เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 1 of 71234567>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: --รางวัลซีไรท์--, =S.E.A. WRITE AWARD=< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 10
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 09 Sep. 2002,19:48  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

มารู้จักกับเจ้าขุนทอง 

     

  เจ้าขุนทองในเพลง วัดโบสถ์ เป็นเพลงที่คนภาคกลางใช้ร้องกล่อมลูกหลาน  ร้องว่า
 
     วัดเอ๋ยวัดโบสถ์   มีตาลโตนดอยู่เจ็ดต้น
   เจ้าขุนทองไปปล้น   ป่านฉะนี้ไม่เห็นมา
   คดข้าวออกใส่ห่อ   จะถ่อเรือออกตามหา
   เขาก็เล่าลือมา     ว่าขุนทองเจ้าตายแล้ว
   ถือแต่กระดูกแก้ว    เมียรักจะไปปลง
   ขุนศรีจะถือฉัตร     ยกกระบัตรจะถือธง
   ถือท้ายเรือหงส์     ไปปลงศพเจ้าพ่อนา


    เจ้าขุนทอง เป็นสามัญชนคนบ้านนอก มีอาชีพปากงวงตาลจากต้นโตนดเพื่อไปทำน้ำตาลขาย ในขณะนั้นพม่ายกทัพมารุกราน เจ้าขุนทองคว้าดาบหายไปจากหมู่บ้าน คนก็ร่ำลือกันว่า มันไปต่อสู้กับพม่าปกปักรักษาบ้านเมืองจนตัวตาย พระเจ้าแผ่นดินจึงพระราชทานเพลิงศพถึงขั้น "ขุนศรีจะถือฉัตร ยกกระบัตรจะถือธง ถือท้ายเรือหงส์  ไปปลงศพเจ้าพ่อนา"

      หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เจ้าขุนทองของสุจิตต์ วงษ์เทศก็ดังสะท้อนสะท้านใจคน 
  
     วัดเอ๋ยวัดโบสถ์   ตาลโตนดเจ็ดต้น
   ขุนทองเจ้าไปปล้น   ป่านฉะนี้ไม่เห็นมา
   คดข้าวใส่ห่อ       ถ่อเรือไปตามหา
   เขาก็ร่ำลือมา      ว่าเจ้าขุนทองตายแล้ว
   นั่งรถยนต์เรไร      นั่งรถไฟนกแก้ว
   ส่งเสียงแจ้วแจ้ว     ว่าเจ้าขุนทอง เจ้าขุนทอง
   เจ้าออกจากบ้าน     เมื่อตะวันเรืองรอง
   แล้วหันมาสั่งน้องน้อง  ว่าพี่จะไปหลายวัน
   ไปเพื่อสิทธิเสรี     เพื่อศักดิ์ศรีชาวบางระจัน
   โอ้เจ้นนกเขาขัน    แล้วเจ้าขุนทองก็ลงเรือน
    สะพายย่ามหาดเสี้ยว  ซึ่งใส่หนังสือแสงเดือน
    ทั้งสมุดที่ลบเลือน    ด้วยรอยน้ำตาแต่เมื่อคืน
    ขุนทองเจ้าร้องไห้    อยู่ในเรือนจนดึกดื่น
    ว่าดอกจำปีถูกปืน    ตายอยู่เกลื่อนเจ้าพระยา
    ลูกเอ๋ยหนอลูกเอ๋ย   เข้าอย่าเฉยเชือนชา
    แม่มาร้องเรียกหา    นี่พ่อมาตั้งตาคอย
    เจ้ามิใช่นักรบ       ที่เคยประสบริ้วรอย
    รูปร่างก็น้อยน้อย     เพราะเรียนหนังสือหลายปี
    แม่ก็รู้ว่าลูกรัก       นั้นมีความภักดี
    พ่อก็รู้ว่าลูกมี       กตัญญูต่อแผ่นดิน
    แต่ใครเขาจะรู้       เพราะเขามิใช่พระอินทร์
    มนุษย์อาจได้ยิน     แต่อำนาจมาบังตา
    ลูกบอกว่าลูกรู้      จึงสู้แบบอหิงสา
    แม่กับพ่อก็รอมา     หลายเพลาหลายเพล
    ดอกโสนบานเช้า     ดอกคัดเค้าบานเย็น
    ออกพรรษามาตระเวณ  ที่อนุสาวรีย์ทูน
    ไม่มีร่างเจ้าขุนทอง    มีแต่รัฐธรรมนูญ
    พ่อกับแม่ก็อาดูร      แต่ภูมิใจลูกชายเอย


