เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 2 of 3<<123>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: ==ชมภาพเขียนโบราณ==, **เล่าตำนานเทพนิยาย**< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 11
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Oct. 2002,02:23  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

   ...พลับพลึงเป็นของคู่กับน้ำ ตามตำนานของ ' เทวปกรณัม ' ที่เล่าขานกันมาเป็นเวลานับพันปี

เรื่องของ ' นางเอคโค ' ( ECHO ) กับหนุ่มน้อย ' นาร์ซิสซัส ' ( NARCISSUS )

   เพราะชาวกรีกโบราณสงสัยที่มาของ 'เสียงสะท้อน ' ที่ดังลำพังอย่างว้าเหว่กลางป่าเขา เป็นเสียงเหมือนจะล้อเลียน แต่แท้ที่จริงเป็นเสียงของคนที่ผิดหวัง ที่ไม่อาจจะกล่าวเสียงของตัวเองได้ จึงต้องยืมเสียงของผู้อื่นแทน 

   เรื่องของนางฟ้าที่ถูกต้องโทษลงทัณฑ์ เล่ากันว่าในการเสด็จลงมาสู่โลกของ 'เทวีจูโน ' นั้น นางฟ้าเอคโค(คือนางฟ้าแห่งเสียงสะท้อน)จะต้องตามเสด็จลงมาด้วย แต่เพราะว่าเป็นนางฟ้าที่ช่างพูด จนกลายเป็นพูดมาก ทำให้เทวีจูโนกริ้ว จึงสาปให้นางเอคโคไม่สามารถพูดกับใครได้ สิ่งเดียวที่นางจะทำได้ คือ กล่าวตามเสียงของผู้อื่น เฉพาะคำในตอนท้ายเท่านั้น

     
     ภาพชื่อ Narcissus 1912 (เข้าใจเป็นภาพนางฟ้า เอคโค) ของ JOHN WILLIAM WATERHOUSE 

     เพราะถูกสาปลงทัณฑ์ ทำให้นางเอคโคได้รับความอับอายในหมู่ของนางฟ้านางสวรรค์ นางจึงต้องหลีกตัวเองมาอยู่คนเดียวลำพัง หลบซ่อนตัวอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร และเมื่อต้องการจะพูดวาจาใด ก็จะต้องรอคอยให้มีผู้อื่นนำก่อน นางจึงจะพูดตามได้ เฉพาะคำสุดท้ายหรือประโยคสุดท้ายเท่านั้น หากจะทุกข์ทรมาณอย่างไร นางเอคโคก็พอจะทนได้ แต่เมื่อนางได้เจอกับผู้ชายที่เธอหลงรัก เป็นหนุ่มน้อยรูปงามชื่อว่านาร์ซิสซัสนั้น นางเอคโคไม่สามารถจะบอกหรือจะกล่าวคำใดๆ ให้เขาเข้าใจได้เลย นางพยายามวนเวียนอยู่ใกล้ตัวหนุ่มนาร์ซิสซัส และรอคอยว่าเมื่อใดเขากล่าวคำใด นางก็จะพยายามจะบอกคำนั้นกับเขา แต่คำบอกของนางนั้นเป็นเพียงการกล่าวคำซ้ำ ๆ ในคำพูดสุดท้ายของเขา

    
    ภาพ Narcissus ของ Karl Brulloff
    

    เมื่อนาร์ซิสซัสรู้สึกว่า มีผู้ติดตามใกล้ ๆ เขา เมื่อตะโกนถามไปว่า ' ใคร ' เสียงที่นางเอคโคจะบอกตอบเขาได้ ก็คือ' ใคร ' เช่นกัน นาร์ซิสซัสยิ่งเพิ่มความสงสัย ตะโกนซ้ำอีกว่า ' ใครมาล้อข้า ' เสียงที่นางเอคโคจะบอกกับชายที่เธอรัก ก็เป็นคำเดียวกันคือ ' ใครมาล้อข้า ' ' ออกมาเถิด ' นาร์ซิสซัสกล่าววิงวอนเพราะความสงสัย เสียงที่นางเอคโคจะบอกกับนาร์ซิสซัสก็คือ ' ออกมาเถิด ' เช่นกัน
 
