เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 2 of 3<<123>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: จากเสียงเพลง...สู่เสียงธรรม, รำพึงรำพัน  ฉันได้อะไรมาบ้าง??< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 11
noktalay Search for posts by this member.
เริ่มเก่าแล้ว
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 610
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Sep. 2003

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 16 Dec. 2003,19:17  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ในช่วงหนึ่งก็เคยชอบเนื้อหาเพลง ล้มเองลุกเอง ของคุณ ภัสสร บุญยเกียรติ ถ้ามองในแง่ธรรมะ นกทะเลก็คงต้องบอกว่า ตนเป็นที่พึ่งของตนนี้ละดีที่สุด ไม่ว่ายามฟ้าใส หรือยามฟ้าสีบลู ถ้าเรามั่นคงอุปสรรคปัญหาต่างๆ ก็คงผ่านไปได้ในที่สุด
เพลง ล้มเองลุกเอง

ขับร้องโดย .....ภัสสร บุญยเกียรติ


     ตัวคนเดียวอยู่มันคนเดียว จะทุกข์ร้อนร้อนมันแค่ลำพัง ไม่กวนใจให้ใครชิงชัง ว่ารอความหวังลอยลอย มันเจียมตัวใช่จะลองดี ไม่คิดหนีหรืออยู่ไปวันวัน เวลาเราสุขก็มากัน ทุกข์ใจเมื่อใดไม่เห็นใคร เดินคนเดียวล้มคนเดียว ล้มกี่ครั้งก็ยังได้ ใครจะมาล้มลงกับเราบ้างไหม เดินคนเดียวล้มคนเดียว ล้มแล้วลุก ลุกยืนได้ จะมีใครจริงใจ ฉุดเราลุกขึ้นยืน
     ตัวคนเดียวอยู่มันคนเดียว จะทุกข์ร้อนร้อนมันแค่ลำพัง ไม่กวนใจให้ใครชิงชัง ว่ารอความหวังลอยลอย มันเจียมตัวใช่จะลองดี ไม่คิดหนีหรืออยู่ไปวันวัน เวลาเราสุขก็มากัน ทุกข์ใจเมื่อใดไม่เห็นใคร เดินคนเดียวล้มคนเดียว ล้มกี่ครั้งก็ยังได้ ใครจะมาล้มลงกับเราบ้างไหม เดินคนเดียวล้มคนเดียว ล้มแล้วลุก ลุกยืนได้ จะมีใครจริงใจ ฉุดเราลุกขึ้นยืน ล้ม ล้มเองเราก็ต้องลุกเอง ล้ม ล้มเองก็ลุกเอง ล้ม ล้มเองเราก็ต้องลุกเอง ล้ม ล้มเองก็ลุกเอง เดินคนเดียวล้มคนเดียว ล้มกี่ครั้งก็ยังได้ ใครจะมาล้มลงกับเราบ้างไหม เดินคนเดียวล้มคนเดียว ล้มแล้วลุก ลุกยืนได้ จะมีใครจริงใจ ฉุดเราลุกขึ้นยืน ล้ม ล้มเองเราก็ต้องลุกเอง ล้ม ล้มเองก็ลุกเอง ล้ม ล้มเองเราก็ต้องลุกเอง ล้ม ล้มเองก็ลุกเอง.
------------------------------------------------------------
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 12
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 09 Apr. 2004,20:25 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เพลงนี้เป็นเพลงที่ทันสมัยตลอดกาล  เพราะกระดาษที่เขาแทนค่าว่าเป็นเงินนั้น ทำให้คนเราถึงกับต้องหลั่งเลือด ฆ่าฟัน และแย่งชิงมรดก  ทรัพย์สมบัติกันอย่างไร้มนุษยธรรม  โดยตกเป็นทาสของเงินตราอย่างงมงายที่สุด

        เราอยู่ในสังคมทุนนิยม เราก็คงจะปฎิเสธ เงินไม่ได้ เพราะจำเป็นต้องใช้มันอยู่ทุกวัน  แต่จงตระหนักไว้เถิดว่า  เงินเป็นเพียงเครื่องมือชนิดหนึ่งเท่านั้น  เงินไม่ใช่พระเจ้า  จงอย่าตกเป็นทาสของเงิน  จงรู้จักใช้มัน  อย่าให้มันมาใช้เรา








