๊ของพี่ทำอะไรไว้บ้าง เลยจำเป็นต้องเชื่อ”

“แล้วหมอแกช่วยได้บ้างไหมคะ?”

คราวนี้หญิงคนนั้นยิ้ม และพยักหน้า

“ช่วยได้ซี เห็นแกช่วยแผ่เมตตา ช่วยส่งจิตคุยให้อาอี๊ระลึกถึงบุญกุศลที่เคยทำ เช่นบริจาคเลือด ใส่บาตรพระ แล้วให้คอยรับส่วนบุญจากญาติๆด้วย”

ลานดาวทำหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

“หมอเขาคิดค่าช่วยเหลือเท่าไหร่คะ?”

“ไม่คิด” นางรีบบอก “แต่เมื่อคืนอาอี๊มาเข้าฝัน บอกว่าตอนนี้สบายแล้ว และขอบใจพี่มาก วันนี้พี่เลยจะเอาเงินมาสมนาคุณหมออุปการะไง”

จังหวะนั้นลูกค้าที่โต๊ะลุกขึ้น นางจึงละล่ำละลักลา

“อุ๊ย! ขอตัวก่อนนะจ๊ะ”

หญิงสาวกะพริบตาถี่ๆ เหลียวมองเพื่อนชาย

“ชักเลื่อมใสแฮะ”

“เห็นไหมล่ะ บอกแล้วไม่เชื่อ”

นนทกานต์เสริมอย่างได้ที ยิ้มกริ่มแบบได้หน้า

“เอ๊ะ! ถ้าไม่เชื่อจะตามมาเหรอะ”

ขณะนั้นมีลูกค้าอีกรายมายืนต่อหลัง แสดงเจตจำนงว่าขอเป็นคิวต่อจากหล่อนและเพื่อน ทำให้ลานดาวกระซิบกระซาบ

“เห็นทีมาคราวต่อไปคงต้องยืนรอตรงปากทางเข้าห้าง”

ชายหนุ่มหัวเราะ เขากับลานดาวยืนรอเกือบครึ่งชั่วโมงจึงได้คิว ความจริงเจ๊ช่างพูดยังคุยน้ำลายแตกฟองไม่เลิก แต่หมออุปการะขอหยุดไว้เพื่อให้โอกาสคิวหลังที่กลายเป็นสามคิวแล้ว

นนทกานต์ยกมือไหว้หมออุปการะอย่างนอบน้อม

“น้าจำผมได้ไหมครับ?”

“จำได้ซี ลูกค้าคนแรกจะลืมได้ยังไง”

หมอดูตอบอย่างอารมณ์ดี

“วันนี้ผมพาเพื่อนมาครับ”

สองหนุ่มสาวลงนั่งด้วยกัน พอดีกับจำนวนเก้าอี้ลูกค้าที่ทางห้างจัดไว้ให้โต๊ะหมอดูแต่ละห้อง เมื่ออุปการะเหลือบมองลานดาว หญิงสาวก็ยกมือไหว้ตามเพื่อนหนุ่ม

“สวัสดีครับ”

อุปการะรับไหว้พร้อมยิ้มเย็น ลานดาวรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยอย่างประหลาด ตั้งแต่แรกสาวมา หล่อนคุ้นเคยยิ่งกับอาการลุกลี้ลุกลน หรืออย่างน้อยกระตือรือร้นเป็นพิเศษจากชายแทบทุกวัยที่พบปะเสวนากับหล่อนในคราวแรก แต่รายนี้เฉยสนิท แบบที่สัมผัสออกมาจากภายในได้ทีเดียว

และเพราะรู้สึกสนิทใจพอ หล่อนจึงขยับกายนิดหนึ่ง กระแอมเล็กๆ บอกนนทกานต์ว่า

“ฉันขอดูเป็นส่วนตัวได้ไหม?”

