เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 1 of 712345>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: สวิตเซอร์แลนด์ - ดินแดนแห่งเทือกเขาอัลป์, เมืองนาฬิกา ธนาคาร เวชภัณฑ์ เนยแข็ง และช็อคโกแลต< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 1
รจนา เจนีวา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 741
เข้าร่วมเมื่อ: 21 Jul. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 25 Oct. 2006,13:42  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

รจนาเปิดกระทู้ใหม่ ชวนเที่ยวประเทศสวิตเซอร์แลนด์ค่ะ

ประเทศนี้มีชื่อเรียกหลายแบบ ได้แก่

แบบภาษาอังกฤษ คือ Switzerland (สวิตเซอร์แลนด์)
แบบภาษาฝรั่งเศส คือ Suisse (สวิส)
แบบภาษาเยอรมัน คือ Schweiz (ชไวซ์)
แบบภาษาอิตาเลียน คือ Svizzera (สวิซเซร่า)
แบบภาษาโรมันช์ (ชาวพื้นเมือง) คือ Svizra (ชวิซร่า)

แต่ชื่อย่อของประเทศกลับกลายเป็น CH ซึ่งเป็นคำย่อของภาษาลาตินว่า Confoederatio Helvetica หรือแปลง่าย ๆ เป็นภาษาอังกฤษก็คือ Helvetic Confederation

เหตุที่ต้องใช้ภาษาลาตินก็เพราะประเทศนี้มีภาษาใช้การทั้งหมดสี่ภาษาด้วยกัน เพื่อไม่ให้เป็นการเลือกที่รักมักที่ชัง ก็เลยใช้ภาษาลาตินเสียเลย 

นำเกร็ดน่าสนใจของประเทศนี้มาฝากกันก่อนดังนี้ค่ะ

thumbsup.gif ธนบัตร ๑,๐๐๐ ฟรังก์สวิสถือเป็นธนบัตรที่มีค่าสูงที่สุดในโลก คิดเป็นเงินไทยตอนนี้ประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาทค่ะ

thumbsup.gif ชาวสวิสทานชอคโกแล็ตเฉลี่ยนปีละ ๑๐ กิโล เมื่อเทียบกับชาวอเมริกันที่ทานแค่ประมาณ ๕ กิโลต่อปี (แต่ชอคโกแลตอเมริกันน้ำตาลมากกว่าช็อคโกแลตสวิส)

thumbsup.gif ชาวสวิสเป็นชนชาติที่ชอบเช่าบ้านเขาอยู่ค่ะ มีชาวสวิสแค่หนึ่งในสี่เท่านั้นที่มีบ้านเป็นของตัวเอง

thumbsup.gif บ้านจำนวนมากในสวิตฯจะมีห้องหลบภัยใต้ดินเผื่อเอาไว้สำหรับสงครามนิวเคลียร์

thumbsup.gif แม่ของเจมส์ บอนด์เป็นคนสวิส

thumbsup.gif ประชากรสวิสมีจำนวนประมาณ ๗ ล้านกว่า ยังน้อยกว่าประชากรในกรุงเทพฯ

thumbsup.gif อัลเบิร์ต ไอชไตน์เคยทำงานเป็นเสมียนในสำนักงานสิทธิบัตร เมื่อตอนที่เขาค้นพบทฤษฎีสัมพันธภาพ

thumbsup.gif ธงชาติสวิสที่ประดับอยู่ที่อาคารสหประชาชาตินั้นเป็นธงรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ขณะที่ธงประเทศอื่นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

thumbsup.gif แบบตัวอักษรที่เรียกว่า “Helvetica” ถูกประดิษฐ์ขึ้นในประเทศสวิตฯ โดยยืมมาจากชื่อเต็มในภาษาลาติน คือ Confoederatio Helvetica

wavey.gif ประเทศสวิตฯ มีเนื้อที่ ๑๕,๙๔๓ ตร ไมล์ ความยาวจากเหนือจดใต้แค่ ๑๓๗ ไมล์ และ จากตะวันออกไปตะวันตก ๒๑๗ ไมล์ค่ะ

wavey.gif ความสูงต่ำของประเทศนับได้จาก ๖๔๓ ฟุตจากระดับน้ำทะเลที่เมืองอัสโคน่า (ในแคว้นติชิโน่) ซึ่งมีอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ไปจนถึงความสูง ๑๕,๑๙๙ ฟุตเหนือระดับน้ำทะเลที่ยอดดูฟูร์ (Dufour) และจุดสูงสุดกับต่ำสุดสองแห่งนี้ ห่างกันแค่ ๔๓ ไมล์เท่านั้นเอง

