เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 2 of 7<<123456>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: สวิตเซอร์แลนด์ - ดินแดนแห่งเทือกเขาอัลป์, เมืองนาฬิกา ธนาคาร เวชภัณฑ์ เนยแข็ง และช็อคโกแลต< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 11
รจนา เจนีวา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 741
เข้าร่วมเมื่อ: 21 Jul. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 01 Nov. 2006,07:33  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

วันนี้เบรคจากเรื่องความรู้ท่วม(จนมึน)หัว เอาภาพสวย ๆ จากเมืองอินเตอร์ลาเก้น (Interlaken) มาฝากแล้วกันนะคะ



โรงแรมวิตตอเรียยุงเฟรา โรงแรมห้าดาวที่พวกเราไปพัก (ในราคาสามดาวค่ะ เพราะได้ส่วนลดพิเศษ)


สวนสาธารณะหน้าโรงแรม ช่วงนี้อากาศครึ้ม ภาพเลยมืดสักนิดนึง


ตรงนี้คือจุดที่เราจะชมยอมเขาที่เรียกว่า ยอดสาวน้อย หรือ ยุงเฟรา (Jungfrau) แต่อากาศไม่เป็นใจจ้า


ใกล้ ๆ กันมีคาสิโน (ที่เขาเล่นการพนัน) มีนาฬิกาดอกไม้สวยงามเหมือนเมืองเจฯ ก็เลยเก็บภาพมาฝาก



แล้วก็ตัวตึกคาสิโน ซึ่งมีห้องอาหารและห้องแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้านด้วยค่ะ


ดูพอเพลิน ๆ กันก่อนนะคะ

ลืมทักพี่แมวเหมียวว่า หายเจ็บหลังเมื่อยตัวหรือยังนะคะ ดีจัง อยู่เมืองไทยหาหมอนวดตัวง่าย ที่นี่แพงมากเลยค่ะ ครึ่งชั่วโมง ๕๐ ฟรังก์ (ประมาณ ๑,๕๐๐ บาท) รจนาไม่ยอมใช้บริการง่าย ๆ หรอกคะ ค่อยไปใช้ที่เมืองไทยดีกว่า
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 12
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 01 Nov. 2006,09:11 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ของเก่านะ  หายไปแล้วคุณรจ  
แต่ของใหม่นี่สิ ยังไม่รู้  ได้ข่าวว่าไปพลาดท่าตกเก้าอี้กระดาษมาอ้ะ  tongue.gif

--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 13
pakae Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 1105
เข้าร่วมเมื่อ: 14 Jun. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 20 Nov. 2006,09:23 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เพื่งจะเห็นกระทู้นี้ตามมาชมและเชียร์ด้วยคนจ้ะ    cheer.gif  again.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 14
แมวเหมียว Search for posts by this member.
แม่ครัวโจ๊กน้ำใส
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 3991
เข้าร่วมเมื่อ: 23 Oct. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 20 Nov. 2006,17:15 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เพิ่งเห็นว่ามีคนมาแซว เรื่องเอวหัก เอ๊ย..เก้าอี้หัก tongue.gif

รูปสวยๆทั้งนั้นเลยค่ะคุณรจ winkthumb.gif

whisper.gif พี่หายปวดหลังแล้วค่ะ  thankssign.gif (อิ อิ วันก่อนตอนเจอกันคุณพิลยังถามว่า พี่แมวเหมียวหายเดี้ยงแล้วยัง laugh1.gif )

ทักทายปาเก้ด้วยจ้ะ flo_1.gif


again.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 15
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Nov. 2006,07:29 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เพิ่งเห็นก็แก้ไม่ทันแล้ว... moon.gif (อิอิ เลอะไปแล้ว ฮ่า laugh1.gif )

ส่วน again.gif นี่แซวอีก แซวอีก เหรอ hehe.gif

--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 16
แมวเหมียว Search for posts by this member.
แม่ครัวโจ๊กน้ำใส
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 3991
เข้าร่วมเมื่อ: 23 Oct. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 23 Nov. 2006,22:36 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เล่นแบบนี้ moon.gif แล้วเหรอคะท่านเจ้าคุณปู่ ..แก่แล้วเลอะจริงๆด้วย  laugh1.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 17
วันดี Search for posts by this member.
เก่าสุดๆ
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 1017
เข้าร่วมเมื่อ: 07 Sep. 2002

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 24 Nov. 2006,22:18 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