นนทกานต์เลิกคิ้ว

“ได้ซี เดี๋ยวโจ๊กไปนั่งดูหมอไพ่ยิปซีที่ห้องทางขวามือสุดแล้วกัน จ๊ะเสร็จแล้วไปเรียกนะ”

ลานดาวพยักหน้าขอบใจ เมื่อเพื่อนหนุ่มลุกจากไปแล้ว หล่อนก็ยิงคำถามทันทีอย่างสาวยุคอินเตอร์เน็ตที่ไม่เคยเคอะเขินเมื่อต้องเจรจาครั้งแรกกับใคร

“เพื่อนของหนูบอกว่าคราวก่อนพี่พูดถึงหนู พูดได้ตรงหมดเลย”

อุปการะย่นคิ้วเล็กน้อยอย่างทบทวนความจำ แล้วก็คลายหัวคิ้วเมื่อระลึกได้

“อ๋อ… หนูนั่นเอง”

“โจ๊กว่าพี่บอกได้ ชาติก่อนหนูทำบุญอะไรมา ถึง… ถึงเป็นแบบนี้ แล้วก็บอกได้ด้วยว่าหนูจะเจอเนื้อคู่เมื่อไหร่”

หมอดูพยักหน้า

“ผมจำได้ว่าบอกเกี่ยวกับเรื่องกรรมในอดีตของหนู แต่วันก่อนไม่ได้บอกเรื่องเนื้อคู่นะ ว่าจะเจอเมื่อไหร่”

“เหรอคะ แล้ววันนี้บอกได้ไหมคะ?”

อุปการะเม้มปาก เหลือบตาลงต่ำคล้ายเล็งแล หรือชั่งใจอะไรอยู่ ก่อนจะถามขรึมลงเล็กน้อย

“จะเอาเรื่องไหนก่อน กรรมในอดีต หรือว่าเรื่องเนื้อคู่?”

“เรื่อง… อิอิ เนื้อคู่ก่อนแล้วกันค่ะ”

ผู้ทำหน้าที่พยากรณ์ระบายลมหายใจยาว

“ผมเกรงว่าบอกหนูไปแล้วหนูจะไม่เชื่อ”

ลานดาวชะงัก

“ทำไมคะ?”

“หนูเข้าใจความแตกต่างระหว่างคนที่จะทำให้หนูรักได้ กับคนที่จะเป็นคู่ครอง ชนิดอยู่ร่วมกันตลอดไปใช่ไหม?”

“ค่ะ”

“กว่าหนูจะเจอคู่ครองที่แท้จริง ก็อายุเกือบสี่สิบโน่นน่ะนะ ระหว่างนั้นจะพบแต่เบี้ยบ้ายรายทาง กับคนที่เรารักและจะทำให้เจ็บมากๆสองคน”

ลานดาวรู้สึกว่าตนเองหน้าซีดลง ใจนึกต้านขึ้นมาทันที แต่ก็พยายามฝืนสงบท่าที ไม่แสดงอาการดูถูกคำทำนายของหมอว่าน่าจะเหลวเสียแล้ว

“อย่างนั้นหรือคะ… สองคนที่จะทำให้หนูเจ็บนี่ เจอกันหรือยัง

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
 Post Number: 8
อิศรา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 571
เข้าร่วมเมื่อ: 08 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Jun. 2005,08:09 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

คนแรกเจอแล้ว หนูจะทุกข์เพราะความรักกับเขานั้น เป็นไปไม่ได้… แต่คนที่สองยังไม่เจอกัน ต้องอีกระยะหนึ่งถึงจะได้เวลาโคจรมาพบ”

หญิงสาวกำกระเป๋าถือบนตักแน่น ชักนึกอยากพูดถากถางหมอดูขึ้นมารำไร

“ขอโทษนะคะ แต่เท่าที่หนูรู้สึก คือยังมองไม่เห็นคนรู้จักสักรายเลยที่มีสิทธิ์ทำให้หนูเจ็บช้ำน้ำใจ”

คันปากยิบๆ อยากขยายต่อด้วยซ้ำว่าที่เรียงหน้าเข้ามาช่วงนี้ มีแต่เจ็บจากมือหล่อนกลับไปทั้งสิ้น อย่างหล่อนหรือจะเจ็บจากใครหน้าไหน

“ภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้หนูจะรู้”

ลานดาวนึกโกรธ คล้ายถูกคำทำนายตบหน้า คนมีดีพร้อมขนาดหล่อนหรือจะเจ็บจากความรักได้ ฝันไปเถอะ!