    เมื่อนางตัดสินใจปรากฎตัวขึ้นเพื่อให้เขาได้เห็น นาร์ซิสซัสพยายามกล่าวคำใดกับนาง  แต่ทุกครั้งนางเอคโคก็จะกล่าวตอบโต้เป็นคำสุดท้ายของคำพูดนั้นเสมอ เขาและนางไม่สามารถพูดโต้ตอบทำความเข้าใจอะไรกันได้เลย และสิ่งนี้เอง ที่ทำให้นาร์ซิสซัสเข้าใจว่า นางเป็นภูตนางพรายหรือต้องคำสาปของผีร้าย จึงหลบหนีไปไม่ยอมให้นางเอคโคได้พบอีก ความเศร้าสร้อยและผิดหวังนั้นเองที่ทำให้นางเอคโคต้องตรอมใจตาย ร่างกายแหลกสลายกลายเป็นผุยผงอยู่ในป่าเขา ลมพัดพาเถ้าอังคารของนางไปติดต้องอยู่ตามหน้าผาบนไศลหลวงใหญ่ กลายเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณของนาง เมื่อคราวใดใครตะโกนกลางความวิเวกวังเวงของป่าเขา ก็จะมีเสียงตะโกนตอบกลับมาของนาง


   
    
    ภาพ Echo and Narcissus ของ John William Waterhouse

    แม้นางจะตายไปแล้ว แต่วิญญาณแห่งความรักของนาง ยังคงติดตามนาร์ซิสซัสไปตลอด ความรักนั้นได้กลายเป็นความพยาบาทแค้น วิญญาณของนางเอคโคทำให้นาร์ซิสซัสไม่รักผู้ใดทั้งสิ้นแต่กลายเป็นคนที่หลงรักตัวเอง ความรู้สึกรักตัวเองนั้นแอบซ่อนอยู่ในใจของนาร์ซิสซัส แต่ยังไม่ปรากฎชัดออกมา จนกระทั่งวันนั้นเขาเดินผ่านบ่อน้ำใส และเมื่อเขาจ้องไปในบ่อน้ำ ก็พบกับหนุ่มที่งดงามที่สุดปรากฎอยู่ในเงาน้ำนั้น นาร์ซิสซัสบังเกิดความลุ่มหลงรักเงาของตัวเองขึ้นมา เป็นความรักที่เขาไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เป็นความรักที่ทรมาน เช่นเดียวกับที่นางเอคโคไม่สามารถจะกล่าวคำใดแทนความรู้สึกของตัวเองออกมาได้

    
    ชื่อภาพ Echo and Narcissus 1627-28 ของ Nicolas Poussin

    นาร์ซิสซัสก็เช่นกัน ทุกครั้งที่เขาเอื้อมมือสัมผัสกับผิวน้ำ รูปเงาของชายหนุ่มที่เขาหลงรักก็จะกระเพื่อมหายไปทันที เมื่อปรากฎขึ้นอีกครั้ง นาร์ซิสซัสก็ได้แต่นั่งชื่นชมได้เท่านั้น จะหยิบต้องจะครอบครองอย่างไรไม่ได้ เขาจึงไม่ยอมลุกขึ้นจากบ่อน้ำที่สะท้อนภาพความงามของตัวเอง นาร์ซิสซัสจะนั่งอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งเขาไม่สามารถถอนตัวเองลุกขึ้นได้ ขาและแขนของเขากลายเป็นรากของต้นไม้ที่ปรากฎขึ้นริมบ่อน้ำ และในไม่ช้าร่างทั้งหมดของนาร์ซิสซัสก็กลายเป็นพุ่มไม้ กลายเป็น ' ต้นพลับพลึง ' ต้นไม้ที่จะต้องขึ้นอยู่ข้างบ่อน้ำหรือสระน้ำเท่านั้น จึงปรากฎขึ้นเป็นตำนานเล่าขานกันมาเป็นเวลานับพันปี

    ความเศร้าของนางเอคโค หรือความเข้าใจผิดของนาร์ซิสซัส ล้วนแล้วแต่บังเกิดขึ้นท่ามกลางความเปล่าเปลี่ยว เหมือนเสียงสะท้อนที่ดังจากภูเขา หรือภาพสะท้อนจากเงาน้ำ ความรักที่ไม่สมหวังจะถูกปล่อยให้ถูกทอดทิ้งอยู่ตามลำพังเช่นนี้


    
    
   ' วอล์ต วิทแมน ' กวีตะวันตกท่านหนึ่งยังเคยเขียนความรู้สึกเช่นนี้ไว้ ในบทกวีที่ชื่อว่า ' ใบหญ้า ' ว่า..