รจนาใจดีจริง ๆ ปกติพี่เป็นคนไม่เอาวิชาการ  ตามประสาคนเหลวไหล  ขี้เกียจจำ  ชอบดูแต่รูปกับคำอธิบายค่ะ  แต่คราวนี้มันเข้าหัวพี่ดีแฮะ  
thankssign.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 18
รจนา เจนีวา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 741
เข้าร่วมเมื่อ: 21 Jul. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 30 Nov. 2006,08:31 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ทิ้งห้องนี้ไปหลายเพลา กลับมาเห็นแขกมาทักทายเต็มไปหมด

ขอโทษด้วยค่ะ มัวแต่หายหน้าไปทำกับข้าวมาค่ะ

ดีใจที่พี่วันดีชอบคอลัมน์เล่าเรื่องประกอบภาพค่ะ

รจนาเชื่อว่าเราทุกคนต่างมีความเป็นวิชาการ (คือมีสาระ) อยู่ในตัวกันทั้งนั้นหากเป็นเรื่องที่เราสนใจหรือเห็นว่าสำคัญค่ะ หากเป็นเรื่องที่ไม่ชอบ แม้ว่าจะนำเสนอง่ายแค่ไหนก็คงไม่เอาเหมือนกัน ohman.gif


พี่แอ๊ดเคยถามถึงจิตรกรคนสำคัญของสวิตฯ รจนาพอจะค้นเพิ่มเติมได้ดังนี้ เลยขอนำมาฝากกันนะคะ ถ้าไม่ชอบเนื้อหาก็ดูรูปกันเพลิน ๆ ก็ได้ค่ะ 

คนแรกที่น่ารู้จักคือ Adam-Wolfgang Toepffer ค่ะ ทอฟเฟ่อร์ (อย่าเผลอเรียกทอฟฟี่นะคะ) มีอายุอยู่ช่วงปี ๑๗๖๗-๑๘๔๗ เรียกว่าอายุยืนทีเดียวในสมัยนั้น (๖๐ ปี) เป็นจิตรกรที่ชอบวาดภาพทิวทัศน์ของแคว้นเชอเนฟ โดยเฉพาะภาพหมู่บ้านอันงามสงบ โดย ภาพวาดที่มีชื่อเสียงภาพหนึ่งของทอฟเฟอร์คือ L'embarquement de la noce (การลงเรือของคู่แต่งงาน) วาดในปี ๑๘๑๔ เป็นภาพสีน้ำมันบนผ้าใบขนาด ๘๔ คูณ ๑๑๕ ซม ค่ะ


L'embarquement de la noce โดย ทอฟเฟ่อร์ (ภาพนี้ก็โหลดมาจากเน็ตค่ะ)


อีกคนหนึ่งที่น่ารู้จัก คือ Jean-Pierre Saint-Ours (๑๗๕๒-๑๘๐๙) เป็นจิตรกรที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากปารีสอะคาเดมี (l'Académie de Paris) เป็นจิตรกรมีชื่อในอิตาลี แล้วมาดังที่เชอเนฟด้วย เป็นผู้นำเอาภาพวาดแบบโบราณมาสู่ความนิยมอีกครั้ง และนำวิธีการวาดแบบนีโอคลาสสิก (néo-classique) มาใช้ในการวาดภาพประวัติศาสตร์และภาพเหมือน ภาพที่มีชื่อของซ็องตูร์ส คือ ภาพ Le tremblement de terre (แผ่นดินไหว) วาดในปี ๑๗๗๙ สีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาดภาพใหญ่มากทีเดียว คือ ๒๖๑ คูณ ๑๙๕ ซม (ภาพนี้รจนาได้เห็นของจริงด้วยค่ะ)


Le tremblement de terre โดย ซ็องตูร์ส (ภาพนี้ไปโหลดมาจากเน็ตค่ะ)

ตอนที่เราไปดูภาพนี้กันที่มิวเซียม ไก๊ด์ของเราอธิบายได้เก่งมากค่ะ เขาให้เราดูใบหน้าของผู้ใหญ่ซึ่งบิดเบี้ยวแสดงความหวาดกลัว และสะท้อนกับภาพใบหน้าทารกทั้งสองในอ้อมแขนของแม่และพ่อซึ่งมีลักษณะหลับอย่างสงบ ไม่รู้เดียงสาหรือรู้ถึงภัยที่กำลังเผชิญ (เป็นข้อธรรมะให้เราเอามาคิดต่อได้เหมือนกัน) เราจะเห็นว่าภาพคนจะเอียงตัวไปที่มุมหนึ่งของภาพ ขณะที่ขอบภูเขาหินด้านหลังจะเอียงไปอีกทางหนึ่ง สร้างมุมที่ขัดแย้งกันอย่างลงตัว คงไม่ต้องนับเรื่องแสงสีที่ตกกระทบร่างกายของคนในรูป ความอ่อนช้อยของเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ ที่ขณะเดียวกันก็หลุดลุ่ยเพื่อแสดงถึงความรีบร้อนของการอพยพหนีภัยแผ่นดินไหวด้วยพร้อมกัน หญิงผู้เป็นแม่มองไปเบื้องบนฟากฟ้า เหมือนกับจะตั้งคำถามกับพระเจ้าว่า "ทำไมต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ด้วย" หรือเหมือนกับจะวิงวอนขอความปรานี