หญิงสาวข่มใจ จะลุกหนีเสียเดี๋ยวนี้ก็ใช่ที่ เพราะอย่างไรก็ต้องจ่ายสองร้อย จึงกัดฟันถามต่อ

“รู้จากเพื่อนของหนูว่าพี่ดูชะตาจากกรรมที่ทำไว้ แล้วหนูทำกรรมมาแต่ปางไหนหรือคะ ถึงต้องเจอคนรักที่สร้างความเจ็บให้?”

แทนการตอบทันที อุปการะย้อนถามว่า

“หนูกำลังโกรธผมใช่ไหม?”

ลานดาวกะพริบตาทีหนึ่ง คำทักนั้นทำให้หล่อนรู้สึกตัวและสงบอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว

“คงแค่ไม่พอใจคำทำนายมากกว่าค่ะ อย่าว่าหนูถือดีเลย คนอย่างหนูต่อให้เทวดาเหาะมาจากไหนก็ไม่สนหรอก อีกอย่างหนึ่ง ถ้าบอกว่าคนแรกที่จะทำให้หนูเจ็บนั่นได้รู้จักกันแล้ว ยิ่งส่อเลยว่าคลาดเคลื่อน เพราะช่วงนี้หนูไม่เห็นใครในสายตาเลยจริงๆ”

“เอาเป็นว่าผมจะพูดถึงกรรมของหนูที่นำมาเจอกับคนแรกนี่แล้วกัน”

“ค่ะ… ชาติก่อนหนูไปทำอะไรไว้คะ?”

“หนูอย่าเข้าใจว่ากรรมและวิบากนั้นต้องพูดกันข้ามชาติเสมอไป เพราะความจริงก็คือกรรมในชาตินี้แหละที่หนูสั่งสมมากๆแล้วเริ่มได้เวลาให้ผลรวบยอดคราวเดียว”

หญิงสาวนิ่งขึง

“บอกหน่อยเถอะค่ะว่าหนูทำเวรทำกรรมอะไรไปบ้าง”

“โดยรวมแล้ว หนูทำให้คนอื่นทรมาน และลวงให้พวกเขาฝันถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ กรรมนั้นเองจะจูงเราไปทรมานจากความฝันถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เช่นกัน โดยมีคนสนิทในอดีตชาติมาเป็นตัวแปร เป็นเครื่องมือลงโทษ ขออภัยนะ ผมชอบพูดตรงไปตรงมาเพื่อให้คนฟังเข้าใจชัดเจน ไม่ต้องแปลซ้ำหรือตีความภายหลัง”

คราวนี้แปลก ที่แม้อุปการะพูดเหมือนต่อว่า หรือกล่าวโทษกันตรงๆ ลานดาวกลับรับฟังอย่างสงบ นอกจากไม่ถือโกรธแล้วยังฉุกใจบางอย่างอีกด้วย

“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าบอกเหตุผล หนูรับได้… แต่พวกเขาคิดไปเอง ฝันไปเอง ทุกข์ทรมานไปเองนี่คะ จะมาโทษว่าเป็นกรรมของหนูได้อย่างไร?”

“การก่อกรรมกับผู้อื่นมีหลักอยู่ง่ายๆนะ หนึ่งคือมีเจตนากระทำการกับสิ่งมีชีวิต สองคือสิ่งมีชีวิตนั้นได้รับผลทางกายหรือทางใจสมเจตนาของผู้กระทำ เราทำเวรทำกรรมไปนั้น จะรู้หรือไม่รู้ก็ตามว่าเป็นกรรมเวร อย่างไรวันหนึ่งก็ต้องให้ผล ผมพูดอย่างนี้อาจทำให้หนูนึกได้… นับถูกไหมว่ากี่ครั้งที่หนูพูดอะไรเช่น ‘ชักจะใจอ่อนแล้วซี’ ทั้งที่ความจริงยังไม่มีใจแม้แต่นิดเดียว”

