เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 1 of 3123>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: ดนตรีเสียงแห่งชีวิต, ..บทสะท้อนความเป็นไปของชีวิต..< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 3
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 15 Jul. 2003,06:14  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เห็นเพลงเกี่ยวกับการต่อต้านสงครามเลยนึกถึง โชแปง

โชแปง (FREDERIC CHOPIN)

   

    ภาพ Chopin วาดโดย Eugène Delacroix เพื่อนคนหนึ่งของโชแปง วาดเมื่อปี ค.ศ. 1838 แต่วาดไม่เสร็จ

    โชแปง มีฉายาว่า กวีแห่งเปียโน (Piano Poet) เพราะเขารักเสียงเปียโนเป็นชีวิตจิตใจ เขาเกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1810 ใกล้กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ บิดาเป็นชาวฝรั่งเศส มารดาเป็นชาวโปแลนด์ เขาจึงเป็นชาวโปแลนด์ตามเชื้อสายของแม่ เขามีพี่น้องผู้หญิงอีก 3 คน พ่อแม่จึงรักเขามากเพราะเขาเป็นผู้ชายเพียงคนเดียว ครอบครัวของเขาเคยมีฐานะดีมาก่อนแต่มายากจนในภายหลัง 

    เมื่อโชแปงอายุได้ 2-3 เดือน พ่อแม่ก็ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่วอร์ซอ  พ่อไปเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศส โชแปงเริ่มเรียนเปียนโนเมื่ออายุได้ 6 ขวบกับ Adalbert Zywny ครูผู้ชื่นชอบดนตรีของ Bach , Mozart และ Beethoven แต่ภายหลังได้เปลี่ยนมาเรียนกับ Joseph Elsner ซึ่งเป็นครูเปียโนโดยตรง

    โชแปงได้แสดงเปียโนต่อหน้าสาธารณชนตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ ทุกคนเลื่องลือในความสามารถอันมหัศจรรย์ของเขา นิ้วที่พลิ้วไหว และเสียงดนตรีที่มีอารมณ์ทำให้ผู้คนร่ำลือ เขาได้แสดงต่อๆมาอีกหลายครั้งทั่วยุโรป จนกระทั่งครั้งหนึ่งพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียถึงกับประทานแหวนเพชรให้

    โชแปงเป็นคนรูปร่างบอบบาง อ่อนแอ เป็นคนที่มีจิตใจอ่อนไหวง่าย มีความรู้สึกรักชาติ รักมาตุภูมิมาตั้งแต่เด็กเพราะ เขาได้เห็นภาพที่ทหารปรัสเซีย (เยอรมัน) ออสเตรียและรัสเซีย เข้ารุกรานประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขา แทบทุกวันที่โชแปงมองออกไปนอกบ้านเขาจะเห็นทหารรัสเซียฉุดกระชากทุบตีนักโทษชาวโปแลนด์ที่ผอมโซ ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฎ ต่อต้านระบบทรราชย์ และกำลังจะถูกเนรเทศไปอยู่ไซบีเรีย

     ความรู้สึกหดหู่คับแค้นใจอันนี้เกิดเป็นแรงบันดาลใจทำให้เขาเขียนเพลงเพื่อมาตุภูมิของเขา กล่าวกันว่าเพลงชิ้นแรกที่เขาประพันธ์เมื่ออายุ 7 ขวบ คือ Polonaise in G Minor แต่เพลง Polonaise ที่มีชื่อเสียงของเขา คือ POLONAISE IN A-FLAT MAJOR, OPUS 53

     
                  

     ในภาพยนตร์เรื่อง The Pianist ก็ใช้เพลงของโชแปงเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ทั้งหมด รวมทั้งเพลง Polonaise นี้ด้วย

   
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 4
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 16 Jul. 2003,06:43 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ก้อนดินจากโปแลนด์ 

     เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1830 โชแปงต้องเดินทางออกนอกประเทศโปแลนด์เนื่องจากเขาเป็นบุคคลหนึ่งที่ปลุกระดมให้ชาวโปแลนด์ต่อต้านการครอบครองของออสเตรียและรัสเซีย หนังสือบางเล่มบอกว่าเขา พ่อแม่ พี่น้อง อาจารย์และเพื่อนๆเศร้าใจกับการที่เขาต้องจากไป จึงได้มอบก้อนดินของโปแลนด์ให้เขาเอาติดตัวไป

     
     ภาพ George Sand (unfinished). 1838 วาดโดย Eugène Delacroix

     แต่บางเล่มก็เล่าว่า เมื่อเขาเดินทางจากโปแลนด์ไปอยู่ฝรั่งเศส เขาหลงใหลในตัวแม่ม่ายลูกติด นักเขียนชาวฝรั่งเศส ผู้ชอบนุ่งกางเกง (ผู้หญิงสมัยนั้นมักจะนุ่งกระโปรง) ยอร์ช ซังด์ ( George Sand ) แล้ววันหนื่งเพื่อนและอาจารย์ Joseph Elsner ได้เดินทางมาหาเขาที่ปารีส แล้วเอาก้อนดินห่อกระดาษมาให้โชแปง ขอร้องให้โชแปงช่วยแสดงคอนเสิร์ตเพื่อหาเงินไปช่วยเหลือชาวโปแลนด์ที่ต่อสู้เพื่อเอกราช และก้อนดินก้อนนั้น โชแปงได้เก็บไว้จนวาระสุดท้ายของชีวิต

     โชแปงตระเวณแสดงคอนเสิร์ตไปทั่ว ลอนดอน แมดริด เวียนนา บาร์เซโลน่า บรัสเซลส์ และเบอร์ลิน เพื่อนำเงินไปช่วยพี่น้องชาวโปแลนด์ต่อสู้เพื่อเอกราช
     
     ด้วยเลือดรักชาติ โชแปงได้นำทำนองเพลงพื้นเมืองมาดัดแปลง เช่น จังหวะเต้นรำสองแบบของโปแลนด์ที่มีอิทธิพลต่อเพลงของโชแปง คือ จังหวะ มาร์ซูก้า ( Mazurka ) และ โปลอนเนส ( Polonaise )

      เพลง Mazurka in F#, OP N . 1

        
     


     

     ชื่อภาพ Liberty Leading the People (28 July 1830) ของ Eugène Delacroix ซึ่งเป็นภาพที่มีชื่อเสียงมาก แสดงให้เห็น การต่อสู้เพื่อเสรีภาพทางความคิดและการแสดงอารมณ์ ศิลปะทุกแขนงในสมัยเดียวกันนี้จึงได้รับอิทธิพลจากความคิดลัทธิโรแมนติคร่วมกัน ดังนั้นดนตรีของโชแปงจึงเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ในขณะเดียวกันก็มีความไพเราะด้วย

     
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 5
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 22 Jul. 2003,00:58 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ความรักของโชแปง

     เมื่อเขาเริ่มเป็นหนุ่มอายุประมาณ 19 ปี ในปี ค.ศ. 1829 เขาไปหลงรักผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อ คอนสทันย่า ( Constantia Gladkowska )  เป็นนักร้องหญิงที่มีบทบาทไม่สำคัญนักในการแสดงอุปรากรของค่ำวันหนึ่ง  เขาแอบรักเธอแต่ไม่กล้าบอกให้เธอรู้ แต่เขาบอกให้เพื่อนสนิทของเขาคือ ตีตุส ( Titus Wayefechowski )รู้  โชแปงเกิดความรักจนมีแรงบันดาลใจให้เขียนเพลงท่อนที่เรียกว่า ลาร์เก็ตโต ( Larghetto ) ในผลงาน Piano Concerto No.2 in F minor 


            
                          

คอนแชร์โต้ ชุดนี้ โชแปงได้แสดงครั้งแรก ณ โรงละครแห่งชาติ กรุงวอร์ซอว์ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ปี ค.ศ. 1830
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 6
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 23 Jul. 2003,06:21 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ฟรันซ์ ลิสท์ ผู้ซึ่งได้พบกับโชแปงในภายหลังที่กรุงปารีส กล่าวว่า เพลงนี้ของโชแปงไพเราะมาก เต็มไปด้วยความจับใจ เพราะมันรำพันมาจากหัวใจอันอ่อนโยน 