wavey.gif เส้นทางรถไฟสวิสมีความยาวรวมกัน ๓,๑๐๐ ไมล์ นับว่าเป็นเส้นทางที่ครอบคลุมที่สุดในโลก (เมื่อเทียบกับพื้นที่) และคนสวิสนิยมใช้รถไฟมากเป็นอันดับสองของโลก (รองจากคนญี่ปุ่น) โดยใช้รถไฟเฉลี่ยคนละ ๔๐ เที่ยวต่อปี ครอบคลุมเส้นทางประมาณ ๑,๑๐๐ ไมล์ต่อปี เทียบกับคนอเมริกันที่ใช้รถไฟปีละ ๐.๑ เที่ยว เส้นทาง ๒๐ ไมล์

wavey.gif ๖๐% ของไฟฟ้าสวิสผลิตจากพลังน้ำ

wavey.gif ประเทศสวิตฯมีทะเลสาบมากกว่า ๑,๐๐๐ แห่ง และกล่าวกันว่า ประชาชนแต่ละคนละอยู่ไกลจากทะเลสาบไม่เกิน ๑๐ ไมล์ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของประเทศ (อืมม์ ข้อนี้เห็นจะจริงค่ะ เพราะรจนาก็อยู่ไกลจากทะเลสาบเจนีว่าแค่ห้าหกกิโลเอง)

นำข้อมูลมาฝากพอหอมปากหอมคอก่อนนะคะ
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 2
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 25 Oct. 2006,22:48 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

thankssign.gif  ขอบคุณค่ะคุณรจ  แล้วประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีรายได้ประชาชาติสูงที่สุดในโลกใช่ไหมคะ?
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 3
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 26 Oct. 2006,08:13 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

คุณรจมีความรู้รอบตัวดีมากเลยครับ  applaud.gif
ตรงกันข้ามกับผมเลย ห่วยสุดๆ wave.gif

--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 4
รจนา เจนีวา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 741
เข้าร่วมเมื่อ: 21 Jul. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 26 Oct. 2006,10:53 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

โอ้โห พี่แอ๊ดเล่นถามคำถามเศรษฐศาสตร์เสียแล้ว รจนาต้องไปค้นในเว็บมาให้ เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหนก็ลองดูนะคะ

คุณคิลินคะ อย่าเพิ่งท้อใจค่ะ รจนาเองก็ไม่ได้รู้มากมายหรอกค่ะ ค้นเว็บเอาเหมือนกัน เพิ่งได้มารู้ข้อมูลหลายอย่างก็ก่อนคุณคิลินแค่วันเดียวเอง tongue.gif (ความลับเปิดเผย)

ดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งของประเทศนึง ๆ นี่เขานิยมใช้คือ Gross National Product (GNP) per capita หรือผลผลิตมวลรวมประชาชาติ แบ่งตามรายหัว นะคะ พวกเราคงเคยได้ยินกันบ่อย ๆ ซึ่งหากตัวเลขยิ่งสูงมาก ก็หมายความว่าประเทศนั้นยิ่งรวยมาก บางทีเขาก็เรียกดัชนีนี้ว่า Gross National Income ค่ะ

แต่ดัชนี้นี้ใช้วัดได้แต่ตัวเงิน แต่ไม่อาจวัดคุณภาพชีวิตและความสุขของประชากรได้ค่ะ (เหมือนอย่างภูฐานไงคะที่มีดัชนีวัดความสุขของประชาชน)

พี่แอ๊ดเดาเกือบถูกค่ะ ที่ว่าประเทศสวิตฯร่ำรวยที่สุด แต่ยังแพ้อีกสองประเทศค่ะ

ประเทศอะไรเอ่ยที่มีค่าดัชนี GNP สูงกว่าสวิตฯ?

เฉลย.........