อำนาจเงิน

คำร้อง - ทำนอง พยงค์ มุกดา
ขับร้อง สุเทพ วงศ์กำแหง
(บันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2502 โดยอุดม เขียนเอี่ยม)



 

งุนงง หนักหนาเงินตราเจ้าเอย
ไม่ว่างเว้นเลยทุกวี่วัน
ชมรมเชื่อถือเล่าลือลั่น
งุ่นง่านแต่เงิน งก งงงัน
เสียงซุบซิบกัน ออกแซ่ซ้ำ


..งมงายเงียบเหงาถ้าเราขาดเงิน
กลัดกลุ้มเหลือเกินดังเกิดกรรม
ใครมี ครึกครื้นทุกคืนค่ำ
เจ้าจู่ เจ้าโจม ฝังใจจำ
เนื้อนั้นมันนำ อำนาจ เงิน


**..มีเงินเดินซื้อสินค้าได้
บางคราวเชื่อไหมแม้ใจที่แกร่งเกิน
ยังถูกน้ำเงิน กระหน่ำเสียยับเยิน
โอ้เงิน เอ๋ยเงิน โอ้เงิน เอ๋ยเงิน
อำนาจมันเกินจะเอื้อมอาจ


คนเราเคารพ คบกันที่เงิน
ไม่มีเขาเมิน ดังหมดญาติ
เงินตรานี่หรือ คือกระดาษ
ผู้สร้างขึ้นมา สิอนาถ
หลงใหลเป็นทาส อำนาจเงิน



---- ---- ---- ---- ---- ----
 

Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 13
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 10 Apr. 2004,23:48 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เพลง เย้ยฟ้าท้าดินนี้เป็นเพลงที่ปลุกเร้าให้เรากล้าต่อสู้กับชีวิต  อย่าไปยอมแพ้กับอุปสรรค  เพราะ

ข้ากระทำแต่กรรมดีมีหรือจะกลัว

หากทำดีฟ้าดินต้องคุ้มครองเอย

เหล่านี้เป็นต้น




เย้ยฟ้าท้าดิน

คำร้อง - สัมพันธ์ อุมากูล - ชาลี อินทรวิจิตร
ทำนอง มงคล อมาตยกุล
ขับร้อง สุเทพ วงศ์กำแหง
(บันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2499)



 

ฟ้า....หัวเราะเยาะข้า ชะตาหรือ
ดินนั้นถืออภิสิทธิ์ชีวิตข้า
พรหมลิขิตขีดเส้นเกณฑ์ชะตา
ฟ้าอินทร์พรหมยมพญาข้าหรือเกรง


ฟ้าหัวเราะเยาะเย้ยเหวยเหวยฟ้า
พสุธาอย่าครวญว่าข้าข่มเหง
เย้ยทั้งฟ้าท้าทั้งดินสิ้นยำเกรง
หรือใครเก่งเกินข้าฟ้าดินกลัว


ข้าขอลิขิตชีวิตข้าเองไม่เกรงดินฟ้า
อีกพื้นพสุธา พญายมพรหมอินทร์ทั่ว
ข้ากระทำแต่กรรมดีมีหรือจะกลัว
มิใช่ใจชั่วลืมตัวหลงลำพอง


อันสวรรค์อยู่ในอกนรกนั่นหรือ
ข้าก็ถืออยู่ในใจไม่หม่นหมอง
ละการทำชั่วควรหรือจะกลัวนรกมั่นปอง
หากทำดีฟ้าดินต้องคุ้มครองเอย



---- ---- ---- ---- ---- ----
 

Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 14
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 20 May 2004,23:59 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เพลงนี้หนูผักกาดขอไว้หลายวันแล้วค่ะ ฟังแล้วย้อนยุคนึกถึงอดีตที่เรียบๆง่ายๆนะคะ

       ที่จริงเพลงนี้ดูเผินๆก็ไม่เห็นว่าจะเกี่ยวข้องกับทางธรรมเลยนะคะ  แต่ที่เอามาโพสต์ในกระทู้นี้  เพราะเห็นว่าเป็นเพลงที่สะท้อนลึกซึ้งถึง.....

        ชีวิตผู้คนยุคก่อนที่อิงแอบอยู่กับธรรมชาติ  มีความงามของ  ดวงเดือน  ทุ่งข้าว  เจ้าทุย  เสียงเพลง....