จิตรกรเอกจึงได้ชื่อว่าเป็นจิตรกรเอกก็เพราะสิ่งที่เขาสามารถสื่อออกมาจากภาพเขียนเช่นนี้นี่เอง......รจนาคงได้แต่ชอบคุณไก๊ด์ผู้แสนเก่งของเราที่อธิบายจนเราซาบซึ้งไปกับภาพที่ดูมาก ๆ เลยค่ะ

จิตรกรคนที่สามที่อยากแนะนำให้รู้จักคือ Jacques-Laurent Agasse เป็นจิตรกรมีชื่อที่คงจะรักสัตว์เป็นอย่างยิ่ง เพราะภาพวาดของอากัสเซ่ จะเป็นภาพสัตว์ โดยเฉพาะ ภาพสุนัขค่ะ ภาพที่มีชื่อคือ Un saint-Hubert, un pointer et quatre épagneuls วาดในปี ๑๘๐๘ สีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด ๙๕ คูณ ๑๑๗ ซม รจนาเองก็ได้เห็นภาพของเขาหลายภาพที่มิวเซียม เป็นภาพหมาเกือบทั้งนั้นเลยค่ะ


ภาพนี้จำชื่อไม่ได้ค่ะ แต่ที่แน่ ๆ คือ ฝาแฝดโรมิลุสกับรีมุสที่แม่หมาป่าเอามาเลี้ยง ก็เป็นฝีมือนักวาดภาพที่รักสัตว์เช่นอากัสเซ่ค่ะ ภาพนี้รจนาถ่ายเอง



แถมภาพของอากัสเซ่อีกภาพหนึ่งค่ะ


นอกจากนั้นก็มี Alexandre Calame เจ้าของภาพ Orage à la Handeck (พายุที่ฮันเด็ก) วาดในปี ๑๘๓๙ มี François Diday เจ้าของภาพ La cascade de Pissevache (น้ำตกแห่งพิซเซวาช - ฟังเหมือน "น้ำตกพิศวาส" เลยแฮะ) วาดในปี ๑๘๕๒ เป็นสีน้ำมันบนผ้าใน กับ Barthélemy Menn เจ้าของภาพเหมือนตัวเองชื่อว่า Autoportrait au chapeau de paille วาดในราวปี ๑๘๖๗ ในน้ำมันบนกระดาษทากาวบนไม้อีกทีนึง ค่ะ (ไม่มีภาพจริงให้ดูนะคะ)

จะกล่าวถึงสำนักวาดภาพแบบเจนีเวียน (Ecole Genevoise) สักนิดนึง คือ คำว่า Ecole ในภาษาฝรั่งเศส หรือ School ในภาษาอังกฤษนั้น หากแปลตรงตัวก็คือ โรงเรียน แต่ในที่นี้จะกินความหมายเหมือน "สำนัก" คือ ลักษณะความเชื่อ ความนิยม การสอนต่อ ๆ กันมา โดยมักจะมีนักคิดหลัก ๆ เป็นผู้กุมหัวใจของสำนักแต่ละสำนักค่ะ

สำนักวาดภาพแห่งเจนีวานี้เป็นสำนักที่นิยมชมชอบภาพแบบของ Saint-Ours (ซ็องตูร์ส) ที่นำเสนอประวัติศาสตร์และภาพเหมือนบุคคลโดยเฉพาะ ส่วนภาพวาดแบบอากัสส์ก็เป็นภาพวาดสัตว์อย่างที่เล่าไปแล้ว ขณะที่ภาพของทอฟเฟ่อร์ จะเด่นในเรื่องของทิวทัศน์ภูมิประเทศ

ตัวอย่างภาพทิวทัศน์ที่จิตรกรเชอเนฟนิยมวาด ซึ่งมักเป็นภาพธรรมชาติสวยงาม แสดงความยิ่งใหญ่ บ่อยครั้งจะเป็นภาพตอนพายุคะนอง ให้เห็นต้นไม้ใบหญ้าที่ลู่เอน บางครั้งก็เป็นภาพที่สงบนิ่งแต่บอกเรื่องราว