ลานดาวตะลึงคล้ายถูกไฟดูด นั่นเป็นถ้อยคำที่หล่อนใช้เป็นประจำจริงๆ โดยเฉพาะกับนักตื๊อที่ดูดี และท่าทางจะไม่มีพิษมีภัยในภายหลัง จะว่านนทกานต์แอบมาเล่าให้ฟังก็คงยาก เพราะจำได้ว่าหล่อนไม่เคยโปรยคำเด็ดนี้ใส่หูเขา ต้องพิเศษกว่านนทกานต์อีกสักนิดหนึ่งหรอกถึงมีสิทธิ์ได้ยิน

“แค่นี้ก็ถือว่าเป็นกรรมที่ต้องได้รับโทษหรือคะ?”

“ไม่ใช่แค่คำพูดนี้หรอกนะ ทุกอาการ ทุกถ้อยคำที่รวมกันทำให้ใครต่อใครเขาคาดหวังนั่นแหละ ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถูกหลอกให้คาดหวังอย่างแรง จบลงด้วยความผิดหวังอย่างหนัก เหมือนเมื่อเรายังอ่อนแอในวัยเด็ก พ่อแม่บอกว่าจะมาแล้วไม่มา เราน้อยใจ เราอยากร้องไห้อย่างไร ก็คือความรู้สึกแบบนั้นคูณเข้าไปด้วยจำนวนหนุ่มๆที่อกหักจากเรา ลองคำนวณเถอะว่าถ้าวันหนึ่งมันย้อนกลับมากระแทกเรา มันจะหนักขนาดไหน”

“เมื่อครู่มีโอกาสคุยกับเจ๊คนก่อนหน้านี้ เขาบอกว่าพี่ระบุชื่อคนเก็บมือถือให้เขาได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นพี่ก็น่าจะระบุชื่อและเวลาที่หนูจะเจอคนรักรายแรกได้ใช่ไหมคะ?”

อุปการะส่ายหน้า

“ไม่เหมือนกันหรอกครับ บางเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว และไม่เหลือวิสัยจะบอกก็บอกได้ แต่บางเรื่องถ้ารู้เสียก่อนเกิด จะมีผลข้างเคียงตามมา หากผมล้ำเส้นกรรมวิบากของใครเข้า ก็จะถึงความเดือดร้อนตามๆกัน ทั้งผมเองและคนที่รู้ในสิ่งไม่สมควรรู้”

“เดือดร้อนได้ยังไงคะ ในเมื่อเป็นการช่วยเหลือสัตว์ที่กำลังจะตกทุกข์ได้ยาก”

“ก็อย่างตอนนี้ แค่ผมบอกว่าจะเจอคนที่ทำให้หนูเจ็บ หนูก็ตั้งใจไว้แล้ว ว่าใครแหลมเข้ามา โดยเฉพาะคนที่รู้จัก จะปิดหูปิดตาหมด เพื่อให้คำทำนายของผมคลาดเคลื่อน”

ลานดาวผวาอยู่ในส่วนลึก เพราะที่หมอดูกล่าวนั้นคือความตั้งใจของหล่อนจริงๆ แต่ก็พยายามรักษากิริยาไว้ ทำสีหน้าเรียบเฉยฟังฝ่ายนั้นกล่าวต่อ

“ถ้าหนูหลีกเลี่ยงการชดใช้กรรมครั้งนี้ กรรมก็จะจัดสรรคนใหม่ เหตุการณ์ใหม่มาให้หนูต้องชดใช้จนได้นั่นแหละ วินาทีนี้ผมยังไม่เพ่งดูว่าใครคนนั้นชื่ออะไร อยู่ที่ไหน แต่เมื่อไหร่เพ่งดูและบอกออกไป หนูจะเลิกคบเขาทันที ซึ่งมันผิดกับระบบกรรม เส้นทางโคจรของหนูจะต้องพบกับเขา เพราะมีกรรมสัมพันธ์ร่วมกันมา และเขาจะมีบทบาทสำคัญกับชีวิตของหนู ทั้งในแง่ของความเจริญขึ้นและความเสื่อมลง”