    เพลงนี้ ถ้าใครเคยฟัง วงต้นกล้า รังสิต จงฌาณสิทโธ (ป่อง)ร้องได้กินใจมาก



   นอกจากนี้ยังมีเจ้าขุนทอง จากบทกวี "เพลงขลุ่ยเหนือทุ่งข้าว" ในหนังสือชุด เพียงความเคลื่อนไหว ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ (ซึ่งได้รางวัลซีไรท์ ปี 2523 ) ซึ่งเป็นบทกวีที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ อัศศิริ ธรรมโชติ เขียนเรื่อง "ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง" โดยจินตนาการกับเหตุการณ์ 14 และ 6 ตุลาคม   
 
    เพลงขลุ่ยเหนือทุ่งข้าว

      "วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ ปลูกตาลโตนดอยู่เจ็ดต้น
    เจ้าขุนทองไปปล้น   ป่านฉะนี้ไม่เห็นมาฯ"
    ขลุ่ยข้าครวญหวนโหยระโอยโอด
    พิไรโรธนาการสะท้านพร่า
    เป่าคำหอมเหินลิ่วขึ้นปลิวฟ้า
    แล้วทอดช้า เฉื่อยฉ่ำประจำยาม         
    พอพระพายชายพัดก็ชัดชื่น
    ทุกถ้อยคำย้ำยืนไม่ขื่นขาม

      "ทุ่งนี้ นานี้ มีนาม
    ของหวง เขตห้าม อย่าข้ามกัน
    ข้าวงาม น้ำดี ทุกปีมา
    แผ่นดินข้า ข้ารัก หนักมั่น
    ปู่ย่า พ่อลูก ผูกพัน
    เลือดเนื้อ ทั้งนั้น ทีในดิน"

    ใบข้าวพลิ้วริ้วระเนนเป็นคลื่นข้าว
    ใบตาลกราวกรากลมระงมถิ่น
    กระท่อมค้อมคร่ำคร่าอยู่อาจิณ
    หอมกลิ่นข้าวใหม่มาจางจาง

    คดข้าวใส่ห่อไปรอรับ
    ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง
    เพลงขลุ่ยผิวครื้นสะอื้นคราง
    ไม่มีร่างไม่มีเงาเจ้าขุนทอง

    ตะวันรุ่งเรื่อแรงจนแดงเลือด
    แผ่นดินเดือดดูน้ำก็คล้ำหมอง
    เพลงขลุ่ยขาดห้วงท่วงทำนอง
    เสียงตะโกนกู่ก้องมาไกลไกล


         
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 11
Din Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่




กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 137
เข้าร่วมเมื่อ: 01 Jul. 2002

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 10 Sep. 2002,19:13 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ชอบฟังเพลงของต้นกล้าครับ  bigsmile.gif   ผมเคยมีอยู่ม้วนหนึ่ง  ฟังแล้วฟังอีก  จนยืดหมดสภาพต้องทิ้งไปแล้วครับ  พยายามหาก็ไม่เคยเห็นที่ไหนมีอีกเลยครับ  bigsmile.gif

ฟังเพลงนี้ถึงตอนสะพายย่ามหาดเสี้ยว  ผมเคยสงสัยครับว่าหาดเสี้ยวอยู่ที่ไหน  จนครั้งหนึ่งได้ไปเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชชนาลัย  ที่สุโขทัย และแวะเข้าไปดูผ้าทอมือที่ตัวอำเภอ  เลยเห็นรูปภาพเก่า เก่าและป้ายไม้ระบุอำเภอหาดเสี้ยว  กระผมก็เลยถึงบางอ้อครับว่าเดิมอำเภอศรีสัชชนาลัยก็คืออำเภอหาดเสี้ยวนั่นเอง  biggrin.gif   มิน่าผ้าทอถึงมีชื่อเสียงมานาน   กระผมว่าชื่อหาดเสี้ยวก็เพราะดีนะครับ  เป็นชาวบ้าน ชาวบ้านดี  เข้าใจว่าเพิ่งเปลี่ยนช่วงประมาณหลังพศ. ๒๕๐...กว่า กว่านี่เองครับ

แต่ทุกวันนี้ยังไม่เข้าใจความหมายของหนังสือแสงเดือนครับ  ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรครับ  bigsmile.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 12
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 11 Sep. 2002,09:08 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

สะพายย่ามหาดเสี้ยว   ซึ่งใส่หนังสือแสงเดือน

    ย่ามหาดเสี้ยวก็คือย่ามจาก อ. หาดเสี้ยวอย่างที่คูณดินบอกนั่นเอง  ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งที่ผลิตผ้าทอมือได้สวยงามมาก ยุคสมัยนั้น  นักศึกษาจะสะพายย่ามกันเป็นส่วนใหญ่