ส่วน สำนักวาดภาพแบบสวิส (Ecole Suisse) มีจิตรกรสองท่าน (เท่าที่ค้นมาได้) ที่โดดเด่นอยู่ คนแรกคือ Ferdinand Hodler (เฟอร์ดินันด์ โฮดเล่อร์) (๑๘๕๓-๑๙๑๘) เป็นชาวกรุงเบิร์นที่มาตั้งรกรากอยู่ที่เชอเนฟตั้งแต่ปี ๑๘๗๒ เป็นสมาชิกของกลุ่มเวียนนา (Sécession de Vienne) และเป็นต้นแบบสำคัญสำหรับงานวาดแบบสัญญลักษณ์ (symbolisme) ในสวิตเซอร์แลนด์ (ที่มิวเซียมในเจนีวาที่รจนาได้ไปดูมา จะมีงานของโฮดเล่อร์หลายภาพทีเดียว เป็นภาพธรรมชาติ ภูเขา เมฆ หมอก ท้องฟ้า) และจะออกแนวแอ็บสแตร็กท์หน่อย ๆ ภาพที่มีชื่อภาพหนึ่งของโฮดเล่อร์ คือ La rade de Genève à l'aube (ภาพพระอาทิตย์ขึ้นเหนือทะเลสาบเจนีวา) ปี ๑๙๑๘ สีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด ๖๑.๒ คูณ ๑๒๘ ซม


La rade de Genève à l'aube โดย โฮดเล่อร์ (รจนาก็ได้เห็นภาพจริงเหมือนกันค่ะ)


และจิตรกรคนสุดท้ายที่อยากแนะนำ เป็นชาวโลซานน์โดยกำเนิด แต่ไปเปลี่ยนสัญชาติเป็นฝรั่งเศสในภายหลัง คือ Félix Valloton (เฟลิกซ์ วาลโลต็ง) ก็เป็นกลุ่มผู้ก่อตั้ง Salon d'Automne แห่งปารีสด้วย เป็นคนที่นิยมวาดภาพประวัติศาสตร์แบบแหวกแนว แบบไม่กลัวคำวิจารณ์


ภาพวาดดังภาพหนึ่งของวัลล็อตต็ง คือ Persée tuant le Dragon (พิฆาตมังกร) ภาพสีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด ๑๖๐ คูณ ๒๒๕ ซม จะเห็นลักษณะวาดอันแหวกแนว ดูแล้วเวิ้งว้าง แปลกแยก ยังไงชอบกล


ภาพต่อไปนี่แถมค่ะ (รจนาถ่ายเอง) แม่หญิงกับหนังสือเล่มน้อยในมือ เธออ่านแล้วก็ทำหน้าครุ่นคิด เอามือแตะปาก ยิ้มนิด ๆ แบบมีเลสนัย ก็ไม่รู้จะเป็นนิยายรักสิบสตางค์ หนังสือตลกเสียดสีสังคมของท่านวอลแตร์ (ฆานฑิต Candide หรือเปล่า?) หนังสือสวดมนต์ หรือตำราทำกับข้าว หรือบันทึกส่วนตัว


หน้าตาของเธอทำให้เราอยากรู้จริง ๆ ว่าคิดอะไรอยู่ hum.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 19
รจนา เจนีวา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 741
เข้าร่วมเมื่อ: 21 Jul. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 30 Nov. 2006,09:40 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ตอนนี้รจนาอยู่ในโหมดท่องเที่ยวนะคะ นำเรื่องราวมาฝากเพื่อน ๆ ก่อนจะปลายปีเดี๋ยวจะต่างคนต่างยุ่ง เดินทางท่องเที่ยวหรือปิดงานพักผ่อนกันค่ะ

ทุกปลายปีเมืองเชอเนฟก็จะมีการจัดงานเทศกาลของเมืองค่ะ ซึ่งเป็นงานที่เน้นเรื่องที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะ เรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสก็ Foire de Genève หรือ ฟัวร์ เดอ เชอเนฟ ค่ะ

ทุกปีรจนาก็ไม่เคยไปเที่ยวงานหรอกค่ะ เพราะไม่ชอบไปเบียดคน แต่ปีนี้ถือโอกาสไปเสียหน่อย เพราะมีเวลาว่าง แล้วก็ประเทศไทยได้รับเกียรติให้จัดซุ้มประเทศไทยค่ะ ทางคนไทยและหน่วยงานไทยก็ต่างยุ่งเตรียมงานกัน ทุกปีเขาจะให้มีประเทศหนึ่งไปจัดงาน ปีนี้เป็นคิวของประเทศไทยค่ะ