“เอ… หนูสงสัยมานานแล้วนะ ว่าถ้าตายจากกันแล้ว มาเจอะเจอกันได้ยังไงถูก เอาแค่คนรู้จักกันในชาตินี้ บางทีรักสุดชีวิต พอมีเหตุให้พลัดพรากหลายๆปีแล้วคิดถึงกันขึ้นมา ต่อให้พลิกแผ่นดินหาแทบตายก็ไม่เจอ ขนาดจงใจหายังไม่เจอ แล้วอะไรที่เหวี่ยงให้มาเจอคู่กรณีเก่าที่ลืมกันหมดสิ้นได้?”

“กรรมเป็นเรื่องซับซ้อน หนูต้องเข้าใจ ต้องหยั่งรู้ ว่าลำดับการให้ผลของกรรมเป็นอย่างไร แล้วจะรู้สึกว่าพวกเราเหมือนมีแม่เหล็กติดตัว วิ่งไปตามเส้นทางใด ก็มีผลดึงดูดบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีบุพกรรมร่วมกับเรามาเจอกัน ใครมีอิทธิพลกับชีวิตเรามาก ให้ผลเปลี่ยนแปลงทางดีหรือร้ายได้รุนแรง ก็หมายความว่าเราหลีกเลี่ยงการพบเจอคนนั้นไม่ได้ และต้องใช้เวลาระยะหนึ่งทำความรู้จัก คบหา และรับผลจากเขาเสียก่อนจึงถึงเวลาผละจาก ต่างจากพวกที่เราจะต้องเสียเวลาในชีวิตร่วมกับเขาเพียงครึ่งนาที เช่นคนบอกทางแยกทางเลี้ยวให้เราไปถึงที่นัดหมาย การพบหรือไม่พบคนจำพวกนี้มีผลเท่ากัน คือจะไม่ทำให้ชีวิตเราต่างไปจากเดิม”

“แล้วแม่เหล็กดึงดูดคู่กรรมที่พี่ว่านี่ฝังอยู่ตรงไหนในเราคะ จิตใต้สำนึกหรือเปล่า?”

“ถ้ายกเอาสิ่งที่เห็นง่ายในชาติปัจจุบันมาพูดก่อนคงพอเข้าใจ หนูคงเห็นว่าถ้าเราพูดกับใครบ่อยๆ ก็จะเหมือนมีสายใยโยงกับคนนั้น ไม่ใช่เหมือนกับเส้นเชือกผูกมัดเป็นตัวเป็นตน แต่สายใยที่รู้สึกได้ด้วยใจนั้นแหละ จะกระตุกให้เราคิดถึงเขาบ่อยๆ อันนี้คงนึกออกนะ”

“ค่ะ บางทีรู้สึกเหมือนใจเราเป็นสิ่งยืดตัวออกไปทางทิศใดทิศหนึ่ง ตามที่อยู่ของใครบางคนได้ตลอดเวลา”

“นั่นแหละที่เรียกความผูกพัน สายใยเชื่อมโยงระหว่างจิตต่อจิต หลักการคือถ้าผูกเหนียวแน่นกับใครมากๆ จะมีลักษณะฝังลงในส่วนลึก หยั่งรากความสัมพันธ์ได้ถึงส่วนไร้สำนึก ชนิดติดจิตติดวิญญาณข้ามภพข้ามชาติได้ เมื่อพบกันอีกก็จะมีสัญญาณในจิตกระตุ้นให้ตื่นตัวรับรู้ มีสายใยเชื่อมติดกันทันที จึงเหมือนคุ้นเคยกันในทางใดทางหนึ่ง นี่เป็นในแง่ของความจำ”

“พอจะเข้าใจค่ะ”