     ส่วนหนังสือแสงเดือนนั้น  ท่านผู้รู้บอกว่า  หมายถึงหนังสือที่กล่าวถึงความใฝ่ฝันของผู้คนในยุคนั้น เช่น ใฝ่ฝันถึงสิทธิเสรีภาพ เป็นต้น
ผู้แต่ง ใช้คำว่าแสงเดือนเป็นสัญญลักษณ์ที่จะสื่อให้ผู้อ่านทราบถึงความฝัน ความมุ่งหวัง ของเจ้าขุนทอง
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 13
Din Search for posts by this member.
ค่อนข้างใหม่




กลุ่ม: สมาชิกประจำ
จำนวนโพสต์: 137
เข้าร่วมเมื่อ: 01 Jul. 2002

อัตรานิยม: ไม่มี
PostIcon โพสต์เมื่อ: 11 Sep. 2002,19:39 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ขอบคุณคำตอบป้าแอ๊ดครับ bigsmile.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 14
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 12 Sep. 2002,20:00 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

  ชาติ กอบจิตติ

       

       เกิดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2497 ที่จังหวัดสมุทรสาคร เป็นบุตรคนที่สอง ในจำนวนพี่น้องผู้หญิง 5 คน และผู้ชาย 4 คน รวมเก้าคน ชื่อเดิมคือสุชาติ พ่อค้าขายเกลือเม็ด ส่วนแม่ขายของเล็กๆน้อยๆ  ต่อมาพ่อก็ไปค้าทราย และขายของชำ

        เรียนจบ มัธยมศึกษาปี่สามแล้วต่อเพาะช่าง ในสาขาภาพพิมพ์ เนื่องจากเป็นคนชอบวาดรูป ชอบเขียนหนังสือ ฝันใฝ่ที่จะเป็นนักประพันธ์  เรื่องสั้นเรื่องแรก คือ เรื่อง “นักเรียนนักเลง” เขียนลงในหนังสืออนุสรณ์ปทุมคงคา 2512 

        แต่งงานเมื่อ พ.ศ.2520 กับเพื่อนสาวที่เรียนจบเพาะช่างมาด้วยกัน ซึ่งต่อมาได้ช่วยกันทำกระเป๋าไปฝากขายตามห้าง ซึ่งมีรายได้ดี 

      ปัจจุบันเขาทำงานด้านการเขียนเพียงอย่างเดียว มีการแนะนำการเขียนหนังสือสำหรับผู้ที่สนใจ และเขาได้ตั้งสำนักพิมพ์ของเขาเอง ชื่อ สำนักพิมพ์หอน โดยเอามาจากชื่อ คลองหมาหอน ที่เขาเคยเกิดที่นั่น

        ผลงานและรางวัลที่ได้รับ

  เรื่องสั้นเรื่อง ผู้แพ้   ได้รับรางวัล ช่อการะเกด และรางวัลชมเชยจากการคัดเลือกเรื่องสั้นดีเด่นประจำปี 2522จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย 
 เรื่องสั้นกึ่งนวนิยาย เรื่อง ทางชนะ     พ.ศ. 2522
 นวนิยายขนาดสั้น เรื่อง จนตรอก      พ.ศ. 2523
 นวนิยายเรื่องคำพิพากษา           พ.ศ. 2524

 ได้รับรางวัลซีไรท์ ปี 2525 และพิมพ์เผยแพร่มากกว่า20 ครั้ง

       

 เรื่องสั้นขนาดยาว  เรื่องธรรมดา     พ.ศ. 2526
 รวมเรื่องสั้น ชุดที่ 1 มีดประจำตัว     พ.ศ.2527
 นวนิยายขนาดสั้น เรื่อง หมาเน่าลอยน้ำ พ.ศ. 2530
 นวนิยายขนาดยาว เรื่อง พันธุ์หมาบ้า   พ.ศ. 2531
 รวมเรื่องสั้น ชุดที่ 2 นครไม่เป็นไร    พ.ศ. 2532
 นวนิยายเรื่อง เวลา                พ.ศ. 2536 
 
 ได้รับรางวัลซีไรท์ เป็นครั้งที่ 2 ปี 2537  
 และได้รับรางวัลนวนิยายดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2537 อีกด้วย

      

 ความเรียง-บันทึก เรื่องราวไร้สาระของชีวิต พ.ศ. 2539
 เรื่องสั้นขนาดยาว รายงานถึง ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2539 เปลญวนใต้ต้นนุ่น รวบรวมบทความที่เขียนลงในนิตยสาร สีสัน พ.ศ. 2546


  และหนังสือที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ได้แก่
  Mad Dogs & Co (พันธุ์หมาบ้า)
  NO WAY OUT (จนตรอก)
  และ TIME (เวลา)


        

       
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 15
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Sep. 2002,00:08 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

คมทวน คันธนู

    

    คมทวน คันธนูเป็นกวี นักเขียนเรื่องสั้น บทความและนวนิยาย ชื่อจริง ประสาทพร ภูสุศิลป์ธร เกิดเมื่อ พ.ศ. 2493 ที่กรุงเทพฯ 