        ทัศนะของการมองโลกในแง่ดี  เพลงนี้ลีลาท่วงทำนองจะสบาย คึกคัก มีความสุขเป็นอย่างยิ่ง  ใครที่ร้องเพลงนี้จะรู้สึกสบายใจเป็นอย่างยิ่ง

         ความเรียบง่าย  สมถะ  มีความสุขอย่างธรรมดาๆ ไม่ได้ปรุงแต่ง  อันเป็นวิถีดั้งเดิมของไทยเรา  แต่ภาพอย่างนี้ในปัจจุบันคงหาดูไม่ได้แล้ว  
         







ข้างขึ้นเดือนหงาย

คำร้อง - แก้ว อัจฉริยะกุล
ทำนอง - ชลธี ธารทอง
ขับร้อง  เลิศ ประสมทรัพย์
(บันทึกเสียงครั้งแรกปี พ.ศ. 2492)



ข้างขึ้นเดือนหงาย
เราขี่ควายชมจันทร์
เพลิดเพลินใจฉัน
โคมสวรรค์พราวพราย
ไขว่ห้างนั่งเฉย
เอ้อระเหยลอยชาย
เป่าขลุ่ยเพลงหนังบนหลังควาย
ชื่นพระพายโชยมา

แม้ว่าต้องการ เพื่อนคุย
ฉันมีเจ้าทุยสนทนา
พูดจาตอบถามตามประสา
ลัดเลี้ยวคันนาตามชอบใจ
สุขใจจริงหนอ เราไม่ง้อใครๆ
เจอะนางคนรัก ก็รับไป
เป่าขลุ่ยสอดคล้องนางร้องไป
ขี่ควายชมฟ้าเพลินตาเพลินใจ
จันทร์แจ่มใสเต็มดวง


ข้างขึ้นเดือนหงาย
เราขี่ควายพาควง
แต่หนุ่มชาวเมืองหลวง
พาคู่ควงเปลืองครัน
อยู่กรุงอยู่นา ไอ้มันก็ฟ้าเดียวกัน
ขี่ควายขี่เก๋ง ก็เหมือนกัน
มันก็พระจันทร์ดวงเดียว

เขาว่ารถยนต์สบาย
แต่ฉันว่าแพ้ควายแท้เทียว
อยู่กรุงไปไหนให้หวาดเสียว
ปรู๊ดปร๊าดโครมเดียวเราก็ตาย
ต้นข้าวอ่อนพริ้ว
ชูยอดริ้วเรียงราย
ค่อยชมแช่มช้อย ค่อยเยื้องกราย
ขี่ควายแช่มช้าประสาควาย
อยู่นาสุขแสนเมืองแมนกลายๆ
เดือนก็หงายพอกัน.



---- ---- ---- ---- ---- ----
 

Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 15
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 20 Jul. 2004,00:45 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เพลงนี้ชื่อเพลงเข้ากับกระทู้นี้เปี๊ยบเลย  เข้าทำนอง กรรมตามสนอง  ใครเคยก่อกรรมไว้อย่างไรก็จะได้รับกรรมแบบนั้นคืน ลองฟังดูค่ะ







กฎแห่งกรรม

คำร้อง - ทำนอง จงรัก จันทร์คณา
ขับร้อง พิทยา บุญญรัตนพันธ์





น่าเห็นใจน่าเห็นใจ
น่าเห็นใจที่ใจเธอต้องเจ็บช้ำ
โดนลมคำรักลวงจนระกำ
โดนถูกเขาทำจนช้ำใครนะทำได้


หากคิดไปถึงครั้งหนึ่ง
รักครั้งหนึ่งซึ่งฉันเคยถูกทำลาย
เธอเป็นคนทำให้ฉันช้ำใจ
ฉันก็ช้ำใจไม่ผิดที่เธอช้ำอยู่


**เหตุการณ์จะผ่านไปฉันยังจำได้
ความอัปยศอดสู
ฉันเคยเรียกเธอให้เธอมาดู
ให้เธอมาดูรอยช้ำเธอกลับหนำใจ


บัดนี้เธอเจอเข้าบ้าง
รู้หรือยังว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน
ยามเรารักเขาเขากลับทำลาย
เขากลับทำลายมันเจ็บใช่ไหมคนดี**