ลักเซมเบิร์ก กับ นอรเวย์ค่ะ

เรามาดูรายการประเทศร่ำรวยที่สุด ๑๐ ประเทศแรกของโลกที่วัดโดยดัชนีการพัฒนาของธนาคารโลก (World Bank Development Indicators) เป็นตัวเลขสรุปของเดือนกรกฎาคม ๒๐๐๖ นี่เองค่ะ ใหม่ ๆ ซิง ๆ เลย

Luxembourg ... $56,380
Norway ... $51,810
Switzerland ... $49,600
United States ... $41,440
Denmark ... $40,750
Iceland ... $37,920
Japan ... $37,050
Sweden ... $35,840
Ireland ... $34,310
United Kingdom ... $33,630


จะเห็นว่ามีประเทศในเอเชียติดกลุ่มไปด้วยหนึ่งประเทศ คือ ญี่ปุ่น น่าภูมิใจดีเหมือนกันค่ะ

แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ไปวัดความร่ำรวยโดยใช้ GNP per capita อีกเหมือนกัน แต่อิงกับตัวชี้วัดที่เรียกว่า global purchasing power parity (PPP) - แฮ่ม ขอไม่แปลนะคะ เพราะไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ค่ะ ดัชนีที่ว่านี้จะดูสถิติที่แปลงออกมาเป็นดอลล่าร์สากลที่ใช้ในการซื้อขาย เมื่อจัดดังนี้ก็จะได้อันดับประเทศร่ำรวยแตกต่างกันไปดังนี้ค่ะ (ตัวเลขปี ๒๐๐๔)

Luxembourg ... $61,610
United States ... $39,820
Norway ... $38,680
Switzerland ... $35,660
Ireland ... $32,930
Iceland ... $32,370
Austria ... $31,800
Denmark ... $31,770
Hong Kong ... $31,560
Belgium ... $31,530


จะเห็นว่า สหรัฐฯแซงมาอยู่อันดับสองเลยทีนี้ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะใช้ดอลล่าร์สากลเป็นหน่วยนับหรือเปล่า ขณะที่อังกฤษตกไปอยู่อันดับที่ ๑๑

กล่าวกันว่าประเทศร่ำรวยเหล่านี้มีตัวเลข GNPs per capita สูงกว่าประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก (ส่วนใหญ่อยู่ในอาฟริกา) ถึง ๑๑๕ เท่าทีเดียว โอ้...อนิจจา

รจนาเองก็เพิ่งรู้นี่แหละค่ะ ว่าสวิตฯติดอันดับสาม รู้แต่ว่าเป็นประเทศรวย (เพราะของแพงเหลือใจ) แต่ยังนึกว่าจนกว่าอังกฤษเสมอ (เพราะรู้สึกว่าของที่เมืองอังกฤษยังแพงกว่าที่สวิตฯ แต่อาจจะเฉพาะที่ลอนดอนก็ได้) แล้วก็เพิ่งมารู้ว่า ประเทศเยอรมนียังไม่ติดฝุ่นเขาเลยอ้ะ tears.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 5
sweet lemon Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 1363
เข้าร่วมเมื่อ: 02 Nov. 2004

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 26 Oct. 2006,13:23 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

คุยหยังกันน้อ  hum.gif  มีดัชนีด้วย มันคืออันหยังน้อ  ask.gif
เห็นป่าวมีคนเง่าอยู่แถวนี้ด้วยใครเอ่ย...เฉลยจ้า....ข้อยมะลาวงัยค่ะ... boogie.gif

cool1.gif  moon.gif  greet.gif  wave.gif

thankssign.gif เจ้รจนี

again.gif  เจ้รจนี

enough.gif  ยัยมะลาว  tongue.gif

เอิ๊กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

--------------
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 6
pilgrim Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 2230
เข้าร่วมเมื่อ: 16 Jun. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 27 Oct. 2006,04:12 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ตามมาเที่ยวด้วยคนจ้า

ที่อังกฤษของแพงจริงๆจ้ะ จะว่าไปแล้ว แพงทั่วไปหมดแหละจ้ะ ของบางอย่าง ซื้อที่ลอนดอนยังถูกกว่าตามเมืองอื่นด้วยซ้ำ(เช่นของสดกับข้าวแบบเอเชีัย  คาดว่า เพราะร้านขายของชำพวกนี้เป็นเหมือนซาปั๊ว ต้องไปรับจากยี่ปั๊วในลอนดอนมาอีกที)

เอ ตอนพิลไปเที่ยวสวิตฯ อย่างหนึ่งที่คิดว่าแพง คือ ค่ารถไฟ ส่วนเรื่องอาหาร จำไม่ได้แล้วแฮะ ว่าวันๆนึง กินอะไรบ้าง เพราะท่องเที่ยวแบบนักเรียนอย่างเรา มักจะชอบเอามาม่าไปต้มกินจ้ะ แฮ่ๆๆ tongue.gif