 เขาเริ่มเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนดรุณวัฒนา เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนชิโนรส และชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยใช้เวลาเรียนในมหาวิทยาลัยถึง 6 ปีครึ่ง 

    เขาเริ่มหัดเขียนกลอนเมื่ออยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จนได้รับเลือกเป็นประธานชมรมภาษาไทย ชอบเขียนกลอนหวานๆสัมผัสแพรวพราว ยิ่งเมื่ออยู่ในมหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือพิมพ์และสนใจเรื่องการเมืองก็ยิ่งทำงานเขียนมากขึ้นทั้ง บทกวี กลอนเปล่า เรื่องสั้น และบทละคร ผลงานรวมเรื่องสั้นและบทกวีเล่มแรกชื่อ กบฎ ใช้นามปากกาว่า โกสุม พิสัย ซึ่งมีที่มาจากเพื่อนสนิทคนหนึ่งเมื่อครั้งที่เรียนด้วยกันที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยมาจากอำเภอ โกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ส่วนนามปากกา คมทวน คันธนู ใช้เป็นครั้งแรกในการเขียนกลอนเปล่าลงหนังสือวรรณศิลป์ ธรรมศาสตร์ ( ในช่วง 14 ตุลาคม 2516 ) นามปากกานี้ตั้งขึ้นจากความฝังใจในบทบาทของลิโป้ ในสามก๊ก ที่เป็นคนไม่ค่อยฉลาด แต่กล้าหาญและซื้อสัตย์ ยิงเกาฑัณฑ์แม่นและเก่งในการใช้ทวน

     เมื่อ พ.ศ.2514 ทำงานเป็นนักข่าวให้หนังสือพิมพ์ปุถุชน และ ประชาธิบไตย เมื่อ พ.ศ.2516 ต่อมาทำ หนังสือพิมพ์ มติชน โลกใหม่ มีผลงานรวมเล่มครั้งแรกคือ กบฎ วรรณกรรมซาดิสต์  โดยใช้นามปากว่า โกสุม พิสัย

      ต่อมาเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2516 บทกวีของเขาในนาม คมทวน คันธนู จึงแพร่หลายไปในรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งๆที่ตกงานเขาก็ยังไปทำหนังสือ สมุดไทย โดยไม่มีเงินเดือน ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้เรื่องวรรณคดีเก่าๆมากขึ้น ต่อมาจึงกลับไปทำที่มติชน มาตุภูมิ และ เศรษฐกิจการเมือง จนหนังสือ นาฎกรรมบนลานกว้างของเขาได้รับรางวัลซีไรต์ โดยเขาได้รับการยกย่องว่ามีความสามารถแต่งคำประพันธ์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งฉันท์ เพลงพื้นบ้านมาประยุกต์ได้อย่างกลมกลืน 
 
ผลงานของเขาได้แก่

            แสงดาวแห่งศรัทธา
           สำนึกขบถ
           กำสรวลโกสินทร์ (2526)
           บนถนนและทางผ่าน (2526)
           นาฏกรรมบนลานกว้าง (2526)
           คนตกงาน  (รวมเรื่องสั้นและบทกวี 2528)
           นายขนมต้ม       (นวนิยาย 2529)
           วิเคราะห์วรรณกรรม วิจารณ์วรรณกร (บทความ2530) 
           สามแพร่งชีวิตคำฉันท์ (2531)  
           เขี้ยว (นวนิยาย 2531)  
           ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  (รวมเรื่องสั้น 2531)
           พราน (นวนิยาย 2534)
           คนสัปโดก(โลกสัปดี้)  (นวนิยายจิตเพศวิทยา 2535)
           รุ้งสายอันรายสรวง  (รวมบทกวี 2539)
           แฝงไว้บนวัยวัน ( บทความ 2540)
           พิเคราะห์วรรณคดีโดยวิถีประวัติศาสตร์  (บทความ 2541)
           โลกสวย ฟ้าใส ( บทความ 2542)
           ป่าระบัด สัตว์สลวย ( รวมบทความ 2542)
           ตำนานฉันทลักษณ์กับหลักการใหม่ ( บทความ 2545)
           จตุรงคมาลา  (บทกวี 2546)
           รักพันลึก    ( นวนิยาย 2546)
          


รางวัลที่ได้รับ

 นาฏกรรมบนลานกว้าง  ได้รับรางวัลซีไรท์ 2526
 นายขนมต้ม  ได้รับรางวัลชมเชยจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือประจำปี 2530


 ปัจจุบันเป็นนักเขียนอิสระ สมรสแล้วมีธิดา 1 คน
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 16
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 20 Sep. 2002,20:16 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

วาณิช จรุงกิจอนันต์ 

  

    เกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2491 ที่ อ.บางปลาม้า จ. สุพรรณบุรี เป็นบุตรคนที่สาม ในพี่น้องทั้งหมด 5 คน บิดาทำงานโรงสีข้าว ส่วนมารดาทำขนมขาย  เขาเรียนจบปริญญาตรีจาก คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัย ศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2515 และจบหลักสูตรปริญญาโท จากคณะศิลปะ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมืองลองบีช ประเทศสหรัฐอเมริกา 

   เขาเคยทำงานที่สตรีสาร ฝ่ายศิลป์ กสิกรไทย วารสารบ้านของการเคหะ ทำงานแผนกละครกับ บ.แกรมมี่เอ็นเทอร์เทนเม้นต์ จำกัด และเป็นนักเขียนประจำให้แก่ บ. มติชน

   ในด้านงานประพันธ์ เริ่มแต่งกลอนตั้งแต่สมัยมัธยม มีผลงานกลอนได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกใน แม่บ้านการเรือน 2507 เคยชนะเลิศแข่งขันกลอนสดในระดับอุดมศึกษา และเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรก ในคืนแห่งความเซ็ง ลงใน นิตยสาร ลลนา 2515 เคยใช้นามปากกา สุริยฉาย ตอบปัญหาชีวิตในลลนา นอกนั้นส่วนใหญ่ใช้ชื่อจริง

   วาณิช สมรส กับทอรุ้ง มีบุตร 3 คน เพกา กงพัด และสงฟาง เขายึดการประพันธ์เป็นอาชีพมาตลอด

ผลงาน

รวมเรื่องสั้น      ซอยเดียวกัน
นวนิยาย         แม่เบี้ย เคหาสน์ดาว ตุ๊กตา   
รวมบทกวี        บันทึกแห่งการเดินทาง 6 ตุลามหากาพย์ (ร่วมกับคนอื่น ) ฯลฯ
หนังสือสำหรับเด็ก  เด็กชายกมลเที่ยวบ้านทุ่ง เขี้ยวสิงโต แม่หนูผู้กล้าหาญ ลูกเสือหาเหยื่อให้แม่ ธรรมชาติคือครู
สารคดี         จดหมายถึงเพื่อน เล่ม 1 – 2 ถึงแม่จำเนียร เพื่อนผู้อยู่ในบ้าน เลาะยุโรป ประเดี๋ยวเดียวที่จัตุรัสแดง รอยยิ้มหลังม่านหยก บ้านเกิดและเพื่อนเก่า ฯลฯ
บทภาพยนตร์     สี่ยอดกุมาร สิงหไกรภพ แม่เบี้ย คู่กรรม จักรยานสีแดง ฯลฯ
บทละครโทรทัศน์   วังน้ำวน ตุ๊กตา แผ่นดินของเรา ฯลฯ
หนังสือรวมเล่มจากคอลัมน์ประจำ  สนทนาประสาจน สวัสดีครับคุณผู้หญิง ริมระเบียง ซอยใจสบาย ซอยซีไรท์ ลูกทุ่ง โรงถ่าย นิยายรัก ฯลฯ 


รางวัลที่ได้รับ

เด็กชายกมลเที่ยวบ้านทุ่ง  ได้รับรางวัลดีเด่นประเภทหนังสือสำหรับเด็กในงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ปี 2521
เขี้ยวสิงโต           ได้รับรางวัลชมเชยประเภทหนังสือสำหรับเด็กในงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ปี 2522

แม่หนูผู้กล้าหาญ       ได้รับรางวัลชมเชยประเภทหนังสือสำหรับเด็กในงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ปี 2523
ลูกเสือหาเหยื่อให้แม่     ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ การประกวดหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็กของธนาคารกสิกรไทย ประจำปี 2524
เลาะยุโรป            ได้รับรางวัลชมเชยประเภทสารคดี  ในงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ปี 2525
ซอยเดียวกัน          ได้รับรางวัลซีไรท์ ปี 2527
แม่เบี้ย              ได้รับรางวัลชมเชยประเภทนวนิยายในงานสัปดาห์หนังสือ แห่งชาติ ปี 2530
    

      นอกจากนี้ก็มีเรื่องสั้นหลายเรื่องได้รับรางวัลจากกลุ่มวรรณกรรมพินิจ เรื่องสั้นมิชิแกนเทสต์ ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ แม่เบี้ย ตุ๊กตา และเคหาสน์ดาว มีผู้นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ และ ละครโทรทัศน์

           
จากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 17
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 24 Sep. 2002,00:22 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

กฤษณา อโศกสิน

 

     เป็นนามปากกาของนางสุกัญญา ชลศึกษ์ เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 เป็นคนกรุงเทพฯ เป็นบุตรคนแรกในจำนวนทั้งหมด 6 คน บิดาเคยรับราชการ เป็นนักการเมือง และทนายความ