“ในแง่ของกรรมซึ่งเหวี่ยงให้ต้องมาพบกัน เป็นอะไรที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่านั้น อย่างเช่นชาตินี้เรามีรูปงาม ก็เป็นธรรมดาที่จะมีความปรารถนาคู่ครองที่รูปงามเหมาะสมกัน หากปะเหมาะเคราะห์ดีคนที่ร่วมบุญเสมอกัน มีรูปงามควรคู่กันโคจรมาพบก็มีความสุขไป แต่หากคนที่ร่วมบุญกับเราเขาก่อกรรมชนิดต้องชดใช้ด้วยรูปอัปลักษณ์ เราก็จะรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก คือรักก็รัก แต่เจือด้วยความแหนง ปนด้วยความเดียดฉันท์อยู่ด้วย เคราะห์ร้ายขึ้นมาถ้าเราติดรูปมากกว่ารักแท้ ก็อาจไปคว้าพวกหน้าเนื้อใจเสือ หรือคนที่จะมาอยู่กับเราเพื่อจองเวรกันในรูปแบบคู่ผัวตัวเมีย”

“น่ากลัวจัง”

ลานดาวรำพึง แต่น้ำเสียงไม่ส่อความกลัวตามคำ เพราะยังไม่เชื่อเลยว่าตนจะมีความเดือดร้อนเพราะคนรักจริงๆ ยังปักใจอยู่ดีว่าตนเป็นพวกสมบูรณ์แบบที่มีคนสมบูรณ์แบบด้วยกันเท่านั้น จะสามารถเข้าถึงตัว เข้าถึงหัวใจได้

“บอกใบ้ให้สักนิดได้ไหมคะ เอาแค่ว่าคนแรกที่หนูจะรักเนี่ย อายุอานามเท่าไหร่ หรือมีลักษณะสูงๆต่ำๆ ดำๆแดงๆอย่างไร”

“ได้… เป็นคนขาว สูงใกล้เคียงหนู แล้วก็ไว้ผมยาว แก่กว่าหนูราวสามถึงสี่ปี”

“แอ๊ะ!”

หญิงสาวอุทานสวนคำทำนายทันควัน เริ่มยิ้มเยาะได้ เพราะหมดศรัทธาความแม่นของหมอดูเสียแล้ว

“ลักษณะที่พี่บอกมา หนูรู้จักอยู่คนเดียว เป็นเพื่อนใกล้บ้านที่วิ่งเล่นกันมาแต่เด็ก ถ้ามีเหตุจูงใจให้หนูรักนายคนนี้ และนายคนนี้ทำให้หนูเจ็บหรืออายได้ หนูจะมาขอเรียนวิชาเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนีจากพี่นะคะ”

หล่อนพูดจ๋อยๆอย่างร่าเริงใจที่เรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้เต็มอก อุปการะหัวเราะเอื่อย

“วิชานี้เรียนยากหน่อยนะ”

ปากลานดาวยิ้ม ทว่านัยน์ตาดุ

“ที่พี่บอกคือหนูจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรในไม่กี่วันข้างหน้า หนูจะรอหนึ่งเดือน หากไม่มีอะไรเกิดขึ้น หนูขออนุญาตกลับมาแจ้งให้พี่ทราบดังๆนะคะ ว่าพี่ทายผิด!”

อุปการะยิ้มเฉย มิได้ต่อตากับสาวน้อย ครู่หนึ่งหล่อนก็ควักเงินค่าดูหมอออกมาวางบนโต๊ะ แล้วลุกจากไปโดยไม่ล่ำลามากกว่าคำฝากทิ้งท้ายนั้น

--------------
ดินจะกลบ                   ลบกาย     วายสังขาร

ไฟจะผลาญ                 เผาซาก    สิ้นสาบสูญ

แต่ความดี                   มีอยู่                 คู่ค้ำคูณ

เหมือนเทิดทูน                        แทนซาก     ที่จากไป
Offline
Top of Page Profile Contact Info WEB 
7 คำตอบนับตั้งแต่ 16 Jun. 2005,10:14 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


กระทู้นี้มีหน้าเดียว
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com