--------------


All days come from one day.
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 7
รจนา เจนีวา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 741
เข้าร่วมเมื่อ: 21 Jul. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 30 Oct. 2006,07:03 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ตอนนี้ขอเล่าเรื่องนาฬิกาสวิสหน่อยแล้วกันนะคะ ไหน ๆ ก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศแห่งนาฬิกาคุณภาพเยี่ยมแล้ว

สวิตฯไม่ใช่ประเทศแรกที่ทำนาฬิกาค่ะ ประเทศที่เป็นผู้บุกเบิกตัวจริงนั้นได้แต่อิตาลี เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ ประเทศเหล่านี้ต่างผลิตนาฬิกาเพื่อเป็นเครื่องประดับสูงค่า สำหรับชนชั้นเจ้านายและราชวงศ์ รวมทั้งผู้ดีมีเงิน หรือไม่ก็เพื่อเป็นเครื่องมือที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากประเทศสวิตฯไม่เคยมีเจ้าขุนมูลนายก็เลยไม่เคยสนใจในเรื่องการทำนาฬิกามาแต่ไหนแต่ไร

แต่การผลิตนาฬิกาเริ่มเป็นที่แพร่หลายก็ที่เมืองเจนีวา (บ้านที่สองของรจนา) นี่แหละค่ะ โดยเริ่มในราวศตวรรณที่ ๑๗ โดยช็อง คาลแว็ง (Jean Calvin) ผู้สั่งห้ามการแสดงออกซึ่งความร่ำรวย (มีอย่างนี้ด้วยนิ) และบังคับให้ผู้ผลิตอัญมณีเปลี่ยนจากการทำเครื่องประดับอันล้ำค่าไปหัดทำนาฬิกาแทน

เจนีวาก็เลยกลายเป็นศูนย์กลางของการออกแบบและการตลาดทั้งก่อนและหลังที่จะกลายเป็นประเทศสหพันธรัฐสวิสในปี ค.ศ. ๑๘๑๕ ถึงตอนนั้นการผลิตก็ขยายตัวไปยังมณฑลอื่น ๆ โดยเฉพาะมณฑลนูชาเต็ล (Neuchâtel)

ช่างนาฬิกาสวิสต่างเดินทางไปศึกษาหาความรู้ในประเทศอื่นและไปฝึกทักษะฝีมือด้วย ช่างฝีมือที่มีชื่อเสียงมากที่สุด คนหนึ่งคือ Abraham-Louis Breguet (1747-1823) เกิดที่นูชาเต็ล ไปอบรมที่แวร์ซายล์ และทำมาหากินในปารีสหลังจากไปอยู่ลอนดอนนานหลายปี เบรเกะต์นี้ถือว่า ผู้ประดิษฐ์นาฬิกาที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัยเลยค่ะ แต่รจนาจะไม่เล่ามากไปกว่านี้นะคะ

ช่างประดิษฐ์ชาวสวิส (โดยเฉพาะชาวเจนีวา) ถือว่าอยู่แนวหน้าของการประดิษฐ์คิดค้น และยังทำเป็นพ่อค้าแม่ขายที่เก่งกาจอีกด้วย นับแต่เริ่มทำนาฬิกา ผู้ประดิษฐ์สวิสก็เน้นการส่งออกเป็นหลัก ทำให้มีพ่อค้าที่ชำนาญเรื่องการขายนาฬิกาโดยเฉพาะ (ปัจจุบันนาฬิกาสวิสส่งออกถึง ๙๕ % ของการผลิต)

ตอนแรก ๆ ช่างนาฬิกาก็เลียนแบบ (หรือขโมยลิขสิทธิ์) รูปแบบนาฬิกาฝรั่งเศสและอังกฤษค่ะ โดยทำออกมาแบบถูก ๆ แต่ใช้เทคนิคการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า และความเป็นนักการค้าที่เก่งกว่า

พออุตสาหกรรมนาฬิการุ่งเรืองดี ผู้ประดิษฐ์ชาวสวิสก็เลิกเลียนแบบ และหันมาออกแบบเองค่ะ (ตอนหลังมีไทยแลนด์ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลียนแบบต่อบ้าง เข้าทำนอง กงกรรมกงเกวียน)

ชิ้นส่วนนาฬิกาต่าง ๆ นั้นมักจะตามบ้าน (รับเหมา) หรือในโรงงานเล็ก ๆ ในหมู่บ้านรอบมณฑลเจนีวา โดยใช้ระบบที่เรียกว่า "รับงานไปทำที่บ้าน (homeworking)" เหมือนกับบ้านเราเหมือนกันนะคะ ชิ้นส่วนเหล่านี้จะถูกส่งไปให้ช่างฝีมือในเจนีวาเพื่อประกอบเป็นนาฬิกาในที่สุดค่ะ