     เริ่มเรียนชั้นประถมที่ อ่างทอง เพราะบิดาย้ายไปเป็นพนักงานสหกรณ์ ต่อมาก็มาเรียนต่อที่อยุธยา และเรียนมัธยมที่โรงเรียนราชินี  เรียนต่อคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  แต่ครอบครัวขัดสนทุนทรัพย์ และเรียนวิชาที่ตนเองไม่ถนัด จึงเลิกเรียนออกไปทำงาน

     เธอเริ่มต้นการประพันธ์ด้วยวัยเพียง 15 ปี เป็นคนชอบอ่าน ชอบคิด ชอบฝัน ผลงานระยะแรกเป็นครั้งเป็นนักเรียน เป็นงานร้อยกรอง ภายหลังแต่งนวนิยายเรื่องสั้นและยาว เธอมุ่งมั่นจะเป็นนักเขียน มีผลงานเรื่องสั้นเรื่องแรก 'ของขวัญปีใหม่' ลงในหนังสือ 'ไทยใหม่วันจันทร์' ในนามปากกาว่า 'กัญญ์ชลา' ประมาณปี 2489 ได้เข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่เสมียน กรมประมง กระทรวงเกษตรฯ รับเงินเดือน 450 บาท  ซึ่งได้ทำงานที่นี่นานถึง 17 ปี แต่ทว่ายังมุ่งมั่นที่จะเป็นนักเขียนต่อไป มีผลงานเรื่องสั้นลงตีพิมพ์ในนิตยสาร 'ศรีสัปดาห์' และทยอยลงตีพิมพ์ออกมาเรื่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่าร้อยเรื่อง ในขณะที่นวนิยายของเธอก็เริ่มมีออกมา ไม่ว่าจะเป็น หยาดน้ำค้าง, ดอกหญ้า, ดวงตาสวรรค์

    สำหรับนามปากกา 'กฤษณา อโศกสิน' นั้นเริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อปี 2501 ด้วยผลงานนวนิยายชื่อว่า 'วิหคที่หลงทาง' ตีพิมพ์ใน 'สตรีสาร' และได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านเป็นอย่างดี เธอเคยกล่าวถึงที่มาของนามนี้ว่า "ชื่อนี้นี่ประหลาด มันแว่บขึ้นมาในสมอง ในขณะที่นั่งคิดว่าจะใช้นามปากกาอะไร...เกิดขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ แปลออกมาได้ความว่า ไม้หอม ทรัพย์ที่ปราศจากทุกข์..." นามปากกานี้สร้างผลงานออกมาอย่างมากมาย เช่น น้ำผึ้งขม, ระฆังวงเดือน, ชลธีพิศวาส และอีกมากมายกว่าหนึ่งร้อยเรื่อง รวมทั้ง 'ปูนปิดทอง' ที่ทำให้เธอกลายเป็นนักเขียนรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมอาเซียน(ซีไรท์) ผลงานของกฤษณา อโศกสิน ได้รับการชื่นชมว่าเป็นงานเขียนกระเทาะเปลือกสังคมได้อย่างสะใจ ไม่ว่าจะเป็น ลานลูกไม้, ไฟทะเล, เสื้อสีฝุ่น, รอบรวงข้าว, เรือมนุษย์, ลมที่เปลี่ยนทาง, ฝันหลงฤดู, บุษบกใบไม้ ฯลฯ ผลงานอีกเป็นจำนวนมากได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์และละครทีวี
  


    เธอสมรสกับนายประพันธ์ ญาณารณพ เมื่อ พ.ศ. 2502 มีบุตรรวม 4 คน และหย่าจากกันเมื่อ พ.ศ.2512 หลังจากนั้นใช้ชีวิตครอบครัวกับนาย สมพร ภูริพงษ์ (ไม่ได้จดทะเบียน ) ซึ่งเป็นนักวาดรูป นักแสดง นักร้อง และนักเขียน แต่ต่อมาก็เลิกรากันไปเมื่อ ปี พ.ศ.2527 ปัจจุบันเธอยึดอาชีพนักเขียนอย่างจริงจัง

   เธอใช้นามปากกาเขียนในแนวทางต่างๆดังนี้

กฤษณา อโศกสิน (เรื่องชีวิตหนัก)
กัญญชลา (เรื่องชีวิตเบาๆ)
สุปปวาสา (เรื่องแทรกพุทธศาสนา)
กระเรียนทอง (เรื่องตลก)
ญาดา (นวนิยายเรื่องสั้นทั่วไป)