'' ผู้ใดปรารถนาจะเดินกับฉัน
เธอผู้นั้นจะกล่าวสิ่งใด ก่อนที่ฉันจะต้องจากเธอไป
เธอผู้ซึ่งอาจจะไม่รู้ว่า ฉันคือใคร ฉันเป็นอย่างไร
แต่ฉันก็ยังมีความหวังในตัวเธอ
เธอผู้ที่จะกลั่นกรองเส้นใยแห่งศีลธรรมไว้ภายในใจ
เธอผู้อาจจะล้มเหลวและผิดหวังในตัวฉัน
แต่หากถ้าเธอพลาดพลั้งฉันจากที่หนึ่ง...ก็จงค้นหาฉันอีกที่หนึ่ง
เพราะวันหนึ่งฉันจะหยุดพักการเดินทางเพื่อรอพบเธอ ''
ความรักที่พูดไม่ได้ของนางเอคโค คือความรักที่ไขว่คว้าหาไม่ได้ของนาร์ซิสซัส เพราะความหวังนั้นเอง...ที่ทำลายเขาและเธอ


..จาก...สวนดอกแก้ว ' กรวิก '...
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 12
prt Search for posts by this member.
เพิ่งมาใหม่
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 1
เข้าร่วมเมื่อ: 26 May 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 27 May 2003,21:26 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ภาพสวยมาก ชอบ

--------------
Hugh  Jackman
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 13
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 28 May 2003,20:33 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ค่ะ ขอบคุณนะคะ  แล้วจะพยายามหามาให้ชมอีก  คุณ prt  แวะมาบ่อยๆนะคะ
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 14
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 31 Jul. 2003,19:56 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

กามเทพกับเทพเจ้าอพอลโล ( APOLLO AND CUPID)

    กามเทพเป็นบุตรตัวน้อยๆของเทวีวีนัส แม้ผู้เป็นมารดาจะบำรุงเลี้ยงเขาด้วยน้ำทิพย์และกระยาทิพย์ อันเป็นอาหารของเหล่าทวยเทพ แต่เขาก็ไม่เคยเติบโตขึ้นเลย  เขาเป็นเด็กตัวเล็กๆที่ที่มีลักยิ้มและชอบหัวเราะ แต่เขาสามารถเหาะเหินไปได้ตามใจปรารถนา 

    เขาชื่นชอบเทพเจ้าอพอลโลมากกว่าเทพองค์อื่นใด ในยามที่เทพอพอลโลไม่ได้ขับราชรถ เขาจะติดตามอยู่เคียงข้างพระองค์เสมอ  เขาชื่นชอบคันธนูและลูกศรของเทพเจ้าอพอลโลมาก ปรารถนาจะได้จับถือดูบ้าง 

     ครั้งหนึ่งเทพเจ้าอพอลโลหยิบคันธนูอันแข็งแกร่งกับลูกศรอันคมที่สุดขึ้นมา แล้วมุ่งหน้าไปสังหารอสุรกายตัวมหึมาสีดำมืด ชื่อว่า ไพธอน

    

     ชื่อภาพ Apollo Slays Python. 1850-1851 วาดโดย Eugène Delacroix

     ไพธอนเป็นสัตว์ร้ายแห่งความมืดมน มันพ่นควันดำออกมาจากโพรงจมูกซึ่งจะแผ่ปกคลุมท้องฟ้าและอากาศรอบๆให้มืดมิดเป็นระยะทางหลายไมล์ ม่านควันดังกล่าวจะหนาทึบจนคนที่อยู่ในหุบเขาก็ไม่สามารถเห็นยอดเขาได้

     เทพเจ้าอพอลโลเป็นเทพแห่งแสงสว่าง พระองค์จึงไม่ชอบความมืดมน ดังนั้นพระองค์จึงมุ่งหน้าไปยังหุบเขาที่มืดดำไปด้วยม่านควันของไพธอน แล้วลงมือสังหารไพธอนเสีย

     

     ชื่อภาพ Apollo and Python 1811 วาดโดย J. M. W. Turner
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 15
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 02 Aug. 2003,01:56 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

กามเทพแอบติดตามเทพเจ้าอพอลโลไปอย่างเงียบๆ  จนกระทั่งเมื่ออสุรกายถูกสังหารไป  ความมืดมนลอยออกไปแล้ว พระองค์จึงหันมาเห็นกามเทพองค์น้อยยืนอยู่ข้างกาย

      “โอ…ลูกศรของท่านช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน  ให้ข้าสักดอกหนึ่งสิ  ให้ข้าสักดอกหนึ่งสิ และให้ข้าได้ถือคันธนูท่านสักครั้ง “

       เทพเจ้าอพอลโลได้แต่หัวเราะ พลางจูงมือกามเทพกลับไปหามารดา

       กามเทพผิดหวังยิ่งนัก  เขาจึงไปขอเทพเจ้าวัลแคนให้ปะดิษฐ์คันธนูอันหนึ่ง พร้อมด้วยลูกธนูอันเล็กๆเรียวงาม มีปลายศรที่แหลมคมและมีน้ำหนักเบา 