งานเขาแบ่งเป็นสองตอน ตอนหนึ่งอยู่ชั้นล่าง จะเป็นสินค้าพวกเฟอร์นิเจอร์โดยเฉพาะ พวกห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ทั้งแบบโบราณ แบบทันสมัย แบบเรียบ ๆ แบบพิศดาร ดูกันก็เพลินทีเดียวค่ะ และก็มีพวกเสื้อผ้ากับของขวัญคริสมาสต์ปน ๆ มาด้วย









ซุ้มของประเทศไทยก็อยู่ชั้นล่างค่ะ มีขายสินค้าหัตถกรรมหลากชนิด ดอกไม้ประดิษฐ์ เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ งานไม้แกะ เพชรนิลจินดา ของที่ระลึกแบบต่าง ๆ เครื่องปั้นกระเบื้องและดินเผา อาหารไทย ซุ้มท่องเที่ยว เวทีโชว์รำไทย ฯลฯ ค่ะ เหมือนกับเราไปเดินแถวไน้ท์บาร์ซ่าประมาณนั้น


พระบรมรูปของพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย เห็นแล้วก็รู้สึกปลื้มปิติค่ะ


การจัดร้านโดยทั่วไปของซุ้มไทย มีมุมอาหาร มีการทำอาหารไทยให้ชิมฟรีด้วย


เขามีห้องแสดงงานศิลป์เครื่องประดับสำหรับที่อยู่อาศัยด้วยค่ะ รจนาก็เข้าไปดูด้วยความสนใจ ห้องนี้อยู่ไมไกลจากซุ้มไทย ห้องแสดงนี้เป็นของนักออกแบบเรืองนามนะคะ เพราะงานแต่ละชิ้นที่เขาตั้งโชว์ไว้นั้น เขาเอาไว้ขายด้วย ส่วนใหญ่ราคาเป็นเลขห้าหลักทั้งนั้นเลยค่ะ (ห้าหลักเป็นเงินฟรังก์) แล้วก็มีชิ้นที่เขามีป้ายกำกับว่า "ขายแล้ว" ด้วย







ส่วนงานอีกด้านหนึ่งอยู่ชั้นบน ผสมหลายแบบ คือ มีการแสดงสินค้าเกษตร และไวน์ มีบริษัทชั้นนำมาขายสินค้าพวกที่ใช้ในห้องครัวและอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน

รจนาจะนำเสนอภาพงานชั้นบนในตอนหน้านะคะ
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 20
รจนา เจนีวา Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 741
เข้าร่วมเมื่อ: 21 Jul. 2005

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 30 Nov. 2006,09:59 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

มาพาเที่ยวงานให้จบในวันเดียวเลยนะคะ

คราวนี้พาขึ้นงานชั้นบนค่ะ มีชีวิตชีวากว่าชั้นล่างมาก เพราะมีร้านรวงเล็ก ๆ มากมายไปหมด และบรรยากาศการขายของก็เข้มข้น เรียกว่า เดินผ่านร้านไหนเขาต้องมีเทคนิคมาชักชวนเราให้อยากซื้อของของเขาทีเดียว

ชั้นบนนี้เขานำวัวแม่พันธุ์ชั้นเลิศทั้งหมด ๗ สายพันธุ์มาแสดงด้วยค่ะ พร้อมกับลูกวัวตัวน้อย ๆ ดูน่ารักมาก วันที่ไปดูรจนายังได้เห็นแม่วัวกับลูกวัวหลายคู่ เช่น พันธุ์ไฮท์แลนด์ส (Highlands) พันธุ์อาเบอดีน-อังกัส (Aberdeen-Angus) พันธุ์ซาแลร์ส (Salers) พันธุ์ออ-บรัค (Aubrac) พันธุ์ซิมเมนตาล (Simmental) พันธุ์ลิมูซีน (Limousine) และพันธุ์เอเร็งส์ (Hérens) ออกเสียงแบบฝรั่งเศสนะคะ

ไม่รู้เมืองไทยมีพันธุ์ไหนบ้างที่เหมือนกันนะคะ เรื่องของน้องวัวเหล่านี้คงต้องยกให้น้อง Poceille ผู้ชำนาญเรื่องสัตว์ของเรามาช่วยให้ความรู้ด้วย 

นอกจากนั้น รจนาได้ข่าวว่า วันก่อนเขานำเสือโคร่งมาแสดงด้วย แต่คิดว่าคงไม่กล้านำมาวันเดียวกับแม่วัว เพราะของอย่างนี้ไม่ถูกโรคกันก็รู้อยู่แล้ว