    ผลงาน
    กฤษณา อโศกสิน มีผลงานมากมาย เช่น
    นวนิยาย ได้แก่ เพลิงบุญ หนามกุหลาบ วิมานไฟ ดวงตาสวรรค์ ฝันกลางฤดูฝน เรือมนุษย์ ตะวันตกดิน ไฟในทรวง น้ำผึ้งขม บันไดเมฆ สวรรค์เบี่ยง น้ำเซาะทราย ป่ากามเทพ ความรักแสนกล ไม้ผลัดใบ ประตูที่ปิดตาย ปีกทอง ไม้ป่า ฝ้ายแกมแพร เมียหลวง กระเช้าสีดา เข็มซ่อนปลาย ปูนปิดทอง เนื้อนาง บ้านขนนก บุษบกใบไม้ ลายหงส์ เลื่อมสลับลาย เวิ้งระกำ หลังคาใบบัว เสื้อสีฝุ่น เสียงแห่งมัชฌิมยาม ชาวกรง แมลและมาลี ข้ามสีทันดร จำหลักไว้ในแผ่นดิน ล่องทะเลดาว ฯลฯ 

    รวมเรื่องสั้น ระหว่างบ้านกับถนน ฯลฯ
   
    สารคดี เสียงหัวเราะและน้ำตาในศิลานคร ปลายสายฝนที่ทาคายามา ฯลฯ

    รวมบทความ  ไฟส่องทาง


รางวัลที่ได้รับ

  ได้รับรางวัล สปอ. ( องค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

   เมื่อปี พ.ศ. 2511  จากเรื่อง   เรือมนุษย์
   เมื่อปี พ.ศ. 2515   จากเรื่อง   ตะวันตกดิน
 
  ได้รับรางวัลชมเชยจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือ  พ.ศ.2515
   จากเรื่องฝันกลางฤดูฝน 

  ได้รับรางวัลชมเชยจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
  ได้แก่ เรื่อง รากแก้ว        ปี 2517
          ไม้ผลัดใบ       ปี 2519
          ลมที่เปลี่ยนทาง   ปี 2520
          บ้านขนนก       ปี 2522
          ไฟหนาว         ปี 2523
           กระเช้าสีดา      ปี 2528
           ภมร            ปี 2531

   ได้รับรางวัลดีเด่นจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
           บุษบกใบไม้       ปี 2529
           ไฟทะเล          ปี 2531
           ข้ามสีทันดร       ปี 2541
           จำหลักไว้ในแผ่นดิน ปี 2528

  


   ได้รับรางวัลซีไรท์ ปี 2528 จากเรื่อง ปูนปิดทอง 
        
   ได้รับคัดเลือกให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (นวนิยาย) ปี 2531

   ได้รับคัดเลือกจากศูนย์วัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศชิลีให้เป็นหนึ่งในห้าสิบนักเขียนทั่วโลกผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวรรณกรรม รับเหรียญที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี กาเบียลา มิสทรัล ซึ่งเป็นนักเขียนรางวัลโนเบลของชิลี
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 18
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 28 Sep. 2002,19:46 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

อังคาร กัลยาณพงศ์
   
    ฉันเอาฟ้าห่มให้ หายหนาว
    ดึกดื่นกินแสงดาว ต่างข้าว
    น้ำค้างพร่างกลางหาว หาดื่ม
    ไหลหลั่งกวีไว้เช้า ชั่วฟ้าดินสมัยฯ


   

    อังคาร กัลยาณพงศ์ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖๙ ที่ ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวัยเด็กเขาเคยเป็นอัมพาตเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่มีหมอทดลองรักษาด้วยสมุนไพรจนหาย

    เขาศึกษาขั้นประถม และมัธยมที่โรงเรียนในจังหวัด จากนั้นเดินทางเข้ากรุงเทพฯมาศึกษาวิชาศิลปะ ที่โรงเรียนเพาะช่าง และมหาวิทยาลัยศิลปากรในคณะจิตรกรรม-ประติมากรรม เป็นศิษย์ของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี  แต่ศึกษาอยู่ถึงชั้นปีที่ ๓ เกิดเบื่อหน่ายจึงออกจากมหาวิทยาลัย ต่อมาได้ศึกษาศิลปะไทยโบราณกับอาจารย์ เฟื้อ หริพิทักษ์ โดยได้เดินทางรอนแรมไปยังเมืองต่างๆเพื่อคัดลอกภาพจิตรกรรม เช่น ศรีสัชชนาลัย สุโขทัย อยุธยา เพชรบุรี เป็นต้น และได้ทำงานศิลปะกับงานประพันธ์เรื่อยมา

    เนื่องจากที่บ้านของเขามีหนังสือมากมาย โดยเฉพาะบทกลอน เขาต้องอ่านวรรณคดีให้มารดาฟังอยู่เสมอ จึงทำให้เขารักวรรณคดีและหลงใหลในกาพย์กลอนเป็นชีวิตจิตใจ เขากล่าวว่า
    "ผมอ่านทุกประเภท แม้กระทั่งหนังสือการครัวทำกับข้าวก็อ่าน เพราะชีวิตผมมันอยู่กับการศึกษาเล่าเรียนเท่านั้น การอ่านหนังสือก็เพื่อหาความรู้ สุ จิ ปุ ลิ บางทีเราคิดเองไม่ได้หมด เพราะฉะนั้นต้องเรียน ต้องศึกษา" และเมื่อให้กล่าวถึงชื่อหนังสือที่ชอบอ่าน ก็มีดังต่อไปนี้