      เทพวีนัสที่กำลังเฝ้าดูอยู่ ก็ประทานพรให้ลูกศรเหล่านั้นมีอำนาจที่ลูกศรใหญ่ๆไม่อาจมีได้  คือ ผู้ใดก็ตามเมื่อถูกสัมผัสด้วยลูกศรทองคำนี้แม้เพียงแผ่วเบา เขาผู้นั้นจะบังเกิดความรักใครคนแรกสุดที่ได้ไปพบเห็น

      กามเทพรู้สึกยินดีกับลูกศรของตนยิ่งนัก  เขามักจะเล่นกับมันตั้งแต่เช้าจนจวบค่ำคืน

      วันหนึ่งเทพเจ้าอพอลโลไม่ได้ขับราชรถออกไป แต่จอดเอาไว้หลังม่านเมฆในสรวงสวรรค์  เพื่อว่าวันนี้ชาวโลกจะได้มีวันที่ท้องฟ้ามืดสลัวบ้าง แล้ววันนั้นพระองค์ก็ไปเข้าป่าล่าสัตว์ 

      เมื่อมาถึงพื้นที่โล่งแห่งหนึ่งพระองค์ก็เห็นกามเทพกำลังเล่นคันธนูและลูกศรอันเล็กๆของเขาบนโขดหินที่ปกคลุมไปด้วยตะไครน้ำ เทพเจ้าอพอลโลรู้สึกขุ่นเคืองใจที่เห็นกามเทพถืออาวุธชนิดเดียวกับที่พระองค์ใช้ พระองค์ขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้นห้วนๆว่า

      “ เจ้ากำลังทำอะไรกับสิ่งที่คล้ายกับอาวุธทำศึกชิ้นนั้นล่ะ เจ้าหนูน้อยซุกซน  วางลงไปเถอะ ปล่อยของอย่างนั้นไว้สำหรับผู้ใหญ่”

      กามเทพทั้งเสียใจและโกรธเคือง  เขาหวังว่าเทพเจ้าอพอลโลจะชื่นชมเขาดังเช่นที่เทวีวีนัสชื่นชม

     “ลูกศรของท่าสามารถสังหารอสุรกายไพธอนได้ “ กามเทพกล่าวขึ้น “ แต่ลูกศรของข้าจะทำให้ท่านเจ็บปวดได้”

      เมื่อพูดจบเขาก็ปล่อยลุกศรออกไป มันพุ่งไปกระทบร่างของเทพเจ้าอพอลโลแผ่วเบาจนไม่รู้สึกระคายผิวเลย  เทพเจ้าอพอลโลหัวเราะ แล้วออกเดินต่อไป ในไม่ช้าพระองค์ก็เดินมาพบนางไม้ผู้งดงามตนหนึ่งกำลังเก็บดอกไม้อยู่ในป่า  ดาฟเน่ (Daphne) ผู้เป็นสาวบริสุทธิ์ซึ่งชอบเดินทางท่องเที่ยวไปในป่ากว้าง เทพเจ้าอพอลโลเคยเห็นเธอมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าเธองดงามเช่นนี้มาก่อน  พระองค์วิ่งเข้าไปเพื่อจะพูดคุยกับเธอ แต่เมื่อเธอหันมาเห็นก็รู้สึกตื่นตระหนก 

     
             Apollo and Daphne
            Painting Date: 1908
           วาดโดย John William Waterhouse  

          “ให้ฉันช่วยเธอเก็บดอกไม้นะ “ เทพเจ้าอพอลโลวิงวอน แต่ดาฟเน่ หญิงสาวผู้ขี้อายกลับวิ่งหนีไป เทพอพอลโลก็วิ่งตามเธอไป 
         
     
            ชื่อภาพ Apollo Chasing Daphne , 1681
            วาดโดย Maratti Carlo

       ดาฟเน่ผู้น่าสงสาร ด้วยความตกใจเธอจึงวิ่งเร็วขึ้นๆ จนกระทั่งเธอวิ่งต่อไปไม่ไหวแล้ว เธอร้องคร่ำครวญ ขอความช่วยเหลือจาก พินิอัส เทพเจ้าแห่งสายน้ำ พินิอัสผู้เป็นบิดาของเธอได้ยินเสียงร้องก็คิดว่าคงจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น  พระองค์จึงแผ่อำนาจเวทมนตร์ของตนปกคลุมไปทั่วป่าอย่างรวดเร็ว  และเพื่อปกป้องผู้เป็นธิดา พระองค์จึงเปลี่ยนร่างของเธอให้กลายเป็นต้นไม้