      โชแปงแสดงดนตรีในวอร์ซอว์อีก ในวันที่ 11 ตุลาคม ซึ่งเป็นการคอนเสิร์ตครั้งสุดท้าย  ในการแสดงครั้งนี้ ตัวเขาและคอสทันยาได้มาร่วมงานกัน โชแปงเล่นเปียโน  คอนแชร์โต้ของเขา และเพลงแฟนตาเซียแบบโปล ส่วนคอสทันยา แต่งกายด้วยเสื้อและกระโปรงสีขาว เสียบดอกกุหลาบไว้ที่ผม ร้องเพลงจากอุปรากร Lady of the Lake ของโรชินี การร้องเพลงของคอสทันยานำความชื่นบานมาให้เขา ทำให้มีความสุขอย่างยิ่งต่อหน้าผู้ชม แต่หลังจากการแสดงผ่านพ้นไปได้ไม่กี่วัน  วันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1830 เขาต้องเนรเทศตัวเองออกนอกประเทศ  เพราะเขาแสดงตัวต่อต้านออสเตรียและรัสเซียอย่างออกหน้าออกตาด้วยคำพูดและผลงานทางดนตรีในงานแสดงคอนเสิร์ต
      
        เขาเดินทางไปอยู่ออสเตรีย  และอยู่ที่เวียนนาจนถึง วันที่ 31 กรกฏาคม ค.ศ. 1831 แล้วเขาก็มุ่งหน้าไปปารีส ระหว่างที่เดินทางผ่านไปยัง มึนเช่น ไปยัง สตุทการ์ท เขาก็ได้รับข่าวร้ายว่า รัสเซียเข้ายึดวอร์ซอว์ได้แล้ว โชแปงเศร้าเสียใจมาก คับแค้นใจ จนบรรยายออกมาเป็นเพลง Etude in C minor opus 10, No.12 ( Revolutionary Etude )
       
        
                  

       ในราวสองปีต่อมา คอสทันยาของเขาก็แต่งงานไปกับพ่อค้าผู้มั่งคั่งแห่งวอร์ซอว์ 

       ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ที่โชแปงรักและเธอก็รักเขา คือ มาเรีย ว้อดซินสก้า ซึ่งเป็นน้องสาวของเพื่อนที่เคยเรียนหนังสือมาด้วยกันตอนเด็กๆ โชแปงมาพบมาเรียที่เมือง เดรสเดน ประเทศเยอรมัน และโชแปงได้แต่งเพลง Nocturne No.1 Bb ให้แก่เธอ

       

                   
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 7
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 24 Jul. 2003,06:30 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

มาเรีย เป็นหญิงสาววัย 19 ปี มีเชื้อสายอิตาเลียนผสมชาวสลาฟชนเผ่าละติน  หล่อนมีผมยาวสีดำ ดวงตางดงาม ริมฝีปากอวบอิ่ม ผิวพรรณผุดผาด  หล่อนเล่นดนตรี แต่งเพลง เขียนรูป และเย็บปักถักร้อย  เขาได้ไปพักอยู่ที่เดรสเดนท์กับครอบครัวของมาเรีย ยามเช้าโชแปงและมาเรียจะออกเดินเล่นตามป่าละเมาะ ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ หรือไม่ก็เดินไปตามริมฝั่งแม่น้ำ

    เขาดำเนินชีวิตเช่นนี้จนเกือบเดือน เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึงเขาก็เตรียมจะลาจาก เช้าแห่งวันอำลาได้ติดตราอยู่ในความทรงจำของเขาทั้งสอง มาเรียได้มอบดอกกุหลาบดอกหนึ่งให้โชแปงเป็นสัญญลักษณ์แห่งความเศร้าใจ โชแปงเอากุหลาบดอกนั้นเก็บรวบรวมไว้กับจดหมายของหญิงสาว แล้วเขาก็มอบเพลง Waltz in Eb ของเขาให้ไว้กับมาเรียแล้วจากไป