---- ---- ---- ---- ---- ----
 

Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 16
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Jul. 2004,22:35 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

อ้างถึง
ชาติเดียวกลัวแล้วเอย
ไม่ขอเชยชิดชมรักใหม่
หากบุญฉันทำครั้งใด
อุทิศให้ไปเพื่อใช้หนี้มาร


     ก็น่าจะนับว่าเข้าข่ายมีใจเป็นธรรมะนะคะ เมื่อพ่ายแพ้ผิดหวังก็ไม่จองล้างจองผลาญ ยอมรับสภาพคิดว่าเป็นการใช้หนี้  ซ้ำยังอุทิศบุญกุศลให้อีกด้วยค่ะ bowsdown.gif





หนี้มาร

คำร้อง - ทำนอง  ป. ชื่นประโยขน์
ขับร้อง - ชรินทร์ นันทนาคร
(บันทึกเสียงครั้งแรก 2496)



แว่วเพลงมารหัวใจ...
มาครั้งใดฤทัยยิ่งเศร้า
บาดใจเพราะรอยแผลเก่า
เปรียบเหมือนดังเงา
คอยหลอนเราติดตัว


เสียดแทงดังหนามคม
รอยแผลตรมนับไปไม่ทั่ว
ด้วยเราหลงรักเมามัว
หลอกหลอนจิตตัว
กลัวแล้วหมู่พาล


สาปแล้วเสียงเพลงเหมือนแช่ง
เพราะเขาถูกแย่งจากมือมาร
ก้างนั้นขวางอุรามานาน
แต่ฉันซมซานยิ่งกว่าใคร


ชาติเดียวกลัวแล้วเอย
ไม่ขอเชยชิดชมรักใหม่
หากบุญฉันทำครั้งใด
อุทิศให้ไปเพื่อใช้หนี้มาร



---- ---- ---- ---- ---- ----
 

Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 17
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 05 Sep. 2004,19:56 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เพลงเกิดมาพึ่งกัน เป็นเพลงที่สะท้อนการดำเนินชีวิตที่ยึดมั่นในธรรมได้ดี สอนให้คนพึ่งพากัน ไม่เห็นแก่ตัว ไม่แบ่งแยกผิวพรรณ ทำแต่ความดี ยึดมั่นในธรรมะ ฯลฯ 




เกิดมาพึ่งกัน


ขับร้อง - สุเทพ วงศ์กำแหง




**เกิดเป็นคนอย่าเห็นแก่ตนแหละดี
ถึงจะมีร่ำรวยสุขสันต์
จนหรือมีไม่เป็นที่สำคัญ
แม้รักกันพึ่งพาอย่าไปตัดไมตรี


เกิดมาพึ่งกัน
ผิวพรรณใช่แบ่งศักดิ์ศรี
วันนี้เราอยู่คิดดูให้ดี
ถึงจะจนจะมีอย่าไปสร้างเวรกรรม
ขืนทำชั่วไปอาจต้องใช้กรรมเวร


อย่างมงายโลภหลง
เพราะคงจะเกิดลำเค็ญ
สร้างบุญพระท่านคงเห็น
ร่มเย็นพ้นความกังวล
ถึงวิบัติขัดสนผลบุญนำให้
ศีลธรรมมั่นใจไม่ต้องไปกังวล
ถึงจะมีจะจนจะเกิดกุศลดลใจ**



---- ---- ---- ---- ---- ----
 

Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 18
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 10 Jan. 2005,19:08 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

โบราณเขาว่า ชายสามโบสถ์ หญิงสามผัว คบไม่ได้ แต่เมื่อยามที่เรามีปัญหาชีวิต ไม่มีทางออก พระธรรมก็เป็นที่พึ่งสุดท้ายของคนเรา




ชายสามโบสถ์ 

คำร้อง-ทำนอง ไพบูลย์ บุตรขัน
ขับร้อง - ชาญ เย็นแข
(บันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2493 โดยคำรณ สัมบุณณานนท์)




คำคนประณามชายสามโบสถ์
ทรามชั่วช้าสามานย์ประนามหญิงสามผัวผ่าน
เป็นคนจัณฑาลไม่ขอคบพา
โธ่เอ๋ย อนิจจาโกนหัวฝากตัวในศาสนา
แต่คำเขาว่าปวดใจให้คิดทุกที