     ไตรภูมิพระร่วง ชอบเพราะนับเป็นแม่บทของการช่างทั้งปวง ทั้งงานปั้น งานหล่อสารพัด ถือว่าเป็นหลักของแผ่นดินก็ว่าได้ แล้วก็ยังมี ปฐมสมโพธิกถา, ลิลิตยวนพ่าย, ลิลิตพระลอ, ลิลิตตะเลงพ่าย, อิเหนา, ราชาธิราช, นิทราชาคริต, ขุนช้างขุนแผน, สามก๊ก, เงาะป่า, พระอภัยมณี นอกจากนี้ก็ยังมีหนังสือ นิราศต่าง ๆ ชาดกต่าง ๆ ชาดกบางเรื่องมีมาก่อนพุทธศาสนาเสียอีก นับเป็นมรดกของมนุษยชาติ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาโดยตรง มีคติสอนใจ ถือเป็นวิธีสอนธรรมะทางหนึ่ง ที่เปรียบเสมือนเรากินยาสำคัญเพื่อบำบัดโรค แต่มีการเคลือบน้ำผึ้ง น้ำตาลเอาไว้ น้ำผึ้งน้ำตาลนี้ คือให้มีรมณีย์ของโลกมนุษย์ เป็นส่วนที่เป็นโลกียะ แต่จริง ๆ แล้วก็คือมุ่งสอนธรรมะ และอีกประเภทก็คือหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยธรรมของมนุษยชาติ ทั้งศาสนา พุทธ, คริสต์, อิสลาม ชอบอ่านทั้งหมดเลย… และชอบการวาดรูปด้วย เขาเริ่มเรียนรู้การเขียนโคลงกลอนเมื่ออยู่ชั้นมัธยมปีที่ 4 เริ่มมีผลงานบทกวีตีพิมพ์ในนิตยสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๖ และมีผลงานตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรก คือ หนังสือกวีนิพนธ์ เมื่อพ.ศ.๒๕๐๗ หลังจากนั้นชื่อเสียงและผลงานของท่านก็เป็นที่รู้จักกันอย่างรวดเร็ว  ในงานเขียนทุกชิ้นใช้ชื่อจริงทุกครั้ง

    อังคาร กัลยาณพงศ์ ใช้ชีวิตครอบครัวกับคุณอุ่นเรือน มีบตรชาย ๑ คน และบุตรสาว ๒ คน ชื่อ ภูหลวง อ้อมแก้ว และวิสาขา 
  


ผลงาน
พ.ศ.๒๕๐๗ กวีนิพนธ์ ของ อังคาร กัลยาณพงศ์
พ.ศ.๒๕๑๒ ลำนำภูกระดึง
พ.ศ.๒๕๑๕ บางบทจากสวนแก้ว
พ.ศ.๒๕๒๑ บางกอกแก้วกำสรวญ หรือ นิราศนครศรีธรรมราช
พ.ศ.๒๕๒๙ ปณิธานกวี
พ.ศ.๒๕๓๐ หยาดน้ำค้างคือน้ำตาของเวลา


จากผลงานของท่านทำให้ท่านได้รับรางวัลเกียรติคุณต่างๆดังนี้คือ
   
   
 

พ.ศ.๒๕๑๕ รางวัลกวีดีเด่น ของมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประธีป
พ.ศ.๒๕๒๙ รางวัลซีไรต์ จาก ปณิธาณกวี
พ.ศ.๒๕๓๒ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์


      ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะและวรรณศิลป์แห่งชีวิต ณ บ้านอังคาร กัลยาณพงศ์  แสดงผลงานทั้งทางด้านงานประพันธ์ และภาพเขียนของเขาทั้งหมด  พิพิธภัณฑ์นี้เปิดเป็นทางการเมื่อ วันวิสาขบูชา ๒๕๔๕

ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ100 นักประพันธ์ไทย ผศ. ประทีป เหมือนนิล
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 19
นกกะปูด Search for posts by this member.
เด็กรับใช้ธรรมดา
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 1820
เข้าร่วมเมื่อ: 25 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 29 Sep. 2002,01:31 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE

รอคอยด้วยใจระทึก อีกสองอันดับก็จะถึงหวานใจของนู๋ "พี่จี๊ด"
ดอกไม้..ดอกไม้จะบาน.. flower.gif
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
68 คำตอบนับตั้งแต่ 23 Aug. 2002,08:40 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 1 of 71234567>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com