     เมื่อโชแปงกลับจากเดรสเดนแล้ว เขาแต่งเพลงเกี่ยวกับความทรงจำของเขาที่นั่น คือเพลง  BALLADE No 1in G Minor Opus 23 ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันได้ว่า มาเรีย วอดซินสก้า คือเนื้อหาของเพลงนี้  และเมื่อ ชูมันน์ได้ฟังเพลงนี้ก็ลงความเห็นว่ามันเป็นเพลงที่งดงามมาก

                           
     

     ภาพ Chopin Performing in the Guest-Hall of Anton Radziville in Berlin in 1829. Sketch. 1887 โดย Henryk Siemiradzki.
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 8
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 25 Jul. 2003,06:18 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ต่อมาในปี 1836 โชแปงได้กลับมาพักกับครอบครัวของมาเรีย อีก  คราวนี้โชแปงได้ขอแต่งงานกับเธอเมื่อเวลาใกล้โพล้เพล้ และมาเรียก็ตกลงรับรักจากเขา ทั้งคู่ตั้งชื่อเหตุการณ์อันน่าประทับใจนี้ว่า “ใกล้ค่ำ” แต่ความรักของเขาก็มีอุปสรรคเนื่องจากพ่อของมาเรียให้ความยิ่งใหญ่ของตระกูลเป็นสำคัญ และอีกประการหนึ่งคือ โชแปงมีสุขภาพไม่ดีเนื่องจากเขามีอาการของวัณโรค  ในที่สุดความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองก็สิ้นสุดลง โชแปงได้เก็บรวบรวมจดหมายที่มาเรียเขียนถึงเขาห่อรวมกันไว้ (รวมทั้งดอกกุหลาบที่มาเรียมอบให้เขาในวันอำลาจากเดรสเดนด้วย ) เขาผูกมันด้วยริบบิ้น มีคำว่าเขียนไว้บนห่อว่า “ความเศร้า”

      ในภายหลังมาเรียได้แต่งงานไปกับท่านเคาน์โยเซฟ สตาร์เบค แต่ไม่มีความสุขในชีวิตสมรส จนเวลาล่วงเลยไปถึง 7 ปี  เธอจึงเลิกกับสามี

      

      ในปี ค.ศ. 1837 โชแปงได้เริ่มมีความสัมพันธ์กับยอร์ช ชังค์นักประพันธ์ผู้กำลังมีชื่อเสียง ชื่อจริงของเธอ คืด ออโรร์ ดือ เดอวองต์ ผู้มีอายุแก่กว่าโชแปงถึง 6 ปี  หล่อนเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ ฟิกาโร และ เรอวู เดอ ปารีส์  หล่อนชอบสวมเสื้อผ้าแบบผู้ชาย และสูบซิการ์ มีลูกติดสองคน  และชอบเปลี่ยนคนรักอยู่บ่อยๆ โชแปงประทับใจในความเก่งกล้าสามารถ และความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของเธอ เขาทั้งสองหลบไปอยู่ด้วยกันอย่างเงียบๆ  และก็ได้ทำให้โชแปงได้ละเลยเรื่องการงานทางด้านดนตรีไปมาก ซึ่งก็อาจเป็นเพราะอารมณ์อันอ่อนไหวของเขานั่นเอง 
      
     ชื่อภาพ Liszt at the Grand Piano วาดโดย Josef Danhauser เมื่อ ปี ค. ศ. 1840 
     ในภาพจากซ้าย (นั่ง) Dumas , George Sand  
     ( ยืน) Hogo , Pagganini , and Rossini
 
    
    
                                     

       เพลงวอลซ์ตอนจบของหนังเรื่อง the Lover  Waltz in B m, Op.69 N0.2
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 9
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 27 Jul. 2003,00:15 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