กล่าวกันว่า ราคาชิ้นส่วนต่าง ๆ ของนาฬิกานั้น มีมูลค่าจิ๊บจ๊อยมาก เมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตทั้งหมด ที่แพงที่สุดก็คือ ค่าแรงงานช่างฝีมือคือ ที่ต้องประดิษฐ์ประดอย ใช้เวลาประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ อย่างประณีตที่สุด แม่นยำที่สุด บางครั้งต้องนำชิ้นส่วนที่เล็กจนต้องใช้แว่นขยายประกอบเข้าใจตัวเรือนเล็กจิ๋วหรือบางเฉียบ และนาฬิกาส่วนใหญ่จะใช้ชิ้นส่วน ๒๐๐-๓๐๐ ชิ้น (บางเรือนใช้ถึง ๑,๕๐๐ กว่าชิ้นค่ะ) สิ่งนี้แหละค่ะ ที่ทำให้นาฬิกายี่ห้อดี ๆ ถึงแพงเหลือใจ ไม่ใช่เพราะประดับเพชรประดับทองสักเท่าไร (แต่ก็มีส่วนนิ)

แต่ก่อนนี้ นาฬิกายังไม่ใช่ของประดับร่างกาย (หรือข้อมือ) แต่เป็นของประดับบ้าน นาฬิกาข้อมือนั้นเพิ่งมาเป็นที่นิยมในศตวรรษที่ ๒๐ นี่เอง แต่ก่อนก็ใช้วิธีห้อยกับสายสร้อย พกในกระเป๋า หรือแขวนไว้กับเข็มขัด เป็นต้น ในสมัยก่อนนั้น นาฬิกาถือเป็นอัญมณีประดับกายพอ ๆ กับเป็นที่บอกเวลาค่ะ

จุดเด่นของนาฬิกาแบบเจนีวาก็คือ การตกแต่งค่ะ ความสวยงามของนาฬิกาสวิส (เจนีวา) นี้ทำให้เครื่องบอกเวลานี้มีความดึงดูดต่อสายตา

อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสแซงหน้าอังกฤษในที่สุดในตอนกลางศตวรรษที่ ๑๙ แล้วก็มีคู่แข่งสำคัญที่ช่วงเดียวกัน คือ ช่างประดิษฐ์นาฬิกาอเมริกันที่สามารถผลิตนาฬิกาที่มีความแม่นยำได้ทีละจำนวนมาก ๆ (เหมือนปั๊มออกมา) และชิ้นส่วนต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนได้ คู่แข่งนี้ทำให้การส่งออกนาฬิกาสวิสในช่วงนั้นตกลงถึง ๗๕% ภายในช่วงสิบปี

ด้วยเหตุนี้เองที่ประเทศสวิตฯจึงเร่งพัฒนาเทคโนโลยี่การผลิตที่เน้นความแม่นยำ โดยผลิตเครื่องจักรที่มีความสามารถสูง แล้วก็เพิ่มของแถมจูงใจคนซื้อ เช่น มีบอกวันที่และเดือน รวมทั้งจับเวลาได้ บริษัท Rolex เป็นผู้ผลิตนาฬิกาเรือนแรกที่กันน้ำได้ในช่วงทศวรรณ ๑๙๒๐ ค่ะ

พอมาถึงศตวรรษที่ ๒๐ ช่วงแห่งการปฏิวัติด้านนาฬิกา มีการคิดค้นนาฬิกาควอตซ์ที่เมืองนูชาเต็ล (ปี ค.ศ. ๑๙๖๗) แต่ผู้ประดิษฐ์สวิสกลับหัวไม่ไวเท่าไร ปล่อยให้ญี่ปุ่นและอเมริกานำเทคนิคนี้ไปใช้ประโยชน์เสียก่อน ช่วงนั้น ผู้ประดิษฐ์สวิสมุ่งไปที่การวิจัยและพัฒนาในการสร้างนาฬิกาแบบกลไก (ไขลาน) มากกว่า ซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ค่ะ ทำให้อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสแทบล่มสลายม้วนเสื่อไปจากวงการเลยเลยทีเดียว