พาไปเที่ยวชมงานจุดอื่น ๆ กันต่อดีกว่า 


มุมแสดงดอกคริสแซนติมั่ม (เก๊กฮวย หรือ เบญจมาศ) สวิส พร้อมเกวียนสวิส เป็นจุดที่เตะตาทันทีที่เราเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง


ร้านขายตะกร้าอาฟริกัน รจนาชอบมากเลยค่ะ ทรงเขาสวยดี หากไม่ติดว่าเกะกะคงซื้อกลับบ้านแล้ว



ร้านสาธิตมีดปอกผักผลไม้ แม่บ้านยืนดูกันตรึมเลยค่ะ คนขายเขาก็เก่งนะคะ เขารู้ว่าต้องแนะนำอย่างไรให้เราทึ่งกับคุณสมบัติ เสร็จแล้วก็ขายของให้เราปั๊บเลย คนดูต้องตั้งหลัก (หาที่หลบ) ให้ดี รจนาถึงกับต้องยืนไกล ๆ กลัวเขาเรียกซื้อค่ะ นอกจากไม่มีกะตังก์แล้วยังจะแบกไม่ไหวอีกต่างหาก

แล้วยังมีร้านขายเครื่องทำกาแฟสีสดใส ตลาดเครื่องทำกาแฟนี่แข่งขันสูงมากค่ะ มีหลากหลายยี่ห้อและราคา บางทีขายเครื่องให้ฟรี ๆ ไม่คิดค่าเครื่องทำกาแฟ แต่ต้องสั่งซื้อกาแฟของเขาเป็นเวลาสองปี ทำให้เห็นว่า ตลาดกาแฟนั้นเป็นตลาดใหญ่จริง ๆ ได้แต่ภาวนาว่า คนปลูกกาแฟคงได้กำไรจากการปลูกมากเหมือนคนเอากาแฟมาขายให้เราทาน

คนที่นี่นิยมกินกาแฟสดแบบที่คนไทยเรียกกัน กล่าวคือเป็นกาแฟเม็ดที่คั่วและอบมาแล้ว บางทีเขาก็บดใส่ห่อขาย บางทีเราก็ซื้อแบบเม็ดแล้วมาบดเองก่อนจะชงดื่ม โดยเอาอัดใส่กรวยแล้วเสียบเข้าไปที่เครื่อง ให้น้ำร้อนไหลผ่านกาแฟที่อัดแน่นลงมา นั่นแหละค่ะ ในเมืองเจนีวา ไม่มีกาแฟผงชงสำเร็จรูปขายตามร้านเลยค่ะ แต่ในซุปเปอร์ฯนั้นมีขายอยู่ สำหรับคนที่อยากชงง่าย ๆ


ร้านนี้ขายตับเป็ดค่ะ ที่เห็นในกระปุกแก้วนั้นมีตับเป็ด ที่เขาเรียกชื่อรวม ๆ ว่า ฟัวกราส์ แปลว่า ตับที่เต็มไปด้วยไขมัน (foie gras) และยังมีขาเป็ดปรุงรสแล้วบ้าง (เนื้อร่วน ๆ เละ ๆ ไม่กรอบนะคะ) เนื้อเป็ดกระป๋องบ้าง เรียกว่าผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเป็ด ๆ ที่ฝรั่งนิยมทานค่ะ เราสามารถสั่งตับเป็ดและนั่งทานที่ร้านเขาได้ เขาจะเอาขนมปังปิ้งกรอบ ๆ มาให้ทานด้วยกัน โดยปกติเขามักจะทานตับเป็ดที่ว่านี้กับซอสผลไม้ออกรสหวาน เช่น แอปเปิ้ลผัดหรือเคี่ยวให้เละ ๆ หรือลูกเบอร์รี่แดง ๆ หวาน ๆ ค่ะ และนิยมดื่มกับไวน์ที่ให้รสหวานเช่นกัน

แต่ที่จริงฟัวกราส์ต้นฉบับนั้นต้องมาจากตับห่านค่ะ เป็นห่านที่น่าสงสารมาก เพราะจะถูกบังคับให้กินอาหารเสริมที่เขาเอามากรอก(บังคับ)ใส่คอจนตับของห่านทั้งอวบและมัน แล้วก็เอามาเชือด เพื่อเอาตับมาทำอาหารเลิศรสราคาแพงนี้ ราคาตับห่านจะแพงกว่าตับเป็ดอย่างน้อยก็สองสามเท่าค่ะ เขาเลยนิยมขายตับเป็ดกันมากกว่า ข่าวไม่ได้บอกว่า ต้องบังคับกรอกอาหารใส่คอเป็ดด้วยหรือเปล่า

รจนาหากว่าไม่ติดว่าไปเดินเที่ยวงานคนเดียว คงชวนพ่อบ้านไปนั่งชิมแล้ว แหะ แหะ เพราะตับเป็ดนี่ก็ของโปรดรจนาค่ะ แต่ไม่กล้าทานมาก กลัวอ้วน.....