แต่ในที่สุดเสียงเรียกร้องของความรักชาติ ก็กระตุ้นให้โชแปงได้หวนกลับมาแสดงคอนเสิร์ตเพื่อหาเงินไปช่วยพี่น้องชาวโปแลนด์ของเขา แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากยอร์ชชังค์ก็ตาม  โชแปงได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของเพื่อนร่วมชาติอีกครั้ง ทำให้เขาต้องหยิบก้อนดินจากโปแลนด์ที่เพื่อนมอบไว้ให้เขาขึ้นมากำอย่างปวดร้าวใจ

       “ ดินก้อนนี้ ตีตุสและพี่น้องได้ให้แก่เรามาเมื่อวันที่เราจะจากโปแลนด์  เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้เราระลึกถึงเสียงร่ำไห้ของพี่น้องชาวโปแลนด์ที่อยู่เบื้องหลัง  เพื่อเตือนให้เราขะมักเขม้นทำงานเสียสละเพื่อช่วยชาติ แต่เราได้ลืมคำสัญญาและคำสาบานของเราเสียสนิท แต่นี้ไปเราต้องปฎิบัติตามคำสาบาน” เขากล่าวพร้อมกับยกก้อนดินขึ้นจูบ 

       ดังนั้นในปี ค.ศ.1848 เขาจึงออกตระเวณแสดงคอนเสิร์ตไปตามเมืองหลวงของประเทศต่างๆ เพื่อส่งเงินกลับไปช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติ 

       ต่อมาในปี ค.ศ.1847 ความสัมพันธ์ของโชแปงกับยอร์ชชังด์ ก็สิ้นสุดลง เนื่องจากลูกชายของเธอยิ่งไม่ชอบโชแปงขึ้นทุกวัน และสุขภาพของโชแปงก็เสื่อมทรุดลง เขามีอาการไอเป็นเลือดอยู่บ่อยๆ  เดอลาครัวซ์และเพื่อนๆได้มาพบเห็นโชแปงในสภาพที่ร่างกายทรุดโทรมและยากลำบากทางการเงิน พวกเขาจึงพากันช่วยเหลือ

       พอวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1849 โชแปงก็อาการหนัก ลุกไม่ไหวและพูดไม่ค่อยได้แล้ว เขาขอให้เพื่อนๆช่วยเล่นเพลง “เรควิม” ( Requiem )ของโมสาร์ทในงานศพของเขา และเขาได้กล่าวอำลาเพื่อนๆทุกคน และในที่สุด ใกล้จะรุ่งอรุณของวันที่ 17 ตุลาคม เขาก็สิ้นชีวิต

       งานศพของเขาที่ปารีส ใช้เวลาเตรียมงานศพถึง 13 วัน  เพราะต้องเตรียมเรื่องนักร้องประสานเสียงที่จะมาร้องเพลง รีควีมของโมสาร์ท ซึ่งเป็นเพลงที่โชแปงชอบมาก ขบวนแห่ศพอันยาวเหยียดได้เริ่มขึ้น มีการกล่าวสุนทรพจน์ตามประเพณีนิยม และในขณะที่โลงศพถูกหย่อนลงในหลุม  ดินจากโปแลนด์ที่โชแปงได้เก็บรักษาไว้จนวาระสุดท้ายของชีวิตก็ได้ถูกโปรยลงไปในหลุมฝังศพด้วย

       ที่หลุมฝังศพของเขามีคำจารึกว่า






   
  
  
  พักอยู่ในความสงบ
วิญญาณอันงดงาม 
 ศิลปินผู้สูงส่ง 
 ความไม่มีวันตาย
ได้เริ่มขึ้นแก่ท่านแล้ว




 

 
ชื่อเพลง Fantaisie-Impromptu in C# m, Op.66 (posth.)  
          