มีมารผจนสุดแสนจะทน
บวชแล้วจำลาจากเรือนเหมือนเสือหนีป่า
มารเสาะตามมาจองล้างราวี
บวชแล้วสึกทุกทีเป็นเสียอย่างนี้แหละ
พี่น้องเอ๋ยดังคำเขาเอ่ยบวชเสียผ้าเหลือง

ข้าบวชมาแล้วโบสถ์หนึ่งซาบซึ้งได้แทนคุณแม่
ค่าน้ำนมแกแทนทดหมดเปลือง
มารตามทวงหนี้มีเรื่องต้องแหกผ้าเหลืองสึกมา
มันฟ้องอุปัชฌาย์แค้นข้ากลัดหนอง

คนมองข้าทรามเหยียดหยามหมดดี
ต้องหนีหน้าไปเกือบเป็นเสือสางเสียใหญ่
ข้าต้องกลับใจไหว้พระคุ้มครอง
บวชซ้ำใหม่ใคร่ปองใจหวังสร้างบุญในโบสถ์ที่สอง
พึ่งธรรมะส่องที่สร้างบาปมา

ข้าเป็นชายสองโบสถ์หากโบสถ์สามนี้ยังไม่แน่
โลกหมุนปรวนแปรสุดแท้จะพา
กลายเป็นชายชั่วดังว่าหวังศาสนากลับใจ
แต่แล้วเหตุไฉนเขาไม่อุดหนุน

จึงวอนไหว้วิงชายหญิงที่ฟังด้วยน้ำตาคลอ
โปรดจงสงสารขานต่อแต่พอข้ามีบาปเคราะห์ก็บุญ
ข้าหวังพึ่งพุทธคุณเซแล้วอย่าซ้ำย่ำเหยียบจนซุน
ร่มโพธิ์พระอุ่นข้าขอบวชนาน...จนตาย



---- ---- ---- ---- ---- ----
 

Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 19
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Jan. 2005,10:22 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ชายผู้น่าสงสาร เขาอยากจะบวช แต่ก็ไม่มีโอกาสได้บวช เป็นคนกำพร้าพ่อแม่จึงไม่มีใครบวชให้ 
มีบางคนไม่อยากจะบวช แต่พ่อแม่บังคับหรือขอร้องให้บวช จึงจำเป็นต้องบวช






ชายไร้โบสถ์ 

คำร้อง-ทำนอง จิ๋ว พิจิตร
ขับร้อง - สมยศ ทัศนพันธุ์
(บันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2493 )




ชีวิตเราแสนเศร้ามืดมน
ผู้คนเขาไกลไม่อยากสังคม
ดังร่างกายเราโสมม
ต้องจมทุกข์ทนแต่เกิดกาย


พ่อแม่ตายไร้คนเขาเมตตา
เป็นกำพร้าพาให้ต้องอับอาย
เสียทีที่เกิดเป็นชาย
เหมือนมีเพียงกายไร้ความหมายสิ้นดี


ฟังเสียงแตรเขาแห่นาคมา
ศรัทธานึกใคร่ได้บวชสักที
คนบวชให้ไม่เห็นมี
เศรษฐีเขากลัวจะยุ่งใจ


บวชให้แล้วเกรงจะกลับกลาย
เป็นคนร้ายหนีมาบวชซ่อนตน
ต้องทนทุกข์กลับอับจน
เหมือนคนชั่วโฉด
ไร้ทั้งโบสถ์และบุญ

อยากให้แม่ได้เกาะผ้าเหลือง
รุ่งเรืองสีบริสุทธิ์พุทธคุณ
คอยผู้คนช่วยค้ำจุน
ดั่งบุญแม่น้อยจึงอับจน


ลูกเป็นเหมือนคนมีบาปหนา
ดังชั่วช้าคนเบือนหน้าไม่มอง
สวดมนต์ไหว้กราบเพื่อปอง
หาคนประคองฉันเข้าโบสถ์สักที



---- ---- ---- ---- ---- ----
 

Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 20
KiLiN Search for posts by this member.
ฅนธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ภารโรงประจำบ้าน
จำนวนโพสต์: 5091
เข้าร่วมเมื่อ: 12 Jun. 2002