แต่ดวงยังดีค่ะ ที่ผู้ผลิตชาวสวิสยังรู้ตัวก่อนจะสายเกินไป ได้มีการพยายามปฏิวัติอุตสาหกรรมนาฬิกาเสียใหม่ โดยทำให้นาฬิกานั้นกลายเป็นเครื่องหมายแห่งแฟชั่น มีการออกแบบและผลิตนาฬิการาคาถูก Swatch ออกมาขายเป็นเรือนล้าน (ใช้เทคโนโลยี่ควอตซ์) และทำให้ประเทศสวิสกลับมาอยู่แถวหน้าของการส่งออกนาฬิกาอีกครั้งหนึ่ง

เพื่อน ๆ มีนาฬิกา Swatch กันสักเรือนแล้วหรือยังคะ? รจนามีอยู่หนึ่งเรือน แต่หายไปตอนเดินทางไปศรีลังกาค่ะ ส่วนพ่อบ้านมีอยู่เรือนหนึ่งเหมือนกัน กันน้ำได้ จับเวลาได้ ราคาก็ประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาทค่ะ

ความสำเร็จของนาฬิกา Swatch ถือเป็นจุดหมุนเปลี่ยนที่สำคัญของนาฬิกาสวิสทั้งหมด ทำให้ผู้ผลิตยี่ห้ออื่น ๆ เกิดความมั่นใจอีกครั้งหนึ่ง 

คนที่รู้จักนาฬิกาสวิสย่อมเชื่อถือในคุณภาพอันสูงเยี่ยม (แม้ Swatch จะราคาถูก แต่คุณภาพก็ไม่กระจอกค่ะ ทำอะไรได้หลายอย่าง กันน้ำได้ทุกเรือน มีแบบจับเวลาได้ด้วย) และภาคการส่งออกนาฬิกานั้นติดอันดับสามของประเทศ รองจากการส่งออกเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ด้านวิศวกรรม (นับจากมูลค่าการส่งออก)

อย่างที่เล่าไปแล้วว่า นาฬิกาสวิสนั้นมีการส่งออกถึง ๙๕% ของจำนวนที่ผลิต และทำให้สวิตฯเป็นประเทศส่งออกนาฬิกาอันดับหนึ่งของโลก

มูลค่าการส่งออกในปี ค.ศ. ๒๐๐๔ คือ ๙,๐๐๐ ล้านดอลล่าร์ จำนวนนาฬิกาที่ส่งออกมีประมาณ ๒๕ ล้านเรือน ซึ่งยังน้อยกว่าเมืองจีน (ส่งออก ๑,๐๐๐ ล้านเรือน) และฮ่องกง (ส่งออก ๗๐๐ ล้านเรือน) แต่มูลค่าของนาฬิกาสวิสนั้นสูงกว่าสองประเทศหลังมากมายนัก

กล่าวกันว่า ราคาเฉลี่ยของนาฬิกาส่งออกจากเมืองจีน คือ เรือนละ ๑ ดอลล่าร์ ส่วนของฮ่องกงนั้น ๕ ดอลล่าร์ แต่ค่าของนาฬิกาสวิสนั้นอยู่สุดขั้วอีกด้านค่ะ คือ เฉลี่ยเรือนละ ๓๒๙ ดอลล่าร์ ถือว่าสูงที่สุดในโลก

ตลาดปัจจุบันของนาฬิกาสวิสเน้นอยู่ที่สามทวีป รายแรกลูกค้าใหญ่คือ อเมริกา (๑๗ % ของมูลค่าการส่งออก ปี ๒๐๐๔) รายต่อมา คือ ฮ่องกง ประมาณ ๑๖ % (ถือเป็นจุดส่งผ่านที่สำคัญ ที่มีการส่งออกต่อด้วย) ต่อมา คือ ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ จากนั้นก็มีอิตาลี และฝรั่งเศส ซึ่งคาดว่าเอาไว้ขายนักท่องเที่ยวอีกทีนึง (รจนายังไปซื้อนาฬิกาสวิสลองจิ้น Longine ที่สนามบินปารีสเลย - เห็นไหมคะ ohman.gif รู้สึกว่าราคาจะถูกกว่าซื้อที่เจนีวาหน่อยนึง เพราะได้ลดหย่อนภาษี)

กล่าวกันว่าในปี ค.ศ. ๒๐๐๔ มีประเทศสั่งซื้อสำคัญรวม ๑๕ ประเทศที่ซื้อนาฬิกาสวิสมากกว่า ๘๒ % ของนาฬิกาส่งออกจากสวิตฯค่ะ