ค้นคว้าจาก  คีตกวี ดนตรีแห่งชีวิต สุรพงษ์ บุนนาค
         คีตกวี ปรัชญาเมธีแห่งภาษาสากล  ไพบูลย์ กิจสวัสดิ์
         จากดวงใจ  คีตกร จ. มงคลขจร ( สาทิส อินทรกำแหง )
         เพลงรักคีตกวี สันตสิริ
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 10
noktalay Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 610
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 02 Oct. 2003,06:57 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

again.gif ชอบคะ  มีความสามารถในการหาข้อมูลมากเลยคะ  ขอชื่นชมด้วยใจ   ส่งไปให้เพื่อนๆ ดูต่อชอบใจกันใหญ่คะ  มีความสุขกันถ้วนหน้า   flower.gif  again.gif  again.gif  again.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 11
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 25 Oct. 2003,04:05 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

วิวัลดี (Antonio Vivaldi,1678-1741)


    

    วิวัลดี ถือเป็นนักดนตรีเอกในยุคบาโรก

    คำว่า “Baroque” มาจากคำว่า “Barroco” ในภาษาโปรตุเกสซึ่งหมายถึง “ไข่มุกที่มีสัณฐานเบี้ยว” (Irregularly shaped pearl)
Jacob Burckhardt เป็นคนแรกที่ใช้คำนี้เรียกสไตล์ของงานสถาปัตยกรรมและจิตรกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่เต็มไปด้วยการตกแต่งประดับประดาและให้ความรู้สึกอ่อนไหว
(ไขแสง ศุขวัฒนะ,2535:96)

    ในด้านดนตรี ได้มีผู้นำคำนี้มาใช้เรียกสมัยของดนตรีที่เกิดขึ้นในยุโรป เริ่มตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 และมาสิ้นสุดลงราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นเวลาร่วม 150 ปี เนื่องจากสมัยบาโรกเป็นสมัยที่ยาวนานรูปแบบของเพลงจึงมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา อย่างไรก็ตามรูปแบบของเพลงที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นลักษณะเด่นที่สุดของดนตรี

    บาโรกได้ปรากฏในบทประพันธ์ของ เจ.เอส.บาคและยอร์ช ฟริเดริค เฮนเดล ซึ่งคีตกวีทั้งสองนี้ได้แต่งขึ้นในช่วงเวลาครึ่งแรกของศตวรรษที่ 18    
    
     ลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งของดนตรีสมัยบาโรกคือ การทำให้เกิด “ความตัดกัน” (Contrasting) เช่น ในด้าน ความเร็ว – ความช้า ความดัง – ความค่อย การบรรเลงเดี่ยว – การบรรเลงร่วมกัน วิธีเหล่านี้พบในงานประเภท ตริโอโซนาตา (Trio Sonata) คอนแชร์โต กรอซโซ
(Concerto Grosso) ซิมโฟเนีย (Simphonia) และคันตาตา (Cantata) ตลอดสมัยนี้คีตกวีมิได้เขียนบทบรรเลงส่วนใหญ่ของเขาขึ้นอย่างครบบริบูรณ์ ทั้งนี้เพราะเขาต้องการให้ผู้บรรเลงมีโอกาสแสดงความสามารถการเล่นโดยอาศัยคีตปฏิภาณหรือการด้นสด (Improvisation) และการประดิษฐ์เม็ดพราย (Ornamentation) ในแนวของตนเอง

    ในสมัยบาโรกนี้การบันทึกตัวโน้ตได้รับการพัฒนามาจนเป็นลักษณะการบันทึกตัวโน้ตที่ใช้ในปัจจุบัน คือการใช้บรรทัด 5 เส้น การใช้กุญแจซอล (G Clef) กุญแจฟา (F Clef) กุญแจอัลโต และกุญแจเทเนอร์ (C Clef) เป็นต้น

    วิวัลดีเป็นผู้ประพันธ์เพลงและนักไวโอลินชาวอิตาเลียน เกิดปี ค.ศ. 1678 ที่เมืองเวนิสอันลือชื่อ เป็นลูกของนักไวโอลินประจำโบสถ์เซ็นต์มาร์ค (St.Mark’s) ในเมืองเวนิส วิวัลดีได้รับการฝึกฝนเบื้องต้นทางด้านดนตรีจากพ่อ จากนั้นได้เรียนกับจีโอวานนี เลเกร็นซี (Giovanni Legrenzi) อาจารย์ดนตรีผู้มีชื่อเสียง  