แน่นอนว่าเขาต้องมีมุมชิมไวน์ค่ะ คือ เป็นไวน์ของบริษัทหนึ่ง ๆ โดยเฉพาะ เอามาโปรโมท มีที่ให้ดื่มฟรีหน่อยหนึ่ง ใครอยากดื่มมากกว่านั้นก็นั่งดื่มเป็นเรื่องราว (สั่งและจ่ายเงิน) หากพอใจรสชาติก็อาจจะสั่งซื้อเป็นโหล ๆ (ฝรั่งนิยมสะสมไวน์ไว้ในบ้านค่ะ เพราะเขาดื่มแทนเครื่องดื่มอื่น ๆ)

รจนาสังเกตว่ามุมชิมไวน์นี่จะเป็นมุมที่คนท่าทางจะอารมณ์ดี ได้จิบไวน์ไป คุยกันไป คนขายไวน์ก็อธิบายความเลิศเลอของไวน์ตัวเองไป เช่น องุ่นรุ่นไหน พันธุ์ไหน ผลผลิตปีนี้เป็นอย่างไร ให้รสหวาน หรือรสอื่น จิบกับอาหารแบบไหน ฯลฯ ค่ะ


ร้านชิมไวน์ค่ะ ชิมได้ด้วย และสั่งมาดื่มได้ด้วย (จ่ายตังค์นะ) คนไทยชอบดื่มเบียร์ ฝรั่งชอบดื่มไวน์ที่บางครั้งถูกกว่าน้ำเปล่า (น้ำแร่) จริง ๆ

มีร้านหนึ่งรจนาเดินผ่าน เขาก็ทักว่า "มาดาม ยูชอบดื่มบอร์โดซ์ไหม" บอร์โดซ์เป็นไวน์แดงมีชื่อของฝรั่งเศส รจนาก็เลยต้องส่ายหัวตอบไปด้วยความเสียใจว่า "ขอโทษที ฉันไม่ดื่มอัลกอฮอล์จ้า" แล้วก็ยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะเดินจากมา รจนาว่า ตาคนที่ถามคงนึกค้อนรจนาในใจว่า ไม่ดื่มแล้วมาเดินเกะกะอะไรแถวนี้ เพราะเป็นมุมไวน์โดยเฉพาะ อิอิ


มุมนี้สนุกมาก คือ ชายหนุ่มคนนี้ขายผ้าพันคอสารพัดประโยชน์ อย่างที่เห็นในหุ่นนะคะ คือเอาโพกหัวก็ได้ เอามาพันอกเป็นเสื้อเกาะอกก็ได้ หรือใส่ให้เต็มตัวก็ได้ เอาพันคอก็ได้ สารพัดแบบ ราคาก็ไม่แพง รจนาก็รำ ๆ อยากจะซื้อเหมือนกัน แต่ตัดใจได้ เพราะซื้อมาจริงก็ใส่ไม่เป็นอีกนั่นแหละ

มีอีกมุมหนึ่ง คุณผู้หญิงขายชุดชั้นใน ที่รจนาไปยืนขำ คือ คนขายเขาจะใส่เสื้อคอลึก เป็นแบบเสื้อยืด เขาขายชุดชั้นในแบบมีตะขอข้างหน้า และมีคุณสมบัติเลอเลิศประมาณว่า แม้หน้าอกจะเล็ก พอใส่แล้วจะดูหน้าอกใหญ่ประมาณนั้น มีสาวใหญ่สาวน้อยยืนอออยู่หน้าร้านเพียบ ไม่มีผู้ชายเลยค่ะ

คุณผู้หญิงคนขายเธอก็ขายได้สนุกมาก โดยดึงเสื้อชั้นนอกของตัวเองลงมาให้เห็นชุดชั้นในข้างในที่แนบเนื้อเหมือนชุดอาบน้ำ ดูไม่น่าเกลียดอย่างใด แล้วก็แกะตาขอให้ดู ก่อนจะใส่กลับเข้าไป ประมาณว่าให้ดูความแตกต่างของขนาดหน้าอก อย่างนี้ที่เมืองไทยคงไม่มีใครกล้าทำในที่สาธารณะ แต่ฝรั่งเขาทำแบบหน้าตาเฉย จึงดูแล้วไม่น่าเขินอายหรือยั่วยวนแต่ประการใด