       เท้าของดาฟเน่จึงยืนนิ่งอยู่กับพื้น แล้วหยั่งรากออกมายึดไว้ เธอรู้สึกว่าเปลือกอันหบาบแข็งแผ่ลามขึ้นมาทั่วไหล่และแขนขา มีกิ่งก้านสาขาแผ่ขยายออกมาจากแขนขา และฝ่ามือของเธอก็ปกคลุมไปด้วยใบไม้ เมื่อเทพเจ้าอพอลโลยื่นมือมาสัมผัสเธอ  หญิงสาวผู้งดงามก็อันตรธานหายไป มีแต่ต้นไม้ปรากฎอยู่แทนที่  
          
      “นี่ฉันทำอะไรลงไป…”  เทพเจ้าอพอลโลคร่ำครวญ  พระองค์รู้สึกเศร้าเสียใจที่ทำให้ดาฟเน่ต้องเปลี่ยนแปลงไป พระองค์จึงยืนอยู่ข้างต้นไม้ตลอดทั้งบ่าย พูดคุยและวิงวอนขอให้ดาฟเน่ยกโทษให้

     
           Apollo and Daphne , 1664
           วาดโดย  Nicolas Possin

      พระองค์ขอใบรอเรลจากเธอเพื่อที่พระองค์จะได้นำมาร้อยสวมไว้บนศีรษะ ดาฟเน่จึงสะบัดกิ่งก้าสาขาให้ใบไม้ร่วงพรูลงมารอบกายเทพเจ้าอพอลโล ด้วยวิธีนี้ พระองค์ก็รู้ว่าดาฟเน่ยกโทษให้พระองค์แล้ว พระองค์จึงรวบรวมใบไม้เหล่านี้เก็บใส่มือมาอย่างทะนุถนอม แล้วสานร้อยเป็นมาลัย

     พระองค์โยนมาลัยเหี่ยวเฉาที่สวมอยู่บนศีรษะทิ้งไป แล้วสวมมาลัยใบลอเรลไว้แทน  ซึ่งมันยังคงความสดและเป็นสีเขียวตลอดมา 

    จากหนังสือ เทพนิยายกรีก มาร์การเร็ต อีแวนส์ เขียน วัชรินทร์ อำพัน แปลและเรียบเรียง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 16
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 17 Dec. 2003,00:26 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

Dionysus

     ไดโอนิซัส เป็นบุตรของซูส (Zeus)เทพบดี กับนาง สีมิลี (Semele) ธิดาของแคดมัสผู้สร้างเมืองธีบส์ กับนางเฮอร์ไมโอนี  การกำเนิดของเทพไดโอนิซัสนับว่าน่าสงสารทีเดียว เหตุเพราะความหึงหวงของเจ้าแม่ฮีรา(Hera) กล่าวคือ
      
      เมื่อเทพซูสเกิดพิศวาสนางสีมิลี จึงได้จำแลงองค์เป็นชายหนุ่มรูปงามลงมาสมสู่ด้วย  นางก็พอใจและปิติยินดีไม่ติดใจ สงสัยอันใด ไม่ช้าเรื่องพิศวาสระหว่างเทพซูสกับนางสีมิลีก็แพร่งพรายไปถึง เจ้าแม่ฮีราภรรยาแสนสวยจอมหึงหวงของซูส เจ้าแม่มุ่งมั่นจะให้เรื่องนี้ยุติเสียทันที จึงจำแลงองค์เป็นนางพี่เลี้ยงแก่ของสีมิลีเข้าไปในห้องของนาง และชวนคุย เรื่องความรักของนาง และออกอุบายให้นางคลางแคลงใจเกี่ยวกับประวัติอันน่าสงสัยของชายหนุ่มนั้นว่าจะเป็นซูสจำแลงมาจริงหรือไม่ โดยให้ชายหนุ่มนั้นปรากฏกายให้เห็นในลักษณะของเทพเจ้า ซึ่งนางสีมิลีก็หลงเชื่อในที่สุดและตกลงใจที่จะกระทำตามที่พี่เลี้ยงแก่แนะนำ


      

      ชื่อภาพ Jupiter and Semele วาดโดย Moreau, Gustave, 1898

      เมื่อซูสเสด็จลงมาอีก นางสีมิลีจึงหว่านล้อมขอให้ซูสสาบาน โดยอ้างแม่น้ำสติกซ์เป็นทิพยพยานว่า ไท้เธอจะโปรดประทานฉันทานุมัติตามคำขอของนางประการหนึ่ง