อัตรานิยม: 3
PostIcon โพสต์เมื่อ: 19 Apr. 2005,12:07 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE







สายน้ำไม่ไหลกลับ 

- วงศ์จันทร์ ไพโรจน์ -





สาย น้ำเชี่ยวโกรกไหล
วกวนแล้วไหล ไป
ไหลไปแล้วไม่กลับมา
คิด เปรียบไปก็คล้ายเหมือนว่า
รักเอยไม่คืนหวนมา
จากลาไปยังหนใด

..คิด ถึงเมื่อก่อนเคย
รักฉันเป็นสุขเอย
ไหนเลยจึงต้องจากไกล
คอย เฝ้าคอยคร่ำครวญหวนไห้
รักเอยจากไปแล้วไย
จากไปเหมือนสายน้ำวัง

..ร้าง ไปร้างไกลสุดหวัง
ล่องลอยไปไกลเหมือนดัง
สู่วังแม่เอยสายชล
ฉัน สิยังคร่ำครวญเพ้อบ่น
ไหว้วอนให้สายน้ำวน
ช่วยดลให้รักฉันคืน

..เขา คงไม่กลับมา
หัวใจพร่ำเพรียกหา
น้ำตาหลั่งนองกล้ำกลืน
นอนหลับตาต้องผวาตื่น
สายน้ำไม่เคยไหลคืน
ไม่คืนเสียแล้วรักเอย

คงไม่คืนเสียแล้วรักเอย...



---- ---- ---- ---- ---- ----
 



เวลาและสายน้ำไหล.....ผ่านไปไม่หวนกลับ

๑ ใน ๓ เรื่องสำคัญ ที่เมื่อเกิดเป็นคนแล้วต้องตระหนักรู้ ก็คือ เวลา

สามเรื่องนั้นมีอะไรบ้าง
       ๑. ต้องรู้จักคุณค่าของเวลา
       ๒. ต้องรู้จักคุณค่าของชีวิต
       ๓. ต้องรู้จักหน้าที่


       ถ้ารู้จักคุณค่าของเวลา เราจะไม่พูดหรือทำอะไรเพียงเพื่อฆ่าเวลา  ไม่ปล่อยให้เวลา ผ่านไปๆ โดยไม่ได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์ให้เป็นสาระเป็นแก่นสารกับชีวิต  

       กาลเวลากัดกลืนกินสรรพสิ่ง  เมื่อเวลาผ่านไปๆ  ทุกสิ่งก็จะเหลือแต่ความว่างเปล่า ความไม่มีอยู่จริงในที่สุด พระพุทธเจ้าจึงเตือนเราให้ตระหนักถึงคุณค่าของเวลา ก่อนที่พระองค์จะปรินิพพาน ด้วยความกรุณาและห่วงใยอย่างยิ่งว่า "สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด"

       คำว่า สังขาร มิได้หมายเพียงร่างกายของเราเพียงอย่างเดียว หากแต่หมายรวมถึงสรรพสิ่งในโลกนี้ ล้วนต้องแตกสลายต้องพลัดพรากไปในที่สุด นั่นคือต้องถูกฝังไปกับกาลเวลา เวลาไม่ต้องฆ่าเพื่อให้เวลาผ่านไป เพราะถึงอย่างไรมันก็ต้องผ่านไปอยู่แล้ว  ต่างแต่เพียงว่า ผ่านไปแล้วเราและท่านได้อะไรกับมันบ้าง  ถ้าเวลาไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตนี้ พระพุทธเจ้าคงไม่ปัจฉิมโอวาทเตือนเราก่อนนิพพาน

       ด้วยเพราะว่าเวลาจะกลืนกินเราด้วยในที่สุด นั่นคือตาย ท่านกำลังเตือนเราว่า ทุกเวลานาที เรากำลังเดินไปหาความตายนะ  ฉะนั้นจงทำประโยชน์สร้างสาระให้กับชีวิต แล้วอะไรล่ะคือประโยชน์ อะไรล่ะคือสาระของชีวิตที่แท้จริง  แล้วนี่แหล่ะก็คืออีก ๒ รู้ตัวต่อมา

--------------
ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว    ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่    เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้   มิได้อยู่เพื่อตนเอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
22 คำตอบนับตั้งแต่ 16 Apr. 2003,20:06 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 2 of 3<<123>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com