สาววัยรุ่นหลายคนชวนกันซื้อชุดชั้นในที่ว่านี้ค่ะ เรียกว่า โฆษณาใช้ได้ผล

แต่ไฮไล้ท์สำหรับคนรักการทำอาหารอย่างรจนาคือ ไปดูกร็องด์เชฟ (Grand chef) หรือเชฟใหญ่เขาแสดงการทำอาหารค่ะ

วันที่ไปดู เขาสาธิตการทำแผ่นแป้งพาสต้าห่อเนื้อบด ราดซอส ประดับด้วยฟักทองบด กับผัดผักค่ะ ดูแล้วทำง่ายมาก ๆ (แหม เราก็มาคิดว่า ขนาดเชฟใหญ่ เขาน่าจะบอกสูตรอะไรที่พิศดารกว่านี้นะ) แต่ก็สนุกดีค่ะ

การมาดูเชฟนี้ก็ได้ความรู้หลายอย่าง อย่างแรกคือ เชฟก็คือคนธรรมดานี่แหละ หน้าที่ในครัวก็ไม่ได้แตกต่างไปจากคนอื่น ๆ ต้องล้างกระทะ หม้อ ไหเอง (เชฟเขาพูดเองค่ะ ที่จริงเขาคงหมายความว่า เวลายุ่ง ๆ จะไปรอลูกมือมาล้าง มันก็จะไม่ทันกินนั่นเอง)

อย่างที่สองคือ เตาไฟในครัวชั้นเลิศนั้น เขานิยมให้เตาแก้ส ไม่ใช่เตาไฟฟ้าหน้าเรียบ เพราะให้ความร้อนสูงในทันที (และคงประหยัดค่าไฟกว่ากันเยอะเลย) วันนั้นเชฟของเราเลยบ่นว่า ไฟฟ้าร้อนไม่ทันใช้ เจ้าของยี่ห้อที่ให้ใช้เตาก็ต้องมากล่าวแก้ว่า สามารถปรับแบบให้ความร้อนสูงได้

อย่างต่อไปที่หลายคนคงสังเกต คือ เวลาเขาผัดอะไรก็ตาม เช่นวันนั้นเขาผัดผักพวกเห็ดกับผักก้าน ๆ เขาจะไม่ใช้ตะหลิวเลยค่ะ เชฟเขาจะเขย่าอาหารให้ลอยขึ้นมาคลุกเคล้ากัน และเขาจะบดพริกไทยใส่อย่างไม่เสียดายเลย


อย่างต่อไปคือ เชฟเขาจะใช้นิ้วมือจิ้มทุกอย่าง เช่น ต้มเส้นพาสต้า เขาก็จะตักพาสต้าขึ้นมาแล้วเอานิ้วหยิกดูว่า นุ่มหรือยัง ทั้ง ๆ ที่สำหรับเราก็คงจะร้อนทีเดียว

หรือเขาทำซอสราสพาสต้า เขาก็เอานิ้วจุ่มลงไปในหม้อ แล้วเอาขึ้นมาดูดต่อหน้าเราเฉยเลย โดยเขาบอกว่า ไอ้ที่เราคิดไปเองว่า เชฟที่ยิ่งใหญ่นั้นต้องใช้ช้อนตักชิมอาหารนั่น ลืมไปได้เลย เพราะเขาไม่มีเวลาวิ่งไปหาช้อนหรอก ใช้นิ้วมือนี่แหละดีที่สุด

แม้แต่ เกลือ เชฟก็เอามือขยุ้มแล้วเทลงหม้อต้มพาสต้ากำมือใหญ่ ชนิดที่พวกเราทำตาโตกันทีเดียว (กลัวเค็มอ้ะ)

มีคำพังเพยฝรั่งว่า หากวันไหนอาหารที่เราสั่งมาแล้วเกิดเค็มจัด เราจะถามกันว่าวันนี้ "เชฟตกหลุมรัก" หรือเปล่า เพราะเชฟจะมัวนึกถึงหน้าสาวคนรัก จนลืมว่า ขยำเกลือใส่อาหารไปเท่าไรแล้ว

พาเที่ยวงานก็จบลงแค่นี้นะคะ
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
65 คำตอบนับตั้งแต่ 25 Oct. 2006,13:42 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 2 of 7<<123456>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com