       ครั้นเทพซูสสาบานแล้วนางก็ทูลความประสงค์ของนาง คือ ขอให้ปรากฎกายเป็นเทพซูสให้เห็น ซูสเทพถึงแก่ ตกตะลึงด้วยคิดไม่ถึงว่านางจะทูลขอถึงเพียงนี้  เพราะถ้าไท้เธอสำแดงองค์ให้ปรากฏตามจริง ก็จะทำให้นางสีมิลีผู้เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาไม่อาจมีชีวิตได้  แต่อย่างไรก็ดีเทพซูศก็มีพันธะที่จะต้องปฏิบัติตามสาบานอย่าง เคร่งครัด ไม่มีทางจะบ่ายเบี่ยงได้ ด้วยว่าการละเมิดคำสาบานซึ่งอ้างแม่น้ำสติกซ์อันศักดิ์สิทธิ์เป็นทิพยพยานนั้นย่อมบังเกิดผล ร้ายกับเทพผู้สาบานทุกองค์เหมือนกันหมด ไม่มีที่ยกเว้นแม้แต่องค์เทพบดีซูสเอง

       ซูสเนรมิตองค์ให้ปรากฏตามลักษณะประกอบด้วยทิพยาภิสังขารอันเป็นจริง พอนางสีมิลีได้เห็นภาพของไท้เธอ ด้วยตาอันพร่าพราว นางก็ถึงแก่ล้มกลิ้งด้วยไม่อาจทนต่อทิพยอำนาจของซูสได้ และในชั่วพริบตาก็บังเกิดไฟลุกขึ้นเผาผลาญนางให้วอดวายกลายเป็นจุณไป 

       ในขณะนั้นนางสีมิลีทรงครรภ์อยู่ แม้ซูสไม่อาจช่วยชีวิตของนางไว้ได้ แต่ก็ยังสามารถ ช่วยบุตรได้ ไท้เธอฉวยทารกออกจากไฟฝังไว้ในต้นขาของไท้เธอเอง ทารกคงอยู่ในที่นั้นต่อจากที่ได้อยู่ในครรภ์ มารดามาแล้ว จนครบกำหนดคลอด ซูสจึงเอาทารกออก มอบให้นางอัปสรพวกหนึ่งเรียกว่า ไนสยาดีส (Nysiades) เป็นผู้ อนุบาล นางอัปสรพวกนี้เอาใจใส่อนุบาลทารกอย่างทะนุถนอมเป็น อย่างดี ซุสจึงโปรดเนรมิตให้กลายเป็นกลุ่มดาวหนึ่ง เรียกว่า ไฮยาดีส (Hyades) ส่วนทารกน้อยผู้ที่ ถูกนางอัปสรเลี้ยงดู มีชื่อว่า ไดโอนิซัส หรือ แบกคัส นั่นเอง


             บ้างก็เล่าว่า  เพื่อที่จะให้ ไดโอนิซัสรอดพ้นจากความริษยาของเจ้าแม่ฮีรา  เฮอร์เมส ( Hermes)  ได้นำทารกไปให้ อิโน (Ino) น้องสาวของสิมีลีเลี้ยงดู  นางจึงเอาเสื้อผ้าของเด็กผู้หญิงแต่งกายให้ไดโอนิซัส  และเลี้ยงให้เติบโตขึ้นมาแบบเด็กผู้หญิง  แต่ต่อมาสามีของนางคลุ้มคลั่ง ฆ่าลูกของตนเอง  นางจึงนำไดโอนิซัสไปที่ริมทะเล
goddess Leucothea  จึงแปลงให้ไดโอนิซัสให้กลายเป็นแพะ  แล้วเฮอร์เมสก็มานำไดโอนิซัสไปให้พวกนางอัปสรเลี้ยงดูต่อไป  


      

       ชื่อภาพ Naissance de Bacchus / The birth of Bacchus, 1786-1808, วาดโดย Jean Baptiste Patas, French, engraving on paper

       Semele is shown into fires, after Zeus' visit, and she gives birth to Dionysus before she dies. Hera is on the left of Zeus, watching the scene she set up.


หมายเหตุ Zeus คือ เทพเจ้า จูปิเตอร์ ผู้ปกครองเทพแห่งยอดเขา โอลิมปุส ซึ่งมีอาวุธประจำพระองค์ได้แก่ สายฟ้า นกอินทรี และคทา      
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 17
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 20 Dec. 2003,05:52 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE



    แม้ว่ากำเนิดแท้จริงของไดโอนิซัสจะเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งเทพ แต่ก็ได้รับการยอมรับให้เป็นเทพอย่างสมบูรณ์  มีความเป็นอมฤตภาพเช่นเดียวกับเหล่าเทพสภาอื่น ๆ บนสวรรค์ชั้นโอลิมปัส   แต่ไดโอนิซัสรักที่จะ เดินทางท่องเที่ยวไปบนผืนดินอันกว้างขวางมากกว่า  ไม่ว่าจะไปทางไหนก็นำความชุ่มชื้นแห่งสุราเมรัยติดไปด้วย   คนที่มองเห็นคุณความดีของเทพองค์นี้ก็พากันเคารพนับถือ   ส่วนคนที่ดูถูกเหยียดหยามมักถูกลงโทษ   ในฐานะที่เพิ่งจะดำรงตำแหน่งเทพ  ไดโอนิซัสไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้คนนับถือสักเท่าใดนัก   ครั้นเวลาผ่านไป และคุณกับโทษของเทพองค์นี้เป็นที่ประจักษ์ชัดขึ้น มนุษย์ส่วนใหญ่จึงพากันเคารพนับถือ และสร้างวิหารถวายแด่ เมรัยเทพเป็นการใหญ่