นาฬิกาสวิสไม่ใช่จะดีเฉพาะคุณภาพอย่างเดียว แต่ยังมีรูปแบบให้เลือกอย่างหลากหลายอีกด้วย ทั้งในแง่เทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำหน้า และหน้าตาที่สวยงาม นาฬิกาสวิส ๙๐ % นั้นเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ และมีแบบไขลานเหลืออยู่ประมาณ ๑๐ % แต่เป็น ๑๐ % ที่มีมูลค่าการส่งออกถึงครึ่งนึงของทั้งหมดเลยค่ะ ไม่กระจอกเลย นาฬิกาในราคาแพงระยับแถวหน้านั้น ถือเป็นนาฬิกาที่มีความซับซ้อนมากที่สุดของโลกทีเดียว บางเรือนยังแพงกว่าซื้อรถบีเอ็มหนึ่งคันเสียอีก

ตรารับประกันคุณภาพที่เขียนว่า "Swiss made" นั้นเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตสวิสหวงแหนเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับมีการเซ็นสัญญาระดับทวิภาคีและพหุภาคีในระดับสากลเพื่อให้ประเทศสวิตฯสามารถฟ้องร้องคนที่เอาตรานี้ไปลักลอบใช้ (กับนาฬิกาของปลอม เป็นต้น) ค่ะ กล่าวกันว่า หากเราเดินทางเข้าประเทศสวิตฯและด่านตรวจคนเข้าเมืองเขาพิสูจน์ได้ว่า โรเล็กซ์ของเราเป็นของเก๊ เขาสามารถเอาฆ้อนทุบต่อหน้าเราได้เลย (ที่จริงคงไม่ถึงอย่างนั้น แต่หมายความว่าริบได้เลย - ส่วนจะเสียค่าปรับหรือเปล่ารจนายังไม่ทราบค่ะ)

กล่าวโดยสรุป การที่จะมีตราว่า "ผลิตในสวิตฯ" ได้นั้น ส่วนประกอบที่ใช้อาจจะผลิตมาจากต่างประเทศได้บางส่วน แต่จะต้องไม่เกินจำนวน ๕๐ % ของมูลค่าทั้งหมดของส่วนประกอบ และนาฬิกาที่จะเรียกว่า สวิสเม้ด ได้นั้นจะต้องมีการประกอบและตรวจสอบคุณภาพในประเทศสวิตฯเท่านั้นค่ะ

ขอเล่านอกเนื่องนิดนึง ตอนอยู่เมืองไทย พ่อบ้านซื้อคักเทียร์ (Cartier) จากแถวพัฒพงษ์เรือนนึง ก็ใส่เล่นอยู่เรื่อยมา วันหนึ่งเจอช่างนาฬิกาสวิส ที่ทำตัวเรือนคักเทียร์ เขาก็บอกว่า โอ๊ย นาฬิกายี่ห้อนี้หากใครทำปลอมก็ดูออกไม่ยาก พ่อบ้านก็เลยถามว่า งั้นช่วยดูนาฬิกาของฉันได้ไหมว่าของจริงหรือเปล่า เพื่อนก็เอาไปดู ผ่านแว่นขยายเล็ก ๆ แล้วก็ยืนยันขึงขังว่า อันนี้ของจริง พ่อบ้านถามว่า ดูยังไง เพื่อนบอกว่า อ๋อ ให้ดูตรงตัวอักษรโรมันของเลขเจ็ด คือ VII โดยดูที่ขาหลังของตัว V ตรงขาหลังนี้ไม่ใช่เส้นขีดตรง ๆ แต่จะสลักคำว่า Cartier ไว้อย่างแนบเนียน เล็กจนมองเผิน ๆ ไม่ออก ดูเหมือนเป็นเส้นเดียวกันตลอด

ถึงตอนนี้ พ่อบ้านก็เลยเฉลยว่า นาฬิกาเรือนนี้ปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะซื้อมาจากตลาดนาฬิกาที่พัฒพงษ์จ้ะ เล่นเอาเพื่อนชาวสวิสของเราอึ้งไปเลย แต่จากนั้นมา เรากลับมาครุ่นคิดอีกที ก็อาจเป็นไปได้ว่า อุปกรณ์จำนวนมากของนาฬิกาสวิสนั้น ทำในต่างประเทศ แล้วเอามาประกอบในสวิตฯ ก็เป็นไปได้ว่า ช่างฮ่องกงหรือไต้หวันหรือจีนแดงทำเอาไว้เกิน ๆ แล้วก็เอาที่เหลือไปประกอบเป็นนาฬิกาขายถูก ๆ ดังนั้น นาฬิกาที่พ่อบ้านมี (ตอนนี้เสียไปแล้ว) ก็คงจะมีอุปกรณ์จริงหลายตัว แต่ไม่ได้ประกอบในสวิตฯ หรือโดยช่างสวิส