        ต่อมาอาจารย์ถึงแก่กรรมเมื่อวิวัลดีอายุได้ 15 ปี  ทำให้วิวัลดีต้องศึกษาเพิ่มเติมด้วยตนเอง  ในช่วงนี้เขาเก่งทางไวโอลินเหมือนบิดาของเขา   เมื่อเขาอายุได้ 29 ปี  ทาง Conservatorio  dell' Ospedate delia Pieta  ซึ่งเป็นสถาบันดนตรีสำหรับเด็กกำพร้าได้ว่าจ้างวิวัลดีเข้าทำการทดลองตามโครงการของวิวัลดีในเรื่องดนตรี   และเขาได้ทำให้สถาบันนี้มีชื่อเสียงรุ่งเรืองที่สุดตั้งแต่เคยมีมา  

    จากกิริยาท่าทางความใจบุญสุนทานและผมสีแดงตลอดจนการแต่งเนื้อแต่งตัวสีสันก็กระเดียดไปทางพระของเขานั่นเองทำให้คนทั่วไปเรียกเขาว่า “II prete rosso” (the red priest) หรือเป็นภาษาไทยเรียกว่า“พระแดง”  แต่ก็มีบันทึกบางตอนบอกว่า วิวาลดีเคยบวชเป็นพระมาก่อน      

    เพลงที่วิวัลดีแต่งโดยมากมักเป็นเพลงสำหรับร้องและเล่นด้วยเครื่องดนตรีประเภทสตริง (String) ซึ่งมีผู้ชอบฟังมาก และมีนักแต่งเพลงในศตวรรษที่ 20 ของอิตาลีคนหนึ่ง ชื่อ คาเซลลา (Casella) ได้เขียนยกย่องงานของวิวัลดีไว้ว่า “เป็นผู้สร้างงานขึ้นมาด้วยความประณีตบรรจงอย่างยิ่ง สามารถทำให้ผู้ฟังปล่อยอารมณ์เคลิบเคลิ้มตามเนื้อและทำนองเพลงได้โดยไม่รู้ตัว” งานของวิวัลดีมีมากมายไม่แพ้คีตกวีคนอื่น ๆ ปัจจุบันนี้งานของเขายังมีต้นฉบับเก็บรักษาไว้ที่ห้องสมุดเมืองเดรสเดน (Dresden Library) อย่างสมบูรณ์

     วิวัลดีถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1741 ที่เมืองเวียนนา ออสเตรีย อายุได้ 66 ปี โดยไม่มีตำราหรือเอกสารใด ๆ กล่าวถึงการสมรสจึงเชื่อว่าวีวัลดีไม่มีภรรยาไม่มีบุตร อยู่ตัวคนเดียวในวัยชราและจากโลกนี้ไปในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตนเอง  เขาเสียชีวิตหลังจากออกจากสถาบันที่เขาสอนดนตรีมาได้เพียง 1 ปีในบ้านของครอบครัว Satler

         ตามพิธีฝังศพตามเอกสารในใบมรณบัตรของวิวัลดีประจำโบสถ์เซ็นต์สตีเฟ็นระบุว่า  "klein gleuth" หมายถึงการตีระฆังแบบไม่เอิกเกริก  แสดงว่าไม่ใช่การทำพิธีศพแบบคนร่ำรวย  

     ผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของวิวัลดีได้แก่ คอนแชร์โต กรอซโซ ชุด “The Four Seasons”, Concerto in E minor for Cello & Orchestra, Concerto for violin in A minor,Concerto for Two Trumpet and Strings

http://classroom.psu.ac.th/users....4-5.HTM

หนังสือ  คีตกวี  ปรัชญาเมธีแห่งภาษาสากล  ของ  ไพบูลย์  กิจสวัสดิ์
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 12
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 26 Oct. 2003,22:50 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

ลองฟัง Four Seasons " Spring"





Offline
Top of Page Profile Contact Info 
29 คำตอบนับตั้งแต่ 08 Jul. 2003,10:23 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 1 of 3123>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com