    บางตำนานกล่าวว่า  ไดโอนิซัส เป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ และเป็นสัญลักษณ์ของการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนของฤดูกาล ตำนานมีอยู่ว่า ไดโอนิซัสถูกศัตรูฆ่าตาย และถูกสับออกเป็นท่อนๆ ทิ้งให้กระจัดกระจายทั่งพื้นดิน ไม่ได้รับการฝังอย่างที่ถูกต้องที่ควรเป็น ...แต่ในที่สุดก็ได้รับการชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยการรวบรวมชิ้นส่วนต่างๆที่กระจายอยู่กับดินนั้น มาประกอบเข้าด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้น ชาวกรีกจึงถือว่าไดโอนิซุส เป็นสัญลักษณ์แห่งความงอกงามของพื้นพิภพ เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์พืชที่เติบโตงอกงามเป็นธัญญาหารต่อมา การบวงสรวงเทพองค์นี้ นับเป็นการเรียกร้องให้ฤดูใบไม้ผลิหมุนเวียนกลับมาอีกครั้ง ต้นไม้ใบหญ้าจะได้ผลิดอกออกใบขึ้นมาใหม่ประดุจไดโอนิซุส ที่ได้รับการชุบชีวิต ในเทศกาลเฉลิมฉลองให้แก่เทพเจ้าไดโอนิซุส นี้ ชาวกรีกมีการจัดการประกวดการเต้นรำใหม่ๆ โดยมีการร้องเพลงประกอบเรียกว่า "ดีธีแรมบ์" ..ต่อมาได้พัฒนามาเป็นการแสดงละคร ด้วยเหตุนี้ ไดโอนิซุส จึงได้รับฉายาอีกชื่อหนึ่งว่า "เทพเจ้าแห่งการละคร"
   
     ไดโอนิซัส ทำให้พื้นดินสะพรั่งไปด้วยองุ่นรสเลิศที่ทรงคุณประโยชน์มากหลาย ทำให้ผู้คนอิ่มหนำ และชื่นบาน แต่มีหลายครั้งที่ไดโอนิซัสทำให้คนกลายเป็นวิกลจริตอย่างน่าสมเพช ในจำนวนนี้มีสตรีกลุ่ม หนึ่งซึ่งเรียกว่า เมนาดส์ (Maenads) ซึ่งถูกพิษของเมรัย ทำให้เป็นบ้าหมดสติไปทุกคน ต่างกระโดด โลดเต้นร้องรำทำเพลงไปตามป่าเขาลำเนาไพร อย่างขาดสติ บางครั้งก็มาห้อมล้อมติดสอยห้อยตามไดโอนิซัส ไปด้วย ต่อมาในยุคโรมันเมื่อไดโอนิซัสได้รับชื่อเป็นภาษาละตินว่า แบกคัส (Bacchus) คณานางสติไม่สมบูรณ์เหล่านี้ก็ได้รับชื่อใหม่ว่า แบกคันทีส(Bacchantes) จึงออกจะเป็นถาพที่ ประหลาดมากที่ชาย หนุ่มรูปงามคนหนึ่งจะเดินทางไปไหน ๆ โดยแวดล้อมด้วยผู้หญิงบ้า

    