นอกเรื่องด้วยประการฉะนี้ค่ะ


กลับมาคุยเรื่องนาฬิกาต่อ ในประเทศสวิตฯจะมีงานแสดงอย่างยิ่งใหญ่ปีละสองงานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ งานหนึ่งจัดที่เมืองบาเซิ่ล คือ The World Watch and Jewellery Show in Basel ซึ่งมีคนมาชมถึง ๙๐,๐๐๐ คนในช่วงเวลา ๘ วัน (ปี ค.ศ. ๒๐๐๕)

ส่วนอีกงานหนึ่งจัดที่เมืองเจนีวาค่ะ ใช้ชื่อว่า the Salon International de la Haute Horlogerie (SIHH) หรือ International Salon for Prestige Watchmaking เป็นการแสดงเฉพาะนาฬิกาชั้นเลิศเท่านั้น โดยแขกที่มาชมจะต้องเป็นผู้ชำนาญการเรื่องนาฬิกาและต้องได้รับเชิญจากบริษัทนาฬิกาที่มาแสดงโดยเฉพาะ ปี ๒๐๐๕ มีคนเข้าชมประมาณ ๑๑,๕๐๐ คน ถือว่า เป็นงานแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของเจนีวาค่ะ (รองจากงานมอเตอร์โชว์แสดงรถยนต์) งานนี้จะนำเสนอเฉพาะนาฬิการุ่นล่าสุด แบบที่ยอดเยี่ยมที่สุด ทำยากที่สุด ซับซ้อนที่สุด และที่สุดของที่สุดหลาย ๆ อย่าง หรือประเภทมีผลิตออกมาแค่รุ่นเดียว หรือมีแค่เรือนเดียวในโลก ประมาณนั้นค่ะ

นอกจากงานแสดงในประเทศแล้ว ในปี ๒๐๐๓ ก็ยังมีการจัดแสดงนอกประเทศด้วย โดยใช้ธีมของการจัดแสดงว่า "Think Time, Think Swiss Excellence" งานนี้จัดครั้งแรกที่เมืองเซ็นต์ปีเต้อร์สเบิร์ก ตามด้วยบรัสเซลล์ กรุงเทพฯ และมุมไบ (บอมเบย์) ไม่รู้ว่าที่บ้านเรามีใครได้ไปเที่ยวงานที่ว่าบ้างหรือเปล่า ปาเก้ก็เป็นคนที่รอบรู้ขยันไปงานแสดงต่าง ๆ อาจจะได้เคยไปเฉี่ยว ๆ มาแล้วก็ได้  laugh1.gif

อย่าเพิ่งเบื่อข้อมูลมากมายนะคะ นาน ๆ รจนาจะขยันค้นคว้าเสียที ถ้ายังไงก็จะนำเรื่องท่องเที่ยวมาเสนอพร้อมภาพในวันหลังค่ะ
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 8
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 31 Oct. 2006,23:41 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

น้าแอ๊ดก็ง่าวด้วยจ้ะมะลาว   ขอบคุณคุณรจไปค้นคว้ามาเสียมากมายเลย   flo_1.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 9
แมวเหมียว Search for posts by this member.
แม่ครัวโจ๊กน้ำใส
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 3991
เข้าร่วมเมื่อ: 23 Oct. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 01 Nov. 2006,00:55 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

winkthumb.gif  winkthumb.gif ตามมาเชียร์ และคอยติดตามชมด้วยคนค่ะคุณรจ again.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 10
รจนา เจนีวา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 741
เข้าร่วมเมื่อ: 21 Jul. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 01 Nov. 2006,02:53 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

อ้างถึง
มะนาวหวาน - คุยหยังกันน้อ    มีดัชนีด้วย มันคืออันหยังน้อ  


ลืมตอบมะนาวหวานว่า ดัชนีก็แปลว่า นิ้วชี้ นิ ดัชนี้ในที่นี้ก็คือ ตัว(เลข)ชี้วัดนั่นแหละ....ที่เหลือก็อย่าไปปวดหมองเลย laugh1.gif

ขอบคุณพี่แอ๊ดกับพี่แมวเหมียวที่เป็นกำลังใจ มาปวดหัวตาลายอ่านคะ flo_1.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
65 คำตอบนับตั้งแต่ 25 Oct. 2006,13:42 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 1 of 712345>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com