ชื่อภาพ A Bacchant  วาดโดย Arthuir Wardle

"These women (who...are [also] called Bacchae or Bacchantes) celebrate Dionysos by abandoning themselves to the wild, liberating energy of nature. Bacchantes, when in the trance of the deity, leave behind home and family, and haunt the forests and mountains, their roles as wives, mothers, and sisters temporarily forgotten." (Mythography
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 18
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Dec. 2003,23:38 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เรื่องราวความรักของไดโอนิซัสก็มีบ้าง แต่เป็นรักที่ลงเอยด้วยความเศร้าสลด คือไดโอนิซัสไปพบและช่วยเหลือนาง อาริแอดนี่ (Ariadne) ธิดาเจ้ากรุงครีตไว้ได้ อาริแอดนี่ ธิดาของท้าว ไมนอสแห่งนตรครีต ซึ่งเลี้ยงอสูรร้ายชื่อ มิโนทอร์เอาไว้ใต้ดิน เมื่อวีรบุรุษ ธีลิอัสเดินทางไปครีตเพื่อเป็นเหยื่อแก่มิโนทอร์ นวลอนงค์ก็เกิดมีใจปฏิพัทธ์กับเจ้าชายหนุ่ม จึงหาทางช่วยเหลือและพาหนีออกเกาะครีตได้สำเร็จ แต่ทว่านางถูกทอดทิ้งไว้เดียวดายบนเกาะร้างแห่งหนึ่ง ไดโอนิซัส ไปพบเข้าจึงเกิดความสงสารและรักนาง แต่รักได้ไม่นาน อาริแอดนี่ก็ตายลง ไดโอนิซัสสุดเสียใจนัก จึงไม่มีรักใหม่อีกเลย



       ชื่อภาพ  Bacchus and Ariadne  วาดโดยTURCHI, Alessandro

       
       
        ชื่อภาพ  Bacchus and Ariadne  วาดโดย  TIZIANO
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 19
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Dec. 2003,23:05 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ไดโอนิซัสมีชีวิตที่แสนเศร้า  ขนาดที่ว่าเป็นเทพที่มีกายเป็นอมฤตก็มีโอกาสตายได้เช่นกัน  นักกวีชาวกรีกโบราณเขียนเล่าตามความเป็นจริงของต้นองุ่น

            กล่าวคือ เมื่อถึงฤดูเก็บองุ่น ชาวบ้านจะฟันเอากิ่งที่มีองุ่นติดเต็มไปหมด เหลือไว้แต่ต้นโดดเดี่ยว มองดูแล้วน่า สะพรึงกลัว เพราะมีแต่ลำต้นปราศจากใบและกิ่งก้านสาขา แต่ไม่นานเมื่อเวลาผ่านไป ต้นองุ่นก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับแตกกิ่งและใบสวยงาม ต่อจากนั้นก็ผลิดอกออกผลเป็นจนงดงามอีกครั้งหนึ่ง

            ฉันใดฉันนั้นเทพไดโอนิซัส ตามตำนานกล่าวว่า เธอถูกยักษ์เผ่าวงศ์ไทแทน ทำร้ายอย่างน่าสยองขวัญด้วยการฉีก ร่างออกเป็นชิ้น ๆ ก็ดั่งต้นองุ่นที่ถูกตัดกิ่งก้านเพื่อเก็บผลของมัน แต่ไม่นานนัก เทพไดโอนิซัสก็จับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ก็ ในเวลาที่เธอฟื้นจากความตายนี่แหละ ที่ใคร ๆ ทั้งเทวดาและมนุษย์ต่างก็ชื่นชมยินดี และจัดงานรื่นเริงฉลองรับขวัญกัน เอิกเกริก


       

       ชื่อภาพ Dionysus and Pan โดย MichelAngelo
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 20
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 24 Dec. 2003,08:29 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

และจากการตายของไดโอนิซัสนี้เอง  ทำให้ไดโอนิซัสได้ช่วยเหลือมารดาผู้ที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนจากหัตถ์ของยมเทพ และนำขึ้นไปสู่สวรรค์ชั้นโอลิมปัสได้อย่างปลอดภัย



       เรื่องเล่ากันว่า เทพไดโอนิซัส ได้ติดตามหามารดาในปรโลก เมื่อพบแล้ว ไดโอนิซัส ก็ขอนางคืนจากยมเทพฮาเดส แต่มัจจุราชไม่ยินยอม จนเกิดการโต้เถียงกันว่าใครจะเหนือกว่าใคร ไดโอนิซัสบอกคำเดียวว่า ตนนั้นเหนือกว่ามัจจุราช เพราะเธอสามารถตายแล้วคืนชีพได้อีก ไม่ เคยมีเทพองค์ใดกระทำได้อย่างนี้เลย เทพฮาเดสเห็นจริงตามนั้น จึงยอมมอบนางสิมิลีคืนให้บุตรชายพาออกจากแดนบาดาลไป เทพไดโอนิซัสจึงพามารดาขึ้นสวรรค์บนโอลิมปัส ที่นั่นเหล่าเทพ น้อยใหญ่ต่างต้อนรับนางสิมิลีเป็นอย่างดี โดยที่นางเป็นอมตชนคนเดียวที่อยู่ท่ามกลางอมตเทพทั้งปวงและฮีร่าเทวีก็ทำอะไรมิได้อีก

           


http://www.geocities.com/elysianth/dionysus.html
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
28 คำตอบนับตั้งแต่ 12 Jul. 2002,23:26 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 2 of 3<<123>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com